SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์

Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์ ตัวจบ ครบเครื่อง บริษัทหมวกกันน็อกสัญชาติโปรตุเกสเปิดตัวหมวกใบใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการขับขี่สองล้อไปตลอดกาลกับหมวก Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์ ตัวจบ ครบเครื่อง เรื่องฟังก์ชันการใช้งานที่ครอบคลุมการขับขี่ได้หลากหลายมากที่สุด ผ่านการทดสอบคิดเป็นระยะทางกว่า 200,000 กม.จากนักขี่และนักแข่งกว่า 60 ชีวิตบนพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารทั่วโลก ฟังก์ชั่นหลากหลาย สำหรับหมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกสายแอดเวนเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งแบบลุยทางฝุ่นและซิ่งบนทางดำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือใด ๆ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานกับก็อกเกิ้ลเวลาที่ต้องเจอกับฝุ่นหรือโคลนหนัก ๆ อีกด้วย ปลอดภัยยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานแล้ว ตัวหมวกยังคำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัย ตัวหมวกใช้วัสดุโฟมใหม่น้ำหนักเบาพิเศษที่มีชื่อว่า X-Foam ที่ออกแบบมาใส่ไว้ที่ด้านข้างและบริเวณคางเพื่อซับแรงกระแทก ผ่อนหนักให้เป็นเบาและลดความเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกไหปลาร้าหัก มีระบบถอดออกได้เร็ว หรือ Fast Release System ช่วยถอดนวมข้างแก้มได้อย่างรวดเร็วเวลาเร่งด่วนฉุกเฉินโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และถอดได้ปลอดภัยแม้ในกรณีบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยมีการรับรองมาตรฐานจาก ๆ หลายประเทศและสถาบันดังนี้ ยุโรป ECE R22-06, อเมริกา DOT FMVSS 218, NBR-7471 และ TIS 369-2557 เบาและสบาย ตัวหมวกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์พิเศษที่ชื่อว่า X-Pro Carbon ที่เบามากแต่ทนทานต่อแรงกระแทกสูง และยังใช้คาร์บอน 3K เป็นเทคโนโลยีเดียวกับวิศวกรรมการบินเพื่อให้ได้โครงสร้างผสมที่ทำให้ตัวหมวกเบา แข็งแกร่งและสบายกว่าที่เคย และยังมาพร้อมเชลล์หมวก 3 ขนาดเพื่อรองรับไซส์ของศีรษะได้มากขึ้นรวมถึงใส่ได้สบายมากขึ้น อีกทั้งยังใส่ได้สบายด้วยซับในหมวกด้านในที่ออกแบบและเลือกใช้วัสดุชั้นดีระหว่างหนังสังเคราะห์กับเส้นใยแบบโครงตาข่ายให้ใส่ได้สบาย พร้อมเทคโนโลยีผ้าแบบ X-Mart Dry ช่วยให้ภายในเย็นและแห้ง ระบายอากาศได้ดี ตัวหมวกมีช่องรับลมด้านหน้าตัวหมวกที่เปิดปิดได้มากถึง 7 ช่อง และช่องระบายอากาศออกด้านหลัง 4 ช่อง เพื่อให้หมวกสามารถใส่ได้สบายทุกสภาพอากาศไม่ว่าร้อนหรือหนาว ตลอดไปจนถึงมีนวัตกรรมพิเศษตัวใหม่ที่ชื่อว่า Mid Airflow Chamber ซึ่งจะเป็นช่องว่างรอบ ๆ ตัวหมวกระหว่างโฟมด้านนอกและโฟมด้านในเพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนรอบตัวศีรษะและไล่อากาศร้อนออกไปทางด้านหลัง การันตีทัศนวิสัยดีเยี่ยม ชิลด์หน้ามีระบบรีคอยล์ทำงานด้วยสปริงช่วยปรับและดึงชิลด์ให้ลงล็อคอัตโนมัติ ช่วยกันลมเข้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ทางค่ายยังแถมพินล็อกสำหรับกันฝ้าไปให้ในกล่องอีกด้วย นอกจากนี้แว่นกันแดดในหมวกยังมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 18% ช่วยป้องกันแสงจ้าการันตีทัศนวิสัยที่ดีขึ้นอีกด้วย นิ่งแม้ขับเร็ว ด้วยเทคโนโลยีระบบโฟม EPS กันสั่นสะเทือน ซึ่งมีการเพิ่มชั้นยางพิเศษเข้าไประหว่างโฟมด้านในและด้านนอก ทำให้โฟมหมวกด้านในขยับได้เล็กน้อยซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้นเมื่อเจอกับกระแสลมแรงหรือขับขี่ที่ความเร็วสูง รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวหมวกรองรับเทคโนโลยีบลูทูธ X-COM3 สามารถติดตั้งในหมวกได้ทันที ช่วยให้สามารถคุยโทรศัพท์หรือฟังเพลงได้อย่างสะดวก รวมไปถึงการออกแบบตัวพีคหมวกให้สามารถรองรับการติดตั้งกล่องแอ็กชันคาเมร่าได้อย่างแน่นหนาคงทน หรือจะติดตั้งที่ด้านข้างตัวหมวกด้วยเมาท์ที่สามารถถอดออกได้ หรือที่คางด้านหน้าของหมวกก็ยังได้ การจำหน่าย ตัวหมวกนั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 17,500 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อปสุดราคา 25,500 บาท โดยจะมีของเข้ามาในจำหน่ายในช่วงต้นปี 2024 ผ่านทาง Panda Rider และตัวแทนจำหน่าย ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PandaRiderDotCom หรือที่ http://www.pandarider.com/

เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ไบค์เกอร์ควรตรวจเช็คก่อนออกเดินทาง

เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ไบค์เกอร์ควรตรวจเช็คก่อนออกเดินทาง เริ่มเข้าสู่วันหยุดยาวในช่วงปีใหม่กันแล้ว หลาย ๆ คนคงเริ่มมีแพลนที่จะเดินทางออกทริปพักผ่อนหย่อนใจ หรือเดินทางกลับต่างจังหวัด ไปหาครอบครัวสุดที่รักกันใช่ไหมหล่ะครับ แน่นอนว่าแอดก็มีแพลนไปเที่ยวเช่นเดียวกัน (ฮ่าๆ) สำหรับครั้งนี้แอดมีบทความดี ๆ อยากแนะนำแก่เหล่าไบค์เกอร์ทุกท่าน สำหรับท่านใดที่จะเดินทางออกทริปโดยใช้ยานพาหนะ 2 ล้อแล้วหล่ะก็ ลองมาดูกันกับเช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ควรตรวจเช็คให้ดีก่อนออกเดินทาง จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย  น้ำมันเครื่อง น้ำยาหม้อน้ำ สำหรับเครื่องยนต์ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของรถ 2 ล้อ และแน่นอนเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เกิดการสึกหรอ และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว การตรวจเช็คน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ สามารถทำได้ง่าย ๆ แนะนำให้เริ่มจากเช็คระยะการใช้งานว่าครบรอบตามกำหนดหรือไม่ หรือหากไม่ชัวร์ให้ลองตรวจด้วยก้านน้ำมันเครื่อง (หากเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ ควรรอสักพักให้เย็นก่อน) แล้วตรวจเช็คเพื่อดูว่าสีเข้มและเหนียวมากน้อยแค่ไหน โดยให้เช็ดก้านวัดน้ำมันเครื่องด้วยผ้าหรือทิชชู่ จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปใหม่แล้วเอาออกมาดูอีกครั้ง ซึ่งในส่วนนี้ สามารถตรวจดูได้ 2 อย่างเลยก็คือ ระดับน้ำมันเครื่อง และ สภาพน้ำมันเครื่อง หากเข้มมาก ๆ หรือระดับน้ำมันเครื่องต่ำ ก็สามารถทำการถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ได้เลย เพื่อความสะอาดของเครื่องยนต์ แต่ถ้าหากให้ดีกว่านี้ ลองมองหาน้ำมันเครื่องที่มีสมรรถนะทนอุณหภูมิความร้อนสูง รองรับการขับขี่ทางไกลที่ใช้ระยะเวลานาน ๆ นอกจากนี้ น้ำยาหม้อน้ำก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ โดยให้ลองตรวจเช็คน้ำยาหม้อน้ำ ว่ายังเหลือมากน้อยแค่ไหน เริ่มแห้งหรือยัง ถ้าเหลือน้อยก็ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นตามที่กำหนด โดยมีสัญลักษณ์บอกระดับน้ำยาอยู่ด้านข้างขวด  สภาพยาง ทีนี้มาดูส่วนสำคัญกับ “ยาง” อะไหล่ชิ้นสำคัญที่สัมผัสกับพื้นถนน หากไม่มีการดูแลสภาพยางให้ดี อาจส่งผลอันตรายต่อการขับขี่ได้เลย สำหรับยางรถ 2 ล้อของท่านเริ่มสึก เริ่มแข็งกระด้าง หรือดอกยางเริ่มหมดแล้วหล่ะก็ แนะนำให้ควรเปลี่ยนยางทันที เพราะเราอาจจะไม่รู้ว่าเส้นทางที่เราจะไปนั้นจะสมบุกสมบันหรือมีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน และเสริมด้วยการใช้ยางที่มีคุณภาพ เกาะถนนและสามารถรีดน้ำได้ดี อาจจะช่วยลดอุปสรรคในการเดินทางได้ แถมเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงหมั่นตรวจเช็คสภาพลมยาง ให้หมั่นเช็คลมยางเป็นประจำ โดยเติมลมให้ระดับแรงดันอยู่ในมาตรฐาน เพื่อการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โซ่ สเตอร์ และสายพาน รถโซ่ครูด สายพานขาด ปัญหาเหล่านี้มักได้ยินเป็นประจำสำหรับรถ 2 ล้อโดยเฉพาะช่วงออกทริปหยุดยาวท้ายปีนี่แหล่ะครับ เพราะฉะนั้นควรตรวจเช็คให้ดีว่า โซ่หย่อน ฟันเสตอร์แหลมมากน้อยแค่ไหน สามารถดูบทความตรวจเช็คโซ่ สเตอร์ได้ที่นี่ รวมถึงสายพานสำหรับรถสกู๊ตเตอร์นั้นใช้งานครบตามระยะกำหนดแล้วหรือไม่ ลองตรวจเช็คให้ดี   ระบบเบรก นอกจากเรื่องโซ่ เสตอร์แล้ว เรื่องของความปลอดภัยกับระบบเบรกก็สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งผ้าเบรก จานเบรก น้ำมันเบรก หมั่นตรวจเช็คให้ดี ว่าความหนาผ้าเบรกเหลือมากน้อยแค่ไหน จานเบรกมีฝุ่นเกาะหรือไม่ น้ำมันเบรกเริ่มเสื่อมสภาพหรือยัง สายเบรกมีปัญหามั้ย หากมีปัญหาดังกล่าวก็ควรเปลี่ยนให้พร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ แบตเตอรี ระบบไฟ สัญญาณแตร ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรีให้ดี ทุกครั้งก่อนออกทริป หากแบตเตอรีในรถของท่านไม่ดีแล้วหล่ะก็ รถอาจดับกลางทาง และอาจต้องเข็นรถอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ซึ่งจะทำให้หมดสนุกในการเดินทางก็เป็นได้ ไปรวมถึงเช็คระบบไฟโดยให้ใช้ฟังก์ชันของระบบไฟต่าง ๆ ว่าทำงานปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติให้นำเตรียมเข้าศูนย์เพื่อเช็คบริการได้เลย โช้คอัพช่วงล่าง แน่นอนว่าการออกทริปแต่ละครั้งของเหล่าไบค์เกอร์ มันต้องมีอะไรติดไม้ติดมือทั้งอุปกรณ์ สัมภาระ เสื้อผ้าที่ขนใส่ใต้เบาะ ใส่กล่องปี๊บด้านหลังรถ 2 ล้อกันใช่ไหมครับ ตัวแปรในจุดนี้ก็คือน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และส่วนที่รองรับแรงกระแทกระหว่างพื้นถนนและตัวรถก็คือโช้คอัพนั่นเอง ในส่วนนี้หลังใช้งานขับขี่เสร็จแล้วอยากให้ลองตรวจดูว่าตัวโช้คนั้น มีอุณหภูมิร้อนตามปกติ มีคราบน้ำมันรั่วซึมออกมาจากตัวโช้คหรือไม่ หรือตัวโช้คมีการทำงานที่ให้ระยะยุบแบบปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติ ให้นำรถเข้าตรวจเช็คสภาพได้ทันที ความสะอาด และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความสะอาด สำหรับข้อนี้แอดคงไม่กังวัลซักเท่าไหร่ เพราะบริบทของไบค์เกอร์ เรื่องรถ 2 ล้อ ก็มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีหมั่นทำความสะอาด ล้างรถ อัดจารบี และใช้น้ำยาหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ สำหรับทั้งหมดที่กล่าวมากับ เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ควรตรวจเช็ค บำรุงรักษาให้ดี และขอให้ขับขี่อย่างสนุก ปลอดภัย และมีความสุขในช่วงหยุดปีใหม่นี้ด้วยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PM. 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ที่นักบิดไม่ควรมองข้าม

PM. 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ที่นักบิดไม่ควรมองข้าม เตือนภัยสำหรับชาวไบค์เกอร์..!! กับภัยเงียบสุดแสนอันตรายอย่าง PM.2.5 เริ่มคืบคลานกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง โดยผลกระทบคราวนี้คงไม่พ้นพวกเราเหล่าไบค์เกอร์ชาว 2 ล้อที่ต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน แล้วฝุ่นพวกนี้มันคืออะไร จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แล้วจะต้องเตรียมตัวป้องกันอย่างไรบ้าง ไปดูกัน PM2.5 คืออะไร สำหรับ PM. 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง อาทิ ควันไอเสียจากรถยนต์ ควันมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ไซส์งานก่อสร้างตามถนน อาคาร รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยเจ้า PM. 2.5 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอนหากไม่เห็นภาพให้ลองเทียบกับเส้นผมของเราที่มีขนาด 50-70 ไมครอน ซึ่งเจ้าฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่าถึง 20-30 เท่าเลยทีเดียว ลองคิดดูสิครับ ถ้าฝุ่นละอองพวกนี้เล็ดลอดเข้าดวงตา ผ่านรูจมูกเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น  ผลกระทบที่ได้รับ ในระยะสั้น มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หายใจลำบาก  เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง และรู้สึกแสบร้อนบริเวณดวงตา  มีอาการเวียงเวียนศีรษะ ปวดหัว ร่างกายอ่อนล้าและเพลียง่าย ในระยะยาว หากสูดอากาศที่เป็นมลพิษสะสมเข้าไปนาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมายทั้ง โรคระบบหายใจเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและโรคมะเร็งปอด  สำหรับปัญหาของดังกล่าว คงเป็นเรื่องที่คงหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับสายบิด 2 ล้อ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นอันดับต้น ถึงแม้จะสวมหมวกกันน็อกใส่โม่งปกปิดมิดชิดก็ตาม แต่อย่างไรฝุ่นละอองพวกนี้ก็สามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปข้างในอยู่ดี แล้วชาว 2 ล้อ มีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง  วิธีป้องกัน อันดับแรก ให้เช็คสภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชันในโทรศัพท์ก่อนเตรียมตัวเดินทาง *แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน IQ Air อัปเดตค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์*  สวมหน้ากากอนามัยก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ถ้าจะให้ดีควรหาหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพสูง อาทิ หน้ากาก N95 แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ให้นำหน้ากากอนามัยทั่วไปซ้อนทิชชู่เข้าไปอีกชั้น ซึ่งจะเพิ่มการป้องกันฝุ่นละอองได้ดียิ่งขึ้น  สวมแว่นตากันลมทุกครั้ง สำหรับนักบิดที่ใช้หมวกกันน็อกประเภทครึ่งใบ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตาแล้ว แถมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อลมได้อีกด้วย  สวมเสื้อผ้าแขนยาว ปกคลุมร่างกายให้มิดชิด เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นละอองที่เกาะติดตามผิวหนังและอาจเข้าสู่ร่างกายได้ วางแผนการเดินทางให้ดี และหลีกเลียงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น และบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่น ดูแลรถให้พร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด หากเป็นไปได้ ถ้าไม่มีความจำเป็น ควรงดเดินทางออกจากบ้านหรือที่พักอาศัย เพื่อลดความเสี่ยงในสถานการณ์เช่นนี้ แล้วนอกเวลาขับขี่ ควรดูแลตัวเองอย่างไร  รักษาความสะอาดเป็นประจำ หมั่นล้างมือ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และไม่จับสิ่งสกปรกหรือของแปลกปลอมใด ๆ  รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์ เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  และนี่ก็คือวิธีการป้องกันเบื้องต้น สำหรับชาวไบค์เกอร์ โดยสามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และแน่นอนว่าอย่าลืมทำหมั่นรักษาความสะอาด สวมอุปกรณ์เซฟตี้ สวมไรดิ้งเกียร์และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกเดินทาง และขอให้สนุกกับการขับขี่เจ้า 2 ล้อนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Z500 2024

Z500 2024 เน็กเก็ดพิกัดใหม่จากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki ส่ง Z500 2024 ซึ่งเป็นเน็กเก็ดพิกัดใหม่ของทางค่ายออกมาสู่ตลาดยุโรป เคียงคู่กับสปอร์ตไบค์ของทางค่ายอย่าง Ninja 500 โดยโมเดลใหม่นี้ให้สมรรถนะที่แรงขึ้นและดุดันมากขึ้นในสไตล์ของสตรีทไบค์ที่พร้อมจะซิ่งบนเส้นทางในเมือง ดีไซน์ สำหรับเรื่องของดีไซน์นั้นมีความดุดันด้วยเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมมุมที่นำมาจาก Z900 บวกกับการเผยให้เห็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ดิบ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์พิกัดใหม่ 2 สูบเรียงขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเดียวกับของเจ้านินจา โดยจะเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 42.6 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 14 ลิตร นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ ช่วงล่าง ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ที่มีดีไซน์คล้าย ๆ กับของ H2 ให้ความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่ดี ผนวกกับการใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงในการรับโหลด ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 168 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-R17 และ 150/60-R17 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าเหมือนกับเจ้านินจา 500 เลยล่ะครับ เทคโนโลยี นอกจากระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปแล้วตัวรถยังมีการใส่หน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ (เฉพาะรุ่น SE) การจำหน่าย โมเดลนี้จะมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกันคือตัวสแตนดาร์ดและตัว SE ซึ่งก็แน่นอนว่าเวอร์ชันหลังแพงกว่า แต่อย่างไรก็ทางค่ายยังไม่ได้เผยราคาออกมา และผมเองก็เชื่อว่าถ้ามาขายไทยจริงล่ะก็ราคาต้องถูกมากหน่อย เพราะสเปกแบบนี้แล้วราคาไม่โอเคล่ะก็ ยากที่จะแย่งลูกค้าจากค่ายอื่นจริง ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ACE Cafe ตำนานคาเฟ่เแห่งยุค 60 ที่ควรไปซักครั้งในชีวิต

ACE Cafe ตำนานคาเฟ่เแห่งยุค 60 ที่ควรไปซักครั้งในชีวิต หากใครที่ชื่นชอบรถสไตล์คลาสสิกแล้วหล่ะก็ ต้องคุ้นเคยกับคำว่า Cafe Racer กันใช่ไหมครับ สำหรับคอลัมน์นี้ เราจะพาไปชมสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นคอมมูนิตี้อันเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมเหล่าของรถคัสตอมมากที่สุด และเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้ที่คลั่งไคล้รถคลาสสิกควรไปซักครั้งในชีวิตกับ ACE Cafe  โดยคำว่า Cafe Racer นั้นมีความหมายตรง ๆ เลยก็คือ “รถที่มารวมตัวกันที่คาเฟ่” โดยต้นกำเนิดของคาเฟ เรเซอร์ นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษในยุค 60 ของกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบรถคัสตอมและมีความเป็นแฟชันนิสที่โดดเด่น มารวมตัวทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนำรถมาประชันโชว์ในงาน พบปะมีตติ้ง หรือแม้กระทั่งจัดแข่งรถที่มีการเดิมพันสนุก ๆ เกิดขึ้น และ ACE Cafe ก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่เป็นจุดรวมพลของผู้ที่หลงใหลรถสไตล์คลาสสิกอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1938 และมีอายุมาอย่างยาวนานกว่า 85 ปี โดยตั้งอยู่บริเวณใกล้ Wembley ติดถนน North Circular ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  และด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นคอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รวมถึงแนวดนตรีสไตล์ Rock ‘N’ Roll อันโด่งดังในยุค 60 ผสมผสานความกลมกล่อมเข้าด้วยกัน เอท  คาเฟ่ จึงเปรียบเสมือน “บ้าน” ของผู้ที่หลงใหลในมนต์สเน่ห์ของรถคัสตอม ได้มาแชร์ มาแบ่งปันประสบการณ์และทำกิจกรรมร่วมกันในอีเว้นท์ต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับร้าน เอท คาเฟ่ นั้นถูกตกแต่งในสไตล์ Cafe Racer ที่รวมเหล่ารถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการคัสตอมในหลาย ๆ รุ่น เสริมแบ็กกราวด์เอกลักษณ์ด้วยธงตราหมากรุก ที่ให้เหล่าคอกาแฟ รวมไปถึงชาวไบค์เกอร์ต่างทั่วทุกมุมโลก ได้มารวมตัว มาสัมผัสกับบรรยากาศ และกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่เรเซอร์อย่างแท้จริง รวมถึงการบริการที่มีทั้ง เครื่องดื่ม อาหาร ชา กาแฟ หรือแม้กระทั่งบาร์เครื่องดื่มแอลกฮอลล์ นอกจากนี้ยังมีโซนขายของที่ระลึก อาทิ สติ๊กเกอร์ พวงกุญแจ กระเป๋า เสือยืด เป็นต้น ที่พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบัน เอท คาเฟ่ มีสาขาทั้งหมด 6 แห่งทั่วโลก ประกอบไปด้วยสาขาหลักอย่างลอนดอน เมืองออแรนโด เมืองลูเซิร์น เมืองบาเซโรน่า และกรุงปักกิ่ง รวมไปถึงมีเว็ปช็อปสำหรับจำหน่ายแอสเซสเซอรีอีก 6 แห่งเช่นเดียวกันทั้ง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และฟินแลนด์ สำหรับใครที่สนใจ อยากจะเข้าก๊วนวัยรุ่น Cafe Racer แล้วหล่ะก็ ต้องเดินทางไปชมสถานที่จริงให้ได้ซักครั้งในชีวิต เชื่อได้เลยว่าสถานที่ที่แห่งนี้ มันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน  แต่ถ้ายังไม่สะดวกบินลัดฟ้าข้ามทวีปแล้วหล่ะก็ ในบ้านเรายังมีสถานที่ที่มีบรรยากาศใกล้เคียงกัน กับ “Tough Cafe (ทัฟ คาเฟ่)” ซึ่งตั้งอยู่แถววงเวียนพระราม 5 และถือว่าเป็นคาเฟ่เรเซอร์ อันดับต้นในประเทศไทย ที่เป็นแหล่งรวมของเหล่าไบค์เกอร์และรถคัสตอมที่หายากเลยก็ว่าได้ โดยคาเฟ่แห่งนี้ก็มีต้นแบบมาจาก เอท คาเฟ่ นี่แหล่ะครับ ที่พร้อมรองรับบริการแก่เหล่าไบค์เกอร์จากทุกทั่วสารทิศ มาแบ่งปันประสบการณ์สนุก ๆ สำหรับคนรัก 2 ล้อ เชื่อว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน  อ่านรีวิว Tough Cafe ได้ที่นี่ bit.ly/3KnMGln  ที่อยู่ : http://bitly.ws/CChB  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Motor Expo 2023 Motorcycles zone กวาดยอดไป 7,373 คัน

Motor Expo 2023 Motorcycle zone ยอดจองเกินเป้า ทะลุ 7,373 จบลงอย่างเป็นทางการสำหรับ งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 Thailand International Motor Expo 2023 ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งทางด้าน Motor Expo 2023 Motorcycles zone นับเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ ปีนี้มีค่ายสองล้อเข้าร่วมมากมายถึง 23 แบรนด์ ทั้งกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปและขับเคลื่อนไฟฟ้า ทำให้บรรยากาศช่วงงานตลอดทั้ง 13 วันเป็นไปด้วยความคึกคัก มีรถรุ่นใหม่เปิดตัวนับสิบรุ่น พร้อมโปรโมชั่นดีๆครบครันจากทุกบูธ ส่งผลให้ยอดจองรวมเกินเป้า ทะลุ 7,373 คันได้สำเร็จ!! คุณวราทิพย์ คำนึงคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ๊กซ์โป จำกัด ผู้ได้รับมอบหมายจาก บริษัท สื่อสากล จำกัด ในการดูแลพื้นที่โซนรถมอเตอร์ไซค์ เผยว่า “…ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา โซนรถมอเตอร์ไซค์ใน Motor Expo ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมอเตอร์เอ๊กซ์โปอย่างมากมายต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์สองล้อจำนวนมากใช้เป็นพื้นที่เปิดตัวรถใหม่และจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ซึ่งปีนี้มีทิศทางที่น่าสนใจในส่วนของบูธผู้ผลิต-จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มจำนวนขึ้นมาแบบก้าวกระโดด ร่วมด้วยการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่อีกหลายรุ่น ทำให้ยอดจองรวมของกลุ่มสองล้อร้อนแรงทะลุเป้าหมายด้วยจำนวน 7,373 คัน นับเป็นความสำเร็จเกินคาด และต้องขอขอบคุณ บริษัท สื่อสากล จำกัด ,ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องในทุกส่วนไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ…” สำหรับงาน Motor Expo 2023 Motorcycles zone ค่ายที่มีตัวเลขยอดจอง 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.Yamaha จำนวน 1,204 คัน 2. Lambretta จำนวน 909 3. FELO จำนวน 613 คัน 4. Royal Enfield จำนวน 610 คัน 5. EM จำนวน 519 คัน ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.motorexpo.co.th/bestselling/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta LXP Orioli

MV Agusta LXP Orioli สายลุยตัวท็อปจากค่ายรถสวย ไม่มีอะไรจะดีกว่าการได้ออกไปเดินทาง ไปผจญภัยและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างอิสระเสรีแบบไม่มีอะไรมาจำกัดขัดขวาง และยิ่งได้ไปแบบหรูหราเหนือระดับแล้วล่ะก็มันยิ่งสุดไปอีกขั้น และแนวคิดนี้นี่เองทำให้เจ้า MV Agusta LXP Orioli ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ดีไซน์   สำหรับโมเดลนี้มาในสไตล์หรูหราโดดเด่นด้วยสีขาวมุกและสีที่มาจาก Luck Strike สปอนเซอร์ในอดีตของตำนานแข่งรถแรลลี่ของ Edi Orioli ในช่วงทศวรรษ 1990 คือสีแดง ดำและทอง ลายเซ็นของตำนานบนถังน้ำมัน และความพิเศษแบบจำนวนจำกัดเพียง 500 คันในโลก ซึ่งจะมีการระบุนัมเบอร์ว่าเป็นคันที่เท่าไหร่บนเพลตบริเวณซับเฟรมท้ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อหาคาล์มโซนรอบตัวผู้ขับขี่และคนซ้อน ช่วยให้ขับขี่ได้โดยไม่โดนลมปะทะมากจนเกิดอาการล้ บวกกับการเลือกปรับตำแหน่งจุดสัมผัสกับตัวรถ (พักเท้า แฮนด์บาร์และเบาะนั่ง) ให้นั่งได้สบายแม้ว่าต้องเดินทางไกล ขุมพลัง เจ้าสายลุยคันนี้จะใช้เครื่องยนต์ใหม่ซึ่งเป็นเครื่อง 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 931 ซีซี พัฒนาขึ้นในเมือง Varese 100% ซึ่งมุ่งเน้นจะให้มีพละกำลังแรงและมีความคล่องตัว รองรับการขับขี่ที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเครื่องใหม่นี้เบาเพียง 57 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับค่ายอื่นที่พิกัดเดียวกันถือว่าเบากว่า 10% เลยทีเดียว โดยตัวสแตนดาร์ดนั้นจะให้กำลังแรงม้ามากถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบเท่านั้น โดยเคลมมาว่ามีแรงบิดมากถึง 85% ในรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้น สามารถท็อปสปีดที่ 230 กม./ชม. ช่วงล่าง ตัวรถดีไซน์เฟรมให้มีความหนาบางในแต่ละจุดไม่เท่ากันเพื่อให้ตัวเฟรมมีน้ำหนักเบา โดยทียังมีความแข็งแรงทนทานอยู่แม้จะซ้อนสองหรือจะลุยออฟโร้ด เบาะนั่งสามารถปรับระดับความสูงได้สองระดับคือ 850 และ 870 ตามะสดวก และแน่นอนว่าการันตีความสบายและความทนทานแม้ว่าจะขี่ทางไกลหรือสมบุกสมบันแค่ไหนก็ตาม ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Sachs ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ร่วมกับกระเดื่องแบบโปรเกรสซีฟลิงก์แน่นอนว่าปรับแต่งได้เช่นกัน ขณะที่ระบเบรกจะเป็น Brembo ทั้งระบบ ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อก เรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยเรื่องของล้อและยางจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับพร้อมยางแบบกึ่งถนนถึงทางฝุ่นหรือออลเทอเรนนั่นเอง โดยล้อที่ให้มาจะเป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางใน Takasago Excel เทคโนโลยี หัวใจหลักของรถสมัยนี้คงจะหนีไม่พ้นระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน หรือ IMU ที่ช่วยป้องข้อมูลให้กับ ECU เพื่อให้รถอยู่สภาวะใดก่อนจะสั่งการระบบอื่น ๆ ที่ช่วยในเรื่องการขับขี่ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด เปิดปิดได้ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 2 ระดับ ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อหลัง ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-road และ Custom ที่สามารถปรับแต่งเองได้ และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง นอกจากเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ดีและปลอดภัยแล้วยังมีเรื่องของความสะดวกสบายอย่างครูซคอนโทรล ระบบกุญแจแบบคีย์เลส หน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ปรับความสว่างได้ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านระบบบลูทูธและ Wi-Fi ระบบกันขโมยแบบระบุพิกัดดาวเทียม ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C และ USB-A ระบบไฟ LED เต็มระบบ และระบบไฟแบ็กไลท์สำหรับประกับสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ อุปกรณ์เสริมจากโรงงาน โมเดลนี้ยังต้องพูดเรื่องอุปกรณ์เสริมที่มีมาให้ด้วย เพราะว่าตัวรถมาพร้อมกับแครชบาร์ การ์ดเครื่องอลูมิเนียม และไฟเสริม ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ทั้งในชีวิตประจำวันและแบบออฟโร้ด อีกทั้งยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ความลุยความดุดัน ตลอดไปจนถึงท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Termignoni ที่เบากว่าท่อเดิมถึง 4 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีชุดบ็อกซ์พิเศษที่รวมเอาใบรับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมรถอีกด้วย การจำหน่าย สำหรับราคานั้นยังไม่มีการระบุออกมา แต่ตัวรถเป็นโมเดลพิเศษพร้อมอ็อปชันที่ค่อนข้างครบครัน จึงมีการคาดการณ์กันว่าราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 30,000 ยูโรหรือราว ๆ 1.16 ล้านบาท แต่ถ้ามีคนนำเข้ามาไทยได้คงไม่ได้ราคานี้อย่างแน่นอน เอาเป็นว่าชม ๆ กันไปครับ ดูแนวทางกันว่ารถแอดเวนเจอร์ยุคใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่มีแต่รถสมบุกสมบันอย่างเดียว หรูหราหล่อเหลาก็มีให้เป็นทางเลือกไม่ใช่น้อยเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fantic Imola 125 โฉมโปรโตไทป์ต้นแบบ ขนาด 125 ซีซี

Fantic Imola 125 โฉมโปรโตไทป์ต้นแบบ ขนาด 125 ซีซี   อีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจอีกรุ่น ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Stealth 125 และเผยโฉมครั้งแรกในงาน Eicma 2023 ที่อิตาลีที่ผ่านมาอย่าง Fantic Imola Concept โมเดลสายสนามรุ่นต้นแบบสัญชาติอิตาลี ที่ทางค่ายได้พัฒนาขึ้นโดยถอด DNA จากตัวแข่งโปรโตไทป์ MotoGP มาในคราบรถสปอร์ตพิกัด 125 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีการใช้งานครบครัน กับมิติรูปลักษณ์แบบทรงสปอร์ตเต็มพิกัด โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายแฟริ่ง มาพร้อมกับชุดสีดำ-แดง และลวดลายกราฟิกสีขาว ดูคมเข้ม พร้อมติดดับเบิ้ลแฟริ่ง วิงก์เลต พร้อมทั้งชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณบังโคลน รวมถึงชิลด์หน้าและแฮนด์จับโช้คทรงสปอร์ต หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และตัวเบาะชิ้นเดียวพร้อมท้ายตูดมด ดูเท่ขึ้นไปอีกขั้น  วิงก์เลตด้านหน้า ท้ายตูดมด ในส่วนขุมพลังเครื่องยนต์เป็นแบบ 4 จังหวะ สูบเดียวขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ รวมถึงติดตั้งแอสซิสต์ แอนด์ สลิปเปอร์คลัตช์ เพิ่มความนุ่มนวลในจังหวะเชนเกียร์ลง รวมถึงระบบวาล์วแปรผัน และถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร  ท่อ Slip on ปั๊มหน้า Brembo โลโก้ขาว รวมถึงตัวเฟรมที่ทำจากโครงเหล็ก ซับเฟรมอลูมิเนียม ท่อไอเสียแบบติดตั้งแคท และช่วงล่างกับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบโมโนช็อค ระบบเบรกดิส์กเบรกหน้าขนาด 320 มม. ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกัน พร้อมระบบ Cornering ABS คาลิเปอร์เบรกด้านหน้าเป็น Brembo โลโก้ขาว ล้อสีดำดีไซน์แบบ 5 ก้าน และสวมยาง Pirelli Dlablo SuperCorsa SP V4 ขนาด 110/70R17 และ 140/70R17  โดยรุ่นนี้เป็นเพียงโฉมต้นแบบเท่านั้น ถือว่าให้มาเกินพิกัดสุด ๆ อย่างไรก็ดีทางค่ายอาจมีการผลิตโมเดลรุ่นนี้ขึ้นในอนาคต ยังไงก็ต้องรอผลคอนเฟิมอีกครั้ง  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Diavel for Bentley

Ducati Diavel for Bentley ผลงานสุดพิเศษหลังคอลแล็บกับรถหรูสัญชาติอังกฤษ ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่างดูคาติจับมือกับค่ายยนตรกรรมหรูจากอังกฤษเบนท์ลีย์ก่อกำเนิดเป็น Ducati Diavel for Bentley ครูเซอร์สุดพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับสาวกเบนท์ลีย์ มาพร้อมความหรูหราและโดดเด่นดุจดังงานศิลปะที่ใครเห็นก็ต้องตาค้าง ดีไซน์ ผลงานนี้เกิดจากความร่วมมือกับดีไซเนอร์ของทางเบนท์ลีย์ จนกลายเป็นมอเตอร์ไบค์สุดพิเศษ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Batur โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดของทางค่ายอังกฤษที่เน้นทำด้วยมือหรือแฮนด์คราฟต์ ตัวรถจึงโดดเด่นด้วยสีเขียว Scarab Green แบบเดียวกัน ยังมีการเลือกใช้สีของชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกับโมเดล Batur เช่น กริลล์ที่แรมแอร์ด้านหน้าเป็นทรงสามเหลี่ยมสีดำตัดสีแดง สีดำตัดด้วยแดงในบริเวณส่วนของเบาะ เป็นต้น ทั้งยังมีชิ้นส่วนที่ประหนึ่งว่ายกมาจากรถ Batur อย่างล้อฟอร์จสีไทเทเนียมเข้ม Dark Titanium Satin ที่มีเปิดผิวบางส่วนไว้เพิ่มความสวยหรู บังโคลนหน้าและแฟริ่งหน้าดีไซน์เหลี่ยมมุมเป็นสันเหมือนดั่งกระโปรงหน้ารถ แม้กระทั่งครอบเบาะท้ายเองก็มีดีไซน์ที่คล้ายกับท้ายของรถยนต์ นอกจากนี้ชิ้นส่วนหลาย ๆ ส่วนของตัวรถยังทำจากวัสดุราคาแพง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูง ได้แก่ บังโคลนหน้า ครอบไฟหน้า ครอบเครื่อง ครอบท่อ ครอบแผงหม้อน้ำ แฟริ่งชิ้นข้าง และส่วนท้ายรถ ตัวเบาะนั่งเองก็ทำจากหนังอัลคันทาราสีดำแบบเดียวกับภายในรถ Batur และตัดเย็บอย่างปราณีต มีช่องเผยให้เห็นผ้าสีแดงที่เป็นเลเยอร์อยู่ด้านในตัวเบาะ พร้อมกันนี้ยังเย็บโลโกเบนท์ลีย์ไว้อีกด้วย และยังนี้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ท่อไอเสียใหม่ เป็นปลายคู่ที่มีเส้นสายกลมกลืนไปกับตัวรถได้อย่างลงตัว ในส่วนของสมรรถนะจะยังคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในส่วนของเครื่องยนต์และกลไกอื่น ๆ ยังคงเป็นเครื่อง V4 Granturismo ขนาด 1,158 ซีซี 168 แรงม้าเช่นเดิม ช่วงล่างก็เช่นกัน โช้คหน้าหัวกลับปรับแต่งได้เต็มระบบ โช้คหลังเดี่ยวซับแทงค์ปรับแต่งได้ร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema และดิสก์หลังเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo ล้อหน้าและหลังขนาด 17 นิ้วเท่านั้น รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso III ขนาด 120/70 – ZR17 และหลังขนาด 240/45 – ZR17 การจำหน่าย การจำหน่ายของโมเดลนี้จะมีขึ้นอย่างจำนวนจำกัดคือ 500 + 50 โดยตัวเลข 50 คันหลังนั้นสำหรับ Bently Mulliner ซึ่งจะจำหน่ายในกับเจ้าของเบนท์ลีย์โดยเฉพาะ ซึ่งอย่างหลังจะพิเศษขึ้นไปอีกด้วยการคัสตอมสีของเบาะนั่ง สีคาลิเปอร์เบรกหน้า ชิ้นส่วนคาร์บอนและล้อได้เอง โดยจะเลือกให้เหมือนรถของพวกเขา หรือจะเลือกจากพาเลตสีพิเศษที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ก็ทำได้เช่นกัน และแน่นอนว่าแต่ละคันจะมาพร้อมเซอร์ทิฟิเคตรับรองความเป็นของแท้ เบาะนั่งสำหรับคนซ้อนและผ้าคลุม ตัวเลขการผลิตของแต่ละโมเดลจะไม่ซ้ำกันจะถูกยิงเลเซอร์ลงบนเพลตและติดตั้งลงไปบนฝาครอบคาร์บอนไฟเบอร์ด้านขวาของตัวรถ แถมยังแอบมีความพิเศษตรงอนิเมชันไฟท้ายสำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะเมื่อเปิดสวิตช์ และสุดท้ายท้ายสุดรถแต่ละคันจะส่งมอบด้วยการบรรจุภายในกล้องไม้พิเศษโดยเฉพาะอีกด้วย พรีเมียมกันสุด ๆ ไปเลยครับ ส่วนในเรื่องของราคานั้นเริ่มต้นที่ 58,000 ปอนด์หรือราว ๆ 2.6 ล้านบาทครับ งานนี้ถ้ามาไทยราคาก็คงกระโดดขึ้นไปอีกเป็นล้านแน่ ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Superveloce Arsham ศิลปะสองล้อที่แท้จริง

MV Agusta Superveloce Arsham ศิลปะสองล้อที่แท้จริง และที่คุณกำลังเห็นอยู่นี่คือ MV Agusta Superveloce Arsham ผลงานศิลปะสองล้อที่แท้จริงจากการร่วมกันสร้างสรรค์ของ 2 สุดยอดศิลปิน 1 คือค่ายรถอิตาลีอย่างเอ็มวี อากุสต้า และ 2 คือ Daniel Arsham ซึ่งผลิตออกมาเพียง 6 คันในโลกเท่านั้น มีอะไรยังไงบ้างไปดูกันครับ ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า Daniel คือใคร เขาก็คือศิลปินชื่อดังที่เป็นที่รู้จักจากการเป็นขบถที่แหกกฏเกณฑ์แบบเดิม ๆ ด้วยเทคนิคที่โดดเด่นเฉพาะตัวที่มีชื่อว่า Erosion ซึ่งก็คือการกัดเซาะ เป็นการแสดงให้เห็นแนวคิดเรื่องของกาลเวลาที่ล่วงเลยไปผ่านงานประติมากรรม ซึ่งแน่นอนว่าเขานำเทคนิคนี้มาใช้กับรถคันนี้ด้วยเช่นกัน ดีไซน์  สำหรับโมเดลสุดพิเศษนี้ไม่เพียงงดงามดั่งประติมากรรมและมีสเน่ห์งดงามน่าดึงดูด อีกทั้งยังโดดเด่นสะดุดตา แน่นอนว่าสมรรถนะและเทคโนโลยีในรถนั้นก็ไม่ได้ด้อยลงไปเลย ด้วยการที่ตัวรถมาในโทนสีขาวทั้งคันในทุกส่วนเท่าที่จะเป็นไปได้ กระทั่งเบาะนั่ง หรือแม้แต่ชื่อกราฟิกที่เป็นชื่อโมเดลของรถก็ตาม และจุดเด่นอีกอย่างที่บ่งบอกว่าคือผลงานของ Daniel ก็คือการกัดเซาะบนชิ้นส่วนแฟริ่งบริเวณต่าง ๆ เผยให้เห็นเนื้อในที่เขาบรรจงสร้างไว้เป็นเสมือนถ้ำคริสตัลที่งดงามดุจดั่งอัญมณี รายละเอียดทางเทคนิค – ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 798 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ – แรงม้าสูงสุดที่ 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบ – แรงบิดสูงสุดที่ 88 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบ – ท็อปสปีดเคลมที่ 240 กม./ชม. – อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม.ใน 2.05 วินาที – โช้คหน้า Marzocchi แบบหัวกลับปรับแต่งพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ – โช้คหลังเดี่ยวจาก Sachs ปรับแต่งพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว – ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ – ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ – ล้ออลูมิเนียมอัลลอยและยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II ขนาด 120/70 – ZR17 M/C 58W และ 180/55 – ZR17 M/C 73W หน้าหลังตามลำดับ การจำหน่าย สำหรับโมเดลนี้เนื่องจากเป็นโมเดลพิเศษ จึงไม่มีขายทั่วไป แต่จะมีเพียงลูกค้าระดับสูงของทางค่ายและนักสะสมศิลปะที่แฟนตัวยงของ Daniel จะได้รับคำเชิญชวนให้เป็นเจ้าของก่อน นอกจากนี้ราคาก็ยังไม่เปิดเผย เรียกได้ว่าแรร์แบบสุด ๆ งานนี้ใครจะได้เป็นเจ้าของบอกเลยว่าต้องเป็นคนที่พิเศษและต้องเป็นเศรษฐีตัวจริงเท่านั้นแหละครับ ส่วนเด็กบ้าน ๆ อย่างเรา ๆ นั่งชมเป็นขวัญตาก็พอแล้วครับพี่น้อง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1390 Super Duke R 2024 อสูรร้ายกำเนิดใหม่

KTM 1390 Super Duke R 2024 อสูรร้ายกำเนิดใหม่ การกำเนิดใหม่อีกครั้งของอสูรร้ายตัวแรงอย่าง KTM 1390 Super Duke R 2024 ไฮเปอร์เน็กเก็ดจากค่ายสีส้ม พร้อมกันนี้ยังส่งรุ่น EVO ที่เสริมความไฮเทคแบบเหนือชั้นเข้าไปให้กลายเป็นรถที่ทั้งแรงและทั้งล้ำในคันเดียวกันไปเลย ดีไซน์ มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่แทบทั้งคัน โดดเด่นสะดุดตาที่ไฟหน้า LED ใหม่ดุดันเฉียบคมแถมรีดน้ำหนักไปในตัว สปอยเลอร์ข้างถังน้ำมันออกแบบใหม่เสริมวิงเล็ตเข้าไปในตัว มีการลดแฟริ่งที่ครอบซับเฟรมท้ายออก แต่งไฟท้ายให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ทำให้โดยรวมแล้วดูล่ำสันและดุดันยิ่งกว่าเคย เครื่องยนต์ ตัวขุมพลังสองสูบวี LC8 นั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1,350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 190 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ซึ่งแรงมากขึ้นไปอีกระดับ มีการออกแบบแอร์อินเทคและแอร์บ็อกซ์ใหม่ปรับอัตราทดเกียร์ 5 และ 6 ให้สอดคล้องกับเครื่องยนต์ใหม่ ถังน้ำมันเองก็ปรับดีไซน์พร้อมเพิ่มความจุอีก 1.5 ลิตรกลายเป็น 17.5 ลิตร ช่วงล่าง โดดเด่นด้วยโช้คเอกลักษณ์ของทางค่าย WP APEX เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปรับแต่งได้หมดทั้งพรีโหลด คอมเพรสชัน รีบาวด์ ไฮสปีดหรือโลว์สปีด ได้หมด ส่วนในรุ่น EVO จะได้ระบบโช้ค WP Semi Active Technology หรือโช้คปรับไฟฟ้าเข้าไปด้วย โดยมีระบบวาล์วแม่เหล็กที่จะทำงานเพื่อปรับการหน่วงในแบบเรียลไทม์ด้วยตัวควบคุมระบบกันสะเทือน เพื่อให้โช้คปรับการทำงานได้แบบอัตโนมัติ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อก 4 ลูกสูบแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ในส่วนของล้อและยางก็จะเป็น 120/70 – ZR17 และ 200/55 – ZR17 เทคโนโลยี   เทคโนโลยีเสริมต่าง ๆ มีให้มาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Rain, Street และ Sport ยังมีโหมด Performance และ Track ต้องเสียเงินเพิ่มเติม ตัวประมวลผลแรงเฉื่อย IMU ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ แทร็กชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง ส่วนในเรื่องของความสะดวกสบายนอกจากหน้าสี TFT 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ที่ปัจจุบันเป็นของบังคับใส่กันมาแทบทุกค่ายแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอีกมากมาย เช่น ช่อง USB-C สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ระบบ TPMS หรือระบบตรวจวัดแรงดันลมยางแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ ระบบคีย์เลส การจำหน่าย ตัวสแตนดาร์ดจะเริ่มต้นที่ 922,000 บาท ส่วนรุ่น EVO จะเริ่มต้นที่ 1,025,000 บาท (ราคาคำนวณจากเงินยูโรยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ถ้ามาจำหน่ายในบ้านเราแน่นอนว่าราคาจะต้องโดดเพิ่มเติมขึ้นไปอีกพอสมควรเลยทีเดียว และน่าจะมีจำหน่ายในบ้านเราเพียงไม่กี่คันอย่างแน่นอน เรียกว่าลิมิเต็ดด้วยราคาของตัวรถเอง แต่เรื่องความแรงและความโดดเด่นนั้นบอกเลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอนครับ ใครอยากเป็นเจ้าของต้องรอกันหน่อยครับสำหรับคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph TF 250-X

Triumph TF 250-X โมโตครอสคันแรกของค่ายเปิดราคาแล้ว Triumph TF 250-X โมโตครอสคันแรกของค่ายผู้ดีได้ฤกษ์เปิดตัวเปิดราคาจำหน่ายกันแล้ว โดยทางค่ายชูจุดเด่นให้กำลังแรงม้าต่อน้ำหนักยอดเยี่ยมที่สุดในคลาสพร้อมอะไหล่ระดับท็อปสุด ดีไซน์ ทางไทรอัมพ์เป็นผู้ออกแบบเอง 100% โดยเน้นให้ดุดัน ปราดเปรียว และโดดเด่นเป็นที่จดจำได้ง่ายด้วยการใช้กราฟิกสีเหลืองและดำ โดดเด่นในแบบของทางค่าย เครื่องยนต์ ทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะที่มีขนาดกะทัดรัดและเบาเป็นพิเศษ ขนาด 249.95 ซีซี เลือกใช้ลูกสูบอลูมิเนียมฟอร์จและวาล์วไทเทเนียม พร้อมกันนี้มีการเคลือบสาร DLC เพื่อลดแรงเสียดทาน ฝาครอบแม็กนีเซียม และคลัตช์ Exedy มีระบบเกียร์ 5 สปีด ช่วงล่าง ตัวรถใช้เฟรมอลูมิเนียมแบบเปลคู่ที่มีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ออกแบบให้มีความบาลานซ์ที่ดีระหว่างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น และทำให้ตัวรถมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดีที่สุดในพิกัด โช้คหน้าของรถจะเป็นโช้ค KYB ระดับท็อป เป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ ระยะยุบ 310 ม.ม. ใช้งานร่วมกับแผงคออลูมิเนียมฟอร์จ CNC ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน (ทั้งไฮสปีดและโลว์สปีด) รีบาวด์ ระยะยุบ 305 ม.ม. ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบลูกสูบคู่และดิสก์เบรกเดี่ยว ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo ลูกสูบเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียม DirtStar 7000 พร้อมดุมอลูมิเนียมและยาง Pirelli Scorpion MX32 แบบ Mid-Soft การจำหน่าย เรื่องของการขายเจ้ารถซิ่งทางดินคันนี้เปิดราคาเริ่มต้นที่ 9,795 ปอนด์หรือราว ๆ 434,000 บาท ซึ่งถือว่าราคาเอาเรื่องใช้ได้ แต่คุณก็จะได้รถที่มีสมรรถนะพร้อมลงแข่งได้เลย แต่ยังไม่สุดเพราะทางค่ายยังมีอ็อปชันเสริมเพิ่มความสามารถได้อีก แต่อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวแล้วน่าจะขายได้ยากจากการที่ทางค่ายยังไม่มีชื่อเสียงทางด้านนี้ เจ้าตลาดเดิมน่าจะได้เปรียบกว่ามาก นอกจากว่าทางค่ายจะลงแข่งแล้วทำผลงานในรายการ MX ได้ดีครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New ADV350 สีใหม่ 2024 พร้อมขายที่ไทยแล้วตอนนี้..!!

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัว New ADV350 สีใหม่ 2024 มาพร้อมคอนเซปต์ ‘EXPLORE YOUR EXTRAORDINARY ออกไปท้าทาย ให้มากกว่าที่เคย’ เพิ่มความเข้ม เท่ ดุดันยิ่งขึ้นด้วยโทนสีที่ปรับเฉดใหม่ ถึง 3 เฉดสี ได้แก่ ‘สีเทา-ดำ MISTY GREY’ ‘สีดำ NIGHTFALL BLACK’ และ ‘สีแดง-ดำ RED TWILIGHT’ เสริมความเป็น Premium SUV Bike มากกว่าเดิม มาพร้อมกับเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 330 ซีซี 4 วาล์ว และเทคโนโลยีล้ำหน้าครบครันแบบฉบับ SUV Bike ที่ขับขี่ สนุกเร้าใจ รองรับการใช้งานทั้งในเมืองหรือทางไกลแบบทัวริ่ง New Honda ADV350 ได้รับการออกแบบให้มีความเท่ ในสไตล์ Premium SUV Bike เสริมความโดดเด่นด้วยโทนสีใหม่ที่เข้ม และดุดันมากขึ้น สะดุดตาด้วยชุด Emblem สีเงินใหม่พร้อมกับเทเปอร์แฮนด์บาร์ที่ปรับเป็นสีดำพร้อมการ์ดแฮนด์เสริมความแข็งแรง โฉบเฉี่ยวด้วยชุดไฟรอบคันแบบ LED พร้อมลุยด้วยโช้กหน้าแบบหัวกลับ และโช้กหลังติดตั้งซับแทงค์คู่จาก SHOWA วินด์สกรีนปรับความสูงได้ถึง 4 ระดับ ไม่หวั่นทุกเส้นทางด้วยระยะ Ground Clearance ที่สูงถึง 155 มิลลิเมตร สะดวกสบายทุกการเดินทางด้วยพื้นที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 48 ลิตร ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ถึง 2 ใบ รวมถึงช่องเก็บของด้านหน้า มาพร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้นด้วยหน้าปัดเรือนไมล์แบบ Full LCD แสดงข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน รวมถึงช่องชาร์จไฟ USB Type C และรีโมตอัจฉริยะ Honda Smart Key สตาร์ตเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ สามารถระบุตำแหน่งพร้อมป้องกันการขโมย รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล  New Honda ADV350 มาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 330 ซีซี 4 วาล์ว ส่งกำลังการขับขี่ที่ต่อเนื่องในทุกสภาพถนน อัตราเร่งติดมือไม่ว่าจะเป็นการออกตัวหรือเร่งแซง รวมถึงระบบป้องกันรถเสียการทรงตัว HSTC (Honda Selectable Torque Control) มอบความมั่นใจในการขับขี่มากขึ้นด้วยระบบเบรก ABS หน้า-หลัง อีกทั้งล้ออะลูมิเนียม X-Shaped แบบ 6 ก้าน น้ำหนักเบาสามารถไปได้ทั้งทางเรียบและทางลุยสไตล์ Dual-Purpose  ไทยฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย New ADV350 สีใหม่ 2024 รุ่น Standard Type ทั้ง 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ สีเทา-ดำ MISTY GREY’ ‘สีดำ NIGHTFALL BLACK’ และ ‘สีแดง-ดำ RED TWILIGHT’ ราคาแนะนำ 186,400 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PIRELLI Scooter SC ตัวใหม่ พา Aerox เร็วขึ้น 3 วิ สายแข่งถูกใจสิ่งนี้

สุขใดเหล่าไม่เท่าเวลาแข่งเร็วขึ้น มือใหม่สกู๊ตเตอร์สายแข่งจากรายการ Yamaha Championship 2023 เปลี่ยนยางตัวใหม่ จาก Pirelli Scooter SC ตัวใหม่ ให้ฟีลลิ่งตอบโจทย์สายสนาม เทโค้งได้มั่นใจ พา Yamaha Aerox รถแข่งคู่ใจ กดเวลาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฟังจากปากตัวจริง..!! คุณ นุ๊ก ชาญณรงค์ น้อยเอี่ยม นักแข่งสังกัดทีม นุ๊ก สามห่วง เบอร์ 46 การันตีความมั่นใจหลังเปลี่ยนยาง Pirelli Scooter SC ตัวใหม่ จากเวลาซ้อมที่ทำดีที่สุดต่อเวลารอบสนามช้างได้ 2.49.566 นาที หลังเปลี่ยนยางใหม่สามารถทำลายสถิติเวลาของตัวเองได้ เหลือ 2.46.912 นาที ทางเจ้าตัวพูดมากับปากว่า เวลาที่เร็วขึ้นเกือบ 3 วินาที เป็นเพราะยาง ”ยางพีเรลลี“ ที่ทำให้เวลาต่อรอบของตัวเองเร็วขึ้น จึงการันตีสำหรับสายสกู๊ตเตอร์อย่าง Yamaha Aerox ได้ว่า ถ้าอยากได้ฟีลลิ่งที่มั่นใจมากขึ้น เทโค้งได้ด้วยความเร็วสูง และเวลาต่อรอบที่เร็วขึ้นคงหนีไม่พ้นยาง Pirelli Rosso Scooter SC อย่างแน่นอน.. อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 3

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 3  ปิดฉากลงไปอย่างสนุกสุดมันส์กับกิจกรรมชวนพี่น้องผองเพื่อนนักบิดมาขับขี่ในสนามกับงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 3 สนามสุดท้ายประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 – 3 ธันวาคมที่ผ่านมา สำหรับสนามสุดท้ายนี้ยังคงได้รับการตอบรับจากทั้งนักบิดและผู้เข้าชมอย่างเนืองแน่นเช่นเคย โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.5 พันคน และมีนักบิดลงทำการขับขี่แทร็กเดย์และแข่งขันรวม ๆ กันกว่า 450 คัน ยังไม่รวมผู้ที่ขับเข้าร่วมงานอีกหลายร้อยคัน โดยในงานนี้ถือเป็นงานที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับบรรดานักบิดที่ชื่นชอบความเร็วได้ขับขี่ในสนามกันอย่างปลอดภัย ไม่รบกวนคนอื่นและไม่ผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้นักบิดหลากหลายระดับฝีมือ จะมือใหม่ มือเก๋า จะชาวไทยหรือต่างชาติ ทั้งยังมีหลากหลายประเภทรถทั้งสปอร์ตไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สกู๊ตเตอร์ และรุ่นอื่น ๆ  จนเรียกว่าแทบจะไม่จำกัดคลาสกันเลยทีเดียว จนสุดท้ายมีรุ่นให้ทำการขับขี่แข่งขันมากถึง 23 รุ่นกันเลยทีเดียว นอกจากเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ลองซิ่งรถหรือขับขี่รถคันโปรดของตัวเองในสนามแล้ว ยังถือเป็นเหมือนการเปิดพื้นที่ให้บรรดานักบิดที่ชื่นชอบความเร็วความแรงได้มาพบปะสังสรรค์ฉันมิตร ได้ทั้งประสบการณ์ ได้ทั้งเพื่อนใหม่ แถมยังได้ของรางวัลติดไม้ติดมือกันไป ทั้งนี้ก็เป็นเพราะมีผู้สนับสนุนการแข่งขันมากมายที่ช่วยผลักดันส่งเสริมสนับสนุนให้กิจกรรมนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็น Pirelli ที่มาช่วยบริการต่าง ๆ ในเรื่องของยาง Yamaha Riders’ club ที่ช่วยให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์ซิ่งในสนามด้วยการเปิดเซ็กชันแข่งขันขับขี่รับรองลูกค้า ตลอดไปจนถึงอำนวยความสะดวกและช่วยสอนเทคนิคต่าง ๆ ให้ลูกค้า Honda Bigbike เองก็เปิดเซ็กชันพิเศษให้สาวกค่ายปีกนกได้หวดกันอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็พร้อมดูแลและบริการลูกค้ากันอย่างทุกระดับประทับใจ เท่านั้นยังไม่พอยังมีสปอนเซอร์มากมายที่เปรียบเสมือนผู้ใหญ่ใจดีที่มาออกงานเปิดโปรพิเศษเฉพาะในงาน ตลอดไปจนถึงช่วยสนับสนุนของรางวัลให้กับนักแข่งได้มีของรางวัลติดไม้ติดมือกันไปแบบถือกันไม่ไหวกันเลย อาทิ Real, Bilmola, ID, Zeus, Just1, Nolan และ BikeMate.net ที่สนับสนุนของรางวัลจำพวกไรดิ้งเกียร์ Ohlins, Andreani by Sinamoto, Maverix Group, DID, Jomthai, BRD, Air Supply, Accossato, Hel, BS Battery, Ferodo Racing และ Zipper Bike ที่ร่วมสนับสนุนของรางวัลและออกมาบูธจำหน่ายขายของของแต่งรถราคาพิเศษ หรือจะเป็นทาง eni, Fuch Silkolene และ Liqui Moly ตลอดไปจนถึงแอคเซสซอรี่หรือไบค์แคร์อื่น ๆ จากทาง Imane, Wise, Gut Machine, พรมซิ่ง และ Scootigan ตลอดไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มอร่อย ๆ จากทาง Showpow Cafe และ กะบับว่า by สะโบมั้ย ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมก็จะเป็นการขับขี่แทร็กเดย์ ซ้อมและควอลิฟายหาลำดับออกสตาร์ทในวันเสาร์ที่ 2 ก่อนที่มาแข่งขันกันในวันอาทิตย์ที่ 3 เหมือนกับเช่นสนามที่ผ่าน ๆ มา โดยมีการแข่งขันมากถึง 23 รุ่นตั้งแต่รุ่นน้องเล็กจิ๋วอย่าง Mini bike 150 ซีซี ไปจนถึงรุ่นใหญ่ตัวพันของมือเก๋าอย่าง SuperBike 1000 ซีซี ระหว่างรายการเองก็ยังมีกิจกรรมแจกของรางวัลง่าย ๆ เพียงใช้แค่ดวงอย่างกิจกรรม Lucky Draw ที่ใคร ๆ ก็มีโอกาสลุ้นรางวัลจากทางสปอนเซอร์อีกด้วย สุดท้ายนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าแข่งขันทุกท่านที่ได้รับรางวัล ไปจนถึงรางวัลแชมป์ประจำรายการนี้ด้วยครับ ส่วนกิจกรรมครั้งหน้าปี 2024 นั้นจะจัดเมื่อไหร่ ติดตามเราผ่านทาง Facebook ไว้รับรองไม่มีพลาดกิจกรรมดี ๆ อย่างแน่นอนครับ

Benz Racing เสือไม่ทิ้งลาย คว้าโพเดี้ยมพันซีซี SuperBikemag.com

Benz Racing หรือ อัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช โชว์ฟอร์มนักซิ่งลงแทร็กเคาะสนิม SuperBikemag.com Trackday & Trophy 2023 Powered by Pirelli The SuperBike Tyres สนามสุดท้าย กลับมาครั้งนี้ยังคงเป็นเสือไม่ทิ้งลาย คว้าโพเดี้ยมให้ตัวเองได้ดั่งใจ ในวงการ 2 ล้อ ยังไงทุกคนก็ต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ Benz Racing อดีตแฟนของดาราสาวในวงการ และเป็นผู้ที่ชื่นชอบความเร็ว ความแรง ของรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เป็นชีวิตจิตใจ หลังจากที่ได้พูดคุยกับ เบนซ์ เรซซิ่ง เขาได้พูดว่า ”หลังจากการกลับมา ต่อให้จะไปทำอาชีพไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถทิ้งสิ่งที่ผมชอบได้นั่นก็คือ มอเตอร์ไซค์“ ได้ยินแบบนี้แล้วก็อดใจที่จะชวนไม่ได้ ทางเราก็ได้เทียบเชิญเข้ามาเคาะสนิมลงแทร็กกันหน่อย ในงาน SuperBikemag.com Trackday & Trophy 2023 Powered by Pirelli The SuperBike Tyres สนามสุดท้าย เจ้าตัวเองยังบอกกับปากว่า นี่คือครั้งแรกหลังจากกลับมา ที่มีโอกาสได้ขับระดับ 1000 cc. มีคลัตช์ และได้กลับมาใส่ชุดแข่ง ยังเป็นกังวลว่าจะใส่ได้ไหม..เพราะช่วงหลังมานี้น้ำหนักขึ้นมา 5 กิโลกรัม.. สำหรับสนามนี้ ทางเราได้เตรียมบิ๊กไบค์ตัวแรง จัด Yamaha YZF-R1 และ Yamaha YZF-R7 ไว้ให้เคาะสนิม แต่ก็ไม่ยังไม่จุใจ เจ้าตัวขอลงแข่งต่อ ในรุ่น SuperBike 1000 Rookie และ Yamaha Riders’club อีก 2 รุ่น   ผลการแข่งขัน ได้คว้าโพเดี้ยมอันดับ 2 ในรุ่น SuperBike 1000 Rookie มาครองได้ด้วยเวลาเร็วที่สุดในช่วงควอลิฟาย 1.12.984 นาที ถือว่าเป็นการกลับที่ไม่ธรรมดา ซ้อม 1 วัน แล้วขึ้นโพเดี้ยม เสือไม่ทิ้งลายจริง ๆ สำหรับปีหน้า SuperBikemag.com Trackday & Trophy 2024 คงได้เห็นฝีไม้ลายมือของผู้ชายคนนี้ในรายการของเราอย่างแน่นอน ติดตามเป็นกำลังใจกันได้เลย   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki ส่งมอบความตื่นเต้นเร้าใจ ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำ ในงาน Motor Expo 2023

Kawasaki ส่งมอบความตื่นเต้นเร้าใจ ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำ ในงาน Motor Expo 2023 บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมสร้างปรากฎการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจในงาน Motor Expo 2023 ที่จัดขึ้นที่ อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 11 ธันวาคม 2566 พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ และนวัตกรรมยานยนต์มากมายสะท้อนไลฟ์สไตล์สุดคูล และความเป็นตำนานที่สร้างความเร้าใจมาอย่างยาวนาน ในบูธจัดแสดงที่ออกแบบสไตล์โฉบเฉี่ยวจนต้องเหลียวหลัง เหมาะกับคนรักความเร็ว Kawasaki ส่งมอบความตื่นเต้นเร้าใจ วิสัยทัศน์ของคาวาซากิในงานจะสะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และเพื่อสร้างการความสนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจ ด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมได้นำมาจัดแสดงที่บูธของคาวาซากิ ซึ่งได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้ผู้เข้าชมผ่านการผสมผสานการใช้เส้นสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของคาวาซากิ ทำให้ดูโดดเด่นจนต้องหยุดมอง ในงานมีการเผยโฉมรถจักรยานยนต์ไฮไลท์ 3 รุ่นในปี 2024 ที่พร้อมวางจำหน่ายแล้ว สะท้อนความตั้งใจของคาวาซากิในการเพิ่มศักยภาพของการเดินทางและการอยู่ร่วมกันในสังคม ตลอดจนการออกแบบที่สอดรับกับคนรุ่นใหม่ในอนาคต รุ่นรถจักรยานยนต์ไฮไลท์ที่จัดแสดงภายในบูธคาวาซากิในงาน Motor Expo 2023 ■ Ninja ZX-6R 2024 หนึ่งในสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ในตระกูล Ninja  ซึ่งมีมายาวนานกว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี 1984 กับ Ninja ZX-6R รุ่นใหม่นี้ได้มีการปรับโฉม ทั้งแฟริ่งด้านหน้า ด้านข้างและกระบังลมที่สปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมกับวิงเล็ท และสปอยเลอร์ล่างที่จะช่วยป้องกันลมและแอโรไดนามิค รวมถึงสร้างแรงกดเพื่อควบคุมรถในช่วงความเร็วสูงได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีชุดไฟเทคโนโลยีไฮบริดระหว่าง Projector และ LED โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของนินจาไว้อย่างครบถ้วน นอกเหนือจากนี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้น Ninja ZX-6R ได้รับการติดตั้งเรือนไมล์ full-colour TFT สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ มาพร้อมกับ โหมดการขับขี่ให้เลือกปรับให้เหมาะสมกับสภาวะต่าง ๆ ในการขับขี่ เพิ่มความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ราคา 498,000 บาท ■ Eliminator & Eliminator SE 2024 รถจักรยานยนต์ซิตี้ครุยเซอร์ ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja 400 และเฟรมโครงตาข่ายน้ำหนักเบา ตำแหน่งการขับขี่เป็นธรรมชาติซึ่งสามารถรองรับผู้ขับขี่ได้หลากหลาย ช่วยให้มั่นใจตั้งแต่วินาทีที่คุณนั่ง จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ที่จะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่วในช่วงความเร็วต่ำได้ มาพร้อมกับหน้าจอดิจิทัล LCD ที่ออกแบบใหม่มีให้ความโมเดิร์นและคอมแพ็ค โดยภายในงานนี้คาวาซากิได้นำ Eliminator สีใหม่ pearl robotic white ขาวไข่มุกสวย มาจัดแสดง พร้อมกับอีกหนึ่งเวอร์ชั่น Eliminator SE สีเทาดำ ดุ เข้ม มาพร้อมกับ cowling หน้า ที่ผสานกันได้อย่างลงตัว รวมถึงช่องเสียบสาย USB-C และเบาะนั่งหนังพรีเมี่ยมสองแพทเทิร์น เสริมลุคให้เท่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ราคา 224,900 บาท (STD), ราคา 235,900 บาท (SE) ■ Ninja ZX-4R SE 2024 สีใหม่ล่าสุด รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เสียงหวาน ๆ ในพิกัด 400 ซีซี ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน ฟีเจอร์ต่าง ๆ เพียบ ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับพรีโหลดที่โช้คอัพหน้าได้)เรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ที่สามารถเลือกโหมดได้ (Normal, Circuit) สร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังชั่นค์ต่าง ๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY”

Honda เปิดตัวบิ๊กไบค์ 5 โมเดลใหม่ ใน Motor Expo 2023

Honda เปิดตัวบิ๊กไบค์ 5 โมเดลใหม่ ใน Motor Expo 2023 จัดเต็มจัดหนักอีกแล้วสำหรับ Thai Honda เปิดตัวบิ๊กไบค์ 5 โมเดลใหม่ในงาน Motor Expo 2023 เหมือนส่งตรงรถมาจากงาน Eicma ประเทศอิตาลี พร้อมกันนี้ยังเผยราคาสุดเร้าใจพร้อมโปรโมชันโมเดลอื่น ๆ อีกมากมาย All New CBR650R 2024 สปอร์ตไบค์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่อัปเดตใหม่ พร้อมเพิ่มฟังก์ชันหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และสมรรถนะที่ตอบโจทย์การขับขี่ใช้งานบนท้องถนนและในสนามแข่ง นอกจากนี้ยังมีรุ่น E-Clutch ให้เลือกใช้งานอีกด้วย โดยรุ่นสแตนดาร์ดเปิดราคาแนะนำที่ 327,300 บาทเท่านั้น สำหรับรุ่น E-Clutch ยังไม่เปิดราคา All New CB650R 2024 สปอร์ตนีโอคาเฟ่ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ที่ปรับโฉมใหม่เพิ่มความดุดันน่าใช้งาน เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และออกเดินทาง และรุ่นนี้ยังมีรุ่น E-Clutch ให้เลือกใช้งานอีกด้วย โดยรุ่นสแตนดาร์ดเปิดราคาแนะนำที่ 312,100 บาทเท่านั้น สำหรับรุ่น E-Clutch ยังไม่เปิดราคา New CBR500R 2024 สปอร์ตไบค์ 2 สูบพิกัด 500 ซีซี สำหรับนักซิ่งบิ๊กไบค์พิกัดเริ่มต้นที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะที่ดี สมู้ทเป็นมิตร ปรับดีไซน์ใหม่ เพิ่มหน้าจอสี TFT 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ เปิดราคาแนะนำที่ 222,800 บาทเท่านั้น New Hornet 500 2024 เดิมก็คือ CB500F เน็กเก็ดไบค์สุดเท่คราวนี้ใช้ดีเอ็นเอสายเลือดแตนซิ่งจากพี่ใหญ่ CB750 Hornet มาในสไตล์โฉบเฉี่ยมยิ่งขึ้น เพิ่มหน้าจอสี TFT 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ เปิดราคาแนะนำสุดเร้าใจที่ 217,700 บาทเท่านั้น New NX500 2024 หรือเดิมก็คือ CB500X แอดเวนเจอร์ไบค์รุ่นยอดนิยมของไบเกอร์ชาวไทย ที่ปรับโฉมใหม่ให้มีความละม้ายคล้ายรุ่นพี่อย่าง Translap และมีภาพลักษณ์สมบุกสมบันมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มหน้าจอสี TFT 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ โดยเปิดราคาแนะนำสุดคุ้มที่ 227,900 บาทเท่านั้น นอกจาก Honda เปิดตัวบิ๊กไบค์ 5 โมเดลใหม่ ไทยฮอนด้ายังได้ยกทัพรถฮอนด้าบิ๊กไบค์รุ่นอื่นๆ มาให้ผู้สนใจได้เป็นเจ้าของแบบครบครันทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ เช่นเดียวกับ Iconic Models จาก CUB House ที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษจากค่ายดังไม่ว่าจะเป็น Kitaco, GCraft, Streamtails มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และในครั้งนี้ฮอนด้ายังได้นำเรือ Jonny Boats ติดตั้งเครื่องยนต์ Honda Marine มาวางจำหน่ายร่วมกับแบรนด์ CUB House เป็นครั้งแรก พิเศษโปรโมชันสำหรับ 50 ลำแรก ราคาพิเศษเพียง 74,900 บาท (จากราคาปกติ 79,900 บาท) พร้อมรับ Gift Set ประกอบไปด้วยเสื้อ Honda Marine, Handle Bar และกระเป๋ากันน้ำ พร้อมรับแพ็กเกจ Exclusive Trip ล่องเรือ Jonny Boats 2 วัน 1 คืน สัมผัสรถรุ่นใหม่ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสำหรับงานมอเตอร์เอ็กซ์โปได้ที่ บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2566 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

BMW R12 ครูเซอร์คันใหม่

BMW R12 คลาสสิกครูเซอร์คันใหม่ ที่เก๋ายิ่งกว่าเดิม สืบทอดตำนานความคลาสสิกกันต่อ พร้อมสไตล์แบบคลาสสิกครูเซอร์กับ BMW R12 ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ขับขี่แบบชิล ๆ ด้วยท่วงท่าที่แสนจะสบายกับดีไซน์ที่ลงตัว สมรรถนะที่ดี และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดีไซน์ ตัวรถมาในรูปแบบของครูเซอร์สุดคลาสสิกตามแบบฉบับ โดดเด่นด้วยไฟหน้าและเรือนไมล์แบบทรงกลม เบาะนั่งทรงเตี้ยช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่าย ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ บังโคลนหน้าและบังโคลนหลังดีไซน์พิเศษไม่เหมือนใคร ท่อไอเสียปลายคู่ด้านซ้าย เนื่องจากการวางเพลาขับไว้ด้านขวา ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม 5 ก้านดีไซน์สวยแต่เรียบง่าย เครื่องยนต์ ขุมพลังบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,170 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของทางค่ายและรหัส R พร้อมกับระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า โดยให้กำลังแรงสูงสุด 95 แรงม้าที่ 6,500 รอบ แรงบิดที่ 110 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ทางค่ายยังเคลมท็อปสปีดมาที่ 203 กม.ชม. โดยพึ่งพาถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 14 ลิตร ซึ่งจะแตกต่างกับ R12 nineT ด้วยนะในส่วนนี้ซึ่งเป็นการใส่ใจในรายละเอียดของแต่ละโมเดลนั่นเอง ช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยมร่วมกับโช้คเดี่ยวแบบพาราเลฟเวอร์สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 100/90 R19 และ 150/80 R16 เทคโนโลยี   เทคโนโลยีที่มีมาให้ก็พอสมควร แม้ว่าจะเป็นครูเซอร์ไบค์ก็ตาม ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Roll และ Rock ที่ทำงานคล้ายกับของ R18 ระบบเพื่อความปลอดภัยก็มีระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมแรงฉุดจากเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS Pro สำหรับใช้เบรกแม้ในขณะเข้าโค้ง นอกจากนี้ก็จะมีระบบเพื่อความสะดวกสบาย เช่น ระบบกุญแจแบบคีย์เลส ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ด้านซ้ายเรือนไมล์ และแบบ 12 โวลต์ก็มีมาให้ที่ด้านขวา การจำหน่าย  เรื่องของการจำหน่าย แน่นอนว่าจะต้องมาขายที่ไทยแน่นอน แต่อาจจะมาไม่ครบทุกรูปแบบสีสัน ส่วนสนนราคานั้นจะยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าคงจะแพงกว่าโมเดล R nineT ที่จำหน่ายอยู่ในตอนนี้ไม่มากนัก แน่นอนว่าใครที่ชื่นชอบคลาสสิคครูเซอร์ แต่ไม่อยากไปค่ายมะกัน ทางนี้เยอรมันรอคุณอยู่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XMAX300 2024 - Yamaha

XMAX300 2024 เปิดสีใหม่ พร้อมเปิดขายในยุโรปสิ้นปี เผยโฉมสีสันใหม่ให้เห็นกันแล้วสำหรับ Yamaha XMAX300 2024 สำหรับวางขายในยุโรป โดยจะยังมีสีเดิมที่ยังคงจำหน่ายต่อ และเพิ่มสีใหม่รุ่นละ 1 สี และในส่วนของดีเทลอื่น ๆ ของเครื่องยนต์และตัวรถจะยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปครับ สำหรับโมเดลนี้นะครับก็จะใช้โฉมหน้าจากปี 2023 ต่อ เพียงแต่จะมีสีใหม่เพิ่มเข้ามารุ่นละ 1 สี เป็นรุ่นสแตนดาร์ด 1 สีเป็นสี Icon Blue ตัวรถสีดำล้อสีน้ำเงิน และรุ่น Tech Max 1 สี Dark Magma เป็นสีน้ำตาล รายละเอียดส่วนอื่นยังคงเดิม เพราะงั้นจะขอสรุปเป็นรายการดังนี้ – ระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ – เครื่องสูบเดียว 292 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว – กำลังแรงม้าสูงสุด 27.62 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิด 29.0 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ – ถังน้ำมันจุด 13.2 ลิตร – โช้คหน้าเทเลสโคปิก  โช้คหลังสปริงคู่ – ดิสก์เบรกเดี่ยวหน้า – หลัง พร้อมระบบเบรก ABS – ยางขนาด 120/70-15 และ 140/70-14 หน้าหลังตามลำดับ – หน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 3.2 นิ้ว เฉพาะรุ่น Tech Max เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและสามารถใช้ระบบนาวิเกเตอร์ได้ – ระบบแทร็คชันคอนโทรล – ระบบสมาร์ทคีย์ – ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะเก็บหมวกเต็มใบได้ 2 ใบ สำหรับการจำหน่ายในบ้านเราจะแตกต่างออกไปคือจะไม่มีรุ่นสแตนดาร์ดแบบที่ยุโรปที่ใช้หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดา บ้านเราจะจำหน่ายตัว Tech MAX เป็นตัวปกติเลย ส่วนเรื่องสีนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นสีใหม่ในยุโรปมาจำหน่ายในบ้านเราด้วย ส่วนใครที่หวังว่าจะมีเครื่องยนต์ใหม่นั้นคงต้องรอกันต่อไปครับผม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตารางแข่ง Dakar Rally 2024 ปักหมุดความมันส์ ระดับพระกาฬ

ตารางแข่ง Dakar Rally 2024 ปักหมุดความมันส์ ระดับพระกาฬ ล่าสุดผู้จัดการแข่งขัน Daker Rally ประกาศอย่างเป็นทางการ สำหรับตารางการแข่งขันแรลลี่ ดาการ์ ชิงแชมป์ทางฝุ่นสุดคฤโหดในฤดูกาล 2024 ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมรูทเส้นทางการแข่งขันทั้งหมด 12 Stage ผ่าน 9 จุดเช็คอินตามเมืองต่าง ๆ รวมระยะทาง 7,891 กม. โดยในฤดูกาล 2024 ถือเป็นปีที่ 46 ของการแข่งขันแรลลี่ ดาการ์ และนับเป็นปีที่ 5 ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยจะเริ่มแข่งขันในวันที่ 5 มกราคม 2024 จากจุดสตาร์ทที่ Al Ula และจบ Stage สุดท้ายที่ Yanbu ในวันที่ 19 มกราคม  2024 โดยแข่งขันทั้งหมด 14 วัน  สำหรับรายการนี้ มีผู้ร่วมเข้าแข่งขันทั้งหมด 354 คัน แบ่งเป็นประเภทรถจักรยานยนต์ 137 คัน รถโฟวิล10 คัน นอกจากนี้ยังมีรถอัลติเมทคาร์ 72 คัน รถ Challenger 42 คัน รถ SSVs 36 คัน และรถบรรทุกจำนวน 46 คัน รวมถึงการแข่งขันประเภท Misson 1,000 จะดำเนินการพร้อมกันสำหรับรถยนต์ที่ได้รับการคัดเลือกล่วงหน้า 9 คัน รวมถึงรถยนต์ HySE Dakar ที่พัฒนาร่วมกันโดยทาง Honda, Kawasaki, Suzuki, Yamaha และ Toyota เพิ่มรูปแบบการแข่งขันใหม่ เร้าใจกว่าเดิม สำหรับสิ่งที่น่าสนใจที่จะเกิดในฤดูกาลนี้ก็คือ ทางผู้จัดมีการเพิ่มรูปแบบการแข่งขันแบบมาราธอน 48 ชม. ซึ่งจัดขึ้นใน Empty Quarter โดยทางผู้จัดอนุญาตให้นักแข่งสามารถซัพพอร์ตช่วยเหลือกันได้เฉพาะช่วงเย็นของวันแข่งขัน และหลังเวลา 16.00 น.ผู้แข่งขันจะต้องหยุดแข่งขัน และพักแรมในที่พักบริเวณใกล้เคียงที่พวกเขาไปถึงเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีการจัดรูทเส้นทางแยกกันระหว่างรถมอเตอร์ไซค์และรถสี่ล้อ และอีกเส้นทางหนึ่งสำหรับรถยนต์กับรถบรรทุก โดยทางผู้จัดกล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มความท้าทายสำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทรถยนต์และรถบรรทุกนั่นเอง เส้นทางการแข่งขัน Darkar Rally 2024 วัน/เดือน/ปี Stage จุดเริ่มต้น/จุดสิ้นสุด ระยะทาง (ก.ม.) ระยะทาง กม. (แข่งขันพิเศษ) 5 ม.ค. 67 Prologue Al Ula – Al Ula 158 28 6 ม.ค. 67 1 Al Ula – Al Henakiyah 532 405 7 ม.ค. 67 2 Al Henakiyah – Al Duwadimi  662 470 8 ม.ค. 67 3 Al Duwadimi – Al Salamiya 733 440 9 ม.ค. 67 4 Al Salamiya – Al-Hofuf 631 299 10 ม.ค. 67 5 Al-Hofuf – Shubaytah 727 118 11 – 12 ม.ค. 67 6 – (รวมรุ่นแข่งมาราธอน 48 ชม.) Shubaytah – Shubaytah 766 532 13

FIM E-Xplorer World Cup ศึกวิบากไฟฟ้า พร้อมตารางแข่งปี 2024 

FIM E-Xplorer World Cup ศึกวิบากไฟฟ้า พร้อมตารางแข่งปี 2024  ข่าวดีสำหรับแฟน ๆ สายซูเปอร์ครอส สายเอ็นดูโร่และสายออฟโร้ด โดยทาง The FIM E-Xplorer World Cup ผู้จัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทางฝุ่นชิงแชมป์โลก ได้ประกาศตารางแข่งขันสำหรับฤดูกาล 2024 แล้ว ซึ่งในฤดูกาลหน้าจะมีการแข่งขันด้วยกันทั้งหมด 5 สนาม แถมเซอร์ไพรส์ในโซนเอเชียบ้านเราก็ติดโผในลิตส์สนามแข่งขันของฤดูกาลหน้าอีกด้วย สำหรับการแข่งขันรถวิบากไฟฟ้า เกิดจากแนวคิดของการทดสอบศักยภาพของโมเดลรถไฟฟ้าของแต่ละค่าย สู่การแข่งขันระดับโลก แถมยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทางผู้จัดพร้อมการันตีว่า จะมีการจัดแข่งในฤดูกาลถัดไปอย่างแน่นอน Valentin Guyonnet ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง FIM E-Xplorer กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จในก้าวแรกของ FIM-Xplorer ที่ได้กระแสตอบรับที่ดีเกินคาด และตอนนี้ เรากำลังผลักดันในเกมการแข่งขันฤดูกาล 2024 ให้น่าสนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะสร้างกีฬาแข่งขันวิบากไฟฟ้าให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกและเป็นกีฬาที่ยั่งยืนอีกด้วย” โดยรายการนี้ จะมีรูปแบบการแข่งขันที่ผสมผสานระหว่างขับขี่แนวเอ็นดูโร่ (ขับขี่ทางฝุ่น ผ่านโขดหิน ท่อนซุง) ขี่ในเมือง (ขี่ลงบันไดและคอนกรีต) และขี่แบบสลาลม (ขี่ในเลนของตัวเอง) เข้าด้วยกัน โดยมีทีมแข่งซึ่งแบ่งเป็นชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน แข่งกับทีมอื่น ๆ โดยกำหนดรูทแข่งขันด้วยความยาวของสนามที่กำหนดมาที่ 400 เมตร และความกว้างขนาด 4-10 เมตร ให้ให้นักแข่งได้ใช้ทักษะขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด สำหรับคุณสมบัติของรถที่ใช้แข่งนั้น จะเป็นรุ่นโปรโตไทป์ที่บรรจุแบตเตอรีขนาด 7 กิโลวัตต์ ล้อขนาดมาตรฐานเดียวกันกับรถแข่งโมโตครอส ตัวรถต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 112 กก. และตัวแบตเตอรีต้องมีกำลังผลิตไฟสูงสุด 6 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ที่มีพื้นฐานมาจากรุ่นโปรดักชันปกติ และมีการดัดแปลงมากมายให้เหมาะสมกับการแข่งขันอีกด้วย ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จของการแข่งขันในฤดูกาล 2023 ที่ผ่านมาทั้ง สนามบาร์เซโลนา เทือกเขาคร็องมงตานา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เทือกเขา Vollore-Montagne ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงสนามหาดทรายในประเทศซาร์ดิเนียแล้ว ทางต้นสังกัดมีแพลนที่จะเพิ่มสนามแข่งขันทางฝั่งเอเชียอีกด้วย ตารางการแข่งขันฤดูกาล 2024 วัน/เดือน/ปี สนาม 16-17 กุมภาพันธ์ 2566 TBA, ญี่ปุ่น* 3-4 พฤษภาคม 2566 TBA, นอร์เวย์** 21-23 มิถุนายน 2566 Vollore-Montagne, ฝรั่งเศส 20-22 กันยายน 2566 Crans-Montana, สวิตซ์เซอร์แลนด์ 29-1 พ.ย.-ธ.ค. 2566 TBA, อินเดีย* หมายเหตุ (*)รอประกาศชื่อสนามอีกครั้ง (**)อยู่ในระหว่างการตกลงสัญญา Carina Munte ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขันและผู้ร่วมก่อตั้ง FIM E-Xplorer กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะประกาศวันแข่ง สำหรับฤดูกาลปี 2024 นี้” “เรามีข้อตกลงเกี่ยวกับโลเคชันที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาล 2024 นี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการขยายแนวคิด เกี่ยวกับศักยภาพของมอเตอร์ไบค์ไฟฟ้า สู่ตลาดเอเชียซึ่งเป็นผู้นำตลาดรถ 2 ล้อไฟฟ้า โดยในฤดูกาลแรกนั้นเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม มันก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเวทีแข่งขันระดับโลกขึ้นมาได้ และเราได้รับการซัพพอร์ตจาก FIM รวมไปถึงผู้สนับสนุนอื่น ๆ ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของกีฬามอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-8R 2024

Suzuki GSX-8R สปอร์ตคันใหม่ไซส์คนนิยมจากค่ายคนเดือด เดือดกันอีกแล้วสำหรับค่ายซูซูกิที่ล่าสุดเปิดตัวสปอร์ตไบค์ด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหม่ของทางค่ายในงาน Eicma 2024 ที่มิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีชื่อโมเดลใหม่ว่า Suzuki GSX-8R ซึ่งแน่นอนว่าโดดเด่นตามแบบฉบับ DNA สายพันธุ์ใหม่ของทางค่าย และความแรงจากเครื่องยนต์ใหม่ที่ทางค่ายคนเดือดนำไปใส่ให้กับโมเดลใหม่ ๆ มาก่อนหน้านี้มาแล้วถึง 3 โมเดล และโมเดลนี้เป็นโมเดลที่ 4 แล้ว จะเป็นยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกันได้เลยครับ [yotuwp type=”videos” id=”HlYUJgGpr20″ ] ดีไซน์ ตัวรถออกแบบมาเป็นสปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งที่มีความโฉบเฉี่ยมด้วยเส้นสายเฉียบคม พร้อมออกแบบให้มีแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยมด้วยการทดสอบในอุโมงค์ลม โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED แบบโมโนโฟกัส 6 เหลี่ยม 2 ชั้นซ้อนกันตามสไตล์ของพิกัด 800 ของทางค่าย พร้อมบังโคลนหน้าดีไซน์สวยโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวรถยังเผยให้เห็นซับเฟรมแบบถักดูดิบดุดันลงตัวไปอีกแบบ เครื่องยนต์ จะเป็นเครื่องสองสูบเรียง 776 ซีซีที่มีเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศาที่พร้อมเพลาครอสบาลานเซอร์ให้กำลังสมู้ทนุ่มนวลตลอดการขับขี่ไปพร้อม ๆ กับแรงบิดนักแน่น และสุ้มเสียงที่ฟังแล้วเสนาะหู เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 82.9 ตัวที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ตัวรถมีระบบสั่งการความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้น้ำมันขนาด 14 ลิตร และส่งผ่านความแรงด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด อ้อเกือบลืมไป ยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มาช่วยให้เปลี่ยนเกียร์อีกด้วยนะ ช่วงล่าง ช่วงล่างทางค่ายยืนยันมาว่าควบคุมเป็นเลิศบรรเจิดความสบาย โดดเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับ Showa SFF-BP และโช้คเดี่ยวด้านหลังร่วมกับกระเดื่อง Showa ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโมเดลนี้ก็ถือว่ามีระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัยค่อนข้างครบครันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วปรับโหมดกลางวันกลางคืนได้อัตโนมัติ ชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่พัฒนาไปอีกขั้นที่ทางค่ายใช้ชื่อว่า Suzuki Intelligent Ride System ซึ่งจะได้แก่ โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 4 ระดับ ระบบอีซี่สตาร์ท และระบบช่วยป้องกันรถดับเมื่อขับขี่ที่รอบต่ำ นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนลอีกด้วย สุดท้ายนี้เรื่องของการวางจำหน่ายในบ้านเรานั้น ก็คาดว่าจะมีการนำเข้ามาจำหน่ายแน่นอน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโมเดลที่ใช้เครื่องยนต์เดียวอย่าง V-Strom 800 DE ที่วางจำหน่ายในบ้านเราแล้วที่ราคา 479,000 บาท แล้ว โมเดลนี้ก็น่าจะมีราคาถูกกว่าพอสมควร โดยโมเดลนี้น่าจะจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท +/- นิดหน่อย ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ งานนี้คนที่ชื่นชอบสปอร์ตไบค์สายซูน่าจะต้องมีซู้ดปากกันแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha New Model 2024 ปล่อยจิ๊กซอร์โมเดลใหม่ จะเป็นรุ่นอะไร

Yamaha New Model 2024 ปล่อยจิ๊กซอร์โมเดลใหม่ จะเป็นรุ่นอะไร ทำเอาแฟน ๆ ฮือฮากันยกใหญ่ สำหรับ Yamaha Motor ประเทศเวียดนาม ทำการเปิดเผยคลิปหลุดจิ๊กซอร์โมเดลใหม่ล่าสุด ก่อนเตรียมเปิดตัวจำหน่ายในตลาดเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นที่น่าลุ้นกันว่าโมเดลรุ่นนี้จะมาแนวไหน แล้วสไตล์ตัวรถจะถูกใจเหล่าแฟน ๆ ได้มากน้อยเพียงใด ไปชมกันครับ คลิปวิดีโอประกอบ โดยคาดการณ์น่าจะเป็นโมเดลสายลุยทางฝุ่นในรุ่นพิกัดเล็ก ที่ทำให้ชวนนึกถึงเจ้า Yamaha Scrambler 80 Belle Super แสครมเบลอร์ไบค์กับทรงท่อไอเสียยกสูงที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์นี้ และยังมีกลิ่นอายของความเรโทร กับสัดส่วนทรงกลมในส่วนต่าง ๆ โดยทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด ยังไงก็ต้องมารอลุ้นกันว่าโฉมใหม่รุ่นนี้ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะนำเข้ามาจำหน่ายในในไทยหรือไม่ อย่าลืมติดตามการอัปเดตข่าวสารจากทางเพจ SuperBike Thailand กันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก