SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Italjet Gresini Racing Dragster ขายหมดเกลี้ยงก่อนที่จะประกาศขายจริง ให้ตายสิพับผ่า ถ่ายรูปคันจริงลงเพจได้ไม่กี่วัน บิลต์ให้สาวกอยากได้จนน้ำลายหกได้ไม่ทันใด ถัดมาได้ 2 วัน มาประกาศบอกว่ารถขายหมดเกลี้ยงก่อนที่จะประกาศขายจริงอย่างเป็นทางการซะแล้ว สำหรับเจ้า Italjet Gresini Racing Dragster Limited Edition มาครั้งนี้เราก็เลยขอเอารายละเอียดความพิเศษของโมเดลนี้มาให้ดูกันแทน ว่ามีอะไรแตกต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไรบ้าง นอกไปเสียจากเรื่องของสีสันและลายกราฟิกที่ยกมาจากรถแข่ง MotoGP ของทางทีมเกรสินี เรซซิ่งทีมบ้าง ไฮไลต์พิเศษที่แตกต่างก็คือ – ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น และรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน – ระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง – ท่อไอเสียเต็มระบบจากทาง Akrapovic (มีท่อเดิมให้ด้วย) – ปีกหรือวิงก์เล็ตที่ท้ายรถสไตล์เดียวกับรถแข่ง MotoGP (มีตัวครอบเบาะเดิมให้ด้วย) – มีเฉพาะในโมเดล 300 เท่านั้น – โลโก้โฮโลแกรมพิเศษของทาง Gresini ยืนยันความเป็นของแท้ ทั้งนี้ราคาขายในยุโรปจะอยู่ที่ 9,499 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 379,000 บาท ถ้ามาไทยล่ะก็อย่าให้เซดเลยจะดีกว่า ราคาน่าจะโดดขึ้นไปกว่านี้อีกเยอะเลยทีเดียว สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่จองไม่ทันไม่ต้องเสียใจไป ทางอิตาลีได้แจ้งไว้ว่าจะมีสีสันพิเศษดังกล่าวนี้กับโมเดล 125, 200, 300 ด้วย เพียงแต่จะไม่ได้ความพิเศษแบบเดียวกันกับไฮไลต์ด้านบนเท่านั้น เรียกได้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของได้ในราคาถูกลง แต่จะไม่ได้ความซิ่ง และความพิเศษแบบสุด ๆ เหมือนโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็เท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V4 Supreme หล่อ เท่ แพง ขั้นสุด มาอีกแล้วสำหรับงานคอลแล็บฯ สำหรับรถ Ducati ที่ขยันทำเสียจริง ๆ แถมทำมาแต่ละทีนี้เล่นเอาไบเกอร์อย่างเรา ๆ น้ำลายสอทุกที สำหรับคราวนี้เป็นคิวของเน็กเก็ดระดับเรือธงของทางค่าย ภายใต้ชื่อโมเดลว่า Streetfighter V4 Supreme ที่บอกตรง ๆ ว่า หล่อ เท่ แล้วก็แพง ขั้นสุด สุดทุกทางจริง ๆ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักแบรนด์ซูพรีม แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกันที่มีตัวหนังสือขาวภาษาอังกฤษวางบนพื้นหลังสีแดงกันเป็นอย่างดี ขึ้นชื่อเรื่องความเท่ในแบบสตรีท ซึ่งก็ดูลงตัวกับโมเดลพิเศษที่มีรถพื้นฐานเป็น Streetfighter V4 S นี้เป็นอย่างดี โดยมีทาง Drudi Performance ช่วยออกแบบ ดีไซน์ตัวรถก็เลยออกมาได้อย่างโดดเด่นในธีมสีขาวและแดง โดยจะมีโลโก้ซูพรีมขนาดใหญ่พาดทับตัวรถบริเวณถังน้ำมัน และโลโก้ขนาดเล็กที่บริเวณบังโคลนหน้า ตูดมดและที่ล้อหลัง นอกจากนี้ยังมีเบาะนั่งสีแดงตัดดำ มีการทำสีคาลิเปอร์เบรก Brembo ให้เป็นสีแดง ตัวอักษรสีขาว และตัวล้อเองก็จะถูกทำสีขาวดูลงตัวกับโมเดลพิเศษนี้มาก รวมไปถึงรายละเอียดพิเศษเล็ก ๆ น้อย อย่างโลโก้ของ Drudi Performance ที่เป็นลายนิ้วมือที่ด้านตัวรถด้านขวา สติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนออกแบบพิเศษเฉพาะโมเดลนี่ที่บริเวณใต้ซับเฟรมท้าย โลโก้ Pirelli ที่บังโคลนหน้าและอกล่าง โลโก้ Shell ที่กาบข้างหม้อน้ำ และโลโก้ Brembo ที่อกล่างอีกด้วย โดยมีสเปกคร่าว ๆ ดังนี้ เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,103 ซีซี 208 แรงม้ากับแรงบิด 123 นิวตันเมตร น้ำหนักตัวรวมของเหลวไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง 193 กิโลกรัม ช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าจากทาง Ohlins เต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และหลังเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรกจากทาง Brembo ใช้ล้อฟอร์จอลูมิเนียมอัลลอยขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ขนาด 120/70 ZR17 และ 200/60 ZR17 เรื่องของการจำหน่าย แน่นอนว่าเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัด และมีการรันนัมเบอร์ต่อกันอีกด้วย ก็ย่อมจะแพงเป็นพิเศษ โดยจะจำหน่ายในราคาราว ๆ 1,837,000 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) ซึ่งแน่นอนว่ามาไทยราคาก็จะต้องบวกไปจากนี้อีกพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งแพงเพราะแบรนด์ Supreme แท้ ๆ แพงกว่าราคาโมเดลปกติเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว และสำหรับคนที่อาจจะจ่ายเงินซื้อรถไม่ไหวทางซูพรีมยังร่วมกันกับแบรนด์อื่น ๆ ทำสินค้าในกลุ่มแอพพาเรลมาขายให้สาวกอีกด้วย เช่น หมวกกันน็อก ชุดหนัง และชุดแข่ง เป็นต้น แน่นอนว่าราคาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน งานนี้ใครรักในแบรนด์ และเงินเหลือ ซื้อไปยังไงก็หล่อเท่แน่นอน ส่วนตัวผมหรอ ขอแค่ได้ลูกคลำแล้วก็ได้ลองคร่อมซักทีก็พอแล้ว มันสวยจริง ๆ นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Combat F-117 Fighter มอเตอร์ไซค์มือสอง ราคาเกือบ 3 ล้าน! รอดพ้นจากมือนักสะสม มาโผล่ในตลาดรถมือสองได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับโมเดลจากสำนักคัสตอม Combat Motors อย่าง Combat F-117 Fighter โดยทางเว็บไซค์ Pro Italia Motorcycle พร้อมเปิดเคาะราคาให้เป็นเจ้าของในราคาที่ 72,999 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 2.7 ล้านบาท (มือหนึ่งขายราคาที่ 125,000 ดอลล่าร์หรือประมาณ 4.6 ล้านบาท) หากใครที่เป็นแฟน ๆ สาวกโร้ดสเตอร์อิดิชันสุดพิเศษและอยากสะสมไว้ก็ต้องก็พิจารณารุ่นนี้กันแล้ว สำหรับเจ้า F-117 Fighter รุ่นนี้นับว่าเป็นโมเดลที่น่าสะสมไม่ใช่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้สร้างออกมาเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ซึ่งนอกจากเครื่องยนต์ S&S X Wedge V-Twin ที่ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดีไซน์ของมันก็ช่างสวยงามราวกับงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกถูกออกแบบและยังแฝงไปด้วยความดิบเปลือยอันบ้าคลั่งที่ดูล้ำสมัยไม่ตกยุค อักษรรุ่น ครอบกรองอากาศ ครอบถังน้ำมัน เรือนไมล์อนาล็อก ด้วยชิ้นส่วนโครงสร้างตัวรถที่ออกแบบด้วยวิศวกรรมชั้นสูงและใช้แบบเดียวกันกับรุ่น P-51 Figther ด้วยงาน CNC จากบล็อกเหล็กแท่งอลูมิเนียมเกรด 6061 และ 7075 ซึ่งเป็นเกรดอากาศยานระดับสูง ให้ความแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกเก็บดีเทลรายละเอียดงานต่าง ๆ อย่างประณีต อีกทั้งยังดูสวยงามด้วยแฟริ่งบริเวณบังโคลน ครอบท่อและครอบโซ่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงฝาครอบแคร้งเครื่อง ครอบคลัตช์ ครอบกรองและครอบถังน้ำมันแบบใส ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรือนไมล์แบบอนาล็อกผสมดิจิทัลประกอบกับงานเลเซอร์ประดับชื่อรุ่นไว้ตรงบริเวณถังน้ำมัน แถมใช้เบาะสั้นชิ้นเดียวฝังไฟท้ายออกมาดูสวยงาม เครื่องยนต์ S&S X Wedge 117 V-Twin ทริปเปิ้ลแคมชาฟต์ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 1,917 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 5,100 รอบ แรงบิดสูงสุด 162.7 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันขนาด 16.25 ลิตร แถมเคลมท็อปสปีดมามากกว่า 250 กม./ชม. เรียกว่าพร้อมบินตั้งแต่ออกตัวเลยทีเดียว โช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมคอยล์สปริง โช้คเดี่ยวซับแทงค์ ด้านหลังร่วมกับกระเดื่อง ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ Blackstone TEK (BST) ดิสก์เบรกด้านหน้า 4 ลูกสูบ ช่วงล่างจัดมาให้สวย ๆ เช่นกันและน่าสนใจเลยไม่น้อย ด้วยระบบกันสะเทือนจาก Race Tech โดยโช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบนพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ด้านหลังร่วมกับกระเดื่องและสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ สวมด้วยดับเบิ้ลดิสก์เบรกหน้าหลังพ่วงคาลิเปอร์ด้านหน้า 4 ลูกสูบและด้านหลังขนาด 4 ลูกสูบ เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้นด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก Blackstone TEK (BST) หน้า-หลังขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว รัดด้วยยางสายฟ้า Pirelli Dlablo Rosso III ขนาดไซส์ 120/70 และ 240/45 ตามลำดับ รวมน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 254 กก. แต่อย่างว่ารถแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เพราะมือหนึ่งไม่มีขายแล้ว ก็ต้องลองพิจารณากันดู สำหรับรถคัสตอมสูบวีสุดล้ำจากอเมริกัน พร้อมของแต่งรอบคันและไม่เหมือนใคร ถือว่าเป็นแรร์ไอเท็มที่น่าสะสมทีเดียว หากใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ คลิ๊กที่นี่ สำหรับโมเดลรุ่นอะไรที่น่าสนใจในครั้งต่อไปก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก SuperBike ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 552X ทำหน้า อัปไซส์ ให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางใน เปิดตัวใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่สีใหม่สักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางตัวยอดนิยมเชื้อสายอิตาลีอย่าง Benelli TRK 552X ที่ครั้งนี้หมอ เอ้ย วิศวกร ได้ทำการทำหน้า อัปไซส์ แถมให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางในมาให้ด้วยเลย บอกเลยว่ารอบนี้ทำมาได้ถูกใจสาวกสายลุยจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปโฉมที่ทำให้ดูหล่อขึ้นนั้นคือการทำหน้ามาใหม่ โดยอัปเกรดจากหลอดฮาโจเจนแบบเดิมมาเป็นระบบไฟ LED แล้ว ชิลด์หน้ามีขนาดใหญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจมูกก็โด่งขึ้น เอ้ย ปากนกโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แฟริ่งหน้าและแฟริ่งข้างถังน้ำมันก็ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้ดูบึกบึนมากขึ้น แต่ส่วนท้ายรถเองนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในส่วนของการอัปไซส์นั้น มีการเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงให้กลายเป็น 550 ซีซี ทำให้มีกำลังแรงขึ้นเป็น 60 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร ซึ่งถ้าตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ทรงพลังที่สุดในเซ็กเมนต์นี้เลย ส่วนช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนจากทาง Marzocchi ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ทั้งระบบ โดยมีล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว ด้านหลัง 17 นิ้ว ซึ่งอาจจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย เพราะถ้าให้ล้อซี่ลวดที่เหมาะกับออฟโร้ดมาแล้วก็ควรจะเป็นล้อ 21 นิ้วไปเลยสำหรับในส่วนของล้อหน้า ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาให้พร้อมระบบเชื่อมต่อกับมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ มีโหมดหน้าจอแสดงผลหลากหลายโหมด มีระบบตรวจวัดลมยาง ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล และมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ปะกับแฮนด์ดูหรูหราผิดคลาส ทว่าน่าเสียดายที่ตัวรถไม่มีระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือว่าโหมดการขับขี่มาให้ สุดท้ายนี้ก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน คาดว่าราคาก็น่าจะแพงขึ้นจากโมเดลปัจจุบันที่ขายในไทยขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนท่านที่สนใจ เราได้ทำตารางเปรียบเทียบสเปกคร่าว ๆ มาให้ว่าคู่แข่งในบ้านเราตอนนี้มีรุ่นไหนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R20 Concept พี่เบิ้มคันงาม สัญญาณบอกใบ้พิกัดใหม่ ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิลยูโมโตราดได้ทำการเผยโฉมเจ้า BMW R20 Concept คอนเซ็ปต์ไบค์คันงามที่เฉลิมฉลองความเป็นเลิศในงานฝีมือและนำเสนอการออกแบบที่สื่อถึงความเท่และความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตลอดไปจนถึงความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด หล่อเท่ ไฮคลาส นั่นคือคำนิยมของคอนเซ็ปต์ไบค์ไซส์เบิ้มที่สุดของทางค่ายเท่าที่เคยมีมา มันคือมอเตอร์ไซค์ที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในรูปลักษณ์ที่ทรงพลังในสไตล์ของสุภาพบุรุษที่เรียบง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ซึ่งก็คือ ดีไซน์ที่คลาสสิกและงานวิศวกรรมชั้นยอดผสมผสานเข้ากับกลไกเครื่องยนต์ที่น่าตื่นเต้น โดดเด่นตามสไตล์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่พร้อมสีสันร้อนแรงสมชื่อ Hotter than Pink จากความนิยมในยุค 70 ตลอดไปจนถึงการเล่นสีสันกับฝาสูบ และท่อไอดีอลูมิเนียมที่ปัดเงา และสีดำกันเมทัลของตัวก้านพาราเลเวอร์ พักเท้าและคาลิเปอร์เบรก ไฟท้ายเองก็ถูกฝังเข้าไปในเบาะนั่งแบบตอนเดี่ยวที่บุด้วยหนังอัลคันทาร่าสีดำและหนังแท้เนื้อละเอียด ซึ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นโร้ดสเตอร์ได้ดี ขณะที่ไฟหน้า LED ตามแบบสมัยใหม่ เด่นด้วยวงแหวนอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ติดตั้งระบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์เอาไว้ด้วย ส่วนไฟหน้าหลักจะลอยตัวอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวน ส่วนหัวใจหลักของโมเดลนี้หนีไม่พ้นเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ เบิ้มขึ้น เป็น 2,000 ซีซี ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดความมันในการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ออกแบบได้สวยงามอย่างกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ท้ายของรถมีการลดทอนส่วนเกินออก เหลือไว้แต่ส่วนสำคัญ เพื่อขับเน้นเส้นสายที่คลีน ที่สะอาดและความทรงพลังดุดันของตัวรถได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ที่ให้เสียงออกมาได้ทรงพลังและลงตัวกับโมเดลนี้ได้อย่างดี ช่วงล่างเองก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดอีกด้วย โดยเฟรมแบบดับเบิลลูพนั้นถูกทำขึ้นจากเหล็กโครโมลีและทำสีดำ เพื่อให้เข้าคู่กับล้อสีดำ โดยด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 120/70 ส่วนด้านหลังจะเป็นล้อดิสก์ขนาด 17 นิ้วเช่นกัน รัดด้วยยางขนาด 200/55 โมเดลนี้ยังมีสิ่งที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์น ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Paralever ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับ ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบของแขนคู่สองแขน โดยสวิงอาร์มทำมาจากเหล็กโครโมลี่ ส่วนตัวสตรัททำมาจากอลูมิเนียม โดยออกแบบมาให้แรงขับเคลื่อนที่กระทำต่อระบบนั้นบาลานซ์กับทั้งสองส่วนอย่างลงตัว เพลาขับหลังสองตัวที่ขึ้นรูปจากอลูมิเนียมก็นับว่าเป็นอีกจุดนึงที่มีคุณภาพสูง การมีระบบเพลาขับแบบเปลือยสืบทอดต่อมาจาก R18 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นภายนอกอันเป็นที่รู้จักกันดีของเจ้า R18 เลย แต่ในโมเดลนี้มีการทำให้สั้นลงเพื่อให้สามารถติดตั้งลงในโมเดลนี้ที่มีลักษณะของโร้ดสเตอร์ได้ ขณะที่ส่วนของระบบกันสะเทือนจะได้โช้คจากทาง Ohlins แบล็กไลน์มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบเต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก ISR ทั้งระบบ โดยด้านหน้ามี 6 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ ๆ อย่างฝาสูบใหม่ ครอบสายพานใหม่และออยล์คูลเลอร์ใหม่ซึ่งออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถติดตั้งท่อเดินน้ำมันได้โดยมีบางส่วนที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และมีจุดไฮไลท์พิเศษคือเมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ และจินตนาการถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถเข้าทางท่อดูดสดรับไอดีเข้าสู่เรือนลิ้นเร่งและกระบอกสูบ ก่อนที่จะถูกขับออกมาผ่านระบบไอเสียและปลายท่อทรงเมก้าโฟนก่อให้เกิดเสียงทรงพลังในแบบของบิ๊กบ็อกเซอร์ เรียกว่าเป็นโมเดลที่มีสไตล์โดดเด่นสวยงามจริง ๆ แถมยังเป็นเหมือนการบอกใบ้ถึงพิกัดใหม่ของเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ของทางค่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าหลังจากนี้ก็จาก R18 ก็จะกลายเป็น R20 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 2,000 ซีซีแทน แน่นอนว่าโมเดลใหม่ที่จะมาในอนาคตคงออกแบบได้สวยขึ้นโดยมีพื้นฐานจากคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ แต่ก็จะต้องเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาหลายอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และนั่นอาจจะทำให้ความเรียบแต่โก้ของโมเดลนี้ลดลงไปบ้าง ทว่าก็นับเป็นการพยายามสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักถึง DNA การออกแบบของ BMW Motorrad ที่น่าทึ่งมากจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Lambretta X300 Special ดูดี พรีเมียม ควรมีซักคัน Lambretta X300 Special พรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากสัญชาติอิตาลี มาพร้อมกับลวดลายสุุดพิเศษด้วยสีสันใหม่ และคงยึดสไตล์ความเป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว โดยมีหัวใจขับเคลื่อนที่เป็นเครื่องยนต์ LSP ขนาด 275 ซีซี ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์อย่างมีระดับ ราคา 157,900 บาท สัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ระบบไฟเป็น LED รอบคัน โช้คหน้า Double Arm-Link ปรับพรีโหลด 7 ระดับ ลายกราฟิกใหม่ เฉพาะรุ่น เรือนไมล์แบบผสม อนาล็อก – ดิจิทัล ด้านหน้าโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไฟท้ายทรงคริสตัลขนาดใหญ่ โครงสร้างแบบ Low & Long สไตล์แลมเบรตต้า สเปก Lambretta X300 Special ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 275 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 85.0 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า Bosch ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพานวีเบลต์ ยางหน้า 120 /70 – 12 51M แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130 /70 – 12 56M แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลอาร์มลิงก์และโช้คคู่ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS กว้าง X ยาว X สูง 1,922 X 741 X 1,117 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,370 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 160 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ เบนซิน /แก๊สโซฮอล์ 91,95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C สีสันที่มีจำหน่าย White Latte/Black Yellow Mustard/Black Red Amaro/White Grey Scuro/Black อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha พัฒนาระบบแอนติไดฟ์ หวังยกระดับสมรรถนะ เวลาไม่เคยคอยใคร เทคโนโลยีในสมัยใหม่ก็เช่นกัน เรียกว่าพัฒนากันอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะกับรถในพิกัดเรือธงที่มักจะได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ล้ำ ๆ ซึ่งบางครั้งก็ถ่ายทอดมาจากสนามแข่ง บางครั้งก็อาจจะได้แนวทางมาจากวงการสี่ล้อ หรือวงการอื่น และตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่า Yamaha พัฒนาระบบแอนติไดฟ์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ของรถให้ดีขึ้นไปอีกระดับ หลาย ๆ คนน่าจะรู้กันดีอยู่ว่านักบิดส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลัง แม้ว่าบางเคสบางกรณีอาจจะแตกต่างออกไป แต่อย่างไรเสียคนส่วนใหญ่ก็จะเบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังอยู่ดี เนื่องจากว่าเบรกได้ดั่งใจมากกว่าเพราะควบคุมได้ด้วยนิ้วมือ แต่เวลาเบรกหน้าหนัก ๆ นั้นจะทำให้รถเกิดอาการหน้าทิ่ม เนื่องจากโช้คยุบตัวมาก จนล้อหลังลอยขึ้นจากพื้นและนั่นอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย เนื่องจากรถเริ่มสูญเสียการยึดเกาะแล้วนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เองยามาฮ่าก็เลยพัฒนาระบบดังกล่าวนี้ขึ้นมา โดยล่าสุดมีเอกสารการจดสิทธิบัตรสำหรับระบบ Active Suspension ขึ้นมา เพื่อลดอาการหน้าทิ่มและหน้าหงาย ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเบรกหนัก ๆ และเปิดคันเร่งหนัก ๆ นั่นเอง ซึ่งอาการทั้งสองนี้สามารถแก้ไขให้เกิดขึ้นน้อยลงได้ด้วยการปรับเซ็ตช่วงล่าง เช่น การปรับเปลี่ยนสปริง ปรับพรีโหลด และปรับแดมปิ้ง แต่ปัญหาก็คือการเซ็ตอัพแบบนึงก็จะเหมาะกับการขับขี่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เช่น การปรับสปริงให้นุ่มก็จะซับแรงได้ดี เหมาะกับถนนที่ไม่สม่ำเสมอ ขรุขระ บัมพ์เยอะ แต่ก็จะไม่ดีกับการขับขี่ที่ต้องการความเร็ว และแน่นอนว่าในทางตรงกันข้ามสปริงที่แข็งขึ้นก็เหมาะกับการทำเวลา การขี่ในสนาม แต่นั้นก็ทำให้รถนั้นไม่นุ่มนวล และนี่คือความตั้งใจของ Yamaha คือการขจัดปัญหาเหล่านี้นั่นเอง โดยยามาฮ่าระบุว่า เพื่อให้เบรกได้อย่างเหมาะสมและไม่ทำให้ความสบายในการขับขี่นั้นลดน้อยลงเมื่อผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เบรกกะทันหัน ระบบกันสะเทือนที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยตัวควบคุมจะควบคุมทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน และระบบนี้จะมีใช้งานในรถซูเปอร์ไบค์และสปอร์ตไบค์ โดยระบบจะทำงานเมื่อมีการใช้เบรก ตัวควบคุมเบรกจะช่วยสั่งการเบรกทั้งที่ล้อหน้าและล้อหลัง และระบบควบคุมระบบกันสะเทือนก็จะสั่งงานให้โช้คหน้าเพิ่มแดมปิ้งในด้านยุบตัว และเพิ่มสปริงพรีโหลดที่ด้านหน้าด้วย ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มแดมปิ้งในด้านยืดตัวของโช้คหลัง และลดสปริงพรีโหลดที่ด้านหลังด้วย ซึ่งก็จะช่วยป้องกันอาการหน้าทิ่มได้ และกรณีที่เปิดคันเร่งระบบควบคุมระบบกันสะเทือนก็จะทำงานในทางกลับกัน เพื่อป้องกันอาการหน้าหงายนั่นเอง มาถึงตรงนี้แล้วลองคิดดูสิครับว่ารถโปรดักชันระดับหัวเรืออย่าง R1, MT-09 หรือ R6 ได้มีระบบที่ทันสมัยแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP มันจะดีขนาดไหน เอ หรือว่า เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากเกินไปนะ แต่ช่างเถอะ มีไว้ก็น่าจะดีกว่าปลอดภัยกว่าอย่างแน่นอน เชื่อผมสิ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LAMBRETTA X300 Special พิเศษสุดด้วย 4 สีสันใหม่สไตล์ทูโทน แบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี! LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เปิดตัวรถรุ่นล่าสุด Lambretta X300 Special ยกระดับความพิเศษด้วย 4 สีสันใหม่สไตล์ทูโทน พร้อมไฮไลท์ใหม่ที่แตกต่างจากครั้งไหน ๆ กับสัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ที่มีใน X300 Special เท่านั้น! เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สกู๊ตเตอร์จากแลมเบรตต้า นอกจากจะเป็นมรดกอันล้ำค่าที่สืบสานกันมายาวนานกว่าแปดทศวรรษแล้ว ยังคงเป็นการปฏิวัติวงการสกู๊ตเตอร์ด้วยการผสานความคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน NEW LAMBRETTA ที่แม้จะมีการออกแบบมาให้ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง DNA ความเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของแลมเบรตต้าอย่างชัดเจน ล่าสุดกับการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่! ในชื่อรุ่น X300 Special น้องใหม่ล่าสุด ในตระกูล X-Series ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นพี่ พร้อมยกระดับความพรีเมียมขึ้นอีกขั้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น และแตกต่างจากรุ่นที่ผ่านมา เพิ่มอารมณ์ความคลาสสิกที่ผสานความสปอร์ตหรูหรา ด้วยการผสมผสานระหว่างสีสันที่ตัดกันอย่างมีศิลปะบนบอดี้ตัวรถ และการออกแบบลวดลายพิเศษบริเวณฝาข้างพร้อมสติ๊กเกอร์เส้นสายและลวดลายของเลข 300 ที่คาดบริเวณบังโคลนหน้าแบบ Fix fender และยังมาพร้อมช่องลมที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเสริมลุคความสปอร์ตที่โดดเด่น ซึ่งนอกจากจะได้ความเท่ของดีไซน์แล้ว ยังช่วยเสริมสมรรถนะให้อากาศไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และที่เป็นไฮไลท์ของความสเปเชียลใน X300Special รุ่นนี้ ก็คือสัญลักษณ์พิเศษ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ที่เห็นปุ๊บรู้ได้ทันทีว่า นี่แหละ…รุ่นใหม่ที่มีรหัสต่อท้าย ด้วยคำว่า Special! นอกจากนี้ยังคงใส่ใจในทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน เริ่มที่ เครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที และเช่นเคยกับความโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของแลมเบรตต้า ออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน ในส่วนของไฟท้ายเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะประจำตระกูล X-Series ที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก build-in อยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน และยังมีความปลอดภัยที่มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง และมีตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ LAMBRETTA มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน! สำหรับสีสันของโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับ 4 คู่สีสันแห่งความพิเศษได้แก่ – Grey Scuro/Black สีเทาตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – Yellow Mustard/Black สีเหลืองมัสตาร์ดตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – White Latte/Black สีลาเต้ตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – Red Amaro/Whiteสีขาวตัดกับสีแดง ขอบคิ้วสีซิลเวอร์ พร้อมกับราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 157,900 บาท และหากใครที่กำลังสนใจในโมเดลใหม่คันนี้แล้วล่ะก็ อย่าพลาดความพิเศษที่มีให้เฉพาะช่วงเปิดตัวเท่านั้น! เพียงจองผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ https://booking.lambretta.co.th ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิ.ย. 67 ก็รับข้อเสนอสุดพิเศษ! รวมมูลค่ากว่า 6,000 บาท ( Voucher มูลค่า 2,000 บาท ฟรี! ทะเบียนและพรบ. มูลค่า 1,000 บาท ฟรี! ประกันรถหาย มูลค่า 3,000 บาท) และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/lambretta.th และ https://lambretta.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 250 CL-C ครูเซอร์ไซส์เล็กเชื้อจีน แต่สไตล์อังกฤษ เป็นข่าวร้อนแรงเสมอสำหรับค่ายมังกรฟ้าอย่าง ซีเอฟโมโต ค่ายรถจากแดนมังกรที่มีดีไซน์ล้ำโลกในแบบที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับ หากคนไม่รู้จักมองผ่าน ๆ อาจจะคิดว่าเป็นรถยุโรปก็เป็นได้ เคยมีตัวแทนในไทยมาแล้วเมื่อไม่กี่ก่อน ก่อนที่จะลอยแพผู้ใช้กันไปแบบงง ๆ และตอนนี้ก็กำลังจะมีตัวแทนใหม่ในไทยอีกครั้ง และล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัว CFMoto 250 CL-C ซึ่งทางค่ายเขาบอกว่านี่ครูเซอร์ไบค์สไตล์อังกฤษนะเออ ก็อดที่เอามานำเสนอไม่ได้ เพราะรถพิกัดนี้น่าจะเป็นที่สนใจแก่ไบเกอร์มือใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวโมเดลนี้จะมาในสไตล์แบบเดียวกับรุ่นพี่ในพิกัด 450 ออกแบบโดยให้มันมีกลิ่นอาย มีสเน่ห์แบบรถอังกฤษ ซึ่งสไตล์แบบอังกฤษก็คือความคลาสสิก ความปราณีตในทุก ๆ รายละเอียด ให้ภาพลักษณ์ดูเป็นผู้ดี อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งมองจากภาพเอาก็ถือว่าทำได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ต้องมาดูคันจริงกันอีกที สำหรับเรื่องของความปราณีต ขณะที่สไตล์มองว่าคลาสสิคได้ตามแบบฉบับอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว กระจก เรือนไมล์ ไฟเลี้ยวท้าย เป็นทรงกลมตามแบบฉบับ โช้คด้าหน้าก็มีปลอกยางกันฝุ่นแบบที่รถคลาสสิกนิยมกัน ถังน้ำมันก็เป็นทรงหยดน้ำเว้ารับเข่าสะดวกเวลาหนีบถังคอนโทรลตัวรถ เบาะนั่งแบบต่ำ ขาถึงพื้นได้ง่ายตามสไตล์ของครูเซอร์ และที่สำคัญที่สร้างภาพลักษณ์ได้ดีเลยคือยางอ้วน ๆ ใหญ่ ๆ ทำให้รถดูบึกบึนสมสไตล์มากขึ้น น่าจะถูกใจคนหัวใจเก๋า แต่งบไม่มาก อย่างแน่นอน ขุมพลังของรถจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 249 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 25 ตัวที่ 9,800 รอบ กับแรงบิดที่ 20.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตรซึ่งถือว่าใหญ่เลยทีเดียวกับพิกัดนี้ โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 165 กิโลกรัม และที่สำคัญคือส่งกำลังด้วยสายพานอีกด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะถูกใจสายคัสตอมครูเซอร์แน่นวล ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มร่วมกับโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ J.JUAN แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อและยางที่มีขนาด หน้าและหลังตามลำดับดังนี้ 130/90 R16 และ 150/80 R16 เป็นยางอ้วน ๆ ที่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสายคัสตอมอย่างแน่นอน ต่อกันในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีทันสมัยที่มีให้ก็จะมีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ให้มาเป็นมาตรฐานติดรถเลย ก็ดูเหมาะสมกับพิกัดรถดี ซึ่งก็น่าจะทำให้ราคารถไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย สุดท้ายนี้มีความเป็นไปได้ที่โมเดลนี้จะมาจำหน่ายในไทยค่อนข้างมาก เพราะตอนนี้ก็มีข่าวแล้วว่าทางค่ายมังกรฟ้าได้มีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทยแล้วเป็นทาง M Bike และรถในสไตล์คลาสสิกตอนนี้ก็ถือว่ามีฐานลูกค้าที่สนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ถ้ามาแล้วทำราคาได้น่าสนใจ บวกกับสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับไบเกอร์ที่ทราบข่าวคราวของตัวแทนเก่าได้แล้วล่ะก็ ไม่น่าจะมีปัญหากับการขายแน่ แต่ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป เรามีตารางเปรียบเทียบกับคู่แข่งในบ้านเราให้เพื่อน ๆ ได้ลองพิจารณากันก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ 2000 ซีซีจากจีน ล่าสุด GWM หรือ Great Wall Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้ทำการเปิดตัว SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เรียกว่าเป็นคู่แข่งกับ Honda Goldwing และ BMW K1600 GTL นั่นเอง เอาเป็นว่า เราไปดูรายละเอียดของโมเดลนี้กันก่อนดีกว่าว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด รูปลักษณ์ภายนอก ตัวรถจะมีดีไซน์แบบผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน เส้นสายตัวรถจะมีความโค้งมนแบบคลาสสิก แต่ก็ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือจะให้เรียกว่าเป็นแกรนด์ทัวริ่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกก็ว่าได้ ซึ่งทางค่ายได้แรงบันดาลใจมาจากการเชิดสิงโต ตัวรถจึงเด่นด้วยแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ร่วมกันกับช่องรับลมขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่ทำหน้าป้อนอากาศเข้าสู่ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ พร้อมเพิ่มความงามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์ H8 ซึ่งเป็นเครื่องแบบ 8 สูบนอนขนาดใหญ่ถึง 2,000 ซีซี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางค่ายยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องของตัวเลขสเปกพละกำลังหรืออัตราสิ้นเปลืองออกมาให้รับทราบ แต่มีการเผยน้ำหนักตัวรถออกมาที่ 384 กิโลกรัมซึ่งก็น่าจะรับได้ ทว่าส่วนที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์ 8 สปีดแบบดูอัลคลัตช์ออโตเมติกทรานส์มิชชันผนวกอยู่ในเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นเจ้าเดียวในโลกที่มีในตอนนี้ โดยในเรื่องของระบบส่งกำลังนั้นจะใช้ระบบขับเพลาแทนที่จะเป็นแบบขับโซ่ ซึ่งทางค่ายบอกว่าจะมีเสียงรบกวนน้อยกว่าและช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์และส่งกำลังได้อย่างสมู้ทนุ่มนวลกว่าแบบขับโซ่ ขณะที่ระบบช่วงล่างตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปทั้งหมด ด้านหน้าจะมีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบนซึ่งจะเด่นเรื่องความนิ่งเสถียรและการควบคุมที่ดี ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวกับสวิงอาร์ม โดยจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ทว่าเรื่องของขนาดล้อและยางยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา แต่ในส่วนที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่บอกได้เลยว่าหรูหราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะ ระบบจอดรถอัตโนมัติ เพซโหมดที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ เหมาะกับเวลาการเคลื่อนย้ายที่จอดรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียงกับหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้วที่มีชิปประมวลผลซึ่งรองรับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่าง ๆ ผ่าน OTA ช่วยให้สามารถปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของรถได้ ระบบเครื่องเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความสะดวกสบายด้วยกล่องข้างขนาด 118 ลิตร แต่ถ้าจะมีตัวแทนจำหน่ายมาขายในบ้านเราก็ต้องมาเจอกับคู่แข่งหลายหลายโมเดลที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Honda Goldwing, BMW K1600 GTL, Harley-Davidson Road Glide Limited และ Indian Roadmaster Icon ซึ่งแต่ละคันก็มีสไตล์แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยแต่จัดว่าอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกัน โดยสามารถดูตารางเปรียบเทียบตัวเลขที่น่าสนใจคร่าว ๆ ด้านล่าง และตัดสินใจประเมินความน่าสนใจด้วยตัวเองได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna โมเดลพิเศษแด่ตำนานแห่งการแข่ง F1 มาอีกแล้วกับค่ายที่ขยันทำโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดซึ่งก็คือดูคาตินั่นเอง กับโมเดลใหม่อย่าง Ducati Monster Senna ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่งรถแข่ง Formula 1 หรือ F1 หรือรถสูตร 1 นั่นเอง ซึ่งชายผู้นี้คือนักแข่ง 4 ล้อที่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์และเขาก็ยังเป็นสาวกดูคาติอีกด้วย ภายนอกโดดเด่นถูกใจวัยรุ่นสุด ๆ แต่อาจจะไม่ถูกใจสาวกดูคาติที่ชื่นชอบสีแดงก็เป็นได้ เพราะคันนี้มาในเฉดสีเหลืองพร้อมลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากหมวกกันน็อกของนักแข่งรถล้อเปิดชาวบราซิลเลียน และสีของธงชาติบราซิล พร้อมองค์ประกอบภายนอกที่เพิ่มความสปอร์ตให้กับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัดเพียง 341 คันเท่านั้น หลาย ๆ คนมาถึงตรงนี้แล้วคงจะสงสัยว่าทำไมต้อง 341 ซึ่ง เลข 3 ตัวแรกนั้นคือจำนวนแชมป์โลกที่ Senna คว้ามาได้ ส่วนเลข 41 คือจำนวนที่เขาคว้าชัยมาจากศึก F1 ซึ่งนักแข่งผู้นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับทาง Ducati มาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่ามีรถดูคาติที่ใช้ชื่อรุ่นมาจากนักแข่งคนนี้ด้วยกันหลายรุ่นเลย ซึ่งถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ดูคาติแล้วล่ะก็จะต้องเคยผ่านหูผ่านตาท่านมาบ้าง สำหรับครั้งนี้ที่เลือก Monster มาทำเป็นโมเดลพิเศษนั้นมันเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ในกาลก่อน ซึ่งรถคันแรกที่ Ayrton เป็นเจ้าของก็คือ Monster 900 ซึ่งเขาใช้มันจริง ๆ และเขาก็ชอบความเรียบง่ายของเจ้ามอนสเตอร์มาก ด้วยการที่มันเป็นรถที่ฟีลแบบรถสปอร์ต แต่เหมาะกับการขี่ถนน มีช่วงล่างแบบซูเปอร์ไบค์ แต่มีแฮนด์บาร์กว้าง ๆ และไม่มีแฟริ่ง เรื่องราวของ Ducati และ Ayrton Senna เส้นทางของ Ducati และ Ayrton Senna นั้นมาบรรจบกันครั้งแรกในปี 1990 ตอนที่ Claudio Castiglioni เจ้าของดูคาติในตอนนั้นเป็นสาวกที่ชื่นชอบพรสวรร์ของ Senna และได้มอบของรางวัลเป็นเจ้า 851 SP ให้กับแชมป์โลก F1 3 สมัย และในปีต่อ ๆ มาทั้งสองฝ่ายต่างก็ตระหนักได้ว่ามีอะไรเหมือน ๆ กันอยู่หลายอย่าง และเมื่อแชมป์โลกได้เห็นเจ้า Ducati 916 ตัวเป็น ๆ เข้า เขาก็หลงรักมัน และเกิดไอดีที่จะทำงานร่วมกันกลายเป็นโปรเจ็กต์พิเศษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น ต่อมาในปี 1994 จึงได้ถือกำเนิดโมเดลสปอร์ตสุดเท่อย่าง Ducati 916 Senna ซึ่งเซ็นน่าเองเป็นคนเลือกเฉดสีให้ โดยจะเป็นสีเทาแอนธราไซต์ ดำด้านและแดง ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น แต่ทว่าอุบัติเหตุอันน่าเศร้าได้พรากชีวิตของตำนานผู้นี้ไปเพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่จะเริ่มการผลิตโมเดลพิเศษนี้ และหยุดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไป แต่ต่อมาก็ได้ปรึกษากับทางครอบครัวของเขาและเริ่มดำเนินต่อเพื่อระลึกถึงเขาที่จากไป โดยโมเดลแรกนี้ขายหมดภายในเวลาไม่นาน และจากนั้นมีโมเดลพิเศษอีก 2 โมเดลในปี 1997 และ 1998 โดยมี Leonardo Senna น้องชายของเขาเป็นคนเลือกเฉดสีให้แทน การคอลแล็ประหว่างทั้งสองเริ่มอีกครั้งในปี 2014 กับโมเดล 1199 Panigale โดยผลิตขึ้นเพียง 161 คันเท่ากับจำนวนเรซที่ตำนานได้ลงแข่งขันและแน่นอนว่าขายหมดเกลี้ยงอีกเช่นกัน ความโดดเด่นของโมเดลนี้ นอกเหนือไปจากความสวยงามแล้วยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยยกระดับสมรรถนะของรถอีกด้วย โดยโมเดลนี้มีน้ำหนักเบากว่าโมเดลมาตรฐานถึง 4 กก. ทำให้รถเปล่าหนักเพียง 175 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของคลาสเลยทีเดียว โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางค่ายยังเคลมมาอีกว่าจะมีกำลังแรงในทุกย่านความเร็วรอบอีกด้วย ส่วนช่วงล่างโดดเด่นแบบเดียวกับรถซูเปอร์ไบค์ของทางค่าย ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ล้อฟอร์จ ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป ไม่เพียงแต่สีสันพิเศษที่ตัวรถแล้ว ยังมีการเพิ่มสีของธงชาติบราซิลไว้ที่ล้อฟอร์จสีดำ คาลิเปอร์เบรกยังมีการทำสีเหลืองให้ และปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ส่วนในเรื่องที่ไม่ใช่สีก็จะอะไรพิเศษ ๆ อย่างเบาะพิเศษ การ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ สุดท้ายนี้แต่ละคันจะมาพร้อมกับ เพลทนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน พร้อมเอกสารรับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์อีกด้วย ส่วนราคานั้นอยู่ที่ราว ๆ 982,000 บาทเมื่อคิดจากราคาต่างประเทศ อย่างไรก็ถ้าประเทศไทยเราโชคดีมีโมเดลนี้เข้ามาขายราคาก็น่าจะโดดเลย 1 ล้านบาทไปได้โดยง่าย เพราะถ้าเทียบกับโมเดลที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วราคาที่ขายในไทยสตาร์ทเริ่มต้นเพียง

Honda Monkey 2024 เพิ่ม 3 สีใหม่ ซนสุดให้หลุดโลก CUB House by Honda เปิดตัวความซนยกเซตกับ New Honda Monkey 2024 3 เฉดสีใหม่ สีขาว-แดง (White-Red), สีขาว-เทา (White-Gray) และ สีดำ (Black) ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ‘ซนสุดให้หลุดโลก’ ถ่ายทอด DNA ความซนของ Z50M ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 ในแบบคลาสสิกไม่ซ้ำใคร ตัวรถมีดีไซน์ตัวถังน้ำมันสีโมโนโทนเพิ่มความโดดเด่นและความซนเข้าคู่กับตัวเฟรมที่มามิกซ์แอนด์แมทช์ให้ความเท่ตัดกับสีสันสดใส ลงตัวคู่กับเบาะหนังสีดำ ดีไซน์ไฟหน้าทรงกลมให้ความคลาสสิก ไฟ FULL LED รอบคัน รวมถึงหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD ที่มาพร้อมกับลูกเล่นกราฟิกเจ้าลิงสุดซ่า พร้อมให้เป็นเจ้าของความซนได้แล้ววันนี้ New Honda Monkey มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเกียร์ 5 สปีด และสวิงอาร์ม โช้คอัพหน้าแบบกลับด้าน พร้อมให้ออกไปซ่าสุดในทุกเส้นทาง ในราคาแนะนำ 99,700 บาท ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขา และ CUB House Corner ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : www.facebook.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-R125 2024 เพิ่ม 2 สีใหม่เอาใจสาวก ค่ายคนบ้าจากฝากฝั่งยุโรปเอาใจสาวกนักซิ่งมือใหม่ ส่ง Suzuki GSX-R125 2024 สีสันใหม่ 2 เฉดสีพร้อมกัน ซึ่งโมเดลนี้บ้านเราจะขายเป็นโมเดลขนาด 150 ซีซีแทน เพราะทางยุโรปมีเรื่องของใบขับขี่เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง ดังนั้นอาจจะได้ลุ้นว่าสีใหม่นี้ก็น่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราด้วย สำหรับสีใหม่ที่ว่านั้น สีแรกจะเป็นสีฟ้าและขาวที่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้า GSX-R ในอดีตของทางค่ายนั่นเอง ซึ่งสาวกแท้ ๆ ได้เห็นเฉดสีนี้ก็จะต้องร้องว่าโอ้เยส ออกมาอย่างแน่นอน เพราะนี่มันคือสีประจำค่ายแท้ ๆ เลย โดยตัวรถจะมีถังน้ำมันและแฟริ่งหน้าส่วนบนเป็นสีฟ้าโดยมีแฟริ่งชิ้นข้างและอกล่างเป็นสีขาว พร้อมกับแถบกราฟิกสีน้ำเงินคาดตลอดตัวรถตั้งแต่ด้านหน้าไปยังท้ายรถพร้อมกับล้อสีน้ำเงินน้ำหนักเบาเป็นการเติมเต็มสีสันให้โมเดล 2024 นี้สวยงามลงตัว ขณะที่อีกเฉดสีหนึ่งจะมาในรูปแบบของโทนสีดำแดง ให้ความสปอร์ตดุดัน โดยตัวรถจะมาในดำตัดแต้มด้วยเส้นสายกราฟิกสีแดงและล้อสีแดงสดเพิ่มความโดดเด่นได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของสเปกจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด โดยจะมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้ เครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 15 ตัว แรงบิดที่ 11 นิวตันเมตร (บ้านเราก็จะมีตัวเลขมากกว่านี้เล็กน้อย) ใช้ถังน้ำมันขนาด 11 ลิตร และมีน้ำหนักตัวที่ 137 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสุดท้ายจะมาพร้อมอัลลอยขนาด 17 นิ้วรัดด้วยยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 90/80 – 17 M/C และ 130/7– 17 M/C ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีก็จะมีไฟหน้าแบบ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD กุญแจรีโมทแบบคีย์เลส ระบบอีซี่สตาร์ท สตาร์ทง่ายแค่กดปุ่มครั้งเดียว และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล สุดท้ายนี้ซูซูกิประเทศไทยเรา เดิมเคยจำหน่ายโมเดลนี้แต่เป็นพิกัด 150 ซีซีในราคาแนะนำที่ 87,000 บาท ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนราคาโมเดลมั้ย งานนี้สายสปอร์ตมือใหม่ก็ต้องลุ้นกันล่ะครับว่าจะนำสีสันโมเดล 2024 นี้มาจำหน่ายในบ้านเราด้วยหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion กันอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเปิดตัว EVA-01 โซ่ซีรี่ส์ “ZVM-X” ที่มีการออกแบบพิเศษสำหรับแฟน ๆ อนิเมะ โดยออกแบบใหม่ตั้งแต่กล่อง ไปจนถึงตัวโซ่ที่มีสีม่วงและเขียวซึ่งเป็นสีประจำตัวของหุ่น EVA01 ไป มาครั้งนี้ จะมาในโทนสีแดงและส้มของหุ่น EVA02 ซึ่งเป็นหุ่นเอวานเกเลี่ยนอีกตัวนึงจากในอนิเมะเรื่องเดียวกันนี้ สำหรับโซ่รุ่นพิเศษเป็นโซ่ที่ทาง D.I.D ได้ร่วมมือกันกับทาง EVA Racing ชุดที่ 2 นี้ อบด้วยสีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Evangelion Unit 02 มาพร้อมมีโลโก้ EVA Racing และยิงเลเซอร์ “EVAR” และ “NERV” บนเพลต และหมุดชุบเงิน พร้อมทั้งยังได้รับสติกเกอร์ Limited D.I.D x EVA Racing ทุกกล่องอีกด้วย โดยโซ่พิเศษนี้อยู่บนพื้นฐานโซ่ในตระกูล ZVM-X ที่สามารถรองรับอัตราเร่ง แรงบิดและแรงม้าที่สูง ๆ ได้ และมาพร้อมเทคโนโลยี X-Ring สิทธิบัตรเฉพาะของ D.I.D ที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำมัน (ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของโซ่) และลดการสูญเสียกำลังได้อย่างดี เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สุดท้ายนี้จะมีให้เลือก 3 ขนาดคือ 520, 525 และ 530 โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 26,004 เยน และมีจำกัดเพียง 2,000 ชุดเท่านั้น นักสะสม และแฟน ๆ อนิเมะ “Evangelion” ที่ชื่นชอบบิ๊กไบค์สามารถติดตามรายละเอียดวิธีการสั่งซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://didmc.com/ ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษ ลายลุง Max เปิดตัวกันไปแล้วในช่วงระหว่างการแข่งขัน MotoGP ที่ Austin ประเทศอเมริกา กับ Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษฉลองชัยครั้งแรกในศึก WSBK ภายใต้ชื่อ RSV4 จนนับเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตครั้งสำคัญของค่ายสามตาอะพริเลียนั่นเอง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2009 ลุง Max Biaggi ที่ลงทำการแข่งขันในศึก WorldSBK ที่สนาม Brno สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกกับรถ RSV4 ซึ่งในเวลานั้นเองไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่นั่นเป็นบทแรกของเรื่องราวเรื่องนึงที่เป็นตำนานต่อมาในภายหลัง มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของโมเดลที่มีชัยชนะมากที่สุด ทำให้รถภายใต้ชื่อนี้มีประวัติการคว้าแชมป์โลกมามากถึง 7 สมัย จากนักแข่ง 3 คน คว้าชัยไปรวมกันมากถึง 44 ครั้งกับอีก 102 โพเดียม และเพื่อเฉลิมฉลองวันอันน่าจดจำดังกล่าว จึงได้นำชุดสีสุดไอคอนิกในตอนนั้นมาไว้ในโมเดลใหม่ทั้งในตัวซูเปอร์ไบค์และเน็กเก็ดไบค์ระดับเรือธงของทางค่าย และเพิ่มแรมแอร์เบรกคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปพร้อมกับบังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปเพิ่มความพิเศษ ตลอดไปจนถึงการรันตัวเลขไม่ซ้ำกันบนถังน้ำมันอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Tuono V4 Factory SE-09 ที่เป็นสปอร์ตเน็กเก็ตแฝดคนละฝาด้วย แต่ในส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องสเปกยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนจะมาไทยนั้นก็คงยากหน่อย หรือถ้ามาได้ล่ะก็ราคาก็คงไม่เบาอีกเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 Super Four SP 2024 อัปเดตสีใหม่ ขายญี่ปุ่นเท่านั้น แฟน ๆ ไบเกอร์รุ่นใหญ่ หรือรุ่นใหม่ที่ชอบความคลาสสิค ความเรโทร หรือสตอรี่หรือตำนาน คงจะต้องรู้จักโมเดลระดับตำนานอย่างเจ้าซูเปอร์โฟนจากค่ายปีกนก แลเมื่อไม่นานมานี้ค่ายปีกนกเองก็เพิ่งเปิดตัว Honda CB1300 Super Four SP 2024 ไปทว่าที่น่าเจ็บใจล่ะก็คงจะเป็นการที่ล็อตผลิตนี้ขายแต่ในเจแปนแดนปลาดิบเพียงแค่ 1500 คันเท่านั้นครับ เจ้าโมเดลใหม่นี้จะเป็นโมเดลพิเศษซึ่งก็จะมาในเฉดสี Pearl Sunbeam White หรือขาวมุกตัดแต้มด้วยสีแดง มีดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสีน้ำเงินและสีทอง แบบเดียวกันกับที่เคยขายในบ้านเรานี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าด้วยความเป็นโมเดล SP หรือ Special ก็เลยมีการอัปเกรดเพิ่มเติมความพิเศษหน่อย ซึ่งก็คือช่วงล่าง โดยระบบกันสะเทือนจะโดดเด่นเป็นสง่าด้วยโช้คจากทาง Ohlins สีเหลืองทองสุดเท่ และคาลิเปอร์เบรกหน้าจากทาง Brembo แบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ยางและล้อยังไม่เปลี่ยนยังเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมียางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ ส่วนสเปกอื่น ๆ จะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ยังคงใช้ขุมพลังเดิมคือเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 1,284 ซีซี ให้กำลังแรง 111.3 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แต่ถ้าอยากขี่มันกว่านี้มีอ็อปชันเสริมเพิ่มเงินเป็นควิกชิฟเตอร์ให้ด้วย ขณะที่เทคโนโลยีเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เหมือนตัวต้นตำรับ ทางค่ายก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่มาให้เหมือนกัน แม้ว่าบางส่วนจะใส่มาแบบคลาสสิกเหมือนต้นตำรับก็ตามที่ ตัวรถมีไฟแบบ LED เต็มระบบตามแบบสมัยใหม่เพียงแต่ภายนอกมาในดีไซน์คลาสสิค มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดคือ Standard, Sport และ Rain มีระบบอุ่นมือ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB Type C ใต้เบาะ มีระบบครูซคอนโทรลให้ด้วย ถือว่ามีของดี ๆ มาให้ใช้งานเวลาออกทริปกันด้วย ส่วนราคานั้นตั้งต้นมาที่ 1,936,000 เยน หรือราว ๆ 460,000 บาท แต่ถ้าจำหน่ายในไทยจริง ๆ ก็คงจะแพงกว่านี้อีก คงจะมีราคาโดดไป 6 แสนกว่า ๆ แน่นอน งานนี้คนไทยอาจจะไม่ได้สัมผัสตัวนี้ได้ง่าย ๆ คงได้แค่ลุ้นว่า Thai Honda จะนำเข้ามาขายเอาใจลูกค้ารุ่นใหญ่ใจเก๋ากันบ้างสักเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมว่าส่วนตัวแล้วความเป็นไปได้ก็มีไม่มากนัก ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XMAX300 และ MT-09 2024 คว้ารางวัลออกแบบยอดเยี่ยม XMAX300 และ MT-09 2024 หล่อระดับโลก เรียกว่าหล่อจริงอะไรจริง สำหรับ Yamaha XMAX300 และ Yamaha MT-09 2024 ที่ล่าสุดก็ได้รับรางวัลอีกแล้ว โดยเป็นรางวัล RED DOT DESIGN AWARD รางวัลออกแบบระดับโลกที่นักออกแบบทั่วโลกต่างยอมรับ ทั้งนี้รางวัลที่ได้คือสาขา Product Design 2024 หรือรางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2024 นั่นเอง ซึ่งยามาฮ่าได้รับรางวัลนี้มา 13 ปีติดต่อกันแล้วการันตีความเป็นเลิศทางการออกแบบของค่ายส้อมเสียงได้อย่างดี สำหรับ XMAX นั้นเปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 และกลายเป็นรถยอดนิยมในยุโรปในทันที จากนั้นก็ถูกพัฒนาและขายไปทั่วโลก กระทั่งโมเดลล่าสุดโฉมปี 2023 ที่ออกแบบโดยเน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถพร้อมกับเสริมเรื่องความสะดวกสบาย การขับขี่ที่ลื่นไหล และกลิ่นอายของความสปอร์ต จนกลายเป็นรถที่มีสเน่ห์หาน่าดึงดูดด้วยความโดดเด่น พร้อมเอกลักษณ์ที่เป็นที่น่าจดจำเพียงมองเห็นแวบเดียวก็รับรู้ได้ว่าเป็น XMAX ด้วยไฟหน้าดีไซน์รูปตัว X และไฟท้ายที่สวยงามหาใครเหมือนไม่มี ขณะที่ MT-09 นั้นเป็นเจเนอเรชันที่ 4 แล้วของเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดโมเดลนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อ 11 ปีก่อน หรือปี 2013 ตัวรถก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาทั้งในด้านของดีไซน์และสมรรถนะให้คุณได้ขับขี่ได้สนุกและเป็นอิสระมากกว่าที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะใส่เทคโนโลยีให้มีความทันสมัย ตลอดไปจนถึงการใส่ใจในเรื่องของอรรถรสของผู้ขับขี่ในรูปแบบของเสียงที่มีการออกแบบกริลขยายเสียงให้ผู้ขับขี่ได้รับเสียงแอร์อินเทคที่ทรงพลัง กระตุ้นอะดรีนาลีนและความเอ็นจอยของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ยังลังเล สำหรับคนที่สนใจสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ต ผมบอกตรงนี้เลย XMAX ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมีรางวัลการันตีอย่างที่บอก และสำหรับคนที่กำลังมองหาไฮเปอร์เน็กเก็ดแล้วล่ะก็ เจ้า MT-09 ก็จัดว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า หล่อเหลาแบบของแทร่ไม่ได้โม้ ชอบคันไหนลองไปสัมผัส ลองให้น้อง ๆ ที่ตัวแทนแนะนำกันดูก่อนได้ แล้วจะบอกเลยว่าของเขาดีจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย ซึ่งล่าสุดทาง SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลมาจากวงในค่ายส้มว่า กำลังจะกลับมาภายในเดือนหน้านี้ ด้วยรถรุ่นใหม่ปี 2024 หรือตัวใหม่ล่าสัตว์อย่าง KTM 990 RC R ที่จะมาในปี 2025 นี่ด้วย พร้อมยืนยันอีกว่าจะนำเข้ามาแบบเต็มเรนจ์ ทุกประเภทรถที่ทางค่ายมี หลังจากที่ตัวแทนเก่านำรถเข้ามาใหม่สุดแค่ปี 2022 ทั้งนี้ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะมีการปรับราคาใหม่ให้สามารถจับต้องได้ง่าย ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เตรียมเปิดตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์ไม่ง้อคลัตช์ ในโมเดล 2025 งานนี้วงการต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่ผู้โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอย่าง BMW เตรียมเปิดตัว ระบบ Automated Shift Assistant (ASA) ระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ทำให้ผู้ขับขี่โบกมือลามือคลัตช์ได้เลย แต่ผู้ใช้ยังคงเลือกที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้เองโดยที่ไม่ต้องกำคลัตช์ ทางบีเอ็มดับเบิลยูกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้การขับขี่นั้นเรียบง่ายมากขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น ตรงตามคำพูดที่ว่า “Simplify your ride” ที่แปลได้ว่าทำให้การขับขี่ของคุณง่ายขึ้น ประสบการณ์การขับขี่ของคุณจะดียิ่งขึ้นด้วยระบบคลัตช์อัตโนมัติดังกล่าวนี้ โดยที่การเปลี่ยนเกียร์ยังสามารถทำได้โดยไม่สูญเสียความลื่นไหลในการขับขี่ไปเลย เจ้าระบบที่ว่านี้ทำงานโดยอาศัยการทำงานของตัวควบคุมที่ทำงานผ่านระบบไฟฟ้า 2 ตัวคอยควบคุมคลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์ 6 สปีด ซึ่งแตกต่างไปจากระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ทั่ว ๆ ไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องกำคลัตช์มืออีกแล้ว ไม่ว่าจะตอนออกตัว ตอนหยุดรถ หรือว่าตอนขับขี่ก็สามารถทำได้ง่ายดายด้วยระบบดังกล่าวนี้ และที่สำคัญคือระบบนี้จะทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์และโหลด ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ขับขี่สบายมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันทรงพลังของทางค่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การขับขี่ยิ่งง่ายขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นด้วยการควบคุมคันเร่งและคันเกียร์เอง ทั้งนี้ระบบนี้จะแบ่งเป็น 2 โหมดคือ M และ D สำหรับโหมด M คือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์ผ่านคันเกียร์ที่เท้าได้เอง ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้เองว่าจะเปลี่ยนเกียร์ตอนไหน ส่วนในโหมด D ระบบจะทำงานอัตโนมัติและจะเปลี่ยนเกียร์เองผ่านระบบควบคุมเครื่องยนต์ แต่ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหล ไร้การสะดุด ซึ่งยิ่งทำให้สามารถเร่งความเร็วได้ดีมากขึ้น และมีความเสถียรที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่ที่ยากลำบากการใช้คลัตช์และคันเร่งพร้อม ๆ กันนั้นต้องใช้สมาธิอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีสัมภาระหรือว่าคนซ้อนท้ายด้วยแล้ว การจะใช้คลัตช์และเข้าเกียร์ให้ดียิ่งต้องใช้สมาธิมาก แต่ถ้ามีระบบนี้ผู้ขับขี่จะขับขี่ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นและสนุกมากขึ้นด้วย อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะคุ้น ๆ ว่ามีค่ายใดสักค่ายนึงทำระบบที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันนี้มาแล้ว แต่แอดมินไม่บอกหรอกว่าค่ายไหน อิอิ แต่ปีหน้าฟ้าใหม่ 2025 เพื่อน ๆ จะได้เห็นเจ้า GS ราชาทัวริ่งแอดเวนเจอร์โผล่มาพร้อมระบบนี้ในรุ่นท็อปสุดอย่างแน่นอนครับ และแน่นอนว่าราคาก็แพงขึ้นด้วยแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็ม สเปกตัวท็อป เข้าไทยมาแบบ สด ๆ ร้อน ๆ กับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีใต้อย่าง HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็มชิ้นสำคัญอีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับลิขสิทธิ์ลวดลายแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Redbull มาพร้อมสเปกระดับตัวท็อปที่สามารถใช้ได้ในการแข่งขันระดับโลกทั้ง MotoGP WorldSBK และรายการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งหลังจากทราบข่าว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่รีรอช้า หยิบมาทำการพรีวิวเป็นเจ้าแรกก่อนใคร จะมีเท็กเจอร์และรายละเอียดที่น่าสนใจบ้าง แล้วราคามันจะเท่าไหร่กันเชียว ดีไซน์ & การออกแบบ โดยรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นอิดิชันพิเศษและนับเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากโฉมเจ้า Austin GP และ Jerez GP มาพร้อมลายกราฟิกที่ได้รับบันดาลใจมาจากลวดลายกระจกโมเสคของพระวิหารในเมืองซานมาริโน ประเทศอิตาลี สะท้อนถึงความงามศิลปะพื้นเมืองในแบบตะวันตก ผสมผสานกับความสปอร์ต ตั้งแต่การไล่เส้นจากด้านหน้าลากยาวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านหลัง อีกทั้งตัวหมวกยังลงดีเทลของรูทสนามแข่ง มิซาโน่ เวิลด์ เซอร์กิต ติดมาด้านข้าง ออกแบบมาค่อนข้างดูเนี๊ยบและมีการเล่นสีที่ดูมีสีสันสวยงามเลยไม่น้อย และสิ่งสำคัญที่ทำให้หมวกรุ่นนี้ดูมีมูลค่าและน่าสะสม กับลวดลายของ Redbull บริเวณด้านข้าง ซึ่งต้องขอบอกว่า Redbull ไม่ได้ทำคอลแลปกับแบรนด์ไหนง่าย ๆ จึงทำให้ดีเทลของหมวกรุ่นนี้ มีความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย วัสดุออกแบบ ด้วยรูปทรงของหมวกที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในแทร็กเป็นพิเศษ เหมาะกับการขับขี่ในความเร็ววสูง ๆ ตั้งแต่ 200 กม./ชม. ขึ้นไป ทั้งตัวเชลล์หมวกหรือเปลือกรุ่นนี้จะใช้วัสดุ P.I.M. PLUS (Premium Integrated Matrix) 5 วัสดุ ในเปลือกเดียว ที่มีส่วนผสมทั้งไฟเบอร์กลาส อารามิด ออแกนิคไฟเบอร์กลาส ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า เปลือกของหมวกรุ่นนี้ มีเลเยอร์ทับซ้อนกันถึง 5 ชั้น ที่จะให้ความเบาและความแข็งแรงเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นวัสดุพิเศษของทาง HJC Helmets คิดค้นและพัฒนาใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถซับกระจายแรงกระแทกได้อย่างดี แน่นอนว่าหมวก HJC RPHA 1 รุ่นนี้ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกรุ่นท็อปสุด ที่ได้ผ่านการรับรองจากสมาพันธ์ FIM Racing พร้อมการันตีได้ว่าหมวกรุ่นนี้ สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกทั้ง MotoGP, WorldSBK และรายการแข่งขันอื่น ๆ ได้นั่นเอง อีกทั้งยังพ่วงมาด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ECE R22.06 ที่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปตัวใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน รวมถึงอย่างผ่านการรับรอง มอก. ในบ้านเราอีกด้วยนะ และนอกจากนี้ยังออกแบบให้รองรับแอโรไดนามิกได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการทดสอบหลักพลศาสตร์ผ่านอุโมงค์ลมใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังอัปเกรดระบบระบายอากาศภายในหมวกใหม่ด้วยช่องทางเดินอากาศที่ใหญ่ขึ้น ถึง 4 ช่อง เพิ่มการอัดอากาศเข้าไปถ่ายเทในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนภายในตัวหมวกได้อีกด้วย โดยฟังก์ชันของตัวเปิด-ปิดช่องลมหมวกรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 5 ช่อง บริเวณด้านบน 3 ช่อง และบริเวณการ์ดเม้าท์อีก 2 ช่อง สามารถปรับแบบสไลด์ และดูเรียบเพื่อการตัดลมที่ดีที่สุด มาพร้อมกับช่องระบายอากาศหรือช่องลมออกอีก 4 ช่อง โดยแบ่งเป็น 2 ช่องใหญ่ด้านหลัง และอีก 2 ช่องตรงบริเวณแก้ม มาพร้อมสปอยเลอร์หลัง โดยสามารถใส่ติดและถอดออกได้ตามคู่มือใช้งาน ชิลด์หน้า มาดูในส่วนของชิลด์ด้านหน้ารุ่นนี้จะให้มาขนาดค่อนข้างกว้างเลยไม่น้อย ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มมุมมอง วิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งตัวชิลด์ยังมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้ถึง 95% พร้อมกับตัวล็อกชิลด์สามารถปลดออกได้ง่าย เพียงใช้อุปกรณ์หรือมือดึงห่วงตัวล็อกแล้วบิดออกได้เช่นกัน และยังเสริมความปลอดภัยอีกระดับกับตัวล็อกชิลด์หน้า Double D-Ring Rapid Fire™ ช่วยป้องกันชิลด์หลุดเมื่อหมวกกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยตัวล็อกชิลด์จะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายด้านหน้าติดกับตัวชิลด์รองรับการใช้งานได้เต็มรูปแบบ ด้านใน ต่อด้วยดีไซน์ภายในเริ่มที่ตัวนวมดีไซน์ใหม่ ใช้เนื้อผ้าเคลือบสารป้องกันอาการแพ้ และยังป้องกันเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวนวมออกแบบมาให้กระชับและรองรับศรีษะของผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี โดยมีแผ่นใต้คางแยกมาให้อีกชิ้น เอาไว้ใช้งานได้ตามสะดวกของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ภายในยังออกแบบให้มีช่องเว้าหู และยังมีพื้นที่ให้สามารถติดตั้งลำโพงบลูทูธได้อีกด้วย ต่อด้วยสายรัดคางรุ่นนี้ ใช้สายรัดคางแบบ DD Ring ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมป้ายแท็ก FIM ที่สายรัดคาง เพื่อการันตีได้ว่าเจ้า RPHA 1 รุ่นนี้สามารถใส่ใช้แข่งขันได้ทุกรายการ สำหรับหมวกรุ่นนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,500 กรัม (ไซส์ M) เพิ่มลดไซส์

เปิดตัว Lambretta G350 Series II สกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับไฮเอนด์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เพียงแค่การถ่ายทอด DNA แท้ของ LAMBRETTA เอาไว้ในตัวตน แต่ยังเติมเต็มด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียนอันโดดเด่น ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในความงดงามแบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว กับการกลับมาในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น สำหรับเจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนานจากประเทศอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 77 ปี อย่างแบรนด์แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) กับการทำตลาดในเมืองไทย ณ ขณะนี้ ที่ประกอบไปด้วย 3 ซีรีย์หลัก ได้แก่ รหัส V , X และ G ซึ่งอาจเรียกได้ว่า มีรหัส G คือรุ่น G350 เป็นพี่ใหญ่ หรือรุ่น TOP สุด ที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันของแบรนด์แลมเบรตต้า ณ ขณะนี้ สำหรับรุ่น G350 ถือกำเนิดครั้งแรกขึ้นในปี 2022 ในวาระพิเศษของการเฉลิมฉลองปีที่ 75 ของแบรนด์แลมเบรตต้า ที่จัดขึ้นภายในงานศิลปะชื่อดัง อย่างงาน Milan Design Week 2022 ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสะท้อนความเหนือระดับของสกู๊ตเตอร์ที่ให้มากกว่าแค่การขับขี่ แต่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชที่ขับเคลื่อนได้ ก่อนที่ G350 จะบินมาเปิดตัวในบ้านเราภายในงาน Motor Expo 2022 และเริ่มส่งมอบรถสู่ท้องถนนเมืองไทยกันไปในช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าสาวกแฟนแลมเบรตต้าตัวจริงหรือที่เรียกกันว่าชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ต่างไม่พลาดที่จะหามาไว้ในครอบครอง ล่าสุด! กับการเปิดตัว “G350 Series II” (จี สามห้าศูนย์ ซีรีย์สอง) กับการสานต่อความสำเร็จจากรุ่นแรก สู่การกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น กับ 4 คู่สีสัน สไตล์ทูโทน ที่แต่ละสีล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความเรียบหรูและสง่างาม อีกทั้งยังมีการนำ Iconic badge ที่เคยปรากฏในรุ่นตำนานในอดีต มารีดีไซน์และประดับไว้ใน G350 Series II ได้อย่างลงตัว ยิ่งเป็นการเติมเสน่ห์ให้รุ่น G350 Series II และตอกย้ำว่า มันไม่ใช่แค่เพียงรถสกู๊ตเตอร์ แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงมรดกและความงดงามแห่งวัฒนธรรมอิตาลีอีกด้วย โอกาสนี้ คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถแลมเบรตต้าในประเทศไทย ได้เผยถึงการทำตลาดในประเทศไทย ว่า “ ในปีนี้แบรนด์แลมเบรตต้า ถือเป็นการเดินทางเข้าสู่ปีที่ 77 แล้ว ส่วนการเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยโดยบริษัท ไดนามิคฯ เรามีการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2018 มาจนถึงปีนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 กับ Product Line-up ทั้ง 3 ซีรีย์ในปัจจุบัน และเมื่อเทียบตัวเลขยอดขายของปี 2022 ที่เรามีเพียงโมเดลในซีรีย์ V-Special ทำตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 5,890 คัน และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมานี้ เรามีโมเดลในตะกูล X และ G เข้ามาเสริมทัพ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถจบตัวเลขยอดจดทะเบียนในปีทีผ่านมาไปที่ 13,347 คัน ซึ่งหากเทียบกับปีก่อนหน้า ถือได้ว่าเรามีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 126.6% ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกชาวแลมเบรตติสต้าที่ให้การสนับสนุนกันเป็นอย่างดี โดยในปีนี้ เรายังคงเดินหน้า พัฒนาทั้งในเรื่องของการนำเสนอ Product ที่น่าสนใจ อย่าง G350 Series II คอลเลคชั่นใหม่ ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าพัฒนาในส่วนของการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น” สำหรับ LAMBRETTA G350 Series II ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นเอกลักษณ์สุดพรีเมียม กับเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว ที่มีคาแรคเตอร์การขับขี่ที่ให้ความสมูท ตอบโจทย์ผู้นิยมความคลาสสิก พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low

ข้าวกล้อง จักรีภัทร เจ้าของหมายเลขรถแข่ง 20 จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 23 ในเรซแรก สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับ 16 เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โก ซิมอนเซลลี ประเทศอิตาลี ส่วนเรซที่ 2 มีขึ้นในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักบิดดาวรุ่งชาวไทยยังคงได้ออกตัวจากตำแหน่งเดิม และพยายามไล่ขึ้นมา แต่ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับ ศึก เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนามต่อไป จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ส่งกำลังใจเชียร์ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก