SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Italjet Dragster 500GP คอนเซ็ปต์ไบค์เตรียมขายจริง 2024 เจ้า Italjet Dragster 500GP คันที่คุณเห็นอยู่นี้ยังเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์อยู่ ยังไม่ได้วางจำหน่ายนะครับ โดยทางแบรนด์ระบุว่าเจ้านี่เป็นตัวแทนของความโดดเด่นของวงการมอเตอร์ไซค์ และจะเป็นโมเดลที่ปฏิวัติวงการสองล้อ ซึ่งจะเป็นการยกระดับของเทคโนโลยี การออกแบบ และความสมบูรณ์แบบ โดยมันจะเป็นรถที่ให้ความสนุกเวลาขับขี่จากการที่มันทั้งเบาและคล่องตัว เจ้าไฮเปอร์สกู๊ตเตอร์ (ตามแบบที่ทางค่ายเรียก) มันคือพาหนะที่คุณจะไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันจะทำให้คุณต้องเหลียวมอง และถูกลิขิตมาว่าจะออกมาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์ไซค์ ท้าท้ายขนบเก่า ๆ มุ่งสู่อนาคตและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในแบบที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ในส่วนเครื่องยนต์นั้นจะมีความจุเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้ที่ใหญ่สุดก็แค่พิกัด 200 ซีซีเท่านั้น แน่นอนกว่าพละกำลังและแรงบิดก็จะเพิ่มตามมาด้วยเช่นกัน โดยเครื่องจะเป็นเครื่องสูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ แคมชาฟต์คู่ 4 วาล์ว ระบบหัวฉีดไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า และท่อไอเสียแบบใต้ตัวรถแบบออกสองทาง ให้กำลังแรง 43 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ที่น่าแปลกใจคือมันมาพร้อมระบบส่งกำลังด้วย ชุดเกียร์ 6 สปีดและคลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ขณะที่ช่วงล่างนั้นโดดเด่นด้วยเฟรมถักสีแดงโดดเด่น มีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 47 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับดิสก์เบรกขนาด 270 ม.ม. และดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็นของทาง Brembo ทั้งหมด พร้อมระบบเบรก ABS ปิดท้ายด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter ขนาด 120 / 70-15 และ 160 / 60-15″ ทั้งนี้น้ำหนักตัวรถจะอยู่ที่ 180 กก.เท่านั้น โดยมีฐานล้อสั้นเพียง 1,484 ม.ม. เบาะนั่งสูง 820 ม.ม. และถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ซึ่งดู ๆ แล้วก็กะทัดรัดคล่องตัวพอสมควรเลยทีเดียวล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha WR155R 2022 สีสันใหม่ให้คุณเปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ กระตุ้นตลาดปลุกกระแสเอ็นดูโร่ไบค์ครั้งใหม่ ส่ง New Yamaha WR155R 2022 “Journey of The Brave เปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า” ออกสู่ตลาดเมืองไทยด้วยสีใหม่ พร้อมของแต่งพร้อมลุยสุดเท่! และการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. สำหรับโมเดลสายพันธุ์เอ็นดูโร่ระดับโลกในตระกูล WR Series คันนี้ยังคงตอบสนองความเร้าใจในการขับขี่ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ 155 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA (Variable Value Actuation) และพร้อมลุยทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรดด้วยระบบกันสะเทือนหน้า KYB ขนาด 41 มม. และระบบกันสะเทือนหลังโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง (Linked-Type Monocross) ที่สามารถปรับค่าความแข็งสปริงหรือพรีโหลดได้ 5 ระดับตามน้ำหนักผู้ขับขี่ ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมทำให้สนุกในทุกเส้นทางการขับขี่ พร้อมถังน้ำมันความจุขนาด 8.1 ลิตร ให้คุณไปได้ไกลกว่าเดิม ให้ความล้ำสมัยด้วยหน้าปัด Full LCD Digital Meter ที่แสดงข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน พร้อมเลขบอกตำแหน่งเกียร์ เพื่อรองรับการขับขี่ทั้งทางเรียบและทางลุย และมาพร้อมเบาะนั่งแบราบ Flat Seat ที่สามารถรองรับการขับขี่ทุกท่วงท่า และยังมีเฟรมที่ออกแบบเพื่อความสนุกสนานในการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกัน 2 เฉดสี คือ YAMAHA BLUE สีน้ำเงินที่ให้ความเร้าใจแบบเดียวกับทีมแข่งยามาฮ่าเรซซิ่งทีม และ YAMAHA BLACK สีดำดุดัน ที่ตัดกับเฟรมสีเขียวพาสเทลพร้อมโลโก้ WR สีขาว-เหลือง ซึ่งให้ความเท่สะดุดตาทุกมุมมอง ยังมาพร้อมกับของแต่งสุดเท่! ที่มีให้เลือกช้อปกันเต็มพิกัด คือ ชุดเบาะปรับระดับ ตัวกันกระแทกแฮนด์ ชุดครอบด้านล่างอะลูมิเนียม ชุดการ์ดแฮนด์ซ้าย-ขวา ชุดรองปลอกแฮนด์ และชุดปลอกครอบโช้ค ซึ่งนอกจากจะเท่อย่างมีสไตล์แล้วยังพร้อมลุยได้อย่างเต็มพิกัดในทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรดอีกด้วย พร้อมวางจำหน่ายในราคาแนะนำเริ่มต้น 119,000 บาท พร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. โดยสามารถเลือกเป็นเจ้าของได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-263- 9999 อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brembo GP4-MS คาลิเปอร์เบรกระดับ MotoGP พร้อมลงถนนแล้ว โอกาสแต่งรถแบบเทพ ๆ มาถึงแล้วกับปั๊มล่าง Brembo GP4-MS คาลิเปอร์เบรกเทคโนโลยี MotoGP เรียกว่าสุดจัดสุดทางแล้วของคาลิเปอร์เบรกสำหรับรถขี่ถนนตัวล่าสุดที่จะหาซื้อได้ตามปกติ ตัวนี้สุดยิ่งกว่า Stylema R ที่เคยติดรถระดับซูเปอร์ไบค์แบรนด์ยุโรปแต่ก่อนเสียอีกครับ โดยเจ้าปั๊มล่างโมโตจีพีตัวนี้เปิดตัวในงาน Eicma 2022 จากทางเบรมโบ้ ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกตัวใหม่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและผู้ที่หลงใหลการขับขี่ในสนามอย่างมาก เรียกว่าเอาอยู่ทุกทาง การดีไซน์และพัฒนานั้นมุ่งเป้าให้นำไปใช้กับรถขี่ถนนในปัจจุบันที่มีความแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เทคโนโลยีจากการแข่งขัน MotoGP ร่วมกับนวัตกรรมและวัสดุที่ทันสมัยที่สุดควบคู่ไปกับความรู้และข้อมูลจากโลกแห่งการแข่งขันนับไม่ถ้วนของทางแบรนด์ กลายเป็นปั๊มเบรกตัวนี้ที่เหมือนกับที่นักแข่ง WorldSBK ใช้เลย มันขึ้นรูปจากอลูมิเนียมทั้งก้อน หรือที่นิยมเรียกกันว่าโมโนบล็อก แทนที่จะเป็นการหล่อขึ้นรูป ซึ่งวิธีนี้จะได้รูปลักษณ์ที่ดี ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะสุดโต่งมากกว่า และทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่สูญเสียความทนทานไป จุดเด่นคือเจ้าปั๊มใหม่ที่ว่านี้สามารถใช้แทนกับปั๊มเดิมที่เดิมที่ใช้คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์อยู่แล้ว โดยรองรับทั้งแบบ 100 ม.ม. และ 108 ม.ม. เรียกว่าได้ทั้งรถยุโรปและรถญี่ปุ่นเลย และครีบระบายความร้อนจากตัวคาลิเปอร์เบรกที่เห็นได้ชัดเจน ตัวลูกสูบเบรกมีมากถึง 4 สูบเพื่อการันตีประสิทธิภาพ ให้ฟีลลิ่งในการเบรกที่มั่นใจ ปลอดภัย เชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังทนทานต่อการสึกกร่อนด้วยการเคลือบนิกเกิ้ลซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของทางตระกูล GP4 อีกด้วย รวมถึงการที่มีสีสว่างยังช่วยขับเน้นโลโก้ใหม่ของเบรมโบ้อีกด้วย โดยสังเกตได้จากตัวอักษร e จะเห็นได้ง่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CL500 สแครมเบลอร์ไซส์กลางสุดเท่โดนใจสายเรโทร และนี่คือโมเดลใหม่จากค่ายปีกนก Honda CL500 ที่จะมาตอบโจทย์นักบิดที่เป็นสายเรโทรแบบเข้าเส้น เพราะโมเดลนี้มีแรงบันดาลใจการออกแบบดีไซน์มาจาก CL รุ่นดั้งเดิมจากยุค 60 และยุค 70 มาผสานเข้ากับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากรถในตระกูล CB500 ซี่รี่ส์ยอดนิยม ได้ออกมาเป็นสแครมเบลอร์ไบค์ไซส์กลางสุดเท่ได้กลิ่นอายเรโทรแบบเต็ม ๆ แต่ก็มาพร้อมความร่วมสมัยด้วยเทคโนโลยีของยุคใหม่ ให้มันขับขี่ใช้งานในชีวิตจริงได้อย่างไม่เคอะเขิน สำหรับการดีไซน์ก็อย่างที่เกริ่นไปคือมีดีไซน์มาจากโมเดลดั้งเดิมในช่วงปี 60 และ 70 ซึ่งจะเป็นรถที่มีน้ำหนักเบาและความสามารถในการขับขี่ในทางฝุ่น โดยตัวรถมีรายละเอียดแบบรถเรโทรคลาสสิกมาแบบครบครัน อาทิ ไฟหน้า ไฟเลี้ยว (ระบบไฟทั้งหมดเป็น LED) กระจกมองหลัง และเรือนไมล์ LCD จอกลับสีแบบทรงกลม ด้านหน้ามีโช้คเทเลสโคปิกที่มาพร้อมปลอดยางกันฝุ่น เบาะหนังแบบจับจีบบริเวณคนขับ ส่วนคนซ้อนแบบปาดเรียบ นอกจากนี้ยังมีการทำชิ้นส่วนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างให้เป็นสีดำ เพิ่มความหล่อเท่ดุดันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ปิดท้ายด้วยดีไซน์ท่อไอเสียปลายยกสูงตามแบบฉบับของรถสไตล์สแครมเบลอร์ ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีลงตัวเลยทีเดียว สำหรับขุมพลังหลาย ๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับขุมพลังยอดฮิตจากทางค่าย มันคือเครื่อง 2 สูบเรียงในรถตระกูล 500 ของทางค่าย ที่มีจำหน่ายอยู่บ้านเราหลากหลายโมเดลเหลือเกิน โดยจะเป็นเครื่องขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมหัวฉีด PGM-FI ให้กำลัง 46 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิด 43.4 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร โดยในคราวนี้จะมีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบาและเพิ่มความปลอดภัยเวลาเชนจ์เกียร์ลงเร็ว ๆ ทำให้ล้อหลังไม่เกิดอาการสลิป ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถใช้เฟรมท่อโลหะแบบไดมอนด์เฟรมที่ให้ความคล่องตัวและนุ่มสบาย โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ในการออกแบบประมวลผล ให้มีความสมดุลกันระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่เหมาะสม ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ส่วนยางก็จะเป็นยางแบบกึ่งนะครับ ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีนั้นนอกจาก ABS ที่กล่าวไปแล้วก็จะยังมีระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันหรือ ESS นะครับ โดยบอกตรงนี้ได้เลยว่ามีจำหน่ายในไทยแน่นอน ราคาจะไม่แรงด้วย เพราะไม่ได้ให้อ็อปชันมามากนัก นับได้ว่าเป็นสแครมเบลอร์ที่น่าจับตามองมาก ๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda XL750 TRANSALP ทัวริ่งแอดเวนเจอร์พิกัดใหม่ที่น่าจับตา และนี่คือการกลับมาของตำนานสายลุยอย่างเจ้าทรานส์แอลป์ที่เคยเปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 กับเครื่องยนต์วีทวินขนาด 583 ซีซี ซึ่งในตอนนั้นเน้นไปที่ความนุ่มนวล ความสบาย เหมาะกับการเดินทางไกล ไม่หวั่นแม้ทางลำบากด้วยช่วงล่างที่มีระยุบมาก และค่อย ๆ พัฒนาเพิ่มความจุขึ้นมาเป็น 647 ซีซีในปี 2000 และ 680 ซีซี ในปี 2008 และในครั้งนี้กลับมาในชื่อ Honda XL750 TRANSLAP รับปี 2023 สำหรับดีไซน์ก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันมีกลิ่นอายแบบรถอิตาลี โดยดีไซเนอร์จากทีมงานวิจัยและพัฒนาออกแบบของทางฮอนด้าที่กรุงโรม มีนดูปราดเปรียว เรียบง่าย มินิมอล ให้มีความลู่ลมตามหลักแอโรไดนามิกส์ขณะเดียวกันก็มีชิลด์ที่กันลมปะทะได้ดี ส่วนลวดลายกราฟิกนั้นก็เน้นความคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา ระบบไฟ LED เต็มระบบ พร้อมไฟหน้าที่มาพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว ถัดเข้ามาก็จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วและระบบ Honda Smartphone Voice Control system (HSVCs) ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ขุมพลังของรถก็จะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า CB750 Hornet นั่นเอง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 90.5 แรงม้า 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 16.9 ลิตร ควบคุมโดยระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มีแม็ปปิ้งเน้นไปในการขับขี่แบบทางไกลเป็นหลัก ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้มือคลัตช์เบาเข้าเกียร์ได้ง่าย ตลอดไปจนถึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยลดอาการล้อหลังสลิปเวลาเชนเกียร์ลงมาเร็ว ๆ ช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างโดดเด่น โดยตัวรถเลือกใช้เฟรมไดมอนเฟรมแบบใหม่ที่ผนวกซับเฟรมมาในตัวมีน้ำหนักเบาเพียง 18.3 กก. เบากว่า CB500X ถึง 10% โดยเคลมน้ำหนักรถพร้อมของเหลวมาที่ 208 กก.เท่านั้น ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้ค Showa SFF-CA แบบหัวกลับ ขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 200 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 190 ม.ม. ซึ่งทั้งคู่สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อซี่ลวดขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ตัวรถมีเทคโนโลยีค่อนข้างครบครันทันสมัยกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Sport, Standard, Rain และ Gravel รวมไปถึงโหมด User ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เอง มีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 ระดับ ควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ แทร็คชันคอนโทรล 5 ระดับพร้อมระบบควบคุมการลอยตัวของล้อมาด้วยเลย ระบบเบรกแบบ Off-road ABS ที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปิดระบบ ABS ที่ด้านหลังเวลาปรับเซ็ตโหมดการขับขี่ในโหมด User ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน และช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ใต้เบาะ Honda XL750 TRANSALP 2023 ถือว่าเป็นทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มีสมรรถนะค่อนข้างดี อ็อปชันค่อนข้างครบครัน ซึ่งคราวนี้ก็ต้องมาดูในส่วนของราคากันบ้างว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่พิกัดใกล้เคียงกันล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1250R 2023 เน็กเก็ดขุมพลังบ็อกเซอร์ปรับโฉมใหม่ทันสมัยยิ่งขึ้น สำหรับเน็กเก็ดโรดสเตอร์ขุมพลังบ็อกเซอร์อย่าง BMW R1250R 2023 ก็เป็นโมเดลล่าสุดจากทางค่ายที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสวยงามและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลัก ๆ จะเป็นในเรื่องของดีไซน์ซะมากกว่า แต่ก็มีส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้น เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ สำหรับส่วนที่เปลี่ยนไปในเรื่องของดีไซน์ก็จะเป็นในเรื่องของไฟหน้าที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ตลอดไปจนถึงงเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ก็มีดีไซน์ใหม่ด้วยเช่นกัน และยังได้ดีไซน์ไฟเลี้ยว LED ใหม่อีกด้วย ซึ่งก็จะไปละม้ายคล้ายคลึงกับเน็กเก็ดไบค์รุ่นอื่น ๆ ของทางค่ายนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของครอบท้ายหรือตูดหมดดีไซน์ใหม่ สำหรับขุมพลังหลาย ๆ คนก็น่าจะคุ้นเคย มันคือขุมพลังบ็อกเซอร์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของทางค่าย และยังเป็นเครื่องบล็อกเดียวกับของทาง R1250GS ซึ่งเป็นราชาฝั่งแอดเวนเจอร์ ซึ่งแน่นอนว่าการันตีเรื่องสมรรถนะได้เป็นอย่างดี โดยเครื่องจะเป็น 2 สูบนอนขนาด 1254 ซีซี ผ่าน Euro5 แล้ว แต่ยังให้กำลังแรงม้ามากถึง 136 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดที่ 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีชิฟต์แคมช่วยให้ตัวเครื่องยนต์มีกำลังดีในทุก ๆ ย่านความเร็วรอบ ตลอดไปจนถึงให้กำลังที่สมู้ท ต่อเนื่อง เงียบและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นก็ถือว่ามีการพัฒนาขึ้นมาในส่วนของระบบเบรก โดยระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ซึ่งส่วนที่พัฒนาขึ้นมาคือระบบเบรกแบบ ABS Pro ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาเบรกกะทันหันมากยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้พร้อมกระเดื่องร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งจะเป็นดีไซน์ใหม่ สุดท้ายในเรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีมาให้พอสมควร แม้ไม่จัดเต็มเท่าโมเดลเรือธง แต่ก็ถือว่าให้มาค่อนข้างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานต่าง ๆ ได้ และยังสามารถใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB มีรระบบโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมาให้ด้วยเลย (บ้านเราน่าจะยังไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนี้) ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อื่น ๆ เช่น ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ที่ 3 โหมด พร้อมโหมดใหม่อย่าง ECO โหมด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ส่วนสนนราคาวางจำหน่ายนั้นเริ่มต้นที่ 15,350 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 570,000 บาท หากมาจำหน่ายในไทยราคาก็น่าจะกระโดดขึ้นไปอีกพอสมควรล่ะครับ งานนี้ใครชอบเน็กเก็ดและชอบบ็อกเซอร์โมเดลนี้จัดเป็นทางของคุณแล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Grand Filano Hybrid Connected 2023 สะดวกยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ปรับเปลี่ยนกันอีกครั้งกับ New Grand Filano Hybrid Connected 2023 พรีเมียมสกูตเตอร์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่สวยงามไร้ซึ่งกาลเวลา แต่ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันสมัยใหม่แบบโมเดิร์นที่ตอบโจทย์การใช้งานกับชีวิตทุกเจ็นฯ มาพร้อมแนวคิด Live High in Smart Premium Style ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม โดยในครั้งนี้จุดเด่นใหม่จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งจะตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งความประหยัดและอรรถประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย สำหรับดีไซน์นั้นยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความงามไร้ซึ่งกาลเวลา เส้นสายและส่วนเว้าส่วนโค้งให้ความหรูหราและทันสมัยตามแบบฉบับ ตัวรถมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบ LED มีการดีไซน์เรือนไมล์ใหม่แบบดิจิทัล LCD ด้านบน หน้าจอสี TFT ที่ด้านล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ชัดเจน อ่านค่าได้ง่าย พร้อมไอคอน F-Icon สุดพิเศษประจำซี่รี่ส์ ยังมีเบาะนั่งคนขับที่ราบเรียบนั่งได้สบาย ขณะที่เบาะนั่งคนซ้อนก็สูงขึ้นทั้งยังมาพร้อมมือจับคนซ้อนที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย และยังคงประหยัดขีดสุดด้วยขุมพลัง Blue Core สูบเดียวขนาด 125 ซีซีที่ทั้งแรงและประหยัด ให้กำลังแรง 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีดอัจฉริยะให้อัตราเร่งดีแต่นุ่มนวล และประหยัดได้มากจากระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ใช้สมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ในการช่วยออกตัว ให้ออกตัวได้รวดเร็วนุ่มนวล และระบบสต็อปแอนด์สตาร์ทที่จะช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดมลพิษไปในตัว โดยตัวรถจะให้ถังน้ำมันขนาด 4.4 ลิตร การันตีนการใช้งาน 1 ถังเกินกว่า 200 กม. ช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบอันเดอร์โบน มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปลอดภัยด้วยระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวที่ด้านหน้าพร้อมกับระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ขณะที่ด้านหลังยังเป็นระบบเบรกดรัมเบรกเช่นเดิม สะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบวันพุชสตาร์ท One Push Start ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ สตาร์ทง่าย รวดเร็ว ไร้เสียงมอเตอร์รบกวน ระบบสมาร์ทคีย์ หรือระบบกุญแจอัจฉริยะที่ใช้งานร่วมกับสวิตช์เปิดปิดแบบมัลติฟังก์ชัน ให้คุณปลดล็อกสตาร์ท ดับเครื่อง ปลดล็อกแฮนด์ ปลดล็อกเบาะ และปลดล็อกฝาถังน้ำมันได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ (เฉพาะรุ่น ABS) และทีเด็ดคือระบบ Y-Connect ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น อาทิ แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมลใหม่ และข้อความใหม่ แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และแทร็กกิ้งการเดินทาง ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์การใช้งานด้วยช่องเก็บของขนาด 27 ลิตร สามารถใส่หมวกได้ 2 ใบพร้อมไฟ LED ส่องสว่างให้คุณหาของได้สะดวกขึ้น มีช่องเติมน้ำมันด้านหน้าบริเวณด้านซ้ายให้คุณเติมน้ำมันได้สะดวกไม่ต้องเปิดฝาถัง ไม่ต้องลงจากรถ ขณะที่ด้านขวามีช่องสำหรับใส่ของพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้คุณชาร์จไฟสมาร์ทโฟนหรือแก็ดเจ็ดอื่น ๆ ได้สะดวก โดยแกรนด์ฟิลาโนไฮบริดคอนเน็กต์จะมีจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ด เบาะสีดำ มี 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้า Classy Blue สีเทา Luxury Gray สีแดง Richy Red และ สีน้ำเงิน Highest Blue ในราคาแนะนำที่ 64,700 บาท รุ่น ABS มาพร้อมสมาร์ทคีย์ เบาะสีน้ำตาล มี 3 สีด้วยกันได้แก่ สีทอง Champagne Gold สีเขียว Royal Green และ สีดำ Million Black ในราคาแนะนำที่69,200 บาท อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

M1000R 2023 เน็กเก็ดตัวตึงจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW สำหรับเจ้า BMW M1000R 2023 คันนี้ ก็ยังมีพื้นฐานมาจาก S1000R โฉมล่าสุด แต่เป็นโมเดลระดับตัวตึงสมดีกรีรหัส M ซึ่งเป็นรหัสที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้านั้นใช้บ่งบอกว่าเป็นโมเดลที่มีความพิเศษเหนือระดับ ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้กับรถยนต์มานานแล้ว และได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งเจ้าตัวตึงคันนี้ก็จะเหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบออกเที่ยวไปตามถนนหนทางไกล ขณะเดียวกันก็สามารถเอามาขับขี่ได้ในสนามได้อย่างไม่เคอะเขินเลยล่ะครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ในส่วนของดีไซน์นั้นก็ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ S1000R อยู่มาก โดยจะมีจุดสังเกตที่เห็นถึงความแตกต่างกันชัดเจนตรงที่โมเดล M R จะมีวิงก์เล็ตหรือว่าปีกนั้นเอง กระจกแบบติดปลายแฮนด์ พร้อมการยิงเลเซอร์แผงคอเป็นโลโก้รุ่นรถ และลายกราฟิกที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย รวมไปถึงดีเทลพิเศษตามจุดต่าง ๆ อีกหลายจุด ทั้งนี้เจ้าปีกที่ว่าช่วยให้ขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดียิ่งขึ้น อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะช่วยสร้างแรงกดมหาศาลที่ล้อหน้า ช่วยให้ล้อหน้ายังคงเกาะพื้นถนนเวลาเปิดคันเร่งหนัก ๆ นั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์ก็จะเป็นเครื่องจากพื้นฐานของเจ้าดับเบิ้ลอาร์ โดยจะยังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ ซึ่งบล็อกนี้จะให้กำลังมากกว่าเจ้าซิงเกิ้ลอาร์อยู่มากถึง 45 แรงม้าเลยทีเดียว ส่วนแรงบิดจะมากสุดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ซึ่งน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย และยังมีเรดไลน์มากขึ้นเป็น 14,600 รอบ ให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแทร็กได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับจูน ทั้งยังมีการปรับอัตราทดเกียร์เสียใหม่ ให้เกียร์ 2, 4, 5 และ 6 สั้นลง เพื่อให้มีอัตราเร่งและการยึดเกาะที่ล้อหลังดียิ่งขึ้น ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างนั้นก็จะถูกปรับเซ็ตมาให้เหมาะกับการใช้งานแบบเน้นซิ่งทั้งในแบบของถนนโล่ง ๆ ต่างจังหวัดและในแบบสนามแข่งให้สมกับเป็นสปอร์ตเน็กเก็ดตัวตึงของทางค่าย โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 45 ม.ม.พร้อมแกนสไลด์โช้คสีดำ ซึ่งสามารถปรับการทำงานของสปริงโช้คผ่านการทำงานของระบบไดนามิกแดมปิ้งคอนโทรลได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนของระบบเบรกนั้นมีการอัพเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยคาลิเปอร์เบรก M Brake ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์จากรถแข่งทีมโรงงานของ BMW ในศึก WorldSBK โดยตรง ซึ่งจะมาพร้อมสีน้ำเงินและโลโก้ M ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ทั้งนี้ยังมีปั๊มเบรกบนแบบเรเดียลใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่อีกด้วย ตลอดไปจนถึงล้อฟอร์จอลูมิเนียมน้ำหนักเบาให้เหมาะกับการใช้ขับขี่ในสนามให้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีนั้นก็ถือว่ามีการเพิ่มสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเช่นกัน โดยจะมีระบบเบรกสไลด์แอสซิสต์เพิ่มเข้ามาช่วยเวลาขับขี่ในสนามให้ผู้ขับขี่สไลด์เข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่เป็นของใหม่ นอกจากนี้แล้วยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อีก เช่น โหมดการขับขี่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Rain, Road, Dynamic, Race และ Race Pro 1 – 3 ระบบไดนามิกแทรน็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบช่วยออกตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และอื่น ๆ ซึ่งก็ถือได้ว่าค่อนข้างครบครันเลยล่ะครับ ส่วนสนนราคานั้นเปิดตัวเริ่มต้นที่ 22,600 ยูโรหรือราว ๆ 833,000 บาท ส่วนตัวคาดว่ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็คงจะทะลุหลักล้านเป็นแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Click125 2022 มาพร้อมสมาร์ทคีย์และสีใหม่สุดเร้าใจ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ส่งมอบความเร้าใจครั้งใหม่ ตอบรับความต้องการรถสปอร์ตเอ.ที.ของคนไทย ด้วย New Honda Click125 2022 ที่มาพร้อมสีสันใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และสมรรถนะที่เหนือชั้น พร้อมเพิ่ม New SMART Key หรือกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางของคนเมืองยิ่งขึ้น โดยวางจำหน่ายแล้ววันนี้ทั่วไทย สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมคอนเซปต์ ‘จ่าฝูง…ตัวจริงทุกเส้นทาง’ เท่กว่า โดดเด่นกว่าด้วยดีไซน์และสีสันใหม่ที่ลงตัวโดยเฉพาะสีเทา-แดงใหม่ เพิ่มความมีระดับด้วย New Soft Emblem ดีไซน์ใหม่ ล้ำกว่าเดิมด้วยกุญแจรีโมตอัจฉริยะ (เฉพาะรุ่นล้อแม็ก) ช่วยให้สตาร์ทได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ พร้อมฟังก์ชันระบุตำแหน่งรถและกันขโมย นอกจากนี้โดดเด่นด้วยระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ และไฟหน้าคู่ LED ดีไซน์เท่ บวกกับท่อไอเสียสไตล์สปอร์ตให้ความเร้าใจขั้นสุดสะท้อนความสปอร์ตดุดันอย่างลงตัว ยังมาพร้อมกับความจัดจ้านจากสมรรถนะของเครื่องยนต์ eSP ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะ แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้สมรรถนะคล่องตัวและประหยัดน้ำมันสูงถึง 50 กิโลเมตร/ลิตร และเพื่อให้การสื่อสารความเป็นจ่าฝูงเป็นไปอย่างชัดเจน ไทยฮอนด้ายังได้เปิดตัว ‘เจ- ชนาธิป สรงกระสินธ์’ จ่าฝูงแห่งวงการฟุตบอลไทย และผู้เล่นซูเปอร์สตาร์ของเจลีก มาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘จ่าฝูง… ตัวจริงทุกเส้นทาง’ โดยโมเดลนี้มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นล้อแม็ก มีทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ-แดง สีเทา-แดง และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำขายอยู่ที่ 56,900 บาท และรุ่นล้อซี่ลวด มีสีดำและขาว-ดำให้เลือก ราคาแนะนำขายอยู่ที่ 51,900 บาท ซึ่งพร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

M1000RR 2023 ซูเปอร์ไบค์สายซิ่งแท้ ๆ จาก BMW สำหรับเจ้า M1000RR 2023 โมเดลนี้ขอเกริ่นกันสั้น ๆ ตรงนี้คร่าว ๆ ก่อนเลยว่า ไม่ได้แรงขึ้น แต่ขับขี่ได้เร็วและมั่นใจขึ้นได้ด้วยแอโรไดนามิกส์ล้วน ๆ โดยเป็นผลมาจากการทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาในอุโมงค์ลมและบนแทร็กเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนตัวผมแล้วมาลอง ๆ คิดดูอาจจะไม่ถูกใจไบเกอร์ชาวไทยหลาย ๆ คน ที่อาจจะชื่นชอบในเรื่องของตัวเลขแรงม้า แต่สำหรับไบเกอร์สายสนามที่แท้จริงน่าจะถูกใจไม่น้อยเลยละครับ เข้าเรื่องเลยล่ะกันครับ จุดเด่นของโมเดลนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนของเครื่องยนต์ เพราะยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมกับโมเดลก่อนหน้านี้ แต่จะโดดเด่นเรื่องชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อให้ตัวรถมีแอโรไดนามิกส์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่า แม้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงบล็อกเดิมนี้จะยังคงมีแรงม้า 212 แรงม้าที่ 14,500 รอบ และแรงบิดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบเท่าเดิม แต่กลับทำท็อปสปีดได้มากขึ้นจากเดิม 306 กม./ชม. เป็น 314 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งเจ้าชิ้นส่วนสำหรับแอโรไดนามิกส์นั้นก็ได้แก่ แฟริ่งหน้าคาร์บอนและปีกคาร์บอนที่ออกแบบมาใหม่ บังโคลนหน้าและท่อดักลมสำหรับคาลิเปอร์เบรกคาร์บอนใหม่ ครอบล้อแอโรคาร์บอนใหม่ (เฉพาะรุ่น M Competition) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำเป็นแบบโชว์เนื้อลายผ้าคาร์บอนให้เห็นอย่างชัดเจนดูสวยงามดุดันไม่เบา โดยปีกใหม่นี้ช่วยสร้างโหลดน้ำหนักที่ล้อหน้าได้มากถึง 22.6 กิโลกรัม เมื่อขับขี่ที่ความเร็ว 300 กม./ชม. ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 6.3 กิโลกรัม ซึ่งส่งผลให้สามารถเร่งความเร็วได้ดี รักษาการยึดเกาะที่ล้อหน้าเวลาเร่งความเร็วได้ดี รวมถึงเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นใหม่ ๆ นอกจากลวดลายกราฟิกใหม่แล้ว ยังมีล้อคาร์บอนพร้อมเทปแปะขอบล้อดีไซน์ใหม่ มีการปรับปรุงส่วนท้ายของรถเสียใหม่ มีเบาะนั่งที่นั่งได้สบายมากยิ่งขึ้น ท้ายสั้นออกแบบใหม่ พร้อมกับมีการปรับปรุงเรื่องการเดินระบบสายไฟช่วงท้ายใหม่เพื่อให้ง่ายเวลาที่จะถอดที่ยึดป้ายทะเบียนและไฟท้ายออก ส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ตัวเครื่องยนต์ที่ออกแบบและพัฒนามาสำหรับขับขี่แบบเรซซิ่งโดยเฉพาะ ลูกสูบฟอร์จ พอร์ตไอดี CNC และเทคโนโลยีวาล์วแปรผันแบบ Shiftcam วาล์วไทเทเนียม แบตเตอรีลิเธียมน้ำหนักเบา ช่องจ่ายไฟ USB ที่ท้ายรถ เป็นต้น และในส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมาให้อย่างครบครันเหมาะกับสายซิ่ง ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 7 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Dynamic, Race และ Race Pro 1 – 3 ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบช่วยออกตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน หน้าจอแสดงผลสี 6.5 นิ้ว ระบบครูซคอนโทรล ระบบอุ่นมือ เป็นต้น ทั้งนี้จะจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ ตัวสแตนดาร์ด และตัว M Competition ที่จะมา ครอบล้อแอโรคาร์บอน ระบบ GPS Laptrigger ซึ่งจะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ในสนาม ชิ้นส่วน CNC ต่าง ๆ ชิ้นส่วนคาร์บอนต่าง ๆ สวิงอาร์มอโนไดซ์ที่เบาลง 220 กรัม โซ่ทนทานพิเศษ และครอบเบาะท้าย งานนี้สาวก BMW ต้องน้ำลายหกแน่นอน แต่เรื่องสนนราคา M1000RR 2023 นั้นเริ่มต้นที่ 33,000 ยูโร หรือราว ๆ 1.23 ล้านบาท แน่นอนว่าถ้ามาไทยราคาก็จะต้องแรงขึ้นไปอีกพอสมควรเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Diavel V4 เครื่องใหม่พร้อมสไตล์ที่เท่จนหลายคันต้องชิดซ้าย ถึงกับต้องอึ้งกันเลยทีเดียวเมื่อทางค่ายแดงดูคาตินั้นเปิดตัว Ducati Diavel V4 ครูเซอร์จอมพลังรุ่นล่าสุดที่คราวนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสี่สูบวีที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกันกับของ Mulstistrada เจ็นล่าสุดของทางค่ายนั่นเอง จากเดิมที่เป็นเครื่องสองสูบระบายความร้อนด้วยน้ำมานาน แต่ก็ไม่เกินความคาดหมายของสาวกเท่าไหร่นักเพราะเครื่องตัวใหม่นี้มันเจ๋งจริง ๆ เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ สำหรับโมเดลใหม่นี้ก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าคือเจ้ากล้ามโตของค่ายแดง มันมีความดุดัน บึกบึกและมีความสปอร์ตสูงมาก ๆ ขณะเดียวกันก็มีความหรูหราและมีสเน่ห์ดึงดูดทุกสายตาไปพร้อม ๆ กัน เรียกว่าใครเห็นก็ต้องชื่นชม มันโดดเด่นด้วยไฟหน้าใหม่ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ทรงตัว C คู่หันด้านเว้าเขาหากัน และไฟท้ายที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าของปั๊มเบรกและปั๊มคลัตช์ และแน่นอนว่ายางหลังขนาดใหญ่จุดเด่นของเจ้าก้ามโตก็ยังคงชัดเจนด้วยยาง Pirelli Rosso III ขนาด 245/45 และเผยให้เห็นล้อ 5 ก้านงาม ๆ ชัด ๆ จากสวิงอาร์มเดี่ยวตามแบบที่หลายคนนิยมชมชอบ ตลอดไปถึงจุดเด่นใหม่กับท่อไอเสียแบบ 4 ปลายเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน สำหรับเครื่องยนต์ใหม่นั้นก็จะเป็นเครื่องเดียวกับ Multistrada ซึ่งก็คือเครื่อง 4 สูบวีขนาด 1,158 ซีซี ซึ่งมีสมรรถนะดีขึ้นกว่าเครื่องเดิมในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ทั้งนี้มีการนำมาปรับจูนให้เข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น โดยตัวรถให้กำลังสูงถึง 168 แรงม้า และมีแรงบิดมากถึง 126 นิวตันเมตร ซึ่งให้กำลังที่ไหลลื่นและขี่ได้สนุกตั้งแต่รอบต่ำ ๆ ขณะเดียวกันก็ทนทาน โดยมีระยะเซอร์วิสใหญ่มากถึง 60,000 กม. และประหยัดน้ำมันด้วยระบบปิดการทำงานของลูกสูบแบงก์หลังของเครื่องยนต์เวลารถจอดเดินเบาหรือว่าขี่ที่รอบต่ำ ๆ ซึ่งตัวเลขที่ทางค่ายเคลมมานั้นยังระบุถึงเรื่องการเร่งความเร็วซึ่งสามารถทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม.ได้ภายในเวลาที่น้อยกว่า 3 วินาทีอีกด้วย ในส่วนของการขับขี่เองก็ถือว่าได้รับการพัฒนามาอย่างยอดเยี่ยม โดยมีความคล่องตัวและลื่นไหลมากขึ้นจากการที่มีน้ำหนักเบาลงมากถึง 13 ก.ก. โดยมาจากส่วนเครื่องยนต์ 5 กก. และส่วนอื่น ๆ อีก 8 กก. รวมไปถึงจากเบาะนั่งที่ไม่สูงมากนักเพียง 790 ม.ม.และปรับปรุงให้นั่งได้สบายขยับได้สะดวก ทั้งยังมีแฮนด์บาร์ที่โน้มเข้าหาตัวใกล้มากขึ้นอีก 20 ม.ม. ซึ่งง่ายต่อการควบคุมรถมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใส่ใจเรื่องของการยศาสตร์มาเป็นอย่างดีอีกด้วย นอกจากนี้พักเท้าคนซ้อนยังสามารถพับเก็บเข้าไปใต้ท้ายรถได้ และเมื่อใช้ร่วมกับครอบเบาะคนซ้อนก็จะแปลงร่างเจ้ากล้ามโตคันนี้ไปเป็นรนถสไตล์สปอร์ตพร้อมซิ่งได้อย่างแนบเนียน ขณะที่ช่วงล่างก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยได้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 ม.ม. และโช้คหลังใหม่ระยะยุบมากขึ้น ซึ่งปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกับระบบเบรกระดับแนวหน้าจาก Brembo โดยมีคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็ปรับมาใหม่ เริ่มต้นกันที่หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วใหม่ รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานต่าง ๆ หรือจะใช้ระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นก็ได้ ตัวรถยังมีระบบครูซคอนโทรลเพื่อให้ขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วยให้ขับซิ่ง ๆ ได้สนุกยิ่งขึ้น ยังมีโหมดควบคุมกำลัง 3 โหมด ระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ เรียกว่าครบครันดีทีเดียว สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีคลาสสิคอย่างสีแดง Ducati Red และสีดำสุดเข้ม Thrilling Black โดยในยุโรปจะเริ่มส่งมอบให้ตัวแทนจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM RC 8C 2023 ซูเปอร์สปอร์ตสายสนามที่ทั้งแรงและทั้งเบา สำหรับโมเดลนี้เรียกได้ว่าไบค์เกอร์เรียกร้อง เคทีเอ็มเลยจัดให้กับโมเดลซูเปอร์สปอร์ตอย่าง KTM RC 8C 2023 ที่ได้มีการปรับปรุงแบบขนานใหญ่กลายเป็นคนละคันให้กลายเป็นรถที่สมกับเป็นคอนเซ็ปต์ Ready to Race ยิ่งขึ้น ก็ถือได้ว่าเป็นเจ็นที่ 2 แล้วสำหรับโมเดลนี้ และแน่นอนว่ามันจำเป็นจะต้องมีอะไรใหม่ ๆ ที่มากไปกว่าการเปลี่ยนสีเปลี่ยนลายกราฟิก ซึ่งกล่าวกันโดยย่อตรงนี้ก็บอกได้เลยว่าโมเดลนี้มีขุมพลัง LC8c ที่พัฒนาไปอีกระดับ มุ่งเน้นไปที่การขับขี่ในสนามแบบเต็มที่ พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนระดับไฮเอนด์และที่สำคัญคือการรีดน้ำหนักให้เบาแบบขีดสุด ทำให้ได้รถที่ทั้งแรงและเบา พร้อมสมรรถนะแบบขีดสุดพร้อมซิ่งจริง ๆ ในแง่ของสมรรถนะเครื่องยนต์ LC8c ที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 889 ซีซี ที่ครั้งนี้แรงขึ้น 7 แรงม้า กลายเป็น 135 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิด 98 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชิ้นส่วนใหม่หลายชิ้นด้วยกัน เช่น วาล์วไทเทเนียมและก้านสูบน้ำหนักเบา แหวนลูกสูบใหม่ การเพิ่มอัตราส่วนการอัด เรือนปีกผีเสื้อใหญ่ขึ้น เพิ่มพรีโหลดของสปริงคลัตช์ เอาท็อปบาลานเซอร์ออกแ และปรับบาลานเซอร์ชาฟต์ใหม่ และเพิ่มออยคูลเลอร์ของ PANKL เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น จุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้เลยก็คือน้ำหนักรถเปล่าไม่รวมของเหลวนั้นอยู่ที่ 142 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากเฟรมแบบโครโมลีที่ทั้งเบาและให้ความคล่องตัว บวกกับท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Akrapovic และยังมีช่วงล่างขั้นเทพ WP APEX PRO ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่นุ่มขึ้น สบายขึ้น แต่ยังคงช่วยรักษาหน้าสัมผัสของยางกับแทร็กไว้ตลอดไปจนถึงเสริมสร้างความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น โมเดลพร้อมซิ่งคันนี้ยังได้ร่วมงานกับทาง Kramer Motorcycles เพื่อรีดประสิทธิภาพและสมรรถนะออกมาให้ถึงขีดสุด โดยปรับจูนระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล แม็ปปิ้งและเอ็นจิ้นเบรกให้ดียิ่งขึ้น จนนักขี่ระดับไหนก็สามารถขี่มันได้ดี นอกจากนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคุณภาพสูงหลายอย่าง ตั้งแต่คอบังคับเลี้ยวที่ปรับแต่งได้ไปจนถึงแผง CNC หรือจะเป็นระบบบเบรกขั้นเทพจากปั๊มบน Brembo RCS19 Corsa Corta และปั๊มหน้า Brembo Stylema หน้าจอเรือนไมล์ปรับปรุงใหม่พร้อมดาต้าล็อกเกอร์สำหรับเก็บข้อมูลการขับขี่ในสนาม สวิตช์ควบคุมที่แฮนด์จากรถแข่ง RC16 และควิกชิฟเตอร์แบบเกียร์กลับสำหรับสายซิ่งโดยเฉพาะ และเพื่อเป็นการเน้นยำอีกครั้ง โมเดลนี้คือโมเดลสำหรับสายซิ่งหรือนักแข่งตัวจริง ซึ่งเกิดมาจากบริษัทที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน ตัวรถจึงมีการใช้ปีกหรือวิงก์เล็ตและการออกแบบเชิงแอโรไดนามิกส์ซึ่งนำความรู้มาจากการเข้าร่วมแข่งขัน MotoGP ด้วยรถ RC16 ซึ่งชนะการแข่งขันมาได้ถึง 7 เรซด้วยกัน แม้จะเข้าแข่งในรายการระดับโลกนี้เพียงแค่ 6 ปีเท่านั้น ตัวปีกนี้ช่วยให้มีแรงกดที่ล้อหน้ามากขึ้น ช่วยให้เบรกและเร่งความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นโมเดลนี้ไม่เพียงเร็วเท่านั้นมันยังพิเศษมาก ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ตอนที่ส่งมอบเจ้าดำส้มพร้อมซิ่งคันนี้อย่างเป็นทางการนั้น ผู้รับรถจะได้ลุ้นรับสิทธิร่วมขับขี่แทร็กเดย์โคตรพิเศษที่วาเลนเซียในวันที่ 26 เมษายน 2023 ซึ่งจะมีแค่ 30 คนเท่านั้น โดยจะฟรีค่าสนามและจะได้รับโอกาสพิเศษมีทีมช่างจาก KTM และ WP มาเซ้ตรถให้ ทั้งยังได้รับฟรีที่พัก อาหาร การขนรถจากออสเตรียไปยังสเปน เป็นประสบการณ์เดียวกันกับนักแข่งทีมโรงงานเลยล่ะครับ สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายให้แก่นักบิดที่มีเลือดไหลเวียนเป็นสีส้มแทนสีแดงแค่เพียง 200 คันเท่านั้น โดยรถจะมาพร้อมยางสลิก Pirelli Diablo Superbike Slick และซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันบนแผงคอ โดยสามารถสั่งจองได้ทางเว็บไซต์เท่านั้น งานนี้ใครได้เป็นเจ้าของก็บอกเลยว่าสุดคาราเบลไปเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha XMAX300 TECH MAX 2023 ดีไซน์ใหม่ จอสี แต่เครื่องยังเดิม ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับ New Yamaha XMAX300 TECH MAX 2023 ที่คราวนี้เปิดตัวมาจากทางฝากฝั่งยุโรป ซึ่งก็มีการปรับปรุงมาหลายขนานด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าการปรับปรุงในครั้งนี้อาจจะไม่ถูกจริตไบเกอร์ชาวไทยสายซิ่งสักเท่าไหร่ เพราะขุมพลังไม่ได้มีการขยายความจุเพิ่มขึ้นมาเพื่อต่อกรกับคู่แข่งเลย แต่ว่าก็มีดีที่หน้าตาและสไตล์พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้นนั่นเอง สำหรับดีไซน์แน่นอนว่าโดดเด่นมาก ๆ โดยการออกแบบจะเน้นให้มีความโฉบเฉี่ยวดุดันลื่นไหลให้เหมากับการเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ระดับแนวหน้า ซึ่งจากภาพก็จะเห็นได้ว่า จุดเด่นของโมเดลนี้เลยอยู่ที่ดีไซน์ของไฟหน้า LED ใหม่ที่มาในรูปทรงของตัว X ตรงรุ่น ซึ่งตัวเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ก็จะอยู่ในตัวขาของตัวเอ็กซ์ด้านล่างนั่นเอง ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าตรงนี้หล่อจริง ๆ ไฟเลี้ยวหน้านั้นถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่กระจกมองข้างดูสวยงามกลมกลืน ส่วนของชิลด์ที่สามารถปรับระดับได้นี้เองก็การออกแบบใหม่ให้ดูสวยงามลงตัวมากยิ่งขึ้น และกันลมได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวในตัวเองก็มีดีไซน์ใหม่เป็นตัวเอ็กซ์อีกเช่นกัน ทำให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นยังมีการปรับตัวรถให้มีการรองรับสรีระของตัวผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้สบายและควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โดยเป็นผลมาจากการปรับปรุงเบาะนั่งให้มีความเพรียวบางและสั้นลงพร้อมกับแอบใส่ลูกเล่นความหรูหราด้วยการเดินตะเข็บด้วยด้ายสีทองลงไปคู่กับหนังเทียม ซึ่งเบาะใหม่จะทำให้ขาคุณถึงพื้นได้ง่ายยิ่งขึ้น ในส่วนของช่องเก็บของใต้เบาะก็ยังคงใหญ่และสามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 2 ใบเช่นเดิม ช่องเก็บของด้านหน้าหรือที่ทางค่ายบอกว่าเป็นช่องใส่ถุงมือเองก็ใช้วัสดุหนังเทียมหุ้มเพิ่มความหรูหราด้วยเช่นกัน ในส่วนฟุตบอร์ดหรือที่วางเท้าเองก็จะมีเพลตอลูมิเนียม TECH MAX มาให้ด้วยเลย ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาการเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ก็คือการมีหน้าจอเรือนไมล์เป็นแบบสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน้าจอวัดรอบซึ่งจะแสดงข้อมูลอื่น ๆ ด้วย และจะมีหน้าจอ LCD ขนาด 3.2 นิ้ว สำหรับแสดงผลความเร็วแบบดิจิทัล พร้อมกับระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เพื่อรับสาย โทรออกและแจ้งเตือนข้อความหรืออีเมล์ พร้อมกันนี้ยังมีระบบนำทางจาก Garmin ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมาดูกันทีหลังว่าบ้านเราจะได้ใช้มั้ย แต่โดยส่วนตัวแล้วเข้ามาไทยแล้วอาจจะไม่มีในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามออปชันจอสีนี้จะมีในเฉพาะตัวเทคแม็กซ์ เท่านั้น ซึ่งทางยุโรปจะมีตัวธรรมดาจำหน่ายด้วย และจะมีรุ่นสแตนดาร์ดจำหน่าย พร้อมกับรุ่น 125 ซีซีเพื่อตอบโจทย์ใบขับขี่ระดับ A1 อีกด้วย โดยจะใช้บอดี้เดียวกัน แต่จะแตกต่างในส่วนของเครื่องยนต์เป็นหลัก สำหรับส่วนอื่น ๆ ก็จะยังไม่เปลี่ยนแปลง อาทิ ขุมพลังจะก็จะเป็นเครื่องยนต์บลูคอร์แบบสูบเดียวขนาด 300 ซีซีเช่นเดิม ระบายความร้อนด้วยน้ำเช่นเดิม โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ระบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนขนาดล้อจะเป็น 15 และ 14 นิ้วตามลำดับหน้าหลังเช่นเดิม ส่วนสีสันที่จำหน่ายโมเดลเท็คแม็กซ์ก็จะมีสีเขียวเข้ม Dark Petrol และ ดำ Tech Black และสำหรับโมเดลสแตนดาร์ดก็จะมีสีน้ำเงิน Icon Blue และสีเทา Sonic Grey อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4R 2023 แรงทะลุพิกัดได้ถึง 240.5 ม้า กลับมาอีกครั้งพร้อมความพิเศษและความแรงที่มากกว่าที่เคย สำหรับเจ้า Ducati Panigale V4R 2023 ที่ครั้งนี้เราสามารถแยกแยะมันได้ง่ายยิ่งขึ้นเพียงแรกเห็นจากดีไซน์ใหม่ด้วยชุดปีกคาร์บอน ชุดสีจากรถแข่ง MotoGP ทีมโรงงาน และเบอร์ 1 ที่ด้านหน้ารถที่เหมือนว่าทางค่ายคล้ายกำลังจะประกาศความเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันระดับโลกยังไงยังงั้น และที่พิเศษอีก 1 อย่าง คือโมเดลนี้จะเป็นครั้งแรกที่จะผลิตขึ้นมาพร้อมกับหมายเลขเฉพาะคัน โดยแต่ละคันจะมีเลขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่บริเวณแผงคอ แต่ไม่ได้จำนวนจำกัดนะ ในส่วนของดีไซน์นั้นจะโดดเด่นด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา และจุได้มากขึ้น 17 ลิตร และออกแบบให้รับกับแขนและขาของผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นเวลาเบรกหรือว่าเข้าโค้ง ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่แบนมากขึ้นพร้อมหนังหุ้มที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนเพื่อให้สะดวกในการขยับตัวซึ่งจะช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวปีกยังได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยสามารถสร้างแรงกดได้เท่าปีกเดิมทว่าตัวปีกเล็กลง 40% และบางลงกว่าเดิม 50% แฟริ่งเองก็ถูกดัดแปลงให้อากาศสามารถไหลเข้าไประบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องใหม่ชื่อว่า Desmosedici Stradale R 998 ซีซี ที่รอบสูงสุดถึง 16,500 รอบในเกียร์ 6 และ แรงม้าสูงถึง 218 แรงม้าที่ 15,500 รอบ ผ่าน Euro5 แล้ว แม้จะแรงน้อยลงเล็กน้อยจากผลของข้อบังคับเรื่อง Euro5 แต่เมื่อลงสนามและใส่ท่อแข่งแล้วจะแรงได้มากถึง 237 แรงม้าซึ่งจะแรงกว่าโมเดลเดิม 3 แรงม้า เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังมีการระบุว่าได้พัฒนาเครื่องยนต์ร่วมกับทาง Shell หรือน้ำมันตราหอยที่เรามักนิยมเรียกกันอย่างนั้น โดยน้ำมันเครื่องสูตรใหม่สำหรับเรซซิ่งใช้งานกับรถคลัตช์แห้งนั้นจะการันตีว่าช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้มากถึง 10% ทำให้เครื่องแรงขึ้นอีก 3.5 แรงม้าซึ่งจะแรงได้ถึง 4.5 แรงม้าที่เรดไลน์อีกด้วย เรียกว่ารวม ๆ แล้วจะแรงได้ถึง 240.5 แรงม้าเลยที่เดียว ทั้งนี้ความแรงของเครื่องยนต์ใหม่นี้เกิดขึ้นได้จากการอาศัยเทคโนโลยีที่แสนซับซ้อนจากโลกแห่งรถซิ่งมาใช้ โดยจะเป็นครั้งแรกในรถขี่ถนนที่มีการใช้ก้านสูบไทเทเนียมแบบเจาะรูตามแนวยาวตลอดก้านเพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องหล่อหลื่นได้ดีขึ้นและเครื่องยนต์ทนทานมากขึ้น ตัวชายลูกสูบมีการเคลือบผิว DLC แบบที่ใช้กันในรถแข่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถโปรดักชันอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบมิติใหม่ทำให้มีน้ำหนักเบาลงอีก 5 กรัม ช่วยลดแรงเฉื่อยในระบบ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์ทนทานมากขึ้น และยังมีการปรับปรุงภายในอีกหลายจุด เช่น การเปลี่ยนโปรไฟล์แคมฝั่งไอดี ปรับอัตราทดเกียร์ให้เป็นแบบเดียวกับรถแข่ง WSBK ใช้คลัตช์แห้งแบบเดียวกับรถแข่ง WSBK ซึ่งมีขนาดเล็กลงและเบาลงอีก 800 กรัม ส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นั้นจัดเต็มอยู่แล้ว แต่มีการเพิ่มโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Track Evo ที่ปรับปรุงให้รีดสมรรถนะรถได้อย่างเต็มที่ ปรับปรุงเอ็นจิ้นแม็ปในโหมด Full และ Low ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกรุ่นใหม่ EBC EVO 2 ปรับได้ 3 ระดับที่ปรับปรุงมาให้เหมาะสมกับแต่ละเกียร์โดยเฉพาะ ปรับปรุงการทำงานจองระบบควิกชิฟเตอร์ให้ทำงานได้ดีขึ้น กระทั่งยังการทำงานของระบบพัดลมระบายความร้อนก็ออกแบบมาให้ทำงานได้ดีขึ้น และสำหรับคนที่ใช้งานในแทร็กก็จะมีรระบบซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ DTC EVO 3 ซึ่งรองรับยางสลิกและยางฝน แต่จะต้องติดตั้งเพิ่ม รวมถึงการมีระบบจำกัดความเร็วในพิทหรือพิทลิมิตเตอร์เหมือนดังรถแข่งจริง ๆ ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะยังคงใช้ระบบกันสะเทือนแบบปรับแต่งได้เต็มระบบแต่ไม่ใช่ระบบไฟห้า โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NPX25/30 และโช้คหลัง Ohlins TTX36 ซึ่งปรับตำแหน่งการวางใหม่ทำให้ท้ายสูงขึ้น 20 ม.ม. ทำให้ศูนย์ถ่วงสูงขึ้นแต่จะให้ความแม่นยำในการควบคุมและการเข้าออกโค้ง และยังมีการปรับเซ็ตสปริงหลังใหม่ให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจจากการยึดเกาะที่เพิ่มมากขึ้น ระยะยุบที่เพิ่มมากขึ้นที่โช้คหน้าเองก็ช่วยให้ล้อหน้าสัมผัสพื้นได้มากขึ้นเวลาที่โหลดน้ำหนักถ่ายไปด้านหลังจากการเร่งความเร็วหนัก ๆ เพิ่มความเสถียร ความแม่นยำและรักษาไลน์ตอนออกจากโค้งได้ดีขึ้น ส่วนระบบเบรกนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมครับ ล้อจะเป็นอลูมิเนียมฟอร์จ ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Supercorsa SP สุดท้ายนี้ก็ต้องมาลุ้นกันล่ะครับว่าราคาจะแรงขนาดไหน และจะเข้ามาจำหน่ายในไทยเร็วแค่ไหน แต่บอกเลยว่าสุดจริง ๆ ครับพี่น้อง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Wave125i 2022 ราคา และรายละเอียดอื่น ๆ All New Wave125i 2022 ออโตเมติกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองโดดเด่นด้วย U-Box หรือพื้นที่เก็บของใต้เบาะขนาด 37 ลิตร ที่สามารถเก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อคได้ 2 ใบ คอนโซลหน้าขนาดใหญ่ พร้อมช่องจ่ายไฟ กลับมาอีกครั้งพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ ให้สมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น ราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 54,300 บาท สเปค, สเป็ก All New Wave125i 2022 ราคา และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 123.94ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50.0 X 63.1ม.ม. อัตราส่วนการอัด 10.1:1 ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 สปีด ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 70/90-17M/C 38P ยางหลัง 80/90-17M/C 50P ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก ยาว X กว้าง X สูง 1,895 X 717 X 1,110 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,221 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 131 ม.ม. ความสูงเบาะ 769 ม.ม. น้ำหนักรถ 103 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน6.0 5.4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E20, 91, 95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลแบบ LCD อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gunner100 สองล้อสุดแนวเปิดขายไทยแล้ว เริ่ม 56,000 หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นเจ้ามินิไบค์ทรงกระบอกไฟฉายดังที่เห็นในภาพกันมานานแล้ว มันก็คือเจ้า Gunner100 จากแบรนด์ Phoenix Engineering ซึ่งเดิมทีนั้นผลิตในประเทศไทยนี่แหละครับ แต่ว่าส่งออกไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ตอนนี้คนไทยเองก็สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ว โดยเปิดตัวแล้ววันนี้พร้อมราคาเพียง 56,000 บาทเท่านั้น โดยดีไซน์จะโดดเด่นด้วยตัวถังน้ำมันกับเฟรมเป็นส่วนเดียวกัน มีดีไซน์เหมือนไฟฉายแบบ 3 ท่อนสมัยก่อน ตัวระบบไฟส่องสว่างนั้นเป็นดีไซน์แบบทรงกลม มีเดย์ไทม์รันนิงไลท์เป็นแบบวงแหวนรอบไฟหน้า เรือนไมล์ดิจิทัลเองก็เป็นทรงกลมเช่นกัน ตัวรถมีขนาดเล็กกะทัดรัด ดูน่ารัก ทั้งยังน้ำหนักเบาเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น และไม่สูงมากนัก จึงเหมาะกับไบค์เกอร์ทุกเพศทุกวัย สำหรับเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องแบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 97 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 4 ลิตรด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ มีระบบเกียร์แบบแมนวล 4 สปีดพร้อมคลัตช์มือ สำหรับเครื่องยนต์นั้นทางโรงงานเคลมมาว่าประหยัดมาก ๆ สามารถวิ่งได้ไกลถึง 280 กม.ต่อน้ำมัน 1 ถึง หรือคิดเป็นอัตราสิ้นเปลืองคือ 73 กม.ต่อลิตรเลยทีเดียว ส่วนช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีขนาดยางและล้อเป็น 100/90 – 12 และ 120/70 – 12 สุดท้ายนี้จะวางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 56,000 บาท โดยจะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือ เหลือง แดง ดำ และน้ำเงิน โดยท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แฟนเพจ https://www.facebook.com/phoenixengineeringmotor อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 Rally ตัวสุดสายลุยทางไกลมาถึงแล้ว เป็นอีกโมเดลที่เพิ่งจะได้รับการเปิดตัวออกมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ โดยยังคงใช้แพล็ตฟอร์มเครื่องยนต์ 4 สูบวีที่ทรงพลังและทนทานของทางค่ายกับ Ducati Multistrada V4 Rally ที่ทางค่ายวางเป้าขายให้กับคนที่ชื่นชอบการเดินทางไกลและการค้นหาเส้นทางและสถานที่ใหม่ ๆ พร้อมกับความสะดวกสบายขั้นสุดเท่าที่จะจัดให้ได้ นอกเหนือไปจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าแองกรี้เบิร์ดคันนี้และเครื่องยนต์สี่สูบวีแกรนทัวริสโมขนาด 1,158 ซีซี ที่ให้สมรรถนะแรงถึง 170 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และ แรงบิด 121 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ ทั้งยังทนทานและไม่ต้องบำรุงดูแลรักษามากนัก (ทางค่ายเคลมระยะการตั้งวาล์วนานถึง 60,000 กม. และระยะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอยู่ที่ 15,000 กม.หรือทุก ๆ 24 เดือน) มันก็ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงในหลาย ๆ จุดเพื่อให้เหมาะสมกับคำว่า แรลลี่ และแน่นอนว่ามันทั้งสบายและทั้งทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในแง่ของความสะดวกสบายเพื่อให้มันเป็นรถที่เหมาะกับการเดินทางไกลแบบสุด ๆ จึงมีการปรับปรุงชิลด์หน้าให้สูงขึ้น 40 ม.ม. และกว้างขึ้นอีก 20 ม.ม. ส่วนท้ายของตัวรถปรับให้ยาวขึ้นและปรับจุดติดตั้งปี๊บให้ถอยออกไปอีกเพื่อให้พื้นที่วางขาสำหรับคนซ้อนมากขึ้นนั่นเอง พักเท้าคนซ้อนยังมียางขนาดใหญ่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะถ่ายไปยังขาของคนซ้อน ช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ยังไม่หมดเท่านั้น ยังมีถังน้ำมันอลูมิเนียมของตัวรถเป็นถังใหม่มี้ขนาดความจุมากถึง 30 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างของตัวรถมีระยะยุบเพิ่มมากขึ้นอีก 200 ม.ม. เพื่อการันตีระยะห่างของตัวรถถึงพื้น รวมถึงเสริมการ์ดท้องเครื่องที่แข็งแรง และยังเปลี่ยนมาใช้ล้อซี่ลวดที่รีดน้ำหนักให้เบา พร้อมกับตัวยาง Pirelli Scorpion Trail II ขนาด 120/70 – 19 และ 170/60-17 ให้เหมาะกับการผจญภัย ส่วนระบบเบรกก็อยู่ในระดับแนวหน้า ด้วยคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ที่ด้านหน้า พร้อมจานเบรกขนาด 330 ม.ม. ส่วนโช้คจะเป็นของ Marzocchi แบบปรับไฟฟ้าทั้งระบบ แต่ด้านท้ายจะเป็นสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียมนะครับ ในแง่ของเทคโนโลยีนั้นแน่นอนว่าค่ายนี้เขาจัดเต็มตลอด มีลูกเล่นอย่าง Autoleveling ช่วยรักษาระดับความสูงของตัวรถอัตโนมัติไม่ว่าจะขับขี่แบบคนเดียว คนซ้อนหรือว่ามีสัมภาระ ระบบ Minimum Preload ที่เคยมีในโมเดล S เองก็มาในโมเดลนี้ด้วย โดยจะช่วยลดความสูงของรถเวลาหยุดรถหรือว่าเวลาขับขี่ที่ความเร็วต่ำ เพื่อให้ขาของคนขับขี่ถึงพื้นได้โดยสะดวก ช่วยเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยได้มากจริง ๆ ยังมีระบบ Easy Lift ช่วยช่วยให้ตั้งขาตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยการควบคุมระบบไฮดรอลิกของระบบกันสะเทือน ซึ่งจนถึงตอนนี้นี่ยังมีแค่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายนะครับ ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อีกเพียบตามสไตล์ของรถนะครับ ทีเด็ดเลยคือ เรดาห์นะครับทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ช่วยให้รถสามารถใช้งานระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลได้ ซึ่งก็ช่วยทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัยเลยนะครับ ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาหรือ Blind Spot Detection นะครับ จะเป็นสัญญาณแจ้งเตือนที่กระจกมองข้างนะครับ ตัวรถใช้หน้าจอแสดงผลสี TFT 6.5 นิ้วพร้อมระบบนำทางและเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานรับสายเรียกเข้าหรือฟังเพลงผ่านระบบอินเตอร์คอมกับหูฟังบลูทูธติดหมวกกันน็อกได้นะครับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง และระบบช่วยควบคุมรถบนเนิน ตลอดไปจนถึงระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ระบบคอร์เนอริ่งไลท์ หรือระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ที่ทำงานผ่านหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU นั่นเองนะครับ ยังมีเรื่องของโหมดการขับขี่อีก 4 โหมด ซึ่งก็ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Enduro ที่โมเดลนี้จะเน้นพิเศษในโหมดเอ็นดูโร่ โดยตัวรถจะลดกำลังเครื่องยนต์ลงมาเหลือ 114 แรงม้าเพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกโดยปรับช่วงล่างให้พร้อมโดยอัตโนมัติ ปรับแทร็คชั่นให้รบกวนต่ำ ปิดระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ และปิดระบบเบรก ABS ที่ล้อหลัง เพื่อให้เหมาะกับการลุยมากที่สุด และทีเด็ดคือระบบ Extended deactivation ซึ่งจะปิดการทำงานของแบงค์เครื่องยนต์ด้านหลัง ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกมอเตอร์ไซค์โปรดักชันเลย ซึ่งลูกสูบสองลูกด้านหลังจะไม่ทำงานที่รอบเดินเบา รถจอดนิ่ง และจะกลับมาทำงานอีกครั้งทันทีที่เปิดคันเร่ง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดไอเสียช่วยโลกและประหยัดเงินเจ้าของได้อีกทางนึง เรียกว่าล้ำมาก ๆ เลยล่ะครับ สุดท้ายท้ายสุดจำหน่ายด้วย 2 เฉดสีคือ สีแดง ล้อซี่ลวดขอบล้อดำ และสีดำ ถังน้ำมันปัดเงา ล้อซี่ขอบล้อดำ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB750 HORNET 2023 การกลับมาของเน็กเก็ดระดับตำนาน เจ้าแตนซ่ากลับมาแล้วหลังจากหายไปนานกว่า 25 ปี เรียกได้ว่าบางคนอาจจะเกิดไม่ทัน สำหรับเน็กเก็ตไบค์ระดับตำนานอย่าง Honda CB750 Hornet 2023 โดยโมเดลแรกจะใช้ชื่อว่า CB600F Hornet ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 และเป็นที่นิยมอย่างมากในฝากฝั่งยุโรป มาวันนี้มาพร้อมสไตล์ที่สดใหม่และสมรรถนะที่ดีเยี่ยมพร้อมกับราคาที่สัมผัสได้ เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ สำหรับโมเดลนี้เป็นการออกแบบจากทางทีมวิจัยและพัฒนาของทางกรุงโรม ดีไซน์ได้ออกมาเฉียบคมและมินิมัลตามแบบสมัยนิยม พร้อมท่านั่งหลังตรงสบาย ๆ ตามสไตล์เน็กเก็ด โดยไม่ทิ้งซิกเนเจอร์ของตัวเองซึ่งก็คือถังน้ำมันที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปีกของแตนนั่นเอง ดุดันมาตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าและท้ายที่เฉียบคมเหมือนแตน ตัวรถทันสมัยด้วยระบบไฟ LED เต็มระบบ และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่แสดงผลได้ 4 รูปแบบตามใจผู้ใช้งาน และแน่นอนว่าแสดงผลได้ครบถ้วน โดยสามารถควบคุมผ่านสวิตช์เกียร์ที่แฮนด์ด้านซ้าย รวมไปถึงยังมีระบบ Honda Smart Voice Control System ซึ่งพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone ได้แล้ว ส่วนขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 755 ซีซี พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ โดยให้กำลังสูงสุด 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบและแรงบิดที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ จากการใช้ท่อดักอากาศพิเศษ Vortex Air Flow ที่ได้สิทธิบัตรมาโดยเฉพาะ และด้วยน้ำหนักตัวรถรวมของเหลวที่ 190 ก.ก. ทำให้เจ้าแตนมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากเป็นระดับแนวหน้าของคลาสที่ 0.48 แรงม้าต่อก.ก. และเคลมความเร็วสูงสุดมาที่ 205 กม./ชม. มาต่อเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง เฟรมที่ใช้วางเครื่องจะเป็นเฟรมไดมอนด์ใหม่ซึ่งน้ำหนักเบาจากการออกแบบความหนาบางที่เหมาะสมกับการโหลดน้ำหนัก ส่วนระบบกันสะเทือน โช้คหน้าหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ปรับแต่งได้ และโช้คหลังเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับพร้อมกระเดื่องโปรลิงก์ ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 20 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว ส่วนขนาดล้อและยางจะเป็น 120/70 ZR-17” และ 160/60 ZR-17” ในส่วนของเทคโนโลยี ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดขับขี่รวมทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ซึ่งสามารถตั้งค่าระดับระบบต่าง ๆ ได้เอง พร้อมระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรลทั้งหมด 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเครื่องยนต์ 3 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันหรือ ESS พร้อมระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ เรียกว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว สุดท้ายนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือ สีขาวมุก เฟรมแดง กระบอกโช้คแดง สีดำกราไฟต์ เฟรมแดง กระบอกโช้คแดง สีเทาอิริเดียมเมทัลลิกแบบด้าน สีเหลืองแบบด้าน ส่วนเรื่องเข้ามาจำหน่ายในไทยคิดว่าไม่น่าพลาด แต่ก็น่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราก็ปีหน้าเลยครับ ส่วนราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 3 แสนปลาย ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New ADV160 อัปความแรงแถมแทร็คชันคอนโทรล All New ADV160 เป็นอีก 1 โมเดลที่เปิดตัวในวันนี้พร้อมกับสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ตจากค่ายเดียวกันอย่าง Forza350 โดยครั้งนี้มาพร้อมคอนเซปต์ “Explore the Wild Urban มีทางใหม่ ให้ท้าทายทุกวัน” อัปเลเวลการขับขี่สไตล์ Honda SUV Bike หนึ่งเดียวในเมืองไทย ที่จะเปิดประสบการณ์ทางเมืองเดิม ๆ ให้ไม่เหมือนเดิม พร้อมกับโฉมใหม่ ที่อัปเลเวลดีไซน์ เท่แกร่งทุกมิติ ให้ความรู้สึกดุดัน แข็งแกร่ง โดดเด่นบนถนน เสริมด้วยแทคโนโลยีล้ำหน้ารอบคัน ที่พร้อมให้ผู้ขับกำหนดเส้นทางท้าทายใหม่ ๆ ได้ทุกวัน สำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์สายลุยคันนี้ยกระดับขุมพลังใหม่ด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 157 ซีซี 4 วาล์ว ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัปความแรงให้เร่งทันใจทุกช่วงความเร็ว ครั้งแรกของการเสริมทัพด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ HSTC (Honda Selectable Torque Control) กับรถพิกัดนี้ โดยระบบนี้จะตรวจจับและควบคุมล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กันป้องกันรถเสียการทรงตัว ผสานการออกแบบที่ตอบโจทย์รถสไตล์ SUV Bike กับความสูงเบาะใหม่ 780 มม. ขึ้น-ลง สะดวก นั่งสบายยิ่งกว่า เพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่ได้มั่นใจ พร้อม Twin Subtank อันเป็นเอกลักษณ์ ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวล ลุยได้ไม่หวั่นทุกทาง เปิดประสบการณ์ใหม่ในเมืองที่คุ้นเคย ได้อย่างมั่นใจเหนือใคร โมเดลนี้มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น Standard สี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา (Grey) และสีแดง (Red) ราคาแนะนำที่ 99,900 บาท และโดดเด่นกว่าใคร ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันในรุ่นพิเศษ H2C x KITACO Racing Soul Edition รถสีดำ (Mat Black) ตัวท่อไอเสีย จาก Kitaco ยกระดับความท้าทาย ออกไปค้นพบเส้นทางใหม่ๆ ให้โดดเด่นเหนือใคร สไตล์ SUV BIKE ที่ H2C ร่วมมือกับแบรนด์ KITACO ราคาแนะนำที่ 108,200 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Forza350 2022 ปรับโฉมใหม่ พร้อม 2 รุ่นพิเศษ สำหรับ All New Forza350 ที่เป็นเหมือนเวอร์ชัน Face Lift นั้นจะมาพร้อมแนวคิด Ride The Exceptional โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สปอร์ตเรียบหรูเกินคาด ดุดันเกินคลาส ผสานด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ เข้ากับสมรรถนะแรงสุดขีด พร้อมเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เริ่มที่โดดเด่นดึงดูดทุกสายตาบนทุกเส้นทางด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Dual LED Headlight และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ดูพรีเมียมลงตัวกับเส้นสายรอบคัน และชัดเจนเหนือชั้นกับ New Multi-Function Meter Design ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความรู้สึกของความหรูหราและสปอร์ตขั้นสุดทุกเส้นทางที่ไป คือทางที่ใครก็ต้องยอม เครื่องยนต์ยังคงเป็นขุมพลัง eSP+ 330 ซีซี แรงดั่งใจ เพิ่มกำลังขับเคลื่อน ลดแรงเสียดทาน แรงต่อเนื่องเต็มสมรรถนะ พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าที่ยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้มั่นใจอยู่ในคอนโทรล ด้วยระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบตรวจจับและควบคุมล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กัน ป้องกันรถเสียการทรงตัว Emergency Stop Signal (ESS) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อมีการเบรกกะทันหัน มาตรฐานความปลอดภัยระดับรถซูเปอร์ไบค์และระบบเบรก ABS แบบ 2-Channelช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกระหว่างเบรกกะทันหัน เพิ่มประสบการณ์ขับขี่ไปอีกขั้นกับเทคโนโลยีที่ยกระดับความปลอดภัย และความสะดวกสบายให้กับ Honda Smartphone Voice Control System (HSVCs) ความปลอดภัย…สั่งได้! ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียงบนสมาร์ตโฟน เทคโนโลยีอัจฉริยะจากฮอนด้า เชื่อมต่อใช้งานสะดวก ผ่านแอปพลิเคชัน Honda RoadSync ควบคุมการทำงานฟังก์ชันต่าง ๆ ด้วยเสียงและกดสั่งการที่สวิตช์แฮนด์ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน และเปิดสู่เอกลักษณ์ที่เหนือกว่าในทุกเส้นทาง กับกระจกบังลมหน้าระบบไฟฟ้าที่ปรับระดับความสูงได้ถึง 150 มม. ช่วยลดแรงลมปะทะหน้าขณะขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกอีกขั้นกับ Honda Smart Key รีโมตอัจฉริยะ และ In-Console USB Charger & Bottle Holder ที่เก็บของคอนโซลหน้าที่รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วยที่ชาร์จไฟสำรองอเนกประสงค์ สำหรับ All New Forza350 2022 นี้จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Roadsync Type (ติดตั้งระบบ HSVCs) มี มาพร้อมล้อสีทอง ด้วยราคาแนะนำที่ 181,000 บาท และรุ่น Standard Type มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา-ดำ (Smoky Grey), สีแดง (Red) และสีน้ำเงิน (Blue) ราคาแนะนำที่ 179,000 บาท พร้อมรุ่นพิเศษออปชั่นเสริมเพิ่มความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยชุดแต่งที่มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย Forza Nitron Neon TH1 ราคาแนะนำที่ 221,800 บาท ที่มาพร้อมชุดแต่ง Nitron Neon Edition สุดพรีเมียมจากอังกฤษ ทุกเส้นสายบอกสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร เอาใจสายสปอร์ตด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์ Hi-end ระดับโลก รองรับการใช้งานทุกย่านความแรง Forza Yoshimura Gcraft Rising Spirit TH2 ราคาแนะนำที่ 206,900 บาท มาพร้อมกับ ชุดแต่ง The Yoshimura X G’craft Rising Spirit Edition ตำนานจากญี่ปุ่น ที่ร่วมมือกับ H2C สำนักแต่งฮอนด้าที่ทั่วโลกยอมรับ สู่การปลดปล่อยสไตล์ใหม่ไม่ซ้ำทางใคร ด้วยท่อไอเสียจากสำนักแต่งสัญชาติญี่ปุ่น พร้อมทะยานสู่ความเร้าใจใหม่ที่เหนือกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

S1000RR 2023 แรงขึ้น ล้ำขึ้น พร้อมติดปีกกับเขาสักที เรียกว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์เลยก็ได้ครับสำหรับเรือธงจากค่ายใบพัดสีฟ้าอย่าง BMW S1000RR 2023 ที่ครั้งนี้ปรับมาขนานใหญ่ทั้งในส่วนของการออกแบบ ดีไซน์ เรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและระบบอิเล็กทรอนิกส์ นับตั้งแต่ที่เปิดตัวโมเดลซูเปอร์สปอร์ตในพิกัดซูเปอร์ไบค์เมื่อปี 2009 ก็ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและตอนนี้ก็เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดที่เรียกได้ว่าล้ำหน้าที่สุดและทันสมัยที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างแรกเลยเห็นจะเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกจากการมีปีกหรือมีวิงก์เล็ต มีการปรับปรุงในส่วนด้านหน้าและด้านท้าย ตลอดไปจนถึงมีชุดสีที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยวิงก์เล็ตนั้นจะช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าให้ล้อหน้าอยู่กับพื้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเวลาเร่งความเร็ว ทำให้ล้อหน้าลอยตัวน้อยลง และจุ่มเข้าไปในโค้งได้มากขึ้น เพิ่มความนิ่งเวลาเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนด้านท้ายรถเองก็มีการออกแบบให้ดูสปอร์ตมากขึ้น และมีน้ำหนักเบาลง ส่วนชุดสีนั้นมีให้เลือก 3 เฉดสีคือ สีดำเมทัลลิก สีแดงเรซซิ่งเรด และสีขาวสว่างสไตล์เรซซิ่ง ต่อกันที่เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงที่ครั้งนี้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น จนบอกได้เลยว่านี่คือมาตรฐานใหม่ของสมรรถนะ กำลังแรงบิดและการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โดยตอนนี้ทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ (สเปกอเมริกาไม่รวม) แรงขึ้น 3 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ นอกจากนี้ยังมีช่วงกำลังที่กว้างมากขึ้นในทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงรอบเครื่องสูงสุดที่ตอนนี้เขยิบไปเป็น 14,600 รอบแล้ว แชสซีหรือช่วงล่างเองก็เป็นอีกจุดที่สำคัญ โดยหัวใจหลักในส่วนนี้เลยคือเฟรมอลูมิเนียมแบบสะพานและใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงของเฟรมด้วย โดยออกแบบมาเพื่อให้มีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่เหมาะสม และเพื่อให้ความแม่นยำในการควบคุมรถ องศาของคอบังคับเลี้ยวได้ปรับใหม่ให้ราบลงอีก 0.5 องศา และระยะออฟเซ็ตของแผงคอก็ลดลง 3 ม.ม. ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้ความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้จับฟีลลิ่งที่ล้อหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวล้ำมากยิ่งขึ้น โดยตอนนี้ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลจะมาพร้อมกับระบบควบคุมการสไลด์แล้ว ซึ่งจะปรับตั้งได้ 2 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้รถเร่งออกจากโค้งได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยเซ็นเซอร์วัดองศาการบังคับเลี้ยว หากมุมเอียงของรถเหมาะสมระบบแทร็คชันคอนโทรลใหม่นี้จะยอมให้ล้อหลังสลิปได้ในระดับนึงเวลาที่เปิดคันเร่งออกจากโค้ง และเมื่อองศาการบังคับเลี้ยวถึงจุดที่กำหนดไว้แทร็คชันคอนโทรลจึงจะเข้ามาควบคุมเครื่องยนต์เพื่อลดอาการสลิปและทำให้รถเสถียรมากขึ้น ระบบเบรก ABS Pro เองก็มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ 2 ฟังก์ชั่นด้วยกัน คือ ระบบ Brake Slide Assist ซึ่งจะทำงานคล้ายกันกับสไลด์คอนโทรลคือยอมให้รถนั้นดริฟต์ได้ในระดับที่กำหนด และอีกฟังก์ชันคือสามารถเซ็ตติ้งให้เข้ากับยางแบบสลิกได้อีกด้วย สรุปไฮไลท์เด็ด • แรงขึ้นเป็น 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ และแรงบิดเป็น 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ปรับอัตราทดเกียร์ที่ 2 ให้น้อยลงเพื่อให้ล้อหลังมีการยึดเกาะมากขึ้น เฟล็กซ์เฟรม เฟรมใหม่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับมิติของช่วงล่างใหม่ ทั้งองศาการบังคับเลี้ยว ระยะออฟเซ็ต มุมแคสเตอร์และระยะฐานล้อ ชุดคิต M Chassis กลายเป็นของมาตรฐาน รวมไปถึงสวิงอาร์มแบบปรับจุดหมุนได้ และท้ายที่ยกสูงขึ้น ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลพร้อมฟังก์ชันควบคุมการสไลด์ ระบบเบรก ABS Pro พร้อมกับฟังก์ชันควบคุมการเบรกสไลด์ และโหมดเซ็ตติ้งสำหรับยางสลิก ปรับปรุงเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยวิงก์เล็ตด้านหน้า ชิลด์หน้าแบบสูง และแผงคอต่ำลง มีแบตเตอรี่น้ำหนักเบา M lightweight battery เป็นมาตรฐาน มีพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟที่ด้านท้ายรถ ออกแบบส่วนท้ายรถใหม่ และมีที่ยึดป้ายทะเบียนที่สั้นลง ปรับปรุงการเดินสายไฟใหม่ให้สะดวกขึ้นเวลาถอดที่ยึดป้ายทะเบียนออกเวลาลงสนาม ครอบคลัตช์และเจเนอเรเตอร์เป็นสีดำ ใส่หรือถอดล้อหลังได้ง่ายขึ้น เพราะมีบูชแกนล้อกันบาด ผ้าเบรกลบมุมและเพลตสำหรับยึดเบรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แจ็กเก็ตอัจฉริยะ จาก Dainese ปลอดภัยขั้นสุด สะดวกขั้นเทพ ผมเชื่อทุกวันนี้ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เรียกว่า 90% น่าจะขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวกกันน็อก แม้ว่าจะยังมีส่วนน้อยที่คิดแค่ว่าใกล้แค่นี้ไม่เห็นเป็นไรก็ตาม แต่รู้หรือไม่ว่าแค่หมวกกันน็อกอาจจะยังไม่พอ เราอาจจะต้องพึ่งเจ้าแจ็กเก็ตอัจฉริยะ Smart Jacket จาก Dainese ตัวนี้ด้วยซะแล้ว ตอนนี้คงมีคำถามว่าทำไม คำตอบก็คือจากการบันทึกสถิติได้ออกมาเผยว่าเวลาประสบอุบัติเหตุนั้นศีรษะไม่ใช่ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยที่สุด แต่เป็นส่วนของทรวงอกต่างหาก โดยคิดเป็นตัวเลขมากถึง 33% ขณะที่การบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นอันดับ 2 คิดเป็นตัวเลขอยู่ที่ 20% แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องใส่หมวกหันมาใส่แจ็กเก็ตอัจฉริยะแทนนะครับ แต่ควรจะใส่ไรดิ้งเกียร์ให้ครบถ้วนตั้งแต่หัวจรดเท้าดีที่สุดครับ แล้วเจ้าสมาร์ทแจ็กเก็ตที่ว่าดียังไง? มันคือแจ็กเก็ตพร้อมระบบ Dainese D-Air หรือระบบแอร์แบ็กที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุได้มาก เรียกได้ว่าผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ดีเลยทีเดียว โดยจุดเด่นของแจ็กเก็ตตัวนี้ที่ไม่เหมือนใครคือโครงสร้างของเส้นใยไมโครฟิลาเมนต์พิเศษที่การันตีว่าจะช่วยให้การพองตัวของแอร์แบ็กเป็นไปได้ดีเท่ากันตลอดทั้งระบบ ให้การป้องกันที่ดีเท่ากันตลอดทั้งชุด และป้องกันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยที่ไม่ต้องใช้การ์ดแบบแข็งเลย และจากการที่ไม่ต้องใช้การ์ดแบบแข็ง ทำให้ชุดนี้พับเก็บใส่กล่องท้ายรถหรือกระเป๋าได้สะดวก จึงง่ายต่อการพกพาไปไหนมาไหน ตัวชุดยังระบายอากาศได้ดีอีกด้วย เรียกว่าไม่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป รวมถึงสามารถใส่เสื้ออย่างอื่นทับได้สะดวก เรียกว่าปลอดภัยแบบมีสไตล์ไปพร้อม ๆ กัน พอจะขี่รถก็แค่หยิบออกมาสวมใส่ปรับให้ฟิตกับตัวแล้วก็เปิดสวิตช์ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไรกับตัวรถก็สามารถขับขี่ออกไปได้ทันที อย่างไรก็ดีชุดนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่และยุ่งยากในการใช้งานครั้งแรกนิดหน่อย โดยต้องลงโปรแกรมและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อลงทะเบียนปลดล็อครวมถึงต้องชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนการใช้งาน โดยการชาร์จแบตฯ จนเต็ม 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ 26 ชม. และที่อาจจะหนักใจนิดนึงคือเมื่อแอร์แบ็กกางแล้วจะต้องทำการเปลี่ยนตัวแอร์แบ็กกับทางตัวแทนจำหน่าย ซึ่งราคาราว ๆ 1 ใน 3 ของการซื้อใหม่เลยล่ะครับ ทว่าหากคิดดี ๆ ร่างกายเราหากได้รับบาดเจ็บไปหนัก ๆ ครั้งนึงคุณจะรู้ได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กไปเลยล่ะ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Dainese คือแบรนด์ไรดิ้งเกียร์สัญชาติอิตาลีที่ก่อตั้งมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และใช้ข้อมูล ความรู้และประสบการณ์มหาศาลที่เก็บรวบรวมมาตลอด 25 ปีทั้งจากการทดสอบ การใช้งานจริงบนท้องถนน และการใช้งานในสนามของนักแข่งบนเวทีการแข่งขันระดับโลก มาพัฒนาและผลิตออกมาเป็นเจ้าเสื้อแจ็กเก็ตตัวนี้นี่เอง สุดท้ายนี้ท่านที่สนใจไรดิ้งเกียร์จากแบรนด์ Dainese เตรียมตัวพบกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการรายใหม่ได้เร็ว ๆ นี้ครับ งานนี้น่าจะมีโปรโมชันดี ๆ มาให้ไบค์เกอร์อย่างเรา ๆ ได้อุดหนุนกันอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Scoopy โฉมใหม่ ICONIC สุดทางด้วยดีไซน์และสีสัน ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถจักรยานยนต์ New Scoopy โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “New Scoopy Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” กับดีไซน์ที่ต่างกันตามไลฟ์สไตล์ 3 แบบ 3 สไตล์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ที่ถ่ายทอดความเป็น Iconic ขั้นสุดอย่าง พีพี กฤษฎ์ , บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ Three Man Down สำหรับโฉมใหม่นี้สุดทางด้วยสีสันสดใสมากกว่าที่เคย ถ่ายทอดความเป็น Iconic ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว เริ่มจากรุ่น Club12 ผู้นำแฟชั่นสีสันที่ดูต่างแต่ลงตัว มาพร้อม Honda Smart Key รุ่นใหม่ หรือจะเป็นรุ่น Prestige ที่เรียบหรูแต่มีลูกเล่นมาพร้อมล้อแม็ก และรุ่น Urban ที่สะดุดตาด้วยสีสันสุดชิกแบบเรโทร ไม่ใช่แค่ความสุดในด้านดีไซน์เท่านั้น ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ สมกับความเป็นรถ เอ.ที. ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 ของไทย โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Modern Ring LED Headlight ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของสกู๊ปปี้เท่านั้น และมอบความสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลด้วย USB-A คอนเนกต์ได้ไม่มีสะดุด แผงหน้าปัดใหม่แบบ Smart Function ที่มาพร้อมนาฬิกาดิจิทัล แสดงผลครบครัน พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ที่เก็บหมวกกันน็อกได้ทั้งใบ ของเยอะแค่ไหน ก็ไปได้สุดทาง นอกจากนี้รุ่น Club12 ยังมาพร้อม Honda Smart Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชันระบุตำแหน่งรถ ป้องกันการโจรกรรม ในขณะที่รุ่น Prestige ยังมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์โดยมาพร้อมล้อแม็กเป็นครั้งแรก ยกระดับความเท่ให้สุดไปอีกขั้น สำหรับโมเดลนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ eSP เจเนอเรชันล่าสุด ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสนุก ในขณะที่ตัวรถใช้เฟรมแบบ ESAF Press Frame ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้รถน้ำหนักเบาขึ้น ขับขี่ง่าย คล่องตัว ใช้ชีวิตในแบบ Iconic ได้สุดทาง และเพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ “Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” ไทยฮอนด้ายังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ ที่มีความสุดทางอย่างโดดเด่น 3 สไตล์ ประกอบด้วย “พีพี กฤษฏ์” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านแฟชั่น “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านการแสดง ที่ทุ่มเทสุดทาง ในทุกบทบาทที่ตัวเองได้รับ และ “วง Three man down” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านดนตรี หนึ่งในวงดนตรีรุ่นใหม่ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ สำหรับโมเดลใหม่นี้พร้อมให้เลือกสไตล์ที่โดนใจและไปให้สุดในแบบคุณแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 3 รุ่น 3 สไตล์ได้แก่ รุ่น Club12 ล้อแม็ก มีให้เลือก 4 สีได้แก่ แดง—เทา, น้ำเงิน-ฟ้า, เทา-เหลือง และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,900 บาท รุ่น Prestige ล้อแม็กใหม่ มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ขาว-เทา, ดำ-เทา และ แดง-เทา ราคาแนะนำ 52,400 บาท รุ่น Urban ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สีได้แก่ ฟ้า-ขาว และ ดำ-ขาว ราคาแนะนำ 49,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR250RR 2023 ปรับโฉมใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปี ได้ฤกษ์ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่กันสักทีกับโมเดลสปอร์ตแท้ ๆ แต่ไซส์เล็กจากค่ายปีกนก กับ CBR250RR 2023 ซึ่งเดิมทีโมเดลแรกนั้นเปิดตัวไปครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อนและไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก และมาในโฉมใหม่นี้ก็มีการอัปเกรดขนานใหญ่ ไม่เพียงแค่สีสันหรือกราฟิกใหม่ แต่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่หน้าตา เครื่องยนต์ ตลอดไปจนถึงช่วงล่างกันเลยทีเดียวครับ เริ่มกันที่ดีไซน์มีการปรับเปลี่ยนให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวรถที่มีมิติกว้างขึ้น แต่ยังคงให้ความโฉบเฉี่ยวดุดันสมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน พร้อมกับมีเฉดสีและกราฟิกใหม่ที่สวยงามยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนที่เรามองเห็นการเปลี่ยนได้ชัดเจนจากภายนอกก็คือระบบกันสะเทือนหน้าที่ครั้งนี้ให้มาเป็น Showa SFF-BP ซึ่งเป็นโช้คหัวกลับมาให้เลย และจะมีไฟฉุกเฉินให้ใช้งานด้วย ซึ่งจะอยู่ในรุ่น SP และ SP Quick Shifter ในส่วนของเครื่องยนต์นี้ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ โดยเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องใหม่ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซีแบบ 4 วาล์วต่อสูบ สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้สูงสุดที่ 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบและ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ และยังเคลมตัวเลขมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 175 กม./ชม. เลยทีเดียว โดยความแรงที่เพิ่มมากขึ้นมาจากกำลังอัดที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์อีกด้วย อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือระบบควิกชิฟเตอร์ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ ซึ่งตัวนี้จะเป็นแบบ 2 ทาง ซึ่งสามารถปรับเซ็ตได้ 4 โหมด คือ เฉพาะสับขึ้น เฉพาะเชนลง ทั้งขึ้นและลง หรือปิดไปเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบา และเสริมความปลอดภัยเวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยจะทอนเอ็นจิ้นเบรกให้มีมากจนกเกินไป จนกระทั่งล้อหลังสลิป ส่วนระบบเบรก ABS และระบบคันเร่งไฟฟ้าก็ยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการวางจำหน่ายที่ประเทศอินโดนีเซียนั้นจะมี 3 เวอร์ชั่นด้วยกันได้แก่ Standard, SP และ SP Quick Shifter และก็จะมีหลากหลายสีสันให้เลือก คาดว่าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง SP Quick Shifter โดยราคาขายไทย จากการคาดเดาของผมเองก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 260,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก