SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง

กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
INDIAN Motorcycle พระราม5 เปิดโชว์รูมพรีเมี่ยม มาตรฐานโลก..!!

บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รถจักรยานยนต์ Indian Motorcycle “America’s First Motorcycle Company” ขยายความแข็งแกร่ง เปิดตัวโชว์รูม บนถนน นครอินทร์ พระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสรถสไตล์ อเมริกันครุยเซอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการ มาตรฐานโลก ที่เข้าใจนักขี่ ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้า, ไลน์สโตร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด  กล่าวว่า “ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ รถอเมริกันครุยเซอร์ให้แก่ลูกค้า ในย่าน กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทางเรามีความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพ ในการเติบโตของตลาด ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการขยายโชว์รูม และสร้างการเข้าถึงลุกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำ ความแข็งแกร่ง ของ อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้ เอ็มเอฟ โมชั่น ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิลแต่เพียงผู้เดียว จากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการ โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล” คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด โชว์รูมอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร มีพนักงานละเจ้าหน้าที่ พร้อมให้บริการ จึงสามารถให้บริการ ทางด้านการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ของอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล อเมริกา ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิลเป็นหัวใจสำคัญ อินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล สาขา พระราม5 มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขาย ซึ่งได้รับการอบรมตามมาตรฐาน ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ทุกท่าน โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893 และพิเศษไปกว่านั้น ปีนี้ คือปีฉลองครบรอบ 100 ปีรถรุ่น CHIEF ทางบริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ยังได้เปิดตัวรถ พร้อมกันถึง 2 รุ่นภายในงาน ทั้ง Indian Chief Dark Horse และ Indian Chief Bobber Dark Horse สุดยอดรถระดับตำนาน กับความสวยงามเลอค่า เหมาะแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างลงตัว กับการออกแบบเส้นสายตามสไตล์รถสัญชาติอเมริกัน Indian Chief Dark Horse อีกขั้นของการดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คงความสวยงามในอดีต อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง ด้วยหัวใจสำคัญของ Indian Chief Dark Horse คือเครื่องยนต์แบบ Thunderstroke 116”(1,890 cc.) ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถสร้างแรงบิดได้มากถึง 162 นิวตันเมตร ที่ 2,900 รอบต่อนาที ทรงพลังด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ Cross-Over ให้เสียงที่ดุดันแม้อยู่ในรอบเดินเบาชุดไฟส่องสว่างรอบคันแบบ LEDจอแสดงผลทรงกลมแบบ Touchscreen และจอสี ขนาด 4 นิ้ว ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน  อีกทั้งยังมีระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn ซึ่งสามารถเลือกโหมดการขับขี่ และ การใช้งานได้ถึง 3 โหมด

Thruxton RS Ton Up Edition

Thruxton RS Ton Up Edition โมเดลพิเศษฉลองความแรงทะลุ 100 ไมล์ครั้งแรก เปิดตัวแล้วกับโมเดลพิเศษระยะเวลาขายจำกัด Thruxton RS Ton Up Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอย่าง Ton Up boys ในช่วงทศวรรษปี 50 – 60 ซึ่งเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถในสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ และความสำเร็จของ Malcolm Uphill ที่สามารถขี่รถโปรดักชันทำสถิติความเร็วทะลุ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงในการแข่งขัน Isle of Man TT ในปี 1969 จึงกลายมาเป็นโมเดลพิเศษที่จำกัดเวลาสั่งซื้อ 1 ปีเท่านั้น จุดเด่นในโมเดลนี้ ถังน้ำมันสีน้ำเงิน Aegean Blue พร้อมกริปถังน้ำมันสีดำ Jet Black และเส้นสายสีเงินเพ้นท์ด้วยมือ ครอบเบาะท้ายสีขาว Fusion White และแต้มด้วยสีแดง Carnival Red เพ้นท์เส้นสีดำด้วยมือและลายกราฟิก “100 Special Edition” บังโคลนหน้าสีขาว Fusion White และลายกราฟิกสีแดงเป็นตัวเลข “100” แผงข้างสีดำ Jet Black พร้อมโลโก้บ่งบอกความพิเศษเฉพาะโมเดล  อุปกรณ์เสริมค็อกพิตแฟริ่งสีน้ำเงิน Aegean Blue เพื่อเติมเต็มโมเดลพิเศษนี้ เพิ่มรายละเอียดพรีเมี่ยมด้วยการ์ดโช้คหน้าสีเงิน  Matt Aluminium Silver ทำสีล้อ เครื่องและสปริงโช้คเป็นสีดำ  ทั้งนี้พื้นฐานของรถก็จะมาจาก Thruxton RS ที่ใช้เครื่องยนต์ Bonneville 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ท่อไอเสียปลายคู่ทรงยกปลายแยกซ้ายขวา  ในส่วนของช่วงล่างสมรรถนะสูง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ M50  ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก Showa ปรับแต่งได้ ด้านหลังจาก Ohlins แบบโช้คคู่พร้อมซับแทงค์  แน่นอนว่ายังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ ทั้งนี้ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่คาดว่าน่าจะจำหน่ายในไทยในปี 2022 ใครสนใจก็เก็บเงินรอกันก่อนได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

New LEGEND 250 Brighton โฉมใหม่จาก GPX สองสูบ 8.65 หมื่น

เซอร์ไพรส์ไม่หยุด! กับแบรนด์แห่งการพัฒนา GPX  ที่เปิดตัวกันแบบรัวๆ ในช่วงนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดตัวรถในสไตล์สปอร์ตกันไปหมาดๆ ล่าสุด! ถึงคิวเปิดตัวรถในสไตล์คลาสสิกกันบ้าง กับโฉมใหม่ของ New LEGEND 250 Brighton ที่มาพร้อม 2 สีสันใหม่ และวงล้อแบบซี่ลวด ให้เข้าถึงอารมณ์ความคลาสสิกจากยุคทองของตำนานมากยิ่งขึ้น! ก้าวสู่อีกสเต็ปของตำนาน กับรถในรหัส ‘LEGEND’ ที่ใช้เป็นชื่อตระกูลรถคลาสสิกจากแบรนด์ GPX ซึ่งได้ถือกำเนิดรหัสนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถขยายสายพันธุ์ตำนานกันมาอีกหลากหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน และไม่ใช่แค่กระแสตอบรับภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ถือเป็นรถที่ได้รับการตอบรับอย่างดี จากหลากหลายประเทศที่ GPX ได้ทำการส่งออกจำหน่ายไปแล้วกว่า 10 ประเทศด้วยกัน อาทิ ประเทศกัมพูชา ฮ่องกง มาเลเซีย และ ญี่ปุ่น เป็นต้น จึงทำให้การกลับมาในรอบนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของตำนานของรถในตระกูล LEGEND และเป็นอีกครั้งที่ไม่ควรมองข้าม กับ โฉมใหม่ของ New LEGEND 250 Brighton New LEGEND 250 Brighton ในคอลเลคชั่นนี้ มาในคอนเซปต์ใหม่ ‘Bright of Brighton’ กับการดีไซน์ทั้งลวดลายและสีสันที่เข้าถึงอารมณ์ความเก๋าแบบฉบับความคลาสสิกจากตำนาน ในกลิ่นอายของบรรยากาศริมชายหาดแห่งประวัติศาสตร์เมืองไบรตัน กับสี British Green และ Deep Blue  ที่แฝงความพรีเมียมด้วยประกายสีจากแร่ไมก้า เพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถ กับการแมทซ์คู่สีที่ตัดกันของสีทองและโครเมียม พร้อมปรับลุคใหม่ให้ดื่มด่ำกับความคลาสสิกมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยวงล้อแบบซี่ลวดดีไซน์สีโครเมียม คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ UNION  รถคลาสสิกสุดคูล ที่นอกจากจะพกหน้าตาอันหล่อเหลามาแล้ว ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในการเดินทางทุกไลฟ์สไตล์ กับเครื่องยนต์ขุมพลังขนาด 234 ซีซี แบบ 2  สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด GPX-Fi ( แบรนด์ ​Delphi อเมริกา) ขับเคลื่อนด้วยโซ่คุณภาพ จากแบรนด์โซ่ชั้นนำ RK ที่ขนาด 520 แบบมี O-Ring ช่วยให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโซ่แบบธรรมดาถึง 2 เท่า ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทางด้วยท่านั่งที่สะดวกสบาย กับแฮนด์ที่ยึดจับด้วยตุ๊กตาแฮนด์แบบฉบับเฉพาะสายพันธุ์ตำนาน ในองศาที่รับกับช่วงแขน และเบาะนั่งขนาดกว้างสัมผัสนุ่มสบาย ที่ไม่ว่าจะเดินทางใกล้–ไกลก็ไม่หวั่น ถัดมาดูกันต่อที่ช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside Down ดีไซน์กระบอกโช้กสีทอง พร้อม โช้กอัพหลังคู่ คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ YSS ในรุ่น G-Series ซึ่งเป็นโช้กแก๊ส แบบเเยกห้องระหว่างน้ำมันเเละเเก๊ส แฝงดีไซน์ความเท่ระดับตำนาน ด้วยการเลือกใช้ตัวสปริงโช้กสีโครเมียมตัดกับ Sub Tank สีทอง ที่นอกจากเสริมเสน่ห์ความเท่แบบฉบับความคลาสสิกให้กับตัวรถแล้ว ยังตอบโจทย์ด้านสมรรถนะได้ดีอีกด้วย เนื่องจากภายใน Sub Tank ได้บรรจุแก๊สไนโตรเจนเอาไว้ ทำให้การเคลื่อนที่ของโช้กเป็นไปอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ ตัวโช้กยังสามารถปรับระยะพรีโหลดได้ โดยการปรับแบบเกลียวหรือที่เรียกว่า ระบบ Threaded spring preload จึงสามารถปรับให้รองรับกับการใช้งานที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ ในส่วนของฟังก์ชั่นอื่นๆภายในตัวรถ ก็ยังคงมีฟังก์ชั่นเด็ดๆมาให้กันอีกเช่นเคย ทั้งไฟหน้าและไฟท้ายแบบ FULL LED ที่ด้านหน้ามีไฟ DRL หรือ Daytime Running Light  มาให้  เรือนไมล์แบบ FULL DIGITAL LCD METER ที่ออกแบบมาให้มีสีสัน คมชัด พร้อมมาตรวัดบอกข้อมูลอย่างครบครัน  เสริมความมั่นใจในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบเบรกหน้าแบบ Twin disc brake ที่ขนาดจานดิสก์ 276 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับลูกสูบ 4 pot  และด้านหลังแบบ Disc brake จานเดี่ยว ที่ขนาด 220 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับลูกสูบ 1 pot ให้ทุกการหยุดรถของคุณสั่งได้ดั่งใจ พร้อมความมั่นใจ กับการรับประกันเครื่องยนต์นานถึง 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาในราคาเปิดตัวแนะขายเริ่มต้นเพียง 86,500 บาทเท่านั้น แถมยังมาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ

Triumph Bonneville Gold Line Edition

Triumph Bonneville Gold Line Edition 8 โมเดลใหม่รุ่นพิเศษขายแค่เพียง 1 ปีเท่านั้น สำหรับ Triumph Bonneville Gold Line Editions รุ่นใหม่ทั้ง 8 โมเดล นั้นจะมีจุดเด่นจากเส้นสายสีทองที่วาดขึ้นด้วยมือของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสีของไทรอัมพ์ พร้อมการตกแต่งคัสตอมพิเศษที่สะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ความหรูหราโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นเอกลักษณ์และความพรีเมียมของการเก็บรายละเอียดด้วยมืออย่างประณีต ที่สำคัญคือโมเดลพิเศษนี้จะใช้พื้นฐานของรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีสมรรถนะดีขึ้น และทุกโมเดลจะวางจำหน่ายเป็นเวลาหนึ่งปีเท่านั้น    ความวิจิตรและพิเศษของเส้นขอบสีทอง ความเชี่ยวชาญด้านการวาดเส้นตัดขอบสีทองด้วยมือของไทรอัมพ์ถือเป็นทักษะระดับชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญจะต้องสะสมประสบการณ์มาเป็นเวลาหลายปี และใช้ความอดทนในการฝึกฝนทักษะเพื่อให้มือนิ่งที่สุดขณะวาดลวดลาย การออกแบบใหม่มากมายในโกลด์ไลน์ อิดิชัน (Gold Line Editions) เริ่มต้นด้วยการกำหนดสีที่ใช้เป็นพื้นฐานสองสี โดยบริเวณที่เป็นจุดร่วมระหว่างทั้งสองสีจะถูกแต่งให้กลมกลืนกันอย่างแนบเนียน จากนั้นจึงวาดเส้นตัดขอบสีทองด้วยมืออย่างประณีต โดยจะลากเส้นให้จบภายในครั้งเดียวด้วยพู่กันกันขนนิ่มหัวตัดเฉียงทรงพิเศษ (sword-liner brush) เมื่อวาดเรียบร้อยแล้วจะปิดท้ายด้วยการเคลือบแลคเกอร์เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยสีที่ใช้จะเป็นสูตรพิเศษที่ผสมผสานสีฝุ่นเข้ากับเซลลูโลสแลคเกอร์ เพื่อให้ได้สีที่เข้มข้นและให้ความสม่ำเสมอ ไม่สามารทใช้สีที่ใช้เพ้นท์ในวงการรถยนต์ปัจจุบันทั่วไป เพราะมีลักษณะที่บางเกินไปสำหรับการวาดด้วยพู่กัน ในขณะเดียวกันโมเดลใหม่ทุกรุ่นนี้ก็ได้มีการเพิ่มรายละเอียดการตกแต่งด้วยการลงชื่อย่อในผลงาน ซึ่งจะมอบความพิเศษให้กับงานทุกชิ้นของ ไทรอัมพ์ที่ผ่านการวาดด้วยมือให้มากยิ่งขึ้นไปอีก  โดย 8 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวก็มีดังนี้ Bonneville T100 Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice และสี Competition Green มาพร้อมเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ บังโคลนสี Silver Ice และแผงข้างสี Competition Green พร้อมโลโก้รุ่นสีขาวและสีทองดีไซน์ใหม่เฉพาะตัว รวมถึงเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมบังลมหน้า สี Silver Ice ที่เข้าชุดกัน   Street Scrambler Gold Line Edition ตัวถังรถสี Matt Pacific Blue และแถบสี Graphite พร้อมโลโก้ Triumph สีทองบนตัวถัง และโลโก้โกลด์ไลน์ เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือที่วาดผ่านตัวถังและแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา บังโคลนหน้าและหลัง และแผงด้านข้างสี Matt Jet Black พร้อมโลโก้ Street Scrambler สีทองแบบใหม่ อุปกรณ์เสริมที่เข้าชุดกันด้วยบังลมหน้า สี Matt Pacific Blue และบังโคลนแบบยกสูง     Bonneville Speedmaster Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice พร้อมดีไซน์แถบคู่สี Sapphire Black และแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ ไฟหน้า บังโคลน และแผงด้านข้างสี Sapphire Black พร้อมโลโก้ Bonneville Speedmaster สีทองและสีเงินดีไซน์ใหม่ และเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ พร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริม บังโคลนหน้าแบบสั้นสี Sapphire Black ที่เข้าชุดกัน   Bonneville Bobber Gold Line Edition ตัวถังรถและบังโคลนสี Carnival Red พร้อมโลโก้ Triumph สีทองบนตัวถัง และโลโก้ โกลด์ไลน์ อันหรูหรา พร้อมดีไซน์แถบคู่สี Sapphire Black และแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ แผงข้างสี Sapphire Black พร้อมโลโก้ Bonneville Bobber สีทองและสีเงินแบบใหม่ และเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมที่เข้าชุดกันด้วยบังโคลนหน้าแบบสั้นสี Carnival Red    Bonneville T120 Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice และ สี Competition Green มาพร้อมเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ บังโคลนสี Silver Ice และแผงข้างที่มีแถบสี Competition Green พร้อมโลโก้ Bonneville T120 สีขาวและสีทองที่มีดีไซน์ใหม่เฉพาะตัว รวมถึงเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมบังลมหน้า สี Silver Ice ที่เข้าชุดกัน   Bonneville

เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B

เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B คู่หูทัวเรอร์รุ่นใหญ่สุดหรู บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พร้อมออกโลดแล่นบนท้องถนน กับการ เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B สื่อถึง Bagger หรือแบ็กเกอร์ ที่ผสมผสานความหรูหรา ความมีสไตล์ และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ “บิ๊กบ็อกเซอร์” วางบนแชสซีสุดคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของทางค่าย โดย R 18 Transcontinental จะโดดเด่นด้วยการเป็นทัวริ่งที่หรูหรา พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถรวมถึงพนักพิงหลังของคนซ้อนที่เป็นกล่องสัมภาระท้ายรถในตัวอีกด้วย ขณะที่ R 18 B ใหม่ มาในสไตล์แบกเกอร์เต็มตัวด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทั้งเรียบง่ายและปราดเปรียว พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้ารถ  ทั้งนี้ตัวรถทั้งสองโมเดลจะมีพื้นฐานเดียวกันในส่วนของเครื่องยนต์และแชสซี แต่จะไปแตกต่างในส่วนประกอบปลีกย่อยอื่น ๆ โดยส่วนพื้นฐานที่เหมือนกันคือ เครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบวางนอนขนาด 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 4,750 รอบต่อนาที และส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดในช่วง 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ  ซึ่งจะวางบนเฟรมแบบเหล็กกล้าสองชั้น มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากโมเดลระดับตำนานอย่าง R 5 นั่นเอง  สำหรับช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้ดูคลาสสิคลงตัว และด้านหลังเป็นระบบสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อได้อย่างแม่นยำและนุ่มสบาย ทั้งยังมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ   ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรก ABS นอกจากนี้แน่นอนว่านี่คือรถของบีเอ็มดับเบิลยู เทคโนโลยีจึงเป็นอะไรที่จัดเต็มสมกับเป็นรถเยอรมันมาก ๆ โดยจุดเด่นคือ ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล DCC (Dynamic Cruise Control) และระบบแอ็กทีฟครูซคอนโทรล ACC (Active Cruise Control) ซึ่งเป็นครั้งแรกของค่ายใบพัดสีฟ้า  ทั้งนี้ระบบ DCC จะเป็นการควบคุมระดับความเร็วอัตโนมัติและสามารถตั้งค่าเองได้ ส่วนระบบ ACC จะช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอาศัยด้วยเรดาร์ที่ติดตั้งบนฝาครอบไฟหน้า ช่วยให้รถเร่งความเร็วหรือลดความเร็วได้อัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบ ACC ยังช่วยเสริมความปลอดภัยในการเข้าโค้ง และในยามจำเป็น ระบบควบคุมการเข้าโค้งจะชะลอความเร็วให้เหมาะสมกับมุมเอียงของถนนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT สีขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้วเพิ่มเติมมาจากมาตรวัดแบบอนาล็อกทรงกลม 4 ตัว ซึ่งหน้าจอนี้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่  มีไรดิ้งโหมด 3 โหมดเช่นเดิม ได้แก่ “Rain”, “Roll” และ “Rock” มีระบบไฟหน้าปรับตามทิศทางการขับขี่ ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบเกียร์ถอยหลัง ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการโจรกรรมและระบบเซ็นทรัลล็อคมาให้อีกด้วย ในส่วนของความสะดวกสบาย โมเดลในสไตล์แกรนด์ทัวเรอร์จะติดตั้งเบาะที่นั่งที่นุ่มสบายพร้อมระบบอุ่นเบาะมาให้ด้วยเลย และบันไดข้างสำหรับขึ้นลงของคนซ้อน ส่วนเบาะที่นั่งในรุ่นแบ็กเกอร์จะมีเบาะที่นั่งสำหรับสองคนที่มีขนาดเล็กลง และที่พักเท้าที่กว้างขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่า R 18 รุ่นก่อนหน้า ลำโพงด้านหน้าของรุ่นแบ็กเกอร์ ซัฟวูฟเฟอร์ที่เคสด้านข้าง และสุดท้ายทั้งสองโมเดลยังมาพร้อมเครื่องเสียงคุณภาพสัญชาติอังกฤษอย่าง Marshall และลำโพงแบบ two-way (แยกซับวูฟเฟอร์) ที่ติดตั้งบนหน้าปัดของฝาครอบไฟหน้ารถ พร้อมด้วยหน้ากากลำโพงสีดำที่แต่งด้วยตัวอักษร Marshall สีขาว เสริมลุคคลาสสิกให้กับมอเตอร์ไซค์   กล่องท้ายของรุ่น Trancontinental พร้อมลำโพง กล่องท้ายของรุ่น Trancontinental   โดย R 18 B มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 2

Ducati Scrambler Urban Motard

Ducati Scrambler Urban Motard ลูกผสมที่แปลกตาแต่ลงตัว เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ทางค่ายแดงอย่างดูคาติได้ทำการเปิดตัว Ducati Scrambler Urban Motard ขึ้นมาพร้อม ๆ กับโมเดลพี่ใหญ่ในตระกูลเดียวกันอย่างเจ้า 1100 Tribute PRO โดยโมเดลนี้จะเป็นโมเดลแบบลูกผสมที่สร้างเพื่อให้ใช้งานในเมืองโดยมีทั้งสไตล์ที่โดดเด่น ความสปอร์ต และความสนุกไปพร้อม ๆ กัน  หลาย ๆ คนเมื่อได้ยินชื่อก็น่าจะพอนึกภาพและหน้าตา รวมไปถึงลักษณะการใช้งานของมันได้เป็นอย่างดี มันคือสแครมเบลอร์ที่ถูกทำออกมาในสไตล์โมตาร์ดที่เน้นการใช้งานในเมืองใหญ่ โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนที่อาศัยในเมืองและเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอเนอร์จี้และความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์ โดยทางแผนกออกแบบก็นำมาตีความและนำเสนอใหม่เพิ่มเติมในแบบของเฉดสีใหม่สีขาว Star White Silk และสีแดง Ducati GP ’19 พร้อมลวดลายกราฟิกแบบสตรีทอาร์ตและกราฟิตี้ สำหรับโมเดลนี้จะใช้ขุมพลัง 2 สูบแอลทวินขนาด 803 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบ และแรงบิดที่ 65.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ เพียงพอกับที่จะขับขี่ใช้งานในเมือง ทั้งในเรื่องของกำลังที่ดีพอและมิติรถที่มีความคล่องตัวจากขนาดเครื่องยนต์ที่ไม่ใหญ่มากนั้นเอง จุดเด่นที่สุดที่ทำให้โมเดลนี้โดดเด่นจากสแครมเบลอร์คันอื่นและสมกับเป็นรถในสไตล์โมตาร์ด เห็นจะเป็นล้อซี่ขนาด 17 นิ้ว บังโคลนหน้าแบบยกสูง เบาะราบและเพลตสำหรับแปะเบอร์แข่งด้านข้างซึ่งดูลงตัวกับโมเดลนี้มาก ๆ  ในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างครบถ้วนเหมาะสมกับระดับของรถ เช่น ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ไฟท้าย LED ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบอำนวยความสะดวกอย่าง Ducati Multimedia System (DMS) ช่วยให้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ เป็นต้น  สำหรับแฟน ๆ ค่ายแดงที่ชื่นชอบรถในสไตล์โมตาร์ดโมเดลนี้ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีนอกจากเจ้า Hypermotard อีกโมเดลนึงครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO

Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO หล่อในแบบย้อนยุค ล่าสุดทางค่ายแดงอย่างดูคาติก็ได้ทำการเปิดตัว Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO โมเดลธรรมดา แต่มีความพิเศษเนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อเป็นการชวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของเครื่องยนต์สองสูบระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งหลังจากนั้นนานถึง 50 ปีก็ถูกนำมาใช้ในรถดูคาติเมื่อปี 1971  โดยโมเดลนี้มีพื้นฐานมาจากเจ้าดูคาติสแครมเบลอร์ ออกแบบโดยใช้มุมมองของคนที่รักรถสไตล์โมเดิร์นคลาสสิคและคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของมอเตอร์ไซค์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับประวัติศาสตร์และความสำเร็จของบริษัทผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขต Borgo Panigale ประเทศอิตาลี  สำหรับโมเดลนี้ Centro Stile หรือแผนกออกแบบของทางค่ายได้รับแรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบระดับไอคอนิกของมอเตอร์ไซค์ดูคาติในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งได้แก่ เฉดสี “Giallo Ocra” โลโก้ดูคาติที่ออกแบบโดย Giugiaro และการใช้ล้อแบบซี่ลวด ซึ่งถูกทำสีดำให้เข้ากับชุดสีเหลืองพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี  นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มรายละเอียดให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้กระจกมองหลังทรงกลมและเลือกใช้เบาะนั่งสีน้ำตาลซึ่งมีการเย็บด้ายยังปราณีตและพิถีพิถัน ส่วนในเรื่องของทางเทคนิคนั้นตัวรถมีพื้นฐานจากรุ่น Pro ซึ่งใช้เครื่องยนต์สองสูบขนาด 1,079 ซีซีที่ให้กำลัง 86 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 90.22 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ โดยให้กำลังแรงบิดดี ๆ ตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำ ๆ  ทั้งนี้ Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด โดยแต่ละโหมดจะมีโหมด Power และระดับของแทร็คชันคอนโทรลที่แตกต่างกัน ตลอดไปจนถึงระบบความปลอดภัยอย่างระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ นอกจากนี้ด้านหน้ายังมีระบบไฟแบบ LED และเดย์ไทม์รันนิงไลม์แล้ว ดังนั้นจึงการันตีความชัดเจนในทุกสภาพแสงรวมถึงเป็นจุดเด่นให้น่าจดจำอีกด้วย และระบบเพื่อความสะดวกสบายอย่างระบบ DMS หรือดูคาติมัลติมีเดียซิสเต็ม ที่ช่วยให้สามารถรถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ สุดท้ายคือมีช่องชาร์จไฟแบบ USB อยู่ใต้เบาะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ

Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ ของทีมโรงงาน เท่แค่ไหนไปชม Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ ไม่ใช่รถขายจริง แต่ให้นักแข่งแข่งโชว์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปีการก่อตั้งบริษัท Kawasaki และเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทาง Kawasaki โดยมีการนำโลโก้ River Mark มาใช้รวมไปถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทที่จะมุ่งเน้นในธุรกิจมอเตอร์ไซค์มากยิ่งขึ้นในอนาคต  ในโอกาสนี้ทาง Kawasaki Racing Team เลยเตรียมรถแข่ง Ninja ZX-10RR ลายพิเศษดังกล่าวให้กับทาง Jonathan Rea และ Alex Lowes ใช้ลงแข่งในศึก WSBK ที่อาร์เจนตินา ลืมเรื่องการใช้ชุดสีรถจากทางสปอนเซอร์ของทางทีมทั้งหมดไปก่อน แล้วทางค่ายยักษ์เขียวก็เปิดโอกาสให้นักแข่งทั้งคู่เลือกชุดสีรถในตำนานของทางค่ายในอดีตมา จากนั้นก็มีการใช้ดีไซน์ดังกล่าวถ่ายทอดมายังรถแข่งคันปัจจุบันของพวกเขาพร้อม ๆ กับโลโก้ River Mark ที่คุณจะเห็นได้ในเจ้า H2 ของทางค่าย  นอกจากลวดลายพิเศษบนตัวรถแล้ว นักแข่งทั้งสองยังใส่ชุดแข่งและแว่นกัดแดดในสไตล์ย้อนยุคที่ทางสปอนเซอร์เตรียมไว้ให้อีกด้วย เพื่อให้ดูเข้ากันอย่างลงตัวที่สุด สำหรับการเลือกของ Jonathan นั้นไม่ยากอะไร โดยเขาเลือกรถต้นแบบเป็น ZXR750-H ตำนานจากต้นยุค 90 มาใช้ โดยตัวรถจะมาในชุดสีขาว น้ำเงินและเขียว  ส่วนทางด้านของ Alex นั้นเป็นอะไรเรียบ ๆ ง่าย ๆ ในการที่จะแปลงมาใส่ในรถสมัยใหม่ โดยเขาเลือกรถในตำนานที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมการแข่งขันของโลกสองล้ออย่างเจ้า  GPz900R ที่เปิดตัวในอเมริกาในปี 1984 และเป็นรถคันแรกที่ใช้ชื่อนินจา  125 ปีที่ผ่านมาที่ Kawasaki ได้ออกเดินทางผจญภัยในโลกแห่งธุรกิจ ทางค่ายก็ได้พยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นและผลงานทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยนำพาความสุขและสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาโดยตลอด  และในตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ตั้งใจที่จะทุ่มเทในเรื่องของมอเตอร์ไซค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยตั้งบริษัท Kawasaki Motor Ltd ขึ้นมา โดยบริษัทใหม่นี้จะใช้โลโก้ River Mark เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคุณภาพพร้อมกับแท็กไลน์ใหม่ว่า “Let the Good Times Roll”   ว่าแต่คุณล่ะครับชอบเจ้านินจาลายพิเศษคันไหน? อนาคตอาจจะมาเป็นเฉดสีพิเศษขายจริงก็เป็นได้ ลองส่องลองเลือกดูกันก่อนก็ได้นะครับ ส่วนตัวผมว่าน่าจะมีมาจำหน่ายแน่ ๆ แต่ถ้าไม่มาจริง ๆ อาจจะนำไปเป็นไอเดียในการแต่งรถของตัวเองก็ได้นะครับ ว่ามั้ยครับสาวกค่ายเขียว! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75

Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 ในศึก MXGP ที่สเปน ล่าสุดชัยชนะของ Jeffrey Herlings ในศึก MXGP ก็ช่วยยืนยันความเป็นผู้นำของเขาในการแข่งขันรายการนี้ ด้าน Maxime Renaux ชนะในศึก MX2 และยืนหยัดเป็นหัวแถวของตารางคะแนนรวม ทำให้เมื่อคำนวณแล้วการที่ Maxime คว้าชัยใน MX2 สนามนี้ ยังผลให้ Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 อีกด้วย การแข่งขันรอบ Spanish Grandprix ระเบิดศึกขึ้นที่สนาม Arroyomolinos ประเทศสเปนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันสนามที่ 13 ของการแข่งขันโมโตครอสชิงแชมป์โลกหรือ FIM Motocross World Championship  สนามแห่งนี้เป็นสนามที่ยากและต้องใช้ยางที่เหมาะสมรวมถึงทักษะที่ยอดเยี่ยมของนักแข่ง ลักษณะพื้นแทร็กเป็นดินแข็งปานกลาง นักแข่งที่เลือกใช้ยางพีเรลลี่สามารถเลือกใช้ยาง SCORPION MX32 Mid Soft ทั้งในส่วนของยางหน้าและยางหลัง ซึ่งเหมาะสมกับสภาพสนามนี้มากที่สุด เมื่อบวกรวมเข้ากับยางมูสแบบแข็งปานกลางก็ช่วยให้นักแข่งหลายคนจากทุกคลาสที่เลือกใช้ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันรุ่นใหญ่อย่าง MXGP เป็น Jeffrey Herlings ที่สามารถคว้าชัยชนะและรักษาตำแหน่งผู้นำบนตารางคะแนนรวมไว้ได้ โดยมี Jorge Prado จบเป็นอันดับ 2 นำหน้า Tim Gajser และมี Antonio Cairoli คว้าลำดับที่ 5  ส่วนในรุ่นรองอย่าง MX2 เป็นฝ่าย Maxime Renaux ที่ชนะและรักษาตำแหน่งผู้นำตารางคะแนนไว้ได้ โดยมี Tom Vialle และ Jed Beaton คว้าที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ช่วยให้แบรนด์ยางอิตาลีตัวพียาวเฟื้อยนี้เหมาหมดยกโพเดียมในพิกัดนี้ นอกจากนี้ยังมี Mattia Guadagnini, Rene Hofer, Jago Geerts, Ruben Fernandez และ Thibault Benistant ที่จบอันดับที่ 4 ไล่ไปจนถึงอันดับ 8 อีกด้วย  แม้การแข่งขันจะยังเหลืออีกถึง 5 สนาม แต่จากการคำนวณแล้วถือว่า Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 แล้ว ผลการแข่งขัน (นักแข่งที่ใช้ Pirelli จะเป็นตัวพิมพ์หนา): MXGP race 1 FEBVRE Romain (ฝรั่งเศส) PRADO Jorge (สเปน) HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) GAJSER Tim (สโลเวเนีย) SEEWER Jeremy (สวิตเซอร์แลนด์) MXGP race 2 HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) GAJSER Tim (สโลเวเนีย) PRADO Jorge (สเปน) CAIROLI Antonio (อิตาลี) JONASS Pauls (ลัตเวีย) MX2 race 1 VIALLE Tom (ฝรั่งเศส) RENAUX Maxime (ฝรั่งเศส) GUADAGNINI Mattia (อิตาลี) BEATON Jed (ออสเตรเลีย) HOFER Rene (ออสเตรีย) MX2 race 2 RENAUX Maxime (ฝรั่งเศส) GEERTS Jago (เบลเยี่ยม) VIALLE Tom (ฝรั่งเศส) BEATON Jed (ออสเตรเลีย) FERNANDEZ Ruben (สเปน) อันดับในสนามนี้: MXGP HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) PRADO Jorge

Classic 500 Tribute Black Limited Edition

Classic 500 Tribute Black Limited Edition พร้อมขายไทยแล้ว ล่าสุดวันนี้รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง ประกาศเปิดตัว พร้อมวางจำหน่าย Classic 500 Tribute Black Limited Edition ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  โดยโมเดลนี้คือหนึ่งในรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ UCE 500 ซีซี สูบเดียวแบบช่วงชักยาวรุ่นสุดท้าย ซึ่งถูกผลิตแบบตามสั่งอย่างเดียวและจำนวนจำกัด โดยมีเพลตหมายเลขซีเรียลแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ทั้งนี้ในไทยมีวางจำหน่ายเพียง 30 คันเท่านั้น เดิมทีเมื่อปีค.ศ. 2008 รอยัล เอนฟิลด์เปิดตัวรถในตระกูลนี้เป็นครั้งแรก และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500 ซีซี เป็นเครื่องสูบเดียวอันโดดเด่นของแบรนด์และเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จทั่วโลกของทางค่าย ถึงแม้รอยัล เอนฟิลด์จะประกาศยุติการขายปลีกรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์บล็อกนี้ในประเทศอินเดียไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2020 แล้ว แต่รถจักรยานยนต์เหล่านี้ก็ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ที่ต่างประเทศ สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีลายเส้นแถบบางวาดมือที่โดดเด่นเหมือนกับรถที่ออกมาจากโรงงานรอยัล เอนฟิลด์ที่เขตฐิรูโวตติยูร์ ในปีค.ศ. 2009 เช่นเคย แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่มีสีแบบทูโทนบนถังน้ำมันที่มีบังโคลนสีดำเงาและสีดำด้าน เฉดสีดำล้วนและเฉดสีคู่อันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยเพิ่มสัมผัสที่ไม่เหมือนใครให้กับความสวยงามเหนือกาลเวลาของตัวรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ตรา End of Builds Special Edition ยังเสริมให้ตัวรถจักรยานยนต์ดูเหมาะสำหรับนักสะสมมากยิ่งขึ้น ความคลาสสิค ความมีสเน่ห์ ความเหนือกาลเวลา และโครงสร้างที่โดดเด่น ทั้งหมดนี้มีอยู่ในรถจักรยานยนต์สุดคลาสสิกโมเดลพิเศษนี้ที่มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทยทั้งหมด 30 คัน จะวางจำหน่ายราคาคันละ 205,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่แพงเลยสำหรับรถที่มีความพิเศษแบบนี้ สำหรับนักสะสมและแฟนพันธ์ุแท้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เผยเน้นยางให้สองรุ่นใหญ่

Pirelli เผยเน้นยางให้สองรุ่นใหญ่ รับสนาม San Juan Villicum แสนโหด สุดสัปดาห์นี้การแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์โปรดักชันระดับโลกหรือ WorldSBK จะไปแข่งขันกันที่สนาม San Juan Villicum Circuit ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งก็จะเป็นสนามรองสุดท้ายของการแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ในปี 2021 นี้   และเพื่อรับมือกับสนามแห่งนี้ทางค่ายยาง Pirelli เผยเน้นยางให้สองรุ่นใหญ่ รับสนาม San Juan Villicum แสนโหด เพื่อให้นักแข่งทุกคนแข่งขันได้อย่างสุดฝีมือที่สุดนั่นเอง การแข่งขัน WorldSBK ในปีนี้ถือว่าเป็นฤดูกาลที่คาดไม่ถึงและตื่นเต้นมากที่สุด และตอนนี้มันใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดย Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) จะลงแข่งในสนามนี้โดยมีคะแนนนำ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) อยู่ 24 คะแนน และอันดับ 3 อย่าง Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ก็มีแต้มตามเพียง 54 คะแนนเท่านั้น จึงเท่ากับว่าการแข่งขันในสนามแห่งนี้มีความสำคัญกับการชิงแชมป์ในฤดูกาลนี้อย่างมาก สนาม San Juan Villicum มีผู้ออกแบบ Leonardo Stella ดีไซเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์และเริ่มเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วซึ่งก็เป็นการแข่งขัน WorldSBK นั่นเอง ตัวแทร็กนั้นมีความยาว 4.276 กม. มีโค้งทั้งหมด 17 โค้ง เป็นโค้งขวา 7 โค้งและโค้งซ้าย 10 โค้ง พร้อมกับความกว้าง 16 เมตร และวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา  สนามนี้เป็นสนามที่ทำความเร็วได้สูงมาก โดยนักแข่ง WorldSBK สามารถทำความเร็วได้ทะลุ 300 กม./ชม.ได้ไม่ยาก และเวลาแล็ปต่ำกว่า 1 นาที 40 วินาที โดยเฉพาะช่วงทางตรงหน้าเส้นชัยที่ยาวมากกว่า 1 กม. และช่วงทางตรงระหว่างโค้ง 7 และโค้ง 8 ซึ่งเป็นทางตรงที่ยาวที่สุดของสนามนี้  นอกจากทางตรงที่ยาวเป็นพิเศษแล้วสนามแห่งนี้ยังตั้งอยู่ที่ตีนเทือกเขาแอนดีสที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 650 เมตร ซึ่งทำให้สนามแห่งนี้มีความแปรผันของอุณหภูมิสูงมาก กล่าวคืออุณหภูมิในช่วงเช้าและช่วงบ่ายจะแตกต่างกันมาก ซ้ำร้ายการที่สนามสร้างในเขตทะเลทราย ทำให้ในช่วงเช้าของวันศุกร์ผิวแทร็กมักจะเต็มไปด้วยฝุ่นทรายสกปรกที่ถูกลมพัดมา ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลร้ายต่อยางมาก เรียกว่าโหดร้ายเลยล่ะครับ   สูตรยางสำหรับรุ่น WorldSBK และ WorldSSP:  เพื่อที่จะรับมือกับปัญหาดังกล่าวพีเรลลี่ได้ทำการเตรียมยางไปมากถึง 2,574 เส้น เพื่อที่จะรับมือกับทุกสภาพอากาศไม่ว่าจะแห้งหรือเปียกของสนามแห่งนี้  สำหรับรุ่นใหญ่อย่าง WorldSBK จะมียางสลิกให้เลือก โดยเป็นยางหน้า 2 สูตรและยางหลัง 2 สูตร ด้านหน้าจะเป็นสูตรมาตรฐานอย่าง SC1 และ SC2 ส่วนยางหลังนั้นจะเน้นไปที่ยางที่นุ่มหน่อยก็จะเป็นสูตรมาตรฐาน SCX และ SC0 นอกจาก 4 สูตรมาตรฐานแล้วจะยังมียางสำหรับควอลิฟายซึ่งเป็นตัวยาง Y0449 สูตรกำลังพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอย่างดีที่ Aragon และช่วยให้ทำสถิติเวลาสนามใหม่ได้อีกหลายสนาม  สำหรับนักแข่ง WorldSSP ทางพีเรลลี่ได้เตรียมยางไว้หลากหลายเช่นกัน โดยยางหน้าก็จะมียางสูตรมาตรฐาน SC1 และ SC2 ขณะที่ยางหลังจะเป็นยางสูตรมาตรฐาน SCX และ SC0 และ SC1  นอกจากนี้กรณีอากาศเลวร้าย ทางค่ายยางอิตาลีก็จะยังมียางแบบกึ่งและยางฝนไว้ให้นักแข่งทั้ง 2 รุ่นอีกด้วย   สถิติการแข่งขันของ Pirelli กับสนาม San Juan เมื่อปี 2019 จำนวนยางทั้งหมดที่เตรียมไปใช้ในการแข่งขัน: 2,373 เส้น จำนวนสูตรยาง (รวมยางสำหรับทุกสภาพอากาศ) สำหรับรุ่น WorldSBK ยางหน้า 4 สูตรและยางหลัง

HJC RHPA 1N Red Bull Austin GP

HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP หมวกขายจริงที่มีลาย Redbull แท้ ๆ  เนื่องด้วยพิษของโควิด-19 ทำให้การแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ไปแข่งกันที่อเมริกานับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2019 กระทั่งเกือบ ๆ 30 เดือนถัดมา Dorna ก็ได้มาจัดการแข่งขันกันที่อเมริกาอีกครั้ง ซึ่งก็แข่งขันกันจบไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา   แน่นอนว่าเป็นโอกาสพิเศษของทางสปอนเซอร์รายการ American Grand Prix ซึ่งก็คือ Red Bull และแบรนด์หมวกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้ร่วมมือกันมานานแล้วนับตั้งแต่การแข่งขัน Red Bull MotoGP Rookies Cup ที่เอชเจซีเป็นพาร์ทเนอร์และสนับสนุนหมวกกันน็อกให้ใช้ในการแข่งขัน  นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ทางค่ายหมวกที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบนี้ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีตอนที่แข่งขันที่อเมริกาอีกด้วย จึงเป็นโอกาสพิเศษในการเปิดตัวหมวก HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP นั่นเอง Joe Roberts นักแข่ง Moto2 ชาวอเมริกันที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองแบรนด์จึงเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุดที่จะเป็นคนนำเสนอหมวกกันน็อคลายใหม่นี้ โดยหมวกลายใหม่นี้มาในชุดสีไตรคัลเลอร์และลวดลายเรซซิ่งสไตล์เรโทร เพื่อสื่อถึงการแข่งขัน  American Grand Prix และสนามที่โดดเด่นอย่าง Circuit of the Americas นอกจากนี้ยังพิเศษที่เป็นหมวกใบแรกที่วางขายทั่วไปที่มีลายเรดบูลแบบถูกลิขสิทธิ์ใบแรกอีกด้วย ไม่ใช่แค่เพียงลายกราฟิกที่สวยงามโดดเด่น หมวกรุ่นท็อปใบนี้ยังมีความปลอดภัยในระดับที่ใช้ขับขี่ในสนามและบนท้องถนนได้ โดยมีมาตรฐานรองรับทั้งจากฝากยุโรปและอเมริกา และกำลังจะผ่านมาตรฐานของทาง FIM เพื่อใช้ในการแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์อีกด้วย  นวมหมวกเทคโนโลยี Silvercool พร้อมออกแบบมาให้ติดตั้งระบบบลูทูธสำหรับใช้งานสมาร์ทโฟนหรือระบบสื่อสาร ตัวหมวกยังผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อให้ตัวหมวกได้แอโรไดนามิกที่ดี รวมถึงมีฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมาย สุดท้ายนี้หมวกใบนี้จะได้รับการรับรอง FIM ในเดือนธันวาคมปีนี้และวางจำหน่ายในราคา 949.99 เหรียญ หรือราว ๆ 31,800 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก