SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
KTM 890 ADVENTURE R 2023

KTM 890 ADVENTURE R 2023 ดีขึ้นทั้งทางฝุ่นทางเรียบ เรียกว่าเป็นเซ็กต์เมนต์ที่ดุเดือดกันเลยทีเดียวสำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางค่อนไปทางบิ๊ก ๆ แน่นอนว่าค่ายสีส้มที่ก็ถือว่ามีชื่อชั้นในสายทางฝุ่นเองก็ไม่ยอมที่จะแพ้แบรนด์อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งในพิกัดใกล้เคียงกัน ทางค่ายจึงได้หันมาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ KTM 890 ADVENTURE R ให้ลุยไปได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความดีงามเวลาขับขี่ในทางเรียบไป สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเลือกใช้เซ็ตอัปแบบเดียวกับ 450 Rally ของทางค่าย โดยใช้ระบบกันสะเทือน WP แบบปรับแต่งได้เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็น WP XPLOR และด้านหลังจะเป็น WP XPLOR DPS ซึ่งปรับจูนมาใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น และช่วยลดอาการเมื่อยล้าเวลาต้องขับขี่ในทางไกล นอกจากนี้จะยังนำดีไซน์ของเจ้าแรลลี่มาปรับใช้กับตัวใหม่นี้ด้วย โดยจะมีแฟริ่ง ถังน้ำมัน และแฟริ่งด้านหน้าใหม่ ซึ่งดีขึ้นทั้งในด้านของแอโรไดนามิกส์และเออโกโนมิกส์ อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าใหม่ที่ต่ำลง บังโคลนหน้าแบบสูง การ์ดเครื่องยนต์ที่เหมาะกับเส้นทางลำบากที่ต้องใช้ทักษะมาก ๆ เพิ่มความสบายเวลาขับขี่ด้วยเบานั่งแบบชิ้นเดียวที่ปรับสีมาใหม่ แต่ก็ยังช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ตัวรถยังมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง เพิ่มฟังก์ชันโทรออกที่อนุญาตให้โทรออกผ่านเบอร์โทรโปรดที่สามารถตั้งค่าไว้ได้มากถึง 10 เบอร์ หรือจะเลือกโทรหาคนที่โทรหาเรา 10 เบอร์ล่าสุดก็ทำได้เช่นกัน ทางค่ายยังได้ปรับปรุงตัวรถเพื่อรีดเค้นสมรรนถะของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวรถให้ดียิ่งขึ้น โดยมีระบบควบคุมเบรก ABS ที่ใช้ประมวลผลจากข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์แบบ 6D ซึ่งส่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่ารถอยู่ในลักษณะหรืออาการใด เพื่อที่จะได้คำนวณแรงเบรกได้เหมาะกับสถานการณ์ และยังปรับให้ระบบเบรกทำงานในโหมด OFFROAD ABS ทันทีเมื่อปรับโหมดขับขี่เป็นแบบ OFFROAD โดยไม่ต้องมาปรับแต่งโหมด ABS เพิ่มเติม สรุปไฮไลท์ใน KTM 890 ADVENTURE R 2023 โมเดลใหม่นี้ // ปรับปรุงแฟริ่งส่วนต่าง ๆ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก โมเดล 450 RALLY // ปรับชิลด์บังลมหน้าใหม่ให้อากาศผ่านได้ดีขึ้น // ปรับปรุงระบบกันสะเทือนใหม่ช่วยลดการเมื่อยล้าสะสมเวลาเดินทางไกล // หน้าจอแสดงผลสี 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน USB-C // ปรับปรุงระบบเบรก ABS ทั้งระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ // ระบบเบรก OFFROAD ABS ทำงานพร้อมกับโหมด OFFROAD MODE มี RALLY MODE เป็นอ็อปชันเสริม // ยางใหม่ที่เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ดมากขึ้น // ปรับปรุงระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง // มีโหมด Demo ให้ลองใช้งานก่อนตัดสินใจเลือกใช้รถแพ็กเกจไหน // มีสวิตช์ไฟฉุกเฉินที่แฮนด์บาร์ // ไฟเลี้ยว LED (โมเดล US) // การ์ดเครื่องใหม่ ส่วนบ้านเรานั้นจะจำหน่ายเมื่อไหร่นั้น ติดตามกันได้ครับ อาจจะต้องรอลุ้นกันเยอะหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NGK จับมือ Mitsuboshi จำหน่ายสายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น

NGK จับมือ Mitsuboshi จำหน่ายสายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น เปิดตัวการร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ NGK x MITSUBOSHI อันเป็นการร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ไปสู่อนาคต ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกทุกวันนี้ โดยทาง บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด (SIAM NGK SPARK PLUG Co., Ltd) แบรนด์หัวเทียนอันดับ 1 ของโลก นำทีมโดยผู้บริหารมืออาชีพ ร่วมกับ บริษัท มิตซูโบชิ เบลท์ติ้ง จำกัด (MITSUBOSHI BELTING LIMITED) ผู้นำผลิตภัณฑ์สายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของทั้ง 2 ผู้บริหาร มิสเตอร์โยชิโระ มิอุระ ประธานบริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด และ มิสเตอร์ไทสุเกะ คิมูระ ประธานบริษัท สตาร์ส เทคโนโลยี อินดัสเตรียล จํากัด (บริษัทลูกในกลุ่มบริษัท มิตซูโบชิ เบลท์ติ้ง จํากัด) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่สามารถ เติบโตร่วมกัน ภายใต้ความตั้งใจที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์สายพานคุณภาพสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำให้เป็นที่รู้จักในตลาด ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข็มแข็ง “เพื่อส่งมอบสายพานคุณภาพสูง ส่งต่อประสบการณ์ และเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติก” โดยจะมีการวางจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายหัวเทียน NGK ทั่วประเทศ   ทั้งนี้ทาง บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแค่ในปี 2565 เท่านั้น แต่เป็นแผนการร่วมขยายธุรกิจจะยังดำเนินต่อไปในทุกๆปี ต่อจากนี้เป็นต้นไป #ngksparkplugs #siamngksparkplug #ngk #หัวเทียนNGK #อิริเดียม #เลเซอร์อิริเดียม #จีพาวเวอร์ #หัวเทียนเข็มเอ็นจีเค #หัวเทียน #หัวเทียนอิริเดียมIX #สายพานรถออโต #สายพานมิตซูโบชิ #mitsuboshi #มอเตอร์ไซค์ออโตเมติก ติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมจากทางเราเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA siamngk : https://lin.ee/iK1Knm6 แฟนเพจ : https://www.facebook.com/ngksparkplugthailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมดันสถานีสลับแบตฯ ทั่วไทยในปี 2023 เปิดตัว SLEEK EV แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ พร้อม เผยนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและกระบวนทัศน์การเดินทางของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้มีการนําเสนอข้อมูลรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า SLEEK ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ SLEEK TYPE-V, TYPE-V GT, TYPE-S และ SLEEK ONE ที่ได้มีการเปิดให้จองล่วงหน้าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดเผยอีก 3 รุ่น ในปี 2023 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ นาย กันตินันท์ ตันวีนุกูล CO-Founder & Group CEO กล่าวว่า วันนี้ SLEEK พร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเดินทางและวิถีชีวิตของผู้คนใหญ่ดียิ่งขึ้น ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้จริง พร้อมศูนย์ให้บริการอย่างครบวงจร การเข้าถึงบริการไฟแนนซ์ และสถานีสลับแบตเตอรี่ โดยยึดมั่นเป้าหมายหลักที่จะสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยคํานึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คน ปัจจุบัน SLEEK EV ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใน Segment Home Scooter อย่าง TYPE-S และ SLEEK ONE ที่เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เหมาะสําหรับการใช้งานในเมือง และ Segment Urban Scooter ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อย่าง TYPE-V Series ที่ได้แบ่งเป็น TYPE-V และ TYPE-V GT โดย TYPE-V มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ถึง 3000 วัตต์ สามารถจุแบตเตอรี่ Lithium NMC ขนาดความจุ 60V 70Ah ทําความเร็วได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน TYPE-V GT ก็ถูกออกแบบมาเอาใจนักเดินทาง ด้วยระบบ Mid-Drive Motor 4000 วัตต์ พร้อมจอแสดงผลแบบ Full Digital Display ที่รวบรวมข้อมูลสําคัญของการเดินทางไว้บนหน้าจอเดียว ในราคา TYPE-V 129,000 บาท และราคา TYPE-V GT 149,000 บาท ภายในงาน SLEEK EV ยังได้เผยโฉม S Pods, S Pods Home ที่เป็นสถานีสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยคาดการณ์ว่าจะกระจายติดตั้ง 225 จุด และเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2023 ซึ่งจะมีการติดตั้ง S Pods ไว้ทุก ๆ 7-9 กิโลเมตร โดย S Pods จะสามารถเข้าถึงได้ในทุกไลฟ์สไตล์ ไม่เพียงแต่ปั๊มนํ้ามันเท่านั้น แต่จะกระจายไปตามห้างสรรพสินค้า  ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบฟังก์ชันการใช้งานรถ ค้นหา ศูนย์บริการ และสถานี S Pods ในโอกาสนี้ SLEEK EV ได้จัดพิธีลงนาม MOU ร่วมกับ Bosch Thailand ที่ให้ความสนับสนุนในด้านการพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในการเริ่มต้นเส้นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ ลูกค้าของ SLEEK จึงสามารถเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษจากกรุงศรีได้อย่างราบรื่น พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศรายชื่อตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของประเทศมากกว่า 22 จังหวัด และคาดการณ์ว่าภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2023 จะมีศูนย์บริการและดีลเลอร์ทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นที่จะพัฒนาวงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน ให้สะอาดกว่า ง่ายกว่า และประหยัดกว่า ตามหลักสโลแกน “Lifestyle in Motion” ของเรา Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster SP 2023

Ducati Monster SP 2023 สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยช่วงล่างระดับแนวหน้า เปิดตัวกันไปแล้วสด ๆ ร้อน ๆ กับ Ducati Monster SP 2023 เวอร์ชันพิเศษของอสูรร้ายไซส์กลางของทางค่าย โดยมุ่งเน้นให้ตัวรถมีการขับขี่ที่สปอร์ตและสนุกมากยิ่งขึ้น หลังจากที่เคยนำเสนอเจ้ามอนสเตอร์ในรูปแบบใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2021 ให้ตัวรถมีสไตล์ที่ออกมากะทัดรัดมากขึ้นและมีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบกับโมเดลดั้งเดิมที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1993 ตอนนี้ก็ได้มอนสเตอร์พิกัดกลางที่เหมาะกับการขับขี่ถนนและเมื่อบวกกับเฟรมแบบรถซูเปอร์ไบค์แล้วก็ทำให้มันกลายเป็นรถที่เหมาะกับการขับขี่ในทุก ๆ วัน ดีไซน์ของโมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมกับสีสันแบบเดียวกับ Desmosedicio GP รถแข่ง MotoGP ทีมโรงงานของทางค่าย มาพร้อมเบาะหนังสีแดง ด้านข้างบริเวณครอบเบาะท้ายยังเด่นด้วยโลโก้ประจำรุ่น และยังมีโลโก้ดูคาติขนาดใหญ่ตรงถังน้ำมันซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย ขุมพลังของรถยังคังเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11 องศา สองสูบวี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 111 แรงม้า วางบนเฟรมอลูมิเนียมด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเฟรมของ Panigale V4 มาใช้ ซึ่งทั้งเบาและมีขนาดกะทัดรัด กลายเป็นสูตรผสมใหม่ของเน็กเก็ดไบค์ที่ลงตัวของทางค่าย แต่ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของโมเดลนี้เห็นจะเป็นในส่วนของช่วงล่างที่เลือกใช้แต่ชิ้นส่วนคุณภาพสูงจากแบรนด์ดังระดับโลกและในสนามแข่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้รถนั้นเบา ขับขี่ได้ดี ยังให้ความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย เริ่มต้นกันที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NIX30 อโนไดซ์สีทองดูโดดเด่น ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins เช่นกัน โดยทั้งคู่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ซึ่งสามารปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือขับขี่แบบสปอร์ตตอนที่ไปขับขี่ในสนามก็ทำได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกเองก็ได้ของดีมา โดยระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.พร้อมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema เลยทีเดียว ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก Brembo เช่นกัน ส่วนยางที่ใช้จะเป็นยาง Pirelli Diablo Rosso IV ที่เหมาะกับการขับขี่บนถนนเป็นหลัก แต่จะใช้ขับขี่ในสนามก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถยังใช้แบตเตอรีแบบลิเธียมไอออนเพื่อทำให้รถมีน้ำหนักเบาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยรวม ๆ แล้วตัวรถโมเดลนี้จะมีน้ำหนักเบาลงราว ๆ 2 กิโลกรัม แม้ว่าจะมีอุปกรณ์เพิ่มเข้ามาอย่างกันสะบัดและชิลด์หน้าขนาดเล็ก นอกจากนี้แล้วยังมีการอัปเกรดในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย ซึ่งเดิมทีก็ถือเป็นเบอร์ต้น ๆ ของเน็กเก็ดพิกัดนี้อยู่แล้ว โดยตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ แทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ใน SP จะมีระบบช่วยออกตัว ไปจนถึงการเพิ่มโหมดการขับขี่อย่างโหมด Wet เข้ามาอีกด้วย สำหรับการวางจำหน่ายนั้นจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงมกราคม 2023 เป็นต้นไป ส่วนในบ้านเรานั้นเร็วสุดก็คงจะเป็นกลางปีหน้าเลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New CT125 2022

New CT125 2022 ปรับชุดใหญ่ ถูกใจยิ่งกว่าเดิม  ได้เวลาท้าทายครั้งใหม่อีกแล้ว หลัง Honda เปิดตัว New CT125 2022 ที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องของสีสันหรือลายกราฟิก หรือว่าเพิ่มอิดิชันพิเศษเท่านั้น แต่เป็นการปรับปรุงชุดใหญ่ เพื่อให้ถูกใจแฟน ๆ นักบิดที่ชื่นชอบการผจญภัยหรือความท้าทายมากยิ่งขึ้น สำหรับจุดที่เปลี่ยนไปหลัก ๆ เลยก็จะเป็นในส่วนของเครื่องยนต์ที่ถึงแม้จะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI เช่นเดิม แต่เป็นเครื่องใหม่ที่มีการปรับปรุงเพิ่มช่วงชักให้ยาวขึ้น ทำให้ได้แรงบิดสูงที่รอบต่ำ ออกตัวได้ไว กระฉับกระเฉงมากขึ้น และกำลังอัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้อากาศและน้ำมันผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันได้มากขึ้น สร้างกำลังได้สูงขึ้นนั่นเอง และทีเด็ดคือการเพิ่มระบบหัวฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet อย่างที่มีในเครื่องยนต์ eSP+ ของทางค่าย ช่วยระบายความร้อนใต้ลูกสูบ ลดการสึกหรอห้องเผาไหม้ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ทุกย่านความเร็วรอบ ส่งผลให้ได้กำลังดีขึ้น ใช้รอบสูงได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของอัตราการทดเกียร์ โดยปรับอัตราทดขั้นต้นใหม่ ช่วยให้ออกตัวไว เร่งแซงได้มั่นใจมากขึ้น และปรับอัตราทนขั้นสุดท้ายใหม่ ช่วยให้ไหลปลายได้มากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่าตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แก้จุดด้อยของโมเดลเก่าได้เป็นอย่างดี ในส่วนของช่วงล่างก็มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยมีการปรับปรุงในส่วนของโช้คหลังให้สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 5 ระดับ ส่วนโช้คหน้า ระบบเบรก ล้อและยางยังคงเป็นสเปกเดิม และยังมีอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับปรุงคือแร็คท้ายใหม่ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้นนั่นเอง ส่วนดีไซน์และรายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เว้นก็แต่ในโมเดลใหม่นี้จะมีสีสันใหม่มาจำหน่ายคือ สีเทา ขณะที่สีแดงและสีเขียวจะยังมีจำหน่ายต่อ และพิเศษคือการมีรุ่นพิเศษอย่าง CT125 Stanley Special Edition ที่มีจำหน่ายเพียง 150 คันเท่านั้น โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับสายแคมปิ้งที่ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง โดยในโมเดลนี้จะมาพร้อมกับไอเท็มพิเศษเป็นเอกลักษณ์ 14 ชิ้น มาพร้อมกับตัวรถสีเทาใหม่ ได้แก่ ชุดดริปกาแฟ กระติกน้ำแข็ง ชุดกล่องลันช์บ็อกซ์ ขวบสุญญากาศจากทางสแตนลีย์ ชุดเก้าอี้แคมปิ้ง รวมไปถึงของแต่งรถ อาทิ ชุดสติ๊กเกอร์เฉพาะรุ่น ชุดการ์ดแฮนด์ ถาดสำหรับติดตั้งลันช์บ็อกซ์ ที่ใส่ของอเนกประสงค์ข้างรถ กันรอยกลางตัวรถ ตะแกรงบรรทุกเหนือไฟหน้า การ์ดไฟหน้า ตะขอแขวนของ และสติกเกอร์บังโคลหน้า สุดท้ายนี้สำหรับเรื่องของราคาสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 88,900 บาท และรุ่นพิเศษ CT125 Stanley Special Edition วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 108,700 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Suzuki V-Strom 1050 2023 ปรับใหม่ เอาใจสายลุย

Suzuki V-Strom 1050 2023 ปรับใหม่ เอาใจสายลุย ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการอัปเดตแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดเรือธงอย่าง Suzuki V-Strom 1050 2023 หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในปี 2020  โดยในโมเดลใหม่นี้สำหรับรุ่นสแตนดาร์ด จะมีลูกเล่นใหม่หลัก ๆ ก็คือ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น เช่น IMU แบบ 6 แกน ระบบเบรก ABS แบบอิงมุมเอียง 2 โหมด ระบบควบคุมตัวรถเวลาขึ้นและลงทางลาดชัน ระบบกระจายแรงเบรก ระบบครูซคอนโทรล โหมดกำลังเครื่องยนต์ 3 โหมด และแทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ สำหรับโมเดลนี้จะเน้นในแบบของทางดำมากกว่าออฟโร้ด โดยจะมาพร้อมล้อหน้า 19 นิ้ว หลัง 17 นิ้ว และชิลด์หน้าปรับระดับได้ การ์ดเครื่องยนต์แบบพลาสติกป้องกันเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1,037 ซีซีบล็อกเดิมทีี่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไว้ ยังคงให้กำลังสูงสุด 107.4 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องจากทาง KYB ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว สุดท้ายสำหรับรุ่นสแตนด์ดาร์ดจะมีให้เลือก 4 เฉดสี คือ สีน้ำเงินเมทัลลิกตัดด้วยสีดำเมทัลลิกด้าน สีแดงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกด้าน สีเทาด้านตัดด้วยสีดำด้าน และสีดำเงาตัดด้วยสีดำด้าน สำหรับรุ่นท็อปที่เป็นการเพิ่มเติมในจุดที่ถือว่ายังทำได้ไม่แจ่มแจ๋วนักคือเรื่องของการขับขี่แบบออฟโร้ด ดังนั้นเลยปรับปรุงเรื่องช่วงล่างเสียใหม่พร้อมกับส่งโมเดลสำหรับสายลุยตัวจริงในชื่อว่า V-Strom 1050DE เพื่อเอาใจสายลุยให้มากยิ่งขึ้น ซูซูกิตัดสินใจส่งรุ่น DE ที่เปลี่ยนแปลงช่วงล่างขนานใหญ่เพื่อให้ลุยได้ดียิ่งขึ้น มีการใช้ล้อซี่ลวดหน้า 21 นิ้ว หลัง 17 นิ้วเพื่อให้ขับขี่ผ่านอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น เลือกใช้ยางที่เหมาะกับการใช้ขับขี่ในหลากหลายสภาพพื้นผิวถนน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนมาใช้โช้คที่มีระยะยุบมากขึ้น ทำให้ตัวรถมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากขึ้น ทำให้เหมาะกับการผจญภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณโช้ค KYB หัวกลับด้านหน้าและโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องที่ปรับปรุงมาใหม่ ทางค่ายได้ยังได้มีการปรับปรุงสวิงอาร์มของรถเสียใหม่ โดยเพิ่มความยาวและความแข็งแรง เมื่อบวกกับแชสซีส่วนอื่นที่ทำให้มุมเรคเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตัวรถมีความนิ่งเสถียรมากยิ่งขึ้นเวลาขับขี่ทางฝุ่น นอกจากนี้ยังใส่ใจเรื่องความสมบุกสมบัน ตัวรถจะมีแครชบาร์กันเครื่อง อกล่างอลูมิเนียม และบังโคลนหน้าแบบ 3 ชิ้นสไตล์รถเอ็นดูโร่ไว้ป้องชิ้นส่วนสำคัญจากเศษต่าง ๆ ที่จะมาปะทะได้ มีซับเฟรมท้ายที่แข็งแรงขึ้น มีพักเท้าโลหะแบบกว้าง แฮนด์บาร์ที่กว้างขึ้น ชิลด์หน้าขนาดพอเหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด รวมไปจนถึงฟังก์ชันใหม่อย่างหน้าจอเรือนไมล์ 5 นิ้วแบบสี และช่องจ่ายไฟแบบ USB  ปิดท้ายด้วยการมีให้เลือก 3 เฉดสี คือ สีเหลืองตัดด้วยสีเงินด้าน สีน้ำเงินมุกตัดด้วยสีขาวมุก และสีดำเงาตัดด้วยสีดำด้าน   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda X-ADV 2023

Honda X-ADV 2023 มาใหม่พร้อมสีพิเศษ หล่อเท่ได้ใจ เผยโฉมกันออกมาแล้วสำหรับ Honda X-ADV 2023 จากทางฝั่งยุโรป แต่เป็นเพียงสีสันและกราฟิกใหม่ในสไตล์บิ๊กโลโก้กับเฉดสีขาว Shasta White ให้ภาพลักษณ์ที่ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยมีการปรับบางชิ้นส่วนของแฟริ่งให้เป็นสีดำ ส่วนสีอื่น ๆ ก็จะยังคงจำหน่ายเหมือนเดิม ทั้งนี้ชิ้นส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเหมือนเดิม ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร โดยขุมพลังก็ยังคงจะเป็นสองสูบเรียงขนาด 745 ซีซี 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบ PGM-FI เคลมกำลังแรงม้ามา 57.8 ตัวที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีดแบบ DCT ขับเคลื่อนด้วยโซ่ ส่วนช่วงล่าง สำหรับระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 296 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ ส่วนขนาดล้อและยางจะเป็น 120/70-R17M/C และ 160/60-R15M/C หน้าและหลังตามลำดับ ส่วนใครที่ได้อยากได้สีใหม่ก็อดใจรอปีหน้าน่าจะมาจำหน่ายในไทยด้วยอย่างแน่นอนครับ     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 XTrenta

Aprilia RSV4 XTrenta คันแรกในโลกที่มาพร้อมกับปีกที่ท้ายและใต้รถ และนี่คือ Aprilia RSV4 XTrenta จากแผนกฝ่ายวิศวกรรมการแข่งขันและเทคโนโลยีของอาพริเลีย ซูเปอร์ไบค์ตัวพันที่มีสมรรถนะสูงที่สุดและพิเศษที่สุดของทางค่าย โดดเด่นด้วยแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยมจากการมีปีกที่ท้ายและใต้ตัวรถเป็นคันแรกในโลก พร้อมตัวเลขอันน่าทึ่งคือ 230 แรงม้ากับน้ำหนักเพียง 166 กิโลกรัม สำหรับโมเดลนี้กำเนิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีนับตั้งแต่ได้แชมป์โลกแรก โดยจะผลิตขึ้นเพียง 100 คันเท่านั้น นับจากประสบความสำเร็จกับโมเดลพิเศษอย่าง RSV4 X ในปี 2019 และ Tuono X ที่เป็นไฮเปอร์เน็กเก็ดที่ทรงพลังและเบาที่สุดมาแล้ว ทางแผนกเรซซิ่งของทางค่ายยังไม่พอใจกลับมาทุ่มเทความพยายามทำงานกับเครื่องยนต์ V4 อีกครั้ง กลายเป็นมาเป็นโมเดลพิเศษ สำหรับโมเดลนี้ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีการใช้ในรถโปรดักชันมาก่อน โดยเป็นเทคฯ ที่มาจากทาง MotoGP ทั้งในแง่ของวัสดุ อุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดีเทลต่าง ๆ และที่สำคัญสุดเลยคือแอโรไดนามิก ซึ่งยุคหลัง ๆ มานี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญเลยล่ะครับ โดยสังเกตจาก RS-GP ที่เป็นรถแข่งของทางค่ายก็ได้ ตัวรถมีแฟริ่งแบบคาร์บอนจากทาง Pan Compositi โดยใช้วิธีการผลิตแบบเดียวกันกับที่ใช้ในรถแข่ง MotoGP พร้อมกันนี้ยังได้ทำการออกแบบปีกด้านหน้าใหม่ซึ่งการันตีว่าช่วยให้มีโหลดด้านหน้ามากขึ้น และลดแรงฉุดให้น้อยลง อีกทั้งยังมีปีกที่ด้ายรถและยังมีปีกที่ด้านล่างบริเวณสวิงอาร์มแบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง MotoGP ซึ่งเรียกส่วนนี้กันว่าสปูน ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้เซ็ตอัปปีกแบบนี้ทำให้มีโหลดจากแอโรไดนามิกมากขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันยังลดแรงฉุดได้มากถึง 4% สำหรับโมเดลนี้มีพื้นฐานมาจากตัว Factory 2022 ซึ่งมีเครื่องยนต์แบบ 4 สูบวี ที่ให้กำลังแรงม้ามากถึง 230 แรงม้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัด ร่วมกับการใช้ท่อไอเสียที่พัฒนาร่วมกันกับ SC-Project กรองอากาศ Sprint ที่ใช้ในรถแข่งอย่าง MotoGP และ Formula 1 ปลายท่อไอเสียไทเทเนียมแบบเดียวกับที่ใช้ใน MotoGP นั้นก็สามารถเลือกซื้อเป็นอ็อปชันเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้เนื่องจากสมรรถนะที่สูงและตัวรถเน้นการใช้งานในแทร็กแบบเน้น ๆ จึงเลือกใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมันจากทาง Taleo Tecnoracing ตัวรถยังเลือกใช้ชุดควบคุมจาก Magneti Marelli ที่คาลิเบรตมาเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันชุดส่งกำลังก็ใช้สเตอร์ไทเทเนียมจาก PBR มีหน้าจอควบคุมและแสดงผลจาก JetPrime ส่วนพักเท้า ก้านเบรกก้านคลัตช์และฝาถัง CNC มาจากทาง Spider พูดถึงส่วนแชสซีของโมเดลนี้กันบ้างครับ ระบบกันสะเทือนนั้นเป็นของ Ohlins แต่มีการโมดิฟายจากทาง Andreani ร่วมกับวิศวกร MotoGP ของทางค่าย แผงคอบน CNC พิเศษ ระบบเบรกท็อปสุดที่มีขายในท้องตลาดจาก Brembo ด้านหน้าใช้คาลิเปอร์เบรก GP4-MS โมโนบล็อกและจานเบรก T-drive ขนาด 330 ม.ม. ล้อแม็กนีเซียมฟอร์จ Marchesini M7R GENESI พร้อมยางสลิก Pirelli Diablo Superbike ขนาด 120/70 และ 200/65 ตามลำดับ โดยยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SCX โดยน้ำหนักของล้อนั้นเบาลงกว่าเดิมเกือบ ๆ 2 กิโลกรัม ส่วนชุดสีที่ Aprilia RSV4 XTrenta เลือกใช้นั้นคือสีเดียวกับรถแข่งของที่ใช้ในการแข่งขันที่ออสเตรียสื่อถึงความร่วมสมัย และสื่อถึงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่น 125 ซีซี ซึ่งนับเป็นแชมป์โลกสมัยนึงจากทั้งหมด 54 สมัย สุดท้ายนี้เรื่องของราคานั้นจะอยู่ที่ 50,000 ยูโรไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือราว ๆ 1,830,000 บาท โดยจะเปิดให้จองออนไลน์นับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนนี้เป็นต้นไป ที่ factoryworks.aprilia.com นอกจากนี้ยังสุ่มผู้โชคดีที่สั่งจองจะได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแผนก Noale racing พร้อมกับรับรถไปพร้อม ๆ กัน รวมถึงยังได้รับผ้าคลุมและพรมสุดพิเศษอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha R1 GYTR 2023

Yamaha R1 GYTR 2023 รถซิ่งแท้ ๆ จากยามาฮ่า แฟน ๆ น่าจะรู้จักกันดีว่าเจ้าอาร์วันนั้นคือซูเปอร์ไบค์พิกัด 1,000 ซีซีที่ได้รับการยอมรับจากชัยชนะในการแข่งขันระดับโลกของรถโปรดักชันอย่าง WorldSBK รวมไปถึงรายการแข่งขันระดับชาติทั่วโลก ด้วยคาแรกเตอร์เครื่องยนต์ CP4 อันเป็นเอกลักษณ์ บวกกับช่วงล่างที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ดี พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็น IMU คันเร่งไฟฟ้า ระบบควบคุมเบรก ระบบควบคุมเครื่องยนต์ เป็นต้น และสำหรับ Yamaha R1 GYTR 2023 มันก็คือรถที่ทำมาเพื่อการแข่งขันแท้ ๆ เจ้าคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไบค์เกอร์ที่กำลังมองหาสมรรถนะและคุณภาพ โดยโมเดลนี้ถูกจัดเตรียมขึ้นเพื่อสำหรับขี่ในสนามโดยเฉพาะ ตัวรถเปรียบเสมือนผืนผ้าใบให้คุณได้จรดปลายพู่กันตกแต่งรถในแบบของคุณเอง ซึ่งเหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสนามหรือกระทั่งนักแข่ง ซึ่งจะมาพร้อมชิ้นส่วนที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ในสนามพร้อมกับของแต่งเสริมสมรรถนะจากทางค่ายที่เลือกมาเป็นอย่างดีทั้งหมด 25 ชิ้นด้วยกัน รวมไปถึงปลายท่อและท่อลิงก์ไปป์จาก Akrapovic โดยสิ่งที่ได้จากโมเดลนี้คือพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นและขี่ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้มันเป็นรถแข่งที่เหมาะกับทุกระดับฝีมือจากการที่ตัวรถมีกำลังในทุกย่านความเร็ว ออปชันในการปรับแต่งกล่อง ECU ที่หลากหลาย ชุดเกียร์ที่ปรับแต่งมาใหม่ และชิ้นส่วนน้ำหนักเบาหลายชิ้นจะช่วยให้คุณสามารถขี่ได้เต็มลิมิตของคุณ ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับกติกาในรุ่น Stock 1000 ของ FIM อีกด้วย นอกจากนี้ระบบเบรกดีขึ้น และแอโรไดนามิกก็ดีขึ้นด้วยท่านั่งที่เหมาะสม สุดท้ายนี้ตัวรถใช้ระบบคีย์เลสพร้อมกับแถมสแตนด์ท้ายมาให้เพื่อความสะดวกอีกด้วย ไฮไลท์ต่าง ๆ ส่วนเครื่องยนต์ ปลายท่อและลิงก์ไปป์จาก Akrapovic สำหรับการแข่งขัน ชุดปลั๊ก AIS ชุดครอบเครื่อง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ กล่องแต่ง GYTR ชุดสายไฟแต่ง สายต่อ PC ระบบ GYTR ABS Emulator สวิตช์ออฟรันแต่ง GYTR ชุดขับ   สเตอร์หน้า 15 หลัง 42T ขนาด 520 โซ่เรซซิ่ง GYTR R-Series 520   ช่วงล่าง ยาง BS R11 ฝาถังแต่ง GYTR ชุดสายเบรกถัก GYTR คาลิเปอร์เบรกพร้อมลูกสูบ GYTR ผ้าเบรก Brembo Z04 แฮนด์แบบ Race ตัวกันกระแทกเวลาหักเลี้ยว การ์ดสเตอร์หลังแบบครีบฉลาม การ์ดเบรกหน้า CNC ชุดพักเท้าเกียร์โยงแต่ง แบบเกียร์กลับ สปูนสำหรับขึ้นสแตนด์ท้าย Rear stand hooks แสตนด์หลัง R-Series Racing แฟริ่ง แฟริ่งแข่งทำสีรองพื้นสีขาว ชิลด์หน้าแข่ง เบาะแข่ง GYTR และสำหรับคนที่คิดว่าแค่นี้มันไม่สาแก่ใจ ยามาฮ่ายังมีของแต่งในไลน์ GYTR PRO อีกด้วย ซึ่งจะทำให้อาร์วันของคุณเข้าใกล้ความเป็นรถแข่ง WorldSBK มากที่สุด เพราะของแต่งจากไลน์นี้คือของที่ใช้ในรถแข่งจริง ๆ ซึ่งคันแรกที่ใช้ชิ้นส่วนเหล่านี้คือรถที่มอบให้กับ Rossi เมื่อปีที่แล้วนั่นเอง ซึ่งตอนนี้มีอุปกรณ์ในไลน์นี้แล้วกว่า 400 ชิ้น แต่จะเริ่มจำหน่ายผ่านร้าน GYTR PRO SHOPS ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนปี 2023 เป็นต้นไป ชิ้นส่วนเด่น ๆ ในโปรไลน์ เช่น สวิงอาร์ม ถังน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษพร้อมศูนย์ถ่วงต่ำ ซับเฟรมท้ายคาร์บอน แผงคอ แฟริ่งคาร์บอน ชิลด์แข่ง แดชบอร์ด ซัพพอร์ตแดชบอร์ด แฮนด์แต่ง ประกับสวิตช์ ชุดระบบไฟ Marelli ดักลมคาลิเปอร์เบรก สายเบรก อะแดปเตอร์แปลงให้ใส่โช้ค Öhlins FGR400 ที่ด้านหน้าและสวิงอาร์มแบบกลับหัวที่ด้านหลัง คลัตช์แต่ง ชุดติดตั้งกันสะบัดด้านข้าง แผงหม้อน้ำ ระบบท่อไอเสียจาก Akrapovic การ์ดก้านเบรก   สุดท้ายนี้รอลิสต์และราคาเต็ม ๆ  ของโปรไลน์ได้ช่วงปลายปีนี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati XDiavel Nera เปิดขายไทย

Ducati XDiavel Nera เปิดขายไทย เพียง 5 คันเท่านั้น  ดูคาติ ประเทศไทย ปล่อยหมัดเด็ดส่ง Ducati XDiavel Nera สายสปอร์ตครูเซอร์สุดพรีเมียมที่มี 500 คันทั่วโลก และมีเพียง 5 คันเท่านั้นในประเทศไทย ที่ได้รับความร่วมมือจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกอย่าง Poltrona Frau จากประเทศอิตาลี ร่วมกันออกแบบ พร้อมเปิดให้จองผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://forms.gle/FHiwTytq6Woh67TB7 และเปิดให้ชมคันจริงในงาน Ducati roadshow ณ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-18 กันยายนนี้  นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ดูคาติ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไปมากกว่า 6 รุ่น ด้วยกัน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ       ดูคาติ อย่างล้นหลาม โดยเรายังคงมุ่งมั่นในการคัดสรรบิ๊กไบค์ที่มาพร้อมทั้งดีไซน์ที่ดูโดดเด่น และเทคโนโลยีที่จัดเต็มมาให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับเดือนกันยายน เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นให้ตลาดและเหล่าไบค์เกอร์ ดูคาติ ประเทศไทย เลือกนำเสนอไอคอนสุดพรีเมียมลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่นักสะสมบิ๊กไบค์ต้องมีอย่าง Ducati XDiavel Nera ซึ่งมีเพียง 500 คันทั่วโลก และในประเทศไทยนั้นมีเพียง 5 คัน เท่านั้น ในราคาเปิดตัวสุดเร้าใจที่ 1,399,000 บาท โดยเปิดให้จองพร้อมกันผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://forms.gle/FHiwTytq6Woh67TB7 เท่านั้น ในวันที่ 7 กันยายนนี้ เวลา 12.00 น. พร้อมนำคันจริงให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ชมโฉมอย่างใกล้ชิดในงาน Ducati roadshow     ณ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-18 กันยายนนี้” “เชื่อว่าการมาของ โมเดลไอคอนสุดพรีเมียมที่มีเพียง 5 คันเท่านั้นในประเทศไทย จะสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าไบค์เกอร์นักสะสมอย่างมาก และน่าจะถูกจองหมดในเวลาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อยากชวนให้เหล่าไบค์เกอร์ไปสัมผัสสุดยอดดีไซน์ที่ลงตัวได้ในงาน Ducati roadshow ที่จัด  ณ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-18 กันยายนนี้ เพื่อต้อนรับการมาของรุ่นพิเศษนี้ โดยเรายังนำรถจักรยานยนต์ ดูคาติ อีกหลายรุ่นฮอตมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและเลือกเป็นเจ้าของก่อนใคร กับแคมเปญพิเศษ ดาวน์ 0 บาท และดอกเบี้ย 0% พร้อมข้อเสนอพิเศษอีกมากมายในงาน”   สำหรับโมเดลนี้กำเนิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ 2 แบรนด์อิตาเลียนยักษ์ใหญ่ อย่าง ดูคาติ และ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สุดหรูอย่าง Poltrona Frau ดีไซน์ที่ลงตัว ความประณีต พิถีพิถัน และใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมงานฝีมือที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ทำให้สปอร์ตครูเซอร์คันนี้ถือเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มีนักสะสมของระดับพรีเมียมทั่วโลกรอคอย โดยคันนี้มาในคอนเซ็ปท์ Black on black สีดำเงาสลับดำด้าน ที่คงไว้ซึ่งความสุขุม ดุดัน แต่แฝงไปด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ที่เป็นจุดเด่นของ ดูคาติ อีกด้วย นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด กล่าวถึง “ความพิเศษของคอนเซ็ปท์ในการออกแบบของคันนี้ยังคงมาในแบบความเท่ ดุดัน มีเสน่ห์ในแบบอิตาเลียนดีไซน์ กับ Black on black livery โดดเด่นด้วยเบาะนั่งแบบสั่งทำพิเศษ หนังธรรมชาติเนื้อนุ่มพิเศษ และทำด้วยมือที่พัฒนาโดย Poltrona Frau มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Siam Red และ Steel Blue ยังมี Number plate ที่ถูกติดไว้ที่เฟรมถักสีดำ แสดงถึงความลิมิเต็ดที่มีเพียง 500

Streetfighter V4 Lamborghini 2023

Streetfighter V4 Lamborghini 2023 สปอร์ต หรูหรา ลิมิเต็ด เปิดตัวกันไปแล้วสำหรับสุดยอดรถสไตล์เน็กเก็ดพิกัดเรือธงพร้อมความพิเศษแบบลิมิเต็ดอิดิชันกับ Ducati Streetfighter V4 Lamborghini 2023 ที่ผลิตขึ้นเพียง 630+63 คันเท่านั้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Huracan STO จากค่ายรถกระทิงดุ ตัวรถมีรูปทรงและเส้นสายที่ดุดันขั้นสุด มาพร้อมชิ้นส่วนสุดพิเศษและน้ำหนักเบารวมไปถึงชุดสีพิเศษที่สื่อให้เห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างสองแบรนด์สัญชาติอิตาลี นอกจากนี้ยังพิเศษยิ่งกว่ากับกับเวอร์ชัน Speciale Clienti โมเดลพิเศษสุดเพียง 63 คัน (สังเกตได้จากตัวเลข +63 ที่กล่าวไปในตอนแรก) ซึ่งลูกค้าจะสามารถเลือกสีแฟริ่งและล้อได้เอง และสามารถเลือกสีเบาะเข้าคู่กับสีคาลิเปอร์เบรกหน้าได้เอง สุดท้ายนี้ลูกค้าจะสามารถจัดเซ็ตหล่อเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยการสั่งชุดขับขี่พิเศษสีเดียวกับตัวรถได้อีกด้วย โดยในชุดนี้จะได้แก่ หมวกกันน็อก แจ็กเก็ตและชุดหนัง สำหรับความพิเศษของโมเดลนี้ก็จะได้แก่ ล้อฟอร์จลายเดียวกับที่ใช้ใน Huracan STO โดยเฉพาะล้อหลังที่จะมีน็อตล็อกเป็นไทเทเนียมดีไซน์เดียวกันกับที่ใช้ในซูเปอร์คาร์รุ่นเดียวกัน บังโคลนหน้า ครอบถัง อกล่างและท้าย ช่องตัดลม ช่องลมและแอร์อินเทค ดีไซน์ใหม่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าฮูรากันคันเดิม ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ทำจากคาร์บอน (รวมไปถึงชิ้นส่วนที่ดีไซน์ใหม่จากที่กล่าวไปแล้ว) ผลิตขึ้นและทำพื้นผิวให้เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์คาร์ เบาะนั่งเองก็ดีไซน์ใหม่โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเบาะนั่งของเจ้าฮูรากันเช่นกัน พักเท้าปรับระดับได้ การเบรกและก้านคลัตช์ไล่เบา เป็นอลูมิเนียม CNC Rizoma ผลิตให้ การ์ดข้อเท้า ครอบเบาะท้าย ครอบเรือนไมล์ ครอบสวิตช์และครอบสเตอร์ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวการ์ดป้องกันความร้อนจากส่วนต่าง ๆ เครื่องยนต์และท่อไอเสีย อาทิ ครอบฝาสูบ การ์ดคอท่อและการ์ดเครื่องแบงค์หลัง ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ซัพพอร์ตไฟหน้า บังโคลนท้าย และการ์ดซับเฟรมท้ายก็ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยเช่นกัน ท่อไอเสียไทเทเนียมพร้อมปลายคาร์บอนไฟเบอร์จาก Akrapovic เพลตโลหะบอกชื่อโมเดลและซีเรียลนัมเบอร์ของรถ กุญแจพร้อมซีเรียลนัมเบอร์พร้อมอเนมิชันการแสดงผลที่หน้าจอสีพิเศษสำหรับโมเดลนี้ มาในสีสันพิเศษ Verde Citrea/Arancio Dac หรือสีเขียวมะนาวตัดด้วยสีแดงแครนเบอรี่ ซึ่งเป็นเฉดสีหนึ่งของเจ้าฮูรากัน เอสทีโอ คาลิเปอร์เบรกสีแดง ส่วนอื่น ๆ เป็นสีดำเพื่อเพิ่มความโดดเด่น ขณะที่โช้คหน้าและกันสะบัดจาก Ohlins นั้นจะเป็นสีดำแทนที่สีเหลืองทอง น้ำหนักเบาเพียง 5 กิโลกรัม จากการใช้ชิ้นส่วนน้ำหนักเบาหลากหลายชิ้น สำหรับลูกค้าที่สั่งจองไปทางดูคาติเผยว่าจะเริ่มส่งมอบรถได้ในเดือนเมษายนปี 2023 ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBusa ผลงานสุดแรง 342 ม้า จากสำนักแต่งและนักออกแบบชื่อดัง

SuperBusa ผลงานสุดแรง 342 ม้า จากสำนักแต่งและนักออกแบบชื่อดัง เชื่อได้เลยว่าผมคงไม่ต้องแนะนำตัวเจ้า Suzuki Hayabusa พญาเหยี่ยวคันโตจากค่ายรถญี่ปุ่นเมืองฮามามัตสึ ที่ ๆ ใครต่างก็น่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือรถมอเตอร์ไซค์โปรดักชันคันนึงที่เคยเป็นเจ้าของสถิติเร็วที่สุดในโลกในอดีต และตอนนี้มันเป็นตำนาน ตำนานที่หลาย ๆ คนยังหลงรัก แต่วันนี้มันพิเศษกว่ากับ SuperBusa ที่เป็นสุดยอดผลงานความร่วมมือของสำนักแต่งชื่อดังจากอังกฤษ TTS Performance และสำนักออกแบบรถฝีมือพระกาฬอย่าง Kardesign สำหรับเจ้าซูเปอร์บูสะคันนี้จะมีพื้นฐานเป็น Hayabusa เป็นเจ็นที่ 3 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2021 ซึ่งสำหรับเจ็นนี้นั้นจะมีแรงม้าและแรงบิดน้อยลงกว่าเจ็นก่อน ๆ เล็กน้อย แต่ตัวรถนั้นขี่ได้ดีขึ้นและควบคุมได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะในย่านความเร็วสูง ๆ หรือย่านความเร็วต่ำ แต่ทางสำนัก TTS Performance จากทางอังกฤษได้จับมือกับทาง Kardesign เปิดตัวฮายาบูสะซูเปอร์ชาร์จขึ้นมาเพื่อเป็นโอกาสอันดีที่ทางสำนักครบรอบ 40 ปีอีกด้วย โดยตัวรถจะใช้ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex C30-94 ทำให้มีพละกำลังมากขึ้นมหาศาลกลายเป็น 372 แรงม้าและแรงบิด 250 นิวตันเมตร เรียกว่าแรงติดจรวดกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนอีกหลายจุด เช่น เลือกใช้ล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก Rotobox ดัดแปลงมาใช้สวิงอาร์มเดี่ยว เปลี่ยนดิสก์เบรกให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและอัปเกรดช่วงล่างใหม่ สุดท้ายนี้เรา ๆ ท่าน ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้โดยเจ้าซูเปอร์บูสะคันนี้จะถูกผลิตขึ้นประมาณ 40 คัน โดยจะผลิตขึ้นตามสั่งหรือพรีออเดอร์ โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะของตัวเองอีกด้วย เรียกว่าแรงสั่งได้นั่นเอง สุด ๆ ไปเลยพี่น้อง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R1250GS 2022

BMW R1250GS 2022 รุ่นใหญ่สายลุยเปิดขายไทย ปรับราคาเพิ่มเริ่ม 1.035 ล้าน เป็นอีกโมเดลที่หลาย ๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีสำหรับชื่อชั้นดีกรีของแอดเวนเจอร์สายลุยรุ่นใหญ่คันนี้กับ BMW R1250GS 2022 ซึ่งก็เพิ่งเปิดตัวพร้อมมีการปรับราคาจำหน่ายขึ้นเป็น 1,035,000 บาท ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพของสภาวะเศรษฐกิจในหลาย ๆ ทาง ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ เรื่องราคาน้ำมัน และราคาวัตดุดิบต่าง ๆ ในการผลิตรถ สำหรับพี่ใหญ่รุ่นนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากสีสันและกราฟิกเท่านั้น โดยตัวรถจะมีไฮไลท์ต่าง ๆ ดังนี้ – ขุมพลังบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,254 ซีซี ระบายความรน้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยีชิฟต์แคมเพื่อควบคุมให้วาล์วทำงานแบบแปรผันได้ตามความเร็วรอบ ช่วยให้มีอัตราเร่งดีทุกย่าน ประหยัด ไอเสียน้อยและเงียบยิ่งขึ้น โดยเครื่องนี้ให้กำลังสูงสุดที่ 136 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ – เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ครบครันและไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มจากเดิมที่ต้องเสียเงินเพิ่ม อาทิ เช่น ระบบเบรก ABS Pro ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เป็นต้น – ช่วงล่างระดับแนวหน้าพร้อมกับระบบ Electronic Dynamic ESA (ช่วงล่างปรับไฟฟ้าอัตโนมัติ) ที่มาพร้อมระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลลีฟเวอร์พร้อมเซ็นทรัลสปริงสตรัท ขณะที่ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวทำงานร่วมกับโช้คเดี่ยวและกระเดื่อง โดยโช้คสามารถปรับพรีโหลดได้ – ระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 305 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 276 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลอยตัว 2 ลูกสูบ – ในส่วนของล้อและยางนั้น จะมาพร้อมล้ออลูมิเนียมและยางขนาด 120/70 R19 และ 170/60 R17 ตามลำดับ แต่สำหรับเวอร์ชัน Rallye จะมาล้อและยางพร้อมลุย ตัวรถจะมาพร้อมล้อแบบซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน โดยมีขนาดยางและล้อดังนี้ 120/70 R19 และ 170/60 R17 สำหรับสนนราคาเวอร์ชัน Triple Black จะจำหน่าย 1,035,000 บาท ขณะที่เวอร์ชัน Rallye จะมีราคาแพงกว่า 20,000 บาทเป็น 1,055,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Neco NC-N01

Neco NC-N01 เน็กเก็ดไซส์เล็กทรงดีจากเบลเยี่ยม   เชื่อได้ว่าไบค์เกอร์ทุกคนน่าจะจดจำมอเตอร์ไซค์คันแรกที่ตัวเองขี่ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าไม่มีวันลืมเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเริ่มกับรถพิกัดเริ่มต้นกันซะเป็นส่วนมาก ดังนั้นรถในพิกัดเริ่มต้นจึงถือว่าเป็นรถที่สำคัญในการดึงดูดไบค์เกอร์หน้าใหม่ให้หลงใหลในแบรนด์ของตัวเอง และวันนี้เราก็นำมาพาท่านมาทำความรู้จักกับ Neco NC-N01 เน็กเก็ดไบค์ไซส์เล็กพิกัดเริ่มต้นสัญชาติเบลเยี่ยมกันครับ สำหรับแบรนด์นี้ได้ทำตลาดสองล้อมานานแล้ว นานกว่า 30 ปีแล้ว แต่หลัก ๆ จะเน้นไปที่สกู๊ตเตอร์เป็นหลัก และตอนนี้เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ บ้างแล้ว ซึ่งก็คือการเปิดตัวโมเดลเน็กเก็ดไบค์คันนี้นั้นเอง โดยมีเป้าหมายไปที่กลุ่มนักบิดหน้าใหม่ ซึ่งตัวรถออกแบบมาให้มีเส้นสายเฉียบคมและให้กลิ่นอายความเป็นซูเปอร์โมโตที่มีคนนิยมมากเฉกเช่นเดียวกับเจ้า KTM Duke นั่นเอง ตัวรถใช้ระบบไฟ LED กับเส้นสายคม ๆ เข้าคู่กับเฟรมถัก และท่อไอเสียแบบวางใต้ท้องเครื่อง ทั้งนี้มองบางมุมยังดูไปดูมาไปคล้าย ๆ กับเจ้า Brutale ของ MV Agusta ซะอีกด้วย น่าจะเป็นแรงบันดาลใจแหละ สำหรับขุมพลังจะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ 124.2 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ให้กำลังแรงสูงสุด 15 แรงม้าที่ 9,500 รอบ เคลมมาว่าทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 100 กม./ชม. ดังนั้นจึงบอกได้ว่าพอตัวและทำความเร็วได้ดีกว่าสกู๊ตเตอร์หลาย ๆ คันที่มีความจุใกล้เคียงกันซะอีก ทั้งนี้ต้องคำนึงด้วยว่ารถคันนี้อยู่ใต้ข้อจำกัดเรื่องใบขับขี่ A1 ของทางยุโรปด้วยนะครับ ช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างโอเค โดยด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้พร้อมสวิงอาร์มอลูมิเนียม มีระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อนั้นจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก ส่วนสนนราคาจะอยู่ที่ 3,499 ยูโรหรือราว ๆ 128,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MITT 330 GTS 2022

Mitt 330 GTS แม็กซี่สกู๊ตเตอร์สัญชาติจีนบุกตลาดยุโรปแล้ว แม็กซี่สกู๊ตเตอร์นั้นถือว่าเป็นตัวเลือกนึงที่ได้รับความนิยมมาก ๆ สำหรับผู้ชื่นชอบขับขี่มอเตอร์ไซค์ในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป อันเนื่องมากจากการที่มันเป็นรถที่ขี่ง่าย กำลังที่เหมาะสม ใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองก็ได้เป็นอันรู้กันดี อย่างในบ้านเราก็ฮิตแบบถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็น Yamaha XMAX300 หรือจะเป็น Honda Forza350 และครั้งนี้เราจะนำเสนอเจ้า Mitt 330 GTS สกู๊ตเตอร์สัญชาติจีนที่ไปตีตลาดที่ยุโรปกันครับ ดีไซน์ของตัวรถออกมาในทรงแบบสปอร์ตดุดัน ดูบึกบึนใหญ่โต มาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อกและดิจิทัลดีไซน์ดูสวยเป็นเอกลักษณ์ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ สำหรับขุมพลังของเจ้าโมเดลนี้นั้นจะเป็นเครื่องแบบสูบเดียว 276 ซีซีที่มีกำลังแรงม้าที่ 27 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.82 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 16 ลิตรเลยทีเดียว ช่วงล่างนั้นจะมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดา และโช้คหลังเดี่ยวแบบปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้านั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกคู่เลย ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 1 ชาแนลเลยทีเดียว ส่วนขนาดล้อหน้า 15 นิ้วและล้อหลัง 14 นิ้ว สุดท้ายนี้จำหน่ายในราคาที่ 3,995 ยูโรหรือราว ๆ 145,000 บาทครับ ก็ถือเป็นโมเดลที่ซีซีดูน้อยไปหน่อย แต่ก็มีดีไซน์ที่น่าสนใจดีไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW-G310GS-2022

BMW G310GS 2022 ปรับปรุงใหม่เสริมออปชัน เริ่ม 275,000 บาท เป็นอีกโมเดลที่ได้โอกาสเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทยอีก 1 โมเดลในงาน Big Motor Sale 2022 สำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เล็กอย่าง BMW G310GS 2022 ที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสริมออปชันเพิ่มเติมรวมถึงมีการปรับรูปโฉมภายนอกอีกด้วย เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ภายนอก เจ้าแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เล็กคันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมภายนอก โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีดีไซน์ใหม่ โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็เป็น LED แบบใหม่ที่ดูหล่อเท่มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีรูปทรงที่ไม่เทอะทะ คล่องตัว สามารถใช้งานในเมืองได้ และยังมีกำลังเพียงพอที่จะขับขี่บนถนนใหญ่ได้ด้วย เมื่อรวมกับชิลด์หน้าอันเป็นเอกลักษณ์ก็ช่วยให้ป้องกันลมปะทะได้ดี ขณะเดียวกัน บังโคลนหน้าสูงและท้ายยกสูงก็ให้กลิ่นอายแบบรุ่นพี่ใหญ่อย่าง R1250GS นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องการยศาสตร์อีกด้วย โดยตัวรถมีก้านเบรกและก้านคลัตช์สามารถปรับได้ 4 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของมืออีกด้วย เหมือนกับทาง G310R เลย ตัวรถใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 313 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว หัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งผ่านมาตรฐาน EU5 แล้ว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 28 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ โดยสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเร่งรอบเครื่องอัตโนมัติเวลาสตาร์ทป้องกันเครื่องดับ และยังมีระบบเซลฟ์บูสติงแอนติฮ็อปปิ้งคลัตช์ หรือสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดเอ็นจิ้นเบรกเวลาเชนจ์เกียร์ลง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก และยังช่วยให้มือคลัตช์เบาลงอีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างโดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกถือว่าเป็นของดีเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนยางและล้อขนาดจะเป็น 110 /80 R19 และ 150/70 R17 หน้าหลังตามลำดับ แม้ว่าจะมียางแบบออลเทอร์เรน แต่ล้อจะยังเป็นล้ออลูมิเนียม ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นแอดเวนเจอร์จ๋า ๆ แต่ค่อนข้างจะเป็นทัวริ่งมากกว่า ส่วนสนนราคาจำหน่ายนั้นเริ่มต้นที่ 275,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเรียบร้อยแล้ว โดยท่านสามารถชมรถจริงและรับโปรโมชันดี ๆ ได้ในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งจะจัดขึ้นถึง 28 สิงหาคมนี้ หรือไปชมคันจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha-SR400-Limited-Edition

Yamaha SR400 Limited Edition ฉลองครบ 44 ปี มีแค่ 400 คันเท่านั้น ล่าสุดในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ Yamaha SR400 Limited Edition เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 44 ปี ในการผลิตและจำหน่ายโมเดลนี้ ซึ่งถือเป็นตำนานแห่งเอกลักษณ์ของ Big Single และ Kick Start ที่สานต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองครั้งนี้ และตัวรถมีจำนวนจำกัดเพียง 400 คันในโลกเท่านั้น โดยโมเดลสุดพิเศษนี้นอกจากจะมาในดีไซน์แบบคลาสสิกดั้งเดิมแล้วยังมาพร้อมลายกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ของถังน้ำมันลายแรกที่ผลิตในปี 1978 ภายใต้สี Black Gold ที่ดูคลาสสิกและล้ำค่า มาพร้อมแผ่นเพลทโลโก้และรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันตั้งแต่ 001 – 400 อีกด้วย และนั่นคือลูกเล่นสำคัญในตัวรถ ขุมพลังของรถยังคงเป็นเครื่องสุดคลาสสิกสูบเดียวลูกโตขนาด 399 ซีซี แบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่วางบนเฟรมแบบเปลคู่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดโดยรับมาจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์แบบ 5 สปีด และยังคงใช้ระบบสตาร์ทเท้าแบบดั้งเดิม ช่วงล่างของรถก็ยังคงความคลาสสิก ด้านหน้ามีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกยางกันฝุ่น ด้านหลังเป็นโช้คคู่ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 298 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นดรัมเบรก ปิดท้ายด้วยขนาดยางและล้อ 90/100-18 M/C 54S แบบใช้ยางใน และ 110/90-18 M/C 61S แบบใช้ยางในเช่นกัน ส่วนสนนราคาเปิดตัวแนะนำ 309,000 บาท พร้อมกันนี้ลูกค้าที่ซื้อจะได้รับ Exclusive Box Set มูลค่า 5,000 บาท ประกอบด้วย โลโก้เหล็กประจำรุ่น ไฟแช็กสลักลายพิเศษ และพวงกุญแจหนังตรงรุ่นอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

SYM MMBCU 2022

SYM MMBCU 2022 อสรพิษร้ายสายพันธุ์ออโตเมติก เปิดตัวไปแล้วที่ไต้หวันกับอสรพิษร้ายสายพันธุ์ออโตเมติก หรือเจ้า SYM MMBCU 2022 สกู๊ตเตอร์ชื่อแปลกกับดีไซน์และสีสันสุดโฉบเฉี่ยว หลาย ๆ คนเห็นชื่อรุ่นแล้วคงจะปวดหัว เพราะยากต่อการจำซะเหลือเกิน ซึ่งชื่อรุ่นดังกล่าวนั้นมีที่มา โดย 3 ตัวอักษรแรกนั้นมีที่มาจากงูแมมบ้าจากแอฟริกาที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบดีไซน์โมเดลนี้ ขณะที่ตัว C มาจากคำว่า Crossover สื่อถึงความเป็นลูกผสม และ U ตัวสุดท้ายมาจากคำว่า Unique ที่สื่อถึงความโดดเด่นนั่นเอง ขุมพลังแบบสูบเดียว ขนาด 158 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ CVT และสายพาน ส่วนเรื่องตัวเลขกำลังนั้นยังไม่มีการเปิดเผย แต่น่าจะคล้ายคลึงกับโมเดลอื่น ๆ ของทางค่ายเอง ซึ่งก็น่าจะประมาณ 15 แรงม้า และ 14.6 นิวตันเมตร แม้ว่าตัวรถจะมีการใช้คำว่าครอสโอเวอร์ในชื่อด้วยก็ตาม และเมื่อบวกกับพิกัดเครื่องยนต์แล้ว มันก็ดู ๆ ไปแล้วน่าจะเป็นคู่แข่งของ Honda ADV160 แต่อย่างไรก็ตามตัวรถก็ยังมีช่วงล่างเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ทั่วไปอยู่ดี เพราะยางที่ให้มาก็ยังเป็นยางแบบขี่ถนนที่มีขนาด 120/70 13” และ 130/70 13” นั่นเอง ส่วนช่วงล่างก็จะมีระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช้คเทเลสโคปิก และโช้คหลังเดี่ยว ขณะที่ดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง   เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มีในตัวรถก็จะมีระบบไฟ LED ตลอดทั้งคัน หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ระบบสต็อปสตาร์ท ระบบเบรก ABS จาก Bosch แบบ 2 ชาแนล และแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ถือว่าค่อนข้างครบครันสำหรับรถระดับนี้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ก็จะมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ขนาด 28 ลิตร และฟุตบอร์ดขนาดใหญ่ โดยราคาค่าตัวอยู่ที่ 110,000 ไต้หวันดอลลาร์หรือราว ๆ 131,000 บาท ก็เรียกได้ว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่น่าสนใจอีกรุ่นนึงเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้มีมาจำหน่ายในไทยเท่านั้นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ของขวัญสุดพิเศษให้นักทดสอบรถ MotoGP

Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ของขวัญสุดพิเศษให้นักทดสอบรถ MotoGP เมื่อไม่นานมานี้ Suzuki เพิ่งจะได้มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับนักบิดทรงคุณค่าของทางค่ายเป็นรถไฮเปอร์ไบค์ที่ถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ มันก็คือ Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ที่มีเพียงคันเดียวในโลก หลังจากช่วงต้นปีค่ายรถญี่ปุ่น Suzuki ได้ออกประกาศว่าจะถอนตัวจากการแข่งขัน MotoGP และหันไปทุ่มเทให้กับการพัฒนารถพลังงานทางเลือกแทน นั่นหมายความว่านักทดสอบรถ MotoGP และแชมป์โลก Endurance World Champion (EWC) อย่าง  Sylvain Guintoli จะจบการร่วมงานกับ Suzuki เร็วกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อพิจารณาแล้วเขาคือชายที่ทำให้ Suzuki ประสบความสำเร็จ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทางค่ายจึงได้ตอบแทนเขาด้วยวิธีที่น่าจะดีที่สุดแบบนี้นั่นเอง “ผมต้องขอบคุณ Suzuki สำหรับรถคันงามคันนี้ที่เป็นเหมือนการฉลองให้กับความสำเร็จของเราตลอดช่วงเวลาไม่กี่ที่ผ่านมานี้” Guintoli ให้สัมภาษณ์ “คันเร่งมันเนียนมาก ๆ และกำลังที่ถ่ายออกมาก็สมู้ทมาก ๆ มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกกล้าที่จะเปิดคันเร่งให้มากขึ้น” สำหรับเจ้าฮายาคันนี้มีพื้นฐานเครื่องยนต์เป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 1,340 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 198.8 แรงม้าและแรงบิดที่ 162.7 นิวตันเมตร แต่จะมีลวดลายกราฟิกพิเศษเป็นลายแบบเดียวกับรถแข่งของทีม Yoshimura SERT Motul ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เขาขี่ในการแข่งขัน EWC เลย ทั้งนี้นักแข่งผู้นี้ยังโพสต์ขอบคุณไว้ที่ Facebook ของตัวเองไว้ว่า “ Suzuki ได้ให้สิ่งนี้กับผม มันคือ Suzuki Hayabusa “Yoshimura-Sert-Motul” ที่ Donington Park เพื่อฉลองแชมป์โลก 2021 EWC World Title, Bol d’Or และชัยชนะในการแข่งขันLeMans24H 2021 & 2022” เรียกได้ว่าสวยงามมากเลยล่ะครับ สำหรับเจ้าฮายาบูสะสุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW G310R 2022

BMW G310R 2022 เปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว เริ่ม 255,000 บาท ได้ฤกษ์เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทยสักทีสำหรับเน็กเก็ดไบค์พิกัดเริ่มต้นอย่าง BMW G310R ที่ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวที่ต่างประเทศมานานเป็นปีแล้วก็ตาม สำหรับโมเดลเริ่มต้นพิกัดต่ำกว่า 500 ซีซีของทาง Motorrad นั้นก็มีด้วยกันอีก 2 โมเดลก็คือ G310GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ และ G310RR สปอร์ตไบค์ที่เพิ่งเปิดตัวที่อินเดียไปได้ไม่นาน แต่สำหรับคันนี้คือเน็กเก็ดโร้ดสเตอร์ที่มีดีไซน์ใหม่โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็เป็น LED แบบใหม่ที่ดูหล่อเท่มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีรูปทรงปราดเปรียวและคล่องตัวเหมาะกับการใช้งานเมือง แต่ขณะเดียวกันก็มีกำลังเพียงพอที่จะขับขี่บนถนนใหญ่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องการยศาสตร์อีกด้วย โดยตัวรถมีก้านเบรกและก้านคลัตช์สามารถปรับได้ 4 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของมืออีกด้วย ตัวรถใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 313 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว หัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งผ่านมาตรฐาน EU5 แล้ว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 28 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ โดยสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเร่งรอบเครื่องอัตโนมัติเวลาสตาร์ทป้องกันเครื่องดับ และยังมีระบบเซลฟ์บูสติงแอนติฮ็อปปิ้งคลัตช์ หรือสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดเอ็นจิ้นเบรกเวลาเชนจ์เกียร์ลง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก และยังช่วยให้มือคลัตช์เบาลงอีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างโดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกถือว่าเป็นของดีเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนยางและล้อขนาดจะเป็น 110 /70 R17 และ 150/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนสนนราคาจำหน่ายของ BMW G310R 2022 นั้นเริ่มต้นที่ 255,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเรียบร้อยแล้ว โดยท่านสามารถชมรถจริงและรับโปรโมชันดี ๆ ได้ในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งจะจัดขึ้นถึง 28 สิงหาคมนี้ หรือไปชมคันจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Morini Seiemmezzo

Moto Morini Seiemmezzo โร้ดไบค์ไซส์กลางกับ 2 สไตล์ให้เลือกขี่ ล่าสุดโมโตโมรินีแบรนด์มอเตอร์ไซค์อิตาลีที่เก่าแก่มากแบรนด์นึงก็ได้ทำการเปิดตัว Moto Morini Seiemmezzo โร้ดไบค์ขนาดกลางที่มาพร้อมความคล่องตัวและความทนทานที่ไว้ใจได้และพร้อมจำหน่ายในยุโรปแล้วในเดือนกันยายนเป็นต้นไป สำหรับเจ้าโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันได้แก่ รุ่น STR (Street) ที่ออกแบบมาโดยมุ่งเป้าไปเพื่อคนรักรถในสไตล์เน็กเก็ดแท้ ๆ และ รุ่น SCR (Scrambler) สำหรับคนที่ชอบอะไรที่มันดั้งเดิมและก็ดูโดดเด่น ทั้งสองโมเดลนั้นคล้ายคลึงกันแต่ก็มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน โดยแชร์ชื่อตระกูลเดียวกัน แต่ก็แตกต่างกันออกไปในเวอร์ชัน สำหรับคนที่ต้องการรถที่ขี่ถนนได้และก็ขี่สนุกด้วย ในด้านของการดีไซน์ ตัวรถเน้นรูปทรงที่โดดเด่นแตกต่างด้วยบุคลิกเฉพาะตัว โดยมีความเรียบง่ายและความลงตัว เหลี่ยมมุมที่พอดิบพอดีไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เหลือช่องว่างให้กับความคลีนและดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งท่านั่งที่ช่วยให้ขับขี่ได้แม่นยำและคล่องตัว สำหรับ STR จะเป็นเน็กเก็ดไบค์ที่จะสังเกตได้จากล้อแม็กและแชสซีที่ง่ายต่อการควบคุม และมีท่านั่งขับขี่ที่สบายทั้งคนขับและคนซ้อน ขณะที่ SCR จะมีภาพลักษณ์ลุย ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นสตรีทไบค์ที่ดูแฟชั่นดี เพราะออกแบบมาให้กับคนที่ชอบความวินเทจ เด่นด้วยบังโคลนสูง แฟริ่ง เบาะหนังทำสี และโช้คหน้าสีทอง ปิดท้ายด้วยล้อแบบซี่ลวด ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางคาวาซากิ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 649 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 61 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 51.25 นิวตันเมตร ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร สำหรับช่วงล่างนั้นทางค่ายเลือกใช้ของดี อย่างเช่น ระบบเบรกจาก Brembo ยางจาก Pirelli โช้คจาก KYB ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งค่าได้ ด้านหลังสวิงอาร์มอลูมิเนียมร่วมกับโช้คเดี่ยว เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของล้อจะเป็นล้อหน้าขนาด 18 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ในส่วนของเทคโนโลยีก็มีมาให้ค่อนข้างพอตัว ตัวรถใช้หน้าจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถควบคุมผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์แบบมีแบ็กไลท์ ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกในสภาพแสงน้อย พร้อมกันนี้ยังมีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและเฮดเซ็ตผ่านบลูทูธเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน ระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED อีกด้วย ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากทีเดียวล่ะครับ แต่บ้านเรานั้นไม่มีตัวแทนจำหน่าย ก็ถือว่ารับรู้ไว้เป็นข่าวสารที่น่าสนใจอีกทางนึงนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB300F

Honda CB300F เปิดตัวกับบิ๊กวิงอินเดียพร้อมอ็อปชันแน่นแบบจัดเต็ม ล่าสุดฮอนด้า อินเดียก็ได้ทำการเปิดตัวสตรีทไฟเตอร์โมเดลใหม่ล่าสุดอย่าง Honda CB300F มาพร้อมดีไซน์ดุดันโดดเด่น และมีด้านหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง CB500F ซึ่งมาพร้อมกับออปชันที่ถือว่าจัดเต็มมากเลยทีเดียวสำหรับพิกัดเริ่มต้นแบบนี้ นอกจากสไตล์ที่ดุดันได้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตแล้ว ตัวรถก็มีความทันสมัย ด้วยการเลือกใช้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลเต็มระบบ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ ช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดี ขณะที่แฮนด์เลือกใช้แบบแฮนด์แบบเทปเปอร์ หรือแฮนด์บาร์แบบสอบปลายตามแบบนิยมซึ่งดีต่อเวลาควบคุมขับขี่ สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 293.52 ซีซี SOHC 4 วาล์ว แบบระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์  ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 24.4 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 25.6 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 14.1 ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถือว่าโดดเด่นสำหรับโมเดลนี้เลย โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับสีทองดูสวยงาม ขณะที่โช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังถือเป็นมาตรฐานของพิกัดนี้ ส่วนล้อก็จะเป็นขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เด่นหน่อยก็จะเป็นยางหลังหน้ากว้างถึง 150 ช่วยให้การขับขี่ที่ดีขึ้น ซึ่งจุดที่น่าสนใจในโมเดลนี้คือมีเทคโนโลยีทันสมัยใส่เข้ามาแบบแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นเอง ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดี ทั้งนี้ยังมีระบบ Honda Smartphone Voice Control system หรือ HSVCs หรือระบบสั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยเสียงและช่องจ่ายไฟแบบ USB Type C ช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกมากขึ้นอีกด้วย สำหรับการจำหน่ายในไทยนั้นบ้านเราอาจจะไม่มีโมเดลนี้เข้ามาจำหน่าย แต่เชื่อว่าอาจจะเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถในพิกัด 300 ซีซีของทางฮอนด้าประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอนครับ โดยจะเห็นได้จาก CB300R 2022 ก็เพิ่งมีการอัปเดตเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานเข้าไป แม้จะยังไม่จัดเต็มเท่ากับโมเดลนี้ก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Yamaha YZF-R3 2023

Yamaha YZF-R3 2023 กับสีใหม่ม่วงมหากาฬ เผยโฉมแล้วที่อเมริกา ยามาฮ่ายังคงเปิดตัวโมเดลใหม่ประจำปีอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้เป็น R7 คราวนี้เป็นคิวของ Yamaha YZF-R3 2023 ที่คราวนี้มาพร้อมกับกราฟิกใหม่และเฉดสีม่วงที่ชวนให้นึกถึงสีสันที่เคยเป็นที่นิยมในช่วงปี 90 โดยการเปิดตัวสีใหม่คราวนี้ก็ยังคงเป็นเปิดตัวที่ทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตามส่วนอื่น ๆ ของรถยังคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร นอกเสียจากกราฟิกและสีสัน เครื่องยนต์ของรถยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 321 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าทรงพลังระดับเบอร์ต้น ๆ ของพิกัดนี้ ช่วงล่างของรถเด่นด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ถูกเซ็ตมาให้กับขับขี่บนท้องถนนในหลากหลายสภาวะ ทางด้านของระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนสีสันนี้จะเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่นั้นก็คงต้องลุ้นกันล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R7 2023 มาพร้อมสีสันใหม่ ขาวเท่ สะดุดตา เผยโฉมหน้าให้เห็นแล้วกับ Yamaha YZF-R7 2023 ที่ครั้งนี้มาพร้อมสีสันและกราฟิกใหม่ ขาวเท่ สะดุดทุกสายตา โดยเผยโฉมให้เห็นกันที่ฝากฝั่งประเทศอเมริกากันก่อนใคร สำหรับโมเดลปีใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาว Intensity White แฟริ่งมาในโทนสีขาวตัดด้วยเส้นสายกราฟิกสีเทาและแดง พร้อมล้ออลูมิเนียมสีแดงสด เรียกว่าโดดเด่นจริง ๆ อย่างไรก็ตามส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบ CP2 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 689 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีดและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วงล่างเด่นที่โช้คหน้าแบบหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบพร้อมปั๊มบนแบบเรเดียลจาก Brembo ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และแน่นอนว่าพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนการจำหน่ายสีสันนี้ในบ้านเราคาดว่าจะมีจำหน่ายอย่างแน่นอน ใครชอบล่ะก็อดใจรอกันหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก