SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

New Click125 2022 มาพร้อมสมาร์ทคีย์และสีใหม่สุดเร้าใจ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ส่งมอบความเร้าใจครั้งใหม่ ตอบรับความต้องการรถสปอร์ตเอ.ที.ของคนไทย ด้วย New Honda Click125 2022 ที่มาพร้อมสีสันใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และสมรรถนะที่เหนือชั้น พร้อมเพิ่ม New SMART Key หรือกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางของคนเมืองยิ่งขึ้น โดยวางจำหน่ายแล้ววันนี้ทั่วไทย สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมคอนเซปต์ ‘จ่าฝูง…ตัวจริงทุกเส้นทาง’ เท่กว่า โดดเด่นกว่าด้วยดีไซน์และสีสันใหม่ที่ลงตัวโดยเฉพาะสีเทา-แดงใหม่ เพิ่มความมีระดับด้วย New Soft Emblem ดีไซน์ใหม่ ล้ำกว่าเดิมด้วยกุญแจรีโมตอัจฉริยะ (เฉพาะรุ่นล้อแม็ก) ช่วยให้สตาร์ทได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ พร้อมฟังก์ชันระบุตำแหน่งรถและกันขโมย นอกจากนี้โดดเด่นด้วยระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ และไฟหน้าคู่ LED ดีไซน์เท่ บวกกับท่อไอเสียสไตล์สปอร์ตให้ความเร้าใจขั้นสุดสะท้อนความสปอร์ตดุดันอย่างลงตัว ยังมาพร้อมกับความจัดจ้านจากสมรรถนะของเครื่องยนต์ eSP ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะ แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้สมรรถนะคล่องตัวและประหยัดน้ำมันสูงถึง 50 กิโลเมตร/ลิตร และเพื่อให้การสื่อสารความเป็นจ่าฝูงเป็นไปอย่างชัดเจน ไทยฮอนด้ายังได้เปิดตัว ‘เจ- ชนาธิป สรงกระสินธ์’ จ่าฝูงแห่งวงการฟุตบอลไทย และผู้เล่นซูเปอร์สตาร์ของเจลีก มาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘จ่าฝูง… ตัวจริงทุกเส้นทาง’ โดยโมเดลนี้มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นล้อแม็ก มีทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ-แดง สีเทา-แดง และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำขายอยู่ที่ 56,900 บาท และรุ่นล้อซี่ลวด มีสีดำและขาว-ดำให้เลือก ราคาแนะนำขายอยู่ที่ 51,900 บาท ซึ่งพร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

M1000RR 2023 ซูเปอร์ไบค์สายซิ่งแท้ ๆ จาก BMW สำหรับเจ้า M1000RR 2023 โมเดลนี้ขอเกริ่นกันสั้น ๆ ตรงนี้คร่าว ๆ ก่อนเลยว่า ไม่ได้แรงขึ้น แต่ขับขี่ได้เร็วและมั่นใจขึ้นได้ด้วยแอโรไดนามิกส์ล้วน ๆ โดยเป็นผลมาจากการทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาในอุโมงค์ลมและบนแทร็กเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนตัวผมแล้วมาลอง ๆ คิดดูอาจจะไม่ถูกใจไบเกอร์ชาวไทยหลาย ๆ คน ที่อาจจะชื่นชอบในเรื่องของตัวเลขแรงม้า แต่สำหรับไบเกอร์สายสนามที่แท้จริงน่าจะถูกใจไม่น้อยเลยละครับ เข้าเรื่องเลยล่ะกันครับ จุดเด่นของโมเดลนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนของเครื่องยนต์ เพราะยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมกับโมเดลก่อนหน้านี้ แต่จะโดดเด่นเรื่องชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อให้ตัวรถมีแอโรไดนามิกส์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่า แม้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงบล็อกเดิมนี้จะยังคงมีแรงม้า 212 แรงม้าที่ 14,500 รอบ และแรงบิดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบเท่าเดิม แต่กลับทำท็อปสปีดได้มากขึ้นจากเดิม 306 กม./ชม. เป็น 314 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งเจ้าชิ้นส่วนสำหรับแอโรไดนามิกส์นั้นก็ได้แก่ แฟริ่งหน้าคาร์บอนและปีกคาร์บอนที่ออกแบบมาใหม่ บังโคลนหน้าและท่อดักลมสำหรับคาลิเปอร์เบรกคาร์บอนใหม่ ครอบล้อแอโรคาร์บอนใหม่ (เฉพาะรุ่น M Competition) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำเป็นแบบโชว์เนื้อลายผ้าคาร์บอนให้เห็นอย่างชัดเจนดูสวยงามดุดันไม่เบา โดยปีกใหม่นี้ช่วยสร้างโหลดน้ำหนักที่ล้อหน้าได้มากถึง 22.6 กิโลกรัม เมื่อขับขี่ที่ความเร็ว 300 กม./ชม. ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 6.3 กิโลกรัม ซึ่งส่งผลให้สามารถเร่งความเร็วได้ดี รักษาการยึดเกาะที่ล้อหน้าเวลาเร่งความเร็วได้ดี รวมถึงเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นใหม่ ๆ นอกจากลวดลายกราฟิกใหม่แล้ว ยังมีล้อคาร์บอนพร้อมเทปแปะขอบล้อดีไซน์ใหม่ มีการปรับปรุงส่วนท้ายของรถเสียใหม่ มีเบาะนั่งที่นั่งได้สบายมากยิ่งขึ้น ท้ายสั้นออกแบบใหม่ พร้อมกับมีการปรับปรุงเรื่องการเดินระบบสายไฟช่วงท้ายใหม่เพื่อให้ง่ายเวลาที่จะถอดที่ยึดป้ายทะเบียนและไฟท้ายออก ส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ตัวเครื่องยนต์ที่ออกแบบและพัฒนามาสำหรับขับขี่แบบเรซซิ่งโดยเฉพาะ ลูกสูบฟอร์จ พอร์ตไอดี CNC และเทคโนโลยีวาล์วแปรผันแบบ Shiftcam วาล์วไทเทเนียม แบตเตอรีลิเธียมน้ำหนักเบา ช่องจ่ายไฟ USB ที่ท้ายรถ เป็นต้น และในส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมาให้อย่างครบครันเหมาะกับสายซิ่ง ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 7 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Dynamic, Race และ Race Pro 1 – 3 ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบช่วยออกตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน หน้าจอแสดงผลสี 6.5 นิ้ว ระบบครูซคอนโทรล ระบบอุ่นมือ เป็นต้น ทั้งนี้จะจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ ตัวสแตนดาร์ด และตัว M Competition ที่จะมา ครอบล้อแอโรคาร์บอน ระบบ GPS Laptrigger ซึ่งจะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ในสนาม ชิ้นส่วน CNC ต่าง ๆ ชิ้นส่วนคาร์บอนต่าง ๆ สวิงอาร์มอโนไดซ์ที่เบาลง 220 กรัม โซ่ทนทานพิเศษ และครอบเบาะท้าย งานนี้สาวก BMW ต้องน้ำลายหกแน่นอน แต่เรื่องสนนราคา M1000RR 2023 นั้นเริ่มต้นที่ 33,000 ยูโร หรือราว ๆ 1.23 ล้านบาท แน่นอนว่าถ้ามาไทยราคาก็จะต้องแรงขึ้นไปอีกพอสมควรเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Diavel V4 เครื่องใหม่พร้อมสไตล์ที่เท่จนหลายคันต้องชิดซ้าย ถึงกับต้องอึ้งกันเลยทีเดียวเมื่อทางค่ายแดงดูคาตินั้นเปิดตัว Ducati Diavel V4 ครูเซอร์จอมพลังรุ่นล่าสุดที่คราวนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสี่สูบวีที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกันกับของ Mulstistrada เจ็นล่าสุดของทางค่ายนั่นเอง จากเดิมที่เป็นเครื่องสองสูบระบายความร้อนด้วยน้ำมานาน แต่ก็ไม่เกินความคาดหมายของสาวกเท่าไหร่นักเพราะเครื่องตัวใหม่นี้มันเจ๋งจริง ๆ เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ สำหรับโมเดลใหม่นี้ก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าคือเจ้ากล้ามโตของค่ายแดง มันมีความดุดัน บึกบึกและมีความสปอร์ตสูงมาก ๆ ขณะเดียวกันก็มีความหรูหราและมีสเน่ห์ดึงดูดทุกสายตาไปพร้อม ๆ กัน เรียกว่าใครเห็นก็ต้องชื่นชม มันโดดเด่นด้วยไฟหน้าใหม่ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ทรงตัว C คู่หันด้านเว้าเขาหากัน และไฟท้ายที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าของปั๊มเบรกและปั๊มคลัตช์ และแน่นอนว่ายางหลังขนาดใหญ่จุดเด่นของเจ้าก้ามโตก็ยังคงชัดเจนด้วยยาง Pirelli Rosso III ขนาด 245/45 และเผยให้เห็นล้อ 5 ก้านงาม ๆ ชัด ๆ จากสวิงอาร์มเดี่ยวตามแบบที่หลายคนนิยมชมชอบ ตลอดไปถึงจุดเด่นใหม่กับท่อไอเสียแบบ 4 ปลายเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน สำหรับเครื่องยนต์ใหม่นั้นก็จะเป็นเครื่องเดียวกับ Multistrada ซึ่งก็คือเครื่อง 4 สูบวีขนาด 1,158 ซีซี ซึ่งมีสมรรถนะดีขึ้นกว่าเครื่องเดิมในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ทั้งนี้มีการนำมาปรับจูนให้เข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น โดยตัวรถให้กำลังสูงถึง 168 แรงม้า และมีแรงบิดมากถึง 126 นิวตันเมตร ซึ่งให้กำลังที่ไหลลื่นและขี่ได้สนุกตั้งแต่รอบต่ำ ๆ ขณะเดียวกันก็ทนทาน โดยมีระยะเซอร์วิสใหญ่มากถึง 60,000 กม. และประหยัดน้ำมันด้วยระบบปิดการทำงานของลูกสูบแบงก์หลังของเครื่องยนต์เวลารถจอดเดินเบาหรือว่าขี่ที่รอบต่ำ ๆ ซึ่งตัวเลขที่ทางค่ายเคลมมานั้นยังระบุถึงเรื่องการเร่งความเร็วซึ่งสามารถทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม.ได้ภายในเวลาที่น้อยกว่า 3 วินาทีอีกด้วย ในส่วนของการขับขี่เองก็ถือว่าได้รับการพัฒนามาอย่างยอดเยี่ยม โดยมีความคล่องตัวและลื่นไหลมากขึ้นจากการที่มีน้ำหนักเบาลงมากถึง 13 ก.ก. โดยมาจากส่วนเครื่องยนต์ 5 กก. และส่วนอื่น ๆ อีก 8 กก. รวมไปถึงจากเบาะนั่งที่ไม่สูงมากนักเพียง 790 ม.ม.และปรับปรุงให้นั่งได้สบายขยับได้สะดวก ทั้งยังมีแฮนด์บาร์ที่โน้มเข้าหาตัวใกล้มากขึ้นอีก 20 ม.ม. ซึ่งง่ายต่อการควบคุมรถมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใส่ใจเรื่องของการยศาสตร์มาเป็นอย่างดีอีกด้วย นอกจากนี้พักเท้าคนซ้อนยังสามารถพับเก็บเข้าไปใต้ท้ายรถได้ และเมื่อใช้ร่วมกับครอบเบาะคนซ้อนก็จะแปลงร่างเจ้ากล้ามโตคันนี้ไปเป็นรนถสไตล์สปอร์ตพร้อมซิ่งได้อย่างแนบเนียน ขณะที่ช่วงล่างก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยได้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 ม.ม. และโช้คหลังใหม่ระยะยุบมากขึ้น ซึ่งปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกับระบบเบรกระดับแนวหน้าจาก Brembo โดยมีคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็ปรับมาใหม่ เริ่มต้นกันที่หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วใหม่ รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานต่าง ๆ หรือจะใช้ระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นก็ได้ ตัวรถยังมีระบบครูซคอนโทรลเพื่อให้ขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วยให้ขับซิ่ง ๆ ได้สนุกยิ่งขึ้น ยังมีโหมดควบคุมกำลัง 3 โหมด ระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ เรียกว่าครบครันดีทีเดียว สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีคลาสสิคอย่างสีแดง Ducati Red และสีดำสุดเข้ม Thrilling Black โดยในยุโรปจะเริ่มส่งมอบให้ตัวแทนจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM RC 8C 2023 ซูเปอร์สปอร์ตสายสนามที่ทั้งแรงและทั้งเบา สำหรับโมเดลนี้เรียกได้ว่าไบค์เกอร์เรียกร้อง เคทีเอ็มเลยจัดให้กับโมเดลซูเปอร์สปอร์ตอย่าง KTM RC 8C 2023 ที่ได้มีการปรับปรุงแบบขนานใหญ่กลายเป็นคนละคันให้กลายเป็นรถที่สมกับเป็นคอนเซ็ปต์ Ready to Race ยิ่งขึ้น ก็ถือได้ว่าเป็นเจ็นที่ 2 แล้วสำหรับโมเดลนี้ และแน่นอนว่ามันจำเป็นจะต้องมีอะไรใหม่ ๆ ที่มากไปกว่าการเปลี่ยนสีเปลี่ยนลายกราฟิก ซึ่งกล่าวกันโดยย่อตรงนี้ก็บอกได้เลยว่าโมเดลนี้มีขุมพลัง LC8c ที่พัฒนาไปอีกระดับ มุ่งเน้นไปที่การขับขี่ในสนามแบบเต็มที่ พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนระดับไฮเอนด์และที่สำคัญคือการรีดน้ำหนักให้เบาแบบขีดสุด ทำให้ได้รถที่ทั้งแรงและเบา พร้อมสมรรถนะแบบขีดสุดพร้อมซิ่งจริง ๆ ในแง่ของสมรรถนะเครื่องยนต์ LC8c ที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 889 ซีซี ที่ครั้งนี้แรงขึ้น 7 แรงม้า กลายเป็น 135 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิด 98 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชิ้นส่วนใหม่หลายชิ้นด้วยกัน เช่น วาล์วไทเทเนียมและก้านสูบน้ำหนักเบา แหวนลูกสูบใหม่ การเพิ่มอัตราส่วนการอัด เรือนปีกผีเสื้อใหญ่ขึ้น เพิ่มพรีโหลดของสปริงคลัตช์ เอาท็อปบาลานเซอร์ออกแ และปรับบาลานเซอร์ชาฟต์ใหม่ และเพิ่มออยคูลเลอร์ของ PANKL เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น จุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้เลยก็คือน้ำหนักรถเปล่าไม่รวมของเหลวนั้นอยู่ที่ 142 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากเฟรมแบบโครโมลีที่ทั้งเบาและให้ความคล่องตัว บวกกับท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Akrapovic และยังมีช่วงล่างขั้นเทพ WP APEX PRO ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่นุ่มขึ้น สบายขึ้น แต่ยังคงช่วยรักษาหน้าสัมผัสของยางกับแทร็กไว้ตลอดไปจนถึงเสริมสร้างความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น โมเดลพร้อมซิ่งคันนี้ยังได้ร่วมงานกับทาง Kramer Motorcycles เพื่อรีดประสิทธิภาพและสมรรถนะออกมาให้ถึงขีดสุด โดยปรับจูนระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล แม็ปปิ้งและเอ็นจิ้นเบรกให้ดียิ่งขึ้น จนนักขี่ระดับไหนก็สามารถขี่มันได้ดี นอกจากนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคุณภาพสูงหลายอย่าง ตั้งแต่คอบังคับเลี้ยวที่ปรับแต่งได้ไปจนถึงแผง CNC หรือจะเป็นระบบบเบรกขั้นเทพจากปั๊มบน Brembo RCS19 Corsa Corta และปั๊มหน้า Brembo Stylema หน้าจอเรือนไมล์ปรับปรุงใหม่พร้อมดาต้าล็อกเกอร์สำหรับเก็บข้อมูลการขับขี่ในสนาม สวิตช์ควบคุมที่แฮนด์จากรถแข่ง RC16 และควิกชิฟเตอร์แบบเกียร์กลับสำหรับสายซิ่งโดยเฉพาะ และเพื่อเป็นการเน้นยำอีกครั้ง โมเดลนี้คือโมเดลสำหรับสายซิ่งหรือนักแข่งตัวจริง ซึ่งเกิดมาจากบริษัทที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน ตัวรถจึงมีการใช้ปีกหรือวิงก์เล็ตและการออกแบบเชิงแอโรไดนามิกส์ซึ่งนำความรู้มาจากการเข้าร่วมแข่งขัน MotoGP ด้วยรถ RC16 ซึ่งชนะการแข่งขันมาได้ถึง 7 เรซด้วยกัน แม้จะเข้าแข่งในรายการระดับโลกนี้เพียงแค่ 6 ปีเท่านั้น ตัวปีกนี้ช่วยให้มีแรงกดที่ล้อหน้ามากขึ้น ช่วยให้เบรกและเร่งความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นโมเดลนี้ไม่เพียงเร็วเท่านั้นมันยังพิเศษมาก ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ตอนที่ส่งมอบเจ้าดำส้มพร้อมซิ่งคันนี้อย่างเป็นทางการนั้น ผู้รับรถจะได้ลุ้นรับสิทธิร่วมขับขี่แทร็กเดย์โคตรพิเศษที่วาเลนเซียในวันที่ 26 เมษายน 2023 ซึ่งจะมีแค่ 30 คนเท่านั้น โดยจะฟรีค่าสนามและจะได้รับโอกาสพิเศษมีทีมช่างจาก KTM และ WP มาเซ้ตรถให้ ทั้งยังได้รับฟรีที่พัก อาหาร การขนรถจากออสเตรียไปยังสเปน เป็นประสบการณ์เดียวกันกับนักแข่งทีมโรงงานเลยล่ะครับ สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายให้แก่นักบิดที่มีเลือดไหลเวียนเป็นสีส้มแทนสีแดงแค่เพียง 200 คันเท่านั้น โดยรถจะมาพร้อมยางสลิก Pirelli Diablo Superbike Slick และซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันบนแผงคอ โดยสามารถสั่งจองได้ทางเว็บไซต์เท่านั้น งานนี้ใครได้เป็นเจ้าของก็บอกเลยว่าสุดคาราเบลไปเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha XMAX300 TECH MAX 2023 ดีไซน์ใหม่ จอสี แต่เครื่องยังเดิม ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับ New Yamaha XMAX300 TECH MAX 2023 ที่คราวนี้เปิดตัวมาจากทางฝากฝั่งยุโรป ซึ่งก็มีการปรับปรุงมาหลายขนานด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าการปรับปรุงในครั้งนี้อาจจะไม่ถูกจริตไบเกอร์ชาวไทยสายซิ่งสักเท่าไหร่ เพราะขุมพลังไม่ได้มีการขยายความจุเพิ่มขึ้นมาเพื่อต่อกรกับคู่แข่งเลย แต่ว่าก็มีดีที่หน้าตาและสไตล์พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้นนั่นเอง สำหรับดีไซน์แน่นอนว่าโดดเด่นมาก ๆ โดยการออกแบบจะเน้นให้มีความโฉบเฉี่ยวดุดันลื่นไหลให้เหมากับการเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ระดับแนวหน้า ซึ่งจากภาพก็จะเห็นได้ว่า จุดเด่นของโมเดลนี้เลยอยู่ที่ดีไซน์ของไฟหน้า LED ใหม่ที่มาในรูปทรงของตัว X ตรงรุ่น ซึ่งตัวเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ก็จะอยู่ในตัวขาของตัวเอ็กซ์ด้านล่างนั่นเอง ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าตรงนี้หล่อจริง ๆ ไฟเลี้ยวหน้านั้นถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่กระจกมองข้างดูสวยงามกลมกลืน ส่วนของชิลด์ที่สามารถปรับระดับได้นี้เองก็การออกแบบใหม่ให้ดูสวยงามลงตัวมากยิ่งขึ้น และกันลมได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวในตัวเองก็มีดีไซน์ใหม่เป็นตัวเอ็กซ์อีกเช่นกัน ทำให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นยังมีการปรับตัวรถให้มีการรองรับสรีระของตัวผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้สบายและควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โดยเป็นผลมาจากการปรับปรุงเบาะนั่งให้มีความเพรียวบางและสั้นลงพร้อมกับแอบใส่ลูกเล่นความหรูหราด้วยการเดินตะเข็บด้วยด้ายสีทองลงไปคู่กับหนังเทียม ซึ่งเบาะใหม่จะทำให้ขาคุณถึงพื้นได้ง่ายยิ่งขึ้น ในส่วนของช่องเก็บของใต้เบาะก็ยังคงใหญ่และสามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 2 ใบเช่นเดิม ช่องเก็บของด้านหน้าหรือที่ทางค่ายบอกว่าเป็นช่องใส่ถุงมือเองก็ใช้วัสดุหนังเทียมหุ้มเพิ่มความหรูหราด้วยเช่นกัน ในส่วนฟุตบอร์ดหรือที่วางเท้าเองก็จะมีเพลตอลูมิเนียม TECH MAX มาให้ด้วยเลย ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาการเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ก็คือการมีหน้าจอเรือนไมล์เป็นแบบสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน้าจอวัดรอบซึ่งจะแสดงข้อมูลอื่น ๆ ด้วย และจะมีหน้าจอ LCD ขนาด 3.2 นิ้ว สำหรับแสดงผลความเร็วแบบดิจิทัล พร้อมกับระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เพื่อรับสาย โทรออกและแจ้งเตือนข้อความหรืออีเมล์ พร้อมกันนี้ยังมีระบบนำทางจาก Garmin ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมาดูกันทีหลังว่าบ้านเราจะได้ใช้มั้ย แต่โดยส่วนตัวแล้วเข้ามาไทยแล้วอาจจะไม่มีในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามออปชันจอสีนี้จะมีในเฉพาะตัวเทคแม็กซ์ เท่านั้น ซึ่งทางยุโรปจะมีตัวธรรมดาจำหน่ายด้วย และจะมีรุ่นสแตนดาร์ดจำหน่าย พร้อมกับรุ่น 125 ซีซีเพื่อตอบโจทย์ใบขับขี่ระดับ A1 อีกด้วย โดยจะใช้บอดี้เดียวกัน แต่จะแตกต่างในส่วนของเครื่องยนต์เป็นหลัก สำหรับส่วนอื่น ๆ ก็จะยังไม่เปลี่ยนแปลง อาทิ ขุมพลังจะก็จะเป็นเครื่องยนต์บลูคอร์แบบสูบเดียวขนาด 300 ซีซีเช่นเดิม ระบายความร้อนด้วยน้ำเช่นเดิม โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ระบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนขนาดล้อจะเป็น 15 และ 14 นิ้วตามลำดับหน้าหลังเช่นเดิม ส่วนสีสันที่จำหน่ายโมเดลเท็คแม็กซ์ก็จะมีสีเขียวเข้ม Dark Petrol และ ดำ Tech Black และสำหรับโมเดลสแตนดาร์ดก็จะมีสีน้ำเงิน Icon Blue และสีเทา Sonic Grey อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4R 2023 แรงทะลุพิกัดได้ถึง 240.5 ม้า กลับมาอีกครั้งพร้อมความพิเศษและความแรงที่มากกว่าที่เคย สำหรับเจ้า Ducati Panigale V4R 2023 ที่ครั้งนี้เราสามารถแยกแยะมันได้ง่ายยิ่งขึ้นเพียงแรกเห็นจากดีไซน์ใหม่ด้วยชุดปีกคาร์บอน ชุดสีจากรถแข่ง MotoGP ทีมโรงงาน และเบอร์ 1 ที่ด้านหน้ารถที่เหมือนว่าทางค่ายคล้ายกำลังจะประกาศความเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันระดับโลกยังไงยังงั้น และที่พิเศษอีก 1 อย่าง คือโมเดลนี้จะเป็นครั้งแรกที่จะผลิตขึ้นมาพร้อมกับหมายเลขเฉพาะคัน โดยแต่ละคันจะมีเลขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่บริเวณแผงคอ แต่ไม่ได้จำนวนจำกัดนะ ในส่วนของดีไซน์นั้นจะโดดเด่นด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา และจุได้มากขึ้น 17 ลิตร และออกแบบให้รับกับแขนและขาของผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นเวลาเบรกหรือว่าเข้าโค้ง ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่แบนมากขึ้นพร้อมหนังหุ้มที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนเพื่อให้สะดวกในการขยับตัวซึ่งจะช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวปีกยังได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยสามารถสร้างแรงกดได้เท่าปีกเดิมทว่าตัวปีกเล็กลง 40% และบางลงกว่าเดิม 50% แฟริ่งเองก็ถูกดัดแปลงให้อากาศสามารถไหลเข้าไประบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องใหม่ชื่อว่า Desmosedici Stradale R 998 ซีซี ที่รอบสูงสุดถึง 16,500 รอบในเกียร์ 6 และ แรงม้าสูงถึง 218 แรงม้าที่ 15,500 รอบ ผ่าน Euro5 แล้ว แม้จะแรงน้อยลงเล็กน้อยจากผลของข้อบังคับเรื่อง Euro5 แต่เมื่อลงสนามและใส่ท่อแข่งแล้วจะแรงได้มากถึง 237 แรงม้าซึ่งจะแรงกว่าโมเดลเดิม 3 แรงม้า เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังมีการระบุว่าได้พัฒนาเครื่องยนต์ร่วมกับทาง Shell หรือน้ำมันตราหอยที่เรามักนิยมเรียกกันอย่างนั้น โดยน้ำมันเครื่องสูตรใหม่สำหรับเรซซิ่งใช้งานกับรถคลัตช์แห้งนั้นจะการันตีว่าช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้มากถึง 10% ทำให้เครื่องแรงขึ้นอีก 3.5 แรงม้าซึ่งจะแรงได้ถึง 4.5 แรงม้าที่เรดไลน์อีกด้วย เรียกว่ารวม ๆ แล้วจะแรงได้ถึง 240.5 แรงม้าเลยที่เดียว ทั้งนี้ความแรงของเครื่องยนต์ใหม่นี้เกิดขึ้นได้จากการอาศัยเทคโนโลยีที่แสนซับซ้อนจากโลกแห่งรถซิ่งมาใช้ โดยจะเป็นครั้งแรกในรถขี่ถนนที่มีการใช้ก้านสูบไทเทเนียมแบบเจาะรูตามแนวยาวตลอดก้านเพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องหล่อหลื่นได้ดีขึ้นและเครื่องยนต์ทนทานมากขึ้น ตัวชายลูกสูบมีการเคลือบผิว DLC แบบที่ใช้กันในรถแข่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถโปรดักชันอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบมิติใหม่ทำให้มีน้ำหนักเบาลงอีก 5 กรัม ช่วยลดแรงเฉื่อยในระบบ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์ทนทานมากขึ้น และยังมีการปรับปรุงภายในอีกหลายจุด เช่น การเปลี่ยนโปรไฟล์แคมฝั่งไอดี ปรับอัตราทดเกียร์ให้เป็นแบบเดียวกับรถแข่ง WSBK ใช้คลัตช์แห้งแบบเดียวกับรถแข่ง WSBK ซึ่งมีขนาดเล็กลงและเบาลงอีก 800 กรัม ส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นั้นจัดเต็มอยู่แล้ว แต่มีการเพิ่มโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Track Evo ที่ปรับปรุงให้รีดสมรรถนะรถได้อย่างเต็มที่ ปรับปรุงเอ็นจิ้นแม็ปในโหมด Full และ Low ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกรุ่นใหม่ EBC EVO 2 ปรับได้ 3 ระดับที่ปรับปรุงมาให้เหมาะสมกับแต่ละเกียร์โดยเฉพาะ ปรับปรุงการทำงานจองระบบควิกชิฟเตอร์ให้ทำงานได้ดีขึ้น กระทั่งยังการทำงานของระบบพัดลมระบายความร้อนก็ออกแบบมาให้ทำงานได้ดีขึ้น และสำหรับคนที่ใช้งานในแทร็กก็จะมีรระบบซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ DTC EVO 3 ซึ่งรองรับยางสลิกและยางฝน แต่จะต้องติดตั้งเพิ่ม รวมถึงการมีระบบจำกัดความเร็วในพิทหรือพิทลิมิตเตอร์เหมือนดังรถแข่งจริง ๆ ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะยังคงใช้ระบบกันสะเทือนแบบปรับแต่งได้เต็มระบบแต่ไม่ใช่ระบบไฟห้า โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NPX25/30 และโช้คหลัง Ohlins TTX36 ซึ่งปรับตำแหน่งการวางใหม่ทำให้ท้ายสูงขึ้น 20 ม.ม. ทำให้ศูนย์ถ่วงสูงขึ้นแต่จะให้ความแม่นยำในการควบคุมและการเข้าออกโค้ง และยังมีการปรับเซ็ตสปริงหลังใหม่ให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจจากการยึดเกาะที่เพิ่มมากขึ้น ระยะยุบที่เพิ่มมากขึ้นที่โช้คหน้าเองก็ช่วยให้ล้อหน้าสัมผัสพื้นได้มากขึ้นเวลาที่โหลดน้ำหนักถ่ายไปด้านหลังจากการเร่งความเร็วหนัก ๆ เพิ่มความเสถียร ความแม่นยำและรักษาไลน์ตอนออกจากโค้งได้ดีขึ้น ส่วนระบบเบรกนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมครับ ล้อจะเป็นอลูมิเนียมฟอร์จ ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Supercorsa SP สุดท้ายนี้ก็ต้องมาลุ้นกันล่ะครับว่าราคาจะแรงขนาดไหน และจะเข้ามาจำหน่ายในไทยเร็วแค่ไหน แต่บอกเลยว่าสุดจริง ๆ ครับพี่น้อง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Wave125i 2022 ราคา และรายละเอียดอื่น ๆ All New Wave125i 2022 ออโตเมติกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองโดดเด่นด้วย U-Box หรือพื้นที่เก็บของใต้เบาะขนาด 37 ลิตร ที่สามารถเก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อคได้ 2 ใบ คอนโซลหน้าขนาดใหญ่ พร้อมช่องจ่ายไฟ กลับมาอีกครั้งพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ ให้สมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น ราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 54,300 บาท สเปค, สเป็ก All New Wave125i 2022 ราคา และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 123.94ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50.0 X 63.1ม.ม. อัตราส่วนการอัด 10.1:1 ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 สปีด ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 70/90-17M/C 38P ยางหลัง 80/90-17M/C 50P ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก ยาว X กว้าง X สูง 1,895 X 717 X 1,110 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,221 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 131 ม.ม. ความสูงเบาะ 769 ม.ม. น้ำหนักรถ 103 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน6.0 5.4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E20, 91, 95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลแบบ LCD อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gunner100 สองล้อสุดแนวเปิดขายไทยแล้ว เริ่ม 56,000 หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นเจ้ามินิไบค์ทรงกระบอกไฟฉายดังที่เห็นในภาพกันมานานแล้ว มันก็คือเจ้า Gunner100 จากแบรนด์ Phoenix Engineering ซึ่งเดิมทีนั้นผลิตในประเทศไทยนี่แหละครับ แต่ว่าส่งออกไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ตอนนี้คนไทยเองก็สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ว โดยเปิดตัวแล้ววันนี้พร้อมราคาเพียง 56,000 บาทเท่านั้น โดยดีไซน์จะโดดเด่นด้วยตัวถังน้ำมันกับเฟรมเป็นส่วนเดียวกัน มีดีไซน์เหมือนไฟฉายแบบ 3 ท่อนสมัยก่อน ตัวระบบไฟส่องสว่างนั้นเป็นดีไซน์แบบทรงกลม มีเดย์ไทม์รันนิงไลท์เป็นแบบวงแหวนรอบไฟหน้า เรือนไมล์ดิจิทัลเองก็เป็นทรงกลมเช่นกัน ตัวรถมีขนาดเล็กกะทัดรัด ดูน่ารัก ทั้งยังน้ำหนักเบาเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น และไม่สูงมากนัก จึงเหมาะกับไบค์เกอร์ทุกเพศทุกวัย สำหรับเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องแบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 97 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 4 ลิตรด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ มีระบบเกียร์แบบแมนวล 4 สปีดพร้อมคลัตช์มือ สำหรับเครื่องยนต์นั้นทางโรงงานเคลมมาว่าประหยัดมาก ๆ สามารถวิ่งได้ไกลถึง 280 กม.ต่อน้ำมัน 1 ถึง หรือคิดเป็นอัตราสิ้นเปลืองคือ 73 กม.ต่อลิตรเลยทีเดียว ส่วนช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีขนาดยางและล้อเป็น 100/90 – 12 และ 120/70 – 12 สุดท้ายนี้จะวางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 56,000 บาท โดยจะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือ เหลือง แดง ดำ และน้ำเงิน โดยท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แฟนเพจ https://www.facebook.com/phoenixengineeringmotor อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 Rally ตัวสุดสายลุยทางไกลมาถึงแล้ว เป็นอีกโมเดลที่เพิ่งจะได้รับการเปิดตัวออกมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ โดยยังคงใช้แพล็ตฟอร์มเครื่องยนต์ 4 สูบวีที่ทรงพลังและทนทานของทางค่ายกับ Ducati Multistrada V4 Rally ที่ทางค่ายวางเป้าขายให้กับคนที่ชื่นชอบการเดินทางไกลและการค้นหาเส้นทางและสถานที่ใหม่ ๆ พร้อมกับความสะดวกสบายขั้นสุดเท่าที่จะจัดให้ได้ นอกเหนือไปจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าแองกรี้เบิร์ดคันนี้และเครื่องยนต์สี่สูบวีแกรนทัวริสโมขนาด 1,158 ซีซี ที่ให้สมรรถนะแรงถึง 170 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และ แรงบิด 121 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ ทั้งยังทนทานและไม่ต้องบำรุงดูแลรักษามากนัก (ทางค่ายเคลมระยะการตั้งวาล์วนานถึง 60,000 กม. และระยะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอยู่ที่ 15,000 กม.หรือทุก ๆ 24 เดือน) มันก็ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงในหลาย ๆ จุดเพื่อให้เหมาะสมกับคำว่า แรลลี่ และแน่นอนว่ามันทั้งสบายและทั้งทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในแง่ของความสะดวกสบายเพื่อให้มันเป็นรถที่เหมาะกับการเดินทางไกลแบบสุด ๆ จึงมีการปรับปรุงชิลด์หน้าให้สูงขึ้น 40 ม.ม. และกว้างขึ้นอีก 20 ม.ม. ส่วนท้ายของตัวรถปรับให้ยาวขึ้นและปรับจุดติดตั้งปี๊บให้ถอยออกไปอีกเพื่อให้พื้นที่วางขาสำหรับคนซ้อนมากขึ้นนั่นเอง พักเท้าคนซ้อนยังมียางขนาดใหญ่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะถ่ายไปยังขาของคนซ้อน ช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ยังไม่หมดเท่านั้น ยังมีถังน้ำมันอลูมิเนียมของตัวรถเป็นถังใหม่มี้ขนาดความจุมากถึง 30 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างของตัวรถมีระยะยุบเพิ่มมากขึ้นอีก 200 ม.ม. เพื่อการันตีระยะห่างของตัวรถถึงพื้น รวมถึงเสริมการ์ดท้องเครื่องที่แข็งแรง และยังเปลี่ยนมาใช้ล้อซี่ลวดที่รีดน้ำหนักให้เบา พร้อมกับตัวยาง Pirelli Scorpion Trail II ขนาด 120/70 – 19 และ 170/60-17 ให้เหมาะกับการผจญภัย ส่วนระบบเบรกก็อยู่ในระดับแนวหน้า ด้วยคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ที่ด้านหน้า พร้อมจานเบรกขนาด 330 ม.ม. ส่วนโช้คจะเป็นของ Marzocchi แบบปรับไฟฟ้าทั้งระบบ แต่ด้านท้ายจะเป็นสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียมนะครับ ในแง่ของเทคโนโลยีนั้นแน่นอนว่าค่ายนี้เขาจัดเต็มตลอด มีลูกเล่นอย่าง Autoleveling ช่วยรักษาระดับความสูงของตัวรถอัตโนมัติไม่ว่าจะขับขี่แบบคนเดียว คนซ้อนหรือว่ามีสัมภาระ ระบบ Minimum Preload ที่เคยมีในโมเดล S เองก็มาในโมเดลนี้ด้วย โดยจะช่วยลดความสูงของรถเวลาหยุดรถหรือว่าเวลาขับขี่ที่ความเร็วต่ำ เพื่อให้ขาของคนขับขี่ถึงพื้นได้โดยสะดวก ช่วยเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยได้มากจริง ๆ ยังมีระบบ Easy Lift ช่วยช่วยให้ตั้งขาตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยการควบคุมระบบไฮดรอลิกของระบบกันสะเทือน ซึ่งจนถึงตอนนี้นี่ยังมีแค่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายนะครับ ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อีกเพียบตามสไตล์ของรถนะครับ ทีเด็ดเลยคือ เรดาห์นะครับทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ช่วยให้รถสามารถใช้งานระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลได้ ซึ่งก็ช่วยทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัยเลยนะครับ ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาหรือ Blind Spot Detection นะครับ จะเป็นสัญญาณแจ้งเตือนที่กระจกมองข้างนะครับ ตัวรถใช้หน้าจอแสดงผลสี TFT 6.5 นิ้วพร้อมระบบนำทางและเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานรับสายเรียกเข้าหรือฟังเพลงผ่านระบบอินเตอร์คอมกับหูฟังบลูทูธติดหมวกกันน็อกได้นะครับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง และระบบช่วยควบคุมรถบนเนิน ตลอดไปจนถึงระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ระบบคอร์เนอริ่งไลท์ หรือระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ที่ทำงานผ่านหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU นั่นเองนะครับ ยังมีเรื่องของโหมดการขับขี่อีก 4 โหมด ซึ่งก็ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Enduro ที่โมเดลนี้จะเน้นพิเศษในโหมดเอ็นดูโร่ โดยตัวรถจะลดกำลังเครื่องยนต์ลงมาเหลือ 114 แรงม้าเพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกโดยปรับช่วงล่างให้พร้อมโดยอัตโนมัติ ปรับแทร็คชั่นให้รบกวนต่ำ ปิดระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ และปิดระบบเบรก ABS ที่ล้อหลัง เพื่อให้เหมาะกับการลุยมากที่สุด และทีเด็ดคือระบบ Extended deactivation ซึ่งจะปิดการทำงานของแบงค์เครื่องยนต์ด้านหลัง ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกมอเตอร์ไซค์โปรดักชันเลย ซึ่งลูกสูบสองลูกด้านหลังจะไม่ทำงานที่รอบเดินเบา รถจอดนิ่ง และจะกลับมาทำงานอีกครั้งทันทีที่เปิดคันเร่ง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดไอเสียช่วยโลกและประหยัดเงินเจ้าของได้อีกทางนึง เรียกว่าล้ำมาก ๆ เลยล่ะครับ สุดท้ายท้ายสุดจำหน่ายด้วย 2 เฉดสีคือ สีแดง ล้อซี่ลวดขอบล้อดำ และสีดำ ถังน้ำมันปัดเงา ล้อซี่ขอบล้อดำ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB750 HORNET 2023 การกลับมาของเน็กเก็ดระดับตำนาน เจ้าแตนซ่ากลับมาแล้วหลังจากหายไปนานกว่า 25 ปี เรียกได้ว่าบางคนอาจจะเกิดไม่ทัน สำหรับเน็กเก็ตไบค์ระดับตำนานอย่าง Honda CB750 Hornet 2023 โดยโมเดลแรกจะใช้ชื่อว่า CB600F Hornet ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 และเป็นที่นิยมอย่างมากในฝากฝั่งยุโรป มาวันนี้มาพร้อมสไตล์ที่สดใหม่และสมรรถนะที่ดีเยี่ยมพร้อมกับราคาที่สัมผัสได้ เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ สำหรับโมเดลนี้เป็นการออกแบบจากทางทีมวิจัยและพัฒนาของทางกรุงโรม ดีไซน์ได้ออกมาเฉียบคมและมินิมัลตามแบบสมัยนิยม พร้อมท่านั่งหลังตรงสบาย ๆ ตามสไตล์เน็กเก็ด โดยไม่ทิ้งซิกเนเจอร์ของตัวเองซึ่งก็คือถังน้ำมันที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปีกของแตนนั่นเอง ดุดันมาตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าและท้ายที่เฉียบคมเหมือนแตน ตัวรถทันสมัยด้วยระบบไฟ LED เต็มระบบ และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่แสดงผลได้ 4 รูปแบบตามใจผู้ใช้งาน และแน่นอนว่าแสดงผลได้ครบถ้วน โดยสามารถควบคุมผ่านสวิตช์เกียร์ที่แฮนด์ด้านซ้าย รวมไปถึงยังมีระบบ Honda Smart Voice Control System ซึ่งพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone ได้แล้ว ส่วนขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 755 ซีซี พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ โดยให้กำลังสูงสุด 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบและแรงบิดที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ จากการใช้ท่อดักอากาศพิเศษ Vortex Air Flow ที่ได้สิทธิบัตรมาโดยเฉพาะ และด้วยน้ำหนักตัวรถรวมของเหลวที่ 190 ก.ก. ทำให้เจ้าแตนมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากเป็นระดับแนวหน้าของคลาสที่ 0.48 แรงม้าต่อก.ก. และเคลมความเร็วสูงสุดมาที่ 205 กม./ชม. มาต่อเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง เฟรมที่ใช้วางเครื่องจะเป็นเฟรมไดมอนด์ใหม่ซึ่งน้ำหนักเบาจากการออกแบบความหนาบางที่เหมาะสมกับการโหลดน้ำหนัก ส่วนระบบกันสะเทือน โช้คหน้าหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ปรับแต่งได้ และโช้คหลังเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับพร้อมกระเดื่องโปรลิงก์ ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 20 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว ส่วนขนาดล้อและยางจะเป็น 120/70 ZR-17” และ 160/60 ZR-17” ในส่วนของเทคโนโลยี ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดขับขี่รวมทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ซึ่งสามารถตั้งค่าระดับระบบต่าง ๆ ได้เอง พร้อมระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรลทั้งหมด 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเครื่องยนต์ 3 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันหรือ ESS พร้อมระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ เรียกว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว สุดท้ายนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือ สีขาวมุก เฟรมแดง กระบอกโช้คแดง สีดำกราไฟต์ เฟรมแดง กระบอกโช้คแดง สีเทาอิริเดียมเมทัลลิกแบบด้าน สีเหลืองแบบด้าน ส่วนเรื่องเข้ามาจำหน่ายในไทยคิดว่าไม่น่าพลาด แต่ก็น่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราก็ปีหน้าเลยครับ ส่วนราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 3 แสนปลาย ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New ADV160 อัปความแรงแถมแทร็คชันคอนโทรล All New ADV160 เป็นอีก 1 โมเดลที่เปิดตัวในวันนี้พร้อมกับสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ตจากค่ายเดียวกันอย่าง Forza350 โดยครั้งนี้มาพร้อมคอนเซปต์ “Explore the Wild Urban มีทางใหม่ ให้ท้าทายทุกวัน” อัปเลเวลการขับขี่สไตล์ Honda SUV Bike หนึ่งเดียวในเมืองไทย ที่จะเปิดประสบการณ์ทางเมืองเดิม ๆ ให้ไม่เหมือนเดิม พร้อมกับโฉมใหม่ ที่อัปเลเวลดีไซน์ เท่แกร่งทุกมิติ ให้ความรู้สึกดุดัน แข็งแกร่ง โดดเด่นบนถนน เสริมด้วยแทคโนโลยีล้ำหน้ารอบคัน ที่พร้อมให้ผู้ขับกำหนดเส้นทางท้าทายใหม่ ๆ ได้ทุกวัน สำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์สายลุยคันนี้ยกระดับขุมพลังใหม่ด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 157 ซีซี 4 วาล์ว ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัปความแรงให้เร่งทันใจทุกช่วงความเร็ว ครั้งแรกของการเสริมทัพด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ HSTC (Honda Selectable Torque Control) กับรถพิกัดนี้ โดยระบบนี้จะตรวจจับและควบคุมล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กันป้องกันรถเสียการทรงตัว ผสานการออกแบบที่ตอบโจทย์รถสไตล์ SUV Bike กับความสูงเบาะใหม่ 780 มม. ขึ้น-ลง สะดวก นั่งสบายยิ่งกว่า เพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่ได้มั่นใจ พร้อม Twin Subtank อันเป็นเอกลักษณ์ ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวล ลุยได้ไม่หวั่นทุกทาง เปิดประสบการณ์ใหม่ในเมืองที่คุ้นเคย ได้อย่างมั่นใจเหนือใคร โมเดลนี้มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น Standard สี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา (Grey) และสีแดง (Red) ราคาแนะนำที่ 99,900 บาท และโดดเด่นกว่าใคร ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันในรุ่นพิเศษ H2C x KITACO Racing Soul Edition รถสีดำ (Mat Black) ตัวท่อไอเสีย จาก Kitaco ยกระดับความท้าทาย ออกไปค้นพบเส้นทางใหม่ๆ ให้โดดเด่นเหนือใคร สไตล์ SUV BIKE ที่ H2C ร่วมมือกับแบรนด์ KITACO ราคาแนะนำที่ 108,200 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Forza350 2022 ปรับโฉมใหม่ พร้อม 2 รุ่นพิเศษ สำหรับ All New Forza350 ที่เป็นเหมือนเวอร์ชัน Face Lift นั้นจะมาพร้อมแนวคิด Ride The Exceptional โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สปอร์ตเรียบหรูเกินคาด ดุดันเกินคลาส ผสานด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ เข้ากับสมรรถนะแรงสุดขีด พร้อมเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เริ่มที่โดดเด่นดึงดูดทุกสายตาบนทุกเส้นทางด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Dual LED Headlight และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ดูพรีเมียมลงตัวกับเส้นสายรอบคัน และชัดเจนเหนือชั้นกับ New Multi-Function Meter Design ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความรู้สึกของความหรูหราและสปอร์ตขั้นสุดทุกเส้นทางที่ไป คือทางที่ใครก็ต้องยอม เครื่องยนต์ยังคงเป็นขุมพลัง eSP+ 330 ซีซี แรงดั่งใจ เพิ่มกำลังขับเคลื่อน ลดแรงเสียดทาน แรงต่อเนื่องเต็มสมรรถนะ พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าที่ยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้มั่นใจอยู่ในคอนโทรล ด้วยระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบตรวจจับและควบคุมล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กัน ป้องกันรถเสียการทรงตัว Emergency Stop Signal (ESS) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อมีการเบรกกะทันหัน มาตรฐานความปลอดภัยระดับรถซูเปอร์ไบค์และระบบเบรก ABS แบบ 2-Channelช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกระหว่างเบรกกะทันหัน เพิ่มประสบการณ์ขับขี่ไปอีกขั้นกับเทคโนโลยีที่ยกระดับความปลอดภัย และความสะดวกสบายให้กับ Honda Smartphone Voice Control System (HSVCs) ความปลอดภัย…สั่งได้! ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียงบนสมาร์ตโฟน เทคโนโลยีอัจฉริยะจากฮอนด้า เชื่อมต่อใช้งานสะดวก ผ่านแอปพลิเคชัน Honda RoadSync ควบคุมการทำงานฟังก์ชันต่าง ๆ ด้วยเสียงและกดสั่งการที่สวิตช์แฮนด์ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน และเปิดสู่เอกลักษณ์ที่เหนือกว่าในทุกเส้นทาง กับกระจกบังลมหน้าระบบไฟฟ้าที่ปรับระดับความสูงได้ถึง 150 มม. ช่วยลดแรงลมปะทะหน้าขณะขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกอีกขั้นกับ Honda Smart Key รีโมตอัจฉริยะ และ In-Console USB Charger & Bottle Holder ที่เก็บของคอนโซลหน้าที่รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วยที่ชาร์จไฟสำรองอเนกประสงค์ สำหรับ All New Forza350 2022 นี้จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Roadsync Type (ติดตั้งระบบ HSVCs) มี มาพร้อมล้อสีทอง ด้วยราคาแนะนำที่ 181,000 บาท และรุ่น Standard Type มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา-ดำ (Smoky Grey), สีแดง (Red) และสีน้ำเงิน (Blue) ราคาแนะนำที่ 179,000 บาท พร้อมรุ่นพิเศษออปชั่นเสริมเพิ่มความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยชุดแต่งที่มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย Forza Nitron Neon TH1 ราคาแนะนำที่ 221,800 บาท ที่มาพร้อมชุดแต่ง Nitron Neon Edition สุดพรีเมียมจากอังกฤษ ทุกเส้นสายบอกสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร เอาใจสายสปอร์ตด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์ Hi-end ระดับโลก รองรับการใช้งานทุกย่านความแรง Forza Yoshimura Gcraft Rising Spirit TH2 ราคาแนะนำที่ 206,900 บาท มาพร้อมกับ ชุดแต่ง The Yoshimura X G’craft Rising Spirit Edition ตำนานจากญี่ปุ่น ที่ร่วมมือกับ H2C สำนักแต่งฮอนด้าที่ทั่วโลกยอมรับ สู่การปลดปล่อยสไตล์ใหม่ไม่ซ้ำทางใคร ด้วยท่อไอเสียจากสำนักแต่งสัญชาติญี่ปุ่น พร้อมทะยานสู่ความเร้าใจใหม่ที่เหนือกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

S1000RR 2023 แรงขึ้น ล้ำขึ้น พร้อมติดปีกกับเขาสักที เรียกว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์เลยก็ได้ครับสำหรับเรือธงจากค่ายใบพัดสีฟ้าอย่าง BMW S1000RR 2023 ที่ครั้งนี้ปรับมาขนานใหญ่ทั้งในส่วนของการออกแบบ ดีไซน์ เรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและระบบอิเล็กทรอนิกส์ นับตั้งแต่ที่เปิดตัวโมเดลซูเปอร์สปอร์ตในพิกัดซูเปอร์ไบค์เมื่อปี 2009 ก็ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและตอนนี้ก็เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดที่เรียกได้ว่าล้ำหน้าที่สุดและทันสมัยที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างแรกเลยเห็นจะเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกจากการมีปีกหรือมีวิงก์เล็ต มีการปรับปรุงในส่วนด้านหน้าและด้านท้าย ตลอดไปจนถึงมีชุดสีที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยวิงก์เล็ตนั้นจะช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าให้ล้อหน้าอยู่กับพื้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเวลาเร่งความเร็ว ทำให้ล้อหน้าลอยตัวน้อยลง และจุ่มเข้าไปในโค้งได้มากขึ้น เพิ่มความนิ่งเวลาเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนด้านท้ายรถเองก็มีการออกแบบให้ดูสปอร์ตมากขึ้น และมีน้ำหนักเบาลง ส่วนชุดสีนั้นมีให้เลือก 3 เฉดสีคือ สีดำเมทัลลิก สีแดงเรซซิ่งเรด และสีขาวสว่างสไตล์เรซซิ่ง ต่อกันที่เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงที่ครั้งนี้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น จนบอกได้เลยว่านี่คือมาตรฐานใหม่ของสมรรถนะ กำลังแรงบิดและการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โดยตอนนี้ทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ (สเปกอเมริกาไม่รวม) แรงขึ้น 3 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ นอกจากนี้ยังมีช่วงกำลังที่กว้างมากขึ้นในทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงรอบเครื่องสูงสุดที่ตอนนี้เขยิบไปเป็น 14,600 รอบแล้ว แชสซีหรือช่วงล่างเองก็เป็นอีกจุดที่สำคัญ โดยหัวใจหลักในส่วนนี้เลยคือเฟรมอลูมิเนียมแบบสะพานและใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงของเฟรมด้วย โดยออกแบบมาเพื่อให้มีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่เหมาะสม และเพื่อให้ความแม่นยำในการควบคุมรถ องศาของคอบังคับเลี้ยวได้ปรับใหม่ให้ราบลงอีก 0.5 องศา และระยะออฟเซ็ตของแผงคอก็ลดลง 3 ม.ม. ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้ความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้จับฟีลลิ่งที่ล้อหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวล้ำมากยิ่งขึ้น โดยตอนนี้ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลจะมาพร้อมกับระบบควบคุมการสไลด์แล้ว ซึ่งจะปรับตั้งได้ 2 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้รถเร่งออกจากโค้งได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยเซ็นเซอร์วัดองศาการบังคับเลี้ยว หากมุมเอียงของรถเหมาะสมระบบแทร็คชันคอนโทรลใหม่นี้จะยอมให้ล้อหลังสลิปได้ในระดับนึงเวลาที่เปิดคันเร่งออกจากโค้ง และเมื่อองศาการบังคับเลี้ยวถึงจุดที่กำหนดไว้แทร็คชันคอนโทรลจึงจะเข้ามาควบคุมเครื่องยนต์เพื่อลดอาการสลิปและทำให้รถเสถียรมากขึ้น ระบบเบรก ABS Pro เองก็มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ 2 ฟังก์ชั่นด้วยกัน คือ ระบบ Brake Slide Assist ซึ่งจะทำงานคล้ายกันกับสไลด์คอนโทรลคือยอมให้รถนั้นดริฟต์ได้ในระดับที่กำหนด และอีกฟังก์ชันคือสามารถเซ็ตติ้งให้เข้ากับยางแบบสลิกได้อีกด้วย สรุปไฮไลท์เด็ด • แรงขึ้นเป็น 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ และแรงบิดเป็น 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ปรับอัตราทดเกียร์ที่ 2 ให้น้อยลงเพื่อให้ล้อหลังมีการยึดเกาะมากขึ้น เฟล็กซ์เฟรม เฟรมใหม่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับมิติของช่วงล่างใหม่ ทั้งองศาการบังคับเลี้ยว ระยะออฟเซ็ต มุมแคสเตอร์และระยะฐานล้อ ชุดคิต M Chassis กลายเป็นของมาตรฐาน รวมไปถึงสวิงอาร์มแบบปรับจุดหมุนได้ และท้ายที่ยกสูงขึ้น ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลพร้อมฟังก์ชันควบคุมการสไลด์ ระบบเบรก ABS Pro พร้อมกับฟังก์ชันควบคุมการเบรกสไลด์ และโหมดเซ็ตติ้งสำหรับยางสลิก ปรับปรุงเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยวิงก์เล็ตด้านหน้า ชิลด์หน้าแบบสูง และแผงคอต่ำลง มีแบตเตอรี่น้ำหนักเบา M lightweight battery เป็นมาตรฐาน มีพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟที่ด้านท้ายรถ ออกแบบส่วนท้ายรถใหม่ และมีที่ยึดป้ายทะเบียนที่สั้นลง ปรับปรุงการเดินสายไฟใหม่ให้สะดวกขึ้นเวลาถอดที่ยึดป้ายทะเบียนออกเวลาลงสนาม ครอบคลัตช์และเจเนอเรเตอร์เป็นสีดำ ใส่หรือถอดล้อหลังได้ง่ายขึ้น เพราะมีบูชแกนล้อกันบาด ผ้าเบรกลบมุมและเพลตสำหรับยึดเบรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แจ็กเก็ตอัจฉริยะ จาก Dainese ปลอดภัยขั้นสุด สะดวกขั้นเทพ ผมเชื่อทุกวันนี้ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เรียกว่า 90% น่าจะขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวกกันน็อก แม้ว่าจะยังมีส่วนน้อยที่คิดแค่ว่าใกล้แค่นี้ไม่เห็นเป็นไรก็ตาม แต่รู้หรือไม่ว่าแค่หมวกกันน็อกอาจจะยังไม่พอ เราอาจจะต้องพึ่งเจ้าแจ็กเก็ตอัจฉริยะ Smart Jacket จาก Dainese ตัวนี้ด้วยซะแล้ว ตอนนี้คงมีคำถามว่าทำไม คำตอบก็คือจากการบันทึกสถิติได้ออกมาเผยว่าเวลาประสบอุบัติเหตุนั้นศีรษะไม่ใช่ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยที่สุด แต่เป็นส่วนของทรวงอกต่างหาก โดยคิดเป็นตัวเลขมากถึง 33% ขณะที่การบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นอันดับ 2 คิดเป็นตัวเลขอยู่ที่ 20% แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องใส่หมวกหันมาใส่แจ็กเก็ตอัจฉริยะแทนนะครับ แต่ควรจะใส่ไรดิ้งเกียร์ให้ครบถ้วนตั้งแต่หัวจรดเท้าดีที่สุดครับ แล้วเจ้าสมาร์ทแจ็กเก็ตที่ว่าดียังไง? มันคือแจ็กเก็ตพร้อมระบบ Dainese D-Air หรือระบบแอร์แบ็กที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุได้มาก เรียกได้ว่าผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ดีเลยทีเดียว โดยจุดเด่นของแจ็กเก็ตตัวนี้ที่ไม่เหมือนใครคือโครงสร้างของเส้นใยไมโครฟิลาเมนต์พิเศษที่การันตีว่าจะช่วยให้การพองตัวของแอร์แบ็กเป็นไปได้ดีเท่ากันตลอดทั้งระบบ ให้การป้องกันที่ดีเท่ากันตลอดทั้งชุด และป้องกันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยที่ไม่ต้องใช้การ์ดแบบแข็งเลย และจากการที่ไม่ต้องใช้การ์ดแบบแข็ง ทำให้ชุดนี้พับเก็บใส่กล่องท้ายรถหรือกระเป๋าได้สะดวก จึงง่ายต่อการพกพาไปไหนมาไหน ตัวชุดยังระบายอากาศได้ดีอีกด้วย เรียกว่าไม่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป รวมถึงสามารถใส่เสื้ออย่างอื่นทับได้สะดวก เรียกว่าปลอดภัยแบบมีสไตล์ไปพร้อม ๆ กัน พอจะขี่รถก็แค่หยิบออกมาสวมใส่ปรับให้ฟิตกับตัวแล้วก็เปิดสวิตช์ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไรกับตัวรถก็สามารถขับขี่ออกไปได้ทันที อย่างไรก็ดีชุดนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่และยุ่งยากในการใช้งานครั้งแรกนิดหน่อย โดยต้องลงโปรแกรมและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อลงทะเบียนปลดล็อครวมถึงต้องชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนการใช้งาน โดยการชาร์จแบตฯ จนเต็ม 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ 26 ชม. และที่อาจจะหนักใจนิดนึงคือเมื่อแอร์แบ็กกางแล้วจะต้องทำการเปลี่ยนตัวแอร์แบ็กกับทางตัวแทนจำหน่าย ซึ่งราคาราว ๆ 1 ใน 3 ของการซื้อใหม่เลยล่ะครับ ทว่าหากคิดดี ๆ ร่างกายเราหากได้รับบาดเจ็บไปหนัก ๆ ครั้งนึงคุณจะรู้ได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กไปเลยล่ะ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Dainese คือแบรนด์ไรดิ้งเกียร์สัญชาติอิตาลีที่ก่อตั้งมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และใช้ข้อมูล ความรู้และประสบการณ์มหาศาลที่เก็บรวบรวมมาตลอด 25 ปีทั้งจากการทดสอบ การใช้งานจริงบนท้องถนน และการใช้งานในสนามของนักแข่งบนเวทีการแข่งขันระดับโลก มาพัฒนาและผลิตออกมาเป็นเจ้าเสื้อแจ็กเก็ตตัวนี้นี่เอง สุดท้ายนี้ท่านที่สนใจไรดิ้งเกียร์จากแบรนด์ Dainese เตรียมตัวพบกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการรายใหม่ได้เร็ว ๆ นี้ครับ งานนี้น่าจะมีโปรโมชันดี ๆ มาให้ไบค์เกอร์อย่างเรา ๆ ได้อุดหนุนกันอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Scoopy โฉมใหม่ ICONIC สุดทางด้วยดีไซน์และสีสัน ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถจักรยานยนต์ New Scoopy โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “New Scoopy Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” กับดีไซน์ที่ต่างกันตามไลฟ์สไตล์ 3 แบบ 3 สไตล์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ที่ถ่ายทอดความเป็น Iconic ขั้นสุดอย่าง พีพี กฤษฎ์ , บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ Three Man Down สำหรับโฉมใหม่นี้สุดทางด้วยสีสันสดใสมากกว่าที่เคย ถ่ายทอดความเป็น Iconic ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว เริ่มจากรุ่น Club12 ผู้นำแฟชั่นสีสันที่ดูต่างแต่ลงตัว มาพร้อม Honda Smart Key รุ่นใหม่ หรือจะเป็นรุ่น Prestige ที่เรียบหรูแต่มีลูกเล่นมาพร้อมล้อแม็ก และรุ่น Urban ที่สะดุดตาด้วยสีสันสุดชิกแบบเรโทร ไม่ใช่แค่ความสุดในด้านดีไซน์เท่านั้น ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ สมกับความเป็นรถ เอ.ที. ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 ของไทย โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Modern Ring LED Headlight ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของสกู๊ปปี้เท่านั้น และมอบความสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลด้วย USB-A คอนเนกต์ได้ไม่มีสะดุด แผงหน้าปัดใหม่แบบ Smart Function ที่มาพร้อมนาฬิกาดิจิทัล แสดงผลครบครัน พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ที่เก็บหมวกกันน็อกได้ทั้งใบ ของเยอะแค่ไหน ก็ไปได้สุดทาง นอกจากนี้รุ่น Club12 ยังมาพร้อม Honda Smart Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชันระบุตำแหน่งรถ ป้องกันการโจรกรรม ในขณะที่รุ่น Prestige ยังมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์โดยมาพร้อมล้อแม็กเป็นครั้งแรก ยกระดับความเท่ให้สุดไปอีกขั้น สำหรับโมเดลนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ eSP เจเนอเรชันล่าสุด ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสนุก ในขณะที่ตัวรถใช้เฟรมแบบ ESAF Press Frame ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้รถน้ำหนักเบาขึ้น ขับขี่ง่าย คล่องตัว ใช้ชีวิตในแบบ Iconic ได้สุดทาง และเพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ “Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” ไทยฮอนด้ายังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ ที่มีความสุดทางอย่างโดดเด่น 3 สไตล์ ประกอบด้วย “พีพี กฤษฏ์” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านแฟชั่น “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านการแสดง ที่ทุ่มเทสุดทาง ในทุกบทบาทที่ตัวเองได้รับ และ “วง Three man down” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านดนตรี หนึ่งในวงดนตรีรุ่นใหม่ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ สำหรับโมเดลใหม่นี้พร้อมให้เลือกสไตล์ที่โดนใจและไปให้สุดในแบบคุณแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 3 รุ่น 3 สไตล์ได้แก่ รุ่น Club12 ล้อแม็ก มีให้เลือก 4 สีได้แก่ แดง—เทา, น้ำเงิน-ฟ้า, เทา-เหลือง และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,900 บาท รุ่น Prestige ล้อแม็กใหม่ มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ขาว-เทา, ดำ-เทา และ แดง-เทา ราคาแนะนำ 52,400 บาท รุ่น Urban ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สีได้แก่ ฟ้า-ขาว และ ดำ-ขาว ราคาแนะนำ 49,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR250RR 2023 ปรับโฉมใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปี ได้ฤกษ์ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่กันสักทีกับโมเดลสปอร์ตแท้ ๆ แต่ไซส์เล็กจากค่ายปีกนก กับ CBR250RR 2023 ซึ่งเดิมทีโมเดลแรกนั้นเปิดตัวไปครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อนและไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก และมาในโฉมใหม่นี้ก็มีการอัปเกรดขนานใหญ่ ไม่เพียงแค่สีสันหรือกราฟิกใหม่ แต่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่หน้าตา เครื่องยนต์ ตลอดไปจนถึงช่วงล่างกันเลยทีเดียวครับ เริ่มกันที่ดีไซน์มีการปรับเปลี่ยนให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวรถที่มีมิติกว้างขึ้น แต่ยังคงให้ความโฉบเฉี่ยวดุดันสมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน พร้อมกับมีเฉดสีและกราฟิกใหม่ที่สวยงามยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนที่เรามองเห็นการเปลี่ยนได้ชัดเจนจากภายนอกก็คือระบบกันสะเทือนหน้าที่ครั้งนี้ให้มาเป็น Showa SFF-BP ซึ่งเป็นโช้คหัวกลับมาให้เลย และจะมีไฟฉุกเฉินให้ใช้งานด้วย ซึ่งจะอยู่ในรุ่น SP และ SP Quick Shifter ในส่วนของเครื่องยนต์นี้ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ โดยเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องใหม่ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซีแบบ 4 วาล์วต่อสูบ สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้สูงสุดที่ 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบและ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ และยังเคลมตัวเลขมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 175 กม./ชม. เลยทีเดียว โดยความแรงที่เพิ่มมากขึ้นมาจากกำลังอัดที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์อีกด้วย อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือระบบควิกชิฟเตอร์ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ ซึ่งตัวนี้จะเป็นแบบ 2 ทาง ซึ่งสามารถปรับเซ็ตได้ 4 โหมด คือ เฉพาะสับขึ้น เฉพาะเชนลง ทั้งขึ้นและลง หรือปิดไปเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบา และเสริมความปลอดภัยเวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยจะทอนเอ็นจิ้นเบรกให้มีมากจนกเกินไป จนกระทั่งล้อหลังสลิป ส่วนระบบเบรก ABS และระบบคันเร่งไฟฟ้าก็ยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการวางจำหน่ายที่ประเทศอินโดนีเซียนั้นจะมี 3 เวอร์ชั่นด้วยกันได้แก่ Standard, SP และ SP Quick Shifter และก็จะมีหลากหลายสีสันให้เลือก คาดว่าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง SP Quick Shifter โดยราคาขายไทย จากการคาดเดาของผมเองก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 260,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 ADVENTURE R 2023 ดีขึ้นทั้งทางฝุ่นทางเรียบ เรียกว่าเป็นเซ็กต์เมนต์ที่ดุเดือดกันเลยทีเดียวสำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางค่อนไปทางบิ๊ก ๆ แน่นอนว่าค่ายสีส้มที่ก็ถือว่ามีชื่อชั้นในสายทางฝุ่นเองก็ไม่ยอมที่จะแพ้แบรนด์อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งในพิกัดใกล้เคียงกัน ทางค่ายจึงได้หันมาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ KTM 890 ADVENTURE R ให้ลุยไปได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความดีงามเวลาขับขี่ในทางเรียบไป สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเลือกใช้เซ็ตอัปแบบเดียวกับ 450 Rally ของทางค่าย โดยใช้ระบบกันสะเทือน WP แบบปรับแต่งได้เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็น WP XPLOR และด้านหลังจะเป็น WP XPLOR DPS ซึ่งปรับจูนมาใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น และช่วยลดอาการเมื่อยล้าเวลาต้องขับขี่ในทางไกล นอกจากนี้จะยังนำดีไซน์ของเจ้าแรลลี่มาปรับใช้กับตัวใหม่นี้ด้วย โดยจะมีแฟริ่ง ถังน้ำมัน และแฟริ่งด้านหน้าใหม่ ซึ่งดีขึ้นทั้งในด้านของแอโรไดนามิกส์และเออโกโนมิกส์ อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าใหม่ที่ต่ำลง บังโคลนหน้าแบบสูง การ์ดเครื่องยนต์ที่เหมาะกับเส้นทางลำบากที่ต้องใช้ทักษะมาก ๆ เพิ่มความสบายเวลาขับขี่ด้วยเบานั่งแบบชิ้นเดียวที่ปรับสีมาใหม่ แต่ก็ยังช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ตัวรถยังมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง เพิ่มฟังก์ชันโทรออกที่อนุญาตให้โทรออกผ่านเบอร์โทรโปรดที่สามารถตั้งค่าไว้ได้มากถึง 10 เบอร์ หรือจะเลือกโทรหาคนที่โทรหาเรา 10 เบอร์ล่าสุดก็ทำได้เช่นกัน ทางค่ายยังได้ปรับปรุงตัวรถเพื่อรีดเค้นสมรรนถะของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวรถให้ดียิ่งขึ้น โดยมีระบบควบคุมเบรก ABS ที่ใช้ประมวลผลจากข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์แบบ 6D ซึ่งส่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่ารถอยู่ในลักษณะหรืออาการใด เพื่อที่จะได้คำนวณแรงเบรกได้เหมาะกับสถานการณ์ และยังปรับให้ระบบเบรกทำงานในโหมด OFFROAD ABS ทันทีเมื่อปรับโหมดขับขี่เป็นแบบ OFFROAD โดยไม่ต้องมาปรับแต่งโหมด ABS เพิ่มเติม สรุปไฮไลท์ใน KTM 890 ADVENTURE R 2023 โมเดลใหม่นี้ // ปรับปรุงแฟริ่งส่วนต่าง ๆ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก โมเดล 450 RALLY // ปรับชิลด์บังลมหน้าใหม่ให้อากาศผ่านได้ดีขึ้น // ปรับปรุงระบบกันสะเทือนใหม่ช่วยลดการเมื่อยล้าสะสมเวลาเดินทางไกล // หน้าจอแสดงผลสี 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน USB-C // ปรับปรุงระบบเบรก ABS ทั้งระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ // ระบบเบรก OFFROAD ABS ทำงานพร้อมกับโหมด OFFROAD MODE มี RALLY MODE เป็นอ็อปชันเสริม // ยางใหม่ที่เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ดมากขึ้น // ปรับปรุงระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง // มีโหมด Demo ให้ลองใช้งานก่อนตัดสินใจเลือกใช้รถแพ็กเกจไหน // มีสวิตช์ไฟฉุกเฉินที่แฮนด์บาร์ // ไฟเลี้ยว LED (โมเดล US) // การ์ดเครื่องใหม่ ส่วนบ้านเรานั้นจะจำหน่ายเมื่อไหร่นั้น ติดตามกันได้ครับ อาจจะต้องรอลุ้นกันเยอะหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NGK จับมือ Mitsuboshi จำหน่ายสายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น เปิดตัวการร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ NGK x MITSUBOSHI อันเป็นการร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ไปสู่อนาคต ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกทุกวันนี้ โดยทาง บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด (SIAM NGK SPARK PLUG Co., Ltd) แบรนด์หัวเทียนอันดับ 1 ของโลก นำทีมโดยผู้บริหารมืออาชีพ ร่วมกับ บริษัท มิตซูโบชิ เบลท์ติ้ง จำกัด (MITSUBOSHI BELTING LIMITED) ผู้นำผลิตภัณฑ์สายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของทั้ง 2 ผู้บริหาร มิสเตอร์โยชิโระ มิอุระ ประธานบริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด และ มิสเตอร์ไทสุเกะ คิมูระ ประธานบริษัท สตาร์ส เทคโนโลยี อินดัสเตรียล จํากัด (บริษัทลูกในกลุ่มบริษัท มิตซูโบชิ เบลท์ติ้ง จํากัด) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่สามารถ เติบโตร่วมกัน ภายใต้ความตั้งใจที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์สายพานคุณภาพสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำให้เป็นที่รู้จักในตลาด ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข็มแข็ง “เพื่อส่งมอบสายพานคุณภาพสูง ส่งต่อประสบการณ์ และเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติก” โดยจะมีการวางจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายหัวเทียน NGK ทั่วประเทศ ทั้งนี้ทาง บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแค่ในปี 2565 เท่านั้น แต่เป็นแผนการร่วมขยายธุรกิจจะยังดำเนินต่อไปในทุกๆปี ต่อจากนี้เป็นต้นไป #ngksparkplugs #siamngksparkplug #ngk #หัวเทียนNGK #อิริเดียม #เลเซอร์อิริเดียม #จีพาวเวอร์ #หัวเทียนเข็มเอ็นจีเค #หัวเทียน #หัวเทียนอิริเดียมIX #สายพานรถออโต #สายพานมิตซูโบชิ #mitsuboshi #มอเตอร์ไซค์ออโตเมติก ติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมจากทางเราเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA siamngk : https://lin.ee/iK1Knm6 แฟนเพจ : https://www.facebook.com/ngksparkplugthailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมดันสถานีสลับแบตฯ ทั่วไทยในปี 2023 เปิดตัว SLEEK EV แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ พร้อม เผยนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและกระบวนทัศน์การเดินทางของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้มีการนําเสนอข้อมูลรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า SLEEK ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ SLEEK TYPE-V, TYPE-V GT, TYPE-S และ SLEEK ONE ที่ได้มีการเปิดให้จองล่วงหน้าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดเผยอีก 3 รุ่น ในปี 2023 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ นาย กันตินันท์ ตันวีนุกูล CO-Founder & Group CEO กล่าวว่า วันนี้ SLEEK พร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเดินทางและวิถีชีวิตของผู้คนใหญ่ดียิ่งขึ้น ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้จริง พร้อมศูนย์ให้บริการอย่างครบวงจร การเข้าถึงบริการไฟแนนซ์ และสถานีสลับแบตเตอรี่ โดยยึดมั่นเป้าหมายหลักที่จะสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยคํานึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คน ปัจจุบัน SLEEK EV ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใน Segment Home Scooter อย่าง TYPE-S และ SLEEK ONE ที่เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เหมาะสําหรับการใช้งานในเมือง และ Segment Urban Scooter ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อย่าง TYPE-V Series ที่ได้แบ่งเป็น TYPE-V และ TYPE-V GT โดย TYPE-V มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ถึง 3000 วัตต์ สามารถจุแบตเตอรี่ Lithium NMC ขนาดความจุ 60V 70Ah ทําความเร็วได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน TYPE-V GT ก็ถูกออกแบบมาเอาใจนักเดินทาง ด้วยระบบ Mid-Drive Motor 4000 วัตต์ พร้อมจอแสดงผลแบบ Full Digital Display ที่รวบรวมข้อมูลสําคัญของการเดินทางไว้บนหน้าจอเดียว ในราคา TYPE-V 129,000 บาท และราคา TYPE-V GT 149,000 บาท ภายในงาน SLEEK EV ยังได้เผยโฉม S Pods, S Pods Home ที่เป็นสถานีสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยคาดการณ์ว่าจะกระจายติดตั้ง 225 จุด และเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2023 ซึ่งจะมีการติดตั้ง S Pods ไว้ทุก ๆ 7-9 กิโลเมตร โดย S Pods จะสามารถเข้าถึงได้ในทุกไลฟ์สไตล์ ไม่เพียงแต่ปั๊มนํ้ามันเท่านั้น แต่จะกระจายไปตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบฟังก์ชันการใช้งานรถ ค้นหา ศูนย์บริการ และสถานี S Pods ในโอกาสนี้ SLEEK EV ได้จัดพิธีลงนาม MOU ร่วมกับ Bosch Thailand ที่ให้ความสนับสนุนในด้านการพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในการเริ่มต้นเส้นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ ลูกค้าของ SLEEK จึงสามารถเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษจากกรุงศรีได้อย่างราบรื่น พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศรายชื่อตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของประเทศมากกว่า 22 จังหวัด และคาดการณ์ว่าภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2023 จะมีศูนย์บริการและดีลเลอร์ทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นที่จะพัฒนาวงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน ให้สะอาดกว่า ง่ายกว่า และประหยัดกว่า ตามหลักสโลแกน “Lifestyle in Motion” ของเรา Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster SP 2023 สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยช่วงล่างระดับแนวหน้า เปิดตัวกันไปแล้วสด ๆ ร้อน ๆ กับ Ducati Monster SP 2023 เวอร์ชันพิเศษของอสูรร้ายไซส์กลางของทางค่าย โดยมุ่งเน้นให้ตัวรถมีการขับขี่ที่สปอร์ตและสนุกมากยิ่งขึ้น หลังจากที่เคยนำเสนอเจ้ามอนสเตอร์ในรูปแบบใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2021 ให้ตัวรถมีสไตล์ที่ออกมากะทัดรัดมากขึ้นและมีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบกับโมเดลดั้งเดิมที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1993 ตอนนี้ก็ได้มอนสเตอร์พิกัดกลางที่เหมาะกับการขับขี่ถนนและเมื่อบวกกับเฟรมแบบรถซูเปอร์ไบค์แล้วก็ทำให้มันกลายเป็นรถที่เหมาะกับการขับขี่ในทุก ๆ วัน ดีไซน์ของโมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมกับสีสันแบบเดียวกับ Desmosedicio GP รถแข่ง MotoGP ทีมโรงงานของทางค่าย มาพร้อมเบาะหนังสีแดง ด้านข้างบริเวณครอบเบาะท้ายยังเด่นด้วยโลโก้ประจำรุ่น และยังมีโลโก้ดูคาติขนาดใหญ่ตรงถังน้ำมันซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย ขุมพลังของรถยังคังเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11 องศา สองสูบวี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 111 แรงม้า วางบนเฟรมอลูมิเนียมด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเฟรมของ Panigale V4 มาใช้ ซึ่งทั้งเบาและมีขนาดกะทัดรัด กลายเป็นสูตรผสมใหม่ของเน็กเก็ดไบค์ที่ลงตัวของทางค่าย แต่ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของโมเดลนี้เห็นจะเป็นในส่วนของช่วงล่างที่เลือกใช้แต่ชิ้นส่วนคุณภาพสูงจากแบรนด์ดังระดับโลกและในสนามแข่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้รถนั้นเบา ขับขี่ได้ดี ยังให้ความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย เริ่มต้นกันที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NIX30 อโนไดซ์สีทองดูโดดเด่น ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins เช่นกัน โดยทั้งคู่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ซึ่งสามารปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือขับขี่แบบสปอร์ตตอนที่ไปขับขี่ในสนามก็ทำได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกเองก็ได้ของดีมา โดยระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.พร้อมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema เลยทีเดียว ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก Brembo เช่นกัน ส่วนยางที่ใช้จะเป็นยาง Pirelli Diablo Rosso IV ที่เหมาะกับการขับขี่บนถนนเป็นหลัก แต่จะใช้ขับขี่ในสนามก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถยังใช้แบตเตอรีแบบลิเธียมไอออนเพื่อทำให้รถมีน้ำหนักเบาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยรวม ๆ แล้วตัวรถโมเดลนี้จะมีน้ำหนักเบาลงราว ๆ 2 กิโลกรัม แม้ว่าจะมีอุปกรณ์เพิ่มเข้ามาอย่างกันสะบัดและชิลด์หน้าขนาดเล็ก นอกจากนี้แล้วยังมีการอัปเกรดในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย ซึ่งเดิมทีก็ถือเป็นเบอร์ต้น ๆ ของเน็กเก็ดพิกัดนี้อยู่แล้ว โดยตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ แทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ใน SP จะมีระบบช่วยออกตัว ไปจนถึงการเพิ่มโหมดการขับขี่อย่างโหมด Wet เข้ามาอีกด้วย สำหรับการวางจำหน่ายนั้นจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงมกราคม 2023 เป็นต้นไป ส่วนในบ้านเรานั้นเร็วสุดก็คงจะเป็นกลางปีหน้าเลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New CT125 2022 ปรับชุดใหญ่ ถูกใจยิ่งกว่าเดิม ได้เวลาท้าทายครั้งใหม่อีกแล้ว หลัง Honda เปิดตัว New CT125 2022 ที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องของสีสันหรือลายกราฟิก หรือว่าเพิ่มอิดิชันพิเศษเท่านั้น แต่เป็นการปรับปรุงชุดใหญ่ เพื่อให้ถูกใจแฟน ๆ นักบิดที่ชื่นชอบการผจญภัยหรือความท้าทายมากยิ่งขึ้น สำหรับจุดที่เปลี่ยนไปหลัก ๆ เลยก็จะเป็นในส่วนของเครื่องยนต์ที่ถึงแม้จะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI เช่นเดิม แต่เป็นเครื่องใหม่ที่มีการปรับปรุงเพิ่มช่วงชักให้ยาวขึ้น ทำให้ได้แรงบิดสูงที่รอบต่ำ ออกตัวได้ไว กระฉับกระเฉงมากขึ้น และกำลังอัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้อากาศและน้ำมันผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันได้มากขึ้น สร้างกำลังได้สูงขึ้นนั่นเอง และทีเด็ดคือการเพิ่มระบบหัวฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet อย่างที่มีในเครื่องยนต์ eSP+ ของทางค่าย ช่วยระบายความร้อนใต้ลูกสูบ ลดการสึกหรอห้องเผาไหม้ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ทุกย่านความเร็วรอบ ส่งผลให้ได้กำลังดีขึ้น ใช้รอบสูงได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของอัตราการทดเกียร์ โดยปรับอัตราทดขั้นต้นใหม่ ช่วยให้ออกตัวไว เร่งแซงได้มั่นใจมากขึ้น และปรับอัตราทนขั้นสุดท้ายใหม่ ช่วยให้ไหลปลายได้มากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่าตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แก้จุดด้อยของโมเดลเก่าได้เป็นอย่างดี ในส่วนของช่วงล่างก็มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยมีการปรับปรุงในส่วนของโช้คหลังให้สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 5 ระดับ ส่วนโช้คหน้า ระบบเบรก ล้อและยางยังคงเป็นสเปกเดิม และยังมีอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับปรุงคือแร็คท้ายใหม่ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้นนั่นเอง ส่วนดีไซน์และรายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เว้นก็แต่ในโมเดลใหม่นี้จะมีสีสันใหม่มาจำหน่ายคือ สีเทา ขณะที่สีแดงและสีเขียวจะยังมีจำหน่ายต่อ และพิเศษคือการมีรุ่นพิเศษอย่าง CT125 Stanley Special Edition ที่มีจำหน่ายเพียง 150 คันเท่านั้น โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับสายแคมปิ้งที่ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง โดยในโมเดลนี้จะมาพร้อมกับไอเท็มพิเศษเป็นเอกลักษณ์ 14 ชิ้น มาพร้อมกับตัวรถสีเทาใหม่ ได้แก่ ชุดดริปกาแฟ กระติกน้ำแข็ง ชุดกล่องลันช์บ็อกซ์ ขวบสุญญากาศจากทางสแตนลีย์ ชุดเก้าอี้แคมปิ้ง รวมไปถึงของแต่งรถ อาทิ ชุดสติ๊กเกอร์เฉพาะรุ่น ชุดการ์ดแฮนด์ ถาดสำหรับติดตั้งลันช์บ็อกซ์ ที่ใส่ของอเนกประสงค์ข้างรถ กันรอยกลางตัวรถ ตะแกรงบรรทุกเหนือไฟหน้า การ์ดไฟหน้า ตะขอแขวนของ และสติกเกอร์บังโคลหน้า สุดท้ายนี้สำหรับเรื่องของราคาสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 88,900 บาท และรุ่นพิเศษ CT125 Stanley Special Edition วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 108,700 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki V-Strom 1050 2023 ปรับใหม่ เอาใจสายลุย ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการอัปเดตแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดเรือธงอย่าง Suzuki V-Strom 1050 2023 หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 โดยในโมเดลใหม่นี้สำหรับรุ่นสแตนดาร์ด จะมีลูกเล่นใหม่หลัก ๆ ก็คือ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น เช่น IMU แบบ 6 แกน ระบบเบรก ABS แบบอิงมุมเอียง 2 โหมด ระบบควบคุมตัวรถเวลาขึ้นและลงทางลาดชัน ระบบกระจายแรงเบรก ระบบครูซคอนโทรล โหมดกำลังเครื่องยนต์ 3 โหมด และแทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ สำหรับโมเดลนี้จะเน้นในแบบของทางดำมากกว่าออฟโร้ด โดยจะมาพร้อมล้อหน้า 19 นิ้ว หลัง 17 นิ้ว และชิลด์หน้าปรับระดับได้ การ์ดเครื่องยนต์แบบพลาสติกป้องกันเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1,037 ซีซีบล็อกเดิมทีี่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไว้ ยังคงให้กำลังสูงสุด 107.4 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องจากทาง KYB ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว สุดท้ายสำหรับรุ่นสแตนด์ดาร์ดจะมีให้เลือก 4 เฉดสี คือ สีน้ำเงินเมทัลลิกตัดด้วยสีดำเมทัลลิกด้าน สีแดงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกด้าน สีเทาด้านตัดด้วยสีดำด้าน และสีดำเงาตัดด้วยสีดำด้าน สำหรับรุ่นท็อปที่เป็นการเพิ่มเติมในจุดที่ถือว่ายังทำได้ไม่แจ่มแจ๋วนักคือเรื่องของการขับขี่แบบออฟโร้ด ดังนั้นเลยปรับปรุงเรื่องช่วงล่างเสียใหม่พร้อมกับส่งโมเดลสำหรับสายลุยตัวจริงในชื่อว่า V-Strom 1050DE เพื่อเอาใจสายลุยให้มากยิ่งขึ้น ซูซูกิตัดสินใจส่งรุ่น DE ที่เปลี่ยนแปลงช่วงล่างขนานใหญ่เพื่อให้ลุยได้ดียิ่งขึ้น มีการใช้ล้อซี่ลวดหน้า 21 นิ้ว หลัง 17 นิ้วเพื่อให้ขับขี่ผ่านอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น เลือกใช้ยางที่เหมาะกับการใช้ขับขี่ในหลากหลายสภาพพื้นผิวถนน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนมาใช้โช้คที่มีระยะยุบมากขึ้น ทำให้ตัวรถมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากขึ้น ทำให้เหมาะกับการผจญภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณโช้ค KYB หัวกลับด้านหน้าและโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องที่ปรับปรุงมาใหม่ ทางค่ายได้ยังได้มีการปรับปรุงสวิงอาร์มของรถเสียใหม่ โดยเพิ่มความยาวและความแข็งแรง เมื่อบวกกับแชสซีส่วนอื่นที่ทำให้มุมเรคเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตัวรถมีความนิ่งเสถียรมากยิ่งขึ้นเวลาขับขี่ทางฝุ่น นอกจากนี้ยังใส่ใจเรื่องความสมบุกสมบัน ตัวรถจะมีแครชบาร์กันเครื่อง อกล่างอลูมิเนียม และบังโคลนหน้าแบบ 3 ชิ้นสไตล์รถเอ็นดูโร่ไว้ป้องชิ้นส่วนสำคัญจากเศษต่าง ๆ ที่จะมาปะทะได้ มีซับเฟรมท้ายที่แข็งแรงขึ้น มีพักเท้าโลหะแบบกว้าง แฮนด์บาร์ที่กว้างขึ้น ชิลด์หน้าขนาดพอเหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด รวมไปจนถึงฟังก์ชันใหม่อย่างหน้าจอเรือนไมล์ 5 นิ้วแบบสี และช่องจ่ายไฟแบบ USB ปิดท้ายด้วยการมีให้เลือก 3 เฉดสี คือ สีเหลืองตัดด้วยสีเงินด้าน สีน้ำเงินมุกตัดด้วยสีขาวมุก และสีดำเงาตัดด้วยสีดำด้าน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda X-ADV 2023 มาใหม่พร้อมสีพิเศษ หล่อเท่ได้ใจ เผยโฉมกันออกมาแล้วสำหรับ Honda X-ADV 2023 จากทางฝั่งยุโรป แต่เป็นเพียงสีสันและกราฟิกใหม่ในสไตล์บิ๊กโลโก้กับเฉดสีขาว Shasta White ให้ภาพลักษณ์ที่ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยมีการปรับบางชิ้นส่วนของแฟริ่งให้เป็นสีดำ ส่วนสีอื่น ๆ ก็จะยังคงจำหน่ายเหมือนเดิม ทั้งนี้ชิ้นส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเหมือนเดิม ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร โดยขุมพลังก็ยังคงจะเป็นสองสูบเรียงขนาด 745 ซีซี 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบ PGM-FI เคลมกำลังแรงม้ามา 57.8 ตัวที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีดแบบ DCT ขับเคลื่อนด้วยโซ่ ส่วนช่วงล่าง สำหรับระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 296 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ ส่วนขนาดล้อและยางจะเป็น 120/70-R17M/C และ 160/60-R15M/C หน้าและหลังตามลำดับ ส่วนใครที่ได้อยากได้สีใหม่ก็อดใจรอปีหน้าน่าจะมาจำหน่ายในไทยด้วยอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 XTrenta คันแรกในโลกที่มาพร้อมกับปีกที่ท้ายและใต้รถ และนี่คือ Aprilia RSV4 XTrenta จากแผนกฝ่ายวิศวกรรมการแข่งขันและเทคโนโลยีของอาพริเลีย ซูเปอร์ไบค์ตัวพันที่มีสมรรถนะสูงที่สุดและพิเศษที่สุดของทางค่าย โดดเด่นด้วยแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยมจากการมีปีกที่ท้ายและใต้ตัวรถเป็นคันแรกในโลก พร้อมตัวเลขอันน่าทึ่งคือ 230 แรงม้ากับน้ำหนักเพียง 166 กิโลกรัม สำหรับโมเดลนี้กำเนิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีนับตั้งแต่ได้แชมป์โลกแรก โดยจะผลิตขึ้นเพียง 100 คันเท่านั้น นับจากประสบความสำเร็จกับโมเดลพิเศษอย่าง RSV4 X ในปี 2019 และ Tuono X ที่เป็นไฮเปอร์เน็กเก็ดที่ทรงพลังและเบาที่สุดมาแล้ว ทางแผนกเรซซิ่งของทางค่ายยังไม่พอใจกลับมาทุ่มเทความพยายามทำงานกับเครื่องยนต์ V4 อีกครั้ง กลายเป็นมาเป็นโมเดลพิเศษ สำหรับโมเดลนี้ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีการใช้ในรถโปรดักชันมาก่อน โดยเป็นเทคฯ ที่มาจากทาง MotoGP ทั้งในแง่ของวัสดุ อุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดีเทลต่าง ๆ และที่สำคัญสุดเลยคือแอโรไดนามิก ซึ่งยุคหลัง ๆ มานี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญเลยล่ะครับ โดยสังเกตจาก RS-GP ที่เป็นรถแข่งของทางค่ายก็ได้ ตัวรถมีแฟริ่งแบบคาร์บอนจากทาง Pan Compositi โดยใช้วิธีการผลิตแบบเดียวกันกับที่ใช้ในรถแข่ง MotoGP พร้อมกันนี้ยังได้ทำการออกแบบปีกด้านหน้าใหม่ซึ่งการันตีว่าช่วยให้มีโหลดด้านหน้ามากขึ้น และลดแรงฉุดให้น้อยลง อีกทั้งยังมีปีกที่ด้ายรถและยังมีปีกที่ด้านล่างบริเวณสวิงอาร์มแบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง MotoGP ซึ่งเรียกส่วนนี้กันว่าสปูน ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้เซ็ตอัปปีกแบบนี้ทำให้มีโหลดจากแอโรไดนามิกมากขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันยังลดแรงฉุดได้มากถึง 4% สำหรับโมเดลนี้มีพื้นฐานมาจากตัว Factory 2022 ซึ่งมีเครื่องยนต์แบบ 4 สูบวี ที่ให้กำลังแรงม้ามากถึง 230 แรงม้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัด ร่วมกับการใช้ท่อไอเสียที่พัฒนาร่วมกันกับ SC-Project กรองอากาศ Sprint ที่ใช้ในรถแข่งอย่าง MotoGP และ Formula 1 ปลายท่อไอเสียไทเทเนียมแบบเดียวกับที่ใช้ใน MotoGP นั้นก็สามารถเลือกซื้อเป็นอ็อปชันเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้เนื่องจากสมรรถนะที่สูงและตัวรถเน้นการใช้งานในแทร็กแบบเน้น ๆ จึงเลือกใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมันจากทาง Taleo Tecnoracing ตัวรถยังเลือกใช้ชุดควบคุมจาก Magneti Marelli ที่คาลิเบรตมาเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันชุดส่งกำลังก็ใช้สเตอร์ไทเทเนียมจาก PBR มีหน้าจอควบคุมและแสดงผลจาก JetPrime ส่วนพักเท้า ก้านเบรกก้านคลัตช์และฝาถัง CNC มาจากทาง Spider พูดถึงส่วนแชสซีของโมเดลนี้กันบ้างครับ ระบบกันสะเทือนนั้นเป็นของ Ohlins แต่มีการโมดิฟายจากทาง Andreani ร่วมกับวิศวกร MotoGP ของทางค่าย แผงคอบน CNC พิเศษ ระบบเบรกท็อปสุดที่มีขายในท้องตลาดจาก Brembo ด้านหน้าใช้คาลิเปอร์เบรก GP4-MS โมโนบล็อกและจานเบรก T-drive ขนาด 330 ม.ม. ล้อแม็กนีเซียมฟอร์จ Marchesini M7R GENESI พร้อมยางสลิก Pirelli Diablo Superbike ขนาด 120/70 และ 200/65 ตามลำดับ โดยยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SCX โดยน้ำหนักของล้อนั้นเบาลงกว่าเดิมเกือบ ๆ 2 กิโลกรัม ส่วนชุดสีที่ Aprilia RSV4 XTrenta เลือกใช้นั้นคือสีเดียวกับรถแข่งของที่ใช้ในการแข่งขันที่ออสเตรียสื่อถึงความร่วมสมัย และสื่อถึงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่น 125 ซีซี ซึ่งนับเป็นแชมป์โลกสมัยนึงจากทั้งหมด 54 สมัย สุดท้ายนี้เรื่องของราคานั้นจะอยู่ที่ 50,000 ยูโรไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือราว ๆ 1,830,000 บาท โดยจะเปิดให้จองออนไลน์นับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนนี้เป็นต้นไป ที่ factoryworks.aprilia.com นอกจากนี้ยังสุ่มผู้โชคดีที่สั่งจองจะได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแผนก Noale racing พร้อมกับรับรถไปพร้อม ๆ กัน รวมถึงยังได้รับผ้าคลุมและพรมสุดพิเศษอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก