SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
น้ำมันเครื่องไม่ถ่าย ผลเสีย มากแค่ไหน? ฆาตกรเงียบทำลายเครื่องยนต์

น้ำมันเครื่องไม่ถ่าย ผลเสีย เจาะลึกความเสียหายตั้งแต่ระดับSludgeจนถึงเครื่องพัง พร้อมสัญญาณเตือนที่ไบเกอร์ห้ามมองข้าม

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
GSX-R1000R Phantom

GSX-R1000R Phantom สายเดือดรุ่นพิเศษ 100 คันเท่านั้น สำหรับค่ายรถคนดีเดือดอย่าง Suzuki นั้นนอกจากจะอัปเดต GSX-S1000 และเปิดตัว Hayabusa เจ็นฯ ใหม่ รวมถึงอัปเดตโมเดลอื่น ๆ ในไลน์อัพแล้ว การเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ในปี 2022 นั้นก็มีหลายโมเดลที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงพิกัด 1,000 ซีซีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่นานมานี้ค่ายรถจากเมืองฮามะมัตซึก็ได้ทำการเพิ่มพลังให้กับโมเดลเรือธงที่อายุยาวนานอีกนิดด้วยการจัดทำรุ่นพิเศษซะ กลายเป็น GSX-R1000R Phantom  เดิมทีเคยมีการใช้ชื่อนี้มาแล้วในปี 2006 กับโมเดล GSX-R1000 K6 Phantom ซึ่งโมเดลนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ขับขี่บนถนนทั่วไปและกระทั่งในสนาม แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สีเงินและดำแล้ว โดยจะมาในสีดำเมทัลลิกแบบด้านแทน พร้อมกับล้อสีทองและโช้คหน้า Showa BFF กระบอกสีทองแทน ทว่า Suzuki ไม่ทำแค่สีสันใหม่เท่านั้น ยังมีการเพิ่มของตกแต่งเข้ามาอย่างเช่น การ์ดมือคลัตช์มือเบรก กันรอยถังน้ำมัน และกันรอยฝาถังน้ำมัน แม้ว่าชิลด์หน้าแบบสโม้คอาจจะลดทัศนวิสัยเวลาขับขี่ในสนามไปบ้าง แต่มันทำให้รถดูดำดุดันดีไม่ใช่น้อย  ส่วนในด้านของสมรรถนะก็มีเช่นกัน โดยมีท่อของ Yoshimura R11 ซึ่งมาช่วยเสริมแรงม้าให้อีกเล็กน้อย พร้อมกับแผ่นชิลด์กันความร้อนสีดำและปลายคาร์บอนทำให้คันนี้จบแบบสีดำดุดันลงตัวทั้งคันอย่างแท้จริง ภายใต้แฟริ่งสีดำเมทัลลิกแบบด้านยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซีพร้อมระบบวาล์วแปรผัน ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 199 ตัวและแรงบิดที่ 117.55 นิวตันเมตรเช่นเดิม  ทั้งนี้รุ่นพิเศษนี้ผลิตจำหน่ายขึ้นเพียง 100 คันและเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 17,499 ปอนด์หรือราว ๆ 800,000 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย  แม้ว่าจะไม่ใช่โมเดลใหม่หมดจดอะไร แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความสดใหม่จากสีสันและของแต่งในรถที่ทางค่ายให้มา แฟน ๆ ซู ที่ชื่นชอบก็ไม่ควรพลาดล่ะครับ แต่ชาวไทยคงจะลำบากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brutale 1000 Nurburgring

Brutale 1000 Nurburgring ไฮเปอร์เน็กเก็ดตัวสุด ขายแค่ 150 คันเท่านั้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก Nürburgring เพราะชื่อนี้คือชื่อสนามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงในวงการมอเตอร์สปอร์ต มันคือแทร็กในตำนานที่จัดการแข่งขันมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน F1, MotoGP ยัน WorldSBK แม้ว่าในปัจจุบันนี้บางรายการจะไม่ได้ไปจัดแข่งในสนามดังกล่าวแล้วก็ตาม  แม้ว่าในปัจจุบันนี้สนามในเยอรมนีแห่งนี้จะไม่ได้เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกต่อไป แต่หลาย ๆ คนก็ยังมองสนามแห่งนี้ว่าคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ด้วยเหตุนี้เองทาง MV Agusta จึงได้จับมือกับทางสนามแห่งนี้ผลิตรถสุดพิเศษจำนวนจำกัดขึ้นมา ซึ่งก็คือเจ้า Brutale 1000 Nurburgring นั่นเองครับ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับสนามแห่งนี้ โดยเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดรุ่นนี้จะผลิตขึ้นเพียง 150 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรหัส RR ที่เป็นตัวท็อป โดยจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แต่จะมีชุดเรซคิตให้ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งมีการพัฒนาโดยใช้ความรู้ที่ได้จากการแข่งขันใน WorldSBK โดยจะเป็นท่อไอเสียแบบเต็มระบบของ Arrow ซึ่งเป็นไทเทเนียมแบบ 4-2-1 ซึ่งมีข้อดีจากการที่มีคอท่อหลักยาวขึ้น ทำให้มีแรงบิดเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่อไอเสียแล้วจะยังมีแม็ป ECU ที่ทำงานร่วมกับท่อใหม่นี้ทำให้มีแรงม้าเพิ่มมากขึ้นอีกจากเดิม 208 ตัวไปเป็น 215 ตัว  ไฮเปอร์เน็กเก็ดคันพิเศษนี้ไม่เพียงแต่แรงเท่านั้น มันยังเบาอีกด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST รวมไปถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกมากมายไม่ใช่แค่เพียงล้อเท่านั้น ยังมีแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ แผ่นกันความร้อน และฟลายสกรีนที่ตัดแต่งมาอย่างดี ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าฟลายสกรีนที่ว่านี้ช่วยลดแรงยกตัวที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ และยังช่วยตกแต่งไฟหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ทาง MV ได้ตกแต่งเจ้าสัตว์ร้ายคันนี้ออกมาในเฉดสีเงินพร้อมกับแต่งแต้มด้วยสีแดงพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามนี้ และจำหน่ายในราคา 39,900 ยูโร หรือราว ๆ 1.56 ล้านบาท งานนี้ใครรักจริงชอบจริงน่าจะต้องกำเงินไว้หนักมากครับ เข้าไทยน่าจะมี 2 ล้านอัพแน่นอน แต่รับรองว่าคุณจะหล่อมาก ๆ แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger Sport 660

Triumph Tiger Sport 660 เปิดตัวพี่เสือชอบเที่ยวระดับกลางแดนผู้ดี ได้ฤกษ์เปิดตัวกันเสียทีกับพี่เสือสายเที่ยวระดับกลางกับ Triumph Tiger Sport 660 กับขุมพลังสามสูบ 660 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า Trident นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคันนี้คือทัวริ่งไบค์ที่เหมาะกับการขับขี่เดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเจ้า Trident แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน!! สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้จะมีพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Trident เลย แต่สำหรับโมเดลนี้จะเน้นความคล่องตัวในทุก ๆ การขับขี่ เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และเดินทางท่องเที่ยว  ดีไซน์ของมันแน่นอนว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มันดูมีความลื่นไหล คล่องตัวและขับขี่ได้สบาย เน้นเส้นสายโค้งมน แต่ก็มีความโฉบเฉี่ยวในแบบสมัยใหม่ดูลงตัว มีการออกแบบไฟหน้าและไฟเลี้ยวใหม่ดูสวยงามและแนบเนียนดีให้ความรู้สึกสปอร์ตค่อนข้างมากเลยทีเดียว มีชิลด์หน้าสูงป้องกันลมได้มาก สามารถปรับระดับได้ด้วยมือเดียว ขุมพลังของมันเป็นขุมพลังสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ มีจุดเด่นคือมีแรงบิดดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ กำลังเครื่องยนต์ในรอบกลาง ๆ ก็ดี และปลายก็ไหล ๆ ได้บ้าง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ซึ่งทางค่ายบอกว่าแม้จะแบกคนซ้อนหรือสัมภาระก็ยังมีกำลังเพียงพอแน่นอน นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ทุ้มลึกเร้าใจอีกด้วย ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่แม่นยำและตอบสนองได้ดี ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ปรับอัตราทดมาให้ขี่ได้สนุกและใช้งานได้ในทุก ๆ วัน ถังน้ำมันของมันมีขนาดใหญ่ถึง 17 ลิตรเหมาะกับการเดินทางไกล ในเรื่องการขับขี่นั้นตัวรถเลือกใช้แฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายเพื่อการควบคุมที่ง่ายและแม่นยำ เบาะนั่งแบบไล่สเต็ปนั้นมีความนุ่มสบายสูง 835 ม.ม.อาจจะสูงไปนิดสำหรับบางคน แต่โดยปกติแล้วยุคนี้ก็ถือว่าไม่สูงมากจนเกินไป แต่ตัวรถก็มีความเปรียวเพรียวบางช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่ายกว่าทัวริ่งทั่วไป  ช่วงล่างนั้นออกแบบมาอย่างดีให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างขับขี่คนเดียว แต่ก็นุ่มนวลแม้จะต้องขับขี่ทางไกลหรือมีคนซ้อน โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 41 ม.ม. ระยะยุบ 150 ม.ม. ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว Showa ที่มีสปริงโช้คแบบดูอัลสปริงเรทที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ขับขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนก็ทำได้ดี นอกจากนี้ยังมีรีโมตสำหรับปรับพรีโหลดให้เหมาะสมกับโหลดน้ำหนักอีกด้วย   ส่วนล้อเป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา 5 ก้านขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดใหญ่ถึง 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมมือเบรกที่สามารถปรับระยะได้  นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยค่อนข้างครบครันสำหรับรถพิกัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่ค่ายอื่นในพิกัดนี้ยังไม่ค่อยมี สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ รวมถึงสั่งงาน GoPro หรือใช้งานสมาร์ทโฟนได้ผ่านการควบคุมที่แผงสวิตช์ที่แฮนด์บาร์  แน่นอนว่ารถมีคันเร่งไฟฟ้า ตัวรถก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ด้วย โดยจะมีมาให้ 2 โหมด คือ Road และ Rain ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและแทร็คชันคอนโทรลให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ทั้งนี้แทร็คชันคอนโทรลเองก็ปิดเปิดได้อีกด้วย  ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้กำคลัตช์ได้ง่ายลดอาการมือล้า และช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED รอบคันแถมยังมาพร้อมไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงินตัดด้วยสีดำ สีแดงตัดด้วยสีกราไฟต์ และสีกราไฟต์ตัดด้วยสีดำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R18 Riding Experience

BMW R18 Riding Experience, The getaway Thailand #3 รถเก๋า ๆ กับ เมืองเก่าช่างดูเข้ากันอย่างลงตัว ล่าสุด BMW Motorrad BKK Motorcycle พระราม 3 ได้จัดกิจกรรม BMW R18 Riding Experience, The getaway Thailand #3 ซึ่งจะเป็นทริปขับขี่ทดสอบรถจักรยานยนต์ BMW R18 และ R18 Classic คลาสสิค ให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจได้ทดลองขับขี่รถสวยสุดเซอร์ สุดเท่ห์ กับเครื่องบ็อกซ์เซอร์คลาสสิคสวยงามและทรงพลัง 1,802 ซีซี ที่เป็นเอกลักษ์เฉพาะตัวของค่าย BMW  โดยกิจกรรมขับขี่ออกทริปครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 10 คัน ซึ่งจะเป็นทริปขับขี่เดินทางทดสอบตัวรถด้วยทริปสั้น ๆ แบบวันเดย์ทริป ไปกลับกรุงเทพฯ-อยุธยา เพื่อให้ได้ทดสอบขับขี่ใช้งานจริงบนเส้นทางภายในเมืองไปจนถึงถนนโล่ง ๆแถบย่านชานเมือง ประมาณร้อยกว่ากิโลเมตร แบบพอหอมปากหอมคอ ให้ได้รับรู้ถึงสมรรถนะที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงสไตล์ภายนอกเท่านั้น เริ่มต้นเช้าแห่งการขับขี่รถที่ไบค์เกอร์ทุกคนต่างถวิลหา จากพิษของโควิด-19 ที่ทำเอาต้องนั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านไปไหนไม่ได้มานาน มาคราวนี้สบโอกาสได้ฤกษ์งามออกทริปก็มีสายฝนบาง ๆ โปรยปรายลงมาต้อนรับเรา ทำให้อากาศไม่ร้อนนัก  ผมเดินทางมาถึง ที่ BKK Motorcycle พระราม 3 ด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้คือ ต้องเข้ารับการตรวจ Swab Antigen Rapid Test กันก่อนเลย เล่นเอามีน้ำตาซึมกันไป แต่ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ซึ่งทาง BMW Motorrad ให้ความสำคัญมาก ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและผู้เข้าร่วมทริปทุกท่าน  ตรวจเสร็จนั่งรอผลเล็กน้อย ปลอดภัยปลอดเชื้อก็พร้อมลุย โดยผู้เข้าร่วมทดสอบจะได้ทดลองขี่เจ้า BMW R18 ทั้ง 2 รุ่น สลับรถกันตามที่ชอบได้เลย ซึ่งทางเราได้เคยทดสอบเจ้า R18 ในรุ่นธรรมดามาแล้ว ทำให้พอคุ้นเคยกันมาบ้าง  แต่ในคราวนี้ มีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เนื่องด้วยมรสุมจากพายุ ทำให้ตลอดเส้นทางนั้นเปียกชื้นอยู่ตลอด เราจึงได้เริ่มต้นการขี่ด้วยโหมด Rain ก่อนเลย  พวกเราขี่เดินทางกันเป็นขบวนฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหน้าแน่น แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เจ้า R18 ที่รูปทรงอาจจะดูใหญ่กลับไม่เป็นอุปสรรคในการขี่ซอกแซกในเมืองที่รถค่อนข้างติด พอแทรกผ่านช่องไปได้ง่ายตามมิติของตัวรถ ไปกันแบบเย็น ๆ สบาย ๆ  พอถึงแถบชานเมืองถนนเริ่มโล่งบ้าง แต่ก็ยังชุ่มฉ่ำอยู่กับสายฝนที่ตกมาตลอด  ด้วยความเมื่อยมือกับถนนที่รถแน่นมาตลอด ขอสะบัดข้อมือเปิดคันเร่งสักหน่อย เรียกพลัง 1,800 ซีซีแก้เมื่อย ขอบอกเลยว่าแค่บิดเพียงนิดเดียว ขุมพลังถ่ายทอดลงล้อหลังเท่านั้นแหละครับ อาการแถมาทันทีให้กล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานชั่วขณะ  “ล้อหลังกวาดออกทันทีด้วยถนนที่ลื่นเป็นพิเศษจากฝนที่ตกประปรายทำให้น้ำเมื่อผสมกับเศษฝุ่นบนผิวถนนก็เปลี่ยนเป็นโคลนบาง ๆ เคลือบหน้าถนน ในเวลานั้น ผมคิดว่าจะได้เป็นเจ้าของ R18 คันนี้แน่นอน ยังไงก็ล้มแน่ๆ แต่พระเจ้า!! บุญผมคงยังไม่ถึงแทร็คชันคอนโทรล ทำงานทันที อาการลื่นหายไป กลับมาเป็นปกติโดยฉับพลัน R18 ของผมหลุดลอยไปในพริบตา ช่างโชคดีของผมเหลือเกิน”  หลังจากนั้นความมันเกิดขึ้นทันที อาจจะเป็นเสน่ห์ของเขาเลยกับถนนเปียก ๆ ลื่น ๆ ตูดแถ ๆ ให้ได้เร้าใจทั้งไปและกลับ เพราะฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งวันที่ได้ทดสอบกับโหมด Rain ทั้งทริป เป็นการทดสอบขับขี่รถที่เย็นสบายมาก เปียกทุกรูขุมขนแต่ทำให้รู้ว่าเจ้า R18 ที่ทรงพลังคันนี้ไม่ได้เป็นรถที่คลาสสิคหรือแรงเพียงเท่านั้น แต่ยังขับขี่สนุกมากและปลอดภัยด้วย ซึ่งส่วนตัวผมว่าเจ้าตัว Classic จะขี่ค่อนข้างง่ายกว่าด้วยที่ล้อหน้าเล็กกว่าตัวธรรมดา ทำให้การบังคับเลี้ยวค่อนข้างคล่องตัวและเบากว่าแถมมีชิลด์บังฝนให้อีกด้วย สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Thailand และ BMW Motorrad BKK พระราม 3 ที่ให้ทางเราได้ร่วมทริปทดสอบรถในครั้งนี้ ส่วนใครที่สนใจตัวรถ R18 ทั้ง 2 รุ่น อยากให้ผู้ที่สนใจเข้าไปลองดูลองทดสอบขับขี่ด้วยตัวเองเสียก่อน ถ้าใครชอบสไตล์นี้หรือเป็นนสาวกค่ายนี้…ผมบอกเลยว่าถ้าได้ลองขี่ล่ะก็หลงรักแน่นอน Special Thank ขอขอบคุณ BMW Motorrad Thailand สำหรับกิจกรรมขี่รถดี ๆ ในครั้งนี้ ขอขอบคุณ Just1 สำหรับหมวกกันน็อคสุดเท่สายซิ่ง Just1 J-GPR  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V2 S 2022

Ducati Multistrada V2 S 2022 เผยโฉมแล้ว ล่าสุดทางดูคาติก็ได้ทำการนำร่องอีเวนต์ 2022 World Première ด้วยการเปิดตัว Ducati Multistrada V2 S 2022 มอเตอร์ไบค์ในแบบออลราวเดอร์ซึ่งก็คือรถที่สามารถขับขี่ได้ในหลากหลายเส้นทางและหลากหลายรูปแบบนั่นเอง  สำหรับโมเดลนี้นับว่าเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดในตระกูลมัลติสตราดา โดยมันใช้ขุมพลัง Testastretta 11° แบบ 2 สูบวี ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องเดิม และมีการอัปเดตชุดเกียร์บ็อกซ์และระบบคลัตช์ใหม่ โดยเคลมแรงม้ามาที่ 113 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิดที่ 96.3 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ หรือ 93.6 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบสำหรับประเทศที่บังคับใช้ Euro5  ระยะเซอร์วิสเองก็ยาวมากเพราะชิ้นส่วนมีความทนทานสูง โดยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 15,000 กม. และเช็คตั้งวาล์วทุก 30,000 กม.  จุดเด่นของโมเดลใหม่นี้คือระบบกันสะเทือนที่ปรับเซ็ตได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกับระบบ Skyhook Evo หรือระบบโช้คไฟฟ้า ที่ช่วยจัดการเรื่องช่วงล่างให้รถคุณ  ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. พร้อมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมกับระบบเบรกแบบ Cornering ABS ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU แบบ 6 แกน จาก Bosch  ตัวรถยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี โดยมีโหมดการขับขี่ 4 โหมด (Sport, Touring, Urban และ Enduro) แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ส่วนระบบ Cornering ABS ปรับได้ 3 ระดับ ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ไฟเลี้ยวยกเลิกอัตโนมัติ หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ส่วน V2S จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบไฟเบรกฉุกเฉินที่เคยมีในรุ่นใหญ่อย่าง V4 ตอนนี้ก็มีในโมเดลใหม่นี้ด้วย ซึ่งจะทำงานเวลาเบรกกะทันหัน และกระพริบไฟเบรกถี่ ๆ เพื่อแจ้งเตือนคนที่ตามมาด้านหลังให้รู้และระวังตัว ทั้ง 2 โมเดลจะมาพร้อมไฟท้าย LED แต่สำหรับไฟหน้านั้นเฉพาะ V2S เท่านั้นที่ได้ LED และระบบไฟส่องสว่างในโค้ง นอกจากนี้ระบบ V2S จะยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรลและสวิตช์ควบคุมแบบมีแบ็กไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งมาตรฐานสูงที่ 830 ม.ม. แต่สามารถเลือกอ็อปชันเสริมเป็นเบาะที่สูงหรือต่ำกว่าได้   สุดท้ายนี้ Ducati Multistrada V2 จะมาในเฉดสีแดง Ducati Red และล้ออัลลอยสีดำ ในราคา 516,300 บาท ส่วน V2S จะมาในเฉดสีแดง Ducati Red และล้ออัลลอยสีดำ และเฉดสีเทา Street Grey เฟรมดำและล้ออัลลอยสีแดง ในราคา 604,000 บาท ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้าเป็นอย่างเร็ว คงเข้าไม่ทันปลายปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือเป็นโมเดลที่มีความน่าสนใจและเทคโนโลยีก็ค่อนข้างจะครบครันเป็นรองพี่ใหญ่อยู่ไม่กี่อย่าง สำหรับคนชอบเดินทางผจญภัยโมเดลนี้อาจจะเป็นคำตอบของคุณ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Adidas จับมือ Kawasaki

Adidas จับมือ Kawasaki ส่งรองเท้าเอาใจแฟน ๆ Ninja ล่าสุดแบรนด์รองเท้ายักษ์ใหญ่ระดับโลกจากเยอรมันอย่าง Adidas จับมือ Kawasaki ค่ายรถจากแดนปลาดิบหรือค่ายยักษ์เขียวที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็ได้ทำการจับมือกัน ส่งรองเท้ารุ่นพิเศษออกมาเรียกน้ำลายสาวกนินจากอย่าง ZX 8000 และ ZX 5K Boost ซึ่งก็บอกได้ว่าสวยงามตามท้องเรื่องน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง โดย ZX 8000 จะเป็นรองเท้าที่มาในชุดสีขาว เขียว และน้ำเงิน สื่อถึงสีสุดคลาสสิคของ Ninja ZX-7R สปอร์ตไบค์ระดับตำนานของทางค่าย ขณะที่ ZX 5K จะมาในชุดสีดำและเขียวที่ดูละม้ายคล้ายกับ ZX-10R 2021 สปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่ายนยักษ์เขียว  งานนี้ก็ต้องมาลุ้นกันละครับว่าจะมาขายที่เมืองไทยให้ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของกันได้สะดวกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เรโทรไบค์ระดับกลางคันงาม

เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เรโทรไบค์ระดับกลางคันงาม คาวาซากิเริ่มต้นการปฏิวัติวงการเรโทรไบค์ปี 2022 ด้วยการ เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เป็นโมเดิร์นเรโทรกลิ่นอายสปอร์ตในระดับกลาง โดยมีเป้าหมายเป็นนักบิดหน้าใหม่อายุน้อย โดดเด่นด้วยด้านหน้าตัวรถที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรโทรอย่างชัดเจน โดยการดึงเอาเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในรถตระกูล Z ที่มีอายุอานามมานานเกือบ 50 ปีมาใช้กับโมเดลใหม่นี้นั่นเอง แน่นอนว่าไฟหน้าทรงกลมก็เป็นการบ่งบอกความเป็นเรโทรไบค์อย่างชัดเจน แอบใส่ความเป็นโมเดิร์นด้วยหลอดไฟ LED เข้าไป ถัดมาด้านในเป็นหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมคู่ท้ายทรงปลอกกระสุนปืนใหญ่ มีความทันสมัยด้วยแผงหน้าจอดิจิทัลตรงกลางเพื่อแสดงข้อมูลให้นักบิดรับรู้ได้ง่าย  ตัวรถเด่นด้วยลายเพ้นท์และแถบเส้นสายกราฟิก พร้อมท้ายแบบตูดเป็ด และแฟริ่งชิ้นข้างที่ทำเหมือนกับ Z650-B1 นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งเองยังเดินเส้นสายการเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของ Kawaski ปิดท้ายด้วยล้อแม็กสีทองสวยงามคลาสสิคได้ใจ และได้กลิ่นอายให้นึกถึงโมเดลสุดไอคอนิกอย่าง Z650-B1 จากปี 1977 ที่ได้ฉายาว่าลูกชายของ Z1 เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเก่าและความใหม่ กระแสเรโทรและความโมเดิร์นที่ทางค่ายเขียวได้ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี  ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซีที่ปรับปรุงมาใหม่ เดิมเคยใช้ใน Z650 และ Ninja 650 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและสมรรถนะที่ดี ทั้งนี้ยังได้ใส่ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เข้าไปอีกด้วย จากนั้นปรับจูนให้เหมาะสมกับ Kawasaki Z650RS 2022 โดยให้มีแรงบิดที่รอบต่ำและกลางดียิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งความแรงในรอบปลายอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังมากถึง 68 แรงม้า ในแง่ของช่วงล่างแชสซี มีการใช้เฟรมถักแบบท่อโลหะที่ให้ความเบาและคล่องตัว ตอบสนองการควบคุมได้เป็นอย่างดี ตัวรถปราดเปรียวช่วยให้ผู้ขับขี่ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น และสามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ความสูงเบาะจะอยู่ที่ 820 ม.ม. และมีตัวเลือกเป็นเบาะแต่งสูงเพียง 800 ม.ม.อีกด้วย มาที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. พร้อมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอนพร้อมกระเดื่องที่สามารปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ทรงคลาสสิคแทนที่จานเบรกแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่  ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว โดยจะมาพร้อมระบบ ABS จาก Bosch  สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายในอังกฤษช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมี 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่  – สี Metallic Spark Black ราคา 7,549 ปอนด์หรือราว ๆ 347,000 บาท  – สีเขียว Candy Emerald Green ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท  – สีเทา Metallic Moondust Grey / Ebony ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

MV Agusta F3 RR 2022

MV Agusta F3 RR 2022 ติดปีกเสริมเขี้ยวเล็บเทคโนโลยีใหม่ ค่ายรถจากเมือง Varese ประเทศอิตาลียังคงทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่อยู่เป็นระยะ ๆ ล่าสุดเป็น MV Agusta F3 RR 2022 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์รูปหล่อคันใหม่ที่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าจะพร้อมจะจริงจังกับการซิ่งในสนามอย่างยิ่ง สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังมีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงแบบ DOHC ขนาด 798 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบที่เพลาข้อเหวี่ยง หากใส่ชุดเรซซิ่งคิต (ซึ่งจะมีท่อแบบฟูลจาก Akrapovic ที่มีน้ำหนักเบาลง และมีแม็ปเอ็นจิ้นที่เหมาะกับท่อซิ่งเต็มระบบอันนี้ด้วย) โดยจะทำให้แรงม้าโดดมาเป็น 155 แรงม้าที่ 13,250 รอบ พร้อมกับแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบ อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์นั้นไม่ใช่สิ่งแรกที่เห็นคุณจะมองเวลาคุณเจอกับคันนี้ สิ่งที่เด่นสุด ๆ คือแฟริ่งสุดงาม แน่นอนว่ามันออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกส์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทิ้งเรื่องความงามอีกด้วย และแน่นอนว่าวิงก์เล็ตหรือปีกก็มีมาให้ด้วย โดยเป็นปีกคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้าอีก 8 กก.เวลาที่คุณขับที่ความเร็ว 240 กม./ชม.  ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรเกรสซีฟจาก Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน  แน่นอนว่ารถแรงระบบเบรกก็ต้องดีไปด้วย ดังนั้นระบบเบรกจึงเป็นของ Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบลอยตัวขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อกแบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ โดยจะมีระบบเบรก ABS จาก Continental ที่มีระบบป้องกันล้อหลังลอยตัวและใช้งานในโค้งได้ และยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางเจ็นใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลตอนนี้เป็นจอสี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนและปรับเซ็ตและดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ สำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวมาที่ 21,900 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 860,000 บาท มาไทยราคาคงจะเจ็บกระเป๋าตังไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ แต่ความงามนี่กินขาดจริง ๆ ครับผม สำหรับรถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตแบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New GPX Demon GR200R 4 วาล์ว

New GPX Demon GR200R 4 วาล์ว แรงพร้อมดีไซน์เด่นไม่เหมือนใคร เปิดตัวกันไปสดร้อน ๆ กับ New GPX Demon GR200R สปอร์ตฟูลแฟริ่งพิกัด 200 ซีซี ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ Turn on the Fastside โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 4 วาล์ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 สีสันด้วยกัน  สำหรับดีไซน์นั้นจะเป็นสปอร์ตไบค์ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าใคร เด่นด้วยดีไซน์แบบเฉียบคม และคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกส์อีกด้วย ด้านหน้ามีไฟแบบ 4 โคมบริเวณแฟริ่งด้านข้าง พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ด้านบนแฟริ่งหน้า และไฟเลี้ยวแบบแยก ให้ดีไซน์ที่ดูดุดันโดดเด่น ด้านหน้ายังเด่นกว่าใครด้วยชิลด์หน้าแบบสีแดงสโม้ก ไฟท้ายก็ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่เหมือนใครและแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น LED ครับ เขยิบเข้ามาด้านในอีกนิดเป็นตำแหน่งของหน้าจอเรือนไมล์ซึ่งจะเป็นหน้าจอดิจิทัลแบบ Full LED บอกข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน และฟังก์ชันการปรับเซ็ตเรือนไมล์แบบ Soft touch หรือระบบสัมผัส ใช้เพียงปลายนิ้วแตะหรือสัมผัสที่ปุ่ม Mode หรือ ADJ ก็สามารถตั้งเวลาหรือเซ็ตทริปเดินทางได้ทันที สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 198 ซีซีแบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมหม้อน้ำขนาดใหญ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด GPX-FI Dephi ซึ่งเป็นหัวฉีดจากอเมริกา ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 17.5 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมโซ่โอริง DID 428  ตัวรถใช้เฟรมถักเหล็กกล้ารอบคันให้ความแข็งแรงและบาลานซ์ที่ดี ถังน้ำมันมีขนาด 11 ลิ้นพร้อมลวดลายเคฟลาร์บนตัวถัง มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนดีไซน์สปอร์ตออกแบบมาเพื่อให้รับกับสรีระของทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน    ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับอัพไซด์ดาวน์พร้อมกระบอกโช้คสีแดงไม่เหมือนใคร โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวของ YSS แบบมัลติลิงก์ ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีขนาดจานเบรกเป็น 276 ม.ม.และ 220 ม.ม. ตามลำดับ ส่วนล้อก็จะเป็นล้อแม็กแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง IRC RX-01 Road Winner แบบไม่ใช้ยางใน  สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สี WHITE VOLPE ROSSA (ขาว-แดง) , BLACK ONYX HYPERSPORT (ดำ-เทา) , YELLOW PUFFER ROCCIA (เหลือง-เทา) และสุดท้ายเปิดราคาแนะนำที่ 81,500 บาทเท่านั้น แต่พิเศษโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเปิดตัว รับ Voucher online ราคาพิเศษ 79,800 บาท พร้อมรับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ พรบ.  เพียงลงทะเบียน Booking รับสิทธิพิเศษนี้ทางออนไลน์ ww.gpxthailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 64 นี้เท่านั้น! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S1000GT

Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งสุดเท่เครื่อง K5 ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการเผยโฉมสปอร์ตทัวริ่งคันใหม่ล่าสุดที่เกิดจากการนำเอาเจ้า GSX-S1000 มาทำให้กลายเป็นรถในสไตล์ทัวริ่งกลายเป็นเจ้า Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งคันเท่ดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนกับรถซูซูกิคันอื่น ๆ  โดยโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องในตำนานของทางค่ายอย่างเครื่อง K5 4 สูบเรียง ขนาด 999 ซีซี 152 แรงม้า และแรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ใช้ในหลาย ๆ โมเดล แต่มีการใช้แฟริ่งในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งดีไซน์ใหม่ และออกแบบมิติตัวรถท่านั่งให้มีท่านั่งหลังตรงและสบายมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะเป็นของ KYB และ Brembo เช่นเดียวกันกับเจ้าเน็กเก็ดตัวพันของทางค่าย โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้  ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. และมีระบบเบรก ABS แบบธรรมดา ส่วนล้อก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมยางสำหรับขี่ถนนในแบบทัวริ่งโดยเฉพาะ   สำหรับโมเดล GT นี้ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการเดินทางบนทางดำไกล ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นไม่เพียงแต่จะมีชิลด์หน้าและแฟริ่งขนาดใหญ่ให้หลบลมปะทะ ยังได้ออกแบบมิติของแฮนด์บาร์และพักเท้าให้ได้ท่านั่งที่ดีและใส่ยางรองมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าสะสมได้ดีอีกด้วย ตัวรถยังมีเบาะนั่งดีไซน์ใหม่เพื่อความสบาย โดยเฉพาะบนคนซ้อนเองก็มีความใหญ่และนุ่มสบายบวกกับมือจับคนซ้อนเองก็ออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน มีระบบแอสซิสต์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่คลัตช์ ตลอดไปจนถึงครูซคอนโทรลที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ มากยิ่งขึ้น สิ่งที่แตกต่างไปจากโมเดลเน็กเก็ดตัวพันรหัส S1000 เมื่อตอนต้นปีนั้นคือ รหัส GT นอกจากชิลด์หน้าและแฟริ่งไว้ป้องกันลมปะทะตัวรถและคนขับ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกและลดอาการเมื่อยล้าจากลมปะทะ ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ช่วยให้เดินทางได้ไกลไม่ต่ำกว่า 300 กม. อีกด้วย  ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างระบบนำทาง โทรออก รับสาย ฟังเพลง หรือเข้าไปดูปฏิทินนัดหมายก็ยังได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB อยู่ในตัวจอด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบไฟ LED รอบคันและแพ็กเก็จอิเล็กทรอนิกส์ SIRS ของทางค่าย ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบครูซคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทรถ และระบบช่วยป้องกันรถดับในรอบต่ำ ส่วนกระเป๋าข้างตัวรถที่เห็นในภาพจะเป็นออปชันเสริมที่สามารถใส่สัมภาระได้มากขึ้น โดยสามารถใส่หมวกเต็มใบได้เลยทีเดียว สำหรับ Suzuki GSX-S1000GT จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีดำ เริ่มต้นที่ 11,599 ปอนด์ หรือราว ๆ 530,000 บาท ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับเจ้า Kawasaki Ninja 1000SX  ถือเป็นอีกทางเลือกของสายเดินทางที่ไม่อยากได้รถในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่าง V-Strom 1050XT ที่จะเน้นไปในเส้นทางแบบลุย ๆ มากกว่า ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็จะมีความสปอร์ตมากกว่า และราคาจะถูกมากกว่า รวมถึงเหมาะกับการขี่ถนนทางไกล ๆ มากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 900 Bond Edition

Triumph Tiger 900 Bond Edition หล่อแบบสายลับจากอังกฤษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือกันระหว่างไทรอัมพ์และภาพยนต์ James Bond ซึ่งถือเป็น 2 ไอคอนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ ทางค่ายจึงได้ประกาศเปิดตัวโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดอย่าง Triumph Tiger 900 Bond Edition ที่มีพื้นฐานมาจากตัว 900 Rally Pro ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีนสตันท์สุดน่าทึ่งในภาพยนต์ James Bond ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง No Time To Die สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สุดพิเศานี้ยังคงใช้ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 888 ซีซีที่ให้กำลังแรง 94 แรงม้า และแรงบิด 86.77 นิวตันเมตร แต่จะมาเฉดสีใหม่เป็นสีดำ Matt Sapphire Black พร้อมกับเส้นสายและลวดลายกราฟิกสีทองพร้อมกับโลโก้ 007  และเพื่อที่จะให้สีดำนั้นดูดียิ่งขึ้น ทางค่ายเลยจัดการทำสีเฟรม ครอบไฟหน้า แฟริ่งข้าง การ์ดอ่างน้ำมันเครื่อง แผงยึดพักเท้า ครอบไฟเสริม และการ์ดเครื่องยนต์เป็นสีดำเช่นกัน จากนั้นยังเพิ่มความพิเศษเข้าไปด้วยการใช้แคลมป์จับแฮนด์บาร์ CNC และยิงเลเซอร์บ่งบอกชื่อรุ่นและนัมเบอร์ของรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ตัวรถยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นอีก อาทิ ปลายท่อจาก Arrow และยางบั้งแบบพล้อมลุยที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถยังมีฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายอย่างอุ่นเบาะคนขับและคนซ้อน และยังแอบใส่ลูกเล่นไว้ในหน้าจอเรือนไมล์ตอนสตาร์ทเครื่องก็จะได้เห็นหน้าจออนิเมชัน 007 แบบฉากเปิดตัวในหนังอีกด้วย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงราคาจำหน่าย และอ้อเกือบลืมไปคนซื้อจะได้ใบเซอร์ฯ ไว้การันตียืนยันความลิมิเต็ดอีกด้วยนะ งานนี้แฟนพันธ์ุแท้หนังสายลับน่าจะต้องมีไว้สักคันแล้วกระมั้งเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Honda CBR150R 2021

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี  เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน  และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก