
Wuling Aishang A100C รถไฟฟ้าขนาดเล็ก 4 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดจากจีน ดีไซน์หน้าบึ้งสุดกวน วิ่งไกล 220 กม. เริ่มต้นเพียง 1.7 แสนบาท
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Wuling Aishang A100C รถไฟฟ้าขนาดเล็ก 4 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดจากจีน ดีไซน์หน้าบึ้งสุดกวน วิ่งไกล 220 กม. เริ่มต้นเพียง 1.7 แสนบาท

KTM 390 Series รุ่นการแข่งขันที่ได้รับความน่าสนใจในการแข่งขัน SuperBikeMag Trackday & Trophy สนามที่ 2 พร้อมระเบิดความเร้าใจสไตล์ชาวเลือดส้ม

Honda ยกระดับความมันส์ต่อเนื่อง ขนขบวนเหล่านักบิดถล่มแทร็คภายในกิจกรรม SuperBikeMag Trackday สนามที่ 2 พีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรี

Magni Italia 01/01 โมเดลพิเศษเครื่อง MV Agusta 5 ปีหลังจากการจากไปของ Arturo Magni ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Magni ทางแบรนด์เองก็ได้มีความต้องการที่จะทำมอเตอร์ไซค์สุดพิเศษเพื่ออุทิศให้กับผู้ก่อตั้งของแบรนด์ ทั้งนี้ Arturo ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Magni นั้นเขาเริ่มใช้ชีวิตกับมอเตอร์ไซค์กับทาง Gilera และจากนั้นในปี 1950 ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมกับทาง MV Agusta ในตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกเรซซิ่งจนกระทั่งปี 1976 ซึ่งเป็นปีที่สุดท้ายของแผนกดังกล่าว Arturo ได้มีส่วนให้ MV Agusta ประสบชัยชนะระดับโลกประเภทแบรนด์ถึง 37 สมัย และแชมป์โลกในสังกัดอีก 38 สมัย กลายเป็นช่วงเวลาที่ค่ายรถอิตาลีค่ายนี้ไม่อาจลืมเลือนได้เลย และเขายังได้ใช้ประสบการณ์จากการแข่งขันทั้งหมดที่สั่งสมมาทุ่มเทให้กับกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทที่เขาเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1977 เขาสร้างรถที่มีคาแรกเตอร์พิเศษและโดดเด่นขึ้นมา โดยยังคงมีเยื่อใยสายสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับทาง MV Agusta และประวัติศาสตร์รถมอเตอร์ไซค์อิตาลี โดยตัวรถที่เขาออกแบบจะมีเส้นสายและการจัดวางในสไตล์สปอร์ตแบบมอเตอร์ไซค์ยุค 60 และ 70 เลือกใช้สีแดงเป็นหลัก ซึ่งสื่อถึงชัยชนะของมอเตอร์ไซค์และรถอิตาลีในระดับโลก และคราวนี้ก็เป็นโมเดลใหม่จาก Magni กับ Italia 01/01 ที่ใช้ขุมพลัง 3 สูบ 800 ซีซี จาก MV Agusta Brutale โดยนำมาปรับปรุงมิติตัวรถและเส้นสายเสียใหม่ให้มีเอกลักษณ์ตามแบบของ Arturo เส้นสายของถังน้ำมันและเบาะนั่งแฝงกลิ่นอายรูปทรงรถแข่งของ MV Agusta แต่จริงๆ มีการดีไซน์ให้เป็นพิเศษกับโมเดลนี้ ซึ่งจะเห็นถึงเส้นตรงที่ตรงจริงๆ ตรงดิ่งเลย ตัวรถมีแฟริ่งเฉพาะส่วนของแฟริ่งหน้าที่เป็นส่วนติดตั้งชิลด์เท่านั้น โดยมีเป้าหมายว่าจะโชว์ความงามของเครื่องยนต์ที่มีส่วนของกลไกต่างๆ และเพื่อที่จะทำให้โมเดลนี้พิเศษมากขึ้นไปอีก นอกเหนือจากการมีคันเดียวในโลก ทางแบรนด์จึงเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ดีที่สุดในประเทศ ซึ่งก็มีรายการต่างๆ ดังนี้ เครื่องยนต์จาก MV Agusta ระบบเบรก Brembo ดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งขนาด 320 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ โช้คหน้าแบบคลาสสิคจาก ORAM ล้อซี่แบบไม่ใช่ยางใน JoNich Wheel ปลอกแฮนด์ดีไซน์ยุค 70 จาก Ariete Sandro Mentasti อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Exciter 155 VVA ใหม่ แรงอีกระดับ ล่าสุด Yamaha เวียตนามก็ได้ทำการเปิดตัว Yamaha Exciter 155 VVA ใหม่ พร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ว่า “Ride the Next Level” ก็มีนัยว่าโมเดลใหม่นี้เป็นการอัพเกรดยกระดับมาตรฐานรถสปอร์ตโมเป็ดให้สูงขึ้นไปอีกขั้นนั่นเองครับ แรกเริ่มเดิมทีนั้นเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 และเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมเรื่อยมา ผ่านการดีไซน์และปรับปรุงมาตลอดเช่นกัน ทั้งในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์ที่ใส่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาให้ตลอด ครั้งนี้เจ้าเอ็กไซเตอร์คันใหม่นี้ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายอย่าง Yamaha YZF-R1 มามากถึง 4 จุดด้วย แอซซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยในเรื่องของความปลอดภัย และความเบาสบายเวลากำคลัตช์ แม็ปการจุดระเบิดควบคุมด้วยระบบดิจิตอล 4 แบบ ปกติมีเพียงแค่แบบเดียว แต่คราวนี้มี 4 แบบสำหรับใช้ในแต่ละช่วงเกียร์ ซึ่งมักจะมีแต่ในรถที่มีขนาดความจุสูงๆ หรือบิ๊กไบค์เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็จะทำงานร่วมกันกับระบบ VVA หรือวาล์วแปรผันที่เพิ่งจะเพิ่มเข้ามาในโมเดลนี้ด้วยเช่นกัน ลูกสูบเคลือบสารพิเศษ DLC หรือ Diamond Like Carbon ซึ่งช่วยให้ลูกสูบน้ำหนักเบาและทนทาน ทั้งยังมีผลให้เร่งได้แรง แต่ก็นิ่มนวล ปรับองศาการฉีดน้ำมันและเพิ่มจำนวนรูหัวฉีดให้มากขึ้น ใกล้เคียงกับของ R1 โดยปรับองศาจากเดิม 15 เป็น 18 องศา และเพิ่มรูหัวฉีดจากเดิม 6 ไปเป็ร 10 รู (R1 มี 12 รู) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายน้ำมันได้มากและแม่นยำมากขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นมีการพัฒนาเพิ่มเติมบนพื้นฐานเครื่องยนต์ของ R15 ได้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 155 ซีซี 4 วาล์ว พร้อม VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมมาว่าแรงกว่าเดิมถึง 17 เปอร์เซ็นต์ โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 17.7 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ สำหรับระบบ VVA นั้นจะทำงานด้วยการใช้แคมควบคุมไอดีแยกกัน 2 ตัว ตัวแรกจะทำงานในรอบต่ำถึงกลาง และอีกตัวสำหรับรอบสูง โดยในรอบสูงจะทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายน้ำมัน ทำให้กำลังเครื่องดีขึ้น โดยจะเริ่มทำงานที่ 7,400 รอบขึ้นไป มีการปรับระบบเกียร์ใหม่ เพิ่มเป็นเกียร์ 6 สปีด พัฒนาให้มีเสียงรบกวนน้อยลง และช่วยให้เดินทางไกลได้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ระบบอากาศฝั่งไอดีปรับใหม่ทั้งหมด เลือกใช้กรองอากาศใหม่ มีห้องอากาศแบบแนวตั้ง ท่อไอดีอลูมิเนียมขนาดใหญ่ และเรือนปีกผีเสื้อใหม่ขนาด 28 ม.ม. โดยห้องอากาศใหม่จะมีขนาดใหญ่ถึง 4.6 ลิตร ทำให้สามารถป้อนอากาศเข้าระบบเผาไหม้ได้มากขึ้นสอดคล้องกับเครื่องยนต์ใหม่ ในส่วนแชสซีเองก็ใหม่ ทนทานยิ่งขึ้น ดีไซน์ใหม่เฟรมด้านข้างของตัวรถนั่นเชื่อมต่อเข้ากับคอเฟรมใหม่ที่ดีไซน์เป็นรูปตัว Y ไพลอนตัวยึดเครื่องดีไซน์ทรงบูมเมอแรงหนา 4.5 ม.ม.ช่วยเพิ่มความนิ่งให้กับตัวรถเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ๆ อีกหลายส่วนได้กัน ดีไซน์ไฟหน้าแบบ 2 ส่วนแยกอิสระกัน ช่วยให้ไฟหน้าของรถหันไปตามทิศทางที่เราเลี้ยว เพิ่มทัศนวิสัยได้ดี ปรับปรุงระบบระบายความร้อนและการกระจายความร้อนใหม่ ท่อไอเสียใหม่ ปรับใหม่ให้ไอเสียน้อย เพิ่มใยแก้วในส่วนปลายช่วยให้เสียงทุ้มนุ่มขึ้น อัพเกรดช่วงล่าง เพิ่มระยะยุบอีก 10 ม.ม. และปรับจูนภายในอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโช้ค คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ให้แรงจิกดีขึ้น 17% (เฉพาะรุ่นพรีเมียม) หน้าจอเรือนใหม่ LCD แบบมัลติฟังก์ชันใหม่ แสดงผลข้อมูลครบถ้วน แม้กระทั่งการทำงานของ VVA และยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากการปรับองศามาเป็นอย่างดี ระบบสมาร์ทล็อกกิ้ง ทำงานร่วมกับสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่นพรีเมียม) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ (เฉพาะรุ่นพรีเมียม) ใช้โซ่พร้อมซีลยางแบบเดียวกับบิ๊กไบค์ ไม่ใช่โซ่ธรรมดาที่ใช้ในรถเล็ก เบาะนั่งใหม่แบบสปอร์ต มีโค้งรับก้นคนขับขี่ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลขึ้น 30% ไฟท้ายใหม่กลิ่นอาย R1 บังโคลนท้ายใหม่สไตล์ R1 เช่นกัน และนั่นคือไฮไลต์ใหม่ๆ ของ Exciter 155 VVA ครับ โดยโมเดลนี้จะแยกออกเป็นรุ่น Premium และ Standard พร้อมวางจำหน่ายใน 4

Honda CB1300 อัพเกรดเทคโนโลยี รับปี 2021 ล่าสุดค่ายปีกนกได้ทำการอัพเกรดเทคโนโลยีให้กับเจ้า Honda CB1300 โมเดลระดับตำนานสุดคลาสสิกทั้งตระกูลให้มีความทันสมัยและขับขี่ได้สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลในตระกูลนี้ได้แก่ เจ้า SUPER FOUR, SUPER BOL D’OR, SUPER FOUR SP และ SUPER BOL D’OR SP ซึ่งทั้งหมดมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1284 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งจะวางตำหน่ายในเดือนมีนาคมปี 2021 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้ง 4 โมเดลนี้ได้รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ให้ถึงขีดสุด โดยตอนนี้ได้รับระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา โดยมีให้เลือกปรับการทำงานได้ 3 โหมดได้แก่ Sport, Standard และ Rain ระบบ HSTC หรือแทร็คชั่นคอนโทรลของทางค่าย นอกจากนี้ยังได้รับระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเวลาที่เบรกกะทันหัน ไฟฉุกเฉินจะกระพริบถี่ๆ ขึ้นมาเตือนคนที่ขับยานพาหนะตามหลังมาอีกด้วย และถ้าหากชอบการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นสามารถติดตั้งควิกชิฟเตอร์เพิ่มเติมได้อีกด้วย (อ็อปชั่นเสริม) ทั้งนี้เจ้า SUPER FOUR และ CB1300 SUPER BOL D’OR จะจำหน่ายใน 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่สีขาวมุกตัดแดง ที่หรูหราด้วยเฟรมแดงและแคร้งเครื่องสีทอง และสีเงินเมทัลลิกที่ดูสุขุมนุ่มลึกด้วยเฟรมและแคร้งเครื่องสีดำ ส่วน SUPER FOUR SP และ CB1300 SUPER BOL D’OR SP จะจำหน่ายใน 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีขาวตัดด้วยสีแดงและน้ำเงินมุก และสีขาวตัดด้วยสีดำและแดงแคนดี้ โดยยังมีการเพิ่มรายละเอียดในส่วนของเบาะนั่งที่่มีการเดินด้ายแดงเพิ่มความสปอร์ตอีกระดับ คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo แบบ 4 พ็อตที่ด้านหน้า และระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย เรียกว่าพร้อมซิ่งสุดๆ เลยล่ะครับ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้างที่บ้านเราไม่มีโมเดลเหล่านี้จำหน่ายเลย ทั้งๆ ที่ก็มีความสวยงามคลาสสิกอยู่มากเลย โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเริ่มต้นที่ประมาณ 453,000 บาทสำหรับโมเดล SUPER FOUR และโมเดลแพงสุดที่ 593,000 บาทสำหรับ SUPER BOL D’OR อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XDiavel Black Star ครูเซอร์ไบค์กลิ่นอายสปอร์ต XDiavel Black Star โมเดลพิเศษจากทางดูคาติ เป็นโมเดลที่นำเสนอด้านที่สปอร์ต หรือด้านซิ่งๆ ของครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่ของทางค่ายแดง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโลกของสปอร์ตคาร์ ดีไซน์โดดเด่นด้วยสีสันที่ใส่ใจเป็นพิเศษ เป็นสีเทาด้านจับคู่กับสีดำ และตัดด้วยสีแดง แตกต่างด้วยฝาสูบสีแดงสีประจำค่าย และเพิ่มรายละเอียดความสปอร์ตและความพรีเมียมด้วยล้อฟอร์จน้ำหนักเบา ยาง Pirelli Diablo Rosso III และใช้ผ้าหนังกลับบริเวณเบาะนั่ง เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่อง Testastretta DVT 1262 ซีซี ให้แรงม้าที่ 160 ตัวที่ 9,500 รอบและแรงบิดที่ 126 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ซึ่งผ่าน Euro5 แล้วจากการปรับเลย์เอาท์ของปลายท่อใหม่แบบเดียวกับ Diavel ซึ่งแรงขึ้นแต่มลภาวะน้อยลง ตัวรถมาพร้อมระบบเบรกแบบ Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรล ซึ่งเป็นมาตรฐานสมัยใหม่แล้ว และให้ตรงตามความสปอร์ตตามคอนเซ็ปต์ของโมเดลนี้มีการเพิ่มโหมด Power Launch ช่วยให้ออกตัวได้อย่างรวดเร็ว มีโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Urban และ Touring เข้ากับรถได้เป็นอย่างดี ไฮไลต์อื่นๆ ได้แก่ คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo M50 โช้คปรับแต่งได้ โช้คหน้าเคลือบแกนแบบ Diamond like Coating ครูซคอนโทรล ระบบเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนต่างๆ ส่วนการจำหน่ายนั้นจะมีจำหน่ายในอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น ในราคา 25,995 ดอลลาร์คิดเป็นเงินไทยประมาณ เกือบๆ 800,000 บาท แต่ถ้านำมาขายในไทยจริง ราคาคงจะไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KLX300SM ตำนานภาคต่อของ D-Tracker คาวาซากิ ประเทศอเมริกา เปิดตัวโมเดลที่ขาดช่วงหายไปจากท้องตลาดพักนึงของทางค่ายยักษ์เขียวอย่างโมเดลโมตาร์ด ซึ่งชื่อเดิมคือ D-Tracker ที่ขาดหายไปตั้งแต่ช่วงปี 2016 แต่คราวนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น KLX300SM ซึ่งชื่อก็บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ KLX300 และยังระบุว่ามันคือรถสไตล์ซูเปอร์โมโตนั่นเอง Kawasaki KLX300SM ถือเป็นโมเดลใหม่แบบหมดทั้งคัน เว้นเพียงแต่หน้าตาที่ยังมีความคล้ายคลึงกับโมเดลเก่าค่อนข้างมาก สิ่งแรกที่ใหม่เลยก็คือเครื่องยนต์ครับ เครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด นั้นมีการเพิ่มขนาดความจุเป็นขนาด 292 ซีซี โดยการเพิ่มขนาดลูกสูบให้ใหญ่ขึ้น 6 ม.ม. ทำให้มีพละกำลังแรงขึ้น 17% หากเทียบกับโมเดลเก่าที่มีขนาด 250 ซีซี แต่ยังมีกำลังอัดเท่าเดิม ช่วงล่างจะแตกต่างกับ KLX300 ที่เป็นรถสองประสงค์หรือรถวิบาก เพราะคันนี้จะเน้นทางเรียบ ดังนั้นจึงมีขนาดล้อที่ต่างกัน โดยจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและหลังเพราะเน้นสำหรับขี่ถนนทั่วไป ไม่ได้เน้นลุย แต่ยังคงเป็นล้อซี่ลวดเช่นเดิม ส่วนโช้คอัพนั้นก็จะมีระยะยุบน้อยกว่าเล็กน้อยที่ประมาณ 1 นิ้ว โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ปรับคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ด้านหน้าหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องปรับได้ทั้งรีบาวด์ คอมเพรสชัน และพรีโหลด ระบบเบรกเองก็จะมีขนาดใหญ่กว่าของฝั่ง KLX300 โดยมีจานเบรกหน้าแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่นขนาด 240 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบสูบเดียว ส่วนชิ้นส่วนอื่นๆ นั้นก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากโมเดลเก่า งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าจะเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเมื่อไหร่ แต่ส่วนตัวแล้วยังไงก็คงไม่พลาด ดีไม่ดีต้นปีหน้าก็อาจจะได้เจอกันแล้ว แฟนๆ นักบิดสายโย่ง ชอบสไตล์นี้ไม่ควรพลาดครับ รับรองคุ้มค่าราคาสมเหตุสมผลแน่นอนครับ ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลเก่าเล็กน้อยจากความจุที่เพิ่มขึ้น แต่แรงขึ้นแบบนี้ใครๆ ก็ชอบใช่มั้ยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kymco DT X360 แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์สัญชาติไต้หวัน หลังจากที่ทาง Honda ได้ทำการเปิดตลาดใหม่ด้วยมอเตอร์ไซค์สไตล์ SUV หรือแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ด้วย X-ADV และ ADV150 รวมถึงในอนาคตที่น่าจะเป็นจริงกับ ADV350 จนได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มผู้ใช้รถในสมัยใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเจ ต้องการรถที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและก็สามารถออกไปผจญภัยบนเส้นทางใหม่ๆ ในช่วงวันหยุดพักผ่อนได้ด้วย ล่าสุด Kymco แบรนด์มอเตอร์ไซค์จากไต้หวัน ทนกระแสใหม่ไม่ไหวเปิดตัวโมเดลใหม่ในเซ็กเมนต์ใหม่ โดยใช้ชื่อรหัสว่า DT X360 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโมเดลที่ขายดีอยู่แล้วของทางค่ายอย่าง Downtown 350 เจ้า DT X คันนี้นอกจากดีไซน์บังโคลนหน้าที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยังมีแฮนด์บาร์แบบแฟลตที่ค่อนข้างกว้าง มีท่านั่งหลังตรง สบาย ซึ่งเหมาะกับการขี่แบบออฟโร้ดด้วย หน้าจอเรือนไมล์ LED สี สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ครบถ้วน เครื่องยนต์ของมันจะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 321 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด เคลมมาว่าให้แรงม้าสูงสุดที่ 28.42 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 30 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT และสายพาน ยางที่ให้มาเป็นยางในแบบของยางกึ่ง ขนาด 120/80 14 นิ้วที่ด้านหน้าและ 150/70 13 นิ้วที่ด้านหลัง ส่วนของโช้คนั้นด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS อย่างไรก็ดีเจ้าคันนี้ไม่ได้มีการอัพเกรดช่วงล่างเพิ่มระยะยุบของโช้คหรือว่าระยะความสูงระหว่างพื้นกับตัวรถเท่าไหร่นัก ดังนั้นมันก็จะลุยได้แบบเบาๆ ไม่มากเท่ากับทางฝั่ง Honda ที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนช่วงล่างให้ลุยได้มากกว่า ในส่วนของเทคโนโลยีก็ใส่มาให้พอเหมาะพอควรกับรถในพิกัดระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED รอบคัน ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรก ABS ส่วนในเรื่องของช่องเก็บของนั้นถือว่าให้มากว้างขวางโดยเฉพาะช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 2 ใบแบบเหลือๆ ช่องเก็บของด้านหน้าก็มีช่องจ่ายไฟแบบ USB พร้อมลูกเล่นพิเศษตรงแผงคอที่มีช่องจ่ายไฟซ่อนอยู่เหมาะกับชาร์จสมาร์ทโฟนที่นักบิดทั้งหลายนิยมนำมาใช้เป็นระบบนำทางด้วย Google Maps สุดท้ายนี้ก็ออกจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่แบรนด์นี้ไม่ได้มีขายในบ้านเรา แต่ก็น่าจะเป็นโจทย์ให้ทาง Honda ต้องทำการบ้านหนัก เพื่อให้โมเดลที่หลายๆ คนรอคอยอย่าง ADV350 นั้นออกมาดีมากพอที่จะแข่งขันกับเจ้านี่ในต่างประเทศได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000R Legendary Edition ลายพิเศษของนักแข่งในตำนาน 6 คน 7 แบบ ล่าสุด Suzuki ประเทศอิตาลีได้ทำการเปิดตัว Suzuki GSX-R1000R Legendary Edition เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งบริษัท Suzuki ครบรอบ 60 ปีของการแข่งขันชิงแชมป์โลก และยังเป็นการเฉลิมฉลองการได้แชมป์โลกในการแข่งขัน MotoGP ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! โดยโมเดลลายพิเศษระดับตำนานนี้จะมาพร้อมท่อไอเสีย Akrapovic และเบาะนั่งแบบตอนเดียว และตกแต่งลายกราฟิกแบบเดียวกับนักแข่งระดับตำนานที่ได้แชมป์ในปีนั้นๆ โดยจะมีทั้งหมด 6 คน 7 ลายด้วยกันครับ ได้แก่ 1976 Barry Sheen 1977 Barry Sheen 1981 Marco Lucchinelli 1981Franco Uncini 1993Kevin Schwantz 2000 Kenny Roberts Jr. 2020 Joanne Mill งานนี้เป็นโอกาสดีมากๆ สำหรับแฟนๆ หรือสาวกค่ายคนบ้า Suzuki ที่จะได้เป็นเจ้าของรถโมเดลพิเศษนี้ (แต่ต้องสั่งจากอิตาลีนะ ไม่รู้บ้านเราจะมีจำหน่ายมั้ย) จำหน่ายในราคา 22,500 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 826,000 บาท ถ้าเข้าไทยก็น่าจะกระโดดขึ้นไปจากราคานี้อีก BARRY SHEENE [1976] Barry Sheen เป็นนักแข่งชาวอังกฤษเกิดในปี 1950 และแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี 1970 หลังจากนั้นก็ขยับขึ้นไปแข่งขันในรุ่นสูงสุดคลาส 500 ซีซี (2 จังหวะ) และคว้าแชมป์โลกครั้งแรกกับ Suzuki RG500 ในปี 1976 โดยชนะไปทั้งหมด 5 เรซ จากทั้งหมด 12 เรซในปีดังกล่าว BARRY SHEENE[1977] ก็ยังคงเป็น Barry Sheen หลังจากที่คว้าแชมป์โลกในปี 1976 เขาก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้งในปี 1977 ติดต่อกัน โดยปีนี้ชนะทั้งหมด 6 เรซด้วยกัน MARCO LUCCHINELLI [1981] Marco Lucchinelli นักแข่งชาวอิตาลี เกิดในปี 1954 คว้าแชมป์โลกได้ในปี 1981 โดยคว้าชัยไปทั้งหมด 5 เรซกับอีก 2 โพเดียม และ Suzuki ยังคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตในปีดังกล่าวอีกด้วย นั่นก็เป็นเพราะพ่อหนุ่มม้าคลั่ง “Crazy Horse” ฉายาของ Marco FRANCO UNCINI [1982] Franco Uncini นักแข่งอิตาเลียน ที่ลงแข่งในรายการแข่งขันชิงแชมป์โลกด้วยวัยเพียง 21 ปี และก็เข้าสู่คลาสสูงสุดตั้งแต่ปี 1979 โดยเขาขี่ Suzuki มาตั้งแต่เริ่มต้น และคว้าแชมป์ต่อจากเจ้าม้าคลั่งในปีถัดมาหรือปี 1982 นั่นเอง KEVIN SCHWANTZ [1993] Kevin Schwantz นักแข่งอเมริกัน ชาวเท็กซัสที่สามารถคว้าแชมป์ได้หลังจากการขี่ RGV250Γ ดวลเดือดกับ Wayne Rainey ที่ใช้รถ Yamaha และเบรกลึกจนกระทั่งคู่แข่งของเขาพลาดท่าไป ก่อนที่เขาจะคว้าแชมป์โลกในปี 1993 KENNY ROBERTS JR. [2000] Kenny Roberts Jr. นักแข่งอเมริกัน เกิดปี 1973 ลูกชายของตำนานอย่าง Kenny Roberts (senior) ที่เคยคว้าแชมป์โลกกับ Yamaha ถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยคนลูกนั่นเริ่มแข่งในคลาสสูงสุดกับ Suzuki ในปี 1999 และคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2000 ด้วยการคว้าแชมป์ 4 เรซ หลังจากนั้นในปี 2001 การแข่งขันจาก WorldGP ก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น MotoGP

X-Venture Travel And Share ท้าลมหนาวบนเส้นทางโหดสายเหนือ X-Venture Travel AndShare เป็นกิจกรรมขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางสุดผจญภัยพร้อมท้าลมหนาวส่งท้ายปี 2020 บนเส้นทาง 3 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ และน่าน ซึ่งทาง Honda จัดให้กับลูกค้าได้นำรถของตัวเองมาขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม และน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ โดยทริปนี้จะเป็นทริปแบบเต็มอิ่ม 3 วัน 2 คืน กับระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร และเป็นทริปที่รวบรวมรถบิ๊กไบค์ตระกูลแอดเวนเจอร์ของ Honda เอาไว้ครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น CB500X, X-ADV, NC750X, CRF1000L, CRF1100L และ VFR1200X วันแรกเริ่มต้นกันที่ Honda BigWing จ.พิษณุโลก นัดรวมตัวกันลงทะเบียนกันในช่วงสายๆ โดยก่อนจะออกเดินทางก็จะมีการเช็ครถ เช็คความพร้อมผู้ขับขี่ตามมาตรการการจัดกิจกรรมในสถานการณ์ COVID-19 พร้อมรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนออกเดินทาง โดยวันแรกจะเป็นการขับขี่ไม่ไกลมากนัก เพราะออกเดินทางกันตอนบ่าย ซึ่งทริปนี้ดูแลโดยอาจารย์เล่ ทั้งนำทาง ทั้งคอยแนะนำการขับขี่ ตลอดจนถึงคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยตลอดทั้งทริป เส้นทางเริ่มจาก จ.พิษณุโลก – จ.แพร่ ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร แบ่งเป็นทางดำ 40% ทางฝุ่น 60% เริ่มออกเดินทางกันชิลๆ บนถนนดำมุ่งหน้าไป จ.แพร่ ที่ซึ่งจะเป็นที่พักและเป็นจุดหมายปลายทางของเราในวันแรก แต่จะให้ขี่แต่ถนนดำอย่างเดียวไม่ได้ อยู่ๆ ก็เลี้ยวเข้าเส้นทางแบบออฟโร้ด แต่ก็เป็นทางที่ไม่ยากมาก เป็นเส้นทางที่ยังพอมีชาวบ้านใช้สัญจรอยู่บ้าง แต่จะหนักไปทางฝุ่นดินแดง มีหลุมให้ตกใจกันพอหอมปากหอมคอ ปนกับทางเลี้ยวหักศอกที่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ส่วนธรรมชาติ 2 ข้างทางก็สวยงามเขียวขจี มือใหม่อาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางช่วงจะมีทางทรายเป็นระยะๆ บอกเลยใครเจอก็ต้องค่อยๆ ไปกันทุกคนไม่ว่ามือใหม่หรือมือเก๋าบิดเพลินๆ เผลอเปิดคันเร่งแรงๆ มีหวังนอนกลางทรายแน่นอน แต่ทุกคนก็เอาตัวรอดมาได้อย่างสบายๆ จากนั้นพักดื่มน้ำเย็นๆ พูดคุยเรื่องราวทางที่เพิ่งผ่านมากันเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางบนถนนดำกันต่อ มีช่วงขึ้น-ลงเขาอยู่เป็นระยะๆ อากาศในวันนี้ก็ดีมากๆ เย็นสบาย 25 องศาเท่านั้น เหมือนติดแอร์ตลอดทั้งเส้นทาง ขับไปเพลินๆ ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทางในวันแรกที่ จ.แพร่ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน รับประทานอาหาร และพูดคุยถึงเรื่องราวการผจญภัยในวันแรก รวมถึงประชุมเรื่องเส้นทางของวันถัดไป เช้าวันที่สองพวกเราเริ่มต้นจาก จ.แพร่ มุ่งหน้า จ.น่าน หลังจากรับประทานอาหารเช้าและแต่งตัวหล่อพร้อมลุยเรียบร้อยแล้ว ก็มีการบรีฟเส้นทางจากอาจารย์เล่กันอีกครั้ง เพราะวันนี้เป็นวันที่ลุยแบบเต็มที่ มีทั้งเนิน ทางชัน หิน ฝุ่น ดิน ทราย ตบท้ายด้วยลำธาร มีให้ได้สัมผัสกันแบบครบๆ ในวันเดียวเลย คุยกันจบก็เริ่มเดินทาง ออกจากตัวเมืองแพร่ไปได้ไม่นานวิ่งถนนดำกำลังถึง 3 แยกอยู่ดีๆ ท่านอาจารย์ก็พาคณะทัวร์ตรงลงทางดินไปเลย บรรยากาศเย็นๆ 2 ข้างทางไปทุ่งนา ฝูงวัว ก็ดูเพลินๆ เป็นทางไม่ยากมากนัก จากนั้นก็แวะเติมพลังกินข้าวกันที่ร้านสักทองคาเฟ่ที่เป็นทั้งร้านข้าวและร้านของฝาก เติมพลังเสร็จก็ถึงเวลาที่ความสนุกสุดมันกันต่อ เราเดินทางกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงเนินลงทางชันที่มีทั้งดินซุยๆ หินลอย คอยขวางทาง ต้องใช้ทักษะมากพอสมควร กว่าจะขี่ผ่านไปได้ ก็มีล้มกันไปบ้าง บ้างก็ไปได้แบบไหลๆ แต่ก็มีทีมงานคอยดูแล ให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ตลอด ต่อมาก็ลัดเลาะกันไปตามเขาผ่านหมู่บ้านผ่านธรรมชาติที่แปลกตา และมาเจออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนต้องผ่านคือลำธารที่เป็นทางผ่านของชาวบ้านจากนั้นก็เริ่มลุย กันเลย หลายๆ คนพยายามไม่อยากให้รองเท้าตัวเองเปียกก็ยืนขับฝ่ากัน ก็ผ่านไปได้ไม่ยากเย็น แต่ก็มีบางคนพลาด เพราะอาจจะเปิดคันเร่งแรงเกินไปทำให้ล้อหมุนฟรีในน้ำเกิดจนรถเสียอาการ จากนั้นก็ขับขี่ลุยทางดินกันต่อเนื่องจนออกมาที่ถนนดำและเข้าที่พักที่ จ.น่าน เพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้ลุยต่อกันในวันสุดท้ายที่เป็นทางดำยาวๆ แบบขึ้นเขาลงเขาสลับกันไป วันที่สามหลังจากที่พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เตรียมตัวทางเดินไปทำกิจกรรม CSR ระหว่างทางนั้นก็เป็นทางดำยาวๆ ไม่มีฝุ่นแล้ว แต่เป็นทางที่เป็นช่วงโค้งยาวๆ แบบโค้งซ้ายเพลินๆ แล้วก็ซ้ายอีก ต้องมีสติกันพอสมควรเพราะรีวิว 2 ข้างทางนั้นสวยงามมากๆ และอากาศเย็นตลอดทั้งทาง สำหรับรถที่มีฮีทกริ๊ปอุ่นมือก็ช่วยได้เยอะพอสมควร เราเดินกันมาถึงจุดชมวิวภูแลลาวเป็นจุดแวะรับประทานอาหารกลางวันและเป็นจุดที่ทำกิจกรรม CSR มอบของใช้จำเป็นให้แก่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่จริม ด่านจุดสกัดชั่วคราวห้วยปะกัม และที่นี่ยังเป็นตะเข็บชายแดนไทย-ลาว ซึ่งสามารถมองเห็นฝั่งลาวได้ด้วยตาเปล่า หลังจากที่ทำกิจกรรมกันเรียบร้อยก็เดินทางกันต่อจนมาแวะพักกันที่ อุทยานต้นสักใหญ่ชมต้นสักทองที่อายุกว่า 1,500 ปี จากนั้นก็มุ่งหน้าไปกันต่อที่ Honda BigWing จ.พิษณุโลก ซึ่งถือว่าเป็นการจบทริปส่งท้ายปีภาคเหนือที่สวยงาม ที่ได้ทั้งประสบการณ์การขับขี่ต่างๆ หลายรูปแบบ และยังได้ภาพสวยๆ พร้อมกับความทรงจำดีๆ ตลอดทั้งทริป บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ สำหรับกิจกรรม X-Venture Travel And Share นี้ทาง A.P.Honda ที่จะจัดขึ้นอีกในปีหน้านั้นจะเป็นที่ไหนอย่างไรก็ค่อยติดตามชมได้ที่

XR9 Carbona ชุดแต่งพร้อมแปลงร่าง Yamaha XSR900 และนี่คือโปรเจ็กต์สุดดีงามอีกคันนึงจากโครงการ Yard Built ของยามาฮ่าที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของความสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในการคัสตอมรถโปรดักชันไบค์สักคันนึง ไม่กี่ปีมานี้เราได้เห็นผลงานคัสตอมสองล้อที่สวยงามประหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซมาหลายต่อหลายคันจากสำนักคัสตอมต่างๆ ทั่วโลก และเจ้า XR9 Carbona จาก Bottpower คันนี้เองก็เป็นอีกคันที่โดดเด่นมากๆ จากโครงการ Yard Built ของ Yamaha ดีไซน์ของคัสตอมไบค์คันนี้ดูกะทัดรัด ปราดเปรียว และดุดันมากเลยทีเดียว โดยเจ้า XR9 เนี่ยออกแบบมาโดยตั้งใจว่าจะต้องถ่ายทอดสมรรถนะระดับสูงออกมาทั้งบนถนนที่คดเคี้ยวและบนถนนเปิดโล่งที่ชวยให้คุณเปิดคันเร่งจนหมดเพื่อให้อะดรีนาลีนของคุณพุ่งพล่าน เรื่องราวของเจ้าคันนี้เริ่มต้นในปี 2017 ตอนที่ทางสำนัก Bottpower ชนะการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ที่โคโลราโด อเมริกา 2 คลาสด้วยกัน โดยการแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันที่เก่าแก่และมีชื่อมากที่สุดรายการนึงในโลก โดยแข่งกันบนถนนกินระยะทางกว่า 19.99 ก.ม. มีโค้งทั้งหมด 156 โค้ง บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,440 เมตร และชัยชนะในครั้งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้คัสตอมโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาจาก XSR900 ที่โดดเด่นเรื่องแรงบิด และแชสซีที่เล็กกะทัดรัด โดยตั้งใจจะทำให้เป็นรถที่เท่และเร็ว ด้วยภาพลักษณ์แบบโมเดิร์นและดุดัน แล้วอยากที่จะพัฒนาให้เป็นชุดแต่งในแบบ Plug and Play หรือติดตั้งได้ง่าย ทาง Bottpower ใช้เทคโนโลยีของการพิมพ์แบบ 3 มิติหรือ 3D Printing และวัสดุคอมโพสิตที่พวกเขาชำนาญจนได้ออกมาเป็นคันอย่างที่เห็น ซ่อนไฟหน้ากลมๆ ไว้ และสร้างพื้นที่สำหรับหมายเลขขนาดใหญ่ที่ให้ฟีลลิ่งเสมือนรถแข่ง ด้านหน้าของรถจะดูล่ำๆ และท้ายของรถจะสั้น ทำให้มันดูเหมือนหมาพิตบูลที่มีช่วงไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ (ถังน้ำมัน) และท่าทางที่ทรงพลัง โดยโมเดลนี้จะผลิตขึ้นเพียงคันเดียวเท่านั้นเพื่อให้ผู้ใช้หรือผู้ที่สนใจจะได้เกิดแรงบันดาลใจและอยากจะทำรถของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งทาง Bottpower จะจำหน่ายชุดแต่ง Carbona ที่สามารถใช้งานกับ XSR900 หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์ CP3 ได้เลย ไม่ต้องโมดิฟายตัวเฟรม ทั้งนี้ในชุดแต่งนี้ก็จะประกอบไปด้วย ชุดครอบถังน้ำมันพร้อมกับท่อแอร์อินเทคแบบคาร์บอนไฟเบอร์ แฟริ่งส่วนเบาะนั่งและท้าย พร้อมเบาะนั่งหนังอัลคันทารา ท้ายแต่ง ไฟเลี้ยวแต่ง ป้ายเบอร์แข่งด้านหน้าพร้อมไฟ LED เดย์ไลท์ ไฟสูงและไฟต่ำ ครอบแผงหม้อน้ำและวิงก์เล็ต ที่ยึดป้ายทะเบียน ครอบสเตอร์ อกล่าง ส่วนอื่นๆ ที่เห็นในรูปจำเป็นจะต้องติดตั้งเพิ่มนะครับ ไม่ได้รวมในชุด งานนี้ใครสนใจล่ะก็อาจจะต้องสั่งนำเข้าจากทาง Bottpower นะครับผม ไม่แน่ใจว่าจะมีขายปริมาณมากขนาดไหน เพราะทาง Yamaha ยุโรปก็ไม่ได้ระบุด้วยครับ แต่ก็ถือว่าเป็นชุดแต่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zontes M310 ว่าที่คู่แข่งใหม่ของ XMAX และ Forza Zontes M310 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมเปิดตัวที่ประเทศจีนกันแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่ามีจุดเด่นที่ราคาถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ ในพิกัดเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ระบุวันวางจำหน่าย ซึ่งบ้านเราก็อาจจะได้ลุ้นกับเขาด้วย เพราะบ้านเราก็มีตัวแทนจำหน่ายจากแบรนด์นี้ โดยเจ้า M310 เคยตกเป็นข่าวมาแล้วครั้งนึงตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนโดยจะมีจำหน่าย 3 สีด้วยกัน ซึ่งได้แก่ สีแดง สีดำ และสีขาว มันมีขุมพลังแบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 309 ซีซีแบบ 4 วาล์วและใช้หัวฉีดจาก Bosch เคลมแรงม้ามาที่ 33.3 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 32 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมว่ามีอัตราเร่งที่ดี เร่งจาก 0 – 100 ได้ภายใน 8 วินาที ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมล้อขนาด 14 นิ้วและระบบเบรกแบบดิสก์เบรก ด้านหลังเป็นโช้คหลังคู่ ล้อขนาด 14 นิ้วและดิสก์เบรกเช่นกัน พร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล จุดเด่นอื่นๆ ของสกู๊ตเตอร์จาก Zontes มีดังนี้ ไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า เรือนไมล์สี TFT พร้อมระบบปรับความสว่างเอง แฮนด์บาร์มีจุดยึดสำหรับขาจับมือถือ มีช่องเก็บของด้านหน้า พร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB 2 ช่อง มีระบบคีย์เลส เซ็นเซอร์วัดลมยางพร้อมระบบแจ้งเตือน ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 1 ใบ เรียกว่ามีสเป็กที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะครับ ถ้าทาง Zontes Thailand นำเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วย แฟนๆ สกู๊ตเตอร์ชาวไทยก็น่าจะต้องปวดหัวในการเลือกรถกันอีกพอสมควรเลยล่ะ เพราะราคาของแบรนด์นี้ก็ค่อนข้างเป็นมิตรอยู่แล้ว ส่วนงานประกอบและคุณภาพนั้นก็ต้องรอดู รอสัมผัสตัวจริงกันอีกทีล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Zontesthailand | Facebook

ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica ฝีมือไบเกอร์ญี่ปุ่น หลังจากที่ Honda ประเทศญี่ปุ่นเริ่มส่งมอบโมเดลซูเปอร์สปอร์ต 600RR ล็อตแรกให้กับทางสาวกแดนปลาดิบกันแล้ว ซึ่งโมเดลนี้ไม่ได้ขายยุโรป แต่ขายในไทย โชคดีจริงๆ เชียว แน่นอนว่าไบเกอร์หลายคนก็มีแนวคิดที่ว่า “ขี่เดิมๆ เดินดีกว่า” ก็ย่อมที่จะตกแต่งรถให้แรง ให้แตกต่างอยู่แล้ว เจ้าซูเปอร์สปอร์ตพิกัด 600 ซีซีคันที่คุณเห็นอยู่นี้เป็นของหนุ่มนักบิดชาวญี่ปุ่นที่ใช้แอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ว่า @omusubi_r ซึ่งไม่ต้องเดาว่านักบิดไอดอลของเขานั้นเป็นใครก็พอจะรู้จากลวดลายกราฟิกบนรถของเขา ซึ่งก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Takaaki Nakagami นักแข่ง MotoGP ชาวญี่ปุ่นนั่นเอง ลวดลายกราฟิกนั้นแร็ปขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง RC213V LCR Honda ของ Nakagami นั่นเอง เรียกว่าเก็บรายละเอียดได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ Idemitsu แบรนด์น้ำมันเครื่องจากญี่ปุ่น บริเวณด้านข้างตัวรถและในจุดต่างๆ เบอร์แข่ง 30 ที่เป็นเลขประจำตัวของนักแข่งชาวญี่ปุ่นที่ด้านหน้า ลวดลายสีแดง ทองและขาว หาได้ลอง ชม ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica คันนี้ดีๆ แล้ว จะพบว่าครบตามแบบเป๊ะ ตั้งแต่หัวจรดท้าย กระทั่งบังโคลนหน้าก็ตาม แม้ว่าจะขาดรายละเอียดโลโก้ของบางแบรนด์ แต่เท่านี้ก็บอกได้เลยว่า หล่อจริงๆ ครับ งานนี้ผมนี่อยากเห็นรถจากไอเดียสร้างสรรค์จากนักบิดชาวไทยกันบ้างแล้ว จะแจ่มแจ๋วขนาดไหน ผมนี่รอชมเลยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 SP รุ่นใหม่ รองท็อปแรงน้องๆ รถแข่ง มีอะไรใหม่บ้าง Panigale V4 SP น้องใหม่พิกัดซูเปอร์ไบค์ ทำให้ตอนนี้ซูเปอร์ไบค์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบวีของดูคาตินั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 โมเดลด้วยกัน โดยเจ้าน้องใหม่คันนี้ถือเป็นตัวรองท็อปเป็นรองแค่เพียงรหัส R เท่านั้น โดยตัวอักษร SP ที่เป็นเหมือนรหัสใหม่นี้ ย่อมาจากคำว่า Sport Production แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ใหม่อะไร เนื่องจาก Ducati เพราะมีการใช้มาก่อนแล้ว โดยมีใช้ครั้งแรกใน Ducati 851 นั่นเอง ซึ่งคำว่า Sport Production สื่อถึงรถโปรดักชันที่มีของแต่งที่เหมาะสำหรับใช้ขับขี่ในสนามได้ดีขึ้นนั่นเอง โมเดลนี้จะแตกต่างกับโมเดล S 2021 อยู่หลายจุด ตั้งแต่ชุดสีลวดลายกราฟิกในแบบของเดียวกับรถแข่งช่วงวินเทอร์เทสต์ (Winter Test) เป็นสีดำด้านพร้อมกับดีเทลสีแดงสด และถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา แผงคอบน CNC มาพร้อมซีเรียลนัมเบอร์ พร้อมกับของแต่งต่างๆ ในส่วนของช่วงล่างและเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ในแบบสนาม โดยของแต่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้น้ำหนักรถเบากว่าโมเดล S อยู่ 1 กิโลกรัม น้ำหนักรถเปล่าจึงเหลือเพียง 173 กิโลกรัม อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะไม่อยู่ในพิกัด 1000 ซีซี เหมือนรหัส R จะยังเป็นเครื่องขนาด 1103 ซีซี แต่จะให้กำลังแรงม้าน้อยกว่าโมเดล R โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214 แรงม้าที่ 13,000 รอบและแรงบิดที่ 124 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ ของแต่งที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเปรียบเทียบกับโมเดล S มีดังต่อไปนี้ ปีกคาร์บอนไฟเบอร์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ คลัตช์แห้ง STM-EVO SBK โซ่เบอร์ 520 น้ำหนักเบาพิเศษ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 5 ก้านคู่ เบากว่าล้อฟอร์จเดิม 1.4 กก. คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema ปั๊มเบรกหน้า Brembo MCS 19.21 พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดคาร์บอน ระบบ DDA หรือ Ducati Data Analyzer พร้อม GPS สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ไว้ใช้วิเคราะห์ประเมินผลการขับขี่ในสนามภายหลังได้ ครอบคลัตช์แบบเปิด ชุดอุดท้ายหลังจากเอาที่ยึดป้ายทะเบียนออก ชุดอุดรูกระจกอลูมิเนียม ส่วนที่ยังคงเดิมๆ นอกจากเครื่องยนต์ที่กล่าวไปแล้วก็เช่น โช้คหน้า Öhlins NIX-30 โช้คหลัง Öhlins TTX36 และกันสะบัด Öhlins ซึ่งควบคุมผ่านระบบ Öhlins Smart EC 2.0 หรือปรับไฟฟ้าได้ทั้งหมด ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จัดเต็ม มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย หรือ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีให้ก็ได้แก่ ระบบเบรก Bosch EVO Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบช่วยออกตัว Power Launch ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ซึ่งหลายๆ ระบบพัฒนาใหม่ให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ขอละเอาไว้เพราะยิบย่อยมากๆ ครับ สนนราคาก็แน่นอนว่าถ้าเข้าไทยจะต้องแพงกว่า 1,249,000 บาทที่เป็นราคาของโมเดล S อยู่แล้ว แต่ก็ต้องไม่เกิน 2,990,000 บาทเพราะเป็นราคาของรุ่น R โดยผมเองประเมินไว้ที่ราวๆ 1,690,000 บาทบวกลบกว่านี้นิดหน่อย แต่ขอย้ำนี่ไม่ใช่ราคาอย่างเป็นทางการนะครับ เป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น สำหรับคนที่ซื้อมาขี่สนามก็ถือว่าคุ้มค่าเลยล่ะครับ ส่วนคนที่ซื้อมาขับขี่ทั่วไปอาจจะเกินตัวไปหน่อย แต่ถ้าใจรักล่ะก็มันก็ต้องจัดแล้วล่ะครับ เพราะหล่อจริง ของแต่งก็จัดจริงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก