Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
NINJA ZX-4RR

NINJA ZX-4RR 2023 ซูเปอร์สปอร์ต 4 สูบเรียงเสียงหวานจากค่ายเขียว เปิดตัวกันสักที แต่ไปเปิดกันไกลถึงอีกฝากโลกนึงเลยทีเดียว กับเจ้า Kawasaki Ninja ZX-4RR 2023 ซูเปอร์สปอร์ต 4 สูบเรียงเสียงหวานที่แฟน ๆ นักบิดชาวไทยชื่นชมนิยมกันเป็นนักหนา โดยเปิดตัวมาในโฉม KRT Edition หรือลวดลายทีมแข่งคาวาซากิเรซซิ่งทีมจากรายการ WorldSBK นั่นเอง สำหรับดีไซน์ก็กลมกลืนแนบเนียนไปกับพี่ใหญ่เรือธงสายสปอร์ตอย่าง ZX-10RR ไม่ต่างอะไรกันมากนักหากไม่สังเกตดี ๆ เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจนักบิดสายสปอร์ตแต่งบประมาณไม่เอื้ออำนวยกับรุ่นใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะจะได้ความหล่อที่ใกล้เคียงกันมากเลยทีเดียว โดยยังโดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ LED ที่ให้ทัศนวิสัยแจ่มชัด ส่วนไฟเลี้ยว LED ด้านหน้าเองก็จะบิลต์อินเข้าไปในแฟริ่งเลย ส่วนไฟท้าย LED นั้นมาพิมพ์เดียวกับพี่ใหญ่เลย   ส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นไฮไลต์ของโมเดลนี้ก็คือเครื่องยนต์บล็อกใหม่ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 399 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ ซึ่งออกแบบมาโดยใช้ฟีดแบ็กจากลูกค้าที่ขับขี่รถในตระกูลนินจาซูเปอร์สปอร์ต ทำให้โมเดลนี้เป็นรถรอบจัด คันเร่งไว ขณะเดียวกันก็มีแรงบิดในรอบต่ำและกลางมากพอที่จะขับขี่ในเมืองได้สะดวก แต่ก็ไม่ทิ้งพละกำลังในรอบสูง ๆ ให้มันส์ไปกับการขับขี่ในสนาม พร้อมกับเสียงคำรามที่รับรองว่าโดดเด่นและถูกใจนักบิดอย่างแน่นอน ยังมีทีเด็ดที่แรมแอร์ที่เป็นจุดขายเด่นของเจ้านินจาที่อยู่บริเวณตรงกลางด้านหน้าของตัวรถที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์โดยมีลักษณะคล้ายกับของ H2 เลยทีเดียว ซึ่งจะเพิ่มอากาศเข้าไปยังแอร์บ็อกซ์ได้มากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยระบายความร้อนอีกด้วย อย่างไรก็ดีทางค่ายยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขกำลังแรงม้า แต่ก็คาดการณ์กันว่าจะไม่ต่ำกว่า 70 แรงม้า ขณะที่แรงบิดนั้นเคลมมาที่ 35.25 นิวตันเมตร โดยจะใช้น้ำมันจากถังขนาด 15 ลิตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ที่มาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางและแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้การเข้าเกียร์ทำได้ง่ายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   ในส่วนของแชสซีทางค่ายเลือกใช้เฟรมถักที่ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากแชสซีของรถแข่ง WorldSBK ให้มีน้ำหนักเบา และจากขนาดที่เล็กและแม่นยำของมัน ทำให้ขับขี่ได้เข้าโค้งได้ดีและเร้าใจ ระบบกันสะเทือนจาก Showa ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ SFF-BP ขนาด 37 ม.ม. ที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว BFRC Lite พร้อมซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ โดยทำงานร่วมกับกระเดื่องและสวิงอาร์ม เพื่อให้คุณสามารถปรับแต่งให้เข้ากับตัวคุณและสไตล์การขับขี่ได้มากที่สุด ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 290 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบการันตีพลังเบรกที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว และแน่นอนว่าพร้อม ABS จากทาง Nissin ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของล้อนั้นจะเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 5 ก้านรูปดาวรัดด้วยยางขนาด 120/70 ZR17 และ 160/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ต่อกันที่เรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ถือว่าให้มาค่อนข้างพอตัว เริ่มต้นกันที่แทร็คชันคอนโทรล 3 โหมดและปิดเปิดได้ พาวเวอร์โหมด หรือโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 2 โหมด ไรดิ้งโหมด 3 โหมดหลักได้แก่ Sport, Road และ Rain พร้อมโหมด Rider ที่สามารถปรับตั้งได้เองอีก 1 โหมด   หน้าจอเรือนไมล์สีขนาด 4.3 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน Rideology The App ช่วยให้สามารถแสดงผลข้อมูลตัวรถ บันทึกเส้นทางการเดินทาง แจ้งเตือนสายเรียกเข้าและอีเมลบนหน้าจอ และปรับแต่งข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์ผ่านสมาร์ทโฟนได้สะดวก ตลอดไปจนถึงโหมดแสดงผลแบบ Circuit โหมดที่ช่วยแสดงเวลาแล็ปและข้อมูลเกี่ยวกับแทร็กเหมาะสำหรับการขับขี่ในสนาม สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่าย ตอนนี้ยังมีแค่สีสันเดียวคือสีทีมนี่ล่ะครับ ส่วนราคาจำหน่ายนั้นอยู่ที่ 9699 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ราว ๆ 318,000 บาท คาดว่าเมื่อจำหน่ายในไทยคาดว่าน่าจะอยู่ที่สามแสนปลาย ๆ และก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้ งานนี้นักบิดสายเขียวที่ไม่ใช่สมุนไพร น่าจะได้เฮกันก็คราวนี้ล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Yamaha Finn 2023 รายละเอียด

สเปค Yamaha Finn 2023 ข้อมูลและรายละเอียดตัวรถ พร้อมราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย   Yamaha Finn 2023 รถจักรยานยนต์ครอบครัว ที่มากับสีสันใหม่สุดฟินน์ สวยล้ำสไตล์โมเดิร์นไม่เหมือนใคร ด้วยเครื่องยนต์ 115 ซีซี และประหยัดน้ำมันสูงสุด ขับขี่ง่าย ราคาสบายกระเป๋า  ราคาแนะนำ  รุ่น Finn UBS Version 47,900 บาท รุ่น Finn ล้อแม็ก/สตาร์ทมือ 46,400 บาท รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ 44,400 บาท รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ/ดรัมเบรก 40,700 บาท     สเปค, สเป็ก   ระบบแบรก UBS ชุดไฟหน้าสุดโมเดิร์น เครื่องยนต์พิกัด 115 ซีซี ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ไฟท้ายหรูสะดุดตา กุญแจแบบ Muti-function ฝาถังน้ำมัน ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แผงหน้าปัด ดีไซน์หรู   สเปค Yamaha Finn 2023 ข้อมูล สเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 114 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50.0 x 57.9x ม.ม. อัตราส่วนการอัด 9.3 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 ระดับ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด EFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แบบเปียกชนิดหลายแผ่น และเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 70/90-17” M/C 38P ยางหลัง 80/90-17” M/C 50P ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 x 1,940 x 1,095  ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,235 ม.ม ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 155 ม.ม. ความสูงเบาะ 775 ม.ม. น้ำหนักรถ 97-100 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ระบบเบรก UBS   สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Finn UBS Version รุ่น ล้อแม็ก/สตาร์ทมือ รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ/ดรัมเบรก   อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Mega Fest ที่สุด ของการรวมพลชาวฮอนด้า ทั่วประเทศ

Honda Mega Fest ที่สุด ของการรวมพลชาว ฮอนด้า พรีเมียม เอ.ที. ทั่วประเทศ  ฟีดแบคสุดปัง !! ในงานอีเวนต์ระดับประเทศอย่าง “Honda Mega Fest” ที่ระเบิดความมันส์แบบขั้นสุด ของการรวมพลชาว Honda Premium A.T. ทั่วประเทศ ปิดฉากกันไปแล้ว สำหรับงานกิจกรรมครั้งแรกยิ่งใหญ่ที่สุด Honda Mega Fest ที่สุด สำหรับการรวมพลเหล่านักขี่ ฮอนด้า พรีเมียม เอที ทุกรุ่น จากสำนักชื่อดังทั่วประเทศ ที่จะมาประชันรถแต่งแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์รุ่น Forza350, ADV350, ADV160 และ PCX160 ที่ต่างพารถคันเก่งมาประชันกันที่ Crystal Arena CDC เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา  นอกจากการประกวดรถคันเก่งกันไปแล้ว ยังมีกิจกรรมในงานอีกเพียบ! ประเดิมด้วยบูธร้านค้าของแต่งรถชั้นนำระดับประเทศถึง 60 ร้าน มาพร้อมกับโปรโมชันพิเศษภายในงาน เอาใจบรรดานักขี่สายคัสตอม ได้เลือกสรรกันอย่างจุใจเลยทีเดียว  และตื่นตาตื่นใจไปกับการประกวดรถแต่ง หรือ Popular Vote ที่นำเอา Honda Premium A.T. ทุกรุ่นรวม 80 คันมาประชันความเท่ขั้นสุดชนิดกินกันไม่ลง ใครชื่นชอบโมเดลรุ่นไหน ของแต่งแบบไหน ไปสะกิดเจ้าของคันนั้นได้เลย  ตามด้วยโชว์สุดพิเศษจากทีม BKK Boy Brand และการแสดงโชว์สตันท์จาก บอล สุหทัย แช่มทรัพย์ นักแข่งรถมืออาชีพและนักขับขี่สตันท์โชว์ระดับชั้นนำของไทย ที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมได้อย่างกึกก้อง รวมถึง ยังส่งมอบอีกหลายความมันส์ให้ผู้ร่วมงานได้สนุกกันแบบไม่รู้จบกับ Arcade Zone ทั้งเกมส์ปีนหน้าผาจำลอง เกมส์ชู้ตบาสเก็ตบอล เกมส์พาวเวอร์อัพ  เข้าสู่ช่วงค่ำ ๆ กับกิจกรรมมีทแอนด์กรี๊ดกับเซเลบริตี้สาย 2 ล้อ อย่าง แทค-ภรัณยู, จอห์น ไรเดอร์, Pit start ที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ และเหล่าสาวก ฮอนด้า พรีเมียม เอ.ที. ได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ต่อด้วยกิจกรรมสนุกไปกับดนตรีแนว EDM จาก DJ Roxy June ดีเจสาวสวยที่มามิกซ์เพลงโดน ๆ ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันสด ๆ และโยกตามกันเลยทีเดียว  ปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญของงาน กับคอนเสิร์ตจากวงดังระดับประเทศอย่าง Paradox ที่จัดเต็มความมันส์ด้วยเพลงฮิตมากมาย สำหรับสาวก Honda Premium A.T. โดยเฉพาะ ให้ทุกคนได้โยก ได้ร้องตามกันแบบสุดเสียง เก็บความประทับใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม! อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R1250RS 2023 สปอร์ตทัวริ่งจากค่ายใบพัดสีฟ้า

BMW R1250RS สปอร์ตทัวริ่งสีสันใหม่ จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R1250RS มาพบกับรถสปอร์ตทัวริ่ง ตัวใหญ่จากค่าย ใบพัดฟ้าขาว กับโฉมรูปลักษณ์สปอร์ตทัวริ่ง ที่ผสมผสานกันระหว่าง ความเป็นสปอร์ตและเน็กเก็ต เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่เดินทางไกล ได้อย่างหล่อ ๆ แน่นอนครับ   สำหรับการดีไซน์ ต้องขอบอกเลยว่าปราดเปรียวสุด ๆ  ถูกใจสายทัวริ่งอย่างแน่นอน ด้วยแฟริ่งด้านหน้าทรงสปอร์ต ดุดัน ประดับลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คงความเป็น DNA ของแบรนด์ BMW เลยทีเดียว มาดูกันที่เครื่องยนต์กันดีกว่าครับ กับโฉมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีปริมาตรกระสูบขนาด 1,254 ซีซี พร้อมเทคโนโลยี BMW ShiftCam สำหรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ที่เคลมแรงม้าสูงสุดที่ 136 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที เสริมระบบส่งกำลังด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา เช็คกันที่ช่วงล่างด้านหน้า กับโช้คหน้าหัวกลับ ที่มีระยะยุบตัว 140 ม.ม. พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. เสริมด้วยปั๊มเบรก Brembo ขนาด 4 พอต และขนาดล้อ ขนาด 17 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ ต่อด้วยยางหน้าขนาด 120/70 เช็คด้านหน้าไปแล้ว มาต่อที่ด้านหลังกันครับ กับสวิงอาร์มอะลูมิเนียมเดี่ยวพร้อมโช้ค WAD strut พร้อมปรับตั้ง เสริมด้วยดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 276 พร้อมปั๊มเบรก Brembo 2 พอต และล้อ ขนาด 17 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่เช่นเดียวกัน และยางขนาด 180/55  มาดูเทคโนโลยีตัวรถกันบ้าง เริ่มด้วยเรือนไมค์หน้าจอสี TFT ไฟ LED รอบคัน และช่องเสียบ USB มาพร้อมกับระบบ DTC (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี), DBC (Dynamic Brake Control) ,ระบบ ABS Pro, ระบบ HSC (Hill Start Control) พร้อมด้วยโหมดการขับขี่หลัก (3 Ride Modes) เสริมด้วยโหมดการขับขี่แบบ ECO และโหมดการขี่แบบ PRO  สำหรับโมเดลนี้ ผมมั่นใจว่าถูกใจสาวกสายทัวริ่งอย่างแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันการขับขี่หลายรูปแบบ ส่วนราคานั้นยังไม่มีการระบุ แต่คิดว่าน่าจะพอตัวเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แอป “ขับดี” พิเศษอย่างไร

แอป “ขับดี” พิเศษอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์พบเจอกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในการขับขี่บนท้องถนนของคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขับรถซิ่ง ขับรถปาดหน้า เมาแล้วขับ ขับรถฝ่าไฟแดง หรือขับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า แล้วเมื่อไหร่ พฤติกรรมของคนประเภทนี้จะหมดไป ถึงเวลาแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเข้ามาดัดนิสัยคนพวกนี้เสียที  ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดตัวแอป “KHUBDEE” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ขับดี” ซึ่งแอปนี้ ถูกพัฒนาร่วมกัน โดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รองรับผู้มีใบอนุญาตขับขี่กว่า 30 ล้านใบ และผู้ครอบครองยานพาหนะที่จดทะเบียนทุกประเภทรวมกว่า 40 ล้านคัน โดย แอป “ขับดี” มีบริการ 7 ฟีเจอร์หลัก ซึ่งประกอบไปด้วย ตรวจสอบสถานะใบขับขี่ ใบสั่ง ชำระค่าปรับ ตรวจสอบใบสั่งย้อนหลัง โต้แย้งข้อกล่าวหา อัปเดตข่าวสารจราจรต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวได้เลย  สำหรับขั้นตอนการใช้งานผ่านแอป ขับดี “KHUBDEE” มีดังนี้ 1. ดาวน์โหลดแอปผ่าน APP STORE หรือ Google PLAY พิมพ์ “ขับดี” 2. ลงชื่อเข้าใช้งาน โดยสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีเฟซบุ๊ก ไลน์ ไอคราวน์ และกูเกิล 3. กดยอดรับเงื่อนไข 4. กดสมัครสมาชิก ใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง 5. ลงทะเบียนบัตรประชาชน 6. ลงทะเบียนใบขับขี่ 7. เข้าสู่หน้าหลัก แอปจะแสดงคะแนนใบขับขี่ให้เห็นชัดเจน ซึ่งทุกคนจะมีคะแนน 12 คะแนน  นอกจากแอปพลิเคชันขับดี ยังมีระบบ Police Ticket Management ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนนใบขับขี่ได้เช่นกัน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://ptm.police.go.th/eTicket ซึ่งจะให้บริการ 1. ตรวจสอบใบสั่งจราจร หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถาม หรือโต้แย้งได้ 2. ชำระค่าปรับระบบออนไลน์ E-Ticket ได้ทุกที่ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบัตรเครดิต เดบิต โมบายแบงกิ้ง หรือแอปเป๋าตัง หรือ จุดชำระที่มีเครื่องหมาย PTM และ 3. ตรวจสอบคะแนนความประพฤติในการขับขี่ ระบบจะแสดงคะแนนปัจจุบัน ข้อมูลคะแนน การคืนคะแนน สถานะใบขับขี่ ข้อมูลใบสั่ง ข้อหา และประวัติการกระทำผิดได้ มาดูระบบการทำงานของแอปนี้ มันเป็นอย่างไร โดยการทำงานของแอปนี้ เริ่มต้น เราทุกคนจะมีคะแนน “ขับดี” ที่ 12 คะแนน แต่ถ้าหากทำความผิด จะถูกตัดคะแนนตามความรุนแรงของฐานความผิด แล้วมีฐานความผิดอะไรที่ต้องหักคะแนนบ้าง ไปดูกัน  แล้วถ้าโดนตัดครบ 12 คะแนน จะโดนอะไรบ้าง ถ้าโดนตัดจนครบ จะมีเอกสารส่งแจ้งให้ทราบทางไปรษณีย์ และหากออกไปกระทำผิดซ้ำ จะถูกสั่งพักใบอนุญาตเป็นเวลา 90 วัน และหากยังออกไปขับรถโดยขณะที่ถูกสั่งพักใบอนุญาต จะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ คะแนน “ขับดี” จะถูกหักเพิ่มกลายเป็นติดลบ ซึ่งจะกลายเป็น -2 คะแนน และถ้ากระทำผิดซ้ำซาก เช่น โดนพักใบขับขี่  90 วัน หลังครบกำหนด ยังทำผิดจนโดนหักจนหมด 12 คะแนนอีก โทษสูงสุดคือ “เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ไม่ต้องขับอีกตลอดชีวิต ที่กล่าวมาข้างต้นเจอแต่หักคะแนน แล้ววิธีขอคะแนนขับดีคืนหล่ะ ทำยังไง ? เมื่อครบ 1 ปี ก็จะได้คะแนนนั้น ๆ คืน เช่น หากไม่สวมหมวกนิรภัย จะถูกหัก 1 คะแนน โดยผู้กระทำความผิดจะได้คะแนนคืน ต่อเมื่อครบระยะเวลา 1 ซึ่งจะนับข้อหาแยกกันครับ โดยระบบตัดคะแนน สามารถบังคับใช้กับใบขับขี่ทุกรูปแบบ ทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์

Aprilia SR GT 200 2023

Aprilia SR GT 200 2023 อิตาเลียนพรีเมียมสกู๊ตเตอร์กลับมาอีกครั้งพร้อมสีสันใหม่ อาพริเลียแบรนด์ซูเปอร์ไบค์ระดับตำนานสัญชาติอิตาเลียน กลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้เหล่าไบค์เกอร์คนไทยผู้หลงใหลและคลั่งไคล้ในความแรง ส่งตรงดีเอ็นเอ  “BE A RACER” อีกครั้ง กับงาน “Aprilia SR GT The Ultimate Night” รวมพลคนสายสปอร์ต ที่มีใจรักในความเร็วแรง และชื่นชอบกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมระดับแนวหน้าของเมืองไทย ร่วมเปิดตัว Aprilia SR GT 200 2023  สำหรับครั้งนี้จะมาพร้อมนิยามครั้งใหม่ Design for Racer Build for Riders “เปลี่ยนทุกเส้นทางบนท้องถนนของคุณสู่การผจญภัยที่สนุกและเร้าใจมากกว่าที่เคย” เปิดประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ Standard และรุ่น Sport ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักบิดผู้หลงใหลในความแรงและขับขี่สนุกตามแบบฉบับรถแข่งอาพริเลียที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสนาม รองรับการขับขี่ทุกรูปแบบ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบทัวริ่งออนโร้ดและเดิร์ทหรือขับขี่แบบออฟโรด ทำให้สกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Urban Adventure ที่มอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจ มาพร้อมสีใหม่ สีน้ำเงิน Infinity Blue ที่เผยโฉมให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ร่วมชมและสัมผัสในงานเป็นครั้งแรก สำหรับเจ้า อาพริเลีย เอสอาร์ จีที 200 โฉมใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ การออกแบบลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแฟริ่งหน้ารถแบบสองชั้น ที่มาพร้อมกระจกบังลมลดแรงเสียดทานของอากาศตามหลักแอโรไดนามิก เสริมด้วยไฟ LED แบบเดย์ไลท์ ให้ความสว่างแบบจัดจ้านเลยทีเดียว ทั้งยังมีการออกแบบที่รัดกุม ทำให้รถมีสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ เน้นภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและทรงพลัง พร้อมถังน้ำมันบรรจุ 9 ลิตรที่ติดตั้งมาตรงกลางลำรถ ทำให้ผู้ขับขี่มีพื้นที่ในการวางเท้าตามการยศาสตร์ภายใต้เกราะบังขา สามารถลุยบนทางลูกรังอย่างไม่ต้องกังวล  ส่วนของขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ i-get 200 สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีความจุถึง 174 ซีซี เสริมด้วยกระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิกคาซิลแบบใหม่ โดยให้พละกำลัง (เคลม)แรงม้าที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที และ แรงบิด 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที อีกทั้ง ยังมีระบบสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติอีกด้วย ควบคุมการทำงานด้วยโปรแกรม ECU ใหม่ RISS (Regulator Inverter Start & Stop System) เวอร์ชันใหม่ 3.0 ให้เครื่องยนต์ปราศจากเสียงรบกวนจากมอเตอร์ขณะสตาร์ท และระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถติดหรือจอดนิ่งเองโดยอัตโนมัติ เมื่อสภาวะต่าง ๆ ของรถอยู่ในเงื่อนไขที่โปรแกรมไว้ จึงช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้  สำหรับช่วงล่างตัวรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบไฮดรอลิกเทเลสสโคปิกจาก Showa ขนาดแกน 33 ม.ม. และโช้คหลังคู่แบบไฮดรอลิกจาก Showa เช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงพรีโหลด พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกแบบคลื่นขนาด 260 ม.ม. และดิสก์เบรกด้านหลังแบบคลื่นขนาด 220 ม.ม. ที่มากับระบบป้องกันล็อกล้อ ABS เฉพาะด้านหน้า ปิดท้ายด้วยยางรถที่ใช้งานได้ทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ด้วยยางหน้าแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/80 ขอบ 14 นิ้ว และยางหลังแบบไม่ใช้ยางในขนาด 130/70 ขอบ 13 นิ้ว  ในส่วนของเทคโนโลยีตัวรถ มีระบบหน้าปัดเรือนไมล์แบบ LCD พร้อมพอร์ต USB บริเวณด้านหลังของแผงบังลม รวมถึงที่เก็บของใต้เบาะมีความจุ 25 ลิตร ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อคได้ นอกจากนี้ยังมีระบบมัลติมีเดียแพลตฟอร์ม “Aprilia MIA” สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ ควบคุมการทำงานด้วยสวิตซ์บริเวณแฮนบังคับ   สำหรับการวางจำหน่าย รุ่นสแตนดาร์ดจะมีมาด้วยกันทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และ สีใหม่ล่าสุด สีน้ำเงิน Infinity Blue ราคาจำหน่าย 143,900 บาท* และ รุ่น Sport จะมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey สีแดง Red

Gresini Racing เผยโฉม รถแข่ง MotoGP 2023

Gresini Racing เผยโฉม รถแข่ง MotoGP 2023 Gresini Racing เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2023 พร้อมดึงนักแข่ง Alex Marquez ร่วมทีมกับ Fabio Di Giannantonio หลังจากจบฤดูกาล 2022 สิ่งเดียวที่สามารถยกระดับมาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาล 2023 เริ่มขึ้นแล้ว ด้วยการเปิดตัวทีมแข่งชุดใหม่ในศึก MotoGP พร้อมกับการอัปเกรดเครื่องยนต์ของ Ducati Desmosedici ด้วยสีใหม่ที่มีความทันสมัยบวกกับสีฟ้าอ่อนเงา (ออกสีมุก) ที่ทรงพลังและมีความสวยงามกับรถแข่งใหม่ของฤดูกาลนี้ Gresini Racing เผยโฉม รถแข่งแล้ว อีกข่าวที่ต้องเซอร์ไพรส์ กับการคว้านักแข่งชาวสเปนอย่าง Alex Marquéz (จากทีมฮอนด้าในฤดูกาลที่ผ่านมา) ที่ได้รับการทาบทามจาก Donatello Giovanotti (วิศวกรสนามแข่ง) และ Andrea Mattioli (วิศวกรข้อมูล) เพื่อสืบทอดช่วงต่อจากทีมที่เคยคว้าชัย 4 ครั้งร่วมกับ Bastianini ในปีที่แล้ว  มากันที่นักแข่งอีกหนึ่งคนนั่นก็คือ Fabio Di Giannantonio และข่าวดีกับการคว้า Frankie Carchedi อดีตวิศวกรสนามแข่งจากทีมซูซูกิ มาร่วมในฐานะหัวหน้าทีม ความรู้สึกในการทดสอบรถ Valancia Test ครั้งล่าสุดค่อนข้างน่าสนใจ และอีกไม่นานที่จะได้เห็นทั้งทีมลงทำการทดสอบอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ Sepang ก่อนเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการ Fabio Di Giannantonio #49  เราเริ่มต้นในปี 2023 ด้วยสีแดงที่สื่อถึงความมุ่งมั่น ความหลงใหล และมีไฟในการกระตือรือร้นที่จะเติบโตและสร้างผลงานที่ดี เราอยากแข่งขันในฤดูกาลใหม่นี้ และคิดว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสม สิบอันดับแรกคือเรื่องปกติ แต่เรามีเป้าหมายคือ TOP 5 เท่านั้น และในตอนนี้ทีมพร้อมแล้วและผมซ้อมหนักเพิ่มขึ้น 300% เพื่อฤดูกาลปีนี้ เราพร้อมแล้ว ! Alex Marquez #73 วันนี้เป็นวันพิเศษจริง ๆ กับการได้เห็นทีมนี้รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น และพร้อมเพรียงกัน อีกทั้ง เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกที่ดี การได้มาร่วมงานกับทีม Gresini เป็นสิ่งที่พิเศษมาก ได้เห็นความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นภายในทีม และผู้คนที่มาชมเราเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก ตอนนี้งานเริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับช่วงพรีซีซั่นที่หวังว่าจะช่วยให้เราพร้อม 100% สำหรับการแข่งขันครั้งแรกที่ Portimão เป้าหมายคือการออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2023 เรามีเครื่องมือและความตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดี แน่นอนว่ามันจะไม่ง่าย แต่แนวทางที่ถูกต้องจะช่วยได้มากในสถานการณ์เหล่านี้ Nadia Padovani หัวหน้าทีม  เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการผจญภัยครั้งใหม่นี้ สำหรับปี 2022 เป็นปีที่น่าเหลือเชื่อในทุก ๆ ด้าน แต่ความคิดของเราคือการปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เราเป็นเพียงทีมอายุน้อยที่มีความทะเยอะทะยานในการคว้าชัยสูง ทั้ง Fabio จะมีโอกาสแสดงศักยภาพทั้งหมดของเขาในปีที่ 2 และ Alex จะหวนกลับมาผงาดบนเวทีอีกครั้ง เราจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะประสบความสำเร็จ และขอบคุณผู้สนับสนุนและทีมงานทั้งหมดที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลนี้   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Diablo Supercorsa V4 ยางใหม่สุดหนึบเหมือนยกยางแข่ง WSBK มา

Pirelli Diablo Supercorsa V4 ยางใหม่สุดหนึบเหมือนยกยางแข่ง WSBK มา ในที่สุดก็พร้อมจำหน่ายแล้วสำหรับยางเจเนอเรชันที่ 4 อย่าง Pirelli Diablo Supercorsa V4 สายพันธุ์ยางที่ขายดีที่สุดซึ่งทำยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 3.5 ล้านเส้นนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 สำหรับเจ้าซูเปอร์คอร์ซ่าเจ็นฯ ล่าสุดนี้เมื่อเทียบกับตัวก่อนหน้าอย่างเจ้า V3 นั้นเรียกได้ว่าใหม่หมดจดเลยก็ว่าได้ ทั้งลายดอกยาง คอมปาวด์หรือเนื้อยาง โครงสร้าง และโปรไฟล์ยาง โดยในครั้งนี้มาใหม่ทั้งตัวยาง SC ที่เหมาะสำหรับใช้งานในแทร็กหรือในการแข่งขัน และตัวยาง SP ที่เหมาะกับการขี่ถนน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดยางในตระกูลนี้คือสุดยอดยางที่รวบรวมดีเอ็นเอสายพันธุ์ซิ่งของพีเรลลี่ไว้มากที่สุด จึงมีสมรรถนะสูงพร้อมซิ่งที่สุด ความแตกต่างของ SC และ SP   สำหรับยางรหัส SC V4 นั้นรหัส SC นั้นย่อมาจาก Special Compound สื่อถึงยางที่มีคอมปาวด์พิเศษ สื่อถึงยางสำหรับขี่สนามที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดที่พีเรลลี่ผลิตออกมา เหมาะสำหรับนักแข่งทั้งมืออาชีพ ตลอดไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสนามเป็นชีวิตจิตใจ หรือคนที่อยากที่จะเพิ่มสมรรถนะให้กับรถโดยที่ไม่อยากเซ็ตติ้งหรือปรับจูนรถใด ๆ จุดเด่นของยาง SC มีคอมปาวด์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุด เพื่อให้มีสมรรถนะและการยึดเกาะที่เยี่ยมยอด มีโครงสร้างแบบเรซซิ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เร่งความเร็วออกจากโค้งได้ดียิ่งขึ้น มีโปรไฟล์แบบเรซซิ่ง เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี รักษาไลน์ได้แม่นยำ ตลอดไปจนถึงให้ความนิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูง ๆ ดอกยางสายฟ้าเอกลักษณ์ของทางค่าย ช่วยให้ส่งกำลังสู่พื้นแทร็กได้นุ่มนวลขึ้นเวลาเข้าโค้งและช่วยรักษาสมรรถนะของยางไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีคอมปาวด์แยกย่อยไปอีก 3 คอมปาวด์คือ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสือถึงสมรรถนะที่มากยิ่งขึ้น ขณะที่รหัส SP V4 นั้น รหัส SP ย่อมาจาก Sport Production สื่อว่าเป็นยางสำหรับใช้งานบนท้องถนนที่มีความสปอร์ตมากที่สุดนั่นเอง โดยยางตัวนี้จะเป็นยางที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายนั่นเอง ทั้งนี้ยางตัวนี้จะอ่อนไหวกับอุณหภูมิน้อยกว่าตัว SC รวมไปถึงร้อนไวและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเนื่องจากมีคอมปาวด์ยางที่แตกต่างออกไป ตัวยางจะเหมาะสำหรับนักบิดที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่ตื่นเต้นเร้าใจ และไม่จำกัดแต่ในสนาม ยังรวมไปถึงถนนอีกด้วย ซึ่งนับรวมไปถึงผู้ใช้รถสปอร์ตแบบเดียวกับที่มีแข่งขันในรายการ WorldSBK และผู้ที่ชอบการขับขี่ในสนามแต่ไม่ยากเปลี่ยนยางไปมาหรือไม่ยากจะต้องชิปรถไปมาระหว่างบ้านกับสนาม จุดเด่นของยาง SP มีเนื้อยาง 2 แบบทั้งในยางหน้าและยางหลัง เพื่อให้การยึดเกาะขั้นสุดเวลาเข้าโค้งและเร่งออกจากโค้งได้ดี โดยที่ยางไม่หมดไวจนเกินไปนัก มีโครงสร้างยางใหม่ล่าสุดที่สามารถให้สมรรถนะที่ดีทั้งเวลาขับขี่ในสนามและบนท้องถนนเพียงแต่ปรับเปลี่ยนแรงดันลมยางเท่านั้น มีโปรไฟล์แบบเดียวกันกับ SC ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการขับขี่นั้นเรียบง่ายและการตอบสนองของยางที่ดีที่สุด ดอกยางแบบเดียวกันกับ SC มีลายฟ้าเอกลักษณ์เฉพาะค่ายเช่นเดียวกัน โดยมีพื้นที่สลิก (ไม่มีดอกยาง) เพื่อให้เข้าโค้งได้ดีทุกองศาและให้สมรรถนะที่มั่นคงมากขึ้น สรุปสั้น ๆ ว่านี่คือยางสปอร์ตที่สุดและใหม่ที่สุดของทางค่ายยางตัวพียาว การันตีว่าสมรรถนะดีที่สุดของทางค่ายที่เคยผลิตออกมาจำหน่าย โดยมีให้เลือกสองเวอร์ชันคือ SC (ยางสำหรับแข่ง) และ SP (ยางสปอร์ตถนน วิ่งถนนได้ถูกกฏหมาย หรือจะใช้ขี่สนามก็ยังได้) เรียกได้ว่าสายซิ่งไม่ควรพลาดกับยางหนึบ ๆ แบบนี้ ข้อติเดียวก็เห็นจะเป็นเรื่องราคา เพราะว่าราคาสูงแน่นอน เพราะนี่คือตัวสุดยอดของทางค่ายแล้วครับ แต่ถ้าคุณใส่ใจทุกวินาทีหรือในทุกโค้ง ยางนี้คือคำตอบครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HARLEY-DAVIDSON ฉลอง 120

HARLEY-DAVIDSON ฉลอง 120 ปี เผยโฉมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ เพียบ!! มาแล้ว!! กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี กับเจ้าพ่อแบรนด์มอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson โดยปี 2023 นี้ ทาง ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ได้เปิดไลน์อัพมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดในหลายรุ่นด้วยกัน รวมไปถึงรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ซึ่งนำโดยรถมอเตอร์ไซค์รุ่น CVO™ Road Glide Limited Anniversary จัดเต็มมาพร้อมดีเทล สไตล์ และขุมพลังในแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อฉลองครบรอบ 120 ปี และรถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีกจำนวน 5 รุ่น ที่มาในสี ลวดลาย และดีเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีโดยเฉพาะ เสริมด้วยรถรุ่น Breakout® และรุ่น Nightster® Special ด้วยกัน ถือว่าเป็นการเปิดตัวรถแบบจัดเต็มครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 12 ทศวรรษ ด้วยสีสันและลวดลายเอาใจแฟน ๆ เหล่าวสาวกชาวฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ทั่วโลก มาดูกันซิว่า ดีไซน์ของแต่ละรุ่นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary มาพบกับเจ้าพ่อคันใหญ่อย่าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ระดับซูเปอร์พรีเมียม เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมกับการนำเสนอโครงสีที่ซับซ้อนที่สุดจาก ฮาร์ลี่ย์เริ่มจากตัวพื้นสีดำ Anniversary Black ที่จะถูกพาดทับด้วยแผงสีแดง Heirloom Red ตกแต่งลายเส้นด้วยสีแดงสด และฝีมือการวาดลายหยักสีทองปิดท้าย  อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่ซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แผงตัวรถดูเหมือนส่วนหัวและปีกของนกอินทรีที่กำลังโบยบิน ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งทำจากผ้ากำมะหยี่สุดหรู มีลายตะเข็บสีทองและสีแดงตัดกันอย่างลงตัว ชุดเกียร์ส่งกำลังโทนสีทอง กล่องคันโยกสีและปลอกท่อก้านกระทุ้งสีแดงสด สำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษรุ่นนี้ จะผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 1,500 คันทั่วโลก ซึ่งแต่ละคันจะถูกสลักหมายเลขซีเรียล ด้วยเลเซอร์ไว้บนคอนโซลถังน้ำมันด้วยกัน รถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฉลอง 120 ปี สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีก 5 รุ่น ที่ผลิตพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี มาในสีและดีเทลที่แตกต่างไม่เหมือนใคร กับการผสมผสานของสีและการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์ในยุคก่อน ประกอบด้วยการใช้โครงสีแบบคลาสสิก พร้อมสีพื้นแดงมันวาว Heirloom Red ตัวรถถูกตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดงสดและแต่งเติมความเข้มด้วยสี Midnight Crimson แบบเฟด และรายละเอียดพิเศษอื่นๆ ได้แก่ ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco ที่หุ้มเบาะนั่งพร้อมกรอบสีแดงและโลโก้ Harley-Davidson ที่ปักด้วยด้ายสีทอง และส่วนเครื่องยนต์ที่มีสีแดงแบบเฟด เรามาชมรถมอเตอร์ไซค์ 5 รุ่น ลิมิเต็ดอิดิชั่นของทางฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ว่าจะมีรุ่นอะไรที่อัพเดตใหม่ๆกันบ้าง 1.Ultra Limited Anniversary (ผลิตเพียง 1,300 คันทั่วโลก) 2.Street Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 3.Road Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 4.Fat Boy® 114 Anniversary (ผลิตเพียง 3,000 คัน) 5.Heritage Classic 114 Anniversary (ผลิตเพียง 1,700 คัน) รุ่น Breakout® สำหรับรุ่น Breakout® กลับมาอีกครั้งในไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดตัวในทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มความดุดันของเครื่องยนต์และปรับโฉมไฟหน้าแบบใหม่ ให้รับกับรูปทรงรถที่ยาวและเพรียว ขับเคลื่อนเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight(R) 117 แบบ V-Twin ด้วยแรงบิดเต็มกำลัง และระบบส่งกำลังของ Harley-Davidson ที่ติดตั้งจากโรงงาน ส่งพลังให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Breakout พร้อมที่จะสะกดทุกสายตาบนท้องถนน รุ่น Nightster® Special ในรูปแบบใหม่ รถมอเตอร์ไซค์น้ำหนักปานกลางโฉมใหม่ กับการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถมอเตอร์ไซค์ Nightster ด้วยความลงตัวด้านสไตล์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่เหนือชั้นขึ้น ขับเคลื่อนอย่างเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Revolution(R) Max 975T แบบ V Twin ที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว ถูกปรับแรงบิดให้มีจำนวนรอบต่ำ เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวรถ โดยน้ำหนักของเครื่องยนต์จะผนวกรวมกับแชสซีช่วงกลาง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ จากค่าย Harley-Davidson

BKX 250 S 2023 เน็กเก็ดดีไซน์เฉี่ยวจากค่ายสิงโต

BKX 250 S 2023 เน็กเก็ดดีไซน์เฉี่ยวจากค่ายสิงโต ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเจ้าแอดเวนเจอร์น้องเล็กจากค่ายสิงโตอิตาลี Benelli ในพิกัดเดียวกันไปก่อนแล้ว วันนี้เราขอนำเสนอโมเดลใหม่สไตล์เน็กเก็ดที่เปรียบเสมือนกับแฝดคนละฝากับสายลุยคันก่อนหน้านี้ ซึ่งคันใหม่นี้ก็คือเจ้า Benelli BKX 250 S 2023 ที่บอกได้เลยว่าคล้ายกันเหมือนแกะ เหมือนดั่งแฝดคนละฝาก็ไม่ผิดนัก สำหรับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ถูกออกแบบมาในแนวทางการดีไซน์แบบใหม่ของทางค่ายให้มีความโดดเด่นในแบบสมัยใหม่ ไปไหนมาไหนใครก็ต้องหันมามอง ดีไซน์ก็จะคล้ายกับฝาแฝดของมันที่เป็นรถแอดเวนเจอร์ ตัวรถจะมีความโดดเด่นที่ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ดีไซน์ไม่เหมือนใครยกเว้นแฝดของมัน และแน่นอนว่าไฟท้ายก็คล้ายกับฝาแฝดของมันคือเป็นไฟแบบ LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แหวกแนวมาก ๆ สำหรับขุมพลังแน่นอนว่าเป็นขุมพลังเดียวกันกับสายลุยที่เป็นแฝดของมัน กล่าวคือมันใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 250 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ไม่ต่างไปจากตัวลุยของค่ายที่อยู่ในพิกัดเดียวกันเลย ในส่วนของแชสซีเองก็เช่นเดียวกัน ตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ให้ความแข็งแรงขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัว มีความยืดหยุ่น ตัวระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าก็จะเป็นโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ซึ่งทำงานร่วมกันกับกระเดื่องและสวิงอาร์ม ไม่ต่างอะไรกับแฝดของมัน เว้นแต่เพียงว่ามีระยะยุบน้อยกว่า เพราะเจ้านี่เป็นรถขี่ถนน ต่อกันที่ระบบเบรกตัวรถก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล โดยด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบจับกับจานเบรกขนาด 280 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียวจับกับจานเบรกขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อนั้นต่างกันออกไปเพราะเป็นรถขี่ถนนใช้งานในเมือง ตัวล้อจึงเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งสองล้อ โดยมียางขนาด 110/70-ZR17 และ 150/60-ZR17 ตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง แบบเดียวกับฝาแฝดมีเป๊ะ ๆ สุดท้ายนี้สนนราคานั้นยังไม่มีการระบุ และแน่นอนว่าจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจทีเดียว ราคาหน้าจะโอเค น่าลุ้นน่าคบหาเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Super Meteor 650 2023

  Super Meteor 650 2023 ครูเซอร์ตัวใหม่จาก Royal Enfield หลังจากจบงาน EICMA และ Rider Mania ในประเทศอินเดียที่เพิ่งจัดไปเร็วๆ นี้ รอยัล เอ็นฟีลด์พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ Super Meteor 650 อย่างเป็นทางการในประเทศอินเดียและยุโรป ที่มากับรุ่นย่อย 2 รุ่น ได้แก่ Super Meteor 650 และ Super Meteor 650 Tourer ใน 7 โทนสี พร้อมประกาศเปิดตัวในเอเชียแปซิฟิกเร็ว ๆ นี้ ด้วยเอกลักษณ์ด้านการทรงตัวและการควบคุม ดีไซน์การออกแบบในราคาที่เข้าถึงได้ กับรถจักรยานยนต์ Super Meteor 650 2023  ที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นที่ศูนย์เทคโนโลยีแห่งสหราชอาณาจักรของแบรนด์ ร่วมกับ Harris Performance โดยเฟรมและสวิงอาร์มถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุม บังคับเลี้ยวได้ง่าย อีกทั้ง มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในช่วงความเร็วสูง ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในทุกครั้งที่ออกเดินทาง  โครงสร้างของตัวรถ ถูกสร้างขึ้นด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรูปโครงเหล็กแบบฟอร์จ, การหล่อแบบ Investment casting และการ Pressings & Extrusions ซึ่งเฟรมแบบใหม่นี้ มีการออกแบบให้มีจุดยึดฝาสูบใหม่ มาพร้อมกับโช้คแบบ USD (UpSide Down) มีช่วงชักที่ 120 ม.ม. และโช้คหลังแบบพิเศษพร้อม pre-load ได้ถึง 5 ระดับ กับระยะยุบตัวที่ 101 ม.ม. และเมื่อช่วงล่างทั้งหมด ถูกผสานด้วยเฟรมออกแบบมาพิเศษ ทำให้ Super Meteor 650 รุ่นนี้เหมาะกับการขับขี่ระยะทางไกลเลยทีเดียว  สำหรับรายละเอียดของเจ้าตัว Super Meteor 650 ในด้านเครื่องยนต์จะเป็นแบบสองสูบขนาด 648 ซีซี ที่มีพละกำลังขนาด 46.4 แรงม้าที่ 7,250 รอบ ให้แรงบิดสูงสุดที่ 52.3 นิวตันเมตรที่ 5,650 รอบ มีอัตราส่วนการอัด 9.5 : 1 พร้อมระบบคลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน รวมถึงการใช้เกียร์แบบ 6 สปีด ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด EFI และระบบสตาร์ทไฟฟ้า  ด้านมิติรถมีขนาด (กว้างxยาวxสูง) 890×2,260×1,155 ม.ม. มีความสูงพื้นเบาะ 740 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 ม.ม. และระยะฐานล้อ 1,500 ม.ม. โดยน้ำหนักหนักรถ (รวมของเหลว) อยู่ที่ 241 ก.ก. ซึ่งถือว่าไม่หนักมาก มากันที่ช่วงล่างของตัวรถ ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 320 ม.ม. คาลิเปอร์โอ้ตลูกสูบคู่ และเบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 300 ม.ม. คาลิเปอร์โอ้ตลูกสูบ พร้อมระบบ ABS แบบ Dual Channel กับล้อหน้าขนาด 100/90-19 (ล้อแม็ก) และล้อหลังขนาด 150/80-16 (ล้อแม็ก)  ต่อกันที่เทคโนโลยีของตัวรถ แผงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบอะนาล็อกเข้ากับการทำงานของจอ LCD ที่แสดงข้อมูลต่างๆ อาทิ รอบเครื่องยนต์, ไฟบอกเกียร์, มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง, นาฬิกา, และมาตรวัดระยะทาง จากนั้นจะมีอุปกรณ์นำทางแบบ TBT (Turn-By-Turn) หรือที่รู้จักในชื่อ Royal Enfield Tripper ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับ Google เชื่อมโยงกับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ผ่านบลูทูธ ช่องเสียบ USB แบบแยกส่วนอยู่ใต้แผงด้านซ้าย และจุดสนใจเพิ่มเติมครูเซอร์รุ่นนี้คือ ไฟหน้าแบบ LED ซึ่งเป็นครั้งแรกของรอยัล เอ็นฟีลด์ ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันสไตล์ย้อนยุค แต่ให้ประโยชน์ทั้งหมดจากเทคโนโลยี LED นอกจากนี้ Super Meteor 650 ถูกออกแบบให้การขี่และควบคุมรถทำได้ง่าย ผ่านการออกแบบตัวรถจักรยานยนต์ที่คำนึงถึงหลักสรีระศาสตร์ และให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ ทรงตัวได้นิ่งแม้มีลมแรงบนถนน อีกทั้งคล่องตัวสูงในทุกโค้ง เครื่องยนต์นิ่งและนุ่มนวล และพร้อมแรงบิดที่เหลือเฟือในทุกรอบเครื่องยนต์ และที่สำคัญคือ

Benelli BKX 250 2023

Benelli BKX 250 สายลุยพิกัดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง ไม่กี่ปีให้หลังมานี้หากคุณเป็นแฟน ๆ แอดเวนเจอร์ไบค์แล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่าดีไซน์ของแอดเวนเจอร์ไบค์เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีขนาดใหญ่เทอะทะดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา กลายเป็นรถที่มีเหลี่ยมสันดูเฉียบคมให้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้า Benelli BKX 250 2023 สายลุยพิกัดเริ่มต้นคันใหม่จากค่ายสิงโตยกขาข้างนึงค่ายนี้ก็เป็นแบบเดียวกันนี้นี่แหละครับ ในเรื่องของดีไซน์นั้นดูปราดเปรียวและเฉียบคมผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ในค่ายตัวเอง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ที่ดูดิบดุดัน ขณะเดียวกันก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่ดูล้ำสมัยไม่เหมือนใคร ส่วนไฟเลี้ยวนั้นอยู่ที่บริเวณการ์ดแฮนด์ ในส่วนของไฟท้ายก็มีดีไซน์แปลกตาออกแบบมาเหมือนเป็นไฟเลี้ยว แต่ทำหน้าที่เป็นไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกันหมดเลย ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังตัวรถจะใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 250 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ที่มีใช้อยู่ในโมเดลอื่นอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาใส่ในโมเดลนี้ก็เลยต้องออกแบบตัวแอร์บ็อกซ์เสียใหม่เพื่อให้เข้ากับตัวรถ โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้นุ่มนวล ด้านหน้ามีโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มพร้อมโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันแต่คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียวพร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและหลัง ต่อมาที่ขนาดล้อด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียม 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 100/90 และ 140/80 ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง สุดท้ายเรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ และยังมีการเผยอีกว่าในอนาคตจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายอีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ก็ถือได้ว่ามีดีไซน์ที่น่าสนใจดีเลยทีเดียวล่ะครับ สเปกเองก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยเลยล่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA GT125 2023 ใหม่ล่าสุดพร้อมรับประกัน 5 ปี

YAMAHA GT125 2023 New Generation of Torque…เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทย พร้อมอัพเลเวลประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจอีกระดับ ด้วย YAMAHA GT125 2023 สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล รถจักรยานยนต์ออโตเมติกหัวฉีดตัวจี๊ด ดีไซน์สปอร์ต สีสันใหม่ โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ออกตัวแรง คล่องตัว ขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ยามาฮ่า จีที125 ใหม่! ยังตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งความแรงและความประหยัด โดยผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการออกตัวที่แรงเร้าใจ ได้อัตราเร่งที่ดี แต่ให้ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์เผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถระบายความร้อนได้ดี ทำให้ทุกจังหวะการขับขี่เต็มไปด้วยความสนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp PARKING BRAKE สวิตช์ล็อกเบรกหลัง   นอกจากนี้ ยามาฮ่า จีที125 ใหม่! ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่างครบครัน พร้อมตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ! ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า FULL LED สปอร์ตบาดใจ พร้อมไฟหรี่และไฟเลี้ยวแบบบิวท์อิน ให้ความสว่างชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน, แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แจ้งบอกทุกฟังก์ชันการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน, กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM เปิดช่องกุญแจอัตโนมัติ และส่งสัญญาณบอกตำแหน่ง ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น, ล้อแม็ก หน้า-หลัง 14” สไตล์สปอร์ต แข็งแกร่ง ทนทาน ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง และ PARKING BRAKE สวิตช์ล็อกเบรกหลัง จอดสะดวกในที่ลาดชันให้ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สำหรับ “ยามาฮ่า จีที125 ใหม่!” มาพร้อมกับ สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล ด้วย 2 เฉดสีด้วยกันคือ สีเขียว-ดำ (Sport Turquoise) ให้ความเฟี้ยวฟ้าวเร้าใจในทุกมุมมอง และ สีเทา-ดำ (Sporty Grey) ที่ดูสุขุม ดุดัน ในทุกองศาการมอง โดยพร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 50,300 บาท และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยสามารถสัมผัสกับความเฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ ของ “ยามาฮ่า จีที125 ใหม่!” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ Website : www.yamaha-motor.co.th Facebook : Yamaha Society Thailand Instagram : @Yamaha Society Thailand Youtube : Yamaha Society Thailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kaeng Krachan Circuit

แก่งกระจานเซอร์กิต ข้อมูล สนามแข่ง สวยที่สุดในไทย! ถ้าจะให้พูดถึงสนามแข่ง ที่สวยงามแบบธรรมชาติของประเทศไทยเรา ก็คงจะหนีไม่พ้นสนามแข่งรถ แก่งกระจานเซอร์กิต (Kaeng Krachan Circuit) ที่มาพร้อมกับ Layout สนามแข่ง ที่สวยงาม ควบคู่กับความเร็ว ความตื่นเต้น และความเร้าใจ สนามนี้มีพื้นที่สีเขียวบริเวณสนามแข่ง และมีวิวทิวทัศน์ของภูเขาให้เราได้เห็นกันแบบจัดเต็ม ต้องบอกได้เลยว่าใครที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ และรักในความเร็ว ต้องลองมาเยือนที่นี่สักครั้ง รับรองว่าสวยจริง ๆ และเมื่อพูดถึงความสวยงามไปแล้ว เราจะพาทุกคนมาดูรายละเอียดของสนามว่าเป็นยังไงกันบ้าง สนามนี้สามารถปรับได้ 3 รูปแบบโดย รูปแบบที่ 1 มีความยาว 2.912 กม. รูปแบบที่ 2 มีความยาว 2.400 กม. และรูปแบบที่ 3  1.004 กม. แต่ล่ะรูปแบบจะขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนั้น ๆ จะแยกเป็นประเภทของกิจกรรมประเภทรถ ประเภทการแข่งขัน ตามความเหมาะสม โดยสนามแห่งนี้มีโค้งทั้งหมด 25 โค้ง มีจุดเด่นคือมีระดับความชัน จุดที่สูงที่สุดถึงจุดที่ต่ำที่สุดมีระดับถึง 18 เมตร เหตุนี้ทำให้สนามแห่งนี้มีความแตกต่างจากสนามอื่นค่อนข้างมากเลยทีเดียว แต่เชื่อเลยว่าคนจะที่มาลงสนามแห่งนี้จะได้ประสบณ์การใหม่ ๆ ได้ท้าทายทั้งความชันของสนาม ทั้งโค้ง 25 โค้ง และได้เพิ่มทักษะการเข้าโค้ง เหมาะมากสำหรับการรีดสมรรถนะของตัวรถและผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี ถ้าเกิดใครสนใจก็ลองไปเที่ยวชมกันได้   ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วอยากจะมาลองเปิดประสบการณ์ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต สามารถเดินทางมาที่ บ้านแม่คะเมย-หนองสแก หมู่ 5 ต.วังจันทร์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. ครึ่ง ระยะทางราวๆ 167 กม. หรือสามารกดลิ้งการนำเส้นทางได้ กดดูแผนที่เดินทาง – https://goo.gl/maps/esFMX9oc3bP9BsK6A ทั้งนี้ระยะเวลาในการเดินทางขึ้นอยู่กับเวลาออก และสภาพแวดล้อมของการจราจรบนท้องถนน ทางเราแนะนำให้เตรียมความพร้อมสำหรับนักแข่ง หรือบุคคลทั่วไป เพราะต้องใช้ระยะเวลาเดินทางพอสมควร แต่รับรองได้เลยว่าไม่มีผิดหวัง กับวิวความสวยงามและประสบการณ์การขับขี่ในสนามแบบประทับใจแน่นอน สุดท้ายนี้ในส่วนของราคาการเช่าสนาม (ราคาเหมา) วันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ 80,000 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 100,000 บาท (อัตเดต 2566) หรือต้องการ ข้อมูล แก่งกระจานเซอร์กิต เพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามการจองสนาม โทร 081-833-1777, 083-333-6666 mail: [email protected] ทั้งนี้ราคาสำหรับขี่ซ้อมทางสนามกำลังมีการพูดคุยเพื่ออัปเดตราคาใหม่ โปรดสอบถามทางสนามอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้า ดาการ์ แรลลี่

ฮอนด้า คว้าอันดับ 3 ดาการ์ แรลลี่ 2023 สเตจสุดท้าย พร้อมปิดรายการด้วยการคว้า 2 อันดับท็อป 5 ตารางสะสม ฮอนด้า ปิดการแข่งขันอย่างสวยงามในศึกดาการ์ แรลลี่ 2023  (Dakar Rally 2023) ด้วยการสร้างผลงานคว้าอันดับ 3 สเตจ 14 ซึ่งเป็นสเตจสุดท้ายของการแข่งขันรายการนี้ได้สำเร็จ พร้อมปิดฉากด้วยการจบ 2 อันดับบนท็อป 5 ตารางเวลาสะสม จากยอดทีม มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) และ Honda CRF450 Rally  การแข่งขันดาการ์ แรลลี่ 2023 (Dakar Rally 2023) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันแรลลี่รายการที่ใหญ่ที่สุด และโหดที่สุดในโลก ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 – 15 มกราคม 2566 ท่ามกลางทะเลทรายประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมระยะทางรวมทั้งสิ้นกว่า 8,500 กิโลเมตร ได้เดินทางมาถึงสเตจสุดท้ายในสเตจที่ 14  โดยในสเตจนี้ นักบิดอย่าง พาโบล ควินตานินญ่า จากยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) สร้างผลงานเบิดเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ด้วยรถแข่ง Honda CRF450 Rally คู่ใจ ในการแข่งขันด้วยระยะทางกว่า 417 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่เพื่อนร่วมทีมอย่าง เอเดียน ฟาน เบเวอเรน พร้อมรถตัวแข่ง Honda CRF450 Rally ตามมาด้วยการจบในอันดับที่ 8 ของสเตจนี้ ส่งผลให้หลังการแข่งขันรายการนี้ ยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) พร้อมสุดยอดตัวแข่งอย่าง Honda CRF450 Rally  สามารถจบท็อป 5 บนตารางอันดับเวลาสะสม จาก พาโบล ควินตานินญ่า และ เอเดียน ฟาน เบเวอเรน โดยทั้งสองสามารถปิดการแข่งขันได้อย่างสวยงาม ในอันดับที่ 4 และ 5 บนตารางเวลารวมตามลำดับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

สเปค Yamaha R15M ข้อมูล ราคา ที่จัดเต็มจากโรงงาน

สเปค Yamaha R15M / R15 น้องเล็กที่จัดเต็มมาจากโรงงานอย่างกับรถแข่ง   Yamaha R15/R15M 2022-2023 ตัวจี๊ดพันธุ์สปอร์ตจากค่ายยามาฮ่า ที่มากับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เสริมแน่นด้วยออฟชั่นเทคโนโลยีอย่างเต็มเปี่ยม ให้สนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ราคาแนะนำที่ 115,000 บาท รุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 135,000 บาท WGP 60th Anniversary 137,000 บาท   สเปค, สเป็ก ​ ระบบวาล์วแปรผัน VVA พร้อมสลิปเปอร์คลัตซ์ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ Mono Focus LED ทรงสปอร์ต ระบบแทรคชั่นคอนโทรล ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง หน้าปัดดิจิทัล LCD สไตล์ซุปเปอร์สปอร์ต จอแสดงผล Street และ Track Mode ระบบ ABS แบบ Dual Channel  แผงคอสไตล์เรซซิ่ง ระบบควิกชิฟเตอร์ เปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตซ์ แอพพลิเคชั่น Y-Connect เบาะลายคาร์บอน เพิ่มความสปอร์ต เร้าใจ ปุ่มสตาร์ท และดับเครื่องในปุ่มเดียว   Yamaha R15/R15M ราคา สเปค ข้อมูล 2022 – 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 1 สูบ VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี แรงม้า (เคลม) 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 58.0 X 58.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แบบเปียก ชนิดหลายแผ่น (สลิปเปอร์คลัตซ์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 100/80-17M/C 52P (ล้อแม็ก) ยางหลัง 140/70-17M/C 66S (ล้อแม็ก) ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก (โช้คหัวกลับ) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม (แขนยึดโช้คอัพหลัง) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก  เบรกหลัง ดิสก์เบรก  กว้าง X ยาว X สูง 725 x 1,990 x 1,135 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,325 ม.ม ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 170 ม.ม. ความสูงเบาะ 815 ม.ม. น้ำหนักรถ 137 ก.ก. (รุ่น Connected) 140 ก.ก. (รุ่น Connected-ABS) ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E10,E20 เทคโนโลยี ระบบวาล์วแปรผัน VVA ระบบแทรคชั่น คอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel (เฉพาะรุ่น ABS) ระบบควิกชิฟเตอร์ (เฉพาะรุ่น ABS) หน้าปัดดิจิทัล LCD แอพพลิเคชั่น

Honda Eco Mileage ปีที่ 25

ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 25 อีก 1 เวทีพิสูจน์ความสามารถคนไทย และก็สิ้นสุดกันไปแล้วกับ ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง หรือ การแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge ปีที่ 25 การแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศร่วมประชันไอเดียยานยนต์ประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อโลกแห่งอนาคต! กับโจทย์สุดท้าท้ายน้ำมัน 1 ลิตรไปได้ไกลแค่ไหน ล่าสุดบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินหน้าจุดพลังฝันเยาวชนไทย จัดการแข่งขัน “ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง” Honda Eco Mileage Challenge ครั้งที่ 25 ประจำปี 2566 เปิดสังเวียนแข่งระดับโลกให้เด็กอาชีวศีกษาและอุดมศึกษา ร่วมโชว์ฝีมือออกแบบและประดิษฐ์ยานยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากที่สุดเพื่อโลกอนาคต ภายใต้โจทย์ “ท้าทายพลังความคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมรักษ์โลก ท้าพิสูจน์น้ำมัน 1 ลิตร จะวิ่งได้ไกลแค่ไหน” ในวันที่ 11-12 มกราคม 2566 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยในครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมมากถึง  ทีมจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย นำทีมโดย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักแข่งไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ Moto2 ที่จะมาเปิดมุมมองชีวิตที่ต้องอดทนฝึกซ้อมอย่างหนักกว่าจะเป็นยอดนักบิดระดับโลกเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน พร้อมร่วมกิจกรรมทดลองขับขี่รถไฟฟ้า Honda BENLY e: นวัตกรรมใหม่แห่งยุคควบคู่ไปกับการสอดแทรกความรู้เรื่องการลดใช้พลังงาน ยังมีการโชว์ทักษะขับขี่ Stunt โดย “บอล ดอนตูม” สุหทัย แช่มทรัพย์ นักแข่งฮอนด้า แชมป์ ARRC รุ่น 1000 เรซสุดท้าย ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมรักษ์โลก ด้วยการอวดโฉมกระเป๋าไวนิลสุดสวยที่รีไซเคิลจากป้ายแบนเนอร์ใช้แล้ว พร้อมและสาธิตวิธีทำโดย Kennely Green Products กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุ่งเศรษฐี จ.ขอนแก่น ตลอดจนกิจกรรมเปลี่ยนขวดน้ำพลาสติกด้วยตู้รีไซเคิลอัตโนมัติ เพื่อสะสมคะแนนแลกรางวัลพิเศษอีกมากมาย ส่วนเรื่องของการแข่งขันในปีนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทรถประดิษฐ์ กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันออกแบบและประดิษฐ์รถขึ้นเอง และเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะของฮอนด้า 110i ที่มีระบบหัวฉีด PGM-Fi ที่ฮอนด้าให้การสนับสนุน โดยแบ่งผู้เข้าแข่งขันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา และระดับประชาชนทั่วไป ประเภทรถตลาด กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันใช้จักรยานยนต์ฮอนด้า 4 จังหวะ 4 รุ่น เท่านั้นคือWave110i, Dream110i, Super Cub110i และ Wave125i โดยปรับแต่งรถได้ตามกติกาที่กำหนด กติกาเบื้องต้นคือ ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละทีมจะประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน ร่วมกันพัฒนาเทคนิคและกลยุทธ์ที่จะทำให้รถวิ่งได้ไกลที่สุด ในสนามแข่งตามจำนวนรอบที่กำหนด ด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใต้การตรวจสอบและดูแลจากคณะกรรมการการแข่งขัน ทีมที่วิ่งด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ (ใช้น้ำมัน E20 ในทุกประเภทการแข่งขัน) สำหรับการแข่งขันรายการที่ว่านี้ เปรียบเสมือนเวทีอีกเวทีหนึ่งที่สามารถชี้วัดความรู้ความสามารถของเด็กไทย และคนไทย โดยใช้ความรู้ทางเทคนิค เครื่องยนต์กลไก หรือความรู้ทางวิศวกรรมด้านมาประยุกต์ใช้ ตลอดไปจนถึงจะต้องมีทักษะอื่น ๆ ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร ทีมเวิร์คหรือความสามัคคี ความอดทน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดไปจนถึงความซื่อสัตย์ ซึ่งหากจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็ยากที่จะคว้าชัยในการแข่งขันไปได้ ในการแข่งขันนั้นทุกคนต้องมีการสื่อสารที่ดีเพื่อถ่ายทอดหรือรับฟังปัญหาที่พบเจอ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขตัวรถและเครื่องยนต์ให้ลงตัวที่สุด ระหว่างนี้ก็อาจจะเจอกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ ทั้งเรื่องเครื่องยนต์หรือตัวรถเสียหาย หรือสภาพอากาศไม่เป็นใจ อย่างการแข่งขันครั้งนี้มีฝนเทลงมา ซึ่งก็ต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือแก้ไขกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องทีมเวิร์ค เพราะหากขาดทีมเวิร์คไปไม่มีทางที่จะออกมาดีได้แน่นอน เพราะแข่งขันกันเป็นทีม ต้องการความร่วมแรงร่วมใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตรถ เตรียมรถ เตรียมการแข่งขัน นอกจากนี้ตัวคนที่ผู้ขับขี่เองก็ต้องอดทนมาก ๆ การต้องฝืนขับขี่ในท่าทางที่ไม่ปกติเป็นเวลานานท่ามกลางอากาศร้อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่า การแข่งขันที่ทางฮอนด้าจัดให้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงจะเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว ยังช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้แต่ละทีมมีทักษะด้านอื่น ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องยนต์กลไกหรือวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายนี้ก็ขอแสดงความยินดีให้กับทางผู้ชนะการแข่งขัน ทุกทีมด้วยครับ โดยผู้ชนะแต่ละทีมมีดังนี้ ประเภทรถประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมศรีวิชัย วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สามารถทำค่าสถิติประหยัดน้ำมันได้สูงสุด 1,032.039 กม./ลิตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 30.240 กม./ชม. ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมตาปี วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี และรองชนะเลิศอันดับ 2

VMX08

VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักไม่ถึง 50 โล ลองคิดดูว่าถ้ามีมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโรน้ำหนักเบาไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้เราขี่มันจะดีขขนาดไหน ผมเชื่อว่าคำถามนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโรน่าจะพอรู้คำตอบดีอยู่ และนี่คือเจ้า Velimotor VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักเพียง 47.5 กิโลกรัม ด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนมากมายตลอดทั้งคัน และทีเด็ดคือยังสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 100 กม./ชม.อีกด้วย สำหรับแบรนด์นี้นั้นเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วอย่างเช่นเจ้า Light Bee จาก Sur-Ron ซึ่งก็มาจากประเทศจีนด้วยเช่นกัน จุดเด่นของคันนี้คือโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา โดยแชสซีส่วนใหญ่ของรถนั้นทำมาจากคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเฟรม สวิงอาร์ม แฟริ่งต่าง ๆ กระทั่งแฮนด์บาร์เองก็ กก.เท่านั้น หากเทียบกับจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าอาจจะดูหนักกว่ากันมาก แต่ถ้าหากเทียบกับมอเตอร์ไซค์ล่ะก็มันเบากว่ามากเลยล่ะครับ ในความเป็นจริงแล้ว เราควรจะเรียกเจ้า VMX08 ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก เนื่องด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของมันมีกำลังสูงสุดที่ 6 กิโลวัตต์คิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 8 แรงม้าเท่านั้นเอง แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม.เลยทีเดียว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมกับระบบแม่เหล็กถาวรที่ใช้แรงดันไฟขนาด 72 โวลต์ ติดตั้งอยู่ใต้สวิงอาร์มคาร์บอน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและใกล้กับจุดหมุนของสวิงอาร์ม โดยเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนเป็นโซ่   ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นจะเป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาดความจุ 45 แอมป์แปร์-ชั่วโมง ใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 110 กม. เมื่อขับขี่ไม่เกิน 45 กม./ชม. อย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้มีการระบุเรื่องของระยะเวลาการชาร์จ ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทง ค์ทำงานร่วมกับกับกระเดื่อง ระบบเบรกนั้นเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้วรัดด้วยยางพร้อมลุย เกือบจะคล้ายกับจักรยานเสือภูเขาอยู่แล้ว และสุดท้ายส่วนอื่น ๆ ที่ยังไม่พูดถึงก็จะมีเรื่องที่ตัวรถใช้หน้าจอ LCD ขนาดกะทัดรัด มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟท้ายและที่ยึดป้ายทะเบียนนั้นยึดอยู่ที่สวิงอาร์ม และสุดท้ายสนนราคาอยู่ที่ราว ๆ 105,000 บาท (คำนวณจากเงินดอลลาร์) ราคานี้ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรถไฟฟ้าพร้อมลุยที่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนัก เวลาล้มก็ยกขึ้นมาขี่ต่อได้อย่างไม่ยากเย็น แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

1290 SUPER ADVENTURE S 2023

1290 SUPER ADVENTURE S 2023 ตัวสุดสายเที่ยวค่ายสีส้ม หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักและได้ยินชื่อเรือธงสายเดินทางของค่ายสีส้ม KTM กันมาแล้ว และนี่คือโมเดลใหม่ล่าสุดสายเดินทางซึ่งก็คือเจ้า 1290 Super Adventure S 2023 คันนี้นี่เอง ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่ามันจะปลดล็อกขีดจำกัดเดิม ๆ ออกไป พร้อมให้คุณออกไปผจญภัยสมกับชื่อของมัน ส่วนแรกเลยที่จะพูดถึงก็คือลวดลายสีสันใหม่ 2 เฉดของมันที่ทำได้สะดุดตาดี โดยเฉพาะเฉดสีส้มประจำค่ายที่ลากจากแฟริ่งต่อไปยังซับเฟรมอลูมิเนียม ตัดกับล้อสีดำเป็นอย่างดี ส่วนอีกเฉดสีก็จะเป็นสีขาวจากแฟริ่งลากยาวไปยังซับเฟรมเช่นกัน ตัดแต้มด้วยสีเทาดูเรียบหรูไปอีกแบบ อีกอย่างมีการออกแบบแฟริ่งมาโดยเน้นไปที่ความคล่องตัว ขับขี่ได้มั่นใจ ป้องกันลมปะทะได้ดี ทั้งยังเป็นส่วนนึงของถังน้ำมันแบบ 3 ชิ้นรวมความจุได้มากถึง 23 ลิตร เหมาะกับการเดินทางไกลอย่างยิ่ง เพื่อให้เป็นตัวจริงเรื่องการเดินทาง ทางค่ายได้ปรับให้การใช้งานระบบนำทางนั้นทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ตัวรถมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว มีการแสดงผลแบบอินโฟกราฟิกเข้าใจได้ง่าย และยังมีเมนูระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ ระบบกันสะเทือน ระบบเบรก ABS และระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลได้อย่างไม่ยากเย็น โดยสามารถควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องของขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง LC8 ที่เป็นเครื่องวีทวิน หรือสองสูบวี ที่มีกำลังแรงม้า 160 แรงม้าและแรงบิด 138 นิวตันเมตรที่เรียกได้ว่ามากพอที่จะให้คุณเดินทางท่องเที่ยวทั้งใกล้ไหลได้สบาย ๆ ทั้งยังปรับปรุงเฟรมใหม่ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 10 กก.เท่านั้น พร้อมกันนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือการขับขี่มากมาย เช่น ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ระบบปรับความสูงตัวรถ โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS ระบบตรวจวัดลมยาง เป็นต้น นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ของรถก็ยังเป็นของที่เหมาะสมกับรถสองล้อสายเดินทางระดับพรีเมียม เช่น ไฟ LED เต็มระบบ บังลมหน้าปรับปรุงใหม่ เบาะนั่งแบบหลายส่วน ขาตั้งข้างอลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง งานนี้ใครเป็นสายทัวริ่ง สายเดินทางไม่เน้นทางฝุ่น คันนี้น่าจะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี แต่ก็คงต้องลุ้นเอาว่า KTM ในบ้านเราจะนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1290 SUPER ADVENTURE R 2023

1290 SUPER ADVENTURE R 2023 ตัวดุสายลุยจากค่ายส้ม KTM เคยสร้างคำนิยามใหม่ให้กับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เบิ้มมาแล้วเมื่อปี 2021 ด้วยการผสมผสานของเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง กับตัวรถที่มีน้ำหนักเบาและคล่องตัว มาครั้งนี้ทางค่ายกลับมาอีกครั้งด้วยความสดใหม่ของเจ้า 1290 SUPER ADVENTURE R 2023 ที่มีดีไซน์และสีสันสุดสปอร์ตพร้อมการปรับปรุงในอีกหลายจุด ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์ LC8 ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวีขนาด 1301 ซีซี ที่ให้แรงม้ามากถึง 160 แรงม้า กับแรงบิด 138 นิวตันเมตร เพียงพอที่จะให้คุณบุกตะลุยไต่เขาไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่น้ำหนักเบาลง 1.6 กก. ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันแบบ 3 ชิ้น จุรวมถึง 23 ลิตร ยังออกแบบให้มีการระบายความร้อนให้ดีขึ้นรวมถึงออกห่างจากตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ที่สำคัญคือมีระยะเซอร์วิสนานถึง 15,000 กม.กันเลยทีเดียว ช่วงล่างของรถยังคงจัดเต็ม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ WP XPLOR ขนาด 48 ม.ม. แบบแยกการทำงานซ้ายขวา สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมระยะยุบมากถึง 220 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว WP XPLOR PDS ที่สามารถปรับเซ็ตได้เช่นกัน ในส่วนของล้อก็จะใช้ล้อซี่ลวดของ Alpina ที่ปรับปรุงมาใหม่ให้รองรับกับยางแบบไม่ต้องใช้ยางในได้ดีมากยิ่งขึ้น มาที่เรื่องของความสามารถในการลุยของตัวดุสายลุยคันนี้กันต่อ ตอนนี้สามารถลุยได้ทุกสภาพผิวพร้อมความปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเซ็นเซอร์มุมเอียง Bosch 6D ที่ช่วยให้รถรับรู้ว่ากำลังอยู่ในสถานะใด ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมเสถียรภาพ โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS และระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ   ยังมีอีกหลายจุดที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชิลด์หน้าและแฮนด์บาร์ปรับระดับได้ แฟริ่งน้ำหนักเบาลง ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ขับขี่ได้สบายมากยิ่งขึ้น ตัวสวิตช์ควบคุมมีการปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่าย ร่วมกับอินโฟกราฟิกที่แสดงผลผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วก็ปรับปรุงให้เข้าใจและใช้งานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีระบบกุญแจคีย์เลสและระบบตรวจวัดลมยางเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ในส่วนของระบบนำทางเองก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่นกัน โดยฟังก์ชัน Turn-by-Turn+ ได้รับการปรับปรุงให้สามารถตั้งจุดเวย์พอยต์หรือจุดเช็ตอินและเปลี่ยนเส้นทางผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์และหน้าจอได้เลย ไม่ต้องจอดรถควานหามือถืออีกต่อไป ทั้งยังปรับปรุงการทำงานของการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนให้สามารถรับสายเรียกเข้าและบันทึกหมายเลขโปรด 10 หมายเลขเพื่อโทรออกได้สะดวกอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการปรับปรุงให้เป็นรถพร้อมลุยที่ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นและใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์การใช้งานของสายลุยฮาร์ดคอร์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ ส่วนจะนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราหรือไม่นั้นต้องลุ้นเอาครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 100 Years

R18 100 Years โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี BMW และนี่คือครูเซอร์ใหญ่ยักษ์ที่สุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R18 100 Years ที่เป็นโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปีมอเตอร์ไซค์ BMW ซึ่งคันแรกของทางค่ายก็คือเจ้า R 32 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1923 โดยมี Max Friz หัวหน้าดีไซเนอร์ได้ทำการออกแบบมอเตอร์ไซค์ BMW แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้หัวใจหลักหรือเครื่องยนต์เป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะ สำหรับเจ้าเบิ้มคันโตคันนี้ก็จะมาในลักษณะเดียวกันกับ R nineT 100 Years ที่เป็นโมเดลพิเศษเช่นกัน โดยหลัก ๆ ก็จะมีขุมพลังเดิม แต่ไปเพิ่มรายละเอียดเรื่องดีไซน์ภายนอกเป็นหลัก ดังนั้นมันจึงมีขุมพลังบิ๊กบอกเซอร์ 2 สูบพิกัด 1800 ซีซี ที่ให้กำลังแรง 91 แรงม้า โดยได้แรงบันดาลใจการออกแบบโมเดลนี้มาจาก R5 ที่เป็นโมเดลดั้งเดิมดิบ ๆ ไร้เทคโนโลยีอะไรมากมายเหมือนดั่งปัจจุบัน ตัวรถโดดเด่นด้วยงานเพนท์สีดำและชิ้นส่วนโครเมียมมันวาว พร้อมลวดลายกราฟิกเดินเส้นคู่สีขาว พร้อมกับแบดจ์โลโก้ 100 ปีพิเศษเฉพาะโมเดลพิเศษนี้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีของแต่งจากไลน์ Option 719 อย่างเบาะหนังสีทูโทนเย็บจีบข้าวหลามตัด ซึ่งจะเป็นสีดำและแดงเลือดวัว โดยชิ้นส่วนสีดำนั้นจะมีในหลายจุดเช่นกัน คือในส่วนเครื่องยนต์ ตัวเฮาซิ่งระบบส่งกำลัง และตัวเพลาขับ ขณะที่ชิ้นส่วนที่เป็นโครเมียมก็กระจายไปในหลาย ๆ จุด มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนในการประกอบแฮนด์บาร์ แคลมป์แฮนด์บาร์ ตุ้มปลายแฮนด์ กระจก ปั๊มบน คาลิเปอร์เบรก ฝาเครื่อง ฝาสูบ คันเกียร์ คันเบรก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลายท่อไอเสียโครเมียมจาก Akrapovic ที่ช่องไอเสียมีโลโก้ BMW อยู่อีกด้วย ส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบเกียร์ถอย ระบบบครูซคอนโทรล และอุ่นมือ สุดท้ายโมเดลนี้ก็จะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดที่ 1923 คัน เป็นตัวเลขเดียวกันกับปีที่มอเตอร์ไซค์คันแรกจาก BMW ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกนั่นเอง งานนี้ใครเป็นสายคลาสสิก สายคัสตอม สายครูเซอร์ที่ชื่นชอบ BMW อาจจะต้องเก็บเงินรอจัดโมเดลพิเศษนี้แล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R nineT 100 Years ฉลองครบรอบ 100 ปี BMW

R nineT 100 Years ฉลองครบรอบ 100 ปี BMW ที่มิวนิค เดือนธันวาคมปี 1922 Max Friz หัวหน้าดีไซเนอร์ได้ทำการออกแบบมอเตอร์ไซค์ BMW แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้หัวใจหลักหรือเครื่องยนต์เป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะ และต่อมาในปี 1923 R 32 มอเตอร์ไซค์คันแรกจาก BMW ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และตอนนี้ก็ครบรอบ 100 ปีแล้วทางค่ายจึงได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษ 2 โมเดล ได้แก่ R nineT 100 Years และ R18 100 Years เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปีของทางค่าย โดยในบทความนี้จะพูดถึงเจ้า R nineT เสียก่อน สำหรับคลาสสิกโรดสเตอร์โมเดลนี้จะมีขุมพลังบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 109 แรงม้าเช่นเดิม หลัก ๆ ที่เปลี่ยนไปคือรายละเอียดดีเทลเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก ซึ่งตัวรถจะโดดเด่นด้วยงานทำสีพิเศษผสมผสานเข้ากับชิ้นส่วนทำสีโครเมียม ซึ่งจะเป็นการผสมกันระหว่างทองแดง นิกเกิลและทำสีโครเมียม ทำให้มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนง่าย แถมยังมันวาวสะดุดตาดีอีกด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่นิยมมากในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ตัวถังน้ำมันจะเป็นสีดำสลับกับโครเมียมและเดินเส้นคู่สีขาว เติมเต็มด้วยแผ่นรองเข่าและเพลต 100 ปีการันตีโมเดลพิเศษ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนโครเมียมบริเวณโหนกเบาะอีกด้วย ส่วนบังโคลนหน้าเองก็ทำสีดำและเดินลายเส้นคู่สีขาวด้วยเช่นกัน ขณะที่ตัวเบาะนั่งเป็นเบาะหนังสีทูโทน ดำและแดงเลือดวัวให้ภาพลักษณ์ที่ดูดีลงตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังเค็มไปด้วยชิ้นส่วนสีดำอีกหลายแห่ง เช่น กระบอกโช้ค แอร์อินเทค เป็นต้น อีกทั้งยังมีของแต่งจากไลน์ Option 719 มาเสริมเพิ่มความงามอีกหลายชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดแบบคลาสสิกที่อโนไดซ์สีดำที่ขอบล้อมมา ชิ้นส่วน CNC ต่าง ๆ อาทิ ฝาสูบ ครอบเครื่อง ฝาปิดช่องเติมน้ำมันเครื่อง พักเท้า การ์ดกันรอยถัง กระจกปลายแฮนด์ เป็นต้น ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมีการเพิ่มระบบไฟส่องสว่างในโค้ง อุ่นมือ ครูซคอนโทรล และโหมดการขับขี่แบบโปร ให้มาด้วยเลยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม สุดท้ายนี้โมเดลพิเศษดังกล่าวนี้จะมีจำหน่ายเพียง 1923 คัน ตรงกับปีแรกที่มอเตอร์ไซค์จากค่ายใบพัดสีฟ้านั้นเปิดตัวขึ้นมาจำหน่ายนั่นเอง งานนี้ใครเป็นบีมเมอร์ที่ชื่นชอบเครื่องบ็อกเซอร์แล้วล่ะก็ ควรจะต้องพิจารณาโมเดลพิเศษนี้ให้ดีเลยล่ะครับ ถือว่าเป็นโมเดลที่พิเศษมากจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND

BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND พา R18 ออกท้าลมหนาว สำหรับกิจกรรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์การหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หนีออกจากเมืองหลวง หนีความวุ่นวาย ไปพักผ่อนหย่อนใจ ในที่ที่มีความสุข ความสบายตามวิถีไบค์เกอร์ โดยในครั้งนี้เราหลีกหนีความวุ่นวายไปพร้อมกับ BMW R18 ที่ทาง BMW Motorrad จัดเตรียมไว้ให้แบบครบทุกอิดิชั่น ในช่วงเวลาท้าลมหนาวกันบนเส้นทางพิษณุโลก – ภูเรือ จ.เลย – หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์กัน สำหรับการเดินทางเรามาเริ่มต้นที่ BMW Motorrad Nithiboon ตัวแทนจำหน่ายที่ จ.พิษณุโลก พร้อมกับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จัดเตรียมรถพร้อมออกทริป โดยครั้งนี้มากับฝูง BMW R18 แบบครบทุกอิดิชั่น ทั้ง R18, R18 First Edition, R18 Bagger และ R18 Transcontinental จัดเต็มจริง สำหรับทริปนี้จะได้รับการดูแลจากทีม Enduro Park Thailand มืออาชีพระดับนี้ ขี่กันไม่ต้องกลัวหลง หรือกังวลอะไรเลย เราเริ่มเดินทางออกจาก โชว์รูม Nithiboon มุ่งหน้าไปที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เส้นทางท้าลมหนาว มุ่งหน้าไปวัดศรีโพธิ์ชัย ชมวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณีแห่ต้นดอกไม้จากเด็ก ๆ ชาวบ้านในท้องถิ่น โดยประเพณีแห่นี้มีมาตั้งแต่ก่อสร้างวัดจนถึงปัจจุบันก็นับได้กว่า 400 ปีแล้ว พร้อมกันนี้ยังมีการต้อนรับด้วยการผูกผ้าขาวม้า และมอบของดีระดับตำบลอย่างถั่วแม็คคาเดเมียให้เป็นของที่ระลึก แลดูอบอุ่น น่ารัก เป็นกันเองเป็นอย่างมาก   จากนั้นเราเดินทางกันต่อก่อนที่ฟ้าจะมืด พร้อมกับสลับรถมาขับ BMW R18 Transcontinental พี่ใหญ่สุดในอิดิชั่นพร้อมลำโพงมาร์แชลเต็มระบบ ขี่เพลิน ๆ ชิลล์ ๆ เดินทางไปยังอ.ภูเรือ จ.เลย อากาศช่วงนี้เริ่มหนาว อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง ได้บรรยากาศเหมาะกับไบค์เกอร์สุด ๆ สำหรับตัวรถต้องบอกเลยว่าอิดิชั่นนี้ ขี่ดีมาก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสบายถูกใจสายเดินทางแน่นอน แล้วเราก็ถึงภูเรือ คีรี รีสอร์ท นอนพักผ่อนหย่อนใจกับอากาศที่แสนเย็นสบาย 13 องศา เช้าวันรุ่งขึ้น นอนเต็มอิ่ม พักเต็มที่ พร้อมเดินทางกันต่อกับเส้นทางภูเรือ – หล่มเก่า – หล่มสัก Route12 เพชรบูรณ์ – พิษณุโลก เป็นระยะทางอีกสองร้อยกว่ากิโลเมตร ที่พร้อมจะพาเจ้า R18 กับเครื่องยนต์ Big Boxer ไปโหนโค้งให้เพลิดเพลินตลอดเส้นทาง และแน่นอนเส้นทางที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้คือ Route12 เส้นทางยอดฮิต ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่จะพาให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นไปตลอดทั้งเส้นทาง ถือว่าสายไบค์เกอร์ไม่ควรพลาดเส้นนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ จบการเดินทาง 2 วัน 1 คืน กับกิจกรรม BMW THE GREAT GETAWAY  หลีกหนีความวุ่นวาย ออกไปพักผ่อนกับสุดยอดครูเซอร์สุดเท่ประจำค่าย ถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดียอดเยี่ยมไปในทุก ๆ ด้าน ทั้งสถานที่ที่ยอดเยี่ยม รถที่ขับขี่อย่าง R18 เองก็เยี่ยมยอด กระทั่งเพื่อนร่วมทริปเองก็ดีเยี่ยม และแน่นอนกับบรรยากาศสุดประทับใจตลอดเส้นทางก็จัดว่าสุดยอด ถือเป็นเรื่องราวที่ดีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่วนทริปต่อไป เราจะหลบหนีที่ไหนติดตามกันได้เลยครับ…!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ฉลองแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK

Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ฉลองแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK Ducati ทำการเฉลิมฉลองพิเศษเนื่องในโอกาสที่ได้รับแชมป์โลกจากทั้งฝั่ง MotoGP และ WorldSBK ด้วยการสร้าง Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Desmosedici GP รถแข่งของ Francesco Bagnaia ในศึก MotoGP และ Panigale V4 R ที่เป็นรถแข่งของ Álvaro Bautista ในศึก WorldSBK และไปเผยโฉมในงานอีเวนท์ที่เปิดให้แฟน ๆ ดูคาติได้มาฉลองชัยร่วมกัน ปี 2022 นั้นถือว่าเป็นที่สุดยอดมาก ๆ สำหรับทางดูคาติ ค่ายรถจากเมืองโบโลญญาค่ายนี้ได้กลายเป็นแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK ในฤดูกาลเดียวกันเป็นครั้งแรก ความสำเร็จที่เหมือนฝันไปครั้งนี้เป็นผลงานของการทุ่มเทจากทางเหล่าทีมวิศวกร ทีมงานและนักแข่งอย่างแท้จริง และทำให้ทางค่ายอยากจะทำอะไรที่พิเศษ ๆ ขึ้นไปอีก ทั้ง 2 โมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจาก V4 S และทำลวดลายกราฟิกตามแบบรถแข่งของ Pecco Bagnaia #63 และ Álvaro Bautista #19 และแต่ละคันจะมีลายเซ็นของนักแข่งอยู่บนถังน้ำมันโดยมีการเคลือบใสป้องกันลบเลือนเอาไว้ด้วย อีกทั้งแต่ละคันจะมีผลิตเพียง 260 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำมาจากปี 1926 ซึ่งเป็นปีที่ดูคาติก่อตั้ง รายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถก็เช่น ตัวรถจะมาพร้อมเบาะนั่งตอนเดียวเท่านั้น บริเวณแผงคอบนทำจากอลูมิเนียม CNC ก็จะมียิงเลเซอร์รุ่นรถและตัวเลขนัมเบอร์ของรถแต่ละคันเอาไว้ ยังมีอุปกรณ์เสริมสมรรถนะอย่างคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK ปลายท่อ Akrapovič แบบใช้งานบนท้องถนนทั่วไปได้ (เบากว่าท่อเดิม 2 กิโลกรัม) ระบบเบรก Brembo คาลิเปอร์เบรก Stylema R ปั๊มบน MCS ปรับรีโมทได้ พักเท้าอลูมิเนียม CNC ของ Rizoma และชิลด์หน้าแบบเรซซิ่งจากวัสดุเพล็กซี่กลาส  เป็นต้น ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การ์ดกันความร้อนของท่อ ครอบจานจ่าย บังโคลนหน้าและหลัง ไปจนถึงท่อดักลมเบรก และปิดท้ายด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบปัดเงา รถแต่ละคันจะส่งมอบมาในแพ็กเก็จพิเศษพร้อมใบรับรองของแท้ ผ้าคลุมพิเศษ รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูล Data Analyser+ การขับขี่ และสำหรับคนที่ต้องการจะรีดสมรรถนะของรถให้มากยิ่งขึ้นก็สามารถติดตั้งของตกแต่งเพิ่มเติมได้อีก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก