SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Kymco CV-R5 2024 บิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นต้นแบบ จากไต้หวัน

Kymco CV-R5 2024 บิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นต้นแบบจากไต้หวัน หนึ่งในสี่โฉมโปรโตไทป์จากผู้ผลิตอย่าง Kymco Group เปิดตัวออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อย กับครอสโอเวอร์สกู๊ตเตอร์ไซส์บิ๊กเบึ้มที่ทางผู้ผลิตใช้ชื่อเจ้าโฉมรุ่นนี้ว่า CV-R5 มาพร้อมกับดีไซน์แปลกสุดล้ำ ซึ่งดูผ่าน ๆ ตาแล้วทรงช่างดูคล้ายคลึงกับแม๊กซี่สกู๊ตเตอร์เจ้าตลาดในบ้านเราอย่าง X-ADV ซะเหลือเกิน.. DESIGN ด้วยความตั้งใจของทางผู้ผลิตที่จะทำให้เป็นรุ่นเรือธงของทางค่าย โดยสิ่งที่น่าสนใจในโฉมรุ่นนี้นั่นก็คือ การออกแบบดีไซน์ใส่รายละเอียดดีเทลต่าง ๆ ไล่จากส่วนรูปทรงแฟริ่งด้านหน้าทั้งรูปทรง ชิลด์หน้าทรงสูง ไฟโปรเจคเตอร์ LED ออกแบบ 2 ชั้นทรงเรียบ รูปทรงถังน้ำมันและแฮนด์ยกสูง ราวกับถอดแบบจากโฉมแอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่อย่างเจ้า Husqvarna Norden 901 / Ducati Desert X หรือแม้กระทั่ง Yamaha Tenere 700 ส่วนช่วงคอนโซลกลางตั้งแต่เบาะโดยสาร ตำแหน่งฟุตเพลท ช่วงล่าง โช้คหัวกลับด้านหน้า โช้คเดี่ยวด้านหลัง สวิงอาร์มคู่ ดิสก์เบรกคู่ รวมไปถึงยางออลเทอร์เรน และเฟืองท้ายถูกออกแบบในแบบรถแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ซึ่งสวยงามและแปลกตาไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับตัวเลขสเปคยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด มีบางส่วนถูกระบุข้อมูลไว้ว่า เครื่องยนต์รุ่นนี้จะเป็นบล็อกใหม่ทั้งหมด มีปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 427 ซีซี มีกำลังแรงบิด 40.2 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที (ยังไม่ทราบว่าเป็นเครื่องสูบเดียวหรือสองสูบ) พร้อมด้วยหน้าจอสี TFT ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบ ABS และครูซคอนโทรล cr. Supermoto8.com สำหรับสไตล์ของตัวรถที่ใครหลาย ๆ คนมองแล้วรู้สึกแอบสับสนว่า..นี่มันแอดเวนเจอร์ไบค์ หรือแม๊กซี่สกู๊ตเตอร์ หรือ แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ หรือบิ๊กสกู๊ตเตอร์กันแน่.. เอาเป็นว่ารอทางค่ายออกมาเฉลยกันอีกครั้ง สำหรับเจ้า CV-R5 รุ่นนี้จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน EICMA 2024 ยังไงก็ต้องรอติดตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DUCATI เตรียมเดบิวต์ครั้งแรก ในรายการ MXGP

DUCATI เตรียมเดบิวต์ครั้งแรก !! พร้อมจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แห่งโลกโมโตครอส นับเวลาตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นโฉมต้นแบบอย่างเจ้า Ducati Desmo450 MX ลงสนามแข่งโมโตครอสครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้วมานักต่อนักไม่ว่าจะเป็นประเภทการแข่งขันทางเรียบชิงแชมป์โลก การแข่งขันทางฝุ่นอย่างดาการ์แรลลี่ และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ดูคาติพยายามพิชิตเส้นชัยในเส้นทางโมโตครอส DUCATI เตรียมเข้าสู่โลกของการแข่งขัน MXGP World Championship ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการส่งนักบิดแชมป์โลก 9 สมัยอย่าง Tony Cairoli เดบิวต์ลงสู่สนามด้วยโฉมโปรโตไทป์ทางฝุ่นรุ่นแรกของค่ายอย่าง Desmo450 MX ที่สนาม Arnhem ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนเข้าสู่รั้วการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลใน MXGP 2025  ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของดูคาติ รวมถึงขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาโมเดล ซึ่งจะเข้าร่วมการแข่งขัน MXGP World Championship ในฤดูกาล 2025 ควบคู่กับการผลิตรุ่นโปรดักท์ชันพร้อมกันในเซ็กเมนต์กลุ่มออฟโร้ดของทางค่ายอีกด้วย โดยทางดูคาติ ยังคงมีแผนพัฒนาโฉมต้นแบบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยสนามในนัดถัดไปจัดขึ้นวันที่ 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นี้ ที่ Castiglione del Lago ซึ่งเป็นสนามที่ 5 ของการแข่งขันชิงแชมป์ที่ประเทศอิตาลี สำหรับแฟน ๆ โมโตครอส เราจะได้เห็นตัวแข่งจากค่ายใหม่ที่ไม่ใหม่ได้มาโลดแล่นในเวทีการแข่งขันโมโตครอสระดับโลกแล้วในอีกไม่นานนี้ แล้วโฉมตัวแข่งจะดุดัน สมกับคำร่ำลือหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Husqvarna FE350 2024 ปรับใหม่ คาด..เข้าไทยเร็ว ๆ นี้ 

Husqvarna FE350 2024 ปรับใหม่ คาด..เข้าไทยเร็ว ๆ นี้ โฉมโมเดลล่าสุดสำหรับสายเอนดูโร่ในไลน์อัพ 2024 จากค่ายไวกิ้ง รุ่นที่เหมาะสมสำหรับการเป็นจ้าวแห่งทางฝุ่นหรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวจบครบสูตรสายลุยเลยก็ว่าได้ กับ Husqvarna FE350 2024 โดยครั้งนี้มาพร้อมกับการปรับใหม่ในหลาย ๆ จุด รวมถึงมีข่าวแว่ว ๆ มาว่าแบรนด์นี้จะเข้ามาขายในไทยในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย จะเป็นโมเดลนี้ด้วยหรือเปล่านะ..?  อีกหนึ่งไลน์อัพปี 2024 ที่คาดว่าทางแบรนด์จะนำมาจำหน่ายในบ้านเราเร็ว ๆ นี้ กับเดิร์ทไบค์สายลุยสัญชาติสวีเดนอย่าง Husqvarna FE350 2024 โฉมโมเดลที่น่าจับตามองด้วยคาแรคเตอร์ความเป็นออฟโร้ดแบบสุดโต่ง พร้อมสมรรถนะอันโดดเด่นที่ผสมผสานกันระหว่างพละกำลังเครื่องยนต์และการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ด้วยบล็อกเครื่องยนต์ใหม่ แชสซีใหม่ รวมถึงตำแหน่งท่านั่งที่ตอบโจทย์การขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง ควบคู่กับระบบกันสะเทือนคู่บุญ WP ACT เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด New Engine ด้วยเครื่องยนต์ของเจ้า FE350 รุ่นนี้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรีดกำลังสมรรถนะสูงสุดเริ่มด้วยการวางตำแหน่งองศาเครื่องยนต์เอียงไปด้านหลัง 2 องศาเพื่อการบาลานซ์มวลน้ำหนักอยู่จุดศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดจะถูกปรับตำแหน่งใหม่ กับเครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 349.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมด้วย DOHC เคลือบเพลาลูกเบี้ยวด้วย DLC ช่วยลดการสึกหลอและเสียดสีในระหว่างทำงาน รวมถึงใช้ระบบวาล์วไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบา แบ่งเป็นวาล์วไอดีขนาด 36.3 มม. และวาล์วไอเสีย 29.1 มม. ในขณะที่ลูกสูบใช้เป็นลูกสูบฟอร์จขนาด 88 มม. และระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI เรือนลิ้นเร่ง Keihin ขนาด 42 มม. เคลมกำลังอัดมาที่ 13.7:1 โดยเครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 28.2 กก. และติดตั้งถังน้ำมันมาให้ขนาด 8 ลิตร แชสซีใหม่ แข็งแรง ทนทาน แน่นอนแชสซีก็คงปรับใหม่เช่นเดียวกัน โดยแชสซีดังกล่าวจะถูกหล่อขึ้นด้วยโลหะผสมโครเมียมโมลิบดีนัมเพิ่มคุณสมบัติของความแข็งแรงเป็นพิเศษ พร้อมด้วยซับเฟรมที่ผลิตจากโพลิเอมาย 60% เสริมด้วยอลูมิเนียม 40% ซึ่งจะมีน้ำหนักเพียง 1.8 กก.เท่านั้น ส่งผลให้โครงรถมีน้ำหนักรวมเป็น 109.4 กก. ช่วงล่าง ขั้นเทพ โช้คหัวกลับ WP XACT โช้คเดี่ยวซับแทงค์ WP XACT ต่อด้วยระบบช่วงล่างขั้นเทพด้วยโช้คหัวกลับพร้อมทริปเปิลแคลมป์จาก WP XACT ขนาด 48 มม. พร้อมระยะยุบ 68 มม.ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับการยุบและคืนตัวของสปริงได้ทั้งไฮสปีดและโลวสปีดด้วยปุ่มคลิกที่ปรับได้ด้วยมือทั้งด้านล่างและฝาบนของโช้ค แถมขนาดของโช้ครุ่นใหม่นั้นสั้นกว่า 15 มม.และน้ำหนักเบากว่า 100 กรัม ในขณะที่ระบบเบรกเป็นดิสก์หน้า-หลังขนาด 260 มม.และ 220 มม. พร้อมล้อซี่ลวดอลูมิเนียมและรัดมาด้วยยางหนามสไตล์รถเอนดูโร่ นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ทั้งระบบไฟส่องสว่าง LED Headlight ควิกชิฟเตอร์ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ที่สามารถปรับได้ด้วยปุ่มโหมดทางประกับฝั่งซ้าย (Map Select Switch) เรียกว่าครบสูตรตามสไตล์สายลุยเลยก็ว่าได้ สำหรับราคาจำหน่ายนั้นยังไม่ได้มีการเปิดตัวแต่อย่างใด แต่ทว่ารุ่น FE350 Pro 2024 (สีใหม่ ลายใหม่ อัประบบเบรก) นั้นกลับเปิดราคาออกมาแล้ว (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 20%) ที่ 13,700 ยูโร หรือราว ๆ 5.3 แสนบาท ซึ่งประมาณการราคาและคาดเดาได้ว่ารุ่น Standard ราคาจะไม่ทิ้งกันมากอาจจะตกอยู่ราว ๆ 4.9 แสนหรือ 5 แสนเป็นต้น สุดท้ายนี้โมเดลรุ่นนี้จะถูกนำเข้ามาขายในไทยด้วยหรือเปล่านะ ต้องมารอลุ้นกัน.. อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hazan Motorwork เผยผลงานสองล้อ พ่วงเครื่องยนต์เฟอร์รารี่

Hazan Motorwork เผยผลงานสองล้อ พ่วงเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ นี่ไม่ใช่ข่าวจากทางออฟฟิเชียลของทางเฟอร์รารี่ แต่เป็นเพียงโปรเจ็กต์มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวจากสำนักคัสตอมชื่อดังในอเมริกาอย่าง Hazen Motorwork ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำขึ้นเพื่อบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊คซะยังไงอย่างงั้น กับรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ใช้บล็อกเครื่องยนต์ V8 จากโฉมซูเปอร์คาร์ชื่อดังอย่าง Ferrari F355 มันจะพิเศษแค่ไหนกันเชียว  ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 3,495 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้ามากถึง 370 แรงม้า กับผลงานประดิษฐ์และออกแบบหมด ไม่ว่าจะแชสซีหรือสวิงอาร์ม ซึ่งจากภาพตัวโมเดลที่เห็นครั้งแรก ค่อนข้างดูเหมือนกันกับเจ้า Millyard Viper V10 อันทรงพลัง หรือรถทรงบ๊อบเบอร์อย่าง Boss Hoss ที่ใช้บล็อก V8 F355 แบบเดียวกับที่เขาใช้อีกด้วย คาดว่าน่าจะเป็นโฉมสปอร์ต แต่จริง ๆ แล้วไม่แทบจะเหมือนกันเลย ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือระยะฐานล้อที่สั้นกว่า แฮนด์จับโช้ค โหลดหน้าต่ำ ซับเฟรมด้านท้าย ใส่ระบบเบรกดิสก์คู่ ปั๊มและคาลิเปอร์ Brembo โช้คหน้า Ohlins และรัดยางสนามแข่ง Pirelli Diablo Superbike ยังไรเรายังไม่ได้เห็นถึงรูปทรงแฟริ่งและถังน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นโมเดลสายสปอร์ตอย่างแน่นอน หรือไม่ก็อาจเป็นเดลแปลก ๆ แหวกแนวตามสไตล์อาร์ทติสก็เป็นไปได้ สำหรับตัวรถนั้นยังไม่เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรเราอาจได้เห็นโฉมที่เสร็จสมบูรณ์ 100% โดยสามารถติดตามผ่านช่องทาง Hazem’s social Media อยากเห็นซะแล้วว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 World Ducati Week กับศึก Panigale V4S แข่งเสร็จพร้อมขาย

2024 World Ducati Week กับศึก Panigale V4S แข่งเสร็จพร้อมขาย นับว่าเป็นการปิดฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับงานอีเว้นต์ระดับเวิร์ลคลาสอย่าง 2024 World Ducati Week กิจกรรมแห่งการรวมพลของชาวดูคาทิสต้ามากที่สุดในโลก ที่มิซาโน่ เวิร์ล เซอร์กิต ประเทศอิตาลี โดยภายในงานล้วนเต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งในโซน Paddock, ในแทร็กรวมถึงบริเวณโซนพื้นที่ Out Doors ให้เหล่าสาวกดูคาติได้ร่วมสนุกแบบเต็มพิกัด และพิเศษกับไฮไลท์ของการแข่งขัน Lenovo Race of Champions ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอย กับการรวมนักแข่งระดับแนวหน้าในวงการมอเตอร์สปอร์ตจากทีม Ducati ซึ่งนำทัพโดยแชมป์โลกทางฝั่ง MotoGP อย่าง Francesco Bagnaia, Marc Márquez, Jorge Martìn รวมถึงดาวบิดจากทางฝั่ง WSBK อย่าง Álvaro Bautista, Nicolò Bulega, Andrea Iannone และคนอื่น ๆ ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกภายในงาน กับการแข่งขัน Ducati One Make Race ประชันฝีมือบนรถโปรดักท์ชันโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 อีกด้วย และพิเศษสุด ๆ สำหรับแฟน ๆ VIP โดยทางดูคาติพร้อมให้ให้จับจองเจ้า Panigale V4S 2025 โฉมใหม่ล่าสุด กับลายทีมแข่งตัวเดียวกับที่เหล่านักแข่งใช้แข่งขันในอีเว้นต์นี้นั่นเอง เรียกได้ว่าขี่เสร็จ พิสูจน์แล้ว ขาย..เอาไปเลย ซึ่งมีทั้งหมด 20 คัน แบ่งเป็นของนักแข่ง 15 คัน และ Spare Bike อีกจำนวน 5 คัน เดี๋ยวมาดูค่าตัวรถแข่งของนักแข่งแต่ละคน ว่าจะมีราคาเท่าไหร่กันเชียว *บวกค่าตำแหน่ง สำหรับรถแข่งที่ขึ้นโพเดี้ยมในครั้งนี้* Ducati Panigale V45 2025 MOTOGP Ducati Lenovo Team   Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Francesco Bagnaia 108,500 4.2 ล้านบาท 1st Podium (+8,500 euro) Enea Bastainini 82,000 3.1 ล้านบาท Michele Pirro 58,000 2.2 ล้านบาท Prima Pramac Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Jorge Martìn 82,000 3.1 ล้านบาท Franco Morbidelli 62,000 2.4 ล้านบาท VR46 Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marco Bezzecchi 66,000 2.5 ล้านบาท Fabio Di Giannantonio 62,000 2.4 ล้านบาท Gresini Racing MotoGP Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marc Márquez 84,500 3.2 ล้านบาท 3rd Podium (+2,500 euro) Alex Márquez 62,000 2.4 ล้านบาท

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์   ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน   First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM       โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย     เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

XMAX แต่งล้อฟอร์จมันโหล ลองดูล้อคาร์บอนหน่อยมั้ย

เบื่อจริงๆ จะแต่ง XMAX ทั้งที เอะอะก็ให้ใส่ล้อฟอร์จ อยากตะโกน ล้อฟอร์จมันโหล หนูจะใส่ล้อคาร์บอน   ในที่สุด BST สำนักล้อเทพก็ทำ ล้อเซ็ต XMAX ซักที และถ้าเทียบราคาบอกเลยว่า ไม่ต่างล้อฟอร์จงานนอก แน่นอนว่าทรงล้อฟอร์จหรือล้อ CNC มันลอกกันได้ เลือกเอา หลักพัน ยันแสน หน้าตาเหมือนกันทั้งบ้านทั้งเมือง คนที่รู้ว่าวงไหนแท้ คือคนซื้อ และ คนขาย แต่ตอนนี้ข้ออ้างทั้งหมดจะหายไป เพราะล้อคาร์บอนมันลอกกันไม่ได้ เแถมเบากว่าล้อเดิม 6 KG…..เข้!!!! BST คือใคร Black Stone Tek  (BST) เกิดจาก Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค คศ.1990 ที่ได้เคยลองใช้ล้อโปรโทไทป์ ของ Dymags ในยุคนั้น เป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ และตัว Gary เองก็เป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วด้วย จึงเกิดความคิดว่า…ทำไมไม่ทำเองว่ะ..แต่ต้องเป็น Monocoque หรือ งานขึ้นรูปชิ้นเดียวเท่านั้น! ใครที่รู้จักรายการแข่งในสมัย 20+ ปีที่แล้วก็จะเห็นมอเตอร์ไซค์หลายๆรุ่น ที่แก้ปัญหาเรื่องอาการเลี้ยวไม่เข้า ด้วยการเปลี่ยนล้อ รูปด้านบนรถสีฟ้าชมพู ใครรู้ว่ารถนี้รุ่นอะไรก็น่าจะรู้จักช่างซ่อมแอร์ในตำนาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ที่เลือกใส่ BST ผลิตรถแข่ง นับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากว่า 20+ ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้เป็นผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กีแบรนด์ ที่ Supercar หรือ Superbike เลือกใส่เป็นล้อติดรถตัวเต๊ด ล่าสุด ก็จะเป็น Ducati Superleggera V4 ที่ยัดล้อมาให้ตั้งแต่โรงงาน เพื่อความเบา เพราะล้อคาร์บอน คือล้อที่เบาที่สุดเท่าที่เงินซื้อได้ โอกาศมาถึงแล้ว สำหรับใครที่เล็งหาล้อใส่ XMAX ข่าวทางในบอกมาว่าวางงบไว้ 80,000 ได้เป็นเจ้าของแน่นอน ลิงค์จองจริงๆ >>>คลิ้กเลย ส่วนใครที่คิดว่า 80,000 แพง อยากบอกว่าไปดูล้อจักรยานก่อน แพงกว่าอีก 555 จองก่อนได้ก่อนหล่อก่อน เพราะตอนนี้ล้อคาร์บอน XMAX มีแค่ BST ที่ทำ แล้วยังเตรียมเปิดให้จอง วันที่ 26 นี้ด้วย ข่าวนี้ไม่ได้เขียนเอาค่าจ้าง แต่อยากชี้เป้า เพราะมีคนมาเหลาใส่หูเรา สืบไปสืบมา ไม่ใช่คนไกล เจ้าสำนักสายหมก Aeyservice Scootigan Thailand กดล้อมาเทสคู่นึงแบบลับๆ เอามาขี่ในงาน Superbikemag.com Trackday & Trophy 2024 แต่ไม่แน่ใจว่าลับขนาดไหนเพราะ ดันเอาคลิปลง tiktok @aeyservice699 ล้อ คาร์บอน BST xmax คู่แรกในโลก #aeyservice #scootigan #yamaha #thailand #xmax ♬ オリジナル楽曲 – Paul – 🕊Paul🕊 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJMotor SRT600

QJMotor SRT600 แอดเวนเจอร์ไซส์กลางออปชันแน่นจากจีน ยักษ์ใหญ่จากจีนเปิดตัว QJMotor SRT600 แอดเวนเจอร์ไซส์กลาง พร้อมชูจุดเด่นออปชันแน่น ๆ หวังแย่งส่วนแบ่งจากเจ้าตลาด ดีไซน์ของตัวรถดูบึกบึนดุดัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์แปลกตา อีกทั้งยังมาพร้อมไฟตัดหมอกคู่แบบ 4 เลนส์ การ์ดแฮนด์ แครชบาร์บริเวณด้านข้างหม้อน้ำ การ์ดท้องเครื่อง ดูแล้วพร้อมลุย ซึ่งน่าจะถูกใจไบเกอร์สายลุยบ้านเราแน่นอน เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องสองสูบเรียงขนาด 554 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำให้กำลังแรง 61 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 55.5 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 20.5 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับจากทาง Marzocchi ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์หน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบลูกสูบเดียว ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/80 R19 และ 150/70 R17 หน้าหลังตามลำดับ (มีทั้งแบบล้อแม็กและล้อซี่ลวด) เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ทางค่ายมีมาให้ก็จะเป็นระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรล ส่วนเพื่อความสะดวกสบายก็มีทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว มีระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะ ก็ถือว่าให้มาค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว แม้ว่าจะมีบางออปชันที่ควรจะมีบางอย่างก็ยังไม่มีอย่างเช่น โหมดการขับขี่ หรือว่าระบบครูซคอนโทรล เป็นต้น ส่วนเรื่องของราคารุ่นสแตนดาร์ดล้อแม็กหรือออนโร้ดจะขายอยู่ที่ 29,999 หยวน หรือราว ๆ 150,000 บาท ส่วนรุ่นล้อซี่สำหรับลุย 33,999 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 170,000 บาทเท่านั้นเอง ถือว่าราคาไม่แรงเลยเมื่อเทียบกับออปชันที่ได้ และเมื่อเทียบกับเจ้าตลาดที่มีขายในบ้านเราในตอนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki-GSX-S1000-EVO

GSX S1000 EVO 2024 รุ่นพิเศษ อัปเกรดอะไรบ้าง ? เป็นเรื่องที่เรียกว่าโชคดีสำหรับไบเกอร์ชาวสวิสฯ ที่จะได้มีโอกาสได้เป็นเจ้าของเน็กเก็ดตัวแรงจากค่ายคนบ้าในแบบที่พิเศษกว่าสายซูฯ ที่ไหน ๆ ในโลก เพราะที่สวิตเซอร์แลนด์เขามีโมเดลพิเศษ อัปเกรดความหล่อและความแรงในชื่อว่า GSX S1000 EVO 2024 หลัก ๆ ก็จะมีสเปกพื้นฐานเดียวกันหมด คือยังคงใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 999 ซีซี ให้กำลัง 152 แรงม้าที่ 11,000 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตันเมตรที่ 9,250 รอบ เคลมท็อปสปีดไว้มากกว่า 200 กม./ชม. ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 19 ลิตร ช่วงล่างแข็งแรง ตามสไตล์รถซู ช่วงล่างจะมีเฟรมอลูมิเนียมแบบบริดจ์เฟรม โช้คหน้าแบบหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับวสวิงอาร์มอลูมิเนียม ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์ Nissin เบรกลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 190/50 ZR17 Upgrade อะไรบ้าง ?  แต่สำหรับโมเดลนี้จะมีรายละเอียดพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามาก็จะเป็นลวดลายกราฟิกพิเศษสุดดุดันบริเวณแฟริ่งและขอบล้อ อีกทั้งยังมีให้เลือกหลายเฉดสีมาก ๆ ชิลด์หน้าเรือนไมล์ ครอบเบาะท้าย ชุดท้ายสั้นสุดเท่ และของเพิ่มความแรงและความเร้าใจอย่างท่อ SC-Project สรุปโดยรวมถือว่ามีการอัปเกรดใหม่ในหลาย ๆ จุด นอกจากสีสันลวดลายที่สะดุดตาแล้ว ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังปรับใหม่เพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ไปอีกระดับ เรียกได้ว่าไม่ต้องแต่งเพิ่มก็ดูเต็มแล้ว ถูกใจสาวกคนบ้าอย่างแน่นอน สำหรับในเรื่องของค่าตัวนั้นอยู่ที่ 16,595 ฟรังก์สวิส หรือเป็นเงินบาทได้ประมาณ 677,000 บาท (ไม่ได้รวมภาษีหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) แต่น่าเสียดายที่เป็นรุ่นพิเศษเฉพาะที่สวิสฯ ทั้ง ๆ ที่มันก็น่าจะทำขายทั่วโลกกันไปเลยแท้ ๆ เชียว ว่าแต่แฟน ๆ ค่ายคนบ้าเห็นชอบกับโมเดล EVO รุ่นพิเศษอย่างไรบ้าง แชร์กันได้นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Husqvarna Svartpilen 401 2024

Husqvarna Svartpilen 401 2024 สแครมเบลอร์ไบค์มาดเข้ม Husqvarna Svartpilen 401 2024 เองเป็นอีกหนึ่งในโมเดลที่จะนำมาจำหน่ายกับทางตัวแทน KTM ยุคที่ 4 ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ด้วย งานนี้เราก็เลยนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลใหม่นี้มานำเสนอ เจ้าลูกศรสีดำคันนี้คอนเซ็ปต์ของโมเดลคันนี้คือสายลุยของคนเมือง ให้คุณได้ผจญภัยในเมืองซึ่งก็ดูเหมาะกับถนนบ้านเราดีจริง ๆ รูปโฉมภายนอกมีการปรับเปลี่ยนมาเล็กน้อย สังเกตได้จากชิลด์หน้าขนาดเล็กและกันดีดใต้ท้องเครื่อง มีการเปลี่ยนไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ให้ความสว่างชัดกว่าเดิมด้วยการเลือกใช้ LED เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นอกจากนี้มีการปรับมิติตัวรถใหม่ มีฐานล้อที่ยาวขึ้น ความสูงเบาะต่ำลงกว่าเดิม เพื่อให้ขับขี่เข้าโค้งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความนิ่งเสถียรที่ดีขึ้นอีกด้วย มีแฮนด์บาร์ใหม่ที่สูงขึ้นน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมช่วยให้บังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าท่านั่งก็เปลี่ยนไปด้วยตามแฮนด์และเบาะที่เปลี่ยน สำคัญเลยคือเครื่องยนต์เครื่องใหม่ที่ผ่าน Euro5+ แล้ว มีความจุเพิ่มขึ้นในขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม โดยที่มีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งยังจูนอัตราทดเกียร์มาใหม่ด้วย โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ 398.6 ซีซี ให้กำลังแรง 45 แรงม้า (เดิม373 ซีซี 44 แรงม้า) โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 13 ลิตร รวมถึงมีการปรับปรุงระบบไอเสียใหม่และมีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย 2 กิโลกรัม ในเรื่องของแชสซีเองก็ปรับใหม่เช่นกัน มีเฟรมถักใหม่ ที่ออกแบบให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมน้ำหนักเบา และระบบกันสะเทือนจากทาง WP ที่ปรับแต่งได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ยิ่งทำให้มีการควบคุมที่ดีขึ้น ระบบเบรกจะเป็นของทาง ByBre ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวด รัดด้วยยางแบบกึ่ง Pirelli Scorpion Rally STR  ขนาด 110/70 – R17 และ 150 – 60 R17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีที่ให้มาพอสมควรกับราคา มีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ Street และ Rain แทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบบเบรก Cornering ABS ตัวรถตอนนี้มีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแล้ว สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานรับสาย ฟังเพลง หรือระบบนำทางได้ สุดท้ายราคาค่าตัวจำหน่ายอยู่ที่ 75,900 โครน คิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 258,000 บาท ส่วนราคาขายบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอประกาศกันอย่างเป็นทางการอีกที แต่คงจะไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่ เพราะรถมีอะไรที่ดีขึ้นกว่าเดิมในหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะเทคโนโลยีและเครื่องยนต์ที่ดีขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 Zontes GK350 Sports Cafe โฉมคันจริง ล้ำมาก

2024 Zontes GK350 Sports Cafe โฉมคันจริง ล้ำมาก บทความครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่บังเอิญสะดุด “รัก” กับสาวหมวยทรงอินเตอร์อย่าง Zontes GK350 นีโอสปอร์ตคาเฟ่คลาส 350 ซีซี จากแบรนด์พรีเมียมจากสัญชาติจีนที่กำลังโด่งดังในยุโรปอยู่ ณ ขณะนี้ กับรูปโฉมคันจริงที่ต้องบอกว่าล้ำมาก ๆ  จนบางทีก็คิดในใจว่า เห้ย..นี่มันรถคลาส 350 จริงหรือ? ทำไมมันดูเหมือนรถบิ๊กไบค์ไซส์มิดเดิ้ลเวทหรือแอดมินตาฝาด..!! เพราะด้วยความอัดแน่นที่ดูเต็มไปด้วยพาร์ทประกอบผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัว ดูเป็นเนื้อเดียวกัน สไตล์เดียวกัน หรือนี่คือมันสเน่ห์ ที่กำลังมองหา..ประกอบกับแบรนด์นี้พึ่งเข้ามาสร้างกระแสและได้รับความนิยมในบ้านเราเมื่อไม่นานนี้ด้วยสกู๊ตเตอร์ยอดฮิตอย่าง Zontes 350E และ 350D เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นโฉมที่น่าสนใจ ถ้าหากนำเข้ามาขายในบ้านเรา..ก็คงจะดีไม่น้อย โฉม 2022 แต่ยังล้ำสมัย อย่างที่ทราบกันดี สำหรับรุ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวอร์ชันต่อจากเจ้าฝาแฝดสายโมเดิร์นสแครมเบลอร์ซึ่งเปิดตัวมาพร้อมกันเมื่อปี 2022 แต่ด้วยความล้ำสมัยบวกกับสเปคและอุปกรณ์ต่าง ๆ เรียกได้ว่าล้ำสมัยกว่ารถคลาส 350 รุ่นอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ กับรูปร่างที่ถูกออกแบบมาในลักษณะ “รถสปอร์ตคาเฟ่” ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบ LED ตามยุคสมัยใหม่ ถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 17 ลิตร เบาะนั่งดีไซน์ทรงสปอร์ต ประกอบกับชิ้นส่วนแฟริ่งด้านข้างถูกออกแบบมาดูโดดเด่นและไม่เหมือนใคร รวมถึงพาร์ทเครื่องยนต์ และท่อไอเสียแบบปลายยกสูงยังถูกออกแบบด้วยการใช้โทนสีดำเพิ่มความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีเดียวกันกับ Zontes 350E & 350D นอกจากนี้ยังติดตั้งกระจกทรงกลมบริเวณปลายแฮนด์ ติดการ์ดแฮนด์สวย ๆ จากโรงงาน ต่อด้วยปุ่มควบคุมประกับทั้งสองข้างและจอสี TFT ที่ดูคล้ายคลึงกับสกู๊ตเตอร์ตัวฮิตอย่าง 350E&350D อีกทั้งตัวรถยังใช้เฟรมแบบไดมอนด์ที่ให้ความแข็งแรงและน้ำหนักเบา มาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่ 188 กก. TOP SPEED 162 km/h ในเรื่องของเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีขนาดลูกสูบและช่วงชักที่ 84.5 x 62 มม. โดยใช้ลูกสูบแบบอลูมิเนียมอัลลอย ระบบหัวฉีดจาก BOSCH รวมถึงระบบเกียร์ 6 สปีดพ่วงแอสซิตส์สลิปเปอร์คลัตช์ติดตั้งมาให้ ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 39.4 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดอยู่ที่ 32.8 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ช่วงล่างหล่อสุด ครอบจานเบรก พร้อมคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบจาก J.Juan ล้อซี่ลวดงาม ๆ และท่อไอเสียแบบปลายคู่ ขณะที่ช่วงล่างนั้นถือว่าเป็นจุดขายเลยก็ว่าได้ ด้วยการใช้ชุดโช้คอัพด้านหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ให้ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าขนาด 320 มม.ครอบจานเบรกดูสวยงามไปอีกแบบ พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเม้าท 4 ลูกสูบจาก J.Juan สำหรับด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกันโดยมีขนาดที่ 265 มม. กับคาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ขณะเดียวกันยังมาพร้อมด้วยระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว และรัดยางมาขนาด 120/70, 160/60 หน้าจอล้ำสุด ๆ พร้อมความล้ำสมัยต่อเนื่องด้วยโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ถึง 2 โหมดสามารถปรับตามได้การใช้งาน ซึ่งประกอบไปด้วยโหมด Eco และโหมด Sport พอร์ตชาร์จไฟ USB Type A ระบบสมาร์ทคีย์ IP67 ที่มีคุณสมบัติกันน้ำเป็นพิเศษและหน้าจอสี TFT สามารถแสดงผลหน้าจอได้ถึง 4 แบบ และสามารถปรับความสว่างหน้าจอแบบอัติโนมัติ รวมถึงฟังก์ชันต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทาง ระบบเชื่อมต่อข้อมูลผ่านบลูทูธ ระบบ Mirror ที่สามารถแคสข้อมูลหน้าจอโทรศัพท์สู่จอตัวรถ และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง สี่ที่จำหน่าย Black And Blue Black And Gold White And Orange สำหรับในเรื่องของราคา จากที่ได้แอบส่องข้อมูลในเว็บไซค์ Zontes UK เปิดราคาขายอยู่ที่ 4,499 ปอนด์สเตอริงหรือราว ๆ 2.1 แสนบาท ซึ่งเรทค่อนข้างใกล้เคียงกับราคาสกู๊ตเตอร์คลาส 350 ในต่างประเทศอีกด้วย สำหรับโมเดลรุ่นนี้ดูรวม ๆ แล้วมันช่างสวยงามและค่อนข้างล้ำสมัยอย่างที่กล่าวไปนั่นแหล่ะครับ ถึงจะเปิดตัวมาได้ซักพักแล้วก็เถอะ แต่บางทีก็อยากจะนั่งคร่อมให้เป็นบุญก้นซักครั้ง แต่ก็กลัวถูกมองเป็นมิจฉาชีพ ยิ่งแอดมินหน้าตาดี

Husqvarna Vitpilen 401 2024

Husqvarna Vitpilen 401 2024 เน็กเก็ดไฟกลมจากแดนไวกิ้ง หลังจากเป็นกระแสว่าตัวแทนจำหน่ายเจ้าใหม่จะนำเจ้าฮัสกี้มาจำหน่ายด้วย และแน่นอนว่า Husqvarna Vitpilen 401 2024 เองก็เป็นหนึ่งในโมเดลที่จะนำมาจำหน่ายด้วย งานนี้เราก็เลยนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลใหม่นี้มานำเสนอกันครับ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายระบุว่าเป็นโมเดลเน็กเก็ดเน้นการใช้งานในมือง ผ่านการปรับปรุงขนานใหญ่เพื่อให้มีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นรวมถึงตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย รูปโฉมมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ถ้าไม่ได้สังเกตให้ดีจะแยกไม่ออก โดยจะมีการเปลี่ยนไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ให้ความสว่างชัดกว่าเดิมด้วยการเลือกใช้ LED เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่มิติตัวรถมีการเปลี่ยนแปลงด้วย โดยมีฐานล้อที่ยาวขึ้น ความสูงเบาะนั่งที่ปรับมาใหม่ต่ำลงกว่าเดิม เพื่อให้เข้าโค้งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความนิ่งเสถียรที่ดีขึ้นอีกด้วย และมีแฮนด์บาร์ใหม่ที่สูงขึ้นน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมช่วยให้บังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าท่านั่งก็เปลี่ยนไปด้วย ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนใหม่เลยก็คือเครื่องยนต์เครื่องใหม่ที่ผ่าน Euro5+ แล้ว แถมยังมีความจุเพิ่มขึ้นในขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม โดยที่มีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งยังจูนอัตราทดเกียร์มาใหม่ด้วย โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ 398.6 ซีซี ให้กำลังแรง 45 แรงม้า (เดิม373 ซีซี 44 แรงม้า) โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 13 ลิตร รวมถึงมีการปรับปรุงระบบไอเสียใหม่จนผ่านมาตรฐานไอเสียอีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย ในเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรมถักใหม่ เพื่อให้รถมีความคล่องตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและระบบกันสะเทือนจากทาง WP ที่ปรับแต่งได้ ก็ยิ่งทำให้มีการควบคุมที่ดีขึ้น ระบบเบรกจะเป็นของทาง ByBre ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้าน ขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางแบบออนโร้ดขนาด 110/70 – R17 และ 150 – 60 R17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีที่ให้มาก็มีพอหอมปากหอมคอ ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าเพื่อสั่งการเครื่องยนต์ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ Street และ Rain แทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบบเบรก Cornering ABS ตัวรถตอนนี้มีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแล้ว สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานรับสาย ฟังเพลง หรือระบบนำทางได้ สุดท้ายราคาค่าตัวที่บ้านเกิดนั้นจำหน่ายอยู่ที 74,900 โครนคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 255,000 บาท ส่วนราคาขายบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอประกาศกันอย่างเป็นทางการอีกที แต่คงจะไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่ เพราะซีซีที่เพิ่มเข้ามาพร้อมออปชันที่ดีขึ้น ย่อมทำให้ราคารถขยับขึ้นตามไปด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รุ่นใหม่สไตล์โจรอินเดีย Royal Enfield Guerrilla 450

รุ่นใหม่สไตล์โจรอินเดีย Royal Enfield Guerrilla 450   Royal Enfield Guerrilla 450 “หรือ เกอริลล่า โฟร์ฟิฟตี้” เกอริลล่า มีความหมายว่า กองโจร ซึ่งคำนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการดีไซน์ และคุมการทำงาน “ข้ามชาติ” ผ่านระบบออนไลน์ โจทย์คือ รถมอเตอร์ไซค์ สำหรับวัยรุ่น, มือใหม่, หรือเป็น “มอเตอร์ไซค์” คันแรก และต้องให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดให้ชนเพดานงบราคา หรือพูดได้ว่า ท้อปสเปกของราคานี้ ดีไซน์ต้องฉีกรูปแบบคลาสสิก แต่ไม่ทิ้งความเป็น RE Royal Enfield Guerrilla 450 เกิดจากการ วิจัย และ พัฒนา จาก 3 ประเทศ โดยมีหัวโจกเป็นอินเดีย ออกแบบรูปลักษณ์โดยทีมอังกฤษ ทดสอบขับขี่บนถนนในสเปน ทีมงาน RE ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ จากที่ทีมงาน เล่าให้ฟังว่าดวงอาทิตย์ตกที่อินเดีย ส่งต่องงานให้อังกฤษที่กำลังเช้าทำงานต่อ ไม่พอ ส่งบรีฟให้นักเทสปรับแต่งรถตามคอมเม้น ทดสอบที่ถนนสเปน อีกทอดหนึ่ง แล้วถึงฟีดแบคกลับมาในตอนเช้าของอินเดีย ทำแบบนี้วนลูปการพัฒนา จนออกมาเป็น รถคลาสสิคทรงแบดบอย อย่างที่เห็น SPEC SPEC SPEC เครื่องยนต์ เครื่อง Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan ลูกสูบเดียวขนาด 452 cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์ว แรงม้า 40.02ps @ 8,000 rpm, แรงบิด 40 nm @ 5,500 rpm ที่ให้มาก็ไม่มากไม่น้อยถ้านับว่าสูบเดียวในพิกัดนี้ รอบสูงแรงม้าตึงๆมือ แรงบิดช่วงต้น เครื่องรอบไม่จัด ไม่ต้องลากรอบ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง แต่ขับขี่จริง จะหมู่หรือจ่าต้องว่ากันอีกที     เฟรม /ช่วงล่าง เฟรม จากรุ่น Himalayan แต่ปรับระยะล้อใหม่เป็น 1440มม. สั้นกว่าเดิม 70มม. ความสูงของเบาะในรุ่น Guerrilla 450 จะอยู่ที่ 780มม. เตี้ยกว่า Himalayan ถึง 40มม. ใครที่เขย่งขยาดจากรถสูงๆ รุ่นใหม่นี้ น่าจะยืนเด็มเท้าได้สบายขึ้น เสริมด้วย ล้อ-ยางหน้า 120/70R17 และ หลัง 160/60R17 หายางง่าย สบายใจ ไม่ปิดกั้นตัวเลือกหากไม่พอใจสไตล์ยางบั้งเดิมๆ จะยัดใส่ยางซิ่งได้ ขอบ 17″ คือครอบคลุมที่สุดแล้ว     เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 4 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เปิด Google Map และ ควบคุม เพลงที่เล่นอยู่บนโทรศัพท์ได้ แถมติดคันเร่งไฟฟ้า กับรูเสียบ USB C ไว้ชาร์จมือถืออีกด้วย   ภาพรวม จากสเปกและภาพรวมทั้งหมด ดูแล้วน่าจะสร้างกระแสตลาด 400cc ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จากราคาในงานเปิดตัวที่ 2.5 ล้านรูปี เปรียบเทียบกับรถรุ่นอื่นๆในตลาดไทย Royal Enfield Guerrilla 450 น่าจะอยู่ราวๆ 150,000-160,000 บาท ซึ่งถ้าทำมาในราคานี้จริงๆ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มองหามอเตอร์ไซค์คันแรกแบบมีสไตล์ได้ง่ายขึ้น ส่วน Ride Feel เป็นไงนั้น ต้องติดตามตอนต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คาด PCX160 2025

คาด PCX160 2025 ปรับขนานใหญ่รับมือคู่แข่ง คู่แข่งจากเจแปนแดนปลาดิบค่ายสีน้ำเงินเขาก็เปิดตัวโมเดลใหม่ที่อินโดนีเซียไปแล้ว พร้อมกับระบบใหม่ ๆ ที่พอจะสื่อความหมายได้ว่าช่วยให้รถแรงเหมือนติดเทอร์โบ เราก็ได้แค่ คาด PCX160 2025 จะมีการปรับปรุงขนานใหญ่เพื่อรับศึกคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน นับจากห้วงเวลาแล้วเจ้า PCX ก็เปิดตัวโฉมนี้ในไทยมาตั้งแต่ปี 2021 แล้ว (ญี่ปุ่นเปิดปี 2020) ก็เรียกว่าถึงรอบที่ควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันได้แล้ว หลังจากเปลี่ยนสีกันมาหลายครั้งแล้ว เพราะตอนนี้ก็อายุปาไปได้ 3 ปีกว่าแล้ว ใกล้ถึงรอบที่ควรจะเปลี่ยแปลงกันแล้ว ซึ่งก็คาดว่าจะเปิดตัวโมเดลใหม่ในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะถึงนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา – 2010 เปิดตัวครั้งแรก – 2014 ปรับปรุงเครื่องยนต์ เพิ่มระบบไฟ LED และอื่น ๆ – 2018 ปรับปรุงเครื่องยนต์ ใช้เฟรมใหม่ – 2020 ปรับปรุงเครื่องยนต์ เฟรมใหม่ สิ่งที่คาดจะเปลี่ยนแปลงไปนั้นอย่างแรกเลยก็น่าจะเป็นรูปโฉมใหม่ที่น่าจะออกมาในแบบสปอร์ตพรีเมียมมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีข้อมูลหลุดออกมาจากคนที่น่าจะเป็นคนวงในจากทางเวียดนาม เผยว่าจะมีฝาครอบแฮนด์เฉกเช่นเดียวกับ Forza และคู่แข่งแล้ว แทนที่จะปล่อยให้ดูรก ๆ แบบที่ปัจจุบันเป็น นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงน่าจะมีดังนี้ – หน้าจอใหม่ซึ่งน่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด CB125R (เปิดตัวที่ยุโรป) ยังมีหน้าจอสีแล้ว – ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล เพื่อให้ทัดเทียมกับคู่แข่ง – เฟรมใหม่ – เครื่องยนต์ใหม่ ที่จะแรง ทนทานและประหยัดขึ้น โดยอาจจะมีระบบใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อให้สามารถเทียบเคียงกับคู่แข่งที่มีระบบใหม่ ๆ ได้ – มีรุ่น Hybrid ด้วย ซึ่งโมเดลปัจจุบันก็มีอยู่ ในชื่อ e: HEV หรืออาจจะมีโมเดลไฟฟ้าที่รองรับการสลับแบตเตอรี่มาด้วยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อมูลต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ยังไม่อาจยืนยันความถูกต้องได้แบบ 100% เป็นเพียงการคาดเดาข้อมูลและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคู่แข่งเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SYM ADXT

SYM ADXT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากไต้หวัน เผยโฉมครั้งแรกนับตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ที่เมืองมิลานเมื่อปลายปี 2023 สำหรับเจ้า SYM ADXT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากไต้หวัน มาตอนนี้ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ไต้หวันสักที มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปลุยกันเลย ดีไซน์ของมันดุดันเพราะมีแรงบันดาลใจมาจากเสือเขี้ยวดาบ สัตว์จากยุคดึกดำบรรพ์ ที่มีเอกลักษณ์คือเขี้ยวยาวโง้ง ซึ่งก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ที่อยู่ใต้ไฟหน้านั่นเอง ไฟหน้าแบบ LED โปรเจ็กเตอร์คมรับกับเขี้ยวได้ดุดันลงตัว พร้อมไฟท้ายอันโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวรถมาพร้อมการ์ดแฮนด์และปลายท่อยกสูงดูสมบุกสมบันพร้อมที่จะลุยทางฝุ่น ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้กำลังมากถึง 35 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และมาพร้อมระบบส่งกำลังแบบโซ่ ที่มาพร้อมระบบ AAE หรือ Auto Adaptive Engine ที่ไม่เพียงส่งกำลังได้แรง แต่ยังสามารถปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้เข้ากับสภาวะต่าง ๆ ได้ เจ้าระบบที่ว่านี้ใช้วาล์วน้ำแบบคู่ในการควบคุมการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ในแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาวะของเครื่องยนต์ว่าร้อนหรือเย็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น ยังมีปั๊มน้ำมันเครื่อง 2 ตัวออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าจะคอยป้อนน้ำมันเครื่องเข้าไปช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้ดีมากขึ้น แม้ว่าจะต้องเจอกับเส้นทางที่ยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีระบบวาล์วแปรผันในชื่อว่า Hyper VVS ที่เป็นสิทธิบัตรของทาง SYM เอง ร่วมกับระบบ AAE ที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีที่รอบการทำงานระหว่างสูงกับต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถนะที่รอบต่ำให้ดีขึ้น 7% และรอบสูง ๆ ได้ 11% เมื่อเทียบกับวาล์วแปรผันทั่วไป ซึ่งเจ้าระบบวาล์วแปรผันของทางเอสวายเอ็ม ไม่ได้ทำงานโดยดูแค่ความเร็วรอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงค่าอื่น ๆ เวลาจะเปลี่ยนแปลงการทำงาน ทั้งความเร็วรอบ อุณหภูมิ และโหลดของเครื่องยนต์ ซึ่งทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้ส่งกำลังออกมาได้เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้ดี   ต่อกันเรื่องของช่วงล่างที่ออกแบบมาเน้นการซับแรงกระแทก ด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ร่วมกับแผงคอบนและล่างเพื่อความแข็งแรงและความนิ่ง ด้านหลังเองก็มีโช้คหลังเดี่ยวแบบวางกลางตัวรถเพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงรถอยู่กลางตัวรถมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การควบคุมขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ใช้ล้อแม็กอลูมิเนียมกับยางแบบออลเทอเรน และมีขนาดยางหน้าหลังตามลำดับดังนี้ 120/70 – 15 และ 150/70 – 14 เรื่องของเทคโนโลยีตัวรถให้ระบบความปลอดภัยมาทั้งระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรล ส่วนเรื่องของความสะดวกสบายก็ให้มาพอสมควร อาทิ ระบบคีย์เลส สตาร์ทรถ เปิดปิดช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 32 ลิตร และฝาถังน้ำมัน ช่องจ่ายไฟแบบ USB ชิลด์หน้าปรับระดับได้ 2 ระดับ และหน้าจอ LCD ดิจิทัล ยังไม่ใช่หน้าจอสี TFT แบบสมัยนิยม สุดท้ายเรื่องของค่าตัวอยู่ที่ 248,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 275,000 บาท ถือว่าค่อนข้างแรงเลยทีเดียวกับรถในระดับนี้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ แต่นี่ก็สื่อให้เห็นว่ากระแสรถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว งานนี้สายลุยแต่ก็ชอบความสบายก็รอลุ้นค่ายรถในบ้านเราทำเพิ่มกันได้เลย เพราะตอนนี้ในไทยเราเองก็มีอยู่แค่ 2 ค่ายอย่าง Honda และ Aprilia เท่านั้นที่มีรถแนวนี้ขาย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Dragster 700 Twin

Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ ในที่สุดก็อัปเดตข้อมูลพร้อมราคามาจนครบสักทีสำหรับเจ้า Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ คราวนี้มาครบทั้งตัวพิเศษทั้งตัวสแตนดาร์ด ครั้งนี้เราก็เลยจะอัปเดตให้แบบครบ ๆ ไปเลย แม้ว่าทางค่ายจะกั๊ก ๆ รูปไว้ ไม่ปล่อยให้เห็นทุกมุมก็เถอะ โดยตัวรถจะมีสเปกดังนี้ เครื่องยนต์สองสูบเรียงจากทาง Benelli ขนาด 692 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดจาก Delphi EFI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยระบบโซ่ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 16 ลิตร เคลมอัตราสิ้นเปลืองมาที่ 27.6 กิโลเมตรต่อลิตร โดยมีตัวเลขเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่น่าสนใจ อาทิ กำลังแรงม้าที่ 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ส่วนแรงบิดยังไม่ได้ระบุ ทางค่ายยังอ้างว่าสามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 190 กม./ชม. แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักมากถึง 190 ลิตร ช่วงล่างของรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับจากทาง Marzocchi และด้านหลังจะเป็นโช้ค Ohlins ปรับแต่งได้และปรับความสูงได้ มีกันสะบัดจากทาง Ohlins ด้วย ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 270 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ด้วย ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-R15 และ 160/60-R15 หน้าหลังตามลำดับ เรื่องของการค่าตัว โมเดลพิเศษ Limited Edition จะมีราคาเริ่มต้นที่ 14,900 ยูโร หรือราว ๆ 587,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) มาไทยก็น่าจะทะลุไปกระโดดไปอีก น่าจะอยู่ที่ 700,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้โมเดลพิเศษจะจำหน่ายเพียง 700 คันเท่านั้น ส่วนโมเดลพื้นฐานจะอยู่ที่ราคา 12,900 ยูโร หรือราว ๆ 508,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งจะไม่ได้โช้คและกันสะบัดจาก Ohlins ท่อ Akrapovich และครอบคลัตช์ Ducabike โดยจะเริ่มจำหน่ายหลังจากโมเดลพิเศษ ทั้งนี้จะเริ่มเปิดให้จองวันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ www.italjetshop.com/collections/700twin-info ได้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V2 Superquadro Final Edition

Panigale V2 Superquadro Final Edition รุ่นพิเศษ 555 คันเท่านั้น มาอีกแล้วกับโมเดลพิเศษจากค่ายแดง Ducati กับ Panigale V2 Superquadro Final Edition โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 555 คัน ที่สร้างออกมาเพื่อระลึกถึงเครื่องยนต์วีทวินที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา และใช้งานมานานกว่า 30 ปี เจ้าเครื่องซูเปอร์ควอโดก็คือเครื่องวีทวิน 90 องศาของทางค่ายนั้นช่วยให้กำเนิดโมเดลระดับไอคอนมามากมาย ทั้ง 748, 749, 848, 899 และ 959 มาจนถึงโมเดลปัจจุบันอย่าง Panigale V2 และเคยเป็นส่วนนึงที่ทำให้ Nicolò Bulega คว้าแชมป์โลก World Supersport สมัยแรกมาได้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ในโมเดลพิเศษนี้ก็คือเครื่องซูเปอร์ควอโดที่พัฒนาและต่อยอดมาจนถึงตอนนี้ เป็นเครื่องขนาด 955 ซีซี พร้อมสมรรถนะที่ให้คุณขับขี่ได้สนุกทั้งบนถนนและบนแทร็ก ด้วยแรงม้าขนาด 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และแรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ขณะที่เรื่องของการออกแบบดีไซน์และสีสันนั้นเป็นทาง Drudi Performance จัดการร่วมกับทาง Centro Stile Ducati โดยยังได้สไตล์แบบดูคาติอย่างครบถ้วน โดยมีการเลือกใช้สีขาว แดง ดำและเทา โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยลวดลายเครื่องยนต์กลไกที่แฟริ่งด้านข้างทั้งสองข้างในแบบที่ตำแหน่งตรงกันเป๊ะ ๆ กับเครื่องยนต์ที่ซ่อนใต้แฟริ่ง และยังมีการใช้ถังน้ำมันสีเทาขนาด 17 ลิตร ที่ดีไซน์ดูแปลกตาไม่เหมือนใครอีกด้วย ช่วงล่างก็จะมีการใช้เฟรมแบบโมโนค็อก ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับภาระโหลดน้ำหนัก ระบบกันสะเทือนและกันสะบัดปรับแต่งได้จากทาง Ohlins ระบบเบรกจากทาง Brembo ยางจาก Pirelli Diablo Rosso Corsa II โดยมีขนาดล้อและยางขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ยังมีดีเทลพิเศษอื่น ๆ เช่น พักเท้าอลูมิเนียม CNC จาก Rizoma บังโคลนหน้าหลัง ปลายท่อไอเสีย การ์ดโซ่ การ์ดฝาคลัตช์ การ์ดสวิงอาร์มและการ์ดโช้ค ทั้งหมดนี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แบตเตอรีลิเทียมไอออน และยังสามารถปรับเป็นแบบเบาะเดียวสำหรับขี่คนเดียวได้ นอกจากนี้ยังมีอนิเมชันพิเศษเวลาบิดกุญแจอีกด้วย ตัวรถปลอดภัยและเอาอยู่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มากมาย โดยอาศัยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน โดยจะมีระบบต่าง ๆ ดังนี้ ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก สำหรับคนที่อยากจลงสนามไปซิ่ง ตัวรถจะสามารถติดตั้งชุดคิทที่จะสามารถถอดแผ่นป้ายทะเบียนและกระจกมองหลังออกได้ มีฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบเรซซิ่ง รวมถึงระบบโมดูล GPS สำหรับเก็บข้อมูลการขับขี่ในสนาม ซึ่งแถมมาจากโรงงานให้เลย และเหมือนกับทุก ๆ โมเดลพิเศษสำหรับคนชอบสะสม แต่ละคันจะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันบนแผงคอบน มีใบเซอร์ฯ รับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อมสนนราคาค่าตัวที่ 28,000 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยเลยก็ราว ๆ 1.1 ล้านบาท มาจำหน่ายในไทยก็อาจจะได้เห็นที่ราคาล้านกลาง ๆ ก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJMotor-Fort-350

QJMotor Fort 350 สกู๊ตเตอร์พิกัดยอดนิยม ที่อาจเข้าไทย เพื่อนพ้องนักบิดที่ติดตามข่าวสารจากทางเราอยู่เสมอน่าจะได้ยินข่าวที่ว่า QJMotor กำลังจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา มาครั้งนี้เราก็เลยนำเสนอโมเดลที่คาดว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราด้วยอย่างเจ้า QJMotor Fort 350 สกู๊ตเตอร์พิกัดยอดนิยม ที่ตอนนี้คลาสนี้กำลังร้อนแรงอย่างมากจากการมาทำตลาดของแบรนด์จีนอย่าง Zontes ดีไซน์ตัวรถออกแบบมาได้สปอร์ตโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตและโมเดิร์น ดูทันสมัยและบึกบึนจากบอดี้ที่ให้ความรู้สึกถึงความใหญ่และทรงพลัง เครื่องยนต์จะเป็นสูบเดียวขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังเครื่องยนต์ 33.79 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 35.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ โช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ที่เห็นแตกต่างและเด่นหน่อยก็จะมีเรื่องของระบบเบรก โดยโมเดลนี้จะมีดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรก Bybre ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-15 และ 150/70-14 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นทางค่ายให้หน้าจอสี TFT มา ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ส่วนเรื่องของความปลอดภัยตัวรถจะมีระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลมาให้ การจำหน่ายนั้นที่ประเทศจีนตั้งอยู่ที่ 36,999 หยวน หรือราว ๆ 185,000 บาท ถือว่าราคาค่อนข้างแรง แต่ถ้าเทียบกับออปชันที่ให้มา และมาขายในไทยในราคาที่ไม่แพงไปกว่านี้มากนักก็ถือว่าน่าจะโอเคอยู่ เพราะดิสก์เบรกหน้ามาเป็นดิสก์คู่และรถก็มีซีซีเต็ม 350 ซีซี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม

Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับโมโตครอสไฟฟ้า พวกเราไบเกอร์น่าจะเคยได้เห็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับการพัฒนารถโมโตครอสไฟฟ้าจากทาง Yamaha ไปหลายตัวแล้ว แล้วเจ้าสิทธิบัตรล่าสุดเนี่ยก็ยังเกี่ยวข้องกับโมเดลโมโตครอสไฟฟ้าที่เผยให้เห็นถึงอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งที่แฮนด์บาร์เพื่อทำหน้าที่จำลองผลของคลัตช์หรือพูดง่าย ๆ ว่า Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับรถโมโตครอสไฟฟ้านั่นเอง ยามาฮ่าได้ตะหนักอย่างชัดเจนเลยว่ารถไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าที่ใช้ในการแข่งขัน จะขับขี่ได้ดีขึ้นจากการมีคลัตช์ สังเกตได้จาก TY-E รถไทรอัลไฟฟ้าของทางค่ายที่มีฟลายวีลและคลัตช์คั่นกลางระหว่างมอเตอร์กับระบบเกียร์ 1 สปีด มันช่วยให้ผู้ขับขี่หมุนมอเตอร์และฟลายวีลได้โดยที่ล้อไม่ต้องหมุนตามได้ ซึ่งช่วยให้เกิดความเสถียรจากการอาศัยหลักของแรงเฉื่อยของมวลหมุน และสามารถใช้ฟลายวีลเป็นเสมือนแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวเพื่อเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์และปล่อยคลัตช์ซึ่งช่วยสร้างพละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นชั่วพริบตา ซึ่งมากกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าเพียงลำพังจะทำได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิบัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้ของบริษัทแสดงให้เห็นว่าระบบคลัตช์แบบกลไกและฟลายวีลได้ถูกกำจัดออกไปแล้วเพื่อที่จะให้รถมีความกะทัดรัด และเบามากขึ้น และแทนที่มันด้วยตัวหน่วงการสั่นสะเทือนเชิงบิด โดยใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นที่เชื่อมต่อกันด้วยสปริงซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนกับแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวได้ ยามที่เปิดคันเร่งเล็กน้อยขณะที่กำลังกดเบรกอยู่เพื่อบังคับให้สปริงโช้คยุบตัว จากนั้นก็ปล่อยเบรกเพื่อให้สามารถปล่อยพละกำลังที่หนักหน่วงออกมาได้มาเป็นพิเศษ สิทธิบัตรล่าสุดนี้มีการเพิ่มก้านคลัตช์หลอก ๆ เข้าไปด้วย เพื่อให้รู้สึกว่าควบคุมการส่งกำลังของรถได้มากขึ้น และมีรีเจ็นเนอเรทีฟเบรกกิ้งในระดับที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ว่ามันมีผลแบบเดียวกับการมีคลัตช์จริง ๆ โดยไม่ต้องแยกเครื่องยนต์ออกจากระบบส่งกำลังจริง ๆ ทว่าในปีนี้เราได้เห็นไอเดียที่คล้าย ๆ กันนี้มาแล้วมาจากหลาย ๆ ค่าย เช่น Kymco ที่ไม่เพียงแต่จำลองระบบคลัตช์แต่ยังจำลองระบบเกียร์มาด้วย ขณะที่การควบคุมอะไรที่มันง่าย ๆ แบบบิดแล้วก็ไปของรถไฟฟ้านั้นเป็นอะไรที่ตลาดรถใช้งานในชีวิตประจำวันต้องการมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไรเดอร์อีกกลุ่มที่ต้องการอะไรมากกว่านั้น ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาของการแข่งขันรถโมโตครอสไฟฟ้าของยามาฮ่าก็ต้องถูกคาดหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถสันดาป แน่นอนว่าการควบคุมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการเพิ่มคลัตช์เข้ามาดูจะสมเหตุสมผลมาก แล้วเจ้าสิทธิบัตรใหม่ที่ว่านี้ก็เจาะจงไปว่าก้านคลัตช์ที่ว่านี้ติดตั้งและทำงานยังไง แม้ว่ามันจะอยู่ที่แฮนด์ด้านซ้ายอย่างที่คิด แต่มันไม่ใช่คลัตช์ มันคือเบรกหลัง ก้านคลัตช์ที่ควบคุมรถจริง ๆ คือก้านเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านบนเบรกอีก ใช้นิ้วชี้ควบคุมอย่างเดียว ผลของการใช้คลัตช์นี้ต่อกำลังของมอเตอร์และแรงจากระบบรีเจอเนเรทีฟจะเทียบเท่ากับเอ็นจิ้นเบรกของรถสันดาป สิทธิบัตรนี้อธิบายความรู้สึกของการควบคุมและแสดงให้เห็นถึงเดดโซนที่ปลายทั้งสองด้านของระยะการเคลื่อนที่ และมีแรงต้านแบบก้าวหน้าที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเหนี่ยวก้านเข้ามาและจะลดลงเมื่อดึงจนสุด แบบเดียวกับคลัตช์ปกติเลย ทำให้มีความรู้สึกคุ้นเคยได้ไม่ยาก แม้สิทธิบัตรนี้จะใช้กับรถโมโตครอสไฟฟ้าและกำลังพัฒนาอยู่ แต่แนวคิดก็ชัดเจนว่ามันน่าจะนำไปใช้กับสตรีทไบค์ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย และจะช่วยดึงดูดนักบิดที่อยากจะสนุกกับกลไกต่าง ๆ แบบที่เขาเคยได้จากเครื่องยนต์สันดาป อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Superveloce 1000 Serie Oro

MV Agusta Superveloce 1000 Serie Oro ผลงานสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์คันล่าสุด แห่งเจ้าตำรับ ‘Motorcycle Art’ ศิลปกรรมแห่งโลกสองล้อ MV Agusta ‘ซุปเปอร์เวโลเซ่ 1000 เซเรีย โอโร่’ MV Agusta สร้างสรรค์สุนทรียภาพผสมผสานเทคโนโลยี จากสนามแข่งขันนับจาก MV Agusta GP 1972 สู่ Superveloce 1000 Serie Oro รุ่นใหม่ 500 คันทั่วโลก ประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถัน โดยช่างผู้ชำนาญจากเมืองวาเรเซ่ โรงงานหลักของทางค่ายผสมผสานความคลาสสิคจากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยไฟหน้าทรงกลมแต่ผสานเทคโนโลยีทันสมัย       การออกแบบแอโรไดนามิค โดดเด่นด้วยปีกที่ได้รับการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์จากอุโมงค์ลมที่เคลมไว้ว่า เสถียรอย่างเหลือเชื่อ  จากเครื่องยนต์4สูบเรียง 998 c.c. ให้พละกำลัง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิด 116.5 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที วาล์วไทเทเนี่ยม ก้านสูบไทเทเนี่ยม หัวฉีด 8 หัว ล่าง 4 บน 4 เพลาลูกเบี้ยวเคลือบสาร DLC เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องทำงานได้อย่างราบรื่น แม้รอบสูงจัด แสดงผลผ่านจอ TFT 5.5 นิ้ว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครันเท่าที่ Superbike พึงจะมี รวมถึงระบบ FLC (front lift control) กันยกล้อลอย เพื่อการเร่งเร็วอย่างสมบูรณ์ โหมดขับขี่ 4 แบบ Race, Sport, Rain และ Custom ที่เปิดโอกาสให้ปรับแต่งตั้งแต่ คันเร่ง แรงบิด ระบบเบรค ไปถึงการการตั้งค่าโช้คอัพ ที่แน่นอนต้องเป็น Ohlins ทั้งหน้าหลัง รวมไปถึงกันสะบัด ปรับแบบไฟฟ้าได้ มี Cruise Control มี GPS ทำงานร่วมกับ แอพพลิเคชั่น MV RIDE ลงมาที่เบรค Brembo เรเดียลเมาท์ Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 mm. และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 mm. กับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบมั่นใจสุดๆ เสริมด้วยอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยมทั้งชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ลายพิเศษ 41 ชิ้น! เบาะหนัง Alcantara คาดเข็มขัดถังน้ำมันที่ทำจากหนังแท้ ท่อ Akrapovic Titanium ออก 4 ‘Organ Style’ รวมไปถึง ‘ล้อดาว’ สุดคลาสสิคที่นำมาจาก MV Agusta F4 750 Serie Oro อันเป็น Signature รุ่นตำนานของ MV Agusta รัดด้วยยาง Pirelli Diablo SuperCorsa SP V4 รุ่นพิเศษ Red logo โดดเด่น เพื่อชิ้นงานศิลปะของ Superveloce 1000 Serie Oro คันนี้กันเลยทีเดียว สีสันที่แต่งแต้มบนเรือนร่างเป็นสีสัน Signature สุดคลาสสิคอย่าง สีเงิน Ago Silver, สีแดงมุก Pearl Shock Red และทอง Ciclistica Gold ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ครบไลน์อัพ พิถีพิถันทุกจุด เพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ให้ความประทับใจสูงสุดเท่าที่ Premium Superbike คันนึงพึงมี ทั้งหมดนี้ MV Agusta จะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้น สามารถเป็นเจ้าของด้วยราคาเพียง 110,895 เหรียญสหรัฐ ตีกลม ๆ 4 ล้าน

Dragster 700 Factory

Dragster 700 Factory โมเดลพิเศษ ตัวแรงสเปกดุจาก Italjet เรียกว่าส่งภาพยั่วน้ำลายให้สาวกซู๊ดปากกันก่อนที่จะเปิดตัวให้เห็นแบบเต็ม ๆ คัน กับ Dragster 700 Factory โมเดลพิเศษ จำนวนจำกัด ที่มาพร้อมสเปกและออปชันดุดันจากทาง Italjet ค่ายรถอิตาลี ที่มีดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนใคร เจ้าแดร็กสเตอร์คันใหญ่สุดของค่ายคันนี้จากภาพที่ปล่อยออกมา น่าจะยังคงสไตล์แบบเดิมของทางแดร็กเสตอร์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายที่เฉียบคมและสีสันที่ดุดันสไตล์สปอร์ต โดยจะมาในโทนสีดำและทอง ตัดแต้มด้วยสีแดงเพื่อเพิ่มความลงตัว ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 700 ซีซี แบบ DOHC 8 วาล์ว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่ายระบุมาว่าจะมีแรงม้ามากถึง 68 ตัวที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 70 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดสู่ล้อหลังด้วยระบบขับโซ่ ไม่ใช่สายพานแบบน้องเล็กไซส์ต่ำกว่า 300 ลงมาของทางค่าย จุดเด่นของโมเดลนี้ก็คือจะมาพร้อมออปชันระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ระบบไอเสียแบบเต๋มระบบจากทาง Akrapovic โช้คหลังและกันสะบัดจาก Ohlins ระบบเบรคจากทาง Brembo และฝาครอบคลัตช์ใสจากทาง DucaBike ที่ตอนนนี้ทางค่ายยังไม่ได้โชว์ให้เราเห็น ซึ่งทั้งหมดนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถที่มีในตอนนี้ ส่วนเรื่องการจะจับจองเป็นเจ้าของนั้นจะเริ่มเปิดให้จองผ่านทางเว็บไซต์ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยสามารถเข้าไปจับจองกันได้ที่เว็บไซต์ของทาง Italjet เอง ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมนั้นจะมีมาเพิ่มในวันพรุ่งนี้  และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ EICMA ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะเป็นการสิ้นสุดการพรีออเดอร์ หรืออาจจะปิดก่อนเมื่อจำนวนรถถึงจุดที่ทางค่ายกำหนด พรุ่งนี้ก็อย่าลืมเข้ามาติดตามข้อมูลที่มากกว่านี้จากทาง SuperBike กันด้วยนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Trident Triple Tribute

Trident Triple Tribute เปิดราคาไทย 319,000 บาท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้เปิดตัว Trident Triple Tribute โมเดลพิเศษสุดโดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเครื่องยนต์สามสูบระดับตำนานของไทรอัมพ์ และจะวางจำหน่ายเพียง 1 ปีเท่านั้น โมเดลพิเศษนี้มาในรูปแบบลายกราฟิกอันโดดเด่น ในสไตล์เรซซิ่ง เน้นการใช้สีขาว น้ำเงิน และแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ และสะดุดตาหมายเลข ’67’ อันโดดเด่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประดับอยู่บนรถจักรยานยนต์ไทรเดนท์ ‘Slippery Sam’ อันโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคันเดียวที่ชนะการแข่งขัน TT ถึง 5 ครั้งเป็นระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1975 ตัวรถยังมีชิลด์หน้าและแผงใต้ท้องรถที่สีเข้าชุดกัน นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์โลโก้ไทรอัมพ์ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และการติดโลโก้บนฝาปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แคลมป์แฮนด์และแผงหน้าปัด รวมถึงตราสัญลักษณ์ Trident อะลูมิเนียมฝังพร้อมการตกแต่งรายละเอียด ฝาครอบหม้อน้ำสีเดียวกับตัวรถ ปลอกแฮนด์และการ์ดพักเท้าแบบอะลูมิเนียม ตัวป้องกันโช้คสีเดียวกับตัวรถ แฮนด์รถอะลูมิเนียมทรงเรียว และกระจกทรงหยดน้ำ พร้อมล้ออะลูมิเนียมหล่อแบบห้าก้านสีดำ น้ำหนักเบา ช่วยเติมเต็มลุคที่สะดุดตา เครื่องยนต์สามสูบเรียง 660 ซีซี ให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของแรงบิดรอบต่ำ ช่วงกลาง และพละกำลังสูงสุด อีกทั้งเสียงเครื่องยนต์สามจังหวะที่ทุ้มลึกโดดเด่นมาจากท่อขนาดเล็กและมินิมอล พร้อมด้วยปลายท่อสเตนเลสสตีลระดับพรีเมียม และยังเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ พร้อมการส่งผ่านราบรื่น รวมถึงให้แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ มีระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมอัตราทดเกียร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่เป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน ทั้งยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ และมีระบบ Autoblipper เมื่อเปลี่ยนเกียร์ลง เพื่อความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa สีดำที่ให้ระยะยุบตัวของล้อหน้า 120 มม. และโช้คหลัง RSU แบบโมโนช็อคของ Showa รองรับการปรับตั้งค่าพรีโหลด ซึ่งมีระยะยุบตัวของล้อหลังที่ 133.5 มม. ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin สองลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin กับดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออะลูมิเนียมหล่อน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้วกับยางขนาด 120/70 R17 และ 180/55 R17 ตัวรถยังมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อบลูทูธมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ My Triumph Connectivity โดยสามารถใช้งานระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เชื่อมต่อการใช้โทรศัพท์และฟังเพลง เป็นการยกระดับเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น Trident 660 มีไฟ LED ระบบ ABS โหมดการขี่ Road และ Rain ระบบแทร็คชันคอนโทรล แบบเปิดปิดได้ และคันเร่งไฟฟ้า เพื่อการตอบสนองของคันเร่งที่คมชัดและแม่นยำ รวมถึงหน้าจอสี TFT เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มีการติดตั้งระบบป้องกันการโจรกรรมเครื่องยนต์ไว้ในกุญแจ ทั้งนี้ Trident Triple Tribute รุ่นพิเศษ วางจำหน่ายในราคา 319,000 บาท พิเศษ! รับข้อเสนอทางการเงิน 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 – 31 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายไทรอัมพ์ 12 แห่งทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Primavera Batik สวยแปลกตาด้วยสไตล์จากผ้าบาติก

Vespa Primavera Batik สวยแปลกตาด้วยสไตล์จากผ้าบาติก Vespa Primavera Batik เป็นเวสป้าอิดิชันพิเศษที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรมแตกต่างและห่างกันไกล กลายเป็นโมเดลที่พิเศษและสวยงามแปลกตาไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์อันสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลาของ เวสป้า Primavera ได้ถูกนำไปผสมผสานเข้ากับลวดลายและธีมของผ้าบาติก เทคนิคการย้อมผ้าและขึ้นลวดลายผ้าของทางอินโดนีเซียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงคุณค่าจนได้รับรางวัลมรดกโลกทางด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากทาง UNESCO จนกลายเป็นโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมา โดยตัวรถจะเลือกใช้สีเขียว Batik Green เป็นสีพื้น พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายจากผ้าบาติกมากถึง 7 แพทเทิร์น ซึ่งเป็นลวดลายที่สื่อถึงความหมายอันเป็นมงคล ได้แก่ ความรุ่งเรืองและต้นกำเนิดของชีวิต พละกำลังและอายุที่ยืนยาว ความเคารพที่มีต่อบรรพบุรุษ สเน่ห์และแรงดึงดูด ความเป็นผู้นำและภูมิปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับค่านิยมของทางเวสป้า และเกี่ยวพันลึกซึ้งไปถึงแนวคิดแบบพหุวัฒนธรรม โดยการตกแต่งลวดลายบาติกบนตัวรถเวสป้สนั้นใช้เทคนิคที่เรียกว่า Water Transfer Technology หรือการพิมพ์แบบถ่ายโอนน้ำ หรือแบบฟิล์มลอยน้ำที่ไบเกอร์อย่าง ๆ เราน่าจะรู้จักกันดี โดยมีการตกแต่งในหลายจุด เริ่มต้นกันที่ เนกไทด้านหน้า ฝาช่องเก็บของด้านหน้า บริเวณด้านข้างฟุตบอร์ด และตัวถังด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สีเบาะหนังสีน้ำตาลอ่อนเย็บด้วยด้ายสีเขียวให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและสีสันจากชายหาดในวันที่ท้องฟ้าสดใสเป็นใจ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 155 ซีซี 12 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และ แรงบิด 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวและดรัมเบรกที่ด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบไม่ต้องใช้ยางใน และมียางขนาด 110/70 – 12” และ 120/70 – 12” หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการกำหนดราคาแต่อย่างใด แต่คาดว่าคงไม่น่าจะแพงไปกว่าโมเดลปกติมากนัก ทั้งนี้ในไทยเราจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 134,400 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก