SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2025 Brembo ทุ่มงบซื้อกิจการทั้งหมดของ Ohlins ด่วน..ไฟไหม้ ! ล่าสุดผู้ผลิตระบบเบรกระดับโลกอย่าง 2025 Brembo ทุ่มงบซื้อกิจการ Ohlins Racing ทั้งหมดด้วยเงินมูลค่ากว่า 405 ล้านดอลล่าร์ (1.3 หมื่นล้านบาท) เพื่อเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาเทคโนโลยีระบบช่วงล่างในอุตสาหกรรมยานยนต์ และนับเป็นการดีลซื้อขายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา ด้วยการระดมทุนจากการถอนหุ้นทั้งหมดออกจากบริษัทยาง Pirelli และนับเป็นการยุติข่าวลือสำหรับการควบรวมกิจการระหว่างสองกลุ่มยักษ์ใหญ่ในอิตาลีอีกด้วย Matteo Tiraboschi ประธานกรรมการบริหารของ Brembo กล่าวว่า “Ohlins คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่จะมาช่วยสร้างรากฐานและขยายโปรดักท์สินค้าในตลาดยานยนต์ได้มากยิ่งขึ้น สำหรับการดีลในครั้งนี้ถือเป็นการก้าวไปอีกขั้น ในการมอบผลิตภัณฑ์โซลูชันที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของแต่ละเทคโนโลยีสำคัญต่าง ๆ เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์” “การเข้าร่วมกับ Brembo ในครั้งนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เปิดโอกาสใหม่ในการเติบโต พร้อมทั้งใช้จุดแข็งและทรัพยากรของเราร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างคุณค่ามากยิ่งขึ้นให้กับลูกค้าและพนักงานของเรา” Tom Wittenschlaeger ซีอีโอของ Ohlins Racing กล่าว Ohlins คาดการณ์ว่าจะมีรายได้ราว ๆ 144 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปีนี้ Ohlins คือผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบกันสะเทือนชั้นนำระดับโลกมากมาย อาทิ โช้คอัป กันสะบัด รวมถึงระบบซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นซัพพลายเออร์ให้กับการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อาทิ Formula 1 และ MotoGP เป็นต้น และยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีช่วงล่างอัจฉริยะรุ่นใหม่ ทั้งสำหรับใช้งานบนนท้องถนนและสนามแข่ง และตอกย้ำพันธกิจของ Brembo ในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับการขับขี่ในอนาคต โดยกลุ่ม Ohlins มีพนักงานประมาณ 500 คน และฐานการผลิต 2 แห่งทั้งที่สวีเดนและไทย รวมไปถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา 2 แห่ง และสาขาจัดจำหน่ายและทดสอบอีก 4 แห่งในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ไทย และสวีเดน เอาหล่ะครับ Brembo ซื้อ Ohlins เบรกที่ดีที่สุดกับระบบกันสะเทือนที่ดีที่สุดมาบรรจบกัน เราจะได้เห็นการพัฒนาระบบช่วงล่างที่ดีที่สุดเท่าที่มีมาก็เป็นไปได้ อย่างไรเบื้องต้นต้องรอลุ้น ว่าการดีลในครั้งนี้จะลงตัวหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Manuel Gonzalez ส่อโดนปลดเหตุพาดหัวธงชาติญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการแข่งขัน Moto2 เป็นอย่างมาก เมื่อนักบิดแดนกระทิงดุอย่าง ‘Manuel Gonzalez’ ที่สวมผ้าโพกศีรษะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นหรือ “ฮะจิมะกิ” ในระหว่างการแข่งขันที่โมเตกิ ทำให้ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์จากจีนแบรนด์ QJ Motor ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของทีม Gresini Racing ในการแข่งขัน Moto2 ได้สร้างความขัดแย้งด้วยการเรียกร้องให้ปลดนักบิดสัญชาติกระทิงดุออกจากทีมทันที ซึ่งทาง QJ Motor อ้างว่าทำให้ชาวจีนรู้สึกไม่พอใจจากกระทำดังกล่าว Gonzalez วัย 22 ปี ได้เฉลิมฉลองชัยชนะ Moto2 ครั้งแรกของเขาที่การแข่งขัน Japanese Grand Prix เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความสุขของนักแข่งชาวสเปนต้องถูกกลบด้วยกระแสวิจารณ์จาก QJ Motor หลังจากที่เขาสวมฮะจิมะกิบนกริดสตาร์ท ซึ่งผ้าโพกศีรษะแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น และความอดทนในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ทาง QJ Motor ไม่พอใจเป็นอย่างมากและเข้าใจว่าเป็นการเตือนถึงความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์ระหว่างจีน และญี่ปุ่น ด้วยเหตุช่วงสงครามโลกที่ทางญี่ปุ่นเคยไปรุกรานจีน ในแถลงการณ์ QJ Motor ยอมรับว่า “ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจเนื่องจากเขาเป็นนักแข่งชาวยุโรป และไม่ได้เข้าใจประวัติศาสตร์ของจีน แต่การกระทำนี้ได้ทำร้ายความรู้สึกของนักแข่งชาวจีนและประชาชนชาวจีน” ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายนี้ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของทีม Gresini Racing มาตั้งแต่ต้นฤดูกาล ได้แสดงความไม่พอใจโดยเรียกร้องให้ทีมตัดความสัมพันธ์กับนักบิดคนนี้ “Qianjiang Motorcycle ได้ดำเนินการเจรจาอย่างจริงจังกับทีม GRESINI ทันที โดยเรียกร้องให้ลบรูปภาพ และวิดีโอที่เกี่ยวข้องออกในทันที และให้ทีมยุติความร่วมมือกับนักแข่งโดยทันที” ถึงแม้ว่าสปอนเซอร์หลักของจีนจะไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าทางทีม Gresini Racing จะยอมทำตามข้อเรียกร้องของ QJ Motor หรือไม่ โดย Gonzalez เตรียมเข้าร่วมทีม Intact GP ในฤดูกาลหน้า ทำให้เหลือเพียงสี่สนามเท่านั้นในช่วงเวลาที่เหลือของเขากับ Gresini ดำเนินไปอย่างไรต่อไปก่อนการแข่งขันสนามถัดไปที่ ฟิลลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ประเด็นถกเถียงนี้สื่อให้เห็นถึงความซับซ้อน และความละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และการตีความที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ในขณะที่ฮาจิมากิถูกมองอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตกว่าเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะการต่อสู้ และน้ำใจนักกีฬา แต่มันกลับมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดในประเทศจีนที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานในช่วงสงครามโลก การแข่งขันสนามถัดไปของรายการ Moto2 จะลงแข่งขันในวันที่ 20 ตุลาคม 2567 ที่สนามฟิลลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย แข่งขันในเวลา 08.15น. (ตามเวลาประเทศไทย) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
Vespa S 125 i-Get 2024 เซอร์วิสง่าย ไม่เจ็บกระเป๋า ถ้าหากใครมองว่ารถเวสป้านั้น ดูหรู ดูแพง อันนั้นก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อเทียบกับแบรนด์รอยัลลิตี้ ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และที่สำคัญ สไตล์ของตัวรถโดดเด่นพิเศษ แถมยังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ทั่วโลกมานานนับศตวรรษ คุณคงปฏิเสธส่วนนี้ไม่ได้จริงๆ สำหรับรถ “เวสป้า” มันเป็นอะไรที่มากกว่าแค่รถธรรมดาทั่วไปเสียอีก มันมีสตอรี่ มันมีเรื่องราวที่น่าชวนหลงใหลให้ชาวเวสปีสตี้ได้มาร่วมสัมผัสกับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ที่แสดงถึงความเป็นตัวตนแบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งเวสป้านั้น มีวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาอย่างเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่ในยุคปี 60 ของชาวม็อด (วัยรุ่นอังกฤษในยุคก่อน ที่มักจะทำกิจกรรมร่วมกันหรือพบปะสังสรรค์ในช่วงสุดสัปดาห์) กลุ่มวัยรุ่นแนวคิดสุดโต่ง ที่ออกมาแสดงถึงความเป็นแฟชันนิสเข้ากับยุคสมัยในสไตล์ ร็อค แอนด์ โรล ในช่วงยุคเวลาของวงดนตรีชื่อดังตลอดกาลอย่าง เอลวิส พรีสลีย์ เกิดเป็นกลุ่มก้อนของกระแสแฟชันต่าง ๆ มากมายมานับไม่ถ้วน และยังถ่ายทอดความของงดงามแต่ละยุคสมัยจนมาถึงปัจจุบัน ผ่านตัวโมเดลเวสป้ามานับหลายต่อหลายรุ่น แต่ก็ยังไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์ของความคลาสสิกที่ให้กลิ่นอายของความสวยงามแบบรถอิตาลี ด้วยชุดสีของตัวรถเวสป้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีของตึกราบ้านช่องในเมืองทัสคานี เปรียบเสมือนหญิงสาวรูปงามจากอิตาลี ถ่ายทอดผ่านสู่โฉมโมเดลเวสป้าในทุก ๆ รุ่นหรือแม้กระทั่งเจ้าโมเดลรุ่นใหม่คันนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ให้รถเวสป้า เป็นโมเดลคันแรกของคุณ ให้รถเวสป้าเป็นโมเดลคันโปรดของคุณ กับ S 125 i-Get 2024 รุ่นโฉมใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมด้วยชุดสีสไตล์ลอฟ์ทโทนกับ Grey Materia และ White Innocenza สองสีสองสไตล์มาเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมในราคาสุดพิเศษเพียง 105,900 บาทเท่านั้น พร้อมรับชุด Welcome Kit ฟรี ไฟหน้าหกเหลี่ยม เรือนไมล์อนาล็อก ดิจิทัล บอดี้เหล็กรอบคัน โช้คหน้าแขนเดี่ยว พร้อมสปริงโช้คสีแดงดูทันสมัย มาพร้อมความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยตัวบอดี้ที่เป็นเหล็กทั้งคัน โลโก้ Vespa ประดับตามรอบคัน ผสมกับลวดลายกราฟิกออกแบบให้มีความหรูหราและทันสมัย ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม เน็กไทป์พร้อมบังแตร เรือนไมล์อนาล็อกผสมดิจิทัล และที่สำคัญโช้คแขนเดี่ยวพร้อมสปริงสีแดงผสมกับลวดลายของตัวล้อดูลงตัวและกลมกลืน ทั้งยังสะดวกสบายด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกติดตั้งมาให้ด้วย พอร์ตชาร์จไฟ USB Type A พร้อมช่องเก็บด้านหน้า ที่แขวนของอเนกประสงค์หน้า-หลัง ติดตั้งมาให้ใช้งาน และกล่องยูบ็อกซ์ที่สามารถใส่หมวกกันน็อกได้ครึ่งใบ พอร์ตชาร์จไฟ USB Type A ที่แขวนของเอนกประสงค์ กล่องยูบ็อกซ์ใต้เบาะ สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ครึ่งใบ มุดสบาย ใช้งานคล่องตัว ด้วยมิติตัวรถออกแบบมาในลักษณะให้ความคล่องตัวเป็นพิเศษ จึงไม่เป็นอุปสรรคปัญหาสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมือง แถมยังขับง่าย เครื่องยนต์ให้ความสมูทด้วยพิกัด 125 ซีซี มีอัตราเร่งที่นุ่มนวล ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองแล้ว ขี่ออกทริปก็ยังสนุกได้เช่นเดียวกัน เซอร์วิสง่าย ไม่เจ็บกระเป๋า ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงการบริการเซอร์วิสเจ้าเวสป้า S125 i-GET 2024 คันนี้ ว่าจะต้องเซอร์วิสอะไรบ้างในแต่ละครั้งและควรเซอร์วิสระยะที่เท่าไหร่ และตอนนี้เราอยู่ที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช กับศูนย์บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น และยังมีอะไหล่แท้ รวมถึงสินค้าเกรดพรีเมียมให้เลือกอีกหลายอย่าง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ค่าดูแลรักษา Vespa ไม่ได้แพงกว่าค่ายญี่ปุ่นในตลาดเลย แถมยังสามารถเข้าร้านประจำใกล้บ้านได้อีกด้วย แต่..!! จะขอแนะนำว่า ต้องเป็นร้านที่เคยทำ Vespa เป็นประจำ เพราะต้องใช้ความชำนาญของช่างด้วยส่วนนึง แต่ ถ้าเอาชัวร์ก็เข้าศูนย์ เวสป้า จะดีกว่า ควรตรวจเช็คอะไรบ้าง รายการ ระยะเซอร์วิส (กม.) น้ำมันเครื่อง / ไส้กรองน้ำมัน 5,000 / 10,000 กม. แบตเตอรี่ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี ไส้กรองอากาศ 10,000 กม. หรือ 1 ปี สายพาน ตรวจสภาพทุก ๆ 10,000 กม. น้ำมันเฟืองท้าย 10,000 กม. หัวเทียน 10,000 กม. หลอดไฟ เมื่อเปิดไม่ติดหรือหลอดขาด ผ้าเบรก ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และครั้งนี้เราก็ได้ทำการฟูลเซอร์วิสรถเวสป้าคันนี้ ซึ่งอะไหล่แต่ละอย่างที่นำมาเปลี่ยนก็เป็นของแต่งซิ่งจากทางร้านทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเฟืองท้าย Silkolene BS แบตเตอรี่ กรองน้ำมันและผ้าเบรกหน้า-หลัง Ferado กับราคาค่าใช้จ่ายในการเซอร์วิสระยะ 10,000 กม. ราว ๆ ไม่ถึง 6

KTM New TFT Display จอใหม่ ใหญ่เท่า iPad KTM New TFT Display เทคโนโลยีใหม่จากค่าย KTM พร้อมสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์แบบใหม่ และหน่วยการเชื่อมต่อใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับ HMI (Human-Machine Interface) หรือ อุปกรณ์แสดงผลที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปสู่ความสามารถในการใช้งานที่เหนือชั้น ซึ่งคาดว่าจะทยอยนำมาใช้ในรุ่นล่าง ๆ ในอนาคต KTM New TFT Display มีด้วยกันสองรูปแบบ ได้แก่ รุ่น V80 ขนาดหน้าจอ 8.0 นิ้ว เป็นหน้าจอในรูปแบบแนวตั้ง และรุ่น H88 ที่มีขนาดหน้าจอ 8.8 นิ้ว เป็นจอในรูปแบบแนวนอน ซึ่งหน้าจอของทั้งสองรุ่นมีความละเอียดเท่ากันอยู่ที่ 1280×720 พิกเซล และสามารถทัชสกรีนได้ พร้อมกับเทคโนโลยีจอแบบ Bonded ที่มีเทคโนโลยีการเคลือบป้องกันแสงสะท้อน ป้องกันรอยนิ้วมือ และป้องกันแสงจ้า ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจนจากทุกมุมมอง และฟังก์ชันทัชสกรีนที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถใช้งานได้ทั้งแม้กระทั่งสวมถุงมือ โดยสามารถแสดงสีได้ถึง 256,000 สี ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนเกือบ 4 เท่า ทำให้คงรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบในทุกสภาพแสง หน้าจอสามารถปรับแต่งได้เองตามความถนัดของผู้ขับขี่ พร้อมตัวเลือกการจัดหน้าจอ 5 รูปแบบ มีตัวเลือกหน้าจอที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ฟังก์ชันหลักได้ตามต้องการ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ การนำทางด้วยแผนที่ รายการโปรด หรือการเล่นเพลง รวมทั้งยังมีโหมดที่แสดงข้อมูลพื้นฐานเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยตอนนี้มีปุ่มสำหรับเลือกโหมดการขับขี่ A/M (อัตโนมัติ/แมนนวล) สำหรับรุ่นที่ติดตั้งระบบ AMT จอยสติ๊ก 5 ทิศทางพร้อมปุ่มย้อนกลับ ปุ่มควบคุมระบบครูซคอนโทรล สวิตช์ไฟ และปุ่มสตาร์ท และปุ่มแพดเดิ้ลชิฟต์แบบใหม่ที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับรุ่นที่ไม่มีระบบ AMT ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง การเปิด/ปิดการอุ่นมือจับ การอุ่นเบาะนั่ง และไฟตัดหมอก ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ และปุ่มทั้งหมดนี้ยังมีไฟส่องสว่าง และการออกแบบกราฟิกที่วางในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายในทุกสภาพการขับขี่ ระบบนำทางด้วยแผนที่ออฟไลน์ที่ถูกติดตั้งมาในจอใหม่นี้ ทำให้สามารถใช้งานนำทางแบบเรียลไทม์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนเส้นทางในการขับขี่จากจุด A ไปยังจุด B หรือไปตามจุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น ระบบ CCU3.0 ที่มาพร้อมกับจอที่ถูกพัฒนาใหม่จะทำให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทำได้อย่างราบรื่นทุกครั้งที่มีการสตาร์ทรถ ง่ายชนิดที่ว่าถ้าผู้ขับขี่ฟังเพลงค้างไว้บนมือถือ แล้วมาสตาร์ทรถเพลงนั้นจะเด้งมาที่หน้าจอกลาง และสามารถเล่นเพลงต่อได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดจากโทรศัพท์ได้ การมาของเทคโนโลยีหน้าจอใหม่นี้จะทำให้การอัปเดตซอฟต์แวร์ระบบของมอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในช่วงแรกการอัปเดตซอฟต์แวร์ทั้งหมดจะต้องดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายของ KTM ก่อน แต่ในอนาคตสามารถอัปเดตผ่านระบบ Over-the-Air (OTA) ได้โดยตรงไปยังมอเตอร์ไซค์ คุณสมบัติเด่น ระบบปฏิบัติการ Android Automotive รองรับการสตรีมแอปพลิเคชันจากสมาร์ทโฟนไปยังแผงหน้าปัด รองรับการอัปเดตระบบ Over-the-Air ในอนาคต หน่วยความจำของระบบขนาด 32 GB มาพร้อม RAM ขนาด 3 GB รองรับ IoT (Internet of Things) eSim ระบบ GPS Bluetooth Wi-Fi ฟังก์ชันการควบคุมระดับเสียงของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ แผงหน้าปัดที่พัฒนาใหม่นี้ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในมอเตอร์ไซค์ แต่ยังเปิดประตูสู่ยุคของเทคโนโลยีแบบเต็มรูปแบบ เมื่อจับคู่กับ DNA “READY TO RACE” ของ KTM จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาดให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น KTM TFT ที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปใช้กับรถรุ่นเรือธงในปี 2025 โดยคาดว่าจะมาในรุ่น 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO ที่จะเปิดตัวใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะทยอยนำมาใช้ในรุ่นล่าง ๆ ในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha YZF R7 อัพสเปค เพิ่มสีใหม่ 2025 Yamaha YZF R7 อีกหนึ่งโมเดลที่เปิดตัวใหม่เช่นเดียวกับน้องใหม่ในตระกูล R-Series อย่าง R9 เท่านั้น แน่นอนว่าคันนี้เองก็มีดีกรีร้อนแรงไม่แพ้รุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง พิกัด 700CC (CP2) มาพร้อมสีสันใหม่ เปิดราคาโมเดลใหม่ที่ 9,199 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 309,000 บาท เครื่องยนต์สองสูบจี๊ดจ๊าดถึงใจ ขุมพลัง CP2 พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี DOHC มอบพลังและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจและแท้จริงในแบบ Supersport เพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ช่วยให้มีแรงบิดที่ต่อเนื่องเพื่อการเร่งที่เร้าใจ และลดการสั่นสะเทือน ช่วงล่างปรับใหม่ มั่นใจทุกโค้ง ระบบกันสะเทือนหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่มีการปรับอัตราสปริง และการหน่วงอย่างเหมาะสม เพื่อให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง ระบบช่วงล่างด้านหลังมาแบบระบบโช้คเดี่ยว Monocross สามารถปรับพรีโหลดสปริง และให้ความสมดุลที่ดีเยี่ยมระหว่างขับขี่ โดยช่วงออกแบบมาให้สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการขี่ในสนามแข่ง ในส่วนของระบบเบรกแน่นอนว่าเป็นระบบเบรก OEM จากโรงงานที่มีประสิทธิภาพการเบรกไม่แพ้ค่ายดัง ระบบ Assist slipper clutch สามารถช่วยลดแรงกดที่ก้านคลัตช์ขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยให้เชนจ์เกียร์ไว ไม่กระชาก ให้ความรู้สึกที่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ให้ประสบการณ์การขับขี่แบบ Supersport ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Quick Shift System (QSS) ที่ทำให้การเข้าเกียร์ไหลลื่นมากยิ่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องกำคลัตซ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้มากับ YZF-R7 2025 Yamaha YZF R7 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ CP2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Assist Slipper clutch ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 ยางหลัง 180/55 ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับ ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ ขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คหลังเดี่ยว ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ ร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 130 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก OEM จากโรงงาน เบรกหลัง ดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอต กว้าง X ยาว X สูง 706 x 2,070 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,394 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 134 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. น้ำหนักรถ 187.7 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12.8 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้

Yamaha PW50 2025 ปลุกความเป็นไบค์เกอร์ให้ลูกคุณ Yamaha PW50 มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในตลาดมอเตอร์ไซค์เด็ก และในปี 2025 นี้ Yamaha ยังคงรักษาความเป็นมาตรฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ระดับเริ่มต้น โดย PW50 รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์แรกกับมอเตอร์ไซค์ในรูปแบบที่ปลอดภัย เรียบง่าย และสนุกสนาน ดีไซน์เหมาะกับวัยจิ๋ว จุดเด่นสำคัญ คือการออกแบบที่เรียบง่าย และเหมาะสมกับเด็ก ด้วยที่นั่งที่มีความสูงเพียง 18.7 นิ้ว ทำให้เด็ก ๆ สามารถนั่ง และวางเท้าทั้งสองข้างถึงพื้นได้อย่างมั่นคง ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ที่เป็นเด็กเล็ก กราฟิก และดีไซน์ของตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจากทีม Yamaha Racing ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงความเป็นมือโปร “มือโปร” ให้กับผู้ขับขี่รุ่นจิ๋ว แม้ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็ก แต่ก็ยังคงรักษาความรู้สึกของความเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์ที่จริงจัง เช่นเดียวกับรุ่นพี่ใหญ่ในตระกูล Yamaha Off-Road เครื่องยนต์สองจังหวะสำหรับเด็ก PW50 2025 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 49 ซีซี แบบ 2 จังหวะ เครื่องยนต์นี้มีการออกแบบให้ขับเคลื่อนได้อย่างนุ่มนวล และควบคุมได้ง่าย ทำให้เด็ก ๆ สามารถเริ่มต้นเรียนรู้การขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบังคับที่ซับซ้อน เครื่องยนต์ขนาดเล็กนี้ไม่เพียงแต่มีพละกำลังเพียงพอสำหรับการขับขี่แบบเบา ๆ บนทางดินหรือเส้นทางวิบาก แต่ยังทำให้ผู้ที่ขับขี่เป็นครั้งแรกสามารถขับขี่ได้ง่าย เพราะสามารถให้แรงบิดที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกหวาดกลัว เครื่องยนต์ที่ปรับจูนมาอย่างดี ทำให้ PW50 สามารถขับได้อย่างสนุกและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กที่ต้องการประสบการณ์แรกกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ PW50 เป็นที่นิยม คือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ “twist-and-go” ซึ่งผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์ เพียงแค่บิดคันเร่งรถจะเคลื่อนที่ไปได้ในทันที ระบบนี้ช่วยลดความซับซ้อนในการขับขี่ และทำให้เด็กสามารถมีสมาธิในการเรียนรู้การควบคุมตัวรถได้มากขึ้น การออกแบบนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการให้ความรู้สึกของการควบคุมมอเตอร์ไซค์ที่แท้จริงกับการลดความซับซ้อนในการใช้งาน ทำให้ผู้ขับขี่รุ่นเล็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและสนุกสนาน ความปลอดภัยและการบำรุงรักษาที่ง่าย ความปลอดภัยเป็นหัวใจหลักของ Yamaha PW50 ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่มาพร้อมการปิดครอบอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษา และยังเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่เด็กเมื่อเทียบกับระบบโซ่ที่อาจมีความเสี่ยงในบางสถานการณ์ นอกจากนี้ PW50 ยังมาพร้อมกับระบบเบรกแบบดรัมทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ให้การหยุดรถอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 40 กิโลกรัมนิด ๆ ทำให้เด็ก ๆ สามารถควบคุมรถได้ง่าย ไม่รู้สึกว่ารถหนัก หรือขับขี่ยากเกินไปบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ ระบบกันสะเทือนและการขับขี่ที่นุ่มนวล สำหรับการขับขี่บนทางวิบากหรือทางที่ไม่เรียบ PW50 ได้รับการติดตั้งระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ telescopic fork ขนาด 26 มม. พร้อมระยะยุบ 2.4 นิ้ว และระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบสวิงอาร์มพร้อมระยะยุบ 2.0 นิ้ว แม้ว่าระบบกันสะเทือนจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหญ่ แต่ก็เพียงพอที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลให้กับเด็กๆ โดยที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าการขับขี่นั้นแข็งกระด้าง ความจุถังน้ำมัน ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลิตร ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ในระยะทางสั้น ๆ มากกว่าการเดินทางระยะไกล แต่เพียงพอสำหรับการใช้งานในสวนหลังบ้านหรือพื้นที่ฝึกซ้อมเล็กๆ ด้วยเครื่องยนต์สองจังหวะที่ประหยัดน้ำมัน ผู้ปกครองสามารถมั่นใจได้ว่าการเติมน้ำมันจะไม่บ่อยเกินไป และยังคงสามารถสนุกกับการขับขี่ได้เป็นเวลานานต่อการเติมครั้งเดียว ราคาที่เป็นมิตร สำหรับมอเตอร์ไซค์จิ๋วคันนี้ตั้งราคาจำหน่ายที่ประมาณ 1,849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 62,015 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับมอเตอร์ไซค์เด็กที่มีประสิทธิภาพ และความทนทานระดับนี้ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการให้ลูกหลานเริ่มต้นในการทดลองขี่รถมอเตอร์ไซค์ ด้วยการออกแบบที่ทนทาน และระบบการขับขี่ที่เรียบง่ายทำให้ PW50 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเรียนรู้ในระยะยาว สรุป Yamaha PW50 2025 ยังคงรักษามาตรฐานการเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็กที่ยอดเยี่ยม ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย ความง่ายในการใช้งาน และการบำรุงรักษาที่ต่ำ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งแรกที่สนุกและปลอดภัยให้กับลูก ๆ ได้อย่างเเน่นอน Yamaha PW50 2025 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 49 ซีซี แรงม้า N/A แรงบิด N/A ระบบวาล์ว ลิ้นปีกผีเสื้อ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 40 x 39.2 มม. อัตราส่วนการอัด 6.0 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์อัตโนมัติแบบ Centrifugal ระบบจุดระเบิด CDI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง คาร์บูเรเตอร์ VM12 ยางหน้า 2.50 – 10 4PR ยางหลัง 2.50 – 10

สเปค Yamaha R9 2025 สเปค จัดเต็ม พร้อมจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งในบทความนี้เต็มไปด้วยสเปคและรายละเอียดต่าง ๆ รวมไปถึงราคาที่สาวกควรรู้

2025 Yamaha YZF R9 ขี่ง่าย พร้อมออฟชั่นจัดเต็ม 2025 Yamaha YZF R9 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ รถในตระกูล R-series สปอร์ตไบค์จากค่ายซ้อมเสียง ‘Yamaha’ สปอร์ตฟูลแฟริ่ง 3 สูบ เครื่อง CP3 ปรับจูนใหม่ เกียร์ 6 สปีด ดีไซน์การออกแบบที่เน้นความคล่องตัว เบา ขี่ง่ายพร้อมออฟชั่นจัดเต็ม ปีกวิงก์เล็ต เพิ่มกลิ่นอายของความเป็น MotoGP ตามรอยพี่ใหญ่ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้อย่าง Yamaha YZF R1 ที่ติดตั้งมาจากโรงงาน โดยมีหลักการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ช่วยในเรื่องของ Aero dynamic ในส่วนของช่วงล่างเรียกได้ว่า YZF R9 ที่เปิดตัวใหม่นี้ให้มาแบบจัดเต็มโดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Up Side Down จาก KYB ที่สามารถปรับได้อย่างเต็มระบบ ตามสไตล์การใช้งานของผู้ขับขี่ พร้อมปั้มเบรก Brembo Stylema 4 พอต ตัวจบยอดนิยมที่ใส่กันในรถระดับรถซูเปอร์ไบค์ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหลัง มีกระปุก Sub tank สามารถปรับได้ นิ่ง หนึบ เอาอยู่ทุกสถานการณ์ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ครบ ดูง่าย สบายตา ไม่เพียงแค่นั้นรถคันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชัน Y-TRAC สีสันที่วางจำหน่าย Icon Blue (สีน้ำเงิน) Tech Black (สีดำ) โมเดลใหม่ที่เปิดตัวมานี้หวังว่าจะถูกใจแฟน ๆ ตระกูล R-Series ไม่น้อย โดยจะเริ่มทำการตลาดทางฝั่งทวีปยุโรปก่อน สำหรับสเปคละเอียดของ Yamaha YZF R9 แฟน ๆ อดใจรอนิดเดียวเดี๋ยวมาแน่ ติดตามได้เลยทาง Superbike Thailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Morini Calibro 700 รถอิตาลี แต่เครื่องไชนีส โมโตโมรินี แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่จากประเทศอิตาลี ที่ตอนนี้ถูกพัฒนาโดยประเทศจีน ได้ทำการเปิดตัว Moto Morini Calibro 700 ครุยเซอร์ไบค์ขนาดกลางที่มาพร้อมความคล่องตัว และความทนทาน ซึ่งพร้อมจำหน่ายในยุโรปแล้ว โดยเปิดตัวมาทั้ง 2 รุ่นทั้งตัวธรรมดา และรุ่น Gagger ที่มาพร้อมปี๊บสองข้างซ้ายขวาเอาใจไบค์เกอร์สายออกทริป เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ หล่อ คล่องตัวทุกสถานการณ์ เพลทโลโก้ด้านข้างถังน้ำมัน ไฟแบบ Full LED สว่างชัด ทุกการมองเห็น เบาะนั่งแบบสองตอน สบายทั้งคนขี่ และคนซ้อน ช่องเสียบ USB ด้านข้างตัวรถ กระเป๋าข้างขนาด 19 ลิตร (เฉพาะรุ่น Bagger) ชิลด์หน้าดีไซน์ Batwing สไตล์รถอเมริกัน (เฉพาะรุ่น Bagger) Moto Morini Calibro 700 ข้อมูล และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ Parallel-twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 693 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 8 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 68 แรงม้าที่ 6,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 67.7 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83 x 64 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ขนาดแกน 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพด้านหลังแบบคู่ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมปั้มเบรกแบบ 2 พอต ขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมปั้มเบรกแบบ 1 พอต ขนาด 225 มม. ยางหน้า 130/70-R18 ยางหลัง 180/65-R16 กว้าง X ยาว X สูง 860 x 2220 x 1190 มม. ระยะฐานล้อ 1,490 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 718 มม. ความจุถังน้ำมัน 13 ลิตร น้ำหนักรถ 199.5 กิโลกรัม เทคโนโลยี ระบบเบรกความปลอดภัย ABS Traction Control ระบบไฟ LED รอบคัน ช่องชาร์จไฟ USB-Type A เรือนไมล์อนาล็อก + LCD สีสันที่วางจำหน่าย Fire Red (สีแดง เฉพาะรุ่น Standard) Shark Grey (สีเทา เฉพาะรุ่น Standard) สีดำ (เฉพาะรุ่น Bagger) โดยราคาวางจำหน่ายของ Calibro 700 อยู่ที่ $5,999 ดอลล่าร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 201,000 บาท และ Calibro 700 Bagger อยู่ที่ $6,799 ดอลล่าร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ

MotoAmerica รอดสนามนี้ได้ สนามอื่นก็หวานหมู MotoAmerica อีกหนึ่งการแข่งขันที่ได้ใจชาวอเมริกันแบบถล่มทลาย โดยนิยามของคำว่า ‘ซูเปอร์ไบค์’ หมายถึง มอเตอร์ไซค์ทรงสปอร์ตที่มีสมรรถนะสูง แต่ในปัจจุบันการแข่งรถในระดับซูเปอร์ไบค์บนท้องถนนมีขึ้นมากมายทั่วโลก โดยความนิยมของชื่อนี้ต้องย้อนไปในปี 1976 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งการแข่งขัน AMA Superbike Championship ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Moto America Superbike ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่ารถคลาสซูเปอร์ไบค์ จะได้รับความสนใจจากแฟน ๆ และภายในระยะเวลาไม่กี่ปีความนิยมของการแข่งขันประเภทนี้ก็พุ่งแซงหน้าคลาสการแข่งอื่น ๆ ทั้งหมดในอเมริกา นอกจากนี้ยังสร้างนักแข่งระดับแนวหน้าของวงการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกด้วย จนถึงช่วงกลางยุค 1980 ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า AMA ซูเปอร์ไบค์ และนักแข่งดาวเด่นของรายการ คือสิ่งที่แฟน ๆ ตั้งหน้าตั้งรอที่จะได้เข้ามาชมการแข่งขัน เพียงแค่สิบกว่าปีหลังจากที่ก่อตั้งขึ้นการแข่งซูเปอร์ไบค์ การแข่งขันนี้ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก จน FIM ได้จัดตั้งการแข่งขัน World Superbike Championship ในปี 1988 และในปีนั้นแชมป์โลกซูเปอร์ไบค์คนแรก ได้แก่ Fred Merkel. กับฉายา “นักแข่งรถฮีโร่ชาวอเมริกัน“ MotoAmerica การแข่งขันในยุคแรก การแข่งขันซูเปอร์ไบค์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงต้นถึงกลางยุค 1970 มีมอเตอร์ไซค์หลากหลายค่ายที่ร่วมเข้ามาแข่งขันกันไม่ว่าจะเป็น Honda CB750, Kawasaki Z1, Norton Commando, Triumph Bonneville, BMW R90S, Ducati 750SS รวมถึงรถสองจังหวะของ Yamaha, Kawasaki และ Suzuki ถูกผลิตจากโรงงานด้วยสมรรถนะที่มีพละกำลังมหาศาล และการควบคุมที่ดีขึ้นจนไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพได้เต็มที่บนท้องถนน ด้วยเหตุนี้ ผู้ขับขี่ในยุค Baby Boomer จึงเริ่มนำมอเตอร์ไซค์ของพวกเขามาปรับแต่ง ติดตั้งสายล็อกเพื่อความปลอดภัย ติดป้ายหมายเลข และออกมาแข่งบนสนามแข่งกันมากขึ้นจนเป็นประวัติการณ์ การแข่งขัน Laguna Seca Raceway 1973 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อผู้จัดการแข่งขันอย่าง เกวิน ทริปป์ และ บรูซ ค็อกซ์ ได้เชิญกลุ่มนักแข่งรถโปรดักชั่นมายังสนาม Laguna Seca Raceway ในเดือนกรกฎาคมปี 1973 เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน AMA National Road Race ในคลาส Heavyweight Production โดยผู้ชนะในการแข่งขันนั้นคือ อีวอน ดูฮาเมล ที่ชนะ สตีฟ แมคลาฟลิน ซึ่งทั้งคู่ขี่ Kawasaki Z1 ส่วน ไมค์ คลาร์ก ชนะในคลาส Lightweight Production ด้วย Yamaha RD350 การแข่งขันดังกล่าวได้รับความนิยมมากจากแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ทำให้การแข่งขันนี้ได้ถูกจัดการแข่งขันขึ้นอีกครั้งในปี 1974 ซึ่งในปีนั้นการแข่งโปรดักชั่นยังได้ขึ้นปกนิตยสาร Cycle News โดยมีพาดหัวว่า ‘Superbike National’ และทำให้การแข่งขันรถในคลาสซูเปอร์ไบค์ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในปี 1975 Daytona และ Ontario ได้ทำการเพิ่มการแข่งขันรถในคลาส Superbike Production ในตารางการแข่งขัน เพราะทาง AMA ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อความนิยมที่เพิ่มขึ้นของคลาสนี้ได้อีกต่อไป ด้วยการแข่งขันที่มีความตื่นเต้น เร้าใจ ทำให้มีการรายงานข่าวอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องมากยิ่งขึ้นของการแข่งขัน AMA Superbike ในนิตยสาร Cycle News อย่างต่อเนื่อง ทำให้ คุก นีลสัน และ ฟิล ชิลลิง บรรรณาธิการของ Cycle News นิตยสาร มีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานแฟนคลับจำนวนมากให้กับคลาสการแข่งรถบนถนนรูปแบบใหม่นี้ ค่ายรถยุโรป VS ญี่ปุ่น รถมอเตอร์ไซค์สำหรับการแข่งขันจากแดนซามูไรอย่าง ‘ประเทศญี่ปุ่น’ มักจะมีจุดเด่นในด้านของพละกำลังเพราะมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และมีหลายสูบ แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของการควบคุม ซึ่งตรงจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบที่มอเตอร์ไซค์ยุโรปจริงที่มีกำลังน้อยกว่า แต่มีเสถียรภาพในการควบคุมมากกว่าอย่าง BMW R90S, Ducati 750SS และ Moto Guzzi 850 Le Mans รถมอเตอร์ไซค์จากค่ายยุโรปทั้ง 3 คันที่กล่าวไป

2025 Ducati Scrambler 2 รุ่นใหม่ ดุ เข้ม สปอร์ต อิตาลี เผยโฉมออกมาแล้วอย่างเป็นทางการกับ Ducati Scrambler โมเดลปี 2025 ที่ออกมาพร้อมกันถึงสองรุ่น ได้แก่ โมเดลรหัส Icon dark และ Full Throttle ซึ่งทั้งสองโมเดลที่เปิดพร้อมกันมานี้มีการใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดเท่ากันคือ 803 ซีซี ซึ่งได้รับการปรับแต่งอย่างสมบูรณ์เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเสีย Euro 5+ แต่ก็สามารถสร้างความสนุกเร้าใจได้ตลอดการเดินทาง โดยทั้งสองรุ่นที่ปล่อยออกมาจะแตกต่างกันก็เพียงกราฟิก และรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น Ducati Scrambler ‘ICON DARK’ ดีไซน์การออกแบบของ Ducati Scrambler ‘ICON DARK’ มาแบบเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ด้วยกราฟิกสีดำที่ดูสะอาดตา พร้อมถังน้ำมันทรงหยดน้ำสุดคลาสสิก และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มากับรถคันนี้ทุกอย่างเป็นสีดำ ไม่ว่าจะเป็นแผงด้านข้าง ล้อ เฟรม ฝาครอบคลัตช์ และฝาครอบสายพานแคม ที่ถังน้ำมันมีโลโก้ Ducati คลาสสิกที่ถูกสลักอยู่ในปีก Ducati พร้อมด้วยไฟหน้า LED ทันสมัย แฮนด์บาร์ทรงคลาสสิก และหน้าจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 4.3 นิ้วที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับ ICON DARK ยิ่งไปกว่านั้นโมเดลนี้ยังรองรับการติดตั้ง ควิกชิฟเตอร์ (ชุดแต่งเพิ่มเติม) อีกด้วย ล้อแม็กสีดำ เพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต เพลทโลโก้ข้างถังน้ำมัน เบาะแต่ง กับลวดลายสุดเท่ Ducati Scrambler ‘FULL THROTTLE’ ดีไซน์การออกแบบของ Ducati Scrambler ‘FULL THROTTLE’ ตัวรถมาในสีดำเช่นกัน พร้อมอุปกรณ์ไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มรูปแบบ ระบบท่อไอเสียจาก Termignoni และระบบเกียร์แบบ Quickshifter ขึ้น-ลง แฮนด์บาร์ที่ต่ำลงเพื่อท่าทางการขับขี่ที่สปอร์ตยิ่งขึ้นโลโก้บนถังน้ำมันแสดงคำว่า Scrambler Ducati ด้วยตัวอักษรที่ทันสมัยและโดดเด่น เบาะนั่งถูกออกแบบมาให้มีความสอดคล้องตามหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น พร้อมหมายเลข 62 ขนาดใหญ่ถูกสลักไว้บนแผงด้านข้าง เพื่อเป็นการระลึกถึงถึงปี 1962 ที่เป็นปีของ Scrambler Ducati ถือกำเนิดขึ้น ล้อแม็กสีทองสวย โดดเด่น #62 เพื่อระลึกถึง Ducati Scrambler รุ่นแรกในปี 1962 ระบบเกียร์แบบ Quickshifter หน้าจอ TFT ขนาด 4.3” 2025 Ducati Scrambler สเปคและรายละเอียดอื่น ๆ Ducati Scrambler ‘ICON DARK’ Ducati Scrambler ‘FULL THROTTLE’ เครื่องยนต์ Desmodromic แบบ L-twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ Desmodromic แบบ L-twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 803 ซีซี 803 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 88 x 86 มม. 88 x 86 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1:1 11.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด 6 สปีด พร้อมระบบ Ducati Quick Shift ระบบจ่ายเชื้อเพลิง

SBAY Flying คาเฟ่เรเซอร์ขุมพลังฮาร์ลีย์ SBAY Flying สำนักแห่งการคัสตอมรถของคนมีเงินจากประเทศสเปน ที่มีผลงานการคัสตอมรถมาแล้ว อาทิ Omega มอเตอร์ไซค์ระบบสวิงอาร์มหน้า และ Custom ‘Jerry’ โดยในครั้งนี้ก็ได้ทำการยกเครื่องของ Harley-Davidson ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ Perfomance ในโมเดล Milwaukee 8 (มิลวอคกี้-เอจท์) ออกมาเป็น SBAY Flying เป็นรถในอีกหนึ่งโมเดลที่ได้รับการออกแบบอย่างโดดเด่น ผสมผสานระหว่างสมรรถนะ ความสะดวกสบาย เข้าด้วยกัน จะเน้นไปที่ความสปอร์ต น้ำหนักเบา ควบคู่ไปกับท่าทางการขับขี่ที่สบาย จึงเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มอบประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ขับขี่ การดีไซน์ของรถคันนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อความคล่องตัว โดยมีระยะระยะฐานล้อเพียงแค่ 1,420 มม.ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว และการขับขี่ที่ง่ายดาย วัสดุที่เลือกใช้ในรถคันนี้มีการผสมผสานเฉพาะส่วนประกอบที่ดีที่สุด ไม่เพียงแค่ช่วยให้มั่นใจในการขับขี่ แต่ทำให้ผู้ขับขี่ได้เข้าถึงประสิทธิภาพระดับสูงสุด อีกทั้งยังมีความทนทานอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญสำหรับผู้ขับขี่ที่กำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น โดยรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 3 เครื่องยนต์ Milwaukee 8 แบบ V-Twin เป็นเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงจาก Harley-Davidson ทำมุม 45 องศา 4 วาล์วและ 2 หัวเทียนต่อสูบ แคมเดี่ยว เครื่องยนต์มีการปรับแกนสมดุลเพื่อลดการสั่นสะเทือน และในเครื่องยนต์นี้จะมีรหัสที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในความต่างนั้นก็จะมีความแรงที่แตกต่าง และราคาที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน Milwaukee 8 รหัส 107″ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,754 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 86 แรงม้าที่ 5,200 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 144 นิวตันเมตร มีราคาอยู่ที่ 74,600 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,683,500 บาท Milwaukee 8 รหัส 114″ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,868 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 5,200 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 155 นิวตันเมตร มีราคาวางขายอยู่ที่ 76,900 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,763,000 บาท Milwaukee 8 รหัส 117″ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,917 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 102 แรงม้าที่ 5,200 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 168 นิวตันเมตร มีราคาวางขายอยู่ที่ 80,400 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,887,800 บาท โดยในทุกรุ่นย่อยมาพร้อมกับโช้คอัพหน้า Ohlins Hydraulic Fork, สวิงอาร์มด้านหลังแบบธรรมดา, ล้ออัลลอยจาก Haan Spoke และรายละเอียดอื่น ๆ ดังนี้ ความสูงเบาะ 780 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ขนาดล้อ และยางหน้า 120/70-17 ขนาดล้อ และยางหลัง 190/50-17 ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร น้ำหนักรถ 212 กิโลกรัม ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบกันสะเทือนหน้า Ohlins Hydraulic fork ระบบกันสะเทือนหลัง Ohlins TTX progressive ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่จาก HEL 4 พอตขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวจาก HEL 2 พอตขนาด 220 มม. ระบบไฟ Full LED เทคโนโลยี เทคโนโลยีระบบเบรก ABS ภาพจุดที่น่าสนใจ สรุป SBAY Flying ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจของรถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ โดยให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะ และการออกแบบดีไซน์ โดยผู้ที่ชื่นชอบรถในสไตล์นี้จะต้องหลงไหลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ

มีวันนี้เพราะพี่ให้ ! อาคอสต้าดีใจ ได้อาโจ้คุมทีม Pedro Acosta กล่าวกับสื่อไม่มีใครพร้อมที่จะพา KTM คว้าแชมป์ MotoGP ได้มากไปกว่า “บุคคลพิเศษ” อย่าง Aki Ajo ที่ได้รับตำแหน่งเข้ามาคุมทัพใน MotoGP ฤดูกาลหน้า หลังจากที่มีการคาดเดาออกไปต่าง ๆ นานา ว่าผู้จัดการทีมคนถัดไปของ KTM คือใคร เพราะมีข่าวออกมาก่อนการแข่งขันที่อินโดนีเซียนกรังด์ปรีซ์ Francesco Guidotti จะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2024 และก็มีการประกาศออกมาอย่างเป็นการทางการว่าคนที่จะมารับหน้าที่แทนก็คือ Aki Ajo Aki Ajo ประสบความสำเร็จกับ KTM ในปี 2012 เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์โลก Moto3™ ครั้งแรกกับ KTM RC4 ทีม Red Bull KTM Ajo ได้แชมป์อีกสองรายการในรุ่นนี้ (ในปี 2016 กับ Brad Binder และปี 2021 กับ Pedro Acosta) อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับการพัฒนาความสามารถของนักแข่งจาก Red Bull MotoGP Rookies Cup ในการแข่งขัน Moto3 ของ Ajo ที่ช่วยให้ผลักดันนักแข่งก้าวขึ้นสู่การแข่งขันในระดับ MotoGP หลังจากที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่า Aki Ajo จะเข้ามารับหน้าที่คุมทัพ Red Bull KTM Factory Racing MotoGP สำหรับปี 2025 เปโดร อาคอสต้าได้พูดถึงความรู้สึกที่ได้กลับมาร่วมงานกับกุนซือคนนี้อีกครั้ง “ผมดีใจมาก ๆ ที่ได้ยินข่าวดีข่าวนี้ ผมคิดว่าไม่มีใครในแพดด็อกนี้ที่เตรียมพร้อมเพื่อเป้าหมายในการต่อสู้เพื่อคว้าแชมป์ MotoGP อีกทั้งเขายังเป็นคนที่เคยช่วยเหลือผมเยอะมากในอดีต และผมชอบความตรงไปตรงมาของเขามาก และผมคิดว่าเราจะเป็นคู่หูที่ดีต่อกัน” สำหรับการแข่งขันสนามถัดไปของ MotoGP จะแข่งขันที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม เวลา 12.00น. (ตามเวลาประเทศไทย) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Husqvarna Vitpilen 801 สตรีทไบค์ไซส์กลาง ไฟหน้าดวงอาทิตย์ นี่อาจจะเป็นโรดสเตอร์สุดพิเศษในฝันของไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน รวมกระทั่งตัวแอดมินเองด้วย กับ 2025 Husqvarna Vitpilen 801 สตรีทแมชชีนทรงโมเดิร์นขนาดไซส์กลางจากสวีดีช กับภาพลักษณ์ดูโดดเด่นด้วยการออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ดูมีเสน่ห์ ดูสวยงามและน่าหลงใหล เสมือนสาวสวยในต่างแดนที่มีรูปร่างสัดส่วนเพรียวบาง มีนัยตาคมกริบ จนคุณอยากจะได้มันมาครอบครองเลยหล่ะ 2025 Husqvarna Vitpilen 801 ไฟกลม ทรงดวงอาทิตย์ ด้วยเสน่ห์ที่น่าจับตามองกับความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยไฟหน้าแบบ LED ยื่นออกด้านหน้าในองศาขนานเดียวกับกับตัวโช้ค ซึ่งถูกแบ่งเป็นสปอร์ตไลท์ไฟกลมขนาดใหญ่บริเวณตรงกลาง ล้อมเส้นวงกลมด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในลักษณะวงแหวนเพื่อให้ดูเป็นเอกลักษณ์ ตัวบอดี้มีลักษณะเพรียวบางผิดรูปกับไซส์มาตรฐานของรถมิดเดิ้ลเวทคลาส และโครงสร้างจากเหล็กโครเมียมโมลิบดีนัมที่ถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีไฮดรอฟอร์ม (งานเลเซอร์คัตด้วยมือกลอัจฉริยะ) ด้วยลักษณะดังกล่าวนั้นส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 180 กก.เท่านั้น รูปร่างเพรียวบาง คร่อมง่าย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแฮนด์เดิ้ลบาร์อลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา มีลักษณะยกเยื้องสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ง่ายต่อการขับขี่ บวกกับงานดีไซน์ตัวถังออกแบบใหม่และปาดเว้าด้านข้างเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งเข้าชิดหนีบถังได้สะดวกมากยิ่งขึ้น พร้อมลวดลายกราฟิกในรหัส 801 ผสมลายเส้นที่ใช้ชุดสีเขียวนีออนประจำค่าย ตัวเบาะออกแบบ 2 ชิ้นยึดกับพาร์ทบริเวณด้านท้ายที่บิวอินต์ไฟท้ายไปในตัว บวกกับท่อไอเสียสแตนเลส จึงทำให้ตัวโมเดลนั้นดูคลีน สะอาดตาและหรูหราเพิ่มขึ้นอีกด้วย ช่วงล่างคู่บุญ กับระบบกันสะเทือน WP พร้อมระบบช่วงล่างพรีเมียมด้วยโช้คอัพหัวกลับ WP APEX ขนาด 43 มม. สามารถปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ มีระยะยุบ 140 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว A WP ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยสามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ และมีระยะยุบที่ 150 มม. ส่วนระบบเบรกให้มาเป็นดับเบิ้ลดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ขนาด 4 ลูกสูบจาก J.Juan ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. ใช้คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว พ่วงด้วยระบบ Cornering ABS ที่สามารถปรับเป็นโหมด ซูเปอร์โมโต ABS ได้ โดยปิด ABS ที่ล้อหลังเพื่อให้สายแอดวานซ์ได้สนุกกับการเข้าโค้งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมด้วยล้อดีไซน์ 5 ก้านหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางขนาดไซส์ 120/70 และ 180/55 ขุมพลัง 105 แรงม้า สำหรับเครื่องยนต์เป็นบล็อก 2 สูบเรียงขนาด 799 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด โดยเคลมแรงม้ามามากถึง 105 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดขนาด 87 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดพร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์ที่ให้ลักษณะการเชนเกียร์ดูสมูทลื่นมากยิ่งขึ้น และเดินทางได้ไกลไม่ต้องเติมบ่อยกับถังน้ำมันที่ติดตั้งมาให้ขนาด 16 ลิตร ฟีเจอร์เต็มระบบ และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแสดงผลครบครัน มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ทั้งระบบนำทางหรือ Turn-by-Turn ผ่านแอป Ride Husqvarna Motorcycles App ทั้งยังสามารถฟังเพลง ดูข้อวาม รับสายโทรศัพท์ได้ รวมถึงระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบครูซคอนโทรล แทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันการโจรกรรม ระบบป้องกันล้อหน้าลอย พร้อมกับโหมดการขับขี่ 4 โหมด (Street, Sport, Rain และ Custom Mode) นับว่าครบครันสำหรับสตรีทไบค์ไซส์กลาง ทั้งดีไซน์ใหม่ แปลกตาไม่เหมือนใคร มิติรูปลักษณ์เพรียวบาง ลวดลายกราฟิกดูคลีนสะอาดตา เครื่องยนต์สองสูบ 799 ซีซี ที่มีแรงม้า 105 ตัว กับน้ำหนักตัวเพียง 180 กก. จึงทำให้เป็นโมเดลที่น่าสนใจเหมือนสาวสวยที่กล่าวไว้ข้างต้น นี่คือผู้หญิงที่สวยและรูปร่างดีเลยทีเดียวหล่ะ สำหรับราคาค่าตัวก็ต้องรอชมว่าจะเปิดตัวมาเท่าไหร่ รอติดตามภายในเดือนพฤศจิกายนนี้และคาดการณ์ว่ามีโอกาสเข้าไทยแน่นอน แต่คงซักพักใหญ่ และอีกหนึ่งเหตุผลก็คงแล้วแต่ผู้แทนจำหน่ายในบ้านเราอีกด้วยหล่ะฮะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NT1100 2025 สปอร์ตทัวร์ริ่ง เน้นวิ่งทางดำ เปิดตัวแล้วกับรถทัวร์ริ่งบิ๊กไซส์จากค่ายปีกนกอย่าง 2025 Honda NT1100 ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘The New Touring Era’ มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครเป็นทัวร์ริ่งไซส์ใหญ่ที่มีความคล่องตัวแถมขับขี่สนุกในทุกการเดินทาง โดยใน MY25 นี้ออกมาทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ NT1100 MT, NT1100 DCT และรุ่นท็อปสุดอย่าง NT1100 DCT Electronic Suspension 2025 Honda NT1100 เครื่องไซส์เดิมที่พัฒนาใหม่ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมเครื่องยนต์บล็อกเดิมขนาด 1,084 ซีซี 2 เรียงสูบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ Parallel Twin โดยเคลมแรงม้าอยู่ที่ 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดเคลมมาที่ 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบส่งกำลังอัจฉริยะ DCT (Dual Clutch Transmission) ที่มีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีการทำงานในรอบเครื่องยนต์ต่ำได้ดีขึ้น ช่วงล่างแบบอิเล็กทรอนิกส์จาก Showa ระบบกันสะเทือนช่วงล่างแบบไฟฟ้าจาก Showa โดยมีการตั้งค่าที่พัฒนามาเฉพาะสำหรับ NT1100 ระบบนี้สามารถปรับแรงหน่วงได้อย่างเหมาะสมในทันทีตามความเร็วของการยุบตัว การขับขี่ และท่าทางของรถที่ตรวจจับโดย IMU 6 แกน และเซนเซอร์อื่น ๆ ที่จะทำการปรับเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ ในขณะเบรก ระบบจะควบคุมการยุบตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพและการขับขี่ที่ระบบกันสะเทือนแบบปกติไม่สามารถเทียบเท่าได้ Showa-EERA™ ที่ถูกใส่มาในรุ่นย่อยที่เป็นตัว Honda NT1100 Electronic Suspension จะทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่โดยอัตโนมัติ โหมด TOUR จะให้แรงหน่วงที่แน่นมากขึ้นสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง, URBAN ให้ความสมดุลพร้อมความสะดวกสบาย และ RAIN ใช้แรงหน่วงที่น้อยลง เพื่อความนุ่มนวลในการตอบสนองและการสัมผัส นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ และพรีโหลดสปริงด้านหลังสามารถปรับได้ขณะขับขี่ ระบบช่วยเหลือแบบจัดเต็ม ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับ Honda NT1100 มาพร้อมกับหน้าจอ TFT ขนาด 6.5 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน ที่สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังสามารถปรับโหมดมาตรฐาน 3 โหมดที่ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ โหมด Urban หรือโหมดปกติที่ให้ความสมดุลทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ และการเบรก โหมด Rain หรือโหมดที่ลดทอนกำลังของเครื่องยนต์ลงและเพิ่มกำลังการเบรกเพื่อการขับขี่บนพื้นผิวที่เปียก และโหมด Tour ที่ให้สามารถเค้นกำลังเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ระบบ Cruise Control, Traction Control, ระบบไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติ และระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกระทันหัน ข้อมูล สเปค และรายละเอียดอื่นๆ 2025 Honda NT1100 MT 2025 Honda NT1100 DCT 2025 Honda NT1100 Electronic Suspension เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ Parallel Twin 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ Parallel Twin 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ Parallel Twin ปริมาตรกระบอกสูบ 1,084 ซีซี 1,084 ซีซี 1,084 ซีซี แรงม้า (เคลม) 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว DOHC 4 วาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก

2025 Kawasaki Versys 1100 ยักษ์เขียวทัวร์ริ่ง เครื่องใหญ่กว่าเดิม เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในยุโรปกับ 2025 Kawasaki Versys 1100 ที่ขยายความจุเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้า พร้อมทั้งได้รับการอัพเกรดให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบดีไซน์ตัวถังของ Versys 1100 มีเส้นสายที่พลิ้วไหวให้รูปลักษณ์มีความสปอร์ต อีกทั้งยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสบาย โดยในโมเดล 2025 นี้มีการเปิดตัวออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ Kawasaki Versys 1100, Kawasaki Versys 1100S และ Kawasaki Versys 1100SE เครื่องยนต์อัพไซส์ ดีดม้าเพิ่ม 15 ตัว ซึ่งสิ่งที่อัพเกรดคือเครื่องยนต์ ใน Kawasaki Versys โมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันทั้งสามรุ่นย่อย คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุเพิ่มขึ้นจาก 1,043 ซีซีเป็น 1,099 ซีซี ทำให้ได้ม้าเพิ่มขึ้นถึง 15 ตัวจาก 120 แรงม้าเป็น 135 แรงม้า ทำให้การขับขี่มีความสนุก และสบายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล การเร่งจากรอบต่ำถึงรอบสูงเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นมากขึ้น อีกทั้งการตอบสนองของคันเร่งที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่แข็งแกร่งในทุกช่วงรอบ และเสียงดูดอากาศที่น่าดึงดูดยังช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่อีกด้วย Quick Shifter ปรับใหม่ 1,500 รอบก็ทำงานแล้ว Kawasaki Quick Shifter (KQS) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ เพื่อการเร่งความเร็วที่ราบรื่น และลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ระบบ KQS ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สามารถทำงานในช่วงรอบต่อนาทีที่กว้างขึ้น โดยรอบต่อนาทีต่ำสุดจะเปลี่ยนจาก 2,500 รอบต่อนาที เป็น 1,500 รอบต่อนาที ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลแม้จะอยู่ในเมืองหรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ เทคโนโลยีแบบเต็มระบบ นอกจาก Quick Shifter ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับ Versys 1100 ในโมเดลใหม่นี้เรียกได้ว่าให้มาแบบครบครัน สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่อย่างเต็มพิกัดไม่ว่าจะเป็น IMU หรือหน่วยประมวลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทรคชันคอนโทรล 3 โหมด ได้แก่ โหมดเพิ่มความเสียรภาพในถนนลื่นไม่ให้ล้อหมุนฟรี โหมดในการรักษาแรงยึดเกาะที่เหมาะสมขณะเข้าโค้ง และโหมดในการลดกำลังเครื่องเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหลังหมุนฟรี ระบบควบคุมเบรก ระบบเบรก ABS ระบบ Cruise control (ครูซ คอนโทรล) และช่องจ่ายไฟแบบ USB-Type C นอกจากฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วยังเพิ่มความสามารถให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแอปด้วยคำสั่งเสียง ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP MOTORCYCLE ซึ่งช่วยให้สามารถปรับการตั้งค่ามอเตอร์ไซค์และฟังก์ชันอื่นๆ ด้วยการสั่งงานผ่านเสียง ซึ่งในฟังก์ชันนี้จะสามารถใช้ได้แค่ในรุ่น S และ SE เท่านั้น ซึ่งจุดพิจารณาคือ อาจจะยังใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกเสียงสำเนียงในแต่ละท่านอาจจะทำให้การรับคำสั่งบางคนไม่ตอบสนองได้ดีเท่าที่ควร https://www.youtube.com/watch?v=EH-Fz8lK7N0 2025 Kawasaki Versys 1100 สเปคพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ 2025 Kawasaki Versys 2025 Kawasaki Versys S 2025 Kawasaki Versys SE เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี แรงม้า (เคลม) 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112

Yamaha XMAX ล้อฟอร์จมันเอ้าท์ ! ได้เวลาล้อคาร์บอน Yamaha XMAX ล้อเดิมมันก็น่าเบื่อแล้ว ล้อฟอร์จก็ดูโหล ถ้าเป็นคาร์บอนจะหล่อกว่าเดิมไหมนะ เพราะเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับล้อคาร์บอนจากแบรนด์ BST – Star Tek ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามสำหรับ XMAX เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช 46/2 บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ที่สนใจล้อมากมาย แบรนด์ BST หรือ Black Stone Tek ก่อตั้งโดย Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค 1990s ซึ่งเคยลองใช้ล้อโปรโตไทป์ของ Dymags ในยุคนั้น ล้อเหล่านี้เป็นที่รู้จักเพราะเป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ Gary ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วเกิดความคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำล้อคาร์บอนขึ้นเอง ซึ่งต้องเป็นล้อแบบ Monocoque หรือการขึ้นรูปชิ้นเดียว ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากกว่า 20 ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้ผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ Supercar หรือ Superbike นิยมใส่เป็นล้อติดรถ เช่น Ducati Superleggera V4 ที่ให้ล้อมาตั้งแต่โรงงานโดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อความเบาล้วน ๆ และตอนนี้ล้อแบรนด์ระดับโลกก็ได้มาถึงรถบิ๊กสกูตเตอร์อย่าง Yamaha XMAX แล้ว ซึ่งทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าล้อคาร์บอนนี้มีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าล้อมาตรฐานถึง 55% และยังแข็งแรงมากกว่าล้อทั่วไปถึง 13 เท่า เพราะน้ำหนักที่เบาจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งและการเบรกของ XMax ให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการควบคุม อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย ขนาดของล้อหน้าของ BST Star-Tek มีขนาดอยู่ที่ 3.5”x 15” และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 4”x 14” โดยวัสดุที่ใช้ผลิตล้อได้แก่ Pre-preg carbon fibre Pre-preg คืออะไร อธิบายกันแบบไว ๆ และเข้าใจง่าย Pre-preg carbon fibre คือ วัสดุคอมโพสิท ซึ่งทำมาจากผ้าคาร์บอนที่นำไปชุบเรซิ่น ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดย Prepreg จะมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว คือ ต้องใช้อุณหภูมิ และแรงดันสูงในการกระบวนการผลิต ดังนั้นในการทำงานจึงจำเป็นจะต้องมีตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และความดัน ข้อดีคือ ความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนสิ้นเปลืองจากกระบวนการทำชิ้นงานน้อยกว่า มีความแม่นยำสูง อีกทั้งระยะเวลาในการผลิตงานสั้นกว่า ที่แข็งแรงกว่าเพราะ Prepreg นั้น ได้คำนวณอัตราส่วนเรซิ่น ต่อ คาร์บอน มาอย่างดี จึงทำให้ เป็นจุดที่ได้ความแข็งแรงจากส่วนที่เป็นคาร์บอนมากที่สุด และมีน้ำหนักเรซิ่นน้อยที่สุด จึงได้ทั้งความแข็งแรง และน้ำหนักชิ้นงานที่เบากว่า ส่วนข้อเสียของล้อแบบ Pre-preg carbon fibre คือ แพง ไม่ใช่แพงธรรมดาแต่ โค-ตะ-ระ แพงเพราะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงลิ่ว จึงทำให้คาร์บอนประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงมาก ๆ และใช้เวลาในการสร้างชิ้นงานที่สั้นก็ตาม ตารางเทียบน้ำหนักระหว่างล้อเดิม และ ล้อคาร์บอนจาก BST ประเภทล้อ ล้อหน้า ล้อหลัง ล้อเดิม XMAX 4.8 กิโลกรัม 5.5 กิโลกรัม Star-Tek For XMAX 2.522 กิโลกรัม 2.164 กิโลกรัม น้ำหนักความต่าง ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 3.4 กิโลกรัม ผลการทดสอบตามมาตรฐานของล้อที่ผลิตออกมา ดังนี้ การทดสอบ ล้อหน้า ล้อหลัง Radial Impact Test หรือการนำเอาล้อแม็กไปรับแรงกระแทก รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 374.5 กิโลกรัม รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 312

รุ่นโปร พร้อมแข่ง Husqvarna FE350 Pro MY25 ถึงไลน์อัพโมเดลปี 2025 จะถูกทยอยเปิดตัวออกมาให้ชมกันบ้างแล้ว แต่สำหรับในบทความนี้ เราจะพามาชมโมเดลสายลุยที่น่าสนใจจากค่ายไวกิ้งกับ 2025 Husqvarna FE350 Pro โปรเอนดูโร่ในรุ่น 4 จังหวะที่ถูกอัปเกรดและพัฒนามาเพื่อความสมบูรณ์แบบของการแข่งขันบนเส้นทางออฟโร้ด ด้วยแชสซีออกแบบให้มีความหยืดหยุ่นเพื่อการควบคุมที่ง่ายดาย กับถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรสีขาวออกแบบใหม่ เข้ากับชุดสีแฟริ่ง การ์ดแฮนด์ ครอบแกนโช้คและบังโคลนหน้า ในขณะที่บังโคลนหลังและเบาะใช้เป็นสีเทา แบบเดียวกันกับลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งขันทางฝุ่นประดับไว้บริเวณด้านข้าง ดูมีความคลีนแต่แฝงไปด้วยความดุร้าย พร้อมโลโก้ฮุสควาน่าเด่น ๆ สมกับเป็นรุ่นโปรตัวชูโรงบนทางฝุ่นนั่นเอง 2025 Husqvarna FE350 Pro ปรับมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ สำหรับรุ่น 4 จังหวะอย่าง FE350 Pro 2025 เป็นอีกหนึ่งรุ่นพัฒนามาจากรุ่น Standard มาพร้อมกับการปรับปรุงพัฒนาในด้านเทคนิคมามาเพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวมเต็มระดับ ทั้งยังเพิ่มความทนทานให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย และยังให้ความแข็งแรงและเบาด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมเคลือบโพลีเอมายด์ ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 1.8 กก. รวมถึงพักเท้าออกแบบดีไซน์ใหม่ช่วยเสริมการยึดเกาะสัมผัส แถมสามารถปรับไดนามิคท่วงท่าขับขี่ได้อย่างอิสระ รายละเอียดสำหรับรุ่น Pro Series ที่ติดตั้งมาในรุ่นนี้ประกอบไปด้วย เบาะนั่งสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ถังน้ำมันออกแบบใหม่ขนาด 8 ลิตร สเตอร์หลัง Supersprox ลวดลายกราฟิกแบบใหม่ เบาะนั่งสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ การ์ดแฮนด์ จานเบรก Galfer หน้าและหลัง การ์ดจานเบรกหน้า-หลังคาร์บอน สเตอร์หลัง Supersprox แฮนด์บาร์ ProTaper พร้อมทริปเปิ้ลแคลมป์ ปลอกแฮนด์ ODI แบบซอฟต์คอมปาวด์ ชุดล้อซี่ลวด Factory Racing จาก Excel Takasago แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนน้ำหนักเบา ขนาด 2.0 Ah Spec ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 349.7 ซีซี พร้อมระบบวาล์วไทเทเนียม DOHC ลูกสูบเคลือบไดอะซิล ขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ตอบสนองแรงบิดได้อย่างทันใจด้วยชุดลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 42 มม. จาก Kelihin ทั้งยังออกแบบโปรไฟล์ของเพลาลูกเบี้ยวให้ระบบวาล์วเปิดได้นานขึ้น รอบมาไวมากขึ้น สอดคล้องกับกำลังอัดในอัตราส่วน 13.7 : 1 โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 51 ตัว พร้อมชุดแอร์บ็อกซ์ที่ช่วยเสริมการไหลเวียนอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โช้คหน้าหัวกลับ WP XACT-USD ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 300 มม. ปรับพรีโหลดได้ โช้คเดียวซับแทงค์ WP AXCT ระยะยุบ 300 มม. พร้อมสมรรถนะช่วงล่างขั้นเทพด้วยโช้ค WP XACT-USD ขนาด 48 มม.ปรับปรุงใหม่เพื่อลดแรงกระแทกที่แม่นยำในความเร็วสูง ทั้งนี้ยังสามารถปรับค่าพรีโหลดความตึงของตัวสปริงได้ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวซับแทงค์ WP AXCT สามารถปรับได้เช่นเดียวกัน โดยให้ระยะยุบมาทั้งหน้า-หลังที่ 300 มม. พร้อมจานดิสก์เบรกและระบบเบรกที่ติดตั้งมาให้เป็น Brembo กับขนาดล้อและยางหนามรัดมาให้ขนาด 90/90 และ 140/80 ตามลำดับ ดิสก์เบรก พร้อมการ์ดลายคาร์บอน คาลิเปอร์เบรก Brembo ล้อซี่ลวดเกรดแข่งขัน Excel Takasago ยางหนามขนาด 90/90 ระบบไฟส่องสว่าง LED การ์ดแฮนด์ติดตั้งจากโรงงาน ส่วนในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งมาให้มีหลายแบบเช่นเดียวกัน อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง LED ปุ่ม Map Select Switch ที่สามารถปรับแต่งได้ตามสถานการ์การใช้งานผู้ขับขี่ ระบบแทร็คชันคอนโทรลและควิกชิฟเตอร์เรียกว่าครบสูตรพร้อมของแต่งและสามารถรถแข่งได้ทันที สำหรับเรื่องการจำหน่ายคงมีขายสีเดียวนั่นก็คือ สีขาวนั่นแหล่ะครับ มาพร้อมชุดแต่งดุดันในราคาค่าตัวที่ 12,199 ยูโร หรือราว ๆ 4.4 แสนบาท และคาดว่าไม่น่าเข้าไทย นอกเหนือจากรุ่นตัวแสตนดาร์ดที่อาจมีโอกาสเป็นไปได้นั่นเอง เพราะอย่างไรตอนนี้ในบ้านเรานั้นมีผู้แทนจำหน่ายรายใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีอะไรให้เซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน อย่างไรต้องรออัปเดตอีกครั้งให้ทราบทั่วกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1390 Adventure จับมือ Bosch เตรียมเปิดตัวระบบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ ในปี 2025 ที่จะช่วยในการลดการเกิดอุบัติเหตุ

Indonesian GP 2024 กับ 10 อันดับเวลาดี๊ดีในรอบการแข่งขัน หลังจากที่จบการแข่งขัน Indonesian GP 2024 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาสรุป 10 อันดับรถที่ทำเวลาดีที่สุด และมาดูไฮไลท์ใน 17 โค้งนี้ ใครเร็วสุดและใครล้ม ที่สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย 10 อันดับเวลาดีที่สุดในรอบการแข่งขัน สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต อันดับ นักแข่ง ทีม เวลาดีที่สุด Topspeed 1 Enea BASTIANINI Ducati Lenovo Team 1:30.539 318.5 Km/H 2 Francesco BAGNAIA Ducati Lenovo Team 1:30.542 319.5 Km/H 3 Pedro ACOSTA Red Bull GASGAS Tech3 1:30.697 319.5 Km/H 4 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.697 316.7 Km/H 5 Jorge MARTIN Prima Pramac Racing 1:30.729 318.5 Km/H 6 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.790 316.7 Km/H 7 Marc MARQUEZ Gresini Racing MotoGP 1:30.809 314.8 Km/H 8 Fabio QUARTARARO Monster Energy Yamaha MotoGP T 1:30.816 309.4 Km/H 9 Maverick VIÑALES Aprilia Racing 1:30.940 313.9 Km/H 10 Johann ZARCO CASTROL Honda LCR 1:31.020 313 Km/H ไฮไลท์ใน IndonesianGP 2024 กลิ้ง ตั้งแต่โค้งแรก สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ถือเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับนักแข่งเลยไม่น้อย เพราะสภาพไลน์แทร็คที่มีโค้งที่เยอะมากและที่สำคัญ โค้งส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงเลยที่เดียว ทำให้หลาย ๆ ครั้งนักแข่งมีหลุดไลน์ออกโค้งไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และในรอบการแข่งขัน ก็ทำให้ล้มกันยกแผงถึง 4 คันด้วยกันในโค้ง 3 ของรอบแรกของการแข่งขัน ที่เรียกว่า เหงื่อยังไม่ทันออก ต้องกลับเข้าพิทซะแล้ว และ 1 ในตัวเต็งของบรรดานักบิดทั้งหมดอย่าง Enea BASTIANINI ก็ล้มในโค้ง 1 รอบ 21 ของการแข่งขัน รถส่ายมาเป็นงูเลย น่าเสียดายจัง อุส่าอยู่ในดันอับ 3 แล้ว ส่วน Marc MARQUEZ ไม่ได้ล้มครับ แต่ไฟเครื่องโชว์ครับ โชว์ ทั้งคันเลย TT ถือว่าสนามนี้ไม่ได้ขับขี่กันได้ง่าย ๆ โค้งเยอะ แต่ละโค้งก็ใช้ความเร็วสูงมาก และที่สำคัญเบรกกันหนักสุด ๆ อีกด้วย ในช่วงก่อนโค้ง 17 และก่อนเข้าโค้ง 1 ถือว่าเบรกกันจนหลังลอยเลยครับพี่น้อง ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็น 3 อันดับแรกได้แก่ 1.Jorge MARTIN 2. Pedro ACOSTA 3. Francesco BAGNAIA และสัปดาห์นี้ มีการแข่งขันที่ Motul Grand Prix of

VESPARTE : HEARTBEAT ได้บุญแถมได้รถ VIVA LA VESPA แคมเปญจากทางเวสป้าที่เฉลิมฉลองให้กับ เวสป้า ประเทศไทย โดยคอนเซ็ปต์ของ VIVA LA VESPA ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ขับขี่เวสป้า หรือ Vespisti (เวสปิสตี้) ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น Vespanista (Fashion) , Vespafesta (Music) และ Vesparte (ART) และ Phase ของ VESPARTE กับคอนเซปต์ Vesparte Heartbeat ที่จัดเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25-29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้จะเป็นงานที่จะพาเหล่าเวสปิสตี้โลดแล่นเข้าไปสู่โลกของงานศิลปะในทุกรูปแบบ โดยในครั้งนี้ทางเวสป้าได้ร่วมมือกับศิลปินไทยในแขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างผลงานที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาพิเศษในครั้งนี้ โดยจุดประสงค์การจัดงานครั้งนี้คือ การร่วมประมูลรถเวสป้าเพื่อนำรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด โดยรายได้จากการประมูลผลงานหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปมอบให้กับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจแห่งประเทศไทยทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, มูลนิธิเพื่อสนับสนุน การผ่าตัดหัวใจเด็ก และ โครงการหนึ่งหัวใจ สู่ชีวิตใหม่ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ATT 19 ศูนย์รวมแกลอรีชื่อดังมากมาย สำหรับสถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ อยู่ที่ ATT19 แถวย่านเจริญกรุง และพรั่งพร้อมไปด้วยโมเดลรถเวสป้าที่ถูกวาดลวดลายด้วยศิลปินทั้ง 7 ท่าน ได้แก่ Benzilla (เบนซิลล่า), Nanzo (แนนโซ่), Yoon Phanaphast (ยูน ปัณพัท), Poorboy (พูลบอย), Thaiwijit (ไทยวิจิต), Gongkan (ก้องกาน) และ Mackcha (แม็กชา) ที่มาร่วมส่งต่อโอกาสให้กับเด็ก ๆ ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่ยังรอการรักษาในประเทศไทย เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้มีโอกาสและใช้ชีวิต เดินตามความฝันของตัวเองได้อย่างอิสระ เดี๋ยวเรามาชมเวสป้าที่ประดับด้วยลวดลายศิลปะแต่ละคันว่าจะสวยสดงดงามขนาดไหน VESPA LX 125 I-GET BY Benzilla สำหรับสาวกเวสปิสตี้ หรือผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะในวงการสตรีทอาร์ตน่าจะรู้จักกับ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข หรือ Benzilla กับคอนเซ็ปต์การออกแบบเวสป้า LX125 i-Get มาในลวดลายของตัวการ์ตูนสุดน่ารักอย่าง LOOOK เปรียบเสมือนตัวแทนของเด็ก ๆ ที่พร้อมจะออกเผชิญโลกกว้างนั่นเอง ชื่อผลงาน : Blomming โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : การขับขี่เวสป้าก็เหมือนการได้แล่นไปกลางทุ่งดอกไม้ผ่านสายลมในทุกช่วงวินาทีของการเดินทาง จึงหยิบใช้ดอกไม้และองค์ประกอบของธรรมชาติมาใส่ไว้บนรถเวสป้า เลือกสีที่ใช้มีความน่ารักด้วยความ ตั้งใจที่อยากจะส่งต่อความสดใส ความหวัง และมุมมองในการใช้ชีวิตในแง่บวก แบบเจ้า LOOOK และตัวละครอื่น ๆ โดยเปรียบเจ้า LOOOK เป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งที่หน้าตาไม่เหมือนใคร แต่ก็พยายามที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ทําความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยดวงตาใหญ่ ๆ ที่มีไว้มองสิ่งที่เกิดขึ้น คล้ายกับเป็นผู้สังเกตการณ์ เรียนรู้จากทุกปัญหาที่ต้องเผชิญด้วยมุมมองที่เป็นบวก สร้าง ความรู้สึกสบายท่ามกลางสายลมอิสระ VESPA LX 125 I-GET BY Nanzo ต่อด้วย โมเดลสุดพิเศษของศิลปินสาวสวยอย่าง แนน – วราภรณ์ เหมรัตน หรือ Nanzo ศิลปิน Art ชื่อดังกับรถเวสป้า LX 125 i-Get มาพร้อมลวดลายสุดคลีนแต่เต็มไปด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความอิสระแห่งการปลอดปล่อยตัวเองไปกับธรรมชาติ Project : THE JOYFUL RIDE โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : ถ่ายทอดบรรยากาศของการท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงการเต้นรําและอิสระ การเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ดื่มดําไปกับธรรมชาติรอบตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปทรง ของมนุษย์กับธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ภูเขา

Zontes 368E บิ๊กสกูตเตอร์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่ 368 ซีซี พร้อมฟังก์ชัน และเทคโนโลยีที่ให้มาแบบจัดเต็ม เหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบความสะดวกสบาย

Royal Enfield Himalayan 450 อีกหนึ่งโมเดลรถที่พร้อมผจญภัยในสภาพถนน มาพร้อมการขับขี่ที่นุ่มสบาย พร้อมลุยในทุกสภาพถนน

Zontes 368G 2025 สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ ที่มีภาพหลุดออกมาแล้วสำหรับการทดสอบวิ่งที่ประเทศไทย คาดการณ์อาจมีการเปิดตัวปลายปีนี้