SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Buell SuperTouring 1190 2025

Buell SuperTouring 1190 เผยโฉมพร้อมให้พรี คาดส่งมอบ 2025 เผยโฉมมาอีกหนึ่งโมเดลสำหรับค่ายรถสัญชาติมะกันอย่างบูเอล ครั้งนี้เป็นเจ้า Buell SuperTouring 1190 ที่แค่ได้ยินชื่อรุ่นแล้วก็รู้ได้ทันที่ว่าเป็นมอเตอร์ไบค์ประเภทไหน ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่โมเดลโปรโตไทป์หรือรถต้นแบบแต่เป็นโมเดลที่พร้อมที่จะผลิตเพื่อส่งขายแล้วนั่นเอง แม้ว่าตัวแฟริ่ง รูปลักษณายนอกจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไปเสียเป็นส่วนมาก แต่ด้านหน้ารถใหม่เปลี่ยนรถแทบจะเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิมไปเลย ซึ่งโมเดลนี้มีการพัฒนาร่วมกับทาง J. Ruiter ที่เป็นดีไซเนอร์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แฟริ่งด้านหน้าทำให้โมเดลนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากตัวรถต้นแบบอย่างชัดเจน จะเห็นได้จากปีกหรือวิงก์เล็ตที่ทำให้โมเดลซูเปอร์ทัวริ่งคันนี้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้แฟริ่งลงมาก็คือขุมพลังเดิมที่เป็นเหมือนหัวใจหลักของทางค่ายในตอนนี้ ซึ่งก็คือเครื่อง ET-V2 ขนาด 1,190 ซีซี ที่เป็นเครื่องวีทวินขนาด 72 องศา ที่มีกำลังอัดสูงจากการใช้ลูกสูบขนาดใหญ่ โดยตัวเครื่องให้กำลังสูงสุดที่ 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบ และแรงบิดที่ 138.3 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ก็เรียกได้ว่าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ กับค่ายรถอเมริกันค่ายนี้ โดยค่อย ๆ เริ่มกอบกู้ชื่อเสียงขึ้นมาทีละเล็กละน้อย ด้วยการผลิตรถขึ้นมาตามสั่งและส่งมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับผู้ใช้ ซึ่งโมเดลนี้ก็เช่นกัน มีการเปิดให้พรีออเดอร์ก่อน และจะเริ่มส่งมอบภายในปี 2025 โดยที่ทางแบรนด์ไม่ลืมที่จะใส่ DNA ความเป็นตัวตนของทางบูเอลเข้าไปและปรุงให้มันเข้ากับเซ็กเมนต์ของรถ จนได้เป็นทัวริ่งระดับท็อปของทางค่ายที่จะพาตลาดรถอเมริกันให้มันมีความเร็ว มันคล่องตัว และมันมีสมรรถนะที่ดี อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายยังไม่ได้ระบุสเปกเต็ม ๆ แต่ได้ประกาศแล้วว่าราคาจะเริ่มต้นที่ 21,995 ดอลลาร์หรือราว ๆ 760,000 บาท โดยพร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ด้วยการจ่ายเงินจองเพียง 25 ดอลลาร์เท่านั้น และสำหรับโมเดลนี้ถ้ามีอัปเดตอะไรเราก็จะนำมานำเสนอต่อให้ทุกท่านได้รับทราบกันครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shark Skwal i3

Shark Skwal i3 หมวกอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบไฟเบรก หมวกกันน็อคสัญชาติฝรั่งเศสแต่ผลิตไทยล่าสุดโชว์เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยให้กับหมวกกันน็อกของตัวเอง เปิดตัว Shark Skwal-i3 หมวกเต็มใบที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งก็คือระบบไฟเบรกในตัวที่ไม่จำเป็นต้องต่อสายหรือเชื่อมต่ออะไรกับรถ ซื้อมาก็สามารถใช้ได้เลย เดิมทีหมวกรุ่นนี้เคยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2015 และมาพร้อมกับไฟ LED 4 ตำแหน่งที่ด้านหน้าตัวหมวกซึ่งสามารถปรับให้ติดค้างหรือกระพริบได้ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ มองเห็นเจ้าของหมวกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับเจ้าหมวกที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้เป็นเจเนอเรชันที่ 2 ที่มาพร้อมกับไฟเบรก 2 จุดซึ่งติดตั้งที่ด้านหลังส่วนบนของช่องลม ซึ่งตรงจุดนี้ทางค่ายบอกว่าตั้งใจให้ท้ายดูปราดเปรียวเหมือนกับไฮเปอร์คาร์ ทว่าสิ่งที่เจ๋งที่สุดคือระบบนี้ไม่ต้องการการเชื่อมต่ออะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะแอพพลิเคชันหรือจะต้องโยงสายอะไรมาจากรถเลย ระบบจะตรวจจับแรงเบรกผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับความเร่งแบบสามแกน ซึ่งจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของรถทั้งสามแกน ผลที่ได้คือระบบอัจฉริยะที่จะกระพริบไฟเบรก 3 ครั้งต่อวินาทีเวลาเบรกปกติ และ 5 ครั้งต่อวินาทีเมื่อเบรกหนัก ๆ หรือเบรกฉุกเฉินนั่นเอง ซึ่งช่วยเตือนให้ผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ ที่ตามมารู้ได้ว่าผู้ที่ใส่หมวกใบนี้นั้นเบรกหนักอยู่นะ ผู้ใช้หมวกสามารถปรับแต่งไฟ LED ด้านหน้าได้ 3 โหมดเช่นเดียวกับเจ็นฯ ก่อนหน้า ขณะที่ไฟเบรกจะไม่สามารถปรับแต่งได้ ทั้งนี้ระบบไฟทั้งหมดจะใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้ผ่านพอร์ต USB และใช้งานได้นาน 12 ชม.เมื่อชาร์จเต็ม 3 ชม. และโหมด Sleep จะเริ่มทำงานหลังจากไม่เคลื่อนที่ใด ๆ 2 นาที และหลังจากครบ 24 ชม.จะปิดระบบทั้งหมดเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ นอกจากระบบอัจฉริยะดังกล่าวแล้วหมวกใบนี้ยังมีลูกเล่นดี ๆ อย่าง การถอดชิลด์หน้าได้ไวโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เพียงแค่ยกชิลด์หน้าขึ้นและกดปุ่มสองปุ่มเท่านั้น รองรับมาตรฐาน ECE 22:06 ซึ่งจะช่วยลดอาการบาดเจ็บเวลาเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นอีกด้วย สุดท้ายนี้หมวกวางจำหน่ายด้วยราคาประมาณ 11,000 บาทเท่านั้น (ราคาต่างในยุโรป) ราคาไทยยังไม่เปิดเผย เรียกได้ว่าฟีเจอร์อย่างล้ำ แต่ราคาไม่แพง ถือว่าน่าคบหา และน่าจะเป็นแบบอย่างให้ค่ายอื่นทำอะไรล้ำ ๆ มาแข่งขันกันบ้างนะครับเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Solar Proud 125 ราคา สเปค แฟมิลี่ไบค์คลาสสิก 

Solar Proud 125 ราคา สเปค แฟมิลี่ไบค์คลาสสิก     Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์รุ่นใหม่จากค่าย Solar ในพิกัด 125 ซีซี. พร้อมการดีไซน์แบบคลาสสิก เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว ในคอนเซ็ปต์ PAVE YOUR OWN WAY ใช้ชีวิตให้ PROUD ในแบบคุณ ราคาแนะนำ 42,900 บาท ​ เรือนไมล์ดิจิทัล LCD แสดงผลฟังก์ชันครบครัน พร้อมลูกเล่นกับสีหน้าจอในเวลาเปลี่ยนเกียร์ ระบบไฟส่องสว่าง Full LED ช่องเก็บของอเนกประสงค์   โช้คน้ำมัน ฝั่งประกับซ้าย เบาะชิ้นเดียวตอนยาว ที่แขวนหมวกด้านข้าง Solar Proud 125 ราคา สเปค และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 123.7 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.16 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 8.8 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 54 x 54 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 8.4 : 1 ระบบเกียร์ ธรรมดา แบบ 4 เกียร์วน ระบบจุดระเบิด CDI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง คาบูเรเตอร์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือและสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 60/90-17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 70/90-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คคู่ เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 785 X 1,930 X 1,220 ม.ม. ระยะฐานล้อ NA ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ NA น้ำหนักรถ 93 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 3.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ไฟหน้า LED เรือนไมล์ดิจิตอล   สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Solar Proud 125   อ่านบทความรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ รีวิว Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์ เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Versys 650 2023  สเปคและราคา สปอร์ตทัวริ่งโฉมใหม่

Kawasaki Versys 650 2023  สเปคและราคา สปอร์ตทัวริ่งโฉมใหม่     Kawasaki Versys 650 ทัวริ่งไบค์โฉมใหม่ไซส์กลาง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Versys 1000 โดดเด่นด้วยไฟ LED ใหม่ที่ทันสมัย กับขุมพลัง 2 สูบเรียง 649 ซีซี ให้การขับขี่ สนุก เร้าใจ ราคาแนะนำ 329,500 บาท ​ หน้าจอสี TFT ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน   ชิลล์หน้าปรับง่าย ได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรก ABS Kawasaki Versys 650 2023 สเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 649 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83.0 x 60.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.8 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17M/C ยางหลัง 160/60 ZR17M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ปรับระดับได้ ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 250 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,165 x 840 x 1,400 มม. ระยะฐานล้อ 1,415 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 170 มม. ความสูงเบาะ 845 มม. น้ำหนักรถ 219 กก ความจุถังน้ำมัน 21 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ระบบไฟส่องสว่าง LED ระบบเบรก ABS  แทร็คชั่นคอนโทรล   สีสันที่มีจำหน่าย  รุ่น Versys 650     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Eliminator 400 ครูเซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125  สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ  ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting  รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์

Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์ ถ้าให้พูดถึงศูนย์บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์คุณภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศ “Club moto” คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน กับศูนย์บริการอะไหล่ของแต่งและเซอร์วิสรถจักรยานยนต์ครบวงจร ที่เปิดให้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ มีข่าวดีเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์ เอาใจคนรัก 2 ล้อ ที่จะเข้ามารับประทานอาหารหรือจิบกาแฟชิล ๆ ชมบรรยากาศภายในร้าน ที่มีกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์ พร้อมของประดับตกแต่งอย่างรถมอเตอร์ไซค์คัสตอม ที่เรียกได้ว่าหายากที่สุด มารวมอยู่ที่เดียวกันในที่แห่งนี้ กับ “Tough Cafe (ทัฟ คาเฟ่)”  และในโอกาสนี้ทีมงาน SuperBike Thailand จะพามาส่องสำรวจ Tough Cafe แห่งนี้ ไปพร้อมกับการสัมภาษณ์พูดคุยแบบเป็นกันเอง สบาย ๆ กับบอสใหญ่ หัวใจไบค์เกอร์อย่าง ดร.อรรถพงษ์ สกุลศรีประเสริฐ หรือดร.ป๊อป ที่จะมาเล่าถึงที่มาที่ไปและความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเคเฟ่แห่งนี้ ว่ามีความพิเศษอย่างไรบ้าง ไปชมกัน  ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์     สำหรับคอมมูนิตี้แห่งนี้ มีการดีไซน์ออกมาในสไตล์ Factory Loft กับโทนสีเข้ม รวมไปถึงวัสดุตกแต่งและรถคัสตอม ที่ให้บรรยากาศกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์สไตล์เมืองนอก ที่จะสื่อถึงผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์หรือคนที่ไม่ค่อยขับขี่รถ 2 ล้อ ได้เข้ามาทำความรู้จักกับสังคม “มอเตอร์ไซต์” ขอบอกเลยว่ามีเสน่ห์ ลงตัวสุด ๆ เมนูคุณภาพ พร้อมเสิร์ฟ  นอกจากนี้ ทัฟ คาเฟ่ ยังคัดสรรเมนูสุดพิเศษพร้อมเสิร์ฟลูกค้า โดยเมล็ดกาแฟทางร้านได้คัดเกรดระดับท็อบของประเทศจาก Bottomless รวมไปถึงเครื่องดื่มต่าง ๆ เบเกอรี ในราคาที่ถือว่าตอบโจทย์ ไม่แพง และในอนาคตเร็ว ๆ นี้ ทางร้านจะมีเมนูอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์กับเมนูสุดพิเศษ Off The Day อิมพอร์ตจากท้องถื่น ซึ่งจะเป็นรายการอาหารภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ เครื่องแกงสมุนไพร เมนูเห็ดโคน ฉู่ฉี่ห่อหมก ประมาณ 2-3 เมนู เป็นต้น         อีกทั้ง ทางร้านยังให้บริการเช่าพื้นที่จัดเพื่ออีเว้นท์ต่าง ๆ สำหรับลูกค้าที่ทำกิจกรรมมีตติ้งสนุก ๆ รวมไปถึง กิจกรรมคอนเสิร์ตดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดนตรีสด, แทร็ป, EDM ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับโปรโมชั่นจากร้าน สำหรับลูกค้าที่เข้ามาบริการเซอร์วิสที่คลับโมโต เช่น เอารถมาเช็คระยะ ทางร้านมีเมนูเครื่องดื่มให้ฟรี นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นบริการล้างรถฟรีสำหรับลูกค้าอีกด้วย เมื่อรู้จักคอมมูนิตี้แห่งนี้กันพอสมควรแล้ว ตอนนี้เรามาดูบทสัมภาษณ์ของ ดร.ป๊อป กันบ้าง ว่าคาเฟ่สุดชิคแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก่อนจะมาเป็น Tough Cafe  สำหรับ ทัฟ คาเฟ่ เรามีความคิดที่จะเริ่มทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ซึ่งเดิมสถานที่แห่งนี้ ก่อนมาเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ในตอนนั้นเราอยากจะทำรถคัสตอม ทำร้านคาเฟ่แบบแนวสุดโต่ง แต่ทว่าช่วงนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาตลาด จึงคิดว่ายังไม่น่าคุ้มที่จะลงทุน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวแบบของร้านคาเฟ่ที่อยากจะทำ อยากจะทำคาเฟ่แนวคล้าย ๆ ร้าน Deus, Ace Cafe สไตล์อังกฤษ ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่มีทั้งรถคัสตอม แอกเซสเซอรี่ เสื้อผ้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ครบจบหมดที่เดียว รวมไปถึง อยากจะทำคาเฟ่ให้เป็นสไตล์ของการเป็น Cafe Racer ให้เป็นสถานที่ของการรวมพลเหล่าไบค์เกอร์หลากหลายกลุ่มมาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่น การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่มีการเดิมพันอย่างสนุกสนาน มันเป็นความสนุกที่อยากจะหยิบยื่นเอามาทำในประเทศไทย โดยทั้งหมดนี้ เป็นแพลนที่เราจะทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว แต่ต้องพับโปรเจกต์ไปก่อน เพราะว่าทำแล้วกลัวไม่เกิด  แต่ปัจจุบัน พอเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ขึ้นมาแล้ว เราก็อยากทำร้าน ทัฟ คาเฟ่ แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกผมจะทำเป็นสเกลขนาดเล็ก แต่ด้วยความชื่นชอบที่จะใส่กลิ่นอายความเป็นไบค์เกอร์เข้าไป จึงออกมาเป็นรูปแบบคอมมูนิตี้อย่างที่เห็น  จะมีการขยับขยายสาขาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ? สำหรับการขยับขยายในอนาคตคิดว่าไม่มี เพราะหัวใจหลักของการเปิดร้านคาเฟ่แห่งนี้ขึ้นมาก็คือ การพบปะกับลูกค้า หรือคนไม่ค่อยรู้จักมอเตอร์ไซค์ มาสัมผัสกับสไตล์คาเฟ่ไบค์เกอร์ มาสัมผัสกับสังคมแห่งนี้ ว่ามันมีอะไรที่พิเศษ มันมีความสนุก มันมีสไตล์ของมัน ตามเป้าหมายของเรานั่นก็คือการเนรมิตที่แห่งนี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ของคนรักมอเตอร์ไซค์ครับ “ส่วนตัวไม่ได้ต้องการให้ลูกค้ามาเพื่อนั่งคาเฟ่อย่างเดียว อย่างคอนเซ็ปต์ที่กล่าวมาข้างต้น ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมของคนรักมอเตอร์ไซค์ หรือคนที่สนใจในเรื่องมอเตอร์ไซค์ สร้างสังคมสำหรับคนรักรถ 2 ล้อ ได้มาพบปะพูดคุย

Honda Wave 110i 2023 เปิดตัวใหม่ล่าสุด

Honda Wave 110i 2023 กับการเปิดตัวครั้งใหม่ ในลุคสปอร์ตพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ประหยัด แรง ทนทาน ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ของ Honda Wave 110i 2023 โมเดลที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในทุกภาคทั่วประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งยังครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave110i ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “ทุกทิศทั่วไทย เชื่อใจที่ 1” New Honda Wave110i มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ใหม่ เด่นสะดุดตาด้วยลายเส้นกราฟิกใหม่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นลายด้านข้าง หรือด้านหน้า ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต ทั้งเพิ่มความโดดเด่นด้วยเบาะสีแดง (เฉพาะรุ่นล้อแม็กสีขาว) สะท้อนรูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว หน้าปัดเรือนไมล์ดิจิทัล ระบบไฟส่องสว่าง ถังน้ำมัน ความจุ 5 ลิตร กล่อง U Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับความประหยัด แรง ทนทาน กับขุมพลัง Honda Smart Engine เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของรถครอบครัว ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM – FI ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 76.9 กม./ลิตร วิ่งได้ไกลอย่างต่อเนื่องด้วย Fuel Tank ความจุ 5 ลิตร ให้ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็เป็นเรื่องง่าย สบายใจเสมอ ทั้งยังใช้งานสะดวกด้วยหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัล และกล่อง U-box ขนาดใหญ่ 10 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ New Honda Wave110i พร้อมให้คนไทยเลือกเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ 1.รุ่นล้อแม็ก สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 4 สี ได้แก่ สีขาว-แดง สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-เทา และสีแดง ราคาแนะนำที่ 46,400 บาท           2.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,400 บาท 3.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,500 บาท     4.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดรัมเบรก มี 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง ราคาแนะนำที่ 37,100 บาท หากใครที่สนใจ สามารถไปชมรถ New Honda Wave110i ได้ที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand #NewWave110i #ทุกทิศทั่วไทยเชื่อใจที่1 #Honda #HondaMotorcycle #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sondors-Metabeast

Sondors Metabeast เอ็นดูโร่ไฟฟ้าจากเมืองลุงแซมเผยภาพเรนเดอร์แล้ว Sondors Metabeast เปิดให้พรีออเดอร์แล้วแม้จะยังมีแค่เพียงภาพเรนเดอร์ก็ตาม สำหรับใครที่ยังรู้จักค่ายนี้นั้น ก็บอกให้สั้น ๆ ว่านี่คือค่ายรถจักรยานไฟฟ้าสัญชาติอเมริกาที่หันมาเปิดไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอีกด้วย โดยโมเดลแรกก็จะเป็นในสไตล์ของออฟโร้ดหรือดูอัลสปอร์ต หรือที่บ้านเรานิยมเรียกกันว่าสไตล์เอ็นดูโร่นั่นเอง โดยเจ้าเมต้าบีสต์คันนี้ให้กำลัง 6 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้าประมาณ 8 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 40 นิวตันเมตร โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ราว ๆ 80 กม./ชม. ระยะการทำการได้ที่ราว ๆ 70 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 40 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 72 โวลต์ โดยมีน้ำหนักตัวรถที่เบาเพียง 55.8 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นอัปเกรดโดยการเพิ่มรหัส X ต่อท้ายซึ่งจะให้กำลังมากกว่า โดยมีกำลังขนาด 18 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 24 แรงม้ากับแรงบิดสูงถึง 60 นิวตันเมตร โดยเคลมความเร็วสูงสุดมาที่ 120 กม./ชม. และสามารถใช้งานได้ที่ 125 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 50 กม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตฯ ขนาด 55 แอมป์ชั่วโมง 96 โวลต์ ซึ่งใหญ่กว่าและนั่นทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 90.7 กก. โดยรูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ทั้งนี้ทางค่ายประเมินว่าทั้งสองโมเดลจะพร้อมส่งมอบได้ช่วงเดือนตุลาคม 2023 นี้ แต่ก็อาจจะไม่ตรงตามนั้นก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งสองโมเดลนี้จะจำหน่ายในอเมริกาและประเทศใกล้เคียง ส่วนประเทศอื่น ๆ คงต้องรอไปก่อนนะครับ    สุดท้ายนี้การขายแบบพรีออเดอร์ไว้ก่อนนี้ทางค่ายเคยทำสำเร็จมาแล้ว และตอนนี้ก็กำลังเปิดให้พรีออเดอร์ทั้งสองโมเดลนี้ในเว็บไซต์ โดยราคาอยู่ที่ 4,500 เหรียญหรือราว ๆ 155,000 บาท และรุ่น X จะอยู่ที่ 8,000 เหรียญหรือราว ๆ 275,000 บาท ทั้งนี้ราคายังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่วนผู้ที่สนใจในบ้านเราอาจจะต้องนำเข้ามาเองซึ่งราคาก็คงจะเอาเรื่องเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถไฟฟ้า BMW

รถไฟฟ้า BMW ในร่างของ G310R มีสิทธิบัตรออกมาแล้ว สำหรับค่ายใบพัดสีฟ้านั้นถือว่าเป็นค่ายรถที่ยืนอยู่แถวหน้าของวงการสองล้อไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเจ้าที่บุกเบิกเรื่องนี้มาก่อนใครนานหลายปี จะเห็นได้จากเจ้า C-Evolution รถไฟฟ้า BMW คันแรก ซึ่งก็เปิดตัวมานานนับสิบปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้เห็นว่าทางค่ายจะทำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจริง ๆ นอกเหนือไปจากสกู๊ตเตอร์สักทีนึง แต่ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นคันจริงแล้วก็ได้ครับ ตอนนี้มีภาพพิมพ์เขียวสำหรับใช้จดสิทธิบัตรที่เผยให้เห็นภาพลักษณะของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วของทางค่ายผสมเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าที่นำมาจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลล่าสุดของทางค่ายซึ่งก็คือเจ้า CE-04 นั่นเอง โดยนำมอเตอร์ไฟฟ้าย้ายมาใส่ในแพ็กเกจใหม่อย่าง G310R โดยมีการวางเพลาขับของมอเตอร์ในแนวยาวตามตัวรถแทนที่จะวางแนวขวางตามปกติ ซึ่งทำให้สามารถวางมอเตอร์ขนาดใหญ่ได้โดยที่ตัวรถยังคงมีมิติที่แคบพอที่จะทำให้คนขับนั่งคร่อมขี่รถได้  แบตเตอรี่เองก็สามารถวางในตำแหน่งที่อิสระมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นเครื่องยนต์ อย่างไรก็ดีในภาพไม่มีการระบุส่วนของเฟรม แต่เนื่องจากโมเดล G310R นั้นวางเครื่องแตกต่างจากค่ายอื่น ๆ ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันใหม่นี้น่าจะใช้เฟรมและช่วงล่างเดิมของ G310R ไม่ได้ ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง ตัวแพ็คแบตเตอรี่ มอเตอร์  และชุดไฟที่เชื่อมต่อทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งยังดูเหมือนว่าจะยกมาจาก CE-04 มาเลย แต่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้ลงตัวกับรถใหม่ ซึ่งเดิมแบตจะติดตั้งในแนวขนานไปกับพื้น ขณะที่มอเตอร์ก็จะวางแนวขวางกับตัวรถอยู่ด้านหลัง และชุดควบคุมจะซ้อนกันอยู่ภายใต้เบาะนั่งคนขับซึ่งมันเหมาะกับสกู๊ตเตอร์ แต่ไม่เหมาะกับมอเตอร์ไซค์ปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตำแหน่งและองศาของการติดตั้งชิ้นส่วนเหล่านี้ เนื่องจากฐานล้อของรถนั้นสั้นกว่ามากและตัวจุดศูนย์ถ่วงของรถที่สูงกว่า อย่างที่เห็นในภาพพิมพ์เขียวตัวแบตเตอรี่และมอเตอร์นั้นนำมาจาก CE-04 ดังนั้นสมรรถนะก็น่าจะไม่ต่างกันกับตัว CE-04 ซึ่งก็คือ 42 แรงม้าและแรงบิด 62.36 นิวตันเมตร ซึ่งในเวอร์ชันสกู๊ตเตอร์จะถูกระบบล็อกความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม.เท่านั้น แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์น่าจะไม่ถูกจำกัด ส่วนระยะการใช้งานน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1280 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือตำแหน่งของการวางมอเตอร์จากแนวขวางมาเป็นวางตามแนวยาว และขับเคลื่อนผ่านชุดเกียร์ใหม่เพื่อถ่ายทอดกำลังไปสู่เฟืองหน้า และเลือกใช้ระบบขับสายพานส่งกำลังไปยังล้อหลัง เพื่อลดการดูแลรักษาและเสียงเมื่อเทียบกับแบบขับโซ่  ตัวเลย์เอาท์ใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่เก็บของที่กว้างขวางอีกด้วย เนื่องจากบริเวณที่เป็นถังน้ำมันเดิมนั้นสามารถใช้เป็นที่เก็บของได้ และใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกได้ ถ้าภาพวาดดังกล่าวใช้สัดส่วนตรงตามจริง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ชิ้นส่วนเดียวกันนี้ทำออกมาได้หลากหลายโมเดลแบบเดียวกับรถในตระกูล G อีกด้วย ซึ่งในภาพร่างจะเห็นได้ว่าล้อหน้ามีขนาดใหญ่แบบ GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ ขณะที่ไฟหน้านำมาจากรหัส R ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ นอกจากนี้รหัส RR ก็ยังเป็นไปได้ เพราะแฟริ่งที่มาช่วยเรื่องแอโรไดนามิกก็น่าจะช่วยให้รีดระยะทางการใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย งานนี้สาวกก็คงได้แต่เฝ้ารอล่ะครับว่าโมเดลไฟฟ้าคันใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้าค่ายนี้จะทำออกมาได้ดี ได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Adventure Mania 2023

Honda Adventure Mania 2023 กับ 5 ความเฟี้ยวที่ไม่เหมือนใคร ก็ต้องบอกเลยว่าแทบจะห่างหายกันไปนานกับงานที่รวมเหล่าไบค์เกอร์ไม่ว่าจะเป็นสายแอดเวนเจอร์หรือเอ็นดูโร่ไว้มากที่สุด ครั้งนี้กลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมกับงาน Honda Adventure Mania 2023 เรามาดูจุดเด่นกันดีกว่าว่างานนี้มันเฟี้ยวไม่เหมือนใครยังไงกันบ้างดีกว่าครับ!! 1 สเตจสุดอลังการ ครั้งนี้ Honda Adventure Mania จัดขึ้นที่ Sam Canyon Lagoon สามร้อยยอด อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศงานที่บ่งบอกถึงสายลุยได้อย่างชัดเจน ด้วยสถานที่เต็มไปด้วยภูเขา หิน ทราย และบ่อน้ำ รวมไปถึงเลย์เอาท์สนามเเข่งขันในงานที่ให้กลิ่นอายความเป็นแอดเวนเจอร์ และฮาร์ดเอ็นดูโร่ซึ่งเหมาะเเก่การประลองฝีมือของสายลุยจริง ๆ  2 กิจกรรมจัดหนักจัดเต็ม ภายในงานก็จัดเต็มทั้งวัน กิจกรรมสำหรับ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วไปเเละผู้เข้าเเข่งขัน ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม กว่า 200,000 บาท  ซึ่งแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ส่วน คือ Race, Ride, Meeting และ Party  Race : แน่นอนว่าก็ตรงตามชื่อ นี่คือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สาวกฮอนด้าได้มาประลองฝีมือการขับขี่ของสายลุยแบบสุดดุเด็ดเผ็ดมันส์ ทั้งในแบบแอดเวนเจอร์และเอ็นดูโรกันเลย Ride : สำหรับกิจกรรมนี้ก็จะเป็นการเอาใจสายขับขี่ท่องเที่ยวเเบบสายลุย สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ขับขี่กันเเบบจุใจกับระยะทาง 20 กม. ซึ่งมีทั้งแบบออนโร้ดเเละเส้นทางแบบเทรล พร้อมลุ้นรับรางวัลเเละของที่ระลึกต่าง ๆ มากมาย Meeting : ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องของการแข่งขันและการขับขี่ ตัวงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมงานสายลุยได้พบปะพูดคุยเเละร่วมกิจกรรมสุดมันส์อื่น ๆ ทั้ง ยิงธนู ปั่นจักรยาน พายซับบอร์ด เเละอื่น ๆ รวมไปถึงมีบูธจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายลุยมาออกงานให้ผู้คนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม  Party : และสำหรับกิจกรรมสุดท้ายก็เป็นกิจกรรมที่เปิดให้สนุกสนานแบบสุด ๆ ไปกับกิจกรรม Camping Party พร้อมทั้งวงดนตรีเเละเหล่า DJ ที่มาเสิร์ฟความมันส์ให้กับผู้ร่วมงานพร้อมทั้งร่วมลุ้นผลการเเข่งขันรอบไฟนอลไปพร้อม ๆ กัน เรียกได้ว่ามีกิจกรรมที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดกับเฉพาะคนที่ไปแข่งเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมให้กับคนที่ไปชมและไปเชียร์ได้สนุกกันด้วย 3 ครบรสสายลุย งานครั้งนี้ถือว่าครบรสชาติสำหรับสายลุยที่อยากปลดปล่อยความมันส์เพราะเส้นทางเเข่งขันมีทั้งแบบแอดเวนเจอร์และแบบเอ็นดูโร่ โดยมีการเปิดรุ่นการเเข่งขันถึง 6 รุ่นหลัก ได้แก่ Africa Twin, 750 Series, CB500X, CRF450RL, CRF L, CRF Rally เเละอีก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ Adventure 50+, Adventure Lady, Enduro 50+ และ Enduro Lady  บอกได้เลยว่า หลากหลายเเละอัดเเน่นความดุเดือด ปลดปล่อยความมันส์ ไปกับการแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ไปเลย 4 Night Race สุดท้าทาย นี่คือไฮไลท์สำคัญสำหรับงาน Adventure Mania 2023 นี้เลยก็ว่าได้ การเเข่งขันรอบชิงจะเป็นไปในรูปแบบ Night Race ทั้งประเภทแอดเวนเจอร์ เเละเอ็นดูโร่ บอกเลยว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าร่วมงานเเละผู้เเข่งขันจะได้สัมผัสสนามที่ทางทีมงานได้จัดไว้ในแบบตอนกลางคืน ซึ่งทำให้การเเข่งมีสีสันเเละเพิ่มความท้าทาย ด้วยความมืด ทั้งสเตจต่าง ๆ ที่มีทั้งหิน โดดเนิน หลุมทราย ข้ามขอนไม้ เเละซุ้มประตูป่า ช่วยเพิ่มความยากให้กับการเเข่งขัน ซึ่งผู้เเข่งขันต้องต่อสู้กับความมืดเเละเอาชนะไปให้ได้   5 ใจกว้างไม่จำกัดค่ายรถ กิจกรรมครั้งนี้ก็ไม่ได้จำกัดเเค่เพียงค่าย Honda เท่านั้นผู้ร่วมกิจกรรมที่ใช้รถแบรนด์อื่นก็สามารถเข้าร่วมเเละทำกิจกรรมภายในงานได้ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีเลยทีเดียว โดยภายในงานเปิดโอกาสให้สายลุยที่แม้จะต่างค่ายก็สามารถมาร่วม Meeting เเละขับขี่ในงานนี้ได้อีกทั้งยังมีกิจกรรมรองรับ ทั้งการขับขี่ท่องเที่ยวแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ซึ่งนำทีมโดยครูฝึกจาก Honda Sefety Thailand รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการ Party เเละเเจกของรางวัลในงาน เว้นก็แต่งการกิจกรรมการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่ากิจกรรมครั้งนี้ ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการผจญภัยจริง ๆ ครับ กิจกรรมHonda Adventure Mania ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเเละข่าวสาร  ได้ทางเพจ Facebook : HondaBigBikeTH , hondamotorcyclethailand  หรือติดตามได้ทางเพจ Facebook : SuperBikeMagazineTH   เว็บไซต์  https://www.superbikemag.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

น้ำมันสังเคราะห์ eFuels คืออะไร

น้ำมันสังเคราะห์ eFuels ทางเลือกใหม่ของรถสันดาปเพื่ออนาคต Image by Freepik เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันนั้นกำลังเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ตั้งเป้ากันว่าจะลดปริมาณคาร์บอนที่จะปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เชื้อเพลิงหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทนกลายเป็นส่วนนึงของทางเลือกที่กำลังมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และอีกสิ่งนึงที่เป็นเหมือนความหวังซึ่งกำลังพัฒนาขึ้นก็คือ น้ำมันสังเคราะห์ eFuels ซึ่งก็คือน้ำมันที่ถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยแหล่งพลังงานหมุนเวียน น้ำมันสังเคราะห์คืออะไร น้ำมันสังเคราะห์มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า eFuels หรือ อีฟิวส์ หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ คือน้ำมันสังเคราะห์ประเภทนึงที่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมี เป็นการผสมเอาคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้ากับไฮโดรเจนที่ได้มาจากวิธีอิเล็กโทรไลสิสซึ่งใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้สร้างน้ำมันสังเคราะห์ที่สามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่ในตอนนี้ได้โดยต้องดัดแปลงใด ๆ แล้วมันสำคัญยังไง? กระบวนการผลิตและการใช้น้ำมันสังเคราะห์สามารถลดคาร์บอนที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การบิน การขนส่งหนัก การขนส่งทางเรือ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นสต็อกวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมี ใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม ๆ และยังช่วยลดมลภาวะได้มาก เท่านั้นยังไม่พอน้ำมันสังเคราะห์ที่ว่านี้ยังใช้แก้ปัญหาการเก็บสำรองพลังงานที่ได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นอย่างพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่มักจะมีปัญหาในเรื่องของความไม่ต่อเนื่อง ซึ่งพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินที่ได้มาสามารถนำไปผลิตน้ำมันสังเคราะห์ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้และนำมาใช้เมื่อพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่พร้อมใช้งาน ทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น อะไรคือความท้าทายในการผลิต? ความท้าทายหลัก ๆ ของการผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นคือต้นทุน ณ ปัจจุบันนี้การผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นแพงกว่าการกลั่นน้ำมันแบบเดิม ๆ อยู่มาก และจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อที่จะผลิตและกระจายน้ำมันสังเคราะห์ในสเกลใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามต้นทุนที่ใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทนนั้นก็เริ่มที่จะลดลงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ ซึ่งต่างก็คาดกันว่าในอนาคตต้นทุนส่วนนี้จะลดลงอย่างมาก ความท้าทายอย่างเรื่องก็คือปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ แม้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะมีอยู่บนชั้นบรรยากาศมากมาย แต่การจะดักจับและขนส่งมันในปริมาณมาก ๆ เพื่อนำมาใช้ผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เลยทีเดียว สรุป Image by Freepik น้ำมันสังเคราะห์นั้นเป็นทางแก้ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมบางชนิดที่ยากต่อการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ที่ว่านี้ก็ยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายแพงกว่าน้ำมันแบบเดิม ๆ แต่ข้อดีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานนั้นทำให้มันเป็นอะไรที่ควรจะต้องวิจัยและพัฒนา และในอนาคตน้ำมันสังเคราะห์นี้ก็อาจจะกลายเป็นส่วนสำคัญในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Burgman Street 125EX

Burgman Street 125EX เบิร์กแมนไซส์เล็กที่คนไทยได้แต่ดูเฉย ๆ Burgman Street 125EX จัดเป็นสกู๊ตเตอร์ในสไตล์ลักชัวรีคันใหม่ล่าสุดของทางค่ายคนซ่าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Suzuki ที่ตั้งใจว่าจะเพิ่มยอดขายของกลุ่มรถขนาดเล็กในปี 2023 นี้ สำหรับโมเดลนี้รูปโฉมดูหรูหรา ดูพรีเมียมมีสไตล์ด้วยเส้นสายที่โดดเด่นและแฟริ่งที่สวยงามดึงดูดทุกสายตา พร้อมรายละเอียดปราณีตและใส่ใจ เช่น ตะเข็บเบาะสีแดง ไฟหน้าที่สวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ผนวกเอาไฟเลี้ยวไว้ในตัวอีกด้วย ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์สุดรักษ์โลก สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 125 ซีซี ที่ใช้ในรถซูซูกิทั่วโลกมาแล้วกว่า 5 ล้านคัน โดยมีกำลังสูงสุดที่ 8.6 แรงม้าที่ 6,500 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 10 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ยังประหยัดน้ำมันด้วยระบบออโต้สตาร์ท-สต็อป และไฟแจ้งเตือนว่ากำลังขับขี่แบบประหยัดน้ำมันบนหน้าจอ LCD สุดเนี้ยบที่ช่วยชักจูงให้ขับแบบประหยัดมากขึ้น เจ้าเบิร์กแมนน้องเล็กคันนี้เหมาะกับการเป็นรถของคนสมาร์ท ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง ใช้รถขับขี่เดินทางในทุก ๆ วัน เนื่องด้วยตัวรถมีสไตล์ที่หรูหราสวยงาม ขณะเดียวกันมีสมรรถนะดี สะดวกสบาย และใช้งานได้จริง เด่นด้วยช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ถึง 21.5 ลิตรพร้อมตะขอแขวนหมวก 2 ชุด รวมไปถึงตะขออเนกประสงค์สำหรับแขวนของเพิ่มเติมอีก 2 ชุดเช่นกัน ด้านหน้าตัวรถยังมีช่องใส่ของที่มาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB และยั้งมีช่องเก็บของที่ใช้งานได้สะดวกถัดจากช่องกุญแจที่สามารถปิดช่องได้ด้วยกลไกระบบแม่เหล็กที่เข้าคู่กันกับกุญแจรถโดยเฉพาะ ตัวรถยังนั่งขับขี่ได้สบายด้วยเบาะนั่งแบบยาวบุด้วยฟ้องน้ำอย่างดี ที่วางเท้าคนขี่เองก็กว้างขวางอีกทั้งยังยาวไปทางด้านหน้าให้สามารถเหยียดขาไปวางเท้าคลายเมื่อยได้ด้วย สนนราคาวางจำหน่ายที่อังกฤษนั้นอยู่ที่ 2999 ยูโร แพงกว่า Avenis 125 อยู่ 300 ยูโร ซึ่งถ้าเจ้า Burgman Street 125EX เปิดราคาแล้วก็น่าจะมีราคาแพงกว่า แต่คาดว่าน่าจะอยู่ไม่เกินหกหมื่นกลาง ๆ โดยประมาณ ซึ่งทางซูซูกิประเทศไทย เปิดให้จองในงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งก็มีคนจองไปค่อนข้างเยอะ คนที่ไม่จองในงานแล้วอยากเป็นเจ้าของอาจจะต้องรอรถกันนานจนเหงือกแห้งก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Ducati Monster SP ข้อมูลและราคา

สเปค Ducati Monster SP ข้อมูลและราคา      Ducati Monster SP สปอร์ตไบค์โมเดลจากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง ให้กำลังแรงม้าที่ 111 แรงม้า 9,250 มาพร้อมชุดแต่งที่ตอบโจทย์ไบค์เกอร์โดยเฉพาะ  ราคาแนะนำ 619,000 บาท  สเปค, สเป็ก ​ หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว โช้ค Ohlins หน้า-หลัง กันสะบัด ลายกราฟิกที่ฝาครอบที่นั่งผู้โดยสาร ระบบเบรก ABS  ระบบไฟ LED    สเปค Ducati Monster SP ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ V ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 937 ซีซี แรงม้า (เคลม) 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ แรงบิด (เคลม) 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 94 x 67.5 มม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 ล้ออัลลอย ยางหลัง 180/55-ZR17 ล้ออัลลอย ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 ขนาด 43 มม. ปรับระดับได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins ปรับระดับได้ พร้อมสวิงอาร์มคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์ Brembo stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 245 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,472 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 112 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 166 กก. (ไม่รวมของเหลว) ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว  โหมดการขับขี่ 3 แบบ Sport/Road/Wet ระบบช่วยเหลือการขับขี่  ระบบเบรก ABS แทร็กชั่นคอนโทรล  ควิกชิฟเตอร์ ระบบควบคุมแรงบิด ป้องกันการยกล้อ ระบบไฟ LED รอบคัน   สีสันที่มีจำหน่าย  รุ่น Monster SP   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทรอัมพ์ เปิดตัว รถใหม่ตัวแรง 2023

ไทรอัมพ์ เปิดตัว สปอร์ตเน็กเก็ดไบค์ ที่สุดแห่งปี 2023  ค่ายรถ 2 ล้อสัญชาติอังกฤษอย่าง ไทรอัมพ์ เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ล่าสุดในกลุ่มโรดสเตอร์ ซึ่งได้แก่รุ่น Street Triple 765 RS และ Street Triple 765 Moto2™ Edition สปอร์ตเน็กเก็ดรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2023 ที่ทรงพลังความเป็นที่สุดในทุกด้าน  ในรูปลักษณ์โมเดลใหม่ทั้ง 2 รุ่น ที่มีความดุดันและทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมี พร้อมลาย 765 ที่ได้มาจากการแข่งขันและกราฟิกแบบสปอร์ต รูปทรงท่อคาร์บอนเก็บเสียงแบบใหม่ ตอกย้ำเสียงเครื่องยนต์สามสูบที่เป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ รวมไปถึง ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด มีแผงด้านข้างที่จัดวางสวยงามเข้ากับแผ่นครอบหม้อน้ำที่คมชัดยิ่งขึ้น เสริมด้วยการตกแต่งไฟหน้าแบบใหม่รวมกับแรมแอร์เข้าไว้ด้วย นอกจากนี้รุ่น RS ยังมีแผ่นครอบเครื่องด้านล่างท้องเครื่องที่มาพร้อมสีใหม่ มีที่ครอบเบาะนั่งสีเดียวกับตัวรถ รวมถึงเบาะนั่งคนซ้อนท้ายแบบเปลี่ยนได้นั่นเอง พิเศษสำหรับรุ่น Moto™ Edition โดดเด่นด้วยถังน้ำมันคาร์บอนที่มีน้ำหนักเบารวมไปถึง บังโคลนหน้า แผงด้านข้าง แผงครอบไฟหน้า และแผ่นครอบเครื่องด้านล่าง สำหรับรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขสลักไว้บนแผงคอตัวรถพร้อมกันนี้ทั้ง 2 รุ่นยังมีอุปกรณ์เสริมของแท้จากไทรอัมพ์มากกว่า 50 รายการ ให้สามารถปรับแต่งรถให้เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย  มาดูเครื่องยนต์ ทั้ง 2 รุ่นนี้ เป็นแบบ 3 สูบ ขนาด 765 ซีซี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ได้รับการอัปเกรดจากโปรแกรมพัฒนาเครื่องยนต์การแข่งขัน Moto 2 ให้เครื่องยนต์มีลักษณะเฉพาะมากกว่าที่เคย โดยมอบพละกำลังสูงสุดที่ 130 แรงม้าที่ 12,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ  ในขณะที่ลูกสูบ ก้านสูบ และพินลูกสูบใหม่ถูกจับคู่กับห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มจำกัดขีดจำกัดแรงดันกระบอกสูบ สุดท้ายพละกำลังที่มากขึ้นด้วยวาล์ว และเพลาลูกเบี้ยวใหม่ที่มาช่วยเพิ่มการยกวาล์ว เพิ่มประสิทธิภาพการดูดระบบเผาไหม้ของท่อไอเสีย ส่งมอบเสียงอันเร้าใจและโดดเด่น รวมอัตราส่วนกระปุกเกียร์ใหม่ เพื่อประสิทธิภาพการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น  นอกจากนี้โมเดลใหม่ทั้ง 2 รุ่น ยังได้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ตามหลักการยศาสตร์แบบใหม่ มีรูปทรงที่ปรับปรุงใหม่พร้อมมุมลาดเอียงที่ชันขึ้น และส่วนหลังที่ยกขึ้นเพื่อการเลี้ยวที่ว่องไวมากยิ่งขึ้น ด้านโครงรถน้ำหนักเบา และสวิงอาร์มที่มีรูปทรงเหมือนปีกนก ช่วยสร้างความมั่นใจในการขับขี่ โดยรุ่น RS มาพร้อมแฮนด์บาร์รุ่นใหม่ที่กว้างขึ้น 12 มม. ความสูงต่ำกว่า 80 มม.มีขยับไปข้างหน้า 50 มม.และความสูงเบาะนั่ง 239 มม. ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถลดเบาะนั่งได้อีก 10 มม. โดยปรับแต่งให้เข้ากับระบบกันสะเทือนหลัง ตลอดจนยังมีอุปกรณ์เสริมเบาะนั่งต่ำแบบใหม่  ในขณะที่ความปลอดภัยอัดแน่นมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมคาลิเปอร์คู่หน้าแบบเรเดียลโมโนบล็อก 4 สูบ ของ Brembo Stylema พร้อมจานเบรกคู่ขนาด 310 มม. รวมถึงเบรก Brembo MCS ที่เข้าคู่พร้อมคันโยกที่ปรับได้ ในขณะที่คาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยวของ Brembo ยังช่วยควบคุมที่ด้านหลัง เพื่อความเสถียรในการเบรกที่ดีขึ้น และลดระยะการหยุดที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงในรุ่น RS มาพร้อมโช้คลูกสูบคู่แบบหัวกลับจาก Showa ขนาด 41 มม.และโช้คหลังพร้อมกระปุกเก็บน้ำมันจาก Ohlins   ส่วนรุ่น Moto2™ Edition นำเสนอความสามารถพร้อมสำหรับสนามแข่งด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับของ Ohlins ขนาด 43 มม. และโช้คหลังพร้อมกระปุกเก็บน้ำมันจาก Ohlins ที่มีพร้อมระยะยุบตัวทั้งล้อหน้าและล้อหลังในทั้ง 2 รุ่น คือ 115 มม.และมีระยะยุบตัวของล้อหลัง 131.2 มม. ตลอดจนยางประสิทธิภาพสูงระดับสนามแข่งอย่าง Pirelli Diablo Supercosa SP V3 ในทั้ง 2 รุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับใช้งานบนท้องถนนทั่วไป ซึ่งมอบระดับการยึดเกาะเหมือนอยู่บนสนามแข่ง รวมถึงการทรงตัวในความเร็วสูง  สำหรับรุ่น Street Triple 765 RS เปิดราคาจำหน่ายที่ 499,000 บาท มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีได้แก่ สี Silver Ice (พร้อมกราฟิกสี Baja Orange

Suzuki Avenis 125 2023 สเปค ราคา

Suzuki Avenis 125 2023 สเปค ราคาและข้อมูล      Suzuki Avenis 125 2023 รถสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์รถออโตเมติกทรงสปอร์ต ปราดเปรียว และฟีเจอร์โดดเด่นรอบคัน ในสมรรถนะรถพิกัด 125 ซีซี ราคาแนะนำ 64,000 บาท  สเปค, สเป็ก ​ ไฟ LED รอบคัน เรือนไมล์ ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB ฝั่งซ้าย ถังน้ำมันฝั่งท้าย   Suzuki Avenis 125 สเปคตัวใหม่ ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 10 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 52.5 x 57.4 ม.ม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 90/100-10 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 X 1,895 X 1,175 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,265 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 106 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 5.2 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี เรือนไมล์ LCD ช่องเสียบ USB ระบบไฟ LED รอบคัน   สีสันที่มีจำหน่าย  รุ่น Suzuki Avenis 125   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เขย่า Motor Show ลุยเปิดรถใหม่

Ducati เขย่า Motor Show 2023 พร้อมเปิดโมเดลใหม่ ราคาสุดคุ้ม ไม่ควรพลาด กับค่ายรถบิ๊กไบค์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี ที่ใคร ๆ ต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน กับค่ายรถ Ducati เขย่า Motor Show 2023 ด้วยการเปิด 3 โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งนำทัพโดยโมเดลชูโรงอย่าง Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์ ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี และจุดเด่นที่สุดกับเครื่องยนต์ตัวใหม่อย่าง V4 Granturismo ต่อมาเป็นรุ่น Monster SP ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาพร้อมการเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการขับขี่ขั้นสูง ทางด้านฝั่ง เอ็นดูโร แอดเวนเจอร์ ก็ไม่ควรพลาดกับ ดูคาติ Desert X Black รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ที่มีการปรับโฉมและปรับเครื่องใหม่ล่าสุด และสีใหม่ที่ดุดันมากกว่าเดิม รวมไปถึงไรดิ้งเกียร์ อุปกรณ์ตกแต่งในบูธอีกมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน Ducati Diavel V4  Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ โดยเริ่มจากรุ่นแรกกับ Ducati Diavel V4 สปอร์ตครูเซอร์ที่มีความหรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ตัวใหม่ ขณะที่ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง เริ่มจากไฟหน้า เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รูปทรงตัว C แบบคู่ พร้อมไฟท้ายแบบ LED โดดเด่นไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับความพิเศษคือ เมื่อมีการเบรกฉุกเฉินเกิดขึ้น ไฟท้ายจะกระพริบเตือนคันหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ถึงระบบความปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น  ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าปั๊มเบรกและปั๊มคลัตซ์ พิเศษด้วยยางหลังขนาดใหญ่ดีกรีสนามแข่งด้วย Pirelli Rosso lll ขนาด 240/45 ที่เผยให้เห็นล้อ 5 ก้านอย่างชัดเจน รวมถึงจุดเด่นของท่อไอเสีย 4 ท่อเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน ทำให้มีเสียงดุดันและแสดงถึงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V4 ได้เป็นอย่างดี  สำหรับเครื่องยนต์ Ducati Diavel V4 ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเครื่องยนต์ 2 สูบ เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับ Mulstistrada V4 โดยได้รับการปรับจูนให้กับเข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,158 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้าและแรงบิด สูงสุดที่ 126 นิวตันเมตรนั่นเอง ขณะที่ช่วงล่างได้ปรับปรุงเพิ่มมาใหม่ โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 มม. มีระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลังใหม่ มีระยะยุบ 145 มม. ระบบเบรกจาก Brembo มีคาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต  ในด้านเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า ประเดิมด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มากับฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล เพื่อขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ ครบครันเลยทีเดียว  มาพร้อมระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในทางโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ โดยโมเดลนี้มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่ สีแดง Ducati Red และสีดำ Thrilling Black ในราคาคุ้มค่า เปิดตัวที่ 1,299,000 บาท  Monster SP อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง การลดน้ำหนักตัวรถถึง 1.7 กก. และการควบคุมเป็นหลัก โดยตัวรถจะยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก

Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023

Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 ครบครันด้วยยนตกรรมอันทันสมัยภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE จัดเต็มโปรโมชัน พร้อมอวดโฉมรถต้นแบบตอกย้ำแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดทัพยนตกรรมอันทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ครบครันในงาน Motor Show 2023 ภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE – คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้า ยามาฮ่า พร้อมโชว์ยานยนต์ต้นแบบสุดล้ำรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำทิศทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน มาพร้อมแคมเปญพิเศษระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดของบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “สำหรับการออกแบบบูธและการนำเสนอของยามาฮ่าในปีนี้มีชื่อคอนเซ็ปต์ว่า “YAMAHA Community of PRIDE” ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจ ในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เสริมสร้าง แบรนด์ตามปรัชญา “คันโด” และ “5 Unique Styles” วิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า และต่อยอดทิศทางของแบรนด์คอนเซ็ปต์ในปีนี้ คือ “Restart & Revs Up” เพื่อให้ลูกค้าได้เริ่มต้นใช้ชีวิต และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจให้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดได้คลี่คลายลง ซึ่งยามาฮ่ายังคงมุ่งเน้นที่จะพัฒนานวัตกรรมอันทันสมัยและส่งต่อคุณค่าแห่งสินค้ามาให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยเราได้นำยนตกรรมต้นแบบที่ถูกพัฒนาและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเป็นสินค้าในอนาคตมาโชว์ที่โซน Zero Carbon Community ตามวิสัยทัศน์ของ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการเกี่ยวกับ Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ และโซนอื่นๆ ที่ยามาฮ่านำเสนอสินค้าและบริการ ที่ส่งมอบทั้งความมั่นใจ และสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอนครับ” มร. โคมัสซึ เคนจิ Chief General Manager of Technical Research & Development Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึง Zero Carbon Community Zone ว่า“ยามาฮ่ามอเตอร์ กำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งการซึ่งความเป็นกลางทางก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2050 ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลากหลายวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ที่สำนักงานใหญ่ ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เราได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์แบบใหม่เพิ่มขึ้นหลายอย่าง ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ตรวจวัดและทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์จ่ายก๊าซไฮโดเจน และถังเก็บเชื้อเพลิง Carbon-Neutral โดยทั้งหมดได้ทำการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยไปเมื่อปีที่แล้วและเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินกิจการตามมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่าที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยในขณะนี้เราได้ทำการวิจัย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเกี่ยวกับในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไฮโดรเจน ในวันนี้ เมื่อความร่วมมือกันระหว่างสายการผลิตในปัจจุบัน และเทคโนโลยี Blue Core ที่มีอยู่ในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กของยามาฮ่า ทำให้วันนี้เราจะได้เห็น Product Concept อย่างเช่น เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ EV ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้รับความสนุกสนานจากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่จาก บูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าภายในงานวันนี้ ขอบคุณครับ” นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร Thai Yamaha Motor กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “สำหรับบูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในปีนี้ เราออกแบบและดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “YAMAHA Community of PRIDE” คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ที่ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อลูกค้ายามาฮ่า ซึ่งเราก็ได้แบ่งโซนต่าง ๆ ถึง 7 โซนดังนี้ 1.Zero Carbon Community Zone ตามที่ มร.โคมัสซึ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้  โดยในปีนี้ทางยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ยามาฮ่ามีเจตนารมย์ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยในปีที่ผ่านมายามาฮ่าได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ เราได้นำรถคอนเซ็ปต์

Honda เปิด 4 รุ่นรวด

Honda เปิด 4 รุ่นรวด ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กในงาน Motor Show 2023 เรียกว่าสนั่นลั่นงานเมื่อ Honda เปิด 4 รุ่นรวดในงาน Bangkok International Motor Show 2023 ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง นำโดย XL750 Transalp แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่พร้อมเผชิญหน้าทุกเส้นทางด้วยความแข็งแกร่ง และความแรงของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 750 ซีซี ตามมาด้วย Honda CB750 Hornet รถบิ๊กไบค์สไตล์สตรีทไฟต์เตอร์ที่มาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว และสมรรถนะขั้นสูง ตามด้วยรถเล็ก ๆ ที่ขี่ได้ทุกเพศทุกวัยซึ่งสร้างสรรค์มาจากการคอลแล็บร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลก ได้แก่ C125 Disney Limited Edition  และ Dax Tamiya Limited Edition นับเป็นสองรุ่นพิเศษจาก CUB House by Honda ที่ผสานความเป็น Iconic Bike กับเรื่องราวและตำนานที่ครองใจคนทั้งโลก พร้อมจัดแสดงนวัตกรรม EV Ecosystem และเทคโนโลยีเครื่องยนต์เรืออันทรงพลังของฮอนด้า มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงขับเคลื่อนจากพลังแห่งความฝัน ฮอนด้าพร้อมเผชิญกับทุกความท้าทายเพื่อแบ่งปันความสุขและความน่าตื่นตาตื่นใจสู่ผู้คน เรานำเสนอความมุ่งมั่นนี้ ด้วยบูธที่มาพร้อมคอนเซปต์ Challenge the Horizon เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและนวัตกรรมเฉพาะตัวของการขับขี่ ไม่ว่าความฝันของลูกค้าคืออะไร เรานำสิ่งนั้นมารวมกันที่นี่ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมค้นหาไปกับเรา”   “ในปีนี้ ฮอนด้าพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง เริ่มจาก New Honda XL750 Transalp รถที่พัฒนาสำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยการผจญภัย ควบคุมง่ายด้วยเฟรมที่มีน้ำหนักเบา และเครื่องยนต์ขนาด 750cc ที่ให้แรงบิดแบบไม่จำกัด ตามด้วย New Honda CB750 Hornet รถสตรีทไฟต์เตอร์ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ขับขี่คล่องตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 750cc สมรรถนะสูง สร้างมาเพื่อไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ฮอนด้าบิ๊กไบค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีที่ครบครันสำหรับประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ” “นอกจากนี้ เพื่อส่งมอบความสุขและความภาคภูมิใจให้กับผู้คนในแต่ละซับคัลเจอร์อย่างต่อเนื่อง เราได้คอลแลปกับแบรนด์ระดับโลกเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษ เริ่มจากการร่วมฉลอง 100 ปีดิสนีย์ ด้วย New Honda C125 Disney Limited Edition รถที่ผสานความคราฟท์และความคลาสสิคตลอดกาลของตระกูลคับ กับไอคอนที่อยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกมานับศตวรรษ พร้อมกันนี้ เรายังได้ร่วมกับ Tamiya ตำนานของเล่นญี่ปุ่น เพื่อนำเอาความทรงจำที่ยิ่งใหญ่จากยุค 90 มาสู่ไลฟ์สไตล์ของยุคนี้ เกิดเป็น New Honda Dax Tamiya Limited Edition เปิดจองให้เป็นเจ้าของเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์นี้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งในความมุ่งมั่นของเราที่ไม่เคยหยุดที่จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงเพื่อให้ลูกค้าของเราได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุด” Honda XL750 Transalp Honda XL750 Transalp รถบิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและทางวิบาก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 750 ซีซี 2 สูบเรียง ให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินไปกับการผจญภัยด้วย 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Travel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถปรับค่าต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พ่วงด้วยระบบควบคุมการทำงานฟังก์ชันต่าง ๆ ของสมาร์ทโฟนด้วยเสียงขณะขับขี่ของฮอนด้า พร้อมเบาะนั่งที่ให้ความสบายสำหรับการขับขี่ในเมืองและการผจญภัยในทุกพื้นที่ได้อย่างไร้กังวล โดยจะมีจำหน่ายหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว และ สีดำ เปิดรับจองตั้งแต่ในงานนี้เป็นต้นไป Honda CB750 Hornet Honda CB750 Hornet บิ๊กไบค์สไตล์สตรีทไฟเตอร์หรือเน็กเก็ดไบค์ ที่มาพร้อมดีไซน์เท่ เฉียบคม เร้าใจ มาพร้อมสมรรถนะอันดุดัน ขับขี่สนุกคล่องตัว ปลดล็อกประสบการณ์การขับขี่ในเมืองไปอีกขั้น ด้วยเครื่องยนต์ 750 ซีซี 2 สูบเรียง แรงเต็มอารมณ์สปอร์ต ตัวรถมาพร้อมเฟรมรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ควบคุมง่าย กับ 4

Kawasaki จัดเต็ม ! ลุยเปิดโมเดลใหม่ ในงาน Motor Show 2023

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023  มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R  Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย    ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW Motorrad Summer Start 2023 ทริปรับร้อนสุดพิเศษสำหรับสาวก

BMW Motorrad Summer Start 2023 ทริปรับร้อนสุดพิเศษสำหรับสาวกเท่านั้น จบกันไปแล้วกับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีชื่อว่า BMW Motorrad Summer Start 2023 ซึ่งจัดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นการจัดทริปสุดพิเศษให้เหล่านักบิดที่เป็นสาวกของ บีเอ็มดับเบิ้ลยู เปลี่ยนบรรยากาศจากที่เคยพาไปขี่บนยอดดอยสูงรับลมหนาว มาเป็นการบุกลงใต้รับลมชมทะเล ไปสัมผัสคลื่นและลมทะเลให้หายคิดถึง พร้อมบรรยกาศสุดชิลล์รับร้อนที่จ.ภูเก็ต พร้อมกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมายตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยกิจกรรมในงานจะมาใน 4 รูปแบบด้วยกัน คือ   Ride: ร่วมขับขี่กับเพื่อน ๆ ร่วมทริปชาวบีเอ็มดับเบิ้ลยูบนเส้นทางสุดมันส์ ทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด โดยตัวผมเองได้มีโอกาสขับขี่เจ้า R18 ครูเซอร์คันโตที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยผลิตมา ออกเดินทางจากรีสอร์ต NH Boat Lagoon Phuket Resort มุ่งหน้าไปยังท่าเทียบเรือบ้านคลองหงิน เป็นการขับขี่ริมทะเลภูเก็ตพร้อมกับถ่ายรูปสวย ๆ โดยมีทะเลเป็นแบ็กกราวด์ ถ่ายภาพกันจนหนำใจแล้วก็ออกเดินทางกันต่อโดยมีเป้าหมายเป็นกาแฟอร่อย ๆ เพิ่มความสดชื่นกันที่ร้านกาแฟ 360 องศาคอฟฟี่ใกล้กันกับสะพานสารสิน จ.พังงา ซึ่งที่นี่จะสามารถชมวิวรอบ ๆ ได้แบบ 360 องศา เติมความสดชื่นกันแล้วก็ไปหามื้อกลางวันตอนบ่ายแก่ ๆ กันที่ ร้านกันเองแอทเพียร์ เพลิดเพลิ่นไปกับอาหารทะเลสด ๆ ใหม่ ๆ พร้อมบรรยากาศลมทะเลภูเก็ต ที่ช่วยให้อาหารมื้อนี้อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก Relax: หลังจากทานมื้อกลางวันแล้วก็เดินทางกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ NH Boat Lagoon Phuket Resort เพื่อดื่มด่ำไปกับบรรยากาศและอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย Rock: พร้อมกันนี้ยังมีการกระตุ้นอะดรีนาลีนของทุกคนด้วยคอนเสิร์จสุดสนุกจาก T-Bone, Siam Cubano และ Release แบบเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมชิงรางวัล Relationship: และแน่นอนว่าในช่วงเย็นถึงค่ำนี้ก็จะเป็นช่วงสำคัญที่ทุกคนจะได้ร่วมแบ่งประสบการณ์ เรื่องราวการขับขี่จากเพื่อน ๆ สาวก BMW ที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อนร่วมทริปจากประเทศเพื่อนบ้านในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ในครั้งนี้อีกด้วย สุดท้ายนี้ ทาง SuperBikeThailand ต้องขอขอบคุณ BMW Motorrad Thailand #MakeLifeARideTH ที่ได้เปิดโอกาสให้ทางเราได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษครั้งนี้ และสำหรับแฟน ๆ ท่านใดที่ไม่อยากพลาดกิจกรรมดี ๆ เหล่านี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารได้ทาง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW S1000RR สเปค 2023 และราคาใหม่

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง     BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน  ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท  สเปค, สเป็ก ​​   หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่     โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต   BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS  ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC)  โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

BMW S1000RR 2023

BMW S1000RR 2023 เปิดราคาไทยแล้ว เริ่ม 984,000   บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เตรียมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเคยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งแล้ว กับ BMW S1000RR 2023 mujมาพร้อมคุณสมบัติเหนือชั้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แชสซีและระบบช่วงล่างที่เหนือชั้นกว่าที่เคย พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย อีกทั้งยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยวิงเล็ท ส่วนท้ายที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม และอีกหลากหลายระบบช่วยเหลือล้ำสมัย คุณสมบัติดังกล่าวช่วยให้มีการขับขี่ลื่นไหลที่เหนือชั้น พร้อมมอบสมรรถนะขั้นสูงสุดและประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครให้แก่เหล่านักบิด ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน 4 วาล์วไทเทเนียมต่อลูกสูบ DOHC และ BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95-98 หนึ่งในไฮไลท์เด็ด คือโครงสร้างตัวถังแบบ Flex Frame ซึ่งเป็นแชสซีที่ได้รับการพัฒนาใหม่ และปรับจูนระบบช่วงล่างใหม่ โดยมาพร้อมโครงสร้างเฟรมอลูมิเนียมจากการเชื่อมชิ้นส่วนอลูมิเนียม 4 ชิ้นที่ผ่านกระบวนการหล่อขึ้นรูปด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity Die Casting) และใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนหนึ่งของเฟรม โดยมีช่องเปิดบริเวณด้านข้างของเฟรมหลักเพื่อเสริมความคล่องตัวด้านข้าง และสำหรับแชสซีใหม่ยังได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้ยังสามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบโปร ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control ใหม่ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ทำงานโดยใช้การตรวจจับจากเซนเซอร์ควบคุมองศาการเลี้ยว ซึ่งเมื่อตรวจจับการเอียงรถได้ ระบบ Dynamic Traction Control จะปล่อยให้ล้อหลังลื่นไถลเพื่อให้เกิดการดริฟท์ขณะออกจากโค้ง และเมื่อถึงระดับที่ได้ตั้งค่าไว้ ระบบจะทำงานเพื่อลดการลื่นไถลของล้อและสร้างเสถียรภาพให้แก่ตัวรถ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือการขับขี่มากมายไม่ว่าจะเป็น ABS Pro ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Brake Slide Assist ซึ่งมีความสำคัญและสามารถช่วยเหลือผู้ขับขี่ขณะอยู่ในสนามแข่งได้เป็นอย่างมาก ทำงานด้วยเซนเซอร์ควบคุมองศาการเลี้ยวคล้ายกับฟังก์ชั่น Slide Control ในระบบ Dynamic Traction Control ให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระดับการดริฟท์ สำหรับการดริฟท์โดยใช้เบรก (Braking drift) ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วอย่างคงที่   และยังมาพร้อมระบบ Hill Start Control ช่วยออกตัวในทางลาดชัน ในขณะที่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติยังช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วรถให้คงที่ได้ นอกจากนั้น ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ยังช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบอุ่นมือยังช่วยป้องกันมือชาและความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ไปในในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ในเรื่องของการดีไซน์รูปโฉมด้านหน้าใหม่ โดดเด่นด้วยวิงเล็ทที่สืบทอดจากรุ่น M RR ซึ่งวิงเล็ทนี้จะช่วยเสริมแรงกดอากาศและน้ำหนักบนล้อหน้า ตัวถังใหม่พร้อมเบาะนั่งซ้อนท้ายทรงสง่าสร้างความโดดเด่นสะดุดตาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ยังมาพร้อมโครงสร้างแชสซีแบบ M Chassis Kit ที่มีการยกด้านท้ายรถสูงขึ้น และสวิงอาร์มที่สามารถปรับหมุนได้ พร้อมด้วยแบตเตอรี่ M น้ำหนักเบามาเป็นอุปการณ์มาตรฐาน ด้านท้ายจึงดูสปอร์ตและมีน้ำหนักเบายิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีระบบไฟ LED เต็มรูปแบบมาตรฐานบริเวณไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว ตอกย้ำถึงความโฉบเฉี่ยวและความดุดัน โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่ายในบ้านเรา 2 เฉดสีใหม่ล่าสุด ได้แก่ สีดำ Black Storm Metallic และสีแดง Passion Racing Red โดยราคาจะอยู่ที่ 984,000 บาท และ 999,000 บาทตามลำดับ โดยมีโปรโมชันดาวน์เริ่มต้น 196,800 บาท ผ่อนเริ่มต้น 13,100 บาท/เดือน(บอลลูน)* และพร้อมให้เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายฯ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทยฮอนด้า เผยนโยบายปี 66 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ

ไทยฮอนด้า แถลงนโยบายประจำปี 2023 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ ไทยฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย แถลงนโยบายประจำปี 2023 เดินหน้า 3 กลยุทธ์มุ่งสร้าง Lifetime Experience ให้ลูกค้าอย่างยั่งยืนด้วยการเปิดเกมรุกสร้างเซกเมนท์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ สแครมเบลอร์พี่ใหญ่และน้องเล็กอย่าง Honda CL500 และ Honda CL300 ที่จะมาสร้างเทรนด์ใหม่ของการขับขี่ พร้อมกับเตรียมส่งมอบประสบการณ์ความสนุกจากการคอลแลบกับค่ายภาพยนตร์ระดับโลก ประเดิมไตรมาสแรกด้วย New Honda Scoopy Minion Limited Edition และ All New Honda ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกา และไอรอนแมน มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงสนับสนุนของคนไทย รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดฯ ได้เป็นปีที่ 35 ติดต่อกัน ฮอนด้าขอขอบคุณทุกความไว้วางใจและพร้อมจะรักษาความมุ่งมั่นในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยตลอดไป สำหรับปี 2023 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย ไทยฮอนด้าได้คาดการณ์ตัวเลขของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปีนี้ไว้ที่ 1.75 ล้านคัน ในขณะที่ไทยฮอนด้าตั้งเป้าไว้ที่ 1.38 ล้านคัน โดยวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อไปสู่เป้าหมาย” “กลยุทธ์แรก คือ การสร้างความพึงพอใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ในปีนี้เราเริ่มต้นด้วยการเปิดเซกเมนท์ใหม่ ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุดกับ Honda CL500 และ Honda CL300 สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบแอคทีฟ ชอบสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน โดยรถในกลุ่ม CL Series มาพร้อมคอนเซปต์ The Reflection of You ตัวรถตอบโจทย์ทั้งรูปลักษณ์ ลักษณะการขับขี่ และสมรรถนะ โดยฮอนด้าพร้อมสร้าง Riding Community เพื่อรองรับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบ Scrambler นอกจากนี้ เรายังพร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยด้วยการทำ Brand Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก โดยในปีนี้เราจับมือกับ Walt Disney และ Universal Studios สองค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ในการสร้างสรรค์โมเดลรุ่นพิเศษ เริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ด้วย Scoopy Minion Limited Edition และ All New ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกาและไอรอนแมน และหลังจากนี้เราจะส่งมอบอีกหลายประสบการณ์ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง” “กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดผ่านนโยบาย 6S เพื่อยกระดับการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดย 6S ที่ประกอบด้วย Sales, Service, Spare Parts, Safety Riding, Second Hand และ Society ของไทยฮอนด้าในปัจจุบันนั้นครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แล้ว และเราจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม โดยได้เตรียมแผนสนับสนุนเครือข่ายร้าน Honda Wing Center ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบุคลากร” “กลยุทธ์ที่สาม คือ การสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ เรามุ่งไปที่การส่งมอบประสบการณ์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทย โดยโฟกัสไปที่ระบบการจัดการฐานข้อมูล เช่นเดียวกับการทำ Digital Experience Marketing ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้าง Marketing Experience และ Brand Engagement ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ แต่ละกลยุทธ์จะเป็นเบื้องหลังสำคัญในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้าในปีนี้ และจะสร้างคุณค่าให้กับวงการรถจักรยานยนต์ไทย รวมถึงผู้ใช้ชาวไทยทุกคนด้วย”   สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวล่าสุด New Honda CL500 และ New Honda CL300 เป็นรถ Scrambler ที่มาพร้อมคอนเซปต์ A Reflection of You ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนแอคทีฟ ที่รักการท่องเที่ยว ชื่นชอบการผจญภัย สะท้อนตัวตนความเป็นแสครมเบลอร์โดย สีส้ม (Candy Energy Orange) สีเทา (Pearl Grey)

รีวิว Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์ เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว

รีวิว Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์ เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว  พบกับบทความรีวิวกันอีกเช่นเคย ครั้งนี้ SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิวรถมอเตอร์ไซค์จากค่ายน้องใหม่อย่าง Solar ในรุ่น Solar Proud 125 กับโฉมสไตล์รถครอบครัว ในพิกัด 125 ซี.ซี. พร้อมการดีไซน์แบบคลาสสิก เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว ในคอนเซ็ปต์ PAVE YOUR OWN WAY ใช้ชีวิตให้ PROUD ในแบบคุณ โดยการรีวิวขับขี่ครั้งนี้ จะตอบโจทย์การใช้งาน ได้มากน้อยเพียงใด ไปดูกัน  แต่ก่อนอื่นเลย ก่อน รีวิว Solar Proud เราจะพามาทำความรู้จักของโมเดลรุ่นนี้กันก่อน โดยรถรุ่นนี้ ถูกผลิตและออกแบบโดยคนไทยอย่างบริษัท ทริลเลี่ยน มอเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์สัญชาติไทยที่เราคุ้นเคยนั่นเอง  ดีไซน์หรูหรา ลงตัว    เรามาดูรูปลักษณ์ การดีไซน์ของรถโมเดลนี้กันก่อน เริ่มจากด้านหน้า กับระบบไฟส่องสว่าง Full LED ทั้ง ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟหรี่ รวมทั้ง บริเวณบังลมด้านหน้าจะมีเพลทโลโก้ Solar บริเวณใต้ไฟหน้า ซึ่งออกแบบมาอย่างได้สวยงาม เด่น พร้อมโลโก้รุ่น Proud 125 ที่บังลมด้านซ้าย ให้ความหรูหราและลงตัว  ​ ถัดมาเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ดิจิตอล LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ทั้งอัตราความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ตำแหน่งไฟสูง-ต่ำ ความจุน้ำมัน รอบเครื่องยนต์ พร้อมกิมมิกลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการเปลี่ยนสีของหน้าจอในเวลาสลับเกียร์นั่นเอง ซึ่งแสดงผลได้ดีทั้งกลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจเลยทีเดียว  ต่อกันที่ประกับฝั่งซ้าย จะมีปุ่มสวิตช์คอนโทรลรถ เช่น สวิตช์ไฟฉุกเฉินหรือไฟผ่าหมาก สวิตช์เปิด-ปิด ไฟหรี่ และปุ่มสตาร์ทมือ ส่วนประกับขวา สวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ปุ่มแตร และสายโช้คคาบูเรเตอร์นั่นเอง  ด้านคอนโทรลกลาง สิ่งแรกที่เห็นเด่น ๆ เลยก็คือ ตะแกรงรถมอเตอร์ไซค์จากโรงงาน พร้อมช่องเก็บของขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ชาร์จแบตสำรองหรืออุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เสริมด้วยเบาะนั่งชิ้นเดียวตอนยาว ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของเจ้า โซล่าร์ พราวด์ 125 คันนี้ เพราะทางโรงงานจัดมาให้ชิ้นใหญ่พอสมควร ซึ่งผู้ขับขี่และคนซ้อน สามารถนั่งได้แบบสบาย ๆ ส่วนแฟริ่งด้านหลังดีไซน์ออกมาให้มีความเรียบหรู ด้วยลวดลายสีแดงออกแบบเข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม พร้อมด้วยมือจับคนซ้อนที่แข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์สมสมรรถนะ ขับขี่ง่าย ใคร ๆ ก็ขี่ได้ มาพูดถึงเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่งรุ่นรถก็บอกไปแล้วว่าเป็นรถพิกัด 125 ซี.ซี. แต่จริง ๆ รายละเอียดสเปคของเจ้ารถโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 สูบ 123.7 ซี.ซี. ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์วต่อสูบ ให้พละกำลังแรงม้าที่ 8.16 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิด 8.8 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ มาพร้อมกับระบบเกียร์วน 4 สปีด ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ คาบูเรเตอร์ และระบบขับเคลื่อนแบบโซ่ ซึ่งถือว่าขี่ง่าย มือใหม่ก็สามารถขับขี่ได้เช่นเดียวกัน  นอกจากนี้ ตัวรถยังมีน้ำหนักค่อนข้างเบา โดยหนักเพียง 93 กิโลกรัมเท่านั้น ประกอบกับ ขนาดถังน้ำมันมีความจุถึง 3.5 ลิตร เอาจริง ๆ แล้ว รถคันนี้เบาเลย และความเร็วที่ทำได้สูงสุดก็คือ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นเอง ซึ่งเหมาะสมกับรถสไตล์แฟมิลี่ ที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้ได้ ช่วงล่างนุ่มนวล อุ่นใจ สำหรับช่วงล่างตัวรถ เริ่มกันที่โช้คหน้า แบบเทเลสโคปิก ส่วนโช้คหลังแบบสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับได้ ส่วนระบบเบรก จะเป็นดิสก์เบรกด้านหน้า พร้อมลูกสูบคู่ และดรัมเบรกด้านหลัง ซึ่งถือว่าสมส่วน กับโซล่าร์