
กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย

Kawasaki Z1100 2026 ซูเปอร์เน็กเก็ดพี่ใหญ่จากคาวาซากิที่จะมาเขย่าตลาด รถคลาสพันซีซีอัพ ชูจุดเด่นด้วยบล็อกเครื่องสี่สูบเรียงใหม่ และอื่น ๆ

Yamaha WR125R 2026 เจนเนอเรชันใหม่สำหรับสายลุยพิกัดเริ่มต้น ปรับโฉมหน้าตา อัปชุดสีและลวดลายใหม่ คาดรุ่น 155 ซีซีเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้

Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวบิ๊กไบค์ 2 โมเดลใหม่ ในงาน Motor Expo 2021 Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวอีก 2 โมเดลระดับแฟลกชิพในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 ได้แก่ All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งสุดล้ำ และ All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตมาดเข้มดำดุดัน รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเดินหน้ารุกตลาดบิ๊กไบค์ช่วงปลายปีด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 2 รุ่นในงาน Motor Expo 2021 นำทัพโดย All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งดีไซน์ใหม่ทั้งคันมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ All New CB1000R Black Edition เน็คเก็ตสปอร์ตสายเข้ม สไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ ที่ให้ทั้งความดุดัน และสมรรถนะสุดเร้าใจ มร.ทาคาโนริ มารุยามะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนารถฮอนด้าบิ๊กไบค์ทุกรุ่น คือ การส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าของเรา ไม่ว่าไลฟ์สไตล์จะเป็นแบบไหน ฮอนด้าบิ๊กไบค์ก็พร้อมจะพาไปพบกับความน่าตื่นตาตื่นใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้” “เราได้นำเสนอบิ๊กไบค์อีก 2 รุ่น ซึ่งต่างก็เป็นรถระดับแฟลกชิพของเรา เริ่มจาก All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งรุ่นใหม่ล่าสุด ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางไกลทุกรูปแบบ และ All New CB1000R Black Edition ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความเข้มดุดันเป็นพิเศษ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมสมรรถนะขั้นสูง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ยุคใหม่อย่างลงตัว อยากให้คนไทยได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเองที่บูธฮอนด้า” All New NC750X All New NC750X แอดเวนเจอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมคอนเซปต์ “Endless Route Await” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน สะดุดตาไปกับเส้นสายและรูปทรงที่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟ LED ทั้งคัน ให้ความเฉียบคมทุกมุมมอง หน้าจอ LCD ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง แบบ SOHC 8 วาล์ว ขนาด 745 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์แบบ DCT (Dual Clutch Transmission) เลือกเปลี่ยนได้ทั้ง MT/AT ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ป้องกันล้อหมุนฟรีขณะขับขี่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 23 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ คล่องตัวยิ่งขึ้นจากการออกแบบตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมถึง 6 กิโลกรัม ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ท่านั่งการควบคุมให้ความกระชับ มั่นใจ และนั่งสบายด้วยความสูงเบาะเพียง 800 ม.ม.อ โดยเปิดจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 365,000 บาท CB1000R Black Edition อีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุด All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตไบค์ระดับท็อปคลาส ในสไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ มาพร้อมคอนเซปต์ “Engineering with a Soul” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ไฟหน้าใหม่ ยกระดับความดุดันรอบคันด้วยสีดำ เร้าใจด้วยสุดยอดสมรรถนะจากขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC ขนาด 998 ซีซี หัวฉีด PGM-DSFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า สามารถปรับการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard,

Ducati รุกหนัก ขน 5 รุ่นใหม่เผยโฉมที่ไทยก่อนใครในโลกที่ Motor Expo 2021 ล่าสุด Ducati รุกหนัก ขน 3 โมเดลใหม่เปิดตัวที่ไทยครั้งแรก ก่อนใครในโลกที่งาน Motor Expo 2021 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำขบวนมาโดย Panigale V2 Troy Bayliss โมเดลพิเศษฉลองตำนานชื่อดัง, Scrambler 1100 Tribute Pro รุ่นพิเศษครบรอบ 50 ปี และ Scrambler Urban Motard พร้อมกันนี้ยังได้ทำการเปิดตัว 2 โมเดลใหม่อย่าง Diavel 1260 S Black & Steel และ Hypermotard 950 SP พร้อมกับเตรียมแคมเปญและข้อเสนอพิเศษไว้รองรับไบค์เกอร์ที่สนใจจะเป็นชาวดูคาทิสต้าเอาไว้ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อฉลองครั้งแรกของการร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 หรืองาน Motor Expo 2021 จะเป็นครั้งแรกที่ ดูคาติ ประเทศไทย ได้มีโอกาสเจอเหล่าดูคาทิสต้า และพี่ ๆ น้อง ๆ เหล่าไบค์เกอร์ แบบเต็ม ๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้คอนเซปต์ “Ducati x Audi Brand Integration” “เชื่อว่าจะเป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญแห่งวงการยนตรกรรมที่น่าจดจำ ทุกคนที่มาบูธของดูคาติในงานนี้จะได้มีความสุขกับสุดยอดแห่งเทคโนโลยีโลกยนตรกรรมพรีเมียมของทั้งแบรนด์ Ducati และ Audi โดยไฮไลท์เด่นของดูคาติ คือ 3 รุ่น Ducati World Premiere 2022 ที่เผยโฉมในไทยเป็นที่แรกในโลก และ อีก 2 รุ่นใหม่ และ 7 รุ่นยอดนิยม จัดมาให้ลูกค้าได้มีอิสระในการเลือกเพื่อนคู่ใจคันใหม่ ไปเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนสุดท้ายของปี 2564 เป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลแห่งความสุข ดูคาติ ได้เตรียมข้อเสนอพิเศษและแคมเปญโดนๆ ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดูคาติได้อย่างง่ายดายมากขึ้น” มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ครั้งแรกของงาน Motor Expo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม ดูคาติ ไม่รีรอที่จะสร้างเซอร์ไพรส์และความคึกคักให้กับวงการยานยนต์ โดยได้นำ Ducati World Premiere 2022 ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองตำนานความสำเร็จระดับโลกของดูคาติ มาเผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นที่แรก ก่อนเริ่มวางตลาดทั่วโลกในต้นปีหน้า” เริ่มต้นด้วย Panigale V2 Bayliss 1st championship 20th anniversary ซูเปอร์ไบค์เร้าใจสายสปอร์ตรุ่นฉลองแชมป์ครบรอบ 20 ปี ของนักแข่งชื่อดังอย่าง ทรอย เบย์ลิสส์ มาพร้อมกับลวดลายเดียวกันกับ Ducati 996R ที่เขาใช้คว้าชัย พร้อมยกสมรรถนะของรถไปอีกขั้น ด้วยโช้คอัพ Ohlins ทั้งหน้าและหลัง พิเศษด้วยแผงคออลูมิเนียมสุดหรู และยังคงความพิเศษด้วยการยิงเลเซอร์เลขซีเรียลนัมเบอร์อีกด้วย ตามมาด้วยโมเดลสำหรับสายลุยฝุ่นกับ Scrambler 1100 Tribute PRO ที่ผลิตขึ้นเป็นรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ Scrambler รุ่นแรกเริ่มปรากฏในปี 1971 พร้อมสีพิเศษอย่าง “Giallo Orca” ที่ใช้ใน Model รุ่น 450 Desmo mono และ 750 sport อีกด้วย อีกทั้งทาง Ducati เองยังเลือกใช้ Logo อย่าง Ducati Logo 70S ที่พาเราย้อนกลับไปในสมัยยุค 70 ได้อย่างคลาสสิคและลงตัว ถือเป็นไอคอนโมเดลที่บอกเล่าความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีสองสูบแบรนด์แรกที่วางจำหน่ายในปี 1971 ได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วย Ducati

Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ยางถนนตัวใหม่ล่าสุด กับความหนึบแบบยางสนาม ยาง Pirelli DIABLO ROSSO IV Corsa ก็คือยางที่อัปเกรดเพิ่มความดุดันมาจาก DIABLO ROSSO IV ที่เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตนั่นเอง โดยมีการพัฒนามาเพื่อนักบิดที่ต้องการยางสมรรถนะสูง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั้งบนถนนจริงและในสนามได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ล่าสุดค่ายยางตัว P ยาวก็ได้ทำการเปิดตัวยางรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างยาง DIABLO ROSSO IV Corsa ยางไฮเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูงที่ยกระดับของการขับขี่สไตล์สปอร์ตไปอีกขั้น โดยยางรุ่นใหม่นี้จะเป็นยางที่พัฒนามาจากยางชื่อตระกูลเดียวกันแต่ชื่อสั้นกว่า ซึ่งได้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองนักบิดที่แสวงหาความสุดของการขับขี่ในสไตล์สปอร์ต เพื่อที่จะรีดสมรรถนะของรถของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นรถสปอร์ต ซูเปอร์สปอร์ต เน็กเก็ด หรือไฮเปอร์เน็กเก็ดไบค์ แต่อย่างใด ยางรุ่นนี้ตอบโจทย์คนแบบไหน? นักบิดที่หลงใหลในการขับขี่ที่ลื่นไหล ชอบการขับขี่ไปบนถนนที่คดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามเทือกเขา ซึ่งก็คือคนที่ต้องการยางที่สามารถรีดสมรรถนะของมอเตอร์ไซค์ของตัวเองออกมาได้มากที่สุด ให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจจากการยึดเกาะขั้นสุด นักบิดที่ลุ่มหลงในการแต่งรถ คนที่ต้องการจะอัปเกรดสมรรถนะและใส่ใจในการแต่งรถของตัวเอง นักบิดกลุ่มนี้จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อรถของพวกเขา เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของพวกเขาผ่านการเลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง ๆ คุณสมบัติเด่นของยางตัวใหม่นี้ การยึดเกาะที่สูงขึ้นบนพื้นผิวที่แห้ง จากการมีลายดอกยางที่ออกแบบให้มีส่วนที่เป็นหน้ายางแบบเกลี้ยงมากขึ้น ซึ่งให้หน้าสัมผัสที่มากขึ้น พร้อมกับใช้คอมปาวด์ยางที่ล้ำสมัยช่วยเพิ่มระดับของการยึดเกาะให้มากขึ้น ช่วยเพิ่มการตอบสนองและความแม่นยำในการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น มีการออกแบบโครงสร้างด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยช่วยให้ตัวยางสามารถรักษาการยึดเกาะกับความขรุขระขนาดเล็กมาก ๆ ของผิวถนนได้ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่จะสามารถจับสัมผัสถึงการตอบสนองได้อย่างแม่นยำและรู้สึกได้ว่ารถอยู่ในการควบคุม สมรรถนะที่คงเส้นคงวาแม้ว่าจะผ่านการขับขี่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปได้จากลักษณะของลายดอกยางลายสายฟ้าแบบตัด โดยยางจะมีความคงทนต่อแรงเครียดสูง และตัวยางยังรักษาสมดุลทางความร้อนที่เหมาะสมไว้ได้ด้วยการจัดเรียงคอมปาวด์แบบใหม่ ระดับของยาง หลาย ๆ ท่านน่าจะรู้ว่านักแข่งในรายการ FIM Superbike World Championship หรือ WorldSBK สามารถที่จะเลือกยาง DIABLO Superbike ในการแข่งขันได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเซ็ตรถ นักบิดเองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาสามารถที่จะเลือกใส่ยางสไตล์สปอร์ตเพื่อที่จะใช้รีดสมรรถนะของรถตัวเองให้ออกมาได้มากที่สุด ยางตัวใหม่นี้มีระดับของยางอยู่ในกลุ่มยางถนนสมรรถนะสูงของทางพีเรลลี่ เป็นอีกขั้นของ ROSSO IV โดยจะให้ความสมดุลระหว่างสมรรถนะแบบสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมทั้งในสนามและบนท้องถนน ซึ่งก็คือให้การยึดเกาะที่องศาการเอียงรถสูง ๆ ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ในสนาม และขณะเดียวกันก็ให้การยึดเกาะบนทางเปียกที่ดีและให้อายุการใช้งานที่ยาวนานในแบบที่ยางถนนควรจะเป็น ทั้งนี้ตัวอย่างใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ในช่วงมกราคมปี 2022 เป็นต้นไป (โดยแต่ละไซส์จะวางจำหน่ายไม่พร้อมกัน ให้สอบถามตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน) ขนาดยางหน้าที่จะมีจำหน่าย 110/70 ZR 17 M/C 54W TL 120/70 ZR 17 M/C (58W) TL ขนาดยางหลังที่จะมีจำหน่าย 150/60 ZR 17 M/C 66W TL 180/55 ZR 17 M/C (73W) TL 180/60 ZR 17 M/C (75W) TL 190/50 ZR 17 M/C (73W) TL 190/55 ZR 17 M/C (75W) TL 200/55 ZR 17 M/C (78W) TL 200/60 ZR 17 M/C (80W) TL อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Honda ADV350 สกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายปีกนก ต้องบอกเลยว่า เป็นโมเดลที่ชาวไบค์เกอร์ หลายๆคนตั้งหน้าตั้งตา รอกันอยู่พักใหญ่ ว่าจะมาหรือไม่มา จะผลิตหรือไม่ผลิต เดากันไปต่างๆนานา ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า สยบข่าวลือกันให้หายสงสัย ว่าโมเดลนี้มีจำหน่ายอย่างแน่นอน หลังจากเปิดตัวในงาน Eicma 2021 เรามาดูกันว่า Honda ADV350 มีอะไรบ้าง… ดีไซน์ตัวรถออกแบบมาในคอนเซป สกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ สามารถที่ขับขี่แบบสมบุกสมบันได้อย่างสบาย มีลักษณะไฟหน้าใหญ่หล่อ รูปร่างตัวรถคล้ายกับน้องเล็กอย่าง ADV150 และพี่ใหญ่อย่าง X-ADV 750 แต่มีขนาดเครื่องยนต์และแฟริ่งที่พอดิบพอดี มาพร้อมกับแฮนด์บาร์และการ์ดแฮนด์ ดูอวบ หล่อ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เครื่องยนต์ที่มากับตัวรถยังคงเป็น เครื่องยนต์ ESP+ บล๊อกเดียวที่ใช้อยู่ใน Forza 350 แต่อาจจะมีการปรับจูนกราฟน้ำมันเพียงเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับคาแร็คเตอร์ของตัวรถ มาดูที่ช่วงล่างกันบ้างกับโช้คอัพหน้าแบบ Up Side Down และโช้คหลังแบบ SubTank จะดูเหมือนรุ่นน้องอย่าง ADV150 ออกแบบมาให้พร้อมลุยแบบ สมบุกสมบันมากขึ้น ในส่วนของตัวล้อที่ให้ล้อหน้ามา 15 นิ้ว และ ล้อหลัง 14 นิ้ว มาพร้อมกับยางลายดอก ดิสก์เบรกหน้าหลังพร้อมเทคโนโลยี ABS เรือนไมล์ให้มาแบบจัดเต็ม Full LCD มาพร้อมสกู๊ปบังแดด ดีไซน์ให้ความรู้สึกแบบ แอดเวนเจอร์ไบค์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกช่องจ่ายไฟแบบ USB ติดตั้งมาให้จากโรงงาน พร้อมกับ U box เก็บสัมภาระขนาดใหญ่เก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ เหมาะสำหรับสายทัวริ่งเดินทาง เอาเป็นว่าสาวก ADV ที่อดใจรอกันมานานก็อดใจรอกันต่ออีกหน่อยไม่รู้ว่าจะเข้าไทยเมื่อไร หรือแอบจอดซุกไว้ที่ไหนซักที่ในโรงงาน ไทยฮอนด้า แล้วก็เป็นได้ หยอกๆ จากที่รวบรวมภาพทั้งหมดมาแล้ว อาจจะไม่สามารถประเมินราคาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการได้ อาจจะไม่เกิน 2 แสนบาท เดาๆ อย่างเพิ่งเชื่อนะ 5555+ สุดท้ายนี้ก็อดใจรอกันหน่อย ในไม่ช้านี้ เก็บเงินรอได้เลย..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ค่ายยามาฮ่า กระหึ่มเวทีเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ จากผลงานระดับท็อปของ TOPRAK RAZGATLIOGLU #54 ดาวบิดเติร์ก ที่แท็กทีมต้นสังกัดผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลก หลังผ่านการชิงชัยในนัดส่งท้ายฤดูกาล ที่ มันดาลิกา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศึกซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 สนามสุดท้ายของฤดูกาล ดวลความเร็วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บนแทร็กป้ายแดงอย่าง เปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย ระยะทางต่อรอบ 4.300 กิโลเมตร กำหนดชิงชัยทั้งสิ้น 2 เรซ ในรายการพิเรลลี่ อินโดนิเซีย ราวนด์ โดย โทปรัค ราซกัตลิโอกลู #54 ดาวบิดเติร์ก สังกัดพาต้า ยามาฮ่า วิท บริกซ์ เวิลด์เอสบีเค สามารถปิดจ็อบได้ในเรซแรกของการแข่งขัน หลังบิดเข้าเส้นชัยด้วยอันดับ 2 ทว่าเพียงพอที่จะคว้าแชมป์โลกสมัยแรกให้กับตนเอง ก่อนจะส่งท้ายฤดูกาลด้วยการซิ่งจบการแข่งขันอันดับ 4 ในเรซที่ 2 ด้าน อันเดรีย โลคาเทลลี่ #55 เพื่อนร่วมสังกัด บิดจบการแข่งขันด้วยอันดับ 4 และ 8 ตามลำดับจากผลการแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้ ยามาฮ่า ผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลกประเภทค่ายผู้ผลิต รวมถึง พาต้า ยามาฮ่า วิท บริกซ์ เวิลด์เอสบีเค ในประเภททีม ขณะที่ อันเดรีย โลคาเทลลี่ ซิว รุกกี้ ออฟ เดอะเยียร์ ด้าน การ์เรต เกอร์ลอฟ และ จีอาร์ที ยามาฮ่า เวิลด์เอสบีเค ทีม คว้าแชมป์ประเภททีมอิสระ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สำหรับคนที่รักและสนใจ BMW อยากให้มาทดลองขับขี่แบบเต็มๆทุกรูปแบบทุกสภาพเส้นทาง ภายใต้กิจกรรม GS Glamping Experience บอกเลยว่าห้ามพลาด กับทริปสุด exclusive 3 วัน 2 คืน ที่ทาง BMW Motorrad จัดขึ้นมาต้อนรับลมหนาว ได้มาขี่รถท่องเที่ยวผจญภัยในเขตอำเภอ สวนผี้ง ลัดเลาะแนวตะเข็บชายแดนไปในเส้นทางธรรมชาติ ที่คุณจะสนุกกับการขับขี่แนวเอนดูโร่ไปกับรถ BMW R1250 GS ที่ทาง BMW Motorrad ได้เตรียมไว้ให้ หรือจะเอารถ GS ของตัวเองมาก็ได้ที่พิเศษกว่านั้น ในกิจกรรมนี้ให้เราพาครอบครัวไปร่วมพักผ่อนได้ด้วย ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีของผมที่ได้โอกาสไปร่วมกิจกรรมทริป GS Glamping ในครั้งนี้ และได้พาลูกสาวกับภรรยา ไปด้วย โดยปกติแล้วเวลาไปขี่รถ ส่วนตัวผมแล้วจะไม่เคยเอาภรรยาซ้อนไปด้วยเพราะเขาจะไม่ชอบซ้อนมอเตอร์ไซค์เดินทางไกลๆ เอาลูกไปด้วยนี่ยิ่งไม่เคยคิดเลยครับ แต่ในครั้งนี้การเอาครอบครัวไปด้วยแล้วเราก็ได้ขี่รถเที่ยวด้วยได้ผมก็คิดว่าไม่ควรจะพลาด นานๆที่จะได้มีโอกาสพาครอบครัวไปพักผ่อนพร้อมกับได้ขี่ GS เที่ยวแบบยังไม่ต้องซื้อมีหรือจะพลาด โดย กิจกรรม GS Glamping Experience มี 3 วัน จำกัดผู้ร่วมทริปไว้ครั้งล่ะไม่เกิน 6 ท่านต่อสัปดาห์ โดยจะจัดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ติดต่อกัน 16 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2564 ไปถึงวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2565 ผมและครอบครัวเดินทางด้วยรถยนต์ มาที่ Ashcarya Boutique Resort ตามเวลานัดหมาย ส่งคุณภรรยาและลูกสาวเข้าที่พัก ส่วนตัวผมก็เปลี่ยนชุดออกไปทดสอบ ที่แคมป์จัดกิจกรรมใกล้ๆกับที่พัก บริเวณแคมป์ตั้งอยู่บนลานโล่งท่ามกลางหุบเขา อากาศเย็นสบาย มีทีมครูฝึกมืออาชีพจาก Enduro Park Thailand มาสอนทักษะการขี่เอนดูโร่และดูแลความปลอดภัยให้ด้วย พร้อมกับฝูง BMW R1250 GS ตัวใหม่ล่าสุดมาประจำการให้ขี่ทดสอบกันแบบเต็มที่ วันแรกทำความคุ้นเคยกับเจ้า R1250 GS โดยทีมครูฝึกจะสอนเบสิคทักษะการขี่เอนดูโร่ เบื้องต้นให้พร้อมกับดูความสามารถในการขี่ว่าควรจะไปในทางแบบไหนในวันรุ่งขึ้น วันที่สอง เต็มๆกับการขี่ BMW R1250 GS ในทาง Off Road และ On Road ในพื้นที่รอบๆ อ. สวนผึ้ง ส่วนครอบครัวก็ตามสบายเลยครับ จะเลือกเล่นน้ำอยู่ที่พัก หรือจะพากันขับรถเที่ยวสถานที่ต่างๆในอำเภอสวนผึ้ง ก็ตามใจชอบเลยครับ พอตอนเที่ยงมีนัดกินข้างกลางวันพร้อมกันที่ The Scenery Vintage Farm หลังจากนั้นก็แยกย้าย กลุ่มผู้ชายก็ไปขี่รถต่อ ส่วนสาวๆก็จะไปเจอกันตอนเย็น แล้วก็เดินทางไปร่วมทานอาหารเย็น ที่แคมป์ บอกเลยว่าบรรยากาศสุดยอดอยากให้ไปสัมผัสเองไม่อยากบรรยาย แต่ถูกใจคุณภรรยากับลูกสาวมากๆ หลังจากจบอาหารมื้อเย็นกับบรรยากาศที่ไม่สามารถหาได้ในกรุงเทพ ก็กลับที่พัก พักผ่อนกันยาวๆถึงอีกวันใช้เวลากับครอบครัวได้เต็มที่ สำหรับทริปสุดพิเศษนี้เปิดให้จองเฉพาะเลูกค้า BMW Motorrad หรือเจ้าของรถยนต์ BMW เท่านั้น! (รุ่นใดก็ได้) ในจำนวนจำกัดที่ 6 ครอบครัวต่อหนึ่งสุดสัปดาห์ ในราคา 8,000 บาทต่อผู้เข้าร่วมหนึ่งท่าน และในราคา 3,000 บาทต่อหนึ่งผู้ติดตาม (สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้รถของตัวเอง สามารถเช่ารถมอเตอร์ไซค์ BMW R1250GS เพิ่มได้ในราคา 4,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ทาง Line BMW Motorrad Owners หรือ Facebook BMW Motorrad Thailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตัดแต้มใบขับขี่ สำหรับรถสาธารณะและขนส่ง เริ่ม 1 ธันวาฯ นี้ ล่าสุดทางกรมการขนส่งทางบกก็ได้ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำระบบตัดแต้มมาพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือ ตัดแต้มใบขับขี่ สำหรับผู้ขับรถสาธารณะและรถขนส่งเท่านั้น!!! มุ่งสร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย ลดการกระทำผิดซ้ำ ดีเดย์ 1 ธ.ค. 64 เริ่มบังคับใช้มาตรการตัดแต้มใบอนุญาต แน่นอนว่าอาชีพที่ได้รับผลกระทบจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือรถสาธารณะอย่าง พี่วินมอเตอร์ไซค์ พี่แท็กซี่ พี่ตุ๊กตุ๊ก และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มรถขนส่ง คนขับรถบรรทุกขนส่ง และคนขับรถโดยสาร ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้มีเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันคือ จะกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต มีคะแนน 100 คะแนน สำหรับใช้ในการบันทึกคะแนนและตัดคะแนน การตัดคะแนนจะแบ่งตามกลุ่มข้อหาความผิดเป็น 3 กลุ่ม ตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด กลุ่มที่ 1 ตัดคะแนนครั้งละ 10 คะแนน กลุ่มที่ 2 ตัดคะแนนครั้งละ 20 คะแนน และกลุ่มที่ 3 ตัดคะแนนครั้งละ 30 คะแนน สำหรับกลุ่มแรก รถสาธารณะอย่าง พี่วินมอเตอร์ไซค์ พี่แท็กซี่ พี่ตุ๊กตุ๊ก การตัดคะแนนจะมีดังนี้ ตัดครั้งละ 10 คะแนน ตัดครั้งละ 20 คะแนน ตัดครั้งละ 30 คะแนน ไม่แสดงบัตรประจำตัวผู้ขับรถ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร กระทำการลามก ใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ปฏิเสธผู้โดยสาร ขับรถประมาท หวาดเสียว เป็นอันตราย ใช้รถไม่ตรงตามที่จดทะเบียน ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลง ทิ้งผู้โดยสารกลางทาง แก้ไขดัดแปลงมาตรค่าโดยสาร ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้าง แสดงกิริยาไม่สุภาพ เมาสุราหรือของมึนเมาขณะขับรถ ก่อความรำคาญให้แก่ผู้โดยสาร เสพของมึนเมาขณะขับรถ ขับรถระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ พักใช้หรือถูกยึด ใช้รถสิ้นอายุ เก็บค่าโดยสารเกินกฎหมายกำหนด กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มรถขนส่ง คนขับรถบรรทุกขนส่ง และคนขับรถโดยสาร ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้มีเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป ตัดครั้งละ 10 คะแนน ตัดครั้งละ 20 คะแนน ตัดครั้งละ 30 คะแนน แสดงกิริยาไม่สุภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช้เครื่อง GPS กระทำการลามก ไม่ดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัยขณะโดยสาร ไม่ใช้เครื่องอุปกรณ์และส่วนควบของรถ ใช้อุปกรณ์ตัดสัญญาณ GPS ไม่หยุดรับหรือส่งผู้โดยสาร ณ ที่ให้หยุด ไม่ใช้อุปกรณ์ล็อกตู้บรรทุกสินค้า ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถ ใช้ความเร็วเกินกำหนด แต่ไม่เกิน 100 กม./ชม. ละทิ้งหน้าที่ผู้ขับรถ บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง ระเบิด หรือวัตถุอันตรายโดยฝ่าฝืนข้อห้าม บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมายปลายทาง ใช้ความเร็วเกินกำหนด ตั้งแต่ 101 – 110 กม./ชม. ขับรถประมาท หวาดเสียว เป็นอันตราย ใช้ความเร็วเกิน 110 กม./ชม. การลงโทษ กรณีถูกตัดคะแนนจนเหลือ 0 จะถูกสั่งพักใบอนุญาต 90 วัน หากถูกพักใช้ใบอนุญาตเกินกว่า 2 ครั้ง ภายใน 3 ปี (นับจากวันที่ถูกตัดคะแนนครั้งแรก) จะถูกพักใช้ใบอนุญาต 180 วัน กรณีทำผิดร้ายแรง หรือการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือภาพพจน์ของประเทศ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นภัยสังคม หรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมาก จะถูกพักใช้ใบอนุญาต และถูกตัดคะแนนจนเหลือ 0 ในครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีการคืนคะแนน เพื่อให้โอกาสปรับปรุงตัว และประกอบอาชีพต่อได้ ด้วยการทำดังต่อไปนี้ การคืนคะแนน เข้ารับการอบรมหลักสูตร 2 ชม. และทดสอบผ่านการอบรมจะได้รับคะแนนคืน 50 คะแนน (คะแนนรวมกันกับที่คงเหลืออยู่ต้องไม่เกิน 100 คะแนน) เข้ารับการอบรมหลักสูตร 4 ชม. และทดสอบผ่านการอบรมจะได้รับคะแนนคืน 100 คะแนน (คะแนนรวมกันกับที่คงเหลืออยู่ต้องไม่เกิน 100 คะแนน) ทั้งนี้ขอเข้าอบรมได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น หากอบรมแล้วสอบไม่ผ่าน

แชมป์โลก WorldSBK 2021 ตัดสินกันสนามนี้ ที่ Mandalika อินโดนีเซีย สุดสัปดาห์นี้้การแข่งขันเวิร์ลซูเปอร์ไบค์จะตัดสินว่าใครจะได้เป็น แชมป์โลก WorldSBK 2021 โดยการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นสนามสุดท้ายแล้ว และจะไปจัดการแข่งขันกันที่สนามแห่งใหม่อย่าง Mandalika ที่แดนอิเหนาหรืออินโดนีเซียนั่นเอง เรียกได้ว่าเข้มข้นกันจนสนามสุดท้ายจริง ๆ การแข่งขันสนามนี้เมนสปอนเซอร์จะเป็นทาง Pirelli ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนยางที่ใช้ในการแข่งขันมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าทางค่ายก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะลงทุนในการแข่งขันรถโปรดักชันที่เร็วที่สุดในโลกนี้ เพื่อที่จะใช้เวทีแห่งนี้พัฒนายางของพวกเขาและใช้เป็นแหล่งประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงคุณภาพของแบรนด์ต่อไป สำหรับการแข่งขันสนามนี้จะเป็นการแข่งขันแฟน ๆ นักบิดจะต้องจับตามองมากที่สุดในรอบไม่กี่ปีมานี้ เพราะนอกจากจะจัดในสนามแข่งแห่งใหม่ในเอเชียแล้ว จะยังเป็นการดวลแย่งแชมป์โลกระหว่าง Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) และ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) แชมป์โลก 6 สมัยและแชมป์โลกคนล่าสุด นอกจากนี้ยังมีจะมีการลุ้นแชมป์โลกประเภทผู้ผลิตอีกด้วย โดยตอนนี้เป็นฝ่ายยามาฮ่าที่มีแต้มสะสมเป็นอันดับ 1 ที่ 574 คะแนน นำหน้าค่ายแดง Ducati อยู่ 16 คะแนน สนาม Mandalika นี้จะเป็นสนามใหม่สำหรับนักแข่ง WorldSBK และ WorldSSP ทุกคน โดยสนามนั้นมีความยาว 4.310 กม. มีโค้งทั้งหมด 17 โค้ง แบ่งเป็นโค้งขวามากถึง 11 โค้ง และโค้งซ้าย 6 โค้งเท่านั้น ส่วนทางตรงหน้าเส้นชัยนั้นมีความยาวมากถึง 507 เมตรเลยทีเดียว และแน่นอนว่าเป็นโจทย์ที่ทาง Pirelli จะต้องรับมือให้ได้ สูตรยางสำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP นับว่าเป็นการยากมากทีเดียวสำหรับสนามใหม่ที่หลาย ๆ ฝ่ายล้วนขาดประสบการณ์ในการรับมือ แต่แน่นอนว่าทางพีเรลลี่ค่ายยางตัวพียาวเฟื้่อยก็ยังคงตั้งใจรับมือด้วยการเตรียมยางไปมากถึง 2039 เส้นเพื่อให้เพียงพอกับการแข่งขันทั้ง 2 คลาส และในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะแห้งหรือเปียก สำหรับพิกัดใหญ่อย่าง WorldSBK จะมียางสลิกให้ใช้ 5 สูตร แบ่งเป็นหน้า 2 สูตรและหลัง 3 สูตร โดยยางหน้าจะเป็น SC1 และ SC2 สูตรมาตรฐานทั้งคู่ ส่วนยางหลังจะเป็นยาง SCX, SC0 และ SC1 สูตรมาตรฐานทั้งหมด ส่วนในพิกัด WorldSSP นักแข่งจะได้ยางทั้งหมด 4 สูตร โดยเป็นยางหน้า 2 สูตรและยางหลัง 2 สูตร โดยยางหน้าจะเป็น SC1 และ SC2 สูตรมาตรฐานทั้งคู่ ส่วนยางหลังจะเป็นยาง SC0และ SC1 สูตรมาตรฐานทั้งคู่เช่นเดียวกัน และในกรณีที่สภาพอากาศย่ำแย่ทาง Pirelli ก็ยังได้เตรียมทั้งยางกึ่งและยางฝนไว้รองรับอีกด้วย งานนี้ร่วมไปลุ้นแชมป์โลกกับเราได้ในสุดสัปดาห์นี้กันนะครับ บอกเลยว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2022 TMAX & TMAX Tech MAX บิ๊กสกู๊ตเตอร์จาก Yamaha เผยโฉมแล้ว ทะยานไปสู่ความเป็นที่สุดกับสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ไซส์บิ๊กที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุโรปตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมากับเจ้าทีแม็กซ์ และล่าสุดยามาฮ่าก็ได้ทำงานเผยโฉม 2022 TMAX & TMAX Tech MAX ออกมาให้ยลโฉมกันแล้ว แน่นอนว่ามีการพัฒนามาโดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยโฉมนี้จะมีการปรับปรุงในส่วนของดีไซน์ภายนอก ช่วงล่าง และเพิ่มความทันสมัยให้มากขึ้นอีก สปอร์ตมากขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะยังคงแนวคิดเดิมที่ทำให้โมเดลนี้เป็นรถที่ขายดีของทางค่าย โดยยังคงส่วนผสมพิเศษระหว่างความแรงแบบสปอร์ตจากเครื่องยนต์สองสูบเรียงวางแชสซีที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา และสุดท้ายคือความสวยงามลงตัวแบบสปอร์ต โดยดีไซน์ด้านนอกนั้นดีไซน์ใหม่ให้มีความกะทัดรัด คล่องตัวและลื่นไหลมากยิ่งขึ้น มีตัวรถด้านหน้าแบบสมมาตร พร้อมปีกแบบดุดัน รวมถึงท่ออากาศป้อนระบบไอดีที่ได้เหลี่ยมได้มุมดูโดดเด่น เข้าคู่กันกับไฟหน้าคู่แบบ LED ที่บางลงและมีไฟเลี้ยวอยู่ในตัว ช่วยให้รถมีกลิ่นอายในแบบของซูเปอร์สปอร์ต ทว่าการออกแบบใหม่นี้ก็ยังไม่ละทิ้งความเป็น TMAX ไป คนที่เห็นยังคงจดจำมันได้ในทันที โดยชิ้นส่วนภายนอกส่วนใหญ่จะปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ในโมเดลนี้ เพื่อให้เส้นสายลื่นไหลและดูสปอร์ตและลงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีชิลด์บังลมหน้าใหม่ที่ออกแบบใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัดไปในทางเดียวกับตัวรถและช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ตัวรถเองก็มีความเพรียวบางมากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น สุดท้ายในส่วนท้ายของรถกับไฟท้ายทรงตัว T ก็ยังปรับปรุงให้ดูคลีนดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และเส้นสายทรงบูมเมอแรงอันเป็นเอกลักษณ์ใหม่เองก็ยังคงอยู่ แต่ถูกปรับให้ดูกลมกลืนลงตัวกับรถมากยิ่งขึ้น เสริมความสะดวก สิ่งที่ถือเป็นอีกจุดเด่นสำหรับโมเดลนี้เลยก็คือหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้ ทั้งผ่านระบบบลูทูธ ไวไฟ หรือ USB ที่อยู่ในช่องเก็บของด้านหน้าที่กันน้ำได้ โดยหน้าจอนี้สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่ามีข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วน และเมื่อต่อกับสมาร์ทโฟนแล้วจะสามารถใช้จอยสติกที่แฮนด์ด้านซ้ายเพื่อควบคุมการสั่งงานต่าง ๆ เช่น ฟังเพลง หรือรับสาย หรือจะอ่านข้อความก็ได้ แต่ต้องจอดก่อนนะ นอกจากนี้ยังมีระบบนำทางของทาง Garmin ที่สามารถบอกเส้นทางแบบโค้งต่อโค้งได้ อย่างไรก็ดีอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรืออาจจะไม่รองรับในบางประเทศ ท่านั่งปรับปรุงใหม่ ในส่วนของท่านั่งมีการปรับให้มีึความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ออกแบบให้ผู้ขับขี่ต้องโน้มตัวไปด้านหน้ามากขึ้นเล็กน้อย จากการปรับเปลี่ยนดีไซน์ของแฮนด์บาร์ใหม่ที่ทำจากอลูมิเนียมฟอร์จ แต่ไม่ละทิ้งความสบาย โดยปรับให้มีเบาะนั่งและฟุตบอร์ดที่ยาวขึ้น เพื่อให้มีอิสระในการนั่งขับขี่มากขึ้น ซึ่งในจุดนี้จะช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพนักพิงคนขับที่สามารถปรับเดินหน้าถอยหลังได้ 30 ม.ม. ซึ่งตรงจุดนี้จะช่วยซัพพอร์ตเวลาเร่งความเร็ว และช่วยให้สบายมากขึ้นเวลาเดินทางไกล ส่วนของพักเท้าสำหรับคนซ้อนปรับให้ต่ำลงมาเล็๋กน้อย และยกช่วงสะโพกให้สูงขึ้นเล็กน้อยให้นั่งได้สบายมากขึ้น ช่วงล่างดียิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของช่วงล่างนั้นที่เด่น ๆ เลยคือ ล้อสปินฟอร์จแบบ 10 ก้านน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นล้อที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ของทางค่าย ช่วยให้ผลิตล้อที่มีก้านล้อที่เล็กมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงแข็งแรงอยู่ ซึ่งการที่ล้อน้ำหนักเบาจะช่วยให้ช่วงล่างตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดแรงเฉื่อยได้มากขึ้น ทำให้ขับขี่ได้สปอร์ตและบังคับเลี้ยวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โช้คอัพเองก็มีส่วนปรับปรุงใหม่ โดยใช้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม. และโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องซับแรง โดยปรับปรุงให้ตัวรถมีฟีลลิ่งที่่กระชับคล่องตัว โดยเพิ่มความหนืดให้มากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย แน่นอนว่ายังคงทันสมัย แม้ว่าจะไม่ได้ครบครันในแบบของพิกัดใหญ่ ๆ ในรถตระกูลอื่นของทางค่าย แต่ก็ให้มาเพียงพอกับการใช้งานอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ ระบบไฟ LED ระบบสมาร์ทคีย์และดีไซน์สวิตช์ควบคุมใหม่สวยงามพร้อมไฟแบ็กไลต์และระบบกันขโมย ฝาถังเปิดไฟฟ้า เครื่องยนต์ทรงพลัง แม้จะปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ส่วน แต่เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 560 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 ที่ทรงพลัง ขับขี่ได้สนุกสไตล์สปอร์ตเหมือนกับบิ๊กไบค์มากกว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ทั่วไป พิเศษด้วยสีเหลืองสดใส สำหรับสีเหลืองที่คุณเห็น มันคือสีพิเศษที่ตั้งใจจะทำมาเพื่อสื่อถึงโมเดลแรกที่โดดเด่นและทำให้ตลาดและวงการเปลี่ยนไป ทำให้ได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตและการขับขี่ในรูปแบบใหม่ในยุคนั้น นอกจากสีเหลืองนี้ก็จะยังมีสีน้ำเงิน Icon Blue และสีเทา Sword Grey พิเศษยิ่งขึ้นกับรุ่น Tech MAX แน่นอนว่ามีพื้นฐานต่าง ๆ ร่วมกันเพียงแต่จะเพิ่มความสุดอีกขั้นด้วยการเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ เข้ามา อาทิ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบครูซคอนโทรล ระบบอุ่นเบาะอุ่นมือ โช้คหลังที่ดีขึ้นอีกระดับโดยสามารถปรับพรีโหลดได้ และสวิตช์ควบคุมแบบมีไฟแบ็กไลท์ ปิดท้ายด้วยวัสดุพรีเมียมภายในตัวรถ โดยจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันได้แก่ สี Dark Petrol และสีเทา Power Grey อย่างไรก็ดีราคาน่าจะแพงขึ้นกว่าเดิมจากลูกเล่นที่มีมากขึ้น สาวกที่กำลังจด ๆ จ้อง ๆ อาจจะต้องเก็บตังเพิ่มเพื่อรอรับตัวนี้ที่มาเร็วสุด ๆ ก็น่าจะกลางปีหน้าหรืออาจจะช้ากว่านั้นก็เป็นได้ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ฉลอง 40 ปีแห่งความสำเร็จของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโร่ จากตระกูล GS ด้วยการอวดโฉมใหม่ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ยกระดับประสบการณ์และความสนุกในแบบ GS ขึ้นไปอีก โดยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความเร้าใจให้กับนักบิดสายผจญภัย ด้วยการควบคุมที่เชื่อมั่นได้ในหลากหลายเส้นทางและสภาพถนน และขุมพลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการขับขี่ในทุกโอกาส บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงพร้อมสานต่อตำนานของตระกูล GS ด้วยรุ่นใหม่ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโรทั้งสาม ที่ยกระดับทั้งการออกแบบและสมรรถนะอย่างรอบด้าน มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตระกูล GS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่ชื่นชอบทั่วโลก โดยเฉพาะรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความนิยมในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS เหมาะเป็นคู่หูสำหรับนักบิดเริ่มต้นที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความเป็นเลิศ เราได้ออกแบบและผลิตแต่ละรุ่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เรามั่นใจว่า BMW 40 Years Edition นี้คือมอเตอร์ไซค์ที่ผู้รักมอเตอร์ไซค์ชาวไทยสามารถรู้สึกถึงการผจญภัยที่สุดยอดได้” บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ใหม่ ราคา 625,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure เติมเต็มด้วยดีไซน์เทปใหม่พร้อมดีไซน์ใหม่บนแผงด้านข้างแฟริ่ง มาพร้อมกับจอแสดงผล TFT พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งไฟเลี้ยว LED ได้เพิ่มมาเป็นมาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล TFT ด้วยขุมกำลังมหาศาลขนาดเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีดในทั้งสามรุ่น ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance เสริมความนุ่มนวล ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ (77 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS รุ่น BMW 40 Years GS Edition” มาร่วมฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล GS ในโฉม Black Storm Metallic พร้อมโลโก้ “40 Years GS” ที่แผงข้างแฟริ่ง แฮนด์การ์ดสีเหลือง และเบาะที่นั่งหนังสีดำ/เหลืองพร้อมโลโก้ GS เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 40 ปี ความสูงเบาะ 860 มม. ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่พิเศษของ รุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventureท่อโช้คแบบตายตัวสีดำและครอบหม้อน้ำเคลือบเมทาลิคเป็นจุดเด่นของรุ่นฉลองครบรอบนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure มาพร้อมชุดอุปกรณ์ Pro riding modes ที่มีคุณสมบัติใหม่มากมาย โดยในโหมด DYNAMIC ทั้งสามรุ่นจะให้การตอบสนองของคันเร่งที่เร้าใจ เพื่อเสริมความคล่องตัว เติมความสนุกสนานเมื่อโลดแล่นไปบนท้องถนน ส่วนระบบควบคุมการลดความเร็วด้วยการหน่วงเครื่องยนต์ และระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในชุดอุปกรณ์นี้ เช่นเดียวกับปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ 4 โหมดที่บริเวณแฮนด์ด้านขวา ในเมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยปัจจุบันไม่รองรับการปิดระบบเบรก ABS โดยสมบูรณ์อีกต่อไป โหมดการขับขี่แบบ Enduro และ Enduro Pro จึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ขับขี่จะสามารถเลือกปิดระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหลังได้ เมื่อเลือกใช้โหมด Enduro Pro ในรุ่น F

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!! ครั้งนี้เราก็จะมา รีวิว New CB500X 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นอีกโมเดลจากทาง Honda ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในเมือง ขับขี่ไปทำงาน หรือกระทั่งออกทริปเดินทางไกล และขับขี่ผจญภัยได้พอสมควรอีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้ทดสอบ เราก็ไม่พลาดที่จะนำมาเสนอให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อครับ สมบุกสมบัน ความรู้สึกแรกที่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ รู้สึกได้ถึงความบึกบึน เห็นได้ถึงความสมบุกสมบันมากขึ้น ด้วยโช้คอัพหน้าแกนใหญ่ มาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมรัดยางสไตล์ที่พร้อมลุยได้เลย ทำให้ดูเต็มขึ้น สวยขึ้นมากกว่าเดิม และในส่วนไฟหน้าตัวใหม่นี้จะมีการปรับตำแหน่งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED เป็นแบบ 4 โมดูล ทำให้ความสว่างมากขึ้นอีก 25% เพิ่มความสว่างยามค่ำคืน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสมอย่างยิ่งเลย สำหรับรถสไตล์ทัวร์ริ่งกึ่งแอดเวนเจอร์คันนี้ ขี่ง่ายสบายทุกท่วงท่า สำหรับโมเดลนี้ท่านั่งไม่ได้มีการปรับไปจากเดิม ตำแหน่งของแฮนด์ เบาะ พักเท้า เหมือนเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งมิติตัวรถและตัวถังน้ำมันเองก็ไม่ได้กว้างมาก ฉะนั้นเวลาบังคับเลี้ยวทั้งท่านั่ง ท่ายืนก็ทำได้ง่าย คล่องตัว โดยเฉพาะในทางลุยที่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักเอียงตัว การบาลานซ์น้ำหนัก ช่วยเลี้ยวตรงนี้ก็ทำได้ง่ายและสะดวก ในส่วนของการยืนขี่ ระยะแฮนด์บาร์ออกแบบมาสูงพอดี ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ยีนขี่ได้ นั่งขี่สบาย ปรับเปลี่ยนท่าขี่แก้เมื่อยได้อย่างเป็นอย่างดี เครื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยในการขับขี่ครั้งนี้เป็นการทดสอบแบบ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือถนนดำบริเวณรอบ ๆ ตัวเมืองบุรีรัมย์ และสไตล์ที่ 2 สำหรับสายลุย ซึ่งจะเป็นเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เรียกว่าได้ลองแบบครบรสชาติ ในส่วนของถนนดำ ตรงนี้ถือว่ากำลังเครื่องเพียงพอต่อการเดินทาง ทำความเร็วได้สบาย ๆ 170 กม./ชม. คันเร่งเบาขี่ง่าย เหลือ ๆ และช่วงของทางขรุขระ ลุยทางดิน รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำจะไปเน้นใช้เกียร์ 2-3 ซะมากกว่า เพราะทำความเร็วไม่ได้สูงมาก เน้นแรงบิดรอบต้น ๆ ช่วงเกียร์ 2-3 มีรอบกว้างไว้สำหรับเติมคันเร่งทำได้ดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ถือว่า ถนนดำขี่สนุก ทางลุยก็ทำได้สบายไม่เขอะเขิน ช่วงล่างใหม่คือพระเอก พระเอกเลยสำหรับในส่วนนี้ เพราะปรับชุดหน้ามาใหม่ทั้งหมด เรามาพูดถึงฟีลลิ่งตัวโช้คกันก่อนเลยที่เป็นแบบหัวกลับ Upside Down มีระยะยุบมากขึ้น 133 มิลลิเมตร รู้สึกได้ว่าซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วงที่ขี่บนถนนดำตอนเข้าโค้งเองก็รู้สึกได้ถึงความเนียน เลี้ยวดีเลยละ และที่เห็นได้ชัดเจนเลยในทางลุย ช่วงที่รูดทางดินรอบอ่างเก็บน้ำยาว ๆ ความเร็ว 40-50 กม./ชม. ก็ซับแรงกระแทกจากร่องดินและหลุมได้ดี ช่วงแฮนด์นิ่งคอนโทรลตัวรถได้ดีเลย ในส่วนของตัวล้อและเบรกที่มีการปรับมาให้ดีไซน์ตัวล้อให้รองรับดิสก์เบรกคู่ สำหรับตรงนี้ฟีลลิ่งถนนดำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเวลาใช้เบรกหนัก ๆ ได้ระยะที่สั้นขึ้น ทำงานควบคู่กับตัวโช้คอัพก็ซับแรง โช้คหน่วงได้ดี ในส่วนของทางดิน อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อย เพราะเบรกจะจิกมากขึ้นกว่าเดิม แตะ ๆ เบรก ก็ทำงานอย่างไว ปรับตัวระยะก้านเบรกลึก ๆ หย่อน ๆ จะช่วยได้ บอกเลยว่าเบรกดีกว่าเดิม ช่วงล่างเฟิร์มกว่าเดิมการันตีครับ บอกเลยยังไงก็คุ้ม!! มาถึงช่วงสรุปกันแล้ว ผมบอกเลยทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่เราควักตังจ่ายแบบไม่หนักกระเป๋าแล้วได้ของติดรถมาจากโรงงานแบบคุ้มค่า ต้องคันนี้เลย ทั้งโช้คอัพหน้า ระบบเบรก เครื่องยนต์ ยางพร้อมลุย ไฟหน้า LED และยังสามารถมาติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมากมายในตลาดสายนี้มีเยอะเลย ที่สำคัญความคุ้มค่ามันอยู่ที่ ทุกอย่างที่อัพเกรดมาจากตัวก่อนหน้านี้ “ราคาเดิม” ไม่มีเพิ่มเติม โดย New CB500X มี 3 สี ได้แก่ สีแดง Grand Prix Red, สีเขียว Pearl Organic Green และสีดำ Mat Gunpowder Metallic ราคาแนะนำ 224,900 บาท

บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รถจักรยานยนต์ Indian Motorcycle “America’s First Motorcycle Company” ขยายความแข็งแกร่ง เปิดตัวโชว์รูม บนถนน นครอินทร์ พระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสรถสไตล์ อเมริกันครุยเซอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการ มาตรฐานโลก ที่เข้าใจนักขี่ ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้า, ไลน์สโตร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด กล่าวว่า “ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ รถอเมริกันครุยเซอร์ให้แก่ลูกค้า ในย่าน กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทางเรามีความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพ ในการเติบโตของตลาด ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการขยายโชว์รูม และสร้างการเข้าถึงลุกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำ ความแข็งแกร่ง ของ อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้ เอ็มเอฟ โมชั่น ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิลแต่เพียงผู้เดียว จากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการ โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล” คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด โชว์รูมอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร มีพนักงานละเจ้าหน้าที่ พร้อมให้บริการ จึงสามารถให้บริการ ทางด้านการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ของอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล อเมริกา ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิลเป็นหัวใจสำคัญ อินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล สาขา พระราม5 มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขาย ซึ่งได้รับการอบรมตามมาตรฐาน ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ทุกท่าน โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893 และพิเศษไปกว่านั้น ปีนี้ คือปีฉลองครบรอบ 100 ปีรถรุ่น CHIEF ทางบริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ยังได้เปิดตัวรถ พร้อมกันถึง 2 รุ่นภายในงาน ทั้ง Indian Chief Dark Horse และ Indian Chief Bobber Dark Horse สุดยอดรถระดับตำนาน กับความสวยงามเลอค่า เหมาะแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างลงตัว กับการออกแบบเส้นสายตามสไตล์รถสัญชาติอเมริกัน Indian Chief Dark Horse อีกขั้นของการดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คงความสวยงามในอดีต อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง ด้วยหัวใจสำคัญของ Indian Chief Dark Horse คือเครื่องยนต์แบบ Thunderstroke 116”(1,890 cc.) ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถสร้างแรงบิดได้มากถึง 162 นิวตันเมตร ที่ 2,900 รอบต่อนาที ทรงพลังด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ Cross-Over ให้เสียงที่ดุดันแม้อยู่ในรอบเดินเบาชุดไฟส่องสว่างรอบคันแบบ LEDจอแสดงผลทรงกลมแบบ Touchscreen และจอสี ขนาด 4 นิ้ว ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn ซึ่งสามารถเลือกโหมดการขับขี่ และ การใช้งานได้ถึง 3 โหมด