SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
มอเตอร์ไซค์ดับทาวน์อินทาวน์ เฉลยแล้ว! สาเหตุพบคลื่นกวนระบบ

มอเตอร์ไซค์ดับทาวน์อินทาวน์ ไขปริศนาขณะขับผ่านย่านทาวน์อินทาวน์ กสทช. ตรวจพบคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์บนตึกสูง กระทบระบบกุญแจรีโมทและวงจรไฟฟ้า

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ลูกค้าทำเบาะเปื้อน

ไรเดอร์ ฟังทางนี้! ลูกค้าทำเบาะเปื้อน คราบรองพื้น เรียกค่าเสียหายได้ไหม? สรุปข้อกฎหมายละเมิด มาตรา 420 และขั้นตอนการเคลมค่าล้างรถ

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Pirelli MotoGP 2027 ปิดดีลลับสนามบุรีรัมย์ กับสัญญาโมโตจีพี

Pirelli MotoGP ปิดดีลลับสนามบุรีรัมย์ กับสัญญาสปอนเซอร์โมโตจีพี ในบรรยากาศการแข่งขัน MotoGP ที่บุรีรัมย์ ก็ได้มีกลิ่นหอมของยาง Pirelli ลอยโชยอยู่ในรุ่น Moto3 และ Moto2 และกลิ่งยางอันนี้แหละ ได้พัดมาถึงรุ่น MotoGP เรียบร้อยแล้ว Pirelli MotoGP 2027 กำลังจะมา วงการ MotoGP เคยมี Michelin, Dunlop, Pirelli และ Bridgestone การพึ่งพาผู้ผลิตยางรายใดรายหนึ่งเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ใครกันที่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของ MotoGP ได้? แต่ละบริษัทต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน Dunlop โฟกัสที่ CIV (CampionatoItaliano Velocità) Bridgestone เน้นไปที่รถยนต์และรายการแข่งในญี่ปุ่น รวมถึงความพยายามเข้าสู่ F1 ในปี 2028 สำหรับ Michelin นั้นมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ในขณะที่ Pirelli กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ใน Moto3 และ Moto2 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นและระดับกลางของ MotoGP นั้น Pirelli ได้พัฒนาและทดสอบยางที่สามารถทำลายสถิติรอบสนามได้ในทุกการแข่งขันของปี 2024 และสัญญาว่าจะทำได้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้ตรงข้ามกับ Dunlop ซึ่งเสียสิทธิ์ในการเป็นซัพพลายเออร์ยางให้กับ Moto2 และ Moto3 ตั้งแต่สิ้นปี 2023 ใน SBK ก็เช่นกัน Pirelli เป็นผู้จัดหายางมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มแนวคิด “ผู้ผลิตยางรายเดียว” (spec tire supplier) แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ใน MotoGP และ Formula 1 เช่นกัน และเห็นได้ชัดว่ามันทำงานได้ดี Pirelli มีความสามารถในการจัดหายางให้กับหลายคลาสการแข่งขันภายในสุดสัปดาห์เดียวกัน และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ยางขนาด 10 นิ้วสำหรับ Ohvale ไปจนถึงยางสำหรับ Moto3, Supersport 300, Supersport และ SBK รวมถึง Moto2 นั่นหมายถึงความครอบคลุมที่กว้างขวาง Pirelli ใน MotoGP: ปี 2027 จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2026 ปี 2027 จะเป็นอีกปีที่สำคัญและเปลี่ยนแปลงวงการ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงขนาดเครื่องยนต์และเทคโนโลยี MotoGP จะต้อนรับ Pirelli อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถและตลาดยางรถยนต์มาตลอด ข้อตกลงร่วมกับ Michelin จะสิ้นสุดลง โดยจะมีการทดสอบยางใหม่สำหรับรถแข่ง 850cc ซึ่งจะไม่มีระบบลดความสูง (ride-height devices) และได้รับการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ การทดสอบเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากฤดูกาลถัดไปจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่มีความท้าทายหลายด้าน Pirelli จะใช้ประสบการณ์จาก SBK และ Formula 1 ทั้งในแง่เทคนิคและการสื่อสาร Pirelli ยังคงรักษาความต่อเนื่องในวงการมอเตอร์สปอร์ตทุกระดับ ตั้งแต่ F1 ไปจนถึงแรลลี่ รวมถึงการแข่งขันรถวิบาก (Motocross) และความเร็วทางเรียบ (Road Racing) ผลิตภัณฑ์ของ Pirelli ครอบคลุมทุกคลาสและตลาดทั่วโลก โดยมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล คำนึงถึงความยั่งยืน และรักษาคุณภาพในการผลิตปริมาณมาก การที่ Pirelli เข้ามาใน MotoGP อาจดึงดูดสปอนเซอร์รายใหม่ให้เข้าสู่วงการมากขึ้น ทำให้การแข่งขัน MotoGP มีสถานะที่ใกล้เคียงกับ Formula 1 มากขึ้น ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.motosprint.it/news/eventi/gp-tailandia/2025/03/01-7969376/pirelli_in_motogp_dal_2027_le_ragioni_di_una_scelta อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Asia Talent Cup 2025 จุดเริ่มต้นของนักแข่งระดับโลก

Asia Talent Cup จุดเริ่มต้นของนักแข่งระดับโลก Asia Talent Cup 2025 คือรายการที่คัดสรรและพัฒนานักแข่งเป็นเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก และ Dorna Sports บริษัทจัดการกีฬาของสเปน ซึ่งมีสิทธิ์เชิงพาณิชย์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับ MotoGP™ ตั้งแต่ปี 1992 Dorna ไม่เพียงแต่จัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับสูงสุด แต่ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนานักแข่งรุ่นเยาว์ผ่านโครงการ Road to MotoGP™ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาและสนับสนุนนักแข่งที่มีพรสวรรค์ให้ก้าวสู่การแข่งขันระดับมืออาชีพ Asia Talent Cup 2025 โครงการพัฒนานักแข่งของ Dorna Dorna ได้จัดตั้งการแข่งขันสำหรับนักแข่งเยาวชนในหลายภูมิภาคทั่วโลกเพื่อเป็นเส้นทางสู่วงการ MotoGP แต่ละรายการถูกออกแบบมาเพื่อให้นักแข่งได้แสดงความสามารถ เรียนรู้การแข่งขันระดับมืออาชีพ และพัฒนาไปสู่ระดับสูงขึ้น โดยเฟ้นหานักแข่งวัยเยาว์ตั้งแต่ อายุ 13 – 17 ปี โดยมีรายการแข่งขันจากของแต่ละภูมิภาค 6 รายการคือ Asia Talent Cup, British Talent Cup, European Talent Cup, Northern Talent Cup, North America Talent Cup, Latin America Talent Cup กับอีก 1 รายการระดับสากล คือ Red Bull Motogp Rookies Cup ไม่ใช่แค่พัฒนานักแข่ง รายการ Asia Talent Cup (ATC) ไม่ได้เป็นแค่รายการที่พัฒนาสกิลการขับขี่ของนักแข่งสู่การแข่งขันระดับโลก อย่าง MotoGP แต่เป็นเสมือนโรงเรียน ที่ฝึกให้นักแข่งรุ่นเด็กทุกๆคน ได้มีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม แข่งขัน รวมถึงการวางตัวแบบมืออาชีพ นอกจากนักแข่งแล้ว ATC จะอนุญาติ ให้มีผู้ติดตามเพื่อดูแลรถ หรือช่วยเหลือนักแข่งได้ 1 คน ซึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัว หรือช่างประจำตัวนักแข่ง ที่ติดตามดูแลแทบทุกย่างก้าวตอนอยู่ในพิท ความแตกต่างของรายการ ที่ ควบคุมโดย Dorna คือ รถทุกคัน และอุปกรณ์ทุกชิ้น จะเหมือนกันหมด ไม่ต่างจากโรงเรียนเอกชน รถแข่งจะมีช่างใหญ่ ของ Dorna ที่คอยควบคุมให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งผู้ดูแล 1 คน ต่อ รถ 3 คัน โดยประมาณ และช่างคนนี้จะมีหน้าที่แนะนำผู้ดูแลให้ทำรถตามขั้นตอนเท่านั้น ไม่มีนอกลู่นอกทาง ชุดแข่ง หมวกกันน๊อก ถุงมือ รองเท้า ก็จะเป็นยี่ห้อเหมือนๆกันทั้งหมด มีแค่ลายหมวกที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่า Sponsor จะให้ลายไหนมา รวมถึงยางที่ใช้ในการฝึกซ้อม ก็เป็น Spec เดียวกัน ทุกคน (Pirelli สนับสนุน) และในรายการ Asia Talent Cup (ATC) มีน้องๆ เด็กไทยที่เข้าไปอัพสกิลการขับขี่ในรายการนี้ อยู่ด้วยกันถึง 3 คน ได้แก่ Thanachat Pratumtong #5 Teerin Jacob Fleming #10 Noprutpong Bunprawes #20  สเปกรถที่ใช้ในการแข่งขัน ATC นักแข่งที่เข้าร่วม ATC ทุกคนจะใช้รถจักรยานยนต์รุ่นเดียวกันเพื่อความเท่าเทียมในการแข่งขัน ซึ่งรถที่ใช้คือ Honda NSF250R โดยมีสเปกหลักดังนี้: เครื่องยนต์: 4 จังหวะ สูบเดี่ยว ขนาด 249.3cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด: ประมาณ 47 แรงม้า ระบบเกียร์: 6 สปีด เฟรม: อะลูมิเนียมแบบทวินสปาร์ ระบบกันสะเทือน: โช้คหน้าแบบหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยว น้ำหนักรวม: ประมาณ 84 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง) ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 200 กม./ชม. การใช้รถรุ่นเดียวกันช่วยให้เน้นไปที่ฝีมือและเทคนิคการขับขี่ของนักแข่งแทนที่จะเป็นเรื่องของอุปกรณ์และเทคโนโลยีของรถแข่ง ความน่าทึ่งของ การแข่งขันในสนามช้าง เมื่อวันที่ 21-22

‘ผมรู้สึกสนุกทุกครั้ง’ Marco Bezzecchi กับการแข่งขัน ThaiGP

‘ผมรู้สึกสนุกทุกครั้ง’ Marco Bezzecchi กับการแข่งขัน ThaiGP Marco Bezzecchi นักแข่งจากทีมโรงงาน Aprilia ได้ออกมาเผยว่าเจ้าตัวรู้สึกมีความสุข และสนุกทุกครั้งเมื่อได้ลงขับขี่ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ และนักแข่งเจ้าของหมายเลข 72 รายนี้ก็อดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้ลงแข่งขันนัดเปิดสนาม MotoGP 2025 ที่ประเทศไทย  มาร์โก เบซเซคคี่ นักแข่งหน้าใหม่ของทีมโรงงาน Aprilia ที่เตรียมลงสนามในการแข่งขัน MotoGP สนามแรกของฤดูกาลที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งสนามดังกล่าวเป็นสนามที่เจ้าตัวสามารถทำผลงานได้ออกมาดีเยี่ยม ในการทดสอบบุรีรัมย์ เทสต์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถกดเวลาได้เป็นอันดับหนึ่งในการทดสอบรอบสุดท้าย (FP4) ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.060 นาที ซึ่งเป็นสิ่งที่การันตีได้ว่าตัวเขากับตัวแข่ง RS-GP สามารถเข้ากันได้อย่างดี “เรามีผลงานการทดสอบที่ดีทั้งที่เซปัง และบุรีรัมย์ ผมค่อนข้างพอใจกับการทำงานของตัวเอง และวิธีการปรับตัวในการแก้ปัญหาตรงหน้าเกี่ยวกับตัวรถ และทุกอย่างเป็นไปได้ดีมาก” “ผมรู้สึกดี เพราะพวกเรา (เบซเซคคี่ และทีมโรงงาน Aprilia) พัฒนากันไปได้ไกลมาก อีกทั้งผมยังชื่นชอบสนามบุรีรัมย์มาก ผมสนุกทุกครั้งที่ได้มาแข่งขันที่นี่ บรรยากาศน่าตื่นเต้นเพราะมีแฟน ๆ เยอะ”  “ผมเองก็มีความหวังว่า ขอให้ฆอร์เก้ มาร์ติน หายจากอาการบาดเจ็บไว ๆ และกลับมาแข่งขันให้ได้เร็วที่สุด” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Thruxton 400 สปอร์ตเรโทรน้องเล็ก เผยทดสอบแล้ว

Triumph Thruxton 400 สปอร์ตเรโทรน้องเล็ก เผยทดสอบแล้ว เปิดตัวและทดสอบไปเมื่อปีที่ผ่านมา กับสปอร์ตคาเฟ่และแสครมเบลอร์ไบค์พิกัดไซส์เล็กจากค่ายผู้ดีอังกฤษอย่าง Triumph Speed 400 และ Speed 400X มาพร้อมกระแสความนิยมเรียกได้ว่าค่อนข้างติดตลาดพอตัวทีเดียว และสิ่งนี้ก็อาจเป็นหนึ่งในฉนวนของการซุ่มทดสอบโมเดลใหม่กับภาพหลุดการเทสตัวเดโม่ อย่าง Triumph Thruxton 400 พร้อมรายละเอียดและจุดน่าสนใจพิเศษ มีอะไรบ้าง ? องค์ประกอบและสัดส่วนในแบบ “คาเฟ่ เรเซอร์” โดยภาพโมเดลที่เราอาจสังเกตุได้อย่างแรกก็คือ สไตล์ความเป็นคาเฟ่เรเซอร์อย่างเต็มสูบ ซึ่งโดดเด่นด้วยชุดโม่งด้านหน้าสวมไฟกลม แฮนด์จับโช้ค เบาะชิ้นเดียวแบบครอบท้าย และตัวถังในลักษณะทรงเพรียวไม่ได้มีขนาดใหญ่มากมายอะไรนัก แฟริ่งเป็นแบบเปลือยออกแบบให้เห็นตัวเฟรมลักษณะเปลคู่และโดดเด่นด้วยชุดเสื้อสูบที่ให้สไตล์เรโทรอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้จะยังประกอบไม่เสร็จก็เถอะ ซึ่งภาพลักษณ์ดังกล่าวอาจชวนให้นึกถึงรุ่นพี่อย่างเจ้า Thruxton หรือ Speed Triple RR โดยชื่อรุ่นกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งอาจเป็นในชื่อของ Thtuxton 400 ย่อมเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอะไรก็ตาม รุ่นนี้ก็ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกับรุ่น Speed 400 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 398 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์ว DOHC โดยมีพละกำลังแรงม้า 40 ตัว พร้อมระบบช่วงล่างกับโช้คอัปไซส์ดาวน์ขนาด 43 มม.โช้คเดี่ยวด้านหลัง ใส่ล้อแม็กและรัดยางสปอร์ต ประกอบกับตัวรถถูกเซ็ตอัปใหม่ ปรับตำแหน่งพักเท้า รวมถึงแฮนด์บาร์และเบาะ ให้ลักษณะท่าทางการขับขี่ในแบบสปอร์ต แต่เป็นสปอร์ตในสไตล์เรโทรซึ่งคงเสน่ห์ไม่น้อยทีเดียว อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือระบบไฟฟ้าภายในตัวรถซึ่งเผยออกมาให้เห็นรวมถึงชุดบันทึกข้อมูล ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิฐานเบื้องต้นได้ว่า ตัวรถกำลังทดสอบระบบต่าง ๆ หรือซอฟต์แวร์ตัวใหม่ซึ่ง..อาจจะมีระบบความปลอดภัยที่เข้ามาอย่างแทร็คชันคอนโทรล หรือโหมดขับขี่เร่งรอบก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น  หลังจากหลุดการทดสอบ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมาแน่ หรืออาจอยู่ในกระบวนขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าไลน์ผลิตก็เป็นไปได้ แต่ว่าจะมาช่วงไหน ราคาเท่าไหร่..เรายังไม่ทราบ แต่คาดการณ์จากลักษณะคร่าว ๆ แล้ว ราคาค่าตัวอาจมากกว่า Speed ทั้ง 2 รุ่นแน่นอนครับ เพราะดูยังไงมันก็พรีเมี๊ยมพรีเมียม ไว้มาอัปเดตกันอีกครั้งให้ทราบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia carbon chassis สิทธิบัตรตัวใหม่จากค่ายสามตา

Aprilia carbon chassis สิทธิบัตรตัวใหม่จากค่ายสามตา   หนึ่งในแนวคิดสุดล้ำกับ Aprilia carbon chassis โปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดของค่ายสามตาอย่าง อาพริเลีย ที่ได้แอบซุ่มพัฒนาเพื่อการแข่งขัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ทางแบรนด์ได้จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย  สำหรับเทคโนโลยีแชสซีคาร์บอนก็ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดูใหม่ล้ำสมัยมากมายอะไรนัก เพียงแต่ทางค่ายได้นำมาพัฒนาต่อยอด หลังจากที่เคยทดสอบไปแล้วกับรถแข่งโปรโตไทป์ Aprilia RS-GP ในปี 2023 และปี 2024 รวมถึงเพื่อนต่างค่ายอย่างดูคาติ และเคทีเอ็มก็ล้วนทดลองใช้แชสซีคาร์บอนมาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำมาพัฒนาต่อเท่านั้น  โดยข้อมูลในเอกสารสิทธิบัตรแสดงให้เห็นถึงดราฟสามมิติ ประกอบไปด้วยพาร์ทด้านหน้าเป็นวัสดุคาร์บอนเกือบทั้งหมด รวมถึงหัวบังคับเลี้ยวฝังบูชโลหะด้านในโดยภายนอกมีลักษณะเป็นรูปวงรี เชื่อมต่อด้วยชิ้นส่วนด้านข้างหล่อขึ้นรูปประกอบแยกชิ้นซึ่งมีโครงยึดด้านใน และเว้าช่องอากาศเพื่อการดูดอากาศเข้าสู่แอร์ดักท์ ส่วนชิ้นส่วนสวิงอาร์มยังคงใช้เมนหลักเป็นวัสดุอลูมิเนียม หล่อชิ้นส่วน 2 ชิ้นที่มีระบุฉลาก “4R” และ “4L” อย่างไรก็ตาม รถแข่งของแบรนด์ในเวอร์ชันปี 2025 ยังคงใช้แชสซีอลูมิเนียมแม้ว่าสวิงอาร์มจะเป็นโครงสร้างคาร์บอนทั้งหมด ซึ่งถ้าหากได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ เราอาจได้เห็นงานโปรเจ็กต์กล่าวบนตัวแข่งในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นไปได้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Fantic Caballero Travel Edition สแคมเบอร์อิตาลี เครื่องยามาฮ่า

2025 Fantic Caballero Travel Edition สแคมเบอร์อิตาลี เครื่องยามาฮ่า 2025 Fantic Caballero หนึ่งในโมเดลจากค่าย Fantic Motor รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี โดยรถในรุ่นย่อย Caballero จัดเป็นรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม Scrambler ซึ่งมีวางจำหน่ายทั้งในรุ่นเล็กสุด 125 ซีซี ขยับขึ้นมาเป็น 500 ซีซี และรุ่นใหญ่สุดของโมเดลกับเครื่องยนต์ 700 ซีซี โดยในปี 2025 นี้ก็มาพร้อมรุ่นย่อย Travel Edition ที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทาง และการผจญภัยโดยเฉพาะ เครื่องยนต์ และช่วงล่างคงเอกลักษณ์เดิม เครื่องยนต์ของ Caballero Travel Edition คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์จาก Yamaha CP2 แบบสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 698 ซีซีให้พละกำลังสูงสุดที่ 74 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิด 60 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยโซ่ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด และความจุถังน้ำมันที่ 14 ลิตร ระบบช่วงล่างคงเอกลักษณ์ และถอดแบบมาจากเวอร์ชันธรรมดาที่วางขายอยู่ก่อนหน้า ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับ จากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มิลลิเมตร พร้อมระยะยุบ 150 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มจากแบรนด์ Marzocchi เช่นเดียวกัน สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 150 มิลลิเมตรแบบเดียวกันกับด้านหน้า ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ด้านหน้ามาพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกจากค่าย Brembo แบบสี่ลูกสูบขนาด 330 มิลลิเมตรติดตั้งอยู่คู่กับล้อขนาด 110/80-R19 มาพร้อมกับระบบเบรก ABS และด้านหลังก็เป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 245 มิลลิเมตร ติดตั้งอยู่คู่กับล้อขนาด 150/70-R17 ดีไซน์การตกแต่งพร้อมเดินทาง เพิ่มความเป็น Scrambler สำหรับท่องเที่ยงแบบเต็มรูปแบบ โดยดีไซน์ของตัวรถยังคงเอกลักษณ์แบบเดิมที่เป็นตัว 700 ซีซี แต่จะมีลูกเล่นความแตกต่างคือจะมาพร้อมกับดีไซน์การตกแต่งที่พร้อมให้ผู้ขับขี่นำออกไปเดินทางท่องเที่ยว เริ่มที่ด้านหน้าของตัวรถมาพร้อมชิลด์เล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณเหนือไฟหน้า บริเวณตัวถังมีกระเป๋าใบน้อยติดตั้งอยู่ ด้านท้ายของตัวรถมีเหล็กท้ายรถที่รองรับการติดแร็คท้ายเพิ่มเติมของผู้ขับขี่ ขนาบข้างด้วยกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระที่มีการออกแบบร่วมกับแบรนด์ Givi มีขนาดความจุอยู่ที่ 17 ลิตรต่อใบ รวมสองข้างมีความจุทั้งหมด 34 ลิตร ในด้านของการจัดจำหน่ายตอนนี้จะวางขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 1.8 ล้านเยน หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 405,140 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่สนใจก็อาจจะทำได้แค่ส่องสเปคไปก่อน เพราะยังไม่มีข่าวของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio Di Giannantonio ‘การแข่งขี่บุรีรัมย์แทบจะเริ่มจากศูนย์’

Fabio Di Giannantonio ‘การแข่งขี่บุรีรัมย์แทบจะเริ่มจากศูนย์’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีมของ ‘พ่อหมอ’ Pertamina Enduro VR46 Racing Team ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นเหมือนเริ่มจากศูนย์ในการแข่งขันนัดเปิดสนามที่ประเทศไทยกับการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 เพราะตัวเขาไม่ได้ลงซ้อมเนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บในรอบการซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่ประเทศมาเลเซีย ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกของการทดสอบ MotoGP 2025 ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 ขี่ไปทั้งหมด 49 รอบและทำดีที่สุดเป็นอันดับ 7 ของการซ้อมในวันนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มระหว่างการซ้อมออกตัว ทำให้เขากระดูกไหปลาร้าหักแล้วต้องพักยาว แต่อย่างไรก็ตามนักบิดสัญชาติอิตาลีรายนี้จะกลับสู่การแข่งขันนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ในวันศุกร์นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ตัวเขานั้นจะต้องผ่านการตรวจร่างกายจากแพทย์เสียก่อน  “ผมดีใจมากที่ได้ขึ้นเครื่องบินไปสู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ การพักฟื้นของผมเป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้ผมรู้สึกพร้อมแล้วกับการเริ่มต้นใหม่” จิอันนันโตนิโอพลาดการซ้อมสองวันสุดท้ายของการทดสอบที่สนามเซปัง และการทดสอบทั้งหมดที่สนามประเทศบุรีรัมย์ ส่งผลให้การตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคนิคภายในทีมเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีเจ้าตัวเป็นส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เจ้าตัวก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใช้รถที่เป็นสเปคเดียวกันกับทีมโรงงานที่ใช้  “ผมตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นฤดูกาลใหม่กับทีม และได้เรียนรู้กับรถคันใหม่มากขึ้น ผมพร้อม และมีแรงกระตุ้นเต็มที่ แน่นอนว่าการแข่งขันนัดแรกในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาของการพัฒนา ผมจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และทำความเข้าใจในหลาย ๆ อย่าง” การแข่งขันสนามแรกอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากในศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว 2025 Tiger Sport 660 นี่มันทัวริ่งหรือทัวซิ่ง !?

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

KTM คัมแบ็ค 2025 พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่

KTM คัมแบ็ค 2025 พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่ KTM คัมแบ็ค 2025 หลังผ่านอนุมัติการเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ พร้อมเดินกำลังผลิตต่อเนื่อง ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดี สำหรับการคัมแบ็คครั้งใหม่และค่อนข้างคลายกังวลโดยเฉพาะแฟน ๆ ค่ายเคทีเอ็ม สำหรับการเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ ถูกอนุมัติข้อเสนอจากในที่ประชุม และเตรียมพร้อมกลับมาผลิตอีกครั้งในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป รายละเอียดการปรับโครงสร้างธุรกิจ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ๆ ประกอบไปด้วย 1.ชำระหนี้ 30% : KTM AG จะจ่ายเงินงวดแรก 30% หรือจำนวนเงิน 548 ล้านยูโร เพื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ภายในวันที่ 23 พ.ค.68 (ศาลจะอนุมัติรับรองแผนดังกล่าวในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 68 และกระบวนการปรับโครงสร้างของ KTM AG จะสิ้นสุดลงเมื่อแผนมีผลตามกฎหมาย) 2.แต่งตั้ง CEO คนใหม่ : ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่อย่าง Gottfried Neumeister จะเข้ามาบริหารธุรกิจในเครือของ พรีเมียร์ โมลิบิตี้ กรุ๊ป (KTM AG) แทนผู้บริหารคนเก่าอย่าง Stefan Pierer ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป “วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกขอบคุณและดีใจ KTM กำลังกลับมาอยู่บนเส้นทางของมันอีกครั้ง ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา พนักงานของเราทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป วันนี้..เราได้ปิดฉากบทสำคัญหนึ่งลงแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวของเราจะจบเพียงแค่นี้ ตอนนี้เราสามารถเดินหน้าสร้างตำนานของ KTM ต่อไปได้แล้ว เราทำสิ่งนี้เพื่อ แฟน ๆ KTM นับล้านคนทั่วโลก นักแข่งของเราที่เราภูมิใจอย่างยิ่ง และสถานที่ตั้งในออสเตรียของเรา ซึ่งเรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง โดย KTM ยังคงเป็นหนึ่งในนายจ้างชั้นนำของอุตสาหกรรมในออสเตรีย” Gottfried Neumeister กล่าว 3.กู้เงิน 800 ล้านยูโร : เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับชำระให้แก่เจ้าหนี้และใช้เป็นทุนในการผลิตล็อตไลน์ต่อไป กลุ่มบริษัทฯ จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมจำนวน 800 ล้านยูโร โดยได้แต่งตั้ง Gitigroup เข้ามาดูแลการลงทุนนี้ให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด   4.เงินหนุน 50 ล้านยูโร จากผู้ถือหุ้น: พร้อมหนุนหลังธุรกิจด้วยเงินสนับสนุนจำนวน 50 ล้านยูโร จากกลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุน โดยจะเริ่มเดินแผนการผลิตตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มกำลัง และนี่ก็คือ 4 ประเด็นหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากประชุมครั้งใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นบวกและน่าพอใจ แต่นี้ก็เป็นเพียงก้าวแรกสำหรับการคัมแบ็คครั้งใหม่ของ KTM เท่านั้น อย่างไรก็ดี การประกาศโดยตรงจากออฟฟิเชียลก็สามารถสยบ ข่าวลือต่าง ๆ มากมาย และก็ถือเป็นการกอบกู้ศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องสั่งปิดโรงงานและปลดพนักงานทั้งหมดในออสเตรีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น BMW M4 CS Edition VR46 รถยนต์จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับ ‘พ่อหมอ’ วาเลนติโน่ รอสซี่ เจ้าของแชมป์โลก 9 สมัย และในปัจจุบันนี้เจ้าตัวยังเป็นนักแข่งรถให้กับทางทีมโรงงาน BMW W Works โดยรถรุ่นพิเศษคันนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพ่อหมอเองก็มีส่วนในการร่วมออกแบบ และเพิ่มความเป็นลิมิเต็ดด้วยการผลิตออกมาวางจำหน่ายเพียงรุ่นละ 46 คันเท่านั้น เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับวาเลนติโน่ รอสซี่ทั้งทีจะเป็นของแบบธรรมดาก็คงจะไม่สมฐานะกับการเป็นค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมนี ทาง BMW ได้ทำการส่ง BMW M4 รถโฉมโมเดลสปอร์ตซีดานที่มาพร้อมกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่น Sport และ รุ่น Style สเปค และรายละเอียดของเครื่องยนต์ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร สามารถรีดพละกำลังได้มากถึง 550 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 650 นิวตันเมตร มาพร้อมเทคโนโลยี MTwinPower Turbo ที่เป็นเครื่องยนต์สมรรถนะระดับเดียวกันกับสนามแข่ง พ่วงมาด้วยเทอร์โบแบบ Mono-Scroll สองตัว ส่งพละกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ M xDrive ที่สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ ทางค่ายเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 302 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเทคโนโลยีของรถคันนี้ก็จัดให้ จัดใหญ่ และจัดเต็ม อาทิ ระบบ Active M Differential ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการถ่ายกำลังขณะเข้าโค้ง, M Adaptive Suspension ระบบช่วงล่างแบบปรับอัตโนมัติให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ดีไซน์การตกแต่งสไตล์ชัดแบบรอสซี่ เริ่มที่รุ่น Sport มาพร้อมกับตัวถังสี Marina Bay Blue metallic สีน้ำเงินเงา สวยสดใส มาพร้อมกับหมายเลข 46 ที่เป็นเบอร์ประจำตัว ขนาบด้านข้างทั้งสองฝั่งด้วยเฉดสี Tanzanite Blue metallic เพิ่มความโดดเด่นให้กับหมายเลข รถคันนี้มาพร้อมจุดเด่นคือมีแทบสีเหลืองพาดอยู่เหนือขอบประตู เพื่อเป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ของตัวรถ ถัดมากับรุ่น Style ที่มาพร้อมกับตัวถังสี Frozen Tanzanite Blue metallic แบบด้าน มาพร้อมกับหมายเลข 46 เช่นเดียวกับรุ่นแต่มาด้วยเฉดสี Frozen Marina Bay Blue metallic เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น ก้านล้อตกแต่งด้วยสีเหลือง คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองโดดเด่น   ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันของการตกแต่งทั้งสองรุ่นย่อยนี้คือ การใช้ดีไซน์ที่เน้นการใช้เฉดสีเหลืองเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก อาทิ ก้านล้อฟอร์จ M light alloy แบบ V-spoke ที่ตกแต่งด้วยสีเหลืองสด ซึ่งก้านล้อยังทำหน้าที่ระบุตำแหน่งของจุ๊บลมยางตามสไตล์ของรถแข่ง ที่คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองสดพร้อมโลโก้ M ที่เป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์ของวาเลนติโน รอสซี หลังคาคาร์บอนพร้อมโลโก้ VR46 ฝากระโปรงท้ายพร้อมโลโก้ VR46   ในส่วนของด้านบนของตัวรถ มาพร้อมหลังคาแบบคาร์บอนที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยโลโก้ VR46 ขนาดใหญ่ที่ถูกทับด้วยลายเซ็นของวาเลนติโน่ รอสซี่ และด้านท้ายบริเวณฝากระโปรงด้านหลังจะมาพร้อมกับตัวอักษร VR46 เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นลิมิเต็ดของรถในโมเดลนี้ มาต่อกันที่ดีไซน์ภายในของตัวรถ ที่ยังคงเน้นด้วยจุดเด่นสีเหลืองต่อเนื่องมาถึงห้องโดยสาร และเน้นไปที่ความเป็นสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ เริ่มที่พวงมาลัยแบบ M Alcantara แบบสามก้าน พร้อนก้านล่างตัดตรงมาพร้อมกับด้ายตะเข็บเย็บสีเหลือง และมาร์กเกอร์สีเหลืองในตำแหน่ง 12 นาฬิกาเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ตให้กับตัวรถ เบาะนั่ง M Carbon แบบบัคเก็ตซีทที่หุ้มด้วยหนัง Merino ในโทนสี Black/Night Blue และทางด้านของแผ่นรองไหล่ตกแต่งด้วย Alcantara สีเหลือง เพื่อเพิ่มความโดดเด่นในการตัดกับโทนสีหลักของตัวเบาะ พนักพิงมีจุดเด่นหนึ่งจุดได้แก่โลโก้ของ VR46 คอนโซลตรงกลางที่พาดยาวมาถึงอุโมงเกียร์ของตัวรถ ตกแต่งด้วยชิ้นงานในรูปแบบของคาร์บอน เพื่อเน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ที่ซื้อไปคอนโซลตรงกลางยังมาพร้อมกับหมายเลขรันนัมเบอร์  และสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ซื้อคือการได้พบปะแบบส่วนตัวกับเจ้าของหมายเลข 46 อย่าง วาเลนติโน่ รอสซี่ ที่ VR46

BMW เผยสิทธิบัตรใหม่ 2025 ระบบไอเสียปรับทิศทาง เข้าโค้งง่ายขึ้น!

BMW เผยสิทธิบัตรใหม่ 2025 ระบบไอเสียปรับทิศทาง เข้าโค้งง่ายขึ้น! เรื่องราวความเป็นไปได้ที่ BMW Motorrad จะเข้าร่วมการแข่งขันโมโตจีพีนั้นเริ่มเป็นจริงมากยิ่งขึ้น โดยสังเกตจากข่าวการขยายการลงทุนในภาคธุรกิจ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ประกอบกับกระแสการแข่งขันรถโปรดักท์ชันที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันอย่างในรายการ WorldSBK ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิ้ลยู โมโตราดได้สานต่อความสำเร็จด้วยผลิตภันฑ์ชิ้นใหม่ที่คิดค้นพัฒนาขึ้น หวังเพิ่มสมรรถนะตัวแข่งสำหรับการแข่งขันอย่างเทคโนโลยีสิทธิบัตรตัวใหม่อย่าง ระบบไอเสียแบบปรับทิศทางได้ (ฺBMW Corner-Assist Exhaust) แล้วระบบนี้มันสำคัญอย่างไร ? สำหรับระบบไอเสียแบบปรับทิศทางได้ เป็นหนึ่งแนวคิดในโปรเจ็กต์พัฒนาตัวแข่งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยระบบดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าโค้งที่แม่นยำ โดยใช้ไอเสียเป็นพลังงานขับเคลื่อนผ่านวาล์วซึ่งควบคุมการสั่งงานด้วยแอคชูเตอร์ไฟฟ้า สามารถปล่อยไอเสียในทิศทางที่ต้องการได้ โดยแนวคิดหลักของระบบนี้คือ การใช้แรงดันของไอเสียเป็นแรงดันเพื่อช่วยสร้างแรงกดให้กับตัวรถ ช่วยให้รถเข้าโค้งได้ดีขึ้น โดยสิทธิบัตรดังกล่าวยังคงเปิดเผยด้วยภาพร่างคร่าว ๆ ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่ก็พอมีข้อมูลทำให้พอทราบได้คร่าว ๆ อาทิ ระบบไอเสียจะถูกติดตั้งอยู่ภายในแฟริ่งส่วนล่างของตัวรถ  ท่อไอเสียหลัก จะถูกเชื่อมเข้ากับท่อส่งไอเสีย (Transfer Duct) ที่นำไอเสียเข้าสู่ห้องควบคุมไอเสีย (Barrel-Shaped Chamber)  ภายในห้องควบคุมนี้ มีวาล์ว (แบบหมุน) และช่องไอเสีย 2 ช่อง ระบบวาล์วตัวนี้สามารถหมุนได้ตามสั่งการเพื่อกำหนดทิศทางที่ไอเสียจะถูกปล่อยออก พร้อมออกแบบการทำงานของระบบวาล์ว  เมื่อเลี้ยวขวา : วาล์วจะหมุนเพื่อปล่อยไอเสียออกทางซ้าย ช่วยผลักรถเข้าโค้ง เมื่อเลี้ยวซ้าย : วาล์วจะหมุนเพื่อปล่อยไอเสียออกทางขวา ช่วยผลักรถเข้าโค้ง แต่เมื่อขับขี่ทางตรงปกติ ไอเสียจะออกท้ายท่อตามเดิมเหมือนรถทั่วไป  โดยระบบนี้ถูกควบคุมด้วยเซนเซอร์ IMU (Interial Measurement Unit) สามารถวัดระดับการเอียงของตัวรถ และสั่งให้วาล์วหมุนอัตโนมัติตามมุมรถของรถมอเตอร์ไซค์  ซึ่งข้อดีของระบบดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าโค้งได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น สร้างกริปการยึดเกาะถนนเพิ่มมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนแอโรไดนามิกเพิ่มเติม อีกทั้งยังอาจจะช่วยลดแรงต้านอากาศได้อีกด้วย  BMW จะนำระบบนี้ใช้จริงหรือไม่ ? ยังไม่มีข้อแน่ชัดว่าทางค่ายใบพัดสีฟ้าจะนำไปใช้ในทิศทางใด แต่อีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าการพัฒนานี้อาจนำไปสู่การแข่งขันในระดับสูงสุดในวงการสองล้ออย่างรายการโมโตจีพีในปี 2027 บวกกับเทคโนโลยีอื่น ๆ อาทิ แชสซีตัวใหม่ที่ใช้ในการแข่งขัน WorldSBK (ซึ่งตอนนี้ถูกแบน) ชุดแอโร่ไร้ปีกที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้  รวมถึงคร่าวลือที่ว่าทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูกำลังเทคข้อมูลตัวแข่งจากซูซูกิ หรือแม้กระทั่งข่าวยักษ์ใหญ่ล่าสุดที่กำลังจะฮวบกิจการของ KTM ซึ่งในจุด ๆ นี้ อาจบ่งบอกเป็นนัยยะเบา ๆ ว่าบีเอ็มดับเบิ้ลยู พร้อมที่จะลงแข่งในรายการระดับโลกแล้ว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก