SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์

วิเคราะห์เหตุสลดไรเดอร์สาวหลบกองดินจนรถล้มถูก 6 ล้อทับเสียชีวิต สะท้อนปัญหา ความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และมาตรฐานถนนไทยที่มักง่าย

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Suzuki GSX-S1000GT

Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งสุดเท่เครื่อง K5 ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการเผยโฉมสปอร์ตทัวริ่งคันใหม่ล่าสุดที่เกิดจากการนำเอาเจ้า GSX-S1000 มาทำให้กลายเป็นรถในสไตล์ทัวริ่งกลายเป็นเจ้า Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งคันเท่ดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนกับรถซูซูกิคันอื่น ๆ  โดยโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องในตำนานของทางค่ายอย่างเครื่อง K5 4 สูบเรียง ขนาด 999 ซีซี 152 แรงม้า และแรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ใช้ในหลาย ๆ โมเดล แต่มีการใช้แฟริ่งในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งดีไซน์ใหม่ และออกแบบมิติตัวรถท่านั่งให้มีท่านั่งหลังตรงและสบายมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะเป็นของ KYB และ Brembo เช่นเดียวกันกับเจ้าเน็กเก็ดตัวพันของทางค่าย โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้  ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. และมีระบบเบรก ABS แบบธรรมดา ส่วนล้อก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมยางสำหรับขี่ถนนในแบบทัวริ่งโดยเฉพาะ   สำหรับโมเดล GT นี้ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการเดินทางบนทางดำไกล ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นไม่เพียงแต่จะมีชิลด์หน้าและแฟริ่งขนาดใหญ่ให้หลบลมปะทะ ยังได้ออกแบบมิติของแฮนด์บาร์และพักเท้าให้ได้ท่านั่งที่ดีและใส่ยางรองมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าสะสมได้ดีอีกด้วย ตัวรถยังมีเบาะนั่งดีไซน์ใหม่เพื่อความสบาย โดยเฉพาะบนคนซ้อนเองก็มีความใหญ่และนุ่มสบายบวกกับมือจับคนซ้อนเองก็ออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน มีระบบแอสซิสต์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่คลัตช์ ตลอดไปจนถึงครูซคอนโทรลที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ มากยิ่งขึ้น สิ่งที่แตกต่างไปจากโมเดลเน็กเก็ดตัวพันรหัส S1000 เมื่อตอนต้นปีนั้นคือ รหัส GT นอกจากชิลด์หน้าและแฟริ่งไว้ป้องกันลมปะทะตัวรถและคนขับ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกและลดอาการเมื่อยล้าจากลมปะทะ ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ช่วยให้เดินทางได้ไกลไม่ต่ำกว่า 300 กม. อีกด้วย  ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างระบบนำทาง โทรออก รับสาย ฟังเพลง หรือเข้าไปดูปฏิทินนัดหมายก็ยังได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB อยู่ในตัวจอด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบไฟ LED รอบคันและแพ็กเก็จอิเล็กทรอนิกส์ SIRS ของทางค่าย ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบครูซคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทรถ และระบบช่วยป้องกันรถดับในรอบต่ำ ส่วนกระเป๋าข้างตัวรถที่เห็นในภาพจะเป็นออปชันเสริมที่สามารถใส่สัมภาระได้มากขึ้น โดยสามารถใส่หมวกเต็มใบได้เลยทีเดียว สำหรับ Suzuki GSX-S1000GT จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีดำ เริ่มต้นที่ 11,599 ปอนด์ หรือราว ๆ 530,000 บาท ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับเจ้า Kawasaki Ninja 1000SX  ถือเป็นอีกทางเลือกของสายเดินทางที่ไม่อยากได้รถในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่าง V-Strom 1050XT ที่จะเน้นไปในเส้นทางแบบลุย ๆ มากกว่า ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็จะมีความสปอร์ตมากกว่า และราคาจะถูกมากกว่า รวมถึงเหมาะกับการขี่ถนนทางไกล ๆ มากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 900 Bond Edition

Triumph Tiger 900 Bond Edition หล่อแบบสายลับจากอังกฤษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือกันระหว่างไทรอัมพ์และภาพยนต์ James Bond ซึ่งถือเป็น 2 ไอคอนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ ทางค่ายจึงได้ประกาศเปิดตัวโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดอย่าง Triumph Tiger 900 Bond Edition ที่มีพื้นฐานมาจากตัว 900 Rally Pro ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีนสตันท์สุดน่าทึ่งในภาพยนต์ James Bond ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง No Time To Die สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สุดพิเศานี้ยังคงใช้ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 888 ซีซีที่ให้กำลังแรง 94 แรงม้า และแรงบิด 86.77 นิวตันเมตร แต่จะมาเฉดสีใหม่เป็นสีดำ Matt Sapphire Black พร้อมกับเส้นสายและลวดลายกราฟิกสีทองพร้อมกับโลโก้ 007  และเพื่อที่จะให้สีดำนั้นดูดียิ่งขึ้น ทางค่ายเลยจัดการทำสีเฟรม ครอบไฟหน้า แฟริ่งข้าง การ์ดอ่างน้ำมันเครื่อง แผงยึดพักเท้า ครอบไฟเสริม และการ์ดเครื่องยนต์เป็นสีดำเช่นกัน จากนั้นยังเพิ่มความพิเศษเข้าไปด้วยการใช้แคลมป์จับแฮนด์บาร์ CNC และยิงเลเซอร์บ่งบอกชื่อรุ่นและนัมเบอร์ของรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ตัวรถยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นอีก อาทิ ปลายท่อจาก Arrow และยางบั้งแบบพล้อมลุยที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถยังมีฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายอย่างอุ่นเบาะคนขับและคนซ้อน และยังแอบใส่ลูกเล่นไว้ในหน้าจอเรือนไมล์ตอนสตาร์ทเครื่องก็จะได้เห็นหน้าจออนิเมชัน 007 แบบฉากเปิดตัวในหนังอีกด้วย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงราคาจำหน่าย และอ้อเกือบลืมไปคนซื้อจะได้ใบเซอร์ฯ ไว้การันตียืนยันความลิมิเต็ดอีกด้วยนะ งานนี้แฟนพันธ์ุแท้หนังสายลับน่าจะต้องมีไว้สักคันแล้วกระมั้งเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Honda CBR150R 2021

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี  เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน  และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Classic 350

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้  Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE  นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้   ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน  กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze  Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya จบไปแล้วกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 9 กับการแข่งขันที่สนาม Barcelona Circuit – Catalunya ประเทศสเปน ซึ่งสำหรับการแข่งขันในรอบนี้ก็ถือว่าดุเดือดอีกเช่นกัน ได้เห็นหลายทีมเดินหน้าขึ้นโพเดียม และจบการแข่งขันสนามนี้ด้วยคะแนนที่ยังคงสูสีคู่คี่อีกเช่นเดิม ทำให้ต้องลุ้นแชมป์โลกกันไปอีกยาว ๆ เลยล่ะครับ   WorldSBK Race 1: ในเรซแรกนั้นออกสตาร์ทกันในตอนช่วงบ่าย 3 โมง 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาทำให้ทุกคนต้องเลือกใช้ยางฝนในการแข่งขัน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) เป็นคนที่ออกสตาร์ทได้ดีที่สุดและขึ้นนำหน้า Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ซึ่งพลาดตำแหน่งอันมีค่าไปในช่วงต้น ๆ ทั้งยังต้องมาดวลกับนักแข่งจากดูคาติ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) แบบผลัดกันแซงไปมา นักแข่งอิตาเลียนกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบและขึ้นเป็นที่ 2 นำหน้าผู้ครองหัวแถวตารางคะแนนสะสมและเริ่มไปไล่บี้ Rea ส่วนด้านหลังของกลุ่มนำเป็น Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ดวลกันแย่งอันดับที่ 5   ในช่วงครึ่งหลังของเรซตำแหน่งบนโพเดียมนั้นมี Rea จองอยู่แต่ร่วงลงมาที่อันดับ 3 หลังจากถูกแซงโดย Razgatlioglu และต่อมาก็ถูก Bassani อีกครั้ง แต่ระหว่างการแข่งขันในแล็ปที่ 15 นักแข่งยามาฮ่าก็ต้องรีไทร์ออกไปด้วยปัญหาทางเทคนิค หลัง จากนั้นอีก 3 แล็ปที่เหลือ นักแข่งดูคาติทั้ง 3 คนก็กลายเป็นฝ่ายขึ้นนำ โดยมี Bassani ขึ้นเป็นจ่าฝูงดวลกันกับ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ซึ่งหลังจากที่ออกสตาร์ทไม่ดีนัก แต่ก็สามารถคัมแบ็กไล่แซงคืนมา 8 อันดับ และทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดได้ในแล็ปที่ 17 ตามมาด้วย Rinaldi ที่แซง Rea ทำให้แชมป์โลกหล่นมาอันดับที่ 4 และถูกบังคับให้ต้องป้องกันการจู่โจมจาก Van der Mark  และในแล็ปสุดท้าย นักแข่งดูคาติก็ต้องด้วยกันเองและเป็น Redding ที่เหนือกว่าและเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Bassani และ Rinaldi    WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) 3 M. Rinaldi (ARUBA.IT

Yamaha เตรียมแข่ง WSBK

Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี ล่าสุดยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป ออกมาประกาศอย่างตื่นเต้นว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทางค่ายได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Grand Prix ครบรอบ 60 ปี ก็เลยจะทำการลงแข่งในศึก 2021 FIM Superbike World Championship ในรอบ Barcelona Round ด้วยรถแข่งลายพิเศษ ที่การแข่งขัน French GP ปี 1961 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยามาฮ่ากับการเข้าร่วมการแข่งขันระดับ Grand Prix และนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์นึง หลังจากที่ชนะการแข่งขันระดับ GP ครั้งแรกในปี 1963 ยามาฮ่าก็แข่งขันมาตลอด และชนะรวมกันกว่า 517 ครั้งโดยนักแข่ง 82 คน รวมถึงชัยชนะประเภทผู้ผลิตและทีมอีกด้วย  และช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปอีกจนถึงปี 2026  ทางค่ายยังเคยสร้างนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้ง Valentino Rossi, Kenny Roberts, Wayne Rainey, Phil Read และ Giacomo Agostini  เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 6 ทศวรรษของการเข้าร่วมการแข่งขันครบรอบ 60 ปีในระดับโลก ทีม Pata Yamaha with Brixx WorldSBK และทีม GRT Yamaha WorldSBK Team ก็ตัดสินใจจะลงแข่งขัน WolrdSBK ด้วยรถแข่งลวดลายพิเศษสีขาวและแดงในรอบ Barcelona Round  นอกจากรถแข่งที่จะมาพร้อมลวดลายพิเศษ บรรดานักแข่งยังจะมาพร้อมชุดหนัง ถุงมือและรองเท้า ตลอดจนถึงของใช้อื่น ๆ ที่มาธีมสีขาวแดงเช่นเดียวกันกับรถแข่ง  เรียกว่าหล่อมาก ๆ จริงครับ สำหรับนักแข่งและรถแข่งของ Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี แบบนี้ ก็มาดูกันว่าสีนี้จะช่วยนำชัยให้ทีมนักแข่งของยามาฮ่าคว้าชัยได้หรือไม่ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli

VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli เป็นพาร์ทเนอร์ หวังเสริมเขี้ยวเล็บลูกศิษย์ ล่าสุดค่ายยางตัว P สุดยาวก็ออกมาเผยว่าทาง VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli เป็นพาร์ทเนอร์ ทั้งในเชิงเทคนิคและผู้สนับสนุนยาง ในการฝึกซ้อมของทางทีม จากการร่วมมือกันครั้งนี้ นักแข่งในสังกัดก็จะได้ใช้ยางสัญชาติอิตาลีในระหว่างการฝึกซ้อมโร้ดไบค์ โมโตครอส และกระทั่งเสือภูเขาไฟฟ้าด้วย สถานที่แห่งนี้นั้นก่อตั้งโดยมีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมนักบิดวัยรุ่นชาวอิตาเลียนที่กำลังมุ่งสู่การแข่งขันในแบบมืออาชีพ ทีมงานที่คอยดูแลนักบิดเหล่านี้คือทีมงานชุดเดียวกันกับที่คอยสนับสนุน Valentino Rossi เวลาแข่งขัน ดังนั้นทุกคำแนะนำและทุกการตัดสินใจนั้นล้วนแล้วมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายปี  การร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้นักบิดวัยรุ่นเหล่านี้ได้ฝึกซ้อมด้วยการใช้ยางของทางพีเรลลี่ โดยครอบคลุมตั้งแต่รถขี่ถนน รถออฟโร้ดอย่างโมโตครอสและจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า ที่นั่นจะมีรถ Yamaha YZF-R1 และ YZF-R6 ให้ใช้ฝึกซ้อมขับขี่ในสนาม โดยจะใส่ยาง DIABLO Superbike สูตรต่าง ๆ ที่มีใช้ในการแข่งขัน FIM Superbike World Championship ซึ่งยางตัวนี้นั้นนักแข่งในรายการที่ใช้รถโปรดักชันเป็นพื้นฐานในการแข่งขันจะใช้ยาง DIABLO Superbike ทุกคันและเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ทางค่ายยางได้ใช้เวทีการแข่งขันระดับโลกนี้ทุ่มเทพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยางมาโดยตลอด สำหรับการฝึกซ้อมแบบออฟโร้ดก็จะมียางในตระกูล SCORPION MX ซึ่งคว้าแชมป์โมโตครอสระดับโลกมาแล้ว 74 แชมป์และความสำเร็จอื่น ๆ อีกมากมาย และสุดท้ายสำหรับจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าก็จะมียางที่ออกแบบมาพิเศษอย่าง SCORPION E-MTB ให้ใช้ฝึกซ้อมด้วย Claudio Zanardo รองประธานอาวุโสของ Pirelli Moto & Cycling ให้ความเห็นเรื่องการร่วมมือครั้งนี้ว่า “ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศเรื่องความร่วมมือกันระหว่าง VR46 Riders Academy และ Pirelli ซึ่งคอยสนับสนุนและลงทุนกับนักบิดอายุน้อยมาโดยตลอด การยืนยันตกลงของทางพีเรลลี่ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนยางรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าที่ใช้ในการฝึกซ้อมของที่นี่ จะยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนของพีเรลลี่ในวงการกีฬาและในด้านการตลาดอีกด้วย” “การร่วมมือในครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงของยางมอเตอร์ไซค์พีเรลลี่ที่มั่นคงแข็งแรงอย่างชัดเจนขึ้นไปอีก ทั้งนี้ก็เพราะการมีส่วนร่วมในการแข่งขันระดับนานาชาติในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มยางตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นโดยแผนกจักรยานสำหรับใช้ในจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าโดยเฉพาะอีกด้วย เรายินดีที่ที่แห่งนี้ได้เลือกที่จะไว้ใจในสมรรถนะและความปลอดภัยที่ยางพีเรลลี่มีให้และเลือกใช้ในการฝึกซ้อม” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SPEED TRIPLE 1200 RR 2022 (1)

SPEED TRIPLE 1200 RR โมเดิร์นคาเฟ่เรเซอร์ตัวจี๊ด สิ้นสุดการรอคอยสักทีกับ Triumph Speed Triple 1200 RR ที่เพิ่งจะเปิดตัวกันมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ หลังปล่อยตัวอย่างยั่ว ๆ มาให้นักบิดที่ชื่นชอบความสปอร์ตและความคลาสสิคในแบบของไทรอัมพ์ ซึ่งครั้งนี้มาในสไตล์ฮาล์ฟแฟริ่งพิกัดใหญ่แบบนี้ ดีไซน์โดดเด่นด้วยค็อกพิตแฟริ่งสุดงามด้านหน้าที่ครอบไฟหน้าทรงกลมเดี่ยวตามแบบฉบับของทางค่ายไว้ได้อย่างสวยงามลงตัว เส้นสายของตัวรถให้ความรู้สึกดุดัน ดูพร้อมจะพุ่งทะยานไปด้านหน้า พร้อมเพิ่มความหรูหราพรีเมียมด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ สำหรับมิติท่านั่งนั้น ตัวรถใช้แฮนด์แบบจับโช้ค มีพักเท้าที่ปรับระดับได้ และมีเบาะนั่งสูง 830 ม.ม. ซึ่งจะมีท่านั่งในแบบสปอร์ตต้องก้ม ต้องหมอบ แต่ว่าก็มีการออกแบบให้เข้ากับหลักการยศาสตร์  มาถึงส่วนช่วงล่างซึ่งถือว่าโดดเด่นมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ มีแชสซีน้ำหนักเบา ระบบเบรก Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเด่นที่การใช้คาลิเปอร์เบรกตัว Stylema และระบบกระจายแรงเบรก ปั๊มบน Brembo MCS ปรับตั้งได้ ซึ่งข้างต้นนี้ยกมาจากเจ้า RS ส่วนของระบบกันสะเทือนให้โช้คปรับไฟฟ้า Ohlins Smart EC 2.0 มาเลย ยางก็จะเป็นยางสุดหนึบอย่าง Pirelli Diablo Supercorsa SP V3 พร้อมกันนี้ยัง  ส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องเดียวกันกับเจ้า RS เป็นเครื่อง 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,160 ซีซีที่มีน้ำหนักเบาและมีมวลเฉื่อยต่ำ เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 180 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และให้สุ้มเสียงหวาน ๆ ด้วยปลายท่อไอเสียสเตนเลสสตีลแบบปัดเงาและเอ็นด์แค็ปสีดำ ปิดท้ายด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าแน่น ๆ สมเป็นพิกัดเรือธง อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลแบบใช้งานในโค้งที่สามารถปิดเปิดได้ และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU คันเร่งไฟฟ้าและโหมดการขับขี่ 5 โหมดได้แก่ Road, Rain, Sport, Track และ Rider ที่เป็นโหมดให้ปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้เอง  นอกจากนี้ยังมีระบบ Triumph Shift Assist หรือควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบไฟ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรลและไฟแบ็กไลท์สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ  สุดท้ายนี้เจ้ารหัส RR ใหม่นี้จะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีได้แก่ สีแดงตัดด้วยสีเทาเข้ม Red Hopper Storm Grey และสีขาวคริสตัลตัดด้วยสีเทาเข้ม Crystal White Storm Grey อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมยางกว่า 10 สูตร

Pirelli เตรียมยางกว่า 10 สูตร ซัพพอร์ตนักแข่ง WSBK ที่ Catalunya ล่าสุดพีเรลลี่แบรนด์ยางตัว P ยาวเหยียดที่ขายยางหนึบ ๆ และเป็นผู้สนับสนุนยางให้การแข่งขัน WorldSBK ทั้งหมด เผยว่า Pirelli เตรียมยางกว่า 10 สูตร ซัพพอร์ตนักแข่ง WSBK ที่ Catalunya ประเทศสเปน  การแข่งขันสนามที่ 9 กำลังจะมาถึงในช่วงสุดสัปดาห์นี้กับการแข่งรอบ The Hyundhai N Catalunya Round (17 – 19 กันยายนนี้) รับรองจะต้องสนุกสนานอย่างแน่นอน เข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาลการแข่งขันแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทุกสนามทุกเรซมีความสำคัญต่อการคว้าแชมป์โลก นอกจากนี้ประตูในการเป็นแชมป์โลกในพิกัด WSBK หรือรุ่นใหญ่ในรายการยังเปิดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) หรือจะเป็นแชมป์โลก 6 สมัยอย่าง Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่ห่างกันเพียง 7 คะแนน และยังเปิดให้กับนักแข่งจากดูคาติอย่าง Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) อีกด้วย  1 ในไฮไลท์สำคัญของเมือง Catalan ก็คือสนาม Circuit of Catalunya-Barcelona ซึ่งเปิดให้ใช้ครั้งแรกในปี 1992 ในการแข่งขันโอลิมปิกเกม สนามแห่งนี้ยาว 4.627 กม. มีโค้งทั้งหมด 14 โค้ง แบ่งเป็นโค้งขวา 8 โค้งและโค้งซ้ายอีก 6 โค้ง ซึ่งโค้งส่วนใหญ่จะเป็นโค้งกว้าง ๆ สามารถทำความเร็วได้มาก ๆ และยังมีทางตรงที่เอื้อให้นักแข่งทำความเร็วถึง 320 กม./ชม.  สนามแห่งนี้ยังมีส่วนที่เป็นลูกคลื่นและยังถูกมองว่าเป็นสนามที่ยากสูงมาก โดยหลาย ๆ จุดสามารถทำให้รถและนักแข่งต้องปวดหัวหรือเครียดได้ นอกจากนี้แล้วยังต้องระวังกับการเบรกที่สุดปลายทางตรงที่ยาวมาก ๆ ซึ่งจุดนี้จะได้เห็นรถเบรกกันหนัก ๆ ในระดับที่หนักมากที่สุดของปีเลยก็ว่าได้    สูตรยางที่เตรียมไว้สำหรับคลาส WorldSBK และ WorldSSP:    สำหรับในรุ่น WorldSBK นักแข่งทุกคนจะมียางสูตรกำลังพัฒนา (ที่เคยใช้มาแล้วในสนามก่อนหน้านี้) และยางสูตรมาตรฐาน รวมกันมากถึง 10 สูตร โดยแบ่งเป็นยางหน้า 5 สูตรและยางหลัง 5 สูตร สำหรับยางหน้า จะมียางสลิกสูตรมาตรฐาน 1 สูตรและสูตรกำลังพัฒนา 2 สูตร โดยยางสูตรมาตรฐานจะเป็นสูตร SC1 ส่วนยางสูตรพัฒนาจะเป็น SC1 A0721 ซึ่งนุ่มกว่า SC1 ปกติ และอีกสูตรคือ SC1 A0508 ซึ่งเคยใช้มาในที่ Misano และที่ Assen ด้วย และใช้กันมากที่สุดที่  Navarra และ Magny-Cours สำหรับยางหลักสลิกก็จะมี 2 สูตรให้เลือก ตัวเลือกแรกเป็น SCX A0557 ที่เป็นยางสูตรกำลังพัฒนา ซึ่งจะเป็นยางที่นุ่มที่สุดที่มีให้เลือกที่สนามนี้ และตัวเลือกที่ 2 ก็จะเป็นสูตรสแตนดาร์ด SC0  นอกจากนี้ยังจะมียางสูตรกำลังพัฒนาในรอบซูเปอร์โพล เป็นสูตร Y0449 จะมีให้ใช้และคาดการณ์ว่าจะช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้เร็วขึ้น และสามารถทำเวลาเพื่อควอลิฟายตัวเองเข้ากริดในตำแหน่งที่ดีที่สุด ส่วนในรุ่น WorldSSP จะมีสูตรยาง 5 สูตรเช่นกัน เป็นยางหน้า 3 สูตรและยางหลัง 2 สูตร โดยยางหน้าจะมีสูตรมาตรฐานอย่าง SC1 และ SC2 ให้เลือกใช้ อีก 1 สูตรเป็นยางสูตรกำลังพัฒนา

BMW Vision AMBY

BMW Vision AMBY นี่มันมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานกันแน่? เมื่อเร็ว ๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้ทำการเปิดตัวรถแนวคิดใหม่ ๆ สุดล้ำหลายคัน และเจ้า BMW Vision AMBY ก็เป็นหนึ่งในนั้น (โดยคำว่า AMBY ย่อมาจาก Adaptive Mobility หรือยานพาหนะที่ปรับตัวได้) มันเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างสมัยนิยมนี่แหละครับ เพียงแต่ว่ามันมาในขนาดและรูปร่างที่เหมือนกับจักรยานเสือภูเขาซะอย่างนั้น  ตัวรถนั้นมีระดับความเร็วให้เลือก 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับแรก 24 กม./ชม.สำหรับขับขี่ในทางจักรยาน ระดับที่ 2 43.2 กม./ชม.สำหรับขับขี่บนท้องถนนในตัวเมืองชั้นใน และระดับที่ 3 59.2  กม./ชม.สำหรับใช้งานบนถนนขนาดใหญ่หลายเลน และสำหรับขับขี่นอกเมือง ซึ่งถือว่าจุดนี้ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานได้ระดับนึงเลยทีเดียว สำหรับคอนเซ็ปต์ไบค์คันเล็กคันนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคันนี้จะใช้งานในแบบที่ควรจะเป็น มันจึงมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกว่า Geofencing ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมต่อกับระบบแผนที่ GPS ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าหรือความเร็วของรถได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงยังช่วยให้รถสามารถรับรู้ถึงประเภทถนนว่ากำลังใช้เส้นทางแบบไหน เช่น เลนจักรยาน หรือถนนในเมือง ซึ่งทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยและใช้ความเร็วได้ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย  สำหรับบางคนฟังดูเข้าที แต่สำหรับบางคนก็อาจจะหงุดหงิด แต่หากเราคิดถึงเรื่องความปลอดภัยเข้าแล้วล่ะก็ระบบนี้ก็น่าจะดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! การได้ขี่ยานพาหนะที่มันคล้ายกับมอเตอร์ไซค์ทั่ว ๆ ไป มีคันเร่งให้บิด มีพักเท้าแบบปกติธรรมดามาแทนที่บันไดปั่น เบรกที่เหมือนกับสกู๊ตเตอร์หรือจักรยาน พร้อมกับดิสก์เบรกขนาดใหญ่ แต่มาในน้ำหนักที่เบาเพียง 65 กก. และทำระยะทางได้ราว 110 กม. คุณคิดว่ามันจะดีสักแค่ไหนครับ  อย่างไรก็ดีเจ้าคันนี้ยังเป็นเพียงแค่คอนเซ็ปต์ไบค์แนวคิดใหม่จากทางค่ายรถบาวาเรียน และเรายังไม่เห็นตัวเลขสำคัญ ๆ อย่างขนาดความจุของแบตเตอรี่ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า และระยะเวลาในการชาร์จ เราก็คงยังต้องติดตามกันต่อไปว่าเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้จะกลายเป็นรถผลิตขายจริงต่อไปหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าทำขายจริงก็น่าสนใจไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่  

เปิดตัว Brutale 1000 RS

เปิดตัว Brutale 1000 RS รุ่นรองท็อป ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ล่าสุด MV AGUSTA ก็เพิ่งทำการเข็นเน็กเก็ดไบค์ตัวพันมาเพิ่มอีก 1 โมเดล ซึ่งก็คือ เปิดตัว Brutale 1000 RS นั่นเอง ซึ่งหากมองดูภายนอกแล้วก็จะรู้ได้เลยว่าไม่ใช่ตัวท็อปอย่าง RR ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า แต่ราคาก็จะถูกกว่าพอสมควรเลยทีเดียว!   จุดที่แตกต่างจากตัวท็อปรหัส RR นั้น คือช่วงล่างนั้นเอง ซึ่งในตัวท็อปจะเป็นโช้คอัพไฟฟ้าจาก Ohlins แต่ในโมเดลรองท็อปนี้จะเป็นโช้คปรับมือจาก Marzocchi ที่ด้านหน้าและ Sachs ที่ด้านหลังแทน ระบบเบรกยังเป็นตัวท็อปของรถโปรดักชันอย่าง Brembo Stylema และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วนเช่นเดิม    ส่วนอื่น ๆ ที่แตกต่างอีกก็จะเป็นเรื่องของการยศาสตร์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ มีแฮนด์จับโช้คที่สูงขึ้น มีเบาะนั่งใหม่ พักเท้าแบบฟอร์จ และกระจกมองหลังใหม่ ในด้านของเครื่องยนต์ยังคงมีพื้นฐานเดียวกับตัวท็อป แต่โมเดลปีใหม่ตัวรองท็อปคันนี้มีการอัปเกรดชิ้นส่วนภายในเพิ่มเติมอีกด้วย แท็ปเพ็ทหรือขาส่งวาล์วเคลือบ DLC ปลอกวาล์วซินเทอร์ แค็มโปรไฟล์ใหม่ และท่อรวมไอเสียใมห่ที่ช่วยเรื่องระบายความร้อน โดยตอนนี้เคลมแรงม้ามาที่ 208 แรงม้า ในขณะที่น้ำหนักตัวรถเปล่าเหลือเพียง 186 กก. เท่านั้น  หน้าจอเรือนไมล์เป็นจอ TFT สีที่สามารถเชื่อมต่อแอ็ปพลิเคชัน MV Ride App ได้เช่นเดิม พร้อมมีการอัปเดตการเซ็ตติ้งของระบบ IMU ที่ควบคุมตัวระบบเบรก ABS ในโค้ง  สุดท้ายเปิดราคาเริ่มต้นที่ 25,500 ยูโรหรือราว ๆ 987,000 บาท แต่ถ้ามาไทยคงไม่ต้องบอกว่าทะลุไปอีกพอสมควรแน่ แต่มันหล่อจริง ๆ นะ ใครอยากได้เน็กเก็ดตัวพัน แต่ไม่ไหวตัวท็อปหันมาครบตัวนี้ก็โอเคดีนะ อาจจะได้โช้คไม่เทพเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เผยโฉม BMW R nineT 2021

เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใส่เทคโนโลยีล้ำสมัยครบครัน เริ่มต้น 739,000 ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลานับทศวรรษมาให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง ด้วยการ เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใหม่ถึง 4 รุ่นรวด  หลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปเมื่อปี 2556 หรือปี 2013 R nineT ก็กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ ตัวแทนของเอกลักษณ์อันคลาสสิก ทีมีทั้งเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่ละเอียดประณีต ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ไบค์เกอร์สร้างความเฉพาะตัวหรือคัสตอมรถด้วยอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เข้าไปได้  หลังจากนั้นก็จะมีโมเดลที่ใช้พื้นฐานเดียวกันเปิดตัวตามมา โดยมีจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Urban G/S ที่สานต่อตำนานเอ็นดูโร่จาก R 80 G/S และ Scrambler ที่มาพร้อมแก่นแท้แห่งความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก และ Pure มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ในดีไซน์แบบมินิมอลที่สุดเพื่อสะดวกต่อการนำไปคัสตอมตกแต่งเพิ่มเติม และสำหรับการโมเดลใหม่ทั้ง 4 รุ่นนี้ มีพื้นฐานเดียวกัน และได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งสมรรถนะ อุปกรณ์มาตรฐาน และตัวเลือกอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า แตกต่างกันในรายของช่วงล่างบางจุดเท่านั้น โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศปรับจูนมาใหม่ให้ผ่าน EU-5 โดยใช้หัวฉีด วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ สร้างแรงบิดได้ทรงพลังกว่าที่เคย แต่มลพิษน้อยลงกว่าเดิม โดยเคลมพละกำลังสูงสุดที่ 109 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที    ในส่วนของเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามานั้นมีทั้งโหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบเบรก ABS Pro ระบบ Dynamic Brake Control ระบบ Dynamic Traction Control ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบกันสะเทือนใหม่แบบ WAD ที่ทั้งคล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งกว่าขณะขับขี่ และไฟ LED ครบชุด ทั้งนี้ R nineT ใหม่ ทุกรุ่น ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วยรูปโฉมที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่แต่ละคน ได้แก่ R nineT เป็นการสานต่อตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ (ถังน้ำมันสีดำ) พร้อมการขับขี่ที่คล่องแคล่วและเสียงคำรามลึกในสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ราคา 859,000 บาท R nineT Pure ดีไซน์ทรงเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร มาในสีใหม่ Teal Blue metallic matt พร้อมถังน้ำมันในสี Mineral grey metallic มีความเรียบง่าย เหมาะแก่การนำไปคัสตอมเพิ่มเติม ราคา 739,000 บาท R nineT Scrambler สไตล์สแครมเบลอร์พร้อมลุย สะกดทุกสายตาด้วยสี Kalamata metallic matt finish สอดรับกับล้อซี่ลวดสีทองและยางล้อออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Urban G/S มาในสไตล์แรลลี่ไบค์ ตัวรถมีสีขาวตัดลวดลายสีน้ำเงิน สื่อถึงอัตลักษณ์ดีไซน์มอเตอร์สปอร์ต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อซี่ลวดสีทองและยางออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Option 719 สำหรับโมเดลนี้ก็คือรุ่นพิเศษ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นท็อปในตระกูล R nineT เด่นสุดด้วยชุดแต่ง Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Option 719 Night Black matt/Aluminium matt และ Option 719 Mineral White metallic/Aurum พร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ถังน้ำมันอะลูมิเนียมแบบเปลือย ในดีไซน์แบบพ่นสี/ขัดเงา ราคา 919,000 บาท ทั้ง 2 สี   ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก