SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Jonathan Rea Retirement โบกมือลาแชมป์โลก 6 สมัย

Jonathan Rea แชมป์โลก WSBK 6 สมัย ออกมาประกาศรีไทร์ในเส้นทางการแข่งขันศึกโปรดักท์ชัน และย้อนรำลึกความสำเร็จตั้งก้าวเข้ามาในการแข่งครั้งแรก

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Suzuki GSX_S1000 2021

Suzuki GSX-S1000 2021 โฉมใหม่ ติดปีก แถมแรงขึ้นไม่สน Euro5 ไม่ใช่แค่ปรับจูนเครื่องยนต์รับปี 2021 ที่ต้องผ่าน Euro5 แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ทั้งคัน พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ อีกหลายจุดด้วยกัน ส่วนจะมีอะไรเปลี่ยน อะไรจะคงเดิมนั้นไปดูกันเลย    ดีไซน์ภายนอกใหม่ ดีไซน์ใหม่ของเจ้านี่มีความโฉบเฉี่ยวกว่าเดิมอยู่มากเลย มีเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมเป็นสันมาแทนที่ความโค้งมนแบบเดิม มีการเดินเส้นสายที่ทำให้รู้สึกว่าด้านหน้าดูบึกบึนทรงพลังตามแบบสมัยนิยม ทั้งยังโดดเด่นด้วยครอบหม้อน้ำและที่สำคัญคือวิงก์เล็ตหรือปีกนั่นเอง  แต่ที่เปลี่ยนไปมากที่สุดเลยคือไฟหน้าที่ออกแบบใหม่เป็นแบบซ้อนกันเป็นชั้นๆ ที่ทำให้รถดูมีหน้าเล็กลง ไม่เทอะทะ และใช้เทคโนโลยีโมโนโฟกัส LED ซึ่งให้ความสว่างมากขึ้น  ขณะที่ส่วนด้านท้ายก็ดูปราดเปรียว มีความดิบจากการเผยให้เห็นชิ้นส่วนของซับเฟรมใต้เบาะ มีการเลือกทำส่วนท้ายให้เป็นสีดำหลอกตาให้ท้ายดูสั้น ให้ความรู้สึกตัว แม้ว่าจริงๆ แล้วดีไซน์ส่วนนี้ไม่ได้ต่างจากโมเดลเก่ามากนัก    แฟริ่งสไตล์ใหม่ ในส่วนของภายในหลักๆ แล้วหลายๆ จุดยังคงเดิม เช่น เฟรม ยังคงเดิม จุดยึดแฟริ่งต่างๆ ก็คงเดิมตามไปด้วย แต่ว่าโมเดลใหม่มีการใช้แฟริ่งที่เน้นไปที่ผิวสัมผัสและงานสีแบบใหม่ ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแตกต่าง เช่น บริเวณครอบหม้อน้ำ โหนกหลังเรือนไมล์ และพาเนลด้านข้างใต้ถังน้ำมัน ที่จะเป็นเนื้อเหมือนลายหินอ่อนที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนกับคาร์บอนฟอร์จที่เป็นวัสดุราคาแพงแบบที่นิยมใช้กันในรถซูเปอร์คาร์   เครื่องเดิมปรับจูนใหม่ เครื่องยนต์ยังคงเป็นตัวเดิม ที่มีเบสมาจาก R1000 K5 แต่ปรับปรุงใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยที่มีความแรงไม่ตกลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งถ้าหลายคนสงสัยว่าทำไมไม่เปลี่ยนก็บอกเลยว่าเครื่องบล็อกนี้เขาคือเทพสุดในประวัติศาสตร์ของค่ายแล้วครับ  โดยมีการปรับเปลี่ยนแคมชาฟต์ให้มีแคมโปรไฟล์ใหม่ มีการเลื่อมการจุดระเบิดน้อยลง มีวาล์วสปริงใหม่ คลัตช์ เรือนปีกผีเสื้อ แอร์บ็อกซ์ และท่อไอเสียใหม่พร้อมเพิ่มตัวแคตฯ ใหม่เข้าไปอีก ทั้งหมดนี้ทำให้แรงม้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 ตัวจากเป็น 152 แรงม้า และรอบสูงขึ้นอีก 1,000 รอบ ไปเป็น 11,000 แรงม้า อีกทั้งยังมีการกระจายตัวของแรงบิดที่ดีขึ้นในทุกช่วงความเร็ว โดยเฉพาะในรอบต่ำๆ  อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อเสียคืออัตราการสิ้นเปลืองเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 22.66 กม./ลิตร เป็น 19.67 กม./ลิตร แต่ทางค่ายก็คำนึงถึงจุดนี้ มีการเพิ่มความจุของถังน้ำมันอีก 2 ลิตรเป็น 19 ลิตร ทำให้ได้ระยะทางต่อ 1 ถัง ไม่ต่างจากเดิมมาก    ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ มีการปรับมาใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าใหม่ มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ให้กำลังสูงสุดเท่ากัน แต่ต่างกันที่้ความเร็วในการส่งกำลังออกมา มีแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด (สามารถปิดเปิดได้) มีการปรับปรุงหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ยกมาจาก GSX-R1000 แต่ยังเป็นเพียงหน้าจอ LCD ไม่ใช่จอสี TFT แบบค่ายอื่น มีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางซึ่งมาพร้อมระบบช่วยบลิพคันเร่ง (เบิ้ลให้เองเวลาเชนจ์เกียร์ลง) มาให้ด้วยเลย ระบบช่วยสตาร์ทรถ ระบบช่วยเลี้ยงรอบในรอบต่ำ ป้องกันรถดับเวลาปล่อยคลัตช์เร็วเกินไป    ช่วงล่างคงเดิมเพิ่มเติมสีสัน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนและเบรกยังคงไม่เปลี่ยนไป มีแค่สีสันที่โช้ตหน้าหัวกลับสีทองและโช้คหลังเดี่ยวจาก KYB ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังยังสามารถปรับรีบาวด์เพิ่มได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีมีการปรับเซ็ตค่าจากโรงงานมาให้ใหม่ ให้การควบคุมขับขี่ที่ดีขึ้นด้วย  ระบบเบรกยังคงใช้ Brembo แบบโมโนบล็อกพร้อมจานเบรกขนาด 310 ม.ม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน    สีสันและราคา สุดท้ายนี้เจ้า Suzuki GSX-S1000 2021 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงินและสีเงินแบบรถแข่ง MotoGP สีเทา และสีดำออลแบล็ค สนนราคาอยู่ที่ 10,999 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 481,000 บาท แต่ถ้าจำหน่ายในไทยจริงๆ คาดว่าราคาน่าจะแพงกว่าโมเดลที่ขายในไทยเล็กน้อย (โมเดลที่จำหน่ายในไทยปัจจุบันราคา 599,000 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เขมินท์ ฟอร์มสวย บิดรั้งรองจ่าฝูง รอบซ้อมเกมเปิดซีซั่น 

เขมินท์ ฟอร์มสวย บิดรั้งรองจ่าฝูง รอบซ้อมเกมเปิดซีซั่น  เคเค หรือ เขมินท์ คูโบะ #9 ดาวบิดไทยสังกัด VR46 Master Camp Team ล่าสุดโชว์ฟอร์มสวยบิดทำเวลารั้งอันดับ 2 ในรอบซ้อมนัดเปิดฤดูกาล ศึก CEV Moto2 European Championship 2021 ที่ Estoril ประเทศโปรตุเกส   โดยเกมความเร็ว 2 ล้อทางเรียบระดับโลก รายการ CEV Moto2 European Championship 2021 จะมีคิวดวลความเร็วนัดเปิดฤดูกาล ในสุดสัปดาห์นี้ ที่ Circuito do Estoril ประเทศโปรตุเกส  ซึ่งรายการนี้ก็มีนักแข่งไทยอย่าง เคเค เขมินท์ คูโบะ #9 ลงขับเคี่ยวเป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกันแล้ว และก็สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในซีซั่นที่ผ่านมา ทั้งนี้นักบิดดาวรุ่งไทยยังคงอยู่ในผลงานอันยอดเยี่ยม ประเดิมซีซั่นด้วยการซิ่งทำเวลาต่อรอบเข้ามาเป็นอันดับ 2 ในรอบ Free Practise 2 และหลังซิ่งจบรอบ Free Practis 1 ด้วยอันดับ 3   สำหรับเกมรอบควอลิฟาย จะลงทำการจับเวลาชิงอันดับบนกริดสตาร์ทในวันเสาร์ที่ 24 เมษายน นี้ ออกสตาร์ทใน เวลา 18.05 น. และ 22.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สามารถตามลุ้นตามเชียร์นักบิดหนึ่งเดียวของไทยผ่านช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊คแฟนเพจ YAMAHA THAILAND RACING TEAM อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

800MT 2021

800MT แอดเวนเจอร์คันแรกจากค่ายมังกรฟ้า CFMoto เปิดตัวแล้ว   ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลางคันแรกของทางค่ายมังกรฟ้าอย่าง CFMoto 800MT โดยไปเปิดตัวที่งาน Shanghai Auto Show 2021 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนนั่นเอง  โดยเจ้าคันนี้จะใช้ขุมพลัง LC8 แบบ 2 สูบ 799 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ได้มาจากทาง KTM นั่นเอง ซึ่งเคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 94 ตัว และแรงบิดสูงสุดที่ 77.28 นิวตันเมตร ซึ่งเทียบกับทาง 790 Adventure ของทาง KTM นั้นลดลงมาเล็กน้อย จากเดิมที่ 95 แรงม้าและแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตร เป็นผลมาจากมีการปรับเปลี่ยนระบบคันเร่งไฟฟ้า แม็ปเครื่องยนต์ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลมากกว่าจะไปเน้นลุยหนักๆ  เจ้ามังกรฟ้าคันนี้จะเป็นแอดเวนเจอร์ที่ค่อนมาทางทัวริ่งมากกว่าลุย เพราะมีรายละเอียดต่างๆ เน้นมาให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนนมากกว่า โดยมีถังน้ำมันแบบด้านบน ต่างกับ KTM และยังเลือกจะใช้เบาะนั่งแบบ 2 สเต็ปแทนที่จะเป็นเบาะแบบราบที่จะช่วยให้ถ่ายน้ำหนักเวลายืนขับขี่ได้สะดวกกว่า แบบที่มีใน 790  นอกจากนี้ยังมีระบบต่างๆ ที่ออกแบบมาเน้นการเดินทางอย่าง ครูซคอนโทรล อุ่นมือ และอุ่นเบาะ  รวมไปถึงของเล่นทันสมัยอย่างหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบนำทางผ่านดาวเทียม  อย่างไรก็ดีทางค่ายไม่ได้ใจร้ายเกินไปนัก ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มีทางเลือก คือ มี 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันสแตนดาร์ดนั้นจะมาพร้อมล้ออลูมิเนียม และเวอร์ชันเน้นลุยมากขึ้นก็จะมาพร้อมล้อซี่ลวด ยางกึ่ง และการ์ดท้องเครื่อง แต่ทั้งสองเวอร์ชันจะมีขนาดล้อที่เท่ากันคือ 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ  ส่วนช่วงล่างอื่นๆ ก็จะสเปกต่ำกว่าทาง 790 โดยมีโช้คจากทาง KYB และระบบเบรกจาก J. JUAN แทนที่จะเป็น WP และ Brembo แต่กระนั้นก็มีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้จากทาง Bosch ให้ใช้ด้วยครับ  ที่น่าตกใจคือน้ำหนักของโมเดลนี้เมื่อเทียบกับ KTM แล้วมีน้ำหนักกว่าเกือบ 45 กก.เลยทีเดียว อย่างไรก็ดีก็น่าจะมีดีกว่าในเรื่องของป้ายราคาอย่างแน่นอน แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เปิดราคาขายก็ตาม  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rea ควบ ZX-10RR

Rea ควบ ZX-10RR ทำสถิติเร็วกว่า Crutchlow ที่ขี่รถแข่ง MotoGP ล่าสุดที่อารากอน ประเทศสเปนได้มีการจัดการซ้อมของการแข่งขันระดับโลก 2 รายการทั้ง WorldSBK และ MotoGP ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากๆ ที่จะได้เห็นการแข่งขันทั้ง 2 รายการมาขับขี่ทดสอบในสนามและช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบศักยภาพของรถโปรดักชันที่ถูกทำเป็นรถแข่ง และรถแข่งแท้ๆ ที่เป็นรถต้นแบบอย่างเลี่ยงไม่ได้  แต่ก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่อากาศไม่ค่อยดีนักในช่วงเช้า ทว่าในช่วงบ่ายสภาพอากาศค่อยๆ ดีขึ้น และสิ่ งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อแชมป์โลก WorldSBK 6 สมัย Jonathan Rea ควบ ZX-10RR ที่ Motorland ทำสถิติเวลาแล็ปดีที่สุดไว้ที่ 1’49”338 นาที หลังจากลงขับขี่ไปทั้งหมด 65 แล็ป ซึ่งดีกว่าเวลาที่ทาง Cal Crutchlow ซึ่งควบ Yamaha M1 ที่เป็นรถแข่ง MotoGP แม้จะเร็วกว่าเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที แต่นี่ก็เหมือนจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของ Rea และสมรรถนะของ Kawasaki ได้เป็นอย่างดี  ขณะที่ Crutchlow ไม่สามารถกดเวลาให้ต่ำไปกว่า 1’49”460 นาทีได้ และทำสถิติเวลาได้เป็นอันดับที่ 2 ขณะที่อันดับที่ 3 ตกเป็นของ Alex Lowes นักแข่ง WorldSBK จาก Kawasaki อีกเช่นกัน ซึ่งช้ากว่าเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีเช่นกันเมื่อเทียบกับ Crutchlow  ถัดมาอีกเป็น Dani Pedrosa เทสต์ไรเดอร์ MotoGP ของ KTM เองก็ลงแทร็กไป 42 แล็ปและกดเวลาดีที่สุดได้ที่ 1’49”912 นาที รั้งอันดับที่ 4 ในการซ้อมครั้งนี้ ถัดมาอันดับที่ 5 มาเป็นสถิติเวลาของฝั่ง WorldSBK อีกครั้ง โดยเป็นของ Garret Gerloff ที่ควบ Yamaha R1 ทำเวลาไปที่ 1’50”557 นาที ซึ่งคงต้องบอกว่านักแข่งอเมริกันจากทาง Yamaha GRT Team นั้นน่าจะเน้นไปที่การซ้อมมากกว่าการทำเวลามากกว่า และน่าจะเป็นแบบเดียวกันกับทาง Andrea Locatelli จากทาง Pata Yamaha ที่ทำเวลามาเป็นอันดับ 6 นอกจากนี้ก็ยังมี Nozane จาก Yamaha GRT และ Ponsson จาก Yamaha Alstare  อย่างไรก็ตามจะมีการทดสอบวันที่ 2 และเป็นวันสุดท้ายอีก 1 วันซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าสถิติเวลาจะเป็นอย่างไรกันต่อครับ สถิติเวลาที่ Aragon เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา  1- Rea (Kawasaki) 1’49”338 2- Crutchlow (Yamaha MotoGP) 1’49”460 3- Lowes (Kawasaki) 1’49”470 4- Pedrosa (KTM MotoGP) 1’49”912 5- Gerloff (Yamaha GRT) 1’50”557 6- Locatelli (Yamaha PATA) 1’51”550 7- Nozane (Yamaha GRT) 1’52”254 8- Ponsson (Yamaha Alstare) 1’52”946   ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ที่รถแข่ง MotoGP ที่มีน้ำหนักเบากว่าและแรงมากกว่ากลับทำเวลาได้ไม่ดีกว่ารถโปรดักชันที่นำมาทำรถแข่ง ทั้งนี้ส่วนนึงอาจจะเป็นที่ฝีมือการขับขี่ก็เป็นได้ แต่ทว่านักแข่งจากทาง Kawasaki อย่าง Alex Lowes เองก็เพิ่งย้ายมาขี่ ZX-10RR เมื่อตอนปี 2020 นี้เอง เพื่อนๆ นักบิดช่วยผมคิดทีครับว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lexmoto-LXS-125

Lexmoto LXS 125 สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กพร้อมดีไซน์ท่อออกตูด ล่าสุดทาง Lexmoto ก็ได้ทำการเปิดตัว LXS 125 สปอร์ตไบค์น้องเล็กล่าสุดของทางค่าย ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างท่อไอเสียแบบออกใต้เบาะหรือที่เรามักจะนิยมเรียกว่าออกตูดนั่นเอง  ในด้านดีไซน์ถ้าไม่นับว่าท่อออกท้ายอันโดดเด่นหาได้ยากในรถยุคนี้แล้ว ก็จะมีไฟหน้าคู่แบบ Full LED หน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอล ซึ่งไม่ได้โดดเด่นหรือสวยเป็นพิเศษ ทว่าตัวรถกลับมีสีสันให้เลือกที่ค่อนข้างจะคุ้นๆ ตาเหมือนมาจากค่ายรถญี่ปุ่นสักค่าย คือ มีสีเทาด้านตัดด้วยสีเหลืองนีออน และสีดำตัดด้วยน้ำเงิน โดยเจ้าน้องเล็กคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีแบบสูบเดียว ที่รองรับ Euro5 แล้ว เคลมมาว่ามีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 13.8 แรงม้า แต่กลับมาพร้อมกับรายละเอียดที่ไม่น่าเชื่อ อาทิ เกียร์ 6 สปีด ดิสก์เบรกหน้าคู่แบบหยัก ล้อขนาด 16 นิ้ว ซึ่งดูแปลกตากับรถพิกัดนี้  ช่วงล่างนั้นมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ตัวเบาะนั่งมีความสูง 790 ม.ม. และน้ำหนักรถเบาเพียง 155 กิโลกรัม  โดยรวมๆ แล้วก็เป็นสปอร์ตไบค์ขนาดเล็กสัญชาติจีนนี้ที่ดูแปลกตาดี โดยเฉพาะในด้านดีไซน์ แต่อย่างไรก็ตามหากท่านใดสนใจก็ต้องลุ้นกันพอสมควรเลยล่ะครับว่าจะนำมาจำหน่ายในไทยมั้ย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Street Scrambler 2021

เปิดตัว Street Scrambler 2021 และรุ่น Street Scrambler Sandstorm รุ่นพิเศษจาก Triumph  หลังจากที่ Triumph เปิดตัวเจ้าสแครมเบลอร์ 1200 ครั้งแรกในปี 2019 ก็ได้ทำให้รถในตระกูลสแครมเบลอร์ของทางไทรอัมพ์มีสมรรถนะแบบออฟโร้ดที่มากขึ้นอย่างชัดเจน จนต่างกับ Street Scrambler ซึ่งเหมาะกับการขับขี่แถบชานเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ตัวรถก็ยังมาในสไตล์ของรถแข่งแบบสิงห์ทะเลทรายที่ดูเท่และสวยงามอีกด้วย และแน่นอนว่าโมเดลใหม่ในปีนี้ก็รองรับ Euro5 แล้วด้วย รวมถึงยังมีรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดอย่าง Sandstrom (แซนด์สตอร์ม) อีกด้วย ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 900 ซีซี พร้อมเอกลักษณ์เด่นอย่างท่อไอเสียแบบคู่ยกสูง และเพื่อที่จะผ่านเกณฑ์ไอเสียใหม่ก็ต้องมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ ทว่ากลับไม่ทำให้กำลังเครื่องยนต์ตก ซึ่งทางค่ายได้เคลมแรงม้ามาที่ 64 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,250 รอบ  อย่างไรก็ดีแม้ว่ากำลังจะไปตกไปแต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักของระบบไอเสียที่เพิ่มมากขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม โดยไทรอัมพ์แอบซ่อนตัวแคตฯไว้ด้านหลังท่อบริเวณฮีตชิลด์ แต่ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมา แต่ตัวรถก็มีเบาะนั่งที่ไม่สูงมากและตัวรถเองก็ค่อนข้างกระชับ ทำให้ไม่ส่งผลต่อการขับขี่อะไรนัก ตัวรถมาพร้อมกับระยะยุบ 120 ม.ม.ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมล้อขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ ทำให้สามารถขับขี่ทางฝุ่นได้บ้าง อย่างไรก็ดีล้อของมันถึงจะเป็นล้อซี่แต่ก็ยังเป็นแบบต้องใช้ยางในก็อาจจะลำบากใจสายฝุ่นอยู่ ทว่าพักเท้าหนาม ระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลแบบปิดเปิดได้ ก็เป็นอะไรกับคนที่ชอบลุยอยู่   นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนใหม่ มีพาเนลข้างและป้ายเบอร์อลูมิเนียมใหม่ ตัวเรือนปีกผีเสื้ออลูมิเนียมปัดเงา การ์ดข้อเท้าและขาจับไฟหน้า รวมไปถึงเพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนังและเลือกใช้ผ้าในส่วนที่เน้นความสบาย  ทางค่ายยังคงไว้ซึ่งถังน้ำมันสไตล์เรโทรทำให้รถเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิค และอีกสิ่งนึงที่เรายังไม่ได้พูดถึงคือโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 775 คัน อย่างเจ้าพายุทะเลทรายครับ  โมเดลพิเศษ Sandstorm นี้จะมาพร้อมสีสันพิเศษสีเทาด้าน Matte Storm Grey และ ชุดสีเกรเดียนท์ Ironstone และชุดแต่งพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาเป็นของติดรถจากโรงงานเลย  บังโคลนหน้าแบบสูงโดดเด่นกว่าเพื่อน มีการ์ดท้องเครื่องอลูมิเนียม ตะแกรงครอบไฟหน้า ท้ายแต่ง และกันลื่นถังทำให้โมเดลนี้โดดเด่นมากกว่าโมเดลธรรมดา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้ภาพลักษณ์ลุยๆ และขับขี่แบบลุยๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW F900R Force

BMW F900R Force รุ่นพิเศษ 300 คัน ขายในฝรั่งเศสเท่านั้น เน็กเก็ดไบค์ระดับกลางจาก BMW ที่เป็นต้นแบบของโมเดลพิเศษอย่าง F900R Force นั้นเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว มาพร้อมดีไซน์ที่เฉียบคมมากขึ้นยิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา ทั้งยังมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูง กับราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นด้วย จนกระทั่งโมเดลนี้เป็นที่น่าจับตามองโมเดลต้นๆ ในกลุ่มของเน็กเก็ดไบค์ระดับกลาง นอกจากนี้การที่ราคาดีกว่าเดิมนั้นยังช่วยให้ BMW สามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ให้กับนักบิดที่มีอายุน้อยลงได้มากขึ้นอีกด้วย  ขุมพลังสองสูบขนาด 895 ซีซีให้กำลังแรงม้าถึง 105 แรงม้า และยังสามารถปรับจูนให้มีแรงม้าเหลือ 45 แรงม้าได้เพื่อให้สอดคล้องกับใบขับขี่ A2 ที่ใช้ในยุโรปและสามารถปรับให้กลับมาแรงเท่าเดิมได้เมื่อได้ใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ประเภท A ซึ่งใช้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทุกประเภท  สำหรับครั้งนี้ถือเป็นโชคดีของไบเกอร์แดนน้ำหอมที่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับโมเดลพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 300 คัน โดยมองจากภายนอกจะเห็นได้ว่ามีสีสันลายกราฟิกใหม่เป็นสีน้ำเงินซานมาริโนและสีเหลืองนีออนทั่วคัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอุตสาหกรรมการบิน นอกจากสีสันแล้วก็ยังมีการติดตั้งชิฟเตอร์ อกล่างและครอบเบาะท้ายมาด้วยเลย ทำให้รถมีราคากระโดดขึ้นไปอีก 900 ยูโรหรือราวๆ 34,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dragster-800-RR-London-Special

Dragster 800 RR London Special ลายพิเศษจากลอนดอน คันเดียวในโลก MV Agusta ได้เปิดตัวแทนจำหน่ายในกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในชื่อว่า MV Agusta London Store 3.0 ซึ่งจะในสโตร์จะโชว์โมเดลต่างๆ ของทางค่ายและจำหน่ายรถให้กับชาวลอนดอน และเพื่อเป็นการฉลองโอกาสพิเศษที่น่าจดจำนี้ ทางค่ายจึงจัดการคัสตอมเจ้า Dragster 800 RR London Special ขึ้นมาโดยใช้ลวดลายของธงสหราชอาณาจักรเป็นแรงบันดาลใจ หลังจากที่ได้รับการอัปเดตรับ Euro5 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว เครื่องยนต์สามสูบ 798 ซีซียังคงรักษากำลัง 140 แรงม้าไว้ได้ ทั้งยังทนทานกว่าเดิมจากการใช้เทคโนโลยีเคลือบชิ้นส่วนแบบ DLC และมีปลอกก้านวาล์วใหม่  ทั้งยังได้ติดตั้งหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยเพิ่มเข้าไป ทำให้สามารถใช้งานระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่อิงกับองศาของตัวรถ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ และระบบไฟแบบปรับองศาเอง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงในส่วนของแชสซีใหม่หมดอีกด้วย  และสำหรับการเป็นโมเดลพิเศษให้กับทางอังกฤษแบบคันเดียวในโลกนั้น หลักๆ ยังคงเดิมมีเพียงแต่สีสันและลายกราฟิกภายนอกเท่านั้น โดยส่วนของถังน้ำมันนั้นจะเป็นงานเพ็นต์สีขาว สีน้ำเงินและสีแดง และยังมีธงยูเนียนแจ็คที่แฟริ่งข้างด้านหน้าและบนถังน้ำมันด้านบน นอกจากนี้ยังมีลวดลายกราฟิกที่เป็นแลนด์มาร์คที่มีชื่อเสียงของลอนดอน อาทิ ทาวเวอร์บริดจ์ หอนาฬิกาบิ๊กเบน และลอนดอยอาย  นอกจากนี้ยังมีในส่วนของล้อ ที่ทำเป็นสีน้ำเงิน ดุมและหมุดสีแดง เบาะนั่งทำจากหนังอัลคันทาราเย็บด้ายแดงเป็นลายข้าวหลามตัด และยังโดดเด่นด้วยเฟรมถักสีแดง และครอบคลัตช์แบบใสโชว์ให้แห่นคลัตช์สีแดงด้านใน    น่าเสียดายที่ตอนนี้ทางค่ายยังไม่มีแพลนที่จะขายโมเดลพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นโอกาสดีที่เราอาจจะได้เห็นโมเดลพิเศษในแบบเฉพาะของแต่ละเมืองใหญ่ๆ ในอนาคตอีกก็เป็นได้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli-302R-2021

Benelli 302R 2021 โฉมใหม่ อัปเกรดเพียบ แถมเบาลง 22 โล แม้ว่าเบเนลลีนั้นจะมีเจ้าของที่แท้จริงเป็นบริษัทสัญชาติจีนอย่าง Qianjiang Motors แต่ดูเหมือนว่าดีไซน์ของโมเดลใหม่ๆ กลับไม่ได้แย่ลงแต่อย่างใด แต่กลับดูดียิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเจ้า Benelli 302R 2021 ที่คุณเห็นอยู่นี้  พักหลังๆ นี่ใครที่ติดตามวงการสองล้อมาจะรู้ว่าค่ายรถต่างๆ ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อที่จะขายรถในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา อินเดีย ซึ่งก็มีมาตรฐานต่างๆ กัน ทั้ง Euro5 ของยุโรป หรือจะเป็น BS6 ของอินเดีย รวมถึงการที่เบเนลลี่ไปลุกตลาดที่อเมริกาเหนือ และในที่สุดก็เป็นโอกาสเปิดตัวโฉมใหม่ของสปอร์ตไบค์พิกัด 300 ซีซีของทางค่ายสักที  เมื่อมองเข้าไปให้ใกล้ๆ อีกนิดจะเห็นได้ว่าโมเดลใหม่นี้นั้นมีการปรับปรุงขนานใหญ่เลย หลังจากไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานหลายปี ไฟหน้าแบบฮาโลเจน เรือนไมล์แบบเดิมๆ ได้หายไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็นไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์สี TFT แล้ว อีกทั้งดีไซน์ของมันก็ผอมเพรียวกว่าเดิม ทำให้ดูสวยงามดุดันกว่าเดิมมาก    นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ก็มีการอัปเดตในส่วนอื่นๆ เช่น ช่วงล่าง ที่ตอนนี้ได้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ปรับพรีโหลดได้ โช้คหลังเดี่ยวเองก็ปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ระบบเบรกเองก็ปรับมาเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่แบบ 4 พ็อตอีกด้วย     ส่วนขุมพลัง 2 สูบเรียงขนาด 302 ซีซีเองก็ปรับปรุงใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 34 ตัว แม้ว่าจะทำให้แรงตกไปบ้าง แต่ทางค่ายก็มีการชดเชยในจุดนี้โดยมีการออกแบบแชสซีของรถให้มีน้ำหนักน้อยลง แต่มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยน้ำหนักรถเบาลงถึง 22 กก. เหลือเพียง 182 กก.เท่านั้น ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับสำหรับโมเดลที่ปรับใหม่มานี้ ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้นก็คงต้องรอกันไปก่อนครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler-1200-2021

Scrambler 1200 ปรับใหม่รับ 2021 พร้อมเปิดรุ่นพิเศษ Steve McQueen Edition   ล่าสุดทางไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดิร์นคลาสสิกสายลุย 2 รุ่นรับปีแห่ง Euro5 ได้แก่ Scrambler 1200 XC และ Scrambler 1200 XE  โฉมใหม่ล่าสุดปี 2021 ทั้งยังได้เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน Steve McQueen Edition ที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันสวยงามและโดดเด่นไม่ซ้ำใคร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชื่อและตำนานอันโดดเด่นของนักแสดงภาพยนต์ชื่อดัง และสตันท์แมนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนจากโลกภาพยนตร์   พร้อมลุยแบบคลาสสิค ด้านดีไซน์นั้นยังคงเป็นแบบคลาสสิคไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนอกจากสีสันใหม่ 3 เฉดสีทั้งในรุ่นย่อย XC และ XE ได้แก่ สีน้ำเงินโคบอลต์ Cobalt Blue, สีเขียวกากีแบบด้าน Matt Khaki Green และสีดำแซฟไฟร์ Sapphire Black รวมไปถึงการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Steve McQueen Edition   โดยจุดเด่นของสแครมเบลอร์จากทางไทรอัมพ์นั้นจะมาในดีไซน์สไตล์รถคัสตอม เด่นที่ถังน้ำมันพร้อมฝาถังแบบมอนซ่าทำจากอลูมิเนียมขัดเงา สำหรับรุ่น XE ตัวรถจะมีการติดตั้งด้วยแฮนด์การ์ด ก้านเบรก Brembo MCS โช้คสีทอง และสวิงอาร์มอะลูมิเนียมยาว และรายละเอียดตกแต่งสีดำอโนไดซ์ ให้มาดพร้อมลุยและดุดันกว่า   ปรับเครื่องใหม่ เครื่องยนต์ยังคงสมรรถนะที่ดี แม้จะต้องเจอกับมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง High Torque ขนาด 1,200 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้แรงม้าสูงสุดที่ 90 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 110 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ พร้อมกับท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ยกปลายสูงให้เข้ากับสไตล์ของตัวรถ ช่วงล่างแน่นพร้อมลุย เป็นจุดเด่นอีกจุดของสแครมเบลอร์เลยก็ว่าได้ โดยทั้ง 3 รุ่นนั้นจะมาพร้อมช่วงล่างพร้อมลุยระดับแนวหน้า มีโช้คหน้าจากทาง Showa และโช้คหลังคู่พร้อมซับแทงก์จาก Ohlins (รุ่น XE และ Steve McQueen Edition จะมีระยะยุบที่มากกว่า 50 ม.ม.ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง)  ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 แบบโมโนบล็อก ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบลอยตัว และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS และเพื่อให้ลุยข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้เต็มที่ จึงมีล้อหน้าขนาดใหญ่ 21 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมล้อแบบซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในอีกด้วย    เทคโนโลยีเน้นๆ แม้ว่าจะดีไซน์แบบคลาสสิคแต่ก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย สมกับเป็นโมเดิร์นคลาสสิคนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น โหมดการขับขี่ 6 แบบ Road, Rain, Sport, Off-Road และ Rider (Off-Road Pro เฉพาะรุ่น XE และ Steve McQueen Edition) ระบบเบรก ABS (Cornering ABS เฉพาะรุ่น XE และ Steve McQueen) ระบบไฟ LED และไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หน้าจอเรือนไมล์ TFT แบบสี พร้อมสวิตช์แบบมีแบ็กไลต์ ระบบสตาร์ทรถโดยไม่ใช้กุญแจ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูซคอนโทรล และช่องจ่ายไฟแบบ USB    สำหรับรุ่น Steve McQueen Edition โมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจด้านสเปคมาจากรุ่นดั้งเดิมอย่างTriumph TR6 ที่สร้างชื่อเสียงจากฉากขับขี่ที่กระโดดข้ามลวดหนามในตำนานภาพยนตร์เรื่อง “The Great Escape” ซึ่งเป็นฉากสุดคลาสสิกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1963  โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษมีจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลก โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะ มาพร้อม โลโก้ Steve McQueen ที่เป็นเอกลักษณ์บนตัวถังและปะกับแฮนด์ ตัวรถจะมาในเฉดสีเขียว Competition Green สุดโดดเด่น ซึ่งไม่มีในโมเดลอื่น โดยจะมีพื้นฐานสเปกและชิ้นส่วนมาจากรุ่น XE นอกจากนี้ยังมาพร้อมของแต่งตรงรุ่นติดตั้งจากโรงงาน อาทิ การ์ดเครื่องยนต์สเตนเลส

Superveloce 2021

Superveloce 2021 ปรับใหม่แรงไม่ตกพร้อมอัดเทคโนโลยีใหม่เพิ่ม นีโอคาเฟ่เรซเซอร์สุดจี๊ดจากค่ายรถจากเมืองพิซซ่าก็เป็นอีก 1 โมเดลที่ได้รับการอัปเดตในปี 2021 เพื่อที่จะให้ผ่านมาตรฐานไอเสียอันเข้มงวดในยุโรปหรือ Euro5 พร้อมกันนี้ยังได้ออกโมเดลใหม่รหัส S เป็นตัวท็อปเพิ่มความพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ Euro5 ไม่ส่งผลกับเจ้า MV Agusta Superveloce 2021 เพราะกำลังเครื่องยนต์ต่างๆ ยังคงไม่ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด เพราะทางค่ายมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์หลายจุดด้วยกัน  เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 800 ซีซีของมันยังคงรีดแรงม้าออกมาได้มากถึง 144 แรงม้าเช่นเดิม ส่วนตัวเลขแรงบิดนั้นอยู่ที่ 88 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับพิกัดนี้  เพื่อที่จะให้ผ่านมาตรฐานใหม่ได้ทางค่ายก็เลยจัดการเคลือบก้านวาล์วใหม่ด้วยเทคโนโลยี Diamond Like Carbon ลดแรงเสียดทาน และยังป้องกันการสึกหรอได้ดี มีการใช้บ่าวาล์วไทเทเนียม และออกแบบระบบไอเสียใหม่หมด รวมไปถึงปลายท่อแบบตัดเฉียงก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงแล้วเราสังเกตได้ เท่านั้นยังไม่พอยังมีหัวฉีดใหม่ขนาดใหญ่และจ่ายน้ำมันด้วยความแรงที่มากขึ้น ปรับกล่อง ECU ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และยังใช้ระบบออยล์คูลเลอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นอีก 5% อีกด้วย    ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องยนต์ที่มีการอัปเดตปรับเปลี่ยน ยังมีการปรับในหลายๆ ส่วน อาทิ เฟรมเพลตที่ออกแบบใหม่ช่วยให้ทนต่อการบิดตัวมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างเองก็ดีขึ้นจากการปรับเปลี่ยนค่าใหม่ของโช้คหน้ามาจากโรงงานเลย  ในส่วนของคลัตช์ก็มีการใช้เรือนคลัตช์ที่แข็งแรงขึ้น มีการอัปเกรดซอฟต์แวร์ของควิกชิฟเตอร์ เพื่อให้การเข้าเกียร์ทำได้นุ่มนวล เงียบ และแม่นยำมากขึ้น ยังไม่หมดเท่านั้น ตัวรถยังมีการเพิ่มระบบ IMU เข้ามา ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็จะอัปเกรดตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น แทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ และระบบช่วยออกตัว ส่วนระบบเบรกแบบ Cornering ABS นั้นจะเป็นของจากทาง Continental  หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้วเองก็ได้รับการอัปเกรดให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และใช้งานแบบหน้าจอเสมือนได้ผ่านแอพลิเคชัน MV Ride App ปิดท้ายด้วยโมเดล S ก็จะมีสิ่งที่แตกต่างออกไปคือ สีพิเศษ เป็นสีขาวมุกตัดด้วยสีทองเพิ่มความหรูหราขั้นสุด มีการใช้ล้อซี่แบบไม่ต้องใส่ยางในจากทาง Kineo และมีเบาะหนังอัลคันทาราสีน้ำตาล อีกทั้งยังมีเรซซิ่งคิทที่จะเพิ่มในส่วนของตูดหมดหรือครอบเบาะท้าย ท่อ Arrow แบบเรซซิ่งและ ECU อัปเดตใหม่ สนนราคาของโมเดลสแตนดาร์ดนั้นเริ่มต้นที่ 20,700 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 780,000 บาท ส่วนโมเดล S นั้นเริ่มต้นที่ 23,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 880,000 บาท มาจำหน่ายในไทยคงแตะหลักล้านเป็นแน่ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1290 SUPER DUKE RR

KTM 1290 SUPER DUKE RR ขีดสุดของซูเปอร์เน็กเก็ด ค่ายสีส้มขวัญใจวัยรุ่นออสเตรีย เปิดตัวโมเดลที่จะทำให้หน้าประวัติศาสตร์เน็กเก็ดไบค์เปลี่ยนไปอีกครั้ง กับ KTM 1290 Super Duke RR ซูเปอร์เน็กเก็ดโมเดลระดับขั้นสุด พร้อมจำนวนขายแบบลิมิเต็ดอิดิชันเพียง 500 คันเท่านั้น มีอะไรโดดเด่นยังไงบ้าง ไปตำกันทีละด้านได้เลย  ถือเป็นโมเดลแรกเลยสำหรับเคทีเอ็มกับโค้ดเนม RR ซึ่งถือว่าเป็นขั้นสุดของทางค่าย เป็นโมเดลระดับเรือธงพร้อมการผลิตแบบจำนวนจำกัด และพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Pure Performance หรือว่าว่าวกันซื่อๆ ง่ายๆ ว่า สมรรถนะแบบเน้นๆ  โมเดลพิเศษระดับเรือธงนี้จะผลิตขึ้นเพียง 500 คันเท่านั้นและสามารถสั่งพรีออเดอร์ทางออนไลน์เท่านั้น สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้น่าสนใจมากๆ คือตัวเลขสเปกชีตที่อยู่ในระดับน่าตื่นตาตื่นใจ ขุมพลัง 2 สูบวีขนาด 1,301 ซีซี แรง 180 ม้า หนัก 180 กก. 140 นิวตันเมตร เท่ากับว่าม้า 1 ตัวแบกน้ำหนัก 1 กก. เท่านั้น แถมทอร์คยังมหาศาลอีกด้วย วงเล็บไว้ว่าเครื่องผ่าน Euro5 แล้วด้วยนะครับ สิ่งที่เปลี่ยนไปในโมเดลนี้เมื่อเทียบกับโมเดลสแตนดาร์ดก่อนคือ เบากว่าเดิม 9 กก. แต่ตัวรถยังคงแข็งแรง มีความคล่องตัว และให้ความนิ่งที่ความเร็วสูงๆ ได้ดีกว่า โดยล้อนั้นเบาลงกว่าเดิม ทำให้มีน้ำหนักใต้สปริงน้อยลงกว่าเดิมถึง 1.5 กก. ซึ่งส่งผลต่อดีต่อการขับขี่อย่างมาก  และสิ่งที่เด่นมากที่สุดคือระบบกันสะเทือนขั้นสุดจาก WP โดยด้านหน้าจะมาพร้อมโช้คหน้าหัวกลับ WP APEX PRO 7548, กันสะบัด WP APEX PRO 7117 และโช้คหลัง WP APEX PRO 7746 ซึ่งทั้งหมดสามารถปรับค่าต่างๆ ได้หมด และมีการทำพิเศษเพื่อโมเดลนี้โดยเฉพาะ สิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำหนักของโมเดลนี้เบาลงอย่างมากคือการใช้คาร์บอนไฟเบอร์จำนวนมาก โดยซับเฟรมเองก็ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และการนี้เองทำให้ดีไซเนอร์สามารถออกแบบท้ายใหม่รับกับไฟท้าย LED แบบใหม่ได้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบอะแด็พทีฟเบรกไลท์อีกด้วย ซึ่งเจ้าระบบนี้จะทำงานด้วยการกระพริบไฟเบรกถี่ๆ เวลาเบรกกะทันหันเพื่อช่วยเตือนคนที่ขับตามมาด้านหลังได้อีกด้วย  นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในจุดที่ไม่น่าเชื่ออย่างองศาการเปิดคันเร่ง ให้มาไว้ขึ้นอีก 7 องศาเมื่อเทียบกับโมเดลปกติ ช่วยให้คุณบิดคันเร่งสั่งเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งแรงได้ทันใจ ทั้งยังลดภาระที่ข้อมือได้อีกด้วย และเพื่อให้สามารถขับขี่ในสนามได้สมกับรหัสพิเศษนี้แบบเต็มขั้น ตัวรถก็เลยมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เอื้อกับการขับขี่ในสนาม ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ในสนาม Track Mode และโหมด Perfomance ที่ปรับปรุงใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับค่าการทำงานของระบบอื่นๆ ได้เกือบจะไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันการสลิปที่ล้อหลัง การตอบสนองคันเร่ง ระบบช่วยออกตัว และระบบแทร็คชันคอนโทรล ปิดท้ายอสูรร้ายพันธ์ุโหดด้วยท่อสลิปออนจากแบรนด์ Akrapovic ทำจากไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อทำให้มันดุดันและสวยงามมากยิ่งขึ้น  ต้องบอกว่าโมเดลนี้คือขีดสุดของเน็กเก็ดในค.ศ.นี้จริงๆ ครับ ไม่ว่าจะในด้านไหนๆ ก็ตาม สนนราคานั้นก็ร้อนแรงน่าดูอยู่ที่ 21,499 ปอนด์หรือราวๆ 930,000 บาท หากมาจำหน่ายในไทยแล้ว สนนราคาคงทะลุล้านบาทไปจนถึงล้านกลางๆ เป็นแน่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก