SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ศึกแห่งศักดิ์ศรีคลาสพัน ‘FUCHS Silkolene SuperBike 1000CC’

ศึกแห่งศักดิ์ศรีคลาสพัน ‘FUCHS Silkolene SuperBike 1000CC’ จบไปเป็นที่เรียบร้อยกับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบในงาน SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามที่ 2 ของฤดูกาล ยังคงความสนุก ความเร้าใจสมศักดิ์ศรีของรุ่นแข่งคลาสพันใหญ่สุดของรายการไว้ได้อย่างที่เคย และแน่นอนว่าในรุ่นพันนี้ก็ยังคงอยู่กับสปอนเซอร์ใจดีอย่าง ‘FUCHS Silkolene’ แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกจากประเทศเยอรมนี การแข่งขันเริ่มต้นด้วยความดุเดือดเร้าใจตั้งแต่ในรอบ Free Practice นักแข่งทุกคันพร้อมใจกันใส่สุด พร้อมซึมซับบรรยากาศความเร้าใจของสนาม เพื่อให้การแข่งขันในรอบเมนเรซวันอาทิตย์มีผลการแข่งขันเป็นไปตามที่ใจหวัง จัดเต็มการแข่ง ด้วยโพเดียมเป็นเดิมพัน อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 67 ไมค์ เวลเลอร์ Buvado Racing 2 69 ณัฐกร อิ่มใจสุข Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team 3 919 นพพร สุทธิกาปลูก ID Helmet CP2 Racing Team 4 8 วัชรพงศ์ ไชยเสริม Zipper & Raceline By.40 Garage 5 198 รณกฤต ทิวาพัฒน์ Yamaha Blu Club Ridersclub Yamalube TTS Racing   โดยผลการแข่งขันในคลาสพันที่เป็นรุ่นใหญ่สุดของรายการภายใต้รุ่น FUCHS Silkolene SuperBike1000cc ผู้ชนะเจ้าของโพเดียมอันดับที่ 1 ก็ไม่ใช่ที่ไหน ได้แก่นักบิดเจ้าของหมายเลข 67 ไมค์ เวลเลอร์ จากทีม Buvado Racing พร้อมพาตัวแข่งคู่ใจอย่าง Honda CBR1000RR-R มาเป็นม้าศึกในการล่าโพเดียมอันดับที่ 1 ไม่เพียงแค่คว้าโพเดียมในการแข่งขันสนามที่ 2 ไปครองแต่ยังสามารถกดเวลา Best Lap ต่อรอบดีสุดด้วยเวลา 1:06.277 นาที โดยอันดับที่สองได้แก่ คุณณัฐกร อิ่มใจสุข นักแข่งเจ้าของหมายเลข 69 จากทีม Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team และอันดับที่สามได้แก่คุณนพพร สุทธิกาปลูก นักแข่งจากทีม ID Helmet CP2 Racing Team ไม่ได้มาแค่สปอนเซอร์รุ่น แต่พร้อมมาแนะนำสิ่งดี ๆ   เพราะน้ำมันเครื่องไม่ใช่อะไรก็ได้ แม้ผู้ขับขี่จะเป็นนักแข่ง หรือไม่ได้เป็นนักแข่ง จะใช้รถหนัก ระยะขับขี่ต่อวันมาก เช่น รับ-ส่งเอกสาร, อาหาร หรือใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันทั่วไป ล้วนแล้วแต่ต้องให้ความใส่ใจกับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นชนิดสังเคราะห์แท้ กึ่งสังเคราะห์หรือน้ำมันเกรดพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโนยีสารเติมแต่ง (Additive) และเบอร์ความหนืดที่เหมาะสมที่สุด เพราะน้ำมันเครื่องไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพียง “หล่อลื่น” เครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ แต่ยังมีหน้าที่ช่วยระบายความร้อน กักเก็บเศษตะกอนภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง การอุดตันของไส้กรอง การสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ และการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกก็ย่อมได้รับการการันตีด้วยการแข่งขันระดับโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรายการ Suzuka 8 Hours Endurance หรือแม้แต่ British Supersport Championship (British SSP) เองก็เป็นรายการที่น้ำมันเครื่องแบรนด์นี้เข้าไปทดสอบประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลข้อนี้จึงเป็นเครื่องยืนยัน และการันตีได้ว่าน้ำมันเครื่องเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขัน มีประสิทธิภาพที่ดีมากเพียงพอจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะผ่านสนามมาแล้วไม่ใช่แค่มาตรฐาน  สำหรับเหล่าไบค์เกอร์ท่านไหนที่สนใจอยากทดสอบใช้น้ำมันเครื่องจากประเทศเยอรมนีแบรนด์นี้ ก็สามารถหาซื้อหรือติดต่อสอบถามได้ที่ห้างร้านต่าง ๆ ใกล้บ้านท่านได้เลย มีหลากหลายเกรด หลากหลายรุ่นให้ได้เลือกสรร พร้อมรีดพละกำลังสูงสุดบอกเลยต้องลอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Svartpilen-125-2021

Svartpilen 125 2021 สตรีทแทร็กเกอร์รุ่นเล็กสุดจาก Husqvarna  ในที่สุดก็มากับสตรีทแทร็กเกอร์รุ่นน้องเล็กสุดจากแดนไวกิ้งกับ Husqvarna Svartpilen 125 2021 ที่มาพร้อมขุมพลังขนาดเล็กสุดของทางค่าย  โดยขุมพลังที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี และผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้วเรียบร้อย ที่เห็นเด่นกว่าค่ายอื่นๆ ในพิกัดใกล้เคียงกันเห็นจะเป็นอ็อปชันที่จัดมาค่อนข้างแน่น ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกจาก ByBre โช้คหน้าและหลัง WP Apex ระบบเบรก ABS จาก Bosch ไฟหน้าและไฟท้าย LED พร้อมกับยาง Pirelli  ที่สำคัญคือตัวรถมีน้ำหนักเบามากๆ โดยรถเปล่านั้นหนักเพียง 146 กิโลกรัม ซึ่งแน่นอนว่ารถเบาก็ทำให้ตัวรถนั้นควบคุมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  นอกจากเรื่องของการขับขี่แล้วก็ยังมีรายละเอียดในเรื่องของความสวยงามและการเก็บงานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเฟรมโลหะพาวเดอร์โค้ตสีดำ แคร้งเครื่องทำสีบรอนซ์ ชิ้นส่วนหลายส่วนผ่านการอโนไดซ์ พักเท้า CNC ซึ่งทั้งหมดนี้เสริมให้มันดูดีโดดเด่นและแตกต่างยิ่งขึ้นไปอีก  งานนี้ใครชอบสไตล์สตรีทแทร็กเกอร์ไซส์เล็ก อ็อปชันดี เจ้าลูกศรสีดำคันนี้ตอบโจทย์ได้ดีอย่างแน่นอนครับ รับรองว่ามือใหม่ก็ไม่ต้องกังวลเลย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Indian-FTR-1200-2022

Indian FTR 1200 2022 ปรับใหม่ เหมาะกับการซิ่งถนนมากขึ้น Indian FTR 1200 คือมอเตอร์ไซค์ที่จอดคร่อมเส้นระหว่างความเป็นเดิร์ทแทร็กเกอร์กับโร้ดสเตอร์มาโดยตลอดนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 แล้ว เรียกว่าครึ่งกลางๆ จะลุยหรือจะซิ่งก็ได้ แต่ไม่เน้นไปในด้านไหนสักทางนึง   มันมีระบบกันสะเทือนที่ระยะยุบค่อนข้างมาก มีขนาดล้อ 19 นิ้วและ 18 นิ้วหน้าหลังตามลำดับพร้อมยางที่ทำให้หวนคิดว่าเป็นรถแข่งแฟล็ตแทร็ก ไม่ได้เหมาะกับการขี่ถนนสักเท่าไหร่ หากเทียบกับเน็กเก็ดไบค์ที่ใกล้เคียงกันก็ออกจะหนักกว่า ยาวกว่าและก็เลี้ยวได้ช้ากว่า แต่คราวนี้อินเดียนเปลี่ยนไปแล้วครับ ทางค่ายรับฟังความคิดเห็นจากแฟนๆ และได้ปรับปรุงรถของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นแล้ว   โมเดลปี 2022 ทางค่ายได้จับมันเปลี่ยนแปลงซะผิดแปลกไปเลยก็ว่าได้ โดยมันได้ล้อใหม่เป็นขนาด 17 นิ้วทั้ง 2 ล้อเลย ซึ่งดูเหมาะกับการขี่ทางเรียบมากขึ้น และเปลี่ยนจากยางแบบกึ่งให้เป็นยางที่เหมาะกับการขี่ถนนมากขึ้น มุมเรคชันขึ้นและระยะเทรลเองก็สั้นลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุม บังคับเลี้ยวได้ดีขึ้น รวมไปถึงเบาะนั่งเองก็เตี้ยลง 36 ม.ม.ด้วย เรียกว่าขี่ง่ายขึ้นได้แม้ว่าเจ้าของจะร่างเล็กก็ตาม  และไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุง เครื่องยนต์วีทวินขนาด 1203 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำเองก็ได้รับระบบตัดการทำงานของกระบอกสูบด้านหลังเพื่อที่จะได้ไม่ประสบปัญหาร้อนเกินไปเวลาอยู่ในรอบเดินเบาหรือจอดรอไฟแดงโดยไม่ได้ดับเครื่อง  ทั้งนี้เอฟทีอาร์ยังมีจำหน่ายหลายโมเดลย่อยเช่นกัน คือมีทั้งหมด 4 โมเดลด้วยกัน  โมเดลสแตนดาร์ดจะมีหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อกและไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่ โมเดล S ก็จะไม่มีครอบไฟหน้า แต่จะมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 4.3 นิ้วและระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่จำนวนนึง โมเดลเรือธงอย่าง Carbon มีการใส่แฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ ท่อ Akrapovic หุ้มเบาะสุดพรีเมียม พร้อมระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และโมเดลสุดท้ายก็จะเป็น Rally ก็จะยังคงเป็นโมเดลลุยๆ มีล้อขนาด 19 และ 18 นิ้วตามลำดับพร้อมยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally STR เหมือนเดิม แต่ปรับปรุงเรื่องเครื่องยนต์และช่วงล่างแล้ว  งานนี้ก็ต้องมาดูตัวแทนในไทยที่คราวนี้เปลี่ยนมือแล้วจะนำโมเดลใหม่ปี 2022 นี้มาขายราคาเท่าไหร่กันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

เผยโฉม Suzuki Hayabusa 2021

เผยโฉม Suzuki Hayabusa 2021 จากคลิปหลุดทีเซอร์ออกมาก่อนเปิดตัวจริง ก็อย่างที่เห็นตามภาพวิดีโอโปรโมตนั่นแหละครับ เจ้านี่คือ Suzuki Hayabusa 2021 นั่นเอง โดยมีเอกลักษณ์ DNA ของฮายาบูสะมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ขณะเดียวกันก็มีรูปลักษณ์สปอร์ตมากขึ้นโดยมีหน้าตาคล้ายคลึงกับ GSX-R1000 โฉมปัจจุบันอยู่ส่วนนึงครับ    จากคลิปจะเห็นได้ว่าทางซูซูกิโปรโมตเน้นๆ ไปที่เรื่องของแอโรไดนามิกที่โมเดลนี้โดดเด่นมากตั้งแต่ในอดีต และแน่นอนว่าเราได้เห็นมากจากแฟริ่งใหม่ที่มีลักษณะไปคล้ายๆ กับวิงก์เล็ตของ CBR1000RR-R ซึ่งน่าจะช่วยสร้างแรงกดได้ดี รวมถึงดึงอากาศเข้าไประบายความร้อนเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นด้วยอย่างแน่นอน       ในส่วนของเรือนไมล์ก็อย่างที่เคยบอกไปแต่บทความก่อนว่ามีความคล้ายคลึงกับโมเดลเก่าอย่างมาก โดยจะแบ่งหน้าจอเป็นสี่ส่วนตามสไตล์เดิม แต่ตอนนี้ตรงกลางกลายเป็นหน้าจอสี TFT แล้ว นอกจากนี้ทางเหยี่ยวคันใหม่นี้ยังชูเรื่องเทคโนโลยีขั้นสุดอีกด้วย แสดงว่าก็น่าจะจัดเต็มผิดไปจากตัวโมเดลเจ็นฯ เก่าอย่างแน่นอน ที่เราเห็นในตอนนี้คือ ชิฟต์ไลต์ ระบบประมวลผลแรงเฉื่อย แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบช่วยออกตัว ระบบเบรก ABS ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าไม่ผิดพลาดจริงๆ ก็น่าจะใส่มาเต็มอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Suzuki GSX-R1000 ของ Alex Rins

ชม Suzuki GSX-R1000 ของ Alex Rins ดุดันซะไม่มี ชม Suzuki GSX-R1000 สีดำแดงคันนี้และใจเย็นๆ นะครับ เพราะที่คุณเห็นอยู่นี่ไม่ใช่สีใหม่ที่จะเปิดขายในปี 2021 จากทางซูซูกิหรอกนะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด แต่นี่คือผลงานการแร็ปสีจากสำนักแต่งรายนึงที่ทำให้กับรถจิ๊กเซอร์ของ Alex Rins นักแข่งชาวสเปนจากรายการ MotoGP เพื่อนร่วมทีมของแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Joan Mir นั่นเอง    ซึ่งเจ้าจิ๊กเซอร์คันที่เห็นก็คือรถที่ Rins ใช้ซ้อมขับขี่นั่นเอง เขาและน้อง Suzie ชื่อที่ทาง Rins ตั้งให้นั้นร่วมฝ่าฟันกันมานานและเขาก็ตั้งใจจะทำให้น้องของเขาไฉไลมากกว่าเดิม ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นครับสวยงามลงตัว แม้ว่าจะเป็นเพียงสีแดงดำธรรมดาๆ ขัดกับสีน้ำเงินตัดกับสีเงินของรถแข่ง MotoGP ที่เขาขี่อยู่เป็นประจำอย่างมากเลยละครับ  ด้านรายละเอียดรถนั้นไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นรถสแตนดาร์ดเท่านั้น แต่มีการแร็ปสีสันและลายกราฟิกให้ใหม่ แต่แฟนๆ ของ Rins และสาวกคนบ้าก็น่าจะชอบใจลายกราฟิกสีสันใหม่นี้อยู่ไม่น้อย ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ไบเกอร์ชาวไทยได้ตกแต่งรถของตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati-Panigale-442Corse

Ducati Panigale 442Corse ซูเปอร์ไบค์ไล่เบาขั้นสุดจากสวิส เมื่อช่างเทคนิคระดับ MotoGP นักสร้างตัวถังรถยนต์ และนักออกแบบรถยนต์มาร่วมงานกัน ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเจ๋งสุดๆ ซึ่งก็คือเจ้า Panigale R ที่ถูกดัดแปลงเป็นโปรเจ็กต์ของ Arctos Collection จุดเด่นหลักๆ ของโมเดลคัสตอมสุดพิเศษคันนี้คือ มีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 155 กิโลกรัม แรงม้ามากกว่า 190 แรงม้า เฟรม ล้อ โช้ค สวิงอาร์มและดิสก์เบรกล้วนแล้วทำจากวัสดุน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอน หัวฉีดแบบเรซซิ่ง โช้คทำจากไทเทเนียม  ส่วนเรื่องราคาเหรออย่าถามเลย ราคามันแพงกว่าเจ้า Superleggera สมัยที่ยังเป็นเครื่องแอลทวินซะอีก แต่ที่มันแพงก็เพราะว่ามันมีคันเดียวในโลกเท่านั้น นั่นทำให้คนที่เป็นเจ้าของจะเท่ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน  ทีนี้เรามาลงรายละเอียดกันว่าเจ้าคันนี้มีอะไรบ้างที่ถูกไล่เบา โดยพื้นฐานแล้วเจ้านี่มีรถต้นแบบเป็น Ducati 1199 Panigale R ปี 2015 และนำมาเปลี่ยนใส่ของแต่งต่างๆ ที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาทั้งแบรนด์ CeraCarbon, Thyssenkrupp Carbon Components และ BST เพื่อทำให้ทุกๆ อย่างรอบๆ เครื่องยนต์เบาลง ซึ่งเป็นทางเป้าหมายของทาง Arctos Collection  พวกเขาใช้เฟรมที่ทำขึ้นโดย 3C จาก Landsberg ซึ่ง Ducati เองก็ใช้ที่นี้ทำเฟรมให้กับรถแข่ง WorldSBK และใช้ใน Superleggera ของพวกเขา ล้อคาร์บอนเขาเลือกใช้ BST ตัวโช้คใช้ CeraCarbon และสตรัทไทเทเนียมจาก Mupo  ระบบเบรกที่ใช้ก็หนีไม่พ้น Brembo CNC P4.30/34 และดิสก์เบรกขนาดใหญ่ที่ทำจากคาร์บอนเซรามิกขนาด 320 ม.ม. หน้า 6 ม.ม. ที่มีน้ำหนักต่อใบเพียง 800 กรัมเท่านั้น  เบาเกือบๆ ครึ่งของจานเบรกปกติทั้งๆ ที่หนากว่าด้วย  ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น เดิมๆ ก็มีแรงม้าสูงถึง 196 แรงม้าอยู่แล้ว ต่างจาก Superleggera ก็ตรงใช้วาล์วเหล็กกล้าปกติ ไม่ใช่วาล์วไทเทเนียม ดังนั้นเรื่องสมรรถนะทางสำนักเองมองว่าเพียงพอแล้ว ซึ่งทาง Stafan ที่เป็นทีมเมคานิกมองว่าไม่ต้องการจะเพิ่มสมรรถนะในส่วนนี้ แต่เขามองหาการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและใช้งานได้จริง จึงใส่หัวฉีดใหม่ ปรับการจุดระเบิด และจ่ายน้ำมันใหม่หมด  จากนั้นจบงานโดยฝีมือของทาง Arctos โดยจัดเตรียมแฟริ่งคาร์บอนที่เคลือบแล็กเกอร์ไว้เป็นอย่างดี รวมถึงติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและกระจกมองข้างเพื่อให้ใช้งานขับขี่เจ้า Ducati Panigale 442Corse บนถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

MiniGP

MiniGP ทางด่วนสู่ MotoGP เตรียมเปิดให้ขึ้นแล้ว ล่าสุด Dorna Motor Sports ได้ประกาศเปิดรายการการแข่งขันใหม่ที่มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนนักแข่งวัยเยาว์และช่วยให้พวกเขาได้เริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นนักแข่งมืออาชีพ  รายการใหม่นี้มีชื่อว่า FIM MiniGP World Series และมันเป็นการเฟ้นหานักแข่งวัยเยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปีจากทั่วโลก  แนวคิดรายการแข่งนี้นั้นเรียบง่ายมาก คือ Dorna และ FIM ได้ร่วมกันสร้างรูปแบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานที่ทางสมาคมในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับภูมิภาคหรือระดับทวีปสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักแข่งวัยเยาว์ได้มีโอกาสแสดงฝีไม้ลายมือ  ตามเงื่อนไขที่ทาง FIM กำหนดไว้คือ มินิจีพี ทุกรายการที่จะจัดขึ้นจะต้องจัดขึ้นอย่างน้อย 4 ครั้ง 8 เรซ และจะต้องมีนักแข่งลงแข่งตลอดทั้งรายการอย่างน้อย 15 คน  การแข่งขันจะจัดขึ้นในสนามโกคาร์ท โดยใช้รถ Ohvale GP-0 160 พร้อมกับยางที่มีทาง Pirelli ซัพพอร์ตให้ตลอดรายการ  ทั้งนี้การแข่งขันอีเวนต์แรกจะต้องจัดขึ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2021 และอีเวนต์สุดท้ายจะต้องไม่เกินเดือน 17 ตุลาคม ซึ่งฟังดูอาจจะเป็นเรื่องยากหน่อยในช่วงโรคระบาดแบบนี้  อย่างไรก็ตามผลตอบแทนนั้นดีมากๆ เพราะมันคือการได้มีโอกาสได้ก้าวกระโดดไปสู่การแข่งขันระดับมืออาชีพ โดยแชมป์ของแต่ละรายการจะมีโอกาสได้เข้าไปแข่งในรอบ World Final ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ที่จะมีการแข่งขัน MotoGP  และผู้ชนะในรอบ World Final (แยกอายุ ที่อยู่ และสัญชาติ) จะได้สิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรม Road To MotoGP ในระดับถัดไปซึ่งจะเป็นสะพานก้าวเข้าไปสู่การแข่งขันระดับกรังด์ปรีซ์ ซึ่งก็คือรายการอย่าง Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup หรือ European Talent Cup ขึ้นอยู่กับสัญชาติและพื้นเพเดิมของแชมป์คนดังกล่าว  งานนี้ใครอยากให้ลูกหลานตัวเองเป็นนักแข่งระดับโลกนี้อาจจะเป็นโอกาสของคุณแล้วครับ อย่างไรก็ดีอาจจะต้องเตรียมเงินก้อนเพื่อใช้เป็นค่าสมัครและค่าใช้จ่ายในการแข่งขันระดับนึงนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าบ้านเราจะมีคนจัดแข่งขันมั้ย คงต้องติดตามกับทางสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

amaha-SR400-Final-Edition-2021

Yamaha SR400 Final Edition เปิดตัวที่ญี่ปุ่น สายเรโทรมีเศร้ากันบ้าง ล่าสุดกับโมเดลสุดขลังอย่าง Yamaha SR400 ที่ออกมาโลดแล่นนานหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่เฉิดฉายขายดีเหมือนกับโมเดลสปอร์ตเฮริเทจอย่าง XSR900 และ XSR700 ซะอย่างนั้น  โช้คไม่ดีเท่าไหร่นักที่เจ้าเอสอาร์ไม่ได้รับการอัปเดตเหมือนกับนีโอเรโทรไบค์คันอื่นๆ อย่างในทุกๆ วันนี้ จนกระทั่งล่าสุดทางค่ายได้ปล่อยโมเดล Final Edition ที่เป็นเหมือนโมเดลสั่งลาแล้วสำหรับตระกูลนี้  มันยังคงมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมกับวาล์ว 2 วาล์วซึ่งดูไม่ทันสมัยเท่าไหร่นัก เคลมกำลังแรงม้าที่ 23 แรงม้า พร้อมชุดเกียร์ 5 สปีด  และตอนนี้ก็เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาอย่างเจ้า H’Ness CB350 จาก Honda (ญี่ปุ่นใช้ชื่อแค่ CB350) ที่มีแรงม้า 20 แรงม้าจากเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 350 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ  อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าโมเดลส่งท้ายประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 43 ปีจะยังคงความดั้งเดิมไว้มาก ยังคงมีแต่สตาร์ทเท้า ไฟหน้าฮาโลเจน แทนที่จะเป็น LED กระทั่งเรือนไมล์เองก็ยังคงเป็นอนาล็อกไม่ใช่ดิจิทัล  จากการคาดเดาคิดว่าการที่ตำนานคันนี้ไม่ได้ไปต่ออาจจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องของไอเสียที่ยากที่จะปรับปรุงให้ผ่านโดยที่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ได้ และดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความนิยมอย่างที่ควร แม้ว่าจะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีความคลาสสิคอยู่เต็มเปี่ยมก็ตาม อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki-Hayabusa-2021

Suzuki Hayabusa 2021 เครื่อง 1400 ซีซี มาแน่ 5 กุมภาฯ นี้ ล่าสุดซูซูกิอังกฤษได้ทำการปล่อยคลิปทีเซอร์โมเดลใหม่ระดับตำนานอย่าง Suzuki Hayabusa 2021 ที่มีการคาดการณ์กันว่าจะมีขนาดเครื่องยนต์ 1400 ซีซีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากโมเดลเก่า พร้อมระบุวันเปิดตัวไว้ว่าเป็นวันที่ 5 ก.พ.นี้ จากคลิปเราจะเห็นว่ารถมีการอัพเกรดให้ทันสมัยในหลายจุดได้กัน โดยจากเรือนไมล์ที่ยังมีกลิ่นอายของโมเดลเก่าอยู่ แต่มีการเพิ่มส่วนของหน้าจอสีแบบ TFT รวมถึงยังแอบโชว์ว่าวิ่งที่ความเร็วเกินกว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็น่าจะเป็นความเร็วที่ 299 กม./ชม.นั่นเอง  จากเรือนไมล์ถ้ามองลึกลงไปจะเห็นหน้าจอแสดงผลการทำงานของโหมดต่างๆ คาดว่าจะมีระบบคันเร่งไฟฟ้า มีแทร็คชั่นคอนโทรล มีโหมดการขับขี่ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU มีควิกชิฟเตอร์ มีชิฟต์ไลท์ ประมาณนี้ครับ    งานนี้สาวกรอลุ้นกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KLR650 2022

Kawasaki KLR650 2022 ใหม่ยกคัน ให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง   หากพูดถึง Kawasaki KLR650 2022 สายบุกป่าฝ่าดงต้องรู้จัก มันคือรถสองประสงค์ที่เป็นที่นิยมและครองใจผู้คนที่ที่ชื่นชอบการผจญภัยมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1987 และครั้งนี้นับเป็นเจเนอเรชันที่ 3 ของโมเดลนี้แล้ว  โมเดลสองประสงค์สุดทนทานอย่างเจ้า KLR คันนี้กลับมาอีกครั้ง หลังจากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายปี มาเปิดตัวในฐานะโมเดลปี 2022 พร้อมกับการอัปเดตมากมายรอบด้าน  จุดที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์แบบหัวฉีดเป็นครั้งแรกของโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือเครื่องเดิมแล้วเปลี่ยนมาใช่หัวฉีดแทนคาร์บูเรเตอร์จะถูกต้องมากกว่า  ซึ่งเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 652 ซีซีนี้ทางค่ายเขียวก็ระบุมาว่าตอนนี้ประหยัดกว่าเดิมและทนทานกว่าเดิมเสียอีก รวมถึงยังสามารถสตาร์ทได้ง่ายขึ้นแม้ว่าจะอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลหรือพื้นที่ๆ อากาศหนาวอีกด้วย    นอกจากหัวฉีดแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนโปรไฟล์ของแคมชาฟต์เพื่อปรับการจ่ายไอเดียและไอเสียใหม่ ช่วยให้ได้แรงบิดและกำลังในรอบกลางมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวัสดุและรูปทรงตัวประคองโซ่เพื่อเพิ่มความทนทานอีกด้วย  มีการปรับดีไซน์ของถังน้ำมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเรือนไมล์ดิจิตอลที่มาพร้อมเกจแสดงระดับน้ำมันแล้ว แชสซีเองก็มีการปรับปรุงให้มีการสั่นสะเทือนน้อยลงอีกด้วย ปรับเปลี่ยนชุดคลัตช์และเกียร์เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้ดีขึ้น  มีตัวเจเนอเรเตอร์ที่ทนทานมากขึ้นเพื่อจ่ายไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะติดตั้งเพิ่มเข้ามาได้ดียิ่งขึ้น ซับเฟรมมีการเพิ่มความทนทานเข้าไป ปรับให้มีสวิงอาร์มยาวขึ้นเล็กน้อยและจุดหมุนของสวิงอาร์มมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้นเล็กน้อย  นอกจากการปรับปรุงในส่วนต่างๆ ที่มีผลต่อการขับขี่และสมรรถนะของรถแล้ว ทางคาวาซากิยังได้คำนึงเรื่องของหน้าตารูปลักษณ์ด้วยเช่นกัน โดยตอนนี้ไฟหน้าเป็นแบบ LED แล้ว และยังมีลวดลายกราฟิกและสีสันใหม่อีกด้วย  ในส่วนของความปลอดภัยเองก็ได้รับการอัปเกรด โดยมีดิสก์เบรกหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีระบบเบรก ABS ยังคงเป็นออปชันที่ต้องติดตั้งเพิ่ม ซึ่งเป็นปกติของรถที่เน้นขี่ในทางที่สมบุกสมบัน ซึ่งมักจะไม่เน้นความเร็ว และมักจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ระบบเบรก ABS นั้นกลับไปขัดขวางกับการขับขี่ได้  งานนี้ต้องลุ้นเอามากหน่อยนะครับสำหรับสาวก เพราะทางคาวาซากิไม่เคยนำโมเดลนี้มาขายในบ้านเรา แต่ถ้าใจรักอาจจะต้องสั่งเกรย์มาร์เก็ตดูครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Y-Connect คืออะไร เทคโนโลยีใหม่จากยามาฮ่า

สำหรับ Yamaha Y-Connect เทคโนโลยีใหม่นี้ถูกติดตั้งอยู่ใน All New YAMAHA AEROX  ไฮเทคเหนือชั้นด้วยแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำเรามาทำความรู้จักกันว่า คืออะไร ใช้งานยังไง มีประโยชน์ยังไง แอพพลิเคชั่นนี้จะเชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU เฉพาะรุ่นที่มีเท่านั้น ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถและลักษณะการขับขี่ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน ช่วยให้หมดกังวลในการใช้งาน สะดวกสบาย สนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 8 ฟังก์ชั่นเลยทีเดียว WORRY-FREE หมดกังวลในการใช้งาน MAINTENANCE RECOMMENDED – แจ้งเตือนการบำรุงรักษาตัวรถ สามารถแจ้งสถานะของน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนการบำรุงรักษา โดยระบบจะแสดงผลเป็นสีเขียว เหลืองและแดงตามระยะการใช้งาน MALFUNCTION NOTIFICATION – แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา เมื่อเครื่องยนต์มีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ โดยสามารถตั้งค่า ให้ส่งข้อมูล สถานที่ เวลา และอื่นๆ แจ้งไปยังศูนย์บริการของผู้จำหน่ายยามาฮ่า ที่กำหนดเพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ PARKING LOCATION – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด สามารถแสดงตำแหน่งที่จอดรถล่าสุดด้วย GPS ของมือถือ ช่วยในการหาจุดจอดรถเมื่ออยู่ใน ลานจอดรถหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดี   CONVENIENCE สะดวกสบาย METER INDICATOR – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนจอหน้าปัดรถ เมื่อมีสายเรียกเข้า อีเมล์ หรือการแจ้งเตือนข้อความบนมือถือ จะมีสัญญาณกระพริบแจ้งเตือน พร้อมแสดงระดับแบตเตอรี่มือถือบนจอหน้าปัดเรือนไมล์รถ พร้อมอัพเดทเวลาอัตโนมัติตามมือถือเมื่อเชื่อมต่อ CONTACT FORM – ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า สามารถติดต่อส่งข้อมูลแจ้งเรื่อง หรือปัญหาให้ทางยามาฮ่าหรือผู้จำหน่ายทราบเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้สะดวกขึ้น FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแสดงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกับระยะทางในการขับขี่ ซึ่งเลือกดูได้ทั้งแบบรายวันหรือรายเดือน   EXCITEMENT สนุกเร้าใจในการขับขี่ REVS DASHBOARD – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ สามารถแสดงข้อมูลการทำงานต่างๆ ของเครื่องยนต์ในการขับขี่แบบ Real Time ได้แก่ ระดับการเปิดของลิ้นเร่ง – จำนวนการหมุนของเครื่องยนต์ต่อนาที – อัตราเร่งวัดการขับขี่ แบบประหยัดพลังงาน – อุณหภูมิหม้อน้ำ – อุณหภูมิอากาศในห้องเครื่องด้วยกราฟิกเคลื่อนไหว 2 สไตล์ RANKING – แสดงอันดับในการขับขี่ สามารถแสดงการจัดอันดับในการขับขี่เปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ยามาฮ่าทั่วโลกในรุ่นที่มี Y-Connect เช่นกัน โดยเลือกดูได้ทั้งโหมดระยะทางและการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน อ่านมาถึงตรงนี้คงจะหายสงสัยกันไปอย่างแน่นอนสำหรับคำถามที่ว่า Yamaha Y-Connect คืออะไร ยามาฮ่าใส่เทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำมาให้ในรถคลาส 150 ซีซี ถือว่าเป็นอะไรที่ว้าวมาก แอพพลิเคชั่นที่พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถในหลายๆด้าน ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าที่สุดในคลาสนี้เลยก็ว่าได้ และในอนาคตเทคโนโลยีตัวนี้คงจะไปอยู่ในโมเดลอื่นๆของทางยามาฮ่าอีกหลายๆรุ่น อย่างแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Yamaha Aerox 155 2021 เครื่องใหม่พร้อมระบบ Y-Connect 

All New Yamaha Aerox 155 2021 เครื่องใหม่พร้อมระบบ Y-Connect  เปิดตัวแล้วกับสปอร์ตออโตเมติกสุดเร้าใจสไตล์อย่าง All New Yamaha Aerox 155 2021 ที่ปรับใหม่ทั้งรูปโฉมภายนอก ทั้งเครื่องยนต์ รวมไปถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ อย่างระบบ Y-Connect ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้คุณเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวรถได้เจาะลึกมากขึ้น  Aerox 155 โมเดลใหม่ล่าสุดนี้เด่นในเรื่องดีไซน์สุดสปอร์ตถ่ายทอดดีเอ็นเอความสปอร์ตมาจาก R-Series มาเต็มเปี่ยม แต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ Aerox ที่สังเกตได้จากด้านข้างตัวรถ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ Y-Character โดยเป็นไฟ LED พร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์สุดสวยงาม ด้านไฟท้ายเองก็เป็น LED เช่นกันครับ  เรือนไมล์ใหม่แบบ LCD ดิจิตอลเต็มระบบ แสดงผลข้อมูลสถานะต่างๆ ครบถ้วนพร้อมสามารถปรับการแสดงผลข้อมูลต่างๆ ผ่านปุ่มควบคุมที่แฮนด์บาร์ได้อีกด้วย เครื่องยนต์ใหม่ Bluecore 155 ซีซีแบบ 4 วาล์วพร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เป็นบล็อกใหม่ที่มีการออกแบบฝาสูบใหม่ช่วยเพิ่มกำลังอัดเป็น 11.6.1 เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ด้วยท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมไอดีเข้าห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น เพิ่มช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างยังคงไม่ต่างอะไรมากนัก โดยยังคงเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าพร้อม ABS (เฉพาะรุ่น) โช้คหน้าเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นดรัมเบรกกับโช้คคู่แบบซับแทงค์เช่นเดิม (เฉพาะรุ่น ABS) ที่เด่นที่สุดของออโตเมติกคลาส 150 ซีซีคือการมีระบบ Yamaha Y-Connect ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ของตัวรถได้ตลอดเวลา เป็นคันแรกในไทยเลย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเรียกดูข้อมูลทั่วไปของตัวรถ แต่ยังรวมไปถึงการแจ้งเตือนการเช็คระยะของชิ้นส่วนต่างๆ อาการผิดปกติของรถ ตลอดไปจนถึงระบบ Ranking จัดอันดับการขับขี่ที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทั่วโลกได้อีกด้วย ซึ่งตรงนี้นอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายยังช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ได้อีกทางนึงด้วยครับ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม โดย Aeroxจะมีจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นสแตนด์ดาร์ด ราคาแนะนำที่ 67,500 บาท 3 เฉดสีด้วยกัน และรุ่น ABS ในราคาแนะนำที่ 78,500 บาท อีก 3 เฉดสี ครับ  อย่างไรก็ดี เราจะมีรีวิวแอร็อกซ์ให้ติดตามกันเร็วๆ นี้อีกด้วยครับ โดยเราจะรีวิวว่ามีอะไรใหม่บ้างแบบละเอียดยิบทุกซอกทุกมุมเลยล่ะครับ อย่าลืมติดตามกันครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1290 SUPER ADVENTURE S

KTM 1290 SUPER ADVENTURE S ปรับใหม่หมด เน้นสบายและไฮเทค ตลาดรถแอดเวนเจอร์ไซส์ใหญ่ต้องลุกเป็นไฟอีกครั้งหลังจากที่ KTM ได้เปิดตัวโมเดลแอดเวนเจอร์ระดับเรือธงลำใหม่ออกมาหลังจากซุ่มพัฒนานานนับปี โดยมุ่งเน้นไปที่ตัวผู้ขับขี่และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีขึ้น  KTM 1290 SUPER ADVENTURE S เป็นโมเดลแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีความสปอร์ตและทันสมัยที่สุดเท่าที่ทางค่ายรถจากออสเตรียผลิตขึ้นมา โดยหวังว่าจะเป็นรถที่ให้ความคล่องตัวสูง ให้ความสบายแก่ผู้ขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง ตลอดไปจนถึงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมถึงขีดสุด  ในเรื่องของความสบายที่เรากล่าวไปในตอนต้นนั้น ทางเคทีเอ็มได้โฟกัสไปในการปรับเปลี่ยนเรื่องสรีรศาสตร์ โดยเปลี่ยนแชสซีใหม่หมด ปรับเรื่องการกระจายน้ำหนักและความฉับไวในการควบคุม มีการปรับให้คอบังคับเลี้ยวให้เข้าใกล้ตัวผู้ขับอีก 15 ม.ม. และย้ายตำแหน่งเครื่องส่วนของสูบหน้า นอกจากนี้ยังมีสวิงอาร์มที่ยาวขึ้นเพื่อให้เพิ่มความเสถียร์เวลาเร่งความเร็ว ซับเฟรมออกแบบใหม่ให้ได้เบาะนั่งที่ต่ำลงโดยยังคงความแข็งแรงไว้ได้ ทั้งยังออกแบบแฟริ่งใหม่ก็ดีไซน์ใหม่ให้เพรียวบาง ให้ความรู้สึกปราดเปรียว เบาะนั่งเองก็สามารถปรับระดับได้ 20 ม.ม. แฮนด์บาร์และวินด์ชิลด์ก็สามารถปรับระดับได้เช่นกัน เรียกว่าออกแบบมาให้ผู้ใช้งานปรับตำแหน่งส่วนสำคัญต่างๆ ให้ได้ท่านั่งที่สบายและเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด  ในส่วนของเทคโนโลยีก็จัดเต็มระดับเรือธงโดยมีทีเด็ดที่ระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลจากทาง Bosch ปรับได้ 5 ระดับ โดยอาศัยเรดาห์ด้านหน้าตัวรถ (ใต้ไฟหน้า) นอกจากนี้ก็ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบถ้วน แต่มาในแบบที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชั่นคอนโทรล โหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบเบรก Cornering ABS หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน และอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากนี้ยังมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ เป็นหน้าจอ TFT 7 นิ้วที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เช่นเคย แต่มีขนาดใหญ่ขึ้นและสว่างชัดเจนแม้แสงจ้าซึ่งด้านใต้ยังมีช่องเก็บของพร้อมกับพอร์จจ่ายไฟแบบ USB อีกด้วย และเพื่อให้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายดายมากขึ้นทางค่ายได้ออกแบบสวิตช์ควบคุมต่างๆ ขึ้นใหม่ ให้ใช้งานได้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนได้แบบไม่ต้องจอดเลยหากคุ้นเคยแล้ว  ส่วนขุมพลังเครื่องยนต์นั้นไม่ได้เป็นจุดเด่นมากนักสำหรับโมเดลนี้ เพราะไม่ได้แรงขึ้น ยังคังมีแรงม้าและแรงบิดเท่าเดิมที่ 160 แรงม้าและ 138 นิวตันเมตรตามลำดับ แต่มีน้ำหนักเบาลง 1.6 กิโลกรัมจากการปรับเปลี่ยนเคสเครื่องให้บางลงและเดินระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันเครื่องใหม่ และแน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ผ่าน Euro5 แล้ว อีกทั้งยังปรับมาใช้เกียร์จาก PANKL ที่ปรับปรุงมาใหม่ รวมถึงท่อไอเสียแบบดีไซน์ใหม่อีกด้วย  ส่วนของช่วงล่างนั้นใช้ระบบกันสะเทือน WP APEX แบบปรับไฟฟ้า ซึ่งทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงแบบ 6D เพื่อให้ปรับค่าแเดมปิ้งได้อัตโนมัติและเหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่  สรุปสั้นๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้คือไม่เน้นเพิ่มความแรง แต่เน้นเพิ่มความสะดวกสบายและการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมมากขึ้น จากการปรับปรุงมิติของรถและเพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไป ให้การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมกว่าที่เคยครับ ซึ่งก็เหมาะสมกับรถในสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์แล้ว และหากยังไม่สุดพอก็มีของแต่งพาวเวอร์พาร์ทจาก KTM ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ได้อีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก