SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 25 อีก 1 เวทีพิสูจน์ความสามารถคนไทย และก็สิ้นสุดกันไปแล้วกับ ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง หรือ การแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge ปีที่ 25 การแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศร่วมประชันไอเดียยานยนต์ประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อโลกแห่งอนาคต! กับโจทย์สุดท้าท้ายน้ำมัน 1 ลิตรไปได้ไกลแค่ไหน ล่าสุดบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินหน้าจุดพลังฝันเยาวชนไทย จัดการแข่งขัน “ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง” Honda Eco Mileage Challenge ครั้งที่ 25 ประจำปี 2566 เปิดสังเวียนแข่งระดับโลกให้เด็กอาชีวศีกษาและอุดมศึกษา ร่วมโชว์ฝีมือออกแบบและประดิษฐ์ยานยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากที่สุดเพื่อโลกอนาคต ภายใต้โจทย์ “ท้าทายพลังความคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมรักษ์โลก ท้าพิสูจน์น้ำมัน 1 ลิตร จะวิ่งได้ไกลแค่ไหน” ในวันที่ 11-12 มกราคม 2566 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยในครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมมากถึง ทีมจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย นำทีมโดย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักแข่งไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ Moto2 ที่จะมาเปิดมุมมองชีวิตที่ต้องอดทนฝึกซ้อมอย่างหนักกว่าจะเป็นยอดนักบิดระดับโลกเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน พร้อมร่วมกิจกรรมทดลองขับขี่รถไฟฟ้า Honda BENLY e: นวัตกรรมใหม่แห่งยุคควบคู่ไปกับการสอดแทรกความรู้เรื่องการลดใช้พลังงาน ยังมีการโชว์ทักษะขับขี่ Stunt โดย “บอล ดอนตูม” สุหทัย แช่มทรัพย์ นักแข่งฮอนด้า แชมป์ ARRC รุ่น 1000 เรซสุดท้าย ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมรักษ์โลก ด้วยการอวดโฉมกระเป๋าไวนิลสุดสวยที่รีไซเคิลจากป้ายแบนเนอร์ใช้แล้ว พร้อมและสาธิตวิธีทำโดย Kennely Green Products กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุ่งเศรษฐี จ.ขอนแก่น ตลอดจนกิจกรรมเปลี่ยนขวดน้ำพลาสติกด้วยตู้รีไซเคิลอัตโนมัติ เพื่อสะสมคะแนนแลกรางวัลพิเศษอีกมากมาย ส่วนเรื่องของการแข่งขันในปีนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทรถประดิษฐ์ กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันออกแบบและประดิษฐ์รถขึ้นเอง และเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะของฮอนด้า 110i ที่มีระบบหัวฉีด PGM-Fi ที่ฮอนด้าให้การสนับสนุน โดยแบ่งผู้เข้าแข่งขันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา และระดับประชาชนทั่วไป ประเภทรถตลาด กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันใช้จักรยานยนต์ฮอนด้า 4 จังหวะ 4 รุ่น เท่านั้นคือWave110i, Dream110i, Super Cub110i และ Wave125i โดยปรับแต่งรถได้ตามกติกาที่กำหนด กติกาเบื้องต้นคือ ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละทีมจะประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน ร่วมกันพัฒนาเทคนิคและกลยุทธ์ที่จะทำให้รถวิ่งได้ไกลที่สุด ในสนามแข่งตามจำนวนรอบที่กำหนด ด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใต้การตรวจสอบและดูแลจากคณะกรรมการการแข่งขัน ทีมที่วิ่งด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ (ใช้น้ำมัน E20 ในทุกประเภทการแข่งขัน) สำหรับการแข่งขันรายการที่ว่านี้ เปรียบเสมือนเวทีอีกเวทีหนึ่งที่สามารถชี้วัดความรู้ความสามารถของเด็กไทย และคนไทย โดยใช้ความรู้ทางเทคนิค เครื่องยนต์กลไก หรือความรู้ทางวิศวกรรมด้านมาประยุกต์ใช้ ตลอดไปจนถึงจะต้องมีทักษะอื่น ๆ ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร ทีมเวิร์คหรือความสามัคคี ความอดทน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดไปจนถึงความซื่อสัตย์ ซึ่งหากจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็ยากที่จะคว้าชัยในการแข่งขันไปได้ ในการแข่งขันนั้นทุกคนต้องมีการสื่อสารที่ดีเพื่อถ่ายทอดหรือรับฟังปัญหาที่พบเจอ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขตัวรถและเครื่องยนต์ให้ลงตัวที่สุด ระหว่างนี้ก็อาจจะเจอกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ ทั้งเรื่องเครื่องยนต์หรือตัวรถเสียหาย หรือสภาพอากาศไม่เป็นใจ อย่างการแข่งขันครั้งนี้มีฝนเทลงมา ซึ่งก็ต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือแก้ไขกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องทีมเวิร์ค เพราะหากขาดทีมเวิร์คไปไม่มีทางที่จะออกมาดีได้แน่นอน เพราะแข่งขันกันเป็นทีม ต้องการความร่วมแรงร่วมใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตรถ เตรียมรถ เตรียมการแข่งขัน นอกจากนี้ตัวคนที่ผู้ขับขี่เองก็ต้องอดทนมาก ๆ การต้องฝืนขับขี่ในท่าทางที่ไม่ปกติเป็นเวลานานท่ามกลางอากาศร้อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่า การแข่งขันที่ทางฮอนด้าจัดให้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงจะเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว ยังช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้แต่ละทีมมีทักษะด้านอื่น ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องยนต์กลไกหรือวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายนี้ก็ขอแสดงความยินดีให้กับทางผู้ชนะการแข่งขัน ทุกทีมด้วยครับ โดยผู้ชนะแต่ละทีมมีดังนี้ ประเภทรถประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมศรีวิชัย วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สามารถทำค่าสถิติประหยัดน้ำมันได้สูงสุด 1,032.039 กม./ลิตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 30.240 กม./ชม. ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมตาปี วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี และรองชนะเลิศอันดับ 2

VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักไม่ถึง 50 โล ลองคิดดูว่าถ้ามีมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโรน้ำหนักเบาไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้เราขี่มันจะดีขขนาดไหน ผมเชื่อว่าคำถามนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโรน่าจะพอรู้คำตอบดีอยู่ และนี่คือเจ้า Velimotor VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักเพียง 47.5 กิโลกรัม ด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนมากมายตลอดทั้งคัน และทีเด็ดคือยังสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 100 กม./ชม.อีกด้วย สำหรับแบรนด์นี้นั้นเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วอย่างเช่นเจ้า Light Bee จาก Sur-Ron ซึ่งก็มาจากประเทศจีนด้วยเช่นกัน จุดเด่นของคันนี้คือโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา โดยแชสซีส่วนใหญ่ของรถนั้นทำมาจากคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเฟรม สวิงอาร์ม แฟริ่งต่าง ๆ กระทั่งแฮนด์บาร์เองก็ กก.เท่านั้น หากเทียบกับจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าอาจจะดูหนักกว่ากันมาก แต่ถ้าหากเทียบกับมอเตอร์ไซค์ล่ะก็มันเบากว่ามากเลยล่ะครับ ในความเป็นจริงแล้ว เราควรจะเรียกเจ้า VMX08 ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก เนื่องด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของมันมีกำลังสูงสุดที่ 6 กิโลวัตต์คิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 8 แรงม้าเท่านั้นเอง แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม.เลยทีเดียว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมกับระบบแม่เหล็กถาวรที่ใช้แรงดันไฟขนาด 72 โวลต์ ติดตั้งอยู่ใต้สวิงอาร์มคาร์บอน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและใกล้กับจุดหมุนของสวิงอาร์ม โดยเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนเป็นโซ่ ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นจะเป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาดความจุ 45 แอมป์แปร์-ชั่วโมง ใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 110 กม. เมื่อขับขี่ไม่เกิน 45 กม./ชม. อย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้มีการระบุเรื่องของระยะเวลาการชาร์จ ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทง ค์ทำงานร่วมกับกับกระเดื่อง ระบบเบรกนั้นเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้วรัดด้วยยางพร้อมลุย เกือบจะคล้ายกับจักรยานเสือภูเขาอยู่แล้ว และสุดท้ายส่วนอื่น ๆ ที่ยังไม่พูดถึงก็จะมีเรื่องที่ตัวรถใช้หน้าจอ LCD ขนาดกะทัดรัด มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟท้ายและที่ยึดป้ายทะเบียนนั้นยึดอยู่ที่สวิงอาร์ม และสุดท้ายสนนราคาอยู่ที่ราว ๆ 105,000 บาท (คำนวณจากเงินดอลลาร์) ราคานี้ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรถไฟฟ้าพร้อมลุยที่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนัก เวลาล้มก็ยกขึ้นมาขี่ต่อได้อย่างไม่ยากเย็น แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1290 SUPER ADVENTURE S 2023 ตัวสุดสายเที่ยวค่ายสีส้ม หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักและได้ยินชื่อเรือธงสายเดินทางของค่ายสีส้ม KTM กันมาแล้ว และนี่คือโมเดลใหม่ล่าสุดสายเดินทางซึ่งก็คือเจ้า 1290 Super Adventure S 2023 คันนี้นี่เอง ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่ามันจะปลดล็อกขีดจำกัดเดิม ๆ ออกไป พร้อมให้คุณออกไปผจญภัยสมกับชื่อของมัน ส่วนแรกเลยที่จะพูดถึงก็คือลวดลายสีสันใหม่ 2 เฉดของมันที่ทำได้สะดุดตาดี โดยเฉพาะเฉดสีส้มประจำค่ายที่ลากจากแฟริ่งต่อไปยังซับเฟรมอลูมิเนียม ตัดกับล้อสีดำเป็นอย่างดี ส่วนอีกเฉดสีก็จะเป็นสีขาวจากแฟริ่งลากยาวไปยังซับเฟรมเช่นกัน ตัดแต้มด้วยสีเทาดูเรียบหรูไปอีกแบบ อีกอย่างมีการออกแบบแฟริ่งมาโดยเน้นไปที่ความคล่องตัว ขับขี่ได้มั่นใจ ป้องกันลมปะทะได้ดี ทั้งยังเป็นส่วนนึงของถังน้ำมันแบบ 3 ชิ้นรวมความจุได้มากถึง 23 ลิตร เหมาะกับการเดินทางไกลอย่างยิ่ง เพื่อให้เป็นตัวจริงเรื่องการเดินทาง ทางค่ายได้ปรับให้การใช้งานระบบนำทางนั้นทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ตัวรถมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว มีการแสดงผลแบบอินโฟกราฟิกเข้าใจได้ง่าย และยังมีเมนูระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ ระบบกันสะเทือน ระบบเบรก ABS และระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลได้อย่างไม่ยากเย็น โดยสามารถควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องของขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง LC8 ที่เป็นเครื่องวีทวิน หรือสองสูบวี ที่มีกำลังแรงม้า 160 แรงม้าและแรงบิด 138 นิวตันเมตรที่เรียกได้ว่ามากพอที่จะให้คุณเดินทางท่องเที่ยวทั้งใกล้ไหลได้สบาย ๆ ทั้งยังปรับปรุงเฟรมใหม่ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 10 กก.เท่านั้น พร้อมกันนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือการขับขี่มากมาย เช่น ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ระบบปรับความสูงตัวรถ โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS ระบบตรวจวัดลมยาง เป็นต้น นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ของรถก็ยังเป็นของที่เหมาะสมกับรถสองล้อสายเดินทางระดับพรีเมียม เช่น ไฟ LED เต็มระบบ บังลมหน้าปรับปรุงใหม่ เบาะนั่งแบบหลายส่วน ขาตั้งข้างอลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง งานนี้ใครเป็นสายทัวริ่ง สายเดินทางไม่เน้นทางฝุ่น คันนี้น่าจะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี แต่ก็คงต้องลุ้นเอาว่า KTM ในบ้านเราจะนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1290 SUPER ADVENTURE R 2023 ตัวดุสายลุยจากค่ายส้ม KTM เคยสร้างคำนิยามใหม่ให้กับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เบิ้มมาแล้วเมื่อปี 2021 ด้วยการผสมผสานของเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง กับตัวรถที่มีน้ำหนักเบาและคล่องตัว มาครั้งนี้ทางค่ายกลับมาอีกครั้งด้วยความสดใหม่ของเจ้า 1290 SUPER ADVENTURE R 2023 ที่มีดีไซน์และสีสันสุดสปอร์ตพร้อมการปรับปรุงในอีกหลายจุด ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์ LC8 ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวีขนาด 1301 ซีซี ที่ให้แรงม้ามากถึง 160 แรงม้า กับแรงบิด 138 นิวตันเมตร เพียงพอที่จะให้คุณบุกตะลุยไต่เขาไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่น้ำหนักเบาลง 1.6 กก. ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันแบบ 3 ชิ้น จุรวมถึง 23 ลิตร ยังออกแบบให้มีการระบายความร้อนให้ดีขึ้นรวมถึงออกห่างจากตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ที่สำคัญคือมีระยะเซอร์วิสนานถึง 15,000 กม.กันเลยทีเดียว ช่วงล่างของรถยังคงจัดเต็ม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ WP XPLOR ขนาด 48 ม.ม. แบบแยกการทำงานซ้ายขวา สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมระยะยุบมากถึง 220 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว WP XPLOR PDS ที่สามารถปรับเซ็ตได้เช่นกัน ในส่วนของล้อก็จะใช้ล้อซี่ลวดของ Alpina ที่ปรับปรุงมาใหม่ให้รองรับกับยางแบบไม่ต้องใช้ยางในได้ดีมากยิ่งขึ้น มาที่เรื่องของความสามารถในการลุยของตัวดุสายลุยคันนี้กันต่อ ตอนนี้สามารถลุยได้ทุกสภาพผิวพร้อมความปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเซ็นเซอร์มุมเอียง Bosch 6D ที่ช่วยให้รถรับรู้ว่ากำลังอยู่ในสถานะใด ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมเสถียรภาพ โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS และระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ยังมีอีกหลายจุดที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชิลด์หน้าและแฮนด์บาร์ปรับระดับได้ แฟริ่งน้ำหนักเบาลง ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ขับขี่ได้สบายมากยิ่งขึ้น ตัวสวิตช์ควบคุมมีการปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่าย ร่วมกับอินโฟกราฟิกที่แสดงผลผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วก็ปรับปรุงให้เข้าใจและใช้งานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีระบบกุญแจคีย์เลสและระบบตรวจวัดลมยางเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ในส่วนของระบบนำทางเองก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่นกัน โดยฟังก์ชัน Turn-by-Turn+ ได้รับการปรับปรุงให้สามารถตั้งจุดเวย์พอยต์หรือจุดเช็ตอินและเปลี่ยนเส้นทางผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์และหน้าจอได้เลย ไม่ต้องจอดรถควานหามือถืออีกต่อไป ทั้งยังปรับปรุงการทำงานของการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนให้สามารถรับสายเรียกเข้าและบันทึกหมายเลขโปรด 10 หมายเลขเพื่อโทรออกได้สะดวกอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการปรับปรุงให้เป็นรถพร้อมลุยที่ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นและใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์การใช้งานของสายลุยฮาร์ดคอร์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ ส่วนจะนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราหรือไม่นั้นต้องลุ้นเอาครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 100 Years โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี BMW และนี่คือครูเซอร์ใหญ่ยักษ์ที่สุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R18 100 Years ที่เป็นโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปีมอเตอร์ไซค์ BMW ซึ่งคันแรกของทางค่ายก็คือเจ้า R 32 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1923 โดยมี Max Friz หัวหน้าดีไซเนอร์ได้ทำการออกแบบมอเตอร์ไซค์ BMW แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้หัวใจหลักหรือเครื่องยนต์เป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะ สำหรับเจ้าเบิ้มคันโตคันนี้ก็จะมาในลักษณะเดียวกันกับ R nineT 100 Years ที่เป็นโมเดลพิเศษเช่นกัน โดยหลัก ๆ ก็จะมีขุมพลังเดิม แต่ไปเพิ่มรายละเอียดเรื่องดีไซน์ภายนอกเป็นหลัก ดังนั้นมันจึงมีขุมพลังบิ๊กบอกเซอร์ 2 สูบพิกัด 1800 ซีซี ที่ให้กำลังแรง 91 แรงม้า โดยได้แรงบันดาลใจการออกแบบโมเดลนี้มาจาก R5 ที่เป็นโมเดลดั้งเดิมดิบ ๆ ไร้เทคโนโลยีอะไรมากมายเหมือนดั่งปัจจุบัน ตัวรถโดดเด่นด้วยงานเพนท์สีดำและชิ้นส่วนโครเมียมมันวาว พร้อมลวดลายกราฟิกเดินเส้นคู่สีขาว พร้อมกับแบดจ์โลโก้ 100 ปีพิเศษเฉพาะโมเดลพิเศษนี้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีของแต่งจากไลน์ Option 719 อย่างเบาะหนังสีทูโทนเย็บจีบข้าวหลามตัด ซึ่งจะเป็นสีดำและแดงเลือดวัว โดยชิ้นส่วนสีดำนั้นจะมีในหลายจุดเช่นกัน คือในส่วนเครื่องยนต์ ตัวเฮาซิ่งระบบส่งกำลัง และตัวเพลาขับ ขณะที่ชิ้นส่วนที่เป็นโครเมียมก็กระจายไปในหลาย ๆ จุด มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนในการประกอบแฮนด์บาร์ แคลมป์แฮนด์บาร์ ตุ้มปลายแฮนด์ กระจก ปั๊มบน คาลิเปอร์เบรก ฝาเครื่อง ฝาสูบ คันเกียร์ คันเบรก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลายท่อไอเสียโครเมียมจาก Akrapovic ที่ช่องไอเสียมีโลโก้ BMW อยู่อีกด้วย ส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบเกียร์ถอย ระบบบครูซคอนโทรล และอุ่นมือ สุดท้ายโมเดลนี้ก็จะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดที่ 1923 คัน เป็นตัวเลขเดียวกันกับปีที่มอเตอร์ไซค์คันแรกจาก BMW ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกนั่นเอง งานนี้ใครเป็นสายคลาสสิก สายคัสตอม สายครูเซอร์ที่ชื่นชอบ BMW อาจจะต้องเก็บเงินรอจัดโมเดลพิเศษนี้แล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R nineT 100 Years ฉลองครบรอบ 100 ปี BMW ที่มิวนิค เดือนธันวาคมปี 1922 Max Friz หัวหน้าดีไซเนอร์ได้ทำการออกแบบมอเตอร์ไซค์ BMW แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้หัวใจหลักหรือเครื่องยนต์เป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะ และต่อมาในปี 1923 R 32 มอเตอร์ไซค์คันแรกจาก BMW ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และตอนนี้ก็ครบรอบ 100 ปีแล้วทางค่ายจึงได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษ 2 โมเดล ได้แก่ R nineT 100 Years และ R18 100 Years เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปีของทางค่าย โดยในบทความนี้จะพูดถึงเจ้า R nineT เสียก่อน สำหรับคลาสสิกโรดสเตอร์โมเดลนี้จะมีขุมพลังบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 109 แรงม้าเช่นเดิม หลัก ๆ ที่เปลี่ยนไปคือรายละเอียดดีเทลเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก ซึ่งตัวรถจะโดดเด่นด้วยงานทำสีพิเศษผสมผสานเข้ากับชิ้นส่วนทำสีโครเมียม ซึ่งจะเป็นการผสมกันระหว่างทองแดง นิกเกิลและทำสีโครเมียม ทำให้มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนง่าย แถมยังมันวาวสะดุดตาดีอีกด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่นิยมมากในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ตัวถังน้ำมันจะเป็นสีดำสลับกับโครเมียมและเดินเส้นคู่สีขาว เติมเต็มด้วยแผ่นรองเข่าและเพลต 100 ปีการันตีโมเดลพิเศษ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนโครเมียมบริเวณโหนกเบาะอีกด้วย ส่วนบังโคลนหน้าเองก็ทำสีดำและเดินลายเส้นคู่สีขาวด้วยเช่นกัน ขณะที่ตัวเบาะนั่งเป็นเบาะหนังสีทูโทน ดำและแดงเลือดวัวให้ภาพลักษณ์ที่ดูดีลงตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังเค็มไปด้วยชิ้นส่วนสีดำอีกหลายแห่ง เช่น กระบอกโช้ค แอร์อินเทค เป็นต้น อีกทั้งยังมีของแต่งจากไลน์ Option 719 มาเสริมเพิ่มความงามอีกหลายชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดแบบคลาสสิกที่อโนไดซ์สีดำที่ขอบล้อมมา ชิ้นส่วน CNC ต่าง ๆ อาทิ ฝาสูบ ครอบเครื่อง ฝาปิดช่องเติมน้ำมันเครื่อง พักเท้า การ์ดกันรอยถัง กระจกปลายแฮนด์ เป็นต้น ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมีการเพิ่มระบบไฟส่องสว่างในโค้ง อุ่นมือ ครูซคอนโทรล และโหมดการขับขี่แบบโปร ให้มาด้วยเลยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม สุดท้ายนี้โมเดลพิเศษดังกล่าวนี้จะมีจำหน่ายเพียง 1923 คัน ตรงกับปีแรกที่มอเตอร์ไซค์จากค่ายใบพัดสีฟ้านั้นเปิดตัวขึ้นมาจำหน่ายนั่นเอง งานนี้ใครเป็นบีมเมอร์ที่ชื่นชอบเครื่องบ็อกเซอร์แล้วล่ะก็ ควรจะต้องพิจารณาโมเดลพิเศษนี้ให้ดีเลยล่ะครับ ถือว่าเป็นโมเดลที่พิเศษมากจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND พา R18 ออกท้าลมหนาว สำหรับกิจกรรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์การหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หนีออกจากเมืองหลวง หนีความวุ่นวาย ไปพักผ่อนหย่อนใจ ในที่ที่มีความสุข ความสบายตามวิถีไบค์เกอร์ โดยในครั้งนี้เราหลีกหนีความวุ่นวายไปพร้อมกับ BMW R18 ที่ทาง BMW Motorrad จัดเตรียมไว้ให้แบบครบทุกอิดิชั่น ในช่วงเวลาท้าลมหนาวกันบนเส้นทางพิษณุโลก – ภูเรือ จ.เลย – หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์กัน สำหรับการเดินทางเรามาเริ่มต้นที่ BMW Motorrad Nithiboon ตัวแทนจำหน่ายที่ จ.พิษณุโลก พร้อมกับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จัดเตรียมรถพร้อมออกทริป โดยครั้งนี้มากับฝูง BMW R18 แบบครบทุกอิดิชั่น ทั้ง R18, R18 First Edition, R18 Bagger และ R18 Transcontinental จัดเต็มจริง สำหรับทริปนี้จะได้รับการดูแลจากทีม Enduro Park Thailand มืออาชีพระดับนี้ ขี่กันไม่ต้องกลัวหลง หรือกังวลอะไรเลย เราเริ่มเดินทางออกจาก โชว์รูม Nithiboon มุ่งหน้าไปที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เส้นทางท้าลมหนาว มุ่งหน้าไปวัดศรีโพธิ์ชัย ชมวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณีแห่ต้นดอกไม้จากเด็ก ๆ ชาวบ้านในท้องถิ่น โดยประเพณีแห่นี้มีมาตั้งแต่ก่อสร้างวัดจนถึงปัจจุบันก็นับได้กว่า 400 ปีแล้ว พร้อมกันนี้ยังมีการต้อนรับด้วยการผูกผ้าขาวม้า และมอบของดีระดับตำบลอย่างถั่วแม็คคาเดเมียให้เป็นของที่ระลึก แลดูอบอุ่น น่ารัก เป็นกันเองเป็นอย่างมาก จากนั้นเราเดินทางกันต่อก่อนที่ฟ้าจะมืด พร้อมกับสลับรถมาขับ BMW R18 Transcontinental พี่ใหญ่สุดในอิดิชั่นพร้อมลำโพงมาร์แชลเต็มระบบ ขี่เพลิน ๆ ชิลล์ ๆ เดินทางไปยังอ.ภูเรือ จ.เลย อากาศช่วงนี้เริ่มหนาว อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง ได้บรรยากาศเหมาะกับไบค์เกอร์สุด ๆ สำหรับตัวรถต้องบอกเลยว่าอิดิชั่นนี้ ขี่ดีมาก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสบายถูกใจสายเดินทางแน่นอน แล้วเราก็ถึงภูเรือ คีรี รีสอร์ท นอนพักผ่อนหย่อนใจกับอากาศที่แสนเย็นสบาย 13 องศา เช้าวันรุ่งขึ้น นอนเต็มอิ่ม พักเต็มที่ พร้อมเดินทางกันต่อกับเส้นทางภูเรือ – หล่มเก่า – หล่มสัก Route12 เพชรบูรณ์ – พิษณุโลก เป็นระยะทางอีกสองร้อยกว่ากิโลเมตร ที่พร้อมจะพาเจ้า R18 กับเครื่องยนต์ Big Boxer ไปโหนโค้งให้เพลิดเพลินตลอดเส้นทาง และแน่นอนเส้นทางที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้คือ Route12 เส้นทางยอดฮิต ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่จะพาให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นไปตลอดทั้งเส้นทาง ถือว่าสายไบค์เกอร์ไม่ควรพลาดเส้นนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ จบการเดินทาง 2 วัน 1 คืน กับกิจกรรม BMW THE GREAT GETAWAY หลีกหนีความวุ่นวาย ออกไปพักผ่อนกับสุดยอดครูเซอร์สุดเท่ประจำค่าย ถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดียอดเยี่ยมไปในทุก ๆ ด้าน ทั้งสถานที่ที่ยอดเยี่ยม รถที่ขับขี่อย่าง R18 เองก็เยี่ยมยอด กระทั่งเพื่อนร่วมทริปเองก็ดีเยี่ยม และแน่นอนกับบรรยากาศสุดประทับใจตลอดเส้นทางก็จัดว่าสุดยอด ถือเป็นเรื่องราวที่ดีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่วนทริปต่อไป เราจะหลบหนีที่ไหนติดตามกันได้เลยครับ…!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ฉลองแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK Ducati ทำการเฉลิมฉลองพิเศษเนื่องในโอกาสที่ได้รับแชมป์โลกจากทั้งฝั่ง MotoGP และ WorldSBK ด้วยการสร้าง Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Desmosedici GP รถแข่งของ Francesco Bagnaia ในศึก MotoGP และ Panigale V4 R ที่เป็นรถแข่งของ Álvaro Bautista ในศึก WorldSBK และไปเผยโฉมในงานอีเวนท์ที่เปิดให้แฟน ๆ ดูคาติได้มาฉลองชัยร่วมกัน ปี 2022 นั้นถือว่าเป็นที่สุดยอดมาก ๆ สำหรับทางดูคาติ ค่ายรถจากเมืองโบโลญญาค่ายนี้ได้กลายเป็นแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK ในฤดูกาลเดียวกันเป็นครั้งแรก ความสำเร็จที่เหมือนฝันไปครั้งนี้เป็นผลงานของการทุ่มเทจากทางเหล่าทีมวิศวกร ทีมงานและนักแข่งอย่างแท้จริง และทำให้ทางค่ายอยากจะทำอะไรที่พิเศษ ๆ ขึ้นไปอีก ทั้ง 2 โมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจาก V4 S และทำลวดลายกราฟิกตามแบบรถแข่งของ Pecco Bagnaia #63 และ Álvaro Bautista #19 และแต่ละคันจะมีลายเซ็นของนักแข่งอยู่บนถังน้ำมันโดยมีการเคลือบใสป้องกันลบเลือนเอาไว้ด้วย อีกทั้งแต่ละคันจะมีผลิตเพียง 260 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำมาจากปี 1926 ซึ่งเป็นปีที่ดูคาติก่อตั้ง รายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถก็เช่น ตัวรถจะมาพร้อมเบาะนั่งตอนเดียวเท่านั้น บริเวณแผงคอบนทำจากอลูมิเนียม CNC ก็จะมียิงเลเซอร์รุ่นรถและตัวเลขนัมเบอร์ของรถแต่ละคันเอาไว้ ยังมีอุปกรณ์เสริมสมรรถนะอย่างคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK ปลายท่อ Akrapovič แบบใช้งานบนท้องถนนทั่วไปได้ (เบากว่าท่อเดิม 2 กิโลกรัม) ระบบเบรก Brembo คาลิเปอร์เบรก Stylema R ปั๊มบน MCS ปรับรีโมทได้ พักเท้าอลูมิเนียม CNC ของ Rizoma และชิลด์หน้าแบบเรซซิ่งจากวัสดุเพล็กซี่กลาส เป็นต้น ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การ์ดกันความร้อนของท่อ ครอบจานจ่าย บังโคลนหน้าและหลัง ไปจนถึงท่อดักลมเบรก และปิดท้ายด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบปัดเงา รถแต่ละคันจะส่งมอบมาในแพ็กเก็จพิเศษพร้อมใบรับรองของแท้ ผ้าคลุมพิเศษ รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูล Data Analyser+ การขับขี่ และสำหรับคนที่ต้องการจะรีดสมรรถนะของรถให้มากยิ่งขึ้นก็สามารถติดตั้งของตกแต่งเพิ่มเติมได้อีก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bistella 500 เครื่อง 10 สูบ 2 จังหวะแถมมีซูเปอร์ชาร์จ อ่านพาดหัวแล้ว หลาย ๆ ท่านก็คงจะ เอ๊ะ ว่าไงนะ ยังไงซิ แต่ความจริง ๆ คือความจริง Marek Foltis วิศวกรชาวเช็คได้ทำการสร้างเครื่องยนต์แบบดับเบิ้ลเรเดียล 10 สูบ 2 จังหวะ มาใส่รถแปลงกลายเป็น Bistella 500 ที่มีกำลังแรงถึง 120 แรงม้ามาแล้วจริง ๆ ครับ จริง ๆ แล้ว Marek Fotis เขาเป็นวิศวกรของโรงงานรีไซเคิล เขาใช้เวลาว่างทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์พิเศษของเขา ซึ่งมันไม่ใช่พิเศษเฉย ๆ แต่เป็นพิเศษใส่ไข่และทุกอย่างที่ร้านตามสั่งจะมี แบบว่าเหนือกว่าคนอื่นเยอะ เพราะตั้งแต่สมัยอายุ 17 เขาก็เคยทำเครื่องเจ็ทใส่รถ Jawa ของเขาโดยอาศัยเทอร์โบชาร์จเจอร์จากรถบรรทุกเก่ามาแล้ว และเจ้าเครื่อง 10 สูบ 2 จังหวะคันนี้ก็เป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ 2 ซึ่งสร้างด้วยตัวเองเพียงลำพัง ซึ่งชื่อของมันมีความหมายว่าดาวคู่ เขาใช้เวลากว่า 2 ปีครึ่งเพื่อสร้างมันขึ้นมา หากมองโดยผิวเผินเจ้านี่ก็เหมือนรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ จากยุค 50 ทว่าจริง ๆ แล้วมันใช้รถ Jawa เป็นรถต้นแบบ เจ้า Jawa ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1953 ได้กลายเป็นรถขนาด 500 ซีซี ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า นับเป็นการอัปเกรดขนานใหญ่และยังน่าทึ่งในเรื่องของการติดตั้งกระบอกสูบ 2 จังหวะนับ 10 สูบลงไปได้ โดยเขาได้จัดเรียงกระบอกสูบออกมาในรูปแบบของดาว เป็นดาว 5 แฉกสองดวงซ้อนกัน และเขายังติดตั้งคอมเพรสเซอร์หรือตัวอัดอากาศเข้าไปอีก 5 ตัวด้วยกัน ซึ่งเปรียบเสมือนซูเปอร์ชาร์จที่ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ แต่ยังช่วยเติมอากาศให้กับกระบอกสูบได้ทั้งหมดอีกด้วย ตัวเฮ้าซิ่งของเครื่องยนต์ เพลาข้อเหวี่ยงตลอดไปจนถึงข้อเหวี่ยงตอนปลายที่ต่อกับเพลาล้วนแล้วแต่ทำขึ้นมาด้วยวิธี CNC ก้านสูบ ลูกสูบและเสื้อลมนั้นใช้ของเดิมของทาง Jawa แต่บางชิ้นส่วนมีการใช้ชิ้นส่วนที่ใช้ในการแข่งขันและบางส่วนยังมีการทำเซรามิกโค้ตติ้งเพื่อป้องกันการโอเวอร์ฮีต และหลังจากที่เขาลองใช้คาร์บูเรเตอร์ 5 ตัวเพื่อจ่ายน้ำมันอยู่หลายครั้งในช่วงแรก สุดท้ายเขาก็ได้วิธีที่ลงตัวที่สุดสำหรับเขาคือการเลือกใช้คาร์บูเรเตอร์ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรานซิสเตอร์ที่ใช้จุดระเบิดหัวเทียนทั้งสิบหัวซึ่งก็ลงท้ายด้วยการต้องใช้หลักการเดียวกันนี้ สุดท้ายเรื่องของตัวอัดอากาศ 5 ตัวที่ติดตั้งเข้ามา โดยแต่ละตัวหมุนที่ความเร็วสูงถึง 40,000 รอบต่อนาทีเพื่อสร้างแรงอัดอากาศที่มากถึง 1.6 บาร์ และเขายังสร้างเครื่องยนต์ออกมาถึง 3 ตัวด้วยกัน โดยตัวแรกนั้นสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยคือแรงเพียง 12 แรงม้า ที่เหมาะสำหรับแชสซีเดิม ๆ และเบรกแบบดรัมเบรกที่ประสิทธิภาพไม่ได้ดีมากนัก ยังมีเครื่องเบอร์ 2 ที่มีกำลัง 60 แรงม้าที่ 6,500 รอบ ซึ่งค่อนข้างแรงและต้องระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์เบอร์ 3 ที่เขาตั้งใจปรับจูนไว้นั้นเขายังไม่ได้ทดลอง ได้แต่คำนวณเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะแรงถึง 120 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ทั้งนี้เหตุผลที่เขายังไม่ได้ทดลองก็เพราะว่าเขาสร้างเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ถึง 5 ครั้งแล้วหลังจากที่เครื่องยนต์เสียหายหลายรูปแบบ เครื่องเบอร์ 3 ก็เลยขอพักไว้ก่อนนั่นเอง ก็เรียกว่าเป็นอะไรที่น่าทึ่งกับแนวคิดของพ่อหนุ่มวิศวกรชาวเช็กคนนี้ไม่น้อยเลยล่ะครับ แล้วก็ถือว่าสุดยอดจริง ๆ ครับกับความพยายามของเขา งานนี้เราก็ได้แต่คงต้องรอดูว่ารถของเขาเมื่อสำเร็จแล้วจะแรงแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge Sfida SR4 สกู๊ตเตอร์พิกัด 350 ซีซี ที่หล่อดี แถมฟีเจอร์แน่น การจะซื้อรถสักคันนึงหากเรามองจากมุมมองในการใช้งานจริง ๆ แล้ว การที่รถประเภทอื่น ๆ จะเอาชนะแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ไปได้นั้นยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานในเมืองหรือในชีวิตประจำวันหรือการออกทริปเดินทางไกลแบบทัวริ่งก็ทำได้ นอกจากนี้ยังเป็นรถที่ขี่ง่ายใช้งานง่ายอีกด้วย และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสกู๊ตเตอร์ถึงได้มียอดขายดีไม่ว่าจะในยุโรปหรือว่าเอเชีย และนี่คือ Voge Sfida SR4 สกู๊ตเตอร์พิกัด 350 ซีซีคันล่าสุดจากค่ายรถสัญชาติจีนแต่มาเปิดตัวที่อิตาลี ซึ่งเป็นโมเดลที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว Voge นั่นคือแบรนด์รถสัญชาติจีน ซึ่งเป็นพรีเมียมแบรนด์แบรนด์นึงจากผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่อย่าง Loncin ซึ่งทางแบรนด์บุกมาเปิดตลาดที่ยุโรปในอิตาลีมาพักนึงแล้ว และเจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีแน่น ๆ น่าจับตามองเลยล่ะครับ จุดเด่นของเจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้เลยก็คือฟีเจอร์แน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือระบบบลูทูธเฮดเซ็ตได้ ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง แทร็คชันคอนโทรล และแม้กระทั่งระบบตรวจจับแรงดันลมยาง ตลอดไปจนถึงฟีเจอร์ใช้งานทั่วไปอย่างช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ช่องใส่แก้วหน้าที่คอนโซลหน้า เป็นต้น ส่วนในด้านสมรรถนะ เจ้า Sfida คันนี้ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์สูบเดียวแบบหัวฉีดขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าที่ 29 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 28.47 นิวตันเมตร และเพื่อให้ขับขี่ได้สบายขั้นสุดมีการใช้ตัวซับแรงสั่นสะเทือนเพื่อลดการสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ที่เป็นตัวการสำคัญของการสั่นสะเทือน ในส่วนของช่วงล่างมีการเลือกใช้เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมอัลลอยซึ่งมีน้ำหนักเบาช่วยให้ขับขี่ได้ดี จากการที่มีน้ำหนักใต้สปริงที่น้อยลง โช้คหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดาที่มีขนาดแกน 35 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้จาก KYB และระบบเบรกจากทาง J.Juan โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สุดท้ายนี้วางจำหน่ายในราคา 6,840 ยูโรหรือราว ๆ 250,000 บาทไทย ก็ถือว่าราคาค่อนข้างมาไกลเลยทีเดียว แต่อ็อปชันที่ให้มาก็ถือว่าแน่น ๆ อยู่ ไม่แน่ว่าถ้ามาขายในไทยอาจจะทำราคาได้ดีกว่านี้ก็เป็นไปได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FIM ประกาศยกระดับความปลอดภัย หมวกกันน็อกสำหรับนักแข่งเฟส 2 หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักมาตรฐานความปลอดภัยหมวกกันน็อกกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น มอก. หรือ TIS ของบ้านเรา, JIS ของญี่ปุ่น, DOT ของอเมริกา, ECE ของยุโรป, Sharp ของอังกฤษ หรือจะเป็น Snell ที่เป็นแบบสากล ก็ตาม ๆ แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักมาตรฐานความปลอดภัยของทางสหพันธ์จักรยานยนต์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะแตกต่างไปจากมาตรฐานที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป กล่าวคือของทางสหพันธ์ฯ จะเป็นมาตรฐานที่บังคับใช้กับหมวกที่ใช้ในการแข่งขันนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางสหพันธ์ฯ หรือ FIM ประกาศยกระดับความปลอดภัย หมวกกันน็อกสำหรับนักแข่งเฟส 2 แล้ว หลังจากที่โปรแกรมยกระดับมาตรฐานหมวกกันน็อกที่ใช้ในการแข่งขันเฟสแรกหรือเรียกย่อ ๆ ว่า FRHPhe-01 นั้นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจนได้ประสบการณ์และความรู้มาตลอด 4 ฤดูกาลแข่งขันแล้ว ความรู้และประสบการณ์ดังกล่าวก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถยกระดับความปลอดภัยของนักแข่งได้อย่างชัดเจน ซึ่งหมวกที่จะผ่านมาตรฐานของโปรแกรมการยกระดับนี้ จะต้องผ่านการประเมินเรื่องความสามารถในการป้องกันทั้งทดสอบในการกระแทกที่ศีรษะทั้งในแบบความเร็วต่ำ กลาง และสูง กระแทกในมุมเอียง การทดสอบการเจาะทะลุ ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษาจากหมวก 38 ใบจากทั้งหมด 22 แบรนด์ที่ผ่านมาตรฐานนี้ หลังจากที่ความร่วมมือระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่และแล็ปที่ทางสหพันธ์ฯ รับรอง (แล็ปทดสอบแรงกระแทกของทางมหาวิทยาลัย Zaragoza) FRHPhe-02 หรือเฟสที่ 2 ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเฟสนี้จะรวมไปถึงหมวกสำหรับแข่งขันออฟโร้ด ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของความปลอดภัยในการแข่งขันโมโตครอส เอ็นดูโร สปีดเวย์ และครอสคันทรี ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกกับมาตรฐาน FIM กับการแข่งขันออฟโร้ดอีกด้วย โดยมาตรฐานใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะในทุกรูปแบบ ซึ่งหมวกที่จะเข้ามาทดสอบมาตรฐานใหม่จะปลอดภัยยิ่งกว่ามาตรฐานที่มีในท้องตลาดทั้งหมด โดยจะเพิ่มความเข้มข้นในการทดสอบทุกด้านให้มากขึ้น รวมไปถึงเพิ่มการทดสอบรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น ทดสอบการถอดนวมรองแก้มอย่างรวดเร็วและการทดสอบที่คำนึงถึงการแตกหักของกระโหลกศีรษะ เป็นต้น ทั้งนี้มาตรฐานใหม่นี้จะเริ่มแนะนำให้ใช้ในปี 2025 และกลายเป็นข้อบังคับในปี 2026 นี้ โดยนักแข่งทุกคนจะต้องใช้ (เว้นแต่ นักแข่งกีฬาประเภทไทรอัล จักรยานไฟฟ้า รถ SSV หรือ UTV และ การแข่งแลนด์สปีดเวิลด์เรคคอร์ดประเภทพสตรีมไลเนอร์) ซึ่งแน่นอนว่าค่ายผู้ผลิตหมวกกันน็อกก็จะต้องผลิตหมวกออกมาให้สอดคล้องกันเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของความปลอดภัยไปพร้อม ๆ กัน เรียกว่าเป็นผลดีต่อผู้ใช้หมวกกันน็อกอย่างพวกเราจริง ๆ นะครับ อย่างไรก็ดี ราคาหมวกดังกล่าวอาจจะมีราคาแพงมาก ทางเราก็ขอแนะนำให้ใช้หมวกที่ได้มาตรฐานรับรองตามท้องตลาดกันไปก่อน อย่าไปใช้หมวกปลอมหมวกก็อปหลายเอกันเลยน่ะครับ มันไม่คุ้มเอาเสียเลยกับการที่จะต้องเอาชีวิตไปแลกกับหมวกแบบนั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หลาย ๆ ท่านที่กำลังสนใจเจ้า New Yamaha Xmax Connected อยู่น่าจะพอรู้ว่าเจ้าโมเดลใหม่นี้มีระบบนำทางด้วย ทีนี้เจ้าระบบนำทางที่ว่านั้นต้องใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชัน Garmin StreetCross ซึ่งเป็นแอฟพลิเคชั่นที่ทางยามาฮ่าร่วมพัฒนากับทางการ์มิน โดยจะเป็นแอพฯ ระบบนำทางโดยแสดงผลเป็นแผนที่เส้นทางการเดินทางบนหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ของ Xmax Connected นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่และน่าสนใจมากเลยทีเดียว เรามาพูดถึงการทำงานแอพนี้กันหน่อย นอกจากจะเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังมีวิธีใช้ที่ง่ายดายอีกด้วย เรามาดูวิธีใช้เจ้าระบบนำทางที่ว่านี้กันดีกว่าครับ ขั้นตอนที่ 1 ดาวน์โหลด App การ์มินสตรีทครอส ซึ่งสามารถโหลดได้ทั้ง App Store และ Play Store พร้อมกับลงทะเบียนข้อมูลให้เรียบร้อย Play Store คลิกดาวน์โหลด App Store คลิกดาวน์โหลด ขั้นตอนที่ 2 จับคู่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนของคุณเข้ากับ New Xmax Connected ผ่านระบบเชื่อมต่อ Y-Connected ขั้นตอนที่ 3 เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยก็สามารถใช้งานระบบนำทางได้อย่างง่ายดายเพียงระบุสถานที่ปลายทางใน สมาร์ทโฟนและสั่งนำทาง ระบบจะแสดงแผนที่และข้อมูลเส้นทางบนหน้าจอ เรือนไมล์ TFT ที่สามารถมองเห็นได้อย่างสะดวกและชัดเจน และนี่คือเทคโนโลยีที่ทางยามาฮ่าร่วมพัฒนากับทางการ์มิน เพื่อให้เหล่าสาวกค่ายยามาฮ่าเอ็นจอยกับการเดินทางมากยิ่งขึ้น และอยากจะบอกว่า แอพพลิเคชั่นนี้ไม่เสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถอัพเดตได้ตลอดผ่านต้นทางการบริการ เป็นอะไรที่สุดยอดเลยทีเดียว ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของของ New Xmax Connected ที่ทำให้ทุกคน ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Monkey Custom Cherry Edition 2022 ตำนานความสนุกกับไลฟ์สไตล์แฟชั่นยุค 80 ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ทำเอางาน Motor Expo 2022 คึกคักไปอีกขั้น ด้วยการนำโมเดลดังระดับตำนานอย่างฮอนด้า มังกี้ ที่มีมาตั้งแต่ปี 1988 ทำให้เรานึกถึงความสนุก และไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยสีสันในวันวาน ให้กลับมาป่วนวงการกันอีกครั้ง พร้อมความสดใส ในลุคใหม่ที่โดดเด่น ด้วยบอดี้สีแดงตัดครีม พร้อมลวดลายรูปเชอร์รี่บนตัวถังของ New Monkey Custom Cherry Edition 2022 ที่เป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ความสนุก สดใส ในยุคปัจจุบัน ให้เข้ากับความคลาสสิก และกลิ่นอายในยุค 80 ได้อย่างลงตัว ทั้งยังคงเสน่ห์ของดีไซน์แบบฉบับที่เป็นสามเหลี่ยม Nigiri (Unique Balance) เสริมความเท่อีกระดับด้วยล้ออัลลอยสีดำ เฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี เกียร์ 5 สปีด โดยเปิดราคาแนะนำที่ 109,900 บาท และพิเศษสุด! เมื่อจองในงาน Motor Expo หรือสั่งจองออนไลน์ รับฟรีทันที! หมวกกันน็อกลายเชอร์รี่ ไว้ใส่เข้าเซตกัน บอกเลยว่าขับไปไหน ยังไงก็ต้องมีคนเหลียวหลังมอง พบกับโปรโมชั่นสุด Exclusive เฉพาะชาว CUB House เพียงจองรถที่ร่วมรายการ Monkey C125 และ CT125 รับฟรี! หมวกกันน็อก Retro Helmet Limited Edition มูลค่า 1,290 บาท* สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่จองในงานเเละออนไลน์เท่านั้น! เชิญพบกับความสดใส ซุกซน ร่วมสัมผัสความคลาสสิกระดับตำนาน ด้วยตัวเองได้แล้วที่งาน Motor Expo 2022 บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า (G01) อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดใน Facebook : facebook.com/cubhousebyhonda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha ลุยเต็มแม็กซ์ ส่งท้ายปีจัดเต็มโปรในงาน Motor Expo 2022 บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด สานต่อความนิยมเขย่าตลาดรถจักรยานยนต์ส่งท้ายปี จัดทัพใหญ่เข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 Thailand International MOTOR EXPO 2022 เปิดตัว NEW YAMAHA XMAX CONNECTED … Follow the MAX นิยามใหม่ของพรีเมียมสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลก ตอกย้ำความแรงด้วยยอดจำหน่ายสูงสุดตลาดพรีเมียมสปอร์ตออโตเมติกคลาส 300 ในประเทศไทย พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นแบบสุดแม็กซ์ภายในบูธ Express The Unlimited Ride (เอ็กซ์เพลส ดิ อันลิมิเต็ด ไรด์) G03 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี” นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสอันดีที่ยามาฮ่าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์จากตระกูล MAX Series ที่ครองใจชาวไทยมาอย่างยาวนาน และสร้างยอดขายได้เป็นอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว และครั้งนี้ยามาฮ่ามีความภูมิใจในที่จะแนะนำ NEW YAMAHA XMAX Connected … Follow the MAX นิยามใหม่ของพรีเมียมสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย พร้อมด้วยเทคโนโลยี Y-Connect และ Dual Displays เชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับรถได้ทุกเส้นทาง พร้อมกันนี้ ยามาฮ่ายังได้นำทัพรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น ทุกซีรีส์ มาร่วมเติมเต็มบรรยากาศ พร้อมด้วยโปรโมชั่นแบบสุดแม็กซ์ภายในบูธ Express The Unlimited Ride (เอ็กซ์เพรส ดิ อันลิมิเต็ด ไรด์) G03 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี” ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดแม็กซ์สร้างโอกาสให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าได้ง่ายยิ่งขึ้น เพียงแค่สแกน QR CODE ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลของรถจักรยานยนต์รุ่นต่าง ๆ เหมือนมาสัมผัสด้วยตัวเอง รวมถึง Highlight ที่ไม่ควรพลาด!! โปรโมชั่นจัดเต็มสุดแม็กซ์ ฉลองเปิดตัว NEW YAMAHA XMAX Connected จองสิทธิ์ทางออนไลน์ซื้อชุดแต่ง XMAX Sport High Tech Set ในราคาสุดพิเศษเพียง 18,156 บาท พร้อมจัดไฟแนนซ์รวมไปกับรถจักรยานยนต์ NEW YAMAHA XMAX Connected จำนวนจำกัดเพียง 120 ชุดเท่านั้น ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2565 * เปิดให้จองทางออนไลน์ FB Yamaha Society Thailand เวลา 09.59 น. ของทุกวัน จำกัดวันละ 10 ชุด เท่านั้น เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันรุ่นอื่น ๆ ดังนี้ ซื้อ YAMAHA MT-15 รับ Gift Voucher มูลค่า 15,000 บาท ซื้อ YAMAHA WR155R รับ Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท ซื้อ All New YAMAHA R15 Connected หรือ All New YAMAHA R15M Connected-ABS รับ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท ซื้อ YAMAHA XSR155 รับ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท

ตัดแต้มใบขับขี่ เริ่ม 9 มกราคม 66 แต้มหมดอดขับ 90 วัน วันที่ 1 ธันวาคม 2565 พลตำรวจดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกรมขนส่งทางบก บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันพัฒนาแอป ‘KHUB DEE’ เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลบันทึกคะแนนความประพฤติของผู้ขับขี่ และเป็นช่องทางในการชำระค่าปรับในระบบบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยจะเริ่ม ตัดแต้มใบขับขี่ วันที่ 9 มกราคม 2566 เป็นมาตรการเสริมในการสร้างวินัยการขับขี่เพิ่มเติมจากการออกใบสั่งเพื่อบังคับใช้ตามกฎหมายปกติ ทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ โดยผู้ขับขี่มีทั้งหมด 12 คะแนน เมื่อทำผิดกฎจราจรหรือไม่ชำระค่าปรับ จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ ตามเกณฑ์ดังนี้ 1. หลักที่เป็นปัจจัยในการเกิดเหตุจำนวน 20 ทำความผิดเมื่อทำผิดทั้งที่ความผิดแบ่งเป็นสี่ระดับได้แก่ -ตัด 1 คะแนน เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ -ตัด 2 คะแนน คือ ฝ่าไฟแดง ขับย้อนศร ขับรถขณะถูกเพิกถอนใบขับขี่ -ตัด 3 คะแนน เช่น ขับรถชนแล้วหนี -ตัด 4 คะแนน คือ เมาแล้วขับ ขับรถในขณะเสพยาเสพติด, แข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.กลุ่มความผิดอื่น ๆ ตามฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก จำนวน 42 ฐานความผิด เช่น จอดในที่ห้ามจอด ไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่ขณะขับรถ โดยจะถูกตัดคะแนนเมื่อไม่ขำระค่าปรับในเวลาที่กำหนด หากผู้ขับขี่ถูกตัดจนเหลือ 0 คะแนน จะถูกสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน หากฝ่าฝืนขับขี่ขณะถูกสั่งพักจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากถูกสั่งพักใบอนุญาตขับขี่เป็นครั้งที่ 3 ภายใน 3 ปี อาจถูกสั่งพักมากกว่า 90 วัน และหากถูกสั่งพักเป็นครั้งที่ 4 อาจถูกพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทุกประเภท ส่วนการคืนคะแนนมี 2 รูปแบบ คือ เมื่อครบหนึ่งปีจะได้คืนอัตโนมัติ กับเมื่อเหลือน้อยกว่า 6 คะแนน หรือเหลือ 0 คะแนน แล้วผ่านการอบรมกับกรมการขนส่งทางบกที่จัดปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบคะแนนหรือชำระค่าปรับผ่านเว็บไซต์ E-Ticket PTM, แอปพลิเคชั่น KHUB DEE หรือแอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์ได้ ขอบคุณภาพ ตัดแต้มใบขับขี่ เริ่ม 9 มกราคม จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR650R 2023 ปรับสีสันและกราฟิกใหม่ดุดันยิ่งขึ้น ล่าสุดในงาน Motor Expo 2022 ที่อิมแพ็กต์ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ไทยฮอนด้าก็ได้ทำการเปิดตัวเปิดราคาของเจ้า New Honda CBR650R 2023 สปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่ง 4 สูบเรียง ที่สะท้อนจิตวิญญาณรถสปอร์ตจากสนามแข่ง ที่ครั้งนี้ปรับสีนสันและกราฟิกใหม่ ขับเน้นความดุดันยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายของสีดำที่ตัดเข้ากับตัวรถอย่างลงตัว มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง GRAND PRIX RED และสีดำ MAT GUNPOWDER BLACK METALLIC ราคาแนะนำ 324,300 บาท โดยรายละเอียดต่าง ๆ ยังคงเดิม โดยมีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร พร้อมกันยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้มือคลัตช์เบาและลดอาการท้ายสไลด์เวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วก่อนเข้าโค้ง ระบบกันสะเทือนจาก Showa ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบ SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกเอาอยู่ด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่คาลิเปอร์เบรก Nissin 4 ลูกสูบ และดิสก์หลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS และระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยและยางขนาด 120/70 ZR17 M/C (58W) และ 180/55 ZR17 M/C (73W) หน้าหลังตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์เด่น ๆ ก็เช่น ระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรลช่วยเพิ่มความปลอดภัย ช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบไฟ LED เต็มระบบ เป็นต้น นอกจากนี้ฮอนด้ายังได้ยกทัพบิ๊กไบค์ทุกรุ่นมาให้ทุกคนได้ลองสัมผัส พร้อมข้อเสนอพิเศษสุดกับแคมเปญ “Honda BigBike BUY NOW… XCITE NOW” ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,948 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุดเริ่มต้น 3.29% ต่อปี และ Gift Voucher มูลค่าสูงสุดถึง 200,000 บาท ฟรีทะเบียน และ พรบ. ทุกคัน สามารถพบกับฮอนด้าบิ๊กไบค์ในงาน Motor Expo 2022 ได้ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า (G01) อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ ติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นสุดพิเศษของรถรุ่นต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ Honda BigBike : fb.com/HondaBigBikeTH CUB House : fb.com/cubhousebyhonda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki ขนโมเดลใหม่ พร้อมโปรเด็ด โชว์ในงาน Motor Expo 2022 บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำสถิติยอดขายรถพุ่งไม่หยุด ภายหลังจากที่เริ่มทยอยส่งโมเดลใหม่ลงทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง Ninja ZX-25R, รถดูอัลเพอร์โพสในซี่รี่ย์ KLX230 ที่มีรุ่นย่อย 4 รุ่น และรถจักรยานยนต์สปอร์ตขายดีอย่าง Ninja 400 SE กับลวดลายเรซซิ่งทีมใหม่ของปี 2023 รวมถึง Z400 SE สีใหม่ล่าสุด ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ Kawasaki ขนโมเดลใหม่ พร้อมจัดโปรโมชันพิเศษกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติมในช่วงเวลาสุดพิเศษภายในงาน MOTOR EXPO 2022 นี้ทั้ง ฟรีประกันภัยชั้น 1, Gift voucher, ฟรีทะเบียน/พรบ. และเมื่อจองรถจักรยานยนต์และทำแบบสอบถามภายในงาน รับฟรี Kawasaki USB Bag มูลค่า 699 บาท ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 คุณกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “จากปริมาณยอดขายที่เติบโตขึ้นเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง แม้ว่าจะยังคงมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบอยู่บ้างก็ตาม คาวาซากิยังเชื่อว่าความต้องการซื้อของลูกค้าในประเทศไทยนั้นยังคงมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเป็นคันแรก ซื้อเพื่อทดแทนคันเก่า หรือซื้อเพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น คาวาซากิจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยใส่เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดความสนใจ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดียิ่งครับ” คาวาซากิได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น ภายในงาน MOTOR EXPO 2022 โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอที่คุ้มค่าที่บูธรถจักรยานยนต์คาวาซากิ หรือที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ นอกเหนือจากรถจักรยานยนต์แล้ว ทางคาวาซากิยังมีผลิตภัณฑ์เพื่อกีฬาทางน้ำ นั่นคือ JetSki ซึ่งคาวาซากิได้นำเจ๊ตสกีรุ่นใหม่ล่าสุดรุ่น ULTRA310LX และ ULTRA310LX-S มาจัดแสดงและยังเปิดรับจองภายในงานนี้อีกด้วย ที่บูธ Join Boat E02 โดยผู้แทนจำหน่าย MF Marine สามารถดูรายละเอียดโปรโมชัน รุ่นต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่: www.kawasaki.co.th/promotion อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta G350 เปิดตัวพร้อมราคาแนะนำที่ 215,000 บาท ในงาน Motor Expo Lambretta G350 เปิดตัวพร้อมราคาแนะนำที่ 215,000 บาท ในงาน Motor Expo ล่าสุดในงาน Motor Expo 2022 ทางแลมเบรตต้า ประเทศไทยก็ได้ทำการ เปิดตัว G350 ให้ได้ลองสัมผัสและจับจองพร้อมโปรโมชันพิเศษในงาน สำหรับ G350 นั้นถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของทางค่ายที่มาในสไตล์สุดคลาสสิกแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มาจากสกู๊ตเตอร์รุ่นแรก ๆ ของทางค่าย เส้นสายตัวรถดูเรียบหรูแบบมินิมัล แอบล้ำสมัยด้วยระบบไฟ LED ทั้งคัน หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่แสดงผลได้แบบครบถ้วน และรายละเอียดดีเทลตามแบบฉบับของแลมเบรตต้าครบถ้วน ตัวรถมาพร้อมขุมพลังสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาดใหญ่ถึง 330.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9.5 ลิตร ด้วยระบบหัวฉีด ซึ่งเคลมแรงม้ามากถึง 27.46 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ช่วงล่างโดดเด่นมีสไตล์ด้วย โช้คหน้าแบบดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คหลังคู่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 ม.ม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel มีล้ออัลลอยขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมยางจาก Pirelli รุ่น Angel Scooter ขนาด 120/70-12″ และ 130/70-12″ หน้าหลังตามลำดับ โดยจะมีจำหน่ายทั้งหมด 3 เฉดสี คือ สีแดงเบาะแดง สีดำเบาะส้ม และสีขาวเบาะส้ม พร้อมเปิดราคาแนะนำที่ 215,000 บาท ซึ่งสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองผ่านช่องทางออนไลน์ https://lambretta.co.th . หรือ สามารถมาสัมผัสตัวจริงด้วยตัวเองที่ บูธ LAMBRETTA รหัส G12 ภายในงาน Motor Expo 2022 ที่จัดขึ้น ณ อิมแพคชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 12 ธ.ค.65 นี้ https://www.facebook.com/lambretta.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-8S เน็กเก็ดตัวแรงคันล่าสุดจากค่ายคนเดือด ก็เปิดตัวไปแล้วกันที่ Eicma สำหรับเจ้า Suzuki GSX-8S เน็กเก็ดตัวแรงพิกัดกลางใหม่ที่นับวันจะมีขนาดความจุเพิ่มมากขึ้นทุกที สำหรับคันนี้ทางค่ายก็ระบุมาว่ามันเกิดมาเพื่อสร้างความเร้าใจด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยีและสไตล์ที่โดดเด่นซึ่งทางค่ายทุ่มเทอย่างหนักให้ได้มา โดยมันจะมีเครื่องยนต์ใหม่ แชสซีใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ รวมไปถึงดีไซน์ที่ดุดัน เพื่อยกระดับเน็กเก็ดไบค์ระดับกลาง ตัวรถนั้นเน้นดีไซน์แบบมินิมัล ด้านหน้าเด่นด้วยไฟ LED ทรง 6 เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ดูเฉียบคม ปราดเปรียวและดุดัน ด้านข้างมีแฟริ่งคลุมเครื่องอยู่บางส่วน ให้ได้เหลี่ยมมุมที่ดูล้ำ ๆ หน่อย และเสริมด้วยล้อและเฟรมสีฟ้าสว่างสดใส ปิดท้ายด้วยกราฟิกที่สดใหม่ให้ภาพลักษณ์ร่วมสมัย ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องบล็อกใหม่แบบ 2 สูบเรียง 776 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จากโรงงานฮามามัตซึ ที่มุ่งเน้นในเรื่องสมรรถนะที่เหมาะสมกับเน็กเก็ดไบค์ เลือกใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศาเพื่อให้ได้ทอร์คที่หนักแน่น โดยเคลมแรงบิดมาสูงถึง 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดจะอยู่ที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ทางค่ายยังได้แอบใส่เทคโนโลยีใหม่อย่าง Suzuki Cross Balancer ที่ออกแบบมาช่วยลดการสั่นสะเทือนที่ไม่ต้องการออกไป และยังช่วยให้รถมีขนาดเครื่องยนต์ที่กะทัดรัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับรถได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ปลายท่อแบบสั้นเสียใหม่ อยู่ทางด้านขวาของเครื่องยนต์และเชิดขึ้นเล็กน้อย ยิ่งทำให้รถดูกะทัดรัดและรู้สึกคล่องตัว ในส่วนของแชสซีตัวรถยังคงออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้สบาย มีแฮนด์บาร์กว้างแบบสอบปลายทำจากอลูมิเนียม ช่วยให้ขับขี่ได้ลื่นไหลสไตล์สปอร์ต และยังช่วยผ่อนแรงเวลาเข้าโค้งหรือบังคับเลี้ยวได้มาก ทั้งยังขับขี่มั่นใจได้ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังจาก KYB ที่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อให้ตัวรถขับขี่ได้คล่องตัว นิ่งและนุ่ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม. และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ปิดท้ายด้วยเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี สิ่งแรกเลยที่ดูเหมือนจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วเลยก็คือหน้าจอสี TFT โดยโมเดลนี้จะมีขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบครัน ตัวรถมีโหมดแทร็กชันคอนโทรล 3 โหมดและเปิดปิดได้ เอ็นจิ้นแม็ป 3 โหมด คันเร่งไฟฟ้า ระบบอีซี่สตาร์ท ระบบช่วยป้องกันเครื่องดับเวลารถเดินเบา สลิปเปอร์คลัตช์ และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีขาวและสีดำด้าน งานนี้ใครชื่นชอบเน็กเก็ดไบค์ระดับกลางจากค่ายซูซูกิค่ายนี้คงต้องรอกันนานหน่อยนะครับ แฟน ๆ ชาวไทยค่ายนี้น่าจะพอเข้าใจกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZR 500 ของ Kenny Roberts Jr. ถูกประมูลไปกว่า 11 ล้าน เรียกว่าเป็นคันเดียวในโลกที่ยังอยู่ในท้องตลาดก็ว่าได้ หากไม่นับคันที่จอดแสดงโชว์ในพิพิธภัณฑ์ของทางยามาฮ่าที่เมืองอิวาตะ สำหรับเจ้า Yamaha YZR 500 OWJ1 ของ Kenny Roberts Jr. (อดีตแชมป์โลกชาวอเมริกา) ในปี 1996 ซึ่งเป็นเวลา 1 ปีก่อนที่พ่อของเขาก่อตั้งทีมขึ้นมาเพื่อไล่ล่าแชมป์โลก กระทั่งเขาสามารถคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2000 แต่เป็นกับรถ Suzuki RGV 500 กับทีมอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามรถแข่งของเขายังเป็นสมบัติของเขาอยู่หลายปี กระทั่งเขาตัดสินใจที่จะขายมัน และหลังจากนั้นมันก็เปลี่ยนเจ้าของไปเรื่อย ๆ อีกหลายมือ กระทั่งตัวรถมาถึงที่อังกฤษและได้รับการซ่อมแซมขนานใหญ่ โดยจุดเด่นของเจ้าคันนี้คือมันมีขุมพลัง 4 สูบวี 499 ซีซีแบบ 2 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางยามาฮ่าเลยระบุไว้ว่ามันมีแรงม้ามากถึง 180 แรงม้า จัดเป็นอสูรร้ายตัวจริงในยุคนั้นเลย เพราะว่าตัวรถนั้นมีน้ำหนักเพียง 130 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งที่เบาได้ขนาดนั้นก็เพราะการใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมและชิ้นส่วนแม็กนีเซียมในหลาย ๆ จุด ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนที่ทำขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ จึงทำให้มันกลายเป็นยอดรถจากค่ายญี่ปุ่นในเวลานั้นเลยล่ะครับ และในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาช่วงที่มีงาน Goodwood Festival of Speed เจ้าคันนี้ได้กลับคืนสู่มือของครอบครัวโรเบิร์ตอีกครั้ง พร้อมกับมีการขี่เจ้าคันนี้โชว์ในสนามโดยพ่อของเขาเอง และกระทั่ง Wayne Rainey และเมื่อจบงานรถคันนี้ก็กลับเข้าไปสู่ตลาดประมูลอีกครั้งกับทาง Iconic Motorbikes Auctions ใน Santa Monica ที่คาลิฟอร์เนีย ซึ่งต่อมาถูกประมูลไปได้โดยบุคคลนิรนาม โดยคิดเป็นเงินไทยกว่า 11.46 ล้านบาทเลยทีเดียวล่ะครับ ก็ถือว่าเป็นรถแข่งในยุค 2 จังหวะที่เรียกว่าเป็นโมเดลระดับตำนานโมเดลนึงของยามาฮ่าเลยก็ว่าได้ครับ งานนี้ไบเกอร์รุ่นใหญ่หลาย ๆ คนคงจะน้ำลายหกกันเป็นแน่ ใครที่เกิดทันยุคสองจังหวะจะรู้ว่า ยุคนั้นมันหอมหวนแค่ไหน อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW Motorrad CNX Season Start 2022 งานดี ๆ ที่เหล่าบีมเมอร์ยกนิ้วให้ สำหรับงาน BMW Motorrad CNX Season Start 2022 นั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งใจงานนี้ประกอบด้วยกิจกรรมมัน ๆ ที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยได้จัดเตรียมไว้แบบแน่น ๆ ตลอดทั้งวันเช้ายันค่ำกันเลยล่ะครับ สำหรับงานนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ RIDE, RELAX, ROCK และ RELATIONSHIP ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ RIDE: ก็จะเป็นกิจกรรม The Unexpected Journey ที่ให้ชาวบีมเบอร์ได้เข้ามาร่วมขับขี่ในเส้นทางที่สวยงามในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเส้นทางนั้นจะมีทั้งในแบบของ On-Road และ Off-Road ที่ทางบีเอ็มดับเบิลยูจัดเตรียมเส้นทางสุดพิเศษไว้เพื่อคุณ แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางด้วยกัน มีทั้งแบบทางดำล้วน ทางฝุ่นล้วน และแบบทางดำผสมทางฝุ่น ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานเลย RELAX: ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศดี ๆ อากาศเย็นสบาย และอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย พร้อมสนุกกับปาร์ตี้แบบจัดเต็มที่ที่ร้าน THE VIEW VILLAGE ซึ่งทางค่ายจัดรับรองไว้ให้เป็นอย่างดี ROCK: มันจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่านไปกับคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก แว่นใหญ่ และ ม็อคค่า การ์เดน RELATIONSHIP: เปิดโอกาสให้ชาวบีมเมอร์ร่วมแบ่งปันไลฟ์สไตล์ ประสบการณ์และเรื่องราวการขับขี่ การตกแต่งรถของตัวเองกับชาวบีมเบอร์จากนานาประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และอีกหลาย ๆ ประเทศที่เข้าร่วมงาน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 700 ชีวิต นอกจากยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้เข้าแข่งขัน GS Trophy 2022 ทีมประเทศไทยอีกด้วย เรียกได้ว่าทั้งความเพลินเพลิน ความสนุกสาน ไปจนถึงมิตรภาพกันเลยทีเดียวสำหรับงานดี ๆ ที่สาวกบีเอ็มฯ ต้องยกนิ้วโป้งให้ทั้ง 2 มือแบบนี้ สุดท้ายนี้ทาง SuperBike Thailand เองก็ต้องขอขอบคุณที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ได้เปิดโอกาสให้เราได้เป็นส่วนนึงในกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli พัฒนา Diablo Rosso IV ใหม่สเปกเรเดียลเพื่อรถสปอร์ตไม่เกิน 400 cc ล่าสุดทางค่ายยางชั้นนำระดับโลกแบรนด์ตัว P ยาวหรือ Pirelli เปิดตัว Diablo Rosso IV ยางเรเดียลตัวใหม่สำหรับสปอร์ตคลาสไม่เกิน 400 ซีซี พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อได้ทดสอบในสนาม Mandalika International Street Circuit ที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากจบศึกการแข่ง WorldSBK สนามที่ 11 ไปหมาด ๆ เรียกว่าได้ลองขี่ไลน์เดียวกันกับนักแข่งระดับโลกเลยล่ะครับ เท้าความกันก่อน เดิมทีแล้วยางของทางพีเรลลี่ที่รองรับรถสปอร์ตหรือเน็กเก็ดในคลาสไม่เกิน 400 ซีซีนั้นจะมีอยู่สองตัว คือ Diablo Rosso Sport (ยางแบบครอสพลาย) และ Diablo Rosso III (ยางเรเดียล) ซึ่งก็จะมีจุดเด่นและลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป แต่ตอนนี้ก็จะมีเจ้า Rosso IV ในแบบเรท H (H-Rated) ที่สามารถรองรับความเร็วได้สูงถึง 210 กม./ชม. เหมาะกับรถพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั่นเอง โดยก่อนหน้านี้รอสโซ่โฟร์นั้นจะมีแต่ยางไซส์ใหญ่ ๆ เรท ZR (ZR-Rated) ซึ่งเป็นเรทสูงสุดรองรับความเร็วได้เกิน 300 กม./ชม. หรือพูดกันง่าย ๆ คือเป็นยางสำหรับบิ๊กไบค์ระดับซูเปอร์สปอร์ต หรือระดับซูเปอร์ไบค์ขึ้นไปนั่นเอง ทั้งนี้ยาง Rosso IV ในแบบเรท H จะแตกต่างกับเรท ZR ตรงในส่วนของโครงสร้างคือใช้เส้นใยสังเคราะห์วางแบบ 0 องศากับหน้ายาง แทนที่จะเป็นใยเหล็กซึ่งวัสดุยางหลังนั้นจะช่วยให้รองรับความเร็วได้มากกว่า 210 กม./ชม. ทว่าก็จะมีข้อดีคือมีน้ำหนักเบากว่าและยืดหยุ่นได้มากกว่าแบบโครงสร้างใยเหล็ก ซึ่งจะเหมาะสมกับรถในพิกัด 125 – 400 ซีซีอย่างยิ่ง ต่างกับ Rosso III ยังไง สำหรับยาง Rosso IV H-Rated นั้นจะแตกต่างจาก Rosso III ในหลายจุดด้วยกัน ก่อนอื่นเลยที่เห็นได้ชัดคือลายดอกยาง แม้ว่าจะมีลายแฟลช หรือลายสายฟ้าอยู่เหมือนกัน แต่องศาของลายสายฟ้าก็ต่างกัน รวมไปถึงร่องรีดน้ำที่ไหล่ยางก็ต่างกัน หลัก ๆ คือเป็นผลมาจากการออกแบบให้มีอัตราส่วนของหน้าสัมผัสยางเทียบกับร่องดอกยางบริเวณไหล่ยางมากขึ้น 30% (ทั้งยางหน้าและยางหลัง) ซึ่งมีผลดีต่อการยึดเกาะในโค้ง แต่ต้องแลกมากับประสิทธิภาพการรีดน้ำที่ไหล่ยางทำได้น้อยลง ทว่ามันจะมีคนบ้าที่ไหนที่จะเอารถไปแบนโค้งตอนฝนตกหรือถนนเปียกกันล่ะ? จุดต่อมาคือเรื่องของคอมปาวด์ของยางหรือเนื้อยางนั่นเอง โดยตัวยาง H-Rated บริเวณหน้าสัมผัสยางจะมีเนื้อยางแบบคอมปาวด์เดียวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งจะเป็นเนื้อคาร์บอนแบล็กที่มีส่วนผสมของซิลิก้าจำนวนมาก และที่แก้มยางก็จะใช้เนื้อยางเป็นคอมปาวด์พิเศษที่จะช่วยเพิ่มความเสถียรหรือความนิ่งเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ อีกด้วย จุดสุดท้ายคือโปรไฟล์ของยาง ยาง Rosso IV H-Rated จะมีความสูงมากกว่าเล็กน้อย ทำให้พลิกรถได้ไว ทั้งยังมีไหล่ยางที่แบนกว่าช่วยให้การยึดเกาะและรักษาไลน์ในโค้งที่ดี ทดสอบจริง แน่นอนว่าเราได้ทำการทดสอบยาง Diablo Rosso IV H-Rate ในสนาม Mandalika International Street Circuit แห่งนี้ด้วย โดยตัวสนามมีความยาว 4.313 กิโลเมตร ซึ่งมีจุดเบรกหนักไม่กี่โค้ง ส่วนมากจะเป็นโค้งความเร็วสูง จากการได้ลองทดลองขับขี่ทดสอบสำหรับรถพิกัด 250-400 นั้นสามารถเปิดคันเร่งยาว ๆ ลากรอบขึ้นเรซไลน์เข้าโค้งได้เลย ตัวยางนั้นให้การตอบสนองได้ยอดเยี่ยม จนลืมว่า นี่คือยางสำหรับขี่ถนนไม่ใช่ยางสนาม เวลาจะปิดคันเร่งเพื่อเปลี่ยนทิศทาง ยางก็สามารถพาได้ได้ตามจุดที่มองเรียกว่าแม่นยำ และยังสามารถกระแทกคันเร่ง 100% ก่อนจุดเอเป็กซ์ของโค้งโดยที่ยางไม่มีการเสียอาการใด ๆ ปิด-เปิดคันเร่งได้ต่อเนื่องรอบสนาม ในโค้งหักศอกความเร็วต่ำ ที่ต้องเบรกหนักและเชนเกียร์จากเกียร์ 6 ลงมา 2 เพื่อให้ท้ายสไลด์ออก ก็ทำได้โดยที่ยางไม่มีอาการส่ายหรือลื่น ขณะเบรกหนัก ๆ ยางหน้าก็แข็ง จิกพื้นอยู่ ไม่ไหล ภาพรวมคือสามารถขี่แทร็กและคุมไลน์การขี่ได้แม่นยำตั้งแต่แล็ปแรก ๆ ยัน จนเซสชัน ถือว่าเป็นยางที่ขี่สนุก แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่คือยางสำหรับขี่ถนน แต่ก็สามารถเอามาสนุกกับแทร็กเดย์ แต่จะสนุกกว่าถ้าใช้ยางให้ตรงกับจุดประสงค์ที่แท้จริง จุดเด่น น้ำหนักเบา ช่วยให้เร่งได้ดีขึ้น ขับขี่ได้ดีขึ้น โปรไฟล์ยางสูง ช่วยให้พลิกรถได้ง่ายและรวดเร็วฉับไว หน้าสัมผัสบริเวณไหล่ยางมากขึ้น เพิ่มการยึดเกาะและความมั่นใจเวลาเข้าโค้ง เร่งออกจากโค้งได้เร็วขึ้น ระยะเบรกสั้นลง ให้ความนิ่งเสถียรเวลามากขึ้นเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ลายดอกยางใหม่ช่วยให้มีการสึกหรอที่สม่ำเสมอกันตลอดทั้งยาง จุดด้อย ราคาแพงขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ขับขี่แบบสปอร์ตหรือชอบเล่นโค้งมากกว่า อาจจะทำให้เกิดอาการเหวอได้สำหรับมือใหม่หรือคนที่ไม่คุ้นเคย ไซส์ยางที่จะมีจำหน่าย

Lambretta X300 โมเดลฉลองครบรอบ 75 ปีเปิดตัวที่ไทยพร้อมราคาสุดเร้า ล่าสุดแลมเบรตต้าเนรมิตลานพาร์ค พารากอน ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์ความคูลที่อยู่เหนือการเวลา กับงาน “LAMBRETTA X300 Exclusive Launch” งานเปิดตัวโมเดลใหม่ซี่รี่ส์ X อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “มาริโอ เมาเร่อ” เป็นพรีเซนเตอร์ รวมถึงเซเลบจากหลากหลายวงการ ตบเท้าเข้าร่วมงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ แลมเบรตต้าแบรนด์รถสกู๊ตเตอร์จากอิตาลี ถือกำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปี โดยเอกลักษณ์ของรถอยู่ที่ดีไซน์เฉพาะตัว ที่ถ่ายทอด DNA อิตาเลียนดีไซน์ไว้ในทุกอณู จนกลายมาเป็นลายเซ็นที่สาวกเห็นเป็นต้องรู้กันว่านี่คือแลมเบรตต้าตัวจริงเสียงจริง! สำหรับโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 65 ภายในงาน Milan Design Week 2022 ที่จัดขึ้น ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และล่าสุด! กับการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ ลานพาร์ค พารากอน พร้อมกับการเปิดตัว นักแสดงชื่อดัง ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของสาวกสกู๊ตเตอร์ไลฟ์สไตล์สุดคลู ซึ่งมาริโอ้ยังถือเป็นสาวกคนเล่นรถที่สะสมคอลเลคชั่นรถวินเทจของ LAMBRETTA ไว้ด้วยเช่นกัน มาครั้งนี้ จึงเรียกได้ว่าเจ้าเอ็กซ์สามร้อยคันนี้จะเป็นอีกโมเดล ที่เหล่าสาวกไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง เพราะจะเป็นอีกผลงานที่ผ่านกาลเวลาและสืบทอดต่อไปเป็นมรดกในอนาคตอย่างที่เคยเป็นมา เจ้าเอ็กซ์สามร้อยคันนี้มาในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ ที่ถือเป็นโมเดลฉลองครบรอบ 75 ปี กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม กับรูปทรง Diamond lines ของการออกแบบเส้นสายบนตัวรถ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว จุดเด่นคือมีการอัพเกรดฟังก์ชั่นการใช้งานให้ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบัน ด้วยเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที เสริมด้วยการออกแบบ Riding Position มาให้สามารถขับขี่ง่าย ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานของ LAMBRETTA มาไว้ในรุ่น X300 กับ Performance ที่พัฒนามาใหม่ ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS อีกจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือไฟหน้าและไฟท้ายมา LED เต็มระบบพร้อมกับงานดีไซน์ โคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่ายออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน ถัดมาที่ส่วนของไฟท้าย ที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง ด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง โดดเด่นไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่าเป็นผู้นำด้านการออกแบบ กับโคมไฟท้ายที่ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงแท่งคริสตัลที่เพิ่มเลเยอร์ ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน สำหรับ LAMBRETTA X300 ที่จะจำหน่ายในประเทศไทย มีมาให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 สี 4 สไตล์ ได้แก่ Milano Green (สีเขียว), Lucente Black (สีดำ), Gemma White (สีขาว) และ Argento Grey (สีเทา) ที่สำคัญ! การมาของ LAMBRETTA X300 ในครั้งนี้ ทาง LAMBRETTA GLOBAL

CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ให้กับตำนานแห่งการแข่ง TT ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็นไบเกอร์ตัวจริงน่ารู้ว่าเจ้าดาบเพลิงของค่ายปีกนกนั้นเป็นรถระดับตำนาน และ John McGuinness เองก็เป็นนักแข่งระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองตำนานก็ได้มาบรรจบกันกับการแข่งขัน Isle of Man TT ก่อกำเนิดเป็นโมเดลสุดพิเศษ CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ฉลองโอกาสที่ John จะได้ออกสตาร์ทแข่งขันในศึก TT ครั้งที่ 100 ซึ่งจะมีเพียงแต่ 30 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลข 30 คันสื่อถึงความยาวนานของทั้งสองตำนานไปพร้อม ๆ กัน สำหรับตัวรถจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่ง MotoGP เครื่องยนต์ 4 สูบพิกัด 1,000 ซีซี ขณะที่ตัวรถด้านนอกก็มีแฟริ่งที่ออกแบบเรื่องแอโรไดนามิกที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก RCV213V พร้อมกับลวดลายกราฟิกพิเศษสีแดงและสีทองสวยงามยิ่งนัก ระบบกันสะเทือนไฟฟ้า Öhlins Smart Electronic Control (SE-C) ด้านหน้าใช้โช้ค NPX ขนาด 43 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้ค TT-36 ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ นอกจากนี้จะมีจุดเด่นเฉพาะโมเดลพิเศษนี้จะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันที่บริเวณแผงคอบนพร้อมกับโลโก้ฉลองครบรอบ 30 ปี ซึ่งโลโก้นี้ยังพบเจอได้บนสมาร์ทคีย์ และปลายท่อ Akrapovic อีกด้วย สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมความพิเศษของโมเดลนี้ แฟริ่งทำสีใหม่พร้อมลายละเอียดสีทองและลายกราฟิกแถบฟิล์มหนังแสดงประวัติของ John ปิดท้ายด้วยสติ๊กเกอร์ขอบล้อสีทอง ลายเซ็นบริเวณครอบแอร์บ็อกซ์ นัมเบอร์เพลตของแต่ละคันบนแผงคอ บังโคลนหน้าคาร์บอนของแท้จาก Honda เบาเพียง 255 กรัม เบากว่าของติดรถ 38% บังโคลนท้ายคาร์บอนเบากว่าเดิม 10% ครอบเบาะท้ายและชิลด์สูง ยางเดิม 1 คู่ และยางMetzeler Racetec RR 1 คู่ โดยจะวางขายที่ราคา 30,000 ยูโรหรือราว ๆ 1,116,000 บาท พร้อมกับของแถมพิเศษ พรมจอดรถคัสตอมเฉพาะ ผ้าคลุมรถ คริสตัลยิงเลเซอร์แบบสามมิติสุดพิเศษ และโอกาสที่จะได้รับรถกับ John McGuinness เองที่ Honda Racing ประเทศอังกฤษ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก