
กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย

OrangeCat Racing พร้อมส่งตัวแข่ง EV สู้กับเหล่าเครื่องยนต์รถสันดาปในการแข่งขัน MotoAmerica Super Hooligan ในฤดูกาล 2026

Yamaha WR250F 2026 มาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญที่หยิบยื่นแกนเทคโนโลยีจาก YZ250F ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสเส้นทางโมโตครอสได้อย่างเต็มรูปแบบ

เปิดตัว New Forza 350 2022 สีใหม่พร้อมรุ่น Roadsync Type ล่าสุดทาง Thai Honda ก็ได้ทำการปล่อยคลิป เปิดตัว New Forza 350 2021 ผ่านทางแฟนเพจ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า (Honda Motorcycle Thailand) พร้อมชูคอนเซ็ปต์ Only For The Greatest เพราะที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว โดยในครั้งนี้เจ้าพรีเมียม AT คันนี้มาพร้อม 2 โมเดลย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type ที่มาพร้อมกับเฉดสีใหม่โลโก้สีโครม ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงิน-ดำ, สีแดง-ดำ, สีเทา-ดำ และสีดำล้วน และรุ่น Roadsync Type ที่โดดเด่นกว่าด้วยระบบ พร้อม New HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) ระบบสั่งการด้วยเสียงและควบคุมสมาร์ทโฟนจากแฮนด์ โลโก้และล้อแม็กสีทองสุดเท่ มีทั้งหมด 2 สีด้วยกันได้แก่ สีดำ และสีเทา-ดำ ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นยังคงใช้เครื่องเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 327 ซีซี เช่นเดิม อ่านรีวิวเพิ่มเติมของฟอร์ซ่า350 ได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสีสันของชิ้นส่วนที่เดิมเป็นสีเทาให้กลายเป็นสีดำ เพิ่มความเรียบหรูไปอีกระดับ ส่วนสนนราคาแนะนำมีดังนี้ รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 175,500 บาท รุ่น Roadsync ราคาแนะนำที่ 177,500 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 450 SMR 2022 โมตาร์ดตัวแข่งขั้นสุด เฉียบคมขั้นสุดกับ KTM 450 SMR 2022 โมตาร์ดหรือซูเปอร์โมโตสำหรับใช้ในสนามเท่านั้น คราวนี้อัปเดตใหม่ให้ใกล้เคียงกับรถแข่งทีมโรงงานมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยลวดลายกราฟิกสุดโฉบเฉี่ยว พร้อมพาคุณชิงชัยในการแข่งขันหรือขับขี่ในวันแทร็กเดย์ได้อย่างสนุกสนาน เจ้า 450 SMR คันนี้โดดเด่นที่สุดในคลาสนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งในเรื่องของพละกำลังและการควบคุม โดยจัดการปรับจูนเครื่องยนต์ให้ใกล้เคียงกับรถแข่งของ KTM มากที่สุด เลือกใช้เฟรมสีส้มพิเศษ เบาะสีน้ำเงิน และลายกราฟิกใหม่สุดเฉี่ยว เครื่องยนต์บล็อกนี้นำมาจากรถแข่งที่ชนะในศึกโมโตครอสและซูเปอร์ครอสของทาง KTM และนำมาปรับจูนและโมดิฟายให้เข้ากับการขับขี่แบบซูเปอร์โมโต โดยน้ำหนักเครื่องนั้นเบามาก ๆ เหลือเพียง 27 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ให้กำลังแรงม้ามากถึง 63 แรงม้า ตัวรถเลือกใช้ชุดเกียร์ตัวแข่งอย่าง Pankl Racing Systems แบบ 5 สปีดที่มีเซ็นเซอร์พิเศษช่วยให้สามารถเซ็ตแม็ปของเครื่องยนต์ของแต่ละเกียร์ได้อย่างอิสระ หัวฉีด Keihin ขนาด 44 มิลลิเมตรเองก็เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านของการควบคุมที่ยากจะหาที่เปรียบนั้นต้องขอบคุณเฟรมโครโมลีพิเศษที่ใช้การเชื่อมแบบเลเซอร์เพื่อความแม่นยำและคุณภาพที่ดี ทำให้เฟรมสามารถบิดและให้ตัวได้เหมาะสม ระยะออฟเซ็ต 16 ม.ม. ก็ทำให้รถนั้นมีมิติท่านั่งขับขี่ที่พร้อมจะรุกไล่คู่แข่ง และยังโดดเด่นด้วยแผงคอแบบ CNC และแฮนเดิลบาร์ปรับได้อีกด้วย และที่สำคัญสำหรับรถสไตล์นี้มาก ๆ คือการขับขี่ที่อาศัยการยึดเกาะแบบขีดสุด ดังนั้นช่วงล่างต้องเทพ KTM เลยจัดช่วงล่าง WP XACT มาให้ พร้อมกับล้อขนาด 16.5 และ 17 นิ้วของ Alpina มาตามลำดับแถมรัดด้วยยางสลิกมาให้พร้อมซิ่ง ส่วนระบบเบรกเป็น Brembo 4 สูกสูบแบบเรเดียลเมาท์รวมถึงปั๊มบนด้วย ส่วนจานเบรกจะเป็นขนาด 310 ม.ม.และ 220 ม.ม. ด้านหน้าและด้านหลังตามลำดับ งานนี้ใครอยากซิ่งสไตล์ซูเปอร์โมโตไม่ควรพลาดเจ้า KTM 450 SMR 2022 เด็ดขาด อีกอย่างรถแบบนี้น่าจะผลิตไม่มาก ใครมีสตางค์และชอบรถสไตล์นี้ต้องรีบจัดหาให้ไว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เกือบคว้าชัยทริปเปิ้ลเรซ ในศึก WorldSBK ที่ฝรั่งเศส จบกันไปแล้วกับศึกการแข่งขันรถโปรดักชันระดับโลกสุดเดือดอย่าง WorldSBK ที่สนาม Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาสรุปผลกันดีกว่าว่าแต่ละเรซใครเป็นอย่างไรกันบ้างครับ WorldSBK Race 1: การแข่งขันในเรซที่ 1 โพลแมน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ออกตัวได้ดีและรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ในช่วงทางตรง แต่ไม่ทันไร Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ก็เปิดฉากรุกไล่ทันที แต่ก็เสียจังหวะไปในตอนที่เขาถูกกดดันให้ต้องป้องกันไม่ให้ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่อยู่อันดับ 3 ขณะนั้นเสียบเข้ามา กระทั่งในแล็ปที่ 4 Toprak ก็สามารถที่จะแซงแชมป์โลก 6 สมัยได้ ขณะเดียวกันนั้น Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ก็ไต่ไล่ขึ้นมาอันดับที่ 4 ตามหลัง Lowes ต่อมาเป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ที่สามารถแซงนักแข่งของ Ducati ขึ้นมาในแล็ปที่ 13 โดยที่นักแข่งหน้าใหม่ชาวอิตาลีพยายามที่จะย่นระยะห่างกับกลุ่มที่รั้งตำแหน่งโพเดียมอยู่ก็สามารถทำได้ในที่สุด เนื่องมาจาก Alex Lowes เกิดล้มไปและทำให้ต้องรีไทร์ไปแม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 แล็ปเท่านั้น ด้าน Toprak รักษาตำแหน่งได้ดี และไม่มีอะไรผิดพลาดก็สามารถเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Jonathan อยู่ถึง 4.4 วินาที และมี Andrea Locatelli จบที่อันดับ 3 WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 2 J. Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) 3 A. Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 4 M. Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 5 M. van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR) 6 Á. Bautista (Team HRC / Honda CBR1000 RR-R) 7 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R)

C 400 GT 2021 เปิดตัวที่ไทยแล้ว เริ่มต้น 419,000 บาท ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT 2021 สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส สกูตเตอร์คันนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่ครบครัน แฝงด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งนร่โมเดลใหม่จะได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ๆด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งขึ้น มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบ ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง” ขุมพลังของคันนี้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัตช์แบบแรงเหวี่ยง ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที ประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าเป็นระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ซึ่งช่วยให้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวรถยังมีระบบ Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรถจะปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง ทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกจึงมาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงจิกเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรกล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะที่ใส่ใจมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง แถมยังมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์อีกด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งด้านบนช่องนี้เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย ส่วนช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase) และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ในรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR500R 2022 อัปเกรดใหม่ ดิสก์หน้าคู่ โช้คหัวกลับ ถูกใจรึยัง? Honda CBR500R 2022 สปอร์ตไบค์ไซส์กำลังดี 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ มาคราวนี้ก็เปิดตัวพร้อมกันทั้ง 3 คันอีกครั้ง พร้อมอัปเกรดใหม่หลายจุด การันตีขี่ดีขึ้นแน่นอน หลังจากเปิดตัวมาก็มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งล่าสุดปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป และล่าสุดก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของช่วงล่างเป็นหลัก โดยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ เช่น ดีไซน์ การจ่ายน้ำมัน และระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าก็จะคล้าย ๆ กัน 500 Series คันอื่น ๆ นั่นเอง เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันทำให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่แทนที่พักเท้ายางแบบเดิม และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักใหม่สวยและเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานเวลาเชนเกียร์ลงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการอัปเกรดในระดับที่เรียกว่าไฮไลท์เด็ดเลย โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ไม่เพียงแต่โช้คหน้า ของระบบเบรกด้านหน้าเองตอนนี้ก็จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 192 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือสีแดง Grand Prix Red และสีดำเมทัลลิก Matte Gunpowder Black Metallic อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500F 2022 อัปเกรดช่วงล่างเอาใจสายเน็กเก็ด Honda CB500F 2022 เป็น 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CBR500R ที่เป็นสปอร์ตไบค์ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์ที่พอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก ทั้งราคาเองก็เป็นมิตร ดูแลรักษาก็ไม่ยาก เรียกว่าเป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่อยากอัปเกรดซีซีกันอยู่ไม่น้อย หลังจากปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่พอสมควร โดยจะเด่นที่ช่วงล่างซะมาก นอกจากนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการลดน้ำหนักตัวรถลงมาในหลาย ๆ จุด แม้จะไม่มากนักแต่ก็เป็นเรื่องที่ดี และสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันแล้ว มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่ และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย มาดูกันที่ไฮไลท์เด็ดของโมเดลนี้กันบ้าง นั่นคือระบบกันสะเทือนนั่นเอง โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ตอนนี้ด้านหน้าจะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่าเดิม แต่ มีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีเทาเมทัลลิก Matt Axis Grey Metallic, สีเทาสโม้ก Pearl Smokey Gray และสีเหลือง Pearl Dusk Yellow อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500X 2022 เด่นด้วยโช้คหัวกลับและดิสก์หน้าคู่ Honda CB500X 2022 เปิดตัววันนี้แล้วที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์และ CBR500R ที่กำลังเครื่องพอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก และแน่นอนว่าก็ได้ใจไบเกอร์ไปมากมาย เพราะตอบโจทย์ได้หลากหลาย มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของช่วงล่าง และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างให้ดีให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น ในส่วนของรูปลักษณ์มีการปรับเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อยโดยมีล้อหน้าใหม่และบังโคลนหน้าใหญ่ขึ้น หน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ)และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี สามารถเคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย ออกนอกจากเรื่องนี้ไปก็เห็นจะมีเรื่องของช่วงล่างนี่แหละครับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและน่าจะถูกใจนักบิดหลาย ๆ คนยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนนั้นตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าตอนนี้จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านที่เพรียวบางขึ้นทำให้น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่เพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง และตอนนี้น้ำหนักรถก็เหลือเพียง 199 กิโลกรัมแล้ว สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีดำเมทัลลิก Matt Gunpowder Black Metallic และสีเขียว Pearl Organic Green อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมยางฝนสูตรใหม่ รับศึก WSBK ที่ Magny-Cours สุดสัปดาห์นี้เตรียมพบกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 8 ที่ Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศส ค่ายยางตัว P ยาวเหยียดแจงชัด เตรียมยางฝนสำหรับล้อหน้าสูตรใหม่สำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK ไว้รอ ทั้งสูตรมาตรฐานและสูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ในรุ่น WorldSSP จะมีเพียงสูตรมาตรฐานเท่านั้น หลังจากผ่านการแข่งขันไปแล้ว 21 เรซ ตารางคะแนนรวมในคลาส WorldSBK ก็เกิดปรากฎการณ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) มีคะแนนเท่ากันที่ 311 คะแนน โดยอันดับถัดมาเป็นของ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่มี 273 คะแนน ซึ่งไม่ห่างกันมาก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ทุกคน ขณะที่ในพิกัด WorldSSP เป็น Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha / Yamaha YZF R6) นำหัวตารางด้วยคะแนน 257 คะแนน นำห่าง Steven Odendaal (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team / Yamaha YZF R6) ถึง 47 คะแนน ส่วนรุ่น WorldSSP300 มี Adrian Huertas (MTM Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) นำเป็นอันดับ 1 ที่ 129 คะแนน นำอันดับ 2 อย่าง Tom Booth-Amos (Fusport – RT Motorsports by SKM – Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) อยู่ 11 คะแนนเท่านั้น สำหรับสนาม Nevers Magny-Cours นั้นเป็นสนามที่เปิดให้ใช้มานานกว่า 60 ปีแล้ว โดยเปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 ซึ่งเป็นสนามที่มีความยาว 4.411 กม. มีโค้งขวา 9 โค้งและโค้งซ้าย 8 โค้ง พร้อมกับโค้งแคบสุดที่รัศมีเพียง 5 เมตร และโค้งกว้างสุดที่ 474.45 ม. และทางตรงยาวหน้าเส้นวัดได้ 250 ม. ความชันสูงสุดของสโลปขึ้นอยู่ที่ 2.38% และลาดลงสูงสุดที่ 2.68% สนามแห่งนี้ยังมีจุดเด่นที่การที่นักแข่งต้องลดความเร็วกะทันหันจากนั้นเร่งความเร็วอีกครั้ง ทั้งตัวแทร็กยังมีทางตรงความยาวปานกลางกระจายตัวไปทั่วพร้อมกับความชันที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายจุด รวมถึงมีโค้งหักศอก (Adelaide) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้เบรกหนักที่สุดในบรรดาสนามแข่งระดับนานาชาติทั้งหลาย ที่ดันไปอยู่กับทางตรงที่ทำความเร็วได้มาก ตัวพื้นผิวแทร็กค่อนข้างเรียบเนียนแบบทั่ว ๆ ไป ให้การยึดเกาะไม่มากนัก โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิต่ำและเปียกชื้น ยิ่งไปกว่านั้นในบางจุดนักแข่งจะต้องเบรกในขณะที่กำลังลงเนินซึ่งทำให้ยางหน้านั้นรับความเครียดมากกว่าปกติอีกด้วย สูตรยางสำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP สำหรับพิกัด WorldSBK นักแข่งจะมียางหน้าและยางหลังให้เลือก 5 สูตรและ 6 สูตรตามลำดับ ซึ่งมีทั้งยางสลิก ยางกึ่ง และยางฝน ยางสลิกสำหรับยางหน้าจะมีให้เลือก 2 สูตรคือ ยาง SC1 สูตรมาตรฐานและยาง

KTM RC 390 2022 ปรับใหม่หมด เน้นไล่เบา อัปเกรดโช้คและเทคโนโลยี ล่าสุดมาตรฐานของสปอร์ตไบค์ในระดับพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียได้ทำการเปิดตัว All New KTM RC 390 2020 ที่คราวนี้ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในแบบที่แฟนค่ายสีส้มต้องอึ้ง คู่แข่งต้องปวดหัว (ตลาดรถบ้านเราคงไม่ปวดหัวเท่าไหร่) เพราะอัปเกรดขนานใหญ่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คราวนี้จัดเต็มจริง ๆ สำหรับ KTM RC 390 2022 นั้น มีดีไซน์ความเป็นสปอร์ตแบบเน้น ๆ พร้อมกลิ่นอายของรถแข่ง MotoGP ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไลท์ด้วย ถัดเข้ามาอีกนิดเป็นหน้าจอสี TFT ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนพร้อมปรับความสว่างตามสภาพแสงแวดล้อม และยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และยังไม่ได้มีดีแค่สวยงามภายนอก แต่ยังคำนึงถึงแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้รถทำท็อปสปีดได้สูงขึ้นอีกด้วย ส่วนท้ายรถเองก็ปรับให้มีความเรียวแหลมเพิ่มความดุดันและเผยให้เห็นซับเฟรมถักที่ดีไซน์มาใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าตัวแฟริ่งเองก็ออกแบบมาให้ถอดออกได้ง่าย โดยลดจำนวนสกรูลงและออกแบบระบบยึดใหม่ ทำให้สามารถใส่แฟริ่งสนามได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของท่านั่งขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ โดยตำแหน่งของเข่าตอนนี้ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยการหนีบถังได้ง่ายขึ้นจากตัวรถที่แคบลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลื่นเพราะมีพื้นที่ให้ใช้เข่าหนีบตัวรถเพื่อควบคุมตัวรถได้มากขึ้น ทางค่ายยังเผยอีกว่าโมเดลในตระกูลสปอร์ตไบค์นั้นจะมีการเน้นไปในเรื่องของการไล่เบา หรือลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลง โดยหลัก ๆ จะได้มาจากตัวช่วงล่างของรถ โดยล้อที่ดีไซน์มาใหม่ช่วยให้น้ำหนักใต้สปริงเบาลงกว่าเดิม 3.4 กก.เมื่อเทียบกับเจนฯ เก่า ระบบเบรก ByBre ที่เบากว่าเดิม 960 กรัม รวมถึงเฟรมเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่และรีดน้ำหนักไปได้มากถึง 1.5 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ ใช้โช้ค WP APEX แบบหัวกลับ ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ 30 ระดับ ขณะที่โช้คหลัง WP APEX ปรับพรีโหลดได้รวมถึงปรับรีบาวด์ได้ 5 ระดับ พูดถึงส่วนหัวใจหลักกันบ้าง เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีการปรับดีไซน์ของแอร์บ็อกซ์ใหม่ใหญ่ขึ้น และยังปรับแม็ปปิ้งใหม่ช่วยให้ได้แรงบิดที่ดีมากขึ้น โดยทางค่ายให้กำลังสูงสุด 42.91 แรงม้า และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตร และที่สำคัญและเป็นการยกมาตรฐานของคลาสนี้เลยคือการที่ทาง KTM ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแบบจัดเต็มในแบบเดียวกับรถบิ๊กไบค์ขนาดใหญ่ มีระบบ Supermoto ABS ที่ทำงาน 3 รูปแบบ 1 คือปิด ABS ที่ล้อหลัง ช่วยให้สไลด์เข้าโค้งได้ 2 คือ ปิดการทำงานของระบบควบคุมล้อหลังลอยตัว ช่วยให้เบรกได้หนักกระทั่งล้อหลังสลิป และสุดท้ายคือ ระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งหรือ Cornering ABS และตัวรถยังมีแทร็คชันคอนโทรลพร้อมเซ็นเซอร์แบบ 3 มิติอีกด้วย ก็เรียกได้ว่าตรงระบบอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับที่จัดเต็มระดับบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ เลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของสนนราคากันว่าจะทำตลาดที่บ้านเราได้หรือไม่นี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ทางค่ายส้มในบ้านเรานี่ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง จนแฟน ๆ สองล้อไทยน่าจะขาดความมั่นใจไปหลายอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2 ไปอีก 3 ปี ล่าสุดทาง Triumph Motorcycles ก็ได้ทำการ ต่อสัญญาสนับสนุน Moto2 ด้วยการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765 ซีซีให้กับการแข่งขัน FIM Moto2 World Championship ไปอีก 3 ฤดูกาลด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2022 – 2024 นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิลส์ได้ทำการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซี (เครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน Street Triple RS) ที่ปรับจูนมาพร้อมลงแข่งให้กับทีมต่าง ๆ ทุกทีม โดยมีการพัฒนาให้เครื่องยนต์สามารถดึงอากาศเข้าระบบได้ดีขึ้น รอบจัดมากขึ้น และให้แรงม้าสูงสุดเกินกว่า 170 ตัว หรือมากกว่าเครื่องยนต์ในรถโปรดักชันถึง 17% ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยยกระดับการแข่งขันให้มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะดีขึ้น หรือกล่าวคือระดับของการแข่งขันโดยรวมนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของทาง Dorna ที่หวังจะยกระดับการแข่งขันในคลาสนี้ให้ใกล้เคียงกับ MotoGP มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่แรงม้าและแรงบิด รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำหน้ามากขึ้น 2 ปีหลังมานี้ นักแข่งที่เคยแข่งขันในการแข่งขันโมโตทูมาก่อนล้วนแล้วแต่สามารถคว้าโพเดียมและคว้าชัยชนะแรกในการแข่งขันระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เช่น Alex Marquez ที่เป็นแชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 สามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ 1 ครั้งใน MotoGP 2020 และ Brad Binder ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาเองก็สามารถคว้าชัยชนะได้ในปี 2020 และในปี 2021 ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ Jorge Martin ที่เคยชนะการแข่งขันโมโตทูในปี 2020 และในปีนี้ก็เปิดซิงกับ MotoGP ก็สามารถชนะมาได้ 1 ครั้งกับอีก 2 โพเดียม ซึ่งผลงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการแข่งขันในคลาสรองนี้ถือเป็นเหมือนสปริงบอร์ดหรือเวทีฝึกให้เติบโตขึ้นไปแข่งใน MotoGP ได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคต นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนในคลาสนี้ส่งผลต่าง ๆ ที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ในปี 2019 มีผู้ชนะมากถึง 14 คน มีการทำสถิติใหม่มากถึง 34 ครั้ง รวมไปถึงสถิติเดิมที่ถูกทำลายจากการถูกทำลายซ้ำอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่คลาสนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. โดยทำสถิติ 301.8 กม./ชม.ที่ Philip Island ที่ออสเตรเลีย การต่อสัญญาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งทางผู้จัด ทั้งทีมแข่ง ทั้งทางไทรอัมพ์ กระทั่งคนชมอย่างเรา ๆ ก็ด้วย ซึ่งโดยเฉพาะกับทางไทรอัมพ์ที่น่าจะได้ข้อมูลไปพัฒนารถสปอร์ตมาตีตลาดค่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคนชมอย่างเราได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ อาจจะได้รถสปอร์ตจากไทรอัมพ์ที่ถูกจริตมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak มาแรง แซงขึ้นหัวตารางหลังจบศึก Navarra จบกันไปแล้วกับศึกดวลรถแข่งที่มีพื้นฐานมาจากรถโปรดักชันหรือการแข่งขัน WorldSBK กับสนามแห่งใหม่ Navarra (ประเทศสเปน) ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นสนามที่ 7 แล้วของฤดูกาล 2021 ซึ่งถือว่าสนามนี้แข่งขันกันสนุกตื่นเต้นเร้าใจกว่าที่คิด เพราะทุกคนล้วนต้องเจอกับแทร็กแห่งใหม่ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเคยเจอกับสนามนี้มาก่อน หนทางเดียวที่จะทำความคุ้นเคยกับแทร็กนี้ได้มีเพียงช่วงเวลาฝึกซ้อมเท่านั้น WorldSBK Race 1: เป็น Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ออกตัวจากกริดที่ 2 และขึ้นนำทันที แต่ในช่วงแล็ปแรกนั้น Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่ออกตัวจากโพลโพซิชันได้แซงเขาขึ้นมานำแทน ด้านหลังที่ตามมาเป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) กับเพื่อนร่วมทีม Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR), Tom Sykes (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR) และ Chaz Davies (Team GOELEVEN / Ducati Panigale V4 R) เกาะกลุ่มกันมา ในช่วงแล็ปที่ 6 เป็นนักแข่งจากดูคาติที่สามารถแซงขึ้นมานำและทิ้งห่างนักแข่งคู่หูจากยามาฮ่าเกือบ 3 วินาที และเมื่อการแข่งขันผ่านไปราว ๆ 2 ใน 3 ของเรซ Scott ก็ยังคงโชว์ความดุดันได้อยู่ แถมยังยืดระยะห่างจากอันดับ 2 และ 3 ที่ตอนนี้กลายเป็น Rea และ Toprak ที่เพิ่งจะ มาแรง แซงเพื่อนร่วมทีมมา กระทั่งแล็ปสุดท้ายอันดับโพเดียมก็ยังไม่เปลี่ยนไป จบเรซเป็น Scott Redding ขึ้นโพเดียมตำแหน่งสูงสุด ตามมาด้วย Jonathan Rea และ Toprak Razgatlioglu ทำให้คะแนนของแต่ละคนสูสีและทุกคนต่างมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์โลกกันได้ทั้งนั้น WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 J. Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) 3 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 4 A. Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 5 A. Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR)

Kawasaki Z900RS SE 2022 ไม่ได้ดีแค่สีใหม่ ล่าสุดคาวาซากิ ยุโรป ได้ทำการเปิดตัว Kawasaki Z900RS SE 2022 เรโทรโมเดิร์นไบค์ของทางค่ายเขียว ซึ่งบอกเลยว่าสีสันใหม่นี้สวยงามลงตัว แต่งานนี้ไม่ใช่แค่ดีแต่สีใหม่ แต่มีการอัปเกรดในเรื่องของสมรรถนะเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกด้วย สมกับเป็นโมเดลพิเศษมากยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่คุณจะเห็นได้คือสีสันเหลืองสลับดำ ซึ่งเป็นสีที่ทำให้เรานึกถึงสีส้มและน้ำตาลในชุดสี Fireball ของ Z1 ที่เป็นรถต้นตำรับของทางคาวาซากิ โดยสีใหม่นี้ทางค่ายเรียกว่า ที่ทางค่ายเขียวเรียกว่า Metallic Diablo Black ซึ่งดูลงตัวกับสไตล์ของรถอย่างมาก นอกเหนือจากสีสันใหม่ สิ่งที่น่าสนใจก็จะเป็นคาลิเปอร์เบรกหน้าที่ถูกอัปเกรดเป็น Brembo M4 โมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 พ็อด กับจานเบรกแบบกึ่งลอยตัว 300 ม.ม. นอกจากนี้ปั๊มบนเองก็เป็นแบบเรเดียล แต่ว่าไม่ใช่ของ Brembo โช้คหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ที่สามารถปรับแต่งค่าคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้ค Ohlins ที่สามารถปรับรีบาวด์และพรีโหลดได้ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอย่างแทร็คชันคอนโทรล แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และครั้งแรกเลยกับการปรับจูนเสียงของท่อไอเสียให้ไพเราะยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ยังคงเป็นสี่สูบเรียงขนาด 948 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 109.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 98 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมเกียร์ 6 สปีด อย่างไรก็ดีสนนราคายังไม่มีการเปิดเผย แค่คาดว่าราคาจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่พอสมควร งานนี้แฟน ๆ ค่ายเขียวที่ชื่นชอบความคลาสสิคจะต้องถูกใจโมเดลนี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก