SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Johann Zarco นักแข่งอายุมากที่สุดใน MotoGP 2025

Johann Zarco นักแข่งอายุมากที่สุดใน MotoGP 2025 Johann Zarco นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสจากทีม LCR Honda ที่ในการแข่งขันฤดูกาลหน้าเจ้าตัวจะได้รับตำแหน่งนักแข่งที่มีอายุมากที่สุดในการแข่งขันด้วยวัย 34 ปี แทนที่ของ Aleix Espargaro ที่ได้ประกาศยุติบทบาทนักแข่งไปหลังจบฤดูกาล 2024 ซาร์โก้กับผลงานที่ยอดเยี่ยมของเจ้าตัวด้วยชัยชนะในกรังด์ปรีซ์ 17 ครั้งในทุกรุ่น และแชมป์โลก Moto2 จำนวน 2 สมัย ซาร์โกจึงถือเป็นหนึ่งในนักแข่งชาวฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกรังด์ปรีซ์ เต็มไปด้วยประสบการณ์ “มันเป็นความจริงที่ว่าผมจะเป็นนักแข่งที่อายุมากที่สุด ผมคิดว่าคนถัดไปก็น่าจะเป็น มาร์ก และความรู้สึกแบบนี้กับนักแข่งหน้าใหม่ ที่พวกเขาส่วนใหญ่อายุประมาณ 20 หรือ 22 ปี สำหรับผมแล้ว มันเหมือนเป็นแรงจูงใจพิเศษที่ทำให้ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้รู้สึกสดชื่นและพร้อมสู้กับพวกเขา แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้ดีว่าประสบการณ์ของผมสามารถชดเชยหลายๆ อย่างได้” ซาร์โก้ได้ออกมาเผยถึงความรู้สึกที่เจ้าตัวนั้นเป็นนักแข่งที่มีอายุมากที่สุดในการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงในฤดูกาลหน้า เส้นทาง MotoGP ซาร์โก้เริ่มเข้าแข่งขันในรายการ MotoGP ในปี 2017 กับทีม Monster Yamaha Tech3 ซึ่งเป็นทีมแซทเทิลไลท์ของยามาฮ่า โดยในการแข่งขันฤดูกาลดังกล่าว เจ้าตัวสามารถคว้ารางวัล “Rookie of the Year” และทำได้ถึง 3 โพเดียม (ขึ้นโพเดียมในอันดับ 2 ที่ฝรั่งเศสและมาเลเซีย และอันดับ 3 ที่บาเลนเซีย) ก่อนที่จะย้ายไปสู่ทีม Red Bull KTM Factory Racing ในปี 2019, Avintia Esponsorama Racing ในปี 2020, Pramac Racing ในปี 2021 และทีม LCR Honda ในปัจจุบัน ความสำเร็จของโยฮัน ซาร์โก นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขัน MotoGP ครั้งแรกในปี 2023 ที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะย้ายจากทีม Pramac ไปยังทีม LCR แต่ผลงานของเขาในการแข่ง MotoGP 2024 อาจจะดูไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ เพราะด้วยเรื่องของสมรรถนะของรถ Honda RC213V ที่อาจจะยังมีความเป็นรองกับคู่แข่งอย่าง Ducati  “จากปี 2017 ถึง 2023 มันใช้เวลานานมาก พวกเราคิดว่าชัยชนะอาจจะไม่มีวันมาถึง ดังนั้นเมื่อผมชนะการแข่งขัน เราก็พูดได้ว่ามันเหมือนกับการปลดปล่อยความกดดันที่สะสมมานาน” โดยซาร์โก จะยังคงเป็นนักบิดให้กับทีม LCR Honda Team เป็นฤดูกาลที่สองในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2025 โดยมีเพื่อนร่วมทีมคนใหม่อย่าง ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดสัญชาติไทยคนแรกที่ได้เลื่อนขึ้นมาสู่คลาสพรีเมียร์ในการแข่งขันรายการ MotoGP ลำดับอายุนักแข่ง MotoGP 2025 ชื่อนักแข่ง ทีม อายุ Johann Zarco LCR Honda 34 ปี Marc Marquez Ducati Lenovo Team 31 ปี Franco Morbidelli Pertamina Enduro VR46 Racing Team 30 ปี Miguel Oliveira Prima Pramac Yamaha 29 ปี Maverick Viñales Red Bull KTM Tech3 29 ปี Jack Miller Prima Pramac Yamaha 29 ปี Brad Binder Red Bull KTM Factory Racing 29 ปี Alex Rins Monster Energy Yamaha MotoGP™ 29 ปี

2025 Idemitsu Asia Talent Cup เผยตารางแข่งแล้ว

Honda Asia Talent Cup 2025 เผยตารางแข่งแล้ว มาแล้ว!! สำหรับตารางแข่งขันรายการ 2025 Idemitsu Asia Talent Cup หรือ ATC ประจำปี 2025 รายการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาและพัฒนานักบิดเยาวชนอายุน้อยจากทั่วเอเชียสู่เวทีระดับโลก ซึ่งในฤดูกาล 2025 นี้ประเทศไทยบ้านเราจะเป็นเจ้าภาพแข่งขันสนามแรกในวันที่ 28 ก.พ. – 2 มี.ค. 68 นี้ เส้นทางสู่ความฝันของนักบิดเยาวชน Honda Asia Talent Cup หรือ ATC คือเวทีที่ช่วยค้นหาและพัฒนานักบิดเยาวชนอายุน้อยจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีทดสอบทักษะการขับขี่เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างพื้นฐานด้านความรู้เกี่ยวกับมอเตอร์สปอร์ตไม่ว่าจะเป็นทักษะการวางแผน เทคนิคการขับขี่ การเซ็ตอัพรถและการฝึกฝนความมีวินัยในสนามแข่งขัน ซึ่งนักบิดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันนี้จะได้ฝึกซ้อมและแข่งขันในสนามแข่งระดับมาตรฐานโลก โดยมีโค้ชและที่ปรึกษาระดับมืออาชีพดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้นักบิดได้พัฒนาฝีมือในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับตารางแข่งขัน Idemitsu Asia Talent Cup 2025 นักแข่ง 20 คน จาก 10 ประเทศ นักแข่ง 20 คนจาก 10 ประเทศ เตรียมลงแข่งขันในรายการouh โดยในจำนวนนั้นมีนักแข่งที่เคยเข้าร่วมการแข่งขันมาแล้ว 7 คน และนักแข่งหน้าใหม่อีก 13 คนที่ได้รับคัดเลือกจากงานคัดเลือก (Selection Event) นักแข่งที่น่าจับตามอง ได้แก่ เรียวตะ โอกิวาระ (Ryota Ogiwara) และ เซริว อิเคกามิ (Seiryu Ikegami) ซึ่งเคยทำผลงานจบในอันดับที่ 2 และ 5 ตามลำดับในปีที่ผ่านมา โดยทั้งสองคนนี้จะเป็นตัวเต็งสำคัญที่อาจสร้างแรงกดดันให้กับนักแข่งหน้าใหม่ในการไล่ล่าแชมป์ในฤดูกาลใหม่ นักแข่งในรายการปี 2025 มาจากประเทศต่าง ๆ ทั้ง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลี จีน อินเดีย ออสเตรเลีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้การแข่งขันมีความหลากหลายและน่าสนใจอย่างยิ่งในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง รวมถึงนักแข่งชาวไทยในรายการนี้ น้องออสติน ธนฉรรต ประทุมทอง น้องธีรินทร์ Jacob Fleming น้องนฤพงศ์ สำหรับฤดูกาล 2025 ประกอบด้วย 6 สนามแข่งขัน รวม 12 เรซ โดยจะเริ่มต้นด้วยการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาลในวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ ที่ประเทศไทย ก่อนที่การแข่งขันรอบแรกจะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม ที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากนั้น การแข่งขันจะย้ายไปที่ประเทศกาตาร์ในเดือนเมษายน ก่อนที่จะเดินทางไปที่สนาม เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงกลางปี โดยจัดร่วมกับการแข่งขัน Malaysian Superbike Championship (SBK) จากนั้น ฤดูกาลจะปิดฉากที่ ประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ซึ่งจะเป็นสนามสุดท้ายที่จัดขึ้นพร้อมกับการแข่งขัน MotoGP เตรียมพบกับฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจและการต่อสู้ของนักแข่งรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักบิดใน MotoGP รุ่นต่อไป พร้อมสร้างความประทับใจให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ติดตามรายชื่อนักแข่งปี 2025 อย่างเป็นทางการ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benda Dark Flag 950 หน้าละหม้าย คล้าย Fat Bob

Benda Dark Flag 950 หน้าละหม้าย คล้าย Fat Bob พร้อมขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกสำหรับแบรนด์ Benda ค่ายรถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร หรือที่เราคุ้นเคยกันดีกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของรถครูเซอร์ ซึ่งครั้งนี้ทางแบรนด์ได้มีการขยับขยายธุรกิจพร้อมเปิดตัวบริษัท Benda Moto Europe GmbH เพื่อบุกตลาดสองล้อทางฝั่งยุโรป พร้อมทั้งเผยโฉมโมเดลโปรโตไทป์ในพิกัด 950 ซีซีอย่าง Benda Dark Flag 950 ครูเซอร์สูบวีพี่ใหญ่ซึ่งนับเป็นรุ่นที่สองต่อจากรุ่นน้องรุ่น 500 ซีซีและนับได้ว่าเป็นโฉมที่อัปไซส์ขนาดซีซีมาใหม่ เป็นต้นแบบแนวทางพิจารณาสำหรับสาวกครูเซอร์ที่ต้องการความมันส์และดุดันมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ V-Twin โดยโฉมดังกล่าวเปิดตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ภายในงาน Chongqing Motorcycle Expo 2024 กับไฮไลท์จุดเด่นที่เครื่องยนต์ V4 ขนาด 930 ซีซี ที่ใช้กำลังขับเคลื่อนด้วยสายพาน เคลมพละกำลังแรงม้า 102 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 85 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที พร้อมถังน้ำมันความจุขนาด 16 ลิตร ท่อไอเสียแบบคู่ และติดตั้งมาพร้อมกับสลิปเปอร์คลัตช์กับคันเร่งไฟฟ้ามาให้อีกด้วย อัปไซส์ใหญ่ขึ้น แต่ให้โช้คเทเลสโคปิกเดิม ..? พร้อมโครงสร้างที่ทำจากเหล็กในส่วนของเฟรมและสวิงอาร์ม ประกอบกับระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกประดับยางหุ้มโช้ค ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ สวมด้วยจานดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์ Brembo โลโก้ขาว ล้ออลูมิเนียมและรัดด้วยยางขนาดใหญ่ในแบบบ๊อบเบอร์สไตล์จิ๊กโก๋นั่นเอง ส่วนเรื่องเทคโนโลยีติดตั้งมาให้หลายอย่างเช่นกัน อาทิ ระบบ ABS แทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเรือนไมล์ TFT สามารถคอนแนคเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ดีไซน์ถอดแบบมาจากรุ่น 500 ในเรื่องของดีไซน์เรียกว่าถอดจากรหัสโฉมตัว 500 มาเกือบทุกสัดส่วนแต่มีขนาดที่เล็กและกระชับกว่า ซึ่งมีความโดดเด่นในแบบรถบ๊อบเบอร์คลาสสิก มีสัดส่วนโค้งมนสวยงามทั้งทรงน้ำมัน ฝาถังน้ำมัน ไฟหน้า ไฟเลี้ยว บังโคลนหน้า บังโคลนท้ายและเรือนไมล์ บวกกับการออกแบบท่านั่งขับขี่ให้มีความสะดวกสบายด้วยแฮนด์บาร์ยกเยื้อง เบาะโดยสาร Slim and Low ติดมาให้ 2 ชิ้น พักเท้าออกแบบให้เยื้องไปด้านหน้าซึ่งเหมาะกับสายเดินทาง สายแบ็กแพ็ค หรือแม้กระทั่งทัวริ่งไบค์ก็ตอบโจทย์เช่นเดียวกัน นับเป็นความสำเร็จของทางค่าย ในการขยายตลาดรถจักรยานยนต์ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ในเรื่องของสเปคอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวอาจต้องรอทางค่ายประกาศคอนเฟิร์มอีกครั้ง และคาดกว่าจะมีการเข้าไลน์ผลิตในเร็ว ๆ นี้ ส่วนในเรื่องของการจำหน่ายบ้านเราก็ขอตัดทิ้งไปก่อนและยังคงอีกยาวไกล แต่ก็ขึ้นอยู่กับทางดีลเลอร์ด้วยแหล่ะครับ ถ้าหากใครอยากมีรถครูเซอร์สูบวีไว้ใช้งานซักคันในราคาที่เอื้อมถึงได้ แอดมินอยากให้ลองตัวโฉม Keeway V302 C ฟีลลิ่งอาจจะคล้าย ๆ กันแต่ขี่สนุกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP 2026 ยืนยันแข่งขันสนามบราซิล

MotoGP 2026 ยืนยันแข่งขันสนามบราซิล MotoGP 2026  ยืนยันกลับไปแข่งขันที่สนามประเทศบราซิล โดยเป็นการกลับไปแข่งขันในสนามที่ประเทศนี้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2004  จัดแข่งขันที่บราซิล การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบนี้จะกลับมาจัดการแข่งขันที่บราซิลในปี 2026 ด้วยข้อตกลงใหม่ที่ลงนามระหว่างผู้ถือสิทธิ์ MotoGP อย่าง Dorna ร่วมกับรัฐบาลรัฐโกยาส (Goias) และบริษัท Brasil Motorsport รัฐโกยาส ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกตอนกลางของบราซิล โดยเมืองหลวงของรัฐนี้คือเมืองโกยาเนีย (Goiania) จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการใหม่ในบราซิลตั้งแต่ปี 2026 โดยมีสัญญาระยะเวลา 5 ปี ที่จะทำให้การแข่งขันดำเนินไปจนถึงอย่างน้อยปี 2030 “พวกเรารอคอยอย่างยิ่งที่จะได้กลับไปที่บราซิล เรามีฐานแฟนคลับที่ดี และทราบดีว่าพวกเขาตื่นเต้นกับข่าวนี้ เช่นเดียวกับพวกเราที่กระตือรือร้นที่จะกลับไปแข่งให้พวกเขาได้ชมอีกครั้ง ข้อตกลงใหม่นี้ยังเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการขยายตลาดในพื้นที่สำคัญสำหรับกีฬาของเราและผู้ผลิตของเรา” “บราซิลเป็นผู้เล่นระดับโลก และเป็นสถานที่ที่เราเชื่อมาโดยตลอดว่าสมควรมีพื้นที่ในปฏิทินการแข่งขันของเรา การได้ร่วมงานกับรัฐบาลรัฐโกยาสและบริษัท Brasil Motorsport ซึ่งมีผลงานที่น่าประทับใจและเป็นที่ยอมรับ ถือเป็นโอกาสที่เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วม” คาร์เมโล เอซเปเลตา (Carmelo Ezpeleta) CEO ของ Dorna Sports กล่าวถึงการที่จะได้ไปจัดการแข่งขันที่ประเทศบราซิล “การกลับมาของ MotoGP สู่โกยาสถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับพวกเรา โกยาเนีย (Goiania) จะเป็นบ้านของ MotoGP ในบราซิลในช่วง 5 ปีข้างหน้า เรากำลังทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ จะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับนักแข่ง ทีมงาน และแฟน ๆ ทุกคน” – โรนัลโด ไคอาโด (Ronaldo Caiado) ผู้ว่าการรัฐโกยาส กล่าวถึงการที่ MotoGP มาจัดการแข่งที่ประเทศบราซิล กลับมาจัดแข่งขันอีกครั้งนับตั้งแต่ 2004 การแข่งขันรายการนี้เคยมีการจัดการแข่งขันในประเทศบราซิลมาแล้วหลายครั้งในอดีต โดยเริ่มต้นในปี 1987 ที่สนาม Autódromo Internacional de Goiânia และต่อมาในปี 1992 ที่สนาม Interlagos จากนั้นระหว่างปี 1995 ถึง 2004 การแข่งขันจัดขึ้นที่สนาม Grande Prêmio do Rio de Janeiro de Motovelocidade ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร และนับตั้งแต่ปี 2004 บราซิลก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสนามจัดการแข่งขันอีก  จนกระทั่งในปี 2019 มีการประกาศว่าสนาม Rio Motorpark ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ตั้งแต่ปี 2022 ถึง 2026 แต่เนื่องจากความล่าช้าในการก่อสร้างและปัญหาอื่น ๆ ทำให้แผนดังกล่าวไม่เป็นไปตามกำหนดการเดิม โปรแกรมการแข่งขันฤดูกาล 2025 การแข่งขัน MotoGP 2025 ประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นสนามเปิดการแข่งขัน โดยจะเริ่มแข่งขันสนามแรกรายการ ‘PT Grand Prix of Thailand 2025’ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 และจะเริ่มเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มกราคม 2568 แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak Razgatlioglu เตรียมย้ายซบ MotoGP? 

Toprak Razgatlioglu เตรียมย้ายซบ MotoGP?  การรักษาแชมป์โลก WorldSBK 2025 ยังคงเป็นเป้าหมายหลักสำคัญในการคว้าบันลังก์แชมป์เวิร์ลซูเปอร์ไบค์ในสมัยที่ 3 ของนักบิดหนุ่มดาวรุ่งชาวตุรกี Toprak Razgatlioglu ซึ่งฤดูกาล 2025 เจ้าตัวยังคงมุ่งมั่นกับการทำงานร่วมกับต้นสังกัดใบพัดสีฟ้าอย่าง Rokit BMW แต่ทว่ามีข่าวอัปเดตล่าสุดว่าในปี 2026 เจ้าตัวมีแพลนอัปไซส์ไต่คลาสขึ้นมาหวดซิ่งในศึกโปรโตไทป์อย่าง MotoGP  โดยแหล่งข้อมูลของบทสัมภาษณ์จากสำนักสื่อต่างประเทศอย่าง MotoSprint ได้ยิงคำถามในประเด็นความเป็นไปได้ที่โทปรัคจะมาแข่งขันในชั้นพรีเมียร์คลาส ซึ่งเจ้าตัวได้ทิ้งคำตอบแบบ “แอบ” ชวนลุ้นไปตาม ๆ กัน ดังนี้  ก็มีคุยนะ..แต่ขอโฟกัสกับการรักษาแชมป์ WSBK ก่อน “แน่นอน..ผมคิดเรื่องนั้น แต่ทว่าตอนนี้ยังคงโฟกัสกับการทำงานกับ BMW ซึ่งปีหน้าผมจะใช้หมายเลข 1 บนรถแข่ง M1000RR” “สำหรับในปี 2026 ตอนนั้นผมอาจคงเป็นฟรีเอเจ้นท์ไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็มีคุย ๆ บ้างแล้ว”  และมีโอกาสเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นที่เจ้าตัวจะขยับคลาสขึ้นมาแข่งใน MotoGP ซึ่งโทปรัคได้ให้ยืนยันแล้วว่า ตนมีความตั้งใจและปรารถนาที่จะขยับไปแข่งขันในชั้นพรีเมียร์คลาส เนื่องด้วยปัจจัยในเรื่องของอายุ (ตอนนี้ 28) และเป็นโอกาสจังหวะที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย  “ใช่ครับ..อยากแข่งแน่นอน อย่างไรก็ดี ตอนนี้อยู่ในช่วง Finding แบรนด์ไหนซักแบรนด์ ซึ่งถ้าผมไม่ไปโมโตจีพีตอนนี้ เรื่องอายุบวกกับใจผมคงอาจจะแก่เกินไปที่จะคว้าแชมป์โลกแล้วครับ (ฮ่าๆ) อย่างไรก็รอดูกันต่อไป ถ้ามีค่ายไหนต้องการ มีข้อเสนอที่ดีและน่าสนใจก็ไปครับ แต่ถ้าไม่..ก็แข่ง WSBK ตามเดิม” แค่ได้ยินก็แอบลุ้นไปตาม ๆ กันสำหรับแฟน ๆ สาวกอย่างเรา ถ้าหากโทปรัคเข้ามามีบทบาทในการแข่งขันชิงแชมป์โลกโมโตจีพีคงน่าสนุกไม่น้อยทีเดียว ก็ภาวนาให้เจอค่ายที่ดีข้อตกลงที่น่าพอใจหรือไม่อาจจะเป็นค่ายใบพัดสีฟ้าเองที่จะขยับขึ้นมาร่วมแข่งขันระดับเวิร์ลคลาสด้วยตัวแข่งโปรโตไทป์ร่างทองรุ่นใหม่ก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรเรามาเชียร์และเป็นกำลังใจให้เจ้าตัวในการรักษาแชมป์สมัยที่ 3 ในฤดูกาล 2025 ก่อนกันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สาวกเตรียมเฮ! Royal Enfield เปิดโรงงานผลิตในไทย

สาวกเตรียมเฮ! Royal Enfield เปิดโรงงานผลิตในไทย สาวก Royal Enfield มีเฮ..ไม่ต้องรออะไหล่นานอีกต่อไปแล้ว สำหรับการขยายภาคการผลิตต่อเนื่องสำหรับแบรนด์รถจักรยานยนต์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ประกาศเดินหน้าขยายกำลังการผลิต พร้อมปักหมุดฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทยและนับเป็นสาขาแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อจากอาร์เจนตินา โคลอมเบีย บราซิล บังกลาเทศและเนปาล โดยฐานการผลิตเป็นโรงงานประกอบมอเตอร์ไซค์ระบบ CKD (Completely Knocked Down) ปักหมุดบนทำเลพื้นที่กว่า 5,200 ตารางเมตรในจังหวัดสมุทรปราการ และมีกำลังการผลิตมากกว่า 30,000 คันต่อปี ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นศูนย์การผลิตที่ทันสมัยและล้ำหน้า และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งจะช่วยในเรื่องของการส่งมอบ การบริการเซอร์วิสลูกค้าครอบคลุมและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังเปิดศูนย์ฝึกอบรมพนักงานฝ่ายช่างเทคนิคของตัวแทนจำหน่ายและพนักงานภายใต้แบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์อีกด้วย และถือเป็นโรงงานแห่งแรกที่โรยัล เอ็นฟีลด์เป็นเจ้าของและดำเนินการเองในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของโรยัล เอ็นฟีลด์ในประเทศไทย รวมถึงตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยโรงงานประกอบแห่งใหม่นี้จะเริ่มต้นรองรับตลาดในประเทศไทยก่อนขายไปยังภูมิภาคถัดไปตามแผนงานที่วางไว้ คุณบี. โกวินดาราจัน ราจัน – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “โรยัล เอ็นฟีลด์ได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในระดับโลก เราได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่ชื่นชอบสไตล์การขี่ของเรา ซึ่งสะท้อนผ่านความนิยมในรถมอเตอร์ไซค์ของเรา ด้วยรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ผู้ขี่จากทั่วโลก เราเชื่อว่าโรยัล เอ็นฟีลด์เป็นแบรนด์ระดับโลก และด้วยเหตุนี้เราจึงติดอันดับหนึ่งในแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางชั้นนำในตลาดสำคัญ อย่างสหราชอาณาจักร เกาหลี ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยกลยุทธ์หลักของเราคือการขยายธุรกิจในระดับสากล โดยลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งโรงงานประกอบในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ ช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ได้สัมผัสกับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของโรยัล เอ็นฟีลด์ แบบ Pure Motorcycling” นอกจากนี้ คุณยาดิ ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย – ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีศักยภาพสูงสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดตลาดเหล่านี้และการขยายธุรกิจ เราเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาจ้างผลิตและเปิดโรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของตลาดและชุมชนผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเติบโต เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าโรงงานแห่งนี้จะช่วยให้เราขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณอนุจ ดัว – หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกของโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวถึงการเปิดโรงงานประกอบแห่งใหม่ในประเทศไทยว่า “ไม่เพียงแต่ยกระดับตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย แต่เรายังมุ่งมั่นจะขยายตลาดแห่งนี้ให้เติบโตด้วย ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับโรยัล เอ็นฟีลด์ และมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ลูกค้าและชุมชนผู้รักในแบรนด์ของเราที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยต่างภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์ ส่งผลให้มียอดการเติบโตมากกว่า 150% นับตั้งแต่เราเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยภูมิประเทศ วัฒนธรรม และความหลากหลายของประเทศไทยล้วนเป็นปัจจัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเรา การเติบโตของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กำลังใจเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ลูกค้า ชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของเรา เรายังคงตั้งใจที่จะส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับชุมชนผู้ขับขี่ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ของเราในปี 2024 และต่อจากนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเราและสร้างการเติบโตที่มั่นคงต่อไป” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Francesco Bagnaia เผยสิ่งที่ควรปรับใน MotoGP ฤดูกาลหน้า

Francesco Bagnaia เผยสิ่งที่ควรปรับใน MotoGP ฤดูกาลหน้า Francesco Bagnaia นักบิดสัญชาติอิตาลีจากทีม Ducati Lenovo Team ได้ออกมาพูดถึงจุดที่ตนผิดพลาดจนทำให้พลาดในการป้องกันแชมป์โลกสมัยล่าสุดไปอย่างน่าเสียดาย พลาดบ่อย จนพลาดแชมป์ แม้ว่าในฤดูกาล 2024 เจ้าตัวจะสามารถฝ่าธงหมากรุกคว้าอันดับหนึ่งได้ถึง 10 สนาม แต่เปกโก้ ได้ชี้ถึงจุดสำคัญที่เขาจำเป็นต้องปรับปรุงในการแข่งขันฤดูกาลหน้าเพื่อทวงตำแหน่งแชมป์ MotoGP คืน โดยการแข่งขันฤดูกาลที่แล้วเปกโก้ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ และเสียแชมป์ให้กับ ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จากทีม Prima Pramac Racing ไปในที่สุด ซึ่งเปกโก้ก็ทราบดีว่าเจ้าตัวนั้นผิดพลาดตรงไหน และต้องการจะแก้ไขเรื่องเหล่านี้ในการแข่งขันฤดูกาลหน้า  “ในบางสถานการณ์ ผมมักจะพยายามคว้าชัยชนะเสมอ อย่างที่เห็นในสนามมาเลเซีย มิซาโน และซิลเวอร์สโตน ซึ่งผมล้มเพราะไม่พอใจที่จะจบในตำแหน่งรอง” แชมป์โลกสองสมัยได้กล่าว “มันไม่ใช่ธรรมชาติของผมที่จะพอใจกับอะไรแบบนั้น ผมมักจะพยายามไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมเชื่อแบบนั้นเสมอ” “แต่บางครั้งการยอมถอยสักนิดก็สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ และในปีนี้ แค่พลาดน้อยลงอีกนิดก็อาจเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์สุดท้ายได้ แต่คุณก็ต้องเจ็บปวดและล้มลงบ้าง เพื่อให้ได้บทเรียนสำคัญ” เสียใจเมื่อเห็น Verstappen รักษาแชมป์ F1 ได้ Max Verstappen นักแข่ง F1 จากทีม Red Bull Racing ที่สามารถป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 4 ของเจ้าตัว ซึ่งเปกโก้ออกมายอมรับว่าเขาติดตามนักแข่ง F1 รายนี้ และคิดว่าจะสามารถป้องกันแชมป์แบบเขาได้  “ผมแค่คิดว่าผมเองก็สามารถเป็นแชมป์โลก 4 สมัยได้เหมือนกัน และนั่นทำให้ผมหวนกลับมารู้สึกถึงความพ่ายแพ้อีกครั้ง”   “การล้มหรือการเผชิญกับความโชคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ได้ช่วยเราเลย แต่ในบางสถานการณ์ การพ่ายแพ้ถือเป็นบทเรียน และเรารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ยากที่สุดคือช่วงที่ผมเห็น Verstappen คว้าแชมป์โลก เพราะมันเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ของเขา” “ผมมีความสุขมากกับทีมของผมและ Ducati โดยรวม การพ่ายแพ้ในบางสถานการณ์ก็ช่วยให้เราได้รับประโยชน์ในแง่อื่นๆ เช่น หากผมคว้าแชมป์ได้ คุณจะไม่ได้เห็นสปิริตแห่งความเป็นนักกีฬาที่ Ducati แสดงให้เห็นมาตลอด ซึ่งเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” “ไม่ว่าจะดีหรือร้าย คุณก็ควรพยายามมองหาสิ่งดีๆ เสมอ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Ducati Multistrada V2 New Look & New Engine

2025 Ducati Multistrada V2 New Look & New Engine อีกหนึ่งรุ่นสำหรับไลน์อัพปี 2025 ของโฉมโมเดลจากค่ายดูคาติ ซึ่งนับจากรุ่น V4 ที่ทยอยเปิดตัวมาซักระยะ ต่อยอดด้วยโฉม V2 พร้อมเครื่องยนต์บล็อกใหม่ส่งต่อในรุ่น Panigale และ Streetfighter คราวนี้ถึงคิวของทางฝั่งสายทัวริ่งเดินทางอย่าง Ducati Multistrada V2 2025 ปรับลุคใหม่ครั้งสำคัญทั้ง เครื่องยนต์ เฟรมและการออกแบบใหม่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ดีในทุกเส้นทาง 2025 Ducati Multistrada V2 New Look โดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยทั้ง V2 รุ่น Standard รุ่น V2S และรุ่น V2 S Travel (รุ่นแต่ง) กับชุดสีแดงประจำค่าย Ducati Red และสีใหม่อย่าง Strom Green มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ในแบบรถครอสโอเวอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่มัลติสตราดร้า V4 อาทิ ไฟหน้า LED แบบคู่พร้อมไฟ DRL ดีไซน์ใหม่ ไฟเลี้ยวบิวอินต์มาพร้อมกับแฟริ่งด้านข้างปรับเปลี่ยนตำแหน่งจากเดิมที่การ์ดแฮนด์ ปีกหน้าชิ้นใหม่ ให้ลักษณะรูปลักษณ์หน้าตาปรับเปลี่ยนไปจากเดิมแบบฉบับไลน์อัพปี 2025 ใช้โครงสร้างประกอบใหม่ ไล่น้ำหนัก เพิ่มความคล่องตัว และโครงสร้างประกอบขึ้นใหม่กับเฟรมอลูมิเนียมโมโนค็อกยึดต่อกับสวิงอาร์มคู่ด้านหลังเว้ารูตรงกลางขนาดใหญ่ให้มีน้ำหนักที่เบาลงพร้อมกับซับเฟรม ซึ่งให้ลักษณะการขับขี่และควบคุมค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ทั้งบนเส้นทางออนโร้ดและออฟโร้ด NEW Ducati V2 Engine และสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คาแรคเตอร์ของมัลติสตราดร้าแตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ ก็คือเครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ที่ไม่ได้ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodomic แล้ว โดยปรับเปลี่ยนมาใช้วาล์วแบบปกติ คล้ายกับเครื่องแกรนด์ทัวริซโม่ มาพร้อมกับระบบเกียร์ 6 สปีด ควิกชิฟเตอร์ Up/Down 2.0 ปริมาตรกระบอกสูบขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 115 แรงม้าที่ 10,750 รอบ พร้อมแรงบิด 92.1 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ กับขนาดความจุถังน้ำมันที่ 19 ลิตร เคลมอัตราเร่ง 13.1 x 1 สัดส่วนของกระบอกสูบและช่วงชัก 96 x 61.5 มม. และเรือนลิ้นเร่งขนาด 52 มม. ตอบสนองแรงบิดทันใจด้วยชุดคันเร่งไฟฟ้าผ่านการเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ แต่แน่นอนว่ายังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองไอเสียที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งให้ประสิทธิภาพค่อนข้างคล้ายคลึงกับรุ่นสปอร์ตและเน็กเก็ดเพราะด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันที่มีน้ำหนักเบา ให้ความสมูทในช่วงเดินรอบต่ำ แต่แตกต่างกันในเรื่องของอัตราทดเกียร์ในสไตล์ใครสไตล์มันนั่นเอง ช่วงล่างเต็มระบบ ควบคู่มากับระบบช่วงล่างซึ่งให้โช้คอัพด้านหน้าไซส์ใหญ่ขนาดแกน 45 มม. ระยะยุบ 170 มม. สามารถปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยรุ่น Standard ติดตั้งรีโมทเพื่อการปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนรุ่น V2S เพิ่มฟังก์ชันในส่วนของการปรับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบเบรกที่ให้มาเป็นสเปคเดียวกันก็คือคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกขนาด 4 ลูกสูบจับคู่กับจานหน้าแบบดิสก์คู่ขนาด 320 มม. และคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบด้านหลังกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 มม. พร้อมด้วยระบบ Cornering ABS 3 ระดับ รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ขนาดไซส์ 120/70-19 และ 170/60-17 ระบบฟลูออปชัน และเทคโนโลยีทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว โหมดการขับขี่ 5 โหมด (Sport, Touring, Urban, Enduro และ Wet) พาวเวอร์โหมด เพิ่มความสะดวกสบายด้วยครูซคอนโทรล ระบบ Navigation หรือระบบนำทาง พอร์ตชาร์จไฟ USB และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกับระบบแทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ ระบบป้องกันล้อหน้าลอย ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบเอ็นจิ้นเบรก ระบบไฟกระพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน ส่วนฮีตกริปเป็นออปชันเสริมซึ่งในบ้านเราไม่จำเป็นต้องใช้…ส่วนนี้บอกไว้เฉย ๆ ครับ สุดท้ายในเรื่องของราคาสำหรับเจ้า V2

Pierer Mobility AG เตรียมปรับโครงสร้างภายใน ไม่กระทบถึงคนใช้ KTM

Pierer Mobility AG เตรียมปรับโครงสร้างภายใน ไม่กระทบถึงคนใช้ KTM Pierer Mobility AG ประกาศปรับปรุงระบบโครงสร้างภายใน ลั่นไม่กระทบถึงผู้ใช้งานหรือเหล่ายูสเซอร์ KTM ทั่วโลก ตลอดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจากจุดเริ่มต้นด้วยพนักงานกว่า 160 คนและปริมาณการผลิต 6,000 คันต่อปีตั้งแต่ในปี 1992 พรีเมียร์ โมบิลิตี้ เอจี หรือ KTM ได้ก้าวขึ้นเป็นค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำในยุโรป และเป็นแบรนด์ที่เหล่านักบิดและแฟน ๆ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ด้วยความมุ่งมั่นและแพทชันอันเปี่ยมล้นจึงทำให้เคทีเอ็มได้ก้าวขึ้นสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่และมีการปรับปรุงโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการตลาดในอนาคต ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหรือยูสเซอร์สาวก KTM ทั่วโลก เพราะฉะนั้นจึงวางใจและพร้อมคัมแบคใหม่ในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม Stefan Pierer ซีอีโอของ KTM AG ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพาแบรนด์กลับสู่ความสำเร็จอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า KTM ยังคงเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากซีอีโอผู้ช่วยอย่าง Gottfried Neumeister ที่เข้ามาเสริมทัพให้กับค่ายส้มนับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา และพร้อมนำประสบการณ์และมุมมองใหม่ ๆ มาสู่บริษัท โดย Stefan ยังแสดงความมั่นใจอีกด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถนำพาแบรนด์กลับมาสู่บนเส้นทางของความสำเร็จอีกครั้ง Gottfried Neumeister กล่าวว่า ความกระตือรือร้นและความใส่ใจของพนักงานคือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนารถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น ความหลงใหลหรือแพทชันของพนักงานจะทำให้ KTM เป็นมากกว่าแค่บริษัทผลิตรถมอไซค์ แต่ยังเป็นพลังที่แท้จริงของความสำเร็จของเราในอนาคต สำหรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 90 วัน และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือสาวกค่ายส้มใด ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับทีมแข่งยังคงดำเนินแข่งขันตามปกติต่อเนื่องในฤดูกาล 2025 เพราะฉะนั้นผู้บริโภคที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์อย่างเรา ๆ หรือสาวกค่ายส้มอย่าได้วิตกกังวลเกินเหตุ อย่างไรก็ดีใครที่สนใจโมเดลจาก KTM ก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่ ช่องทางเพจ KTM Thailand ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 เหยี่ยวอ้วน 400 แรงม้า

Superbusa Kevin Schwantz 2025 เหยี่ยวอ้วนจอมพลัง 400 แรงม้า จากจุดต้นกำเนิดของโมเดลคอนเซ็ปต์ไบค์โครตบ้าพลัง นี่คือพญาเหยี่ยวถูกขนานว่ารถสองล้อที่แรงที่สุดในโลก TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 อันโด่งดันในตำนานมาตั้งแต่ยุคปี 90 จนกระทั่งถูกต่อยอดพัฒนามาหลายรุ่นในด้านสมรรถนะและอัปเกรดลวดลาย เพื่อยังคงรักษาบันลังก์ความบ้าคลั่งแห่งวงการซูเปอร์ไบค์มานับไม่ถ้วน @ttsperformance Our 2025 TTS SuperBusa has been launched at motorcycle live! 🤩 The Kevin Schwantz, Lucky Strike livery is our favourite so far – what do you think? The 370+hp SuperBusa is available to order exclusively from TTS – contact us for more info! #tts #supercharged #rotrex #hayabusa #superbusa ♬ original sound – ttsperformance ด้วยอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นเพื่อที่จะต่อยอดพัฒนาเจ้าฮายาบุสะ ให้เป็นโมเดลที่มีสมรรถนะแรงที่สุดในโลกสองล้อ โดยสำนักแต่งชื่อดังในอังกฤษอย่าง TTS Performance และ Kardesign ก็พร้อมที่จะพัฒนาเจ้าพญาเหยี่ยวมานานนับต่อครั้งจนกระทั่งล่าสุดในปี 2022 ได้เผยโฉม Superbusa ซูเปอร์ชาร์จ รุ่นเจ็น 3 มาพร้อมกับกำลังมากถึง 342 แรงม้าซึ่งนับมีกำลังมหาศาลที่โครตะระพ่อ แรงง..!! TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 คัสตอมโดยTTS Performance สำหรับ TTS Performance เป็นผู้นำด้านการออกแบบพาร์ทชิ้นส่วนและชุดอุปกรณ์ซูเปอร์ชาร์จเจอร์อัดอากาศสำหรับรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องการอัปเกรดสมรรถนะตัวรถแต่ยังคงให้ความทนทานในขณะเดียวกัน โดยพัฒนาคัสตอมโมเดลมาหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Triumph Rocket 300, Haley Davision, CBR1000RR-R Fireblade และเจ้าพญาเหยี่ยวอย่าง Superbusa มาหลายรุ่นหลายเจ็นเช่นเดียวกัน TTS Superbusa โฉมคันจริงในงาน Eicma อิตาลี แต่และแล้วสถิติเหล่านั้นกลับถูกพิชิตด้วยโมเดลโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง TTS Superbuasa 2025 ในรุ่นอิดิชันพิเศษ เปิดออกมาล่าสุดมาพร้อมกับขุมพลังซูเปอร์ชาร์จที่มีแรงม้ามากที่สุด 400 แรงม้า นับว่าเป็นตำนานที่แรงที่สุดในโลก กับลวดลายขาวสลับแดงตัดแต้มกับสีน้ำตาลพร้อมหมายเลข 34 แบบรถแข่ง Suzuki RGV500 ของตำนานแชมป์โลกตลอดกาล Kevin Schwantz พร้อมปีกวิงก์เล็ตคาร์บอน สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ล้อคาร์บอน Rotobox และไฮไลท์ทีเด็ดตัวแรงกับเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex  เคลม Top Speed ทะลุ 350 กม./ชม. ผนวกกับขุมพลัง 4 สูบเรียง พร้อมการติดตั้งซูเปอร์ชาร์จเจอร์และปรับจูนกำลังเครื่องยนต์ที่สามารถรีดแรงม้าได้มากสุด 400 แรงม้า พร้อมกำลังแรงบิด 225 นิวตันเมตร โดยเคลมท็อปสปีดหลังจากทดสอบสามารถทำได้ที่ 218 ไมล์/ชม. หรือทะลุ 350 กม./ชม.ทีเดียว นับเป็นการทำลายสถิติครั้งใหม่ของพญาเหยี่ยวอ้วนรุ่นนี้ มีกำลังมากกว่าเจ็นก่อนถึง 48 แรงม้า จากโฉมคอนเซ็ปต์แนวคิดสู่โฉมจริงโดยเปิดตัวภายในงาน Eicma 2024 ประเทศอิตาลี จัดมาให้ชมกันเต็ม ๆ หากสาวกท่านใดสนใจก็สามารถสั่งทำโมเดลรุ่นนี้ได้ โดยจำกัดการผลิตเพียง 40 คันในโลกเท่านั้นกับราคา 30,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1.3 ล้านบาท ซึ่งราคาไล่เลี่ยกับเจ้าพานิกาเล่โฉมใหม่ล่าสุด เอาหล่ะ…ตัดสินใจยากขึ้นละทีนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Lenovo เผย ดึงมาร์กเข้าทีม คือความสบายใจ

Ducati Lenovo เผย ดึงมาร์กเข้าทีม คือความสบายใจ Ducati Lenovo Team ทีมโรงงานยักษ์ใหญ่ในการแข่งขันรายการ MotoGP จากดูคาติ ได้ออกมาเผยว่าการดึงมาร์ก มาร์เกซ นักบิดเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย ที่ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า เจ้าตัวได้ย้ายเข้าร่วมทีมโรงงานของ ‘ดูคาติ’ จับคู่กับทีมเมทเจ้าของแชมป์โลกสองสมัยอย่าง เป้กโก้ บัญญาย่า ‘เป็นความสบายใจ’ ที่ได้ตัวเขามาร่วมเป็นทีม แม้จะต้องเสีย ฆอร์เก้ มาร์ติน ที่ย้ายไปร่วมทีมโรงงานของ Aprilia อิเนีย บาสเตียนินี่ ที่ย้ายไปร่วมทีม KTM Tech3 แต่ทางทีมก็คาดหวังว่ามาร์กจะนำความสำเร็จมาให้กับทีมโรงงานในอนาคต มาร์กลงทดสอบ ‘ตัวขี่คันใหม่’ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยได้ทำการทดสอบคู่หูคันใหม่เป็นที่เรียบร้อย ในบาร์เซโลน่าเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์กได้บอกกับ เมาโร กราสซิลลี ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของดูคาติ ว่าเขาชื่นชอบรถคันนี้ โดยผลการวิ่งทดสอบของมาร์กกับรถคันใหม่ เจ้าตัวสามารถทำเวลาเร็วได้เป็นอันดับที่ 4 อยู่ที่ 01:39.4540 นาที ตามหลังทีมเมทคนใหม่ที่จบในอันดับสามด้วยเวลา 01:39.3980 นาที กราสซิลลี ถึงมาร์เกซ ผู้อำนวยการกีฬาของดูคาติได้ออกมาเผยความรู้สึกถึง มาร์ก มาร์เกซ ที่จะเข้ามาขี่ทีมโรงงาน “ผมไม่ใช่ช่างเทคนิค แต่เป้าหมายของวันนั้นคือการรับฟังความรู้สึกแรกของเขา “เมื่อเขาเข้ามาในพิต สิ่งแรกที่เขาพูดคือ: ‘ผมชอบรถคันนี้’ สำหรับผม นั่นคือความโล่งใจ” “ตั้งแต่แรกเราได้ทำงานเพื่อให้เขาอยู่ในทีม ผ่านการเจรจากับผู้จัดการของเขา เพื่อให้สามารถตกลงในหลายๆ เรื่อง เช่น สปอนเซอร์ “การได้เห็นผลลัพธ์จากการทำงานที่เริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อนเป็นความรู้สึกที่พิเศษ การได้เห็นเขาในสนามแข่งและได้เห็นเขาในพิตของเราคือความรู้สึกที่งดงาม” คู่หูคู่ใหม่ พร้อมนำความสำเร็จสู่ทีมโรงงาน มาร์ก มาร์เกซ จะจับคู่กับเป้กโก้ บัญญาย่า ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างมีกดีกรี พร้อมความทะเยอทะยานในการคว้าแชมป์โลก ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทีมโรงงานต้องเผชิญกับความกดดันเพิ่มเติมในการคุมทั้งสองคน แต่เมื่อทั้งคู่ได้พบกันก็ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างราบรื่น  “ผมเห็นพวกเขาคุยกัน ผมเห็นว่าพวกเขาแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน และพวกเขามีความรู้สึกเหมือนกันเกี่ยวกับรถแข่ง”  “พวกเขาเป็นมืออาชีพทั้งคู่ แม้มันจะแปลกที่ต้องพูดว่าเรารู้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ เราต้องการให้นักแข่งทั้งสองคนช่วยกันพัฒนารถแข่งและทำให้ทีมมีความเป็นหนึ่งเดียว “จากนั้น การได้เห็นพวกเขาคุยกันในวันแรก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองข้ามได้ แต่การเห็นพวกเขาคุยกัน แบ่งปันความคิดเห็น และมีความคิดเกี่ยวกับรถแข่งที่ตรงกันในแบบที่ชัดเจน ถือเป็นการยืนยันแรกของงานที่เรากำลังเริ่มต้นทำ “เมื่อคนสำคัญที่สุดสองคนในทีม ซึ่งก็คือนักแข่ง มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เรากำลังมองหา ผมมั่นใจว่า แม้จะไม่ง่ายเสมอไป แต่มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีในปีหน้า” โปรแกรมการทดสอบ Pre-Season MotoGP2025 ในสนามถัดไปจะทำการทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 เชคดาวน์เทส เซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก