SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Can-Am-เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า

Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลใหม่ ล่าสุด Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลสองสไตล์ได้แก่ Origin และ Pulse ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าล้วน ๆ 2 คันแรกของทางค่ายเลย ซึ่งงานนี้เป็นทาง Bombardier Recreational Products (BRP) เป็นผู้ที่ออกมาประกาศ ทั้งนี้ BRP คือบริษัทแม่ของค่ายรถ 3 ล้อสัญชาติแคนาดาของแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทแม่กำลังเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าเพื่อแผ้วถางทางต้อนรับนักบิดหน้าใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้และในอนาคต “วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมของเราพัฒนาไปอีกระดับแล้ว พร้อมกันนี้เรายังได้เผยให้เห็นถึงโปรดักต์รถไฟฟ้าที่จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์บนท้องถนนให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” José Boisjoli ประธานและซีอีโอของ BRP แถลง “ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ของเราประกาศชัยชนะทั้งในแทร็กและเส้นทางเทรล และวันนี้ตำนานบทใหม่กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วย Origin และ Pulse สองโมเดลแรกในตระกูลรถไฟฟ้า 2 ล้อของเรา เรากำลังเสริมอาวุธเพื่อเรียกรากเหง้ามอเตอร์ไซค์ของเราด้วยการบรรจงสร้างประสบการณ์การขีบขี่อันตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนเจ็นใหม่” โมเดล Origin จะเป็นโมเดลที่พร้อมจะตะลุยไปในทุกเส้นทาง ทั้งออนโร้ดและออฟโร้ด เพราะมันเป็นรถในสไตล์สองประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอความระทึกใจที่สดใหม่ให้กับทุก ๆ เส้นทาง ขณะที่ Pulse นั้นต่างออกไป มันคือมอเตอร์ไบค์ที่มีความสมดุล มีความแม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นเต้นเร้าใจและอยากที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ๆ ให้สนุกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองโมเดลจะมาในสไตล์ร่วมสมัยและมีเส้นสายที่ดูล้ำยุค ออกแบบมาให้ขี่ได้ง่ายทั้งมือใหม่และมือเก๋า เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปที่เพียงแค่บิดก็สามารถทะยานออกไปโดยไม่ต้องใช้คลัตช์หรือเข้าเกียร์ ตัวรถยังมีการสั่นสะเทือนน้อยมาก นุ่มนวล และส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ แม้ในตอนที่ความเร็วต่ำ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนคือมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-POWER ซึ่งให้ความเร็วเพียงพอกับการขับขี่บนไฮเวย์ พร้อมทั้งแรงม้าและแรงบิดสูง ทั้งนี้แต่ละโมเดลจะมีดีไซน์ การยศาสตร์ และความสามารถที่เหมาะกับสไตล์ของตัวรถ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าจะเปิดเผยสเปกโดยละเอียดในเดือนสิงหาคม 2023 และจะยังเปิดโมเดลใหม่ในปี 2024 อีกด้วย ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารโมเดลใหม่ได้ในเว็บไซต์ของทางค่ายได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New CB300R สีใหม่ เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ NEO SPORTS CAFE

ไทยฮอนด้าเอาใจวัยรุ่นที่ชื่นชอบความเร็วและความโมเดิร์นคลาสสิก ด้วยการเปิดตัว New CB300R สีใหม่มอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ NEO SPORTS CAFE ที่มาพร้อมสีใหม่ และเทคโนโลยีที่ครบครัน New CB300R NEO SPORTS CAFÉ ผสานสองขั้วความเท่ไว้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์โมเดิร์นคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมขับสไตล์ให้โดดเด่นเหนือกว่ากับสีเหลือง PEARL DUSK YELLOW เท่กว่าเดิมกับ DESIGN SPORTY MUFFLER ท่อไอเสียปรับแต่งใหม่ ให้ทุกมุมมองเต็มไปด้วยความเร้าใจ และให้เสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันทรงพลัง มาพร้อมเทคโนโลยี ASSIST SLIPPER CLUTCH เพิ่มความนุ่มนวลไหลลื่นขณะเปลี่ยนเกียร์ และป้องกันการเสียการควบคุมขณะผ่อนคันเร่งกะทันหัน สะดวกสบายมากขึ้นกับ METER GEAR POSITION บนหน้าปัดเรือนไมล์แบบใหม่ จอ LCD แสดงผลครบครัน พร้อมไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ New CB300R ยังคงแรงเต็มพลังด้วยเครื่องยนต์ 286 ซีซี 4 วาล์ว มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดุดันเร้าใจ FULL LED LIGHTING SYSTEM ล้ำหน้าด้วยระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟหน้าทรงกลมคงเอกลักษณ์ความเท่คลาสสิก TAPERED RUBBER MOUNTED HANDLEBAR แฮนด์บาร์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.6 มม. บริเวณตอนกลางออกแบบเป็นรูปทรงเรียว เพื่อการควบคุมที่มั่นคงยิ่งขึ้น MONOSHOCK WITH 7-STEP PRELOAD ADJUSTMENT ตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างลงตัว ด้วยโช้กหลังแบบ PRELOAD ADJUSTMENT ที่ปรับได้ถึง 7 ระดับ และ UPSIDE-DOWN FRONT SUSPENSION AND HUBLESS FLOATING DISC โช้กหน้าหัวกลับสีทองเข้มขนาดใหญ่ 41 มม. ขนาดเดียวกับรถระดับบิ๊กไบค์ของฮอนด้า ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยมทุกสภาพถนน มั่นใจในทุกการเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้าขนาด 296 มม. แบบจานแยกชิ้น เรเดียลเมาท์ 4 พอต คาลิปเปอร์ พร้อม ABS G-Sensor ระดับเดียวกันกับรถในสนามแข่ง New CB300R สีใหม่ มีทั้งหมด 3 สี ประกอบด้วยสีเหลือง PEARL DUSK YELLOW สีแดง CANDY CHROMOSPHERE RED และสีดำ MAT GUNPOWDER BLACK METALLIC ราคาแนะนำที่ 155,200 พร้อมพาคุณโลดแล่นไปกับความเท่เหนือกาลเวลาแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ   ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New CB300R สีใหม่ ได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.thaihonda.co.th/honda/motorcycle/neo-sport-cafe/cb300r-2022 เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Yamaha อินเดีย อัปเดตกราฟิกใหม่ MotoGP Edition ให้น้องใหม่ 4 รุ่น

Yamaha อินเดีย อัปเดตกราฟิกใหม่ MotoGP Edition ให้น้องใหม่ 4 รุ่น ยามาฮ่ามีเป็นแบรนด์ที่มีผลงานโดดเด่นในเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง MotoGP อยู่เสมอ ด้วยการครองโพเดียมบนเวทีการแข่งขันที่เป็นเหมือนกับเสาหลักของโลกการแข่งขัน และแน่นอนว่าไบค์เกอร์นั้นชื่นชอบการแข่งขัน ทาง Yamaha อินเดีย จึงได้ทำการอัปเดตกราฟิกใหม่ลาย MotoGP Edition ให้กับน้องใหม่ของทางค่าย 4 รุ่นด้วยกัน เพื่อเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของทางแบรนด์เพื่อให้ไบค์เกอร์เองก็สามารถสัมผัสได้แม้ว่าจะขี่ถนนไม่ได้ขี่สนามก็ตาม ซึ่งการทำแบบนี้ก็เป็นส่วนนึงของแผนการตลาดของทางยามาฮ่าที่มีชื่อว่า ‘The Call of the Blue’ จากทางยามาฮ่า อินเดีย โดยได้นำลวดลายรถแข่งจากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Edition ปี 2022 มาใส่ให้กับ YZF-R15M สปอร์ตไบค์น้องเล็ก MT-15 V2.0 นักรบดำ AEROX 155 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ และ RayZR 125 Fi ไฮบริดสกู๊ตเตอร์ โดยจะมีจัดจำหน่ายที่บลูสแควร์ประเทศอินเดีย   สำหรับ YZF-R15M และ MT-15 V2.0 จะได้เห็นลวดลายพิเศษ Monster Energy นี้โดดเด่นบ่นด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันและแฟริ่งด้านข้าง และสปอนเซอร์สำคัญบนตัวรถจุดต่าง ๆ ขณะที่ AEROX 155 และ RayZR จะได้เห็นโลโก้ต่าง ๆ ตลอดทั่วทั้งตัวรถ   งานนี้สาวกชาวไทยก็รอติดตามเวอร์ชันนี้ในไทยได้เลย สาวกที่ชื่นชอบการแข่งขันโดยเฉพาะการแข่งขัน MotoGP จะได้มีโอกาสครอบครองรถที่มีลวดลายพิเศษแบบนี้ได้ในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Hunter 350

Royal Enfield Hunter 350 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว Royal Enfield Hunter 350 โมเดิร์นเรโทรไบค์พิกัดเริ่มต้นของทางค่ายเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่ประเทศไทย โดยจะมีดีไซน์ในแบบของเรโทรอย่างเต็มขั้นตามแบบฉบับของทางรอยัลเอ็นฟิลด์ ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปอย่างลงตัว ดีไซน์จะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเต็มพิกัด ด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงกลม กระจกมองข้างและเรือนไมล์เองก็เป็นทรงกลม สวิตช์ควบคุมออฟรันแบบบิดสไตล์คลาสสิค ขณะที่ตัวถังน้ำมันก็จะมีดีไซน์แบบหยดน้ำ แต่ก็มีการเว้าตัวถังเพื่อให้รับกับเข่าของผู้ขับขี่ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น  ส่วนที่เป็นฟังก์ชันสมัยใหม่ก็จะมีหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบผสมผสานระหว่างดิจิทัลและอนาล็อก พร้อมฟังก์ชันนำทางด้วยระบบ Tripple เป็นหน้าจอทรงกลมแยกออกมาอยู่ด้านขวาของเรือนไมล์หลัก (เฉพาะรุ่น) นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB พอร์ตที่ใต้คลัตช์มือ ขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 349 ซีซี แบบ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด เคลมกำลังมาที่ 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ โดยจะใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร  สำหรับส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นจะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกยางกันฝุ่น ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มและโช้คคู่ ปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อจะเป็นล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชัน ได้แก่ Hunter Metro และ Hunter Metro Rebel ซึ่งจะมีออปชันปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป เวอร์ชัน STD ไม่มีระบบทริปเปอร์ จะจำหน่ายในราคา 129,900 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว Dapper White สีเทาควันบุหรี่ Dapper Ash และสีเทาเข้ม Dapper Grey เวอร์ชัน Tripper มีระบบทริปเปอร์ จะจำหน่ายในราคา 132,900 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Rebel Black, สีฟ้า Rebel Blue และสีแดง Rebel Red อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition

2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition เผยโฉมแล้ว หลาย ๆ คนที่คลั่งไคล้ในรถซูเปอร์สปอร์ตน่าจะรับรู้และพิจารณาว่าม้าศึกของ Jonathan Rea นั้นเปรียบเสมือนที่สุดของสปอร์ตไบค์คันนึงเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะยิ่งตอนที่มันได้รับการยกเครื่องใหม่ในปี 2021 ทำให้มันฉีกจากบรรบุรุษรุ่นก่อน ๆ ในตระกูลเดียวกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะตัวแฟริ่งที่ปรับปรุงใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น จนเราได้เห็นความสำเร็จของมันบนเวทีการแข่งขันระดับโลก และเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมากโมเดลนึง มาตอนนี้ 2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition  ก็ได้ถึงคราเผยโฉมแล้ว โดยโมเดลใหม่นี้เปิดตัวที่อินโดนีเวียเป็นที่แรก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็น่าจะตามกันมาในไม่ช้านี้ สำหรับเจ้าโมเดลสปอร์ตไบค์ตัวพันพิกัดเรือธงจากค่ายเขียวคันนี้จะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากเรื่องของกราฟิกเท่านั้น โดยจะใช้ลวดลายกราฟิกจากทีม Kawasaki Racing Team และปรับให้เข้ากับรถอย่างลงตัว โดยกราฟิกใหม่จะเผยเห็นเห็นสีสันเขียวมะนาวมากขึ้น มีสีขาวน้อยลง และมีสีแดงตัดแต้มเข้ามาที่ด้านข้างและอกล่าง ขุมพลังนั้นยังคงเดิมยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 998 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 213 แรงม้าที่ 13,200 รอบ และแรงบิดที่ 114.9 นิวตันเมตรที่ 11,400 รอบ ช่วงล่างยังโดดเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับซับแทงค์จาก Showa BFF และโช้คหลังเดี่ยว Showa BFRC ช่วยให้การควบคุมรถแม่นยำ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50  ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. มาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมายเพื่อช่วยให้รีดสมรรถนะเวลาขับขี่ในสนามได้อย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบการจัดการตัวรถเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ ระบบประมวลผลแรงเฉื่อย แทร็คชันคอนโทรล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับการขี่ถนนอยู่อีกเล็กน้อย เช่น ครูซคอนโทรล ซึ่งช่วยให้มันขี่ถนนได้สบายยิ่งขึ้น ระบบเชื่อมต่อหน้าจอเรือนไมล์สี TFT เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ และใช้งานฟังก์ชั่นอื่น ๆ เพิ่มเติม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 700 CL-X ADV หล่อลุยสไตล์เรโทร

CFMoto 700 CL-X ADV หล่อลุยสไตล์เรโทร หลาย ๆ คนน่าจะจำได้กับ CFMoto 700 CL-X กับมอเตอร์ไซค์สไตล์นีโอเรโทรคันแรกของทางค่ายมังกรฟ้า เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกหนีจากสไตล์เดิมจากตัวแรกและตัว Sport รวมถึงการพยายามที่จะสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วแบรนด์นี้ก็รุกตลาดไปหลาย ๆ แห่งแล้ว ไม่ว่าจะเอเชีย ออสเตรเลีย และบางส่วนในยุโรป และในครั้งนี้กลับมาอีกครั้งกับรหัส ADV ต่อท้ายเพื่อเป็นการบ่งบอกว่ามันคือรถในสไตล์ลุย ๆ นั่นเอง จากดีไซน์ที่ได้เห็นก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าจะอยู่ในตระกูล CL-X ด้วยไฟหน้า LED ทรงตัว X ตัวรถในสไตล์เรโทร และต้องเป็นรถลุย ๆ จากองค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ ยางแบบดูอัลสปอร์ต ชิลด์หน้าสูง โช้คที่ดูมีระยะยุบเพิ่มมากขึ้น บังโคลนสูง แร็คบิลต์อินมาในตัวรถ เรียกได้ว่าดูดีมีสไตล์และพร้อมลุยแบบสแคลมเบลอร์ไบค์ ตัวขุมพลังนั้นก็เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากทาง Kawasaki ระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 693 ซีซี บล็อกเดียวกันกับลูกพี่ลูกน้อง ให้กำลังแรงสูงสุด 74 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด 68 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คแบบหัวกลับกระบอกสีทองโดดเด่นจาก KYB -ขนาดใหญ่ถึง 41 ม.ม.และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดจาก KYB เช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้คาลิเปอร์เบรก J.Juan และมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ขณะที่ล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยล้อหน้ามีขนาด 19 นิ้วและล้อหลังมีขนาด 17 นิ้ว และยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ไปได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ ระบบครูซคอนโทรล และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ เฉกเช่นเดียวกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง ถือว่าน่าจะเพียงพอกับรถในพิกัดนี้แล้ว สำหรับเรื่องของสนนราคานั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่คาดว่าราคาจะไม่หนีจากลูกพี่ลูกน้องของมันมากนัก โดยตัว Sport นั้นอยู่ที่ 6,999 เหรียญ หรือราว ๆ 253,000 บาท โดยคาดการณ์ว่าน่าจะแพงกว่านี้อีกประมาณนึงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT 200

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์พร้อมลุยเปิดราคาพร้อมจำหน่ายไทยแล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ใครจะไปคิดว่า อาพริเลีย ประเทศไทยจะเอาจริง หลังล่าสุดสด ๆ ร้อน ๆ มือแทบพอง เมื่อทางค่ายนำเข้า Aprilia SR GT 200 เออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ หรือสกู๊ตเตอร์สายลุยเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย สำหรับดีไซน์นั้นเห็นด้านหน้าก็บ่งบอกได้ทันทีว่านี่มันคืออาพริเลีย เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใครอย่างไฟหน้าเทพสามตาที่ด้านในเป็น LED และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยมีไฟเลี้ยวแยกเป็น LED เช่นกัน บอกเลยว่า หล่อเท่ไม่เหมือนใครจริง ๆ ทั้งยังมีโลโก้ธงชาติอิตาลีเพิ่มดีกรีความหรูหราพรีเมียมสมกับเป็นรถสัญชาติอิตาลียิ่งขึ้น ด้านท้ายเองก็เป็นไฟ LED เช่นกัน พร้อมไฟเลี้ยวแบบบิลต์อินไม่แยกออกมาอีกด้วย เส้นสายตัวรถมีความเฉียบคมและปราดเปรียว มีลูกเล่นที่แฟริ่งชิ้นข้างมีช่องให้ลมผ่าน ดูสอดคล้องกับหลักแอโรไดนามิก แฟริ่งหลายส่วนมีการเล่นลวดลายเหมือนผ้าคาร์บอน สร้างความเท่และพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ชิลด์หน้าสีสโม้คขนาดกำลังดี ถัดเข้ามาคือเรือนไมล์เป็นแบบดิจิทัลเต็มระบบ มีขนาดใหญ่ แสดงผลข้อมูลได้ชัดเจน อ่านค่าและใช้งานได้ง่าย ตัวแฮนด์บาร์เป็นแบบยกสูงและโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่ ให้ความสบายในการขับขี่ด้วยท่านั่งหลังตรงในแบบของสกู๊ตเตอร์ ขณะเดียวกันฟุตบอร์ดก็ออกแบบมาให้วางเท้าได้สองแบบคือวางในท่านั่งปกติที่ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย และวางในแบบยืดขาไปด้านหน้าเพื่อความสบายเวลาเดินทางไกลได้อีกด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น คือเครื่อง i-get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 174.4 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5 แล้ว ให้กำลังแรงสูงสุด 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นด้วยกระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิกคะซิล (Nickasil) ช่วยให้มีความทนทานและลดการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ พร้อมกันนี้ยังมีระบบ Start&Stop RISS ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดติดไฟแดง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยจะมีถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรพร้อมช่องเติมน้ำมันด้านหน้าแบบไม่ต้องเปิดเบาะ โดยเคลมมาว่า สามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว   ขณะที่ช่วงล่างจะค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับรถในพิกัดใกล้เคียงกัน ด้านหน้าจะมีโช้คเทเลสโคปิกขนาดแกนใหญ่ถึง 33 ม.ม. จาก Showa ระยะยุบ 120 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 102 ม.ม.ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหน้าอย่างเดียว ในส่วนของล้อและยางจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ โดยจะใช้ยางแบบออลเทอร์เรนที่เหมาะกับทุกเส้นทางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/80 – 14 และ 130/70 – 13 ตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็จะมีค่อนข้างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-A อยู่ด้านใน เหมาะกับการถุงมือและสมาร์ทโฟน ช่องเก็บของขนาดใต้เบาะขนาด 25 ลิตรเพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ สำหรับเรื่องของการจำหน่ายนั้น Aprilia SR GT 200 นั้นจะมี 2 เวอร์ชันด้วยกันได้แก่   รุ่น Standard มี 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Aprilia Black และสีเทา Street Grey โดยรุ่นสแตนดาร์ดทุกคันจะมาพร้อมลายกราฟิกปกติที่แฟริ่ง พื้นสีขาวใต้ฟุตบอร์ด พักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงินและโลโก้สีแดงดำ ล้อสีดำ จำหน่ายที่ 143,900 บาท และรุ่น Sport มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway โดยรุ่น Sport ทุกคันจะมาพร้อมกราฟิกโลโก้ตัว a ที่แฟริ่งข้าง โลโก้ Aprilia ที่พักเท้าทั้ง 2 ข้าง ล้อสีแดง ราวจับคนซ้อนและโลโก้เปลี่ยนไปตามสีรถ และโลโก้ไฟหน้าฝั่งขวา อยู่ที่ 148,900 บาท โดยราคานี้เป็นราคาแบบ On The Road Price รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ.

Triumph TE-1

TRIUMPH TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่จะพาไทรอัมพ์มุ่งสู่อนาคตใหม่ เรียกได้ว่าเสร็จสิ้นการพัฒนากันแล้วกับ Triumph TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่ทางไทรอัมพ์พัฒนาร่วมกับหลาย ๆ ผู้ชำนาญการ รวมไปถึงทางหน่วยงานรัฐของอังกฤษอีกด้วย เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบคันนี้เกิดจากความร่วมมือของทางค่ายกับทาง บริษัท Williams Advanced Engineering บริษัท Integral Powertrain Ltd และศูนย์ WMG ของมหาวิทยาลัย University of Warwick และได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานเพื่อยานพาหนะปลอดการปล่อยมลพิษ Office for Zero Emission Vehicles ผ่านทางหน่วยงาน Innovate UK ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้า และทั้งทางภาครัฐของอังกฤษ ผลของการพัฒนาก็คือเจ้ารถต้นแบบคันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์บนพื้นฐานของ Street Triple แต่มีท่าทางการขับขี่คล้ายกับ Speed Triple เรียกได้ว่าถ่ายทอด DNA การออกแบบของไทรอัมพ์มาได้อย่างลงตัว โดยสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งลงไปนั้นเทียบเท่ากับ Speed Triple 1200 ซึ่งมีกำลังขับมากถึง 130 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 177 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 109 นิวตันเมตรในแบบที่รวดเร็วทันใจและควบคุมได้อย่างนุ่มนวลทุกช่วงความเร็วรอบ โดยทางค่ายระบุมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 96 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที และ 0 – 160 กม./ชม. ได้ภายใน 6.2 วินาทีเท่านั้น สำหรับแบตเตอรี่นั้นถือเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ โดยเป็นส่วนที่กินน้ำหนักมากที่สุดของรถ แต่ก็ช่วยให้รถคันนี้วิ่งได้ไกลมากถึง 161 กม. จากการทดสอบบนถนนปิดที่มีการจำลองให้เคียงกับการขับขี่บนถนนจริง และที่น่าสนใจคือการมีระบบชาร์จไฟแบบควิกชาร์จ จาก 0 – 80% ได้ภายใน 20 นาที ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ และแม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มาก แต่สำหรับเจ้าต้นแบบคันนี้กลับมีน้ำหนัก 220 กก. ฟังดูอาจจะเยอะ แต่หากเทียบกับรถไฟฟ้าที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันและมีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้แล้วจะพบว่ามันมีน้ำหนักเบากว่าถึง 25% เลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือเสียงเวลาขับขี่ ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะไม่ใช่เสียงสังเคราะห์แบบรถยนต์หลาย ๆ แบรนด์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนน อีกทั้งทางยุโรปเองก็มีข้อบังคับให้ต้องมีระบบสร้างเสียงสังเคราะห์เพราะสาเหตุด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่ทางค่ายมีการออกแบบมาให้ตัวรถมีเสียงจากการอาศัยเฟืองเกลียวพิเศษในรถให้ได้สุ้มเสียงที่ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในจริง ๆ เลย และยังผ่านมาตรฐานเรื่องเสียงรบกวนต่าง ๆ แม้กระทั่งในเวลาที่เปิดคันเร่งหนัก ๆ ก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบและไม่ได้ขายจริง ๆ แต่ก็ถือว่าโมเดลนี้ช่วยให้ไทรอัมพ์ได้รับองค์ความรู้มากมาย อาทิเช่น ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่และระบบชาร์จ รวมถึงองค์ความรู้อื่น ๆ ที่จะนำไปพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับขายจริงในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดีแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Yamaha Fazzio Hybrid Connected

Yamaha Fazzio Hybrid Connected แฟชันสกู๊ตเตอร์สำหรับวัยมัน เปิดตัวแล้ววันนี้แบบสด ๆ ร้อน ๆ แม้ว่าจะเคยเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ก็ตาม สำหรับ Yamaha Fazzio Hybrid Connected แฟชันสกู๊ตเตอร์สำหรับวัยมัน ที่โดดเด่นด้วยสไตล์และสีสันสุดโดดเด่นเพื่อไลฟ์สไตล์ที่มีสไตล์และสีนสันยิ่งกว่าใคร ดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ตัวรถมาในดีไซน์เน้นโครงสร้างเส้นสายแกนกลางตัวรถ มีความโมเดิร์น เป็นเอกลักษณ์และทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายอยู่ในตัวเอง พร้อมฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย   ไฟหน้า LED และไฟเลี้ยวมีดีไซน์ทรงแค็ปซูลสวยงามแปลกตา แต่ไม่ทิ้งเรื่องความสว่างชัดเจน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD เองก็มีดีไซน์ทรงแค็ปซูลเช่นเดียวกัน ดูลงตัวกลมกลืนดีงาม กระทั่งไฟท้ายเองก็มีดีไซน์แบบแค็ปซูลเหมือนกันอีกด้วย เรียกว่าเน้นยำดีไซน์นี้อย่างมาก ขุมพลังไฮบริด ตัวรถใช้ขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ 2 วาล์ว ขนาด 124.86 ซีซี โดดเด่นด้วยเสื้อสูบไดอะซิลและลูกสูบแบบฟอร์จ พร้อมกระบอกสูบแบบเยื้องสูง ช่วยลดการสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ ตัวเครื่องยนต์นี้จะทำงานร่วมกับระบบไฮบริดผ่านระบบสมาร์ทมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ ช่วยทั้งสตาร์ทและผลิตกระแสไฟฟ้าในชุดเดียวกัน และยังช่วยเพิ่มแรงบิดขณะออกตัวหรือเร่งแซง ทั้งยังมีระบบ Stop & Start System ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดรถรอไฟแดงหรือคนข้ามถนน ช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี สำหรับสมรรถนะนั้นเครื่องยนต์จะให้กำลังแรงสูงสุดที่ 8.31 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 10.6 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ ช่วงล่าง   ตัวรถใช้เฟรมแบบอันเดอร์โบนที่ออกแบบพิเศษ น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง จัดวางจุดยึดเครื่องยนต์และตำแหน่งโช้คได้ดี ช่วยให้ขับขี่ได้ดี ส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้า ด้านหลังเป็นดรัมเบรก พร้อมระบบเบรกแบบ UBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ขณะที่ล้อจะเป็นขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและหลัง ขนาดยางเป็น 110/70 – 12 47L เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และใช้ยางแบบไม่ใช่ยางใน ฟีเจอร์เด่น   แน่นอนว่าเป็นสกู๊ตเตอร์จึงมีฟังก์ชันเพื่อให้ตอบการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีฟีเจอร์เด่น ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานต่าง ๆ มากมาย อาทิ ตะขอเกี่ยวสัมภาระด้านหน้าและด้านหลังรับน้ำหนักได้จุดละ 1 กก. ฟุตบอร์ดขนาดใหญ่ช่วยให้วางเท้าได้สบายและวางของก็ได้อีก ช่องเก็บของด้านหน้าข้างซ้ายพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ 1 แอมป์ และระบบสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น) Y-Connect ปรับปรุงใหม่ ระบบ Y-Connect นั้นมีการปรับปรุงใหม่ โดยสามารถสแกน QR Code ที่กล่อง CCU และเชื่อมต่อได้ทันที สะดวกยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ครบถ้วนเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเตือนการบำรุงรักษา สถานะน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ แจ้งความผิดปกติเครื่องยนต์ ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ตำแหน่งจอดรถล่าสุด วัดรอบ ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า อันดับการขับขี่ และอัปเดตใหม่คือ บันทึกประวัติการขับขี่ได้ การจำหน่าย จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน คือเวอร์ชันสแตนดาร์ด เปิดราคาแนะนำที่ 54,900 บาท มีทั้งหมด 4 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้าน้ำทะเล Aqua Turquoise สีแดง Candy Red สีเหลือง Lemon Yellow และสีเทา Olive Grey และเวอร์ชันสมาร์ทคีย์ เปิดราคาแนะนำที่ 56,600 บาท มีทั้งหมด 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทาบุหรี่ Smoke Grey และสีดำ Absolute Black อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว G310RR

เปิดตัว G310RR สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กจาก BMW ที่อินเดีย ล่าสุด BMW Motorrad ประเทศอินเดียได้ทำการเปิดตัว G310RR สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กเป็นที่แรกในโลก และเป็นครั้งแรกของทางค่ายที่มีสปอร์ตไบค์พิกัดนี้ แต่เป็นโมเดลที่ 3 แล้วในตระกูลนี้ สำหรับโมเดลนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง BMW และยักษ์ใหญ่จากอินเดียอย่าง TVS โดยโมเดลนี้จะผลิตในโรงงาน TVS ในเมืองโฮเซอร์ประเทศอินเดีย DNA รุ่นใหญ่ โมเดลนี้ออกแบบดีไซน์มาไม่เพียงแต่อาศัย DNA มาจากรุ่นใหญ่อย่าง S1000RR ให้ออกมาหล่อเหลาคล้ายพี่ใหญ่เท่านั้น แต่ยังคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกด้วยเพื่อให้กับเป็นโมเดลสปอร์ตไบค์สไตล์โร้ดเรซ ออกแบบแรมแอร์อินเทคเพื่อป้อนอากาศเข้าสู้เครื่องยนต์ได้ดี และยังมีช่องลมที่ช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์อีกด้วย ตัวรถมาในสไตล์โฉบเฉี่ยวดุดันมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ชิลด์หน้าใสขนาใหญ่และแฮนด์สีดำล้วน เส้นสายของตัวรถโน้มเอียงพุ่งไปทางล้อหน้า มีเบาะนั่งในสไตล์โอบถังน้ำมัน ท้ายสั้นยกสูงดูมีสไตล์แบบเรซซิ่งเต็มพิกัด ช่วงล่างมาดี ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็ยโช้คเดี่ยวสปริงสีขาวร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 300 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียม และยางเรเดียล Michelin Pilot Street ขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 กำลังก็พอมี ส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 312.12 ซีซี พร้อมหัวฉีดไฟฟ้า และระบบเกียร์ 6 สปีด รวมถึงระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,700 รอบ และแรงบิดสูงสุด 27.3 ที่ 7,700 รอบ โดยเคลมตัวเลขท็อปสปีดมามากถึง 160 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 60 กม./ชม.ในเพียง 2.9 วินาที ทันสมัยสมเป็นรถเยอรมัน แน่นอนว่าเป็น BMW ก็เลยมีเทคโนโลยีมาครบครัน แม้แต่ในสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้นแบบนี้ ก็ยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Track, Urban, Rain และ Sport ซึ่งแต่ละโหมดก็จะส่งผลต่อกำลังเครื่องยนต์และระบบ ABS ให้ทำงานแตกต่างกันในแต่ละโหมด ตัวรถยังมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแนวตั้ง ความละเอียดสูง มองเห็นได้ชัดเจน พร้อมแสดงผลในแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ทั้งยังมีข้อมูลพิเศษกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นสถิติการขับขี่ โหมดการขับขี่ ความเร็งสูงสุด การลดความเร็ว เป็นต้น สำหรับการจำหน่าย โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ดในเฉดสีดำเมทัลลิกราคา 285,000 รูปี หรือราว ๆ 131,000 บาท และรุ่น Style Sport มาในเฉดสีไตรคัลเลอร์ราคา 299,000 รูปีหรือราว ๆ 137,000 บาท เปิดตัว G310RR อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 มีอะไรแตกต่างจากตัวปกติบ้าง ไปชม หน้าผาหินขรุขระ หุบเขาลึก แม่น้ำเชี่ยว และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่ผู้เข้าแข่งขันในรายการ BMW Motorrad International GS Trophy จะต้องเจอ การแข่งขันในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศอัลเบเนีย และตอนนี้ทางค่ายก็ได้ เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 ครั้งนี้นั้นจะเป็น R1250GS Trophy Competition ซึ่งบิลต์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยจะมีรถใช้ในการแข่งขันมากถึง 126 คันเลยทีเดียว ทั้งนี้การแข่งขันครั้งที่แล้วเมื่อปี 2020 การแข่งขันนั้นใช้รถ F850GS ในการแข่งขัน แต่ปีนี้กลับมาใช้รุ่นใหญ่พิกัดเรือธงอีกครั้ง แน่นอนว่ามันมีพละกำลังมากกว่า แรงบิดมาแน่น ๆ การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมมากกว่า ซึ่งจะช่วยให้ผ่านเส้นทางออฟโร้ดที่ยากลำบากที่มักจะต้องใช้เกียร์ต่ำ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลสำหรับใช้แข่งนี้จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมหลายชิ้นด้วยกัน เช่น การ์ดเครื่องยนต์อลูมิเนียม การ์ดไฟหน้า การ์ดฝาสูบ ไว้ช่วยป้องกันความเสียหายเวลาล้มนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีพักเท้าแบบเอ็นดูโร่จากโมเดลรุ่น Adventure คันเกียร์และคันเบรกปรับระดับได้ อัปเกรดยางจาก Metzeler Karoo 3 เป็น Karoo 4 ชิลด์หน้าแบบสปอร์ต เบาะแต่งแรลลี่ และปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic เรียกว่า ไม่ใช่แค่ต้องทนทานสมบุกสมบัน แต่ก็ต้องมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นให้เหมาะสมกับการแข่งขันด้วย และปิดท้ายด้วยกระเป๋าติดถังขนาดเล็กขนาด 5 ลิตรช่วยเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างช้อนส้ม อาหารและเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาขับขี่บนท้องถนน หรือจะใช้มาเป็นกระเป๋าติดท้ายรถก็ยังได้ ถือเป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยสำคัญแต่ใช้งานและเป็นประโยชน์เวลาได้ใช้งานจริงอีกจุดนึง สุดท้ายนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีจำหน่าย แต่ผมเชื่อว่าก็น่าจะเป็นแนวทางในการตกแต่งรถ โดยของทุกชิ้นสามารถซื้อหรือสั่งจากทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูได้เลยครับ ส่วนคนที่สนใจการแข่งขันสามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บ www.gstrophy.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Piaggio MP3 530 HPE Exclusive

Piaggio MP3 530 Exclusive ปรับยกใหญ่พร้อมกล้องและเรดาห์สุดล้ำ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า Piaggio MP3 นั้นคือสกู๊ตเตอร์ 3 ล้อคันแรกที่เกิดมาสร้างความแปลกใหม่ให้กับการใช้ชีวิตในเขตเมืองและชุมชม โดยเปิดตัวครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2006 และกลายเป็นการเปิดตลาดเซ็กเมนต์ใหม่ให้กับวงการอีกด้วย พร้อมกวาดยอดขายไปกว่า 230,000 คันตลอด 16 ปีที่ผ่านมา มาปีนี้ก็ได้เลิกปรับปรุงขนานใหญ่ โดยมาพร้อมความสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้น มีการดีไซน์ด้านหน้าใหม่มหดออกแบบให้มีแฟริ่งด้านหน้ากว้างและป้องกันลมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมดีไซน์ไฟหน้าใหม่ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบแล้ว มีการย้ายแผงหม้อน้ำมาให้ต่ำลงมาอยู่บริเวณระหว่างล้อหน้าและฟุตบอร์ด มีแอร์อินเทคเปิดรับอากาศที่ตรงกลางแฟริ่งด้านหน้าที่ออกแบบเป็นกริลพิเศษทรงรังผึ้ง ทั้งนี้การออกแบบส่วนหน้านี้ยังคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกเป็นหลักอีกด้วย กระทั่งตัวชิลด์บังลมหน้าเองก็ปรับทรงใหม่ให้กันลมได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เทอะทะจนเกินไป   ตัวรถยังปรับมิติท่านั่งให้สอดคล้องกับหลักการยศาสตร์หรือเออโกโนมิกส์ ออกแบบให้ท่านั่งนั่งได้สบาย โดยยกแฮนด์ขึ้นสูงขึ้น 10 ม.ม.และโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ขณะที่ฟุตบอร์ดต่ำลงไป 20 ม.ม. ช่วยให้เหยียดขาได้มากขึ้น สบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ควบคุมรถได้ดีมากยิ่งขึ้น นอจกากนี้ยังีปรับอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งใหม่ทั้งส่วนคนขับและคนซ้อน ยาวขึ้น มีมือจับคนซ้อนที่สูงจับได้ง่ายและสบายมากขึ้น มีเบรกมือใหม่ที่มีวางตำแหน่งใหม่สูงขึ้นใกล้กับสวิตช์สตาร์ทรถทำให้จอดรถดึงเบรกมือได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ด้านหน้ามีขอแขวนของพับเก็บได้ ช่องเก็บของด้านหน้านั้นก็ถือว่าโดดเด่นเช่นกัน เป็นช่องเก็บของด้านบนเรือนไมล์นั้นพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะเองก็มีไฟพร้อมพรมปูให้พร้อม มีดีไซน์ทรงเหลี่ยมเพื่อให้ใช้งานพื้นที่ได้จริงแทบทุกตารางนิ้ว ใหญ่พอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 2 ใบหรือกระเป๋าแล็ปท็อปได้ เบาะนั่งเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งยังเปิดผ่านระบบแอพลิเคชันอีกด้วย โดยมีตัวโช้คค้ำเบาะช่วยเพิ่มความสมู้ทเวลาปิดหรือเปิดอีกด้วย   ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ ตัวรถยังมีลูกเล่นที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นสุด ๆ กับระบบ ARAS หรือ Advanced Rider Assistance Systems ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซึ่งทำงานบนพื้นฐานของระบบ Imaging Radar 4D ที่ทางพิแอ็กจิโอพัฒนาขึ้น ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้กลายเป็นสกู๊ตเตอร์คันแรกในโลกเลยที่มีระบบอะไรแบบนี้ นอกจากนี้ก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ใหญ่สุดในพิกัดสามารถเชื่อมต่อและใช้งานระบบนำทางได้ ระบบสมาร์ทคีย์ และระบบครูซคอนโทรล ระบบถอยหลังพร้อมกล้องมองหลังอีกด้วย เรียกได้ว่าน้อง ๆ รถยนต์เลยล่ะครับ โดยระบบ Imaging Radar 4D นี่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์หลายจุดทั้งติดตั้งที่ด้านหน้าตรงกลางและเรดาห์ที่ด้านท้ายใต้ไฟท้ายของรถ ทำให้ตัวรถสามารถที่จะรับรู้ถึงสถานะของตัวรถและสิ่งแวดล้อมได้โดยอาศัยเซ็นเซอร์อัลตร้าซาวด์ในการทำงาน ทำให้รถสามารถใช้งานระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาหรือ Blind Sport Information System และระบบช่วยเหลือขณะเปลี่ยนเลนหรือ Lane Change Decision Aid System ซึ่งทั้งสองระบบนี้จะคล้าย ๆ กับที่มักจะติดตั้งในรถยนต์สมัยใหม่นั่นเอง โดยระบบทั้งสองนี้จะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอเรือนไมล์ขนาดใหญ่ของตัวรถนั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 530 ซีซีที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่มากถึง 13.7 ลิตร มีการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในหลายส่วนด้วยกัน เช่น ลูกสูบอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบา ฝาสูบใหม่ วาล์วขนาดใหญ่ขึ้น ปรับห้องเผาไหม้ใหม่ และแคมชาฟต์ที่ปรับปรุงใหม่ให้มีการเปิดปิดวาล์วที่เหมาะสม โดยเครื่องใหม่นี้เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 44.1 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 50 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ โดยมีกำลังใกล้เคียงกับโมเดลเดิมแต่มาในรอบที่ต่ำลง และยังมีแรงบิดมากขึ้นในรอบที่ต่ำลงอีกด้วย จึงทำให้ขับขี่ได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงความสบาย โดยรถมีการสั่นและเสียงรบกวนน้อยลง โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำและความเร็วกลาง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในเมือง และเนื่องจากตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่ให้ใช้งานด้วย โดยมีให้เลือกใช้งาน 3 โหมดได้แก่ Eco, Comfort และ Sport ซึ่งโหมดต่าง ๆ เหล่านี้จะทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยที่มาให้อย่างระบบ ASR หรือ Acceleration Slip Regulation หรือแทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนนิดหน่อย โดยด้านหน้าจะเป็นระบบโช้คแบบ Palallelogram ซึ่งจะทำให้ล้อหน้าสามารถเอียงได้อย่างอิสระต่อกันเวลาเข้าโค้ง ทำให้เข้าโค้งดีและปลอดภัย ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 258 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อด้านหน้าจะเป็นล้อขนาด 13 นิ้วด้านหลังจะเป็น 14 นิ้ว สำหรับเจ้า Piaggio MP3 530 Exclusive จะวางจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ ฟ้า เทา ดำ และไทเทเนียม โดยจำหน่ายในราคา 13,000 ยูโร หรือราว

Harley-Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ

Harley–Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ Dirt Road Track ครบรส ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสุดพิเศษกับการเปิดประสบการณ์ใหม่จากทาง Harley-Davidson พาสื่อมวลชนชั้นนำ เข้าร่วมสัมผัสรถโมเดลใหม่ปี 2022 พร้อมกับสื่อจากต่างประเทศ สิงคโปร์ อินเดีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เข้าร่วมในกิจกรรม DRT Media Xperience ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา ต้องบอกเลยว่าจัดใหญ่ จัดเต็ม และเอ็กซ์คลูซีฟจริง ๆ สำหรับกิจกรรม DRT ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่จัดให้สื่อได้สัมผัสรถของทางค่ายได้อย่างเต็มที่ ครบทุกรูปแบบการขับขี่ ได้มีโอกาสรีดสมรรถนะของตัวรถ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบถ้วน โดยในงานนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน เอาล่ะเรามาดูกันไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าว่ามีกิจกรรมอะไรยังไงกันบ้างครับ กิจกรรมแรกก็ Dirt ไปเลย กิจกรรมนี้จะเป็นการขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดรอบ ๆ สนามพีระเซอร์กิต กับรถ Pan America 2022 โมเดลใหม่ล่าสุด ถือว่าเป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์ที่ทางฮาลีย์ ตั้งใจทำออกมาได้สวยไม่เหมือนใคร ที่สำคัญขี่ได้ดีเลยทีเดียว ในสถานีนี้เป็นพื้นที่ขรุขระ เส้นทางลูกรัง กรวดละเอียด รวมไปถึงบ่อน้ำ ซึ่งทำให้เราได้รู้จักตัวรถมากขึ้นจากการต้องควบคุมรถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ โดยรวมแล้วรถมีการบังคับเลี้ยวที่ง่าย และเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยี Riding mode มาช่วยให้การขับขี่ได้ง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้น ใครที่เป็นสายลุยชอบแอดเวนเจอร์ไบค์ อย่าพลาดลองคันนี้ ขี่ดีทีเดียวเชียวล่ะ มันส์กันต่อในส่วนของ Track สำหรับเซ็กชันนี้ถือเป็นเซ็กชันที่รอคอยกับครั้งแรกในชีวิตที่ได้เอารถ ฮาลีย์ลงในสนามแข่งพีระเซอร์กิต โดยในรอบนี้เรามาอยู่กับ Sporster S 2022 ตัวใหม่ล่าสุด ถังสีเขียวเมทัลลิกสวยสดงดงาม การขับขี่รอบนี้มีมาร์แชลนำ 2 รอบ และขับขี่เองอีก 3 รอบ พร้อมการจับเวลาต่อรอบสร้างสีสันการขับขี่ให้สนุกมากยิ่งขึ้น พูดถึงตัวรถ Sporster S คันนี้กันบ้าง สำหรับความแรงไม่ต้องพูดถึง Top speed ทางตรง สำหรับผมสามารถทำได้ถึง 186 กม./ชม. ช่วงล่างยางแบบ Fat Tyre ยางใหญ่ เอาจริง ๆ รู้สึกว่าตัวรถขี่ง่ายมาก ๆ การบังคับเลี้ยวกดตัวรถ ทำได้ดีเลยทีเดียว ผิดกับที่คาดไว้ แต่อาจจะต้องระวังในส่วนของเซนเซอร์พักเท้าที่อาจจะขูดเสียหายได้ สำหรับการขับขี่ในครั้งนี้ สามารถทำเวลาดีที่สุดได้ 1 นาที 27 วินาที ได้อันดับที่ 2 ของรายการนี้ถือว่าใช้ได้เลยกับผลเวลา โดยรวมรถโมเดลนี้ นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาแล้ว สมรรถนะก็มีอยู่ในตัวเองไม่น้อยเลย สมกับชื่อ Sporster ปิดท้ายด้วย Road รอบสุดท้ายนี้สบาย ๆ หล่อ ๆ เหมือนออกทริปเดินทาง เส้นทางเป็นถนนไฮเวย์ สัตหีบ มุ่งหน้าไปที่คาเฟ่เครื่องบิน Coffee War ขาไปได้มีโอกาสลองขับ Low Rider ST 2022 เป็นรถที่จิ๊กโก๋มาก แต่แอบแฝงด้วยความนุ่มนวล สบาย ๆ มีความเท่เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ส่วนขากลับได้ลองสุดหล่ออีก 1 คัน กับ Nightster ตัวใหม่ล่าสุด ทรงเล็กเพรียว ขี่ดีมาก พูดถึงความแรงของเครืองยนต์ ในโหมด S (sport) สามารถขี่ทำท็อปสปีดบนไฮเวย์ได้ เกือบ ๆ 200 กม./ชม. ถือว่าเป็นรถที่ทรงพลัง แรงเอาเรื่องเลย รูปลักษณ์ก็หล่อแรงไม่แพ้เครื่องยนต์เลย สำหรับการร่วมกิจกรรมระดับเอเชียในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกของทางเราที่ได้มีโอกาสขับขี่รถ ฮาลีย์ ได้เยอะที่สุดภายในวันเดียว ถึงจะเป็นเวลาที่ไม่มากสักเท่าไร แต่ในสถานีต่าง ๆ ก็ออกแบบมาเพื่อให้รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ออกมาให้ใช้อย่างเต็มที่ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ Harley-Davidson Asia ที่จัดงานทดสอบออกมาได้หลากหลาย พร้อมทีมงานครูฝึกสอนระดับมืออาชีพ ถือว่าเป็นงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ สำหรับใครที่อยากจะเข้ามาสัมผัสรถฮาลีย์ ก็สามารถเข้ามาชมคันจริง สอบถามได้ที่ศูนย์ทั่วประเทศไทยได้เลย… Harley-Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ADV160

Honda ADV160 เผยโฉมแล้วพร้อมทีเด็ดแทร็คชันคอนโทรล เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวล่ะครับสำหรับ Honda ADV160 สกู๊ตเตอร์ในสไตล์ SUV ไซส์เล็ก ที่ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ 4 วาล์วพิกัด 160 ซีซี เครื่องยนต์ใหม่ที่ได้รับการยอมรับ และมีให้กับออโตเมติกของทางค่ายหลายโมเดลด้วยกันไม่ว่าจะเป็น PCX และ Click160   โดยดีไซน์นั้นยังคงมีเอกลักษณ์ตามแบบของสกู๊ตเตอร์สไตล์ SUV อยู่ค่อนข้างมาก ปีปรับปรุงในหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะในส่วนของชิลด์หน้าที่ปรับปรุงให้มีแอโรไดนามิกที่ดีขึ้นและปรับได้สองระดับ ระบบไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แบบมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ มีการปรับเบาะนั่งให้ต่ำลง บริเวณแฟริ่งข้างส่วนขาปรับปรุงใหม่   จุดที่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่คือขุมพลัง โดยขุมพลังใหม่จะเป็นเครื่อง eSP+ 4 วาล์วพิกัด 156.9 ซีซีแบบ 4 วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 15.82 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 14.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งจะมีสมรรถดีกว่าเก่ามากเลยทีเดียว ช่วงล่างจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้ค Showa แบบซับแทงค์คู่ที่เหมาะกับการขับขี่ในหลากหลายเส้นทาง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสกฺเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีระบบเบรก ABS พร้อมระบบไฟเตือนฉุกเฉินหรือ ESS ส่วนขนาดของล้อและยางจะเป็น หน้า 110/80 – 14 นิ้ว และหลัง 130/70 – 13 นิ้ว ตามลำดับ ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็ยังมีครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์พร้อมกันขโมย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ช่องเก็บของคอนโซลหน้าพร้อมพอร์ต USB-A สำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบ ISS หรือระบบช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเพื่อประหยัดน้ำมันเวลาจอดรถติดไฟแดง และที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการมีระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นครั้งแรกเลยสำหรับในรถพิกัดนี้ของทางฮอนด้าที่มีแทร็คชันคอนโทรล ทั้งนี้เบื้องต้นเปิดขายที่ประเทศอินโดนีเซีย 2 โมเดลด้วยกัน ได้แก่รุ่น ธรรมดามาพร้อมระบบคอมบายเบรก ขายในราคา 36 ล้านอินโดนีเซียรูปีห์ หรือราว ๆ 86,500 บาท และสำหรับรุ่น ABS HSTC จำหน่ายในราคา 39.25 ล้านอินโดนีเซียรูปีห์ หรือราว ๆ 95,000 บาท โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่าย 3 เฉดสีคือ แดง ดำและขาว คาดว่ามาจำหน่ายในไทยน่าจะมีราคาแพงกว่านี้ โชคดีอาจจะเห็นราคาแสนนึงมีทอนนิดหน่อย หรืออาจจะโดดไปที่แสนนิด ๆ ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

มาตรฐานไอเสียใหม่

มาตรฐานไอเสียใหม่ ทำรถกว่า 20 รุ่นจาก 4 ค่ายแดนปลาดิบไม่ได้ไปต่อ เรียกได้ว่ากระแสรักษ์โลกนั้นเป็นเทรนด์ที่สำคัญมาก ๆ ในตอนนี้ เรื่องของ มาตรฐานไอเสียใหม่ ถูกบังคับใช้ในหลาย ๆ ประเทศในโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย และตอนนี้ก็มาเป็นประเทศญี่ปุ่น ดินแดนต้นกำเนิดมอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่ระดับโลกด้วยกันถึง 4 แบรนด์ และด้วยเหตุนี้เองทำให้มีรถกว่า 20 รุ่นจาก 4 ค่ายบิ๊กแดนปลาดิบนั้นไม่ได้ไปต่อ หากคนที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอดน่าจะพอรับทราบกันมาบ้างกับการไม่ได้ไปต่อของ Yamaha YZF-R6 เมื่อปีที่แล้ว หรือจะเป็นทาง Harley-Davidson ที่นำโมเดล Sportster ที่ใช้เครื่อง Evo ออกจากยุโรปเป็นต้น ที่ญี่ปุ่นเองก็ไม่ต่างกันครับ โดยสื่อใหญ่อย่าง Nikkei รายงานว่า Honda, Yamaha, Kawasaki และ Suzuki ก็จะต้องยกเลิกการผลิตโมเดลที่ไม่ผ่านมาตรฐานไอเสียไปราว ๆ 10% จากที่มีจำหน่ายเกือบ ๆ 190 โมเดลเลยทีเดียว โดยทางค่ายปีกนกค่ายเดียวก็โดนไปมากถึง 10 โมเดลจากทั้งหมด 80 โมเดล ซึ่งในนั้นรวมไปถึงรถระดับตำนานอย่าง CB400 Super Four ด้วย ทางด้านของยามาฮ่านั้นเองก็น่าจะต้องตัด FJR1300 ทัวเรอร์รุ่นใหญ่ของทางค่ายออกไป ในขณะที่ฝั่งของทาง Suzuki ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ได้ไปต่อด้วยกัน 5 รุ่น ซึ่งในนั้นรวมไปถึง GSX250R สปอร์ตไบค์ของทางค่ายด้วย อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีทางเลือกอย่างการนำรถโมเดลต่าง ๆ เหล่านี้ไปขายในประเทศอื่น ๆ ที่มีเรื่องไอเสียไม่เข้มงวดเท่าได้ก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายแล้วภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน ไปมุ่งใช้แหล่งพลังงานที่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นมันจึงยากที่จะผลิตโมเดลเหล่านี้ต่อไปในระยะยาว นอกจากนี้หลาย ๆ ค่ายก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังการทำรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากันแล้ว อย่าง Honda เองก็ตั้งใจจะทำให้ได้ภายในปี 2040 เป็นต้น หากไม่นับเรื่องไอเสียแล้ว อุตสาหกรรมยานยนต์ยังถูกปัจจัยอื่นเป็นตัวเร่งให้ต้องรีบเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ซัพพลายเชนที่ช้าลง ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น การแก้ปัญหาเรื่องไอเสียที่หลาย ๆ ค่ายนิยมกันคือการใช้ตัวคาตาไลติกส์คอนเวอร์เตอร์เพื่อลดปริมาณไอเสีย แต่ทว่าโชคไม่ดีนักที่ราคาของวัตถุดิบของเจ้าตัวที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ๆ ทำให้การพัฒนาและการผลิตยิ่งต้องประสบปัญหามากยิ่งขึ้น และหากเมื่อคำนึงว่า 4 ค่ายยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบนี้ป้อนมอเตอร์ไซค์ไปทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 40% แล้ว หากการยกเลิกโมเดลไปมากถึง 20 โมเดลภายในสิ้นปีนี้ ก็ย่อมจะต้องกระทบกับอุตสาหกรรมสองล้ออย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปเป็นรถไฟฟ้า หรือจะเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zapp i300

Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดเฉี่ยวจากอังกฤษ ล่าสุดแบรนด์สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษเปิดตัว Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลใหม่แบบสดร้อน ๆ ในงาน Goodwood Festival of Speed และก็เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาทันทีด้วยสมรรถนะอันน่าจับตามองของมัน   เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้เป็นโมเดลที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลอื่น ๆ ของทางค่ายก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะมากที่สุดอีกด้วย แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการใช้งานได้จริงและมีความสะดวกสบาย ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานที่ให้กำลังสูงสุดมากถึง 14 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าได้มากถึง 20 แรงม้าเลยทีเดียว โดยมีแรงบิดลงล้อหลังมากถึง 587 นิวตันเมตร (ที่แคร้ง 85 นิวตันเมตร) อย่างไรก็ดีสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องที่ 9.6 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง พอ ๆ กับรถพิกัด 125 ซีซี แต่สามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่ามาก โดยสามารถทำความเร็ว 0 – 96 กม./ชม.ภายใน 4.8 วินาทีเท่านั้น (ท็อปสปีดสูงสุดที่ 96 กม./ชม. ล็อกโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาด 720 วัตต์ชั่วโมง 72 โวลต์ สามารถใช้งานได้ประมาณ 60 กม.ที่โหมด Eco (ให้กำลังสูงสุด 4 กิโลวัตต์, โหมด Power สูงสุดที่ 11 กิโลวัตต์ และโหมด Zapp ที่ 18 กิโลวัตต์) และสามารถจาก 20% ไป 80% ภายใน 30 นาทีเท่านั้น ที่สำคัญคือแบตเตอรี่นั้นสามารถถอดออกมาชาร์จภายนอกได้ ซึ่งทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะจ่ายเงินซื้อเพิ่มเพื่อขยายระยะการใช้งานก็ทำได้ อย่างไรก็ดีราคานั้นดูจะไม่ค่อยถูกใจชาวไทยเลยล่ะครับ โดยรุ่นที่ใช้วัสดุพื้นฐานที่สุดซึ่งจากทำวัสดุรีไซเคิล หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่ารุ่นเริ่มต้นนั้นมีราคาถึง 6,300 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ ๆ 240,000 บาทเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ได้คือความเร็วและดีไซน์ที่ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลาย ๆ แบรนด์ในตอนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CCM Classic Tracker

CCM Classic Tracker อยากสไลด์แบบเก๋า ๆ ต้องคันนี้ เปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดอีกครั้งกับแบรนด์อังกฤษจากเมืองโบลตันกับ CCM Classic Tracker แฟล็ตแทร็กเกอร์ในสไตล์คลาสสิคที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร กล่าวคือแม้จะเป็นรถระดับกลาง ๆ แต่ก็จัดเต็มในลักษณะทุกรุ่นคือรถเรือธงในตัวมันเองนั่นเองครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจากเจ้าสตรีทแทร็กเกอร์ที่มีอยู่แล้วของทางค่าย โดยมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันจำนวนมาก รูปลักษณ์มาในแบบคลาสสิค มีความดิบเถื่อนจากการโชว์เฟรมโลหะและเครื่องยนต์ให้เห็นชัดเจนไร้การปิดบัง แม้จะมีการครอบไฟหน้าและบังโคลนมาในรูปแบบของคาร์บอนไฟเบอร์ก็ตาม มีแฮนด์บาร์กว้างในสไตล์ของสแครมเบลอร์ เบาะนั่งตอนเดียวแบบเจาะรูพรุน และมีระบบไฟส่องสว่างเป็น LED แบบมัลติฟังก์ชันทั้งหมด ขุมพลังจะเป็นเครื่องสูบเดียวลูกโตระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 600 ซีซี เคลมแรงม้ามาเท่าไหร่ไม่ได้ระบุตรง ๆ แต่คำนวณจากอัตราส่วนแรงม้าที่ให้มาที่ 0.38 แรงม้าต่อกก. ได้ประมาณ 55.1 แรงม้า แต่มีแรงบิดเคลมมาที่ 58 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวรถที่มีน้ำหนักเพียง 145 กก. นั้นบอกได้เลยว่าแรงเกินตัวเลยทีเดียว สำหรับถังน้ำมันนั้นจะจุอยู่ที่ 14 ลิตรก็น่าจะช่วยให้คุณสนุกได้ยาวนานพอสมควร ตัวรถมีช่วงล่างโดดเด่นด้วยยางสไตล์แฟล็ตแทร็กที่ใช้ขับขี่บนท้องถนนได้ พร้อมล้อขนาด 19 นิ้วแบบซี่ลวด ช่วยให้พร้อมจะเอาไปสไลด์ฝุ่นตามความต้องการได้ทันที ระบบเบรกจาก J. Juan ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันโดยมีขนาด 240 ม.ม. ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คหน้าหัวกลับจาก Marzocchi โช้คหลังเดี่ยวสปริงสีดำแบรนด์ไทย YSS นั่นเอง สุดท้ายจะมีด้วยกัน 2 แพ็กเกจให้เลือก คือ ตัวสแตนด์ดาร์ด ราคา 10,695 ปอนด์หรือราว ๆ 465,000 บาท และตัว Infinity ซึ่งจะมาในเฉดสีสุดเก๋าคือสีโครมกับล้อสีทอง ราคา 500,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek TYPE-V GT

Sleek TYPE-V GT รถไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกยุคน้ำมันแพง เปิดตัวเปิดราคาไปแล้วกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง สลีค กับโมเดลตัวแรงสเปกดีสุดของทางค่ายอย่าง Sleek Type-V GT ซึ่งเดิมทีใช้ชื่อว่า SWAG แต่ว่าทาง Geko สตาร์ทอัพฟินเทคที่ให้บริการเกี่ยวกับสินเชื่อของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ทำการซื้อกิจการมาและรีแบรนด์ใหม่ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ โดยตัวรถจะมีอะไหล่จากหลาย ๆ ประเทศและนำมาประกอบและตรวจสอบคุณภาพตัวรถที่ประเทศไทย สำหรับโมเดลนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะไฟหน้าและไฟท้ายที่มีเส้นสายการออกแบบเฉียบคม ตัวรถออกมีลักษณะเป็นเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ใช้ระบบขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ ขุมพลังของรถเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถ มีกำลังขับ 4000 วัตต์ เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นเคลมมาที่ไม่น้อยกว่า 200 กม.เมื่อขับขี่ที่ 35 กม./ชม. ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีลิเธียมขนาด 35 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อน แบบถอดออกมาชาร์จได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 4 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ก้อน อย่างไรก็ดีระยะทำการจริง ๆ กับความเร็วที่มากกว่าคาดว่าคงจะต้องไปลองทดสอบกันดูอีกที แต่คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ตัวรถมีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ CBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 – 12 นิ้วเท่ากัน โดยน้ำหนักตัวรถนั้นหนักเพียง 124 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นที่หน้าสนใจอย่างหน้าจอดิจิทัลเต็มระบบแสดงผลแบบเดียวกับหน้าจนรถยนต์และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่เรียกว่า Human-computer Interaction Design เมื่อเข้าใกล้ตัวรถ รถทั้งคันจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ จากนั้นล็อคเองอัตโนมัติเมื่อออกห่างจากกุญแจและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายด้วยกัน 4 สี ในราคาที่ 149,000 บาท โดยตอนนี้มีโปรโมชันพร้อมการรับประกันมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี 3 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปีแรกหรือ 15,000 กม. รับกิฟต์วอชเชอร์ 15,000 บาท และของสมนาคุณอีกกว่า 10,000 บาท สำหรับราคานั้นฟังดูอาจจะราคาแรงไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งานระยะยาวแล้วล่ะก็น่าจะมีความคุ้มค่าอยู่ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงดูแลรักษาอะไรมากเหมือนกับรถที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟก็ยังถูกกว่าเติมน้ำมันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปพรีออเดอร์ได้ที่ https://sleekev.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4SV

Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์สัญชาติอังกฤษเผยโฉมแล้ว ล่าสุดค่ายรถจากเมืองผู้ดีที่เคยเป็นตัวแรงที่พิชิตการแข่งขันสุดโหดอย่าง Isle of Man TT และก็ยังเคยเกือบจะล้มละลายและตายจากโลกสองล้อไปอย่างนอร์ตัน โดยมีทาง TVS มาเทคโอเวอร์ไป และกระทั่งได้ฤกษ์ทำการเปิดตัว Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์พิกัดเรือธงของทางค่ายคันใหม่สักที สำหรับโมเดลใหม่นี้มีดีไซน์ที่ดูสปอร์ต มีเส้นสายโค้งมนตามแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ท้ายที่โฉบเฉี่ยว แฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคันแต่ไม่แอบซ่อนเฟรมอลูมิเนียมสีเงินดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ยังมีสวิงอาร์มอลูมิเนียมแบบกลับหัวแขนเดี่ยวสุดโฉบเฉี่ยว อย่างไรก็ดีมันกลับไม่มีวิงก์เล็ตเหมือนกับซูเปอร์ไบค์จากค่ายอื่น ๆ ตัวรถใช้ขุมพลัง V4 แบบ 72 องศาขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ด้านในโดดเด่นด้วยวาล์วไทเทเนียม เคลมแรงม้ามาที่ 187.5 แรงม้าที่ 12,500 รอบ และทอร์คที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตรที่อยู่ใต้เบาะ สำหรับตัวเลขกำลังนั้นหากเทียบกับค่ายอื่นแล้วก็ดูไม่มากมายอะไรนัก ซึ่งอาจจะทำให้บางคนผิดหวังก็เป็นได้ สำหรับช่วงล่างนั้นตัวรถโดดเด่นที่ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ NIX30 ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้ค TTXGP ที่สั่งทำให้ตรงรุ่นโดยเฉพาะ แน่นอนว่าปรับแต่งได้แบบเต็มระบบ ขณะที่ระบบเบรกเองก็เป็นของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ถึง 245 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และยังมีกันสะบัดจาก Ohlins อีกด้วย นอกจากนี้แล้วโมเดลนี้ยังมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยอย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวังว่าจะมีในซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธง เริ่มกันที่ระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน (IMU) ทำงานร่วมกับระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรกแบบคอร์เนอริง ABS 8คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Road, Sport และ Wet) และยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง   ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็จะมีระบบไฟ Full LED เต็มระบบ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส และระบบสุดแปลกที่ไม่คิดว่าจะมีกับกล้องมองหลังที่ควบคุมและดูผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 6 นิ้ว ทั้งนี้ Norton V4SV จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Manx Silver และ Carbon ซึ่งจะแตกต่างในเรืองของรูปโฉมภายนอกและตัวของล้อ โดยรุ่น Manx Silver มาในรูปโฉมแฟริ่งสีเงิน มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีแดงและดำ และมีรูปธงยูเนียนแจ็คที่ท้ายรถ แฟริ่งด้านหน้ามีบอร์ดสีดำสำหรับติดหมายเลขแข่ง อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์และปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม OZ racing สีแดงสด ขณะที่รุ่น Carbon จะมาในรูปโฉมแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ดิบ ๆ ไม่ทำสีทับ มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีเทา และมีลวดลายธงยูเนียนแจ็คในแบบโมโนโครมที่ด้านท้ายรถ ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST และสำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวที่ 44,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1,607,276 บาท แน่นอนว่าถ้านำเข้าไทยมาจะแพงกว่าซูเปอร์ไบค์เรือธงจากค่ายอื่น ๆ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีมันมีเหตุผลของมันคือมันมีชิ้นส่วนราคาแพงจำนวนมาก และยังมีชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไม่ใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ รวมถึงผลิตและประกอบในอังกฤษทั้งคันอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิปขาดแคลน

ชิปขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่ทำให้รถบางรุ่นขาดตลาด ผมเชื่อว่าตอนนี้เพื่อน ๆ ชาวสองล้อหลายคนน่าจะประสบปัญหารถที่จองไปแล้วรอนานแบบไม่มีกำหนด หรือรอนานหลายเดือน หรือบางทีอาจจะข้ามปี โดยเฉพาะกับรถที่มีระบบอัจฉริยะ ๆ อย่างเช่น รถที่มีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เช่น รถจาก Honda ที่มีระบบ Roadsync รถจาก Yamaha ที่มีระบบ Y-Connect เป็นต้น สาเหตุก็คือ ชิปขาดแคลน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับทุกวงการไม่ใช่กับเฉพาะวงการมอเตอร์ไซค์ วงการรถยนต์ วงการไอทีและวงการอื่น ๆ ที่ต้องใช้ชิปมาช่วยประมวลผลการทำงาน อย่างเช่นเจ้ารถที่ยกตัวอย่างเหล่านี้มีระบบที่เรียกว่า Honda Roadsync ซึ่งก็ต้องใช้ชิปประมวลผลมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำไมปัญหานี้ถึงเกิดขึ้น? ปัญหาเรื่องชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนนี้เกิดขึ้นจาก โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุค 5G หรือยุค Internet of Things ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันล้วนแล้วแต่เป็นสมาร์ทแก็ดเจ็ด หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี ตู้เย็นอัจฉริยะ สมาร์ทวอร์ช รถยนต์ รถไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์แบบสมัยก่อนในยุค 3G ซึ่งอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการชิปประมวลผลเพื่อให้มันสามารถทำงานได้ อีกทั้งยังมีเรื่องของกระแสของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี ที่มีการทำเหมืองเพื่อขุดเหรียญเพื่อนำมาทำกำไร หรือการใช้คอมพิวเตอร์มายืนยันธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบ Proof of Work ก็ยิ่งทำให้มีความต้องการคอมพิวเตอร์และการ์ดแสดงผลจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อบวกรวมกับปัญหาของโรคระบาดโควิด-19 ทำให้มีการทำโซเชียลดิสแทนซิ่งหรือเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเรียนออนไลน์ มีการทำงานจากที่บ้านหรือเวิร์คฟอร์มโฮม ความต้องการอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์มากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้อุปสงค์หรือความต้องการมากกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันไปมาก จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนขึ้นไปทั่วโลก ผลที่ตามมา ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับไอทีหรือไม่ แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาต้องใช้ชิปประมวลผล พวกเขาก็ต้องเข้าคิวสั่งซื้อชิปในแบบที่เรียกได้ว่าไม่มีทางเลือก เพราะลูกค้าต่างก็ต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะมาช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิต หรือนำมาใช้ทำงาน ใช้ในการเรียนอย่างเลือกไม่ได้เช่นกัน และการที่รถของคุณเป็นรุ่นพิเศษ มีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือเป็นรถที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ชิปในการประมวลผล ก็จะประสบปัญหาต้องถือใบจองรอเป็นเวลานาน แต่ถ้าคุณซื้อรุ่นธรรมดา หรือรุ่นอื่นที่ไม่มีระบบอะไรล้ำ ๆ มากนักก็จะทยอยรับรถได้เรื่อย ๆ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ชิปนั่นเอง อย่างไรก็ดีแนวโน้มเรื่องการขาดแคลนชิปประมวลผลหรือเซมิคอนดักเตอร์นั้นก็มีแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการทุเลาลงของโรคระบาด รวมไปถึงกำลังผลิตที่มีมากขึ้นจากการที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตชิปก็มีการลงทุนเปิดโรงงานผลิตชิปเพิ่มมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  Electronic board photo created by xb100 – www.freepik.com

Malaguti Madison 150 สกู๊ตเตอร์จากอิตาลีเปิดตัวในไทยพร้อมราคาสุดเร้า

Malaguti Madison 150 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากอิตาลีเปิดตัวในไทยพร้อมราคาสุดเร้า ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแบรนด์ระดับตำนานเกือบ 100 ปีจากอิตาลีอย่าง Malaguti (มาลากูติ) สู่ท้องถนนเมืองไทย กับโมเดลใหม่ล่าสุด Madison 150 สกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมคลาส 150 ซีซี ที่ถ่ายทอด DNA ในแบบอิตาเลียนดีไซน์ โฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าอารมณ์ กับค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวไม่ถึงแสน! ตัวรถโดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายดูล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยี Full LED  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD Display Dynamic Motion ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่ม มาพร้อมเครื่องยนต์ พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์วพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดจาก Bosch ระบายความร้อนด้วยนํ้า ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่จุได้ถึง 10 ลิตร ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้สะดวกไม่ต้องแวะเติมบ่อย ตัวรถใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คหลังสปริงคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นฟีเจอร์สุดพรีเมียมกุญแจรีโมทกับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้ชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ จะมีให้เลือกถึง 4 สีด้วยกัน  ได้แก่ สีแดง Vibran Matt Red Satin, สีดำ Vengeance Night Black, สีขาว Emptiness Force White และ สีเขียว Mambas Matt Green Satin ที่มาพร้อมราคาค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 79,800 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งนี้สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมรับรถได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้! ที่ศูนย์ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทยในขณะนี้กว่า 50 สาขา หรือ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางwww.malaguti.bike/th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V2 2022

Streetfighter V2 2022 ปรับสีใหม่ หล่อเข้ม เต็มขั้น เน็กเก็ดไบค์พิกัดกลาง เอ่อ กลางค่อนไปทางใหญ่ล่ะกันครับ (ยุคนี้ดันซีซีกันเหลือเกิน) จากค่ายแดง Ducati มีสีสันให้เลือกเพิ่มแล้ว หลังจากล่าสุดได้ทำการเผยโฉม Streetfighter V2 2022 ที่มาใหม่ในสีสันใหม่ เขียว Storm Green ที่บอกได้เลยว่าหล่อเข้มเต็มขั้นจริง ๆ สำหรับสีสันสุดหล่อนี้ทางฝ่ายออกแบบของทางค่ายหรือ Centro Stile Ducati เป็นผู้เลือกมา โดยให้เหตุผลว่ามันช่วยขับเน้นเส้นสายที่คมและคลีนของเจ้าสตรีทไฟเตอร์คันนี้ได้เป็นอย่างดี และยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยจะมาในเฉดสีเขียวเข้มแบบด้านพร้อมกับชิ้นส่วนกลไกลอื่น ๆ ในสีโครเมียมและทำผิวสัมผัสให้เป็นเม็ดเกรนเล็ก ๆ ละเอียด เพิ่มความเปรียบต่างให้กับชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวจริง ๆ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักกับเจ้าคันนี้ดีมากนัก ก็จะขอบอกโดยสั้น ๆ ว่าส่วนอื่น ๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงใช้ขุมพลัง 2 สูบวีขนาด 955 ซีซี รองรับ Euro5 สามารถรีดกำลังได้สูงสุดที่ 153 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และทอร์คสูงสุดที่ 104.4 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับสปอร์ตไบค์พิกัดเดียวกันอย่าง Panigale นั่นเอง มีเพียงแต่อัตราทดเกียร์ที่แตกต่างกัน โดยจะมีสเตอร์หลังที่ฟันน้อยกว่าคือ 43 ฟัน ซึ่งเป็นการปรับให้ตอบโจทย์กับการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นก็จะมีโช้คหน้า Showa BPF แบบหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ซึ่งปรับแต่งได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อ 5 ก้าน ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 ตามลำดับ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็มีมาให้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Road และ Wet) ปิดท้ายด้วยหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และยิ่งมีเฉดสีใหม่ที่ฉีกไปจากสีแดง สีขาว และสีดำแบบพิมพ์นิยมของทางค่ายแดงแล้วด้วย ยิ่งเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ งานนี้ดูคาทิสต้าต้องมีเสียเงินเพิ่มหรือไม่ก็ต้องมีคนกรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja 400 2023

Ninja 400 2023 เผยโฉมสีสันใหม่แล้วในยุโรป ล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คาวาซากิ ยุโรปก็ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Kawasaki Ninja 400 2023 อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางฝั่งยุโรปนิยมโมเดลนี้ในฐานะเป็นรถที่สามารถใช้กับใบขับขี่ A2 ของทางยุโรปได้ และแน่นอนว่าสำหรับโมเดลนี้ก็ผ่านมาตรฐาน Euro5 เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนอกไปเสียจากลวดลายสีสันกราฟิกภายนอก โดยขุมพลังก็ยังคงเดิม ยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 45 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เช่นเดิม ช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบกึ่งลอยตัวขนาด 310 ม.ม. ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 220 ม.ม. โดยใช้คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาถึงจุดที่เปลี่ยนไปของโมเดลใหม่ปี 23 นี้ก็คือสีสันและลายกราฟิกนั่นเองครับ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเขียวตัดด้วยดำ (Lime Green/ Ebony) หรือสี KRT Edition พูดง่าย ๆ คือสีทีมแข่ง WorldSBK นั่นเอง และอีกเฉดสีก็คือสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกแบบด้าน (Metallic Carbon Gray / Metallic Matte Carbon Gray) ส่วนที่ไทยก็น่าจะรอสีสันนี้เข้ามาจำหน่ายได้ในช่วงปลายปีครับ ใครที่สนใจก็ติดตามข่าวคราวจากเราให้ดีครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี

ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี ที่อิตาลีเดือนห้า ลองเดาดูรุ่นไหนขายดีสุด สำหรับบทความนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เรามาลองดูยอดขายรถสองล้อในประเทศอิตาลีประจำเดือน พฤษภาคม 2022 ที่ปิดยอดได้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์ก็ยังถือว่ายอดน้อยลงไปเล็กน้อย โดยยอดรถสองล้อนั้นขายไปได้มากถึง 19,935 คันเลยทีเดียว แต่ทีนี้เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่าสกู๊ตเตอร์คันไหนขายดีติดอันดับท็อป 10 กันบ้างครับ บอกเลยว่าเมืองนอกนี่รสนิยมแปลกจริง ๆ แต่ว่าตัวท็อปบอกเลยว่ามันต้องตรงกับใจแฟน ๆ สกู๊ตเตอร์เมืองไทยอย่างแน่นอนครับ อันดับ ยี่ห้อและรุ่นรถ จำนวนคัน 10 Piaggio Medley 125 552 9 Piaggio Liberty 125 559 8 Honda ADV350 579 7 Honda SH MODE 125 676 6 Honda SH350i 703 5 Piaggio Beverly 300 771 4 Honda SH150i 1,043 3 Kymco Agility 125 1,124 2 Honda SH125i 1,885 1 Yamaha T-MAX 2,152 พอเราได้ลอง ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี จากตารางอันดับก็จะเห็นได้เลยนะครับว่า Honda ขายดีมาก ๆ ติดอันดับหลายรุ่นเลย แต่อันดับ 1 กลับเป็น T-MAX ที่เป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์ ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานของคนยุโรปที่ตัวใหญ่นั่นเอง แล้วก็แบรนด์อิตาลีอย่าง Piaggio ก็ขายดีติดอันดับด้วยเช่นกัน ถือว่าชาตินิยมกันพอตัว นอกจากนี้ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่ามีแบรนด์จากไต้หวันติดมาด้วยนะ แถมอันดับสูงด้วย น่าเสียดายแบรนด์นี้ไม่ได้มาทำตลาดที่เมืองไทย ไม่งั้นล่ะก็ตลาดรถสกู๊ตเตอร์คงสนุกขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก