Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 หนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นโอกาสอันดีที่ทาง Yamaha Rider’s Club มอบโอกาสให้ โดยครั้งนี้แอดมินได้มีโอกาส เข้าร่วมทริปขับขี่และเดินทางไปกับสาวก Yamaha BigBike เพื่อไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 ซึ่งทริปนี่เต็มไปด้วยความสนุกและเอ็กคลูซีฟ แบบสุด ๆ ที่จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และทริปนี่แอดมินได้มีโอกาสขับขี่รถใหม่อย่างเจ้า MT-09 โฉมปี 2024 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ซึ่งทริปนี้พวกเราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่าบรรดาไบเกอร์สาวกยามาฮ่าบิ๊กไบค์ได้หลายสิบคัน ตั้งจุดหมายปลายทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ ระยะทางโดยประมาณ 380 กม. มีแวะพักเติมน้ำมันกันเล็กน้อย ซึ่งเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 06:00 น. จัดทัพรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์สองแถวตรงยาว ซึ่งใครที่อยู่ข้างทั้งสองฝั่งก็ต้องย่อมรู้ว่านี่แหล่ะ วัยรุ่นหัวใจครอสเพลน (ฮ่าๆ) โดยเส้นทางที่วิ่งเริ่มจากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม วิ่งตรงขึ้นมุ่งสู่เส้นนครนายก ตัดเข้าแยกสระบุรี – นครราชสีมา วิ่งตรงยาวแล้วตัดขึ้นสู่ตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์  แน่นอนว่าการเดินทางมากับยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ความเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง เร็วดั่งใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน ซึ่งระยะการเดินทางจากกรุงเทพ – บุรีรัมย์ใช้เวลาเพียง 6 ชม. เท่านั้น (แวะพัก เติมน้ำมันตามปั้มบางจุด) สำหรับสาวกยามาฮ่าใครที่อยากออกทริปกับไรเดอร์สคลับ ครั้งหน้าต้องมาแล้ว..!! เมื่อเดินทางไปถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประมาณ 12:00 น. มุ่งสู่โดม YAMAHA REV VENUE MOTOGP จัดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณหน้าสนาม เพื่อต้อนรับเหล่าบรรดาสาวกครอสเพลนจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดีเรามาดูกันว่าเขาจะมีบริการเซอร์วิสอะไรบ้าง บูธใหญ่ ๆ อาหารอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟให้กับเหล่าทัพน้ำเงิน และโซนที่นั่งชมการแข่งขัน MotoGP เตรียมไว้ให้บริการอย่างดี สำหรับเอฟซี Fabio Quartararo #20 และ Alex rins #42 พร้อมชมการแข่งขันผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่อั้น คอยบริการจากทีมงาน และนอกจากนี้ยังมีบูธสินค้ามาบริการและจำหน่ายภายในโซนแห่งนี้อีกด้วย และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ยังมีของรางวัลมาแจกสำหรับแฟน ๆ ให้ได้ลุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งชมติดขอบสนาม โซนนี้ก็พร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกท่านฟินส์ไปกับความสนุกในกิจกรรมแห่งนี้ได้ หน้างานถือว่าเต็มระบบแล้ว ภายในงานยังมีบูธ Yamaha Pavilion GP รองรับบริการสำหรับการเข้าชม ซึ่งภายในจะมีสินค้าจากทางยามาฮ่ามาจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกกันน็อก และแอสเซสเซอรีต่าง ๆ มากมาย ยังรวมไปถึง โมเดลสายสปอร์ตโฉมใหม่อย่าง R-Series มาจัดโชว์ภายในงานนี้กันอีกด้วย  หากใครที่เป็นเอฟซีสองนักแข่งอย่าง ฟาบิโอ และ รินส์ ทางยามาฮ่ายังนำโมเดลตัวแข่ง MotoGP อย่าง YZR-M1 มาจอดโชว์ให้ถ่ายกันบริเวณหน้าพาวิลเลี่ยนอีกด้วยครับ ต่อด้วยกิจกรรม Meet and Geet สำหรับนักแข่งในช่วงค่ำคืนของวันเสาร์ ให้เหล่าลูกค้ายามาฮ่าได้พบปะนักแข่ง ตัวจริง เสียงจริง อีกด้วย ยามาฮ่าเขาจัดเต็มจริง ๆ สำหรับงานนี้ ความสนุกและความประทับใจนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่จองบัตรชมการแข่งขัน (GrandStand, Side Stand) ยังได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน MotoGP แบบชิดขอบสนามอีกด้วย ซึ่งทางสนามได้จัดโซนเฉพาะแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้ร่วมเชียร์อย่างสนั่น แถมไม่ต้องเขินอายเอฟซีค่ายอื่น ๆ ด้วย (จะแซะก็ยังแซะได้ เพราะที่นี่ ยามาฮ่า) ฮ่าๆ นี่ก็คือความสนุกที่ทางยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ได้จัดขึ้นเพื่อแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้มาร่วมสนุกและพบปะสังสรรค์ ที่ถือว่าจัดขึ้นเพียง “ปีละครั้ง” เท่านั้น สำหรับงานโมโตจีพีครั้งต่อไปจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านสนามแรกสำหรับโมโตจีพีฤดูกาล 2025 อย่างไรก็อย่าลืมมาร่วมสนุก กับการออกทริปร่วมกันด้วยนะครับ ยามาฮ่า บิ๊กไบค์ จัดให้ถึงใจแน่นอน และใครที่สนใจอยากได้รถไว้ขี่ออกทริปหล่อสักคันหรืออยากทดลองขับขี่ ก็สามารถเข้าไปทดสอบและทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ แถมยังมีกิจกรรมสำหรับเหล่าไปเกอร์อีกเยอะรอเพื่อนๆ อยู่นะครับ ทริปหน้าต้นปี

เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริง ใน Moto2 และ Moto 3 ปี 2024

เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริงใน Moto2 และ Moto3 ปี 2024 Pirelli Diablo Superbike (SC=Special Compound) ยางหลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 ฤดูกาล 2024 ทำเวลาในการแข่งได้เร็วกว่าปีก่อนหน้าอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่ Pirelli ได้เป็นผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวในปีนี้ โดยนักแข่งในทั้งสองคลาสได้ทำลายสถิติเดิมในหลายสนาม เช่น Silverstone, Austria และ Valencia ซึ่งทำเวลาที่ดีกว่าจากฤดูกาล 2020-2023 ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 2 ในการแข่งขันรายการ Moto2 นักบิดสัญชาติสเปนอย่าง Alonso Lopez จากทีม SpeedUp Racing ทำลายสถิติในการแข่งขันที่ Valencia ด้วยเวลา 1’33.061 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเวลาที่ดีขึ้นอย่างมากจากปีก่อน ๆ นอกจากนี้ Jake Dixon จากทีม CFMOTO Aspar Team ก็สามารถกดเวลาในการแข่งที่ Silverstone ต่อรอบได้เร็วขึ้นประมาณ 0.7 วินาทีโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปี 2023 ทำให้เวลาแข่งขันรวมลดลงถึง 12.5 วินาที ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 3 ในการแข่งขันรายการ Moto3 นักแข่งก็ทำเวลาที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย Daniel Holgado จากทีม Red Bull GASGAS Tech3 ทำเวลา 1’37.300 ที่ Valencia ซึ่งสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาได้ โดยรวมแล้วการแข่งขัน Moto3 ในบางสนาม เช่น Silverstone ทำเวลาต่อรอบได้เร็วขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 วินาทีจากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากยางรุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันในสนามต่างๆ จุดเปลี่ยนคือยาง การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดเกาะและความทนทานของยาง Pirelli ที่ดีขึ้น ทำให้นักแข่งสามารถควบคุมรถได้ดีกว่าในยุคของยาง Dunlop ความก้าวหน้าทางสมรรถนะเหล่านี้ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ Pirelli รวบรวมข้อมูลจากแต่ละการแข่งขันเพื่อปรับปรุงยางรุ่นใหม่ออกมาในปีหน้า และเชื่ออย่างยิ่งว่า จะทำให้ผลเวลา เร็วขึ้นอีก สรุปผลเวลาของแต่ละสนาม สถิติผลเวลา ของการแข่งขันในฤดูกาล 2024 แบรนด์ยาง Pirelli ได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการทุบสถิติเวลา แทบจะทุกสนามก็ว่าได้ และเราได้รวบรวมผลสถิติ ของแต่ละสนามมาไว้ให้แล้ว สถิติเดิม (Moto3) สถิติใหม่ (Moto3) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) สถิติเดิม (Moto2) สถิติใหม่ (Moto2) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) Lusail International Circuit 2’04.742 2’02.276 2.466 1’57.305 1’56.788 0.517 Chang International Circuit 1’41.907 1’40.544 1.362 1’35.297 1’34.595 0.701 Autódromo Internacional do Algarve 1’46.798 1’46.379 0.418 1’42.003 1’41.514 0.489 Phillip Island 1’36.403 1’35.370 1.33 1’31.888 1’30.816 1.72 Circuit Of The Americas 2’16.250 2’14.153 2.97 2’09.385 2’07.543 1.841 Circuito de Jerez 1’45.401 1’43.710 1.691 1’40.640 – – Le Mans 1’41.476 1’40.114 1.361 1’35.791 1’34.868 0.923 Circuit de Barcelona-Catalunya 1’48.003 1’46.111 1.891 1’43.983 1’41.894 2.88 TT

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป 2025 KTM 1390 Super Adventure S อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายส้ม KTM กับรถแนวสปอร์ต แอดเวนเจอร์ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักขี่ที่ต้องการความท้าทายมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น และพลังที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม โดยรูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างกับตัวท็อปสุดตารางอย่าง ‘S EVO’ จะแตกต่างก็มีเพียงแค่รายละเอียดบางจุดเท่านั้น เครื่องยนต์ในรุ่นตัวรองนี้มีเครื่องยนต์กับตัว ‘S EVO’ แทบจะทุกจุด เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ได้รับการขยายปริมาตรกระบอกสูบจาก 1,300 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 173 แรงม้าที่ ที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เพิ่มเทคโนโลยี CAMSHIFT ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่ในช่วงรอบต่ำ อีกทั้งยังปรับปรุงในเรื่องของการปล่อยมลพิษ และพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น  โดยจุดที่แตกต่างระหว่างรุ่น ‘S’ และ ‘S EVO’ คือ ระบบเกียร์ โดยในรุ่น S จะใช้คลัตซ์แบบธรรมดามาพร้อมชุดเกียร์แมนนวล 6 สปีด ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับของโมเดล ‘S EVO’ ที่ให้โช้คอัพด้านหน้าแบบ UpSide Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) แบบปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชัน และโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ปรับไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับโช้คอัพหน้า ทั้งสองด้านมีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ระบบเบรกด้านหลังมาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวสองลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. และขนาดล้ออยู่ที่ 170/60-17 ในส่วนของเทคโนโลยีเรียกได้ว่า ‘S EVO’ มีอะไร ‘S’ ก็มีแบบนั้นเว้นแค่ระบบเกียร์ AMT ตัวใหม่จากทางค่ายที่ในรุ่นรองจะไม่ได้ใส่มาให้ แต่ในส่วนที่เหลือม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด Rain, Street, Sport, Offroad และ Rally , ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง เรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch ซึ่งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้ยังครอบคลุมไปในส่วนของ ระบบช่วยรักษาระยะห่าง, ระบบช่วยเบรก, และ การเตือนการชน โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีส้ม สีดำ   ในส่วนของราคาจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เรียกได้ว่าเป็นรถตัวรองที่สเปคไม่แพ้ตัวท็อปเลยแม้แต่นิดเดียว จะต่างกันก็เพียงระบบเกียร์ ที่ตัว ‘S’ ให้คลัตซ์แบบธรรมดาพร้อมเกียร์ 6 สปีด แต่ในส่วนของ ‘S EVO’ มาพร้อมเกียร์ใหม่ของทางค่ายอย่าง AMT หากใครที่ชื่นชอบการขับรถแล้วต้อง ‘กำคลัตซ์’ ก่อนเข้าเกียร์ บอกเลยว่าตัว S นี่แหละ ตอบโจทย์สุด ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda Rebel 1100 ทรงเดิม เพิ่มแรงม้า พร้อมจอ TFT

2025 Honda Rebel 1100 ทรงเดิม เพิ่มแรงม้า พร้อมจอ TFT 2025 Honda Rebel 1100 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยใช้ชื่อรหัส CMX1100 การดีไซน์ออกแบบที่ยังคงความเป็นรถ ‘ครุยเซอร์’ ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย เน้นความเรียบง่ายแต่ก็ยังคงความดุดัน เครื่องยนต์เพิ่มแรงม้าจากตัวก่อนหน้า และยังมาพร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ และที่สำคัญมาพร้อมกับหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วใหม่ พร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์อัพเกรด เพิ่มแรงม้า ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,084 ซีซี พละกำลังอยู่ 87 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที (เพิ่มจากตัวก่อนหน้า 1 ตัว) แรงบิดอยู่ที่ 98 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และเกียร์แบบ DCT 6 สปีด (แล้วแต่รุ่นย่อย) ความจุถังน้ำมัน 13.6 ลิตร ช่วงล่างตามสไตล์ครุยเซอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกับด้านหน้า หนึบและขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวแบบเรเดียล คาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบ ขนาด 330 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 256 มม. ล้อและยางมีขนาด 130/70 B18 และ 180/65 B16 หน้า และหลังตามลำดับ  หน้าจอ TFT และเทคโนโลยีตามสมัยนิยม ในส่วนของเทคโนโลยีต่าง ๆ ของ Rebel ในโมเดลใหม่จัดเต็มมาแบบสุด ๆ หน้าจอใหม่แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพ Honda RoadSync โหมดการขับขี่เริ่มต้น 3 โหมด ได้แก่ Standard, Rain และ Sport และยังมี Custom สำหรับให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้ ระบบครูซ คอลโทรล ระบบ HSTC ที่ปรับได้ 3 ระดับ และมีการปรับช่องจ่ายไฟแบบ USB-C มาไว้ทางด้านซ้ายของเรือนไมล์ Dual Clutch Transmission พร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ สามารถมีประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้นทั้งออกตัว และการหยุดรถ โดยชุดเกียร์ DCT นี้จะใส่ลงในรุ่นย่อยที่เป็นตัว T DCT และ รุ่น SE เท่านั้น ในส่วนของรุ่นล่างสุดหรือ Standard จะเป็นเพียงเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเท่านั้น สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อยประกอบไปด้วย รุ่นธรรมดา (Rebel 2025) ในรุ่นนี้มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue)   2. รุ่น T DCT (Rebel T DCT 2025) ที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติม โดยมีกล่องข้างขนาดรวม 35 ลิตร แฟริ่งหน้าขนาดใหญ่ มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีเทา (Iridium Grey Metallic) สีเทา (Iridium Grey Metallic)   รุ่น SE ตัวท็อปสุดของโมเดลนี้ โดยในรุ่น Special Edition จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป โดยมีการตกแต่งเพิ่มเติม

2025 Yamaha MT-07 ยกหน้าใหม่ เพิ่มเติมคือ Y-AMT

ดีไซน์ใหม่ ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจากคำว่า โคตรหล่อ 2025 Yamaha MT-07 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ Hyper Naked คันใหม่ของค่าย โดยความพิเศษในโมเดลใหม่นี้ คือการมาพร้อมเกียร์ใหม่ตามรุ่นพี่ MT-09 กับเกียร์ Y-AMT ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องง่ายขึ้นการออกแบบดีไซน์ยกหน้าใหม่ ไฟแบบ Full LED โดดเด่นด้วยน้ำหนักเบา การควบคุมที่คล่องตัว พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือต่าง ๆ  เปิดประสบการณ์การขับขี่ที่สุดแสนจะเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์ CP2 ขุมพลังหลัก โช้คอัพด้านหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม. ดิสก์เบรกคู่หน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 พอต หน้าจอ TFT ดีไซน์ใหม่ ก้านคลัตซ์ที่หายไปในตัว Y-AMT ปุ่มควบคุมบริเวณประกับแฮนด์ฝั่งซ้าย   2025 Yamaha MT-07 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง CP 2 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า ล้อสปินฟอร์จ ขนาด 120/70 ZR-17M/C แบบไม่มียางใน ขนาดล้อ และยางหลัง ล้อสปินฟอร์จ ขนาด 180/55 ZR-17M/C แบบไม่มียางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ระยะยุบตัว 130 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ปรับพรีโหลดและ รีบาวด์ได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ แบบ 4 พอต ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 245 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,085 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,400 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 184 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเกียร์ใหม่ Y-AMT (เฉพาะรุ่น) ระบบ YCC-T ระบบเบรก ABS หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Street และ Custom ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้  ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกระทันหัน Traction control Cruise control Quickshifter แบบสองทาง ระบบช่วยควบคุมการยึดเกาะถนน   สีสันที่วางจำหน่าย รุ่น

2025 Lambretta X200 โฉมใหม่ ลวดลายแห่งตำนาน GP

2025 Lambretta X200 โฉมใหม่ ลวดลายแห่งตำนาน GP จากจิตวิญญาณตำนานสนามแข่งในปี 1969 สู่ตำนานบทใหม่ในปัจจุบัน ด้วยการนำรหัส GP กลับมาใช้ในโมเดล X-Series ผสมผสานกลิ่นอายของตำนานสนามแข่งในอดีตจากรุ่น แลมเบรตต้า GP/DL 1969 จนกระทั่งกลายมาเป็นตำนานบทใหม่ กับ 2025 Lambretta X200 รุ่นนี้ จะมีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ด้วยลวดลายกราฟิกดีไซน์ใหม่กับลายเส้นของโลโก้แลมเบรนตต้า ที่คาดจากบังโคลนด้านหน้าสู่ฝาข้างด้านหลัง เพิ่มความเฉียบคมและมีสไตล์ให้กับตัวรถ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของการออกแบบจากอดีตไว้อย่างครบถ้วน ที่สำคัญ ยังมาพร้อมดีไซน์สีสันในสไตล์ทูโทน ด้วยจุดเด่นของการออกแบบฝาข้างที่ทำจากเหล็ก และสามารถถอดแยกชิ้นได้ มันเลยกลายมาเป็นอีกลูกเล่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เหล่าผู้ใช้รถแลมเบรตต้า หรือที่เราเรียกกันว่าชาวแลมเบรตติสต้าต่างชื่นชอบและนำไปคัสตอมในสไตล์สีทูโทนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ครองใจผู้ที่ชื่นชอบรถแลมเบรตต้ามาหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ยังผสานความคลาสสิกจากปี 1969 เข้ากับดีไซน์สุดล้ำในปัจจุบัน ด้วยบังโคลนหน้าแบบ Fix Fender ที่ยังคงเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความทนทานและดีไซน์ที่แข็งแกร่งของรุ่น GP ดั้งเดิม ทุกเส้นสายของ X200 GP ถูกออกแบบมาเพื่อสื่อถึงความสปอร์ตแบบไร้ขีดจำกัด แต่ยังคงรักษาความคลาสสิกในแบบฉบับที่แลมเบรตต้าเป็นมา และแน่นอนว่า การมาด้วยรหัส GP ต่อท้ายเช่นนี้ ย่อมต้องมีสัญลักษณ์อันเป็น ICONIC จากรุ่นตำนาน ที่สืบสานมาสู่รุ่นล่าสุดอย่างแน่นอน! นั่นก็คือ สัญลักษณ์รูปหยดหมึก หรือ “Ink Splat” ที่ถูกประทับลงบนบริเวณด้านหน้ารถ X200 GP คันนี้ นับเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงความคลาสสิกที่ยังคงสดใหม่ในใจของชาวแลมเบรตติสต้าเสมอมา เครื่องยนต์ LSP สูบเดียว 4 วาล์วขนาด 184.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด พร้อมเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยพัดลมมอเตอร์ 2 ตัว ถังน้ำมันขนาด 7.5 ลิตร ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.3 แรงม้าที่ 5,750 รอบ พร้อมแรงบิด 16.5 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ ในส่วนของการออกแบบระบบช่วงล่างยังถ่ายทอด DNA เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานกับชุดกันสะเทือนหน้าแบบ Double Arm-Link ทั้งสองข้าง ให้การขับขี่ที่สามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมโช๊คทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่สามารถปรับ Preload ได้ถึง 7 ระดับ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการใช้งานของผู้ใช้ได้ในหลากหลายรูปแบบ มาพร้อมกับการใช้งานในระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพา Smart Key ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที อีกทั้งยังให้ความปลอดภัยที่มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS และเสริมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน ด้วย USB Charger (Type-C) ที่ซ่อนอยู่บริเวณช่องซ้ายมือ สำหรับเสียบชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์สื่อสารได้ อีกจุดของความสวยงามที่มองเห็นได้ขณะขับขี่ คือ เรือนไมล์แบบ Digital LCD with Tachometer ผสมผสานดีไซน์ระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัยเอาไว้ด้วยกัน พร้อมการทำงานที่แสดงผลข้อมูลต่างๆอย่างครบครัน โดยโมเดลดังกล่าวมีจำหน่ายเด้วยกัน 2 สีสันสไตล์ทูโทน ได้แก่ White / Super Black (สีขาวดำ) และ White / Scuro Grey (สีขาวเทา) เปิดราคาค่าตัวที่ 136,900 บาท พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัว เมื่อจองรถรุ่นใหม่ X200 GP ตั้งแต่วันนี้ – 5 พ.ย. 67 นี้! ผ่านทางเว็บไซต์ https://booking.lambretta.co.th รับข้อเสนอพิเศษ รวมมูลค่ากว่า 6,000 บาท แบ่งเป็นรายละเอียดดังต่อไปนี้ – รับฟรี Voucher มูลค่า 2,000 บาท – รับฟรี ทะเบียน และ พรบ มูลค่า 1,000 บาท – รีบฟรี ประกันรถหาย นาน 1 ปี มูลค่า 3,000 บาท (*เฉพาะไฟแนนซ์ที่ร่วมรายการ) เรียกได้ว่า LAMBRETTA X200 GP

2025 Triumph Tiger Sport 800 ดีไซน์คล้ายน้อง แต่เครื่องใหม่

2025 Triumph Tiger Sport 800 ดีไซน์คล้ายน้อง แต่เครื่องใหม่ 2025 Triumph Tiger Sport 800 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในสไตล์รถของสปอร์ต แอดเวนเจอร์ การออกแบบด้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและความสามารถในการทัวร์ระยะไกล ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง โครงสร้างที่ขับขี่สนุกและสะดวกสบาย พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย และการตกแต่งที่หรูหรา เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ ทาง Triumph ไม่ได้นำเครื่องยนต์ของ Tiger Sport 900 มาลดปริมาตรกระบอกสูบ แต่เป็นการนำเครื่องยนต์ในโมเดลของ Street Triple 765 มาพัฒนาต่อยอด เพิ่มช่วงชักรวมไปถึงแรงบิด ให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 798 ซีซี 3 สูบเรียงระบายความความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 113 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 83.9 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบต่อนาที พร้อมถังน้ำมันขนาด 18.5 ลิตร ระบบช่วงล่างที่โดดเด่น แม้รูปร่างจะมีขนาดใหญ่กว่า Tiger Sport 660 แต่ Triumph สามารถใส่รุ่น 800 ใหม่ลงในโครงสร้างเดิมที่ใช้กับรุ่น 660 ได้ เพราะขนาดเครื่องยนต์ของทั้งสองโมเดลมีความใกล้เคียงกัน โครงและสวิงอาร์มยังคงเหมือนเดิม แต่รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนที่โดดเด่นกว่าเดิม ทั้งด้านหน้า และด้านหลังใช้โช้คอัพจาก Showa ให้ระยะยุบตัว 150 มม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่ปรับได้เต็มรูปแบบ และโช้คหลังเดี่ยว Showa ส่วนระบบเบรกของ Tiger Sport 800 ประกอบด้วยคาลิเปอร์เบรกสี่สูบแบบติดตั้งเรเดียลที่ล้อหน้าพร้อมจานคู่ขนาด 310 มม. และคาลิเปอร์เบรกหลังแบบสูบเดียวติดตั้งกับจานเบรกขนาด 255 มม. เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มาแบบแน่น ๆ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถคันนี้จัดให้แบบไม่ธรรมดา โดยใน Tiger 800 ทาง Triumph ได้ทำการปรับแต่งชุดอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังมีส่วนของระบบควบคุมการยึดเกาะถนน, ระบบ IMU แบบ 6 แกน, ระบบเกียร์พร้อม Quickshifter แบบสองทาง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมีโหมดการขับขี่อีก 3 โหมดได้แก่ Sport, Road และ Rain รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนก็สามารถทำได้โดยเชื่อมผ่านระบบ Bluetooth ด้วยแอพพลิเคชัน ‘My Triumph’ ที่จะแสดงข้อมูลต่าง ๆ อีกทั้งยังมีระบบในการนำทางได้ รวมไปถึงการรับสายโทรศัพท์ และแสดงข้อมูลจากโทรศัพท์ผ่านจอสี TFT ขนาดเล็กด้านล่าง สีสันที่วางจำหน่าย สีเหลือง (Cosmic Yellow) สีเทา-ดำ (Graphite/Sapphire Black) สีดำ (Sapphire Black) สีน้ำเงิน-ดำ (Caspian Blue/Phantom Black)   อีกหนึ่งรถดีไซน์ Sport Adventure ที่มีความน่าสนใจ ด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ ระบบเทคโนโลยีการขับขี่ ในส่วนของราคาจะอยู่ที่ 12,495 ดอลล่าร์เหรียฐสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยมูลค่าประมาณ 421,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) โดยจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมปี 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO ดีไซน์ใหม่ ไร้คลัตซ์

2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO ดีไซน์ใหม่ ไร้คลัตซ์ 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับอีกหนึ่งโมเดลที่เรียกได้ว่าเป็นตัวสุดของวงการสายลุย บ้าพลัง ที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมขุมกำลังที่พัฒนาใหม่ และไฮไลท์เด็ดคือมาพร้อมเกียร์ตัวใหม่ของค่ายอย่าง AMT ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ซีซีเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์แบบสองสูบวีที่ขยายปริมาตรกระบอกสูบ จาก 1,301 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี สามารถรีดกำลังได้ถึง 173 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี CAMSHIFT ใหม่ที่ช่วยให้ยกวาล์วไอดีได้สองระดับตามช่วงรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้กำลังและแรงบิดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงรอบ และทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยให้การทำงานของเครื่องยนต์เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษใหม่ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ โดยในเครื่องยนต์นี้จะมาพร้อมกับระบบเกีบร์ใหม่ของค่ายอย่าง AMT (สามารถเกี่ยวกับระบบเกียร์ใหม่ได้ที่นี่) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกำคลัตซ์เมื่อเข้าในโหมด M หรือสามารถขับขี่ในโหมดเกียร์อัตโนมัติได้ในโหมด A ที่สำคัญมาพร้อมเกียร์ P หรือเกียร์สำหรับการจอด ช่วยป้องกันไม่ให้ไหลเคลื่อนที่ในเวลาจอด ทั้งนี้ ระบบเกียร์จะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ECU และชุดควบคุมระบบส่งกำลัง ปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าเชิงกล โดยใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาทีเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาเทียบเท่ากับระบบควิกชิฟเตอร์ในรถเกียร์แมนนวลนั่นเอง ช่วงล่างไฟฟ้าเต็มระบบ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Upside Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) หรือโช้คแบบปรับไฟฟ้าที่สามารถปรับได้แบบเต็มรูปแบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน ในส่วนของโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว จาก WP SAT (semi-active technology) ปรับไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับได้เต็มรูปแบบเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยทั้งคู่มีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียล เมาท์ 4 พอต จาก Brembo และจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ในส่วนของเบรกหลังแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต จาก Brembo เช่นเดียวกับเบรกหน้าพร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 170/60-17 เทคโนโลยีเต็มพิกัด ไม่เพียงแค่ขุมพลังที่ให้มาแบบเต็มพิกัด แต่ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาพร้อมรถคันนี้เองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด, ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง ไม่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีบางส่วนที่ได้กล่าวถึง แต่รถคันนี้ยังมาพร้อมกับเรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรดาห์ความปลอดภัยได้ที่นี่คลิ๊ก) โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ เช่น ระบบช่วยรักษาระยะห่าง การสตาร์ท และหยุดอัตโนมัติด้วยเกียร์ AMT, ระบบช่วยเบรก, การเตือนการชน และการเตือนระยะห่าง โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ 2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO รายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,350 ซีซี แรงม้า (เคลม) 170 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี Raptee T30 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Raptee.HV สตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดียมอเตอร์ไซค์คันนี้พลิกบทบาทของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่สนุกสนานและสปอร์ต แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไป สมรรถนะสุดแสนจะเร้าใจ ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ให้พลังงานด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ T30 มีพละกำลังเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ (ประมาณ 30 แรงม้า) และมีแรงบิดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 70 นิวตันเมตร ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3.5 วินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ดีไซน์การออกแบบ และเทคโนโลยี ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไดโนเสาร์กลุ่มแรพเตอร์ ที่โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว ว่องไว และเฉลียวฉลาด จึงทำให้การออกแบบรถคันนี้มีสไตล์สปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยตัวถังที่เพรียวบาง และมีเหลี่ยมมุม นอกจากนี้ T30 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เกินความคาดหมาย เพราะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มีระบบนำทาง และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA หัวชาร์จไฟแบบเดียวกับรถยนต์ แบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ของ T30 มีการรับรองมาตรฐาน IP67 ใช้เวลาในการชาร์จจาก 20-80% ประมาณ 60 นาทีเมื่อใช้เครื่องชาร์จขนาด 3.3 kW แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบเร็ว หรือเครื่องชาร์จจากสถานีชาร์จของรถยนต์ สามารถชาร์จเต็มในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจของ Raptee.HV T30 ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทตลาดจะวางขายแค่ในเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผู้ผลิตยืนยันว่ามันพร้อมที่จะบุกตลาดโลก เพราะรถคันนี้มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จแบบ CCS 2 ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานร่วมกับที่ชาร์จมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าได้แทบทุกที่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกในอินเดียที่มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ CCS 2 เป็นมาตรฐาน Raptee T30 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัส กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 70 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ N/A ความจุของแบตเตอรี่ 5.4 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ N/A เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชั่วโมง (20-80% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) 36 นาที (20-80% เมื่อชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟของรถยนต์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 150 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 110/70-R17 แบบไม่มียางใน ยางหลัง 150/60-R17 แบบไม่มียางใน เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ Up-Side down ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดียวแบบปรับพรีโหลดได้ กว้าง X ยาว X สูง N/A ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 161 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 177 กิโลกรัม เทคโนโลยี จอ TFT ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Power และ

Norton F1R โคตรแรร์ ขุมพลังโรตารี่

Norton F1R โคตรแรร์ ขุมพลังโรตารี่ Norton F1R อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ที่จัดได้ว่าเป็น ‘สุดแรร์’ อีกหนึ่งคัน เพราะโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่แปลก และน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ซูเปอร์ชาร์จที่มีกำลังกว่า 200 แรงม้า ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่พ่นไฟออกจากท่อได้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโลกของมอเตอร์ไซค์หายาก บางทีก็อาจพบรุ่นที่ไม่คุ้นหูมาก่อนเช่น F1R คันนี้ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์โรตารีที่กำลังจะถูกนำขึ้นประมูลที่ H&H Classics ในประเทศอังกฤษ ซึ่งคันที่กำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้คำว่าแรร์คงจะไม่เพียงพอ ต้องใช้คำว่า ‘โคตรแรร์’ หรือขั้นกว่าที่สามารถนิยามของคำว่าหายากมาก ๆ ได้ เพราะคันนี้เป็นรุ่นแรกที่เคยผลิต ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้มีหมายเลขเฟรม #1 และเป็น P55 คันแรกที่ออกจากโรงงานใน Shenstone เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1990 มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี ขนาด 588 ซีซี แบบ Twin-rotor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลัง 94 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แต่ข้อติงพิจารณาของเครื่องยนต์ตัวนี้คือการบำรุงรักษา เพราะค่อนข้างที่จะต้องการดูแลรักษาบ่อยกว่าเครื่องยนต์ประเภทอื่น ๆ แต่ในเรื่องของขุมพลังสามารถทำได้ยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า โดยสุดยอดมอเตอร์ไซค์คันนี้ไม่ใช่เพียงรถเพื่อทำการจัดโชว์ แต่เป็นรถแข่งจริงที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Battle of the Twins ในเยอรมนีถึงห้าฤดูกาล แม้ผลงานจะไม่โดดเด่น แต่การที่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารีสามารถลงทำการแข่งขันได้นานขนาดนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกใช้งานส่วนใหญ่เพื่อการแสดงโชว์ ต้นแบบที่หายากมากคันนี้จะถูกนำออกประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2024 ที่พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติใน Solihull ซึ่งผู้จัดประมูลคาดว่าราคาจะอยู่ระหว่าง 52,000 ถึง 56,000 ปอนด์ หรือตีเป็นประมาณ 2,261,000 บาท ถึง  2,435,000 บาท ซึ่งถือราคาสูงพอสมควรสำหรับรถระดับแรร์คันนี้ แต่ก็อย่างว่า ถูกใจไม่มีอะไรแพง สำหรับแฟน ๆ Superbike Thailand ถ้าอยากเป็นเจ้าของสามารถไปร่วมประมูลที่เว็บไซต์ได้เลย โดยจะทำการประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 คลิ๊กที่นี่ จุดเด่นไฮไลท์ แฟริ่งด้านข้างพร้อมโลโก้ Norton ไฟท้ายใส (ล่องหน) สวิตซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ ขุมกำลังโรตารี   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R750 K5 Barry Sheene รถสุดแรร์ที่นักสะสมต้องการ

GSX-R750 K5 Barry Sheene รถสุดแรร์ที่นักสะสมต้องการ GSX-R750 K5 Rare Barry Sheene มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษของตำนานแชมป์โลก Barry Sheene ถูกนำมาประมูลโดย H&H Classics ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ Barry Sheene ชื่อนี้ยังคงเป็นที่จดจำในวงการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะกับความสำเร็จที่เขาสร้างร่วมกับ Suzuki ตลอดหลายปี และคว้าแชมป์โลกมากถึง 3 สมัยในเวิร์ลกรังปรีซ์ ตลอดอาชีพการแข่งรถของเขา Sheene ลงแข่งขันด้วยมอเตอร์ไซค์สองรุ่นที่นั่นคือ Suzuki RG500 และ Suzuki TR750 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้มีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์โลกและสร้างชื่อเสียงให้กับเขานั่นเอง โดยโมเดลดังกล่าว เป็นหนึ่งในสปอร์ตไบค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของแบรนด์ และยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Barry Sheene อย่าง K5 ที่ผลิตออกมาเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ ขนาด 749 ซีซี DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ให้กำลังถึง 145 แรงม้าที่ 12,800 รอบต่อนาที พร้อมกับลวดลายและสัญลักษณ์พิเศษที่ระลึกถึง Sheene รวมถึงการใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้รุ่นนี้ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกราฟิกแบบตัวแข่ง สปอนเซอร์ พร้อมเลขนัมเบอร์ของแชมป์โลกและชุดสีของตัวรถ ให้ความย้อนยุคเหมือนไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปสนามแข่งในยุคปี 90  จากประเมินราคาคาดการณ์ไว้ที่ 10,000 – 12,000 ยูโรหรือราว ๆ 3.6 ล้านบาท จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะนักสะสมมอเตอร์ไซค์ รวมถึงแฟน ๆ ค่ายคนบ้าจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี นับว่าหาได้ยากเพราะมีจำนวนจำกัดเพียง 50 คันทั่วโลกเท่านั้น ใครที่ได้ไปรับรองได้ว่า หากขายต่อราคากระโดดขึ้นอย่างแน่นอน แต่อย่างว่าหล่ะครับ ถ้ามีสะสมไว้ ยังไงก็ภูมิใจกว่า เพราะมันไม่ได้หาจากที่ไหนง่าย ๆ จริงหรือไม่ ?  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Scrambler2025 รุ่นพิเศษ ‘Rizoma Edition’

Ducati Scrambler2025 รุ่นพิเศษ ‘Rizoma Edition’ Ducati Scrambler2025 ได้เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันปี 2025 ‘Anniversario Rizoma Edition’ ซึ่งความพิเศษของโมเดลนี้ผลิตออกมาเพียง 500 คันเท่านั้น หลังจากการเปิดตัว Scrambler รุ่นใหม่ในรุ่น  รุ่น Icon Dark และ Full Throttle นอกจากนี้ยังมีการเผยโฉม Multistrada รุ่นใหม่สามรุ่น ได้แก่ V4, V4 S และ Pikes Peak ในซีรีส์ World Premiere ปี 2025 เครื่องยนต์ของ Scrambler รุ่นลิมิเต็ดนี้ใช้เครื่องยนต์เดียวกับรุ่น Scrambler ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้คือรุ่น Icon Dark และ Full Throttle มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสองสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 803 ซีซี ให้กำลัง 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ รวมไปถึงระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ ติดตั้งระบบ Ride-by-Wire, ระบบ Quickshifter และโหมดการขับขี่ แม้ว่า Scrambler รุ่นลิมิเต็ดนี้จะคล้ายกับรุ่น Icon Dark และ Full Throttle แต่ Fabrizio Rigolio นักออกแบบจาก Rizoma กล่าวว่า  “รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ 500 คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และต้องการสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง อีกทั้งการออกแบบในรุ่นลิมิเต็ดนี้ เป็นงานที่ท้าทายพวกเรา (Rizoma) ที่ต้องออกแบบโดยคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวรถไว้ และพวกเราก็สามารถคงเอกลักษณ์ของความเป็น Scrambler ไว้ได้อย่างสมบูรณ์” “ผมประทับใจกับความตั้งใจ ความใส่ใจในรายละเอียด และความเรียบง่ายของการออกแบบ รวมถึงการใช้สีที่ Rizoma ได้นำมาผสมผสานในแนวคิด ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรุ่นเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของ Scrambler รุ่นนี้” สีของรถคันนี้ถูกออกแบบโดย Rizoma ร่วมกับ Centre Stile Ducati โดยใช้โทนสีที่สมดุลระหว่างสี Stone White, สีดำ และสี Metal Rose จุดเด่นไฮไลท์น่าสนใจ ตัวถังด้านข้างสกรีนด้วยตัวอักษรแบบมินิมอล ที่พักท้าสีทูโทนแบบเดียวกับตัวรถ กระจกมองหลังใต้แฮนด์ เบาะตรงกลางลายผ้าอัลคันทาร่า พร้อมกันลื่นด้านท้าย   โดยราคาวางจำหน่าย Ducati ตัวพิเศษนี้ “10 Anniversario Rizoma Edition” ซึ่งเป็นรุ่นที่ถือเป็น “ของสะสมที่แท้จริง” โดยมีราคาจำหน่ายในประเทศอังกฤษอยู่ที่ 13,095 ปอนด์ หรือตีเป็นเงินไทยยังไม่รวมภาษีประมาณ 566,000 บาท ซึ่งสูงกว่ารุ่น Full Throttle อยู่ที่ประมาณ 82,000 บาท และสูงกว่ารุ่น Icon Dark 156,000 บาท โดยในตัวลิมิเต็ดนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Aprilia Tuono V4 ปีกใหม่ ใหญ่มาก

2025 Aprilia Tuono V4 ปีกใหม่ ใหญ่มาก อีกหนึ่งค่ายที่คิดว่าจะเปิดตัวโมเดลใหม่มาพร้อมกัน ๆ จากทางฝั่งค่ายสามตา กับ 2025 Aprilia Tuono V4 ไฮเปอร์เน็กเก็ด ซึ่งมีข่าวภาพหลุดจากการทดสอบเมื่อไม่นานนี้ กับสิ่งที่ปรับเปลี่ยนใหม่ที่เป็นจุดสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ ปีกแอโรไดนามิกขนาดใหญ่ ดูคล้ายคลึงเหมือนกับรุ่น RSV4 โฉมใหม่ซะทีเดียว การพัฒนาแอโรไดนามิกในรุ่นใหม่ จากภาพถ่ายที่ปรากฏ การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มปีกแอโรไดนามิกในตัว ซึ่งถูกออกแบบมาให้กลมกลืนไปกับรูปทรงของมอเตอร์ไซค์ โดยชุดวิงก์เล็เตถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดในขณะที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทำให้มอเตอร์ไซค์มีความเสถียรมากขึ้น ลดการลอยของล้อหน้าและเสริมสมรรถนะโดยรวม โดยการออกแบบดีไซน์วิงก์เล็ตชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ในสนามแข่ง MotoGP เครื่องยนต์ V4 และการพัฒนาทางเทคนิค แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดทางเทคนิค แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในภาพถ่าย มีแนวโน้มสูงที่ Aprilia จะคงเครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,077 ซีซี ที่ทรงพลังของ Tuono รุ่นก่อนหน้าไว้ นอกจากนี้ยังคาดว่าโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมการอัปเกรดด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยมากขึ้น, โหมดการขับขี่หลายแบบ และการอัปเดตระบบเบรกและช่วงล่าง คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ด้วยการปรากฏตัวที่เผยให้เห็นถึงการพัฒนาของ Tuono V4 รุ่นใหม่ คาดว่า Aprilia จะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และคาดว่าจะเป็นที่จับตามองของแฟน ๆ มอเตอร์ไซค์ซูเปอร์เนคเก็ดทั่วโลก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM FREERIDE E เอ็นดูโร่ไร้เสียง

2025 KTM FREERIDE E เอ็นดูโร่ไร้เสียง 2025 KTM FREERIDE E เปิดตัวแล้วในเว็บไซต์หลักที่เป็นทางการของ KTM โดยในโมเดลที่เปิดใหม่ล่าสุดนี้เป็นโมเดลที่ 4 จาก 9 โมเดลที่จะเปิดตัวในปีนี้ เอ็นดูโร่ไฟฟ้าคันนี้มาพร้อมสมรรถนะที่ปรับปรุงใหม่ รวมไปถึงระบบช่วงล่างที่ถูกตั้งค่ามาให้เหมาะกับการขับขี่ทางฝุ่นมากยิ่งขึ้น ระยะทางการวิ่งที่มากขึ้น ความสามารถที่มากขึ้น และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ขุมพลังกระทัดรัด แต่พลังล้น มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 11 กิโลวัตต์ ที่สามารถให้กำลังสูงสุดได้ถึง 19.2 กิโลวัตต์ มาพร้อมแรงบิด 37 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วสูงสุด (เคลม) ที่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดีไซน์มอเตอร์ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก กะทัดรัด และเงียบกว่าเดิม ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เครื่องยนต์มีความน่าเชื่อถือ มีแรงบิดที่ตอบสนองทันที ให้ความรู้สึกเหมือนการขับขี่รถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป แบตเตอรี่ปรับปรุงใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน MX50 น้ำหนัก 29 กิโลกรัม ถูกออกแบบให้ถอดเปลี่ยนได้เพื่อเพิ่มระยะทางในการขับขี่ ความจุแบตเตอรี่ 5.5 kWh ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 1.5 kWh อีกทั้งยังช่วยเพิ่มระยะการขับขี่ได้มากขึ้นถึง 20% แบตเตอรี่มีแรงดันไฟฟ้าประมาณ 50 โวลต์ และสามารถชาร์จได้มากกว่า 1,000 รอบการชาร์จหนึ่งครั้งสามารถกับขี่ได้ระยะเวลาขับขี่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง และระยะเวลาชาร์จตั้งแต่ 0-100% จะใช้ระยะเวลาการชาร์จทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง (เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 660W) ระบบช่วงล่างจาก WP ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้า และด้านหลังจากแบรนด์ WP Suspension โดยด้านหน้ามาในรุ่น WP XACT แบบหัวกลับ โช้คหน้าแบบแยกขนาดแกน 43 มม. มีแคปซูลอากาศในด้านซ้าย และระบบหน่วงน้ำมันในด้านขวา การปรับตั้งทำได้ง่ายด้วยวาล์วปรับแรงดันอากาศ และปั๊มอากาศที่มาพร้อมกันสำหรับตั้งค่าพรีโหลดสามารถปรับการหน่วงในจังหวะยืดตัวของโช้คอัพได้อย่างง่ายดาย โช้คอัพด้านหลังรุ่น WP XPLOR PDS มาพร้อมซับแทงค์และระยะยุบตัว 250 มม. การไหลของน้ำมันได้รับการปรับเพื่อให้การหน่วงคงที่ การตั้งค่าที่เหมาะสมสามารถปรับได้ตามสภาพการขับขี่ โดยมีตัวปรับแบบ Clicker ที่สามารถปรับได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ปรับแรงหน่วงความเร็วสูงและต่ำได้ที่ส่วนบนของโช้ค และปรับอัตราการหน่วงการยืดที่ฐาน ผู้ขับขี่สามารถปรับพรีโหลดได้อย่างรวดเร็วด้วยการหมุนประแจหกเหลี่ยม เบรกพร้อมระบบ BRAKTEC KTM FREERIDE E มาพร้อมกับดิสก์เบรก และระบบ BRAKTEC ที่พัฒนามาจากการใช้งานในรถออฟโรด ด้านหน้า มาพร้อมจานเบรกขนาด 260 มม. และ ด้านหลัง มีขนาดจานเบรกอยู่ที่ 240 มม. การติดตั้งเบรคแบบ “สไตล์จักรยาน” หนึ่งในจุดเด่นที่แตกต่างจากรถรุ่นอื่น ๆ ของ KTM ล้อเคลือบสีดำพร้อมดุมอลูมิเนียมจาก Giant ขนาด 90/90-21 และ 120/90-18 มาพร้อมยาง Michelin Enduro Medium จอแสดงผล LCD จะแสดงข้อมูลสำคัญทีละค่า เช่น สถานะแบตเตอรี่ โหมดการขับขี่ แผนที่การคืนพลังงาน และข้อมูลการเดินทาง โดยผู้ขับขี่สามารถสลับตัวเลือกได้ง่าย ๆ ผ่านปุ่มบนแฮนด์ 2025 KTM FREERIDE E สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์กระแสตรงแบบซิงค์โครนัส กำลังสูงสุด 19.2 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 37.6 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน ความจุของแบตเตอรี่ 5.5 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ 29 กิโลกรัม เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 8 ชั่วโมง (0-100% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 660W) 1.30 ชั่วโมง (0-100% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) ความเร็วสูงสุด (เคลม) 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยางหน้า 90/90-21 M/C 54R ยางหลัง 120/90-18 M/C 70R เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว

Energica มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอิตาลีล้มละลาย

Energica มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอิตาลีล้มละลาย Energica Motor Company SpA ผู้ผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ควบคุมโดยกองทุนอเมริกัน Ideanomics Inc. โดยร้อยละ 75 ในที่ประชุมของบริษัทประกาศว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้มีมติให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามกฎหมายตามมาตรา 121 ต่อไป”  ทางบริษัทได้แถลงการณ์เพิ่มเติม “ตอนนี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง แม้จะมีความพยายามจากฝ่ายบริหารในการค้นหานักลงทุนใหม่อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ แต่ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทางเลือกอื่น ๆ เหล่านี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก ทำให้บริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งจะทำให้สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” แม้จะมีแถลงการณ์ของผู้ก่อตั้งบริษัท ที่มีท่าทีเชิงบวกต่อการเข้าซื้อบริษัทของ Ideanomics โดยระบุว่า ” การไหลเข้าของเงินสดช่วยให้บริษัท มีเสรีภาพและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการการเงินและการเติบโตขององค์กร”  แต่การเติบโตที่ “ลดลง” ของตลาดรถมอเตอร์ไซค์ EV ก็ส่งผลกระทบต่อการลงทุนอื่น ๆ ของบริษัทเอกชน รวมถึงความจำเป็นในการค้นหาการลงทุนจากภายนอกเพิ่มเติม ก็ทำให้บริษัทประสบปัญหา ถึงแม้ว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ในส่วนของฟังก์ชันการใช้งาน รูปทรงดีไซน์การออกแบบ และความเงียบในการใช้งานต่าง ๆ จะสามารถทำออกมาได้ดี แต่ผู้ผลิตรายนี้ และผู้ผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ ก็มีการต่อสู้ที่ยากลำบาก  เพราะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้มีราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบกับจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน อีกทั้งยังมีปัญหาด้านเทคโนโลยี ความจุของแบตเตอรี่ที่วิ่งได้น้อยกว่าระยะเวลาที่ชาร์จต่อหนึ่งครั้ง จึงทำให้ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอด รวมไปถึงปัญหาชาร์จต่าง ๆ  ดังนั้นจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วไป รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีรายนี้ถือเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในด้านเทคโนโลยีจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในตลาดอเมริกาอย่างมาก รวมถึงการได้รับสิทธิในการผลิตรถแข่ง ในรายการแข่ง MotoE ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งการแข่งขันในปี 2019 ซึ่งทางบริษัทได้พัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ชื่อว่า Ego Corsa ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งโดยเฉพาะ Energica Ego Corsa คือรถจักรยานยนต์แข่งไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุด (ในช่วงเวลานั้น) ที่พัฒนาสำหรับการแข่งขัน FIM Enel MotoE World Cup ในช่วงระหว่างปี 2019-2022 โดยยานยนต์ไฟฟ้าขั้นนี้มีพื้นฐานร่วมกับ Ego รุ่นที่ใช้บนถนนทั่วไป แต่มีการปรับจูน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นด้านการแข่งขัน ทำให้จักรยานยนต์นี้เป็นผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการยกย่องจากนักแข่ง MotoE และสื่อมวลชนในเรื่องพลัง และความสามารถในการขับขี่ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลายประการในตลาด EV และการแข่งขันที่สูง ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับปัญหาในที่สุด แม้ว่าในตลาดของรถยนต์จะยังไม่มีปัญหาด้านการทำตลาด อีกทั้งยังมีแบรนด์ใหม่ ๆ คลอดออกมาอย่างมากมาย แต่กลับกันในด้านของมอเตอร์ไซค์ยังไม่สามารถทำตลาดได้เท่าที่ควร และยังมีปัญหาจุกจิกอย่างมากมาย ทำให้ผู้ผลิตเริ่มบางรายเริ่มล้มเลิกแผนการไปตาม ๆ กัน ต้องกันต่อไปอนาคตว่าแบรนด์เจ้าตลาดจะเทคแอคชั่นกับเทคโนโลยีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน Energica กับผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ Model : Experia Model : Eva Ribelle Model : Ego Model : EsseEsse9   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norden 901 Expedition 2025 ตัวสุดสายลุย จากแดนไวกิ้ง

Norden 901 Expedition MY25 ตัวสุดสายลุย จากแดนไวกิ้ง Husqvarna แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์จากสัญชาติสวีเดน เดินหน้าต่อยอดรหัสสายพันธุ์ 901 กับโมเดลเซ็กเมนต์สายลุยอย่าง Norden 901 Expedition 2025 ตัวเต็งจากแดนไวกิ้งในเวอร์ชัน 2025 พร้อมออปชันเสริมใหม่เต็มลำ ทั้งฟีเจอร์ ช่วงล่างและสมรรถนะ เพิ่มขีดความสามารถกับประสบการณ์ในเส้นทางฝุ่นให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มระดับ โดยความน่าสนใจนั้นมีหลายจุดด้วยกันอย่างจุดแรกก็คือ ชุดสีและตัวถังที่ถูกปรับปรุงมาใหม่ ดูมีลูกเล่น และมีสีสันมากยิ่งขึ้น ลายกราฟิกออกแบบใหม่ดูสดขึ้นกว่าแต่ก่อน พร้อมภาพลักษณ์ความเป็นตัวแข่งของทางค่ายดี ๆ นี่เอง และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์สำหรับเดินทางทั้งชุดกระเป๋าด้านข้างสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 36 ลิตร สำหรับดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดความเป็นเอกลักษณ์โมเดลสายลุยสไตล์เรโทรฉบับค่าย กับไฟหน้าทรงกลมพร้อมชิลด์ขนาดใหญ่สไตล์ทัวริ่งที่คอนโซนหน้า ถังน้ำมันขนาดใหญ่ เบาะ ท่อ อกล่าง การ์ดแฮนด์และกระจกข้าง Norden 901 Expedition 2025 มีระบบ Cornering Traction Control (MTC) ทั้งยังให้ผู้ขับขี่ได้เปิดประสบการณ์การขับขี่ทางฝุ่นอย่างเต็มพิกัด กับระบบ Cornering Traction Control ปรับปรุงใหม่สามารถปรับค่าได้ถึง 10 ระดับ เรียกได้ว่ามือใหม่หัดลุย สามารถดริฟต์ล้อหลังหล่อ ๆ หน้ามอนิเตอร์ได้เลยทีเดียว ยังรวมไปถึงฟีเจอร์ใช้งานทั้ง USB-C หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอพลิเคชัน Ride Husqvarna Motorcycle สามารถใช้ระบบนำทาง (Turn by Turn) แบบเรียลไทม์ รวมถึงการโทรออก รับสายและฟังเพลงได้เช่นกัน  พร้อมโหมดการขับขี่ (Street, Rain, Off-Road และ Explorer) มีให้เลือกใช้งานและตอบสนองความแรงบิดที่แม่นยำด้วยคันเร่งไฟฟ้า พาวเวอร์สลิปเปอร์คลัตช์ และยังเพิ่มความสะดวกสบายอีกขั้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยฮีตกริปและอุ่นเบาะ ช่วงล่างใหม่ WP XPLOR Suspension และออกแบบช่วงล่างมาพิเศษ ด้วยระบบกันสะเทือนจาก WP XPLOR โช้คหน้า USD ขนาด 48 มม. โช้คเดี่ยวด้านหลัง พร้อมระยะยุบเท่ากันที่ 240 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน จับคู่กับจานดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์ 4 พอต จานดิสก์เบรกหลัง 260 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ พร้อมเทคโนโลยีห้ามล้อ Cornering ABS จาก Bosch ล้อซี่ลวด 21 -18 นิ้วและยางทูปเลส Pirelli Scorpion Rally STR เครื่องยนต์ยังคงเป็น 2 สูบขนาด 889 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 100 นิวตันเมตร ถังน้ำมัน 22 ลิตร ที่เคลมระยะทางได้มากถึง 400 กม. และยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ อีกด้วย ถือว่าเป็นเวอร์ชันที่น่าสนใจสำหรับสายลุยเลยก็ว่าได้ สวยไม่แพ้ KTM เลยทีเดียวและราคาคงไม่ทิ้งห่างมากนักจากโฉมก่อน ๆ อย่างไรต้องรอชมราคากันอีกครั้ง และอาจมีโอกาสเข้ามาขาในไทยก็เป็นไปได้ แต่เปอร์เซ็นต์คงน้อยกว่ารุ่นแสตนดาร์ดหล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki Z650 โฉมใหม่ เปลี่ยนแค่สี

2025 Kawasaki Z650 โฉมใหม่ เปลี่ยนแค่สี 2025 Kawasaki Z650 เป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์เน็กเก็ดไบค์ (Naked Bike) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา หรืออาจคงคุ้นเคยชื่อของ ER-6N ก่อนที่จะเปลื่ยนมาเป็น Z650 ในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียว สมรรถนะอันยอดเยี่ยม และการควบคุมที่ง่าย ทำให้ Z650 เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทั้งนักขี่มือใหม่และนักขี่ที่มีประสบการณ์ 2025 Kawasaki Z650 สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 649 ซีซี แรงม้า (เคลม) 68 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิด (เคลม) 64 นิวตันเมตร ที่ 6,700 รอบ/นาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83.0 x 60.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.8:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด (Fuel Injection) ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า  ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 ยางหลัง 160/60 ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Horizontal Back-link ปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 1 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง 765 x2,055×1,065 มม. ระยะฐานล้อ 1,410 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 188 กก. (รวมของเหลว) ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ระบบไฟ LED รอบคัน ระบบ ABS (Anti-lock Braking System) ระบบ Traction Control (KTRC) โหมดการขับขี่ (Riding Modes) แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ โหมดประหยัดน้ำมัน (Eco Riding Indicator) สีสันที่วางจำหน่าย Metallic Spark Black / Green Metallic Spark Black / Red Metallic Matte Dark Gray / Metallic Spark Black   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R41.05 UN-ECE กฎใหม่ ท่อเงียบ เรื่องก็เงียบ ..!!

R41.05 UN-ECE กฎใหม่ ท่อเงียบ เรื่องก็เงียบ ..!! เริ่มเข้มงวดมากขึ้นทุกที แต่ก็เพื่อผลประโยชน์โดยรวมสำหรับผู้ร่วมใช้งานบนท้องถนน โดยล่าสุดทางสหภาพยุโรปเริ่มมีการบังคับใช้กฎหมาย R41.05 UN-ECE ในเรื่องการจำกัดเสียงรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในปี 2025  ซึ่งหมายความว่ารถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ไม่ว่าค่ายไหนก็ตาม จะต้องผ่านการ QC ในเรื่องค่าเสียงที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการสร้างภาระและความเดือดร้อนให้กับผู้คนโดยรอบโดยเฉพาะพื้นที่บริเวณในเมืองหรือแม้กระทั่งตามชุมชนต่าง ๆ โดยกฎใหม่นี้จะบังคับใช้ในปี 2025 และจะมีการปรับปรุงการทดสอบให้เข้มงวดขึ้น โดยวัดเสียงที่ความเร็วเครื่องยนต์และรอบเกียร์ ซึ่งจะเริ่มวัดการทำงานของเครื่องยนต์ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วสูงสุดในแต่ละรอบเกียร์นั้น ๆ และในช่วงความเร็ว 10-100 กม./ชม.  นอกจากนี้ ผลการทดสอบจะได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากภายนอก เพื่อลดช่องว่างในการอ้างอิงตัวเลขของทางผู้ผลิตอีกด้วย  หากมีการใช้กฎหมายดังกล่าว อาจส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตเพียงบางรายเท่านั้น (รายใหญ่ที่ขายรถบิ๊กไบค์) แถมยังเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในทางอ้อมอีกด้วย และคาดว่าตลาดรถไฟฟ้าน่าจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดยุโรปอย่างแน่นอน สำหรับผู้บริโภคอย่างไบค์เกอร์เรา ๆ อาจต้องกุมขมับกันเลยทีเดียว หรือว่าเซอร์กิตอาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับสายซิ่งซะแล้ว ต้องรอติดตามฟีดแบคจากไบค์เกอร์หนุ่มตาน้ำข้าวแล้วหล่ะครับ แต่ที่แน่ ๆ ทางดีลเลอร์จำหน่ายอะไหล่ท่อแต่งรถมอเตอร์ไซค์ทางฝั่งยุโรปโดนกระทบร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน ซึ่งอยู่ยากละทีนี้..  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cyclone RC600 สปอร์ตไซส์เล็กพร้อมวิงก์เล็ตไซส์ยักษ์

Cyclone RC600 สปอร์ตไซส์เล็กพร้อมวิงก์เล็ตไซส์ยักษ์ Cyclone RC600 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในงาน CIMA Motor ในประเทศจีน กับรถสปอร์ตไบค์ที่มีการออกแบบตามสไตล์ของ MotoGP ซึ่งเป็นดีไซน์ที่กำลังเป็นกระแสแนวโน้มใหม่ในตลาดที่กว้างใหญ่ของประเทศจีนมาพร้อมด้วยวิงเล็ตขนาดใหญ่ ขุมกำลังของเจ้าคันนี้ใช้เครื่องยนต์สองสูบ Parallel-twin ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 560 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 58.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 55 นิวตันเมตรที่ 6,500 ต่อนาที พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15 ลิตร สเปคเบื้องต้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Up-site Down โช้คอัพหลังเดี่ยว ดิสก์เบรกหน้า-หลังจาก J.Juan พร้อมเทคโนโลยี ABS ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วยจอแสดงผล TFT รุ่นล่าสุดไฟ LED แบบเต็มระบบรอบคัน อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการยึดเกาะถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ และระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ของ Bosch อีกทั้งมีพอร์ต USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์สมาร์ทโฟน โดยราคาคาดการณ์การวางจำหน่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3,700 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 134,000 บาท สำหรับสาวกชาวไทยถ้าสนใจอยากจะขี่เจ้าคันนี้ ก็เตรียมลุ้นได้เลย เพราะพี่จีนรุกตลาดไทยแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YZF-R9 และ MT-09SP เทียบจุดต่อจุด

YZF-R9 และ MT-09SP เทียบจุดต่อจุด YZF-R9 และ MT-09SP เทียบจุดต่อจุด วันนี้จะมาเทียบความแตกต่างระหว่าง Yamaha YZF-R9 ที่พึ่งเปิดตัวไปแบบสด ๆ ร้อนเมื่อไม่กี่วันมานี้ และ Yamaha MT-09SP ที่เปิดตัวและวางไปแล้ว ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าทั้งสองรุ่นนี้มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งคู่ก็มีเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันอยู่ คือเครื่องยนต์แบบ CP3 ใครที่กำลังลังเลใจว่าจะเอา YZF-R9 หรือ MT-09SP หวังว่าในบทความนี้จะทำให้สิ่งที่คาใจอยู่สามารถหาคำคอบได้ง่ายขึ้น การออกแบบดีไซน์ YZF-R9 : รถสปอร์ตเต็มรูปแบบ (Full-fairing sportbike) มาพร้อมปีกวิงก์เล็ตตามแบบพี่ใหญ่เรือธงของค่ายอย่าง Yamaha R1 ให้กลิ่นอายของความเป็น MotoGP โดยวิงก์เล็ตที่ถูกเพิ่มมานี้ ถูกออกแบบเพื่อการขับขี่ความเร็วสูงบนสนามแข่งหรือบนถนนเปิด มีการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องความเร็ว และการควบคุม Yamaha MT-09 SP: เป็นรุ่นพิเศษของ MT-09 ที่อยู่ในสไตล์เนกเกต (Naked bike) ซึ่งออกแบบให้ใช้งานง่ายในเมือง อีกทั้งยังมีความคล่องตัวสูง มีการออกแบบที่เผยให้เห็นตัวเครื่องและโครงสร้างของรถ ให้อารมณ์ความดิบ ๆ สไตล์สปอร์ตเปลือย ขุมกำลังเครื่องยนต์ ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันแบบ 3 สูบ ขนาดเครื่องยนต์ 890 ซีซี แต่จะมีการปรับจูนที่แตกต่างกัน โดย YZF-R9 : เน้นการจูนให้มีความเร็วสูงสุด และการตอบสนองที่เฉียบคมในรอบสูง สามารถลากรอบเครื่องยนต์ได้ยาวมากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการขี่บนสนามแข่ง MT-09SP : เน้นแรงบิดที่สูงในรอบต่ำ และกลาง เพื่อให้ขับขี่สนุกและคล่องตัวในสภาพการจราจรในเมืองหรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน  ระบบกันสะเทือน YZF-R9 : โช้คหน้าแบบอัพหัวกลับ KYB ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ ขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 120 มม. และโช้คอัพด้านหลังก็เป็นของ KYB ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม MT-09SP : โช้คอัพหน้าหัวกลับ KYB Premium ปรับค่าแดมปิ้งได้ทั้ง พรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชัน แต่อโนไดซ์กระบอกโช้คสีดำ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Ohlins พร้อมซับแทงค์ ฟูลเซ็ตติ้งเต็มระบบ  ระบบเบรก ปั้มเบรกด้านบน และด้านล่างของทั้งสองรุ่นนี้ ให้มาเป็น Brembo ทั้งคู่ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ย YZF-R9 : จะมีขนาดดิสก์เบรกหน้า อยู่ที่ 320 มม. และ ดิสก์เบรกหลัง 220 มม. MT-09SP : จะมีขนาดดิสก์เบรกหน้า อยู่ที่ 298 มม. และ ดิสก์เบรกหลัง 245 มม. ระบบเบรกของทั้งสองรุ่นนี้เบรกดี ทำงานไว สั่งได้ดั่งใจแน่นอน ท่านั่งในการขับขี่ YZF-R9 : ท่านั่งเป็นท่านั่งแนบกับตัวรถมากขึ้น เพื่อให้เข้ากับการขับขี่ความเร็วสูงและการขี่ในสนามแข่ง MT-09SP : ท่านั่งเป็นแบบตรงและผ่อนคลายมากกว่า เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางที่นาน ๆ  เทคโนโลยี  YZF-R9 : กุญแจจะเป็นแบบธรรมดา ระบบช่วยการออกตัว (Launch Control) MT-09SP : ระบบสมาร์ทคีย์  แต่สิ่งที่ทั้งสองรุ่นให้มาเหมือนกันได้แก่ จอกลาง TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน  โหมดการขับขี่ 3 โหมด สปอร์ต, Street และ Rain และสามารถปรับแต่งได้เองอีก 2 โหมด และ โหมด Track ที่สามารถเซ็ทค่าการขับขี่ของตัวเองลงไปได้ด้วย  ระบบ Engine Brake หน่วยประมวลผล IMU แบบ 6 แกน  ราคา YZF-R9 : ราคาคาดการอยู่ที่ 517,000 บาท (ราคายังไม่เปิดจำหน่ายในไทย) MT-09SP :

2025 Triumph Speed Twin 900 สเปค และรายละเอียด

2025 Triumph Speed Twin 900 สเปค และรายละเอียด 2025 Triumph Speed Twin 900 สปอร์ตคลาสสิค 2 สูบเรียงขนาดเครื่องยนต์ 900 ซีซี มาพร้อมสไตล์ใหม่ที่ผสมผสาน DNA การออกแบบของ Speed ​​Twin เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่เพรียวบาง สปอร์ต และมีไดนามิกมากขึ้น รวมถึงระบบฟีเจอร์การใช้งานต่าง ๆ ระบบช่วงล่าง อีกทั้งยังเสริมความคล่องตัวไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกทริปทางไกล ซึ่งรถคันนี้พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน และน่าหลงใหลให้กับผู้ขับขี่มากกว่าเดิม ราคา : คาดการณ์ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 415,000 บาท   ระบบไฟ Full LED สว่างชัด ฝาถังน้ำมันพร้อมโลโก้ของไทรอัมพ์ ถังน้ำมันพร้อมกราฟิกสีสัน และโลโก้ไทรอัมพ์ เพลท Speed Twin 900 ด้านข้างรถ ขุมกำลังขนาด 900 ซีซี โช้คอัพคู่จาก Marzocchi พร้อมซับแทงค์   2025 Triumph Speed Twin 900 ข้อมูล และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 900 ซีซี แรงม้า (เคลม) 65 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 80 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 84.6 x 80 มม. อัตราส่วนการอัด 11.0:1 ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 100/90-R18 ยางหลัง 150/70 R17 ระบบกันสะเทือนหน้า ระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 มม. โดยมีระยะยุบตัวอยู่ที่ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง ระบบกันสะเทือนหลังคู่จาก Marzocchi พร้อมซับแทงค์ และสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ โดยมีระยะยุบตัวอยู่ที่ 116 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ 4 พอต ขนาด 320 มม. (OC-ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ 2 พอตขนาด 255 มม. (OC-ABS) กว้าง X ยาว X สูง 777 x 2,090 x 1,115 มม. ระยะฐานล้อ 1,435 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ N/A ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 216 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี โหมดการขับขี่ 2 โหมดได้แก่ Road และ Rain Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Cruise Control ช่องเสียบ USB Type-C ระบบไฟ Full LED  ABS Traction Control   สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว (Pure White) สีดำ (Phantom Black)

Piaggio MP3 310 สามล้อ แม่บ้านอิตาลี

Piaggio MP3 310 สามล้อ แม่บ้านอิตาลี 2025 Piaggio MP3 310 สกูตเตอร์สามล้อรุ่นใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรุ่นพี่อย่าง MP3 400 และ MP3 530 สไตล์ตัวรถที่โดดเด่น แฟริ่งด้านหน้ารถได้รับการออกแบบใหม่ โดยมีขนาดที่กว้างขึ้น มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ตรงกลางแผงหน้ามีช่องดักอากาศขนาดเล็กที่ดูสปอร์ต พร้อมกับกระจังหน้าแบบรังผึ้งสามมิติ พร้อมสปอยเลอร์แนวตั้งซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้า ด้านอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ร่วมกับแผ่นบังลมด้านข้างใหม่ ให้ความเสถียรมากขึ้น ชิลด์บังลมได้รับการออกแบบใหม่ ที่มีขนาดใหญ่และสามารถกันลมได้เป็นอย่างดี ส่วนหน้ามีความสปอร์ตและดุดัน ไปจนถึงบังโคลนที่มีองค์ประกอบสีเดียวกับตัวรถในรุ่น Sport ล้อที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่แบบก้านแยก 5 ก้าน ให้ความรู้สึกเหมือนรถสปอร์ตหรู ส่วนหน้าที่ดูเด่นสะดุดตานั้นตัดกับท้ายรถที่ดูเพรียวลม ซึ่งออกแบบอย่างลงตัวด้วยแถบจับด้านท้าย สำหรับผู้โดยสารที่สะดวกสบาย และจบด้วยไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน เบาะนั่งที่มีระดับสองชั้นได้รับการออกแบบใหม่ นั่งสบาย และมีรูปทรงที่ช่วยให้เท้าผู้ขับขี่สามารถสัมผัสกับพื้นได้ง่ายและปลอดภัย พร้อมตำแหน่งของผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสบายขึ้น โดยมีแผ่นพักเท้าพับได้ที่ใช้งานง่าย ซึ่งเมื่อพับเก็บแล้วจะผสานเข้ากับแฟริ่งของตัวรถอย่างลงตัว ช่องเก็บของใต้เบาะมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้หนึ่งใบ หรือหมวกแบบครึ่งใบสองใบ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ  เครื่องยนต์ใหม่ ใหญ่ขึ้น แถมรักษ์โลก เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดในตระกูล HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Euro 5+ เมีความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้น จากเดิม 278 ซีซี เป็น 310 ซีซี รวมถึงมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การขับขี่ ไม่เพียงแค่ด้านสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่และความคล่องตัว ทั้งหมดนี้ยังช่วยให้รถประหยัดน้ำมันขึ้นอีกด้วย โดยอยู่ที่ 32.2 กม./ลิตร โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้ เป็นเครืองยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ให้พละกำลังเเรงม้าสูงสุดที่ 26.4 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 27.3 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดก็เพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ โดยจากเดิมที่เคยทำความเร็วได้ 120 กม./ชม. เพิ่มเป็น 129 กม./ชม ช่วงล่างปรับใหม่ อัพเกรดความปลอดภัยเต็มขั้น   ระบบเบรกมาพร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกที่ผสานกับระบบควบคุมการลื่นไถล ASR (Acceleration Slip Regulation) ระบบ ASR (ซึ่ง Piaggio เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในสกู๊ตเตอร์) สามารถปิดการใช้งานได้ง่าย และช่วยรับประกันความปลอดภัยโดยป้องกันไม่ให้ล้อหลังลื่นไถลบนพื้นผิวที่อันตราย เช่น แอสฟัลต์เปียก ระบบ ABS แบบสามช่อง ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Continental ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเชิงป้องกัน โดยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกเมื่อเบรกและให้การควบคุมรถที่สมบูรณ์ตลอดเวลา Piaggio MP3 ติดตั้งระบบเบรกแบบดิสก์ทั้งสามล้อ โดยมีขนาดดิสก์ 258 มม. ที่ล้อหน้า และ 240 มม. ที่ล้อหลัง ความปลอดภัยที่มากขึ้นและการขับขี่ที่ราบรื่นขึ้นยังมาจากล้อหน้าขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 นิ้ว ส่วนล้อหลังขนาด 14 นิ้ว ระบบล็อคช่วงล่างด้านหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นของสกู๊ตเตอร์สามล้อสัญชาติอิตาลีรุ่นนี้ ช่วยเปลี่ยนสมดุลแบบไดนามิกเป็นสมดุลแบบสแตติก เมื่อสตาร์ทรถแล้ว มันจะรักษาสมดุลอยู่บนล้อทั้งสามโดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง (แม้ว่าจะติดตั้งมาให้) เมื่อต้องการกลับสู่การทำงานปกติ เพียงแค่เร่งความเร็วหรือใช้ปุ่มกดเฉพาะ นั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องวางเท้าลงพื้น และสามารถจอดได้ทุกที่อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีจัดเต็มพร้อมอำนวยความสะดวก มาพร้อมกับ หน้าจอ LCD ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล มาตรวัดรอบที่อยู่ตรงกลาง พร้อมกับตัวบอกระยะทางรวม และระยะทางทริป อุณหภูมิอากาศ นาฬิกาดิจิทัล ตัวบอกระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และตัวบอกอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น   ซึ่งสามารถเลือกดูได้โดยใช้ปุ่ม MODE บนแผงควบคุมด้านขวา เช่น ความเร็วสูงสุด ความเร็วเฉลี่ย การใช้เชื้อเพลิงแบบทันที การใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะทางแบตเตอรี่ และระดับการชาร์จ ส่วนไฟเตือนจะแสดงการทำงานต่าง ๆ เช่น “ตรวจสอบการฉีดเชื้อเพลิง” น้ำมันสำรอง ความดันน้ำมัน การทำงานของ ABS และระบบป้องกันการโจรกรรม การควบคุมบนแฮนด์และแผงหน้าปัดได้รับการจัดตำแหน่งใหม่ให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

BMW C400 GT & C400 X 2025 รถพรีเมียม ปรับใหม่ ผ่าน Euro5+

BMW C400 GT & C400 X 2025 ปรับใหม่ ผ่าน Euro5+ BMW Motorrad เปิดโฉมพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางสองรุ่น อย่าง BMW C400 GT & C400 X 2025 โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่เน้นความคล่องตัวเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ส่วน BMW C400 GT ซึ่งเป็นเวอร์ชัน Gran Turismo เหมาะสำหรับการออกทริป เดินทางไกล โดดเด่นด้วยความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น โดย ทาง BMW Motorrad ได้มีการปรับปรุงใหม่ นอกจากด้านเทคนิคแล้ว ยังเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ สีสันใหม่ และอุปกรณ์เสริมใหม่ให้ด้วย BMW C400 X ออกแบบใหม่ พร้อมรุ่นย่อย นอกจากรุ่นพื้นฐาน Blackstorm metallic ที่มาพร้อมเบาะสีดำ/เทา ล้อสีดำ และคาลิปเปอร์เบรกด้านหน้าสีดำแล้ว BMW C 400 X ยังมีรุ่น “Rugged” ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่ออกแบบด้านหน้าให้ดูโฉบเฉี่ยวและมีความสปอร์ตมากขึ้น  มาพร้อมสีตัวถัง Kalamata metallic matt ซึ่งให้ความรู้สึกตื่นเต้นและมีความสปอร์ต ล้อสีแดง แถบสีแดง และยางลายออฟโรด เสริมความดุดัน ผสมผสานกับคาลิปเปอร์เบรกสีทองด้านหน้า มีกระจกบังลมสีเข้ม เบาะนั่งสีแดง-ดำ แผ่นเหยียบสแตนเลส และการ์ดกันมือที่เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเติมเต็มลุคที่แข็งแกร่ง สำหรับแผ่นเหยียบ รวมถึงตุ้มปลายแฮนด์แบบอโนไดซ์ BMW C400 GT ปรับปรุงใหม่ ถูกใจสายเดินทาง BMW C 400 GT ได้รับการปรับปรุงให้เข้าถึงการขับขี่ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและปรับปรุงสรีรศาสตร์ในการขับขี่ นอกจากรุ่นพื้นฐาน Blackstorm metallic ที่มาพร้อมเบาะสีดำ ล้อสีดำ และคาลิปเปอร์เบรกสีดำด้านหน้าแล้ว BMW C 400 GT ยังมีรุ่นใหม่ “Exclusive” ให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม BMW C 400 GT มาพร้อมสีตัวถัง Diamondwhite metallic ซึ่งให้ความรู้สึกหรูหรา ล้อสีทอง แถบสีทอง และเบาะนั่งสีดำที่ปักโลโก้เข้ากับสีล้อ ผสมผสานกับคาลิปเปอร์เบรกสีทองด้านหน้าและกระจกบังลมที่มีสีเข้มเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีไฟส่องพื้นพร้อมการฉายโลโก้ BMW และแผ่นเหยียบสแตนเลส ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถดูสมบูรณ์แบบมากขึ้น BMW C 400 X และ BMW C 400 GT ใหม่ มีพื้นที่เก็บของใต้เบาะมากขึ้น ทำให้สามารถเก็บสัมภาระได้มากขึ้น โดย BMW C 400 X มีพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้น 3 ลิตร ส่วน BMW C 400 GT รวมกับช่องเก็บของด้านหน้าเพิ่มขึ้นถึง 12 ลิตร นอกจากนี้ BMW C400 GT ยังมาพร้อมชิลด์บังลมด้านหน้าที่ปรับได้ด้วยมือเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และสามารถติดตั้งแร็คสำหรับบรรทุกสัมภาระเป็นอุปกรณ์เสริมได้ ด้วยพื้นที่เก็บของ 43.5 ลิตร กล่องท้ายรถใหม่ไม่เพียงแต่มีปริมาตรมากขึ้น 13.5 ลิตรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แต่ยังรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ 10 กิโลกรัม จากเดิม 5 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีระบบไฟส่องสว่างภายใน และพอร์ตชาร์จ USB เป็นฟังก์ชันเสริม ติดมาให้พร้อมกับเเร็คท้ายจากโรงงาน เครื่องยนต์ ทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย ยังคงเป็นเครื่องยนต์หนึ่งสูบแบบเดิมขนาด 350 cc โดยมีกำลัง 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ CVT แบบเเปรผันต่อเนื่องเเละสวิงอาร์มพาวเวอร์เซ็ตที่มีความแข็งแรงต่อแรงบิดสูง พร้อมรับรองมาตรฐาน Euro5+ รุ่นล่าสุด ทำให้ BMW C 400 X และ BMW C 400 GT