SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Bistella 500 เครื่อง 10 สูบ 2 จังหวะแถมมีซูเปอร์ชาร์จ อ่านพาดหัวแล้ว หลาย ๆ ท่านก็คงจะ เอ๊ะ ว่าไงนะ ยังไงซิ แต่ความจริง ๆ คือความจริง Marek Foltis วิศวกรชาวเช็คได้ทำการสร้างเครื่องยนต์แบบดับเบิ้ลเรเดียล 10 สูบ 2 จังหวะ มาใส่รถแปลงกลายเป็น Bistella 500 ที่มีกำลังแรงถึง 120 แรงม้ามาแล้วจริง ๆ ครับ จริง ๆ แล้ว Marek Fotis เขาเป็นวิศวกรของโรงงานรีไซเคิล เขาใช้เวลาว่างทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์พิเศษของเขา ซึ่งมันไม่ใช่พิเศษเฉย ๆ แต่เป็นพิเศษใส่ไข่และทุกอย่างที่ร้านตามสั่งจะมี แบบว่าเหนือกว่าคนอื่นเยอะ เพราะตั้งแต่สมัยอายุ 17 เขาก็เคยทำเครื่องเจ็ทใส่รถ Jawa ของเขาโดยอาศัยเทอร์โบชาร์จเจอร์จากรถบรรทุกเก่ามาแล้ว และเจ้าเครื่อง 10 สูบ 2 จังหวะคันนี้ก็เป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ 2 ซึ่งสร้างด้วยตัวเองเพียงลำพัง ซึ่งชื่อของมันมีความหมายว่าดาวคู่ เขาใช้เวลากว่า 2 ปีครึ่งเพื่อสร้างมันขึ้นมา หากมองโดยผิวเผินเจ้านี่ก็เหมือนรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ จากยุค 50 ทว่าจริง ๆ แล้วมันใช้รถ Jawa เป็นรถต้นแบบ เจ้า Jawa ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1953 ได้กลายเป็นรถขนาด 500 ซีซี ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า นับเป็นการอัปเกรดขนานใหญ่และยังน่าทึ่งในเรื่องของการติดตั้งกระบอกสูบ 2 จังหวะนับ 10 สูบลงไปได้ โดยเขาได้จัดเรียงกระบอกสูบออกมาในรูปแบบของดาว เป็นดาว 5 แฉกสองดวงซ้อนกัน และเขายังติดตั้งคอมเพรสเซอร์หรือตัวอัดอากาศเข้าไปอีก 5 ตัวด้วยกัน ซึ่งเปรียบเสมือนซูเปอร์ชาร์จที่ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ แต่ยังช่วยเติมอากาศให้กับกระบอกสูบได้ทั้งหมดอีกด้วย ตัวเฮ้าซิ่งของเครื่องยนต์ เพลาข้อเหวี่ยงตลอดไปจนถึงข้อเหวี่ยงตอนปลายที่ต่อกับเพลาล้วนแล้วแต่ทำขึ้นมาด้วยวิธี CNC ก้านสูบ ลูกสูบและเสื้อลมนั้นใช้ของเดิมของทาง Jawa แต่บางชิ้นส่วนมีการใช้ชิ้นส่วนที่ใช้ในการแข่งขันและบางส่วนยังมีการทำเซรามิกโค้ตติ้งเพื่อป้องกันการโอเวอร์ฮีต และหลังจากที่เขาลองใช้คาร์บูเรเตอร์ 5 ตัวเพื่อจ่ายน้ำมันอยู่หลายครั้งในช่วงแรก สุดท้ายเขาก็ได้วิธีที่ลงตัวที่สุดสำหรับเขาคือการเลือกใช้คาร์บูเรเตอร์ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรานซิสเตอร์ที่ใช้จุดระเบิดหัวเทียนทั้งสิบหัวซึ่งก็ลงท้ายด้วยการต้องใช้หลักการเดียวกันนี้ สุดท้ายเรื่องของตัวอัดอากาศ 5 ตัวที่ติดตั้งเข้ามา โดยแต่ละตัวหมุนที่ความเร็วสูงถึง 40,000 รอบต่อนาทีเพื่อสร้างแรงอัดอากาศที่มากถึง 1.6 บาร์ และเขายังสร้างเครื่องยนต์ออกมาถึง 3 ตัวด้วยกัน โดยตัวแรกนั้นสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยคือแรงเพียง 12 แรงม้า ที่เหมาะสำหรับแชสซีเดิม ๆ และเบรกแบบดรัมเบรกที่ประสิทธิภาพไม่ได้ดีมากนัก ยังมีเครื่องเบอร์ 2 ที่มีกำลัง 60 แรงม้าที่ 6,500 รอบ ซึ่งค่อนข้างแรงและต้องระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์เบอร์ 3 ที่เขาตั้งใจปรับจูนไว้นั้นเขายังไม่ได้ทดลอง ได้แต่คำนวณเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะแรงถึง 120 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ทั้งนี้เหตุผลที่เขายังไม่ได้ทดลองก็เพราะว่าเขาสร้างเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ถึง 5 ครั้งแล้วหลังจากที่เครื่องยนต์เสียหายหลายรูปแบบ เครื่องเบอร์ 3 ก็เลยขอพักไว้ก่อนนั่นเอง ก็เรียกว่าเป็นอะไรที่น่าทึ่งกับแนวคิดของพ่อหนุ่มวิศวกรชาวเช็กคนนี้ไม่น้อยเลยล่ะครับ แล้วก็ถือว่าสุดยอดจริง ๆ ครับกับความพยายามของเขา งานนี้เราก็ได้แต่คงต้องรอดูว่ารถของเขาเมื่อสำเร็จแล้วจะแรงแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge Sfida SR4 สกู๊ตเตอร์พิกัด 350 ซีซี ที่หล่อดี แถมฟีเจอร์แน่น การจะซื้อรถสักคันนึงหากเรามองจากมุมมองในการใช้งานจริง ๆ แล้ว การที่รถประเภทอื่น ๆ จะเอาชนะแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ไปได้นั้นยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานในเมืองหรือในชีวิตประจำวันหรือการออกทริปเดินทางไกลแบบทัวริ่งก็ทำได้ นอกจากนี้ยังเป็นรถที่ขี่ง่ายใช้งานง่ายอีกด้วย และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสกู๊ตเตอร์ถึงได้มียอดขายดีไม่ว่าจะในยุโรปหรือว่าเอเชีย และนี่คือ Voge Sfida SR4 สกู๊ตเตอร์พิกัด 350 ซีซีคันล่าสุดจากค่ายรถสัญชาติจีนแต่มาเปิดตัวที่อิตาลี ซึ่งเป็นโมเดลที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว Voge นั่นคือแบรนด์รถสัญชาติจีน ซึ่งเป็นพรีเมียมแบรนด์แบรนด์นึงจากผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่อย่าง Loncin ซึ่งทางแบรนด์บุกมาเปิดตลาดที่ยุโรปในอิตาลีมาพักนึงแล้ว และเจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีแน่น ๆ น่าจับตามองเลยล่ะครับ จุดเด่นของเจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้เลยก็คือฟีเจอร์แน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือระบบบลูทูธเฮดเซ็ตได้ ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง แทร็คชันคอนโทรล และแม้กระทั่งระบบตรวจจับแรงดันลมยาง ตลอดไปจนถึงฟีเจอร์ใช้งานทั่วไปอย่างช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ช่องใส่แก้วหน้าที่คอนโซลหน้า เป็นต้น ส่วนในด้านสมรรถนะ เจ้า Sfida คันนี้ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์สูบเดียวแบบหัวฉีดขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าที่ 29 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 28.47 นิวตันเมตร และเพื่อให้ขับขี่ได้สบายขั้นสุดมีการใช้ตัวซับแรงสั่นสะเทือนเพื่อลดการสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ที่เป็นตัวการสำคัญของการสั่นสะเทือน ในส่วนของช่วงล่างมีการเลือกใช้เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมอัลลอยซึ่งมีน้ำหนักเบาช่วยให้ขับขี่ได้ดี จากการที่มีน้ำหนักใต้สปริงที่น้อยลง โช้คหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดาที่มีขนาดแกน 35 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้จาก KYB และระบบเบรกจากทาง J.Juan โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สุดท้ายนี้วางจำหน่ายในราคา 6,840 ยูโรหรือราว ๆ 250,000 บาทไทย ก็ถือว่าราคาค่อนข้างมาไกลเลยทีเดียว แต่อ็อปชันที่ให้มาก็ถือว่าแน่น ๆ อยู่ ไม่แน่ว่าถ้ามาขายในไทยอาจจะทำราคาได้ดีกว่านี้ก็เป็นไปได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FIM ประกาศยกระดับความปลอดภัย หมวกกันน็อกสำหรับนักแข่งเฟส 2 หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักมาตรฐานความปลอดภัยหมวกกันน็อกกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น มอก. หรือ TIS ของบ้านเรา, JIS ของญี่ปุ่น, DOT ของอเมริกา, ECE ของยุโรป, Sharp ของอังกฤษ หรือจะเป็น Snell ที่เป็นแบบสากล ก็ตาม ๆ แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักมาตรฐานความปลอดภัยของทางสหพันธ์จักรยานยนต์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะแตกต่างไปจากมาตรฐานที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป กล่าวคือของทางสหพันธ์ฯ จะเป็นมาตรฐานที่บังคับใช้กับหมวกที่ใช้ในการแข่งขันนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางสหพันธ์ฯ หรือ FIM ประกาศยกระดับความปลอดภัย หมวกกันน็อกสำหรับนักแข่งเฟส 2 แล้ว หลังจากที่โปรแกรมยกระดับมาตรฐานหมวกกันน็อกที่ใช้ในการแข่งขันเฟสแรกหรือเรียกย่อ ๆ ว่า FRHPhe-01 นั้นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจนได้ประสบการณ์และความรู้มาตลอด 4 ฤดูกาลแข่งขันแล้ว ความรู้และประสบการณ์ดังกล่าวก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถยกระดับความปลอดภัยของนักแข่งได้อย่างชัดเจน ซึ่งหมวกที่จะผ่านมาตรฐานของโปรแกรมการยกระดับนี้ จะต้องผ่านการประเมินเรื่องความสามารถในการป้องกันทั้งทดสอบในการกระแทกที่ศีรษะทั้งในแบบความเร็วต่ำ กลาง และสูง กระแทกในมุมเอียง การทดสอบการเจาะทะลุ ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษาจากหมวก 38 ใบจากทั้งหมด 22 แบรนด์ที่ผ่านมาตรฐานนี้ หลังจากที่ความร่วมมือระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่และแล็ปที่ทางสหพันธ์ฯ รับรอง (แล็ปทดสอบแรงกระแทกของทางมหาวิทยาลัย Zaragoza) FRHPhe-02 หรือเฟสที่ 2 ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเฟสนี้จะรวมไปถึงหมวกสำหรับแข่งขันออฟโร้ด ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของความปลอดภัยในการแข่งขันโมโตครอส เอ็นดูโร สปีดเวย์ และครอสคันทรี ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกกับมาตรฐาน FIM กับการแข่งขันออฟโร้ดอีกด้วย โดยมาตรฐานใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะในทุกรูปแบบ ซึ่งหมวกที่จะเข้ามาทดสอบมาตรฐานใหม่จะปลอดภัยยิ่งกว่ามาตรฐานที่มีในท้องตลาดทั้งหมด โดยจะเพิ่มความเข้มข้นในการทดสอบทุกด้านให้มากขึ้น รวมไปถึงเพิ่มการทดสอบรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น ทดสอบการถอดนวมรองแก้มอย่างรวดเร็วและการทดสอบที่คำนึงถึงการแตกหักของกระโหลกศีรษะ เป็นต้น ทั้งนี้มาตรฐานใหม่นี้จะเริ่มแนะนำให้ใช้ในปี 2025 และกลายเป็นข้อบังคับในปี 2026 นี้ โดยนักแข่งทุกคนจะต้องใช้ (เว้นแต่ นักแข่งกีฬาประเภทไทรอัล จักรยานไฟฟ้า รถ SSV หรือ UTV และ การแข่งแลนด์สปีดเวิลด์เรคคอร์ดประเภทพสตรีมไลเนอร์) ซึ่งแน่นอนว่าค่ายผู้ผลิตหมวกกันน็อกก็จะต้องผลิตหมวกออกมาให้สอดคล้องกันเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของความปลอดภัยไปพร้อม ๆ กัน เรียกว่าเป็นผลดีต่อผู้ใช้หมวกกันน็อกอย่างพวกเราจริง ๆ นะครับ อย่างไรก็ดี ราคาหมวกดังกล่าวอาจจะมีราคาแพงมาก ทางเราก็ขอแนะนำให้ใช้หมวกที่ได้มาตรฐานรับรองตามท้องตลาดกันไปก่อน อย่าไปใช้หมวกปลอมหมวกก็อปหลายเอกันเลยน่ะครับ มันไม่คุ้มเอาเสียเลยกับการที่จะต้องเอาชีวิตไปแลกกับหมวกแบบนั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หลาย ๆ ท่านที่กำลังสนใจเจ้า New Yamaha Xmax Connected อยู่น่าจะพอรู้ว่าเจ้าโมเดลใหม่นี้มีระบบนำทางด้วย ทีนี้เจ้าระบบนำทางที่ว่านั้นต้องใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชัน Garmin StreetCross ซึ่งเป็นแอฟพลิเคชั่นที่ทางยามาฮ่าร่วมพัฒนากับทางการ์มิน โดยจะเป็นแอพฯ ระบบนำทางโดยแสดงผลเป็นแผนที่เส้นทางการเดินทางบนหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ของ Xmax Connected นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่และน่าสนใจมากเลยทีเดียว เรามาพูดถึงการทำงานแอพนี้กันหน่อย นอกจากจะเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังมีวิธีใช้ที่ง่ายดายอีกด้วย เรามาดูวิธีใช้เจ้าระบบนำทางที่ว่านี้กันดีกว่าครับ ขั้นตอนที่ 1 ดาวน์โหลด App การ์มินสตรีทครอส ซึ่งสามารถโหลดได้ทั้ง App Store และ Play Store พร้อมกับลงทะเบียนข้อมูลให้เรียบร้อย Play Store คลิกดาวน์โหลด App Store คลิกดาวน์โหลด ขั้นตอนที่ 2 จับคู่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนของคุณเข้ากับ New Xmax Connected ผ่านระบบเชื่อมต่อ Y-Connected ขั้นตอนที่ 3 เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยก็สามารถใช้งานระบบนำทางได้อย่างง่ายดายเพียงระบุสถานที่ปลายทางใน สมาร์ทโฟนและสั่งนำทาง ระบบจะแสดงแผนที่และข้อมูลเส้นทางบนหน้าจอ เรือนไมล์ TFT ที่สามารถมองเห็นได้อย่างสะดวกและชัดเจน และนี่คือเทคโนโลยีที่ทางยามาฮ่าร่วมพัฒนากับทางการ์มิน เพื่อให้เหล่าสาวกค่ายยามาฮ่าเอ็นจอยกับการเดินทางมากยิ่งขึ้น และอยากจะบอกว่า แอพพลิเคชั่นนี้ไม่เสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถอัพเดตได้ตลอดผ่านต้นทางการบริการ เป็นอะไรที่สุดยอดเลยทีเดียว ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของของ New Xmax Connected ที่ทำให้ทุกคน ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Monkey Custom Cherry Edition 2022 ตำนานความสนุกกับไลฟ์สไตล์แฟชั่นยุค 80 ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ทำเอางาน Motor Expo 2022 คึกคักไปอีกขั้น ด้วยการนำโมเดลดังระดับตำนานอย่างฮอนด้า มังกี้ ที่มีมาตั้งแต่ปี 1988 ทำให้เรานึกถึงความสนุก และไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยสีสันในวันวาน ให้กลับมาป่วนวงการกันอีกครั้ง พร้อมความสดใส ในลุคใหม่ที่โดดเด่น ด้วยบอดี้สีแดงตัดครีม พร้อมลวดลายรูปเชอร์รี่บนตัวถังของ New Monkey Custom Cherry Edition 2022 ที่เป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ความสนุก สดใส ในยุคปัจจุบัน ให้เข้ากับความคลาสสิก และกลิ่นอายในยุค 80 ได้อย่างลงตัว ทั้งยังคงเสน่ห์ของดีไซน์แบบฉบับที่เป็นสามเหลี่ยม Nigiri (Unique Balance) เสริมความเท่อีกระดับด้วยล้ออัลลอยสีดำ เฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี เกียร์ 5 สปีด โดยเปิดราคาแนะนำที่ 109,900 บาท และพิเศษสุด! เมื่อจองในงาน Motor Expo หรือสั่งจองออนไลน์ รับฟรีทันที! หมวกกันน็อกลายเชอร์รี่ ไว้ใส่เข้าเซตกัน บอกเลยว่าขับไปไหน ยังไงก็ต้องมีคนเหลียวหลังมอง พบกับโปรโมชั่นสุด Exclusive เฉพาะชาว CUB House เพียงจองรถที่ร่วมรายการ Monkey C125 และ CT125 รับฟรี! หมวกกันน็อก Retro Helmet Limited Edition มูลค่า 1,290 บาท* สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่จองในงานเเละออนไลน์เท่านั้น! เชิญพบกับความสดใส ซุกซน ร่วมสัมผัสความคลาสสิกระดับตำนาน ด้วยตัวเองได้แล้วที่งาน Motor Expo 2022 บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า (G01) อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดใน Facebook : facebook.com/cubhousebyhonda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha ลุยเต็มแม็กซ์ ส่งท้ายปีจัดเต็มโปรในงาน Motor Expo 2022 บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด สานต่อความนิยมเขย่าตลาดรถจักรยานยนต์ส่งท้ายปี จัดทัพใหญ่เข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 Thailand International MOTOR EXPO 2022 เปิดตัว NEW YAMAHA XMAX CONNECTED … Follow the MAX นิยามใหม่ของพรีเมียมสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลก ตอกย้ำความแรงด้วยยอดจำหน่ายสูงสุดตลาดพรีเมียมสปอร์ตออโตเมติกคลาส 300 ในประเทศไทย พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นแบบสุดแม็กซ์ภายในบูธ Express The Unlimited Ride (เอ็กซ์เพลส ดิ อันลิมิเต็ด ไรด์) G03 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี” นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสอันดีที่ยามาฮ่าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์จากตระกูล MAX Series ที่ครองใจชาวไทยมาอย่างยาวนาน และสร้างยอดขายได้เป็นอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว และครั้งนี้ยามาฮ่ามีความภูมิใจในที่จะแนะนำ NEW YAMAHA XMAX Connected … Follow the MAX นิยามใหม่ของพรีเมียมสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย พร้อมด้วยเทคโนโลยี Y-Connect และ Dual Displays เชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับรถได้ทุกเส้นทาง พร้อมกันนี้ ยามาฮ่ายังได้นำทัพรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น ทุกซีรีส์ มาร่วมเติมเต็มบรรยากาศ พร้อมด้วยโปรโมชั่นแบบสุดแม็กซ์ภายในบูธ Express The Unlimited Ride (เอ็กซ์เพรส ดิ อันลิมิเต็ด ไรด์) G03 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี” ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดแม็กซ์สร้างโอกาสให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าได้ง่ายยิ่งขึ้น เพียงแค่สแกน QR CODE ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลของรถจักรยานยนต์รุ่นต่าง ๆ เหมือนมาสัมผัสด้วยตัวเอง รวมถึง Highlight ที่ไม่ควรพลาด!! โปรโมชั่นจัดเต็มสุดแม็กซ์ ฉลองเปิดตัว NEW YAMAHA XMAX Connected จองสิทธิ์ทางออนไลน์ซื้อชุดแต่ง XMAX Sport High Tech Set ในราคาสุดพิเศษเพียง 18,156 บาท พร้อมจัดไฟแนนซ์รวมไปกับรถจักรยานยนต์ NEW YAMAHA XMAX Connected จำนวนจำกัดเพียง 120 ชุดเท่านั้น ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2565 * เปิดให้จองทางออนไลน์ FB Yamaha Society Thailand เวลา 09.59 น. ของทุกวัน จำกัดวันละ 10 ชุด เท่านั้น เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันรุ่นอื่น ๆ ดังนี้ ซื้อ YAMAHA MT-15 รับ Gift Voucher มูลค่า 15,000 บาท ซื้อ YAMAHA WR155R รับ Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท ซื้อ All New YAMAHA R15 Connected หรือ All New YAMAHA R15M Connected-ABS รับ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท ซื้อ YAMAHA XSR155 รับ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท

ตัดแต้มใบขับขี่ เริ่ม 9 มกราคม 66 แต้มหมดอดขับ 90 วัน วันที่ 1 ธันวาคม 2565 พลตำรวจดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกรมขนส่งทางบก บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันพัฒนาแอป ‘KHUB DEE’ เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลบันทึกคะแนนความประพฤติของผู้ขับขี่ และเป็นช่องทางในการชำระค่าปรับในระบบบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยจะเริ่ม ตัดแต้มใบขับขี่ วันที่ 9 มกราคม 2566 เป็นมาตรการเสริมในการสร้างวินัยการขับขี่เพิ่มเติมจากการออกใบสั่งเพื่อบังคับใช้ตามกฎหมายปกติ ทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ โดยผู้ขับขี่มีทั้งหมด 12 คะแนน เมื่อทำผิดกฎจราจรหรือไม่ชำระค่าปรับ จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ ตามเกณฑ์ดังนี้ 1. หลักที่เป็นปัจจัยในการเกิดเหตุจำนวน 20 ทำความผิดเมื่อทำผิดทั้งที่ความผิดแบ่งเป็นสี่ระดับได้แก่ -ตัด 1 คะแนน เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ -ตัด 2 คะแนน คือ ฝ่าไฟแดง ขับย้อนศร ขับรถขณะถูกเพิกถอนใบขับขี่ -ตัด 3 คะแนน เช่น ขับรถชนแล้วหนี -ตัด 4 คะแนน คือ เมาแล้วขับ ขับรถในขณะเสพยาเสพติด, แข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.กลุ่มความผิดอื่น ๆ ตามฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก จำนวน 42 ฐานความผิด เช่น จอดในที่ห้ามจอด ไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่ขณะขับรถ โดยจะถูกตัดคะแนนเมื่อไม่ขำระค่าปรับในเวลาที่กำหนด หากผู้ขับขี่ถูกตัดจนเหลือ 0 คะแนน จะถูกสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน หากฝ่าฝืนขับขี่ขณะถูกสั่งพักจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากถูกสั่งพักใบอนุญาตขับขี่เป็นครั้งที่ 3 ภายใน 3 ปี อาจถูกสั่งพักมากกว่า 90 วัน และหากถูกสั่งพักเป็นครั้งที่ 4 อาจถูกพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทุกประเภท ส่วนการคืนคะแนนมี 2 รูปแบบ คือ เมื่อครบหนึ่งปีจะได้คืนอัตโนมัติ กับเมื่อเหลือน้อยกว่า 6 คะแนน หรือเหลือ 0 คะแนน แล้วผ่านการอบรมกับกรมการขนส่งทางบกที่จัดปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบคะแนนหรือชำระค่าปรับผ่านเว็บไซต์ E-Ticket PTM, แอปพลิเคชั่น KHUB DEE หรือแอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์ได้ ขอบคุณภาพ ตัดแต้มใบขับขี่ เริ่ม 9 มกราคม จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR650R 2023 ปรับสีสันและกราฟิกใหม่ดุดันยิ่งขึ้น ล่าสุดในงาน Motor Expo 2022 ที่อิมแพ็กต์ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ไทยฮอนด้าก็ได้ทำการเปิดตัวเปิดราคาของเจ้า New Honda CBR650R 2023 สปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่ง 4 สูบเรียง ที่สะท้อนจิตวิญญาณรถสปอร์ตจากสนามแข่ง ที่ครั้งนี้ปรับสีนสันและกราฟิกใหม่ ขับเน้นความดุดันยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายของสีดำที่ตัดเข้ากับตัวรถอย่างลงตัว มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง GRAND PRIX RED และสีดำ MAT GUNPOWDER BLACK METALLIC ราคาแนะนำ 324,300 บาท โดยรายละเอียดต่าง ๆ ยังคงเดิม โดยมีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร พร้อมกันยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้มือคลัตช์เบาและลดอาการท้ายสไลด์เวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วก่อนเข้าโค้ง ระบบกันสะเทือนจาก Showa ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบ SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกเอาอยู่ด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่คาลิเปอร์เบรก Nissin 4 ลูกสูบ และดิสก์หลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS และระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยและยางขนาด 120/70 ZR17 M/C (58W) และ 180/55 ZR17 M/C (73W) หน้าหลังตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์เด่น ๆ ก็เช่น ระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรลช่วยเพิ่มความปลอดภัย ช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบไฟ LED เต็มระบบ เป็นต้น นอกจากนี้ฮอนด้ายังได้ยกทัพบิ๊กไบค์ทุกรุ่นมาให้ทุกคนได้ลองสัมผัส พร้อมข้อเสนอพิเศษสุดกับแคมเปญ “Honda BigBike BUY NOW… XCITE NOW” ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,948 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุดเริ่มต้น 3.29% ต่อปี และ Gift Voucher มูลค่าสูงสุดถึง 200,000 บาท ฟรีทะเบียน และ พรบ. ทุกคัน สามารถพบกับฮอนด้าบิ๊กไบค์ในงาน Motor Expo 2022 ได้ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า (G01) อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ ติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นสุดพิเศษของรถรุ่นต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ Honda BigBike : fb.com/HondaBigBikeTH CUB House : fb.com/cubhousebyhonda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki ขนโมเดลใหม่ พร้อมโปรเด็ด โชว์ในงาน Motor Expo 2022 บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำสถิติยอดขายรถพุ่งไม่หยุด ภายหลังจากที่เริ่มทยอยส่งโมเดลใหม่ลงทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง Ninja ZX-25R, รถดูอัลเพอร์โพสในซี่รี่ย์ KLX230 ที่มีรุ่นย่อย 4 รุ่น และรถจักรยานยนต์สปอร์ตขายดีอย่าง Ninja 400 SE กับลวดลายเรซซิ่งทีมใหม่ของปี 2023 รวมถึง Z400 SE สีใหม่ล่าสุด ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ Kawasaki ขนโมเดลใหม่ พร้อมจัดโปรโมชันพิเศษกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติมในช่วงเวลาสุดพิเศษภายในงาน MOTOR EXPO 2022 นี้ทั้ง ฟรีประกันภัยชั้น 1, Gift voucher, ฟรีทะเบียน/พรบ. และเมื่อจองรถจักรยานยนต์และทำแบบสอบถามภายในงาน รับฟรี Kawasaki USB Bag มูลค่า 699 บาท ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 คุณกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “จากปริมาณยอดขายที่เติบโตขึ้นเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง แม้ว่าจะยังคงมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบอยู่บ้างก็ตาม คาวาซากิยังเชื่อว่าความต้องการซื้อของลูกค้าในประเทศไทยนั้นยังคงมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเป็นคันแรก ซื้อเพื่อทดแทนคันเก่า หรือซื้อเพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น คาวาซากิจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยใส่เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดความสนใจ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดียิ่งครับ” คาวาซากิได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น ภายในงาน MOTOR EXPO 2022 โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอที่คุ้มค่าที่บูธรถจักรยานยนต์คาวาซากิ หรือที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ นอกเหนือจากรถจักรยานยนต์แล้ว ทางคาวาซากิยังมีผลิตภัณฑ์เพื่อกีฬาทางน้ำ นั่นคือ JetSki ซึ่งคาวาซากิได้นำเจ๊ตสกีรุ่นใหม่ล่าสุดรุ่น ULTRA310LX และ ULTRA310LX-S มาจัดแสดงและยังเปิดรับจองภายในงานนี้อีกด้วย ที่บูธ Join Boat E02 โดยผู้แทนจำหน่าย MF Marine สามารถดูรายละเอียดโปรโมชัน รุ่นต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่: www.kawasaki.co.th/promotion อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta G350 เปิดตัวพร้อมราคาแนะนำที่ 215,000 บาท ในงาน Motor Expo Lambretta G350 เปิดตัวพร้อมราคาแนะนำที่ 215,000 บาท ในงาน Motor Expo ล่าสุดในงาน Motor Expo 2022 ทางแลมเบรตต้า ประเทศไทยก็ได้ทำการ เปิดตัว G350 ให้ได้ลองสัมผัสและจับจองพร้อมโปรโมชันพิเศษในงาน สำหรับ G350 นั้นถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของทางค่ายที่มาในสไตล์สุดคลาสสิกแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มาจากสกู๊ตเตอร์รุ่นแรก ๆ ของทางค่าย เส้นสายตัวรถดูเรียบหรูแบบมินิมัล แอบล้ำสมัยด้วยระบบไฟ LED ทั้งคัน หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่แสดงผลได้แบบครบถ้วน และรายละเอียดดีเทลตามแบบฉบับของแลมเบรตต้าครบถ้วน ตัวรถมาพร้อมขุมพลังสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาดใหญ่ถึง 330.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9.5 ลิตร ด้วยระบบหัวฉีด ซึ่งเคลมแรงม้ามากถึง 27.46 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ช่วงล่างโดดเด่นมีสไตล์ด้วย โช้คหน้าแบบดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คหลังคู่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 ม.ม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel มีล้ออัลลอยขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมยางจาก Pirelli รุ่น Angel Scooter ขนาด 120/70-12″ และ 130/70-12″ หน้าหลังตามลำดับ โดยจะมีจำหน่ายทั้งหมด 3 เฉดสี คือ สีแดงเบาะแดง สีดำเบาะส้ม และสีขาวเบาะส้ม พร้อมเปิดราคาแนะนำที่ 215,000 บาท ซึ่งสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองผ่านช่องทางออนไลน์ https://lambretta.co.th . หรือ สามารถมาสัมผัสตัวจริงด้วยตัวเองที่ บูธ LAMBRETTA รหัส G12 ภายในงาน Motor Expo 2022 ที่จัดขึ้น ณ อิมแพคชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 12 ธ.ค.65 นี้ https://www.facebook.com/lambretta.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-8S เน็กเก็ดตัวแรงคันล่าสุดจากค่ายคนเดือด ก็เปิดตัวไปแล้วกันที่ Eicma สำหรับเจ้า Suzuki GSX-8S เน็กเก็ดตัวแรงพิกัดกลางใหม่ที่นับวันจะมีขนาดความจุเพิ่มมากขึ้นทุกที สำหรับคันนี้ทางค่ายก็ระบุมาว่ามันเกิดมาเพื่อสร้างความเร้าใจด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยีและสไตล์ที่โดดเด่นซึ่งทางค่ายทุ่มเทอย่างหนักให้ได้มา โดยมันจะมีเครื่องยนต์ใหม่ แชสซีใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ รวมไปถึงดีไซน์ที่ดุดัน เพื่อยกระดับเน็กเก็ดไบค์ระดับกลาง ตัวรถนั้นเน้นดีไซน์แบบมินิมัล ด้านหน้าเด่นด้วยไฟ LED ทรง 6 เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ดูเฉียบคม ปราดเปรียวและดุดัน ด้านข้างมีแฟริ่งคลุมเครื่องอยู่บางส่วน ให้ได้เหลี่ยมมุมที่ดูล้ำ ๆ หน่อย และเสริมด้วยล้อและเฟรมสีฟ้าสว่างสดใส ปิดท้ายด้วยกราฟิกที่สดใหม่ให้ภาพลักษณ์ร่วมสมัย ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องบล็อกใหม่แบบ 2 สูบเรียง 776 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จากโรงงานฮามามัตซึ ที่มุ่งเน้นในเรื่องสมรรถนะที่เหมาะสมกับเน็กเก็ดไบค์ เลือกใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศาเพื่อให้ได้ทอร์คที่หนักแน่น โดยเคลมแรงบิดมาสูงถึง 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดจะอยู่ที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ทางค่ายยังได้แอบใส่เทคโนโลยีใหม่อย่าง Suzuki Cross Balancer ที่ออกแบบมาช่วยลดการสั่นสะเทือนที่ไม่ต้องการออกไป และยังช่วยให้รถมีขนาดเครื่องยนต์ที่กะทัดรัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับรถได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ปลายท่อแบบสั้นเสียใหม่ อยู่ทางด้านขวาของเครื่องยนต์และเชิดขึ้นเล็กน้อย ยิ่งทำให้รถดูกะทัดรัดและรู้สึกคล่องตัว ในส่วนของแชสซีตัวรถยังคงออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้สบาย มีแฮนด์บาร์กว้างแบบสอบปลายทำจากอลูมิเนียม ช่วยให้ขับขี่ได้ลื่นไหลสไตล์สปอร์ต และยังช่วยผ่อนแรงเวลาเข้าโค้งหรือบังคับเลี้ยวได้มาก ทั้งยังขับขี่มั่นใจได้ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังจาก KYB ที่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อให้ตัวรถขับขี่ได้คล่องตัว นิ่งและนุ่ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม. และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ปิดท้ายด้วยเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี สิ่งแรกเลยที่ดูเหมือนจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วเลยก็คือหน้าจอสี TFT โดยโมเดลนี้จะมีขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบครัน ตัวรถมีโหมดแทร็กชันคอนโทรล 3 โหมดและเปิดปิดได้ เอ็นจิ้นแม็ป 3 โหมด คันเร่งไฟฟ้า ระบบอีซี่สตาร์ท ระบบช่วยป้องกันเครื่องดับเวลารถเดินเบา สลิปเปอร์คลัตช์ และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีขาวและสีดำด้าน งานนี้ใครชื่นชอบเน็กเก็ดไบค์ระดับกลางจากค่ายซูซูกิค่ายนี้คงต้องรอกันนานหน่อยนะครับ แฟน ๆ ชาวไทยค่ายนี้น่าจะพอเข้าใจกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZR 500 ของ Kenny Roberts Jr. ถูกประมูลไปกว่า 11 ล้าน เรียกว่าเป็นคันเดียวในโลกที่ยังอยู่ในท้องตลาดก็ว่าได้ หากไม่นับคันที่จอดแสดงโชว์ในพิพิธภัณฑ์ของทางยามาฮ่าที่เมืองอิวาตะ สำหรับเจ้า Yamaha YZR 500 OWJ1 ของ Kenny Roberts Jr. (อดีตแชมป์โลกชาวอเมริกา) ในปี 1996 ซึ่งเป็นเวลา 1 ปีก่อนที่พ่อของเขาก่อตั้งทีมขึ้นมาเพื่อไล่ล่าแชมป์โลก กระทั่งเขาสามารถคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2000 แต่เป็นกับรถ Suzuki RGV 500 กับทีมอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามรถแข่งของเขายังเป็นสมบัติของเขาอยู่หลายปี กระทั่งเขาตัดสินใจที่จะขายมัน และหลังจากนั้นมันก็เปลี่ยนเจ้าของไปเรื่อย ๆ อีกหลายมือ กระทั่งตัวรถมาถึงที่อังกฤษและได้รับการซ่อมแซมขนานใหญ่ โดยจุดเด่นของเจ้าคันนี้คือมันมีขุมพลัง 4 สูบวี 499 ซีซีแบบ 2 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางยามาฮ่าเลยระบุไว้ว่ามันมีแรงม้ามากถึง 180 แรงม้า จัดเป็นอสูรร้ายตัวจริงในยุคนั้นเลย เพราะว่าตัวรถนั้นมีน้ำหนักเพียง 130 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งที่เบาได้ขนาดนั้นก็เพราะการใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมและชิ้นส่วนแม็กนีเซียมในหลาย ๆ จุด ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนที่ทำขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ จึงทำให้มันกลายเป็นยอดรถจากค่ายญี่ปุ่นในเวลานั้นเลยล่ะครับ และในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาช่วงที่มีงาน Goodwood Festival of Speed เจ้าคันนี้ได้กลับคืนสู่มือของครอบครัวโรเบิร์ตอีกครั้ง พร้อมกับมีการขี่เจ้าคันนี้โชว์ในสนามโดยพ่อของเขาเอง และกระทั่ง Wayne Rainey และเมื่อจบงานรถคันนี้ก็กลับเข้าไปสู่ตลาดประมูลอีกครั้งกับทาง Iconic Motorbikes Auctions ใน Santa Monica ที่คาลิฟอร์เนีย ซึ่งต่อมาถูกประมูลไปได้โดยบุคคลนิรนาม โดยคิดเป็นเงินไทยกว่า 11.46 ล้านบาทเลยทีเดียวล่ะครับ ก็ถือว่าเป็นรถแข่งในยุค 2 จังหวะที่เรียกว่าเป็นโมเดลระดับตำนานโมเดลนึงของยามาฮ่าเลยก็ว่าได้ครับ งานนี้ไบเกอร์รุ่นใหญ่หลาย ๆ คนคงจะน้ำลายหกกันเป็นแน่ ใครที่เกิดทันยุคสองจังหวะจะรู้ว่า ยุคนั้นมันหอมหวนแค่ไหน อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW Motorrad CNX Season Start 2022 งานดี ๆ ที่เหล่าบีมเมอร์ยกนิ้วให้ สำหรับงาน BMW Motorrad CNX Season Start 2022 นั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งใจงานนี้ประกอบด้วยกิจกรรมมัน ๆ ที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยได้จัดเตรียมไว้แบบแน่น ๆ ตลอดทั้งวันเช้ายันค่ำกันเลยล่ะครับ สำหรับงานนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ RIDE, RELAX, ROCK และ RELATIONSHIP ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ RIDE: ก็จะเป็นกิจกรรม The Unexpected Journey ที่ให้ชาวบีมเบอร์ได้เข้ามาร่วมขับขี่ในเส้นทางที่สวยงามในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเส้นทางนั้นจะมีทั้งในแบบของ On-Road และ Off-Road ที่ทางบีเอ็มดับเบิลยูจัดเตรียมเส้นทางสุดพิเศษไว้เพื่อคุณ แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางด้วยกัน มีทั้งแบบทางดำล้วน ทางฝุ่นล้วน และแบบทางดำผสมทางฝุ่น ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานเลย RELAX: ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศดี ๆ อากาศเย็นสบาย และอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย พร้อมสนุกกับปาร์ตี้แบบจัดเต็มที่ที่ร้าน THE VIEW VILLAGE ซึ่งทางค่ายจัดรับรองไว้ให้เป็นอย่างดี ROCK: มันจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่านไปกับคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก แว่นใหญ่ และ ม็อคค่า การ์เดน RELATIONSHIP: เปิดโอกาสให้ชาวบีมเมอร์ร่วมแบ่งปันไลฟ์สไตล์ ประสบการณ์และเรื่องราวการขับขี่ การตกแต่งรถของตัวเองกับชาวบีมเบอร์จากนานาประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และอีกหลาย ๆ ประเทศที่เข้าร่วมงาน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 700 ชีวิต นอกจากยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้เข้าแข่งขัน GS Trophy 2022 ทีมประเทศไทยอีกด้วย เรียกได้ว่าทั้งความเพลินเพลิน ความสนุกสาน ไปจนถึงมิตรภาพกันเลยทีเดียวสำหรับงานดี ๆ ที่สาวกบีเอ็มฯ ต้องยกนิ้วโป้งให้ทั้ง 2 มือแบบนี้ สุดท้ายนี้ทาง SuperBike Thailand เองก็ต้องขอขอบคุณที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ได้เปิดโอกาสให้เราได้เป็นส่วนนึงในกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli พัฒนา Diablo Rosso IV ใหม่สเปกเรเดียลเพื่อรถสปอร์ตไม่เกิน 400 cc ล่าสุดทางค่ายยางชั้นนำระดับโลกแบรนด์ตัว P ยาวหรือ Pirelli เปิดตัว Diablo Rosso IV ยางเรเดียลตัวใหม่สำหรับสปอร์ตคลาสไม่เกิน 400 ซีซี พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อได้ทดสอบในสนาม Mandalika International Street Circuit ที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากจบศึกการแข่ง WorldSBK สนามที่ 11 ไปหมาด ๆ เรียกว่าได้ลองขี่ไลน์เดียวกันกับนักแข่งระดับโลกเลยล่ะครับ เท้าความกันก่อน เดิมทีแล้วยางของทางพีเรลลี่ที่รองรับรถสปอร์ตหรือเน็กเก็ดในคลาสไม่เกิน 400 ซีซีนั้นจะมีอยู่สองตัว คือ Diablo Rosso Sport (ยางแบบครอสพลาย) และ Diablo Rosso III (ยางเรเดียล) ซึ่งก็จะมีจุดเด่นและลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป แต่ตอนนี้ก็จะมีเจ้า Rosso IV ในแบบเรท H (H-Rated) ที่สามารถรองรับความเร็วได้สูงถึง 210 กม./ชม. เหมาะกับรถพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั่นเอง โดยก่อนหน้านี้รอสโซ่โฟร์นั้นจะมีแต่ยางไซส์ใหญ่ ๆ เรท ZR (ZR-Rated) ซึ่งเป็นเรทสูงสุดรองรับความเร็วได้เกิน 300 กม./ชม. หรือพูดกันง่าย ๆ คือเป็นยางสำหรับบิ๊กไบค์ระดับซูเปอร์สปอร์ต หรือระดับซูเปอร์ไบค์ขึ้นไปนั่นเอง ทั้งนี้ยาง Rosso IV ในแบบเรท H จะแตกต่างกับเรท ZR ตรงในส่วนของโครงสร้างคือใช้เส้นใยสังเคราะห์วางแบบ 0 องศากับหน้ายาง แทนที่จะเป็นใยเหล็กซึ่งวัสดุยางหลังนั้นจะช่วยให้รองรับความเร็วได้มากกว่า 210 กม./ชม. ทว่าก็จะมีข้อดีคือมีน้ำหนักเบากว่าและยืดหยุ่นได้มากกว่าแบบโครงสร้างใยเหล็ก ซึ่งจะเหมาะสมกับรถในพิกัด 125 – 400 ซีซีอย่างยิ่ง ต่างกับ Rosso III ยังไง สำหรับยาง Rosso IV H-Rated นั้นจะแตกต่างจาก Rosso III ในหลายจุดด้วยกัน ก่อนอื่นเลยที่เห็นได้ชัดคือลายดอกยาง แม้ว่าจะมีลายแฟลช หรือลายสายฟ้าอยู่เหมือนกัน แต่องศาของลายสายฟ้าก็ต่างกัน รวมไปถึงร่องรีดน้ำที่ไหล่ยางก็ต่างกัน หลัก ๆ คือเป็นผลมาจากการออกแบบให้มีอัตราส่วนของหน้าสัมผัสยางเทียบกับร่องดอกยางบริเวณไหล่ยางมากขึ้น 30% (ทั้งยางหน้าและยางหลัง) ซึ่งมีผลดีต่อการยึดเกาะในโค้ง แต่ต้องแลกมากับประสิทธิภาพการรีดน้ำที่ไหล่ยางทำได้น้อยลง ทว่ามันจะมีคนบ้าที่ไหนที่จะเอารถไปแบนโค้งตอนฝนตกหรือถนนเปียกกันล่ะ? จุดต่อมาคือเรื่องของคอมปาวด์ของยางหรือเนื้อยางนั่นเอง โดยตัวยาง H-Rated บริเวณหน้าสัมผัสยางจะมีเนื้อยางแบบคอมปาวด์เดียวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งจะเป็นเนื้อคาร์บอนแบล็กที่มีส่วนผสมของซิลิก้าจำนวนมาก และที่แก้มยางก็จะใช้เนื้อยางเป็นคอมปาวด์พิเศษที่จะช่วยเพิ่มความเสถียรหรือความนิ่งเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ อีกด้วย จุดสุดท้ายคือโปรไฟล์ของยาง ยาง Rosso IV H-Rated จะมีความสูงมากกว่าเล็กน้อย ทำให้พลิกรถได้ไว ทั้งยังมีไหล่ยางที่แบนกว่าช่วยให้การยึดเกาะและรักษาไลน์ในโค้งที่ดี ทดสอบจริง แน่นอนว่าเราได้ทำการทดสอบยาง Diablo Rosso IV H-Rate ในสนาม Mandalika International Street Circuit แห่งนี้ด้วย โดยตัวสนามมีความยาว 4.313 กิโลเมตร ซึ่งมีจุดเบรกหนักไม่กี่โค้ง ส่วนมากจะเป็นโค้งความเร็วสูง จากการได้ลองทดลองขับขี่ทดสอบสำหรับรถพิกัด 250-400 นั้นสามารถเปิดคันเร่งยาว ๆ ลากรอบขึ้นเรซไลน์เข้าโค้งได้เลย ตัวยางนั้นให้การตอบสนองได้ยอดเยี่ยม จนลืมว่า นี่คือยางสำหรับขี่ถนนไม่ใช่ยางสนาม เวลาจะปิดคันเร่งเพื่อเปลี่ยนทิศทาง ยางก็สามารถพาได้ได้ตามจุดที่มองเรียกว่าแม่นยำ และยังสามารถกระแทกคันเร่ง 100% ก่อนจุดเอเป็กซ์ของโค้งโดยที่ยางไม่มีการเสียอาการใด ๆ ปิด-เปิดคันเร่งได้ต่อเนื่องรอบสนาม ในโค้งหักศอกความเร็วต่ำ ที่ต้องเบรกหนักและเชนเกียร์จากเกียร์ 6 ลงมา 2 เพื่อให้ท้ายสไลด์ออก ก็ทำได้โดยที่ยางไม่มีอาการส่ายหรือลื่น ขณะเบรกหนัก ๆ ยางหน้าก็แข็ง จิกพื้นอยู่ ไม่ไหล ภาพรวมคือสามารถขี่แทร็กและคุมไลน์การขี่ได้แม่นยำตั้งแต่แล็ปแรก ๆ ยัน จนเซสชัน ถือว่าเป็นยางที่ขี่สนุก แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่คือยางสำหรับขี่ถนน แต่ก็สามารถเอามาสนุกกับแทร็กเดย์ แต่จะสนุกกว่าถ้าใช้ยางให้ตรงกับจุดประสงค์ที่แท้จริง จุดเด่น น้ำหนักเบา ช่วยให้เร่งได้ดีขึ้น ขับขี่ได้ดีขึ้น โปรไฟล์ยางสูง ช่วยให้พลิกรถได้ง่ายและรวดเร็วฉับไว หน้าสัมผัสบริเวณไหล่ยางมากขึ้น เพิ่มการยึดเกาะและความมั่นใจเวลาเข้าโค้ง เร่งออกจากโค้งได้เร็วขึ้น ระยะเบรกสั้นลง ให้ความนิ่งเสถียรเวลามากขึ้นเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ลายดอกยางใหม่ช่วยให้มีการสึกหรอที่สม่ำเสมอกันตลอดทั้งยาง จุดด้อย ราคาแพงขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ขับขี่แบบสปอร์ตหรือชอบเล่นโค้งมากกว่า อาจจะทำให้เกิดอาการเหวอได้สำหรับมือใหม่หรือคนที่ไม่คุ้นเคย ไซส์ยางที่จะมีจำหน่าย

Lambretta X300 โมเดลฉลองครบรอบ 75 ปีเปิดตัวที่ไทยพร้อมราคาสุดเร้า ล่าสุดแลมเบรตต้าเนรมิตลานพาร์ค พารากอน ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์ความคูลที่อยู่เหนือการเวลา กับงาน “LAMBRETTA X300 Exclusive Launch” งานเปิดตัวโมเดลใหม่ซี่รี่ส์ X อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “มาริโอ เมาเร่อ” เป็นพรีเซนเตอร์ รวมถึงเซเลบจากหลากหลายวงการ ตบเท้าเข้าร่วมงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ แลมเบรตต้าแบรนด์รถสกู๊ตเตอร์จากอิตาลี ถือกำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปี โดยเอกลักษณ์ของรถอยู่ที่ดีไซน์เฉพาะตัว ที่ถ่ายทอด DNA อิตาเลียนดีไซน์ไว้ในทุกอณู จนกลายมาเป็นลายเซ็นที่สาวกเห็นเป็นต้องรู้กันว่านี่คือแลมเบรตต้าตัวจริงเสียงจริง! สำหรับโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 65 ภายในงาน Milan Design Week 2022 ที่จัดขึ้น ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และล่าสุด! กับการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ ลานพาร์ค พารากอน พร้อมกับการเปิดตัว นักแสดงชื่อดัง ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของสาวกสกู๊ตเตอร์ไลฟ์สไตล์สุดคลู ซึ่งมาริโอ้ยังถือเป็นสาวกคนเล่นรถที่สะสมคอลเลคชั่นรถวินเทจของ LAMBRETTA ไว้ด้วยเช่นกัน มาครั้งนี้ จึงเรียกได้ว่าเจ้าเอ็กซ์สามร้อยคันนี้จะเป็นอีกโมเดล ที่เหล่าสาวกไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง เพราะจะเป็นอีกผลงานที่ผ่านกาลเวลาและสืบทอดต่อไปเป็นมรดกในอนาคตอย่างที่เคยเป็นมา เจ้าเอ็กซ์สามร้อยคันนี้มาในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ ที่ถือเป็นโมเดลฉลองครบรอบ 75 ปี กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม กับรูปทรง Diamond lines ของการออกแบบเส้นสายบนตัวรถ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว จุดเด่นคือมีการอัพเกรดฟังก์ชั่นการใช้งานให้ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบัน ด้วยเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที เสริมด้วยการออกแบบ Riding Position มาให้สามารถขับขี่ง่าย ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานของ LAMBRETTA มาไว้ในรุ่น X300 กับ Performance ที่พัฒนามาใหม่ ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS อีกจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือไฟหน้าและไฟท้ายมา LED เต็มระบบพร้อมกับงานดีไซน์ โคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่ายออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน ถัดมาที่ส่วนของไฟท้าย ที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง ด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง โดดเด่นไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่าเป็นผู้นำด้านการออกแบบ กับโคมไฟท้ายที่ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงแท่งคริสตัลที่เพิ่มเลเยอร์ ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน สำหรับ LAMBRETTA X300 ที่จะจำหน่ายในประเทศไทย มีมาให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 สี 4 สไตล์ ได้แก่ Milano Green (สีเขียว), Lucente Black (สีดำ), Gemma White (สีขาว) และ Argento Grey (สีเทา) ที่สำคัญ! การมาของ LAMBRETTA X300 ในครั้งนี้ ทาง LAMBRETTA GLOBAL

CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ให้กับตำนานแห่งการแข่ง TT ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็นไบเกอร์ตัวจริงน่ารู้ว่าเจ้าดาบเพลิงของค่ายปีกนกนั้นเป็นรถระดับตำนาน และ John McGuinness เองก็เป็นนักแข่งระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองตำนานก็ได้มาบรรจบกันกับการแข่งขัน Isle of Man TT ก่อกำเนิดเป็นโมเดลสุดพิเศษ CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ฉลองโอกาสที่ John จะได้ออกสตาร์ทแข่งขันในศึก TT ครั้งที่ 100 ซึ่งจะมีเพียงแต่ 30 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลข 30 คันสื่อถึงความยาวนานของทั้งสองตำนานไปพร้อม ๆ กัน สำหรับตัวรถจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่ง MotoGP เครื่องยนต์ 4 สูบพิกัด 1,000 ซีซี ขณะที่ตัวรถด้านนอกก็มีแฟริ่งที่ออกแบบเรื่องแอโรไดนามิกที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก RCV213V พร้อมกับลวดลายกราฟิกพิเศษสีแดงและสีทองสวยงามยิ่งนัก ระบบกันสะเทือนไฟฟ้า Öhlins Smart Electronic Control (SE-C) ด้านหน้าใช้โช้ค NPX ขนาด 43 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้ค TT-36 ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ นอกจากนี้จะมีจุดเด่นเฉพาะโมเดลพิเศษนี้จะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันที่บริเวณแผงคอบนพร้อมกับโลโก้ฉลองครบรอบ 30 ปี ซึ่งโลโก้นี้ยังพบเจอได้บนสมาร์ทคีย์ และปลายท่อ Akrapovic อีกด้วย สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมความพิเศษของโมเดลนี้ แฟริ่งทำสีใหม่พร้อมลายละเอียดสีทองและลายกราฟิกแถบฟิล์มหนังแสดงประวัติของ John ปิดท้ายด้วยสติ๊กเกอร์ขอบล้อสีทอง ลายเซ็นบริเวณครอบแอร์บ็อกซ์ นัมเบอร์เพลตของแต่ละคันบนแผงคอ บังโคลนหน้าคาร์บอนของแท้จาก Honda เบาเพียง 255 กรัม เบากว่าของติดรถ 38% บังโคลนท้ายคาร์บอนเบากว่าเดิม 10% ครอบเบาะท้ายและชิลด์สูง ยางเดิม 1 คู่ และยางMetzeler Racetec RR 1 คู่ โดยจะวางขายที่ราคา 30,000 ยูโรหรือราว ๆ 1,116,000 บาท พร้อมกับของแถมพิเศษ พรมจอดรถคัสตอมเฉพาะ ผ้าคลุมรถ คริสตัลยิงเลเซอร์แบบสามมิติสุดพิเศษ และโอกาสที่จะได้รับรถกับ John McGuinness เองที่ Honda Racing ประเทศอังกฤษ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Dragster 500GP คอนเซ็ปต์ไบค์เตรียมขายจริง 2024 เจ้า Italjet Dragster 500GP คันที่คุณเห็นอยู่นี้ยังเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์อยู่ ยังไม่ได้วางจำหน่ายนะครับ โดยทางแบรนด์ระบุว่าเจ้านี่เป็นตัวแทนของความโดดเด่นของวงการมอเตอร์ไซค์ และจะเป็นโมเดลที่ปฏิวัติวงการสองล้อ ซึ่งจะเป็นการยกระดับของเทคโนโลยี การออกแบบ และความสมบูรณ์แบบ โดยมันจะเป็นรถที่ให้ความสนุกเวลาขับขี่จากการที่มันทั้งเบาและคล่องตัว เจ้าไฮเปอร์สกู๊ตเตอร์ (ตามแบบที่ทางค่ายเรียก) มันคือพาหนะที่คุณจะไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันจะทำให้คุณต้องเหลียวมอง และถูกลิขิตมาว่าจะออกมาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์ไซค์ ท้าท้ายขนบเก่า ๆ มุ่งสู่อนาคตและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในแบบที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ในส่วนเครื่องยนต์นั้นจะมีความจุเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้ที่ใหญ่สุดก็แค่พิกัด 200 ซีซีเท่านั้น แน่นอนกว่าพละกำลังและแรงบิดก็จะเพิ่มตามมาด้วยเช่นกัน โดยเครื่องจะเป็นเครื่องสูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ แคมชาฟต์คู่ 4 วาล์ว ระบบหัวฉีดไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า และท่อไอเสียแบบใต้ตัวรถแบบออกสองทาง ให้กำลังแรง 43 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ที่น่าแปลกใจคือมันมาพร้อมระบบส่งกำลังด้วย ชุดเกียร์ 6 สปีดและคลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ขณะที่ช่วงล่างนั้นโดดเด่นด้วยเฟรมถักสีแดงโดดเด่น มีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 47 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับดิสก์เบรกขนาด 270 ม.ม. และดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็นของทาง Brembo ทั้งหมด พร้อมระบบเบรก ABS ปิดท้ายด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter ขนาด 120 / 70-15 และ 160 / 60-15″ ทั้งนี้น้ำหนักตัวรถจะอยู่ที่ 180 กก.เท่านั้น โดยมีฐานล้อสั้นเพียง 1,484 ม.ม. เบาะนั่งสูง 820 ม.ม. และถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ซึ่งดู ๆ แล้วก็กะทัดรัดคล่องตัวพอสมควรเลยทีเดียวล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha WR155R 2022 สีสันใหม่ให้คุณเปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ กระตุ้นตลาดปลุกกระแสเอ็นดูโร่ไบค์ครั้งใหม่ ส่ง New Yamaha WR155R 2022 “Journey of The Brave เปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า” ออกสู่ตลาดเมืองไทยด้วยสีใหม่ พร้อมของแต่งพร้อมลุยสุดเท่! และการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. สำหรับโมเดลสายพันธุ์เอ็นดูโร่ระดับโลกในตระกูล WR Series คันนี้ยังคงตอบสนองความเร้าใจในการขับขี่ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ 155 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA (Variable Value Actuation) และพร้อมลุยทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรดด้วยระบบกันสะเทือนหน้า KYB ขนาด 41 มม. และระบบกันสะเทือนหลังโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง (Linked-Type Monocross) ที่สามารถปรับค่าความแข็งสปริงหรือพรีโหลดได้ 5 ระดับตามน้ำหนักผู้ขับขี่ ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมทำให้สนุกในทุกเส้นทางการขับขี่ พร้อมถังน้ำมันความจุขนาด 8.1 ลิตร ให้คุณไปได้ไกลกว่าเดิม ให้ความล้ำสมัยด้วยหน้าปัด Full LCD Digital Meter ที่แสดงข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน พร้อมเลขบอกตำแหน่งเกียร์ เพื่อรองรับการขับขี่ทั้งทางเรียบและทางลุย และมาพร้อมเบาะนั่งแบราบ Flat Seat ที่สามารถรองรับการขับขี่ทุกท่วงท่า และยังมีเฟรมที่ออกแบบเพื่อความสนุกสนานในการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกัน 2 เฉดสี คือ YAMAHA BLUE สีน้ำเงินที่ให้ความเร้าใจแบบเดียวกับทีมแข่งยามาฮ่าเรซซิ่งทีม และ YAMAHA BLACK สีดำดุดัน ที่ตัดกับเฟรมสีเขียวพาสเทลพร้อมโลโก้ WR สีขาว-เหลือง ซึ่งให้ความเท่สะดุดตาทุกมุมมอง ยังมาพร้อมกับของแต่งสุดเท่! ที่มีให้เลือกช้อปกันเต็มพิกัด คือ ชุดเบาะปรับระดับ ตัวกันกระแทกแฮนด์ ชุดครอบด้านล่างอะลูมิเนียม ชุดการ์ดแฮนด์ซ้าย-ขวา ชุดรองปลอกแฮนด์ และชุดปลอกครอบโช้ค ซึ่งนอกจากจะเท่อย่างมีสไตล์แล้วยังพร้อมลุยได้อย่างเต็มพิกัดในทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรดอีกด้วย พร้อมวางจำหน่ายในราคาแนะนำเริ่มต้น 119,000 บาท พร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. โดยสามารถเลือกเป็นเจ้าของได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-263- 9999 อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brembo GP4-MS คาลิเปอร์เบรกระดับ MotoGP พร้อมลงถนนแล้ว โอกาสแต่งรถแบบเทพ ๆ มาถึงแล้วกับปั๊มล่าง Brembo GP4-MS คาลิเปอร์เบรกเทคโนโลยี MotoGP เรียกว่าสุดจัดสุดทางแล้วของคาลิเปอร์เบรกสำหรับรถขี่ถนนตัวล่าสุดที่จะหาซื้อได้ตามปกติ ตัวนี้สุดยิ่งกว่า Stylema R ที่เคยติดรถระดับซูเปอร์ไบค์แบรนด์ยุโรปแต่ก่อนเสียอีกครับ โดยเจ้าปั๊มล่างโมโตจีพีตัวนี้เปิดตัวในงาน Eicma 2022 จากทางเบรมโบ้ ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกตัวใหม่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและผู้ที่หลงใหลการขับขี่ในสนามอย่างมาก เรียกว่าเอาอยู่ทุกทาง การดีไซน์และพัฒนานั้นมุ่งเป้าให้นำไปใช้กับรถขี่ถนนในปัจจุบันที่มีความแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เทคโนโลยีจากการแข่งขัน MotoGP ร่วมกับนวัตกรรมและวัสดุที่ทันสมัยที่สุดควบคู่ไปกับความรู้และข้อมูลจากโลกแห่งการแข่งขันนับไม่ถ้วนของทางแบรนด์ กลายเป็นปั๊มเบรกตัวนี้ที่เหมือนกับที่นักแข่ง WorldSBK ใช้เลย มันขึ้นรูปจากอลูมิเนียมทั้งก้อน หรือที่นิยมเรียกกันว่าโมโนบล็อก แทนที่จะเป็นการหล่อขึ้นรูป ซึ่งวิธีนี้จะได้รูปลักษณ์ที่ดี ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะสุดโต่งมากกว่า และทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่สูญเสียความทนทานไป จุดเด่นคือเจ้าปั๊มใหม่ที่ว่านี้สามารถใช้แทนกับปั๊มเดิมที่เดิมที่ใช้คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์อยู่แล้ว โดยรองรับทั้งแบบ 100 ม.ม. และ 108 ม.ม. เรียกว่าได้ทั้งรถยุโรปและรถญี่ปุ่นเลย และครีบระบายความร้อนจากตัวคาลิเปอร์เบรกที่เห็นได้ชัดเจน ตัวลูกสูบเบรกมีมากถึง 4 สูบเพื่อการันตีประสิทธิภาพ ให้ฟีลลิ่งในการเบรกที่มั่นใจ ปลอดภัย เชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังทนทานต่อการสึกกร่อนด้วยการเคลือบนิกเกิ้ลซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของทางตระกูล GP4 อีกด้วย รวมถึงการที่มีสีสว่างยังช่วยขับเน้นโลโก้ใหม่ของเบรมโบ้อีกด้วย โดยสังเกตได้จากตัวอักษร e จะเห็นได้ง่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CL500 สแครมเบลอร์ไซส์กลางสุดเท่โดนใจสายเรโทร และนี่คือโมเดลใหม่จากค่ายปีกนก Honda CL500 ที่จะมาตอบโจทย์นักบิดที่เป็นสายเรโทรแบบเข้าเส้น เพราะโมเดลนี้มีแรงบันดาลใจการออกแบบดีไซน์มาจาก CL รุ่นดั้งเดิมจากยุค 60 และยุค 70 มาผสานเข้ากับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากรถในตระกูล CB500 ซี่รี่ส์ยอดนิยม ได้ออกมาเป็นสแครมเบลอร์ไบค์ไซส์กลางสุดเท่ได้กลิ่นอายเรโทรแบบเต็ม ๆ แต่ก็มาพร้อมความร่วมสมัยด้วยเทคโนโลยีของยุคใหม่ ให้มันขับขี่ใช้งานในชีวิตจริงได้อย่างไม่เคอะเขิน สำหรับการดีไซน์ก็อย่างที่เกริ่นไปคือมีดีไซน์มาจากโมเดลดั้งเดิมในช่วงปี 60 และ 70 ซึ่งจะเป็นรถที่มีน้ำหนักเบาและความสามารถในการขับขี่ในทางฝุ่น โดยตัวรถมีรายละเอียดแบบรถเรโทรคลาสสิกมาแบบครบครัน อาทิ ไฟหน้า ไฟเลี้ยว (ระบบไฟทั้งหมดเป็น LED) กระจกมองหลัง และเรือนไมล์ LCD จอกลับสีแบบทรงกลม ด้านหน้ามีโช้คเทเลสโคปิกที่มาพร้อมปลอดยางกันฝุ่น เบาะหนังแบบจับจีบบริเวณคนขับ ส่วนคนซ้อนแบบปาดเรียบ นอกจากนี้ยังมีการทำชิ้นส่วนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างให้เป็นสีดำ เพิ่มความหล่อเท่ดุดันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ปิดท้ายด้วยดีไซน์ท่อไอเสียปลายยกสูงตามแบบฉบับของรถสไตล์สแครมเบลอร์ ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีลงตัวเลยทีเดียว สำหรับขุมพลังหลาย ๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับขุมพลังยอดฮิตจากทางค่าย มันคือเครื่อง 2 สูบเรียงในรถตระกูล 500 ของทางค่าย ที่มีจำหน่ายอยู่บ้านเราหลากหลายโมเดลเหลือเกิน โดยจะเป็นเครื่องขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมหัวฉีด PGM-FI ให้กำลัง 46 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิด 43.4 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร โดยในคราวนี้จะมีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบาและเพิ่มความปลอดภัยเวลาเชนจ์เกียร์ลงเร็ว ๆ ทำให้ล้อหลังไม่เกิดอาการสลิป ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถใช้เฟรมท่อโลหะแบบไดมอนด์เฟรมที่ให้ความคล่องตัวและนุ่มสบาย โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ในการออกแบบประมวลผล ให้มีความสมดุลกันระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่เหมาะสม ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ส่วนยางก็จะเป็นยางแบบกึ่งนะครับ ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีนั้นนอกจาก ABS ที่กล่าวไปแล้วก็จะยังมีระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันหรือ ESS นะครับ โดยบอกตรงนี้ได้เลยว่ามีจำหน่ายในไทยแน่นอน ราคาจะไม่แรงด้วย เพราะไม่ได้ให้อ็อปชันมามากนัก นับได้ว่าเป็นสแครมเบลอร์ที่น่าจับตามองมาก ๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda XL750 TRANSALP ทัวริ่งแอดเวนเจอร์พิกัดใหม่ที่น่าจับตา และนี่คือการกลับมาของตำนานสายลุยอย่างเจ้าทรานส์แอลป์ที่เคยเปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 กับเครื่องยนต์วีทวินขนาด 583 ซีซี ซึ่งในตอนนั้นเน้นไปที่ความนุ่มนวล ความสบาย เหมาะกับการเดินทางไกล ไม่หวั่นแม้ทางลำบากด้วยช่วงล่างที่มีระยุบมาก และค่อย ๆ พัฒนาเพิ่มความจุขึ้นมาเป็น 647 ซีซีในปี 2000 และ 680 ซีซี ในปี 2008 และในครั้งนี้กลับมาในชื่อ Honda XL750 TRANSLAP รับปี 2023 สำหรับดีไซน์ก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันมีกลิ่นอายแบบรถอิตาลี โดยดีไซเนอร์จากทีมงานวิจัยและพัฒนาออกแบบของทางฮอนด้าที่กรุงโรม มีนดูปราดเปรียว เรียบง่าย มินิมอล ให้มีความลู่ลมตามหลักแอโรไดนามิกส์ขณะเดียวกันก็มีชิลด์ที่กันลมปะทะได้ดี ส่วนลวดลายกราฟิกนั้นก็เน้นความคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา ระบบไฟ LED เต็มระบบ พร้อมไฟหน้าที่มาพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว ถัดเข้ามาก็จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วและระบบ Honda Smartphone Voice Control system (HSVCs) ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ขุมพลังของรถก็จะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า CB750 Hornet นั่นเอง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 90.5 แรงม้า 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 16.9 ลิตร ควบคุมโดยระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มีแม็ปปิ้งเน้นไปในการขับขี่แบบทางไกลเป็นหลัก ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้มือคลัตช์เบาเข้าเกียร์ได้ง่าย ตลอดไปจนถึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยลดอาการล้อหลังสลิปเวลาเชนเกียร์ลงมาเร็ว ๆ ช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างโดดเด่น โดยตัวรถเลือกใช้เฟรมไดมอนเฟรมแบบใหม่ที่ผนวกซับเฟรมมาในตัวมีน้ำหนักเบาเพียง 18.3 กก. เบากว่า CB500X ถึง 10% โดยเคลมน้ำหนักรถพร้อมของเหลวมาที่ 208 กก.เท่านั้น ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้ค Showa SFF-CA แบบหัวกลับ ขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 200 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 190 ม.ม. ซึ่งทั้งคู่สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อซี่ลวดขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ตัวรถมีเทคโนโลยีค่อนข้างครบครันทันสมัยกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Sport, Standard, Rain และ Gravel รวมไปถึงโหมด User ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เอง มีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 ระดับ ควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ แทร็คชันคอนโทรล 5 ระดับพร้อมระบบควบคุมการลอยตัวของล้อมาด้วยเลย ระบบเบรกแบบ Off-road ABS ที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปิดระบบ ABS ที่ด้านหลังเวลาปรับเซ็ตโหมดการขับขี่ในโหมด User ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน และช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ใต้เบาะ Honda XL750 TRANSALP 2023 ถือว่าเป็นทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มีสมรรถนะค่อนข้างดี อ็อปชันค่อนข้างครบครัน ซึ่งคราวนี้ก็ต้องมาดูในส่วนของราคากันบ้างว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่พิกัดใกล้เคียงกันล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1250R 2023 เน็กเก็ดขุมพลังบ็อกเซอร์ปรับโฉมใหม่ทันสมัยยิ่งขึ้น สำหรับเน็กเก็ดโรดสเตอร์ขุมพลังบ็อกเซอร์อย่าง BMW R1250R 2023 ก็เป็นโมเดลล่าสุดจากทางค่ายที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสวยงามและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลัก ๆ จะเป็นในเรื่องของดีไซน์ซะมากกว่า แต่ก็มีส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้น เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ สำหรับส่วนที่เปลี่ยนไปในเรื่องของดีไซน์ก็จะเป็นในเรื่องของไฟหน้าที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ตลอดไปจนถึงงเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ก็มีดีไซน์ใหม่ด้วยเช่นกัน และยังได้ดีไซน์ไฟเลี้ยว LED ใหม่อีกด้วย ซึ่งก็จะไปละม้ายคล้ายคลึงกับเน็กเก็ดไบค์รุ่นอื่น ๆ ของทางค่ายนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของครอบท้ายหรือตูดหมดดีไซน์ใหม่ สำหรับขุมพลังหลาย ๆ คนก็น่าจะคุ้นเคย มันคือขุมพลังบ็อกเซอร์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของทางค่าย และยังเป็นเครื่องบล็อกเดียวกับของทาง R1250GS ซึ่งเป็นราชาฝั่งแอดเวนเจอร์ ซึ่งแน่นอนว่าการันตีเรื่องสมรรถนะได้เป็นอย่างดี โดยเครื่องจะเป็น 2 สูบนอนขนาด 1254 ซีซี ผ่าน Euro5 แล้ว แต่ยังให้กำลังแรงม้ามากถึง 136 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดที่ 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีชิฟต์แคมช่วยให้ตัวเครื่องยนต์มีกำลังดีในทุก ๆ ย่านความเร็วรอบ ตลอดไปจนถึงให้กำลังที่สมู้ท ต่อเนื่อง เงียบและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นก็ถือว่ามีการพัฒนาขึ้นมาในส่วนของระบบเบรก โดยระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ซึ่งส่วนที่พัฒนาขึ้นมาคือระบบเบรกแบบ ABS Pro ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาเบรกกะทันหันมากยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้พร้อมกระเดื่องร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งจะเป็นดีไซน์ใหม่ สุดท้ายในเรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีมาให้พอสมควร แม้ไม่จัดเต็มเท่าโมเดลเรือธง แต่ก็ถือว่าให้มาค่อนข้างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานต่าง ๆ ได้ และยังสามารถใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB มีรระบบโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมาให้ด้วยเลย (บ้านเราน่าจะยังไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนี้) ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อื่น ๆ เช่น ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ที่ 3 โหมด พร้อมโหมดใหม่อย่าง ECO โหมด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ส่วนสนนราคาวางจำหน่ายนั้นเริ่มต้นที่ 15,350 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 570,000 บาท หากมาจำหน่ายในไทยราคาก็น่าจะกระโดดขึ้นไปอีกพอสมควรล่ะครับ งานนี้ใครชอบเน็กเก็ดและชอบบ็อกเซอร์โมเดลนี้จัดเป็นทางของคุณแล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Grand Filano Hybrid Connected 2023 สะดวกยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ปรับเปลี่ยนกันอีกครั้งกับ New Grand Filano Hybrid Connected 2023 พรีเมียมสกูตเตอร์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่สวยงามไร้ซึ่งกาลเวลา แต่ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันสมัยใหม่แบบโมเดิร์นที่ตอบโจทย์การใช้งานกับชีวิตทุกเจ็นฯ มาพร้อมแนวคิด Live High in Smart Premium Style ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม โดยในครั้งนี้จุดเด่นใหม่จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งจะตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งความประหยัดและอรรถประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย สำหรับดีไซน์นั้นยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความงามไร้ซึ่งกาลเวลา เส้นสายและส่วนเว้าส่วนโค้งให้ความหรูหราและทันสมัยตามแบบฉบับ ตัวรถมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบ LED มีการดีไซน์เรือนไมล์ใหม่แบบดิจิทัล LCD ด้านบน หน้าจอสี TFT ที่ด้านล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ชัดเจน อ่านค่าได้ง่าย พร้อมไอคอน F-Icon สุดพิเศษประจำซี่รี่ส์ ยังมีเบาะนั่งคนขับที่ราบเรียบนั่งได้สบาย ขณะที่เบาะนั่งคนซ้อนก็สูงขึ้นทั้งยังมาพร้อมมือจับคนซ้อนที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย และยังคงประหยัดขีดสุดด้วยขุมพลัง Blue Core สูบเดียวขนาด 125 ซีซีที่ทั้งแรงและประหยัด ให้กำลังแรง 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีดอัจฉริยะให้อัตราเร่งดีแต่นุ่มนวล และประหยัดได้มากจากระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ใช้สมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ในการช่วยออกตัว ให้ออกตัวได้รวดเร็วนุ่มนวล และระบบสต็อปแอนด์สตาร์ทที่จะช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดมลพิษไปในตัว โดยตัวรถจะให้ถังน้ำมันขนาด 4.4 ลิตร การันตีนการใช้งาน 1 ถังเกินกว่า 200 กม. ช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบอันเดอร์โบน มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปลอดภัยด้วยระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวที่ด้านหน้าพร้อมกับระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ขณะที่ด้านหลังยังเป็นระบบเบรกดรัมเบรกเช่นเดิม สะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบวันพุชสตาร์ท One Push Start ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ สตาร์ทง่าย รวดเร็ว ไร้เสียงมอเตอร์รบกวน ระบบสมาร์ทคีย์ หรือระบบกุญแจอัจฉริยะที่ใช้งานร่วมกับสวิตช์เปิดปิดแบบมัลติฟังก์ชัน ให้คุณปลดล็อกสตาร์ท ดับเครื่อง ปลดล็อกแฮนด์ ปลดล็อกเบาะ และปลดล็อกฝาถังน้ำมันได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ (เฉพาะรุ่น ABS) และทีเด็ดคือระบบ Y-Connect ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น อาทิ แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมลใหม่ และข้อความใหม่ แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และแทร็กกิ้งการเดินทาง ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์การใช้งานด้วยช่องเก็บของขนาด 27 ลิตร สามารถใส่หมวกได้ 2 ใบพร้อมไฟ LED ส่องสว่างให้คุณหาของได้สะดวกขึ้น มีช่องเติมน้ำมันด้านหน้าบริเวณด้านซ้ายให้คุณเติมน้ำมันได้สะดวกไม่ต้องเปิดฝาถัง ไม่ต้องลงจากรถ ขณะที่ด้านขวามีช่องสำหรับใส่ของพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้คุณชาร์จไฟสมาร์ทโฟนหรือแก็ดเจ็ดอื่น ๆ ได้สะดวก โดยแกรนด์ฟิลาโนไฮบริดคอนเน็กต์จะมีจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ด เบาะสีดำ มี 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้า Classy Blue สีเทา Luxury Gray สีแดง Richy Red และ สีน้ำเงิน Highest Blue ในราคาแนะนำที่ 64,700 บาท รุ่น ABS มาพร้อมสมาร์ทคีย์ เบาะสีน้ำตาล มี 3 สีด้วยกันได้แก่ สีทอง Champagne Gold สีเขียว Royal Green และ สีดำ Million Black ในราคาแนะนำที่69,200 บาท อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

M1000R 2023 เน็กเก็ดตัวตึงจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW สำหรับเจ้า BMW M1000R 2023 คันนี้ ก็ยังมีพื้นฐานมาจาก S1000R โฉมล่าสุด แต่เป็นโมเดลระดับตัวตึงสมดีกรีรหัส M ซึ่งเป็นรหัสที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้านั้นใช้บ่งบอกว่าเป็นโมเดลที่มีความพิเศษเหนือระดับ ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้กับรถยนต์มานานแล้ว และได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งเจ้าตัวตึงคันนี้ก็จะเหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบออกเที่ยวไปตามถนนหนทางไกล ขณะเดียวกันก็สามารถเอามาขับขี่ได้ในสนามได้อย่างไม่เคอะเขินเลยล่ะครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ในส่วนของดีไซน์นั้นก็ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ S1000R อยู่มาก โดยจะมีจุดสังเกตที่เห็นถึงความแตกต่างกันชัดเจนตรงที่โมเดล M R จะมีวิงก์เล็ตหรือว่าปีกนั้นเอง กระจกแบบติดปลายแฮนด์ พร้อมการยิงเลเซอร์แผงคอเป็นโลโก้รุ่นรถ และลายกราฟิกที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย รวมไปถึงดีเทลพิเศษตามจุดต่าง ๆ อีกหลายจุด ทั้งนี้เจ้าปีกที่ว่าช่วยให้ขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดียิ่งขึ้น อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะช่วยสร้างแรงกดมหาศาลที่ล้อหน้า ช่วยให้ล้อหน้ายังคงเกาะพื้นถนนเวลาเปิดคันเร่งหนัก ๆ นั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์ก็จะเป็นเครื่องจากพื้นฐานของเจ้าดับเบิ้ลอาร์ โดยจะยังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ ซึ่งบล็อกนี้จะให้กำลังมากกว่าเจ้าซิงเกิ้ลอาร์อยู่มากถึง 45 แรงม้าเลยทีเดียว ส่วนแรงบิดจะมากสุดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ซึ่งน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย และยังมีเรดไลน์มากขึ้นเป็น 14,600 รอบ ให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแทร็กได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับจูน ทั้งยังมีการปรับอัตราทดเกียร์เสียใหม่ ให้เกียร์ 2, 4, 5 และ 6 สั้นลง เพื่อให้มีอัตราเร่งและการยึดเกาะที่ล้อหลังดียิ่งขึ้น ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างนั้นก็จะถูกปรับเซ็ตมาให้เหมาะกับการใช้งานแบบเน้นซิ่งทั้งในแบบของถนนโล่ง ๆ ต่างจังหวัดและในแบบสนามแข่งให้สมกับเป็นสปอร์ตเน็กเก็ดตัวตึงของทางค่าย โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 45 ม.ม.พร้อมแกนสไลด์โช้คสีดำ ซึ่งสามารถปรับการทำงานของสปริงโช้คผ่านการทำงานของระบบไดนามิกแดมปิ้งคอนโทรลได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนของระบบเบรกนั้นมีการอัพเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยคาลิเปอร์เบรก M Brake ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์จากรถแข่งทีมโรงงานของ BMW ในศึก WorldSBK โดยตรง ซึ่งจะมาพร้อมสีน้ำเงินและโลโก้ M ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ทั้งนี้ยังมีปั๊มเบรกบนแบบเรเดียลใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่อีกด้วย ตลอดไปจนถึงล้อฟอร์จอลูมิเนียมน้ำหนักเบาให้เหมาะกับการใช้ขับขี่ในสนามให้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีนั้นก็ถือว่ามีการเพิ่มสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเช่นกัน โดยจะมีระบบเบรกสไลด์แอสซิสต์เพิ่มเข้ามาช่วยเวลาขับขี่ในสนามให้ผู้ขับขี่สไลด์เข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่เป็นของใหม่ นอกจากนี้แล้วยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อีก เช่น โหมดการขับขี่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Rain, Road, Dynamic, Race และ Race Pro 1 – 3 ระบบไดนามิกแทรน็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบช่วยออกตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และอื่น ๆ ซึ่งก็ถือได้ว่าค่อนข้างครบครันเลยล่ะครับ ส่วนสนนราคานั้นเปิดตัวเริ่มต้นที่ 22,600 ยูโรหรือราว ๆ 833,000 บาท ส่วนตัวคาดว่ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็คงจะทะลุหลักล้านเป็นแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก