SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ไทยฮอนด้า เผยนโยบายปี 66 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ

ไทยฮอนด้า แถลงนโยบายประจำปี 2023 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ ไทยฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย แถลงนโยบายประจำปี 2023 เดินหน้า 3 กลยุทธ์มุ่งสร้าง Lifetime Experience ให้ลูกค้าอย่างยั่งยืนด้วยการเปิดเกมรุกสร้างเซกเมนท์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ สแครมเบลอร์พี่ใหญ่และน้องเล็กอย่าง Honda CL500 และ Honda CL300 ที่จะมาสร้างเทรนด์ใหม่ของการขับขี่ พร้อมกับเตรียมส่งมอบประสบการณ์ความสนุกจากการคอลแลบกับค่ายภาพยนตร์ระดับโลก ประเดิมไตรมาสแรกด้วย New Honda Scoopy Minion Limited Edition และ All New Honda ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกา และไอรอนแมน มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงสนับสนุนของคนไทย รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดฯ ได้เป็นปีที่ 35 ติดต่อกัน ฮอนด้าขอขอบคุณทุกความไว้วางใจและพร้อมจะรักษาความมุ่งมั่นในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยตลอดไป สำหรับปี 2023 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย ไทยฮอนด้าได้คาดการณ์ตัวเลขของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปีนี้ไว้ที่ 1.75 ล้านคัน ในขณะที่ไทยฮอนด้าตั้งเป้าไว้ที่ 1.38 ล้านคัน โดยวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อไปสู่เป้าหมาย” “กลยุทธ์แรก คือ การสร้างความพึงพอใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ในปีนี้เราเริ่มต้นด้วยการเปิดเซกเมนท์ใหม่ ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุดกับ Honda CL500 และ Honda CL300 สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบแอคทีฟ ชอบสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน โดยรถในกลุ่ม CL Series มาพร้อมคอนเซปต์ The Reflection of You ตัวรถตอบโจทย์ทั้งรูปลักษณ์ ลักษณะการขับขี่ และสมรรถนะ โดยฮอนด้าพร้อมสร้าง Riding Community เพื่อรองรับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบ Scrambler นอกจากนี้ เรายังพร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยด้วยการทำ Brand Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก โดยในปีนี้เราจับมือกับ Walt Disney และ Universal Studios สองค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ในการสร้างสรรค์โมเดลรุ่นพิเศษ เริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ด้วย Scoopy Minion Limited Edition และ All New ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกาและไอรอนแมน และหลังจากนี้เราจะส่งมอบอีกหลายประสบการณ์ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง” “กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดผ่านนโยบาย 6S เพื่อยกระดับการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดย 6S ที่ประกอบด้วย Sales, Service, Spare Parts, Safety Riding, Second Hand และ Society ของไทยฮอนด้าในปัจจุบันนั้นครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แล้ว และเราจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม โดยได้เตรียมแผนสนับสนุนเครือข่ายร้าน Honda Wing Center ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบุคลากร” “กลยุทธ์ที่สาม คือ การสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ เรามุ่งไปที่การส่งมอบประสบการณ์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทย โดยโฟกัสไปที่ระบบการจัดการฐานข้อมูล เช่นเดียวกับการทำ Digital Experience Marketing ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้าง Marketing Experience และ Brand Engagement ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ แต่ละกลยุทธ์จะเป็นเบื้องหลังสำคัญในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้าในปีนี้ และจะสร้างคุณค่าให้กับวงการรถจักรยานยนต์ไทย รวมถึงผู้ใช้ชาวไทยทุกคนด้วย”   สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวล่าสุด New Honda CL500 และ New Honda CL300 เป็นรถ Scrambler ที่มาพร้อมคอนเซปต์ A Reflection of You ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนแอคทีฟ ที่รักการท่องเที่ยว ชื่นชอบการผจญภัย สะท้อนตัวตนความเป็นแสครมเบลอร์โดย สีส้ม (Candy Energy Orange) สีเทา (Pearl Grey)

รีวิว Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์ เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว

รีวิว Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์ เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว  พบกับบทความรีวิวกันอีกเช่นเคย ครั้งนี้ SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิวรถมอเตอร์ไซค์จากค่ายน้องใหม่อย่าง Solar ในรุ่น Solar Proud 125 กับโฉมสไตล์รถครอบครัว ในพิกัด 125 ซี.ซี. พร้อมการดีไซน์แบบคลาสสิก เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว ในคอนเซ็ปต์ PAVE YOUR OWN WAY ใช้ชีวิตให้ PROUD ในแบบคุณ โดยการรีวิวขับขี่ครั้งนี้ จะตอบโจทย์การใช้งาน ได้มากน้อยเพียงใด ไปดูกัน  แต่ก่อนอื่นเลย ก่อน รีวิว Solar Proud เราจะพามาทำความรู้จักของโมเดลรุ่นนี้กันก่อน โดยรถรุ่นนี้ ถูกผลิตและออกแบบโดยคนไทยอย่างบริษัท ทริลเลี่ยน มอเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์สัญชาติไทยที่เราคุ้นเคยนั่นเอง  ดีไซน์หรูหรา ลงตัว    เรามาดูรูปลักษณ์ การดีไซน์ของรถโมเดลนี้กันก่อน เริ่มจากด้านหน้า กับระบบไฟส่องสว่าง Full LED ทั้ง ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟหรี่ รวมทั้ง บริเวณบังลมด้านหน้าจะมีเพลทโลโก้ Solar บริเวณใต้ไฟหน้า ซึ่งออกแบบมาอย่างได้สวยงาม เด่น พร้อมโลโก้รุ่น Proud 125 ที่บังลมด้านซ้าย ให้ความหรูหราและลงตัว  ​ ถัดมาเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ดิจิตอล LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ทั้งอัตราความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ตำแหน่งไฟสูง-ต่ำ ความจุน้ำมัน รอบเครื่องยนต์ พร้อมกิมมิกลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการเปลี่ยนสีของหน้าจอในเวลาสลับเกียร์นั่นเอง ซึ่งแสดงผลได้ดีทั้งกลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจเลยทีเดียว  ต่อกันที่ประกับฝั่งซ้าย จะมีปุ่มสวิตช์คอนโทรลรถ เช่น สวิตช์ไฟฉุกเฉินหรือไฟผ่าหมาก สวิตช์เปิด-ปิด ไฟหรี่ และปุ่มสตาร์ทมือ ส่วนประกับขวา สวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ปุ่มแตร และสายโช้คคาบูเรเตอร์นั่นเอง  ด้านคอนโทรลกลาง สิ่งแรกที่เห็นเด่น ๆ เลยก็คือ ตะแกรงรถมอเตอร์ไซค์จากโรงงาน พร้อมช่องเก็บของขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ชาร์จแบตสำรองหรืออุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เสริมด้วยเบาะนั่งชิ้นเดียวตอนยาว ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของเจ้า โซล่าร์ พราวด์ 125 คันนี้ เพราะทางโรงงานจัดมาให้ชิ้นใหญ่พอสมควร ซึ่งผู้ขับขี่และคนซ้อน สามารถนั่งได้แบบสบาย ๆ ส่วนแฟริ่งด้านหลังดีไซน์ออกมาให้มีความเรียบหรู ด้วยลวดลายสีแดงออกแบบเข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม พร้อมด้วยมือจับคนซ้อนที่แข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์สมสมรรถนะ ขับขี่ง่าย ใคร ๆ ก็ขี่ได้ มาพูดถึงเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่งรุ่นรถก็บอกไปแล้วว่าเป็นรถพิกัด 125 ซี.ซี. แต่จริง ๆ รายละเอียดสเปคของเจ้ารถโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 สูบ 123.7 ซี.ซี. ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์วต่อสูบ ให้พละกำลังแรงม้าที่ 8.16 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิด 8.8 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ มาพร้อมกับระบบเกียร์วน 4 สปีด ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ คาบูเรเตอร์ และระบบขับเคลื่อนแบบโซ่ ซึ่งถือว่าขี่ง่าย มือใหม่ก็สามารถขับขี่ได้เช่นเดียวกัน  นอกจากนี้ ตัวรถยังมีน้ำหนักค่อนข้างเบา โดยหนักเพียง 93 กิโลกรัมเท่านั้น ประกอบกับ ขนาดถังน้ำมันมีความจุถึง 3.5 ลิตร เอาจริง ๆ แล้ว รถคันนี้เบาเลย และความเร็วที่ทำได้สูงสุดก็คือ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นเอง ซึ่งเหมาะสมกับรถสไตล์แฟมิลี่ ที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้ได้ ช่วงล่างนุ่มนวล อุ่นใจ สำหรับช่วงล่างตัวรถ เริ่มกันที่โช้คหน้า แบบเทเลสโคปิก ส่วนโช้คหลังแบบสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับได้ ส่วนระบบเบรก จะเป็นดิสก์เบรกด้านหน้า พร้อมลูกสูบคู่ และดรัมเบรกด้านหลัง ซึ่งถือว่าสมส่วน กับโซล่าร์

สเปค ราคา Honda CL300 2023

00สเปค ราคา Honda CL300 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ   Honda CL300 2023 เรโทรไบค์ในสไตล์สแครมเบลอร์ไบค์พิกัดเริ่มต้นกับบล็อกเครื่องยอดนิยมของทางค่าย มาในรูปลักษณ์คลาสสิกพร้อมลุยฝุ่นให้ชีวิตได้สนุกในแบบที่แปลกใหม่ยิ่งขึ้น ราคาแนะนำ 149,900 บาท  สเปค, สเป็ก ​ ไฟหน้า LED ดีไซน์คุ้นตา เรือนไมล์ทรงกลมดิจิทัลแบบกลับสี ปลอกกันฝุ่นโช้คหน้าองค์ประกอบของความย้อนยุค ปลายท่อยกสูงตามสไตล์ที่ดุดันพร้อมลุย ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวพร้อม ABS ยางแบบกึ่งใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น   สเปค ราคา Honda CL300 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 286 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.74 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 25.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 10.7:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด ไฟฟ้า ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ล้อและยางหน้า ล้ออลูมิเนียม 110/80-R19″ M/C 59H แบบไม่ใช้ยางใน ล้อและยางหลัง ล้ออลูมิเนียม 150/70-R17″ M/C 69H แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก 41 ม.ม. ระยะยุบ 150 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร๋มและโช้คคู่ขขนาด 45 ม.ม. ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 145 ม.ม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ ระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,178 X 831 X 1,134 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,485 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 155 ม.ม. ความสูงเบาะ 790 ม.ม. น้ำหนักรถ 172 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ระบบเบรก ABS 2 Channel หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบไฟเตือนฉุกเฉิน ESS ระบบกันขโมย HISS สีสันที่มีจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่ง ตัวแรง จากค่ายใบพัดสีฟ้า

BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่ง ตัวแรง จากค่ายใบพัดสีฟ้า นอกจากการเปิดตัวโมเดล BMW M1000R 2023 ในประเทศไทยไปเมื่อไม่นาน วันนี้ทาง SuperฺBike Thailand จะมาแนะนำรถสปอร์ตทัวร์ริ่งตัวใหม่ในตระกูล S1000 จากค่ายใบพัดสีฟ้ากันอีกรุ่น กับเจ้า BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่งไซส์ใหญ่ในพิกัด 1000 ซีซี ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการขับขี่ในเมืองและออกทริปต่างจังหวัด ดีไซน์โฉบเฉี่ยว  เริ่มจากการออกแบบแฟริ่งให้มีมิติความเป็นรถสปอร์ต ชิลด์หน้าออกแบบทรงสูงในสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมไฟ LED บิ้วอินเข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า โดดเด่นด้วยแรมแอร์ขนาดใหญ่บริเวณคอนโทรลหน้า มาพร้อมกราฟิกลวดลาย S1000 XR และโลโก้ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ประทับตราด้านข้างเพิ่มความหรูหรา เสริมการทำสีดำในส่วนเครื่องยนต์และช่วงล่าง ให้ฟีลลิ่งความสมาร์ทและดุดันในการขับขี่ที่ใคร ๆ ก็ต้องมอง  นอกจากนี้ ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยช่องเก็บบัตรบริเวณฝาถังน้ำมัน และช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะขนาด 1.8 ลิตร พร้อมชุดแต่งคาร์บอน M Performance แร็กท้ายน้ำหนักเบาและกล่องท้ายมอเตอร์ไซค์ สำหรับรุ่นอัพเกรดอีกด้วย ขุมพลังเหลือล้ำ มาดูในส่วนของขุมพลังกันบ้าง กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 165 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิด 114 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบ มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ และเกียร์ 6 สปีด และรับประกันความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตอบโจทย์ผู้ขับขี่สายทัวริ่งได้อย่างแน่นอน เสริมความปลอดภัยด้วยการใช้เฟรมแบบ อลูมิเนียมคอมโพสิต พร้อมด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับ ขนาด 45 มม. มาพร้อมกระบอกโช้คสีทอง ส่วนโช้คหลัง เป็นโช้คอัพปรับระดับไฟฟ้า สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 พอต เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 พอต มาพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อ จะเป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว หน้า-หลัง ดีไซน์มาอย่างสวยงาม ขนาดของยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 190/55 แบบไม่ใช้ยางใน  เทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร แค่นั้นยังไม่พอ กับระบบเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร เริ่มด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน BMW Motorrad Connectivity เข้ากับสมาร์ทโฟน ตัวรถและหมวกกันน็อกผ่านระบบบลูทูธได้สามารถ ดูเส้นทาง GPS, ฟังเพลงและสนทนาทางโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้ยังระบบไฟ LED รอบคัน โหมดการขับขี่ Riding Mode พร้อมระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC Pro), ระบบควบคุมแรงฉุดเครื่องยนต์ (MSR), ระบบเบรก  ABS รวมไปถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (DTC) ดูโดยรวมแล้ว ถือว่าทาง บีเอ็มดับเบิ้ลยู โมโตราด ออกแบบตัวรถได้มาอย่างดี ตอบโจทย์สำหรับสายสปอร์ตทัวริ่ง ซิ่งถูกใจอย่างแน่นอน ในรถตระกูล S1000 ถึงรูปลักษณ์จะดูเป็นรถทรงทัวริ่ง แต่สามารถขับขี่ได้อย่างสนุกตั้งแต่ออกสตาร์ทเลยทีเดียว  Racing red 2 Triple Black Light white/M Motorsport โดยมีจำหน่ายออกมาทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Light white/M Motorsport, Triple Black และ Racing red 2 สำหรับราคา จะอัปเดตอีกทีในภายหลัง อย่างไรก็ขอฝากติดตามข่าวสารรถจักรยานยนต์จากทาง SuperBike Thailand ในครั้งต่อไป หากมีข่าวสารอะไรใหม่ ๆ จะมาแชร์ให้อ่านกันครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CL500-เรียบง่าย-ทนทาน-พร้อมลุย.jpg

CL500 สแครมเบลอร์พิกัดกลางจาก Honda เปิดราคาไทยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้เคยเปิดตัวเผยโฉมให้เห็นกันไปแล้วที่งาน EICMA ที่ประเทศอิตาลีเมื่อปีที่แล้ว มาวันนี้ก็ได้ฤกษ์มาเผยโฉมพร้อมเปิดตัวกันที่ประเทศไทยแล้ว สำหรับเจ้า Honda CL500 2023 สแครมเบลอร์ไบค์ สไตล์เรโทรแบบเดียวกันกับต้นตำรับสแครมเบลอร์ในยุคแรก ๆ ของทางค่ายปีกนก ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้กลายเป็นรถที่ขี่สนุก สมบุกสมบันได้ ทุกเส้นทาง ดีไซน์นั้นมาในแบบเรโทรผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามแบบที่ได้เก่าไปแล้ว ตัวรถถูกนำเสนอและดีไซน์ออกมาตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า เรียบง่าย สมบุกสมบัน และทนทานอย่างแท้จริง กล่าวคือ ดีไซน์แบบเรียบง่าย ไม่มีแฟริ่งอะไรมาให้เกะกะเทอะทะ เผยให้เห็นเครื่องยนต์ เฟรมตลอดไปจนถึงช่วงล่างที่ทำสีดำมาได้อย่างชัดเจนดูดุดันเต็มพิกัด ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายความคลาสสิกด้วย ไฟหน้า ไฟเลี้ยว กระจก และเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ทรงกลมที่ดูเข้ากันกับตัวรถ ตัวรถยังดูสมบุกสมบันด้วยองค์ประกอบของความเป็นสแครมเบลอร์ไบค์ ด้วยแฮนด์บาร์ยกสูง โช้คหน้าพร้อมปลอกยางกันฝุ่น เบาะนั่งแบบราบ ล้อที่รัดด้วยยางแบบดูอัลเพอร์โพส ตลอดไปจนถึงปลายท่อไอเสียแบบยกสูง  ในส่วนของเรื่องทนทานที่เป็นส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของเครื่องยนต์บล็อกยอดนิยมที่ได้รับการพิสูจน์และได้รับการยอมรับมาแล้วว่าทนทาน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตรด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนแม็ปการจ่ายน้ำมันให้มีแรงต้นที่ดี เหมาะกับสไตล์ของรถ โดยมีการเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.97 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 43.4 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ขับเคลื่อนระบบเกียร์แบบ 6 สปีด เสริมความปลอดภัยด้วยระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ขณะที่ช่วงล่างก็ให้มาดีพอสมควร โดยด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คคู่พร้อมปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลชาแนล  และในส่วนของล้อจะมีขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับ รัดด้วยยางแบบสองประสงค์พร้อมลุยได้ทั้งทางดำและทางฝุ่นตามสไตล์ของรถประเภทนี้อยู่แล้ว สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่าย Honda CL500 นั้นจะจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีส้ม สีเขียว และสีดำ ในราคาแนะนำที่ 226,800 บาท โดยสามารถไปดูและสัมผัสคันจริงได้ที่งาน Motor Show หรือจะไปลองขับขี่ที่ฮอนด้าบิ๊กวิงใกล้บ้านท่านเลยก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

CL300-สแครมเบลอร์น้องเล็ก-สเปค

CL300 สแครมเบลอร์พิกัดเริ่มต้นจากค่ายปีกนก เปิดตัวที่ประเทศไทยกันอย่างเป็นทางการแล้วกับ Honda CL300 2023 สแครมเบลอร์ไบค์ในพิกัดเริ่มต้น หลังที่ก่อนหน้านี้ไปเผยโฉมกันก่อนแล้วที่ต่างประเทศ ซึ่งเรียกเป็นการปลุกผีฟื้นคืนตำนานให้กับสแครมเบลอร์ของทางฮอนด้าจากในอดีต ที่เคยมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 60 แล้ว สำหรับครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น แต่ยังให้กลิ่นอายของความคลาสสิกอยู่ โดยตั้งอยู่บนแนวคิด เรียบง่าย สมบุกสมบัน และทนทาน ตัวรถไม่มีแฟริ่งอะไรให้ดูเทอะทะเกะกะ แต่กับโชว์ตัวเฟรมและเครื่องยนต์ให้เห็นชัดเจน ดูดิบดุดัน ขณะเดียวกันก็มีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ความเป็นสแครมเบลอร์ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์บาร์แบบยกสูง เบาะนั่งแบบราบ ยางพร้อมลุย และท่อไอเสียแบบปลายยกสูง ส่วนความคลาสสิกก็จะอยู่ในส่วนของไฟหน้า ไฟเลี้ยว และเรือนไมล์ดิจิทัลแบบ LCD ทรงกลม ปลอกยางกันฝุ่นของโช้คหน้า และถังน้ำมันทรงสวยได้รูป ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์นั้นก็จะเป็นขุมพลังแบบ 1 สูบ 286 ซีซี ระบายความร้อน ที่ใช้เชื้อเพลิงผ่านระบบหัวฉีดจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร บล็อกเดียวกันกับที่ถูกใช้ในหลาย ๆ โมเดลของทางค่ายที่ใช้รหัส 300 เหมือนกันนั่นเอง แต่จะมีการปรับแม็ปการจ่ายน้ำมันให้มีทอร์คที่มาเร็วมาไว เมื่อเทียบกับโมเดลที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดอย่างเจ้า Rebel300 ซึ่งจะมีตัวเลขกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 25.74 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุด 25.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ และแน่นอนว่ามีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากการเสียอาการที่ล้อหลัง เวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วเพื่อลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง ต่อกันในส่วนของช่วงล่างที่ให้สเปคมาถือว่าดีได้มาตรฐานและปลอดภัย โดยด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม.พร้อมปลอกยางกลางฝุ่น ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คหลังคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบ ABS และระบบ ESS ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมสีดำด้านหน้าขนาด 19 นิ้วและด้านหลังขนาด 17 นิ้ว พร้อมรัดด้วยยางแบบดูอัลเพอร์โพสหรือยางสองประสงค์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น สุดท้ายในเรื่องของการวางจำหน่ายนั้นตัวรถจะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือ สีส้ม (Candy Energy Orange) สีเทา (Pearl Grey) และสีขาว (Pearl White) โดยจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 149,900 บาท ซึ่งสามารถไปชมสีสันหรือสัมผัสคันจริงกันได้ที่งาน Motor Show หรือจะไปที่ฮอนด้าวิงเซ็นเตอร์ใกล้บ้านท่านเลยก็ยังได้ครับ ทั้งนี้จะเปิดรับจองเป็นครั้งแรกในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ที่กำลังจะมาถึงนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Honda คว้าชัย MXGP 2023 ในเรซ 2

Honda คว้าชัย MXGP 2023 ในเรซ 2 ประเทศอาร์เจนติน่า “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมควง Honda CRF450R เปิดตัวได้ยอดเยี่ยมจากTeam HRC จาก Honda คว้าชัย MXGP 2023 เรซ 2 ที่อาร์เจนตินา “รูเบน เฟอร์นานเดซ” เปิดตัวกับ Team HRC ได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันรถจักรยานยนต์วิบากชิงแชมป์โลก รายการเอฟไอเอ็ม โมโตครอส เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ สนามแรกที่อาร์เจนตินา ด้วยการคว้าชัยชนะได้ทันที ด้วยสุดยอดตัวแข่งอย่าง CRF450R แม้ว่าก่อนเริ่มต้นฤดูกาล ฮอนด้าต้องพบกับความท้าทายอย่างมากเมื่อ “ทิม ไกจ์เซอร์” ยอดนักบิดมือหนึ่งของทีมได้รับบาดเจ็บ เหลือเพียง “รูเบน เฟอร์นานเดซ” ที่พึ่งเข้ามาสู่ทีมเป็นปีแรกเท่านั้น การแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล MXGP 2023 ดวลทางฝุ่นกันที่ประเทศอาร์เจนตินา ในรายการ MXGP of Patagonia – Argentina ความมุ่งมั่นของฮอนด้าและสมรรถนะตัวแข่ง  CRF450R ได้พิสูจน์ศักยภาพอีกครั้ง ซึ่งฤดูกาลนี้มีคะแนนสะสมให้เก็บในรอบการคัดเลือก เพื่อหาอันดับการออกสตาร์ท  “รูเบน เฟอร์นานเดซ” สามารถคว้าอันดับ 4 คะแนนสะสม 7 แต้มมาครอง การแข่งขันเรซแรก “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมด้วย Honda CRF450R หมายเลข 70 โชว์ศักยภาพอันน่าทึ่งทันที ด้วยการรั้งกลุ่มนำพร้อมมีลุ้นอันดับโพเดียม อย่างไรก็ตามความผิดพลาดเล็กน้อยในช่วงปลายเกมส์ นักบิดดาวรุ่งชาวสเปนของ HRC จบอันดับ 5 เมื่อจบการแข่งขัน การแข่งขันเรซที่สอง ”รูเบน เฟอร์นานเดซ” เริ่มต้นการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำพร้อมปิดเกมส์คู่แข่ง ก่อนที่จะคว้าชัยชนะ ไปครองได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งผลการแข่งขันรวมทั้ง 2 เรซ “รูเบน เฟอร์นานเดซ” จาก Team HRC เป็นนักแข่งที่ทำผลงานรวมได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยรวมแต้มสะสมและจากการจับเวลารอบคัดเลือก มีคะแนนทั้งสิ้น 48 คะแนน รั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนชิงแชมป์โลก  สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน MXGP 2023 สนาม 2 จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ที่ ริโอลา ซาร์โด ประเทศอิตาลี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotorSport #MXGP #HRC #RaceToTheDream #Honda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย หลังจากเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้กระแสตอบรับที่คุ้มค่าเลยทีเดียว สำหรับรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมออโตเมติกน้องใหม่จากค่าย Alpha Volantis ที่เปิดตัวมาในรุ่น Horizon150 และ Horizon 300 ซึ่งเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกจากทางค่ายอีกด้วย และในครั้งนี้ ทาง Superbike Thailand จะมาทำการรีวิว Alpha Volantis Horizon 300 รถออโตเมติกไซส์รุ่นพี่คันนี้กัน ด้วยการขับขี่บนเส้นทางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามดูกัน  สำหรับเส้นทางในการ รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 ในครั้งนี้ จะเริ่มจากจุดสตาร์ทตั้งแต่ถนนพระราม 4 วิ่งตรงยาวผ่านถนนแยกคลองเตย ผ่านถนนสามย่าน ไปจนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วขับขี่หล่อ ๆ กันซักหน่อย หลังจากนั้น ขับไปต่อกันที่สนามหลวง ผ่านวัดพระแก้ว และเช็คอินถ่ายรูปเฟี้ยว ๆ แถวตึกกระทรวงกลาโหม เพื่อที่จะได้ยลโฉมรถหล่อ ๆ คันนี้กัน  ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันก่อน กับ Alpha Volantis Horizon 300 รถจักรยานยนต์พรีเมียมออโตเมติกที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ความคลาสสิกผสมผสานกับความล้ำสมัย ด้วยการดีไซน์ Futuristic Premium ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย พรีเมียม และหรูหรา และแอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันได้ลงตัวสุด ๆ  รูปลักษณ์การดีไซน์   ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถถือว่าเป็นจุดเด่นสำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 300 ที่มีการออกแบบดีเทลได้น่าสนใจ ทั้งแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ตัวเบาะผู้ขับขี่และส่วนต่าง ๆ ของรถโมเดลรุ่นี้นี้ ถูกออกแบบมาให้มีคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มจากโคมไฟหน้าแบบ LED ทรงกลม เพิ่มความพรีเมียมกับไฟ DRL หรือ Day Time Running Light แนวนอน และไฟเลี้ยวที่บิ้วอินท์เข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า พร้อมระบบไฟส่องสว่าง Full LED สะท้อนความพรีเมียมและหรูหรา ซึ่งถ้ามองรูปลักษณ์ตัวรถจากภายนอกแล้ว ก็รู้ได้เลย ว่าเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่น Horizon 300 อย่างแน่นอน ต่อมาเรามาพูดถึงมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ทรงกลม ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม โดยตัวเรือนไมล์จะเป็นแบบ Full LCD พร้อมแสดงผลดิจิทัล ทั้งอัตราความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงสามารถเซ็ททริปการเดินทางได้อีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอ เสริมด้วยระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้ดีทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่ทาง Alpha Volantis ให้มานั่นเอง    ดูเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อที่ประกับคันเร่งด้านซ้าย ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยว สวิตซ์ไฟสูง-ต่ำ ที่ให้สัญญาณในการจราจรได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับประกับด้านขวาที่มีการบิ้วอินท์สายคันเร่ง สวิตซ์ออฟรัน รวมไปถึงไฟฉุกเฉิน และปุ่มสตาร์ทไฟฟ้าที่อยู่ทางด้านขวา ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวก ส่องลงมาอีกหน่อย จะเจอสวิทซ์กุญแจทางด้านขวา ที่สามารถออน-ออฟ และล็อกคอรถได้ ส่วนทางฝั่งซ้ายมีการบิ้วอินท์ช่องเสียบ USB Type A มาให้ถึง 2 ช่องกันเลยทีเดียว พร้อมช่องใส่โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง นับว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งหนึ่งจุดในรถสกู๊ตเตอร์พิกัดนี้อีกด้วยครับ เสริมด้วยช่องเก็บของตรงกลาง บริเวณช่วงหัวเข่าของผู้ขับขี่ ที่สามารถเปิด-ปิด และสามารถล็อกกุญแจได้ เสริมความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ สามารถเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ กล่องเครื่องมือช่าง กระเป๋าหรือเอกสาร ต่าง ๆ ได้หลากหลายทีเดียว       เรามาดูตัวเบาะผู้ขับขี่ ที่มองแล้วรู้สึกชอบเป็นพิเศษ โดยตัวเบาะมีการติดตั้งแบบ 2 ชิ้น ระหว่างเบาะผู้ขับขี่ และเบาะคนซ้อนที่มีความปราดเปรียว ให้ทรงสปอร์ต มาพร้อมกับหนังเบาะสีแดง คอนทราสต์กับตัวรถได้อย่างลงตัว รวมทั้งใต้เบาะมีในส่วนของตัว U box ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกใบเล็ก ๆ ได้ หรือกระเป๋าสัมภาระ เอกสารต่าง ๆ เหมาะสมกับสายใช้งานได้เป็นอย่างดี ในส่วนแฟริ่งด้านหลัง ส่วนตัวนี้ชอบเลย รู้สึกเลยได้ว่าทาง Alpha Volantis ทำการบ้านมาได้ดี โดยการดีไซน์ช่องแอร์ดักต์หรือช่องดักลม ซึ่งทำหน้าที่ดูดลมจากภายนอก เข้าไประบายความร้อนด้านในเครื่องยนต์ ทำให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

Harley-Davidson X350 เปิดตัวที่จีน กับราคาราว ๆ 170K

Harley-Davidson X350 เปิดตัวที่จีน กับราคาราว ๆ 170K หลาย ๆ คนน่าจะได้ยินข่าวเรื่องโมเดลใหม่ไซส์เล็กพิกัดเริ่มต้นของค่ายรถสัญชาติมะกันอย่าง Harley-Davidson X350  ซึ่งก็ได้ฤกษ์เปิดตัวเปิดราคาสักที โดยเปิดตัวกันที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตนั่นเอง โดยเปิดมาราคาค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว คือเริ่มต้นที่ 33,388 หยวน หรือราว ๆ 170,000 บาทนั่นเอง โมเดลนี้ถือกำเนิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างฮาร์ลีย์เดวิดสันร่วมกับทาง QJ Motor ที่เป็นค่ายมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนและยังผลิตรถให้ Benelli อีกด้วย ทำให้โมเดลนี้ โดยทางฮาร์ลีย์จะเป็นคนออกแบบรูปลักษณ์หน้าตา และทาง QJ จะเป็นคนผลิตให้ ตัวรถมาในสไตล์ของแฟล็ตแทร็ก โดยมีแรงบันดาลใจมาจากโมเดลระดับตำนานอย่าง XR750 ได้กลิ่นอายของความคลาสสิก โดยตัวรถจะมีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบผสมผสานกันระหว่างแบบอนาล็อกและดิจิทัล สำหรับขุมพลังนั้นทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์จากทาง QJ นั่นเอง ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงขนาด 353 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า ซึ่งให้กำลังสูงสุด 36.71 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 31 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งเคลมมาว่าทำท็อปสปีดได้ที่ราว ๆ 143 กม./ชม. และมีถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยใช้ระบบส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ 6 สปีดและโซ่ ไม่ได้เป็นสายพาน แน่นอนว่าแตกต่างจากพี่ใหญ่โมเดลอื่น ๆ ในค่ายที่จะเป็นเครื่องวีทวินและเป็นขับสายพาน ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาดี ตัวรถเลือกใช้เฟรมถักร่วมกับระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ปรับรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับรีบาวด์และพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวพร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมรัดด้วยยาง Pirelli Angel ST ขนาด 120/70-ZR17 และ 160/60-ZR17 ตามลำดับ งานนี้ใครเป็นสาวกฮาร์ลีย์เดวิดสัน แต่งบน้อยก็น่าจะได้มีโอกาสได้เป็นเจ้าของกันได้ง่ายขึ้นกับโมเดลนี้ แต่จะไม่ได้สัมผัสเอกลักษณ์หรือดีเอ็นเอความเป็นฮาลีย์ฯ ได้แบบเต็มที่เหมือนรุ่นใหญ่อย่างแน่นอนครับ ส่วนเรื่องเข้าไทยนั้นคิดว่าไม่น่าพลาด แต่อาจจะต้องรอกันหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LCR Honda เปิดตัวทีมแข่ง พร้อมลุยศึกโมโตจีพี

LCR Honda เปิดตัวทีมชุดใหญ่ “รินส์-นาคากามิ” เสริมทัพทวงความยิ่งใหญ่ LCR Honda ยอดทีมในศึก โมโตจีพี เปิดตัวทีมแข่งประจำฤดูกาล 2023 อย่างเป็นทางการ ด้วยการดึงตัว อเล็กซ์ ริน นักบิดบิ๊กเนมชาวสแปนิช จับคู่ ทาคาอากิ นาคากามิ ทีมเมทชาวญี่ปุ่นร่วมโปรเจกต์ทวงความยิ่งใหญ่ให้ “ฮอนด้า” ก่อนเปิดฉากซีซั่นใหม่ปลายเดือนมีนาคมนี้ ฮอนด้า อยู่ระหว่างการทวงคืนความสำเร็จในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โดยใน โมโตจีพี 2023 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างมากภายใต้ เอชอาร์ซี (HRC) โดยเฉพาะการดึงตัวนักบิดระดับแชมป์โลกอย่าง โจอัน เมียร์ มาร่วมงานกับ มาร์ค มาร์เกซ ในทีมโรงงาน เรปโซล ฮอนด้า นอกจากนี้ ยังได้ตัว เคน คาวาอูชิ ผู้อำนวยการด้านเทคนิคคนใหม่ของ เอชอาร์ซี มาร่วมพัฒนารถแข่ง RC213V คันใหม่ โดยหนึ่งในนักบิดบิ๊กเนมที่ย้ายมาร่วมงานกับ ฮอนด้า ในฤดูกาลนี้คือ อเล็กซ์ รินส์ เจ้าของหมายเลข 42 ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นทางการกับ แอลซีอาร์ ฮอนด้า เมื่อวันอังคารที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมด้วยทีมเมทชาวญี่ปุ่นอย่าง ทาคาอากิ นาคากามิ หมายเลข 3 รินส์ และ นาคากามิ ถือเป็นกำลังสำคัญอย่างมากในการพัฒนารถแข่ง RC213V เพื่อยกระดับให้มีความดุดันมากขึ้น ซึ่งทั้งคู่จะใช้รถแข่งสเป็กเดียวกันกับนักบิดทีมโรงงานอย่าง มาร์เกซ และ เมียร์ โดยเป้าหมายคือ พาฮอนด้า กลับคืนสู่ระดับท็อปใน โมโตจีพี รินส์ กล่าวว่า “นี่จะเป็นฤดูกาลที่ 7 สำหรับผมในโมโตจีพี และในแต่ละปีผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้การทำงานภายใต้ความกดดัน ใจเย็น และรักษาความเร็วในสนามแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในด้านจิตใจ ใจเย็น และรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ผมจะเริ่มต้นปี 2023 ด้วยการทำงานและความมุ่งมั่น มีศักยภาพที่ดี” ด้าน นาคากามิ กล่าวว่า “เป้าหมายของผมในปี 2023 คือการแข่งขัน เรามีรูปแบบการแข่งขันที่แตกต่างกันในช่วงสุดสัปดาห์ และเรามีการแข่งขันรอบ สปรินต์ เรซ มันจะเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่เราพร้อมที่จะแข่งขัน ต่อสู้ และหวังว่าเราจะสามารถรวมตัวกัน และสร้างฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จได้ ผมพร้อมและหวังว่าเราจะได้แข่งขันที่ยอดเยี่ยมในอนาคต”  สำหรับศึก โมโตจีพี 2023 มีคิวทดสอบอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 11-12 มีนาคมนี้ ที่ อัลการ์ฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เมืองปอร์ติเมา ประเทศโปรตุเกส ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนเลือกสเป็กรถแข่งในปีนี้ ก่อนจะดวลความเร็วสนามแรกในวันที่ 24-26 มีนาคมนี้ ในรายการ โปรตุกีส กรังด์ปรีซ์ แฟนความเร็วชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้า ในศึก โมโตจีพี ตลอดทั้งฤดูกาล พร้อมส่งกำลังใจเชียร์ยอดนักบิดไทย และติดตามความเคลื่อนไหวของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotoGP #RepsolHonda #HRC #SC35 #Moto2 #RaceToTheDream #HondaRacingThailand #HondaTeamAsia อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค BMW M1000R 2023 ราคาและรายละเอียด

สเปค BMW M1000R 2023 สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง     BMW M1000R 2023 รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี  ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Competition ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงยิ่งขึ้น ราคา 1,599,000 บาท   สเปค, สเป็ก ​   วิงก์เล็ต โช้คหน้าหัวกลับและคาลิเปอร์เบรก M กุญแจคีย์เลส หน้าจอ TFT โช้คหลังเดี่ยวพร้อมระบบ DDC ไฟ LED   สเปค BMW M1000R 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 200/55-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 996 x 2,085 x 1,176 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,455 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 830 ม.ม. น้ำหนักรถ 199 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ Pro Riding Modes กุญแจคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง ระบบตรวจสอบความดันลมยาง ระบบอุ่นมือ หน้าจอ TFT   สีสันที่มีจำหน่าย  รุ่น M1000R 2023     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บุกโรงงานเวสป้า

บุกโรงงานเวสป้า ส่องฐานการผลิตอิตาเลียนพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจผู้ใช้ทั่วโลก บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ และ มอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ได้แก่ Vespa, Piaggio, Aprilia และ Moto Guzzi แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดกิจกรรมใหญ่ “Vespa’s factory visit in Vietnam” พาสื่อมวลชน บุกโรงงานเวสป้า เพื่อเยี่ยมชมฐานการผลิตรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ ณ Piaggio Vietnam ณ เมืองหวิงฟุก ประเทศเวียดนาม ฮับการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์สกู๊ตเตอร์ของแบรนด์ Vespa แบรนด์ Piaggio และแบรนด์ Aprilia ที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล และส่งออกไปจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก พร้อมเผยแผนยกระดับโรงงานรองรับการเติบโตของตลาดและเทรนด์ไลฟ์สไตล์ในอนาคต ตอกย้ำความเป็นไอคอนนิกอิตาเลียนแบรนด์ตัวจริงด้วยการจัดแสดงไลน์อัพผลิตภัณฑ์ยอดนิยมกว่า 10 รุ่น สัมผัสความประทับใจในกิจกรรม Test-ride ฉบับพิเศษ กับ 4 รุ่น จาก 3 แบรนด์ชั้นนำภายในเครือ โรงงานผลิต Vespa หรือ Piaggio Vietnam ถือเป็น 1 ใน 12 โรงงานการผลิตของ Vespa ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดหวิงฟุก (Vinh Phuc) โดยเริ่มก่อตั้งโปรเจ็กต์สร้างโรงงานที่เวียดนามในปี ค.ศ. 2007 และเริ่มสร้างโรงงานในช่วงต้นปี ค.ศ. 2008 หากนับจนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ที่โรงงานแห่งนี้ได้ผลิตผลงานมาสเตอร์พีซอย่าง Vespa, Aprilia และ Piaggio ไปแล้วหลายแสนคัน โดยโรงงานแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นฮับการผลิตสำคัญของ Vespa, Aprilia และ Piaggio ที่คงมาตรฐานการผลิตเช่นเดียวกันกับทุกโรงงานของ Vespa ที่กระจายตัวอยู่ในทั่วโลก ซึ่งถือเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 265,000 ตารางเมตร ครอบคลุมการผลิตที่ครบวงจร พร้อมเทคโนโลยีและเครื่องจักรในการผลิต ที่ทันสมัย อีกทั้งยังมีส่วนวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค รวมถึงสนามทดสอบภายในโรงงานแห่งนี้อีกด้วย ในส่วนของไลน์การผลิตจากโรงงานแห่งนี้ จะเน้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์สกู๊ตเตอร์ ประกอบด้วย 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ Vespa แบรนด์ Piaggio และแบรนด์ Aprilia ประกอบด้วย สกู๊ตเตอร์รุ่นต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นVespa GTS ซึ่งถือเป็นกลุ่มท็อปของแบรนด์ ที่เริ่มผลิตตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2004 Vespa LX และ Vespa S ที่เริ่มเดินสายการผลิตในปี ค.ศ. 2009 Vespa Primavera และ Vespa Sprint ที่เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 2013 นอกจากนี้ ยังมี Piaggio Liberty ที่เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 2011 และ Piaggio Medley S ที่เริ่มขึ้นสายการผลิตในปี ค.ศ. 2015 รวมถึง สกู๊ตเตอร์รุ่นล่าสุดอย่าง Aprilia SR GT 200 สำหรับความพิเศษของกิจกรรม “Vespa’s factory visit in Vietnam” ในครั้งนี้ นอกจากการเปิดโรงงานให้เยี่ยมชมสายการผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว เวสป้าได้ตอกย้ำภาพการเป็นอิตาเลียนแบรนด์ตัวจริงขนานแท้ ด้วยการจัดแสดงไลน์อัพผลิตภัณฑ์ยอดนิยมและผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 10 รุ่น พร้อมกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของสกู๊ตเตอร์ 4 รุ่น จาก 3 แบรนด์ชั้นนำภายในเครือ รวมถึงกิจกรรมไลฟ์สไตล์ตะลุยถิ่นดินแดนสองล้อซ้อนเวสป้าชมเมืองฮานอย สะท้อนภาพความนิยมและความเป็นไอคอนนิกของสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสัญชาติอิตาเลียนแท้อย่าง Vespa และ Piaggio ที่ครองใจคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Maverix Group รุกตลาด จัดทัพของแต่งบิ๊กไบค์ เพียบ!!

Maverix Group รุกตลาด จัดทัพของแต่งบิ๊กไบค์ เพียบ!! Maverix Group ขับเคลื่อนธุรกิจรถมอเตอร์ไซค์ ตอกย้ำการเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายชิ้นส่วน อะไหล่ตกแต่ง รายเดียวในประเทศไทย ที่รวมแบรนด์คุณภาพระดับโลก พร้อมส่งเสริมสมรรถนะการขับขี่ปลอดภัย บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายชื้นส่วนจักรยานยนต์สมรรถนะสูงและอะไหล่แต่งรถมอเตอร์ไซค์ Superbike แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ เพียงรายเดียวในประเทศไทย อาทิ Brembo, Domino Racing, Allegri, Matris, BMC, Austin Racing, Bonamici, Zuper Flo เป็นต้น ล่าสุด มาเวอร์ริค กรุ๊ป ได้จัดกิจกรรม Maverix Group Press Conference 2023 ประกาศวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดแห่งการขับขี่ปลอดภัยอย่างมั่นใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและลูกค้า พร้อมด้วยกิจกรรมฝึกอบรมวิธีการใช้งานผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์พันธมิตร และกิจกรรมทดสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัย ณ สนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ คุณนรวิชญ์ ภทรธนกฤต กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของ มาเวอร์ริค กรุ๊ป เกิดจากแพชชั่น และความชอบในการขับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ทั้งรถญี่ปุ่นและยุโรปมากว่า 15 ปี รวมถึงการขับขี่แบบโรดทริป และในสนามแข่ง ซึ่งเคยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมแข่งขันทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษอีกด้วย  รวมไปถึงการดูแลรถ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาด้วยตนเอง ประกอบกับในสมัยก่อน อะไหล่ที่ดีหาได้ค่อนข้างน้อย จำนวนรถจักรยานยนต์และศูนย์บริการมีไม่เยอะเท่าในปัจจุบัน ซึ่งแบรนด์เหล่านี้ สนใจที่จะทำตลาดในประเทศไทย จึงเริ่มทดลองตลาดและตัดสินใจนำเข้าสินค้ามาขายเองโดยตรง  โดยสินค้าที่นำเข้ามานั้นมีหลากหลายแบรนด์ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เทรนด์ความชอบ สภาวะทางเศรษฐกิจ รถจักรยานยนต์ที่มีขายในตลาดอยู่ ณ ตอนนั้น ทำให้เราต้องมีสินค้าครบทุกประเภท เพื่อตอบโจทย์ตลาดและสภาวะการณ์ดังกล่าว  หลังลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นสิ่งที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ร้านค้าเริ่มมาติดต่อรับสินค้าไปขาย จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ มาเวอร์ริค กรุ๊ป ในที่สุด ซึ่งถือว่าเราได้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงรายเดียวในประเทศไทย  นอกจากนี้ ยังเป็นการบ่งบอกถึงคาแรคเตอร์เฉพาะของ มาเวอร์ริค กรุ๊ป ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีมุมมองและแนวคิดการทำธุรกิจที่แปลกใหม่ โดยหลังจากนี้ เชื่อว่ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์จะยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยส่วนมากมีพื้นฐานการขับขี่มอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว คาดว่าปีนี้ จะเป็นปีที่ดีและฟื้นตัวขึ้นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เห็นได้จากยอดขายและยอดจองรถของปีที่แล้วสูงถึง 1.8 ล้านคัน เติบโตจากปี 2021 ถึง 11.5% และรถใหม่ก็คงทยอยออกมาภายในปีนี้เช่นกัน” คุณนรวิชญ์กล่าวต่อว่า “ชิ้นส่วนอะไหล่ตกแต่งรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ มีฐานการผลิตในประเทศอิตาลี ซึ่งถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าได้เป็นอย่างดีในแง่ของคุณภาพ เรามีมุมมองการทำธุรกิจกับร้านค้า ตัวแทนจำหน่ายที่แตกต่างไปจากผู้นำเข้ารายอื่น โดยมีการแบ่งปันความรู้ของสินค้าและประสบการณ์ รวมถึงการบริการ โดยทีมช่างเทคนิคที่มีความชำนาญโดยเฉพาะ จึงเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกัน ในปัจจุบันเรากำลังขยายฐานลูกค้าตัวแทนจำหน่ายมากยิ่งขึ้น”  นอกจากนี้ บริษัทฯ ขับเคลื่อนแบรนด์ภายใต้แนวคิด Safe & Fun เล็งเห็นความสำคัญของคนที่ใข้รถจักรยานยนต์ ซึ่งจะต้องรู้สึกสบายและปลอดภัยทุกครั้งที่ขับขี่ จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ของลูกค้า รวมถึงเรื่อง Performance & Reliable การเพิ่มสมรรถนะและความปลอดภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันอีกด้วย ทั้งนี้ยังมีคอร์ส Maverix Group Expert หรือการอบรมเชิงลึกให้กับคู่ค้าทั่วประเทศ  โดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการรับรองร่วมถ่ายทอดวิธีการติดตั้งและใช้งานอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังได้วางกลยุทธ์การบริหารงานในอีกหลายส่วน อาทิ การขยายขอบเขตพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าในทวีปเอเชีย การกระจายสินค้า และโลจิสติกส์ พร้อมกับพัฒนาระบบจัดการให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น  สำหรับกลุ่มเป้าหมาย มีตั้งแต่รถจักรยานยนต์ที่ใช้งานทั่วไป จนถึงรถในสนามแข่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแบรนด์สินค้า ทั้งนี้ยังมองว่าตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะพัฒนาและเติบโตได้อีกในอนาคต และยินดีเปิดรับผู้ค้าธุรกิจที่จะจับมือร่วมกันเพื่อพัฒนาตลาดจักรยานยนต์ในประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ  สำหรับกิจกรรมภายในงานนี้ สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ประกาศวิสัยทัศน์ของแบรนด์ เพื่อสร้างโอกาสในการเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมด้วยกัน อีกทั้งเป็นการเปิดตัวสินค้าของแต่ละแบรนด์ โดยมุ่งว่าองค์กรจะสามารถเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำเข้าเพียงรายเดียวในประเทศไทย ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจในด้านการเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าคุณภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้ยังให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในข้อมูลสินค้าและวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วย Brembo, Domino Racing, Allegri, Matris, BMC, Austin Racing, Bonamici และ Zuper Flo โดยผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์พันธมิตร ให้สื่อและลูกค้าได้ทำความเข้าใจถึงโปรดักส์แบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ลูกค้าได้มั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นที่ทางบริษัทฯ เลือกมานั้น คำนึงถึงผู้ที่ใช้งานจริงเป็นหลัก จึงต้องเป็นของที่ปลอดภัย ได้คุณภาพระดับพรีเมียม ในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงการบริการ หลังการขายในกรณีที่สินค้าเกิดมีปัญหา 

BMW รุกศักราชใหม่

BMW รุกศักราชใหม่ เปิดบิ๊กไบค์ 3 โมเดล พร้อมขยายรับประกันเป็น 5 ปี บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ฉลองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่สาม จากผลลัพธ์แห่งความทุ่มเทของบริษัทด้านความพึงพอใจของลูกค้า นวัตกรรม และยนตรกรรมศาสตร์แห่งศิลป์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทำผลงานยอดจดทะเบียนรถยนต์อย่างแข็งแกร่ง  ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในตลาดรถยนต์พรีเมียมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 46.6% เพิ่มขึ้น 36.1% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย วางแผนต่อยอดความสำเร็จด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่มากมาย นำทัพโดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายโมเดลและรถยนต์มินิ รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R, R 1250 GS และ R1250 GS Adventure ในตัวเลือกสีใหม่ BMW รุกศักราชใหม่ มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย การมุ่งสู่อนาคตคือนิยามของทุกสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิธีที่เราทำธุรกิจ หรือการมอบสิ่งดี ๆ คืนให้กับโลก ความมุ่งมั่นในด้านนวัตกรรมและความเป็นเลิศตลอดทั้งปี 2565 ส่งผลให้ลูกค้ามอบความไว้วางใจให้กับเรา เราภูมิใจที่จะประกาศว่าเรายังคงครองตำแหน่งผู้นำในเซกเมนต์พรีเมียมอีกครั้ง และด้วยความสำเร็จและการเติบโตตลอดปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Luxury Class และรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเปิดตัวรุ่นรถยนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู XM, X7  หรือซีรีส์ 7 อย่างไรก็ตาม พลังแห่งการเลือกยังคงเป็นปรัชญาที่เราภาคภูมิใจ และพร้อมแนะนำหลากหลายยนตรกรรมใหม่ ๆ จากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปจนถึงบริการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ เรายังมุ่งมั่นเดินหน้าธุรกิจอย่างยั่งยืน อย่างที่เห็นได้จากหลากหลายโครงการด้านความยั่งยืนที่เราให้ความสำคัญมากขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งสู่ความเป็นเลิศไปพร้อม ๆ กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและพาร์ทเนอร์ของเรา เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าคนสำคัญของเราทุกคน” อุ่นใจในทุกเส้นทางกับการขยายการรับประกันและแพ็คเกจบำรุงรักษาใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สิงห์นักบิดอุ่นใจกว่าที่เคย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ขยายการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางและบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินหรือ โมบิลิตี้ เซอร์วิส เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับลูกค้าที่รับมอบมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 (เข้าถึงการรับประกันได้ทั่วโลกกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สำหรับบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น) ในขณะเดียวกัน แพ็คเกจบำรุงรักษา BMW Motorrad Service Inclusive (BMSI) ยังพร้อมให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเป็น ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป ซึ่งสามารถเลือกได้ระหว่างแพ็คเกจบำรุงรักษาครอบคลุม 3 ปี / 30,000 กิโลเมตร หรือแพ็คเกจ 5 ปี / 50,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)* โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รุ่น การรับประกันและ โมบิลิตี้ เซอร์วิส ราคาแพ็คเกจ BMSI 3 ปี/30,000 กม. (บาท) ราคาแพ็คเกจ BMSI 5 ปี/50,000 กม. (บาท) CE04 5 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง 13,000 19,000 C 400 19,000 31,000 G 310 28,000 36,000 F 750, F 850, F 900 27,000 40,000 S 1000 31,000 46,000 K 1600 34,000 48,000 R nineT, R 1250 33,000 48,000 R 18 32,000 50,000   แพ็คเกจบำรุงรักษา BMW Motorrad

TMAX Racing Experience 2023 มันส์ได้ใจสกู๊ตเตอร์สายซิ่ง

งานนี้ถูกใจสาย บิ๊กสกู๊ตเตอร์ ที่สุดแล้ว กับงาน TMax Racing Experience 2023 เป็นกิจกรรมที่ทาง Yamaha Riders’ club จัดให้สำหรับลูกค้าที่ใช้รถยามาฮ่า TMax ทุกรุ่น ทุกอิดิชั่น จะใหม่จะเก่ามาได้ทั้งหมด เพื่อเปิดประสบการณ์การขับขี่อย่างถูกต้องในสนาม แก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัด เพชรบุรี ถ้าให้พูดถึงรถสกู๊ตเตอร์สมรรถนะสูง ซีซีเยอะ ช่วงล่างดี เทคโนโลยีเพียบ ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น Yamaha Tmax อย่างแน่นอน เรียกได้ว่าท็อป ๆ ในคลาสเลยละ แต่ในเมื่อแรงแล้ว ทักษะการขับขี่ ยังได้ไม่เต็มที่ ยังไม่รู้จักตัวรถจริง ๆ ก็คงจะเสียดายเมื่อเรารีดสมรรถนะออกมาได้ไม่หมด Yamaha Riders’ club เห็นถึงส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในส่วนนี้ งานมันส์ ๆ ดี ๆ แบบนี้จึงเกิดขึ้นมา ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก ๆ เลยก็เพื่อที่จะให้กลุ่มลูกค้าที่ใช้รถบิ๊กสกู๊ตเตอร์ สามารถขับขี่รถของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพถูกต้อง พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการขับขี่บิ๊กไบค์ ไทย ยามาฮ่า ที่นำทีมโดย อาจารย์เป็ด วรวุฒิ พุทโธ อาจารย์เบิร์ด ประวัติ ญาณวุฒิ ดีกรีแชมป์ประเทศไทย อ.เป็ด วรวุฒิ พุทโธ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการขับขี่บิ๊กไบค์ สาวกบิ๊กสกู๊ตเตอร์ Tmax อ.เบิร์ด ประวัติ ญาณวุฒิ ดีกรีแชมป์ประเทศไทย รุ่น SS1 ท่าทางการขับขี่สำคัญ ต้องรู้..!! และทีมงานผู้ช่วยครูฝึก แนะนำการขับขี่ ดูแลความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างมืออาชีพตลอดทั้งวัน เรามาดูรายละเอียดงานครั้งนี้กันดีกว่า ว่า บิ๊กสกู๊ตเตอร์ ที่เข้าร่วมงานเกือบ 50 คัน ทำอะไรกันบ้าง ในการเรียนการสอนครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เท่า ๆ กัน พร้อมกับ แบ่งสัดส่วนของสนามเป็น 2 ช่วง เพื่อที่เพิ่มความเข้นข้นในการสอน การแนะนำมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการจัดเตรียมวางไพลอนภายในสนาม เพื่อที่จะเป็นจุดสังเกตในสถานีต่าง ๆ การเลี้ยว การเบรก และ การเติมคันเร่ง ได้อย่างถูกต้อง และในช่วงบ่าย เซสชั่นสุดท้าย เปิดแบบเต็มสนาม ให้ได้วิ่งแบบเต็มที่ นำความรู้ที่ได้จากช่วงเช้ามาใช้ขับขี่ รีดสมรรถนะได้อย่างเต็มที่ทั้งผู้ขับขี่และตัวรถ ในงาน TMAX Racing Experience 2023 ครั้งนี้ถือว่า ยามาฮ่าไรเดอร์คลับ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งกับการพากลุ่มลูกค้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้วิธีการขับขี่อย่างถูกต้อง ได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่ใช้รถรุ่นเดียวกัน การแนะนำจากผู้ชำนาญการ คุ้มค่ากับการมางานครั้งนี้ ขี่กลับบ้าน ทักษะ ทัศนคติ ความรู้ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ครั้งต่อไป มีงานเมื่อไร ที่ไหน ติดตามข่าวสารได้ทาง Yamaha Riders’ club เจอกันงานต่อไป…!! อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

BMW M1000R 2023

BMW M1000R 2023 เปิดราคาไทย 1.599 ล้านบาท บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัว BMW M1000R 2023 มอเตอร์ไซค์รุ่นล่าสุดจากตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู M สืบทอดอัตลักษณ์ที่โดดเด่นจากบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R เน็กเก็ดไบค์พิกัดเรือธงและบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ซูเปอร์ไบค์พิกัดเรือธงซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยโมเดลนี้ได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดโดยคำนึงถึง ความต้องการเฉพาะของผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์เป็นหลัก และยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการผลักดันสิ่งที่เป็นไปได้ในการออกแบบมอเตอร์ไซค์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่อีกครั้งของที่สุดแห่งสปอร์ตโรดสเตอร์ M 1000 R ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน 4 วาล์วไทเทเนียมต่อลูกสูบ DOHC และ BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95-98 รวมถึงยังมีคลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping และระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมเกียร์ Straight Cut ที่ติดตั้งมาเพื่อการส่งกำลังที่เหนือกว่าอีกด้วย ระบบกันสะเทือนล้อหน้าเป็นโช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ในขณะที่ระบบกันสะเทือนล้อหลังเป็นสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมปรับตั้งค่า Dynamic Damping Control (DDC) โดยมีระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 117 มิลลิเมตร ระบบเบรกมาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า และดิสก์เบรคเดี่ยวคาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยวที่ล้อหลัง หัวใจสำคัญคือชุดแต่ง M Competition ด้วยคุณสมบัติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งรวมถึงชุดสี Blackstorm metallic / M Motorsport ที่นั่ง M สปอร์ต ล้อ M คาร์บอนไฟเบอร์ ที่พักเท้าแบบ M และชิ้นส่วน M คาร์บอนไฟเบอร์ต่าง ๆ บริเวณ ฝาครอบล้อหลัง การ์ดโซ่ ฝาครอบล้อหน้า ฝาครอบถังน้ำมัน ฝาครอบแอร์บ็อกซ์ และแผ่นเบนทางลม ระบบเบรก M ได้รับการพัฒนาจากประสบการณ์ที่ได้จากระบบเบรกของรถแข่งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในการแข่งขัน Superbike World Championship ทำให้โมเดลนี้เป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นที่สองที่ติดตั้งเทคโนโลยีนี้ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ Pro และระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro หรือควิกชิฟเตอร์ ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงน้ำหนักบรรทุกและช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (RDC) ไฟหน้าปรับองศาตามการเข้าโค้งแบบ LED สปอยเลอร์เครื่องยนต์ และระบบทำความร้อนที่แฮนด์ยังติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานพร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่และระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ ฟังก์ชัน Brake Slide Assist ยังเป็นนวัตกรรมที่สำคัญและมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ในสนามแข่งซึ่งช่วยให้เบรกดริฟต์เข้ามุมด้วยการไถลได้อย่างต่อเนื่อง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Buell Super Cruiser

Buell Super Cruiser ครูเซอร์ที่เร็วที่สุดเผยโฉมแล้ว   ย้อนกลับไปในปี 2021 ค่ายรถสัญชาติอเมริกาอย่างบูเอลเคยระบุไว้ว่าจะเปิดตัวโมเดลใหม่ 10 โมเดลภายในปี 2024 ซึ่งในตอนนั้นฟัง ๆ ดูแล้วก็เป็นเรื่องที่ไกลตัวและยากที่จะเป็นจริงซะเหลือเกินกับแบรนด์นี้ ทว่าตอนนี้ทางแบรนด์กับร่วมมือกับสำนักคัสตอมรถชื่อดังระดับโลกอย่าง Roland Sands เพื่อสร้างโมเดลในสไตล์ครูเซอร์ขึ้นมาในชื่อว่า Buell Super Cruiser โดยเปิดให้จองพรีออเดอร์ผ่านทางเว็บไซต์แล้ว และจะส่งมอบปี 2025 กันเลยทีเดียว ซึ่ง Bill Melvin ซีอีโอของทางบูเอลอธิบายว่าการสร้างครูเซอร์ขึ้นมาสักคันนั้นเป็นอะไรที่ทางแบรนด์อยากทำมาโดยตลอด หลังจากที่ทุ่มเทสร้างสรรค์สปอร์ตไบค์มาเป็นเวลานานมากแล้ว ทางค่ายก็อยากจะทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่น่าจะดีไปกว่าการได้สร้างรถเท่ ๆ สักคันโดยการจับมือกับทาง Roland Sands ทาง Melvin ยังกล่าวอีกว่าตลาดอเมริกาตอนนี้เต็มไปด้วยรถอเมริกันที่ทั้งใหญ่และหนัก แถมยังช้าอีก แต่รถของเราจะไม่เป็นแบบนั้นและจะเป็นรถที่ร้อนแรงที่สุดในตลาดอีกด้วย สำหรับทางโรแลนด์แซนด์สนั้นก็ยินดีเข้าร่วมในโปรเจ็กต์นี้ โดยไม่ใช่แต่เพียงช่วยออกแบบสไตล์ของรถเท่านั้น ทางสำนักยังช่วยดูแลเรื่องสมรรถนะของรถให้ด้วย และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าซูเปอร์ครูเซอร์คันนี้จึงมีเครื่องยนต์ที่ดีและสมรรถนะสูง พร้อมกับช่วงล่างที่ดีอีกด้วย ทางสำนักย่างกล่าวอีกว่า “หากพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ของบูเอลและความต้องการของตลาดที่ควรจะต้องมีครูเซอร์ที่มีสมรรถนะสูงอย่างแท้จริง และคุณภาพงานประกอบของแชสซีและเครื่องยนต์ของทางบูเอลแล้วมันช่างลงตัวกับโปรเจ็กต์นี้เสียตริง ๆ ” เมื่อลงไปดูในเชิงเทคนิคแล้ว โมเดลนี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์วีทวินของทางแบรนด์และเลือกใช้ระบบเบรกของทางค่ายที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถจะมีสวิงอาร์มและระบบกันสะเทือนด้านหน้าที่ยกมาจาก Hammerhead 1190 ที่เป็นสปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่าย ทำให้ตัวรถนั้นดูโดดเด่นมากในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงของโปรเจ็กต์นี้ก็คือการดึงพละกำลังมหาศาลของเครื่องยนต์ที่มีมากถึง 175 แรงม้าออกมาจากรถที่ไม่ใช่สปอร์ตไบค์นั้นเอง ซึ่งงานนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่นอกขนบรถในสไตล์คัสตอมและครูเซอร์ไบค์อย่างมาก โดยสรุปแล้วทั้งสองฝ่ายนั้นก็มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกันสร้างครูเซอร์ไบค์ขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่ใหญ่โตและเทอะทะให้กลายเป็นรถที่คล่องตัว ทรงพลังและสมรรถนะดีรอบด้าน ทั้งยังจะต้องมีความหล่อเท่ให้ใคร ๆ ก็ต้องเหลียวหลังมองในยามที่เจ้าของขี่เจ้าคันนี้ล่องไปตามถนนบนเทือกเขา หรือทางหลวงต่าง ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Monkey Carnival Limited Edition

Monkey Carnival Limited Edition ผลิตแค่ 99 คันในโลกเท่านั้น CUB House by Honda เปิดตัวความสนุกครั้งใหม่กับโปรเจกท์ Monkey X Carnival การคอลแล็บครั้งสำคัญของ Monkey และ Carnival แบรนด์แฟชั่นสายสตรีทระดับไอคอนนิกแห่งยุค เปิดตัว Monkey Carnival Limited Edition ดีไซน์พิเศษในแบบฉบับของมอเตอร์ไซค์สายวิบาก ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 99 คัน มาพร้อม Exclusive Box Set ที่นักสะสมจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด   Monkey Carnival Limited Edition ได้รับการออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจาก Baja Motocross ที่โด่งดังในอดีต ถ่ายทอดกลิ่นอายของรถสายลุยสู่ Monkey ได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยลายกราฟิกแนวสตรีทบนถังน้ำมัน Carnival Fuel Tank มาพร้อมเบาะ Carnival Red Seat สีแดง เติมสีสันให้สตรีทไปอีกขั้น เสริมลุคความเป็น Motocross ด้วย Carnival Hand Guard และ Carnival Wind Shield ให้สายลุยได้สนุกอย่างเต็มที่ ตอกย้ำความ Limited ด้วยการรัน Serial Number เลข 01-99 ที่ตัวถังและครอบกรองอากาศด้านข้างรถ และยังผสาน DNA ของ Carnival เข้าไปในแต่ละจุดของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ Monkey Carnival บน Side Cover ที่เพิ่มความเท่ด้วย Chrome Coating และโลโก้ Carnival บนสวิงอาร์มของรถ พร้อมซนไปทุกที่ด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี 5 เกียร์ ให้คุณขี่สนุกทุกเส้นทาง พร้อมไฟหน้าทรงกลมในแบบฉบับของ Monkey และหน้าปัด LED แบบ Negative Meter กับลูกเล่นกราฟิกหน้าลิงแสบซน ตามสไตล์ Honda Monkey ทั้งนี้ราคาแนะนำอยู่ที่ 134,900 บาท มาพร้อม Exclusive Box Set ประกอบด้วย หมวกกันน็อก ผ้าคลุมรถ ป้ายทะเบียน พวงกุญแจ และสติ๊กเกอร์ ลาย Monkey Carnival สุดพรีเมียม พร้อมกันนี้ แบรนด์ Carnival ยังได้เปิดตัว Collection สุด Exclusive ที่เรียกว่า Monkey Carnival Collection เสริมลุคนักบิดสายแฟชั่นให้ทุกการขับขี่สนุกกว่าที่เคย พร้อมวางจำหน่ายที่หน้าร้าน Carnival 2 สาขา ที่ Warehouse 30 และสาขาสยามสแควร์ พร้อมทั้งวางจำหน่ายออนไลน์ และที่ CUB House Flagship สาขาเอกมัย ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ นี้ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมลุ้นเป็นเจ้าของ 5 คันแรก ผ่านกิจกรรมบนหน้าเพจ Facebook CUB House เพียงร่วมกิจกรรม Ticket Photo ถ่ายรูปคู่กับรถคันจริงที่ร้าน Carnival สาขา Warehouse 30 และสาขาสยามสแควร์ และโพสต์ร่วมกิจกรรมใน Facebook ของ CUB House โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในวันศุกร์ ที่  24 กุมภาพันธ์ และจับรางวัลในวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่หน้าร้าน Carnival at Siam square สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/cubhousebyhonda Website: www.thaihonda.co.th/cubhouse หรือสอบถามได้ที่ CUB House Flagship Store ทุกสาขาทั่วประเทศ

Praga ZS 800

Praga ZS 800 เรโทรไบค์จากแบรนด์ไฮเปอร์คาร์สัญชาติเช็ค เมื่อแบรนด์ไฮเปอร์คาร์หันมาทำมอเตอร์ไซค์ อะไร ๆ มันก็ต้องดูหรูหรา ล้ำเลิศ เพริศแพร้ว จนทำเอาใจแป้ว โดยเฉพาะกับเจ้า Praga ZS 800 เรโทรไบค์คันที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง BD 500 มอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนิกของทางค่ายเมื่อปี 1928 โมเดลสุดพิเศษนี้เป็นผลงานของทีมวิศวกรผู้ชำนาญการของทางแบรนด์ที่บรรจงสร้างไฮเปอร์คาร์ที่ชื่อว่า Bohema ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่สมัยใหม่กับดีไซน์แบบย้อนยุคจนกลายเป็นโมเดลสุดพิเศษขึ้นมา ตัวรถไม่เพียงแต่โดดเด่นในเรื่องของการออกแบบ แต่ยังมีน้ำหนักเบาจนหลายคนคาดไม่ถึง ด้วยการเลือกใช้เฟรมที่ผลิตขึ้นจากวัสดุโครโมลี น็อนและสกรูไทเทเนียม ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ ล้อคาร์บอนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 142 กิโลกรัม หรือน้ำหนักรถพร้อมของเหลวที่ 158 กิโลกรัมเท่านั้น มาดูในส่วนของขุมพลังกันบ้าง โมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี (เครื่องของ Kawasaki W800) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ยังคงให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด โดยมีถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นแหล่งบรรจุเชื้อเพลิงและเป็นส่วนหนึ่งของเฟรม พร้อมฝาครอบคาร์บอนฟอร์จเพิ่มความสวยงามหรูหรา ช่วงล่างของรถนั้นเป็นอะไรที่โดดเด่นและแปลกตาอย่างมาก ตัวรถเลือกใช้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าโช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มแฃะกระเดื่อง โดยใช้โช้คจาก Ohlins TTX22 ที่ปรับแต่งค่า ๆ ต่างได้เต็มระบบ ด้านหลังเองมีดีไซน์ของรถในสไตล์หลังแข็ง แต่ก็เลือกวางโช้คโช้คเดี่ยว Ohlins TTX Air ไว้ใต้เบาะ ขณะที่ระบบเบรกนั้นเลือกใช้ไฮดรอลิกดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังบิลด์ติดไว้กับตัวล้อเลย เรียกได้ว่ารักษาภาพลักษณ์ความเรโทรไว้ขีดสุดจริง ๆ ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีนั้นเรียกว่าทุ่มไปในขบวนการผลิตและการออกแบบ แต่ไม่ได้มีการระบุถึงเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยในการขับขี่เลย แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ รถแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ขี่ซิ่งอยู่แล้ว เน้นออกมาให้ขี่โชว์ให้คนเหลียวหลังมองเท่านั้น หรือจะซื้อมาประดับบารมีก็บอกเลยไม่ผิดหวัง เพราะสนนราคาอยู่ที่ 86,000 ยูโรแบบยังไม่รวมภาษี หรือคิดราว ๆ 3.15 ล้านบาท โดยจะผลิตขึ้นเพียง 28 คันเท่านั้น และจะเริ่มส่งมอบภายในกลางปีนี้ งานนี้ใครเงินเหลือก็ไปจัดกันได้นะครับ ซื้อมานี่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม จอดที่ไหนใครก็ต้องหันมามองอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Aerox 2023 จัดจ้าน ทุกสีสัน!!

Yamaha Aerox 2023 มาพร้อมกับสีสันใหม่ จัดจ้าน !!   มีข่าวมาให้ลุ้นกันอีกแล้ว สำหรับการเปิดโฉมรถใหม่จากค่าย Yamaha กับรถจักรยานยนต์สปอร์ต ออโตเมติกอย่าง Yamaha  Aerox 2023 ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ จัดจ้าน พร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคัน  บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทย พร้อมกระตุ้นตลาดรถจักรยานยนต์ด้วยการส่งรถจักรยานยนต์ “ยามาฮ่า แอร็อกซ์ ใหม่” สปอร์ต…ไม่ทิ้งลาย Spice up your challenge! สีใหม่! จัดจ้านทุกสีสัน บิดมันส์เร้าใจ ดีไซน์สปอร์ตรอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Racing Sport ตระกูล R-Series สมรรถนะทรงพลังด้วยความแรงจากเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี ผสานวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA พร้อมเทคโนโลยีใหม่ Y-CONNECT เชื่อมต่อข้อมูลรถเพื่อตอบสนองในการใช้งานและมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร “ยามาฮ่า แอร็อกซ์ ใหม่” …SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจด้วยสมรรถนะแรงเหนือใคร ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ตอบสนองดีเยี่ยมทุกอัตราเร่ง สไตล์รถสปอร์ต ระบายความร้อนด้วยน้ำเต็มระบบ พร้อมลูกสูบแบบ Forged แข็งแกร่ง ทนทานและให้ความมั่นใจในการหยุดรถด้วยระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน ช่วยไม่ให้เสียการควบคุม ปลอดภัยอีกขั้นแบบรถสปอร์ตชั้นนำ เสริมด้วยยางหลังใหญ่ 140 มม. ล้อแม็ก 14 นิ้ว ใหญ่สุดในคลาสสปอร์ตออโตเมติก เฉียบคมทุกการเข้าโค้ง มั่นใจทุกการคอนโทรลแบบรถสปอร์ต และระบบกันสะเทือนหลังแบบซับแทงค์ ดูดซับแรงกระแทกดีเยี่ยม ลดแรงสะท้านในการขับขี่ ให้อารมณ์รถสปอร์ตตัวจริง ดูกันในเรื่องของการดีไซน์ ด้วยไฟหน้าใหม่! แบบ Full LED พร้อม Daytime running light สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ดีไซน์ใหม่ สว่างชัดเจนกว่าเดิมเพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้น…ไฟท้ายใหม่! แบบ LED สว่างจัด ชัดเจน ช่วงท้ายดีไซน์แบบท้ายสั้นให้อารมณ์ซูเปอร์สปอร์ตพร้อมที่จับกันตกแบบ Build in อีกทั้งยังล้ำสมัยด้วยเรือนไมล์ดิจิทัลแบบ LCD สปอร์ตจัดเร้าใจด้วยกราฟิกแสดงผลวัดรอบ บอกครบทุกฟังก์ชัน แสดงผลการเชื่อมต่อกับ Y-CONNECT พร้อมสวิตช์เปลี่ยนโหมดง่ายขึ้นที่แฮนด์ซ้าย นอกจากนี้ “ยามาฮ่า แอร็อกซ์ ใหม่” เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันใช้งานเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็น SMART KEY SYSTEM ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สะดวกสบายในการเปิดหรือปิด สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ / ปลดล็อกแฮนด์ / ปลดล็อกเบาะ / ปลดล็อกฝาถังน้ำมัน พร้อมสัญญาณ ANSWER BACK, ช่องเสียบต่อชาร์จแบตเตอรี่มือถือ A/C CHARGING SOCKET ป้องกันแบตฯ มือถือหมด ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ และช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมฝาปิด และยังมี MEGA BOX ที่เก็บของใหญ่ ขนาด 25 ลิตร เก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ และถังน้ำมันใหญ่ 5.5 ลิตร เติมน้ำมันได้มากขึ้น ไปได้ไกลกว่า! “ยามาฮ่า แอร็อกซ์ ใหม่” มาพร้อมกับความล้ำสมัย ไฮเทคเหนือชั้น ด้วยระบบ Y-CONNECT Application เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำ แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถ และการขับขี่ได้บนมือถืออย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน มากถึง 9 ฟังก์ชัน เพื่อความสะดวกสบาย ได้แก่  1.METER INDICATOR – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือ บนหน้าจอเรือนไมล์ 2. MAINTENANCE RECOMMEND – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา 3. MALFUNCTION NOTIFICATION – แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา 4. FUEL CONSUMPTION

Yamaha YZF-R15M 2023 ใหม่ พร้อมจอสี TFT

Yamaha YZF-R15M 2023 มาพร้อมกับหน้าจอสี TFT ใหม่  มีข่าวดีมาแชร์ให้อ่านกันอีกครั้ง กับการเปิดตัวโมเดลสปอร์ตไบค์ สายพันธุ์ R-Series รุ่นพิเศษ อย่าง Yamaha YZF-R15M 2023 ในประเทศอินเดีย ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดออพชันใหม่จากรุ่นก่อน และฟังก์ชันเสริม ที่อำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้ว YZF-R15M เวอร์ชัน 2023 จะมีไฮไลท์อะไรที่น่าสนใจในรถรุ่นนี้กันบ้าง ไปดูกัน  หน้าจอสี TFT แสดงผลใหม่ หนึ่งไฮไลท์หลักของรถโมเดลพิเศษรุ่นนี้ กับหน้าจอสี TFT แสดงผลใหม่ ทั้งแสดงผลอัตราความเร็ว น้ำมัน ทริปการเดินทาง ชิฟไลท์ พร้อมระบบแทร็กชันคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์ ระบบแบตเตอรี่ และอื่น ๆ สามารถรองรับ Y-Connect ที่อำนวยสะดวกต่อการเดินทาง ให้อารมณ์การขับขี่แบบรถโมเดลรุ่นพี่อย่าง R1M อีกด้วย  ชุดไฟเลี้ยวใหม่  กิมมิกเล็ก ๆ น้อย ๆ กับการปรับเปลี่ยนจากชุดหลอดไฟเดิมที่เป็นแบบฮาโลเจน มาเป็นไฟ LED ที่ให้ความทันสมัย เข้ากับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น  ด้านขุมพลังเครื่องยนต์ของ R15M 2023 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ SOHC 1 สูบ 4 จังหวะ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที กับแรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบวาล์วแปรผัน หรือ  VVA ที่ช่วยเสริมการขับขี่ให้สนุกมากยิ่งขึ้น  ระบบกันสะเทือนก็เช่นเดียวกัน กับโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ และโช้คเดี่ยวด้านหลังแบบสตรัทสปริง พร้อมระบบเบรก ดิสก์เบรก หน้า-หลัง เสริมระบบป้องกันล้อล็อก ABS Dual Channel ต่อด้วยช่วงล่างกับล้อหน้า-หลังขนาดเดิมที่ 17 นิ้ว และยางหน้า 100/80 และยางหลัง 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน  ดูโดยรวมแล้ว เจ้ารถสปอร์ตโมเดลรุ่นนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ให้ทันกับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ส่วนรูปลักษณ์และเครื่องยนต์ของตัวรถยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ยังไงเครื่องเดิม ๆ ก็ถือว่าแรงอยู่แล้ว รับประกันเลย สำหรับรถรุ่น Yamaha YZF-15M 2023 ยังไม่ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าราคาน่าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย แต่ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว เพราะได้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้กับขับขี่สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BRABUS 1300 R Edition 23

BRABUS 1300 R Edition 23 กลับมาอีกครั้งดุดันยิ่งกว่า ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียอย่างเคทีเอ็มกับผู้ผลิตอะไหล่แต่งสุดหรูหราอย่างบราบัส ยังคงเป็นมิตรที่ดี ส่งผลงานที่สร้างร่วมกันอย่าง Brabus 1300 R Edition 23 ออกมาอีกเป็นโมเดลที่ 2 หลังจากโมเดลแรกประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ มาดูกันว่าโมเดลใหม่นี้มีอะไรเด่น ๆ กันบ้าง การร่วมมือกันของสองแบรนด์ระดับโลกเคยสร้างปรากฏการณ์ที่ทุกคนต้องทึ่งมาแล้วในปี 2022 ก่อเกิดเป็นเน็กเก็ดไบค์ที่ไม่เพียงแค่ทรงพลังที่สุด ยังเป็นรถที่มีความโดดเด่น ดุดัน ขณะเดียวกันก็หรูหรา ทรงคุณค่า น่าสะสมอย่างที่สุด จากการเป็นรถที่ถูกผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัด และเช่นกันในปี 2023 นี้ก็จะออกมาในรูปแบบเดียวกัน แต่มาในแบบที่ดุดำดุดันยิ่งกว่าเคย สมกับเป็นไนท์ไรเดอร์ ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ มีการขับเน้น DNA การออกแบบให้สมกับแบรนด์บราบัสมากยิ่งขึ้น โดยตัวรถจะมีให้เลือก 2 เฉดสี โดยทั้งสองเฉดสีจะมาพร้อมกับล้อฟอร์จ Monoblock Z wheels ชิ้นส่วนคาร์บอนเกรดไฮเอนด์และเบาะนั่งแบบสั่งทำที่จัดการโดยผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในของทางบราบัส ในเมือง Bottrop ประเทศเยอรมัน ทำให้รถยิ่งโดดเด่นเหนือระดับ พร้อมการันตีว่าทุกคนต้องร้องว้าวเมื่อแรกเห็น   ในส่วนพื้นฐานนั้นยังคงเป็นเจ้า KTM 1290 SUPER DUKE R EVO ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มันยอดเยี่ยมที่สุดในโลกสองล้อ และมุ่งเน้นให้ได้ประสบการณ์ขับขี่ที่เยี่ยมยอด ขับขี่ได้สบายแบบไร้ข้อติ โดยมีขุมพลังเป็นเครื่อง LC8 ที่เป็นเครื่องวีทวิน หรือสองสูบวีขนาด 1,301 ซีซี ที่ให้กำลังแรงถึง 180 แรงม้าที่ 9,500 รอบ กับแรงบิดสูงสุดที่ 140 นิวตันเมตรที่ 8,000 เพิ่มเอกลักษณ์พิเศษให้แตกต่างจากเดิมด้วยปลายท่อไอเสียสลิปออนแบบปลายคู่ของทางบราบัสซึ่งให้สุ้มเสียงทรงพลัง มาถึงตรงนี้เรามาดูจุดที่เปลี่ยนไปกันครับ โดยจุดแรกคือหน้ากากไฟหน้าใหม่ที่เข้าคู่กันกับแฟริ่งคาร์บอนด้านข้าง และสกู๊ปดักลมพร้อมแถบซิกเนเจอร์ของทางบราบัส ที่ยิ่งเสริมสร้างความโดดเด่นลงตัว แฟริ่งด้านข้างและช่องแอร์ดักต์เองก็มีการออกแบบใหม่ และเพื่อความสปอร์ตดุดันสุดขีดมีการใช้ท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมกับเพิ่มครอบเบาะท้ายดีไซน์ใหม่เข้ามา มีเปลี่ยนครอบแคร้งใหม่และสีให้เข้ากับตัวรถ ทำให้รถดูสวยลงตัวมากขึ้น เบาะนั่งก็หุ้มด้วยลวดลายเย็บปักแบบใหม่ มีกระจกปลายแฮนด์ดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะช่วยให้ปรับมุมมองการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น ส่วนของล้อเองก็มีการทำสีแบบใหม่เป็นสีดำแพลตตินัมแบล็ก ปิดท้ายความแตกต่างด้วยเฉดสีใหม่ 2 เฉดสีคือ สีดำ Superblack และสีเทา Stealth Gray โดยแต่ละสีจะผลิตขึ้นเพียง 145 คันเท่านั้น จุดเด่นต่าง ๆ มีดังนี้: ซีเรียลนัมเบอร์แต่ละคันไม่ซ้ำกัน ล้อฟอร์จน้ำหนักเบา Monoblock Z แบบ 9 ก้านสีดำแพลตตินัม ปลายท่อสลิปออน เบาะพร้อมระบบอุ่นเบาะที่ทำขึ้นพิเศษ หน้าจอเรือนไมล์พร้อมอนิเมชันพิเศษ ชุดสีของหน้าจอแสดงผลเฉพาะ เฟรมสีดำพิเศษ แอร์ดักต์คาร์บอนไฟเบอร์ หน้ากากไฟหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์ แผงคอ CNC ก้านเบรกและก้านคลัตช์ CNC แบบปรับระยะได้ พักเท้า CNC แบบปรับระยะได้ ฝากระปุกน้ำมันเบรก CNC ครอบเบาะแต่ง กระจกปลายแฮนด์ ท้ายคาร์บอนไฟเบอร์และที่ยึดทะเบียนแบบสั้น ไฟเลี้ยว LED พร้อมไฟเบรกในตัว ระบบกันสะเทือนแบบปรับไฟฟ้า WP APEX กันสะบัด WP APEX PRO 7117 โหมดการขับขี่ 5 โหมด (STREET – SPORT – RAIN – PERFORMANCE – TRACK) ประกับคันเร่งแบบทด อุ่นมือ แบตลิเทียมไอออนน้ำหนักเบา ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ในอีกหลาย ๆ จุด สุดท้ายนี้ใครที่สนใจสามารถพรีออเดอร์ได้ ผ่านทางเว็บไซต์ของ KTM ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์เวลา 3 ทุ่มบ้านเราเป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Fazzio ในทริปวันเดย์ของคนเจนใหม่

Yamaha Fazzio ในทริปสไตล์คนเจ็นใหม่ กับ Y-Connect ยามาฮ่า จัดทริปวันเดย์สุดเก๋ไปกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ กับการทดสอบ รีวิวขับขี่รถจักรยานยนต์สไตล์พรีเมียม Yamaha Grand Filano และรถจักรยานยนต์สไตล์ของคนเจ็นใหม่อย่าง Yamaha Fazzio พร้อมกับการใช้ฟังก์ชันจาก Y-Connect ตลอดการเดินทางในทริปนี้ ที่อำนวยความสะดวกในการขับขี่ในทุกเส้นทางบนท้องถนน ในวันนี้ ทางซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับทางยามาฮ่าไปพร้อมกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมาย ในกิจกรรมวันเดย์ทริป เพื่อพิสูจน์ฟังก์ชันของแอพ Y-Connect ในสมรรถนะการประหยัดน้ำมันของรถจักรยานยนต์ ตลอดระยะการเดินทางใน 1 วัน รวมถึงฟังก์ชันอื่น ๆ อีกด้วย จากนั้นก็ได้แยกกลุ่ม การขับขี่ระหว่าง Yamaha Grand Filano และ Yamaha Fazzio โดยทางซูเปอร์ไบค์ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถสกู๊ตเตอร์อย่าง ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ จากนั้นเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน Y-Connect เข้ากับรถสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ พร้อมแสดงผลของการเดินทาง ข้อมูลรถ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันในช่วงการขับขี่ และฟังก์ชันอื่น ๆ พร้อมเริ่มสตาร์ทจุดเริ่มต้นที่ร้าน ชอคโกแลต วิลล์ บนถนนเกษตร-นวมินทร์ สู่กิจกรรมต่อไปกันเลย  มาถึงจุดเช็คอินที่ 1 กับกิจกรรมยิงธนูที่ Archery Thai เริ่มด้วยสาธิตการยิงธนูเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญ ให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อต่าง ๆ สนุกไปกับเกมส์การแข่งขันยิงธนูสุดมันส์แบบนับแต้ม แต่เท่าที่เห็น ยิงเข้าเป้าบ้าง ไม่เข้าบ้างแหล่ะ แต่ยิงแป้กนี่เขินเลยนะ !!  จบกิจกรรมยิงธนูกันไปแล้ว ก็พร้อมเดินทางกันต่อ และไม่พลาดการติดต่อกับระบบแจ้งเตือนสายเข้าบนหน้าจอ พร้อมกับขับขี่ปลอดภัยมั่นใจระบบเบรก UBS ทำให้ถึงจุดนัดทานอาหารกลางวันที่ฝันคาเฟ่ คาเฟ่เก๋ๆ สุดต๊าซ ของวัยรุ่นยุคเนี๊ยะ  เมื่อรับประทานอาหารอิ่มกันไปที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาเล่นกิจกรรมกันต่อ กับเกมส์ประกวดวาดภาพบนเค้กที่ทางร้านจัดเตรียมมาให้ ซึ่งให้เหล่าผู้ร่วมกิจกรรม ประชันลวดลายกันแบบไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว วาดโฉมลวดลายกันไปแล้ว ก็พร้อมที่จะลุยต่อ เริ่มสตาร์ทแอพ Y-Connect เดินทางลัดเลาะทั่วกรุงเทพจอดทุกไฟแดงแต่ประหยัดอย่างบอกใครกับระบบ Stop & Start System หยุดการทำงานของเครื่องยนต์ทุกครั้ง เพิ่มความประหยัดให้กับวัยรุ่นยุคใหม่ ก่อนชมงานอาร์ตแกลเลอรี่ เก๋ไก๋สไตล์นิวเจ็น ในงาน TAKE YOUR TIME A Solo Exhibition by SUNTER ที่ศูนย์การค้า River City ที่ประดับความงามในภาพศิลปะต่าง ๆ มากมาย บวกกับความทันสมัยที่เข้ากับคนเจนใหม่ เหมือนกับคาแรกเตอร์ของรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ ที่ผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว  เช็คอินสถานที่สุดท้ายในช่วงเย็นที่ท่ามหาราช พร้อมสรุปผลการขับขี่ในหนึ่งวัน กับเครื่องยนต์บลูคอร์ ซึ่งวันนี้ ทางซูเปอร์ไบค์ได้ขับขี่รถ ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ และสามารถประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 54 กิโลเมตรต่อลิตรเลยทีเดียว และพบกับมื้อค่ำสุดหรูบนเรือ ซึ่งจะพาทุกคนไปดื่มด่ำบรรยากาศการรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา จบสุดท้ายไปด้วย การกล่าวปิดงานกันอย่างอบอุ่น และสรุปผลการแข่งขันในแต่ละเกมส์ และการเล่นมินิคอนเสิร์ตเล็ก ๆ บนเรือกันอย่างสนุกสนาน  สำหรับใครที่สนใจรถสกู๊ตเตอร์ ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ สามาติดต่อได้ที่ศูนย์ยามาฮ่า สแควร์ทั่วประเทศ สำหรับราคารถรุ่นนี้ รุ่น Smart Key ราคาแนะนำอยู่ที่ 56,600 บาท และ รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 54,900 บาท สามารถติดต่อได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการยามาฮ่า สแควร์ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR1000RR-R 2023 รถแข่ง

CBR1000RR-R 2023 รถแข่ง จาก Honda Racing UK เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง Honda Racing UK ได้ทำการเผยโฉม CBR1000RR-R 2023 รถแข่ง สำหรับทำการแข่งขันในรายการ Bennetts British Superbike Championship และการแข่งขันโร้ดเรซซิ่งระดับนานาชาติรายการต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยรายการ North West 200 และ Isle of Man TT โดยมี Andrew Irwin กับ Tom Neave ลงแข่งในรายการ BSB และมี John McGuinness MBE กับ Nathan Harrison แข่งรายการโร้ดเรซซิ่ง โดยสีสันในปีนี้คล้ายคลึงกับรถโปรดักชันที่ทางฮอนด้าขายอยู่มาก แบบเดียวกับ CBR1000RR-R Fireblade SP ในชุดสีแดง Grand Prix Red เรียกได้ว่าถ้าไม่สังเกตดี ๆ นี่ถึงกับแยกไม่ออกเลยทีเดียว ทั้งนี้ทางทีมเองก็หวังว่าจะสร้างความสำเร็จได้เหมือนกับปีที่แล้ว โดยเจ้าดาบเพลิงคันนี้ช่วยคว้าชัยชนะมาแล้วหลายครั้งในศึก North West 200 ทั้งยังคว้ารางวัลนักขี่หน้าใหม่ที่เร็วที่สุดในศึก TT นอกจากนี้ยังมีโพเดียมอยู่สม่ำเสมอแน่นอนว่ารวมไปถึงชัยชนะใน BSB จนสามารถรั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนรวม ขณะเดียวกันในพิกัดซูเปอร์สต็อกก็สามารถรักษาแชมป์ในรายการ Pirelli National Superstock championship ได้อีกด้วย สุดท้ายนี้ทางทีมยังเผยอีกว่าการเตรียมการสำหรับฤดูกาล 2023 นั้นเป็นไปได้ด้วยดี การทดสอบอย่างเป็นทางการของรายการ BSB เองก็จะเริ่มขึ้นที่ Navarra ทางตอนเหนือของสเปนในวันที่ 11 – 13 มีนาคมนี้แล้ว สำหรับคนที่อยากเห็นคันเป็น ๆ ล่ะก็สามารถบินไปชมกันได้ที่ Youles Motorcycles Honda Manchester ดีลเลอร์ที่อังกฤษซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมกันนี้ยังมีนักแข่งระดับตำนานที่เคยลงแข่ง TT 23 ครั้งและคว้าชัยในศึก NW200 มา 6 สมัย อย่าง John McGuinness MBE มาร่วมงานด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก