
หากพูดถึงกระแสรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟริ่งในพิกัดมิดเดิลเวทที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นข่าวมอเตอร์ไซค์ของค่ายรถหน้าใหม่จากแดนมังกรที่ทำเอาค่ายรถญี่ปุ่นถึงกับต้องมองค้อน เพราะล่าสุดมีกระแสข่าววงในหลุดรอดออกมาว่
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

หากพูดถึงกระแสรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟริ่งในพิกัดมิดเดิลเวทที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นข่าวมอเตอร์ไซค์ของค่ายรถหน้าใหม่จากแดนมังกรที่ทำเอาค่ายรถญี่ปุ่นถึงกับต้องมองค้อน เพราะล่าสุดมีกระแสข่าววงในหลุดรอดออกมาว่

สนามพีระเซอร์กิต พัทยา (Bira Circuit) ได้เผยภาพการปรับปรุงสภาพผิวจราจร (Resurfacing) ครั้งล่าสุด บริเวณโค้งไฮไลต์อย่าง "โค้ง 100R" ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและได้มาตรฐาน

รีวิว Yamaha XMAX Tech MAX 2026 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ตัวท็อป อัปเกรดชิลด์ไฟฟ้าและโช้ค Ohlins เช็กราคาและสเปกล่าสุดปี 2569 ที่นี่

พร้อมให้สาวกชาวไทยได้ซิ่งกันแล้ว All NEW KTM 390 DUKE เน็คเก็ตไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมกับออกแบบดีไซน์ที่มีความดุดัน โฉบเฉี่ยว อีกทั้งยังเป็นรถที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน เน้นความคล่องตัวสูง แต่ยังคงความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการขับขี่แบบสปอร์ต และสมรรถนะที่เร้าใจเมื่อได้ขับขี่บนท้องถนน ที่สำคัญหากเทียบในตลาดพิกัดไม่เกิน 400 ต้องขอบอกเลยว่าคันนี้ล้ำสุด การออกแบบดีไซน์ที่ใส่แฟริ่งดูเต็มมากยิ่งขึ้น โมเดลใหม่ โมเดล 2023 การออกแบบดีไซน์ของโมเดล KTM 390 DUKE ใหม่นี้ที่ดูผิวเผินลักษณะของตัวรถก็มีขนาดเท่าเดิม แต่สิ่งใหม่ที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดได้แก่ ดีไซน์ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่มความเฉียบคม ขนาบข้างด้วยไฟ Daytime Running Light แบบเส้นทั้งสองฝั่งเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ต อีกทั้งโมเดลปี 2024 ใช้เฟรม Chromium-molybdenum แบบใหม่ ที่ปรับปรุงความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ถังน้ำมันที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ พร้อมแฟริ่งที่ออกแบบให้ช่วยระบายความร้อน และลดแรงต้านลมเพื่อให้การขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น และความสูงของเบาะลดลงเหลือเพียง 800 มม. จากเดิม 830 มม.ในปี 2023 เครื่องยนต์ใหม่ ความจุมากกว่าเดิมถึง 26 ซีซี เครื่องยนต์เทคโนโลยี LC4c สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 399 ซีซี ซึ่งเครื่องยนต์เจนใหม่นี้มีซีซีมากขึ้นถึง 26 ซีซี ที่มีน้ำหนักเบากว่า และแรงกว่าเดิม พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 45 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 39 นิวตันเมตร อีกทั้งยังผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO5+ มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ Quickshifter และ Assist & slipper clutch หากเทียบกับ MT-03 แล้วต้องบอกให้ผู้อ่านเข้าใจเลยว่าคันนี้แรงกว่า ทอร์คหนักกว่าด้วย ระบบกันสะเทือนล่างพร้อมซิ่ง ระบบกันสะเทือนของตัวรถที่ทางค่ายติดตั้งมาให้เรียกได้ว่าใส่มาแบบจัดเต็ม โดยโช้คอัพทั้งด้านหน้า และด้านหลังจากแบรนด์ WP Suspension ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ 5 ระดับ ขณะที่ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ในส่วนของระยะยุบทั้งด้านหน้า และด้านหลังเท่ากันที่ 150 มม. ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 มม.คู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 มม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ซึ่งในโฉมเก่าปี 2023 จานเบรกหลังขนาดเพียงแค่ 230 มม. เท่านั้น เพิ่มเติมเทคโนโลยีจัดเต็ม โมเดลที่กำลังจะจำหน่ายในไทยนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เริ่มด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Street และ Track เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการขับขี่ตามสภาพถนน ได้ตามความต้องการ บริเวณด้านหน้าของผู้ขับขี่มาพร้อมกับหน้าจอแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่ออกแบบใหม่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และไฮไลท์สำคัญในโมเดลใหม่นี้เพิ่มระบบ Launch Control ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการออกตัวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ALL NEW KTM 390 DUKE 2025 สีสันที่วางจำหน่าย Electronic Orange Atlantic Blue ราคาเดิมรุ่นเก่าแพงกว่า โฉมใหม่นี้ถูกกว่า ! พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วอย่างเป็นทางการกับราคาที่ถูกลงกว่าโฉมก่อนหน้า โดยโฉมก่อนหน้าวางจำหน่ายที่ 219,800 บาท แต่ในโฉมปัจจุบันที่กำลังจะเข้าไทยนี้มีราคาอยู่ที่ 199,000 บาท เท่านั้น !! หากสนใจอยากครอบครองเน็คเก็ตไบค์คันนี้ก็สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการ KTM ใกล้บ้านท่าน หรือคลิ๊กที่นี่ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ข่าวลือระดับชาติ !! BMW จ้องฮุบ KTM สั่งปิดโรงงานและปลดพนักงานทั้งหมดใน Austria นี่คือปัญหาระกับชาติของออสเตรียเลยก็ว่าได้ หลังมีข่าวลือช็อกโลก สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจของ พรีเมียร์ โมบิลิตี้ กรุ๊ป (KTM AG) โดยล่าสุด หนึ่งในผู้ซื้อรายใหญ่ที่สนใจร่วมลงทุนอย่าง BMW Motorrad เตรียมแผนที่จะเข้ามาเป็นนักลงทุนและดำเนินธุรกิจแบรนด์ KTM ต่อไป แต่..จะไม่มีการดำเนินงานในออสเตรียอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าพนักงานจำนวน 4,500 คนของ KTM ในออสเตรีย จะถูกปลดออกภายในสิ้นปีนี้ โดยแผนดังกล่าวยังระบุในรายงานอีกด้วยว่า กระบวนการผลิตทั้งหมดจะถูกโยกย้ายสู่ฐานการผลิตใหม่ที่อินเดีย (อาจเป็นโรงงาน Bajaj เพราะเดิมผลิตเครื่องยนต์ให้กับทาง KTM อยู่แล้ว ซึ่งอาจมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต) รวมถึงซัพพลายเออร์รายเดิมของ KTM จะถูกตัดขาดทั้งหมดซึ่งอาจส่งผลกระทบครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจรายย่อยทั้งหมดในออสเตรีย ส่วนฝ่ายวิจัยและพัฒนาโปรดักท์จะถูกโยกย้ายไปที่สำนักงานใหญ่ ในเมืองมิวนิคประเทศเยอรมัน หากดีลครั้งนี้สมบูรณ์ จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าหาก BMW สามารถเทคโอเวอร์กิจการของ KTM ได้สำเร็จ ข้อดีก็คือ แบรนด์ KTM ยังคงดำเนินกิจการต่อไปทั้งภาคการผลิต ซัพพลายการผลิตในฝั่งเอเชียที่จะเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ซื้อไม่กระทบไม่แน่นอน รวมทั้งการตลาดและกิจกรรม การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต และการจ้างงานใหม่และเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนข้อเสียคือ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ผลกระทบหนักสุดอันดับแรกก็คือ พนักงานเก่าทั้งหมดตกงาน ซัพพลายเออร์ รวมถึงตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นในออสเตรียได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เมือง Mattighofen อาจจะกลายเป็นซากอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การประชุมเจ้าหนี้ครั้งนี้อาจได้บทสรุปครั้งใหม่และเป็นเอกฉันทร์ BMW จะสามารถเทคโอเวอร์ KTM ได้หรือไม่ หรือ KTM จะยอมกอบกู้ศักดิ์ศรีด้วยตัวเอง รักษาธุรกิจฐานรากบ้านเกิดได้หรือเปล่า หรือจะได้ผู้บริหารรายใหม่ที่สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบได้ในอนาคต รอลุ้นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์ เหมือนจะดูเป็นเคราะห์ซ้ำ กรรมซัดสำหรับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Jorge Martin นักแข่งเจ้าของหมายเลข 1 จากทีม Aprilia Racing ที่มีการรายงานว่าเจ้าตัวนั้นได้รับอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมขณะทำการซ้อมก่อนลงแข่งขันในเปิดสนามที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ การแข่งขัน MotoGP2025 ที่กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ดูเหมือนว่าฆอร์เก้ มาร์ตินจะพลาดการแข่งขันในนัดเปิดสนามที่ประเทศไทย เพราะเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บกระดูกมือซ้ายหักในระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ได้รับอุบัติเหตุใหญ่ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียมาแล้ว 1 ครั้ง หมอเทวดา ผู้เคียงข้างมาร์ก มาร์เกซ ดร.ซาเวียร์ เมียร์ แพทย์แผนกศัลยกรรมมือ และไมโครศัลยกรรม ภาควิชาเวชศาสตร์อุบัติเหตุและศัลยกรรมกระดูก จาก Hospital Universitari Dexeus เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยผลงานสร้างชื่อของหมอคนนี้ คือการรักษาแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ ที่แขนหักกลับมาทำการแข่งขันได้ภายใน 4 วัน โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาร์ก แขนขวาเพิ่งหักจากการแข่งขัน MotoGP สนามเปิดฤดูกาล 2020 ที่ เฆเรซ ประเทศสเปน ให้ผ่านความฟิตจน MotoGP อนุญาตให้กลับมาแข่งในสนาม 2 ของฤดูกาล (ซึ่งแข่งที่ เฆเรซ แบบต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติด จากผลพวงของ COVID-19) โดยมาร์ติเนเตอร์จะเข้ารับการผ่าตัดข้อมือโดยศัลยแพทย์ด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดในวงการ ซึ่งเจ้าตัวอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอีกระยะใหญ่ ๆ กว่าร่างกายจะกลับมามีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่านักบิดรายนี้อาจจะพลาดการแข่งขัน MotoGP ในสนามที่สองที่ประเทศอาเจนตินาอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ สไตล์ชัด DNA จาก ADV Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แนวแอดเวนเจอร์จากค่าย Keeway แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอยู่ภายใต้แบรนด์แม่อย่าง QJMotor ที่ได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางค่ายที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้ทั้งในเมือง และเส้นทางที่ท้าทาย โดดเด่นด้วยความสะดวกสบายตามสไตล์ของสกูตเตอร์ และความแข็งแกร่งตามสไตล์ของรถแอดเวนเจอร์ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ขับขี่ จุดเด่นของตัวรถ ระบบไฟแบบ Full LED ระบบความปลอดภัย ABS โช้คอัพหลังมาพร้อมซับแทงค์ สวิตซ์ควบคุมต่าง ๆ ทางด้านซ้าย สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ แรงม้า (เคลม) 25 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 75 x 63 มม. อัตราส่วนการอัด 11:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-13 ยางหลัง 130/70-13 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 90 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่มาพร้อมซับแทงค์ ระยะยุบ 65 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก J.Juan ขนาด 240 มม. เบรกหลัง ดิกส์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 780 x 1,940 x 1,270 มม. ระยะฐานล้อ 1,390 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 มม. ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 169 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 13.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-C ระบบกุญแจ Smart Key สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว สีดำ สีแดง สีฟ้า สีครีม โดยราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถจักรยานยนต์โฉมนี้มีราคาวางจำหน่ายที่สหรัฐอยู่ที่ราว ๆ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 162,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น คาดว่าเป็นเรื่องที่ไกลลิบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Augusto Fernandez นักทดสอบจากค่าย Yamaha เตรียมลงแข่งขันแทน Jonathan Rea ทีไ่ด้รับอาการบาดเจ็บจากการซ้อมที่ออสเตรเลีย

จบเจ๊า ไม่เร้าหรือ ! Indian Motorcycle ประกาศยุติการผลิต FTR Indian Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ทำการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ในเรื่องของการยุติไลน์อัปการผลิตในโมเดลของ FTR โดยโมเดลนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 2019 โมเดลโฉม FTR เป็นรถจักรยานยนต์ประเภท Street Tracker / Flat Tracker ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งในสนาม Flat Track Racing ของอเมริกา โดยรถโมเดลนี้เน้นการออกแบบให้มีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เน้นความคล่องตัว และ FTR ประกอบไปด้วยทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ดังนี้ FTR 1200 เป็นรุ่นมาตรฐาน ตัวถังสีสันปกติพร้อมตัวอักษร FTR เพิ่มความโดดเด่นบนตัวถังด้วยแทบสีขาวที่พาดผ่านพร้อมตัวเลข 1200 ที่เป็นนเลขซีซีของโมเดลนี้ FTR 1200 S หรือ Sport รายละเอียดของรุ่นย่อยนี้คือ จะเพิ่มโช้คอัพที่สามารถปรับระดับได้ และหน้าจอสีแบบ TFT FTR R Carbon รายละเอียดของรุ่นย่อยนี้คือการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เข้ามาเป็นส่วนประกอบของตัวรถ เพิ่มความโดดเด่นด้วยเฟรมตัวถังสีแดง FTR Rally จุดเด่นของโมเดลย่อยนี้คือการเลือกใช้ล้อแบบซี่ลวด และการใช้สี รวมไปถึงดีไซน์ที่เน้นไปทางแอดเวนเจอร์ รัดด้วยยางแบบสองประสงค์ (Dual Purpose) RSD Super Hooligan รุ่นลิมิเต็ดที่พัฒนาโดย Roland Sands อดีตนักแข่ง และนักออกแบบรถจักรยานยนต์แต่งสัญชาติอเมริกา ร่วมกับแบรนด์ Indian การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งที่ใช้ในรายการ Super Hooligan Racing Series เพิ่มความโดดเด่นด้วยการใช้เฟรมตัวถังสีแดง พร้อมหมายเลข ‘1’ บริเวณด้านข้างตัวรถ และท่อไอเสียจากแบรนด์ AKRAPOVIČ สาเหตุของการยุติไลน์อัปการผลิต จากการรายงานทางการเงินของบริษัท Polaris Industries ที่เป็นบริษัทแม่ได้ออกมาระบุไว้ว่า โมเดล FTR เป็นเพียงแค่กลุ่มโมเดลย่อยเล็ก ๆ ของทางแบรนด์ และในปัจจุบันโมเดลดังกล่าวก็ไม่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ในอนาคต อีกทั้งทางแบรนด์ต้องการนำทรัพยากรที่มีอยู่ของค่ายไปใช้พัฒนาโมเดลอื่น จึงทำให้ต้องยุติไลน์อัปการผลิตนี้ลงไปในที่สุด “บริษัทได้ดำเนินการรับต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการยุติไลน์ผลิตภัณฑ์ FTR ซึ่งเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2024” “ไลน์อัปรถโมเดล FTR เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ของพอร์ตโฟลิโอของบริษัท และในขณะนี้ไม่สอดตล้องกับทิศทางของแบรนด์ในอนาคต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องยุติการผลิต FTR ลงไป” สำหรับแฟน ๆ Indian ในประเทศไทยก็ไม่ต้องเสียใจไปที่โมเดล FTR ถูกยกเลิกไลน์อัปการผลิตไป เพราะว่าท่านยังไม่ทันได้ขี่ แต่ทาง Indian ก็มีโมเดลอื่น ๆ ให้ได้ขับขี่ และเป็นเจ้าของกัน หากสนใจสามารถเข้าที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Indian Motorcycle of Thailand ได้เลย (คลิ๊กที่นี่) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาเวอริค บีญาเลส มั่นใจ! ปรับตัวกับ KTM ได้ดีขึ้นทุกวัน มาเวอริค บีญาเลส นักแข่งรายใหม่ล่าสุดจากทีม Redbull KTM Tech3 ออกมาเผยว่าการทดสอบในช่วง Pre-Season Test ของการแข่งขัน MotoGP ในช่วงที่ผ่านมานั้น มันกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเขากับรถแข่ง RC16 สามารถเข้ากันได้ดี และมีการพัฒนาได้ดีมากยิ่งขึ้น แม้ในการทดสอบ Pre-Season Test ที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมรรถนะของ KTM RC16 เหมือนจะมีปัญหาการสึกของยางอย่างรุนแรงในการวิ่งทดสอบระยะยาวที่สนามบุรีรัมย์ โดยยางจะมีปัญหา แต่ก็ไม่สามารถกระทบกับฟอร์มการขับขี่ของ ‘TopGun’ ได้ เพระาดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะสามารถพัฒนาลีลากับขับขี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันสุดท้ายของการทดสอบ ด้วยการขี่ RC16 ของทีม Redbull KTM Tech3 ขึ้นมาจบในอันดับที่ 9 ของตารางเวลารวมในการทดสอบวันสุดท้าย โดยบีญาเลสมองว่ากาปรับตัวเป็นไปได้ดี และคิดว่าการขับขี่ของเจ้าตัวเข้าใกล้กับดาวรุ่งของทีมอย่าง เปโดร อคอสต้า ไปทีละก้าว “การปรับตัวของผมกับรถเป็นไปได้ดี อีกทั้งพวกเรายังเข้าใกล้กับ KTM คันที่เร็วที่สุดไปทีละก้าวทุกวัน ซึ่งผมมองว่ามันไม่ง่ายอย่างแน่นอน มันเป็นรูปแบบการขับขี่ที่แตกต่างออกไปมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ผมมองว่าตอนนี้พัฒนาการก็กำลังเกิดขึ้น” “ดังนั้นทุกครั้งที่ผมขี่ ผมก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ กับตัวรถ” “ตอนนี้พวกเรากำลังจริงจังกับการจำลองการสปรินท์ระยะยาว และได้ทดลองขี่แบบ flying lap ถึงสองรอบเพื่อให้ผมสามารถเข้าใจตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น” บีญาเลสยังเสริมอีกว่าการทดสอบที่บุรีรัมย์ในครั้งนี้ดูเป็นไปในทางบวกมากกว่าการทดสอบแรกที่สนามเซปัง เพราะเจ้าตัวมีเวลามากพอที่จะทำความเข้าใจในตัวแข่ง RC16 มากขึ้นเรื่อย ๆ “ผมพอใจกับการทดสอบครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อน (ที่สนามเซปัง)” “ซึ่งการพอใจครั้งนี้มันทำให้ผมสามารถขี่รถได้เร็วขึ้น อีกทั้งทีมยังมีแรงจูงใจสูงมาก พวกเขาสามารถทำงานได้ดีจริง ๆ โดยเฉพาะการเลือกสิ่งที่ถูกต้องในการทดสอบ เพราะพวกเราพยายามโฟกัสกับสิ่งที่ต้องปรับปรุงอยู่เสมอ และคิดว่าในช่วงแรกของฤดูกาลจะเป็นช่วงของการปรับตัว” “ดังนั้นผมจึงต้องอดทน และเชื่อมั่นในกระบวนการนี้ต่อไป” บีญาเลสจะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการกับทีม Redbull KTM Tech3 ในการแข่งขันนัดเปิดสนาม MotoGP ในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2025 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สองล้อฝันสลาย Nürburgring ห้ามมอเตอร์ไซค์ลงขับขี่ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย Nürburgring (นูร์เบอร์กริง) สนามที่ได้รับตำแหน่ง ‘โหดสุด’ แห่งวงการรถซิ่ง โดยสนามนี้ตั้งอยู่ที่เมืองเนือร์บวร์ค ประเทศเยอรมนี เป็นสนามที่เหล่าผู้หลงใหลในความเร็วทั้งสี่ล้อ และสองล้อเองก็ต่างที่จะใฝ่ฝันนำรถของตัวเองเข้าเหยียบพื้นที่นั่นสักครั้ง แต่สำหรับชาวไบค์เกอร์น่าจะทำได้แค่จินตนาการแล้ว เพราะประกาศล่าสุดของสนามแข่งในตำนานแห่งนี้จะเปิดให้เฉพาะรถยนต์เท่านั้น โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัย นูร์เบอร์กริงออกกฎใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ที่คาดว่าน่าจะสะเทือนชาวสองล้อไม่น้อย โดยเป็นครั้งแรกที่สนามแข่งขันชื่อดังของเยอรมนีแห่ง ‘สั่งห้ามมอเตอร์ไซค์เข้าร่วมการแข่งขันด้วยรถสาธารณะ’ หรือ Touristenfahrten Touristenfahrten คืออะไร Touristenfahrten (อ่านว่า “ทัวริสเทนฟาร์เทน”) เป็นคำในภาษาเยอรมันแปลตรงตัวว่า การขับขี่ของนักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมนี้คือการที่สนามแข่งแห่งนี้จะมีช่วงเวลาที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถนำรถส่วนตัวมาขับบนสนามได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งมืออาชีพ โดยการวิ่งต่อรอบจะไม่มีการจับเวลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมนี้สามารถขับขี่ได้อย่างไม่ต้องรีบร้อนอะไร เก็บประสบการณ์ในสนามได้เต็มที่ หรือจะอยากทดลองการทำเวลาต่อรอบก็ย่อมทำได้ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย อาทิ ไม่ขับขี่แบบอันตราย หรือการแซงแบบผิดกฎ ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวนี้สามารถร่วมได้ทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เพียงแค่เสียค่าธรรมเนียมต่อรอบเพียง 30 ยูโร ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 1,1000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ก็สามารถร่วมสร้างตำนานบนสนามแข่งแห่งนี้ได้แล้ว และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามกฎของสนามแข่ง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมนี้ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) สั่งห้ามมอเตอร์ไซค์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จากคลิปวิดีโอด้านบน ถ้าดูแล้วก็คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรต่อ และกิจกรรมนี้สำหรับชาวสองล้อคงต้องสิ้นสุดไว้เพียงเท่านี้เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยที่สนามมีต่อนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะการลงขับขี่ในสนามแต่ละรอบ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์จะลงสนาม และขับขี่พร้อมกัน และแน่นอนว่าเกิดอุบัติเหตุนับครั้งไม่ถ้วนสำหรับรถยนต์ และรถยนต์จักรยานยนต์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกในการให้รถจักรยานยนต์ลงขับขี่ในกิจกรรมนี้ “พลวัตการขับขี่ที่แตกต่างกันระหว่างรถสองล้อและสี่ล้อ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับนักบิดมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ประสบการณ์ขับขี่ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน ตั้งแต่นี้ไป รถยนต์และมอเตอร์ไซค์จะถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง” ซึ่งหมายความว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปการขับขี่ด้วยรถสาธารณะภายในสนามจะถูกเปิดให้เฉพาะรถยนต์เพียงเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่เหล่าไบค์เกอร์ทั้งหลายก็ยังสามารถขับขี่บนสนามได้ แต่จะถูกจำกัดให้เข้าร่วมเฉพาะการขับขี่แบบ ‘Guided Rides’ หรือการขับขี่แบบมีผู้ดูแลภายใต้การฝึกอบรมที่จัดขึ้นโดยมืออาชีพเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli วางแผนอาวุธ ลุยสนามแรก WSBK 2025 Pirelli วางแผนอาวุธ สนามแรก..พร้อมยืนยันผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมสำหรับยางที่ใช้ในการทดสอบ Pre-Season Test ที่ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ พร้อมโชว์ผลงานเด่นกับ Best Lap ดีที่สุดโดย Nicolo Bulega (WorldSBK) และ Bendsneyder (WorldSSP) จากข้อมูลการทดสอบ Pre-Season Test ที่สนามฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ที่ผ่านมา นักแข่งส่วนใหญ่สามารถจบเวลาต่อรอบด้วยดี ด้วยการใช้ยางหน้ามิเดียม SC1 และยางฮาร์ด SC2 จับคู่ยางซอร์ฟด้านหลัง SC0 รวมถึงยางมิเดียมโปรโตไทป์ 2 รุ่นใหม่ D0286 และ D0922 ในขณะที่รุ่น WorldSSP ใช้เนื้อยางเช่นเดียวกันก็คือ SC1 มิเดียม และยางฮาร์ด SC2 ส่วนยางหลังเป็นรุ่นพัฒนาเฉพาะอย่าง A1128 มิเดียมเพียงออปชันเดียว ยางโปรโตไทป์ D0922 ลงทดสอบครั้งแรก New rear for WorldSBK สำหรับเจ้า D0922 เป็นยางหลังรุ่นโปรโตไทป์ที่ใช้ทดสอบที่นี่เป็นครั้งแรก เมื่อเปรียบเทียบกับยาง SC1 มิเดียมและ D0286 (เปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อปีที่แล้ว) ทั้งสองรุ่นจะมีโครงสร้างและเนื้อยางต่างกัน โดยยาง D0922 คุณสมบัติให้ความทนทานพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแข่งขันที่จะต้องรีดสมรรถนะยางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนักแข่งต่างพึ่งพอใจ และชื่นชอบความเสถียรภาพของยางรุ่นนี้ Bulega – Bendsneyder สุดยอดนักบิด No.11 กับ Best Lap ด้วยยาง Pirelli Nicolo Bulega Bo Bendsneyder สุดคึกคักสำหรับการเทสทดสอบเมื่อช่วงปลายวีคที่ผ่านมา โดย 2 นักบิดคู่คลาสที่ขึ้นนำหัวแถวอย่าง Nicolo Bulega #11 (Aruba.it Racing – Ducati) เหมาอันดับหัวตารางพร้อมผลเวลาทดสอบดีสุดที่ 1:28.680 นาที ใน Session 3 ส่วนอีกคนที่ทำเวลาดีสุดในคลาสรองลงมาก็คือ Bo Bendsneyder #11 (MV Agusta Reparto Corse) รุ่น WorldSSP กับผลเวลาดีสุดที่ 1:31.595 นาทีใน Session 4 การแข่งขันแบบ Flag-to-Flag เนื่องด้วยผิวแทร็กที่ปรับสภาพใหม่ ทางผู้จัดอย่างดอร์น่าจึงได้ประกาศสำหรับการแข่งขันแบบ Flag-to-Flag โดยนักแข่งทุกคนจะต้องเข้าพิทในระหว่างแข่งขันเพื่อเปลี่ยนยาง และยางที่ใช้จะต้องรองรับการสวิงของอุณหภูมิที่รวดเร็ว ทุกการตัดสินใจจะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ และใครจะพลาดโอกาสสำคัญ Pirelli แสดงความพึงพอใจต่อการทดสอบและผลงานของทีมและนักแข่ง โดยกล่าวว่า : “เราพอใจกับงานที่ทีมและนักแข่งทำในระหว่างการทดสอบสองวัน แม้จะทราบดีว่า การแข่งขันจะถูกจัดขึ้นในรูปแบบ Flag-to-Flag ซึ่งนักแข่งต้องเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง แต่นักแข่งหลายคนยังคงใช้ยางเดิมวิ่งต่อไปได้นานเกินกว่าจำนวนรอบที่กำหนดสำหรับการแข่งขันจริง แม้ว่าจะไม่ได้วิ่งต่อเนื่องกันตลอด แต่พวกเขายังสามารถเข้าและออกจากพิทได้อย่างต่อเนื่องเพื่อทดสอบยางในสถานการณ์ต่าง ๆ” “โซลูชันยางทั้งหมดที่เราให้ทดสอบ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามี สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ไม่มีสัญญาณของการสึกหรอผิดปกติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เรายืนยันให้ใช้ยางเหล่านี้ในการแข่งขันจริง ควรสังเกตว่าอุณหภูมิของแทร็กในช่วงสองวันนี้ค่อนข้างต่ำ แต่เราทราบดีว่า ความร้อนที่ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ สามารถส่งผลต่อสมรรถนะของยางได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เรารวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับยางหลังรุ่นใหม่ D0922 ซึ่งนักแข่งไม่เคยใช้มาก่อน และพวกเขาต่างชื่นชมสำหรับความเสถียรที่เพิ่มมากขึ้น” เราอาจได้เห็นสถิติใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสนามนี้ รวมถึงสนามอื่น ๆ อีกมากมายด้วยยางพีเรลลี หากใครที่ต้องการความเร็ว แรงและการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม ยางรุ่นนี้..เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ “เราขายยางที่เราใช้แข่ง เราแข่งด้วยยางที่เราขาย” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RS-X Winner พ่อบ้านไบค์ สไตล์สปอร์ต-อัลเดอร์โบน Honda RS-X Winner โมเดลใหม่จากฮอนด้าทางฝั่งประเทศมาเลเซีย หรือ Boonsiew Honda (BSA) ที่เป็นรถครอบครัวสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบน ที่ในโมเดลนี้มีการปรับปรุงรายละเอียดบางอย่างเพียงเล็กน้อย พร้อมกับการใส่ออปชั่นฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.2 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 15.8 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 13.6 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พร้อมระบบ Assist & Slipper Clutch จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 4.5 ลิตร ระบบช่วงล่างของตัวรถคันนี้ด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกด้านหน้าของรถคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พร้อมระบบ ABS (มีให้เฉพาะด้านหน้า) ติดตั้งอยู่บนล้อขนาด 90/80-17 M/C และ 120/70-17 M/C ทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามลำดับ ฟีเจอร์การใช้งาน และเทคโนโลยี แม้จะเป็นรถบ้านในพิกัดไม่เกิน 150 ซีซี แต่ก็มาพร้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเริ่มที่ระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED รอบคัน ระบบความปลอดภัยแบบ ABS ที่มีติดตั้งมาให้เฉพาะล้อหน้า ระบบสตาร์ทแบบ Smart Key System เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมช่องชาร์จไฟแบบ USB บริเวณช่องเก็บของด้านหน้า ช่องจ่ายไฟแบบ USB ระบบกุญแจ Smart Key สีสันที่วางจำหน่าย สีน้ำเงิน สีแดง-ดำ สีเหลือง สีเขียว เห็นรถโมเดล Honda RS-X Winter ที่เปิดขายอย่างเป็นทางการในประเทศมาเลเซียก็อดทำให้นึกถึงอีกหนึ่งรุ่นจากค่ายส้อมเสียงไม่ได้ ‘Yamaha Exciter155’ รถสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบนแบบเดียวกันกับ RS-X เป๊ะ ๆ ดีไซน์ก็มีความใกล้เคียงกัน ขนาดเครื่องยนต์ก็ดีขนาดใกล้กัน แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทางไทยฮอนด้าไม่ประสงค์ที่จะทำตลาดรถโมเดลนี้ในบ้านเรา ในส่วนของราคาวางจำหน่าย Honda RS-X Winter มีราคาอยู่ที่ 9,998 ริงกิตมาเลเซีย ตีมูลค่าเป็นไทยประมาณ 75,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แฟน ๆ ชาวไทยที่อยากขี่รถโมเดลนี้ของฮอนด้าก็อาจจะทำได้แค่มอง เพราะมันไม่มาจำหน่ายในไทยแน่นอนจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม Jorge Martin นักแข่งแชมป์โลกสมัยล่าสุดที่ย้ายไปเข้าร่วมทีมโรงงานค่าย Aprilia Racing โดยปัจจุบันเจ้าตัวนั้นอยู่ช่วงระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ หลังจากที่เขาได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทดสอบได้เพียง 13 รอบเท่านั้น อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ ทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัด และพลาดการสอบอย่างเป็นทางการในรอบสุดท้ายที่สนามจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็เหมือนได้อย่างเสียอย่าง ขณะที่ทีมเมทของมาร์ตินอย่าง ‘Marco Bezzecchi’ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมได้รอบ FP4 ด้วยเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:29.060 นาที จบด้วยอันดับ 1 ของตาราง โดยผู้จัดการทีมของ Aprilia อย่าง Paolo Bonora เผยว่า หลังจากที่ฆอร์เก้ มาร์ตินได้รับบาดเจ็บที่สนามเซปัง ทำให้ทางทีมต้องมีการปรับแผนการซ้อมใหม่ทั้งหมด แต่ก็โชคดีที่เบซเซคคี่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และนักทดสอบก็ยังเค้นประสิทธิภาพเพื่อปรับแต่งบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขี่ของมาร์ตินได้อีกด้วย “หลังจากที่ Jorge ได้รับบาดเจ็บที่เซปัง เราต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เรามีหลายอย่างที่ต้องทดสอบ และโชคดีที่เราสามารถทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้นตามแผน เราผ่านรายการทดสอบที่ยาวนานของเราได้สำเร็จ” “Marco ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาสามารถกำหนดเซ็ตอัพพื้นฐาน ทั้งในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์และแชสซีได้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การมี Lorenzo Savadori (นักบิดทดสอบของ Aprilia) มาช่วย ยังทำให้เราสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้กับ Jorge ได้อีกด้วย” “ตอนนี้เรากำลังรอ Jorge กลับมา เพราะจำเป็นที่เขาจะต้องได้รับเซ็ตอัพพื้นฐานที่เราค้นพบในช่วงฤดูหนาว เราหวังว่าในสนามแรก เขาจะสามารถปรับตัวและสร้างความมั่นใจกับตัวรถได้อย่างรวดเร็ว” “ขณะนี้ แผนการฟื้นตัวทางการแพทย์ของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด อาการของเขาดีขึ้นทุกวัน และเราตั้งตารอที่จะได้เขากลับมาร่วมทีมโดยเร็วที่สุด” และผู้จัดการทีมของ Aprilia เองก็ยอมรับว่าการที่พลาดการทดสอบไปหลายร้อยรอบสนามนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเอากลับมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นทางทีมจะยึดถือว่าการแข่งในนัดเปิดสนามทั้ง 4 สนาม (สนามประเทศไทย, สนามอาร์เจนติน่า, สนามประเทศสหรัฐอเมริกา และสนามประเทศการ์ตาร์) จะถือว่าเป็นสนามสำหรับทดสอบของแชมป์โลกคนล่าสุด “พูดตามตรง เรามองว่าสี่สนามแรกที่แข่งนอกยุโรปเป็นเหมือนการทดสอบสำหรับ Jorge เพราะเขาพลาดโอกาสทดสอบที่เซปังและบุรีรัมย์” “ใน MotoGP เมื่อนักแข่งเปลี่ยนจากรถคันหนึ่งไปสู่อีกคันหนึ่ง พวกเขาต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจ มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเขา” “เราสังเกตเห็นว่า Marco สามารถปรับตัวเข้ากับรถได้อย่างรวดเร็วที่บุรีรัมย์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าเราจะสามารถส่งมอบรถที่ดีให้กับ Jorge ได้” การแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากการแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benda LFC700 ครุยเซอร์สี่สูบ ดุดัน ล้ำสมัย Benda LFC700 ครุยเซอร์ไบค์จากค่าย Benda แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน โดยโมเดลนี้ถือเป็นสุดยอดการออกแบบของมอเตอร์ไซค์ครุยเซอร์จากทางค่าย เน้นการออกแบบดีไซน์ไปที่ความดุดัน มาพร้อมเทคโนโลยีของตัวรถต่าง ๆ ที่ล้ำสมัย และที่สำคัญตัวอักษร LFC ที่อยู่ในชื่อรุ่น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ ‘สโมสรลิเวอร์พูล’ ทีมจากลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษแต่อย่างใด จุดเด่นไฮไลท์ของตัวรถ ด้านหน้ารถมาพร้อมกับช่องดักอากาศทรงกลม ล้อหลังขนาดใหญ่ ด้านท้ายพร้อมตัวอักษร BENDA คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo (หน้า-หลัง) หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว Benda LFC700 สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สี่สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 676 ซีซี แรงม้า (เคลม) 84 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 60 นิวตันเมตรที่ 8,600 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67 x 48 มม. อัตราส่วนการอัด 11.4:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 130/70-19 ยางหลัง 310/35-18 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB ขนาดแกนอยู่ที่ 43 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวจาก KYB พร้อมระยะยุบที่ 35 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่หน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบจาก Brembo ขนาด 320 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์สองลูกสูบจาก Brembo ขนาด 260 มม. กว้าง x ยาว x สูง 880 x 2,440 x 1,100 มม. ระยะฐานล้อ 1,720 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 มม. ความสูงเบาะ 700 มม. น้ำหนักรถ 287 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว ช่องชาร์จไฟแบบ USB ภาพมุมอื่น ๆ ของตัวรถ โดยรถครุยเซอร์จากค่าย Benda โฉมนี้จะมีวางจำหน่ายเฉพาะพื้นที่ในประเทศยุโรป ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายราคาเบื้องต้นอยู่ที่ 11,990 ยูโร หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยประมาณ 422,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากให้หาคู่เปรียบเทียบกับรถโมเดลนี้ ถ้าหากให้นึกเร็ว ๆ สักหนึ่งแบรนด์คงเป็น Harley-Davidson Nightster ครุยเซอร์จากแบรนด์ฮาร์ลีย์ แม้ LFC700 จะมีซีซีที่น้อยกว่าแต่ทั้งคู่มีพละกำลังที่แทบจะใกล้เคียงกัน โดยราคาของ Harley-Davidson Nightster ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะอยู่ที่ 513,000 บาท หาก LFC700 เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยราคารวมภาษีก็เกือบที่จะเท่าฮาร์ลีย์โฉมนี้แล้ว แถมไม่ต้องลุ้นด้วยว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่ ชอบแบบไหนก็ไปแบบนั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก