SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ เจาะลึกเปลี่ยนเกมตลาด 2026 ไปไกลแค่ไหน?

รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V4 ระบบ AI อัจฉริยะ และการเป็นผู้นำตลาดรถไฟฟ้าที่กำลังเขย่าบัลลังก์ค่ายญี่ปุ่น

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Pan America 1250

Pan America 1250 แอดเวนเจอร์สุดแหวกจาก H-D แนวคิดสายลุยจาก Harley-Davidson นั้นผุดขึ้นมาครั้งแรกราวปี 2018 โดยเป็นการประกาศแผนกลยุทธ์ของทางค่าย เพื่อเป็นการพยายามที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้น เข้าถึงนักบิดอายุน้อยได้มากขึ้น โดยทางค่ายระบุว่าจะแตกต่างและเป็นการเปิดตลาดใหม่อีกด้วย โดยจะเป็นแพล็ตฟอร์มใหม่ทั้งขนาดเล็ก (250 – 500 ซีซี) และขนาดกลาง (500 – 1250 ซีซี)   และนั่นคือครั้งแรกที่เราได้เห็น Pan America 1250 มันคือแอดเวนเจอร์ดีไซน์สุดแหวกของทางค่าย ซึ่งเดิมทีแล้วตั้งใจจะเปิดตัวในปี 2020 แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่คาด กระทั่งในที่สุดในปี 2021 เจ้าแอดเวนเจอร์ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวสักที และก็ทำให้เราเชื่อว่าทางฮาร์ลีย์นั้นทำการบ้านมาพอสมควรเลยล่ะครับ เจ้าขาลุยเชื้อสายมะกันคันนี้ใช้เครื่องยนต์ Revolution Max ขนาด 1,252 ซีซีแบบสองสูบวี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมมาว่าให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 94 ฟุตปอนด์ที่ 6,750 รอบ มาพร้อมระบบวาล์วแปรผันและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ รวมถึงระบบเกียร์แบบ 6 สปีด  สำหรับในเรื่องของแชสซีเป็นแบบท่อเหล็กกล้า โดยมีเฟรมส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนท้ายยึดเข้ากับเครื่องยนต์โดยตรง ซึ่งเป็นข้อดีหากว่าเกิดอะไรเข้าแล้วซับเฟรมเสียหายก็แค่ถอดส่วนนั้นออกแล้วนำของใหม่ติดเข้าไปแทน นอกจากนี้ยังช่วยให้น้ำหนักรถเบาลง โดยตัวรถโมเดลสแตนดาร์ดหนัก 245 กก. ขณะที่โมเดล S หนักที่ 258 กก. ในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ นั้นดูเหมือนว่าทางค่ายจะทำการบ้านมามากทีเดียว โดยหลายๆ ส่วนถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความพร้อมในการลุยทางวิบาก มีการป้องกันในส่วนที่ละเอียดอ่อนง่ายต่อการเสียหายจากหิน  ไฟหน้าทรงประหลาดคล้ายกล่องจดหมายก็มีไว้เพื่อให้มีลำแสงที่กว้างพิเศษช่วยให้มองเห็นเส้นทางได้ดี ขนาดแป้นเบรกเองก็ยังสามารถปรับตำแหน่งได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เพื่อให้สะดวกต่อการสลับท่าทางขณะขับขี่จากนั่งเป็นยืน ฝาถังน้ำมันก็ย้ายมาด้านหน้าให้เติมได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องเอากระเป๋าคาดถังออกในกรณีถ้ามี ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์เองก็มีมาให้มากมายเช่นกัน ทั้ง ระบบช่วยทรงตัวบนทางลาดชัน ครูซคอนโทรล ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบตรวจวัดลมยาง ระบบโช้คปรับไฟฟ้า โหมดการขับขี่ และหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว  ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ก็ต้องมาดูราคาจำหน่ายในไทยกันดูครับว่าจะอยู่ในราคาที่น่าคบค้าสมาคมมั้ย หากมาแพง บอกเลยว่าเจาะตลาดยากมาก เพราะทาง HD ก็ไม่ได้มีชื่อทางด้านแอดเวนเจอร์มากนักเหมือนอย่างคู่แข่งเขาล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2021 Yamaha TMAX 20th Anniversary

2021 Yamaha TMAX 20th Anniversary โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 20 ปี MAX evolution วิวัฒนาการขั้นสุด เพื่อเป็นการยกย่องให้กับความสำเร็จอันโดดเด่นของ TMAX ตลอดช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทางยามาฮ่าจึงได้ทำการเปิดตัว 2021 Yamaha TMAX 20th Anniversary ซึ่งจะมีเพียง 560 คันเท่านั้น ซึ่งทำให้มันกลายเป็นโมเดลพิเศษที่โคตรพิเศษที่สุดของยามาฮ่า ซึ่งรับรองว่าสาวกทีแม็กซ์จะต้องน้ำลายไหล   แฟริ่งคาร์บอนฟอร์จพิเศษ แตกต่างไม่เหมือนใคร จุดเด่นของโมเดลใหม่นี้คือแฟริ่งแบบคาร์บอนฟอร์จซึ่งแตกต่างจากคาร์บอนไฟเบอร์ เพราะคาร์บอนไฟเบอร์เป็นการร้อยเรียงเส้นใยไฟเบอร์เข้าด้วยกันจึงมีลวดลายเป็นระเบียบเหมือนกันหมด  แต่คาร์บอนฟอร์จต่างออกไป มันทำให้แฟริ่งแต่ละชิ้นมีลายเหมือนหินอ่อน และไม่ซ้ำกัน ทำให้สกู๊ตเตอร์แต่ละคันเสมือนกับมีลายนิ้วมือเป็นของตัวเอง  โดยจะมีการใช้ในส่วนของแผงข้างที่เป็นเหมือนบูมเมอแรง บังโคลนหน้า และการ์ดกันความร้อนที่ปลายท่อ ซึ่งทำให้รถดูพรีเมียมจัดๆ นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์สีเหลืองที่บริเวณแผงบูมเมอแรงและบังโคลน ซึ่งสื่อถึงโมเดลดั้งเดิมที่มาในชุดสีเหลืองสด    พิเศษด้วยอุ่นเบาะและอุ่นมือ ตัวรถจะมีระบบอุ่นเบาะและอุ่นมือพิเศษ ทำจากวัสดุเกรดพรีเมียม โดยตัวเบาะจะเด่นที่ด้วยการเดินด้ายสีเหลือง และมีโลโก้ฉลอง 20 ปี ยืนยันความพิเศษของโมเดลนี้ นอกจากนี้ยังมีปลายกริพพิเศษอีกด้วย   แบดจ์หมายเลขรถ แน่นอนว่าโมเดลพิเศษย่อมมากับแบดจ์นัมเบอร์รันหมายเลขรถแต่ละคันไม่ซ้ำกันจนครบ 560 คัน ไล่ตั้งแต่ 001 – 560 นั่นเอง และเมื่อรวมกับคาร์บอนฟอร์จ ยิ่งทำให้รถแต่ละคันยิ่งโดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน   สีพิเศษเฉพาะรุ่น เจ้าทีแม็กซ์โมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมชุดสีพิเศษ Tech Graphite ที่ช่วยเน้นย้ำความพิเศษของโมเดลนี้ได้เป็นอย่างดี เติมเต็มความงามเข้าคู่กับแฟริ่งคาร์บอนฟอร์จอย่างลงตัว ขณะเดียวกันก็ตัดกับสีล้อสีบรอนซ์ช่วยเสริมความหรูหราได้อีกด้วย   จุดเด่นหลัก แฟริ่งคาร์บอนฟอร์จพิเศษ แตกต่างไม่เหมือนใคร อุ่นเบาะและอุ่นมือ สีพิเศษเฉพาะรุ่น เครื่องยนต์ 560 ซีซี ผ่าน Euro5 รูปลักษณ์ลื่นไหล แต่ดุดัน ชิลด์ปรับไฟฟ้า ครูซคอนโทรล ไฟเลี้ยว LED แบบฝังในแฟริ่ง ติดตั้งอุปกรณ์ครบถ้วนที่สุดในคลาส เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบแทร็คชันคอนโทรลและโหมดการขับขี่  D-MODE ช่องเก็บของขนาดใหญ่ ระบบสมาร์ทคีย์ หน้าจอ TFT แบบโมโนโทน ระบบกันสะเทือนแบบบิ๊กไบค์ ระบบล็อกขาตั้งคู่ อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2021-Aprilia-RSV4-Factory

2021 Aprilia RSV4 Factory ยังแรงได้อีก เสริมเทค ดีไซน์ใหม่ ปรับท่านั่ง พร้อมติดปีกในตัว แล้วก็มาจนได้หลังจากทางเอพริเลียได้ทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่รับปี 2021 โดยปล่อยให้เป็นพิกัดระดับกลางก่อน และล่าสุดก็เป็นคิวของรถในพิกัดซูเปอร์ไบค์สักทีกับ Aprilia RSV4 และโมเดลท็อปสุดอย่าง Factory   สำหรับในนี้ทั้งสองโมเดลก็ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่เลย เริ่มต้นที่ดีไซน์ใหม่ที่เน้นไปในเรื่องของแอโรไดนามิก โดยมีแนวทางหลักๆ มาจากเจ้า RS 660 และไปพัฒนากันในอุโมงค์ลมต่อ ทำให้ได้ค่าสัมประสิทธิ์ต้านอากาศน้อยมากๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์เวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงๆ และยังช่วยเพิ่มแรงดันอากาศในแอร์บ็อกซ์รวมถึงเพื่มแรงกดให้รถอีกด้วย   ที่สำคัญในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกอย่างก็คือวิงก์เล็ตหรือปีกจะเห็นได้ว่าไม่ได้แปะมาโด่เด่ออกมานอกแฟริ่งแล้ว แต่กลายเป็นส่วนนึงของแฟริ่งไปแล้ว ซึ่งส่วนนี้ช่วยเพิ่มความเสถียรที่ความเร็วสูงๆ ทั้งยังช่วยเรื่องระบายความร้อน ตัดอากาศร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ และยังสวยลงตัวอีกด้วย แน่นอนว่าเอกลักษณ์โดดเด่นของเทพสายตาก็ยังคงอยู่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ พร้อมกับระบบไฟส่องสว่างขณะเข้าโค้งที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในตอนเข้าโค้งได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าระบบนี้เรียกได้ว่ากำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถระดับสูงๆ ไปซะแล้ว  ไม่เพียงแต่เรื่องแอโรไดนามิก ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเออร์โกโนมิกส์หรือเรื่องของสรีรศาสตร์อีกด้วย หลักๆ คือการเปลี่ยนแปลงถังน้ำมันและเบาะนั่งใหม่ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถคร่อมรถที่มีแฟริ่งใหม่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีพื้นที่กว้างมากขึ้น และทำให้ได้ท่านั่งขับขี่ที่ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น  ส่วนต่อมาก็คือเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปรับให้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT ใหม่ที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ECU ใหม่เป็น Marelli 11MP และหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนตัวใหม่ ที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และนั่นทำให้ระบบ APRC ของตัวรถทำงานได้ดีมากขึ้น  โดยตอนนี้ระบบนั้นดียิ่งขึ้น มีความละเอียดและหลากลายในการทำงานมากขึ้น  ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกมีหลายระดับ โหมดการขับขี่ 6 โหมด แบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับขับขี่ในสนาม (คัสตอมได้เอง 2 โหมด) และ 3 โหมดสำหรับขี่บนถนนทั่วไป (คัสตอมได้เอง 1 โหมด) สิ่งที่ผู้ขับขี่ต้องทำคือเลือกโหมดที่ต้องการแล้วระบบก็จะเซ็ตค่าของระบบอื่นๆ โดยอัตโนมัติ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ เอ็นจิ้นเบรก ABS และค่าอื่นๆ  มาต่อกันที่ช่วงล่างกันบ้าง มีการปรับเปลี่ยนมาใช้สวิงอาร์มใหม่ เบากว่า และมีการเสริมความแข็งแรงในส่วนของด้านล่าง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทางค่ายอย่าง RS-GP ซึ่งช่วยให้มีมวลน้อยลงและเพิ่มความนิ่งของท้ายรถเวลาเร่งความเร็ว และก็มาถึงเรื่องสำคัญที่ทุกคนอยากรู้กันสักทีครับกับเรื่องของเครื่องยนต์ แม้ว่าจะมีเรื่อง Euro5 เข้ามา แต่เครื่องยนต์ของโมเดลนี้กลับมาแรงบิดมากขึ้น กลายเป็น 125 นิวตันเมตรที่ 10,500 รอบ และมีแรงม้าที่ 217 แรงม้าที่ 13,000 รอบ จากการที่ได้ระบบไอเสียใหม่ และการเพิ่มความจุของเครื่องยนต์ขึ้นอีกจาก 1,077 เป็น 1,099 ซีซี  สุดท้ายนี้โมเดลธรรมดานั้นจะมีจำหน่ายเฉพาะสีดำ Dark Losail เท่านั้น ส่วนในรุ่นท็อปจะมีให้เลือก 2 สี คือสีดำ Aprilia Black และสีแดง Lava Red ในส่วนของอ็อปชันจะต่างกันตรงที่ตัวท็อปนี้จะมาพร้อมล้อฟอร์จ ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า Ohlins Smart EC 2.0 และคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หมวกกันน็อค Rocket

รีวิว หมวกกันน็อค Rocket หมวกสไตล์คลาสสิก แบรนด์ ID ราคาจับต้องได้ง่ายมาพร้อมกับวัสดุชนิดพิเศษแข็งแรงทนทาน และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายแบบ หลายสไตล์ ถูกใจสายเก๋า…เก๋า แน่นอน!! เรามาดูกันที่ภายนอกใบนี้กันก่อน สำหรับใบนี้ถูกดีไซน์รูปทรงหมวกแบบทรงกลม ออกแบบลวดลายดูหรูหราด้วยเส้นสายสีทอง มาพร้อมกับชิลด์หน้าที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต และผลิตตามมาตรฐาน มอก 369-2557 เคลือบสีปรอทอิริเดียมและเคลือบสารกันรอยขีดข่วน นอกจากนี้แล้วเวลามองยังไม่หลอกตา รวมถึงผ่านการค่าวัดแสงตามมาตรฐาน ใช้ได้ดีดูหล่อขึ้นด้วย ที่สำคัญคือตัวชิลด์หน้ามีการดีไซน์ตัวล็อคชิลด์เข้ากันดีโดยใช้ชิ้นหนังสังเคราะห์กลไกแบบกระดุมใช้งานง่าย ต่อกันด้วยวัสดุเปลือกหมวก ที่ผลิตจากพลาสติก SIRT (Super High Impact Resistant Thermoplastic) ชนิดพิเศษ แข็งแรงทนทาน สามารถที่จะรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงดีไซน์เติมแต่งขอบหมวกแบบโครเมียมให้ดูคลาสสิคหรูหรามากยิ่งขึ้น ระบบระบายอากาศถูกออกแบบมาให้มีช่องดักอากาศที่ด้านหน้าและระบายอากาศออกด้านหลังเพื่อที่จะช่วยให้การส่วมใส่สบายมากยิ่งขึ้น ใส่ได้นาน ลดอุณหภูมิภายในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และตัวช่องลมยังมีการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตาข่ายโลหะสีเงินดูคลาสสิคลงตัวทั้ง 4 จุด สายรัดคางแบบใช้งานง่ายดีไซน์ดูดีมาพร้อมกลไกการทำงานแบบสไลด์บาร์ สามารถที่จะถอดใส่สายรัดคางได้ง่ายรวดเร็ว และยังใช้วัสดุสเตนเลสขึ้นรูปใช้งานได้ทนทาน ปลอดสนิม พร้อมกับเพิ่มห่วงแขวนผลิตด้วยสเตนเลส ปลอดสนิมเช่นกัน เอาไว้สำหรับแขวนตัวหมวกแข็งแรงแขวนหมวกได้หายห่วง ภายใน เรามาดูกันที่ภายในกันบ้าง เริ่มที่ตัวเนื้อโฟมที่เป็นเทคโนโลยี EPS High density สามารถรับแรงกระแทกได้สูง และมีการออกแบบภายในที่เหมาะสำหรับรูปทรงศีรษะคนเอเชียโดยตรง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าจะมีสัญลักษณ์ภายในตัวหมวก Asian Fit ติดอยู่ข้างใน รวมไปถึงตัวชิ้นส่วนตัวผ้าและตัวฟองน้ำที่ใช้เทคโนโลยีการตัดเย็บแบบ 3D Cutting ที่ทำให้ผู้ส่วมใส่ได้กระชับพอดีศีรษะ ภายในตัวหมวกยังมีการออกแบบพิเศษเว้นช่องไว้สำหรับผู้ที่มี Bluetooth สามารถติดตั้งลำโพงได้อย่างง่ายดาย เวลาใส่หมวกจะพอดีไม่บีบหูจนเกินไป และยังมีลูกเล่นความสวยงามเพิ่มด้วยการตัดเย็บตัวหนังเข้าไปเพิ่มที่ขอบของตัวหมวก ทำให้ดูสปอร์ตวินเทจมากขึ้น ที่สำคัญอีก 1 อย่างภายในตัวหมวกสามารถแกะถอดออกมาทำความสะอาดได้ทุกชิ้นอีกด้วย เชื่อถือได้สำหรับหมวกใบนี้ที่ได้รับมาตารฐานผ่าน มอก.369-2557 และผลิตตามมาตรฐาน ECE โดยผ่านการทดสอบแบบ 4 สภาวะที่ถูกรับรองด้วยห้องปฏิบัติการ บริษัท เดลต้า อัพซิลอน แล็บโบลาทอรี่ จำกัดที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 ทำให้ใครที่สนใจซื้อหมวกใบนี้มั่นใจได้เลย ว่าปลอดภัยแน่นอน สำหรับทั้งหมดทั้งมวลทุกชิ้นส่วนที่กล่าวมาทำให้ตัวหมวก Rocket ใบนี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,450 กรัม และยังมีไซส์ให้เลือกถึง 4 ไซส์ S,M,L และ XL โดยมีราคาจัดจำหน่ายแบบสบายกระเป๋า อยู่ที่ 1,990 บาท เท่านั้นเอง สรุปเลยแล้วกันกับ หมวกกันน็อค Rocket ใครที่กำลังมองหาหมวกสายคลาสสิควินเทจ แนะนำใบนี้เลยไม่มีผิดหวัง ปลอดภัย สวมใส่สบาย มุมมองชัดเจน รูปลักษณ์โดดเด่น แถมราคาคุ้มค่า อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะป้ายยาสายนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าใครสนใจก็สามารถที่จะสั่งซื้อได้ คลิก และในครั้งต่อไปจะมีหมวกใบไหนมารีวิว ติดตามกันได้เลย…   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Honda CRF450RL

Honda CRF450RL เอ็นดูโร่ไบค์สายพันธุ์แชมป์ รถสูตรติดไฟหน้าชัดๆ ล่าสุดฮอนด้า เปิดตัวสุดยอดรถจักรยานยนต์เอ็นดูโร่ไบค์ New Honda CRF450RL ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ กลายเป็นรถโปรดักชันไบค์ระดับท็อปคลาสที่ใช้พื้นฐานเดียวกับรถแข่งที่คว้าแชมป์โมโตครอสชิงแชมป์โลก MXGP ถึง 2 ปีซ้อน (2019-2020) รวมถึงแชมป์ดาการ์ แรลลี 2 ปีซ้อนเช่นกัน (2020-2021) โดยพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “All Ways Unlimited ให้ทุกทาง…ไร้ขีดจำกัด”  โดยมีดีไซน์โดดเด่นให้ความแข็งแกร่งและปราดเปรียวในสไตล์ออฟโร้ด ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวทันสมัย All LED แบบ Hexagon ส่องสว่างชัดเจน หน้าจอ Digital Meter แสดงฟังก์ชันครบถ้วนทุกรายละเอียด   เครื่องยนต์ทรงพลัง ขนาด 450 ซีซี Unicam OHC ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำคู่ พร้อมพัดลมไฟฟ้า ตัวรถน้ำหนักเบา ควบคุมง่าย คล่องตัว ด้วยโครงสร้างเฟรมและสวิงอาร์มแบบอลูมิเนียม ถังน้ำมันไทเทเนียมความจุ 7.6 ลิตร แข็งแรงและน้ำหนักเบา รวมถึงแบตเตอรีลิเธียมขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเช่นเดียวกัน โดยรวมตัวรถมีน้ำหนักเพียง 131 กก. เท่านั้น  ให้การขับขี่ควบคุมที่แม่นยำด้วยแฮนด์เดิลบาร์ RENTHAL แบบอลูมิเนียม เกรดเดียวกับรถแข่ง มาพร้อมนวมกันกระแทกและการ์ดแฮนด์ Knuckle Guard ให้ความมั่นคงและแข็งแรง และรองรับการผจญภัยทุกรูปแบบด้วยระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง จากแบรนด์ SHOWA ส่วนของของโช้กอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดใหญ่ 49 มม. โดยสามารถปรับตั้งค่าได้อย่างละเอียดทั้งพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์แดมปิ้งทั้งด้านหน้าและหลัง  พร้อมลุยได้ทุกอุปสรรคด้วยล้อน้ำหนักเบา ขนาดล้อหน้า 21 นิ้ว และหลัง 18 นิ้ว มาพร้อมการ์ดกันกระแทกใต้เครื่องยนต์และการ์ดกันกระแทกดิสก์เบรก ช่วยปกป้องประสิทธิภาพการใช้งานพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด  วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยราคาแนะนำ 339,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์บริการ ฮอนด้า บิ๊กวิง ทั่วประเทศ สำหรับเรื่องของการเซอร์วิส จะมีการเซอร์วิส 2 แบบครับ กรณีแรก ขี่ถนนทั่วไป ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง และล้างกรองอากาศทุก 1,000 กม. ครับ กรณีที่ 2 สำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 30 ชม. หรือ 8 เรซ และล้างกรองอากาศทุกเรซ ครับ ต้องขออภัยในตอนแรกด้วยครับผม เพราะตอนแรกไม่เห็นมีตัวไทเมอร์จับเวลามา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของได้ที่นี่ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เลือก Audi Thailand เป็นพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย

Ducati เลือก Audi Thailand เป็นพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย หลังจากใช้ในการคัดเลือกพาร์ทเนอร์ธุรกิจมาร่วมปั้นแบรนด์ดูคาติในประเทศไทยมาพักใหญ่ ล่าสุดก็ได้มีการประกาศแต่งตั้ง อาวดี้ ประเทศไทย โดยบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ให้เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ ดูคาติ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ปัจจุบันเป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์อาวดี้ มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ยินดีและตื่นเต้นอย่างยิ่งกับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ อาวดี้ ประเทศไทย ซึ่งมีทีมงานที่มีศักยภาพสูง จากผลงานในการบริหารธุรกิจอาวดี้ในประเทศไทยที่สามารถขยายตลาด สร้างการยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจว่าลูกค้าดูคาติในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์  และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือทางธุรกิจที่ผลักดันให้ดูคาติและอาวดี้เติบโต ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”   “ในนามของ ดูคาติ มอเตอร์ โฮลดิ้ง ต้องขอขอบคุณ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด (เครือชาริช โฮลดิ้ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ที่ช่วยดูแลแบรนด์ดูคาติมาเป็นระยะเวลากว่า 18 ปี เราบุกเบิกตลาดในประเทศไทยด้วยกันมา ชาริช โฮลดิ้ง จะยังคงดูแลการขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกัน (Warranty) ตามมาตรฐานดูคาติในประเทศไทย โดยจะมีกำหนดสิ้นสุดการบริหารงานในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 หลังจากนี้ทาง ชาริช โฮลดิ้ง จะมุ่งเน้นในการบริหารธุรกิจแบรนด์ลัมโบร์กีนี ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป”      นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด “ขอขอบคุณ ดูคาติ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ไว้วางใจเลือก อาวดี้ ประเทศไทย ให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้เป้าหมายในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าดูคาติ เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าดูคาติในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของกลยุทธ์ธุรกิจ แผนการตลาด การขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงทีมงาน จะได้มีการทำงานร่วมกันกับ ดูคาติ เอเชียแปซิฟิก อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการหลังการขายที่มุ่งตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าให้มากที่สุด” โดยทางบริษัท ดูคาทิสติ จำกัด จะยังคงทำหน้าที่ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปจนถึง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564 บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด  ได้รับการแต่งตั้งจาก AUDI AG ให้เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายยนตรกรรมพรีเมียมแบรนด์อาวดี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ตลอด 4 ปี ประสบความสำเร็จด้านการขาย การบริการหลังการขาย และการทำการตลาดเชิงรุก ส่งผลทำให้แบรนด์อาวดี้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากลูกค้า และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต้องมาดูกันว่า Ducati เลือก Audi Thailand คราวนี้จะรุ่งหรือจะร่วง จะดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ก็ต้องดูกันยาวๆ ล่ะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Dragster 2021

MV Agusta Dragster 2021 อัปช่วงล่างเน้นเดินทางไกลและเสริมความไฮเทค ไม่ใช่แค่เพียง Brutale ที่ได้รับการอัปเกรดรับปี 2021 แต่ยังรวมไปถึง MV Agusta Dragster 2021 แฝดคนละฝาของเจ้า Brutale ด้วยความที่มีพื้นฐานร่วมเดียวกันทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และช่วงล่างดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะอัปเกรดไปพร้อมๆ กันได้ หลักๆ ก็แน่นอนว่าเครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงให้รองรับ Euro5 โดยปรับเปลี่ยนภายในเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการเคลือบสาร Diamond-Like Coating ช่วยลดแรงเสียดทานในระบบ มีไกด์วาล์วใหม่ที่ทนทานขึ้น มีการอัปเดตหัวฉีด และระบบไอเสียใหม่ ออกจากเรื่องเครื่องยนต์ก็ยังมีส่วนของระบบคลัตช์และควิกชิฟเตอร์ รวมไปถึงการอัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วยการใช้ตัว IMU ในรหัส RR ทำให้ใช้ระบบความปลอดภัยที่ดีกว่าได้ อาทิ แทร็คชันคอนโทรลที่ทำงานสัมพันธ์กับมุมเอียง ระบบเบรก Cornering ABS ระบบช่วยออกตัว และระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว แบบเดียวกับ Superveloce 800 สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้ระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ รวมไปถึงมีการเพิ่มความสบายในการเดินทางไกล ด้วยการติดตั้งระบบครูซคอนโทรลและเบาะนั่งที่หนานุ่มมากขึ้น ต่อมาเป็นเรื่องของช่วงล่างมีการเพิ่มความแข็งแรงของเฟรม และมีการปรับจูนโช้คหลังใหม่พร้อมกับใช้กระเดื่องใหม่ให้นุ่มนวลขึ้น โช้คหน้าเองก็ปรับให้มีความนุ่มและตอบสนองได้ดีขึ้น และแน่นอนว่ายังมีรุ่นย่อยเช่นเดียวกับ Brutale แต่จะมีรุ่นย่อยมากกว่า 1 รุ่น โดยรุ่นล่างสุดคือ Rosso ที่ตัดลดแรงม้าลงมาเหรือ 110 แรงม้า และมาในเฉดสีแดงสด ถัดมาเป็นรุ่น RR ก็จะเพิ่มชิ้นส่วนแฟริ่งด้านล่าง เพิ่มระบบ IMU เข้าไปและเปลี่ยนมาใช้ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในที่ดูสวยงามหรูหรา ถัดมาเป็นรุ่นรองท็อปอย่าง RR SCS ที่เพิ่มระบบช่วยออกตัวมาสำหรับขับขี่ในแบบหลังถนนหรือในสนาม และระบบสมาร์ทคลัตช์ SCS ทำงานร่วมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เข้าเกียร์ได้ง่ายและสมู้ทมากขึ้น และรุ่นท็อปสุดโหดอย่าง RC SCS ที่กลับมาใช้ล้อแบบ 9 ก้านอีกครั้ง แทนที่ล้อซี่ลวด เพราะมาในสไตล์สปอร์ตมากขึ้น พร้อมกับทำสีเฟรมเป็นสีแดงสด โดดเด่นแตกต่างจาก 3 รุ่นที่เหลือ และที่สำคัญคือสามารถติดตั้งเรซซิ่งคิท ซึ่งเป็นท่อแต่งจาก SC Project ที่ออกแบบมาให้โดยเฉพาะ และแม็ปปิ้งพิเศษ ทำให้แรงม้าขยับเพิ่มเป็น 150 แรงม้า มากกว่าเดิมถึง 10 แรงม้าอีกด้วย   สำหรับคนที่สงสัยว่าทั้งสองโมเดลพี่น้องต่างกันอย่างไร ก็อธิบายตรงนี้ว่าเจ้าแดร็กสเตอร์นั้นก็ถือว่าเป็นตัวซิ่งท้ายสั้น ขั้นสุดของเน็กเก็ดระดับกลางที่เหนือกว่าเจ้า Brutale ที่เป็นพี่น้องร่วมค่ายก็ว่าได้ครับ แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกัน แต่ก็มีการออกแบบดีไซน์ที่ต่างกัน โดยในเฉพาะส่วนท้ายรถและล้อในรุ่น RR และ RR SCS นั่นเองครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bimota Tesi H2 Carbon

Bimota Tesi H2 Carbon ตัวแรงรุ่นพิเศษพร้อมเครื่องซูเปอร์ชาร์จ นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากๆ สำหรับ Bimota Tesi H2 เนื่องจากการผลิตต้องเลื่อนออกไปจากผลของโรคระบาดร้ายแรง จนถึงกับต้องชัตดาวน์ จนกระทั่งต่อมาก็มีการเปิดเผยสเปก รายละเอียดและราคา แล้วเราก็ต้องรอกว่าที่มันจะเริ่มขายจริง แต่คราวนี้ไม่พอทางค่ายยังได้ทำการเปิดตัวโมเดล Carbon เพิ่มเติมอีกด้วย แน่นอนว่าโมเดลสแตนดาร์ดก็มีจุดเด่นต่างๆ มากมาย เมื่อเทียบกับรถคันอื่นๆ ในท้องตลาด จุดแรกคือการมีเครื่องยนต์และระบบซูเปอร์ชาร์จที่นำมาจาก Kawasaki Ninja H2 และอีกจุดเด่นมากๆ คือการควบคุมบังคับเลี้ยวแบบ Hub Center Steering นั่นเอง นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมของระดับท็อปหลายอย่าง ทั้งคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ระบบกันสะเทือน Ohlins TTX ตลอดไปจนถึงของยอดนิยมอย่างควิกชิฟเตอร์  และแน่นอนว่าอุปกรณ์ต่างจะไม่สมบูรณ์หากขาดซอฟต์แวร์และตัวประมวลแรงเฉื่อยอย่าง IMU จาก Bosch นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบแทร็คชันคอนโทรลอีกถึง 9 ระดับ และระบบช่วยออกตัว  ที่สำคัญที่สุดของโมเดลพิเศษนี้คือคาร์บอนไฟเบอร์ เรียกว่าจากหัวจดท้ายเลยก็ว่าได้ แฟริ่งทั้งหมดเป็นคาร์บอนไฟเบอร์จากนั้นมีลวดลายกราฟิกเล็กๆ เป็นเส้นสายสีแดง สีขาวและสีเขียวเท่านั้น โดยจะเน้นไปที่การโชว์ลายเนื้อคาร์บอนไฟเบอร์ซะมากกว่า โดยโมเดลสแตนดาร์ดจะผลิตขึ้นเพียง 250 คันเท่านั้น ส่วนโมเดลคาร์บอนที่ผลิตขึ้นจากล็อตสายการผลิตแรกนี้จะมีผลิตแค่เพียง 10 คันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีทาง่ค่ายก็ยืนยันว่าจะมีสายการผลิตครั้งที่ 2 อีกแน่นอน โดยสนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 60,000 ปอนด์หรือคิดเงินไทยคร่าวๆ ได้ที่ 2.52 ล้านบาท  ทั้งนี้จะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นไป ส่วนบ้านเรานั้นน่าจะหาใครเป็นเจ้าของได้ยากอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่แน่นะครับ คนไทยหลายคนมักจะเป็นนักสะสม อาจจะมีคนไทยได้เป็นเจ้าของก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda อินโดนีเซีย

Honda อินโดนีเซีย เปิดตัวสีสันใหม่ให้ CBR150RR และ CBR250RR 2021 ล่าสุด PT Astra Honda หรือ Honda อินโดนีเซีย ได้ทำการเปิดตัวสีสันพิเศษให้กับโมเดลสปอร์ตไบค์ของทางค่ายอย่าง CBR150RR และ CBR250RR 2021 เพื่อจำหน่ายในประเทศ ซึ่งมาในสีสันไตรคัลเลอร์แบบเดียวกับที่ใช้ในตัวสปอร์ตไบค์รุ่นเรือธงอย่าง CBR1000RR-R SP ที่แรงและโดดเด่นเหนือใคร  แม้ว่า 2 น้องเล็ก CBR จะไม่สามารถเทียบกับเจ้าไฟร์เบลดได้ในเรื่องของสมรรถนะ แต่สีสันพิเศษไตรคัลเลอร์นี้ก็ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความดุดันและความสปอร์ตให้กับรถได้เยอะมากเลยทีเดียว นอกจากนี้สีไตรคัลเลอร์นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสีเอกลักษณ์ประจำค่ายปีกนกไปแล้วก็ว่าได้ครับ  ทั้งนี้โมเดลสีสันพิเศษนี้จะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อยครับ ส่วนในประเทศไทยจะมีจำหน่ายกับประเทศเพื่อนบ้านเราด้วยหรือไม่นั้นคงต้องลุ้นกันไปก่อนครับ เพราะสองโมเดลนี้ยังไม่เข้าไทยเลยด้วยซ้ำครับ แต่ถ้าเข้ามาอาจจะเปิดตัวสีพิเศษนี้มาพร้อมกันเลยก็อาจเป็นได้ อ่านบทความ Honda อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV-Agusta-Brutale 2021

MV Agusta Brutale 2021 ปรับรับ Euro5 เพิ่มเทคโนโลยีและช่วงล่างที่ดีขึ้น ปีที่แล้วหลายๆ คนน่าจะตกหลุมรักกับความงามของโมเดลพิเศษจากทางค่ายอย่าง Superveloce แต่มาปีนี้ทางค่ายก็เริ่มต้นกับโมเดลที่เป็นเจ้าของได้ง่ายกว่าอย่างโมเดลในระดับกลาง และไม่ใช่โมเดลแบบลิมิเต็ดอิดิชัน ซึ่งก็คือ MV Agusta Brutale 2021  ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่อง 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 798 ซีซี ชิ้นส่วนด้านในเครื่องยนต์มีการเคลือบสาร Diamond-Like Coating ช่วยลดแรงเสียดทานในระบบ มีไกด์วาล์วใหม่ที่ทนทานขึ้น มีการอัปเดตหัวฉีดและระบบไอเสียใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์ขนาด 140 แรงม้าผ่านมาตรฐาน Euro5 มาได้  ทั้งยังมีการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ของ ECU ใหม่หมด และปรับการทำงานของควิกชิฟเตอร์ ทำให้เข้าเกียร์ได้แม่นยำและสมู้ทมากขึ้น ทางค่ายยังได้ทำการติดตั้งหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU เข้าไปให้อีกด้วย ซึ่งทำให้สามารถอัปเกรดระบบความปลอดภัยต่างๆ ได้ เช่น ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็กชันคอนโทรลที่ดีขึ้น ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ ระบบปรับไฟหน้าอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยไม่ต้องจอดรถได้  ในส่วนของช่วงล่างมีการเพิ่มความแข็งแรงของเฟรม โดยใช้แชสซีเพลตใหม่ และมีการปรับจูนโช้คหลังใหม่พร้อมกับใช้กระเดื่องใหม่ โช้คหน้าเองก็ปรับให้มีความนุ่มและตอบสนองได้ดีมากขึ้น นอกจากช่วงล่างแล้วก็ยังมีชิลด์หน้าใหม่ มีเบาะที่นุ่มขึ้นซึ่งช่วยในเรื่องของความสบาย ทำให้ขับขี่ทางไกลได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นย่อยอย่าง ซึ่งเป็นเหมือนรุ่นล่างสุด Rosso ที่ตัดลดแรงม้าลงมาเหรือ 110 แรงม้า และมีสีแดงสดพร้อมกับระบบคลัตช์แบบกึ่งอัตโนมัติที่พัฒนาร่วมกับ Rekluse    และรุ่นท็อปอย่าง RR SCS ที่เพิ่มระบบช่วยออกตัวมาสำหรับขับขี่ในแบบหลังถนนหรือในสนาม และระบบสมาร์ทคลัตช์ SCS ทำงานร่วมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เข้าเกียร์ได้ง่ายและสมู้ทมากขึ้น   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวทีมแข่งใหม่-Honda-Racing-Thailand

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผู้บุกเบิกและผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ยกระดับความแข็งแกร่งของโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” เพิ่มความเข้มข้นด้วยโปรแกรมพัฒนานักบิดไทยสู่เวทีระดับโลก ผลักดัน “ก้อง-สมเกียรติ” ยอดนักบิดหนึ่งเดียวของไทยลุยศึก Moto2 World Championship เต็มฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมประกาศ เปิดตัวทีมแข่งใหม่ Honda Racing Thailand ตั้งเป้านำรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ CBR Series คว้าชัยชนะทุกการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับเอเชีย มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้ามีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ของโครงการ ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม เพื่อให้การพัฒนานักแข่งเยาวชนไทย เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามเป้าหมายการผลักดันนักแข่งไทยสู่การแข่งขัน MotoGP ภายในปี 2025 ในปีนี้จึงได้กำหนดมาตรฐานและยกระดับแผนปฏิบัติงานสู่มาตรฐานระดับโลก โดยยึด 5 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย 1.เพิ่มการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาพัฒนาความพร้อมของร่างกายให้กับนักแข่งทุกกลุ่ม 2.เพิ่มความเข้มข้นการฝึกซ้อม ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น รวมถึงเสริมความรู้ด้านเทคนิคเพื่อทำการสื่อสารกับทีมช่าง 3.กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อให้นักแข่งสามารถตั้งเป้าและวางแผนการพัฒนาความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.เรียนรู้การทำงานร่วมกับโค้ชมืออาชีพจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง มาโกโตะ ทามาดะ และ ชินอิชิ อิโตะ อดีตสองนักแข่งระดับโลก ร่วมกับเฮดโค้ชชาวไทย “ฟิล์ม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ยอดนักบิดไทยคนแรกในศึกโมโตทู 5.ถ่ายทอดประสบการณ์ของนักบิดมืออาชีพให้กับนักบิดดาวรุ่งอย่างเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาในระยะยาว สำหรับปี 2021 จากรากฐานโครงสร้างการพัฒนานักแข่งอย่างเป็นระบบ ฮอนด้าได้ส่งนักกีฬาลงล่าความสำเร็จในรายการต่างๆ เพื่อขยับเข้าใกล้เป้าหมายของโครงการ ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม ไปอีกขั้น นำโดยการส่ง “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดดาวรุ่งหนึ่งเดียวของไทยวัย 22 ปี ทำการแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลก Moto2 World Championship แบบเต็มตัวตลอดฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับสังกัด “อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย” หมายเลข 35 ตามด้วย “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี นักบิดดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้รับโอกาสโลดแล่นบนเวทียุโรปเป็นปีที่ 2 ในศึกชิงแชมป์นักบิดเยาวชนโลก รายการ FIM CEV Moto3 Junior World Championship ภายใต้สังกัด “Junior Talent Team” หมายเลข 33 ควบคู่การแข่งขันรายการ Redbull MotoGP Rookies Cup ลงชิงชัยโดยใช้หมายเลข 5 ขณะที่ศึกชิงแชมป์ดาวรุ่งระดับทวีปเอเชีย รายการ Asia Talent Cup แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ทางผู้จัดฯ จะประกาศพักการแข่งขัน แต่ 3 นักบิดดาวรุ่งชาวไทยอย่าง “หยก” ธนกร หลักหาญ หมายเลข 9, “กาฟิวส์” วัชรินทร์ ทับทิมอ่อน หมายเลข 16 และ “เอิร์ธ” ธุรกิจ บัวผา หมายเลข 22 ยังคงพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จากการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ Thailand Talent Cup ร่วมกับนักแข่งรุ่นน้องตลอดฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทั้ง 3 คนพร้อมแล้วกับการลุยศึกในปีนี้อย่างเต็มที่ ประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งความมุ่งมั่นของฮอนด้าที่ต้องการยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ในปี 2021 นี้ จึงได้ริเริ่มโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” พร้อมกับการเปิดตัวทีมแข่งใหม่ในชื่อ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” โดยเป็นการผนึกกำลัง 2 ทีมแข่งชั้นนำอย่าง “เอ.พี. ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” และ “ไทย ฮอนด้า เรซซิ่ง คลับ” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายพารถแข่งสายพันธุ์แชมป์ CBR Series

Honda-CB350RS-2021

Honda CB350RS สแครมเบลอร์สไตล์เรโทรเปิดตัวที่อินเดีย เชื่อว่าแฟนๆ SuperBike หลายๆ ท่านน่าจะจำกันได้ว่า Hondaเพิ่งจะเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง H’ness ที่เป็นเสมือนกับการคืนชีพโมเดลระดับตำนานโมเดลนึงของ Honda เพื่อเป็นการต่อกรกับทาง Royal Enfield ที่มี Meteor 350 แต่นั่นก็เป็นเมื่อหลายเดือนก่อน  และล่าสุดค่ายปีกนกแดนภารตะก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่แตกแขนงมาจากโมเดลดังกล่าวกลายเป็นเวอร์ชันที่ออกไปในทางสแคลมเบลอร์โดยใช้ชื่อว่า CB350RS ซึ่งได้ภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและพร้อมลุยทางฝุ่นมากขึ้น    มีการปรับมาใช้เบาะนั่งแบบ Tuck and Roll หรือแบบหนอน ยกปลายท่อไอเสียขึ้น เพิ่มชิลด์กันความร้อนท่อให้อีกด้วย บริเวณใต้ท้องเครื่องมีการเพิ่มการ์ดด้านล่าง ส่วนของโช้คหน้าก็มีปลอกหุ้มโช้ค ด้านหลังก็มีบังโคลนแบบเอ็นดูโร่ และสุดท้ายก็จัดการทำสีดำให้กับชิ้นส่วนต่างๆ แทนที่ชิ้นส่วนแบบโครเมียม เรียกว่าเน้นไปทางพร้อมลุยมากกว่าสวยงามแบบคลาสสิค ในส่วนของช่วงล่างยังคงใช้ล้ออัลลอยแบบก้านตัว Y เช่นเดิม แต่มีล้อขนาดเล็กลงเป็น 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และใส่ยางที่หน้ากว้างมากขึ้นอีกด้วย  โดยสีสันที่มีจำหน่ายจะมีให้เลือก 2 สีคือสีแดง Radiant Red Metallic และสีทูโทนดำและเหลืองBlack with Pearl Sports Yellow    แน่นอนว่าในส่วนอื่นๆ เช่นเครื่องยนต์และเฟรมจะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยยังคงใช้เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 348 ซีซี ที่ให้แรงม้า 20.7 แรงม้าและแรงบิด 22 ฟุตปอนด์ แต่ตัวรถจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย (2 ม.ม.) และมีน้ำหนักเบาลงเหลือราวๆ 180 กิโลกรัมครับ ในตัวรถยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel และแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ส่วนสนนราคาจำหน่ายในอินเดียนั้นเริ่มต้นที่ประมาณ 81,000 บาทเท่านั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่มันมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะนำมาจำหน่ายที่ไทยครับ แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาสนะครับ เพราะที่ญี่ปุ่นยังมีจำหน่ายเจ้า CB ด้วยเลย ก็ต้องรอลุ้นกันไปครับ อ่านบทความ Honda อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก