SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ถูกใจสายมูแน่นอนสำหรับ ฤกษ์ออกรถปี 2566 หลายคนคงจะมีความเชื่อแรงศรัทธาต่อดวงชะตา หรือการมูเตลูบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสาว ๆ นี่บอกเลยว่า การดูดวงเป็นงานอดิเรกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องดูฤกษ์งามยามดีก่อน เช่น ซื้อบ้าน แต่งงาน การเดินทาง ต่าง ๆ นา ๆ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาเช็คฤกษ์ออกรถฉบับชาวสองล้อในปี 2566 กัน คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหลาย ๆ คน แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเรื่องแบบนี้อยู่ที่ความเชื่อส่วนบุคคลจ้า ทำนายเดือนกุมภาพันธ์ -หากออกรถในเดือนที่สองของปีนั้นจะส่งผลต่อเรื่องโชคลาภเงินทองให้ไหลมาเทมา ดวงชะตาจะหนุนนำ แต่แนะนำให้เข้าวัดทำบุญทำทานด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง ทำนายเดือนมีนาคม -ในการออกรถเดือนนี้จะช่วยส่งเสริมให้พบเจอแต่สิ่งที่ดี นักขี่ท่านใดที่ทำการค้าขายก็มีโอกาสจะมีเงินทองมากขึ้น ใช้ชีวิตให้ดีระมัดระวังก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทำนายเดือนเมษายน -ฤกษ์ออกรถในเดือนเมษายนนี้จะช่วยให้การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย และรวมถึงเรื่องโชคลาภเงินทองก็ช่วยส่งเสริมด้วยเช่นกัน ทำนายเดือนพฤษภาคม -ชาวนักบิดสองล้อท่านใดที่มีแผนจะออกรถในเดือนนี้ บอกเลยว่าช่วยส่งเสริมเรื่องความรักไม่ว่าจะแฟน หรือคนในครอบครัว และยังช่วยในเรื่องของโชคลาภอีกด้วย ทำนายเดือนมิถุนายน -หากมีแพลนที่จะออกรถในเดือนนี้เป็นครึ่งปีหลังแห่งความสุขสมหวัง ไม่ว่าจะเรื่องหน้าที่การงาน หรือเรื่องค้าขายกระทั่งเรื่องความรักก็ส่งผลดีเช่นกัน ทำนายเดือนกรกฎาคม -เดือนนี้หน้าที่การงานจะมีความมั่นคงยิ่งขึ้น มีโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่งงานที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ใครที่ทำการค้าขายก็จะมีรายได้และลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำนายเดือนสิงหาคม -ในเดือนสิงหาคมก็เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักบิดอย่างเรา ๆ เพราะช่วยในเรื่องความปลอดภัย ยิ่งเวลาเราเดินทางก็จะช่วยส่งเสริมได้เจอทางที่ดี ๆ และในส่วนเรื่องหน้าที่การงานก็จะได้ขยับตำแหน่งที่ดี และเพื่อนร่วมงานก็ชื่นชอบอีกด้วย ทำนายเดือนกันยายน -เดือนกันยายนนี้ มีโอกาสดี ๆ จะเข้ามาหาเตรียมตัวรับสิ่งที่ดีไว้ได้เลย และที่สำคัญจงมั่นใจ และพัฒนาตนเองให้มากยิ่งขึ้น เวลาตัดสินใจอะไรจะได้ไม่มีความลังเล ทำนายเดือนตุลาคม -ในเรื่องของความโชคร้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเรื่องที่ดีขึ้น อะไรที่เคยมีปัญหาก็จะสามารถแก้ไขได้ เปลี่ยนหนักให้กลายเป็นเบา ทำนายเดือนพฤศจิกายน -ถ้าออกรถในเรื่องนี้จะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตราบรื่นมากขึ้นกว่าเดิม จะพบเจอเรื่องราวที่ดี และมีความสุข ปัญหาที่เคยมีอยู่ก็จะบรรเทาไป และแนะนำว่าถ้ายิ่งมีสติมากขึ้น ทำสมาธิฝึกจิตใจบ่อย ๆ หลายอย่างก็จะดีตามไปด้วย ทำนายเดือนธันวาคม และในเดือนสุดท้ายของปี หากออกรถเดือนนี้โชคชะตาจะหนุนนำพาแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา และจะสมหวังในหลาย ๆเรื่องที่ได้คาดหวังเอาไว้อีกด้วย หมายเหตุ : ฤกษ์ที่ทุกคนเห็นนี้อ้างอิงตามโหราศาสตร์ปฏิทินของจีน รวบรวมวันธงไชย และวันอธิบดีไว้เรียบร้อย และแต่ล่ะเดือนก็มีความโดดเด่นในเรื่องที่แตกต่างกันออกไป สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยหลังจากดู ฤกษ์ออกรถปี 2566 ก็คือ การขับขี่ที่ปลอดภัยก็ต้องมาพร้อมกับสติบนท้องถนน เรื่องฤกษ์ โชคชะตา หรือการมูเตลู ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเป็นตัวช่วย และเรื่องเหล่านี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค GPX Tuscany 150 ราคา และข้อมูล GPX Tuscany 150 สกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ในดีไซน์ที่ให้ความหรูหรา แต่แแฝงความสนุกไปกับสีสัน กับเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี เหมาะกับการขับขี่ในเมืองได้อย่างสนุกสนาน ราคาแนะนำ รุ่น Smart Key ราคา 63,700 บาท รุ่น Standard ราคา 59,900 บาท สเปค, สเป็ก กุญแจอัจฉริยะ Smart Key ระบบแบรก Combine Brake System (CBS) เรือนไมล์ Full LCD ระบบไฟส่องสว่าง Full LED USB Type A รองรับ Fast Charging ใต้เบาะใหญ่ถึง 27 ลิตร สเปค GPX Tuscany 150 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 1 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 149.6 ซีซี แรงม้า (เคลม) 11 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 11.4 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาว์ลต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 57.4 X 57.8 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ ออโต้ ระบบจุดระเบิด Full Transistor Ignition ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด EFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 110/70-12” 53L (ล้อแม็ก) ไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 120-70-12” 58L (ล้อแม็ก) ไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 226 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง X ยาว X สูง 675 X 1,855 X 1,130 มม. ระยะฐานล้อ NA ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 101 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 122 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 5.7 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 เทคโนโลยี – ระบบเบรก Combine Brake System (CBS) – เรือนไมล์ Full LCD – USB Type A รองรับ Fast Charging – กุญแจอัจฉริยะ Smart Key สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Smart Key Rubino Red (แดง) Gelato Green Mint (เขียว) Smoke Gray

Keeway Victoria 200 สกู๊ตเตอร์ดีไซน์ย้อนยุค เทคโนโลยีล้ำ เปิดตัวแล้ว นอกจากทาง Keeway ได้เปิดตัวสกู๊ตเตอร์ Keeway Shiny 150 กันไปแล้ว ยังมีอีกรุ่นที่เปิดตัวมาด้วยอย่าง Keeway Victoria 200 สกู๊ตเตอร์สไตล์ย้อนยุค 60 (SIXTIES) เรียกได้ว่ารุกตลาดรถสกู๊ตเตอร์ 2 ล้อตั้งแต่ต้นปี 2023 กันเลยทีเดียว ในครั้งนี้ เราจะมายลโฉมเจ้า วิกตอเรีย 200 รุ่นนี้กัน ว่าจะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง สำหรับสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่รุ่นนี้ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการผสานความร่วมมือกัน ระหว่าง Victoria และ Keeway ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก กับความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม จึงเกิดเป็นโฉมรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ให้เราได้เห็นกัน แม้ว่ารูปลักษณ์จะพาย้อนเวลากลับไปเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว แต่ Keeway Victoria มาพร้อมความสะดวกสบายสุดล้ำ สกู๊ตเตอร์มีเบาะนั่งแบบแยกส่วนที่โดดเด่นให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายสะดวกสบายอย่างยิ่ง ด้วยกระจังหน้าแบบย้อนยุคแฝงความล้ำสมัยด้วยไฟหน้าล้ำยุคแบบ FULL LED เต็มรูปแบบที่โดดเด่น ผสานกับไฟเบรกแบบ LED คู่อันเป็นเอกลักษณ์และไฟสัญญาณที่ผสานเข้ากับด้านหลังของสกู๊ตเตอร์อย่างลงตัว เปี่ยมไปด้วยระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ของตัวรถ ด้วยสวิตช์จุดระเบิดแบบมัลติฟังก์ชันประกอบด้วยสตาร์ทไฟฟ้า ที่เก็บของใต้เบาะที่พอเพียงกับทุกไลฟ์สไตล์ และมาพร้อมช่องชาร์จไฟ USB ให้ทุกคนไม่พลาดการติดต่อ สำหรับพละกำลังเจ้าวิกตอเรีย 200 ที่มากับเครื่องยนต์ 1 สูบ ขนาด 171.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังสูงสุด 11.3 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 12 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาทีทำให้ Victoria เป็นรถที่คล่องแคล่ว คล่องตัว พร้อมช่วงล่าง ด้วยโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และโช้คหลังแบบปรับระดับได้ มาพร้อมความปลอดภัยที่ไม่ถูกลืม ด้วยดิสก์เบรกหน้า ขนาด 220 มม. พร้อมระบบการกระจายแรงเบรก และดิสก์เบรกขนาด 215 มม. มั่นใจทุกการเดินทางด้วยยาง Tubeless ขนาด 120/70-12 ทั้งหน้าและหลัง โดยรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา CLOUD GREY, สีแดง VERMILLON RED, สีเขียว EMERALD GREEN และสีฟ้า CYAN BLUE พร้อมการรับประกัน 3 ปี 30,000 กิโลเมตร ส่วนราคานั้นผมจะมาเปิดเผยทีหลังกันครับ ทั้งหมดนี้พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศคลิกเลย!! https://bit.ly/3eqrUBK และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ Keeway Victoria ได้ที่ Website : www.keeway-thailand.com Facebook : KeewayMotorcycle Line : @Keeway อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway Shiny 150 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย หลังจากกระแสตอบรับเป็นไปอย่างที่น่าพอใจ สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่น Keeway Versilia 150 ที่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้ ทาง Keeway พร้อมเดินหน้าเปิดตัวสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Keeway Shiny 150 กับโฉมใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานกันแบบครบครัน สำหรับสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ เป็นโฉมใหม่ล่าสุดที่มาในรูปแบบอิตาเลียนสไตล์ โดดเด่นด้วยการดีไซน์เปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นยอด ที่ผสมผสานระหว่างสไตล์และเทคโนโลยีของสกู๊ตเตอร์ในปัจจุบัน สำหรับรูปลักษณ์ตัวรถ ที่ให้อารมณ์ความคลาสสิกด้วยไฟหน้าทรงกลม และตัวรถที่มองด้านข้างจะเห็นส่วนเว้า ส่วนโค้ง ในลักษณะรูปวงรี ที่สื่อความเป็นอิสระในการเดินทาง ควบคู่ไปกับการเน้นด้วยเส้นโครเมียมในหลายมุมของตัวรถ เสริมเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังที่มีลวดลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนในรูปแบบย้อนยุค แม้ว่าตัวรถจะมีกลิ่นอายแห่งความคลาสสิก แต่ยังมาพร้อมกับนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อตอบสนองการใช้งานในปัจจุบัน เริ่มด้วยไฟหน้า LED และไฟเลี้ยวคู่หน้าบิ้ลต์อิน DRL รูปวงแหวนและ “x” โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไฟข้างตัวรถเป็น LED ขนาดเล็กที่ส่องสว่าง ในสไตล์เรโทรคลาสสิก พร้อมเรือนไมล์ทรงกลมเป็นแบบดิจิตอลและไฟพื้นหลังที่ปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 สี สามารถปรับได้ตามใจชอบเลยทีเดียว พร้อมที่เก็บสัมภาระด้านหน้าและช่องเสียบ USB มาดูพละกำลังของรถรุ่นนี้กันบ้าง กับเครื่องยนต์ SOHC 1 สูบ ขนาด 149.6 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมเคลมแรงม้าที่ 8.3 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที ขณะที่แรงบิดสูงสุดที่ 8.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที กับระบบขับเคลื่อนด้วยเกียร์ ออโตเมติก CVT และความจุถังน้ำมันขนาด 5.6 ลิตร ต่อกันด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าแบบ เทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว พร้อมระบบดิสก์เบรกหน้า ขนาด 220 ม.ม. และดรัมเบรกด้านหลัง เสริมด้วยล้อหน้าและหลังขนาด 12 นิ้ว ยางหน้าและหลังขนาด 120/70 แบบไม่ใช้ยางใน ที่ให้ฟีลลิ่งการขับขี่เน้นความคล่องตัว และสามารถเลี้ยวในวงแคบได้ สีฟ้า Sky Blue สีขาว Daisy White สีแดง Cherry Red สีดำ Raven Black โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีแดง Cherry Red, สีฟ้า Sky Blue, สีขาว Daisy White และสีดำ Raven Black พร้อมการรับประกัน 3 ปี 30,000 กิโลเมตร ในราคาโปรโมชั่นสุดพิเศษ 58,500 บาท สำหรับผู้ที่จอง 500 คันแรกเท่านั้น (ราคาแนะนำที่ 62,500 บาท) สามารถเริ่มจองได้ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2023 เป็นต้นไป ทั้งหมดนี้พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศสามารถเข้าไปชมได้ที่ช่องทางออนไลน์ https://bit.ly/3eqrUBK และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Website : www.keeway-thailand.com Facebook : KeewayMotorcycle Line : @Keeway อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha รุกตลาดต่อเนื่องปี 66 เดินหน้า ROAD TO SUCCESS ยามาฮ่า ปลื้มยอดจำหน่ายในปี 2565 เดินหน้า ROAD TO SUCCESS ตอกย้ำสินค้าคุณภาพ พร้อมชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 16.5% ในปี 2566 เพิ่มความเชื่อมั่นรุกขยายโชว์รูมรูปแบบใหม่เพิ่มเป็น 170 แห่งในปีนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ประกาศความสำเร็จสินค้าครองใจชาวไทยในปี 2565 โตขึ้น 6.9% สร้างยอดจำหน่าย 284,000 คัน พร้อมเดินหน้ารุกตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทยต่อเนื่องในปี 2566 จากการคาดการณ์ ตลาดรวมเท่ากับปี 2565 ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งตลาดรวมเป็น 16.5% มั่นใจสินค้าครองใจชาวไทยครบทุกเซกเมนต์ เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายผู้จำหน่าย ขยายโชว์รูปแบบใหม่ New YAMAHA SQUARE เพิ่มเป็น 170 แห่งภายในปีนี้ พร้อมสร้างความเป็น พรีเมียม แบรนด์ เพื่อสร้าง Lifetime Customer โดยการยกระดับประสบการณ์มัดใจลูกค้าด้วย 6 กลยุทธ์หลักของ Yamaha รุกตลาดต่อเนื่องปี 2566 นี้ มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัดมร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของยามาฮ่าในปีที่ผ่านมาว่า “ก่อนอื่นผมต้องของขอบคุณท่านสื่อมวลชน พันธมิตรทางการค้า ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า และลูกค้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกท่าน สำหรับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างดียิ่งในปีที่ผ่านมา ด้วยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญ และทุกหน่วยงานมีความมุ่งมั่นทำงานร่วมกับยามาฮ่าประเทศญี่ปุ่นวางแผนและพัฒนาสินค้าออกมาอย่างดีที่สุด แม้จะมีปัจจัยเรื่องความไม่แน่นนอนของสินค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนสินค้า ซึ่งเราก็สามารถแก้ไขและสร้างสถานการณ์ให้ดีขึ้น จนสามารถที่จะบรรลุผลประกอบการ และยอดขายประจำปีได้ตามเป้าหมาย เรายังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้ายามาฮ่าในประเทศไทย และยังคงเน้นย้ำในความสำคัญของบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งกับความเป็นสินค้าพรีเมียมของเรา และสร้างลูกค้าให้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต ผมเชื่อว่า ด้วยสินค้าที่เราเตรียมไว้สำหรับปีนี้ และแผนงานที่ได้วางไว้ เราจะสามารถบรรลุเป้าการขาย และส่วนแบ่งการตลาดที่เรามุ่งหวัง และเรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม เหนือกว่าความคาดหวัง ให้กับลูกค้าของเราทุกๆ คนครับ” คุณพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงนโยบายของยามาฮ่าในปี 2566 ว่า “สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2565 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจยานยนต์ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พอสมควร รวมทั้งการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต ทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่ตลาดรถจักรยานยนต์ยังคงเติบโตขึ้นถึง 11.8% ทำให้มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1,800,583 คัน รวมทั้ง ยังคงเสริมความแข็งแกร่งด้วยสินค้าและการบริการหลังการขาย จนสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น 6.9% มียอดจดทะเบียน 283,903 คัน สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อยู่ที่ 15.8% และกลุ่มรถออโตเมติก โดยเฉพาะ ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด คอนเน็คเต็ด ยังคงแข็งแกร่งและสามารถเติบโตจากปีที่แล้วถึง 35% โดยมียอดจดทะเบียนมากถึง 97,446 คัน และกลุ่มรถครอบครัว ยามาฮ่า ฟินน์ ยังคงได้รับความนิยมและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถเติบโตได้ถึง 31% เมื่อเทียบกับปี 2564 จนทำให้มียอดจดทะเบียนสูงถึง 84,871 คัน และยามาฮ่า R15 ยังคงรักษาความเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมอันดับ 1 ในรุ่น 150 ซีซี ได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ศูนย์บริการของยามาฮ่ามีอัตราลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น นับเป็นความสำเร็จที่ยามาฮ่ามีความภูมิใจในปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2566 นี้ คาดการณ์ว่าภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์จะอยู่ที่ระดับ 1.80 ล้านคัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีจากการคาดการณ์เศรษฐกิจ และการลงทุนในปี 2566 นี้ ของภาครัฐ และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น พร้อมกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความเบาบางลงจนเป็นโรคประจำถิ่น ทำให้ภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในประเทศมีการฟื้นตัว ซี่งเป็นปัจจัยบวกต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ส่วนในด้านปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น การขาดแคลนชิ้นส่วนและวัตถุดิบไม่เพียงพอในบางรุ่น รวมถึงกฎหมายควบคุมดอกเบี้ยเช่าซื้อที่มีผลต่อผู้บริโภค โดยในปีนี้ มีการคาดการของตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะเป็น 1.8 ล้านคัน เท่ากับปี 2565 โดยยามาฮ่าได้ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 16.5% หรือประมาณ 295,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอีก 4% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา พร้อมเร่งกำลังการผลิต และมุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ รวมถึงกลยุทธ์การขายและการตลาด เพื่อที่จะสร้างความแข็งแกร่ง

Honda Scoopy จับมือ Colors Culture เปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มรถ Fahion A.T. อีกครั้ง ด้วยการจับมือกับแบรนด์เสื้อผ้าดังอย่าง “Colors Culture” โดย พีพี กฤษฏ์ เปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษ Honda Scoopy Colors Cultureไ Limited Edition ที่ออกแบบลวดลายเพื่อแฟน ๆ ของ พีพี กฤษฏ์ และวัยรุ่นไทยโดยเฉพาะ สำหรับรถสกู๊ตเตอร์รุ่นดังกล่าว ถูกออกแบบให้โดดเด่นสะดุดตา ทุกมุมมองในสไตล์ระดับ Iconic ของวัยรุ่น ผสมผสานความสดใสของสีสันและเส้นสายเอกลักษณ์ที่เป็น Signature ของแบรนด์ Colors Culture บนตัวรถสีขาว – ชมพู สะท้อนคาแรคเตอร์ความซุกซน ขี้เล่น ในสไตล์ของ พีพี กฤษฏ์ ที่รวมเอาสตรีทแฟชั่นและความคัลเลอร์ฟูลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สามารถแมตซ์รถเข้ากับการแต่งตัวได้หลากหลายรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ นอกจากความลงตัวของสีสันและกราฟิกแล้ว ยังขับขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์ eSP ที่ให้แรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้วยเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกอย่าง Honda SMART Key สตาร์ทโดยไม่ต้องใช้กุญแจ เสริมด้วยช่องชาร์จไฟสำรอง USB Socket Type A ให้ทุกดิจิทัลไลฟ์ของผู้ใช้ไม่มีสะดุด โดยรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยมาพร้อมกับหมวกกันน็อก Be Colorful Be Iconic ดีไซน์สุดพิเศษเฉพาะผู้ที่จองเท่านั้น สำหรับราคาแนะนำที่ 57,700 บาท พร้อมเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2023 ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.ทางออนไลน์ เพียงคลิกที่ลิงก์ https://booking.thaihonda.co.th/booking/personal-info/scoopyxcolorculture 2.จองภายในงาน ติด Trend Fest ที่จัดขึ้นใน 4 จังหวัดทั่วประเทศ กรุงเทพฯ (วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2023 ที่สยามสแควร์ซอย 7) เชียงใหม่ ชลบุรี (พัทยา) และสงขลา (โปรดติดตามกำหนดการอีกครั้ง) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Prima Pramac Racing เปิดตัวทีมแข่ง MotoGP 2023 อัพเดตข่าวสาร MotoGP อีกครั้งในฤดูกาล 2023 สำหรับการเปิดตัวทีมแข่งอิสระอย่าง Prima Pramac Racing ที่มากับชุดสีแดง สีม่วงและสีขาว พร้อมนักแข่งคู่บุญของทีมอย่าง Jorge Martin และ Johann Zarco โดยดีกรีผลงานของนักแข่งทั้งสอง จาก Zarco ที่เคยทำผลงานคว้าแชมป์โลก Moto2 ถึง 2 สมัย และ Martin เจ้าของดีกรีแชมป์โลก Moto3 โดยปีนี้ ทั้งคู่จะกลับมาอีกครั้งกับโฉมรถ Ducati Desmosedici GP23 ซึ่งเป็นสเปคเดียวกันกับทีมแข่งโรงงานอีกด้วย จากการขึ้นโพเดียมถึง 8 ครั้งและตำแหน่งโพลโพซิชั่นถึง 7 รายการในฤดูกาลที่ผ่านมา สำหรับฤดูกาลนี้ นักแข่งทั้งสองกำลังเตรียมเซอร์ไพรส์ให้ทีมและแฟน ๆ ทุกคน ด้วยติด 1 ใน 3 อันดับแรกในตารางคะแนนรวม , ทีมอิสระที่ได้ตำแหน่งดีที่สุด และตำแหน่งนักแข่งทีมอิสระยอดเยี่ยม Paolo Campinoti หัวหน้าทีม กล่าวว่า “สำหรับเป้าหมายในปีนี้ เราตั้งเหมือนกับเคยตั้งในช่วงต้นฤดูกาลของการแข่งขันทุก ๆ ปี คือการเป็นทีมอิสระที่ดีที่สุด และไม่ยอมให้ใครชนะง่าย ๆ เมื่อไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมา เราได้แสดงถึงศักยภาพของทีมในการแข่งขัน MotoGP อย่างแท้จริง และนักแข่งของเราพยายามคว้าอันดับสูงสุดให้ได้อย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของสมาชิกในทีมทุกคนได้สร้างทีมของเราให้เป็นทีมที่ดีที่สุดใน Paddock, ในฐานะหัวหน้าทีม ผมไม่อาจขออะไรได้อีก เราภูมิใจในตัวเพื่อน ๆ ในสิ่งที่เราเป็น และการร่วมมือกับ Prima ทำให้เราได้รับแรงผลักดันเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เราจะเข้าสู่สนามเร็ว ๆ นี้ สำหรับการทดสอบในช่วงต้นฤดูกาล ผมแทบรอไม่ไหวแล้ว สำหรับฤดูกาลนี้มันจะสนุกสุดมันส์ขนาดไหน” George Ottathycal ซีอีโอของ Prima Assicurazioni กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเปิดฤดูกาล MotoGP 2023 ร่วมกับ Paolo นักแข่ง และทีมงานทั้งหมด พวกเรารู้สึกพอใจเป็นอย่างมากในฤดูกาลที่ผ่านมา นอกเหนือจากเป้าหมายที่สำคัญ ขอขอบคุณสำหรับการทำงานเป็นทีม ปีนี้เป็นปีแรกที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นโอกาสที่คุ้มค่า ที่เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและพรสวรรค์ของนักแข่ง ประหนึ่งเพื่อนคู่หูที่เติบโตมาด้วยกัน ซึ่งเราเป็นแฟนวงการ 2 ล้อตัวจริง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์กว่า 1 ใน 10 คนในอิตาลีที่ทำประกันกับ Prima เรามาที่นี่ เพื่อให้กำลังใจนักแข่งและทีม และมั่นใจว่าพวกเขาจะได้ชูธง” Gino Borsoi ผู้จัดการทีม กล่าวว่า “พวกเราตั้งตารอฤดูกาลนี้ด้วยความกระตือรือร้นอย่างมาก สำหรับผมแล้ว มันจะเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ และผมจะบอกว่ามันเป็นปีที่สำคัญ ในฤดูกาล 2023 นี้ จะเป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมทีม Prima Pramac Racing สำหรับหมายเลข 23 นั้น สำคัญกับผมมาก และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แม้แต่ตอนที่ผมลงเล่น หวังว่ามันจะเป็นสัญญาณที่ดี สำหรับการทดสอบที่ Valencia ผมรู้จักทุกคนและคนขี่อยู่แล้ว ความประทับใจแรก ๆ ของผมเป็นกำลังใจมาก ๆ และพอใจมาก ๆ ผมไม่รู้หรอก ว่าในอนาคตจเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ฉันเชื่อว่าเราจะทำให้ดีที่สุด” Johann Zarco “3 ปีติดต่อกันแล้ว ที่ผมจะอยู่กับทีม Prima Pramac ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สวมชุดสีเหล่านี้ในฤดูกาลต่อไป เรามีทีมที่ยอดเยี่ยม รถแข่งที่ยอดเยี่ยม และผมกับ Jorge เข้ากันได้ดีมาก ผมจะบอกว่าเรามีส่วนผสมทั้งหมดสำหรับฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม และบางที ใครจะรู้ ชัยชนะอาจจะมาหาเราก็ได้” Jorge Martin “ผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้ร่วมงานกับทีมของผมอีกครั้ง ปีที่แล้วเป็นปีที่พิเศษ และมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก แต่มันก็ช่วยให้ผมเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ผมมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และความทะเยอทะยานอย่างแท้จริง และผมรู้ว่าเราสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมร่วมกับทีมของผมได้ที่ Sepang เมื่อผมคร่อมรถดูคาติ ผมจะรู้ว่าความพยายามทั้งหมด ในการซ้อมช่วงหน้าหนาวก่อนเปิดฤดูกาลนั้นคุ้มค่าหรือไม่” เราพร้อมแล้ว! ผมพร้อมแล้ว!!” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มิลเลนเนียม กรุ๊ป เปิดตัวโชว์รูม ฮาร์ลี่ย์ สาขาธนบุรี รองรับชุมชนคนรักอิสระและการผจญภัย จากความนิยมรถจักรยานยนต์สองล้อคลาสสิกในประเทศไทยที่เพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง และแล้วก็ไม่รอช้า กับค่ายรถตรานกอินทรีสัญชาติอเมริกันอย่าง Harley-Davidson ปักหมุดขยายสาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งในย่านธนบุรี กับ Harley-Davidson สาขาธนบุรี (วงเวียนพระราม 5 – ราชพฤกษ์) เพื่อรองรับการบริการลูกค้าแบบครบวงจร โดยกลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้ฤกษ์เปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรใหม่ล่าสุด พร้อมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีแห่งความสำเร็จ ของแบรนด์มอเตอร์ไซค์สัญชาติอเมริกัน สำหรับโชว์รูมใหม่ของ Harley-Davidson พร้อมศูนย์บริการครบวงจร สาขาธนบุรี (วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์) นับเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของผู้ชื่นชอบไลฟ์สไตล์อิสระ ด้วยการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน สอดคล้องกับตัวอาคารที่ออกแบบได้อย่างโดดเด่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ป้อมปราการและความเป็นอิสระ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์การเป็นเมืองหลวงเก่ามาอย่างยาวนานนั้นเอง ดังนั้น จึงได้นำ “ค่ายคูประตูหอรบ” ซึ่งมีบุคลิกของผู้บุกเบิก รักการผจญภัยและการเป็นขาลุย เช่นเดียวกับแบรนด์ Harley-Davidson มาเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ ขณะที่โทนสีหลักของ ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน คือ ส้ม-ดำ ก็ได้รับการถ่ายทอดผ่านสีคล้ายสนิมเหล็กและโครงสร้างสีดำ จัดวางในระนาบที่สามารถพลิกเปิด-ปิด คล้ายหน้าต่างของป้อมปราการในอดีต สร้างความแตกต่างได้อย่างเด่นชัด สำหรับภายในพื้นที่โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งนี้ มีพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร ซึ่งเหล่าแฟน ๆ ชาว ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ทุกรุ่น สามารถยลคันโปรดที่จัดแสดงอยู่ภายในกว่า 30 คันอย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และเสน่ห์ชวนหลงใหล ไม่ว่าจะเป็น “รูปลักษณ์” ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา “เสียง” ยามสตาร์ทเครื่องคำรามกึกก้อง ทรงพลัง และน่าเกรงขาม นอกจากจะมี Harley-Davidson รุ่นต่างๆ ให้เลือกสรรอย่างจุใจ มากไปด้วยอุปกรณ์ตกแต่ง รวมถึงศูนย์บริการครบวงจร ที่ให้บริการโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการฝึกอบรมจาก Harley-Davidson University นักขับขี่ตัวยงหรือกระทั่งมือใหม่ ยังเพิ่มประสบการณ์พิเศษกับสนามทดสอบการขับขี่เพื่อใช้ฝึกขับขี่และพัฒนาทักษะ นับเป็นโชว์รูมแห่งแรกในย่านนี้ที่จัดเต็มอย่างเหนือระดับ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคนคอเดียวกันให้แนบแน่นยิ่งขึ้น รวมถึง ยังมีการจัดตั้งคอมมูนิตี้ เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบ Harley-Davidson ได้มีพื้นที่รวมตัวอย่างอบอุ่น อาทิ H.O.G. Chapter (Harley-Davidson Owners Group) ซึ่งเป็นชุมชนของชาว ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย รวมตัวเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทริปท่องเที่ยว รวมไปถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) หลากหลายรูปแบบ ซาจีฟ รัชเกคาราน, กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และอินเดีย เผยว่า “ปีนี้ มีความพิเศษ เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี ของ Harley-Davidson ที่มอบความสุขและความอิสระ มาสู่ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ทั้งยังเป็นปีที่เราได้ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัท ยูเอส มอเตอร์ไบค์ จำกัด กับการเปิดตัว Harley-Davidson สาขาธนบุรี โดยเราเชื่อมั่นว่าลูกค้า รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson จะรู้สึกประทับใจกับผลิตภัณฑ์อันหลากหลาย สินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์ และความพร้อมในการให้บริการด้านต่าง ๆ เมื่อได้มาเยือนโชว์รูมแห่งนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ Harley-Davidson สาขาธนบุรี ก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคตได้” ด้าน ปอนด์ จงเสรี, ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูเอส มอเตอร์ไบค์ จำกัด กล่าวว่า “Harley-Davidson สาขาธนบุรี นับเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมุ่งมั่น ในการพัฒนาคุณภาพในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และบริการหลังการขายแบบครบวงจร ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น กับบรรดาสมาชิกกลุ่มต่างๆ ผ่านหลากหลายกิจกรรมที่เราจัดขึ้น ซึ่งโอกาสวันเปิดโชว์รูมใหม่ในวันนี้ เราก็ได้เชื้อเชิญเหล่าสมาชิก H.O.G. Chapter ซึ่งเป็นชุมชนชาว Harley-Davidson เมืองไทย มาร่วมคาราวาน Harley-Davidson พร้อมทำกิจกรรมสร้างสรรค์กันอย่างสนุกสนานอีกด้วย” หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่ https://www.harley-davidson.com/th/th/index.html อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NINJA ZX-4RR 2023 ซูเปอร์สปอร์ต 4 สูบเรียงเสียงหวานจากค่ายเขียว เปิดตัวกันสักที แต่ไปเปิดกันไกลถึงอีกฝากโลกนึงเลยทีเดียว กับเจ้า Kawasaki Ninja ZX-4RR 2023 ซูเปอร์สปอร์ต 4 สูบเรียงเสียงหวานที่แฟน ๆ นักบิดชาวไทยชื่นชมนิยมกันเป็นนักหนา โดยเปิดตัวมาในโฉม KRT Edition หรือลวดลายทีมแข่งคาวาซากิเรซซิ่งทีมจากรายการ WorldSBK นั่นเอง สำหรับดีไซน์ก็กลมกลืนแนบเนียนไปกับพี่ใหญ่เรือธงสายสปอร์ตอย่าง ZX-10RR ไม่ต่างอะไรกันมากนักหากไม่สังเกตดี ๆ เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจนักบิดสายสปอร์ตแต่งบประมาณไม่เอื้ออำนวยกับรุ่นใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะจะได้ความหล่อที่ใกล้เคียงกันมากเลยทีเดียว โดยยังโดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ LED ที่ให้ทัศนวิสัยแจ่มชัด ส่วนไฟเลี้ยว LED ด้านหน้าเองก็จะบิลต์อินเข้าไปในแฟริ่งเลย ส่วนไฟท้าย LED นั้นมาพิมพ์เดียวกับพี่ใหญ่เลย ส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นไฮไลต์ของโมเดลนี้ก็คือเครื่องยนต์บล็อกใหม่ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 399 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ ซึ่งออกแบบมาโดยใช้ฟีดแบ็กจากลูกค้าที่ขับขี่รถในตระกูลนินจาซูเปอร์สปอร์ต ทำให้โมเดลนี้เป็นรถรอบจัด คันเร่งไว ขณะเดียวกันก็มีแรงบิดในรอบต่ำและกลางมากพอที่จะขับขี่ในเมืองได้สะดวก แต่ก็ไม่ทิ้งพละกำลังในรอบสูง ๆ ให้มันส์ไปกับการขับขี่ในสนาม พร้อมกับเสียงคำรามที่รับรองว่าโดดเด่นและถูกใจนักบิดอย่างแน่นอน ยังมีทีเด็ดที่แรมแอร์ที่เป็นจุดขายเด่นของเจ้านินจาที่อยู่บริเวณตรงกลางด้านหน้าของตัวรถที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์โดยมีลักษณะคล้ายกับของ H2 เลยทีเดียว ซึ่งจะเพิ่มอากาศเข้าไปยังแอร์บ็อกซ์ได้มากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยระบายความร้อนอีกด้วย อย่างไรก็ดีทางค่ายยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขกำลังแรงม้า แต่ก็คาดการณ์กันว่าจะไม่ต่ำกว่า 70 แรงม้า ขณะที่แรงบิดนั้นเคลมมาที่ 35.25 นิวตันเมตร โดยจะใช้น้ำมันจากถังขนาด 15 ลิตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ที่มาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางและแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้การเข้าเกียร์ทำได้ง่ายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ในส่วนของแชสซีทางค่ายเลือกใช้เฟรมถักที่ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากแชสซีของรถแข่ง WorldSBK ให้มีน้ำหนักเบา และจากขนาดที่เล็กและแม่นยำของมัน ทำให้ขับขี่ได้เข้าโค้งได้ดีและเร้าใจ ระบบกันสะเทือนจาก Showa ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ SFF-BP ขนาด 37 ม.ม. ที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว BFRC Lite พร้อมซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ โดยทำงานร่วมกับกระเดื่องและสวิงอาร์ม เพื่อให้คุณสามารถปรับแต่งให้เข้ากับตัวคุณและสไตล์การขับขี่ได้มากที่สุด ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 290 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบการันตีพลังเบรกที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว และแน่นอนว่าพร้อม ABS จากทาง Nissin ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของล้อนั้นจะเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 5 ก้านรูปดาวรัดด้วยยางขนาด 120/70 ZR17 และ 160/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ต่อกันที่เรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ถือว่าให้มาค่อนข้างพอตัว เริ่มต้นกันที่แทร็คชันคอนโทรล 3 โหมดและปิดเปิดได้ พาวเวอร์โหมด หรือโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 2 โหมด ไรดิ้งโหมด 3 โหมดหลักได้แก่ Sport, Road และ Rain พร้อมโหมด Rider ที่สามารถปรับตั้งได้เองอีก 1 โหมด หน้าจอเรือนไมล์สีขนาด 4.3 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน Rideology The App ช่วยให้สามารถแสดงผลข้อมูลตัวรถ บันทึกเส้นทางการเดินทาง แจ้งเตือนสายเรียกเข้าและอีเมลบนหน้าจอ และปรับแต่งข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์ผ่านสมาร์ทโฟนได้สะดวก ตลอดไปจนถึงโหมดแสดงผลแบบ Circuit โหมดที่ช่วยแสดงเวลาแล็ปและข้อมูลเกี่ยวกับแทร็กเหมาะสำหรับการขับขี่ในสนาม สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่าย ตอนนี้ยังมีแค่สีสันเดียวคือสีทีมนี่ล่ะครับ ส่วนราคาจำหน่ายนั้นอยู่ที่ 9699 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ราว ๆ 318,000 บาท คาดว่าเมื่อจำหน่ายในไทยคาดว่าน่าจะอยู่ที่สามแสนปลาย ๆ และก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้ งานนี้นักบิดสายเขียวที่ไม่ใช่สมุนไพร น่าจะได้เฮกันก็คราวนี้ล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Yamaha Finn 2023 ข้อมูลและรายละเอียดตัวรถ พร้อมราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย Yamaha Finn 2023 รถจักรยานยนต์ครอบครัว ที่มากับสีสันใหม่สุดฟินน์ สวยล้ำสไตล์โมเดิร์นไม่เหมือนใคร ด้วยเครื่องยนต์ 115 ซีซี และประหยัดน้ำมันสูงสุด ขับขี่ง่าย ราคาสบายกระเป๋า ราคาแนะนำ รุ่น Finn UBS Version 47,900 บาท รุ่น Finn ล้อแม็ก/สตาร์ทมือ 46,400 บาท รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ 44,400 บาท รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ/ดรัมเบรก 40,700 บาท สเปค, สเป็ก ระบบแบรก UBS ชุดไฟหน้าสุดโมเดิร์น เครื่องยนต์พิกัด 115 ซีซี ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ไฟท้ายหรูสะดุดตา กุญแจแบบ Muti-function ฝาถังน้ำมัน ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แผงหน้าปัด ดีไซน์หรู สเปค Yamaha Finn 2023 ข้อมูล สเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 114 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50.0 x 57.9x ม.ม. อัตราส่วนการอัด 9.3 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 ระดับ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด EFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แบบเปียกชนิดหลายแผ่น และเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 70/90-17” M/C 38P ยางหลัง 80/90-17” M/C 50P ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 x 1,940 x 1,095 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,235 ม.ม ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 155 ม.ม. ความสูงเบาะ 775 ม.ม. น้ำหนักรถ 97-100 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ระบบเบรก UBS สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Finn UBS Version รุ่น ล้อแม็ก/สตาร์ทมือ รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ/ดรัมเบรก อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Mega Fest ที่สุด ของการรวมพลชาว ฮอนด้า พรีเมียม เอ.ที. ทั่วประเทศ ฟีดแบคสุดปัง !! ในงานอีเวนต์ระดับประเทศอย่าง “Honda Mega Fest” ที่ระเบิดความมันส์แบบขั้นสุด ของการรวมพลชาว Honda Premium A.T. ทั่วประเทศ ปิดฉากกันไปแล้ว สำหรับงานกิจกรรมครั้งแรกยิ่งใหญ่ที่สุด Honda Mega Fest ที่สุด สำหรับการรวมพลเหล่านักขี่ ฮอนด้า พรีเมียม เอที ทุกรุ่น จากสำนักชื่อดังทั่วประเทศ ที่จะมาประชันรถแต่งแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์รุ่น Forza350, ADV350, ADV160 และ PCX160 ที่ต่างพารถคันเก่งมาประชันกันที่ Crystal Arena CDC เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา นอกจากการประกวดรถคันเก่งกันไปแล้ว ยังมีกิจกรรมในงานอีกเพียบ! ประเดิมด้วยบูธร้านค้าของแต่งรถชั้นนำระดับประเทศถึง 60 ร้าน มาพร้อมกับโปรโมชันพิเศษภายในงาน เอาใจบรรดานักขี่สายคัสตอม ได้เลือกสรรกันอย่างจุใจเลยทีเดียว และตื่นตาตื่นใจไปกับการประกวดรถแต่ง หรือ Popular Vote ที่นำเอา Honda Premium A.T. ทุกรุ่นรวม 80 คันมาประชันความเท่ขั้นสุดชนิดกินกันไม่ลง ใครชื่นชอบโมเดลรุ่นไหน ของแต่งแบบไหน ไปสะกิดเจ้าของคันนั้นได้เลย ตามด้วยโชว์สุดพิเศษจากทีม BKK Boy Brand และการแสดงโชว์สตันท์จาก บอล สุหทัย แช่มทรัพย์ นักแข่งรถมืออาชีพและนักขับขี่สตันท์โชว์ระดับชั้นนำของไทย ที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมได้อย่างกึกก้อง รวมถึง ยังส่งมอบอีกหลายความมันส์ให้ผู้ร่วมงานได้สนุกกันแบบไม่รู้จบกับ Arcade Zone ทั้งเกมส์ปีนหน้าผาจำลอง เกมส์ชู้ตบาสเก็ตบอล เกมส์พาวเวอร์อัพ เข้าสู่ช่วงค่ำ ๆ กับกิจกรรมมีทแอนด์กรี๊ดกับเซเลบริตี้สาย 2 ล้อ อย่าง แทค-ภรัณยู, จอห์น ไรเดอร์, Pit start ที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ และเหล่าสาวก ฮอนด้า พรีเมียม เอ.ที. ได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ต่อด้วยกิจกรรมสนุกไปกับดนตรีแนว EDM จาก DJ Roxy June ดีเจสาวสวยที่มามิกซ์เพลงโดน ๆ ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันสด ๆ และโยกตามกันเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญของงาน กับคอนเสิร์ตจากวงดังระดับประเทศอย่าง Paradox ที่จัดเต็มความมันส์ด้วยเพลงฮิตมากมาย สำหรับสาวก Honda Premium A.T. โดยเฉพาะ ให้ทุกคนได้โยก ได้ร้องตามกันแบบสุดเสียง เก็บความประทับใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม! อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R1250RS สปอร์ตทัวริ่งสีสันใหม่ จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R1250RS มาพบกับรถสปอร์ตทัวริ่ง ตัวใหญ่จากค่าย ใบพัดฟ้าขาว กับโฉมรูปลักษณ์สปอร์ตทัวริ่ง ที่ผสมผสานกันระหว่าง ความเป็นสปอร์ตและเน็กเก็ต เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่เดินทางไกล ได้อย่างหล่อ ๆ แน่นอนครับ สำหรับการดีไซน์ ต้องขอบอกเลยว่าปราดเปรียวสุด ๆ ถูกใจสายทัวริ่งอย่างแน่นอน ด้วยแฟริ่งด้านหน้าทรงสปอร์ต ดุดัน ประดับลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คงความเป็น DNA ของแบรนด์ BMW เลยทีเดียว มาดูกันที่เครื่องยนต์กันดีกว่าครับ กับโฉมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีปริมาตรกระสูบขนาด 1,254 ซีซี พร้อมเทคโนโลยี BMW ShiftCam สำหรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ที่เคลมแรงม้าสูงสุดที่ 136 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที เสริมระบบส่งกำลังด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา เช็คกันที่ช่วงล่างด้านหน้า กับโช้คหน้าหัวกลับ ที่มีระยะยุบตัว 140 ม.ม. พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. เสริมด้วยปั๊มเบรก Brembo ขนาด 4 พอต และขนาดล้อ ขนาด 17 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ ต่อด้วยยางหน้าขนาด 120/70 เช็คด้านหน้าไปแล้ว มาต่อที่ด้านหลังกันครับ กับสวิงอาร์มอะลูมิเนียมเดี่ยวพร้อมโช้ค WAD strut พร้อมปรับตั้ง เสริมด้วยดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 276 พร้อมปั๊มเบรก Brembo 2 พอต และล้อ ขนาด 17 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่เช่นเดียวกัน และยางขนาด 180/55 มาดูเทคโนโลยีตัวรถกันบ้าง เริ่มด้วยเรือนไมค์หน้าจอสี TFT ไฟ LED รอบคัน และช่องเสียบ USB มาพร้อมกับระบบ DTC (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี), DBC (Dynamic Brake Control) ,ระบบ ABS Pro, ระบบ HSC (Hill Start Control) พร้อมด้วยโหมดการขับขี่หลัก (3 Ride Modes) เสริมด้วยโหมดการขับขี่แบบ ECO และโหมดการขี่แบบ PRO สำหรับโมเดลนี้ ผมมั่นใจว่าถูกใจสาวกสายทัวริ่งอย่างแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันการขับขี่หลายรูปแบบ ส่วนราคานั้นยังไม่มีการระบุ แต่คิดว่าน่าจะพอตัวเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แอป “ขับดี” พิเศษอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์พบเจอกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในการขับขี่บนท้องถนนของคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขับรถซิ่ง ขับรถปาดหน้า เมาแล้วขับ ขับรถฝ่าไฟแดง หรือขับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า แล้วเมื่อไหร่ พฤติกรรมของคนประเภทนี้จะหมดไป ถึงเวลาแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเข้ามาดัดนิสัยคนพวกนี้เสียที ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดตัวแอป “KHUBDEE” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ขับดี” ซึ่งแอปนี้ ถูกพัฒนาร่วมกัน โดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รองรับผู้มีใบอนุญาตขับขี่กว่า 30 ล้านใบ และผู้ครอบครองยานพาหนะที่จดทะเบียนทุกประเภทรวมกว่า 40 ล้านคัน โดย แอป “ขับดี” มีบริการ 7 ฟีเจอร์หลัก ซึ่งประกอบไปด้วย ตรวจสอบสถานะใบขับขี่ ใบสั่ง ชำระค่าปรับ ตรวจสอบใบสั่งย้อนหลัง โต้แย้งข้อกล่าวหา อัปเดตข่าวสารจราจรต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวได้เลย สำหรับขั้นตอนการใช้งานผ่านแอป ขับดี “KHUBDEE” มีดังนี้ 1. ดาวน์โหลดแอปผ่าน APP STORE หรือ Google PLAY พิมพ์ “ขับดี” 2. ลงชื่อเข้าใช้งาน โดยสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีเฟซบุ๊ก ไลน์ ไอคราวน์ และกูเกิล 3. กดยอดรับเงื่อนไข 4. กดสมัครสมาชิก ใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง 5. ลงทะเบียนบัตรประชาชน 6. ลงทะเบียนใบขับขี่ 7. เข้าสู่หน้าหลัก แอปจะแสดงคะแนนใบขับขี่ให้เห็นชัดเจน ซึ่งทุกคนจะมีคะแนน 12 คะแนน นอกจากแอปพลิเคชันขับดี ยังมีระบบ Police Ticket Management ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนนใบขับขี่ได้เช่นกัน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://ptm.police.go.th/eTicket ซึ่งจะให้บริการ 1. ตรวจสอบใบสั่งจราจร หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถาม หรือโต้แย้งได้ 2. ชำระค่าปรับระบบออนไลน์ E-Ticket ได้ทุกที่ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบัตรเครดิต เดบิต โมบายแบงกิ้ง หรือแอปเป๋าตัง หรือ จุดชำระที่มีเครื่องหมาย PTM และ 3. ตรวจสอบคะแนนความประพฤติในการขับขี่ ระบบจะแสดงคะแนนปัจจุบัน ข้อมูลคะแนน การคืนคะแนน สถานะใบขับขี่ ข้อมูลใบสั่ง ข้อหา และประวัติการกระทำผิดได้ มาดูระบบการทำงานของแอปนี้ มันเป็นอย่างไร โดยการทำงานของแอปนี้ เริ่มต้น เราทุกคนจะมีคะแนน “ขับดี” ที่ 12 คะแนน แต่ถ้าหากทำความผิด จะถูกตัดคะแนนตามความรุนแรงของฐานความผิด แล้วมีฐานความผิดอะไรที่ต้องหักคะแนนบ้าง ไปดูกัน แล้วถ้าโดนตัดครบ 12 คะแนน จะโดนอะไรบ้าง ถ้าโดนตัดจนครบ จะมีเอกสารส่งแจ้งให้ทราบทางไปรษณีย์ และหากออกไปกระทำผิดซ้ำ จะถูกสั่งพักใบอนุญาตเป็นเวลา 90 วัน และหากยังออกไปขับรถโดยขณะที่ถูกสั่งพักใบอนุญาต จะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ คะแนน “ขับดี” จะถูกหักเพิ่มกลายเป็นติดลบ ซึ่งจะกลายเป็น -2 คะแนน และถ้ากระทำผิดซ้ำซาก เช่น โดนพักใบขับขี่ 90 วัน หลังครบกำหนด ยังทำผิดจนโดนหักจนหมด 12 คะแนนอีก โทษสูงสุดคือ “เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ไม่ต้องขับอีกตลอดชีวิต ที่กล่าวมาข้างต้นเจอแต่หักคะแนน แล้ววิธีขอคะแนนขับดีคืนหล่ะ ทำยังไง ? เมื่อครบ 1 ปี ก็จะได้คะแนนนั้น ๆ คืน เช่น หากไม่สวมหมวกนิรภัย จะถูกหัก 1 คะแนน โดยผู้กระทำความผิดจะได้คะแนนคืน ต่อเมื่อครบระยะเวลา 1 ซึ่งจะนับข้อหาแยกกันครับ โดยระบบตัดคะแนน สามารถบังคับใช้กับใบขับขี่ทุกรูปแบบ ทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์

Aprilia SR GT 200 2023 อิตาเลียนพรีเมียมสกู๊ตเตอร์กลับมาอีกครั้งพร้อมสีสันใหม่ อาพริเลียแบรนด์ซูเปอร์ไบค์ระดับตำนานสัญชาติอิตาเลียน กลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้เหล่าไบค์เกอร์คนไทยผู้หลงใหลและคลั่งไคล้ในความแรง ส่งตรงดีเอ็นเอ “BE A RACER” อีกครั้ง กับงาน “Aprilia SR GT The Ultimate Night” รวมพลคนสายสปอร์ต ที่มีใจรักในความเร็วแรง และชื่นชอบกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมระดับแนวหน้าของเมืองไทย ร่วมเปิดตัว Aprilia SR GT 200 2023 สำหรับครั้งนี้จะมาพร้อมนิยามครั้งใหม่ Design for Racer Build for Riders “เปลี่ยนทุกเส้นทางบนท้องถนนของคุณสู่การผจญภัยที่สนุกและเร้าใจมากกว่าที่เคย” เปิดประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ Standard และรุ่น Sport ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักบิดผู้หลงใหลในความแรงและขับขี่สนุกตามแบบฉบับรถแข่งอาพริเลียที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสนาม รองรับการขับขี่ทุกรูปแบบ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบทัวริ่งออนโร้ดและเดิร์ทหรือขับขี่แบบออฟโรด ทำให้สกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Urban Adventure ที่มอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจ มาพร้อมสีใหม่ สีน้ำเงิน Infinity Blue ที่เผยโฉมให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ร่วมชมและสัมผัสในงานเป็นครั้งแรก สำหรับเจ้า อาพริเลีย เอสอาร์ จีที 200 โฉมใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ การออกแบบลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแฟริ่งหน้ารถแบบสองชั้น ที่มาพร้อมกระจกบังลมลดแรงเสียดทานของอากาศตามหลักแอโรไดนามิก เสริมด้วยไฟ LED แบบเดย์ไลท์ ให้ความสว่างแบบจัดจ้านเลยทีเดียว ทั้งยังมีการออกแบบที่รัดกุม ทำให้รถมีสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ เน้นภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและทรงพลัง พร้อมถังน้ำมันบรรจุ 9 ลิตรที่ติดตั้งมาตรงกลางลำรถ ทำให้ผู้ขับขี่มีพื้นที่ในการวางเท้าตามการยศาสตร์ภายใต้เกราะบังขา สามารถลุยบนทางลูกรังอย่างไม่ต้องกังวล ส่วนของขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ i-get 200 สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีความจุถึง 174 ซีซี เสริมด้วยกระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิกคาซิลแบบใหม่ โดยให้พละกำลัง (เคลม)แรงม้าที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที และ แรงบิด 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที อีกทั้ง ยังมีระบบสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติอีกด้วย ควบคุมการทำงานด้วยโปรแกรม ECU ใหม่ RISS (Regulator Inverter Start & Stop System) เวอร์ชันใหม่ 3.0 ให้เครื่องยนต์ปราศจากเสียงรบกวนจากมอเตอร์ขณะสตาร์ท และระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถติดหรือจอดนิ่งเองโดยอัตโนมัติ เมื่อสภาวะต่าง ๆ ของรถอยู่ในเงื่อนไขที่โปรแกรมไว้ จึงช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้ สำหรับช่วงล่างตัวรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบไฮดรอลิกเทเลสสโคปิกจาก Showa ขนาดแกน 33 ม.ม. และโช้คหลังคู่แบบไฮดรอลิกจาก Showa เช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงพรีโหลด พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกแบบคลื่นขนาด 260 ม.ม. และดิสก์เบรกด้านหลังแบบคลื่นขนาด 220 ม.ม. ที่มากับระบบป้องกันล็อกล้อ ABS เฉพาะด้านหน้า ปิดท้ายด้วยยางรถที่ใช้งานได้ทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ด้วยยางหน้าแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/80 ขอบ 14 นิ้ว และยางหลังแบบไม่ใช้ยางในขนาด 130/70 ขอบ 13 นิ้ว ในส่วนของเทคโนโลยีตัวรถ มีระบบหน้าปัดเรือนไมล์แบบ LCD พร้อมพอร์ต USB บริเวณด้านหลังของแผงบังลม รวมถึงที่เก็บของใต้เบาะมีความจุ 25 ลิตร ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อคได้ นอกจากนี้ยังมีระบบมัลติมีเดียแพลตฟอร์ม “Aprilia MIA” สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ ควบคุมการทำงานด้วยสวิตซ์บริเวณแฮนบังคับ สำหรับการวางจำหน่าย รุ่นสแตนดาร์ดจะมีมาด้วยกันทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และ สีใหม่ล่าสุด สีน้ำเงิน Infinity Blue ราคาจำหน่าย 143,900 บาท* และ รุ่น Sport จะมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey สีแดง Red

Gresini Racing เผยโฉม รถแข่ง MotoGP 2023 Gresini Racing เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2023 พร้อมดึงนักแข่ง Alex Marquez ร่วมทีมกับ Fabio Di Giannantonio หลังจากจบฤดูกาล 2022 สิ่งเดียวที่สามารถยกระดับมาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาล 2023 เริ่มขึ้นแล้ว ด้วยการเปิดตัวทีมแข่งชุดใหม่ในศึก MotoGP พร้อมกับการอัปเกรดเครื่องยนต์ของ Ducati Desmosedici ด้วยสีใหม่ที่มีความทันสมัยบวกกับสีฟ้าอ่อนเงา (ออกสีมุก) ที่ทรงพลังและมีความสวยงามกับรถแข่งใหม่ของฤดูกาลนี้ Gresini Racing เผยโฉม รถแข่งแล้ว อีกข่าวที่ต้องเซอร์ไพรส์ กับการคว้านักแข่งชาวสเปนอย่าง Alex Marquéz (จากทีมฮอนด้าในฤดูกาลที่ผ่านมา) ที่ได้รับการทาบทามจาก Donatello Giovanotti (วิศวกรสนามแข่ง) และ Andrea Mattioli (วิศวกรข้อมูล) เพื่อสืบทอดช่วงต่อจากทีมที่เคยคว้าชัย 4 ครั้งร่วมกับ Bastianini ในปีที่แล้ว มากันที่นักแข่งอีกหนึ่งคนนั่นก็คือ Fabio Di Giannantonio และข่าวดีกับการคว้า Frankie Carchedi อดีตวิศวกรสนามแข่งจากทีมซูซูกิ มาร่วมในฐานะหัวหน้าทีม ความรู้สึกในการทดสอบรถ Valancia Test ครั้งล่าสุดค่อนข้างน่าสนใจ และอีกไม่นานที่จะได้เห็นทั้งทีมลงทำการทดสอบอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ Sepang ก่อนเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการ Fabio Di Giannantonio #49 เราเริ่มต้นในปี 2023 ด้วยสีแดงที่สื่อถึงความมุ่งมั่น ความหลงใหล และมีไฟในการกระตือรือร้นที่จะเติบโตและสร้างผลงานที่ดี เราอยากแข่งขันในฤดูกาลใหม่นี้ และคิดว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสม สิบอันดับแรกคือเรื่องปกติ แต่เรามีเป้าหมายคือ TOP 5 เท่านั้น และในตอนนี้ทีมพร้อมแล้วและผมซ้อมหนักเพิ่มขึ้น 300% เพื่อฤดูกาลปีนี้ เราพร้อมแล้ว ! Alex Marquez #73 วันนี้เป็นวันพิเศษจริง ๆ กับการได้เห็นทีมนี้รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น และพร้อมเพรียงกัน อีกทั้ง เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกที่ดี การได้มาร่วมงานกับทีม Gresini เป็นสิ่งที่พิเศษมาก ได้เห็นความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นภายในทีม และผู้คนที่มาชมเราเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก ตอนนี้งานเริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับช่วงพรีซีซั่นที่หวังว่าจะช่วยให้เราพร้อม 100% สำหรับการแข่งขันครั้งแรกที่ Portimão เป้าหมายคือการออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2023 เรามีเครื่องมือและความตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดี แน่นอนว่ามันจะไม่ง่าย แต่แนวทางที่ถูกต้องจะช่วยได้มากในสถานการณ์เหล่านี้ Nadia Padovani หัวหน้าทีม เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการผจญภัยครั้งใหม่นี้ สำหรับปี 2022 เป็นปีที่น่าเหลือเชื่อในทุก ๆ ด้าน แต่ความคิดของเราคือการปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เราเป็นเพียงทีมอายุน้อยที่มีความทะเยอะทะยานในการคว้าชัยสูง ทั้ง Fabio จะมีโอกาสแสดงศักยภาพทั้งหมดของเขาในปีที่ 2 และ Alex จะหวนกลับมาผงาดบนเวทีอีกครั้ง เราจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะประสบความสำเร็จ และขอบคุณผู้สนับสนุนและทีมงานทั้งหมดที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Diablo Supercorsa V4 ยางใหม่สุดหนึบเหมือนยกยางแข่ง WSBK มา ในที่สุดก็พร้อมจำหน่ายแล้วสำหรับยางเจเนอเรชันที่ 4 อย่าง Pirelli Diablo Supercorsa V4 สายพันธุ์ยางที่ขายดีที่สุดซึ่งทำยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 3.5 ล้านเส้นนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 สำหรับเจ้าซูเปอร์คอร์ซ่าเจ็นฯ ล่าสุดนี้เมื่อเทียบกับตัวก่อนหน้าอย่างเจ้า V3 นั้นเรียกได้ว่าใหม่หมดจดเลยก็ว่าได้ ทั้งลายดอกยาง คอมปาวด์หรือเนื้อยาง โครงสร้าง และโปรไฟล์ยาง โดยในครั้งนี้มาใหม่ทั้งตัวยาง SC ที่เหมาะสำหรับใช้งานในแทร็กหรือในการแข่งขัน และตัวยาง SP ที่เหมาะกับการขี่ถนน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดยางในตระกูลนี้คือสุดยอดยางที่รวบรวมดีเอ็นเอสายพันธุ์ซิ่งของพีเรลลี่ไว้มากที่สุด จึงมีสมรรถนะสูงพร้อมซิ่งที่สุด ความแตกต่างของ SC และ SP สำหรับยางรหัส SC V4 นั้นรหัส SC นั้นย่อมาจาก Special Compound สื่อถึงยางที่มีคอมปาวด์พิเศษ สื่อถึงยางสำหรับขี่สนามที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดที่พีเรลลี่ผลิตออกมา เหมาะสำหรับนักแข่งทั้งมืออาชีพ ตลอดไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสนามเป็นชีวิตจิตใจ หรือคนที่อยากที่จะเพิ่มสมรรถนะให้กับรถโดยที่ไม่อยากเซ็ตติ้งหรือปรับจูนรถใด ๆ จุดเด่นของยาง SC มีคอมปาวด์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุด เพื่อให้มีสมรรถนะและการยึดเกาะที่เยี่ยมยอด มีโครงสร้างแบบเรซซิ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เร่งความเร็วออกจากโค้งได้ดียิ่งขึ้น มีโปรไฟล์แบบเรซซิ่ง เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี รักษาไลน์ได้แม่นยำ ตลอดไปจนถึงให้ความนิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูง ๆ ดอกยางสายฟ้าเอกลักษณ์ของทางค่าย ช่วยให้ส่งกำลังสู่พื้นแทร็กได้นุ่มนวลขึ้นเวลาเข้าโค้งและช่วยรักษาสมรรถนะของยางไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีคอมปาวด์แยกย่อยไปอีก 3 คอมปาวด์คือ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสือถึงสมรรถนะที่มากยิ่งขึ้น ขณะที่รหัส SP V4 นั้น รหัส SP ย่อมาจาก Sport Production สื่อว่าเป็นยางสำหรับใช้งานบนท้องถนนที่มีความสปอร์ตมากที่สุดนั่นเอง โดยยางตัวนี้จะเป็นยางที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายนั่นเอง ทั้งนี้ยางตัวนี้จะอ่อนไหวกับอุณหภูมิน้อยกว่าตัว SC รวมไปถึงร้อนไวและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเนื่องจากมีคอมปาวด์ยางที่แตกต่างออกไป ตัวยางจะเหมาะสำหรับนักบิดที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่ตื่นเต้นเร้าใจ และไม่จำกัดแต่ในสนาม ยังรวมไปถึงถนนอีกด้วย ซึ่งนับรวมไปถึงผู้ใช้รถสปอร์ตแบบเดียวกับที่มีแข่งขันในรายการ WorldSBK และผู้ที่ชอบการขับขี่ในสนามแต่ไม่ยากเปลี่ยนยางไปมาหรือไม่ยากจะต้องชิปรถไปมาระหว่างบ้านกับสนาม จุดเด่นของยาง SP มีเนื้อยาง 2 แบบทั้งในยางหน้าและยางหลัง เพื่อให้การยึดเกาะขั้นสุดเวลาเข้าโค้งและเร่งออกจากโค้งได้ดี โดยที่ยางไม่หมดไวจนเกินไปนัก มีโครงสร้างยางใหม่ล่าสุดที่สามารถให้สมรรถนะที่ดีทั้งเวลาขับขี่ในสนามและบนท้องถนนเพียงแต่ปรับเปลี่ยนแรงดันลมยางเท่านั้น มีโปรไฟล์แบบเดียวกันกับ SC ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการขับขี่นั้นเรียบง่ายและการตอบสนองของยางที่ดีที่สุด ดอกยางแบบเดียวกันกับ SC มีลายฟ้าเอกลักษณ์เฉพาะค่ายเช่นเดียวกัน โดยมีพื้นที่สลิก (ไม่มีดอกยาง) เพื่อให้เข้าโค้งได้ดีทุกองศาและให้สมรรถนะที่มั่นคงมากขึ้น สรุปสั้น ๆ ว่านี่คือยางสปอร์ตที่สุดและใหม่ที่สุดของทางค่ายยางตัวพียาว การันตีว่าสมรรถนะดีที่สุดของทางค่ายที่เคยผลิตออกมาจำหน่าย โดยมีให้เลือกสองเวอร์ชันคือ SC (ยางสำหรับแข่ง) และ SP (ยางสปอร์ตถนน วิ่งถนนได้ถูกกฏหมาย หรือจะใช้ขี่สนามก็ยังได้) เรียกได้ว่าสายซิ่งไม่ควรพลาดกับยางหนึบ ๆ แบบนี้ ข้อติเดียวก็เห็นจะเป็นเรื่องราคา เพราะว่าราคาสูงแน่นอน เพราะนี่คือตัวสุดยอดของทางค่ายแล้วครับ แต่ถ้าคุณใส่ใจทุกวินาทีหรือในทุกโค้ง ยางนี้คือคำตอบครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HARLEY-DAVIDSON ฉลอง 120 ปี เผยโฉมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ เพียบ!! มาแล้ว!! กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี กับเจ้าพ่อแบรนด์มอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson โดยปี 2023 นี้ ทาง ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ได้เปิดไลน์อัพมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดในหลายรุ่นด้วยกัน รวมไปถึงรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ซึ่งนำโดยรถมอเตอร์ไซค์รุ่น CVO™ Road Glide Limited Anniversary จัดเต็มมาพร้อมดีเทล สไตล์ และขุมพลังในแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อฉลองครบรอบ 120 ปี และรถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีกจำนวน 5 รุ่น ที่มาในสี ลวดลาย และดีเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีโดยเฉพาะ เสริมด้วยรถรุ่น Breakout® และรุ่น Nightster® Special ด้วยกัน ถือว่าเป็นการเปิดตัวรถแบบจัดเต็มครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 12 ทศวรรษ ด้วยสีสันและลวดลายเอาใจแฟน ๆ เหล่าวสาวกชาวฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ทั่วโลก มาดูกันซิว่า ดีไซน์ของแต่ละรุ่นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary มาพบกับเจ้าพ่อคันใหญ่อย่าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ระดับซูเปอร์พรีเมียม เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมกับการนำเสนอโครงสีที่ซับซ้อนที่สุดจาก ฮาร์ลี่ย์เริ่มจากตัวพื้นสีดำ Anniversary Black ที่จะถูกพาดทับด้วยแผงสีแดง Heirloom Red ตกแต่งลายเส้นด้วยสีแดงสด และฝีมือการวาดลายหยักสีทองปิดท้าย อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่ซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แผงตัวรถดูเหมือนส่วนหัวและปีกของนกอินทรีที่กำลังโบยบิน ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งทำจากผ้ากำมะหยี่สุดหรู มีลายตะเข็บสีทองและสีแดงตัดกันอย่างลงตัว ชุดเกียร์ส่งกำลังโทนสีทอง กล่องคันโยกสีและปลอกท่อก้านกระทุ้งสีแดงสด สำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษรุ่นนี้ จะผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 1,500 คันทั่วโลก ซึ่งแต่ละคันจะถูกสลักหมายเลขซีเรียล ด้วยเลเซอร์ไว้บนคอนโซลถังน้ำมันด้วยกัน รถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฉลอง 120 ปี สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีก 5 รุ่น ที่ผลิตพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี มาในสีและดีเทลที่แตกต่างไม่เหมือนใคร กับการผสมผสานของสีและการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์ในยุคก่อน ประกอบด้วยการใช้โครงสีแบบคลาสสิก พร้อมสีพื้นแดงมันวาว Heirloom Red ตัวรถถูกตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดงสดและแต่งเติมความเข้มด้วยสี Midnight Crimson แบบเฟด และรายละเอียดพิเศษอื่นๆ ได้แก่ ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco ที่หุ้มเบาะนั่งพร้อมกรอบสีแดงและโลโก้ Harley-Davidson ที่ปักด้วยด้ายสีทอง และส่วนเครื่องยนต์ที่มีสีแดงแบบเฟด เรามาชมรถมอเตอร์ไซค์ 5 รุ่น ลิมิเต็ดอิดิชั่นของทางฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ว่าจะมีรุ่นอะไรที่อัพเดตใหม่ๆกันบ้าง 1.Ultra Limited Anniversary (ผลิตเพียง 1,300 คันทั่วโลก) 2.Street Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 3.Road Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 4.Fat Boy® 114 Anniversary (ผลิตเพียง 3,000 คัน) 5.Heritage Classic 114 Anniversary (ผลิตเพียง 1,700 คัน) รุ่น Breakout® สำหรับรุ่น Breakout® กลับมาอีกครั้งในไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดตัวในทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มความดุดันของเครื่องยนต์และปรับโฉมไฟหน้าแบบใหม่ ให้รับกับรูปทรงรถที่ยาวและเพรียว ขับเคลื่อนเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight(R) 117 แบบ V-Twin ด้วยแรงบิดเต็มกำลัง และระบบส่งกำลังของ Harley-Davidson ที่ติดตั้งจากโรงงาน ส่งพลังให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Breakout พร้อมที่จะสะกดทุกสายตาบนท้องถนน รุ่น Nightster® Special ในรูปแบบใหม่ รถมอเตอร์ไซค์น้ำหนักปานกลางโฉมใหม่ กับการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถมอเตอร์ไซค์ Nightster ด้วยความลงตัวด้านสไตล์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่เหนือชั้นขึ้น ขับเคลื่อนอย่างเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Revolution(R) Max 975T แบบ V Twin ที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว ถูกปรับแรงบิดให้มีจำนวนรอบต่ำ เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวรถ โดยน้ำหนักของเครื่องยนต์จะผนวกรวมกับแชสซีช่วงกลาง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ จากค่าย Harley-Davidson

BKX 250 S 2023 เน็กเก็ดดีไซน์เฉี่ยวจากค่ายสิงโต ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเจ้าแอดเวนเจอร์น้องเล็กจากค่ายสิงโตอิตาลี Benelli ในพิกัดเดียวกันไปก่อนแล้ว วันนี้เราขอนำเสนอโมเดลใหม่สไตล์เน็กเก็ดที่เปรียบเสมือนกับแฝดคนละฝากับสายลุยคันก่อนหน้านี้ ซึ่งคันใหม่นี้ก็คือเจ้า Benelli BKX 250 S 2023 ที่บอกได้เลยว่าคล้ายกันเหมือนแกะ เหมือนดั่งแฝดคนละฝาก็ไม่ผิดนัก สำหรับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ถูกออกแบบมาในแนวทางการดีไซน์แบบใหม่ของทางค่ายให้มีความโดดเด่นในแบบสมัยใหม่ ไปไหนมาไหนใครก็ต้องหันมามอง ดีไซน์ก็จะคล้ายกับฝาแฝดของมันที่เป็นรถแอดเวนเจอร์ ตัวรถจะมีความโดดเด่นที่ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ดีไซน์ไม่เหมือนใครยกเว้นแฝดของมัน และแน่นอนว่าไฟท้ายก็คล้ายกับฝาแฝดของมันคือเป็นไฟแบบ LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แหวกแนวมาก ๆ สำหรับขุมพลังแน่นอนว่าเป็นขุมพลังเดียวกันกับสายลุยที่เป็นแฝดของมัน กล่าวคือมันใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 250 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ไม่ต่างไปจากตัวลุยของค่ายที่อยู่ในพิกัดเดียวกันเลย ในส่วนของแชสซีเองก็เช่นเดียวกัน ตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ให้ความแข็งแรงขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัว มีความยืดหยุ่น ตัวระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าก็จะเป็นโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ซึ่งทำงานร่วมกันกับกระเดื่องและสวิงอาร์ม ไม่ต่างอะไรกับแฝดของมัน เว้นแต่เพียงว่ามีระยะยุบน้อยกว่า เพราะเจ้านี่เป็นรถขี่ถนน ต่อกันที่ระบบเบรกตัวรถก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล โดยด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบจับกับจานเบรกขนาด 280 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียวจับกับจานเบรกขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อนั้นต่างกันออกไปเพราะเป็นรถขี่ถนนใช้งานในเมือง ตัวล้อจึงเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งสองล้อ โดยมียางขนาด 110/70-ZR17 และ 150/60-ZR17 ตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง แบบเดียวกับฝาแฝดมีเป๊ะ ๆ สุดท้ายนี้สนนราคานั้นยังไม่มีการระบุ และแน่นอนว่าจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจทีเดียว ราคาหน้าจะโอเค น่าลุ้นน่าคบหาเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Super Meteor 650 2023 ครูเซอร์ตัวใหม่จาก Royal Enfield หลังจากจบงาน EICMA และ Rider Mania ในประเทศอินเดียที่เพิ่งจัดไปเร็วๆ นี้ รอยัล เอ็นฟีลด์พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ Super Meteor 650 อย่างเป็นทางการในประเทศอินเดียและยุโรป ที่มากับรุ่นย่อย 2 รุ่น ได้แก่ Super Meteor 650 และ Super Meteor 650 Tourer ใน 7 โทนสี พร้อมประกาศเปิดตัวในเอเชียแปซิฟิกเร็ว ๆ นี้ ด้วยเอกลักษณ์ด้านการทรงตัวและการควบคุม ดีไซน์การออกแบบในราคาที่เข้าถึงได้ กับรถจักรยานยนต์ Super Meteor 650 2023 ที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นที่ศูนย์เทคโนโลยีแห่งสหราชอาณาจักรของแบรนด์ ร่วมกับ Harris Performance โดยเฟรมและสวิงอาร์มถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุม บังคับเลี้ยวได้ง่าย อีกทั้ง มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในช่วงความเร็วสูง ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในทุกครั้งที่ออกเดินทาง โครงสร้างของตัวรถ ถูกสร้างขึ้นด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรูปโครงเหล็กแบบฟอร์จ, การหล่อแบบ Investment casting และการ Pressings & Extrusions ซึ่งเฟรมแบบใหม่นี้ มีการออกแบบให้มีจุดยึดฝาสูบใหม่ มาพร้อมกับโช้คแบบ USD (UpSide Down) มีช่วงชักที่ 120 ม.ม. และโช้คหลังแบบพิเศษพร้อม pre-load ได้ถึง 5 ระดับ กับระยะยุบตัวที่ 101 ม.ม. และเมื่อช่วงล่างทั้งหมด ถูกผสานด้วยเฟรมออกแบบมาพิเศษ ทำให้ Super Meteor 650 รุ่นนี้เหมาะกับการขับขี่ระยะทางไกลเลยทีเดียว สำหรับรายละเอียดของเจ้าตัว Super Meteor 650 ในด้านเครื่องยนต์จะเป็นแบบสองสูบขนาด 648 ซีซี ที่มีพละกำลังขนาด 46.4 แรงม้าที่ 7,250 รอบ ให้แรงบิดสูงสุดที่ 52.3 นิวตันเมตรที่ 5,650 รอบ มีอัตราส่วนการอัด 9.5 : 1 พร้อมระบบคลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน รวมถึงการใช้เกียร์แบบ 6 สปีด ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด EFI และระบบสตาร์ทไฟฟ้า ด้านมิติรถมีขนาด (กว้างxยาวxสูง) 890×2,260×1,155 ม.ม. มีความสูงพื้นเบาะ 740 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 ม.ม. และระยะฐานล้อ 1,500 ม.ม. โดยน้ำหนักหนักรถ (รวมของเหลว) อยู่ที่ 241 ก.ก. ซึ่งถือว่าไม่หนักมาก มากันที่ช่วงล่างของตัวรถ ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 320 ม.ม. คาลิเปอร์โอ้ตลูกสูบคู่ และเบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 300 ม.ม. คาลิเปอร์โอ้ตลูกสูบ พร้อมระบบ ABS แบบ Dual Channel กับล้อหน้าขนาด 100/90-19 (ล้อแม็ก) และล้อหลังขนาด 150/80-16 (ล้อแม็ก) ต่อกันที่เทคโนโลยีของตัวรถ แผงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบอะนาล็อกเข้ากับการทำงานของจอ LCD ที่แสดงข้อมูลต่างๆ อาทิ รอบเครื่องยนต์, ไฟบอกเกียร์, มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง, นาฬิกา, และมาตรวัดระยะทาง จากนั้นจะมีอุปกรณ์นำทางแบบ TBT (Turn-By-Turn) หรือที่รู้จักในชื่อ Royal Enfield Tripper ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับ Google เชื่อมโยงกับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ผ่านบลูทูธ ช่องเสียบ USB แบบแยกส่วนอยู่ใต้แผงด้านซ้าย และจุดสนใจเพิ่มเติมครูเซอร์รุ่นนี้คือ ไฟหน้าแบบ LED ซึ่งเป็นครั้งแรกของรอยัล เอ็นฟีลด์ ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันสไตล์ย้อนยุค แต่ให้ประโยชน์ทั้งหมดจากเทคโนโลยี LED นอกจากนี้ Super Meteor 650 ถูกออกแบบให้การขี่และควบคุมรถทำได้ง่าย ผ่านการออกแบบตัวรถจักรยานยนต์ที่คำนึงถึงหลักสรีระศาสตร์ และให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ ทรงตัวได้นิ่งแม้มีลมแรงบนถนน อีกทั้งคล่องตัวสูงในทุกโค้ง เครื่องยนต์นิ่งและนุ่มนวล และพร้อมแรงบิดที่เหลือเฟือในทุกรอบเครื่องยนต์ และที่สำคัญคือ

Benelli BKX 250 สายลุยพิกัดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง ไม่กี่ปีให้หลังมานี้หากคุณเป็นแฟน ๆ แอดเวนเจอร์ไบค์แล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่าดีไซน์ของแอดเวนเจอร์ไบค์เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีขนาดใหญ่เทอะทะดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา กลายเป็นรถที่มีเหลี่ยมสันดูเฉียบคมให้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้า Benelli BKX 250 2023 สายลุยพิกัดเริ่มต้นคันใหม่จากค่ายสิงโตยกขาข้างนึงค่ายนี้ก็เป็นแบบเดียวกันนี้นี่แหละครับ ในเรื่องของดีไซน์นั้นดูปราดเปรียวและเฉียบคมผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ในค่ายตัวเอง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ที่ดูดิบดุดัน ขณะเดียวกันก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่ดูล้ำสมัยไม่เหมือนใคร ส่วนไฟเลี้ยวนั้นอยู่ที่บริเวณการ์ดแฮนด์ ในส่วนของไฟท้ายก็มีดีไซน์แปลกตาออกแบบมาเหมือนเป็นไฟเลี้ยว แต่ทำหน้าที่เป็นไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกันหมดเลย ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังตัวรถจะใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 250 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ที่มีใช้อยู่ในโมเดลอื่นอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาใส่ในโมเดลนี้ก็เลยต้องออกแบบตัวแอร์บ็อกซ์เสียใหม่เพื่อให้เข้ากับตัวรถ โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้นุ่มนวล ด้านหน้ามีโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มพร้อมโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันแต่คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียวพร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและหลัง ต่อมาที่ขนาดล้อด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียม 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 100/90 และ 140/80 ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง สุดท้ายเรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ และยังมีการเผยอีกว่าในอนาคตจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายอีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ก็ถือได้ว่ามีดีไซน์ที่น่าสนใจดีเลยทีเดียวล่ะครับ สเปกเองก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยเลยล่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA GT125 2023 New Generation of Torque…เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทย พร้อมอัพเลเวลประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจอีกระดับ ด้วย YAMAHA GT125 2023 สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล รถจักรยานยนต์ออโตเมติกหัวฉีดตัวจี๊ด ดีไซน์สปอร์ต สีสันใหม่ โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ออกตัวแรง คล่องตัว ขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ยามาฮ่า จีที125 ใหม่! ยังตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งความแรงและความประหยัด โดยผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการออกตัวที่แรงเร้าใจ ได้อัตราเร่งที่ดี แต่ให้ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์เผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถระบายความร้อนได้ดี ทำให้ทุกจังหวะการขับขี่เต็มไปด้วยความสนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp PARKING BRAKE สวิตช์ล็อกเบรกหลัง นอกจากนี้ ยามาฮ่า จีที125 ใหม่! ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่างครบครัน พร้อมตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ! ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า FULL LED สปอร์ตบาดใจ พร้อมไฟหรี่และไฟเลี้ยวแบบบิวท์อิน ให้ความสว่างชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน, แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แจ้งบอกทุกฟังก์ชันการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน, กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM เปิดช่องกุญแจอัตโนมัติ และส่งสัญญาณบอกตำแหน่ง ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น, ล้อแม็ก หน้า-หลัง 14” สไตล์สปอร์ต แข็งแกร่ง ทนทาน ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง และ PARKING BRAKE สวิตช์ล็อกเบรกหลัง จอดสะดวกในที่ลาดชันให้ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สำหรับ “ยามาฮ่า จีที125 ใหม่!” มาพร้อมกับ สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล ด้วย 2 เฉดสีด้วยกันคือ สีเขียว-ดำ (Sport Turquoise) ให้ความเฟี้ยวฟ้าวเร้าใจในทุกมุมมอง และ สีเทา-ดำ (Sporty Grey) ที่ดูสุขุม ดุดัน ในทุกองศาการมอง โดยพร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 50,300 บาท และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยสามารถสัมผัสกับความเฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ ของ “ยามาฮ่า จีที125 ใหม่!” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ Website : www.yamaha-motor.co.th Facebook : Yamaha Society Thailand Instagram : @Yamaha Society Thailand Youtube : Yamaha Society Thailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แก่งกระจานเซอร์กิต ข้อมูล สนามแข่ง สวยที่สุดในไทย! ถ้าจะให้พูดถึงสนามแข่ง ที่สวยงามแบบธรรมชาติของประเทศไทยเรา ก็คงจะหนีไม่พ้นสนามแข่งรถ แก่งกระจานเซอร์กิต (Kaeng Krachan Circuit) ที่มาพร้อมกับ Layout สนามแข่ง ที่สวยงาม ควบคู่กับความเร็ว ความตื่นเต้น และความเร้าใจ สนามนี้มีพื้นที่สีเขียวบริเวณสนามแข่ง และมีวิวทิวทัศน์ของภูเขาให้เราได้เห็นกันแบบจัดเต็ม ต้องบอกได้เลยว่าใครที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ และรักในความเร็ว ต้องลองมาเยือนที่นี่สักครั้ง รับรองว่าสวยจริง ๆ และเมื่อพูดถึงความสวยงามไปแล้ว เราจะพาทุกคนมาดูรายละเอียดของสนามว่าเป็นยังไงกันบ้าง สนามนี้สามารถปรับได้ 3 รูปแบบโดย รูปแบบที่ 1 มีความยาว 2.912 กม. รูปแบบที่ 2 มีความยาว 2.400 กม. และรูปแบบที่ 3 1.004 กม. แต่ล่ะรูปแบบจะขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนั้น ๆ จะแยกเป็นประเภทของกิจกรรมประเภทรถ ประเภทการแข่งขัน ตามความเหมาะสม โดยสนามแห่งนี้มีโค้งทั้งหมด 25 โค้ง มีจุดเด่นคือมีระดับความชัน จุดที่สูงที่สุดถึงจุดที่ต่ำที่สุดมีระดับถึง 18 เมตร เหตุนี้ทำให้สนามแห่งนี้มีความแตกต่างจากสนามอื่นค่อนข้างมากเลยทีเดียว แต่เชื่อเลยว่าคนจะที่มาลงสนามแห่งนี้จะได้ประสบณ์การใหม่ ๆ ได้ท้าทายทั้งความชันของสนาม ทั้งโค้ง 25 โค้ง และได้เพิ่มทักษะการเข้าโค้ง เหมาะมากสำหรับการรีดสมรรถนะของตัวรถและผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี ถ้าเกิดใครสนใจก็ลองไปเที่ยวชมกันได้ ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วอยากจะมาลองเปิดประสบการณ์ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต สามารถเดินทางมาที่ บ้านแม่คะเมย-หนองสแก หมู่ 5 ต.วังจันทร์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. ครึ่ง ระยะทางราวๆ 167 กม. หรือสามารกดลิ้งการนำเส้นทางได้ กดดูแผนที่เดินทาง – https://goo.gl/maps/esFMX9oc3bP9BsK6A ทั้งนี้ระยะเวลาในการเดินทางขึ้นอยู่กับเวลาออก และสภาพแวดล้อมของการจราจรบนท้องถนน ทางเราแนะนำให้เตรียมความพร้อมสำหรับนักแข่ง หรือบุคคลทั่วไป เพราะต้องใช้ระยะเวลาเดินทางพอสมควร แต่รับรองได้เลยว่าไม่มีผิดหวัง กับวิวความสวยงามและประสบการณ์การขับขี่ในสนามแบบประทับใจแน่นอน สุดท้ายนี้ในส่วนของราคาการเช่าสนาม (ราคาเหมา) วันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ 80,000 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 100,000 บาท (อัตเดต 2566) หรือต้องการ ข้อมูล แก่งกระจานเซอร์กิต เพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามการจองสนาม โทร 081-833-1777, 083-333-6666 mail: [email protected] ทั้งนี้ราคาสำหรับขี่ซ้อมทางสนามกำลังมีการพูดคุยเพื่ออัปเดตราคาใหม่ โปรดสอบถามทางสนามอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้า คว้าอันดับ 3 ดาการ์ แรลลี่ 2023 สเตจสุดท้าย พร้อมปิดรายการด้วยการคว้า 2 อันดับท็อป 5 ตารางสะสม ฮอนด้า ปิดการแข่งขันอย่างสวยงามในศึกดาการ์ แรลลี่ 2023 (Dakar Rally 2023) ด้วยการสร้างผลงานคว้าอันดับ 3 สเตจ 14 ซึ่งเป็นสเตจสุดท้ายของการแข่งขันรายการนี้ได้สำเร็จ พร้อมปิดฉากด้วยการจบ 2 อันดับบนท็อป 5 ตารางเวลาสะสม จากยอดทีม มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) และ Honda CRF450 Rally การแข่งขันดาการ์ แรลลี่ 2023 (Dakar Rally 2023) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันแรลลี่รายการที่ใหญ่ที่สุด และโหดที่สุดในโลก ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 – 15 มกราคม 2566 ท่ามกลางทะเลทรายประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมระยะทางรวมทั้งสิ้นกว่า 8,500 กิโลเมตร ได้เดินทางมาถึงสเตจสุดท้ายในสเตจที่ 14 โดยในสเตจนี้ นักบิดอย่าง พาโบล ควินตานินญ่า จากยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) สร้างผลงานเบิดเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ด้วยรถแข่ง Honda CRF450 Rally คู่ใจ ในการแข่งขันด้วยระยะทางกว่า 417 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่เพื่อนร่วมทีมอย่าง เอเดียน ฟาน เบเวอเรน พร้อมรถตัวแข่ง Honda CRF450 Rally ตามมาด้วยการจบในอันดับที่ 8 ของสเตจนี้ ส่งผลให้หลังการแข่งขันรายการนี้ ยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) พร้อมสุดยอดตัวแข่งอย่าง Honda CRF450 Rally สามารถจบท็อป 5 บนตารางอันดับเวลาสะสม จาก พาโบล ควินตานินญ่า และ เอเดียน ฟาน เบเวอเรน โดยทั้งสองสามารถปิดการแข่งขันได้อย่างสวยงาม ในอันดับที่ 4 และ 5 บนตารางเวลารวมตามลำดับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Yamaha R15M / R15 น้องเล็กที่จัดเต็มมาจากโรงงานอย่างกับรถแข่ง Yamaha R15/R15M 2022-2023 ตัวจี๊ดพันธุ์สปอร์ตจากค่ายยามาฮ่า ที่มากับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เสริมแน่นด้วยออฟชั่นเทคโนโลยีอย่างเต็มเปี่ยม ให้สนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ราคาแนะนำที่ 115,000 บาท รุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 135,000 บาท WGP 60th Anniversary 137,000 บาท สเปค, สเป็ก ระบบวาล์วแปรผัน VVA พร้อมสลิปเปอร์คลัตซ์ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ Mono Focus LED ทรงสปอร์ต ระบบแทรคชั่นคอนโทรล ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง หน้าปัดดิจิทัล LCD สไตล์ซุปเปอร์สปอร์ต จอแสดงผล Street และ Track Mode ระบบ ABS แบบ Dual Channel แผงคอสไตล์เรซซิ่ง ระบบควิกชิฟเตอร์ เปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตซ์ แอพพลิเคชั่น Y-Connect เบาะลายคาร์บอน เพิ่มความสปอร์ต เร้าใจ ปุ่มสตาร์ท และดับเครื่องในปุ่มเดียว Yamaha R15/R15M ราคา สเปค ข้อมูล 2022 – 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 1 สูบ VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี แรงม้า (เคลม) 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 58.0 X 58.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แบบเปียก ชนิดหลายแผ่น (สลิปเปอร์คลัตซ์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 100/80-17M/C 52P (ล้อแม็ก) ยางหลัง 140/70-17M/C 66S (ล้อแม็ก) ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก (โช้คหัวกลับ) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม (แขนยึดโช้คอัพหลัง) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดิสก์เบรก กว้าง X ยาว X สูง 725 x 1,990 x 1,135 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,325 ม.ม ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 170 ม.ม. ความสูงเบาะ 815 ม.ม. น้ำหนักรถ 137 ก.ก. (รุ่น Connected) 140 ก.ก. (รุ่น Connected-ABS) ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E10,E20 เทคโนโลยี ระบบวาล์วแปรผัน VVA ระบบแทรคชั่น คอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel (เฉพาะรุ่น ABS) ระบบควิกชิฟเตอร์ (เฉพาะรุ่น ABS) หน้าปัดดิจิทัล LCD แอพพลิเคชั่น