SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Toprak Razgatlioglu เตรียมย้ายซบ MotoGP? การรักษาแชมป์โลก WorldSBK 2025 ยังคงเป็นเป้าหมายหลักสำคัญในการคว้าบันลังก์แชมป์เวิร์ลซูเปอร์ไบค์ในสมัยที่ 3 ของนักบิดหนุ่มดาวรุ่งชาวตุรกี Toprak Razgatlioglu ซึ่งฤดูกาล 2025 เจ้าตัวยังคงมุ่งมั่นกับการทำงานร่วมกับต้นสังกัดใบพัดสีฟ้าอย่าง Rokit BMW แต่ทว่ามีข่าวอัปเดตล่าสุดว่าในปี 2026 เจ้าตัวมีแพลนอัปไซส์ไต่คลาสขึ้นมาหวดซิ่งในศึกโปรโตไทป์อย่าง MotoGP โดยแหล่งข้อมูลของบทสัมภาษณ์จากสำนักสื่อต่างประเทศอย่าง MotoSprint ได้ยิงคำถามในประเด็นความเป็นไปได้ที่โทปรัคจะมาแข่งขันในชั้นพรีเมียร์คลาส ซึ่งเจ้าตัวได้ทิ้งคำตอบแบบ “แอบ” ชวนลุ้นไปตาม ๆ กัน ดังนี้ ก็มีคุยนะ..แต่ขอโฟกัสกับการรักษาแชมป์ WSBK ก่อน “แน่นอน..ผมคิดเรื่องนั้น แต่ทว่าตอนนี้ยังคงโฟกัสกับการทำงานกับ BMW ซึ่งปีหน้าผมจะใช้หมายเลข 1 บนรถแข่ง M1000RR” “สำหรับในปี 2026 ตอนนั้นผมอาจคงเป็นฟรีเอเจ้นท์ไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็มีคุย ๆ บ้างแล้ว” และมีโอกาสเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นที่เจ้าตัวจะขยับคลาสขึ้นมาแข่งใน MotoGP ซึ่งโทปรัคได้ให้ยืนยันแล้วว่า ตนมีความตั้งใจและปรารถนาที่จะขยับไปแข่งขันในชั้นพรีเมียร์คลาส เนื่องด้วยปัจจัยในเรื่องของอายุ (ตอนนี้ 28) และเป็นโอกาสจังหวะที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย “ใช่ครับ..อยากแข่งแน่นอน อย่างไรก็ดี ตอนนี้อยู่ในช่วง Finding แบรนด์ไหนซักแบรนด์ ซึ่งถ้าผมไม่ไปโมโตจีพีตอนนี้ เรื่องอายุบวกกับใจผมคงอาจจะแก่เกินไปที่จะคว้าแชมป์โลกแล้วครับ (ฮ่าๆ) อย่างไรก็รอดูกันต่อไป ถ้ามีค่ายไหนต้องการ มีข้อเสนอที่ดีและน่าสนใจก็ไปครับ แต่ถ้าไม่..ก็แข่ง WSBK ตามเดิม” แค่ได้ยินก็แอบลุ้นไปตาม ๆ กันสำหรับแฟน ๆ สาวกอย่างเรา ถ้าหากโทปรัคเข้ามามีบทบาทในการแข่งขันชิงแชมป์โลกโมโตจีพีคงน่าสนุกไม่น้อยทีเดียว ก็ภาวนาให้เจอค่ายที่ดีข้อตกลงที่น่าพอใจหรือไม่อาจจะเป็นค่ายใบพัดสีฟ้าเองที่จะขยับขึ้นมาร่วมแข่งขันระดับเวิร์ลคลาสด้วยตัวแข่งโปรโตไทป์ร่างทองรุ่นใหม่ก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรเรามาเชียร์และเป็นกำลังใจให้เจ้าตัวในการรักษาแชมป์สมัยที่ 3 ในฤดูกาล 2025 ก่อนกันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สาวกเตรียมเฮ! Royal Enfield เปิดโรงงานผลิตในไทย สาวก Royal Enfield มีเฮ..ไม่ต้องรออะไหล่นานอีกต่อไปแล้ว สำหรับการขยายภาคการผลิตต่อเนื่องสำหรับแบรนด์รถจักรยานยนต์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ประกาศเดินหน้าขยายกำลังการผลิต พร้อมปักหมุดฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทยและนับเป็นสาขาแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อจากอาร์เจนตินา โคลอมเบีย บราซิล บังกลาเทศและเนปาล โดยฐานการผลิตเป็นโรงงานประกอบมอเตอร์ไซค์ระบบ CKD (Completely Knocked Down) ปักหมุดบนทำเลพื้นที่กว่า 5,200 ตารางเมตรในจังหวัดสมุทรปราการ และมีกำลังการผลิตมากกว่า 30,000 คันต่อปี ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นศูนย์การผลิตที่ทันสมัยและล้ำหน้า และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งจะช่วยในเรื่องของการส่งมอบ การบริการเซอร์วิสลูกค้าครอบคลุมและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังเปิดศูนย์ฝึกอบรมพนักงานฝ่ายช่างเทคนิคของตัวแทนจำหน่ายและพนักงานภายใต้แบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์อีกด้วย และถือเป็นโรงงานแห่งแรกที่โรยัล เอ็นฟีลด์เป็นเจ้าของและดำเนินการเองในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของโรยัล เอ็นฟีลด์ในประเทศไทย รวมถึงตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยโรงงานประกอบแห่งใหม่นี้จะเริ่มต้นรองรับตลาดในประเทศไทยก่อนขายไปยังภูมิภาคถัดไปตามแผนงานที่วางไว้ คุณบี. โกวินดาราจัน ราจัน – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “โรยัล เอ็นฟีลด์ได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในระดับโลก เราได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่ชื่นชอบสไตล์การขี่ของเรา ซึ่งสะท้อนผ่านความนิยมในรถมอเตอร์ไซค์ของเรา ด้วยรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ผู้ขี่จากทั่วโลก เราเชื่อว่าโรยัล เอ็นฟีลด์เป็นแบรนด์ระดับโลก และด้วยเหตุนี้เราจึงติดอันดับหนึ่งในแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางชั้นนำในตลาดสำคัญ อย่างสหราชอาณาจักร เกาหลี ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยกลยุทธ์หลักของเราคือการขยายธุรกิจในระดับสากล โดยลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งโรงงานประกอบในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ ช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ได้สัมผัสกับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของโรยัล เอ็นฟีลด์ แบบ Pure Motorcycling” นอกจากนี้ คุณยาดิ ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย – ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีศักยภาพสูงสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดตลาดเหล่านี้และการขยายธุรกิจ เราเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาจ้างผลิตและเปิดโรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของตลาดและชุมชนผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเติบโต เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าโรงงานแห่งนี้จะช่วยให้เราขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณอนุจ ดัว – หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกของโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวถึงการเปิดโรงงานประกอบแห่งใหม่ในประเทศไทยว่า “ไม่เพียงแต่ยกระดับตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย แต่เรายังมุ่งมั่นจะขยายตลาดแห่งนี้ให้เติบโตด้วย ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับโรยัล เอ็นฟีลด์ และมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ลูกค้าและชุมชนผู้รักในแบรนด์ของเราที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยต่างภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์ ส่งผลให้มียอดการเติบโตมากกว่า 150% นับตั้งแต่เราเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยภูมิประเทศ วัฒนธรรม และความหลากหลายของประเทศไทยล้วนเป็นปัจจัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเรา การเติบโตของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กำลังใจเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ลูกค้า ชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของเรา เรายังคงตั้งใจที่จะส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับชุมชนผู้ขับขี่ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ของเราในปี 2024 และต่อจากนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเราและสร้างการเติบโตที่มั่นคงต่อไป” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แสตมป์ อภิวัฒน์ ซัดคันเร่งฝ่าธงหมากรุกคว้าชัยในการแข่งขัน Asia Road Racing Championship 2024 รุ่นซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี

2025 Ducati Multistrada V2 New Look & New Engine อีกหนึ่งรุ่นสำหรับไลน์อัพปี 2025 ของโฉมโมเดลจากค่ายดูคาติ ซึ่งนับจากรุ่น V4 ที่ทยอยเปิดตัวมาซักระยะ ต่อยอดด้วยโฉม V2 พร้อมเครื่องยนต์บล็อกใหม่ส่งต่อในรุ่น Panigale และ Streetfighter คราวนี้ถึงคิวของทางฝั่งสายทัวริ่งเดินทางอย่าง Ducati Multistrada V2 2025 ปรับลุคใหม่ครั้งสำคัญทั้ง เครื่องยนต์ เฟรมและการออกแบบใหม่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ดีในทุกเส้นทาง 2025 Ducati Multistrada V2 New Look โดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยทั้ง V2 รุ่น Standard รุ่น V2S และรุ่น V2 S Travel (รุ่นแต่ง) กับชุดสีแดงประจำค่าย Ducati Red และสีใหม่อย่าง Strom Green มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ในแบบรถครอสโอเวอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่มัลติสตราดร้า V4 อาทิ ไฟหน้า LED แบบคู่พร้อมไฟ DRL ดีไซน์ใหม่ ไฟเลี้ยวบิวอินต์มาพร้อมกับแฟริ่งด้านข้างปรับเปลี่ยนตำแหน่งจากเดิมที่การ์ดแฮนด์ ปีกหน้าชิ้นใหม่ ให้ลักษณะรูปลักษณ์หน้าตาปรับเปลี่ยนไปจากเดิมแบบฉบับไลน์อัพปี 2025 ใช้โครงสร้างประกอบใหม่ ไล่น้ำหนัก เพิ่มความคล่องตัว และโครงสร้างประกอบขึ้นใหม่กับเฟรมอลูมิเนียมโมโนค็อกยึดต่อกับสวิงอาร์มคู่ด้านหลังเว้ารูตรงกลางขนาดใหญ่ให้มีน้ำหนักที่เบาลงพร้อมกับซับเฟรม ซึ่งให้ลักษณะการขับขี่และควบคุมค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ทั้งบนเส้นทางออนโร้ดและออฟโร้ด NEW Ducati V2 Engine และสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คาแรคเตอร์ของมัลติสตราดร้าแตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ ก็คือเครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ที่ไม่ได้ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodomic แล้ว โดยปรับเปลี่ยนมาใช้วาล์วแบบปกติ คล้ายกับเครื่องแกรนด์ทัวริซโม่ มาพร้อมกับระบบเกียร์ 6 สปีด ควิกชิฟเตอร์ Up/Down 2.0 ปริมาตรกระบอกสูบขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 115 แรงม้าที่ 10,750 รอบ พร้อมแรงบิด 92.1 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ กับขนาดความจุถังน้ำมันที่ 19 ลิตร เคลมอัตราเร่ง 13.1 x 1 สัดส่วนของกระบอกสูบและช่วงชัก 96 x 61.5 มม. และเรือนลิ้นเร่งขนาด 52 มม. ตอบสนองแรงบิดทันใจด้วยชุดคันเร่งไฟฟ้าผ่านการเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ แต่แน่นอนว่ายังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองไอเสียที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งให้ประสิทธิภาพค่อนข้างคล้ายคลึงกับรุ่นสปอร์ตและเน็กเก็ดเพราะด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันที่มีน้ำหนักเบา ให้ความสมูทในช่วงเดินรอบต่ำ แต่แตกต่างกันในเรื่องของอัตราทดเกียร์ในสไตล์ใครสไตล์มันนั่นเอง ช่วงล่างเต็มระบบ ควบคู่มากับระบบช่วงล่างซึ่งให้โช้คอัพด้านหน้าไซส์ใหญ่ขนาดแกน 45 มม. ระยะยุบ 170 มม. สามารถปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยรุ่น Standard ติดตั้งรีโมทเพื่อการปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนรุ่น V2S เพิ่มฟังก์ชันในส่วนของการปรับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบเบรกที่ให้มาเป็นสเปคเดียวกันก็คือคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกขนาด 4 ลูกสูบจับคู่กับจานหน้าแบบดิสก์คู่ขนาด 320 มม. และคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบด้านหลังกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 มม. พร้อมด้วยระบบ Cornering ABS 3 ระดับ รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ขนาดไซส์ 120/70-19 และ 170/60-17 ระบบฟลูออปชัน และเทคโนโลยีทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว โหมดการขับขี่ 5 โหมด (Sport, Touring, Urban, Enduro และ Wet) พาวเวอร์โหมด เพิ่มความสะดวกสบายด้วยครูซคอนโทรล ระบบ Navigation หรือระบบนำทาง พอร์ตชาร์จไฟ USB และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกับระบบแทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ ระบบป้องกันล้อหน้าลอย ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบเอ็นจิ้นเบรก ระบบไฟกระพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน ส่วนฮีตกริปเป็นออปชันเสริมซึ่งในบ้านเราไม่จำเป็นต้องใช้…ส่วนนี้บอกไว้เฉย ๆ ครับ สุดท้ายในเรื่องของราคาสำหรับเจ้า V2

Pierer Mobility AG เตรียมปรับโครงสร้างภายใน ไม่กระทบถึงคนใช้ KTM Pierer Mobility AG ประกาศปรับปรุงระบบโครงสร้างภายใน ลั่นไม่กระทบถึงผู้ใช้งานหรือเหล่ายูสเซอร์ KTM ทั่วโลก ตลอดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจากจุดเริ่มต้นด้วยพนักงานกว่า 160 คนและปริมาณการผลิต 6,000 คันต่อปีตั้งแต่ในปี 1992 พรีเมียร์ โมบิลิตี้ เอจี หรือ KTM ได้ก้าวขึ้นเป็นค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำในยุโรป และเป็นแบรนด์ที่เหล่านักบิดและแฟน ๆ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ด้วยความมุ่งมั่นและแพทชันอันเปี่ยมล้นจึงทำให้เคทีเอ็มได้ก้าวขึ้นสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่และมีการปรับปรุงโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการตลาดในอนาคต ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหรือยูสเซอร์สาวก KTM ทั่วโลก เพราะฉะนั้นจึงวางใจและพร้อมคัมแบคใหม่ในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม Stefan Pierer ซีอีโอของ KTM AG ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพาแบรนด์กลับสู่ความสำเร็จอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า KTM ยังคงเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากซีอีโอผู้ช่วยอย่าง Gottfried Neumeister ที่เข้ามาเสริมทัพให้กับค่ายส้มนับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา และพร้อมนำประสบการณ์และมุมมองใหม่ ๆ มาสู่บริษัท โดย Stefan ยังแสดงความมั่นใจอีกด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถนำพาแบรนด์กลับมาสู่บนเส้นทางของความสำเร็จอีกครั้ง Gottfried Neumeister กล่าวว่า ความกระตือรือร้นและความใส่ใจของพนักงานคือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนารถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น ความหลงใหลหรือแพทชันของพนักงานจะทำให้ KTM เป็นมากกว่าแค่บริษัทผลิตรถมอไซค์ แต่ยังเป็นพลังที่แท้จริงของความสำเร็จของเราในอนาคต สำหรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 90 วัน และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือสาวกค่ายส้มใด ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับทีมแข่งยังคงดำเนินแข่งขันตามปกติต่อเนื่องในฤดูกาล 2025 เพราะฉะนั้นผู้บริโภคที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์อย่างเรา ๆ หรือสาวกค่ายส้มอย่าได้วิตกกังวลเกินเหตุ อย่างไรก็ดีใครที่สนใจโมเดลจาก KTM ก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่ ช่องทางเพจ KTM Thailand ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Superbusa Kevin Schwantz 2025 เหยี่ยวอ้วนจอมพลัง 400 แรงม้า จากจุดต้นกำเนิดของโมเดลคอนเซ็ปต์ไบค์โครตบ้าพลัง นี่คือพญาเหยี่ยวถูกขนานว่ารถสองล้อที่แรงที่สุดในโลก TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 อันโด่งดันในตำนานมาตั้งแต่ยุคปี 90 จนกระทั่งถูกต่อยอดพัฒนามาหลายรุ่นในด้านสมรรถนะและอัปเกรดลวดลาย เพื่อยังคงรักษาบันลังก์ความบ้าคลั่งแห่งวงการซูเปอร์ไบค์มานับไม่ถ้วน @ttsperformance Our 2025 TTS SuperBusa has been launched at motorcycle live! 🤩 The Kevin Schwantz, Lucky Strike livery is our favourite so far – what do you think? The 370+hp SuperBusa is available to order exclusively from TTS – contact us for more info! #tts #supercharged #rotrex #hayabusa #superbusa ♬ original sound – ttsperformance ด้วยอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นเพื่อที่จะต่อยอดพัฒนาเจ้าฮายาบุสะ ให้เป็นโมเดลที่มีสมรรถนะแรงที่สุดในโลกสองล้อ โดยสำนักแต่งชื่อดังในอังกฤษอย่าง TTS Performance และ Kardesign ก็พร้อมที่จะพัฒนาเจ้าพญาเหยี่ยวมานานนับต่อครั้งจนกระทั่งล่าสุดในปี 2022 ได้เผยโฉม Superbusa ซูเปอร์ชาร์จ รุ่นเจ็น 3 มาพร้อมกับกำลังมากถึง 342 แรงม้าซึ่งนับมีกำลังมหาศาลที่โครตะระพ่อ แรงง..!! TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 คัสตอมโดยTTS Performance สำหรับ TTS Performance เป็นผู้นำด้านการออกแบบพาร์ทชิ้นส่วนและชุดอุปกรณ์ซูเปอร์ชาร์จเจอร์อัดอากาศสำหรับรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องการอัปเกรดสมรรถนะตัวรถแต่ยังคงให้ความทนทานในขณะเดียวกัน โดยพัฒนาคัสตอมโมเดลมาหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Triumph Rocket 300, Haley Davision, CBR1000RR-R Fireblade และเจ้าพญาเหยี่ยวอย่าง Superbusa มาหลายรุ่นหลายเจ็นเช่นเดียวกัน TTS Superbusa โฉมคันจริงในงาน Eicma อิตาลี แต่และแล้วสถิติเหล่านั้นกลับถูกพิชิตด้วยโมเดลโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง TTS Superbuasa 2025 ในรุ่นอิดิชันพิเศษ เปิดออกมาล่าสุดมาพร้อมกับขุมพลังซูเปอร์ชาร์จที่มีแรงม้ามากที่สุด 400 แรงม้า นับว่าเป็นตำนานที่แรงที่สุดในโลก กับลวดลายขาวสลับแดงตัดแต้มกับสีน้ำตาลพร้อมหมายเลข 34 แบบรถแข่ง Suzuki RGV500 ของตำนานแชมป์โลกตลอดกาล Kevin Schwantz พร้อมปีกวิงก์เล็ตคาร์บอน สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ล้อคาร์บอน Rotobox และไฮไลท์ทีเด็ดตัวแรงกับเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex เคลม Top Speed ทะลุ 350 กม./ชม. ผนวกกับขุมพลัง 4 สูบเรียง พร้อมการติดตั้งซูเปอร์ชาร์จเจอร์และปรับจูนกำลังเครื่องยนต์ที่สามารถรีดแรงม้าได้มากสุด 400 แรงม้า พร้อมกำลังแรงบิด 225 นิวตันเมตร โดยเคลมท็อปสปีดหลังจากทดสอบสามารถทำได้ที่ 218 ไมล์/ชม. หรือทะลุ 350 กม./ชม.ทีเดียว นับเป็นการทำลายสถิติครั้งใหม่ของพญาเหยี่ยวอ้วนรุ่นนี้ มีกำลังมากกว่าเจ็นก่อนถึง 48 แรงม้า จากโฉมคอนเซ็ปต์แนวคิดสู่โฉมจริงโดยเปิดตัวภายในงาน Eicma 2024 ประเทศอิตาลี จัดมาให้ชมกันเต็ม ๆ หากสาวกท่านใดสนใจก็สามารถสั่งทำโมเดลรุ่นนี้ได้ โดยจำกัดการผลิตเพียง 40 คันในโลกเท่านั้นกับราคา 30,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1.3 ล้านบาท ซึ่งราคาไล่เลี่ยกับเจ้าพานิกาเล่โฉมใหม่ล่าสุด เอาหล่ะ…ตัดสินใจยากขึ้นละทีนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBikeMag Trackday 2024 R.3 ยอดร่วมงานเกือบ 2,500 คน!! ส่งมอบความสนุกแก่สาวกสองล้อต่อเนื่องจนกระทั่งถึงสนาม 3 หรือสนามสุดท้ายประจำปี 2024 ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2024 R.3 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES งานแทร็กเดย์ของคนวัยมันส์ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา วันที่ 22 – 24 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมสร้างสถิติครั้งใหม่กับยอดผู้ชมร่วมงานเกือบ 2,500 คน SuperBikeMag Trackday R.3 2024 เพิ่มความสนุกแบบ X2 นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อความสนุกแบบ X2 ที่ทางผู้จัดได้ใส่ใจจัดเตรียมไว้เพื่อความสนุกของชาวสองล้อโดยเฉพาะ สำหรับคะแนนโบนัสผู้ที่ทำเวลาดีที่สุดสามอันดับแรกในรอบควอลิฟาย และคะแนน X2 ของทุกรุ่นแข่งขันในสนามสุดท้ายนี้อีกด้วย นับได้ว่าหากใครไม่ได้ลงแทร็กเดย์ในสนามที่สองก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นในการคว้าโพเดี้ยมประจำปีด้วยนั่นเอง ต่อยอดความสนุกแบบคูณ 2 ที่ไม่ใช่แค่มาดูแข่งรถอย่างเดียว ยังมีบูธกิจกรรมต่าง ๆ มากมายรองรับบริการตลอด 3 วัน รวมถึงโซนอื่น ๆ รองรับมากขึ้นอาทิ ฟู้ดทรัคส์ Showpow Cafe โซนจับฉลากหรือ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับรางวัลต่าง ๆ และพิเศษสำหรับพื้นที่ VIP Parking สำหรับสปอนเซอร์ใจดีที่มาร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย กิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ สำหรับรูปแบบของกิจกรรมยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ในรูปแบบการแข่งขันสไตล์สองล้อ กับกิจกรรมที่แบ่งช่วงในรอบแทร็กเดย์ที่ให้นักบิดปลดลิมิตขีดความสามารถภายใต้การดูแลเรื่องความปลอดภัยจากทีมงานในทุก ๆ จุด โดยแบ่งเป็นรอบการซ้อมหรือ Warm up Lap เป็นกรุ๊ป A-D สำหรับสองวันแรก และเป็นรอบโทรฟี่สำหรับการแข่งขันโดยแบ่งอันดับกริดสตาร์ทจากผลจับเวลาในรอบควอลิฟาย หากใครทำเวลาต่อรอบดีที่สุดก็มีสิทธิ์ออกสตาร์ทลำดับหัวแถวนั่นเอง หากท่านใดอยากลงสนามแข่งขันให้ลองพิจารณากันดู เพราะงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy จัดเต็มกับการเปิดรุ่นแข่งขันมากถึง 24 รุ่น โดยมีตั้งแต่รุ่นใหญ่ 1000 cc ไปจนถึงรุ่นเล็ก 150 cc ประกอบกับรุ่น SuperMoto สำหรับสายสตั้นแมนและรุ่นคลาสสิกอย่าง 2T Super Open 150 cc กับตัวแข่งเครื่องสองจังหวะระดับตำนาน มาแข่งให้สาวกคิดถึงการแข่งขันในยุคสมัยก่อนทีเดียว เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ก็มาร่วมงานนี้ด้วย ตัวเล็ก แม็กซิม เบนซ์ เรซซิ่ง เพิ่มสีสันภายในงานเป็นพิเศษ จากอินฟลูเอนเซอร์ในแวดวงการมอเตอร์ไซค์มาร่วมแข่งขันในสนามนี้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น เบนซ์ เรซซิ่ง, บีม ศรัณยู และ Super Diva สาวสวยอย่าง ตัวเล็ก แม็กซิม มาร่วมล่าแชมป์รางวัลครั้งนี้ “ก้อง สมเกียรติ” โผล่เซอร์ไพร์สในงาน!! พร้อมโบนัสพิเศษ ที่มีนักแข่งระดับ MotoGP อย่าง “ก้อง สมเกียรติ จันทรา” โผล่เซอร์ไพรส์แบบไม่ได้นัดหมายภายในงานในสไตล์แบบคนชิล ๆ ว่าง ๆ แวะมาดูเกมแข่งขันที่ทำเหล่าผู้ชมภายในงานแตกตื่นเป็นแถว รวมถึงนักแข่งรุ่นน้อง Moto3 อย่างก๊องส์ ธัชกร บัวศรี มาร่วมชมงานในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติและเป็นโบนัสพิเศษสำหรับผู้ร่วมงานเสียจริง รับความสนุกแถมความฟินกันไปเต็ม ๆ น้อง ๆ นักเรียน..ก็มาดูงาน รวมถึงยังมีน้อง ๆ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีวิศวกรรมแหลมฉบัง En-Tech มาร่วมชมและร่วมสนุกกันภายในงาน ที่สำคัญได้มาเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดความฝันในอนาคตได้อย่างแน่นอน ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีทุกท่าน นอกเหนือจากกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักและขาดไปไม่ได้เลยก็คือ สปอนเซอร์ใจดีและลูกค้าทุกท่านที่มาร่วมงานนี้ ทั้ง Pirelli ที่ให้บริการเซอร์วิสและเปลี่ยนยางภายในงาน Yamaha Rider’s club และ Honda Bigbike จองพื้นที่สำหรับพิทบริการลูกค้า พร้อมทั้งบริการเซอร์วิส ซ่อม เปลี่ยน ถ่าย ร้อยลวดฐานน้ำมันเครื่อง รวมถึงการเทรนด์นิ่งจากโค้ชชำนาญการระดับประเทศทั้ง อาจารย์เป็ด วรวุธิ พุฒิโธ จากยามาฮ่าบิ๊กไบค์ และโค้ชแมน กิตติ แจ่มสาคร จากฮอนด้าเรซซิ่ง มาร่วมให้คำแนะนำและทริค เทคนิคสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งอย่างใกล้ชิด Yamaha Rider’s

YAMAHA Rider’s club พาลูกค้าลุ้นแชมป์แทร็กเดย์สนาม 3 อาบน้ำให้ชื่นใจแล้วมาขี่รถกับ YAMAHA Rider’s club ส่งต่อความมันส์ให้ลูกค้าสายซิ่งในศึก SuperBikemag.com Trackday & Trophy 2024 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES R.3 2024 เมื่อวันที่ 22-24 พ.ย. 67 ที่ผ่านมา พร้อมพาเหล่าสาวกยามาฮ่า มาสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในรูปแบบการแข่งขันในสนามแข่ง ภายใต้กฏและกติกาทั้งในรอบแทร็กเดย์และโทรฟี่ กับการแข่งขันเพื่อชิงแชมป์โพเดี้ยม และพิเศษยิ่งกว่าในสนามสุดท้ายมีการชิงแชมป์ประจำปี 2024 อีกด้วยที่ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี เพื่อเสริมทักษะและประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและตื่นเต้น ให้เหล่าสาวกเลือดสีน้ำเงินได้ลองสัมผัสกับการซ้อมและการแข่งขัน รวมไปถึงการปลดลิมิต ปลดล็อกตัวเองเพื่อลงสู่การแข่งขันในสนามจริงๆ นำทัพโดย อ.เป็ด วรวุฒิ พุทโธ ขี่กันให้จุก ๆ หากใครที่ได้มาขับขี่ครั้งแรกกลับไปมีสกิลการขับขี่ติดตัวแน่นอน การได้รับคำแนะนำจาก อาจารย์เป็ดวรวุฒิ พุทโธ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านการขับขี่ บิ๊กไบค์ มาค่อยแนะนำการขับขี่ให้กับเหล่าสาวกบิ๊กไบค์ทุกคนไม่ว่าจะเป็น R-Series, MT-Series หรือแม้กระทั่ง MaxSeries เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างสนุกและปลอดภัย ยามาฮ่าจัดให้ พิทใหญ่ 4 พิทรองรับบริการ และยังมีพิทพร้อมทีมช่างชำนาญการที่พร้อมดูแลและเซอร์วิสรถให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อให้รถพร้อมใช้งานในทุกการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น วอร์มยาง ถ่ายน้ำมัน ร้อยลวด ฐานน้ำมันเครื่อง เซ็ตติ้งระบบช่วงล่าง โช้ค เบรก ฯลฯ เรียกได้ว่าดูแลดีทุกจุด..เตรียมตัวลงขี่ในสนามอย่างเดียว ใครไม่มีชุด ยามาฮ่า..มีให้ยืม ใครที่ยังมาขับขี่ครั้งแรกแล้วไม่มีชุด ทาง YAMAHA ยังมีบริการยืมชุดเรซซิ่งสูท ถุงมือ และรองเท้าตลอดทั้งงานอีกด้วย พิเศษยิ่งกว่า..!! ไม่ใช่แค่เฉพาะลูกค้ายามาฮ่า บิ๊กไบค์เท่านั้น ผู้สมัครที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ยังสามารถเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น พิเศษสุด ๆ พิเศษยิ่งขึ้นด้วยรุ่นการแข่งขันพิเศษที่ทาง YAMAHA จัดให้เหล่าสาวกบิ๊กไบค์ในรุ่น YAMAHA Rider’s club R7, MT07, MT09, MT10 ขับขี่ได้อย่างจุกใจมากยิ่งขึ้น ภาพความมันส์ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1030127102248149&type=3 https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1029411948986331&type=3 เบนซ์ เรซซิ่ง มาร่วมจอยส์ความมันส์ ในสนาม 3 อีกหนึ่งลูกค้าที่พร่ำหวอดในการแข่งขัน SuperBikeMag มาอย่างยาวนาน และเป็นระดับถึง VIP ในวงการสองล้อได้มาร่วมจอยส์ความสนุกและสร้างสีสันภายในงานนี้อีกด้วย โดยทำการแข่งขันในรุ่น SuperBike 1000 cc รุ่นใหญ่สุดของการแข่งขัน และยังสามารถขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 2 ไปได้ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าทั้งหล่อ ทั้งเก่ง จริง ๆ ภาพบรรยากาศการแข่งขัน ครบทุกรสชาติที่ YAMAHA Big Bike จัดให้ลูกค้าเพื่อปลดปล่อยตัวเอง ได้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยรวมถึงได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่ การฝึกสกิลไปในตัว และความสนุก ความมันส์ มิตรภาพดี ๆ เหล่านี้ ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ สุดท้ายต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้ชัยชนะในสนามที่ 3 และผู้ที่ได้แชมป์ประจำปี 2024 ในรุ่น YAMAHA Rider’s club R7, MT07, MT09, MT10 ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในงาน SuperBikeMag.comTrack day & Trophy 2025 Powered by Pirelli. The superbike Tyres ยังไงรอติดตามได้เลย แล้วเจอกันใหม่ในปี 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Husqvarna Winter Collection 2025 คอลเลกชันเสื้อผ้าฤดูหนาว 2025 กับหมวกไหมพรมและเสื้อสเวตเตอร์ลวดลายธีม Roackstar Energy ในราคาไม่เกิน 2 พัน

2025 Suzuki DR-Z4S และ SM แฝดนรกค่ายคนบ้า 2025 Suzuki DR-Z4S และ DR-Z4SM ที่เปิดตัวใหม่จากงาน EICMA2024 ประเทศอิตาลีเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งสองโมเดลนี้เป็นล่าสุดจากค่ายซู โดยทั้งสองโมเดลที่เปิดใหม่นี้เป็นการมาแทน DR-Z400S และ DR-Z400SM สองรุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยความเรียบง่ายและราคาจับต้องได้ หลังจากผ่านไปกว่า 23 ปีตั้งแต่เปิดตัว DR-Z400S ครั้งแรก Suzuki ได้ปรับปรุงแพลตฟอร์ม DR-Z ครั้งใหญ่ แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมที่ทำให้รุ่นนี้ใช้งานง่ายและเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสาวก รหัส S มาในสไตล์รถวิบาก รหัส SM มาในสไตล์รถซูเปอร์โมโต 2025 Suzuki DR-Z4S สเปค และรายละเอียด ในส่วนของสเปควิบากสองแฝดจากค่ายคนบ้าที่เปิดตัวใหม่นี้ จะมีทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ Z4S ที่มาในดีไซน์ของทรงสไตล์วิบาก และ Z4SM ที่มาในรูปแบบของซูเปอร์โมโต ซึ่งรายละเอียดความแตกต่างของสเปคทั้งสองคันจะแตกต่างแค่เพียงบางจุดเท่านั้น Suzuki DR-Z4S Suzuki DR-Z4SM เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 398 ซีซี 398 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว DOHC 4 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 38 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที 38 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 37 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที 37 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 90 x 62.6 มม. 90 x 62.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1 : 1 11.1 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบแมนนวล 5 สปีด เกียร์แบบแมนนวล 5 สปีด ระบบจุดระเบิด ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด หัวฉีด ระบบสตาร์ท Electric Electric ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า 80/100-21 M/C 120/70-R17 M/C ขนาดล้อ และยางหลัง 120/80-18 M/C 140/70-R17 M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB ขนาดแกน 46 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 280 มม. ปรับรีบาวด์ได้ โช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB ขนาดแกน 46 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 260 มม. ปรับรีบาวด์ได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวจาก KYB ระยะยุบตัวอยู่ที่ 296 มม. โช้คอัพเดี่ยวจาก KYB ระยะยุบตัวอยู่ที่ 277 มม. ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองสูบ ขนาด 270 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองสูบ ขนาด 310 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ขนาด 240 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง x ยาว x สูง 885 x 2,270 x 1,235

Concept F 450 GS สายลุยรุ่นใหม่จาก BMW BMW Concept F 450 GS แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง ที่เข้าถึงง่ายสำหรับสายลุย ซึ่งใกล้จะเริ่มเปิดสายพานการผลิตเวอร์ชันจริง ซึ่ง BMW Motorrad เปิดให้เห็นภาพของ BMW GS สำหรับใบขับขี่ระดับ A2 โดยโมเดลที่จะเป็นใหม่นี้จะเป็นการเติมเต็มช่องว่างระหว่างรุ่น G 310 GS และ F 800/900 GS ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ “ในโมเดลนี้เรามี DNA ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล GS และเราประสบความสำเร็จในการออกแบบคอนเซปต์นี้ให้มีความดึงดูดใจในเชิงสปอร์ตและความคล่องตัวของไอคอนออฟโรดขนาดใหญ่ของเรา ในรูปแบบที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ” Alexander Buckan หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ BMW Motorrad กล่าว เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ในส่วนของรายละเอียดเครื่องยนต์ทางค่ายยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมามากนัก จะเปิดเผยแค่เพียงบางส่วนเท่านั้นซึ่งโมเดลนี้ยังคงให้คุณภาพระดับพรีเมียมด้วยเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงขนาด 450 ซีซีให้พละกำลังที่ 48 แรงม้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ออกแบบการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ใหม่ โครงสร้างน้ำหนักเบาและขนาดที่กะทัดรัดทำให้เครื่องยนต์นี้ไม่เพียงแค่คล่องตัว แต่ยังมีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยใหม่ ๆ สมรรถนะเหมาะทั้งถนนและออฟโรด มาพร้อมเทคโนโลยีระดับพรีเมียม และพัฒนาเพื่อความสามารถในการขับขี่ออฟโรดที่ยอดเยี่ยม รวมถึงความคล่องตัวและการควบคุมบนถนน ติดตั้งโช้คกลับหัวและโช้คอัพที่ปรับตามน้ำหนัก ซึ่งได้รับเทคโนโลยีจากการแข่งแรลลี่และเอนดูโร่ โครงสร้างน้ำหนักเบาและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ล้ำสมัยทำให้รถมีน้ำหนักที่ 175 กิโลกรัม เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกพร้อม เนื่องจากเป็นรถที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่อย่าง BMW R1300 GS จึงติดตั้งระบบมาตรฐานความปลอดภัยและฟังก์ชันระดับเดียวกัน ประกอบด้วย BMW Motorrad ABS Pro (ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกที่ปรับตามมุมเอียง), ระบบเบรกสมรรถนะสูง และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมาพร้อม BMW Connectivity และหน้าจอ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว จึงทำให้การเชื่อมต่อระหว่างมอเตอร์ไซค์กับสมาร์ทโฟน รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยในโมเดลใหม่นี้ทาง BMW Motorrad วางแผนที่จะเปิดตัวในช่วงปี 2025 สาวก R1300GS ท่านไหนที่อยากขี่ตัวใหญ่แต่ดูท่าทางแล้วขาไม่ค่อยถึง ให้ 450GS ตัวนี้เป็นคำตอบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda V3 เครื่องใหม่ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ไฟฟ้า Honda V3 เครื่องยนต์ใหม่จากค่ายปีกนก โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้จะถูกพัฒนาสำหรับรถจักรยานยนต์ครั้งแรกของโลก ในงาน EICMA 2024 ประเทศอิตาลี เครื่องยนต์ V3 ตัวลูกสูบจัดเรียงในมุม 75 องศาแบบตัววี โดยมีลูกสูบ 2 สูบด้านหนึ่งเอียงไปด้านหน้า และอีก 1 สูบเอียงไปด้านหลัง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ถูกพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ออกแบบให้เพรียวบางและกะทัดรัดเป็นพิเศษ พร้อมกับระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ใช้กับรถจักรยานยนต์จริง ๆ ซึ่งสามารถควบคุมการอัดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับรอบเครื่องยนต์ ทำให้แรงบิดตอบสนองได้รวดเร็วแม้ในรอบต่ำ อีกทั้งระบบเทอร์โบไฟฟ้ายังเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดวางชิ้นส่วนในพื้นที่จำกัดของรถจักรยานยนต์ และช่วยให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้องใช้ระบบอินเตอร์คูลเลอร์อีกเเล้ว ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีพื้นที่จำกัด การพัฒนาเครื่องยนต์ V3 ที่มาพร้อมซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ไฟฟ้า ถือเป็นความท้าทายใหม่ในด้านเครื่องยนต์สันดาป แม้ว่ากระแสรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์จะไฟฟ้าอาจจะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ทางฮอนด้าเองก็มุ่งหวังให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงความสนุกในการขับขี่ และการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์อย่างเต็มที่ ในอนาคต ฮอนด้ามีแผนจะนำเครื่องยนต์ V3 นี้ไปใช้กับรุ่นที่มีความจุเครื่องยนต์ใหญ่ขึ้น (ก็คงเป็นพวกกลุ่มบิ๊กไบค์) และจะพัฒนาต่อเนื่องเพื่อให้สามารถผลิตแล้ววางจำหน่ายได้จริง ๆ ไม่แน่ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่อาจจะได้เห็น Honda CBR1000RR-R เวอร์ชั่นซูเปอร์ชาร์จเจอร์ไฟฟ้าก็เป็นได้ และในเครื่องยนต์ใหม่นี้อาจจะถูกยัดมาในรถอีกหลาย ๆ โมเดลที่มีขนาด 500 ซีซี ขึ้นไป แต่จะว่าไปจริง ๆ ก็แอบอยากเห็นฮอนด้าทำ ระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ไฟฟ้าในรถเล็กเหมือนกันนะ ใส่ฮอนด้าเวฟ น่าจะโมกันสนุกขึ้นน่าดู อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMOTO V4 สูบวี เอาใจสายซิ่ง CFMOTO V4 เครื่องยนต์ใหม่จากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำสัญชาติจีน สร้างความตื่นเต้นในแวดวงยานยนต์ได้ไม่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้ทำการเผยโฉมเครื่องยนต์ V4 รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังพัฒนา ในงาน EICMA 2024 พร้อมคอนเซปต์ ‘CF Moto Master of Speed’ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำ และเครื่องยนต์นี้ซึ่งอาจจะกลายเป็นหัวใจหลักของโมเดลใหม่ ๆ ที่จะผลิตออกมาในอนาคต เครื่องยนต์พร้อมชน Ducati เครื่องยนต์ V4 นี้มีขนาด 997 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 206 แรงม้าที่ 14,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 114 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบต่อนาที มีขนาดกระบอกสูบ และช่วงชักที่ 81 มม. และ 48.4 มม. นอกจากนี้ เครื่องยนต์นี้ยังมีการออกแบบด้วยมุมกระบอกสูบ 90 องศา และเพลาข้อเหวี่ยงหมุนสวนทิศเพื่อลดแรงเหวี่ยงจากไจโรสโคป ทำให้การเลี้ยวและการทรงตัวทำได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ 61.5 กิโลกรัม ทำให้เครื่องยนต์นี้มีน้ำหนักมากกว่าเครื่อง Ducati Panigale V2 เพียง 7 กิโลกรัมเท่านั้น ทางผู้ผลิตมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ ด้วยการออกแบบชิ้นส่วนที่เน้นความสมดุล แรงสั่นสะเทือนต่ำ การส่งกำลังที่ราบรื่น และการผสมผสานระหว่างความเบาและความแข็งแรงผ่านวัสดุไทเทเนียม ระบบเพลาข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ระดับการแข่งรายการ MotoGP ทำให้เครื่องยนต์ V.04 แสดงถึงความเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อีกทั้งทางแบรนด์ยังให้นิยามของเครื่องยนต์ใหม่นี้ไว้ว่า “เครื่องยนต์นี้เป็นการเฉลิมฉลองแห่งความเร็วรูปแบบงานประติมากรรม ผลงานที่ผสานระหว่างพลังและความทะเยอทะยาน ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความกล้าหาญ” การออกแบบดีไซน์สุดล้ำ ไม่เพียงแค่เปิดเผยในส่วนของเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ แต่ยังเปิดโมเดลจำลองที่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ โดยมีชื่อโปรเจคว่า ‘1000cc Master of Speed’ ที่ได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดบางอย่าง เช่น ใช้เครื่องยนต์ V4 ไฟหน้า LED คู่กับท่อรับอากาศ ram-air ด้านข้างกระกบด้วยปีกวิงก์เล็ตขนาดใหญ่ ถังน้ำมันมีเว้าสำหรับเข่า ที่นั่งเดี่ยวคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมค่ายอย่าง 675SR-R triple และปลายท่อไอเสีย Akrapovič ทางด้านขวา หากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้วสนใจที่จะชมคอนเซปต์นี้ด้วยตาของตนเอง สามารถเยี่ยมชมได้ที่งาน EICMA เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ไปได้นะ ยังทัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350 ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่ โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M RR WSBK รถแชมป์โลกแค่ 54 คันเท่านั้น BMW M RR WSBK โมเดลใหม่จากค่ายใบพัดที่ผลิตออกมาเพื่อฉลองผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับ ‘โทปรัค ราซกัตลิโอกลู’ ที่ทำสำเร็จหลังจากพยายามมาหลายปีในศึก World Superbike Championship ในที่สุด BMW ก็ประสบความสำเร็จในปี 2024 โดย โทปรัค นักบิดจากทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK คว้าแชมป์ประเภทนักแข่งได้อย่างงดงาม ฤดูกาลนี้ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่โดดเด่นที่สุดที่เราเคยเห็นมา ราซกัตลิโอกลู จบปีด้วยชัยชนะ 18 ครั้ง และขึ้นโพเดียม 27 ครั้ง แม้จะต้องพักแข่งไปสองรอบกลางฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ตลอด 12 การแข่งขัน เขายังคว้าตำแหน่งโพลได้ 6 ครั้ง และทำเวลาเร็วที่สุดในรอบการแข่งขันอีก 13 ครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ BMW Motorrad ต้องการเฉลิมฉลองตำแหน่งแชมป์อย่างมีสไตล์ Markus Flasch ซีอีโอของ BMW Motorrad กล่าวเกี่ยวกับรถโมเดลใหม่นี้ว่า “ผลงานอันยอดเยี่ยมของโทปรัคที่คว้าแชมป์โลกมาครอง เป็นโอกาสที่น่ายินดีสำหรับเราที่จะสร้าง M 1000 RR รุ่นจำลองแชมป์โลกแบบแท้ ๆ เพื่อแฟน ๆ ของ BMW Motorrad ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต โดยผลิตเพียง 54 คันเท่านั้น ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำตัวของเขา” Champion Edition 2024 พัฒนามาจากรุ่น M1000RR M Competition ในโมเดลปี 2024 มาพร้อมโค้ดเปิดใช้งาน M GPS Laptrigger และสีตัวถัง M Motorsport ในโทน Blackstorm Metallic พร้อมโลโก้ผู้สนับสนุนทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK รถทุกคันที่มีวางจำหน่ายจะไปพร้อมลายเซ็นจากโทปรัค นอกจากนี้ตัวรถยังมีการติดตั้งชิ้นส่วนคาร์บอนเสริม เช่น ฝาครอบถังน้ำมัน โครงรถ สวิงอาร์ม สายไฟ ฝาครอบคลัตช์ และแผ่นกันความร้อนท่อไอเสีย และผู้ซื้อจะได้รับบัตรกำนัลสำหรับแลกรับท่อไอเสีย Akrapovič Evolution Line ไทเทเนียมที่เข้าชุดไปเลยแบบฟรี ๆ (ซึ่งคาดว่าน่าจะรวมในราคารถเป็นที่เรียบร้อย) และสิทธิ์สุดพิเศษ ผู้ที่ซื้อรถคันนี้ในเยอรมนีจะมีโอกาสได้ MEET AND GREET พบปะกับ โทปรัค ราซกัตลิโอกลูแบบตัวต่อตัว ซึ่งเขาได้กล่าวปิดท้ายฤดูกาลอันสุดเร้าใจว่า “นี่เป็นฤดูกาลที่น่าทึ่ง และเราก็ได้เป็นแชมป์โลก ผมขอบคุณ BMW Motorrad ทีมของผม และทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จอันยอดเยี่ยมนี้ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้รับรถ Champion Edition 2024 หมายเลข 1 ซึ่งแน่นอนว่ามันจะได้อยู่จุดที่โดดเด่นในบ้านของผม” ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลสุดลิมิเต็ดนี้ รถจะผลิตทั้งหมด 54 คัน โดยหมายเลข 01/54 จะมอบให้กับโทปรัค และหมายเลข 54/54 จะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ BMW ทำให้เหลือเพียง 52 คันสำหรับจำหน่ายเฉพาะในเยอรมนี ราคา 54,000 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,986,560 บาท BMW M1000RR MY 2024 BMW M RR WSBK 2024 เมื่อเทียบกับโฉมปกติอย่าง M1000RR 2024 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 30,960 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,136,800 บาท ซึ่งในตัวลิมิเต็ดนี้จะแพงกว่าประมาณ 20,040 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 735,760 บาท หากอ่านแล้วรู้สึกสนใจอยากจะครอบครองมาประดับโรงรถที่บ้าน สามารถติดต่อทาง BMW และอิมพอร์ตรถเข้ามาได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda ADV350 ปรับสีใหม่ ใส่จอ TFT 2025 Honda ADV350 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี กับรถที่เป็นขวัญใจขาซิ่งในประเทศไทย ที่มาพร้อมสีสันใหม่ หน้าจอใหม่แบบ TFT เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานมากยิ่งขึ้น หน้าจอกลางใหม่แบบจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync สามารถใช้ในส่วนของระบบนำทาง, รับสายโทรศัพท์ หรือฟังเพลง ที่ควบคุมได้หมดเพียงแค่ปลายนิ้วโป้งซ้าย นอกจากนี้ยังมีช่อง USB ในกล่องเก็บของหน้าซ้ายสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน และใต้เบาะขนาดใหญ่ 48 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ ระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual-Channel, ระบบควบคุมแรงบิด Honda Selectable Torque Control (HSTC) 3 ระดับได้แก่ เปิดทั้งสองล้อ, เปิดเพียงล้อเดียว และปิดระบบ Emergency Stop Signal (ESS) จะทำงานและปิดเองอัตโนมัติเมื่อเกิดการเบรกกะทันหัน ระบบสมาร์ทคีย์และระบบป้องกันการโจรกรรม เครื่องยนต์ และ ช่วงล่างแบบเดิม ถึงแม้จะเป็นโมเดลใหม่แต่ก็ยังคงเครื่องยนต์เดิมแบบขาประจำ eSP+ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 330 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 28 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 31.5 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 11.7 ลิตรอีกทั้งยังสามารถเคลมได้ไกลกว่า 330 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ถัง ในส่วนของช่วงล่างด้านหน้ามากับโช้คอัพแบบ USD ขนาดแกน 37 มม.มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 125 มม.และด้านหลังมาแบบโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. ระบบเบรกด้านหน้ามาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. และด้านหลังระบบเบรกดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คู่กับล้ออลูมิเนียมด้านหน้าขนาด 15 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 120/70 และด้านหลังล้อขนาด 14 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 140/70 สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Matte Ruthenium Silver Metallic) สีดำ (Pearl Nightstar Black) สีแดง (Hyper Red) สีเทา-ดำ (Matte Coal Black Metallic) สำหรับราคาวางจำหน่ายที่ประเทศอังกฤษอยู่ที่ 5,899 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 258,900 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) แต่คาดการณ์ว่าหากเขาไทย ในโมเดลใหม่นี้ราคาจะไม่ต่างจากโฉมก่อน ๆ ที่วางขายในประเทศ เพราะเพิ่มมาเพียงแค่จอ TFT แบบใหม่ และสีสันที่วางจำหน่ายเท่านั้น ไบค์เกอร์สายแต่งรถเตรียมตัว เพราะยังไงก็เข้าไทยแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha Tenere 700 เครื่องเดิม เติมเทคโนโลยี 2025 Yamaha Tenere 700 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการแล้วกับรถสไตล์แอดเวนเจอร์ไบค์ ยังคงถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถรุ่นเดิม เพื่อสานต่อความเป็นตำนานสายแอดเวนเจอร์จากรุ่นก่อนหน้า พร้อมลุยได้ในทุกเส้นทาง โดยมีการเปิดตัวสองรุ่นย่อยทั้ง Tenere 700 และ 700 Rally เครื่องยนต์แบบเดียวกับ MT-07 ทั้งสองรุ่นย่อยที่เปิดใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์เดียวกัน (และแบบเดียวที่ใช้ร่วมกับรุ่น MT-07) เครื่องยนต์แบบ CP2 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 689 ซีซี พละกำลัง 73.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด 68 นิวตันเมตรที 6,500 รอบ มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15.8 ลิตร อีกทั้งยังมีการปรับมาตรฐานการปล่อยไอเสียใหม่ เพื่อให้รองรับกับมาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างพร้อมลุย จุดที่แตกต่างของสองทั้งสองรุ่นย่อยถ้าจะให้เห็นเด่นชัดนอกจากสีสันแล้วก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของระบบช่วงล่าง เพราะในรุ่นธรรมดาโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 43 มม. มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 210 มม. และด้านหลังมาเป็นโช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์สามารถปรับตั้งค่าได้ด้วยมือ ระยะยุบอยู่ที่ 200 มม. โช้คอัพด้านหน้าของรุ่นธรรมดา โช้คอัพด้านหน้าของรุ่น Rally ในส่วนของรุ่น 700 Rally จะมาพร้อมโช้คอัพหน้าจาก KYB รุ่นใหม่ที่มีระยะยุบเพิ่มขึ้นจาก 210 มม. เป็น 230 มม. และความสูงในส่วนของโช้คอัพด้านหลังมาเป็นโช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ และสามารถปรับค่าต่าง ๆ ได้ด้วยมือ โดยทั้งสองรุ่นย่อยจะมาพร้อมระบบเบรกดิสก์หน้าคู่ ขนาดจาน 282 มม.พร้อมระบบเบรก ABS และด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาดจาน 245 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เช่นเดียวกัน ไซส์ล้ออยู่ที่ 90/90-R21 รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Rally STR และ 150/70-R18 รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Rally STR ด้านหน้าและหลังตามลำดับ เทคโนโลยีการขับขี่มาพร้อม มาพร้อมหน้าจอ TFT แบบสัมผัสขนาด 6.3 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน แสดงข้อมูลการขับขี่ครบ อีกทั้งยังสามารถควบคุมการเล่นเพลง การโทรศัพท์ และระบบนำทางผ่านแอพ MyRide ของ Yamaha มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ที่ช่วยให้สามารถชาร์จมือถือในขณะเดินทางได้ ไม่เพียงแค่แดชบอร์ดที่น่าสนใจ แต่ระบบอื่น ๆ ก็โดดเด่นไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (TCS) ที่ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ระบบ ABS โดย ระบบ TCS และ ABS ของรถรุ่นนี้สามารถปิดการทำงานได้เพื่อเพิ่มการควบคุมในการขับขี่ออฟโรด TCS มีสองโหมดคือ เปิดและปิด ส่วน ABS มีสามโหมด ได้แก่ โหมด 1 สำหรับเปิดระบบทั้งสองล้อ โหมด 2 ปิดเฉพาะล้อหลัง และโหมด 3 ปิดระบบทั้งหมด สามารถปรับเปลี่ยนโหมดได้ผ่านเมนูบนหน้าจอ TFT หรือกดปุ่ม ABS ค้างไว้เพื่อปิดการทำงานของ ABS และ TCS อย่างรวดเร็ว ไฮไลท์ของ Tenere 700 Rally ทั้งสองรุ่นย่อยที่มาพร้อมกันดูผิวเผินภายนอกก็แทบจะไม่ค่อยมีความต่างกันมากเท่าไหร่ เพราะเครื่องยนต์ก็ใช้รูปแบบเดียวกัน แต่มันก็ยังมีรายละเอียดในบางจุดที่แตกต่างระหว่างตัวธรรมดา และ Rally โช้คอัพด้านหน้า-หลังจาก KYB บังโคลนหน้ายกสูงสไตล์ออฟโรด แผ่นกันกระแทกขนาด 4 มม. ที่พักเท้าน้ำหนักเบา สีสันที่วางจำหน่ายของทั้ง 2 รุ่นย่อย Yamaha Tenere 700 จะมีวางจำหน่ายทั้งหมดสองสีได้แก่ สีน้ำเงิน (Icon Blue) และสีเทา (Frozen Titanium) สีน้ำเงิน (Icon

2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน 2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO โมเดลใหม่จากทาง MV Agusta ที่เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ นับตั้งแต่การสร้างเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์รุ่นแรกของบริษัท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองจังหวะขนาด 98 ซีซี ที่ถูกซ่อนไว้จากกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าสู่สายการผลิตในปี 1945 หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบนี้ MV Agusta ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษโดยมีการผลิตแค่ 500 คันเท่านั้น เครื่องยนต์จูนใหม่ ขุมพลังเครื่องยนต์แบบอินไลน์ 4 สูบเรียง ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 116 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ได้รับการอัปเดตให้เป็นไปตามมาตรฐาน Euro5+ มาพร้อมกับวาล์วไทเทเนียม 16 ตัว, ก้านสูบไทเทเนียมแบบฟอร์จ และแคมที่เคลือบด้วย DLC (Diamond-Like Carbon) เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ตอบสนองได้ดีขึ้นที่รอบต่ำ ช่วยให้การทำงานราบรื่น และลดการสั่นสะเทือน โดนรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ แบบวาล์วรัศมีอันโดดเด่นของ MV Agusta ได้รับการติดตั้ง ECU ใหม่ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงแผนที่การทำงานแบบใหม่ MV Agusta ยังระบุด้วยว่า ECU ใหม่นี้ช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งดีขึ้น และส่งกำลังแรงบิดได้ง่ายขึ้นในทุกสภาพการขับขี่ ช่วงล่างอย่างโหด โช้คอัพ Öhlins ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ครบรอบ 80 ปีทั้งทีจะให้ของธรรมดามามันก็ดูจะแปลก ๆ ไปหน่อย โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Öhlins Smart EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ด้านหลังมากับโช้คอัพเดี่ยว Öhlins EC 3.0 TTX แบบ Progressive ที่สามารถปรับการทำงานได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo Stylema พร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 ระบบเบรกด้านหลังมากับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบสองลูกสูบ พร้อมล้อหลังขนาด 200/55-17 มาพร้อมยาง Pirelli diablo SuperCorsa SP V4 อีกทั้งยังมีระบบ ABS Continental MK100 มาพร้อมฟังก์ชัน RLM (ป้องกันการยกล้อหลังขณะเบรก) และฟังก์ชันการเบรกขณะเข้าโค้ง ดีไซน์สุดล้ำ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยว มีการใช้เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลัง ตัวถังรถถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยความดุดัน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง หล่อ สุขุม ล้ำสมัย โดยมีการผสมผสานชุดคาร์บอนที่ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด จุดเด่นไฮไลท์ เพลทรันนัมเบอร์ ตัวอักษร MV บนถังน้ำมัน ชุดบนจัดเต็มจาก Brembo ท่อไอเสียสองฝั่งเพิ่มความสปอร์ต BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานดีไซน์ที่หรูหรา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมไว้ด้วยกัน ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ MV Agusta ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นในสไตล์อิตาเลียน ผสานกับเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ที่มีความสปอร์ตและความหรูหรา ใครขี่ก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Can-Am Spyder F3 โรดสเตอร์สามล้อซิ่ง 2025 Can-Am Spyder F3 สามล้อบิ๊กไซส์จากค่าย Can-Am มาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและทรงพลังเช่นเดิม นั่นคือสิ่งที่ Spyder F3 นำเสนอ ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2015 สามล้อคันนี้ยังคงมอบการผสมผสานที่โดดเด่นของพลัง ความสะดวกสบาย และความมั่นคงของสามล้อ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นให้ผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยบนถนนโล่ง ทำให้ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวยังคงสานต่อความเป็นเอกลักษณ์นี้ เครื่องยนต์ทรงพลัง ขุมกำลังเครื่องยนต์ Rotax แบบ 3 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,330 ซีซี พละกำลัง 115 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 130 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีดพร้อมฟังก์ชันในการเคลื่อนที่ถอยหลัง จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุมคันเร่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่งกำลังได้อย่างราบรื่น เหมาะทั้งสำหรับการขับขี่สบาย ๆ และการขับที่สนุกเร้าใจ ช่วงล่าง และระบบเบรก ระบบกันสะเทือนหน้าจาก SACHS Big-Bore ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพเดี่ยว SACHS ระยะการยุบ 132 มม. เบรกหน้าแบบดิสก์เบรกคู่ขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบของ Brembo พร้อมล้อหน้าขนาด 165/55-R15 เบรกหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 270 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว พร้อมหลังขนาด 225/50-R15 การออกแบบดีไซน์ การออกแบบดีไซน์ด้วยสรีระตามสไตล์ครุยเซอร์และท่านั่งขับขี่ที่ผ่อนคลายพร้อมวางเท้าไปข้างหน้า Spyder F3 ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสบายในการเดินทางไกล ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเอนหลังและเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ UFit ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งการขับขี่ได้ตามความสูงและความชอบของตนเอง โดยการปรับที่พักเท้าและแฮนด์จับ ศูนย์ถ่วงต่ำและโครงสร้างสามล้อที่มั่นคง เมื่อผสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพขั้นสูง ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในสมรรถนะ พร้อมทั้งเสริมการควบคุมและการบังคับรถที่ดีเยี่ยม เทคโนโลยีมีให้มาพร้อม มาพร้อมจอแสดงผลตรงกลางขนาด 10.25 นิ้วแบบทัชสกรีน พร้อม BRP Connect และรองรับ Apple CarPlay อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมดได้แก่ Eco Mode และ Sport Mode ในส่วนของระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับ ระบบควบคุมเสถียรภาพ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และระบบเบรก ABS สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่นประกอบไปด้วย รุ่นเริ่มต้น SPYDER F3-S วางจำหน่ายที่ราคา 22,299 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 753,900 บาท มีสีให้เลือกเพียงสีเดียวคือ สีดำ Monolith Black สีดำ (Monolith Black) รุ่น SPYDER F3-T วางจำหน่ายที่ราคา 24,899 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 841,800 บาท มีสีให้เลือก 2 คือ สีขาว Pearl White และ สีน้ำเงิน Mineral Blue Satin รุ่นนี้มาพร้อมกระเป๋าขนาด 78 ลิตร ชิลด์กันลมด้านหน้า และระบบเสียง Audio 4 ลำโพง สีขาว (Pearl White) สีน้ำเงิน (Mineral Blue Satin) รุ่น SPYDER F3-Limited วางจำหน่ายที่ราคา 28,0Zon99 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 841,800 บาท มีสีให้เลือก 4 คือ สีเทา-ดำ Steel Black Metallic, สีดำ Monolith Black Satin, สีน้ำเงิน Mineral Blue Satin และสีแดง Plasma Red

2025 MV Agusta F3 Competizione ผลิตเยอะไม่ไหวเลยทำแค่ 300 คัน 2025 MV Agusta F3 Competizione ซูเปอร์สปอร์ตตัวโหดรุ่นใหม่จากค่าย MV Agusta ที่มาพร้อมความเป็นลิมิเต็ดเพราะผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น ตัวรถใช้พื้นฐานจากรุ่น F3 RR ที่เปิดตัวในปี 2022 ซึ่งในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมปีกข้างที่ช่วยสร้างแรงกด ระบบ IMU พัฒนาใหม่ ระบบเบรก ABS การออกแบบดีไซน์ หน้าตาหล่อ โฉบเฉี่ยวตามสไตล์หนุ่มหล่อจากประเทศอิตาลี มาพร้อมปีกข้างเสริมแรงกด โดยสามารถสร้างแรงกดที่ด้านหน้าถึง 8 กิโลกรัมเมื่อขับขี่ที่ความเร็วประมาณ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งน้ำหนักรถยังเบากว่า F3 RR ถึง 14 กิโลกรัม (159 กิโลกรัม ) มาพร้อมชุดอุปกรณ์สนามแข่ง เช่น ท่อไอเสีย Akrapovič แบบไทเทเนียม, ผ้าคลุมรถ, ฝาครอบเบาะไฟเบอร์กลาส และใบรับรองความเป็นของแท้ โดยรถทุกคันจะมีหมายเลขกำกับเพื่อยืนยันความเป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ทรงพลัง ขุมพลังที่พัฒนาใหม่ เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 798 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 147 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิด 88 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบต่อนาที เมื่อใช้ชุดท่อไอเสีย Akrapovič รุ่นใหม่แรงม้าจะกระโดดเพิ่มเป็น 157.8 แรงม้า F3 Competizione อีกทั้งในโมเดลใหม่นี้ยังมีการปรับมาตรฐานไอเสียใหม่เพื่อรองรับกับมาตรฐาน Euro5+ อีกทั้งยังมาพร้อม คลัตช์เสริม และ slipper clutch แบบ 9 จาน ซึ่งคลัตช์นี้ช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการบีบก้านคลัตช์ด้านซ้ายได้ถึง 50% ทำให้การออกตัวและหยุดรถง่ายขึ้น และมีระบบ Quickshifter แบบขึ้น/ลง เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างให้มาแบบทำถึง ระบบกันสะเทือนหน้าโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Öhlins NIX30 ขนาด 43 มม. ที่สามารถปรับได้เต็มรูปแบบระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลัง Öhlins TTX36 พร้อมระบบปรับได้แบบเต็มรูปแบบ พร้อมระยะยุบ 130 มม. โดยโช้คอัพใหม่นี้จะช่วยลดน้ำหนักรถลงประมาณ 1 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับโช้ค Marzocchi และ Sachs ที่ใช้ในรุ่น F3 RR มาตรฐาน ระบบเบรกด้านหน้าคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 220 มม. ล้อขนาด 120/70-ZR17 M/C และ 180/55-ZR17 M/C พร้อมยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa หน้าและหลังตามลำดับ ระบบเทคโนโลยีแน่น ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ และช่วงล่างที่เร้าใจ แต่ใน F3 Competizione มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่จัดจ้านเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็น IMU หกแกนที่ทำงานร่วมกับ ECU ใหม่ มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่ปรับได้แปดระดับ และระบบคันเร่งแบบ ride-by-wire ที่มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบ ABS ที่ล้อหลังสามารถปิดการใช้งานในโหมด Race เพื่อให้สามารถเลี้ยวแบบสไลด์เข้าโค้งได้ และสามารถติดตั้งระบบ launch control เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ที่ต้องการ โดยราคาวางจำหน่ายยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าราคาน่าจะสูงใช้ได้เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 990 Duke R สับโดดทุกเกียร์ 2025 KTM 990 Duke R เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ การออกแบบดีไซน์มีความดุดัน และสปอร์ตยิ่งขึ้น โดยเป็นมาตรฐานใหม่ของรถ Naked ขนาดกลางที่พร้อมท้าทายทุกคู่แข่ง ด้วยการพัฒนาจากรุ่นเดิมและพร้อมลุยทุกพื้นที่ด้วยทัศนคติ “Ready To Race” อย่างแท้จริง และที่สำคัญเพื่อให้รถคันนี้เป็นที่สุดในทุกด้าน เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ เพิ่มม้า 7 ตัว ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงแบบ parallel-twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 947 ซีซี พละกำลังที่ 130 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากโมเดลที่เปิดตัวก่อนหน้าถึง 7 ตัว แรงบิดอยู่ที่ 103 นิวตันเมตร รอบเครื่องยนต์สูงสุดอยู่ที่ 10,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด มีการปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยไอเสียใหม่เพื่อให้รองรับกับ Euro5+ อีกทั้งเครื่องยนต์นี้ยังมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 57 กิโลกรัมเท่านั้น ช่วงอัพเกรดใหม่ ขับขี่มั่นใจกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามากับโช้คอัพ WP APEX แบบหัวกลับที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 48 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 143 มม. สามารถปรับแต่งได้เต็มรูปแบบ ซึ่งโช้คอัพที่มาพร้อมรถโมเดลใหม่นี้ทางแบรนด์เคลมว่าแข็งขึ้นถึง 34% อีกทั้งยังมีการตั้งค่าใหม่ที่อัพเกรดประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมมากยิ่งขึ้น โช้คอัพเดี่ยวด้านหลังจาก WP APEX พัฒนาใหม่มีระยะยุบด้านหลังอยู่ที่ 140 มม. (ลดลงจากตัวก่อนหน้า 10 มม.) สามารถปรับได้อย่างละเอียด ปรับรีบาวด์ 30 คลิก พรีโหลดได้ 10 มม. และมีการปรับสปริงใหม่เพื่อให้การขับขี่มีความนุ่มมวล พร้อมลุยทุกการขับขี่ ระบบห้ามล้อให้มาแบบเดียวกับรถซีซีสูงในสมัยปัจจุบัน ดิกส์เบรกคู่หน้า คาลิเปอร์เบรกประสิทธิภาพสูงจาก Brembo Stylema แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และล้อขนาด 120/70-R17 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 240 มม. และล้อหลังขนาด 180/55-R17 เทคโนโลยีแน่น จัดเต็มไม่มีกั๊ก แม้จะเป็นรถที่มีดีไซน์การออกแบบที่ดุ ดูมีความดิบเถื่อน แต่ก็พร้อมไปด้วยเทคโนโลยี จอกลางใหม่ขนาด 8.88 นิ้วแบบสัมผัส แสดงข้อมูลการขับขี่ครบไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกียร์, รอบเครื่องยนต์, ความเร็วขณะขับขี่, รายการโปรด, แผนที่ และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ไม่เพียงแค่มุมค็อกพิทที่น่าสนใจแต่ระบบอื่น ๆ ที่ให้มาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก ABS, โหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Street, Sport และ Custom, Wheelie control (ระบบป้องกันล้อหน้ายก), ระบบควิกชิฟเตอร์ และ Traction Control ราคาวางจำหน่ายยังไม่มีออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าอาจจะไล่เลี่ยจากราคาเดิมที่เปิดตัวในโมเดลก่อนหน้า (โมเดล 990 Duke มีราคาอยู่ที่ 12,999 ปอนด์) อยู่ที่ประมาณ 13,500 ปอนด์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 588,200 บาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แต่ราคาไทยไม่น่าจะพุ่งถึงขนาดนั้น) แฟนคลับ KTM ชาวไทยหากสนใจอยากจะเป็นเจ้าของ ก็สามารถติดต่อดีลเลอร์ใกล้บ้านท่าน หรือทางร้านโชว์พาวทุกสาขาได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หน้าใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว2025 Kawasaki Z900 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถเนกเก็ตไบค์ ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับแรกคือหน้าตาที่ปรับใหม่ มาพร้อมระบบไฟแบบ LED รอบคัน เส้นสายรอบคันเพิ่มความสปอร์ต ปรับปรุงการระบายไอเสียใหม่เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5+ และมาพร้อมกับสองรุ่นย่อยได้แก่ ตัวธรรมดา และตัวพิเศษ (SE) จุดเด่นไฮไลท์ หน้าตาใหม่ดุดันมากขึ้น พร้อมไฟ Full LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง รองรับระบบนำทางจากสมาร์ทโฟน ปุ่มฟังก์ชันควบคุมการขับขี่ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย เบรกหน้าจาก Brembo พร้อมโช้คอัพหลังจาก Öhlins (เฉพาะรุ่น SE) 2025 Kawasaki Z900 สเปค และรายละเอียด Kawasaki Z900 ABS Kawasaki Z900 SE ABS เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 948 ซีซี 948 ซีซี แรงม้า (เคลม) 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว DOHC 16 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 73.4 x 56 มม. 73.4 x 56 มม. อัตราส่วนการอัด 11.8:1 11.8:1 ระบบเกียร์ เกียร์ 6 สปีด เกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCBI TCBI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ยางหน้า 120/70-17 120/70-17 ยางหลัง 180/55-17 180/55-17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จาก Öhlins S46 ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Nissin พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo M4.32 พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. กว้าง x ยาว x สูง 830 x 2,065 x 1,099

Pirelli เตรียมซัพพอร์ตยางเพิ่มใน Malaysian GP หลังการแข่งขัน ThaiGP ที่จ.บุรีรัมย์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลงานการสร้างสถิติใหม่เวลาดีขึ้นด้วยยาง Pirelli ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 (อ่านสถิติผลเวลา คลิ๊กที่นี่) และด้วยผลสถิติดังกล่าว Pirelli จึงตัดสินใจใช้ยางแบบเดียวกันสำหรับนักแข่ง Moto2™ และ Moto3™ โดยจะเป็นยางคอมปาวด์มาตรฐานพร้อมเพิ่มจำนวนยางให้มากขึ้น สำหรับการแข่งขัน 2024 Malaysian GP ที่จะจัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ สนาม 2024 Malaysian GP อีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกใช้ยางสเปกเดียวกัน นั่นก็คือสนามเซปังฯ มีลักษณะใกล้เคียงกับบุรีรัมย์ ประเทศไทย สนามนี้ไม่ใช่สนามที่มีความต้องการสูงต่อยางนัก แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งทั้งสองสนามมีลักษณะเด่นในด้านทางตรงยาวและโค้งไฮสปีด บวกกับอุณหภูมิพื้นผิวบนแทร็กค่อนข้างสูงสามารถส่งผลต่อการยึดเกาะเเละความสึกหรอของเนื้อยางได้นั่นเอง โดยเฉพาะโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นโค้งเข็มกลัดที่เชื่อมระหว่างทางตรงสองช่วงเป็นจุดที่มีความท้าทาย ทั้งยางหน้าที่ต้องรับแรงกดจากการเบรกหนัก รวมถึงยางหลัง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนพื้นผิวแทร็กไปเมื่อปี 2016 ที่นี่มีลักษณะลาดเอียงแบบ negative banking หรือการเอียงออกไปด้านนอก ซึ่งสร้างแรงด้านข้างบนยางอย่างมากในมุมเอียงสูงสุด อีกทั้งการแข่งขันที่เซปังค่อนข้างคาดเดาได้ยาก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนเป็นประจำ และพื้นที่แห่งนี้เสี่ยงต่อฝนตกหนักและค่อนข้างรุนแรงทีเดียว ทางตรงยาวและการเบรกอย่างรุนแรง สนามเซปังมีลักษณะเด่นคือทางตรงยาวสองจุดที่เชื่อมต่อกันด้วยโค้งเกือบ 180 องศาที่โค้ง 15 ด้วยความเร็วที่ถึงก่อนการเบรกนั้นสูงมาก ทำให้ยางหน้าต้องรับมือกับการเบรกที่รุนแรงมาก ๆ บวกกับพื้นที่ของสนามเซปังฯ มีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักอย่างกะทันหัน ได้ตลอดโดยเฉพาะในช่วงบ่าย แม้อากาศที่อบอุ่นจะช่วยให้พื้นสนามแห้งเร็วขึ้น แต่คุณสมบัติการยึดเกาะของพื้นผิวสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากฝน ทำให้ยางต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยข้อจำกัดนี้ ความแม่นยำและความเสถียร ส่วนที่สองของแทร็ก ตั้งแต่โค้ง 9 จนถึงโค้ง 14 เป็นช่วงที่ต้องใช้เทคนิคและความเร็วสูง ซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติด้านความคล่องตัวและความมั่นใจที่ยางสามารถมอบให้กับนักแข่ง ซึ่งในขณะเดียวกัน ทางพีเรลลี่พร้อมมั่นใจได้ว่าการเลือกสรรยางสำหรับการแข่งขันในมาเลเซียเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วที่ จ.บุรีรัมย์ เราจึงเสนอจำนวนยางที่มากขึ้นในแต่ละประเภทอีกครั้งเช่นที่ผ่านมา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของทีมงานและนักแข่งได้มากยิ่งขึ้น ซัพพอร์ตจำนวนยางมากขึ้น โดยนักแข่งแต่ละคนจะมียางให้เลือกใช้ทั้งหน้าและหลังจำนวน 8 เส้นของแต่ละประเภท สำหรับยางหน้าของทั้งสองคลาส ตัวเลือกที่มีคือ SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในส่วนของยางหลังมีตัวเลือกที่แตกต่างกัน สำหรับ Moto2™ จะมี SC0 (Soft) และ SC1 (Medium) ส่วนใน Moto3™ จะมี SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในกรณีที่ฝนตกจะมีการจัดสรรยาง DIABLO Rain สำหรับสภาพเปียก โดยจะมีจำนวน 5 เส้นสำหรับยางหน้า และ 6 เส้นสำหรับยางหลังสำหรับทั้ง 2 รุ่น Moto2 เเละ Moto 3 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดสรรยางชุดเดียวกับที่ไทยนั่นแหล่ะครับ แต่เพิ่มจำนวนยางมากขึ้นในแต่ละรุ่น เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับทีมช่าง รวมถึงให้นักแข่งสร้างสถิติครั้งใหม่ในสนามนี้อีกด้วย เอาเป็นว่า สนามมาเลเซียใครจะสร้างสถิติครั้งใหม่ มาดูกัน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 หนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นโอกาสอันดีที่ทาง Yamaha Rider’s Club มอบโอกาสให้ โดยครั้งนี้แอดมินได้มีโอกาส เข้าร่วมทริปขับขี่และเดินทางไปกับสาวก Yamaha BigBike เพื่อไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 ซึ่งทริปนี่เต็มไปด้วยความสนุกและเอ็กคลูซีฟ แบบสุด ๆ ที่จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และทริปนี่แอดมินได้มีโอกาสขับขี่รถใหม่อย่างเจ้า MT-09 โฉมปี 2024 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ซึ่งทริปนี้พวกเราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่าบรรดาไบเกอร์สาวกยามาฮ่าบิ๊กไบค์ได้หลายสิบคัน ตั้งจุดหมายปลายทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ ระยะทางโดยประมาณ 380 กม. มีแวะพักเติมน้ำมันกันเล็กน้อย ซึ่งเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 06:00 น. จัดทัพรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์สองแถวตรงยาว ซึ่งใครที่อยู่ข้างทั้งสองฝั่งก็ต้องย่อมรู้ว่านี่แหล่ะ วัยรุ่นหัวใจครอสเพลน (ฮ่าๆ) โดยเส้นทางที่วิ่งเริ่มจากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม วิ่งตรงขึ้นมุ่งสู่เส้นนครนายก ตัดเข้าแยกสระบุรี – นครราชสีมา วิ่งตรงยาวแล้วตัดขึ้นสู่ตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ แน่นอนว่าการเดินทางมากับยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ความเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง เร็วดั่งใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน ซึ่งระยะการเดินทางจากกรุงเทพ – บุรีรัมย์ใช้เวลาเพียง 6 ชม. เท่านั้น (แวะพัก เติมน้ำมันตามปั้มบางจุด) สำหรับสาวกยามาฮ่าใครที่อยากออกทริปกับไรเดอร์สคลับ ครั้งหน้าต้องมาแล้ว..!! เมื่อเดินทางไปถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประมาณ 12:00 น. มุ่งสู่โดม YAMAHA REV VENUE MOTOGP จัดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณหน้าสนาม เพื่อต้อนรับเหล่าบรรดาสาวกครอสเพลนจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดีเรามาดูกันว่าเขาจะมีบริการเซอร์วิสอะไรบ้าง บูธใหญ่ ๆ อาหารอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟให้กับเหล่าทัพน้ำเงิน และโซนที่นั่งชมการแข่งขัน MotoGP เตรียมไว้ให้บริการอย่างดี สำหรับเอฟซี Fabio Quartararo #20 และ Alex rins #42 พร้อมชมการแข่งขันผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่อั้น คอยบริการจากทีมงาน และนอกจากนี้ยังมีบูธสินค้ามาบริการและจำหน่ายภายในโซนแห่งนี้อีกด้วย และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ยังมีของรางวัลมาแจกสำหรับแฟน ๆ ให้ได้ลุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งชมติดขอบสนาม โซนนี้ก็พร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกท่านฟินส์ไปกับความสนุกในกิจกรรมแห่งนี้ได้ หน้างานถือว่าเต็มระบบแล้ว ภายในงานยังมีบูธ Yamaha Pavilion GP รองรับบริการสำหรับการเข้าชม ซึ่งภายในจะมีสินค้าจากทางยามาฮ่ามาจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกกันน็อก และแอสเซสเซอรีต่าง ๆ มากมาย ยังรวมไปถึง โมเดลสายสปอร์ตโฉมใหม่อย่าง R-Series มาจัดโชว์ภายในงานนี้กันอีกด้วย หากใครที่เป็นเอฟซีสองนักแข่งอย่าง ฟาบิโอ และ รินส์ ทางยามาฮ่ายังนำโมเดลตัวแข่ง MotoGP อย่าง YZR-M1 มาจอดโชว์ให้ถ่ายกันบริเวณหน้าพาวิลเลี่ยนอีกด้วยครับ ต่อด้วยกิจกรรม Meet and Geet สำหรับนักแข่งในช่วงค่ำคืนของวันเสาร์ ให้เหล่าลูกค้ายามาฮ่าได้พบปะนักแข่ง ตัวจริง เสียงจริง อีกด้วย ยามาฮ่าเขาจัดเต็มจริง ๆ สำหรับงานนี้ ความสนุกและความประทับใจนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่จองบัตรชมการแข่งขัน (GrandStand, Side Stand) ยังได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน MotoGP แบบชิดขอบสนามอีกด้วย ซึ่งทางสนามได้จัดโซนเฉพาะแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้ร่วมเชียร์อย่างสนั่น แถมไม่ต้องเขินอายเอฟซีค่ายอื่น ๆ ด้วย (จะแซะก็ยังแซะได้ เพราะที่นี่ ยามาฮ่า) ฮ่าๆ นี่ก็คือความสนุกที่ทางยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ได้จัดขึ้นเพื่อแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้มาร่วมสนุกและพบปะสังสรรค์ ที่ถือว่าจัดขึ้นเพียง “ปีละครั้ง” เท่านั้น สำหรับงานโมโตจีพีครั้งต่อไปจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านสนามแรกสำหรับโมโตจีพีฤดูกาล 2025 อย่างไรก็อย่าลืมมาร่วมสนุก กับการออกทริปร่วมกันด้วยนะครับ ยามาฮ่า บิ๊กไบค์ จัดให้ถึงใจแน่นอน และใครที่สนใจอยากได้รถไว้ขี่ออกทริปหล่อสักคันหรืออยากทดลองขับขี่ ก็สามารถเข้าไปทดสอบและทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ แถมยังมีกิจกรรมสำหรับเหล่าไปเกอร์อีกเยอะรอเพื่อนๆ อยู่นะครับ ทริปหน้าต้นปี