SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ลูกค้าทำเบาะเปื้อน

ไรเดอร์ ฟังทางนี้! ลูกค้าทำเบาะเปื้อน คราบรองพื้น เรียกค่าเสียหายได้ไหม? สรุปข้อกฎหมายละเมิด มาตรา 420 และขั้นตอนการเคลมค่าล้างรถ

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Ducati ยังเชื่อมั่น Pecco แม้ผลงานสะดุด

Ducati ยังเชื่อมั่น Pecco แม้ผลงานในฤดูกาลนี้ไม่เป็นไปตามเป้า เชื่อว่ายังไง 'แชมป์โลก' จะสามารถกลับมาจุดเดิมได้ เหมือนอย่างที่เป็นมา

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Brembo ฉลอง 60 ปี

Brembo ฉลอง 60 ปี โชว์แนวคิดปั๊มเบรกติดไฟ LED สะท้อนตัวตนคนยุคใหม่ ในปี 2021 นี้ Brembo ฉลอง 60 ปี ด้วยการซื้อคู่แข่งอย่าง J.JUAN ไปแล้ว ล่าสุดก็ทำการโชว์แนวคิดสุดสร้างสรรค์ด้วยการเปิดตัวคาลิเปอร์เบรกแนวคิดใหม่ New G Sessanta ที่มาพร้อมระบบไฟ LED ในตัว และสามารถปรับแต่งได้เองผ่านสมาร์ทโฟน โดยเจ้าคาลิเปอร์เบรกคอนเซ็ปต์ตัวนี้นั้นไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสีสันไฟ LED ได้เองเท่านั้น มันยังมีระบบอัจฉริยะอื่นๆ อยู่อีก อาทิ ระบบ GPS ที่สามารถติดตามรถได้ ใช้เป็นระบบล็อกรถก็ได้ด้วย หรือจะเป็นระบบแจ้งเตือนความดันลมยาง กระพริบเป็นไฟฉุกเฉิน หรือจะใช้เป็นไฟส่องสว่างที่ล้อเวลาต้องซ่อมบำรุงในที่แสงน้อยก็ทำได้ อย่างไรก็ดีตอนนี้มันเป็นเพียงแค่แนวคิดเท่านั้น ไม่ได้เป็นของผลิตมาขายจริงแต่อย่างไร ถ้ามีขายจริง มันก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR ทุบสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่ Aragon

ZX-10RR ทุบสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่ Aragon  ล่าสุด Jonathan Rea ควบ ZX-10RR (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ทุบสถิติแบบไม่เป็นทางการเร็วกว่าสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่สนาม Aragon ในช่วงการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK  โดย Rea ทดสอบไป 147 แล็ปในช่วงการซ้อม 2 วันของเขาและสามารถทำสถิติเวลาไว้ที่ 1’48.528 นาที เร็วกว่าสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่เขาเป็นคนทำไว้เอง 0.2 วินาที ส่วน Alex Lowes เพื่อนร่วมทีมสามารถทำเวลาซ้อมดีที่สุดที่ 1’49.182 นาที หลังจากหวดไป 186 แล็ป ทำสถิติเวลามาเป็นอันดับ 2 ในการซ้อมครั้งนี้  ส่วนสถิติเวลา 10 อันดับแรกในการซ้อมครั้งนี้มีดังนี้ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) 1’48.528s (147 แล็ป) Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) 1’49.182s (186 แล็ป) Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK) 1’49.763s (174 แล็ป) Tom Sykes (BMW Motorrad WorldSBK Team) 1’49.857s (187 แล็ป) Chaz Davies (Team GoEleven) 1’49.913s (149 แล็ป) Eugene Laverty (RC Squadra Corse) 1’50.604s (197 แล็ป) Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK) 1’50.702s (172 แล็ป) Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team) 1’50.781s (173 แล็ป) Jonas Folger (Bonovo MGM Action) 1’50.815s (116 แล็ป) Isaac Viñales (Orelac Racing VerdNatura) 1’51.724s (139 แล็ป) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021

เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021 ไซส์เล็กพร้อมซิ่งจาก Aprilia หลังจากเปิดตัวรุ่นใหญ่พิกัดเรือธงกันไปหมดแล้ว คราวนี้ Aprilia ก็หันมาเปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021 รถซิ่งไซส์เล็กกันบ้าง โดย 2 โมเดลนี้ไม่ได้ใหม่แค่สไตล์จากภายนอก แต่ยังมีอื่นๆ อีก แต่จะมีอะไรใหม่บ้าง ลองไปดูกันครับ  รถพิกัดนี้ถือเป็นพิกัดของมือใหม่ และยังเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานเดินทางไปทำงานในทุกๆ วัน และทาง Aprilia ก็มองว่ารถในพิกัดนี้ก็น่าสนใจ และควรจะมีรถที่สามารถขี่ได้ทุกวันและขี่ได้สนุกด้วยจึงเป็นที่มาของ 2 โมเดลนี้  ทั้งคู่ล้วนมีพื้นฐานเดียวกัน โดยใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 14.75 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 11.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ และระบบเกียร์ 6 สปีด  ทางค่ายอธิบายว่ามีการปรับปรุงภายในใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงห้องเผาไหม้ ท่อไอดี ไอเสีย วาล์ว และเรือนปีกผีเสื้อ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบทางเดินไอเสียใหม่และใช้ท่อไอเสียใหม่รวมถึงแคตตาไลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  ระบบกันสะเทือนค่อนข้างโดดเด่น โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มแบบ 2 ข้างไม่เหมือนกัน พร้อมโช้คหลังเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต กับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต และดิสก์เบรกขนาด 218 ม.ม. พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนลจาก Bosch และที่เด่นเลยคือมาพร้อมกับสายถักเลย และน้ำหนักเบาเพียง 144 กก.     ในส่วนของดีไซน์นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับรุ่นพี่ในรหัส 660 มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินในโคมไฟหน้าเลย เรือนไมล์ก็จะเป็นแบบดิจิตอลพร้อมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และเปลี่ยนสีพื้นหลังได้ ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่พอที่จะใส่แท็บเล็ตขนาด 8 นิ้วพร้อมช่องชาร์จไฟได้   สำหรับการ เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 ครั้งนี้ ก็จะมีในเรื่องรุ่นย่อยเพิ่มมาด้วยสำหรับกรณีตัวสปอร์ตอย่าง RS ซึ่งตัวสแตนดาร์ดจะมีให้เลือก 2 สี คือสีดำแดง และสีน้ำเงิน และจะมีรุ่นพิเศษ GP Replica ที่เหมือนรถแข่ง MotoGP ซึ่งตัวนี้จะมาพร้อมควิกชิฟเตอร์และครอบเบาะท้าย  ส่วนเน็กเก็ตอย่าง Tuono จะมาพร้อมสีดำแดง สีขาว และสีเทา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB150R Streetfire

Honda CB150R Streetfire เน็กเก็ตมาดเข้มเปิดตัวที่อินโดฯ ล่าทางฮอนด้า อินโดนีเซียก็ได้ทำการเปิดตัวเน็กเก็ตไบค์ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวและดุดัน ซึ่งก็คือเจ้า Honda CB150R Streetfire และอย่าไปสับสนว่ามันจะมาในสไตล์ Neo Sport Cafe ที่บ้านเราใช้รหัสเดียวกันนี้ล่ะครับ เจ้าสตรีทไฟร์คันนี้มีจุดเด่นที่ตัวบอดี้ที่ดูใหญ่ดุดัน โดยมีการดีไซน์ถังน้ำมัน แฟริ่งบริเวณด้านข้างแผงหม้อน้ำและอกล่าง (อกล่างมีเฉพาะรุ่น Special Edition) ทำให้เจ้าโมเดลนี้ดูแน่นดูใหญ่เหมือนบิ๊กไบค์  นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอื่นๆ อาทิ ระบบไฟ LED เต็มระบบ เฟรมถัก โช้คหน้าหัวกลับ แฮนด์แบบสอบปลาย หน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอลเต็มระบบอีกด้วย ดิสก์เบรกหน้าหลังแบบหยัก และพิเศษสุดสำหรับโมเดล Special Edition ที่ไม่ใช่แค่มีเพียงอกล่างเพิ่มเข้ามา แต่ยังมีสีสันที่แตกต่างออกไป โดยจะมีไทเทเนียมไหม้ที่แฮนด์บาร์และขอบล้อ รวมถึงแคร้งเครื่องสีทองแดง และโลโก้แบบ 3 มิติบนถังน้ำมัน  เจ้าสตรีทไฟร์คันนี้จะใช้ขุมพลังสูบเดียวขนาด 149.16 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วางกับเฟรมถัก ระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 16.9 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 ทั้งยังเคลมท็อปสปีดมาที่ 125 กม./ชม. โดยมีอัตราการสิ้นเปลือง 40.5 กม./ลิตร  โดยจะตั้งราคาจำหน่ายคิดเป็นเงินไทยราวๆ 65,000 บาทสำหรับรุ่นปกติ ส่วนในรุ่นสเปเชียลอิดิชันจะจำหน่ายที่ราคาราวๆ 67,000 บาท    ถือว่าเป็นโมเดลที่มีความสวยงามและอ็อปชันน่าสนใจในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายด้วยมั้ยอันนี้ต้องรอลุ้นกันครับ  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toni Bou ควบ Africa Twin

Toni Bou ควบ Africa Twin โชว์เทพสไตล์แชมป์โลก X-Trial Toni Bou ยอดนักบิดจากแดนกระทิงดุ แชมป์โลกรถจักรยานยนต์ เอ็กซ์-ไทรอัล คนล่าสุด จากทีมแข่ง Repsol Honda ได้ทำการขับขี่ All New Honda Africa Twin CRF1100L ทดสอบเพอร์ฟอร์แมนซ์ความแข็งแกร่งของแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับเรือธงในสไตล์ที่แตกต่างอย่างสไตล์สองล้อผาดโผน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะและเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมของสุดยอดแอดเวนเจอร์ไบค์สายพันธุ์แชมป์ เจ้าของฉายา “ราชันย์แห่งทะเลทราย” ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ พร้อมกันนี้ยังได้มีการโพสต์ภาพและวีดีโอบนโลกออนไลน์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกสายลุย ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดศึกการแข่งขันฤดูกาลใหม่ปี 2021 อีกด้วย   ¿Se puede hacer trial con una Africa Twin? @tonibou_oficial nuestro campeón del mundo, dice que sí… ¡Increíble Toni! #AfricaTwin pic.twitter.com/ALxLYxTieh — HondaMotorEuropeES (@HondaMotosES) March 31, 2021 (1) Watch | Facebook อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่อง Panigale V4R

ส่อง Panigale V4R รถแข่ง WSBK 2021 มีอะไรใหม่บ้าง คราวนี้เรามาพาแฟนๆ ซูเปอร์ไบค์มา ส่อง Ducati Panigale V4 R รถแข่ง WSBK 2021 กันบ้างครับ หลังจากบทความที่แล้วพาไปส่องรถเยอรมันกันมา โดยคราวนี้เป็นรถของทางฝั่งดูคาติหลายๆ ทีมรวมๆ กันครับ โดยจะเป็นภาพการขับขี่ที่ทดสอบในสนาม Circuit de Barcelona-Catalunya ประเทศสเปน ก่อนที่การแข่งขันจะระเบิดศึกขึ้นจริงในเดือนพฤษภาคมนี้ หากดูในภาพชุดที่รวบรวมมานั้นจะเห็นได้ว่า รถจากทีมโรงงาน ระบบเบรกจาก Brembo ที่มีการใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบใหม่ที่มารพร้อมครีบที่คาดว่าน่าจะใช้ระบายความร้อนให้แก่ตัวคาลิเปอร์เบรก เป็นลักษณะเดียวกับที่ใช้ใน MotoGP เลย นอกจากนี้ยังมีการทดลองใช้สวิงอาร์มี่ออกแบบมาใหม่กับรถของ Scott Redding และ Michael Ruben Rinaldi  ขณะที่ Axel Bassani จากทีม Motocorza Racing ได้มีการทดลองใช้ท่อไอเสียใหม่ และ Tito Rabat เองก็มีการเปลี่ยนระบบกันสะเทือนใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้ Ohlins แล้ว คราวนี้ก็ต้องมารอติดตามกันละครับว่าแข่งจริงแล้วผลงานจะเป็นอย่างไร ใครเป็นสาวกค่ายอิตาลีสีแดงค่ายนี้ก็ต้องตามลุ้นตามเชียร์กันครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่อง BMW M1000RR

ส่อง BMW M1000RR รถแข่ง WSBK 2021 มีของเล่นอะไรใหม่ ในบทความนี้เราก็ได้รวบรวมภาพมุมต่างๆ ของ BMW M1000RR ของ Tom Syke ที่ลงขับขี่ที่ทดสอบในสนาม Circuit de Barcelona-Catalunya ก่อนที่การแข่งขันจะระเบิดศึกขึ้นจริงในเดือนพฤษภาคมนี้ ว่าแต่มีอะไรใหม่บ้างไปดูกันครับ หากดูในภาพชุดที่นำมาให้ดูนั้นที่เด่นที่สุดเลยก็จะเป็นระบบเบรกจากทาง Nissin ทั้งคาลิเปอร์เบรกด้านหน้าและด้านหลัง ร่วมกับสายเบรกจาก Hel ซึ่งก็จะแตกต่างจากรถแข่งส่วนใหญ่ที่มักจะใช้ของทาง Brembo ซึ่งก็จะแปลกตาอยู่พอสมควรครับ ยิ่งเป็นรถแข่งจากยุโรปด้วย แต่กับใช้ระบบเบรกจากทาง Nissin ซึ่งเป็นของญี่ปุ่นครับ ในส่วนที่เด่นอีกจุดก็จะเป็นสวิงอาร์มวิงก์เล็ตด้านหน้า และท่อไอเสียแบรนด์ยอดนิยม Akrapovic ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของใหม่ แต่ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นถูกซ้อนเอาไว้ใต้แฟริ่ง ทำให้เราไม่สามารถเห็นอะไรมากนัก ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นก็เป็นของ Ohlins ซึ่งก็เป็นที่นิยมในรายการแข่งขันอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรใหม่หากมองจากภายนอก และสุดท้ายยางที่ใช้ก็จะเป็น Pirelli Diablo Superbike SC0 ซึ่งเป็นยางสลิกที่ใช้ในการแข่งขัน WordSBK นั่นเอง นอกจากนี้ก็จะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ควิกชิฟเตอร์ โซ่ สเตอร์ และพาร์ทคาร์บอนต่างๆ ตลอดจนถึงกันล้มแคร้งครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Bolt-R 2021

Yamaha Bolt-R 2021 ปรับสีสันใหม่ หรูหรายิ่งขึ้น ครูเซอร์ไบค์วีทวินเพียง 1 เดียวจากค่ายรถจากเมืองอิวาตะ Yamaha Bolt-R 2021 เปิดตัวที่ญี่ปุ่น โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากสีสันภายนอกเท่านั้น  ยามาฮ่านั้นมีรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่ายรถส่วนใหญ่ในท้องตลาด มีตั้งแต่โมเป็ดที่ขายในเอเชีย ไปจนถึงซูเปอร์สปอร์ตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเปี่ยมล้นด้วยสมรรถนะ เรียกได้ว่าเอาใจไบเกอร์ได้ทุกแนว นอกจากจะมีรถหลากหลายแล้วยามาฮ่าเองก็มักจะพัฒนารถให้ทันสมัยและมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับค่ายอื่นๆ ในวงการมอเตอร์ไซค์อยู่เสมอ  และสำหรับปี 2021 ค่ายยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นแบรนด์นี้เองก็ได้ทำการอัปเดตเจ้าครูเซอร์คันนี้ใหม่ โดยสิ่งที่มาใหม่ในโมเดลนี้คือ ล้ออัลลอยใหม่ที่ต้อนเป็นล้อแบบปัดเงาแทนที่จะเป็นล้อสีดำเฉยๆ ซึ่งก็ทำให้ดูหรูหรามีระดับมากยิ่งขึ้น โช้คหลังพร้อมซับแทงก์อะโนไดซ์สีทองก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป และก็จะมีสีสันใหม่คือสีน้ำเงินเมทัลลิกพร้อมลายกราฟิกใหม่  ในด้านของสมรรถนะยังคงเดิม ยังคงใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 941 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ SOCH จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด โดยให้กำลังสูงสุด 54 แรงม้า แม้จะไม่เยอะแต่ก็เพียงพอที่จะขับขี่บนทางหลวง หรือว่าจะขี่ไปรอบๆ เมืองแบบชิลล์ๆ ได้ ระบบเกียร์ 5 สปีดพร้อมขับเคลื่อนด้วยสายพานเหมือนครูเซอร์สายพันธุ์อเมริกัน หากคุณมองให้ลึกลงไปคุณจะสัมผัสได้ว่า Yamaha ปรับปรุงเรื่องสไตล์เป็นหลัก โดยให้มันออกไปทางคลาสสิคมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับทาง Honda Rebel 1100 ที่เน้นไปในเรื่องของสมรรถนะมากกว่า ดังนั้นไบเกอร์ก็ต้องเลือกกันเองว่าจะเน้นไปที่สไตล์หรือสมรรถนะ การเปรียบเทียบตรงๆ อาจจะไม่สมเหตุสมผลนัก  ส่วนเรื่องสนนราคานั้นหากมาจำหน่ายในไทยแล้วก็น่าจะคงราคาเดิม ราคารุ่นเดิมในไทยอยู่ที่ 429,000 บาท ครับ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zongshen Cyclone RX6

Zongshen Cyclone RX6 แอดเวนเจอร์ไบค์ขุมพลัง Norton ขณะที่ Nortan กำลังจะกลับมาผลิตอีกครั้งในอังกฤษ หลังจากต้องเผชิญกับภาวะใกล้ล้มละลายและกลายไปเป็นส่วนนึงของ TVS Motor ยักษ์ใหญ่จากอินเดีย จู่ๆ ก็มีรถ Zongshen Cyclone RX6 แอดเวนเจอร์ไบค์ที่ใช้ขุมพลังจากทาง Norton เปิดตัวมาซะอย่างนั้น  แอดเวนเจอร์ไบค์คันนี้ผลิตโดยยักษ์ใหญ่แดนมังกรอย่าง Zongshen ซึ่งก่อนหน้านี้เคยโชว์ตัวเป็นรถคอนเซ็ปต์ไบค์มาก่อน และต่อมาก็มาเผยโฉมคันจริงในงาน เซี่ยงไฮ้มอเตอร์โชว์ 2021 ล่าสุดนี้เอง สายสัมพันธ์ระหว่างสองแบรนด์จากคนละฝั่งโลกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในปี 2017 ตอนที่แบรนด์จีนได้รับสิทธิ์การผลิตเครื่อง Atlas เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากทาง Norton  เครื่องยนต์นี้เป็นการยกแบงก์ด้านหน้าของเครื่อง V4 ขนาด 1,200 ซีซีมา จากนั้นพัฒนาตามคำแนะนำของทาง Ricardo ทำให้ได้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงที่ให้กำลัง 84 แรงม้า ซึ่งเดิมทีมีความตั้งใจว่าจะใช้เจ้าเครื่องบล็อกนี้กับ Norton Atlas Ranger และ Atlas Nomad ซึ่งเริ่มเดินสายการผลิตกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นการผลิตไปไม่นาน ทาง Norton ก็ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางการเงิน ดังนั้นทางจีนจึงเริ่มการพัฒนาเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง เจ้าไซโคลนคันนี้มีขุมพลังขนาด 649.5 ซีซี มีพละกำลังตกลงมาเหลือเพียง 70.7 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 62 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยโมเดลนี้จะมีด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ รุ่นล้ออัลลอย และรุ่นล้อซี่ลวดสำหรับลุยได้มากขึ้น (โช้คมีระยะยุบมากขึ้นด้วย) ตัวรถมาพร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.75 นิ้วสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบคีย์เลส ถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร ระบบเบรกจาก Nissin ระบบเบรก ABS จาก Bosch และยาง Pirelli  ช่วงล่างนั้นมีเฟรมแบบท่อเหล็กกล้า สวิงอาร์มอลูมิเนียม โช้คหน้าหัวกลับ KYB และโช้คหลังจากทาง KYB วางนอนแบบเดียวกับ Kawasaki Versys 650 โดยมีน้ำหนักตัวมากถึง 245 กก. โดยช่วงแรกจะจำหน่ายในจีนก่อน และมีแพลนจะส่งออกไปยุโรปในอนาคต ส่วนบ้านเรานั้นคงต้องรอลุ้นว่าจะมีใครนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM-890-Duke-Tech3-Edition

KTM 890 Duke Tech3 Edition แรงด้วยชุดของแต่งพิเศษ ทีมแข่งอย่าง Tech3 MotoGP นั้นเข้าร่วมการแข่งขันระดับสูงสุดในปี 2002 ด้วยฐานะทีมแข่งอิสระที่ใช้รถ Yamaha และมีนักแข่งระดับโลกอย่าง Andrea Dovizioso และ Ben Spies เข้าร่วมทีม อย่างไรก็ตามทีมแข่งจากฝรั่งเศสทีมนี้กลับไม่อาจจะประสบชัยชนะในเรซใดๆ ด้วยรถแข่ง Yamaha    ต่อมาในปี 2019 Hervé Poncharal ผู้ก่อตั้งทีมก็ได้เลือกที่แยกทางจาก Yamaha และหันไปหา KTM แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายกับการตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องจากรถแข่งจากค่ายสีส้มนั้นทำผลงานได้ไม่ดีนัก แต่ในปี 2020 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของ Poncharal นั้นถูกต้อง เมื่อ Miguel Olivera นักแข่งชาวโปรตุเกสสามารถพาทีมชนะการแข่งขันได้เป็นครั้งแรก จากนั้นก็ยังสามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งในการแข่งขันโฮมเรซและยังเป็นเรซส่งท้ายฤดูกาล 2020 อีกด้วย   และในปี 2021 ทางทีมก็ได้เผยโฉมรถแข่งที่มาในสีสันใหม่ ด้วยสีส้มสวยสะดุดตาเป็นพิเศษ และกลายเป็นสีสันที่แฟนๆ ต่างชื่นชอบกันมาก และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จแม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่เคทีเอ็มฝรั่งเศสก็ได้เปิดตัวโมเดลพิเศษสุดๆ อย่าง KTM 890 Duke Tech3 Edition   ซึ่งโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นอย่างจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยมาในชุดสีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง MotoGP ของทางทีมนั่นเอง พร้อมกันนี้รถจะยังมาพร้อมอกล่างและครอบเบาะ รวมไปถึงท่อไอเสีย Akrapovic ที่ช่วยให้แรงขึ้นจากเดิม 115 ม้าเป็น 121 แรงม้ากันเลยทีเดียว  ทั้งนี้ราคาโมเดลพิเศษที่จะจำหน่ายในแดนน้ำหอมเพียงแห่งเดียวนี้จะมีราคาที่ 11,690 ยูโร หรือราวๆ 442,500 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเพียง 1,300 ยูโรหรือราวๆ 50,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับสีสันพิเศษ ชุดของแต่ง และความแรงที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โมเดลนี้จะไม่จำหน่ายในประเทศอื่นๆ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Tuono V4 Factory

Aprilia Tuono V4 Factory ไฮเปอร์เน็กเก็ต สุดไฮเทค แรงขั้นแนวหน้า เปิดตัวกันไปแล้วในยุโรปกับ APRILIA TUONO V4 Factory ไฮเปอร์เน็กเก็ตระดับเรือธงจากค่ายเอพริเลีย ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและความแรงระดับแนวหน้า มีอะไรใหม่ อะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันครับ   ดีไซน์ใหม่เน้นแอโรไดนามิก พูดถึงเรื่องแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์เป็นอะไรที่บอกเลยว่าหาได้ยากมากๆ จากรถสไตล์เน็กเก็ด เพราะโดยทั่วไปรถเน็กเก็ดจะไม่มีแฟริ่งหรือชิลด์ด้านหน้าตัวรถ ทำให้เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงๆ ผู้ขับขี่จะต้องแบกรับปัญหาเรื่องความแรงลมปะทะจากด้านหน้า ทำให้เหนื่อยง่ายและทำความเร็วไม่ได้อย่างที่ควรเป็น ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กับเน็กเก็ดไบค์คันนี้ โดยเจ้าทูโอโนคันนี้มีดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ โดยยังไม่ละทิ้งกลิ่นอายของทางค่าย มีความทันสมัย ดุดัน กะทัดรัดและให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างมาก  มีแฟริ่งด้านบนยึดติดเข้ากับเฟรม ทำให้ช่วงล่างด้านหน้ารถนั้นไม่รับภาระน้ำหนัก ทำให้การควบคุมการขับขี่ตอบสนองได้แม่นยำ และยังป้องกันลมปะทะได้เป็นอย่างดีด้วย  แน่นอนว่าโมเดลใหม่นี้ใช้การออกแบบแบบดับเบิ้ลแฟริ่ง แบบเดียวกันกับที่ใช้ใน RSV4 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงของทางค่าย ที่ทำให้รถมีวิงก์เล็ตในตัว ช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกส์ สร้างแรงกด และตัดลมได้ดี เป็นเหตุผลให้โมเดลนี้มีสมรรถนะที่ดีและขับขี่ได้สบายกว่าที่ผ่านๆ มา โดยจะเพิ่มความนิ่งในย่านความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็ป้องกันกระแสลมที่จะปะทะผู้ขับขี่ รวมถึงตัดลมร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ เอกลักษณ์สำคัญอย่างไฟหน้า 3 ตายังคงมีอยู่ โดยจะเป็นไฟแบบ LED เต็มระบบ และแน่นอนว่ามีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ด้วย โดยตรงตำแหน่งนี้เป็นไฟเลี้ยวในตัวด้วย ทำให้ไฟหน้ามีขนาดกะทัดรัด ช่วยให้ด้านหน้ารถไม่ใหญ่เทอะทะ ที่สำคัญคือมีเซ็นเซอร์ทไวไลท์ช่วยเปิดปิดไฟต่ำอัตโนมัติ พร้อมกับไฟกระพริบฉุกเฉินกรณีเบรกกะทันหันพร้อมยกเลิกเองอัตโนมัติ และสุดท้ายคือระบบเบนดิงไลท์ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยเวลาเข้าโค้งในยามค่ำคืน   ออกแบบให้สบายมากยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องของแอโรไดนามิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงในส่วนของเออร์โกโนมิกด้วย ซึ่งก็คือเรื่องของสรีระท่านั่งขับขี่นั่นเอง  ตัวรถมีถังน้ำมันใหม่ ออกแบบให้ด้านข้างแคบลง แต่คงความจุไว้ที่ 18.5 ลิตรเท่าเดิม ทำให้หนีบถังได้กระชับมากขึ้น และช่วยลดภาระที่แขนและร่างกายท่อนบนเวลาเบรก เพราะเราสามารถใช้ขาหนีบถังช่วยผ่อนแรงกระทำได้นั่นเอง รวมถึงยังใช้พักขาเวลาเข้าโค้งได้ดีขึ้นอีกด้วย ยังมีเบาะนั่งใหม่นั่งสบายมากขึ้น โดยออกแบบให้ยาวขึ้น และให้เหมาะกับนักบิดร่างโย่ง เมื่อรวมถึงระบบโช้คไฟฟ้าจาก Ohlins ก็ยิ่งทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากขึ้น (เฉพาะรุ่น)  และสำหรับรุ่นแฟคทอรี่ที่ออกแบบให้เน้นขับขี่ในสนาม ตัวรถจึงออกแบบให้ถอดส่วนที่ไม่สำคัญสำหรับขับขี่ในสนามออกได้อย่างง่ายดาย อาทิ กระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อน และแผงยึดป้ายทะเบียน    แชสซีใหม่ หลักๆ แล้วเฟรมยังคงเป็นเฟรมอลูมิเนียมที่เด่นเรื่องความแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลให้สามารถจับฟีลลิ่งขับขี่ได้ดีและควบคุมได้ง่าย ที่ใหม่คือสวิงอาร์มใหม่ ที่ใช้หลักการออกแบบแบบเดียวกันกับเฟรม แต่มีคานเสริมแรงที่ต่ำลง และออกแบบให้มีความซับซ้อนน้อยลง ลดจุดเชื่อมจากเดิม 7 จุดเป็น 3 จุด โดยสวิงอาร์ใหม่นี้นี้มีความแข็งแรงในแนวขวางมากขึ้น 48% ช่วยเพิ่มการยึดเกาะให้กับรถได้ และสำหรับรุ่นท็อปในส่วนของช่วงล่างจะมาพร้อมโช้คไฟฟ้า Smart EC 2.0 จากทาง Ohlins โดยเลือกปรับได้ 2 โหมดคือ โหมดกึ่งอัตโนมัติ และโหมดแมนวล โดยในโหมดกึ่งอัตโนมัติมีให้เลือกใช้งานย่อยลงไปอีก 3 รูปแบบ คือ A1, A2 และ A3 โดย A1 สำหรับยางสลิกและขับขี่ในสนาม A2 สำหรับยางมีดอกกับแทร็กที่ไม่ค่อยดีนัก และ A3 สำหรับขี่ถนนทั่วไป  ในโหมดแมนวลเองก็มีให้เลือกอีก 3 แบบ คือ M1, M2 และ M3 โดยจะต้องปรับเซ็ตค่าไว้ก่อน  กันสะบัดไฟฟ้าเองก็มาจาก Ohlins และสามารถปรับการใช้งานผ่านระบบไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้งานและตั้งค่าผ่านหน้าจอเรือนไมล์ TFT สีขนาด 5 นิ้วได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  ระบบเบรกนั้น ด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันในรถพิกัดเรือธงกันทั้งนั้น แน่นอนว่าการันตีเรื่องประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่ถึงขั้นเทพสุดของโปรดักชันก็ตาม  ส่วนยางนั้นก็จะให้เป็นยาง Pirelli Diablo Rosso III ที่สามารถขี่ถนนได้ยอดเยี่ยม ขี่แทร็กได้โอเค ติดรถมาจากโรงงานเลย ส่วนในรุ่นท็อปจะเป็น Pirelli Diablo Supercorsa   ขุมพลังแรงไม่เปลี่ยน เป็นอีกเอกลักษณ์นึงของทางค่ายกับขุมพลังแบบ V4 65 องศาแบบแคบ ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีขนาดกะทัดรัดกว่าค่ายอื่นๆ ช่วยให้รวมศูนย์น้ำหนักไว้กลางรถได้ดีกว่าดีไซน์อื่นๆ โดยจะมีขนาดความจุ 1,077 ซีซี โดยคราวนี้ถูกปรับจูนมาใหม่ได้รอบที่สูงขึ้นอีก 300 รอบเป็น 12,800 รอบ และด้วยระบบไอเสียใหม่ที่มีแคตแบบเซรามิคเมทริกซ์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือทนทานกว่าและมีความเฉื่อยทางความร้อนน้อยกว่า กล่าวคือร้อนจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ไวกว่า และช่วยลดไอเสียได้ดี ทำให้เครื่องผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกทั้งยังเบากว่าเดิมด้วย  ในส่วนของเครื่องยนต์ยังมีระบบ ECU ใหม่ เป็น Magneti Marelli ECU 11MP

Dynavolt Triumph Street Triple 765 RS

Dynavolt Triumph Street Triple 765 RS 2021 พร้อมแย่งแชมป์อังกฤษ ล่าสุดก็ได้มีการเผยโฉมหน้า Triumph Street Triple 765 RS เวอร์ชันรถแข่งสำหรับใช้ในการแข่งขันรายการ 2021 Quattro Group British Supersport ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการเข้ามาแข่งขันของ Triumph ในอนาคต ครั้งนี้เป็นการจับมือกับทาง PTR และลงแข่งในนาม Dynavolt Triumph โดยมีเป้าหมายเพื่อจะแสดงศักยภาพของเครื่องสามสูบ 765 ซีซีของทางค่าย และแชสซีของเจ้า  Street Triple RS บนเวทีการแข่งขันที่ต้องการความเป็นเลิศในทุกๆ ปัจจัย โดยทีมไดนาโวลต์ไทรอัมพ์นั้นบริหารงานโดย Simon Buckmaster ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ในอุดมคติสำหรับทางไทรอัมพ์ เนื่องจากเคยพิสูจน์ในเวทีการแข่งขันซูเปอร์สปอร์ต เคยปฏิบัติข้างแทร็ก ตลอดจนถึงมีความสามารถที่จะประสานงานร่วมกันกับทางวิศวกรของทางไทรอัมพ์มาแล้ว Kyle Smith อดีตนักแข่ง WSS ชาวอังกฤษและ Brandon Paasch อดีตแชมป์ชาวอังกฤษจากศึก British MotoStar คือ 2 นักแข่งที่จะมาเป็นขุนศึกลงควบให้กับทางทีม  เจ้ารถแข่งคันนี้มีพื้นฐานมาจาก สตรีท ทริปเปิล อาร์เอส ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาการันตีด้วยยอดขายทั่วโลก และยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะการควบคุมและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังด้วยแรงบิดสูง  ทั้งนี้เราจะได้เห็นผลงานของเจ้านี่เป็นครั้งแรกในการซ้อมอย่างเป็นทางการในศึก British Superbike ที่สนาม Silverstone วันที่ 28 เมษายน 2021 จะหมู่หรือจะจ่า จะเป็นอย่างไรติดตามกันได้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก