SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

VESPARTE : HEARTBEAT ได้บุญแถมได้รถ VIVA LA VESPA แคมเปญจากทางเวสป้าที่เฉลิมฉลองให้กับ เวสป้า ประเทศไทย โดยคอนเซ็ปต์ของ VIVA LA VESPA ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ขับขี่เวสป้า หรือ Vespisti (เวสปิสตี้) ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น Vespanista (Fashion) , Vespafesta (Music) และ Vesparte (ART) และ Phase ของ VESPARTE กับคอนเซปต์ Vesparte Heartbeat ที่จัดเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25-29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้จะเป็นงานที่จะพาเหล่าเวสปิสตี้โลดแล่นเข้าไปสู่โลกของงานศิลปะในทุกรูปแบบ โดยในครั้งนี้ทางเวสป้าได้ร่วมมือกับศิลปินไทยในแขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างผลงานที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาพิเศษในครั้งนี้ โดยจุดประสงค์การจัดงานครั้งนี้คือ การร่วมประมูลรถเวสป้าเพื่อนำรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด โดยรายได้จากการประมูลผลงานหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปมอบให้กับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจแห่งประเทศไทยทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, มูลนิธิเพื่อสนับสนุน การผ่าตัดหัวใจเด็ก และ โครงการหนึ่งหัวใจ สู่ชีวิตใหม่ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ATT 19 ศูนย์รวมแกลอรีชื่อดังมากมาย สำหรับสถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ อยู่ที่ ATT19 แถวย่านเจริญกรุง และพรั่งพร้อมไปด้วยโมเดลรถเวสป้าที่ถูกวาดลวดลายด้วยศิลปินทั้ง 7 ท่าน ได้แก่ Benzilla (เบนซิลล่า), Nanzo (แนนโซ่), Yoon Phanaphast (ยูน ปัณพัท), Poorboy (พูลบอย), Thaiwijit (ไทยวิจิต), Gongkan (ก้องกาน) และ Mackcha (แม็กชา) ที่มาร่วมส่งต่อโอกาสให้กับเด็ก ๆ ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่ยังรอการรักษาในประเทศไทย เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้มีโอกาสและใช้ชีวิต เดินตามความฝันของตัวเองได้อย่างอิสระ เดี๋ยวเรามาชมเวสป้าที่ประดับด้วยลวดลายศิลปะแต่ละคันว่าจะสวยสดงดงามขนาดไหน VESPA LX 125 I-GET BY Benzilla สำหรับสาวกเวสปิสตี้ หรือผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะในวงการสตรีทอาร์ตน่าจะรู้จักกับ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข หรือ Benzilla กับคอนเซ็ปต์การออกแบบเวสป้า LX125 i-Get มาในลวดลายของตัวการ์ตูนสุดน่ารักอย่าง LOOOK เปรียบเสมือนตัวแทนของเด็ก ๆ ที่พร้อมจะออกเผชิญโลกกว้างนั่นเอง ชื่อผลงาน : Blomming โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : การขับขี่เวสป้าก็เหมือนการได้แล่นไปกลางทุ่งดอกไม้ผ่านสายลมในทุกช่วงวินาทีของการเดินทาง จึงหยิบใช้ดอกไม้และองค์ประกอบของธรรมชาติมาใส่ไว้บนรถเวสป้า เลือกสีที่ใช้มีความน่ารักด้วยความ ตั้งใจที่อยากจะส่งต่อความสดใส ความหวัง และมุมมองในการใช้ชีวิตในแง่บวก แบบเจ้า LOOOK และตัวละครอื่น ๆ โดยเปรียบเจ้า LOOOK เป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งที่หน้าตาไม่เหมือนใคร แต่ก็พยายามที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ทําความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยดวงตาใหญ่ ๆ ที่มีไว้มองสิ่งที่เกิดขึ้น คล้ายกับเป็นผู้สังเกตการณ์ เรียนรู้จากทุกปัญหาที่ต้องเผชิญด้วยมุมมองที่เป็นบวก สร้าง ความรู้สึกสบายท่ามกลางสายลมอิสระ VESPA LX 125 I-GET BY Nanzo ต่อด้วย โมเดลสุดพิเศษของศิลปินสาวสวยอย่าง แนน – วราภรณ์ เหมรัตน หรือ Nanzo ศิลปิน Art ชื่อดังกับรถเวสป้า LX 125 i-Get มาพร้อมลวดลายสุดคลีนแต่เต็มไปด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความอิสระแห่งการปลอดปล่อยตัวเองไปกับธรรมชาติ Project : THE JOYFUL RIDE โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : ถ่ายทอดบรรยากาศของการท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงการเต้นรําและอิสระ การเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ดื่มดําไปกับธรรมชาติรอบตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปทรง ของมนุษย์กับธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ภูเขา

Zontes 368E บิ๊กสกูตเตอร์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่ 368 ซีซี พร้อมฟังก์ชัน และเทคโนโลยีที่ให้มาแบบจัดเต็ม เหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบความสะดวกสบาย

Royal Enfield Himalayan 450 อีกหนึ่งโมเดลรถที่พร้อมผจญภัยในสภาพถนน มาพร้อมการขับขี่ที่นุ่มสบาย พร้อมลุยในทุกสภาพถนน

Zontes 368G 2025 สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ ที่มีภาพหลุดออกมาแล้วสำหรับการทดสอบวิ่งที่ประเทศไทย คาดการณ์อาจมีการเปิดตัวปลายปีนี้

2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 คลาสสิคที่ยังมีลมหายใจ 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นเรโทรคลาสสิคตระกูล W ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดย Kawasaki W230 เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ W แบรนด์ และ Meguro S1 ทายาทของ Kawasaki 250 Meguro ที่อายุครบ 100 ปีในปีนี้แบบพอดิบพอดี ทั้งสองคันมีรูปแบบการดีไซน์ย้อนยุคสวยงาม เรียกได้ว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิคอย่างแน่นอน Meguro S1 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบโดยตรงจากรถมอเตอร์ไซค์ในตำนาน ในประวัติศาสตร์ของ Kawasaki และ Meguro: Kawasaki 250 Meguro SG ซึ่งผลิตในปี 1964 การออกแบบที่เห็นใน Meguro S1 สัมผัสได้ว่าสืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษโดยตรง โดยยังคงความเท่แบบเหนือกาลเวลาซึ่งยังคงสวยงามเหมือนในปี 1964 Kawasaki W230 โมลเดลที่สืบสานความภาคภูมิใจของซีรีส์ W ด้วยสัมผัสแห่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่รุ่น W รุ่นดั้งเดิม W230 จึงมีความงามอันเรียบง่ายเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนดีไซน์ก็ยังมีความคลาสสิคและสวยงามอยู่เสมอ Kawasaki W230 และ Meguro S1 ใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกันที่ 233 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ มีพละกำลังอยู่ที่ 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็จะเป็นพื้นฐานมาจาก KLX230 จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีดแบบแมนนวล ล้อหน้าให้มาแบบซี่ลวดขนาด 90/90-18 M/C ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต ขนาด 265 มม. มาพร้อมโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 37 มม. พร้อมปลอกกันฝุ่น ในส่วนของระบบความปลอดภัย ให้ระบบเบรกมาพร้อม ABS ช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องมีการเบรกกระทันหัน ล้อหลังให้มาแบบซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว 110/90-17 M/C ขนาด 220 มม. ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบสวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพสปริงคู่ ระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้าให้ไฟแบบ LED สีขาว แต่ในส่วนของไฟเลี้ยวด้านหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวด้านหลังให้เพียวแค่หลอดไฟแบบฮาโลเจนเท่านั้น เรือนไมล์ที่ความผสมผสานระหว่างดิจิตอล และอนาล็อก โดยฝั่งซ้ายจะบอกความเร็ว และจอดิจิตอลสำหรับบอกระยะทางรวมของรถคันนี้ และนาฬิกา ฝั่งขวาจะเป็นรอบของเครื่องยนต์ และสัญญาณต่าง ๆ อาทิ ไฟบอกสถานะเกียร์ว่าง , ไฟเตือนไฟสูง , ABS , ไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และสัญญาณไฟเลี้ยว 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 สเปค และรายละเอียด Kawasaki W230 Meguro S1 เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. 67.0 x 66.0

ยักษ์เขียว ล้อหมุนเปิดรุ่นใหม่ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX หลังจากที่ Kawasaki Versys 1100S เปิดตัวแล้วในประเทศออสเตรเลีย ก็มีข่าวเพิ่มเติมออกมาเกี่ยวกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน รวมไปถึงรุ่นย่อยที่ใส่ของแต่งสายทัวร์ริ่งมาให้ เครื่องยนต์ 1100 เจนใหม่ เพิ่มขนาดแต่ม้าตาย เครื่องยนต์ใหม่ ในโมเดลนี้มีขนาด 1,099 ซีซี 4 สูบเรียง โดยเป็น เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนามาจากรุ่น Ninja 1000SX เดิม ซึ่งขาววงในบอกสเปคคร่าวๆมาว่า จะสามารถส่งกำลัง 134 แรงม้าที่ 9,000 rpm แรงบิด 112.6 นิวตันเมตร ที่ 7,600 rpm เทียบกับตัวเก่าเครื่องยนต์ตัวใหม่เหมือนจะโดนตอนม้ามา แต่ได้แรงบิดที่เพิ่มหน่อยนึง เพราะจากสเปคเดิม Ninja 1000SX ที่มีพละกำลังอยู่ที่ 140 แรงม้าที่ 10,000 rpm แรงบิดอยู่ที่ 111.2 ที่ 8,000 rpm ที่ม้าล้มตายไปฝูงนึง น่าจะมีสาเหตุจาก กฎ Euro 5+ ที่ไม่ใช่แค่คาวาที่โดน แต่ ตัวพันรุ่นใหม่ โดนแทบทุยี่ห้อ ต้องมาดูอีกทีว่า Kawasaki ให้โหมดแบบไม่ตอนมารึเปล่า หรือต้องซื้อท่อฟูลซักเส้น เพิ่มท็อปสปีดกับอัตราทดเกียร์ใหม่ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีกำลังแรงม้าที่น้อยกว่า และมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกัน แต่เจ้า Ninja 1100SX มีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ จึงทำให้มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 251 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง 1000SX ทำได้ที่ 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุ่น SE เพื่อสายทัวร์ริ่งโดยเฉพาะ ในส่วนของรายละเอียดรุ่นย่อยของ Kawasaki Ninja 1100SX จะไม่ได้มาเพียงแค่รุ่นธรรมดา (โมเดลต่อท้ายด้วย SX) แต่จะมีรุ่น SE ที่เป็นรุ่นอัพเกรดเพิ่มเติมขึ้นมา โดยในรุ่น SE จะมาพร้อมอุปกรณ์เสริมเช่นกล่องสัมภาระด้านข้าง และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงระบบความปลอดภัยที่มีความทันสมัยมากขึ้น และรวมไปถึงสีพิเศษที่อาจจะมีเฉพาะในรุ่นนี้ สรุป รถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต-ทัวร์ริ่ง โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรุ่นนี้คาดว่าจะเปิดตัวขี้นในเดือนตุลาคม 2024 นี้ และคาดว่าจะมีคันจริงให้สาวกยักษ์เขียว ลูบไล้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati 100 Wins MotoGP กับประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในโมโตจีพี Ducati 100 Wins MotoGP สร้างประวัติครั้งใหม่ กับการเฉลิมฉลองชัยชนะสู่ 100 เกมของการแข่งขันใน MotoGP ที่ Misano ประเทศอิตาลี โดยชัยชนะครั้งล่าสุด เกิดขึ้นโดยนักบิดหมายเลข 23 Enea Bastianini เพื่อนร่วมทีมเมทแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia ที่สามารถได้คว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ หลังการดวลกับ Jorge Martin ผู้นำอันดับหนึ่งของตารางในรอบสุดท้าย ก่อนสามารถแซงเจ้าตัวและเข้าเส้ยชัยเป็นคนแรก สร้างผลงานในบ้านที่น่าจดจำให้กับ Ducati ไปได้ในครั้งนี้ @motogp A bit of controversy around Bestia’s winning overtake 😬 Which is your point of view? Too agressive or just a bold last lap move? 👀 #EmiliaRomagnaGP 🏁 #MotoGP #Motorsport #Motorcycle #Racing #SportsOnTikTok ♬ Tonight – Felix Tena หากย้อนไปในช่วงบุกเบิก Ducati นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1926 และเข้าสู่การแข่งขัน MotoGP อย่างจริงจังในช่วงต้นปี 2000 โดยความสำเร็จแรกของพวกเขาเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อ Loris Capirossi คว้าชัยชนะครั้งแรกให้กับทีม ความสำเร็จนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดย Ducati ยังคงพัฒนารถแข่งและเทคโนโลยีต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดใน MotoGP โดยชัยชนะครั้งที่ 100 ของ Ducati ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่สามารถรักษาระดับการแสดงศักยภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา การควบคุมรถที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการทำงานเป็นทีมของนักแข่งและวิศวกร ทำให้ Ducati สามารถแสดงความสามารถได้ในทุกสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในยุโรปหรือในสนามอื่นๆ ทั่วโลก นอกจากการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน Ducati ยังได้รับการสนับสนุนจากนักแข่งมากฝีมือหลายคน อาทิ Casey Stoner ซึ่งเคยพา Ducati คว้าแชมป์โลกในปี 2007 ความสำเร็จเหล่านี้ช่วยให้ Ducati กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในวงการ MotoGP โดยการมีรถแข่งที่มีความเร็วและความเสถียรสูงช่วยให้นักแข่งสามารถควบคุมสถานการณ์ในสนามได้อย่างดี ความสำเร็จของ Ducati ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาก้าวสู่การเป็นแชมป์ในหลายรายการ แต่ยังส่งผลให้มีแฟน ๆ และผู้สนับสนุนจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การชนะครั้งที่ 100 จึงไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกสถิติ แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม การพัฒนาเทคโนโลยี และการทุ่มเทในการแข่งขันที่สูงสุดในโลกของ MotoGP อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดานี่ เปโดรซ่า เตรียมขึ้นแท่นหัวหน้าทีม KTM มีข่าวลือออกมาอย่างแพร่หลายว่า ดานี่ เปโดรซ่า อาจจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีม MotoGP ของทีม KTM ในปี 2024 แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า เปโดรซ่าอาจเข้ามาแทนที่ ฟรานเชสโก้ กุยดอตติ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะออกจากตำแหน่งเนื่องจากมีความขัดแย้งกับ KTM เกี่ยวกับทิศทางของทีมในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภายในทีม KTM เพื่อฟื้นฟูศักยภาพการแข่งขันของทีม หลังจากเผชิญกับความท้าทายในช่วงไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ไม่มีโอกาสที่ได้เข้าใกล้แชมป์โลกเลย ดานี เปโดรซ่า ซึ่งเป็นตำนานในวงการ MotoGP โดยเปโดรซ่าเป็นนักแข่งทีมฮอนด้าตั้งแต่ปี 2001 ในรุ่น 125 ซีซี และในปี 2003 เขาก็ได้ขยับขึ้นมาสู่รุ่น 250 ซีซี หลังจากนั้นในปี 2006 เขาได้ขยับเข้ามาแข่งในรายการ MotoGP กับทีม Repsol Honda ถึงแม้ว่าดานี เปโดรซ่า จะไม่เคยคว้าแชมป์โลก แต่ก็ยังได้ตำแหน่งรองแชมป์โลกถึงสามครั้งในปี 2007, 2010 และ 2012 นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์สนามมาแล้ว 31 ครั้งตลอดการแข่งขัน MotoGP โดยปัจจุบันทำหน้าที่เป็นนักทดสอบรถของ KTM ตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนารถแข่ง RC16 ความรู้ทางเทคนิค ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับทีมทำให้เขาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ อาจจะเป็นในช่วงการแข่งขันที่อินโดนีเซียหรือญี่ปุ่น สรุป การที่ทีมแข่งอย่าง KTM เลือกที่จะเดิมพันกับเปโดรซ่า นั้นแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะหาหนทางใหม่ ๆ และการที่เปโดรซ่าก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของทีม KTM ก็คงสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการ MotoGP ไม่น้อยเลยทีเดียว การได้รับตำแหน่งในครั้งนี้อาจเป็นบทบาทใหม่ทั้งในอาชีพของเขา และบทบาทที่เขาจะนำทีม KTM ไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha V4 สูบเรียงถึงทางตัน ได้เวลาสูบวี ยามาฮ่าออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเครื่องยนต์ Yamaha V4 สำหรับการแข่งขันรายการ MotoGP ลิน จาร์วิส กรรมการผู้จัดการบริษัท ยามาฮ่า เรซซิ่ง ยืนยันข่าวนี้ในการให้สัมภาษณ์กับ MotoGP.com เกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องยนต์ V4 ของทางยามาฮ่า “ ผมยืนยันได้ว่าเรากำลังมุ่งมั่นในการพัฒนาเครื่องยนต์ V4 และในเรื่องของการเปิดตัวก็อาจจะไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าจะเปิดตัวเครื่องยนต์นี้ตอนไหน เพราะมันต้องมีความแรงกว่าเครื่องยนต์ที่เรามีปัจจุบัน (เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง)” “และตอนนี้เราก็อยู่ในขั้นตอนของการ Engine bench test (การทดลองเครื่องก่อนติดตั้ง) บางทีมันอาจจะพร้อมในกลางปีหน้าก็ได้” “ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อตอนที่ Suzuki ยังไม่ถอนตัวจากการแข่งขัน MotoGP ก็จะมีผู้ผลิตสองค่ายที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง และแน่นอนว่าค่ายอื่นได้เริ่มใช้เครื่องยนต์แบบ V4 กันแล้ว มันทำให้เราได้เห็นพัฒนาการอย่างมากของกีฬาชนิดนี้” “ในความคิดเห็นของเรา คิดว่าเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงยังมีศักยภาพอีกมากมายที่ต้องพัฒนา และปรับปรุง แต่ในเมื่อคู่แข่งทั้งหมดของเราตอนนี้ใช้เครื่องยนต์ V4 และเราได้มองถึงกฎกติกาของการแข่งขันรายการ MotoGP ในปี 2027 เราจึงเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ V4” “ซึ่งในการแข่งขัน MotoGP ในปี 2027 มันก็ยังอีกไกลสำหรับเรา เราจึงต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ V4 ตั้งแต่ตอนนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เห็นเครื่องยนต์นี้ลงแข่งขันเมื่อไหร่ แต่สำหรับการทดสอบในสนามคงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแล้ว” “และจากการพัฒนาของเรา ตอนนี้ทุกอย่างมีพัฒนาการไปในทางบวก บางทีในกลางปีหน้าคุณอาจได้เห็นเครื่องยนต์นี้สู่สนาม ตอนนี้เราสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย แต่เรามีทีมที่แข็งแกร่ง ทั้งนักแข่ง และทีมวิศวกรที่ดีมากอีกหลายคนที่ทำงานให้กับเรา ผมคิดว่าเราต้องกลับมาอยู่ในแถวหน้าอีกครั้ง” หลังจากที่ Suzuki ถอนตัวจากการแข่งขันรายการ MotoGP เมื่อปลายปี 2022 จึงทำให้เหลือเพียง Yamaha ที่เป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่ยังคงใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงเพื่อแข่งขันกับเครื่องยนต์ V4 ของ Ducati, Aprilia, KTM และ Honda โดยจุดสำคัญข้อดีของเครื่องยนต์แบบสูบวีคือ ไม่กว้างออกทางด้านข้าง เพราะลูกสูบถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง และการใช้เครื่องยนต์ V4 มีจุดที่น่าสนใจคือ เครื่องยนต์แบบ V4 จะใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง โดยที่แรงบิดนั้นจะมาไวกว่า ทำให้ออกตัวได้ง่ายกว่า โดยส่วนมากจะมีการวางองศาที่ 35, 60 และ 90 องศา โดยที่การวางองศาของชุดลูกสูบสองชุดนั้นจะเป็นการกำหนดคาแรกเตอร์ของเครื่องยนต์ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่เน้น แรงบิด หรือ แรงปลาย ซึ่งส่วนมากแล้วการวางเครื่องยนต์แบบ V4 จะมีการเลือกวางตามแนวยาวของตัวรถ และเครื่องยนต์ V4 นั้นสามารถรักษาระดับความเร็วได้อย่างคงที่ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางโค้ง รวมไปถึงการเปิดใช้งาน Engine Brake ก็จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า เพราะเครื่องยนต์นั้นสามารถทนทานต่อแรงตึงได้สูงกว่า ทีมที่ใช้เครื่องยนต์ “V4” ในการแข่งขัน MotoGP24 Model ทีม Aprilia racing RS-GP24 Aprilia Racing Ducati Desmosedici GP24 Ducati Lenovo Team Ducati Desmosedici GP Gresini Racing MotoGP™ Honda RC213V LCR Honda Ducati Desmosedici GP Pertamina Enduro VR46 Racing Team Ducati Desmosedici GP Prima Pramac Racing KTM RC16 Red Bull GASGAS Tech3 KTM RC16 Red Bull KTM Factory Racing Honda RC213V Repsol Honda Team Aprilia racing RS-GP24 Trackhouse Racing Yamaha MotoGP ใช้ “4 สูบเรียง” ในการแข่งขัน MotoGP24

Bangkok Star ศูนย์บริการรถบิ๊กไบค์ระดับ 5 ดาว ชี้เป้าพิกัดสำหรับสาวกบิ๊กไบค์ หากใครกำลังมองหารถบิ๊กไบค์สักคันในราคาที่ถูกใจพร้อมอะไหล่ตกแต่งมากมายไม่ว่าจะเป็นมือ 1-2 หรือจะนำรถของท่านเข้ามาบริการเซอร์วิสแล้วหล่ะก็ ในบทความนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะขอแนะนำกับศูนย์บริการเซอร์วิสและจำหน่ายรถบิ๊กไบค์ที่ครบครันมากสุดแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพกับร้านที่มีชื่อว่า Bangkok Star สำหรับใครที่ติดตามในวงการมอเตอร์ไซค์มานาน โดยเฉพาะทางฝั่งบิ๊กไบค์จากค่ายยุโรปหรือในสนามแข่งขันทางแดร็ก ก็คงคุ้นชื่อเจ้าของร้านแห่งนี้กันดีกับ พี่ลู่ (เยดลู่แบงค็อกสตาร์) ซึ่งพิกัดของร้านดังกล่าว ตั้งอยู่ติดกับถนนประดิษฐ์มนูธรรมถัดจากศูนย์การค้าเดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา แล้วทำไมต้องร้านนี้หล่ะ จะมีอะไรที่น่าสนใจกันเชียว โชว์รูมรถบิ๊กไบค์มากมาย แค่เดินผ่านหน้าร้านก็เห็นแล้วว่า มีจำนวนรถไบค์บิ๊กไบค์มากมาย จอดตั้งโชว์เรียงรายอยู่เต็มเลยทีเดียว ไม่ว่าจะค่ายยุโรปหรือค่ายเอเชียทั้ง BMW S1000RR, BMW M1000RR, BMW R1300GS, BMW HP4 Race, Kawasaki ZX-10R,Yamaha R1, Honda CBR1000RR-R หรือนับได้ว่ามีพร้อมจำหน่ายแทบจะทุกค่าย แม้กระทั่งโมเดลสุดจิ๋วจอมซนอย่าง Honda MonKey ลายพิเศษพร้อมของแต่งมีมาให้เลือกอีกด้วย ถ้าหากใครที่กำลังตัดสินใจมองหารถบิ๊กไบค์แจ่ม ๆ ซักคัน ลองเข้ามาปรึกษาขอคำแนะนำกันก่อนได้นะจ๊ะ อะไหล่แต่ง..มีให้เลือก ถัดจากโซนหน้าร้านมาชมด้านหลังกันบ้าง โชว์ให้เห็นกันเด่น ๆ กับอะไหล่แต่งมากมายทั้งมือ 1,2 ไม่ว่าจะเป็นล้อ ปั๊ม Brembo จานเบรก ท่อแต่งไทเทเนียม รวมถึงของแต่งอื่น ๆ อีกเพียบ สำหรับสายแต่งที่อยากได้อะไหล่งาม ๆ ต้องไม่พลาดนะ โซนหมวกกันน็อก นอกจากนี้ยังมีโซนหมวกกันน็อกพร้อมจำหน่ายจากแบรนด์ดังมากมาย ทั้งแบรนด์เอเชียและยุโรปมาให้ชมกันอีกด้วย ถือว่าเป็นโซนที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะมีหลายทุกรุ่นหลายสไตล์ จนกระทั่งอยากได้เป็นเจ้าของเลยทีเดียว โซนคาเฟ่ ถัดต่อมาเป็นโซนแห่งการพักผ่อนหย่อนใจ ในฝั่งของคาเฟ่และเครื่องดื่มพร้อมรองรับแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการทุกท่าน และยังเป็นโซนแห่งการพบปะของชาวสองล้ออีกด้วยนะ โซนเซอร์วิส ส่องโซนขายของกันไปแล้วเรามาชมโซนบริการเซอร์วิสกันบ้าง ทางร้านยังให้บริการเซอร์วิสรถบิ๊กไบค์ทั้ง บริการล้างรถ ล้างสีและโมดิฟายของแต่งต่าง ๆ อ๊ะ..ลืมบอกไป ร้านแห่งนี้ยังเป็นดีลเลอร์เจ้าหลักของผลิตภัณฑ์ยางอิตาลีอย่าง Pirelli อีกด้วยนะ สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจเปลี่ยนยางก็สามารถเข้ามารับบริการกันได้เลย มียางซิ่งพร้อมขนาดไซส์ให้เลือกทุกรุ่น แถมมีส่วนลดราคาอีกด้วย นับได้ว่าครบครันกับการบริการเซอร์วิสรถของท่านให้ดูหล่อ ดูเท่ ดูซิ่งมากยิ่งขึ้น และการันตีได้เลยว่าทางร้านบริการได้อย่างประทับใจแน่นอน ถ้าหากไม่เชื่อแอดมิน ลองว้อคอินเข้าไปในร้านดูสิครับ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ทางเพจ คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Suzuki GSX-8R เพิ่มความหล่อด้วยสีใหม่ เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ 2025 Suzuki GSX-8R ที่ยังคงคอนเซปต์เดิม นั่นคือการที่ให้รถจักรยานยนต์คันนี้สามารถขี่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และแข่งขันในสนามได้ ซึ่งการเปิดตัวในโมเดลนี้จะมีเพียงสีใหม่ที่เปิดตัวเพิ่มเข้ามา คือสี เหลือง-ดำ Pearl Ignite Yellow เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งในเจ้าโมเดลที่เปิดตัวใหม่ ก็มีจุดเด่นไฮไลท์ที่น่าสนใจ ดังนี้ สปอร์ตฟลูแฟริ่ง ออกแบบตามหลักพลศาสตร์ ทาง Suzuki ได้เปิดตัววางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ GSX-8R MY2025 โดยรูปแบบตัวรถมาในทรงของรถสปอร์ตฟลูแฟริ่งแบบเต็มพร้อมบังลม ซึ่งทุกรายละเอียดของการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพ และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม อีกทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ รูปทรงเพรียวบางช่วยให้ลมไหลผ่านได้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยขนาดตัวรถมีขนาดอยู่ที่ (กว้าง x ยาว x สูง) 770 x 2,115 x 1,135 มม. ความยาวของช่วงล้ออยู่ที่ 1,465 มม. ตัวรถมีระยะห่างจากพื้น 145 มม. และความสูงของเบาะนั่งอยู่ที่ 810 มม. ล้อรถแบบแม็กซ์มีขนาดด้านหน้า 17 x 3.5 นิ้ว และล้อหลังขนาด 17 x 5.5 นิ้ว พร้อมกับขนาดยางหน้าขนาด 120/70-ZR17 และขนาดยางหลังขนาด 180/55-ZR17 Dynamic ABS LINEAR STOPPING POWER ระบบเบรกคู่หน้แบบดิสก์เบรกคู่ 4 พอตปั้มเบรก Nissin ขนาด 310 มม. และระบบเบรกล้อหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 1 พอต ขนาด 240 มม. ที่มาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยให้เบรกได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ERGONOMIC CHASSIS การควบคุมและความสะดวกสบายที่ไม่เหมือนใคร แชสซีที่ถูกออกแบบมาเพื่อความเสถียรในการขับขี่ทางตรงอันยอดเยี่ยม พร้อมทั้งยังคงการขับขี่ที่สปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่นเต้น สนุกทุกครั้งที่ได้ร่วมทางกับคันนี้ โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาดแกน 41 มม. มีระยะยุบตัว 130 มม. ระบบกันสะเทือนด้านหลังโช้คอัพเดี่ยว Showa Link-type มีระยะยุบตัว 130 มม. สามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ ที่สามารถปรับแต่งเพื่อความคล่องตัวและการควบคุมที่มั่นใจขณะขับขี่มากยิ่งขึ้น PARALLEL-TWIN ENGINE ทํางานได้อย่างราบรื่น เครื่องยนต์ 2สูบ มาในขนาด 776 ซีซี 4 จังหวะ ข้อเหวี่ยงแบบ 270° DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และติดตั้งระบบ Cross Balancer เอกสิทธิ์เฉพาะของ Suzuki เพื่อการทำงานของเครื่องยนต์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น QUICK SHIFTER ให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นเรื่องง่าย The Suzuki Clutch Assist System (SCAS) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ และการเบรกเครื่องยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวล ขณะที่ระบบ Quick Shift แบบสองทิศทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายกว่าที่เคย SUZUKI INTELLIGENT RIDE SYSTEM GSX-8R ใช้ระบบ Suzuki Intelligent Ride System (SIRS) พร้อมตัวเลือกโหมดขับขี่ Suzuki 3 โหมด ได้แก่ โหมด A (แอคทีฟ) ซึ่งให้การตอบสนองของคันเร่งที่เฉียบคมที่สุด โหมด B และโหมด C ที่สามารถเลือกใช้การตอบสนองความนุ่มนวลของคันเร่งได้ตามระดับ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนขั้นสูง 4 โหมด พร้อมด้วยระบบ Easy Start สตาร์ทเครื่องง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และ Low RPM Assist ระบบช่วยป้องกันรถดับเมื่อขับขี่ในรอบต่ำ สีสันที่วางจำหน่าย 2025 Suzuki GSX-8R

วิธีการดูแลยาง เพื่อป้องกันยางบูดก่อนวัยอันควร วิธีการดูแลยาง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนมองข้าม และยางก็เป็นส่วนที่ติดกับถนน หากยางมีปัญหาหรือไม่ได้คุณภาพก็อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ บทความนี้จึงรวบรวม วิธีการดูแลยาง เนื่องจาก ณ เวลาปัจจุบัน มียางมอเตอร์ไซค์มากมายหลายยี่ห้อ และทุกยี่ห้อก็จะบอกว่ารับประกันฯ 1ปี – 5ปี หรือใจ ๆ หน่อย ก็รับประกันฯ ตลอดอายุการใช้งาน แต่ การรับประกันฯ ภาษาพูด และ ภาษาเขียน ความหมายไม่เหมือนกัน ยี่ห้อส่วนมาก จะ ใส่ “ฯ” ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เช่น การรับประกันความบกพร่องทางการผลิต ครั้นจะพูด หรือพิมพ์เต็มประโยคทุกครั้งมันก็จะเปลืองคำไปซะหน่อยก็เลยทำการย่อเหลือ รับประกันฯ สั้น ๆ แค่นี้ ทีนี้ พอเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับยาง…ใจก็สั่งมาว่า ต้องเล่นหน่อยแล้ว ไหนบอกว่ารับประกันไง เดี๋ยวเจอกรู ถ้าไม่เคลมจะฟ้องนู้นนี้ หึหึ ความเป็นจริงแล้วเขารับประกันเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการผลิต ซึ่งก็ต้องพิสูจน์-ตรวจสอบว่า มันเกิดจาการผลิตจริง แต่ก็อย่างว่า มันต้องตรวจสอบ สายจอด…อ่านไว้ เรารวบรวม วิธีการดูแลยาง ไว้ให้แล้ว จอดถูกที่ ถูกวิธี ยางก็จะเสื่อมช้าลง…เน้นว่า เสื่อมช้าลง เป็นไปไม่ได้ที่ยางที่ใส่แล้ว ขึ้นขอบ ใส่ลมแล้ว จะไม่เสื่อม แต่มีขั้นตอนลดความเสื่อม ตามนี้ 1.ซื้อมาใช้…ก็ใช้ซะ ไม่ได้ด่า และ ไม่ได้อ่านผิด ยางมอเตอร์ไซค์ ถ้าซื้อมาใส่แล้ว ก็ควร ขี่…ขี่…แล้วก็ขี่ จนยางหมดค่อยซื้อคู่ใหม่ เพราะอายุการใช้งานของยางมอเตอร์ไซค์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2,000-20,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทของยางโดยปัจจัยหลักในการกำหนดอายุของยางคือ ผู้ขี่ ผิวถนนที่ใช้ และสภาพโดยรวมของยาง เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวกับปียาง หรือว่าใช้มาสั้น-ยาวแค่ไหน ขี่หมด ก็คือหมด แต่ถ้าไม่ขี่ ก็เก่าตามเวลา และอายุการใช้งานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สาเหตุก็มาจากนิสัยการใช้งาน หลายคนอาจต้องเคยสงสัยกันบ้างแหละว่าทำไมเพื่อนใช้ยางรุ่นเดียวกันแต่ยางหมดช้ากว่าเรา หรือสามารถลากยาวได้เกิน 20,000 กิโลเมตร 2.หมั่นเติมลมยาง ยางมอเตอร์ไซค์ต้องขยันเติมลมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช่แล้ว…อย่างน้อย ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ โดยที่ไม่ได้เติมลมยางก็ยิ่งพังเร็วเท่านั้น แต่บางคนขยันเติมบ่อย แต่ก็พัง เพราะอะไร? ถ้าตอบแบบง่าย ๆ คือ วัดลมผิดจังหวะ ถ้าไม่นับว่าเกจ์วัดไม่ตรงนะ และที่สำคัญมาก ๆ หลายคนไม่ทราบ ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์บางร้านก็ไม่ทราบ นั่นคือการวัดลมยางหรือเติมลมยาง ควรทำขณะที่ยางเย็น ทำไมหน่ะหรอ เพราะเวลาที่ยางร้อน อากาศในยางจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมยางที่วัดได้สูงกว่าปกติ ยิ่งล้อหลังรถสกูตเตอร์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเครื่องร้อนจัด อาจจะมี +6 psi พอไปวัดที่ปั้ม อ้าว ลมปกติหนิ ไม่ต้องเติม เผลอ ๆ ปล่อยลมออก แต่ความจริง คือแรงดันขยายจ้า แล้วจะทราบได้ยังไงต้องเติมเท่าไหร่ มันก็มีวิธีง่ายๆ ดูตามคู่มือ…พอ 3.จอดขึ้นสแตนด์หน้า – หลัง ให้ล้อทั้ง 2 ลอยจากพื้น เพราะส่วนมากที่เห็น ๆ กัน จะขึ้นแค่สแตนด์หลัง ข้างหน้ายางติดพื้น การทำในลักษณะนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะน้ำหนักเกือบทั้งหมด จะลงไปที่ยางหน้า แล้วถ้าจอดทิ้งไว้เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ยางจะเกิด Flat Spot หรือจุดกดทับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิด เพราะโครงสร้างมันหักหมดแล้ว หากนำไปใช้งานที่ความเร็วสูง ๆ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ และที่สำคัญอย่าลืมว่า ตอนจอด ลมก็ค่อย ๆ ซึม ยิ่งจอดนาน ยางยิ่งพัง 4.เก็บรถให้พ้นแสง UV และ ความร้อนจากแดด เพราะแสงแดด ไม่ได้มีแค่ความร้อน แต่สิ่งที่ทำให้เนื้อยาง แห้ง แข็ง เงา คือรังสี UV และมันคือตัวการหลักที่ทำให้เนื้อยางตาย แตกลายงา วิธีเลี่ยงที่เป็นไปได้ คือ หาผ้าคลุมรถเกรดดี ๆ ที่กัน UV ได้ คลุมเวลาที่ต้องจอดตากแดดนาน ๆ หรือจอดนอกตัวอาคาร ต่อให้มีร่มเงา UV ก็สะท้อนเข้าได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็จอดในพื้นที่ ที่ไม่โดนแดด เช่น

บทความนี้เราได้สืบหา มอเตอร์ไซค์ท่าขี่แบบสปอร์ต หรือเข่าหนีบถัง เท้าไม่ยื่นไปข้างหน้า นั่นหมายถึงว่าจะตัดรถกลุ่มมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ออกเกือบทั้งหมด แต่มีหลงๆมาอยู่ เพราะท่าขี่นะแหละ โดยความแรงจะเรียงตามอัตราส่วน ของแรงม้าต่อน้ำหนัก เพื่อความแฟร์ เหมือนเทียบมวยตามน้ำหนักตัวเพื่อทำการจัดอันดับ มอเตอร์ไซค์สปอร์ตแรงสุดของปี2024 อันดับที่ 13.Triumph Rocket 3 Storm Rocket 3 Storm ความภาคภูมิใจของวิศวกร Triumph ที่สร้างเครื่องยนต์ 3 สูบ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในพิกัด 2,458 ซีซี ใหญ่กว่า Honda Civic แถมแรง และทอร์คก็ใกล้เคียงกันด้วย เวลาขี่ก็เหมือนคร่อมเครื่องรถยนต์อยู่นั่นเอง เครื่องยนต์ 2,458 ซีซี, Inline 3 (3 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิด 225 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 320 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.51 hp/kg ราคา 1,079,000 บาท อันดับที่ 12. Ducati Diavel V4 Ducati Diavel V4 เครื่องรถแข่งใส่รถทรงลุง ใครบอกว่ารุ่นนี้เกิดมาขี่ชิวๆ คิดให้ดีก่อนนะ เทียบกับครูซเซอร์รุ่นอื่นแล้วน้ำหนักเบากว่าเกือบครึ่ง รับรองคนขี่ไม่ปวดหลัง แถมแรงพร้อมแซงสปอร์ตตัวพัน ถ้าเผลอ เครื่องยนต์ 1,183 ซีซี, V4 (4 สูบวี) กำลังสูงสุด 168 แรงม้า แรงบิด 126 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 236 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.71 hp/kg ราคา 1,309,000 บาท อันดับที่ 11. Suzuki Hayabusa Suzuki Hayabusa ตำนานที่ยังมีลมหายใจ อดีตที่เคยแรงที่สุดในทางตรง ปัจจุบันอาจจะโดนดันได้ แต่บอกเลยว่ายาก เพราะถึงแม้ว่าจะอัดเกรดมาแค่บางส่วนแต่ก็ยังมีความเก๋าอยู่พอสมควรในทางตรง เครื่องยนต์ 1,340 ซีซี, Inline 4 (4 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 264 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.72 hp/kg ราคา 899,000 บาท อันดับที่ 10. KTM SuperDuke 1390 แรง ดิบ เถื่อน คือนิยามของ KTM ค่ายเดียวที่ไม่ยอมเป็นรองเรื่อง King of Naked ไม่เพียงแค่พละกำลังแต่ดีไซน์การออกแบบของ KTM เองก็เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ 1,350 ซีซี, LC8 (2สูบวี) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 145 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 212 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.89 hp/kg ราคา 1,XXX,XXX บาท อันดับที่ 9. Triumph Speed Triple 1200 RR Triumph Speed Triple 1200 RR สปอร์ตตัวแรงของค่ายผู้ดี เครื่อง 3 สูบ หนึ่งเดียวในกลุ่มตัวพัน และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ไม่เป็นรองค่ายไหนๆ แถมราคาน่าสอยที่สุดในกลุ่มนี้ เครื่องยนต์ 1,160

Ducati Panigale V4S 2025 สเปค ต่างจากรุ่น V4 อย่างไรบ้าง ? เดินทางมาถึงในเจนเนอเรชันที่ 7 แล้ว สำหรับซูเปอร์ไบค์ระดับตำนาน อย่าง Ducati Panigale โดยครั้งนี้เราจะมาเทียบความต่างทั้ง 2 รุ่นที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 สเปค กับรุ่น Panigale V4 2025 จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ? เทียบความต่าง ระหว่าง Panigale V4S และ Panigale V4 2025 Ducati Panigale V4 Ducati Panigale V4S เครื่องยนต์ เครื่อง Desmosedici Stradale 90 องศา V4 ระบบวาล์ว Desmodromic 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่อง Desmosedici Stradale 90 องศา V4 ระบบวาล์ว Desmodromic 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,103 ซีซี 1,103 ซีซี แรงม้า (เคลม) 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบ/นาที 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบ/นาที แรงบิด (เคลม) 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ/นาที 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ/นาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 81 x 53.5 มม. 81 x 53.5 มม. อัตราส่วนการอัด 14.0: 1 14.0: 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร 17 ลิตร เฟรม เพอริมิเตอร์เฟรม เพอริมิเตอร์เฟรม ขนาดล้อและยางหน้า ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 120/70-ZR17 ล้ออลูมิเนียมฟอร์จ 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa 120/70-ZR17 ขนาดล้อและยางหลัง ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 200/60-ZR17 ล้ออลูมิเนียมฟอร์จ 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 200/60-ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้ค Showa Big Piston Fork (BPF) ขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับแต่งได้ โช้คหัวกลับ Öhlins NPX 25/30 (SV) สามารถปรับแต่งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว Showa พร้อมกันสะบัด Sachs ปรับสามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบไฟฟ้า ร่วมกับสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียมแบบกลวง โช้คหลังเดี่ยว Öhlins TTX36

2025 Suzuki V-Strom 650 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ Suzuki DR-Big อย่าง 2025 Suzuki V-Strom 650 ที่ขนมาทั้ง V-Strom 650, 650XT และ 650XT Adventure โดยรุ่นนี้มีความโดดเด่นในการดีไซน์ สะดุดตาทุกมุมมอง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น สามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะขับขี่เดินทางไปท่องเที่ยว หรือขับไปทำงาน ก็ตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์สายลุยอย่างลงตัว โดยเจ้า Suzuki V-Strom 650 มาพร้อมกับเครื่องยนต์สองสูบ V-twin 90 องศา มีปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 645 ซีซี พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมีพละกำลัง 66.2 แรงม้าที่ 8,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 62 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ที่สำคัญในทุกรุ่นย่อยให้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโกปิก ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 พอตขนาด 310 มม.มาพร้อมระบบ ABS ระบบกันสะเทือนด้านหลัง จะให้มาเป็นโช้คอัพเดี่ยวแบบ Link Type, Oil Damped พร้อมคอยล์สปริง ปรับระดับได้ และระบบเบรกด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอตขนาด 260 มม. มาพร้อมระบบ ABS ในส่วนของเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย ทางซูซูกิไม่ได้ให้เพียงแค่ระบบความปลอดภัย ABS ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรคกระทันหัน แต่ยังก็ยังมี Suzuki’s Advanced Traction Control System หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และยังมีระบบ LOW RPM ASSIST ช่วยเร่งรอบเครื่องยนต์ขณะรถออกตัว ซึ่งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ที่ให้มา ก็เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น หน้าจอกลางของรุ่นนี้มีความผสมความเป็นอนาล็อก และดิจิตอลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์แบบอนาล็อก ในส่วนของตำแหน่งบอกความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ และโหมดการเลือกระบบ Traction control จะเป็นแบบดิจิตอล และด้านข้างมีช่องจ่ายไฟแบบ DC Outlet เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ไปอีกขั้นด้วยช่องจ่ายไฟสำรองขนาด 12 โวลต์รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ Suzuki V-Strom 650 มาในโทนสี Glass Sparkle Black เช่นเดียวกับตัว V-Strom 650 Adventure แต่จะมาเป็นล้อแม็กขนาดล้อขอบ 19 นิ้วพร้อมยางแบบ Tubeless ขนาด 110/80 และล้อหลังขอบ 17 นิ้วพร้อมยางแบบ Tubeless ขนาด 150/70 โดยในรุ่นเริ่มต้นนี้จะไม่มีแฮนด์การ์ด และฝาครอบเครื่องยนต์ด้านล่าง ราคารุ่นย่อย Suzuki V-Strom 650 มีราคาอยู่ที่ $9,299 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 314,000 บาท Suzuki V-Strom 650XT มาในโทนสี Pearl Vigor Blue / Pearl Brilliant White บนขอบล้ออลูมิเนียมอโนไดซ์สีน้ำเงินบนล้อแบบซี่ล้อขอบ 19 นิ้วขนาด 110/80 รัดด้วยยางแบบ Tubeless และล้อหลังขอบ 17 นิ้วขนาด 150/70 รัดด้วยยางแบบ Tubeless แต่ในรุ่นนี้จะมีเพิ่มในส่วนของแฮนด์การ์ด และฝาครอบเครื่องยนต์ด้านล่างเพื่อป้องกันการกระแทก ราคารุ่นย่อย Suzuki V-Strom 650XT มีราคาอยู่ที่ $9,799 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 331,000 บาท Suzuki V-Strom 650XT Adventure มาพร้อมโทนสี Glass Sparkle Black มาพร้อมวงล้ออะลูมิเนียมชุบอโนไดซ์สีทองบนล้อแบบซี่ลวด ขอบ 19 นิ้วขนาด

Husqvarna Heritage Edition อิดิชันสุดพิเศษสำหรับชาวไวกิ้ง ยืนยันออกมาแล้วสำหรับรถใหม่จากค่ายไวกิ้ง กับโมเดลลิมิเต็ดอิดิชันสุดพิเศษในรุ่น Husqvarna Heritage Edition ซึ่งจะถูกบรรจุอยู่ในโมเดลไลน์อัพปี 2025 สำหรับสายเอนดูโร่และโมโตครอสโดยเฉพาะ Heritage Edition กับ 10 รุ่นใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์สุดพิเศษที่ผสมผสานระหว่างความร่วมสมัยด้วยการใช้เฉดสีเหลืองและสีฟ้าตัดเข้ากันกับตัวรถ ผสมลงดีเทลควบคู่กับสไตล์รถทางฝุ่นอย่างกลมกลืน โดยปัจจุบันทาง Husqvarna (ฮัสกี้) มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลุ่มรถวิบากทั้งหมด 9 รุ่น และสำหรับมีรุ่น Heritage ปี 2025 จะถูกบรรจุในคลาสเอนดูโร่ทั้งหมด 6 รุ่น ประกอบไปด้วย รถสองจังหวะอย่าง TE250 และ TE350 ในขณะที่รุ่นสี่จังหวะประกอบไปด้วย FE250, FE350, FE450 และ FE501 พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้สามารถฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปอย่างง่ายดายพร้อมกับการควบคุมที่เหนือชั้นในทุกระดับ พร้อมกันกับอีก 4 รุ่นใหม่สำหรับคลาสโมโตครอส ซึ่งประกอบไปด้วย รุ่น TC125, TC150, TC250 และ TC300 ซึ่งเป็นรถสูบเดียวสองจังหวะ พร้อมระบบช่วงล่าง WP ACT ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Map Select Switch ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับใช้งานในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ฟีเจอร์เหนือระดับ นอกเหนือดังกล่าวแล้ว รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันยังมาพร้อมด้วยแชสซีที่ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติให้ความคล่องตัวเป็นพิเศษ และเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในขณะขับขี่ ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งในความเร็วได้สมูทมากยิ่งขึ้น กับจุดเด่นในเรื่องของข้อมูลทางด้านเทคนิคที่ติดตั้งมาให้ ทั้งระบบ Map Select Switch ที่กล่าวไปเบื้องต้นสำหรับโมเดลสองจังหวะ ควิกชิฟเตอร์ แทร็คชันคอนโทรลและระบบช่วยออกตัวสำหรับรถสี่จังหวะ ระบบเบรกจาก Brembo แฮนด์บาร์ ProTaper ปลอกแฮนด์ ODI ระบบสตาร์ทไฟฟ้า แบตเตอรีลิเธียมไอออนที่ให้น้ำหนักเบา และแค่นั้นยังไม่พอ ตัวซับเฟรมยังคงทำจากอลูมิเนียมโพลิเอไมด์ที่ผ่านการคำนวณออกแบบอย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ สำหรับราคามีดังนี้ Model Retail Price (Euro) เงินไทยไม่รวมภาษี (บาท) *ค่าเงินปัจจุบัน (1 ยูโร= 37.17 บาท)* TC 125 Heritage £9,299 (345,656.85 บาท) TC 150 Heritage £9,799 (364,242.55 บาท) TC 250 Heritage £10,199 (379,111.11 บาท) TC 300 Heritage £10,499 (390,262.53 บาท) TE 250 Heritage £10,699 (397,696.81 บาท) TE 300 Heritage £10,899 (405,131.09 บาท) FE 250 Heritage £11,199 (416,282.51 บาท) FE 350 Heritage £11,399 (423,716.79 บาท) FE 450 Heritage £11,799 (438,585.35 บาท) FE 501 Heritage £11,999 (446,019.63 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 500SR Voom กัปตันเคโรโระมาพร้อมออปชั่นเพียบ CFMoto 500SR VOOM รถจักรยานยนต์สปอร์ตไบค์หน้าตาคล้ายกับสิบโทเคโรโระ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี 4 สูบเรียง อีกทั้งยังมอบสมรรถนะอันเร้าใจพร้อมการรองรับระบบ แรมแอร์ทำให้มีกำลังสูงสุดถึง 81.8 แรงม้า จะขี่ชิล ๆ ในวันสบาย ๆ หรือเร่งแซงในวันที่เร่งรีบก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา และไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ หรือระบบส่งกำลังที่มีความน่าสนใจ แต่ระบบต่าง ๆ ของคันนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ดิสก์เบรกคู่ขนาด 300มม.พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรก 4 พอตที่มาพร้อมกับระบบ ABS หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว แสดงผลชัดเจน และข้อมูลการขับขี่อย่างครบถ้วน เครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี 4 สูบเรียงอีกทั้งยังมอบสมรรถนะอันเร้าใจ พร้อมการรองรับระบบแรมแอร์ทำให้มีพละกำลังสูงสุดถึง 81.8 แรงม้า ระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน สว่างชัดทั้งกลางวัน และกลางคืน CFMoto 500SR VOOM สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 499 ซีซี แรงม้า (เคลม) 77 แรงม้าที่ 12,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 49 นิวตันเมตรที่ 10,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 63 มม. x 40.1 มม. อัตราส่วนการอัด 12:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท ไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตซ์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า 120/70 R-17 ขนาดล้อ และยางหลัง 160/60 R-17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. พร้อมระบบการยุบตัว คืนตัว และสปริงพรีโหลดแบบปรับได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คหลังเดี่ยว ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 300 มม. พร้อมปั้มเบรก 4 พอต เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมปั้มเบรก 1 พอต กว้าง X ยาว X สูง 730 x 2,010 x 1,115 มม. ระยะฐานล้อ 1,395 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. น้ำหนักรถ 194 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 15.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบ TCS ป้องกันรถไถลขณะเบรกกระทันหัน ช่องจ่ายไฟ USB-C และ USB-A Emergency Stop Signal (ESS) คือ สัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อมีการเบรกกะทันหัน สีสันที่วางจำหน่าย Zephyr Blue Nebula White ราคาค่าตัวอย่างเป็นทางการของเจ้า 500SR VOOM ที่วางขายที่ประเทศจีนอยู่ที่

Vespa Elettrica Monaco Edition สำนักแต่งรถชื่อดังจากประเทศเยอรมนีอย่าง Mansory ที่ผลิตชุดแต่งระดับไฮเอนด์ออกมาใส่กับรถยนต์แบรนด์ดังมากมาย อาทิ Rolls-Royce Cullinan, Lamborghini Urus, Mercedes-AMG G-Class และ Bentley Bentayga โดยครั้งนี้สำนักแต่งรถชื่อดังได้นำรถจักยานยนต์เวสป้าที่เป็นโมเดลไฟฟ้าอย่าง Vespa Elettrica มาทำการปรับปรุงใหม่เป็น vespa elettrica Monaco Edition ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 99 คันทั่วโลกเท่านั้น โดยแนวคิดของ Mansory ที่นำ Vespa Elettrica มาใส่ชุดแต่ง มาจากแนวคิดที่ต้องการนำเสนอสกู๊ตเตอร์ที่เน้นความคล่องตัว มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้อารมณ์มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ก็แฝงไปด้วยความทันสมัย ซึ่ง Mansory เท่านั้นที่จะมอบให้ได้ เพื่อรถคันนี้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น Mansory จึงได้นำมาตกแต่งด้วยสีประจำชาติของโมนาโก ทำให้มีสีแดงและสีขาวที่ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว นอกจากนี้ รถเวสป้าคันนี้ยังใส่วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อีกมากมาย รวมถึงบังโคลนและแผงข้าง และสุดท้ายคือเบาะหนังเย็บไขว้พร้อมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ มากมายที่มีโลโก้ Mansory เพื่อเพิ่มความพรีเมียม และในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์เดิมจากทางเวสป้า มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ที่ติดตั้งไว้ด้านหลัง ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 70 กม./ชม. (45 ไมล์ต่อชั่วโมง) โหมดการขับขี่แบบ Eco และ Power สามารถเดินทางได้ไกลถึง 100 กม. (62 ไมล์) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 4.2 kWh สามารถชาร์จเต็มได้ภายใน 4 ชั่วโมงโดยใช้ปลั๊กไฟขนาด 220V แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการออกมาสำหรับเวสป้าในรุ่นพิเศษนี้ แต่ราคาของเจ้า Vespa Elettrica ในเวอร์ชันปกติ อยู่ที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 271,196 บาท และเมื่อรวมกับชุดแต่งของทาง Mansory ราคาอาจจะโดดไปที่ 9,500 ดอลล่าสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 322,064.25 บาท Vespa Elettrica Vespa Elettrica Mansory สำหรับชาวเวสปิสตี้ที่ชื่นชอบในการแต่งเจ้าเวสป้า แล้วอยากให้ดูมีความพรีเมียม ติดแกลมหน่อย ๆ ให้ชุดแต่งของ Mansory เป็นอีกหนึ่งทางเลือก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 BigScooter เทียบสเปค คันไหนคือที่สุด? หลังจากที่มีข่าวลือหลุดออกมากันอย่างหนาหูว่า Honda Forza 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ระดับเรือธงจากค่ายปีกนกกำลังจะนำมาถูกวางขายในประเทศไทยในปีนี้ ด้วยสเปค และราคาที่น่าสนใจ ศึก 2024 BigScooter ถ้าเข้าไทยมาจะต้องชนกับใครบ้าง ? ตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาด 750 ซีซี ที่วางขายในประเทศไทยก็มีตัวเลือกให้ผู้ขับขี่ได้เลือกสรรอยู่หลากหลายแบรนด์ อาทิ Honda X-ADV 750 ที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนร่วมห้อง หรือจะเป็นทาง TMAX 560 เพื่อนซี้ห้องข้าง ๆ หรือจะจากค่ายใบพัดอย่าง BMW C650 GT ถึงแม้มือหนึ่งจะไม่มีผลิตออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีในส่วนของรถมือสองให้ได้ขับขี่กัน หรือจะเป็น Suzuki Burgman 650 ที่มีศักยภาพไม่น้อยหน้า และ Italjet Dragster 700 น้องใหม่ในตลาดนี้ โดยในแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจ 2024 BigScooter หากต้องเลือกสักคัน เอาคันไหนดี? สำหรับรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 รุ่น สามารถเข้าไปอ่านได้ที่บทความเดิมก่อนหน้านี้ ซึ่งในบทความนี้จะเปรียบเทียบข้อมูลทางเทคนิคสำคัญที่ควรทราบเท่านั้น เรามาชมตารางเทียบสเปค Honda Forza 750 vs Yamaha TMAX 560 vs Honda X-ADV 750 vs BMW C650 GT vs Suzuki Burgman 650 vs Italjet Dragster 700 แต่ละรุ่นจะมีอะไรโดดเด่นบ้าง 2024 BigScooter Honda Forza 750 Yamaha TMAX 560 Honda X-ADV 750 BMW C650 GT Suzuki Burgman 650 Italjet Dragster 700 เครื่องยนต์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี 562 ซีซี 745 ซีซี 647 ซีซี 638 ซีซี 692 ซีซี แรงม้า 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบ/นาที 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที 57.8 แรงม้า ที่ 6750 รอบ/นาที 60 แรงม้า ที่ 7,750 รอบ/นาที 54 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที แรงบิด 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ 55.7 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ 69 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ 63 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ 61.78 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ 70 นิวตันเมตร ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4

พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง มอเตอร์ไซค์ ถนน และความเร็ว สามอย่างนี้เปรียบเป็นสามสิ่งที่อยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน มีไบค์เกอร์จำนวนไม่น้อยไม่ที่ชื่นชอบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกทริปทางไกล เดินทางไปต่างจังหวัด พร้อมกับการชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หรืออาจจะเป็นไบค์เกอร์ขาลุย ผู้ที่ชื่นชอบความท้าทาย พร้อมลุยกับเส้นทางที่มีความยากลำบาก ฝ่าฟันอุปสรรคนานาชนิด และแน่นอนว่าเขาค้อหรือภูทับเบิกอาจจะเป็นตัวเลือกในใจต้น ๆ ของเหล่าไบค์เกอร์มากมาย หรือโค้งหมายเลข 3 ที่จังหวัดน่าน แต่ในคอลัมนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะขอขอแนะนำกับ พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง จะมีถนนเส้นไหนบ้าง ? สะพานเอกชัย จังหวัดพัทลุง ถนนเส้นแรกขอเริ่มจากจังหวัดทางภาคใต้อย่างจังหวัด พัทลุง กับ สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรืออีกชื่อเรียกคือ สะพานเอกชัย โดยสะพานแห่งนี้มีความระยะยาวกว่า 5.5 กิโลเมตร และเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่ข้ามทะเลสาบเชื่อมการเดินทางระหว่างอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ไปยังอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยทั้งสองข้างทางเป็นความธรรมชาติทั้งสองข้างทาง และยังสามารถมองวิวที่สวยงามได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา เหมาะกับไรเดอร์ที่อยากจะขี่รถชมวิว แบบไม่ต้องผวงเรื่องการเทโค้ง พิกัด : สะพานเอกชัย (กดเพื่อดูเส้นทาง) ถนนเขาพลายดำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังคงอยู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเส้นทางนี้อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางที่มีชื่อว่าถนนเลียบชายทะเลสิชล-ขนอม หรือถนนเขาพลายดำ ซึ่งระยะทางทั้งหมดของเส้นทางนี้มีระยะทางยาวกว่า 8 กิโลเมตร เป็นถนนเลียบหาด คดโค้งไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียว แต่ก็มีเรื่องต้องระวังสำหรับถนนเส้นนี้คือสัตว์ป่า เพราะบริเวณนี้เป็นถนนสายอนุรักษ์ทำให้ตลอดเส้นทาง อาจมีสัตว์ป่าหลุดออกมากลางถนนได้ จึงแนะนำว่าสิงห์นักบิดไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่ากำหนด พิกัด : Viewpoint on Khanom-Sichon Road (กดเพื่อดูเส้นทาง) โค้งเลข 9 ภูเก้าง้อม จังหวัดเลย กระโดดจากภาคใต้มาทางภาคอีสานของประเทศไทยกับจังหวัดเลย กับเส้นทางที่มีชื่อว่า โค้งหมายเลข 9 ภูเก้าง้อม ถนนหมายเลข 2113 เส้นด่านซ้าย-นาแห้ว เป็นเส้นทางที่ลัดเลาะตามภูเขาที่เต็มไปด้วยทางคดเคี้ยวมากมาย น่าจะถูกใจไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบการเข้าโค้ง ที่ไม่ใช่แค่ทางตรงยาว ๆ เพียงอย่างเดียวถ้ามาในช่วงปลายฝน-ต้นหนาวก็จะมีทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ แต่สิ่งสำคัญด้วยความที่เป็นถนนโค้งหักศอกในทางลงเขาจึงมีความอันตรายมาก และไม่มีที่กั้นในสองข้างทาง พิกัด : Phu Kao Ngom (กดเพื่อดูเส้นทาง) ทางหลวง 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) ขยับจากภาคอีสานมาที่ภาคเหนือของประเทศไทย กับถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) เป็นทางหลวงแผ่นดินระหว่าง อำเภอวังผา จังหวัดน่าน ที่เชื่อมต่อกับ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ถนนเส้นนี้มีระยะทาง 113 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสามแยกท่าวังผาจุดตัดแผ่นดินหมายเลข 101 อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สิ้นสุดเส้นทางที่สามแยกเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยตลอดเส้นทางมีความคดเคี้ยว และทางสูงชันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเส้นทางนี้น่าจะถูกใจนักบิดขาลุยไม่น้อย พิกัด : Hwy 1148 (กดเพื่อดูเส้นทาง) โค้ง 7 พับ จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งเส้นทางจากภาคเหนือที่น่าจะท้าทายกับเหล่าไบค์เกอร์ไม่มากก็น้อย กับเส้นทางโค้ง 7 พับจังหวัดเชียงใหม่ สำหรับโค้ง 7 พับนี้เป็นเส้นทางจากหางดงไปสู่ม่อนแจ่ม ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่า น้อยแต่ยาก ที่ต้องเรียกแบบนี้เพราะเส้นทางนี้มีจำนวนโค้งที่น้อย และแต่ละโค้งนั้นก็มีลักษณะเป็นโค้งหักศอกมีความอันตรายอยู่พอสมควร (ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ At Samoeng (ที่นี่ สะเมิง) คลิ๊กที่นี่) พิกัด: 7พับ แม่ขนิล เชียงใหม่ (กดเพื่อดูเส้นทาง) ถนนที่สวยงามก็สามารถช่วยเพิ่มอารมณ์ในการขับขี่ให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัย และก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรเช็ครถจักรยานยนต์คู่ใจให้พร้อมก่อนการเดินทาง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกแบบไม่สะดุด เอ็นจอยส์ ! สำหรับใครที่อ่านแล้ว แล้วอยากแนะนำถนนสวย ๆ ในประเทศไทย ก็สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ มาแชร์กันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

จากถนน สู่ทะเลทราย คนบ้าขี่ซู ของแทร่! รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ฮายาบูสะ เป็นอีกหนึ่งโมเดลอีกที่ขึ้นแท่นรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน กับสมญานาม มอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะซูซูกิ ฮายาบูสะ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1340 ซีซี พร้อมกับพละกำลัง 190 แรงม้า โดยปกติแล้วฮายาบูซะจะโลดแล่นอยู่บนสนามแข่ง หรือไม่ก็ท้องถนน แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าอยากให้ตำนานคันนี้เปลี่ยนจากซิ่งในสนามกลายร่างเป็น Hayabusa Off Road เพื่อมาลุยทะเลทรายดูบ้าง เจ้าของยูทูบช่อง Matt Spears ได้จัดการทำสิ่งที่น้อยคนจะทำ หรือแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบในการขับขี่ออฟโรดก็ไม่คิดที่จะทำ นั่นคือการนำ ซูซูกิ ฮายาบูสะ มาจัดการเปลี่ยนร่างเป็น Hayabusa Off Road เกือบทั้งคัน โช้คอัพหน้า-หลัง สวิงอาร์ม ล้อ และยางเอ็นดูโร่ เหลือไว้เพียงแฟริ่ง และเครื่องยนต์ที่ยังคงความเป็นฮายาบูสะเอาไว้ แล้วทำการเปิดคันเร่งซิ่งบนทะเลทราย โดยเขาไม่ได้นำฮายาบูสะมาซิ่งเพียงแค่คันเดียว แต่ยังมีมอเตอร์ไซค์วิบากไฟฟ้ารุ่น STARK VARG 80 แรงม้า มาร่วมจอยความมันส์ ซึ่งเจ้าฮายาบูสะก็สามารถซิ่งได้อย่างไร้ปัญหา เพราะไม่มีอะไรที่ฮายาบูสะทำไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้นำมาซิ่งแค่บนทะเลทราย แต่ Matt Spears ก็ยังเคยนำเจ้าฮายาบูสะไปจัดการเปลี่ยนล้อออก แล้วทำการแปลงเกือบยกคัน เหลือไว้เพียงแฟริ่งกับเครื่องยนต์ แล้วติดตั้งตัว CMX Snow bike เพื่อทำการเปลี่ยน ‘พญาเหยี่ยว’ ให้กลายเป็นสโนว์โมบิลมาแล้วอีกด้วย ไม่เพียงแค่ ซูซูกิ ฮายาบูสะ ที่ Matt Spears นำไปบุกตะลุยในทุกพื้นที่ เพราะเขายังเคยนำเจ้าฮอนด้า Goldwing ไปขี่ลุยทราย ขึ้นเขามาแล้ว เรียกว่าใช้รถได้อย่างสมบุกสมบัน หลังจากที่คลิปวิดีโอซิ่งลุยทะเลทรายได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์ต่าง ๆ มากมาย อาทิ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฮายาบูสะยังแซงเจ้าสองคันนั้นได้, ฮายาบูสะบ้าไปแล้ว, ฮายาบูสะยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์แนวผจญภัยที่น่าตื่นเต้นที่สุด ฯลฯ หลวงปู่เค็มยังลุยไฟ แล้วทำไม HAYABUSA จะลงทรายไม่ได้ล่ะ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati museum พาทัวร์ ของแรร์ดูคาติ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว สำหรับสาวกมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati น่าจะชื่นชอบไม่น้อยกับพิพิธภัณฑ์ของ Ducati museum โดยในพิพิธภัณฑ์ของ Ducati จัดโชว์มอเตอร์ไซค์ของทางค่ายตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาจนถึงรุ่นล่าสุดพร้อมประวัติต่าง ๆ นานา สำหรับสาวกดูคาติตัวจริง จะมีอะไรให้ตื่นเต้นบ้างนั้น รับชมไปพร้อม ๆ กันครับ First Engine : UN Piccolo motore เครื่องยนต์รุ่นแรกที่ผลิตขึ้นมามีชื่อว่า UN Picolo motore เครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะ มีขนาดของเครื่องยนต์อยู่ที่ 48 ซีซี มีกำลัง 1.5 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยนำเครื่องยนต์นี้มาติดตั้งลงบนจักรยานครอบครัว หลังจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 First Motorcycle : Ducati 60 มอเตอร์ไซค์คันแรกของค่ายดูคาติ มีชื่อว่า Ducati60 (Ducati Sixty) ซึ่งรูปแบบของเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้ จะยังคงมีรูปแบบคล้ายคลึงกับจักรยานในโมเดลแรกเพียงเล็กน้อย เครื่องยนต์ของ Ducati60 มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 59.5 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 2 แรงม้าที่ 4500 รอบต่อนาที โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ และมอเตอร์ไซค์คันแรก ดูคาติยังนำรถอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจมาจัดโชว์ภายในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ Ducati Siluro 100 Ducati Siluro 100 มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 98 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 14 แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของเจ้าคันนี้คือการขับขี่ด้วยระยะทาง 1000 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมงด้วยการใช้ความเร็วสูงสุดที่ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 125 Sport ซีซีไม่สูงแต่ยอดนิยม ถัดมาในช่วงปี 1957 ทางดูคาติได้ผลิตรุ่น 125 Sport ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ออกแบบโดยวิศวกรที่มีชื่อว่า ฟาบีโอ ตาโญนิ รถจักรยานยนต์คันนี้ได้ใช้เทคโนโลยีจากรถแข่ง Grand Sport “Marianna” โดยมีรายละเอียดสเปกคือ การใช้เครื่องยนต์ขนาด 124.4 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 10 แรงม้าที่ 8500 รอบต่อนาที มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงเวลานั้น First Superbike : 750GT (1971) ในช่วงปี 70 หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาในเรื่องของเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี ทางดูคาติจึงเริ่มสร้างซูเปอร์ไบค์คันแรกของค่าย ซึ่งมีชื่อรุ่นว่า Ducati 750GT โดยผลิตขึ้นในปี 1971 มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 748 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 57 แรงม้าที่ 7700 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วได้ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Ducati 500 Pantah (1979) ในช่วงปลายยุค 70 Ducati ได้ทำการผลิต 500 Pantah โดยความพิเศษของรถจักรยานยนต์คันนี้ คือการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด (ในช่วงเวลานั้น) มาทำการผลิต โดยใช้เครื่องยนต์สูบคู่รูปตัว L มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 489.9 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 45 แรงม้าที่ 9050 รอบต่อนาที โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Ducati Monster M900 (1992) อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ทรง Naked Bike (เน็คเก็ต ไบค์) ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล อสูรแดงแห่งโบโลญญ่ากับเจ้า Ducati Monster โดยคันที่จัดโชว์ในพิพิธภัณฑ์ได้แก่รุ่น Ducati Monster M900 ในปี 1992 ซึ่งเป็น

2024 MT-09 Y-AMT ต่างจากรุ่น 09 และรุ่น SP อย่างไร หลังจากเปิดตัวและทดสอบ 2024 MT-09 Y-AMT กันไปแล้ว ย่อมตามมาด้วยคำถามจากสาวก MT Series มากมายว่า เจ้ารุ่นนี้มันต่างจากโฉมที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้อย่าง MT-09 และ MT-09SP อย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะพามาเทียบความต่างระหว่างทั้งสามรุ่น เพื่อให้เข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ก่อนหยิบใบจองมาให้ดูกันครับ เทียบความต่าง ระหว่าง MT-09 Y-AMT มีอะไรที่ต่างไปจากรุ่น MT-09 และ MT-09SP ? ระบบเกียร์ MT-09 Y-AMT มีระบบเกียร์ใหม่ที่ว่ากันง่ายนั้นคือการที่เราขับขี่ได้โดนไม่ต้องกำคลัตซ์และไม่มีคันเกียร์ แค่ใช้เพียงปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งข้างซ้ายเท่านั้น ทำให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้นไปอีกโดยในตัวของ Y-AMT จะมีชุดเกียร์ อัจฉริยะทั้งหมด 2 แบบ นั้นคือ ระบบแมนนวล (MT) และระบบออโตเมติก (AT) โหมดขับขี่ โดยเจ้าระบบ Y-AMT ที่เข้ามาใหม่จะยังคงมีโหมดการขับขี่ SPORT, STREET, RAIN, CUSTOM 1, CUSTOM 2 อยู่แต่จะไม่มีโหมด Track แบบในรุ่น MT-09SP ตารางเทียบโหมดการขับขี่ของ MT-09 ในแต่ละรุ่น MT-09 MT-09SP MT-09 Y-AMT SPORT • • • STREET • • • RAIN • • • CUSTOM 1 • • • CUSTOM 2 • • • Track • แมนนวล (MT) • ออโตเมติก (AT) • เทคโนโลยี โดยในตัว MT-09 Y-AMT มี สมาร์ทคีย์ ติดมาให้ที่เหมือนกับตัว MT-09SP แต่จะไม่มีในเรื่องของระบบเบรกด้านหน้าที่เป็น Brembo Stylema โช้คหน้า KYB Premium และ โช้คเดี่ยวของ Ohlins จะไม่ได้ใส่เข้ามาให้ในตัว MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ แต่จะให้เป็นโช้คหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยว สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ตามปกติ คือว่าง่าย ๆ จะเหมือนในตัวของ MT-09 เลยต่างกันแค่ สมาร์ทคีย์ ที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามาให้ และนอกจากนี้ยังมีโหมดปรับเอ็นจิ้นเบรกอย่าง Engine Brake Management (EBM) และโหมด TRACK ติดมาให้เฉพาะรุ่น SP อีกด้วย สำหรับใครที่กำลัง “ลังเล” อยู่ว่าตัวไหนดี อย่างแรกเลยถามเรื่องของงบประมาณก่อนว่าเราไหวเท่าไหร่ และชอบรุ่นไหน ? ใครอยากไปต่อ MT-09 รุ่นนี้ตอบโจทย์ ถ้า MT-09 ผมก็ว่าพอดีแล้วสำหรับใครที่ชื่นชอบรถ 3 สูบเรียง CP3 รุ่นนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสามารถต่อยอดไปได้ (ราคา 447,000 บาท) แต่งครบ..จบที่เดียว แถมมีโหมดแทร็กกิ้ง MT-09 SP ถ้าอยากเอาจบๆ เลย แนะนำเป็นรุ่น MT-09SP จบแน่นอน พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน แต่อัปเกรดเรื่องของระบบช่วงล่าง เบรก สำหรับรุ่น SP ถือว่าครบเลย เปลี่ยนยางหน่อย ใส่ Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 นะ หล่อเลย รวมถึงถอดกระจก แต่งท่อก็คือ..สุด และ ชุดสีเฉพาะรุ่น SP ที่ต้องบอกว่าไม่เหมือนใครอีกด้วย (ราคา 489,000 บาท) ขี่ง่ายขึ้น

รีวิว MT-09 Y-AMT ครั้งนี้ทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโอกาสที่บอกเล่าถึงประสบการณ์การการขับขี่ เจ้า Y-AMT รุ่นนี้จะมีอะไรเป็นพิเศษ