SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
โจอัน เมียร์

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ ไหน..ขอซาวน์เช็คหน่อย พี่ ๆ น้อง ๆ ไบค์เกอร์ท่านไหนที่เคยประสบปัญหาออกตัวรถดับ สับเกียร์ว่าว จอดไฟแดงไล่หาเกียร์ N ไม่เจอ หรือลืมเปลี่ยนเกียร์ตอนออกตัว ทำเอาซะเขินต่อหน้าชาวหมู่คณะ ละถ้ายิ่งเป็นรถซีซีใหญ่ ก็มักจะเป็นจุดเด่นต่อสายตาของผู้คนข้าง ๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วหล่ะก็ คงเก็บทรงกันไม่อยู่ทีเดียว หรือจะต้องพึ่ง ระบบเกียร์ไร้คลัชต์ ระบบที่ไม่ต้องกำคลัตช์ต่อไป แล้วมันจำเป็นหรือไม่?  อะไรคือ ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ ? ยืนยันว่าล้านเปอร์เซ็นต์ที่ไบค์เกอร์ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยเราจะมาเจาะรายละเอียดของระบบไร้คลัตช์ซึ่งต้องเรียนว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สันดาป ทุกรุ่น ต้องมาคู่กับระบบคลัตช์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แมนนวล คลัตช์มือ เซมิออโต้คลัตช์ ออโต้คลัตช์หรือกระทั่งไฮดรอลิกคลัตช์ ซึ่งถ้าหากจะไม่มีคลัตช์เลย มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้วระบบไร้คลัตช์ ยังคงเป็นกลไกสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป โดยปัจจุบันระบบไร้คลัตช์ที่เราพบเห็นมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน (ถ้าไม่นับ CVT) แต่ถ้าจะนับก็มี 4 เอ๊ะ..ยังไง แบบที่ 1 : Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์ที่เรารู้จักกันได้ในนามของ DCT ซึ่งนิยมใช้ในหมู่บิ๊กไบค์จากค่ายปีกนกอย่าง Honda NC750, Honda CRF1100 Africa Twin, X-ADV 750, Goldwing เป็นต้น ซึ่งระบบ DCT จะแยกคลัตช์เป็น 2 ชุด ชุดนึงจับเกียร์เลขคี่ อีกชุดนึงจับเกียร์เลขคู่ เมื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ก็จะสลับการทำงาน ตัวนึงจับ ตัวนึงคลาย ตู้มต้าม ๆๆ หากพูดง่าย ๆ ระบบนี้จะใกล้เคียงกับรถยนต์ออโต้มากที่สุด คือ..ไม่จำเป็นต้องมีก้านคลัตช์ที่แฮนด์ ควบคุมปุ่มเกียร์ด้วยมือหรือพักเท้าแทนหรือจะขี่แบบออโต้ยังไงก็ได้..เอาที่สะดวกเลย แบบที่ 2 : Automated Manual Transmission (AMT) คำแปลของเทคโนโลยีนี้อาจจะงง ๆ เพราะมันคือ ระบบเกียร์ธรรมดาอัตโนมัติ ถ้าไม่ซีในคำแปลมันก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ทำงานตามชื่อเลยและยังใช้เกียร์ธรรมดาเป็นพื้นฐาน แต่ชุดเกียร์เหล่านี้จะถูกควบคุมคลัตช์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานตามคำสั่งของ ECU ซึ่งจะทำหน้าที่บีบคลัตช์หรือโยกเกียร์แทนคนขับนั่นเอง  โดยกลไกของระบบเหล่านี้จะไม่มีก้านคัลตช์รวมถึงคันเกียร์ที่บริเวณพักเท้า แต่จะให้ระบบควบคุมเกียร์แมนนวลมาในลักษณะคันโยกซึ่งสามารถปรับได้ด้วยมือผู้ขับขี่นั่นเอง และแค่นั้นยังไม่พอระบบเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้ตามรอบเครื่อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีโหมดออโต้ให้ขี่ เพิ่มความสบายมากขึ้นเป็นกอง โดยรถที่ใช้ระบบเกียร์ดังกล่าวคงไม่พ้นYamaha Y-AMT อย่าง MT-09, Tracer 9GT, MT-07 Y-AMT และรุ่นอื่น ๆ  และไม่ใช่เพียงค่ายยามาฮ่าเท่านั้น ค่าย KTM ก็ให้ความสนใจเจ้าระบบนี้เช่นเดียวกันโดยพัฒนาระบบ KTM AMT มาใช้ในรถซูเปอร์แอดเวนเจอร์นั่นเอง  เสริมในเรื่องความต่างระหว่าง AMT กับ DCT แบบง่าย ๆ ซักเล็กน้อยก็คือ เจ้า AMT มันมีมอเตอร์เพื่อกด-คลายคลัตช์ เหมือนมีคนช่วยบีบคลัตช์ให้ตอนเปลี่ยนเกียร์ แทนกำลังบีบที่มือ ซึ่งจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับความเร็วที่ล้อ รอบเครื่อง แรงม้าเพื่อตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ ความเจ๋งของระบบนี้ ก็คือฟีลลิ่งของรอบการเปลี่ยนเกียร์ไม่แตกต่างจากระบบเกียร์ธรรมดา แค่เปลี่ยนโหมด Automated ไม่ต้องกำคลัตช์ก็ได้หรือในรถบางรุ่น สามารถใช้แบบฟลูออโต้ได้เลย บิด ๆ อย่างเดียว แบบที่ 3 : Smart Clutch System น่าจะมีแค่หนึ่งเดียวที่ใช้ระบบนี้ และไม่เข้าไทยด้วยนั่นคือระบบ SCS หรือ Smart Clutch System ในรถ MV Agusta Turismo Veloce Lusso SCS ซึ่งจะแตกต่างจากทั้ง 2 แบบ ด้านบน เพราะใช้กลไกภายในถ้วยคลัตช์ของรุ่นนี้ที่เรียกกันว่า Clutch Expander ที่จะขยายตัวเพื่อดันให้คลัตช์จับตัวและหดลงเพื่อคลาย เป็นระบบเครื่องกลที่จะทำงานตามรอบ รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ไว้ส่งข้อมูลไปยังกล่องเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ด้วยควิกชิฟเตอร์อีกที แบบที่ 4 : Continuously Variable Transmission (CVT) อันนี้ก็ถือว่านับด้วยกับระบบคลัตช์สายพานในรถจำพวกสกูตเตอร์ ซึ่งคลัตช์รุ่นนี้จะอยู่ในตัวเครื่องเป็นเสมือนเกียร์บ็อกซ์ที่ใช่ชามหน้า-หลัง ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังผ่านตัวเชื่อมด้วยสายพาน เอาจริง ๆ ระบบนี้ไม่ขอเรียกว่าเกียร์ดีกว่าเพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์หัวโบราณอย่างแอดมิน ขี่รถมีคลัตช์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจจะดูลำบากลำบนเวลาไปจ่ายตลาดรวมถึงเวลาขี่มุดซอกแซกช่วงรถติด

Yamaha Airbag 2025 ระบบ เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! ยามาฮ่าเริ่มทำแล้ว

เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! Yamaha Airbag 2025 มาแล้ว เรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถสี่ล้อหรือสองล้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายหลักที่ทางผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายค่ายหรือแม้กระทั่งผู้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ต่างให้ความสนใจมาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกในออปชันของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเช่นเดียวกัน หนึ่งในผู้ผลิตจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างยามาฮ่า ก็ได้ริเริ่มการโปรเจ็กต์ของ Yamaha Airbag 2025 หรือระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่อาจช่วยชีวิตคนมากมาย และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทันสมัยมากมายอะไรนัก เพราะมันเคยมีมาเนิ่นช้านานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่รุ่นโกล์วิงก์ จากค่ายปีกนกในปี 2006 แต่ในครั้งนี้ยามาฮ่าเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อใช้ในรถสปอร์ตไบค์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายเลยไม่น้อย เพราะการที่จะติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์เสียอีก และอาจยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ด้วยความซับซ้อนของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ผ่านการคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ถ้าลองนึกดูว่าเซ็นเซอร์คำนวณผิดพลาดในขณะที่เรากำลังขับขี่ แอร์แบ็คเกิดทำงานถุงลมตีพองโต บดบังสายตา ก็อาจเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะอุบัติเหตุ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จริงหรือไม่ ?  นั่นก็อาจจะเป็น 1 ใน 99 เปอร์เซ็นต์ ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังคงมีประโยชน์เสียมากกว่าไหน ๆ โดยแนวคิดใหม่ของเจ้าระบบรุ่นนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงคิดแค่เรื่อง Airbag เท่านั้น ยังมุ่งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์ โดยระบบดังกล่าวจะใช้ เซ็นเซอร์ 2 ตัว ที่คล้ายคลึงกับเซ็นเซอร์ IMU ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับคววามเร่งในเร่งในแนวราบ แนวข้างและแนวดิ่งได้ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวแรกถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของจุดศูนย์ถ่วงของรถ ส่วนอีกตัวหนึ่งจะติดตั้งไว้ด้านหลังจุดศูนย์ถ่วง นั่นเอง  เล็งติดตั้งในรุ่น YZF-R1 และ Tricity สำหรับภาพประกอบสิทธิบัตรของระบบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ยามาฮ่า กำลังทดลองแนวคิดนี้กับเจ้า YZF–R1 และเจ้า Tricity ซึ่งแตกต่างกันมากในแง่ของการออกแบบและใช้งาน โดยความคืบหน้าของระบบนี้ เราอาจจะได้เห็นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และอาจบรรจุในโมเดลเซ็กเมนต์อื่น ๆ ของทางค่าย ซึ่งนับว่าเป็นการคืบหน้าที่ดี เพราะขับขี่ปลอดภัย ยังไงก็ดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่ เข้าสู่ข่าวมอเตอร์ไซค์ของตลาดสองล้ออันดับต้น ๆ ของโลกจากฝั่งอินเดียกันบ้าง ล่าสุดทางค่ายผู้ผลิตอย่าง TVS Motor Company ประกาศฉลองความสำเร็จด้วยยอดขายรถจักรยานยนต์ทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคัน พร้อมกับการเปิดตัว รถสปอร์ตไบค์สายเลือดภารตะอย่างเจ้า 2025 TVS Apache rr310 มาพร้อมกับสีสันและลายกราฟิตี้ใหม่และปรับปรุงในเรื่องของเทคโนโลยีการขับขี่ แถมยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย OBD-2B เป็นที่เรียบร้อย เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจและน่านำมาขายในบ้านเราทีเดียว เพราะด้วยรูปลักษณ์ความสปอร์ตภายใต้การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเจ้าฉลาม ซึ่งน่าจะตอบโจทย์สาวกแฟน ๆ สายสปอร์ตเลยไม่น้อย รูปทรงแฟริ่งออกแบบดูโฉบเฉี่ยว ประดับกราฟิกด้านข้างด้วยฟ้อนทันสมัย ไฟโปรเจกเตอร์พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ซึ่งระบบไฟใช้เป็น LED รอบคัน มีแรมแอร์บริเวณด้านหน้า และพิเศษสำหรับรุ่นนี้ที่ออกแบบปีกวิงก์เล็ตด้านข้างให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความสปอร์ตบนการขับขี่ในแทร็กได้แบบเต็มพิกัด ถือว่าเป็นรถเซ็กเมนต์แรกที่เริ่มต้นติดตั้งระบบแอโรไดนามิกมาให้ รวมถึงการเว้าเส้นสายส่วนถังให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งเข่าชิดหนีบถัง ช่วงลำตัวแนบด้านบนพร้อมโน้มตัวไปด้านหน้า หักศอกสอดรับกับองศาแฮนด์ออกแบบมาในลักษณะเป็นแฮนด์จับโช้ค ติดเบาะ 2 ตอนรองรับสำหรับการใช้งานบนท้องถนนสำหรับผู้ขับขี่และยังโดดเด่นด้วย Trellis Frame ซึ่งเป็นโครงสร้างอันเอกลักษณ์เฉพาะของรถดูคาติอีกด้วย  ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียวขนาด 312.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 38 แรงม้าที่ 9,800 รอบ และแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 7,900 รอบ มีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์รองรับกับเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดไว้ที่ 164 กม./ชม. (Track Mode) แต่ถ้าหากเป็นรุ่นเสริมออปชันชุดคิตจะสามารถรีดได้มากถึง 215 กม./ชม. เทคโนโลยีล้ำ เพิ่มระบบ Launch Control สำหรับรุุ่นเจ็นล่าสุดจะมีระบบช่วยออกตัว (Launch Control) ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ระบบ Cornering Drag Torque Control ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนในขณะเข้าโค้ง หน้าจอ TFT 5 นิ้ว พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมดทำงานควบคู่กับคันเร่งไฟฟ้า ประกอบไปด้วย Track, Sport, Urban และ Rain รวมถึงสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน สามารถดูระบบนำทาง มีโหมดแทร็คจับเวลาบนสนามแข่ง รวมถึงฟังก์ชันมีเดียรองรับความสะดวกสบายได้เต็มระบบ ส่วนระบบช่วงล่างติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานการใช้งานทั่วไป ยางไซส์สปอร์ตด้านหน้า 110/70 และด้านหลัง 150/60 เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยเคลมน้ำหนักรวมที่ 174 กก โดยเปิดตัวออกมาทั้ง 6 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นสี Red (ไม่มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 119,500 บาท รุ่นสี Red (มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 126,850 บาท รุ่นสีพิเศษ Bomber Grey ราคาประมาณการ 128,999 บาท  รุ่น Built To Order สั่งทำพิเศษ ชุดคิต Dynamic เพิ่มราคา (ประมาณการ)  7,740 บาท ชุดคิต Dynamic Pro เพิ่มราคา (ประมาณการ) 6,880 บาท ชุดสี Race Replica Colur เพิ่มราคา (ประมาณการ) 4,300 บาท สำหรับเรื่องการวางจำหน่ายในไทย ณ ตอนนี้ คาดการณ์ว่าไม่เข้า ถึงแม้เคยมีการนำเข้ามาขายในไทยของรุ่น TVS Apache RTR 310 แต่นั้นก็ผ่านมา 2 ปีแล้วก็ไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม คิดว่าอาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มสายสปอร์ตบ้านเราก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ เจอรถแรงมันจะว้าวเท่ารถตำนานจริงหรือ ? คำตอบนี้อาจมีในใจหลาย ๆ คน ซึ่งเดาว่าไม่ใช่คำตอบในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะฉะนั้น..แอดไม่ขอฟันธง (ฮ่าๆ) แต่ครั้งนี้จะพาบินลัดฟ้า ข้ามทวีปสู่ดินแดนตาน้ำข้าวของยุโรปมาชมโมเดลที่น่าสนใจภายในงาน London Motorcycle show 2025 ที่จัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กับโฉมตำนานซุปเปอร์ทัวเรอร์ต้นฉบับรถเดินทางที่ใหญ่ที่สุด Goldwing GL1000 1975 จัดมาโชว์ให้แฟน ๆ สองล้อได้เห็นให้หายคิดถึงกันแล้ว  มองผ่านแว้บแรกคือ..โอ้วว้าว เฟิร์สอิมเพรสชันในความสวยงามพรีเมียมรุ่นนี้ก็พาตกหลุมรักซะแล้ว ด้วยความที่เป็นมอเตอร์ไซค์แห่งยุคเจ็นแรก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของเจ้าโกลวิงค์ไฮเทคบล็อกเครื่อง 6 สูบในปัจจุบัน สำหรับเรื่องของการดีไซน์ของเจ้ารุ่นนี้ต้องบอกว่าออกแบบคล้ายคลึงกับเจ้า CB750 ซูเปอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายไว้หลายประการทั้ง ไฟกลมคลาสสิก หัวฉีดคาร์บู ถังหยดน้ำ หน้าปัดอนาล็อกและชิ้นส่วนโครเมียม ใช้เฉดสีย้อนยุคสวมเบาะหนัง ที่แอบให้กลิ่นอายถึงความเป็นร็อคสตาร์ในปี 60 แม้ไม่ใช่รถต้นดกำเนิดจากยุโรปแท้ ๆ ก็เถอะ แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง โดยเฉพาะเจ้าทัวร์เรอร์รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบบ็อกเซอร์ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 82 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ต่างกันกับเครื่องยนต์สี่สูบเรียงของเจ้า CB750 ต้นแบบของโมเดลฮอนด้าในปัจจุบัน และทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสะดวกสบายที่ออกแบบมาให้กับรถลักษณะทรงยาว เบาะต่ำ แฮนด์สูง นั่งแล้วหลังตรง ขี่สบายแต่ก็อาจจะแอบร้อนขาหน่อย ๆ ถ้าหากไม่มีอะไรป้องกัน (พูดเหมือนจะได้ขี่งั้นแหล่ะ) ขณะที่ช่วงล่างออกแบบมาได้อย่างเหมาะเจาะ กับโช้คเทเลสโคปิกด้านหน้า และโช้คสปริงคู่ด้านล่าง ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่ 296 มม. (ปั้ม 2 ลูกสูบ) ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม.ด้านหลัง ล้อหน้า 19 ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวด รัดด้วยยางแบบใช้ยางในตามฉบับคลาสสิกยุคก่อนมาให้นั่นเอง  ซึ่งในตลาดมือสองยังคงมีจำหน่ายให้เห็นบ้าง แต่ถ้าหากรุ่นปี 1975 ที่ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของรถมอเตอร์ไซค์นับว่าหาได้ยากมาก ๆ ในยุคนี้ ใครมีสะสมก็เก็บไว้ให้ดีทีเดียว ราคาคงแพงหูฉี่อย่างแน่นอน จะได้ไม่ต้องมางมหาให้ดูเหมือนแอดมินนะคร้าบ หากมีรถแรร์รุ่นไหนที่น่าสนใจ บอกแอดได้นะ..ไม่พลาดอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทาร์โดซซี่ ยัน มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของ MotoGP ไปอีกหลายปี

ทาร์โดซซี่ ยัน มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของ MotoGP ไปอีกหลายปี มาร์ก มาร์เกซ นักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 ในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งในฤดูกาล 2025 ก็เป็นขวบปีแรกที่เจ้าตัวได้ย้ายเข้าไปสู่ทีมโรงงานของ Ducati Lenovo Team อีกทั้งยังสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงสมฐานะของการเป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย และ ‘ตัวเต็ง’ แชมป์ในฤดูกาลปัจจุบันจนกระทั่งที่ว่าบอสของดูคาติอย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่เชื่อว่า มาร์เกซเวอร์ชันนี้คือเวอร์ชันที่ดีที่สุด “มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของโมโตจีพีไปอีกสี่ห้าปี” ประโยคดังกล่าวออกมาจากผู้จัดการทีมของ Ducati Lenovo Team อย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่ที่ออกอาการภาคภูมิใจนักแข่งคนใหม่ของทีมอยู่ไม่น้อย เพราะเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้เริ่มต้นภารกิจล่าแชมป์โลกปี 2025 กับทีมโรงงานดูคาติอย่างร้อนแรง โดยคว้าชัยชนะในทุกการแข่งขันสปรินต์ทั้ง 4 สนาม และชนะถึง 3 จาก 4 เรซหลักที่เปิดฤดูกาล ชัยชนะในรายการกาตาร์ กรังด์ปรีซ์ ทำให้เขาขึ้นเป็นผู้นำคะแนนสะสม โดยมีคะแนนนำ อเล็กซ์ มาร์เกซ จากทีม Gresini อยู่ 17 แต้ม ขณะที่ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า เพื่อนร่วมทีมโรงงานตามอยู่ 26 แต้มหลังจบ 4 สนาม อีกทั้งทาร์โดซซี่ยังออกมาเผยอีกว่า ตอนนี้โรงรถของดูคาติมีทั้ง “ราชาและเจ้าชาย” แห่งโมโตจีพี “มาร์คทำเวลา 1 นาที 52.5 วินาที และ 1 นาที 52.6 วินาที ก่อนจบการแข่งขันเพียง 4-5 รอบ มันแสดงให้เห็นว่าใครคือราชาตัวจริง ในความเห็นของผม แบรนด์ของเรามีทั้งราชาและเจ้าชายในโมโตจีพี เพราะเรามีแชมป์โลก 11 สมัยอยู่ในพิตเดียวกัน” “มันเป็นไปได้ที่มาร์เกซจะชนะทุกรายการที่เหลือในปี 2025 แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเป็คโก้จะคว้าชัยชนะได้ในบางสนาม โดยเฉพาะเพราะมาร์เกซในตอนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการจบอันดับสองก็ไม่เป็นไร หากมันเสี่ยงเกินไป” “เขารู้ดีว่าเขาต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” “มาร์คในวันนี้ดีกว่าเดิมมาก และผมเชื่อว่าเขาจะยังเป็นตัวอันตรายได้อีกสี่ถึงห้าปีข้างหน้า” “อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าเราสามารถพึ่งพานักแข่งชั้นยอดได้สองคน และเราก็รู้สึกพอใจมากกับเรื่องนี้” เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่าจะลงแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่ประเทศสเปน ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ CFMoto แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรุกตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง CFLite เข้ามารุกตลาดในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในโซนอเมริกาใต้เป็นหลัก  จากชื่อ แม้ว่าถ้าดูอย่างผิวเผินเหมือนจะเป็นรถที่มีสมรรถนะน่าจะไม่จี๊ดจ๊าดเท่าแบรนด์แม่ แต่ในความเป็นจริงนั้น แบรนด์ CFLite จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถจักรยานยนต์ราคาประหยัด ซึ่งการเปิดตัวของแบรนด์ลูกดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่งาน Makina Moto Expo 2025 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยแผนการตลาดจะมีเป้าอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย และในโซนของภูมิภาคอเมริกาใต้  โดยมีแบรนด์ CFLite แบรนด์นี้มาพร้อมกับ 3 รุ่นโมเดลใหม่ 3 สไตล์ดังนี้ เน็กเก็ตไบค์ สปอร์ตไบค์ และสายลุยออฟโรด CFLite Dual 230 รถจักรยานยนต์ประเภทดูอัลสปอร์ตที่เหมาะสำหรับการขับขี่ทางถนน และทางวิบากมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 223 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ คงความคลาสสิคด้วยระบบการจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 99,000 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,200 บาท CFLite 205NK Lite รถจักรยานยนต์ประเภทเน็กเก็ตไบค์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับการขับขี่ภายในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบแฟริ่งให้มีความเป็นแอโร่ไดนามิก เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ 131,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 77,500 บาท CFLite 250 Lite รถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตที่เน้นการออกแบบดีไซน์ให้มีความดุดัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแอโร่ไดนามิกเพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 138,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 81,600 บาท ซึ่งการเปิดตัวในประเทศฟิลิปปินส์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แล้วยิ่งการเปิดเผยถึงแผนการตลาดในโซนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วมีประเทศไทยของเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่แบรนด์ CFLite จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใครที่รอแบรนด์นี้อยู่รอก่อน ไม่กี่อึดใจบอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก คงไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดกาล และมักถูกแทนที่ด้วยสิ่งอะไรที่เป็น “ขั้นกว่า” อยู่เสมอ เช่นเดียวกัน ในเรื่องสถิติซ้อนสองที่เร็วที่สุดในโลกที่แอดมินเคยได้ลงข่าวไว้กับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบ (Viper 10) ของตาลุง Alan Millyard ที่เคยทำไว้ที่ 295 กม./ชม. ล่าสุด การมาของคู่หูดูโอ้คู่ใหม่อย่าง Jack Frost และ Paul Milbourn พร้อมที่จะขิงด้วยความเร็วที่สามารถทำได้มากกว่าถึง 360 กม./ชม. ทีเดียว แม้แชมป์เก่าจะใช้ตัวซิ่งพลังร็อกเก็ต 10 สูบ 500 แรงม้า ก็มิอาจต้านทานขุมพลังเบอร์โบซูเปอร์ชาร์จของฮายาบูสะคันนี้ที่ได้รับการโมดิฟายจนสามารถผลิตแรงม้าได้สูงถึง 800 แรงม้า ซึ่งนอกจากปรับเพิ่มสมรรถนะแล้ว ยังมีการดัดแปลงพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับขี่แบบซ้อนท้ายที่ความเร็ว 320 กม./ชม. ได้อย่างปลอดภัย อย่างการติดตั้งเบาะท้ายแบบเฉพาะทางพร้อมพักเท้า การเสริมแฮนด์ให้กับคนซ้อนบริเวณใต้ถังน้ำมัน ให้สามารถจับได้ในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง หลังจากการทดสอบเบื้องต้นบนรันเวย์เอลวิงตัน ประเทศอังกฤษ Jack Frost สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 418 กม./ชม. (ขับขี่คนเดียว) และความเร็วสูงสุดสำหรับซ้อนสองทำได้ที่ 360 กม./ชม ทำลายสถิติเดิมที่ตาลุง Millyard และ Henry Cole ทำไว้ 295 กม./ชม. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมออกตัวพร้อมกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้นซ้อนท้าย ผมไม่เคยขี่พร้อมคนซ้อนที่ตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่ทุกอย่างก็รู้สึกปกติดี เราเลยตัดสินใจลองวิ่งดูว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผมลองอีกรันหนึ่งโดยบิดคันเร่งมากขึ้นหน่อย ได้ความเร็ว 360 กม./ชม. แล้วก็ลองอีก 2 รอบโดยพยายามบิดแรงขึ้น แต่กลับทำพลาด ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ผมบิดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อย ทำให้รถเสียจังหวะตอนเข้าเกียร์สี่ มันเกิดอาการแกว่งนิดหน่อย ผมเลยถอนคันเร่งแล้วค่อยเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งผ่านเส้นที่ความเร็ว 211 ไมล์ต่อชั่วโมง และในรันที่สี่ก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะ แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ในการซ้อนท้ายทั้งสองคนใช้คันเร่งเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น โดยพอล มิลบอร์นยังได้ออกแบบแฮนด์พิเศษติดตั้งไว้ที่โครงรถ เพื่อให้สามารถจับได้จากด้านหลัง โดยไม่ต้องจับตัวฟรอสต์โดยตรง เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนะ เขาจับอยู่ที่แฮนด์สองข้างที่ติดกับเฟรมรถ มันปลอดภัยมาก เพราะตอนเบรกแรง ๆ ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าไม่มีแฮนด์ เขาอาจจะกลิ้งมาทับหัวผมหรือหลุดไปด้านหลังได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเกร็งแขนไว้แค่ไหน และผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลังด้วย ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครรั้งตัวผมไว้จากด้านหลัง และไม่ต้องเจอปัญหาแบบ อยู่ดี ๆ มือขวาผมก็เผลอบิดคันเร่งหนักขึ้นทั้งที่กำลังจะปิดคันเร่ง โดยทั้งคู่จะตั้งเป้าทำความเร็วทะลุถึง 386 กม./ชม. และทำลายสถิติโลกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โยฮันน์ ซาร์โก้ งัดฟอร์มเจ๋งให้ฮอนด้าในศึก QatarGP25

โยฮันน์ ซาร์โก้ งัดฟอร์มเจ๋งให้ฮอนด้าในศึก QatarGP25 โยฮันน์ ซาร์โก้ นักบิดสายเลือดจากแดนน้ำหอมโชว์ฟอร์มร้อน คว้าอันดับสี่ในการแข่งขัน QatarGP ในช่วงวันที่ 11-13 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นผลงานในการแข่งขันเมนเรซดีที่สุดของค่ายฮอนด้านับตั้งแต่มาร์ก มาร์เกซขึ้นโพเดียมอันดับที่สามในศึกการแข่งขัน Motul Grand Prix of Japan ปี 2023  โดยนี่ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดของซาร์โก้ นับตั้งแต่เข้าร่วมทีม LCR และยังเป็นผลงานการแข่งขันที่ดีที่สุดของฮอนด้าตั้งแต่ มาร์ค มาร์เกซ ขึ้นโพเดียมในศึกกรังด์ปรีซ์ญี่ปุ่นปี 2023 โดยซาร์โก้ออกสตาร์ตจากกริดที่ 7 และทำการออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับในรอบสปรินต์เมื่อวันเสาร์ ก่อนจะยืนระยะในกลุ่มหน้าตลอดการแข่งขัน ในรอบที่ 12 ถึง 19 ซาร์โก้สามารถแซงหน้าแฟรงโก้ มอร์บิเดลลี่ ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ลุ้นโพเดียม ก่อนที่นักบิด VR46 จะสวนคืนในช่วงสามรอบสุดท้าย “การได้สู้เพื่อโพเดียม และมีเพซรวมถึงความรู้สึกแบบนี้บนรถ มันสุดยอดจริง ๆ ผมมีความสุขมาก เพราะผมสามารถรักษาเพซที่ดีเยี่ยมไว้ได้ และการที่ผมมี ‘โพเดียมเพซ’ แบบนี้ มันเยี่ยมมาก ผมแข่งก็เพราะสิ่งนี้แหละ ผมรักมัน!” สลิปสตรีมเป็นประโยชน์ในศึก QatarGP อย่างที่ทราบกันดีเกี่ยวกับปัญหาของ RC213V จากค่ายฮอนด้าเกี่ยวกับความเร็วปลาย และอัตราเร่งที่เป็นรอง “ผมรู้ว่าถ้าผมสามารถเกาะอยู่หลังกลุ่มผู้นำตรงโค้งสุดท้ายได้ แล้วใช้สลิปสตรีม ผมจะเซฟเวลาได้ราว ๆ สองในสิบวินาทีต่อรอบ” เขาอธิบาย “แต่ถ้าวิ่งคนเดียว ผมอาจจะเสียเวลานิดหน่อย ดังนั้นสลิปสตรีมจึงช่วยได้มากจริง ๆ”   “แต่ถึงไม่มีมัน เราก็พัฒนาขึ้นอยู่ดี ตอนนี้รถคันนี้กลายเป็นของผมแล้ว – ผมรู้วิธีควบคุมมัน และสามารถปรับสไตล์การขี่ให้เข้ากับมันได้ดีขึ้นในแต่ละสนาม” “ช่วงที่ยากที่สุดของการแข่งขันคือตอนที่พยายามจะตามเป็กโก้ให้ทัน แต่ก็ไม่สามารถทิ้งระยะห่างจากคนข้างหลังได้” เขากล่าว “ตอนที่มอร์บิเดลลี่แซงผมอีกครั้ง ผมก็เห็นว่าอัลเดเกร์ก็ตามมาแล้วเหมือนกัน ผมเลยพยายามทำเต็มที่เพื่ออยู่ใกล้ที่สุด ผมสามารถรักษาอันดับ 5 ไว้ได้ – และจากโทษที่เกิดขึ้น เราก็ขยับเป็นอันดับ 4” “เรามีอาการสั่นนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ผมสามารถปรับการขี่ของตัวเองเพื่อรับมือกับปัญหา มันดีมากที่ได้ยืนยันว่า ความเร็วของเรากำลังมา และทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม” เมื่อ MotoGP กำลังจะกลับไปแข่งขันที่ยุโรปในสนามเฆเรซ ซาร์โก้ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า “เรากำลังก้าวหน้าอย่างมั่นคง และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” นักแข่งเจ้าของหมายเลข 5 รายนี้ และทีมฮอนด้าจะลงแข่งในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่ประเทศสเปนในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รู้ก่อนตัดสินใจ : ตารางเปรียบเทียบเงินเดือน vs มอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสม

ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เงินเดือน ต้องเท่าไหร่ จึงจะสามารถผ่อนได้แบบ 'ไม่เจ็บตัว' ใน SuperBike บทความนี้ เราจะมาแนะแนวทริคดี ๆ พร้อมรายละเอียดดังนี้

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP ลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมโรงงานของฮอนด้าในศึกการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยความรู้สึกว่าตนนั้นรู้ชื่นชม และดีใจที่จะมีสนามที่ประเทศบราซิลกลับมาปรากฎอีกครั้งในปฏิทินการแข่งขัน แต่อีกแง่นึงก็คิดว่าสนามที่จะนำมาใช้ในการจัดการแข่งขันยังต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ สนามในเมืองโกยาเนียอย่าง สนามแข่ง Autódromo de Interlagos (Ayrton Senna) ของประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในสนามที่เป็นตัวเต็งในการนำมาใช้ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2026 ซึ่งการแข่งขันรอบใหม่ในทวีปอเมริกาใต้รายการนี้ มีกำหนดเข้าปฏิทินในปี 2026 ตามสัญญาระยะเวลา 5 ปี และคาดว่าจะถูกจัดควบคู่กับสนามอาร์เจนตินาหรือออสติน ซึ่งเป็นสนามที่ 2 และ 3 ของฤดูกาลนี้  แต่ก่อนที่บราซิลจะได้กลับมาจัดการแข่งขันโมโตจีพีอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 สนามโกยาเนียจะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โมโตจีพีกำหนด ซึ่งลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมฮอนด้าก็ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็มีหลายจุดที่น่าเป็นห่วง รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร  “พวกเขาต้องทำงานอีกเยอะ ทั้งในส่วนของแทร็กและสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในหนึ่งปี เราหวังว่าทุกอย่างจะพร้อม” เขากล่าวเสริม “พวกเขาสัญญากับเราว่าจะเร่งมือเต็มที่ เพราะมีความสนใจอย่างมากในการจัดการแข่งขันครั้งนี้” “สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ในความเห็นของผม เพราะมันเป็นสนามที่เร็วมาก และมีโค้งเร็วหลายจุด นั่นหมายความว่าเราต้องมีพื้นที่เซฟโซน (runoff area) ที่ดี เพราะเลย์เอาต์ของสนามค่อนข้างเร็ว และเวลาต่อรอบจะสั้นมาก” “สั้นกว่าซัคเซ่นริงเสียอีก” แต่ตรงกันข้ามกับสนามเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเฉลี่ยต่ำ เขาคาดว่าสนามโกยาเนียจะมี “ความเร็วเฉลี่ยสูงมาก ทางตรงยาว และมีหลายโค้งที่ใช้เกียร์ 3 หรือ 4” “มีบางโค้งแคบที่ลดความเร็วเฉลี่ยลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนจะค่อนข้างเร็ว เราต้องรอดูอีกทีเมื่อใช้รถ MotoGP จริง ๆ รวมถึงตอนที่มีการติดตั้งเคอร์บใหม่ ปูแอสฟัลต์ใหม่ และมีทุกอย่างครบแล้ว เพราะเมื่อนั้นสภาพแทร็กจะดีขึ้นมาก” นักแข่งหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้ารายนี้จะลงแข่งขันในนัดที่สี่ของฤดูกาลที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม Aprilia Racing ต้นสังกัดของแชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดอย่าง ฆอร์เก้ มาร์ติน ได้ออกมายืนยันแล้วว่าการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่ประเทศกาตาร์ในรายการ Qatar Airways Grand Prix of Qatar ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ฆอร์เก้ มาร์ตินที่ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่การซ้อมในรอบทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเจ้าตัว ก่อนที่จะได้พักพื้นรักษาตัว และได้รับบาดเจ็บบริเวณมือซ้ายซ้ำอีกครั้งในการซ้อมแบบส่วนตัวที่ประเทศสเปน ก่อนเปิดฉากการแข่งขันที่ประเทศไทยในอีกไม่กี่วัน จากเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มาร์ติเนเตอร์ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และหายไปจากการแข่งขันถึง 3 สนาม (สนามประเทศไทย , อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา)   ทางต้นสังกัดของเจ้าตัว ‘ทีมอาพริเลีย’ ได้ยืนยันว่า หลังจากการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายที่ประเทศสเปน มาร์ตินจะเข้าร่วมการแข่งขันกาตาร์กรังด์ปรีซ์สุดสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดรายนี้ยังต้องผ่านการตรวจร่างกายโดยทีมแพทย์ของโมโตจีพีในวันพฤหัสบดีที่กาตาร์ ซึ่งการที่มาร์ตินร่วมเดินทางไปที่ประเทศกาตาร์ในหนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงแข่งในสนามที่ 4 ของฤดูกาล โดยมาร์ติเนเตอร์ได้ลองทดสอบขับขี่ตัวแข่ง RS-GP ไปเพียงแค่ 90 รอบเท่านั้นนับตั้งแต่การทดสอบที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์ตินเองก็คิดว่าถ้าตนแข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว “แข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาลงสนาม และรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยจะได้ลองแข่งที่กาตาร์” “เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจกับ RS-GP25 ให้มากขึ้น และเริ่มต้นหมุนรอบสนามให้ได้บ้าง ผมไม่รู้ว่าสภาพร่างกายของผมจะเป็นอย่างไร – แน่นอนว่าคงไม่สมบูรณ์ 100%” “เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และพัฒนาทีละนิด ในแง่ของร่างกาย ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถแข่งจบได้หรือไม่ แต่ถ้าทำได้ มันก็จะเป็นชัยชนะ เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นฟื้นตัวของผม” “เราต้องเดินทีละก้าว เพื่อพยายามกลับคืนสู่ระดับฟอร์มปกติของเราให้เร็วที่สุด” ต้องยอมรับว่าการกลับมาแย่งชิงตำแหน่งแชมป์โลกในฤดูกาลนี้ของฆอร์เก้ มาร์ตินอาจจะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวพอสมควร เมื่อเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงกับทีมโรงงาน Ducati ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และในกลุ่มหัวตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกก็เป็นสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซที่ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวตาราง ตามมาด้วยอันดับสามฟรานเชสโก้ บัญญาย่า  การแข่งขันสนามที่สี่ของฤดูกาลจะทำการแข่งขันกันที่ประเทศกาตาร์ ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก