SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Alex Marquez เปิดใจ 2 จุดอ่อนตัวเอง

Alex Marquez นักแข่งเจ้าของหมายเลข 73 จากทีม Gresini Racing ออกมาเผยว่ามีอยู่สองจุดที่เจ้าตัวต้องปรับในครึ่งหลังฤดูกาล 2025

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ทำใบขับขี่ทุกกรณี-ต้องใช้ใบรับรองแพทย์

ทำใบขับขี่ทุกกรณี ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ เริ่ม 19 ก.พ. 64 นี้ ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกได้ออกมาประกาศแล้วว่า ตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ทำใบขับขี่ทุกกรณี ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ หรือก็คือ ไม่ว่าจะเป็นทำใหม่หรือต่ออายุ เปลี่ยนประเภท หรือว่าจะเป็นยานพาหนะชนิดใดก็ล้วนแล้วแต่จะต้องขอใบรับรองแพทย์นั่นเอง  อันที่จริงแล้วเรื่องใบรับรองแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการขอทำใบขับขี่ใหม่และการต่อจาก 2 ปี ไป 5 ปีนั้นจะต้องใช้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้จะรวมไปถึงการต่อใบขับขี่ด้วย โดยใบรับรองแพทย์เองก็จะต้องเป็นไปตามแบบมาตรฐานของแพทยสภา โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ผู้ขอรับรองสุขภาพตนเองและส่วนของแพทย์ตรวจรับรอง ซึ่งจะต้องแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นไม่มีโรคประจำตัวหรือสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถตามที่แพทยสภากำหนด โดยเหตุผลที่การต่อใบขับขี่เองก็ต้องใช้นั้น ทางกรมการขนส่งทางบกระบุไว้ว่า สมรรถภาพของร่างกายของผู้ขับรถมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มมากขึ้นและอาจมีโรคประจำตัว หรืออาจมีเหตุให้สมรรถภาพของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถขับรถได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้ผู้ขับรถเข้ารับการตรวจรับรองจากแพทย์ก่อนเบื้องต้น  และจะมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายที่จำเป็นต่อการขับรถเมื่อมาติดต่อที่สำนักงานขนส่งทุกแห่ง ประกอบด้วย การทดสอบการมองเห็นสี การทดสอบสายตาทางลึก การทดสอบสายตาทางกว้าง และการทดสอบปฏิกิริยา  สำหรับใบรับรองแพทย์ตามแบบที่แพทยสภารับรอง โดยผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถหรือใบอนุญาตผู้ประจำรถ สามารถแจ้งวัตถุประสงค์ในการขอรับใบรับรองแพทย์ เพื่อให้แพทย์ออกใบรับรองแพทย์ให้ถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์การนำไปใช้และเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด  ส่วนในอนาคตจะมีการกำหนดสภาวะโรคที่ต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับรถเพิ่มเติมหรือไม่นั้น กรมการขนส่งทางบกจะประสานความร่วมมือกับแพทยสภาอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ใบรับรองแพทย์แบบใหม่นั้นมีการเพิ่มเติมในส่วนของโรคลมชักเข้ามาด้วย ดังนั้นใครเป็นโรคนี้ก็จะไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ ยกเว้นจะได้รับการรักษาและไม่มีอาการมาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถทำใบขับขี่ได้ครับ และอย่าลืมนะครับว่าจะเอกสารนี้จะต้องมีอายุไม่เกิน 1 เดือนจากที่ขอนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Himalayan 2021

Royal Enfield Himalayan 2021 อัปเดตรับ Euro5 เพิ่มระบบนำทาง   แม้ว่าเพิ่งจะอัปเดตไปเมื่อปีที่แล้ว แต่มาปีนี้เจ้าแอดเวนเจอร์คันนี้ก็ยังมีการอัปเดตใหม่ได้อีก โดยเป็นการอัปเดตแบบเล็กๆ ไม่ได้เป็นอัปเดตใหญ่แบบเมเจอร์เชนจ์ครับ สำหรับการอัปเดตในครั้งนี้หลักๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับรับ Euro5 แล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีในเรื่องของระบบนำทาง Tripper Navigation หรือระบบนำทางแบบ Turn by Turn ที่บอกเส้นทางเราแบบโค้งต่อโค้งให้ดูกันแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน  และจะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของตำแหน่งท่านั่งเล็กน้อยครับ โดยจะมีวินด์ชิลด์หรือบังลมหน้าขนาดใหญ่ขึ้น มีถังน้ำมันที่ออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่เว้ารับขามากขึ้น เหมาะสำหรับคนตัวสูงๆ อีกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีสีสันใหม่เพิ่มเข้ามาเป็นสีดำ Granite Black, สีเงิน Mirage Silver และสีเขียว Pine Green ให้ได้เลือกตามความชอบ ส่วนสนนราคาจำหน่ายนั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการมีระบบนำทางเข้ามา ซึ่งถ้านำมาจำหน่ายในบ้านเรา ราคาก็น่าจะเพิ่มเติมขึ้นเช่นกัน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวทีมแข่ง Monster Energy Yamaha MotoGP 2021 

เปิดตัวทีมแข่ง Monster Energy Yamaha MotoGP 2021  ได้ฤกษ์สักทีกับการที่ยามาฮ่า เปิดตัวทีมแข่ง Monster Energy Yamaha MotoGP 2021 ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมาพร้อมกับรถในเฉดสีใหม่และแนะนำนักแข่ง โดยการเปิดตัวครั้งนี้เป็นไปในรูปแบบของออนไลน์โลกเสมือน เพราะปัญหาเรื่องโควิดยังไม่จางหายไป  โดยในปี 2021 นี้เป็นปีที่ยามาฮ่าครบรอบ 60 ปีในการเข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับกรังด์ปรีซ์ ดังนั้นเพื่อที่จะเริ่มต้นปีแห่งความทรงจำที่ดีนี้ทางค่ายจึงได้ทำการแนะนำนักแข่งของทีมประจำปีนี้ด้วย ซึ่งก็ได้แก่ Maverick Viñales และ and Fabio Quartararo  แฟนๆ ของค่ายส้อมเสียงน่าจะได้เห็นฝีไม้ลายมือของ Viñales ในฤดูกาลที่ผ่านๆ มาตั้งแต่ปี 2017 และก็น่าจะพอรู้กันว่าปีที่แล้วไม่ใช่ปีที่ดีของเขาเลย ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มต้นฤดูกาลได้ดีก็ตาม แต่เขาก็จบฤดูกาลได้เพียงแต่ลำดับที่ 6 เท่านั้น ซึ่งในปีนี้เราก็หวังว่าจะจบอันดับได้ดีกว่านี้  ขณะเดียวกันใครที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP มาตลอดก็น่าจะจดจำเจ้าหนู Fabio Quartararo ได้เป็นอย่างดี โดยเขาเพิ่งจะเซ็นสัญญากับทาง Monster Energy Yamaha เมื่อต้นปีที่แล้ว แต่เขาก็ยังคงแข่งให้กับทีมอิสระของทาง Yamaha ตลอดปี 2020 ซึ่งเขาสามารถจบที่อันดับ 8 ในตารางคะแนนรวมได้ แม้ว่าเขาจะใช้รถ YZR-M1 สเปกเดียวกับทีมโรงงานก็ตาม  โดยในช่วงเดือนธันวาคมปี 2020 นั้นนักแข่งหนุ่มรายนี้ถือว่าโชคไม่ดีนัก เพราะดันติดเชื้อโควิดเข้า ซึ่งทำให้เขาต้องงดฝึกซ้อมไประยะนึง และจากการโพสต์ผ่านทาง Instagram ของเขาก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเขาได้กลับมาเริ่มต้นออกกำลังกายได้ตามปกติแล้ว  ย้อนกลับไปตอนที่เจ้าหนูรายนี้ได้เซ็นสัญญากับทางทีมโรงงานนั้น เป็นช่วงเวลาที่ยังไม่ชัดเจนว่านักแข่งผู้จงรักภักดีกับยามาฮ่าอย่าง Valentino Rossi จะลงแข่ง MotoGP หลังจากปี 2020 อย่างไร ถ้าเขาเลือกที่จะแข่งต่อ ทางยามาฮ่าก็ให้สัญญาว่าทางค่ายจะเตรียมรถสเปกโรงงานไว้ให้แข่งในฤดูกาลหน้า แม้ว่าเขาจะย้ายไปยังทีมอิสระกับทาง Petronas ก็ตาม หรือหากยังอยู่ต่อเขาและ Quartararo จะต้องสลับกันลงแข่งในฤดูกาลใหม่นี้ แต่เมื่อผลออกมาก็อย่างที่เรารู้กันว่าพ่อหมอได้เลือกไปอยู่กับทีมอิสระแล้วนั่นเอง  สุดท้ายนี้ไม่มีทีมแข่งใดที่จะสมบูรณ์ไปได้หากขาดนักทดสอบมือฉมังไป แน่นอนว่าในปีนี้นักทดสอบของทีมก็คือ Cal Crutchlow โดยเขาจะเป็นคนแรกที่ได้ลองทดสอบ  YZR-M1 โมเดลใหม่ก่อนใคร โดยจะเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม ที่ Losail International Circuit ในกาตาร์ อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R 18 Classic First Edition

BMW R 18 Classic First Edition เปิดตัวพร้อมสนนราคา 1,250,000 บาท BMW R 18 Classic First Edition คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลครูเซอร์ของทางค่าย ซึ่งเป็นโมเดลที่จะพาไบค์เกอร์หวนกลับสู่จุดเริ่มต้นสุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งครูเซอร์ ด้วยสไตล์ที่โดดเด่นและแตกต่าง R 18 First Edition ซึ่งเผยโฉมไปเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อสืบทอดแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์อย่างสมบูรณ์แบบ โดยโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่างชิลด์หน้าขนาดใหญ่ เบาะคนซ้อน กระเป๋าข้าง ไฟหน้า LED เสริม และล้อหน้าขนาด 16 นิ้ว ส่วนหัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบขนาดใหญ่แห่งสุนทรียภาพในการขับขี่ของโมเดลนี้ โดยเครื่องยนต์ 1,802 ซีซีนี้ให้กำลังแรง 91 แรงม้า ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที และสามารถส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดช่วงรอบ 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที ส่วนระบบช่วงล่างของตัวรถ โดดเด่นด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ทั้งยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระบบเบรกมาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้คลาสสิกโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพิเศษด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Rain, Roll และ Rock ให้เลือกปรับตามความชอบเฉพาะตัว พร้อมเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครันมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความปลอดภัยด้วยฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล็อก ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ผสานความล้ำสมัยจากยุคปัจจุบัน เช่น ระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch) และระบบ Dynamic Brake Control นอกจากนี้ยังพกพาระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูซคอนโทรล (Electronic cruise control) อีกด้วย ในเรื่องของดีไซน์นั้นเป็นการประสานความคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมเสริมลูกเล่นดีไซน์ด้วยการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถังเป็นมาตรฐาน สอดแทรกกลิ่นอายความล้ำสมัยด้วยมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงกลม พร้อมจอแสดงสถานะการขับขี่ที่ปรากฎให้เห็นเฉพาะเวลาเปิดไฟ รวมทั้งไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบ Daytime Riding light และ Headlight Pro ประวัติศาสตร์สุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งยังสะท้อนผ่านชุดแต่งเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะรุ่น ไม่ว่าจะเป็นตัวถังสีดำ Black Storm Metallic ตัดกับลายเส้นสีขาว กับชิ้นส่วนโครเมียม ลูกเล่นป้ายสลัก BMW บนเบาะที่นั่ง และป้ายสลักโครเมียม “First Edition” ข้างตัวถัง ทั้งนี้จะวางจำหน่ายในราคา 1,250,000 บาท แพงกว่าโมเดลธรรมดาอยู่ 100,000 บาทเท่านั้นครับ สำหรับสาวกสายคลาสสิคที่หลงใหลการเดินทางไกล จัดว่าโมเดลนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 1100 2021

Aprilia RSV4 1100 2021 หลุดภาพทดสอบในสนาม Vallelunga  Aprilia RSV4 2021 ได้ฤกษ์เผยโฉมหน้าแล้ว แต่เป็นเพียงภาพด้านข้างเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายได้มาในขณะที่มีการทดสอบในสนาม Vallelunga ทางตอนเหนือของกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยรถยังคงอยู่ในสภาพของลายพราง แต่จากเส้นสายที่เผยให้เห็นก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันจะต้องเป็นซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายเป็นแน่  ลายเส้นที่เราได้เห็นมันคือรูปลักษณ์ในแบบเฉพาะของทางเอพริเลีย แบบเดียวกับที่เราเห็นได้จากเจ้า RS 660 แต่ไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียว เพราะว่ามีส่วนที่ยื่นออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ แม้ว่ามันจะผนวกกับแฟริ่งเป็นเนื้อเดียวกันก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้ ซึ่งสำหรับโมเดลใหม่นี้ก็น่าจะเพื่อสร้างแรงกดให้มากขึ้นอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ดีหน้าตาตัวรถที่เห็นนั้นชัดเจนว่าแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้า และไม่มีส่วนที่คล้ายกับ RS-GP 2020 ที่เป็นรถแข่งในศึก MotoGP ที่มีปีกจริงๆ  นอกจากนี้จากในภาพ เราจะยังได้เห็นไฟหน้า LED ใหม่ด้วย ซึ่งดูทันสมัยกว่าดีไซน์แบบโมเดลเก่าอีกด้วย อย่างไรก็ดี ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก หากมีความคืบหน้าเราจะรีบนำมานำเสนออีกครั้งครับ อย่าลืมติดตามกันนะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Turismo-Veloce-Lusso-SCS

Turismo Veloce Lusso SCS สุดเท่หลังถูกแปลงโฉมเป็นรถตำรวจอิตาลี เมื่อราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทาง MV Agusta ค่ายมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นเรื่องศิลปะบนสองล้อก็ได้ทำการส่งมอบ Turismo Veloce Lusso SCS ให้กับสำนักงานตำรวจเมืองมิลาน  เพื่อช่วยในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทางตำรวจ โดยเจ้าโมเดลทัวริ่งสุดพิเศษนี้จะมาชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งเป็นสีเดียวกับที่ใช้ในรถตำรวจของทางอิตาลี และมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับให้เจ้าหน้าที่ใช้งานอีกด้วย นอกเหนือไปจากขุมพลัง 3 สูบขนาด 800 ซีซี 110 แรงม้า ตัวรถมีการติดตั้งกล่องข้างที่สามารถจุสัมภาะได้มากถึง 60 ลิตร เพียงพอที่จะใส่ชุดปฐมพยาบาลและปืนกล นอกจากนี้ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 22 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลถึง 300 กม. ด้วยน้ำหนักตัวเบาเพียง 199 กก. ทำให้มันเป็นรถที่เบาและคล่องตัวที่สุดในพิกัดนี้ และเมื่อบวกกับระบบคลัตช์อัจฉริยะหรือ Smart Clutch System ก็ช่วยให้ใช้งานคลัตช์ได้รวดเร็วและง่ายดาย จึงทำให้รถนั้นขี่ง่ายเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบเสียงและไฟสัญญาณไซเรน ระบบรับส่งสัญญาณวิทยุ เสาสัญญาณวิทยุ ไฟสปอตไลท์ และระบบนำทางอีกด้วยครับ เรียกว่าเป็นรถตำรวจที่หล่อเท่ไม่เบาเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Indian Super Chief Limited 2022

Indian Super Chief Limited 2022 ครูเซอร์ไบค์สำหรับสายทัวริ่งตัวจริง เมื่อ 100 ปีก่อนหรือเมื่อปี 1921 อินเดียนได้เปิดตัวโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง Indian Chief ขึ้น และในปีนี้เองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของโมเดลระดับตำนานนี้ ค่ายรถสัญชาติอเมริกาค่ายแรกนี้จึงได้เปิดตัวโมเดลพิเศษจากตระกูลนี้ 3 โมเดลด้วยกัน  โดยในบทความนี้จะเป็นเจ้า Indian Super Chief Limited 2022 โดยแนวคิดพื้นฐานคือความเรียบง่ายและความสวยงามในเชิงกลไก ซึ่งเป็นเหมือนการให้เกียรติกับช่วงเวลาอันรุ่งเรื่องของวงการมอเตอร์ไซค์อเมริกัน ทุกโมเดลจะเหมือนกันตรงที่มีเฟรมแบบท่อเหล็กที่ดูเรียบง่ายและคลาสสิค และใช้เครื่องยนต์ Thunderstroke ที่เป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน 116 คิวบิกนิ้วหรือ 1890 ซีซี ที่มาพร้อมแรงบิดมากถึง 162 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันขนาด 15.1 ลิตรช่วยให้ไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อยๆ ปลายท่อไอเสียแบบคู่ให้เสียงทรงพลัง   ช่วงล่างมีจุดเด่นที่โช้คหลังที่สามารถปรับพรีโหลดได้ และยาง Pirelli Night Dragon นอกจากนี้ยังมีการใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผิดกับรูปลักษณ์ที่ออกไปในทางคลาสสิค ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบ IPS ระบบสัมผัส พร้อมระบบ RIDE COMMAND ซึ่งสามารถเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับสมาร์ทโฟนและสั่งงานระบบต่างๆ ได้อีก ระบบคีย์เลส ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ครูซคอนโทรล ระบบเบรก ABS เรียกว่าค่อนข้างแน่นจนผิดคาดเลยล่ะครับ โดยเจ้าโมเดลซูเปอร์ชีฟลิมิเต็ดนี้แตกต่างจากโมเดลอื่นๆ โดยจะเป็นโมเดลที่ออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการเดินทางไกล โดยจะมาพร้อมวินด์ชิลด์ขนาดใหญ่ด้านหน้า กระเป๋าข้างทำจากหนังสีดำที่ส่วนท้ายรถ เบาะนั่งแบบทัวริ่งและพักเท้าคนซ้อน บอร์ดวางเท้าและแฮนด์บาร์ครูเซอร์แบบดั้งเดิม จึงเหมาะกับการเดินทางไกลมากยิ่งขึ้น  สำหรับล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 16 นิ้วแบบซี่ลวด มีไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ แต่แยกส่วนของหลอดไฟแต่ละดวงชัดเจน โช้คหน้ามีปลอกหุ้ม ท่อไอเสียจะเป็นสีโครมที่ให้ความหรูหรายิ่งขึ้น ทั้งนี้จะมีจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 สี คือ สีดำเมทัลลิก สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีน้ำตาลแดงเมทัลลิก    งานนี้ใครชอบอเมริกันครูเซอร์สุดทันสมัยเน้นเดินทางไกล โมเดลนี้ก็จัดเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Lenovo Team

Ducati Lenovo Team เปิดตัวทีมแข่ง ใหม่ทั้งรถ ทั้งนักแข่ง ล่าสุดทาง Ducati ก็ได้จัดงานเปิดตัวทีมแข่ง MotoGP ประจำปี 2021 ภายใต้ชื่อทีมอย่างเป็นทางการว่า 2021 Ducati Lenovo Team โดยเป็นการจัดงานออนไลน์และถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่างๆ ของทางค่ายเอง ทั้งทาง YouTube และ Facebook  โดยมี Claudio Domenicali ซีอีโอของดูคาติมอเตอร์โฮลดิงก์ เป็นคนเปิดผ้าคลุม Desmosedici GP รถแข่งโฉมใหม่ของทีม โดยจะมี Jack Miller นักแข่งชาวออสเตรเลียวัย 26 ปี และ Francesco Pecco Bagnaia นักแข่งวัย 24 ปีชาวอิตาลี ซึ่งทั้งคู่ล้วนแล้วแต่มาเป็นนักแข่งให้กับทีมโรงงานเป็นครั้งแรกในศึก MotoGP World Championship แม้ว่าฤดูกาล 2020 จะเป็นฤดูกาลที่แปลกและแตกต่างไปจากปกติ แต่ทีมดูคาติก็ทำผลงานได้ดี และทำให้ได้แชมป์ประเภททีมผู้ผลิตไป และปีนี้ก็ตั้งเป้าว่าจะป้องกันแชมป์นี้ไว้ให้ได้  โดยในปีนี้ Desmosedici GP รถแข่งของทางทีมโรงงานมาในธีมแดงล้วน ซึ่งปกติมักจะมีสีอื่นที่มาจากสปอนเซอร์มาปน แต่ครั้งนี้เป็นดูคาติเรดทั้งคัน ซึ่งก็สวยงามไม่เบา  เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนแล้วที่การเทสต์จะกลับมาอีกครั้งที่กาตาร์ในวันที่ 5 มีนาคมนี้ และในวันนั้นเองรุกกี้และเทสต์ไรเดอร์ทั้งหลายจะได้ลงแทร็กสลัดคราบสนิมที่ยังคงติดค้างจากการไม่ได้ลงสนามเป็นเวลานาน โดยทางค่ายจะมี Michele Pirro เป็นนักทดสอบ ส่วน Miller และ Bagnaia จะลงแทร็กในวันที่ 6 – 7 มีนาคม และหากปีนี้ไม่มีปัญหาอะไรการแข่งขัน MotoGP จะระเบิดขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้นี่เองครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Damon-HyperSport

Damon HyperSport เตรียมอัพเกรดใหม่รับปี 2021   ล่าสุดค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติแคนาดาอย่าง Damon ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนนึงผ่านทางแฟนเพจของตัวเองว่าทางแบรนด์จะอัพเกรดส่วนต่างๆ ของรถให้กับรถไฟฟ้ารุ่นเรือธงของทางค่ายรับปี 2021 โดยที่เปิดเผยมาแล้วก็จะเป็นส่วนของสวิงอาร์มใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มแรงกด แต่มีน้ำหนักของสวิงอาร์มที่เบากว่าเดิม สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักว่า Damon HyperSport นั้นเป็นรถอะไรยังไง น่าสนใจยังไง ก็ขอสรุปสั้นๆ ว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติแคนาดาที่นำเสนอตัวเลข 200 ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเคลมว่ามีแรงม้า 200 ตัว วิ่งได้ไกล 200 ไมล์ (ประมาณ 320 กม.) และท็อปสปีด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (320 กม./ชม.) และน้ำหนักตัวรถที่ 200 กิโลกรัม และที่เด่นมากอีกจุดนึงคือเรื่องของการชาร์จไฟ โดยสามารถชาร์จไฟให้ได้ถึง 80% เพียง 45 นาทีเท่านั้น  นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีสุดล้ำแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไปอย่างระบบ CoPilot ที่อาศัยกล้องวิดีโอความละเอียดสูงที่ประมวลผลภาพแบบ 360 องศารอบตัวผู้ขับขี่ช่วยแจ้งเตือนต่างๆ ให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัย รวมไปถึงสามารถปรับตำแหน่งแฮนด์บาร์และพักเท้าเพื่อปรับเปลี่ยนท่านั่งขับขี่จากแบบสปอร์ตไบค์ให้กลายเป็นทัวริ่งได้ด้วยการกดปุ่มที่แฮนด์บาร์  สำหรับปีนี้ก็ต้องมาดูกันว่าทางค่ายจะอัพเกรดเพิ่มสมรรถนะของรถให้สูงขึ้นไปอีกได้มากแค่ไหน สำหรับบ้านเรานั้นดูเหมือนจะยังห่างไกลกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่แนวโน้มรถไฟฟ้าบ้านเราก็เริ่มจะมีหลายๆ ส่วนตื่นตัวกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ให้ความสนใจและพร้อมที่จะเลือกใช้หากว่าราคาไม่แพงจนเกินไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึก Pirelli Diablo Rosso IV

เจาะลึก Pirelli Diablo Rosso IV ดียังไง ใหม่ตรงไหน เรามีคำตอบ เมื่อตอนต้นเดือนมกราคม Pirelli เป็นข่าวใหญ่ในวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้งหลังจากประกาศความสำเร็จของยอดขายยางในตระกูล Diablo Rosso ที่ทำยอดขายรวมไปแล้วเกินกว่า 5 ล้านเส้น และยังตอกย้ำความสำเร็จรวมถึงแสดงศักยภาพรวมถึงความตั้งใจที่จะไม่หยุดพัฒนา เปิดตัวยางเจเนอเรชันที่ 4 ของตระกูลนี้อีกด้วย ซึ่งทางเราก็ได้นำเสนอไปแล้ว และในครั้งนี้เราจะมาเจาะลึก Pirelli Diablo Rosso IV ถึงรายละเอียดต่างๆ ของเจ้ายางซูเปอร์สปอร์ตเจเนอเรชันใหม่นี้กันครับ ออกแบบมาเพื่อใคร แน่นอนว่ารอสโซ่ 4 ถูกวางให้เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตถนนสมรรถนะสูง จึงเป็นยางที่เหมาะกับการใช้งานบนถนนเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถขับขี่ในสนามหรือในแทร็กได้เช่นเดียวกัน ลายดอกยางที่ให้มาก็สามารถรีดน้ำได้ดี จึงช่วยให้ขับขี่ได้ดีแม้กระทั่งถนนที่เปียกชื้น ดังนั้นยางตัวนี้จึงเหมาะกับการใส่รถประเภทซูเปอร์สปอร์ต สปอร์ตไบค์ เน็กเก็ดไบค์ รวมไปถึงรถสไตล์อื่นๆ ที่เจ้าของรถมีสไตล์หรือชื่นชอบการขับขี่ในแบบสปอร์ต ชอบซิ่งบนถนนตลอดไปจนถึงเล่นโค้งไปตามถนนที่คดเคี้ยวหรือบนเทือกเขา หรือผู้ชื่นชอบขับขี่ในสนามในแบบเป็นครั้งคราวไป ไม่บ่อยนัก ดีอย่างไร ยางใหม่นี้ให้การยึดเกาะยอดเยี่ยมในทุกสภาวะจากการเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ได้รับมาจากสนามแข่งและถูกถ่ายทอดเข้ามาในตัวยางรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างและโปรไฟล์แบบใหม่ ที่เพิ่มความแข็งแรงและลดการบิดตัวหรือเสียรูปของยาง ทำให้ยางยังคงให้การยึดเกาะได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเบรก การเร่งความเร็ว หรือแม้แต่ในตอนเข้าโค้ง อีกทั้งยังทนทานมากพอที่จะรองรับแรงเครียดที่เกิดจากเครื่องยนต์ที่มีแรงม้าเกินกว่า 200 ตัวได้อีกด้วย นอกจากเรื่องการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม ตัวยางยังให้การตอบสนองที่ดี ให้ผู้ขับขี่สามารถจับอาการต่างๆ ของรถและถนนได้ดี ฉับไวและแม่นยำ ทุกสถานการณ์ รวมไปถึงสมรรถนะที่ดีแบบไม่เกี่ยงว่าจะเป็นถนนแห้งหรือถนนเปียก ด้วยเนื้อยางแบบฟูลซิลิก้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการซ้อนทับของเนื้อยางแบบ Cap&Base ที่คอมปาวด์ของยางตรงกลางที่สัมผัสถนนเวลาขับขี่ทางตรงจะมีส่วนเนื้อยางที่อยู่ด้านล่างซึ่งจะขยายออกไปด้านข้าง ทำหน้าที่ช่วยกระจายความร้อนไปยังเนื้อยางด้านข้างหรือไหล่ยางซึ่งช่วยเพิ่มการยึดเกาะเวลาเข้าโค้งได้ดีขึ้นอีกด้วย บวกกับลายดอกยางพิเศษช่วยให้สามารถรีดน้ำได้เป็นอย่างดี ยางน่ะรู้แล้วว่าใหม่ แต่มีอะไรใหม่บ้าง? คอมปาวด์ใหม่ ในส่วนของยางหน้านั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีเนื้อยาง 2 คอมปาวด์ด้วยกัน โดยส่วนตรงกลางของยางจะใช้คอมปาวด์ที่แข็งกว่าโดยจะมีส่วนผสมของซิลิก้าอยู่มาก ซึ่งส่วนนี้จะกินพื้นที่ยางกว่า 50% และเป็นส่วนที่ทำหน้าที่สัมผัสกับพื้นถนนจนถึงมุม 35 องศา จึงช่วยลดการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอของหน้ายาง ลดอาการเหวอขณะกำลังจะเข้าโค้งได้ ส่วนด้านข้างของยางทั้งสองข้างก็จะมีคอมปาวด์ที่นุ่มลงมา แต่ก็ยังมีส่วนผสมของซิลิก้าอยู่มาก ช่วยให้ได้การยึดเกาะที่ดีแม้ในยามที่พื้นผิวถนนหรือยางอุณหภูมิต่ำ ในส่วนของยางหลังนั้นจะต่างออกไป โดยจะมียางสองสูตรด้วยกัน ซึ่งแต่ละสูตรจะพัฒนามาเพื่อให้เหมาะกับลักษณะของมอเตอร์ไซค์แต่ละคัน อันมีผลมาจากน้ำหนักและกำลังแรงม้าของตัวรถนั่นเอง สำหรับยางหลังไซส์ที่ไม่ใหญ่เกินไปกว่า 190/50 ZR 17” ซึ่งเป็นยางสำหรับมอเตอร์ไซค์ขนาดความจุต่ำจนถึงระดับกลาง จะเป็นยางแบบ 2 คอมปาวด์ 3 โซน แต่มีโครงสร้างยางแบบ Cap&Base โดยตรงกลางจะมีคอมปาวด์ที่แข็งที่สุดพร้อมซิลิก้าจำนวนมากเพื่อให้ร้อนเร็วและอายุการใช้งานยาวนาน และด้วยโครงสร้างใหม่นี้ทำให้กระจายความร้อนไปยังด้านข้างได้อีกด้วย ส่วนคอมปาวด์ด้านข้างก็จะนุ่มลง แต่ยังมีซิลิก้าอยู่มากเช่นกัน ซึ่งออกแบบมาสำหรับยางรุ่นใหม่นี้โดยเฉพาะ ทำให้วอร์มอัพยางได้เร็วและเข้าโค้งได้หนึบแบบยางแข่ง สำหรับยางหลังไซส์ใหญ่ตั้งแต่ 190/55 ZR 17” ขึ้นไป จะเป็นยาง 3 คอมปาวด์ 5 โซน โดยคอมปาวด์ตรงกลางจะแข็งที่สุดสำหรับรองรับความเร็วสูงๆ ให้การสึกหรอที่สม่ำเสมอ และอายุการใช้งานยาวนาน แต่ก็ไม่ทิ้งคุณสมบัติร้อนเร็ว ยึดเกาะได้ดีแม้ถนนเปียก ด้วยการมีส่วนผสมซิลิก้าจำนวนมาก คอมปาวด์ด้านในถัดออกมาจากตรงกลาง จะมีเนื้อนุ่มกว่าตรงกลาง รองรับการเข้าโค้งทั่วๆ ไป องศาไม่มาก มีการยึดเกาะที่ดีจากซิลิก้าจำนวนมากเช่นกัน และสุดท้ายคอมปาวด์ที่ 3 ด้านนอกบริเวณไหล่ยาง จะเป็นคอมปาวด์แบบคาร์บอนแบล็ก เป็นคอมปาวด์ที่นำมาจาก Supercorsa SC ที่ใช้ในการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ ช่วยรองรับการแบนเข้าโค้งจนหมดขอบ รวมถึงการยึดเกาะที่ดีเวลาเร่งออกตัวจากโค้ง โปรไฟล์ใหม่ รอสโซ่ 4 นั่นมาพร้อมกับโปรไฟล์ใหม่ที่ได้รับมาจากสนามแข่ง โดยดีไซน์มาเพื่อเพิ่มการควบคุมให้ดียิ่งขึ้น ตรงกลางนั้นออกแบบมาให้มีโปรไฟล์โค้งมนมากขึ้นพร้อมที่จะเปลี่ยนทิศทางหรือเข้าโค้งได้อย่างรวดเร็ว ด้านข้างของยางมีความโค้งมนน้อยลง เพื่อให้มีหน้าสัมผัสมากขึ้นเวลาเข้าโค้ง ช่วยให้ยึดเกาะในโค้งได้ดีมากยิ่งขึ้น ลายดอกยางใหม่ ลายดอกยางใหม่ยังคงมีเอกลักษณ์ลายสายฟ้า หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Flash อยู่ในตัวยางด้วย เพียงแต่ว่าจะมีพื้นที่ของหน้าสัมผัสแบบไม่มีร่องดอกยางหรือที่เรียกว่าสลิกบริเวณไหล่ยางมากขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่แบบสปอร์ตที่มากขึ้น โดยเจ้าลายสายฟ้านั้นจะถูกใช้บริเวณตรงกลางหน้ายางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในลักษณะการวางที่ช่วยให้สึกหรอที่สม่ำเสมอ และช่วยรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสเวลาขับขี่ทางตรงหรือรถตั้งตรงได้ดี ด้านข้างจะมีร่องดอกยางที่สอดคล้องรับกับลายสายฟ้าตรงกลาง ช่วยรีดน้ำออกจากหน้ายางเวลาเข้าโค้ง หากเทียบกับเวอร์ชันเก่าแล้วจะพบว่าในส่วนของยางหน้านั้นจะมีพื้นที่สลิกมากกว่าที่องศาการเข้าโค้งมากกว่า 35 องศา แต่ในส่วนของยางหลังนั้นตรงกลางหน้ายางจะมีพื้นที่สลิกมากขึ้น เพื่อช่วยให้การสึกหรอที่สม่ำเสมอ ขับขี่ได้เสถียรมากขึ้นที่ย่านความเร็วสูง โดยที่ยังรีดน้ำได้ดี โครงสร้างใหม่ Rosso IV จะใช้โครงสร้างใหม่ที่พัฒนามาจากการแข่งขัน WorldSBK กับเทคโนโลยีใยเหล็ก 0 องศา ซึ่งจะช่วยให้ยางสามารถรับแรงเครียดที่เกิดขึ้นได้หลากหลาย โดยที่ไม่มีทำให้ยางกระด้างจนเสียความนุ่มสบายไป ในส่วนยางหน้านั้นจะมีเส้นใยเรยองซึ่งมีความแข็งแรงกว่า แต่มีความหนาแน่นน้อยกว่า 20% ทำให้สามารถใส่เนื้อยางลงไปได้มากขึ้น ช่วยให้จับสัมผัสต่างๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกันยางหลังจะมีโครงสร้างต่างกันไป แบ่งออกเป็น 2 แบบ สำหรับยางหลังไซส์ที่ไม่ใหญ่เกินไปกว่า 190/50 ZR-17” จะมีเส้นใยเรยอนเกลียวคู่ซึ่งให้ความแข็งแรงมากขึ้น คล้ายกับยางหน้า และสำหรับยางหลังไซส์ใหญ่ตั้งแต่ 190/55 ZR-17” ที่ออกแบบมาสำหรับซูเปอร์ไบค์และเน็กเก็ดไบค์ขนาดใหญ่ที่มีแรงม้าสูงๆ ระดับ

Yamaha Vino 2021

Yamaha Vino 2021 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็ก สุดมุ้งมิ้ง ที่สาวๆ เห็นต้องอยากได้ Yamaha Vino 2021 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสไตล์เรโทรป๊อป รุ่นใหม่กำลังจะวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 3 มีนาคมนี้ หลักๆ แล้วแม้มันจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนในทางเทคนิค แต่ก็จะมีสีสันใหม่เพิ่มขึ้น 4 สี รวมกับสีเดิมที่ยังได้ไปต่ออีก 2 สีครับ  ทั้งนี้เจ้าสกู๊ตเตอร์สุดมุ้งมิ้งคันนี้จะมีเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 49 ซีซี แบบ SOHC 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรง 4.5 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และ 4.12 นิวตันเมตร มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 4.5 ลิตร กับน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 81 กิโลกรัม เบาะนั่งสูงเพียง 720 ม.ม.  มีระบบเบรกแบบคอมบายเบรกช่วยเสริมความปลอดภัย และระบบ Idling Stop ช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย รวมไปถึงยังมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายอย่าง ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์สำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์ต่างๆ มีช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ประมาณ 20 ลิตรอีกด้วย  ดังนั้นเจ้าวีโน่คันนี้จึงเป็นที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่จริงๆ และแม้แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็สามารถขับขี่ได้อย่างไม่ยากเย็น และยังสะดวกสบายด้วยฟังก์ชันที่ให้มาตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย สำหรับโมเดลปี 2021 จะมีสีใหม่ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง สีดำกราไฟต์ สีน้ำตาลมะฮอกกานี และสีเวอร์จิ้นเบจ และยังมีสีเดิมที่ยังวางจำหน่ายต่อคือสีฟ้าอ่อนและสีน้ำเงินเดนิม โดยราคาจำหน่ายที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 203,500 เยน หรือราวๆ 58,000 บาท งานนี้ใครๆ สนใจอาจจะต้องหาตัวแทนนำเข้ามาเองนะครับ บ้านเราไม่มีจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hayabusa-2021

Hayabusa 2021 เปิดตัวแล้ว ซีซีเท่าเดิม เพิ่มเทคโนโลยี และดีไซน์ใหม่ แล้วก็ได้ฤกษ์เปิดตัวกันอย่างเป็นทางการแล้วครับสำหรับสุดยอดโมเดลระดับตำนานอย่างเจ้าเหยี่ยว Hayabusa 2021 ที่ตอนแรกเราคาดการณ์กันว่าเครื่องยนต์จะมีความจุมากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดจนถึงดีไซน์ใหม่ แต่นั้นก็ผิดไปจากที่คาดเดาครับ  เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์สี่สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1340 ซีซีเท่าเดิม แต่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ตลอดจนถึงผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5 โดยจะเน้นไปที่ปรับให้มีสมดุลของสมรรถนะรอบด้านดีขึ้น  ซึ่งเดิมเครื่องยนต์ของมันก็ได้ชื่อว่าทนทานและอายุการใช้งานยาวนานอยู่แล้ว มาเจ็นฯ ใหม่นี้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้ลูกสูบและก้านสูบใหม่  มีน้ำหนักเบากว่าเดิม ช่วยรถมวลหมุนในระบบ ปรับปรุงระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ใหม่ ปรับเปลี่ยนตลับลูกปืนเข็มเพลาส่งกำลังให้ยาวขึ้นอีกด้วย มีห้องเผาไหม้แบบ Twin Swirl ที่ออกแบบมาให้ดึงอากาศเข้าระบบได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ระบบหัวฉีดแบบด้านข้าง Suzuki Side Feed Injectors แบบหัวฉีดคู่ ออกแบบมาให้หัวฉีดตัวที่สองของสูบฉีดเข้าสู่เพลตสะท้อนในปากแตรจนกลายเป็นละออกละเอียดก่อนเข้าห้องเผาไหม้ เมื่อบวกกับกรองอากาศใหม่ใหญ่ขึ้นและท่อไอดีที่ยาวขึ้น ทำให้กำลังเครื่องในรอบต่ำและรอบกลางเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และในตอนนี้เจ้าเหยี่ยวคันนี้ก็มีระบบคันเร่งไฟฟ้าแล้วด้วยครับ ออกจากเรื่องเครื่องยนต์ที่หลายๆ คนสนใจ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าเหยี่ยวโมเดลนี้มีจุดเด่นที่เทคโนโลยีมากกว่าเรื่องของเครื่องยนต์ครับ ซึ่ง Suzuki ยัดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชุดใหญ่ที่มีชื่อเรียกว่า Suzuki Intelligent Ride System หรือ S.I.R.S> เข้ามาให้เจ้าเหยี่ยวคันใหม่นี้ด้วย โดยประกอบไปด้วยระบบย่อยๆ มากมาย อาทิ  SDMS-α หรือ Suzuki Drive Mode Selector Alpha ซึ่งก็คือโหมดการขับขี่นั่นเอง โดยจะมีค่าเดิมมาให้ 3 ค่าคือ A, B และ C ซึ่งก็จะควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ส่วนอื่นๆ แตกต่างกันไป ช่วยให้เหมาะกับการขับขี่ในสภาวะที่ต่างกันออกไป และเจ้าของสามารถปรับเซ็ตเพิ่มเองได้อีก 3 ค่าคือ U1, U2 และ U3 โดยทั้งหมดนี้สามารถปรับได้ผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ด้านซ้ายและแสดงผลต่างๆ ผ่านหน้าจอ TFT ตรงกลางเรือนไมล์ หน่วยประมวลผลและเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน หรือ IMU จาก Bosch  ระบบควบคุมกำลังเครื่องยนต์ Power Mode Selector เลือกการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ 3 ระดับ โดย 1 คือโหมดที่ตอบสนองคันเร่งได้รวดเร็ว และให้กำลังสูงสุด โหมดที่ 2 ก็จะนุ่มนวลลงมา และโหมด 3 ก็จะนุ่มนวลที่สุดครับ ระบบป้องกันล้อลอยตัว Anti-Lift Control System หรือโหมดป้องกันล้อหน้าลอยตัว ปรับได้ 10 ระดับ 1 คือรบกวนน้อยสุด 10 คือตัดกำลังมากสุด ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ปรับได้ 2 ระดับ 1 คือตอบสนองเร็วสุดเหมาะกับการขับขี่แบบเรซซิ่ง และ 2 ก็จะนุ่มนวลกว่า ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก Engine Braker Control System ปรับได้ 3 โหมด ระบบโมชันแทร็กแทร็คชันคอนโทรล Motion Track Traction Control System หรือแทร็คชันคอนโทรลเวอร์ชันอัปเกรดแล้ว ซึ่งจะทำงานร่วมกับ IMU ปรับค่าได้ 10 โหมด ระบบช่วยออกตัว launch Control System ปรับได้ 3 โหมด โดยจะล็อกรอบต่างระดับกัน ระบบจำกัดความเร็ว Active Speed Limiter ระบบช่วยควบคุมความเร็วไม่ให้เกินที่กำหนด ระบบครูซคอนโทรล Cruise Control System ปรับได้ตั้งแต่ 31 กม./ชม. จนถึง 200 กม./ชม. ระบบไฟเตือนฉุกเฉิน Emergency Stop Signal ระบบโมชันแทร็กเบรก Motion Track Brake System หรือระบบเบรก ABS แบบปรับปรุงแล้วซึ่งจะทำงานร่วมกับ IMU ระบบช่วยเบรกขณะขับขี่ลงทางลาดชัน Slope Dependent Control System จะช่วยควบคุมแรงเบรกเวลาลงทางลาดชันป้องกันล้อหลังลอยตัว ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน Hill Hold