SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

MV Agusta Superveloce 800 Testalarga พิเศษสุดระดับคันเดียวในโลก ล่าสุดค่ายรถสุดสวยจากอิตาลีก็ได้ทำการยั่วน้ำลายสาวกด้วยการเผยโฉมโมเดลใหม่อย่าง MV Agusta Superveloce 800 Testalarga โมเดลคาเฟ่เรเซอร์สุดพิเศษคันเดียวในโลก ค่ายรถอิตาเลียนค่ายนี้กำลังทำงานอย่างหนักอยู่หลังจากเปิดตัวโมเดลใหม่ไปและยอดขายล้นทะลักถึง 4 เท่าตัวจาก 5,000 คัน เป็น 20,000 คันต่อคัน ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่ที่ว่าคือ Lucky Explorer 5.5 และ 9.5 สองพี่น้องแอดเวนเจอร์ และตามมาด้วยเรือธง F4 ของทางค่าย ทว่าค่ายก็ยังคงเปิดตัวโมเดลพิเศษสุด ๆ โดยมีพื้นฐานมาจากซูเปอร์เวโลเช่อีก 1 โมเดลซะอย่างนั้น โมเดลนี้จะเป็ยโมเดลยูนีคหรือคือมีเพียงคันเดียวไม่มีซ้ำ ที่ดำเนินทางเดียวกันกับโมเดลพิเศษก่อนหน้านี้อย่าง Alpine ที่ทำร่วมกันกับแบรนด์ที่เป็นเจ้าของสปอร์ตคาร์อย่าง Renault และ Ago ที่ได้แรงบันดาลใจจากนักแข่งระดับตำนานจากสนามแข่งระดับโลก Giacomo Agostini แต่สำหรับโมเดลนี้จะได้แรงบันดาลใจมาจากตัวแข่งเมื่อปี 1973 ที่มีจุดเด่นจากการมีฝาสูบแบบโอเวอร์ไซส์ตรงกับภาษาอิตาลีที่เป็นชื่อโมเดลนั่นเอง ตัวรถจะเลือกใช้สีแดงและสีเงินแต้มด้วยเพลตหมายเลขสีเหลืองที่แฟริ่งด้านข้าง บวกกับเพลตพิเศษบ่งบอกความจำกัดจำนวนคันเพียงคันเดียวเท่านั้นที่แผงคอ นอกจากนี้ยังมีการปรับโปรไฟล์หรือทรงของจมูกรถด้านหน้าและชิลด์บังลมใหม่ และยังมีปรับปรุงอีกจำนวนนึงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ 3 สูบ 798 ซีซี 147 แรงม้าอีกด้วย อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดแบบเต็ม ๆ ของโมเดล ต้องรอเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกทีครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
Rossi รับรางวัล Laureus Sporting Icon 2022 อีกแล้วรางวัล Laureus World Sports Awards เพิ่งจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในปี 2022 อย่างเป็นทางการเมื่อเร็ว ๆ นี้ และก็มี Valentino Rossi รับรางวัล Laureus Sporting Icon 2022 พร้อมถ้วยไปประดับวางบนชั้นอีก 1 ใบ ด้วยความจริงที่ว่า เพราะเขาคือตำนานผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ยังมีชีวิต และเป็นที่รู้จักไปทั่วแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องการแข่งขันก็ยังรู้จัก รางวัลในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 กับทางนี้ สำหรับทางพ่อหมอแล้ว โดยเขาถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลนี้มากถึง 9 ครั้งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยครั้งล่าสุดที่ได้รางวัลนี้ย้อนไปไกลถึงปี 2011 และครั้งแรกเมื่อปี 2006 ในฐานระบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจในวงการกีฬา แม้ว่าเขาจะรีไทร์จากการแข่งขัน MotoGP เมื่อปลายปี 2021 แต่สำหรับแฟน ๆ แล้ว พ่อหมอยังคงเป็นคนในดวงใจเสมอ และไม่เพียงเท่านั้นเขายังคงไปแข่งกีฬาประเภทอื่นแทนนั่นก็คือการไปขับรถแข่งนั่นเอง เรียกได้ว่าการแข่งขันรถคือส่วนนึงของเขาไปแล้ว และความรักของเขาที่มีต่อการแข่งขันนั้นเป็นอะไรที่มากกว่าความสุขที่พร้อมจะแชร์ไปยังแฟน ๆ ของเขาทั่วโลก สถิติตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเขานั้นหาใครเปรียบไม่ได้ รอสซี่นั้นคว้าแชมป์โลกได้มากถึง 9 สมัย ชนะการแข่งขันทั้งหมด 115 ครั้ง 235 โพเดี้ยมตลอดช่วงชีวิตการแข่งขันของเขา และจนถึงวันนี้ยังไม่มีนักแข่งคนใดที่สามารถเป็นแชมป์โลกได้ทั้งในรุ่น 125 ซีซี 250 ซีซี 500 ซีซี และ MotoGP ได้เลย (และสถิตินี้ก็ไม่น่าจะมีใครทำลายได้ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากการแข่งขันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอีกด้วย) พ่อหมอออกโรงกล่าวรับรางวัลไว้ว่า “ความจริงก็คือว่ารางวัลนี้มอบโดยตำนานแห่งวงการกีฬาทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ปี 2006 ผมอยู่ที่บาร์เซโลนาที่พิธีมอบรางวัล ผมได้พบกับไอดอลในใจผมหลายต่อหลายคน ดังนั้นมันจึงยอดเยี่ยมมาก ๆ ผมเคยได้รางวัลนี้ไปสองรางวัลแล้ว ดังนั้นผมก็ต้องขอบคุณทุกคนสำหรับรางวัลนี้ด้วย นี่มันยอดเยี่ยมมาก ๆ ผมโชคดีเพราะผมเคยประสบความสำเร็จมากมายในช่วงชีวิตการแข่งขันของผม แน่นอนว่าชัยชนะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้คนมากมายรู้จักการแข่งขัน MotoGP และเริ่มที่จะขี่รถมอเตอร์ไซค์เพราะผม นี่คือกีฬาที่ผมรักและผมภูมิใจกับรางวัลนี้มาก ๆ ครับ” แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ คิดว่าไง ถ้าไม่ใช่รอสซี่จะมีใครเหมาะกับรางวัลนี้บ้างครับ? อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha XSR125 Legacy 2022 เก๋ายิ่งกว่าเดิม ด้วยสีใหม่และล้อซี่ และนี่คือโมเดลใหม่ล่าสุดจากตระกูลสปอร์ตเฮริเทจของทางค่ายยามาฮ่า Yamaha XSR125 Legacy 2022 ที่เปิดตัวกันจากทางฝากฝั่งตะวันตก (บ้านเราจะเป็น XSR155) ก็ถือว่าเป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์น้องเล็กคันใหม่จากทางค่ายส้อมเสียง โดยโมเดลนี้จะดูดีพรีเมียมในแบบคลาสสิคเพิ่มมากขึ้นจากเฉดสีดำทอง ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมขอบสีทองและยางแบบกึ่งทางดำทางฝุ่น ให้ความงดงาม และยังมีบังท่อไอเสียใหม่แบบ 2 ชิ้นประกอบเข้าด้วยกันเพิ่มความเนี้ยบมากยิ่งขึ้น ตัวขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 14.8 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดหรือทอร์คที่ 11.5 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ โดยจะวางบนเฟรมแบบเดลต้าบ็อกซ์ที่เราได้เห็นกันในโมเดล MT นั่นเอง มาต่อในส่วนของช่วงล่างกันบ้าง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะมีโช้คหน้าหัวกลับขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ขณะที่ระบบเบรกจะดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมขอบสีทองและยางแบบกึ่งทางดำทางฝุ่น Metzeler Karoo Street รายละเอียดเด่นอื่น ๆ ก็จะเป็นไฟหน้าและไฟท้าย LED ให้ความสว่างคมชัดเพิ่มทัศนวิสัยได้เป็นอย่างดี บังโคลนท้ายสีเดียวกับตัวรถดูกลมกลืนเนียนตา เรือนไมล์ LCD ทรงกลมเข้ากันกับสไตล์ของตัวรถ ก็ถือว่าเป็นโมเดลใหม่ที่สวยงามลงตัวมากครับ ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าบ้านเราจะนำมาใช้กับ XSR155 ด้วยหรือไม่ครับ ถ้ามาก็จะดีมาก ๆ เลย เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับแฟน ๆ ที่ชอบรถในสไตล์คลาสสิคมากขึ้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450 SR สปอร์ตตัวแรงคันใหม่จากค่ายมังกรฟ้าเผยโฉมแล้ว CFMoto 450 SR สปอร์ตไบค์โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายมังกรฟ้าเปิดตัวแล้วที่ประเทศจีน โดยเคลมมาว่ามีกำลังมากถึง 50 แรงม้าและมีท็อปสปีดสูงกว่า 190 กม./ชม. สำหรับโมเดลนี้หากใครติดตามข่าวมาโดยตลอดจะเห็นได้ว่าเจ้าคันนี้มีดีไซน์เหมือนกับ SR-C21 ที่เป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ในงาน EICMA เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแบรนด์นี้เองก็เป็นแบรนด์จากจีนที่พยายามจะรุกตลาดยุโรปและก็มีดีไซน์และสเปกที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปล่อยโมเดลสไตล์เฮริเทจอย่าง 700CL-X และแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่าง 800MT ไปให้สาวกชาวไทยน้ำลายหกรอลุ้นให้เข้าไทยกันไปไม่เท่าไหร่ ล่าสุดก็มาหันมาดันโมเดลฝั่งสปอร์ตไบค์กันบ้างแล้ว ในส่วนของดีไซน์นั้นถือว่าทำออกมาได้ดูดุดันเฉียบคมมากจริง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของด้านหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์แบบ LED กระจกมองหลังแบบมีไฟเลี้ยวในตัว นอกจากนี้ยังมีวิงเล็ตยื่นออกมาด้านข้างไฟหน้าอีกด้วย ขณะที่ไฟท้ายเองก็มีดีไซน์โดดเด่นเช่นเดียวกัน ตัวแฟริ่งเองก็มีลูกเล่นลวดลายแบบคาร์บอนไฟเบอร์ดูเท่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยแฟริ่งที่ออกแบบมาเนี่ยทางค่ายเคลมมาว่าทั้งจำลอง ทั้งทดลองจริงในอุโมงค์ลมหลายครั้ง กระทั่ง ถัดเข้ามาด้านในตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สีแบบ TFT แบบตามสมัยนิยมอีกด้วย ถือว่าได้กลิ่นอายแบบรถยุโรปเลยทีเดียว สำหรับขุมพลังสำหรับโมเดลนี้จะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 449 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมมาว่าแรงถึง 50 แรงม้า 39 นิวตันเมตรและทำท็อปสปีดได้มากกว่า 190 กม./ชม. ในขณะที่น้ำหนักตัวรถนั้นกลับเบาเพียง 168 กก. ซึ่งถือว่ามีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีมาก ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาดูกันจริง ๆ อีกที เพราะถ้าได้เท่านี้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษล่ะก็ถือว่าค่ายอื่นมีหนาว ๆ ร้อน ๆ กันเลยทีเดียว ช่วงล่างก็เป็นอีกจุดนึงที่ถือว่าโดดเด่นไม่น้อยเลยทีเดียว โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ ขณะที่โช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกแม้ว่าจะไม่ได้ดิสก์หน้าคู่ แต่ก็มีคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์จาก Brembo มาเลยทีเดียว ถือว่าเป็นจุดเด่นมาก ๆ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนเนลอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่น่าสนใจมากคันนึงเลยทีเดียว แต่ทว่าจะมาขายไทยหรือเปล่านั้น คงต้องลุ้นกันเยอะหน่อยละมั้งครับผมว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Hawk11 กับ 10 เรื่องที่คุณต้องรู้ ก่อนกำเงินรอ Honda Hawk11 กับ 10 เรื่องที่คุณต้องรู้ ก่อนกำเงินรอนั้น เราได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจมาทั้งหมด 10 เรื่องเกี่ยวกับเจ้าเหยี่ยวหมายเลข 11 โมเดลสไตล์คาเฟ่เรเซอร์คันล่าสุดจากค่ายปีกนกคันนี้ โมเดลนี้คือคาเฟ่เรเซอร์แบบตั้งใจทำขึ้นมาให้เป็นโมเดลใหม่เลย ไม่ใช่แค่การหยิบโมเดลเน็กเก็ตอย่าง CB1000R หรือ CB1100 มาใส่โม่งเฉย ๆ เท่านั้น ยังมีการปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ส่วนให้เหมาะกับสไตล์และการขับขี่ของรถอีกด้วย เช่น แฮนด์แบบจับโช้ค กระจกทรงกลม เรือนไมล์ทรงกลม เป็นต้น และแม้ว่าจะมีพื้นฐานหลาย ๆ อย่างคล้ายกับโมเดลอื่นก็ตาม แต่นั่นเป็นเรื่องปกติของค่ายรถอยู่แล้ว เพื่อที่จะไม่สิ้นเปลืองในเรื่องค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโมเดลใหม่ ๆ ขุมพลังของโมเดลนี้คือเครื่อง 2 สูบขนาด 1,082 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งหลายคนน่าจะสังเกตได้ว่าเครื่องนี้คือเครื่องเดียวกันกับ Africa Twin 1100 และ NT1100 แต่ไม่ใช่ยกมาใส่ดื้อ ๆ ตัวเครื่องนั้นมีการปรับปรุงระบบไอดีและไอเสียให้โมเดลนี้โดยเฉพาะ โดยปรับให้สามารถขับขี่ได้ดีทั้งในแบบสปอร์ตที่เน้นความเร้าใจและแบบนุ่ม ๆ สบาย ๆ เวลาอย่างท่องเที่ยวออกทริปกับเพื่อนฝูงชาวคณะ และไม่มีโมเดล DCT แต่อย่างใด เครื่องยนต์มีกำลังสูงสุด 102 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ตัวเลขสมรรถนะอาจจะดูไม่เยอะดังรถสปอร์ตไซส์ใหญ่ ๆ สมัยนี้ ดังนั้นขอให้รับรู้ว่าคันนี้เน้นขี่หล่อมากกว่าจะซิ่ง แต่ก็สามารถขับในแบบสไตล์สปอร์ตได้ไม่เคอะเขิน ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า จึงมีโหมดการขับขี่ให้เลือก โดยจะมีให้เลือก 4 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ซึ่งแน่นอนว่าโหมดสุดท้ายสามารถปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้เอง ช่วงล่างนั้นใช้โช้คหน้าหัวกลับแบบ SFF-BP จาก Showa ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มแบบโปรลิงก์ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ และดิสก์หลังเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว ระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดในโมเดลนี้เป็น LED เต็มระบบ เรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถในยุคนี้แล้วก็ว่าได้ กระจกมองหลังนั้นไม่ได้ยึดติดกับแฟริ่งหรือโม่งด้านหน้า แต่อยู่ด้านในบริเวณจุดยึดโม่งหน้าแทน ดังนั้นหากว่าจะนำไปซิ่งในสนามในวันแทร็กเดย์ ก็สามารถถอดกระจกออก แล้วซิ่งในสนามแบบหล่อ ๆ เนียน ๆ ได้เลย ไม่ต้องใช้ที่อุดกระจกอีกต่อไป ตัวรถมีระบบช่วยเหลือในเรื่องของความปลอดภัย อาทิ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS และระบบ ESS หรือระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉิน ซึ่งระบบต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เริ่มจะเป็นมาตรฐานอีกอย่างนึงของทางฮอนด้าบิ๊กไบค์แล้ว โดยมีในเกือบแทบจะทุกโมเดลใหม่ของทางค่ายแล้ว โมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือ สีน้ำเงิน และสีกราไฟต์ จากแหล่งข่าวของทางฮอนด้าประเทศญี่ปุ่นระบุไว้ว่าจะผลิตขึ้นเพียง 1200 คัน และจำหน่ายในราคา 1,397,000 เยน หรือราว ๆ 373,467 บาท ซึ่งโมเดลนี้จะเป็นโมเดลจากทางฝั่งญี่ปุ่น ยังไม่มีการเปิดตัวในฝากยุโรป ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า ถ้ามาจำหน่ายในไทยจะราคาประมาณสี่แสนกว่าบาท แต่ก็เป็นไปได้ว่าบ้านเราอาจจะไม่ได้ลุ้นเลยก็เป็นได้ แต่บอกตรง ๆ ช่วงนี้เดาใจฮอนด้ายากจริง ๆ ครับ สุดท้ายนี้สำหรับคนที่เห็นหน้าตาแล้วถูกใจและอยากจะกำตังรอ ก็ขอให้เพื่อใจเอาไว้บ้างนะครับว่าอาจจะมาหรือไม่มาจำหน่ายในไทยก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Night Course กับ 6 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องมาเรียน สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอน Honda Night Course ให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และฝึกทักษะขับขี่ปลอดภัยได้มากที่สุดและ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาเรียนแต่ไม่มีเวลาในช่วงกลางวัน สามารถมาเข้ารับการฝึกในช่วงภาคค่ำแทนได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง เพิ่มความสะดวกให้กับคนรุ่นใหม่ทั้งกลุ่มพนักงานบริษัท นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป 1.กลางวันไม่ว่างไม่ใช่ปัญหา เพราะคอร์สนี้จัดในช่วงเย็นยันค่ำ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศหรือคนทำงานทั่วไป ซึ่งอยากที่จะเสริมทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์และทักษะการขับขี่ปลอดภัย ซึ่งคอร์สเรียนนี้ออกมาได้ตอบโจทย์เรื่องเวลามาก ๆ แถมใคร ๆ ก็เรียนได้ ขอแค่มีพื้นฐานเคยขี่รถมีคลัตช์มาบ้าง โดยคอร์สนี้จริง ๆ แล้วจะเปิดให้บุคคลทั่วไป หรือจะเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือผู้ที่อยากขับขี่รถบิ๊กไบค์ และเนื่องจาก 2.ปลอดภัยไร้กังวล สถานที่เรียนไนท์คอร์สนั้นคือที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า Honda Safety Riding Park Bangkok เป็นสถานที่ ๆ ปลอดภัยมีการติดตั้งไฟสป็อตไลท์เพิ่มแสงสว่างในการมองเห็นเพียงพอในการฝึกสอน ทั้งยังมีการออกแบบสนามให้ใช้ความเร็วได้ไม่มาก เพราะงั้นจึงไม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงแน่นอน สำหรับในส่วนสำคัญเลย ที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ป้องกันขับขี่ให้ยืมครบทุกส่วนในช่วงเวลาของการฝึกขับขี่ Night Course 3.อากาศดีไม่ร้อน แน่นอนว่าคอร์สนี้ก็ตามชื่อเลยครับ การขับขี่จะเริ่มกันในช่วงเย็นไปจนถึงหัวค่ำดังนั้นจึงไม่มีแดดจัด ๆ มาทำให้ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อยอีกด้วย เรียกว่าชิลล์ ๆ กันเลย 4.สถานีฝึกหลากหลาย เช่น สลาลม ทางโค้ง ทางตรง ร่วมไปถึงในส่วนของสถานี Dirt ซึ่งเหมาะไว้สำหรับ สายวิบาก รถเอ็นดูโร่ รถโมโตครอสนั่นเองครับ 5.ไม่ต้องกลัวรถที่เรารักพังหรือเสียหาย เพราะที่นี่มีรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าให้เรียนเสริมทักษะการขับขี่แบบครบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ 110 ซีซี ขึ้นไป มีครบทุกประเภท ทั้งรถเกียร์ รถออโตเมติก รถโมโตครอส กระทั่งรถบิ๊กไบค์ เรียกได้ว่าไม่ต้องเอารถตัวเองมาให้เสี่ยงเลย 6.เรียนกับครูฝึกผู้ชำนาญการ ครูฝึกจากฮอนด้าอธิบายการสอนในการขับขี่ได้อย่างดี เข้าใจง่าย ฝึกสอนแบบตัวต่อตัว เป็นกันเอง และสามารถให้คำแนะนำในการขับขี่กับเราได้อย่างดี และในครั้งนี้ คอร์สขับขี่ปลอดภัยที่เรามาเรียนเป็นแบบ Pre BigBike หรือ การเริ่มต้นขับขี่รถบิ๊กไบค์ อย่างถูกต้อง โดยบทเรียนที่จะเจอในคอร์สนี้จะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะพัฒนาขึ้นมาขี่รถบิ๊กไบค์ โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ผู้มาเรียนกลับไปขี่รถบิ๊กไบค์ของตัวเองได้ดีและถูกต้องมากกว่าเดิม โดยทักษะการเรียนการสอนถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ โดยเริ่มจาก ส่วนที่ 1 ภาคทฤษฎี ซึ่งจะเป็นการอธิบาย และท่าทางการขับขี่ การใช้สายตา ต้องมองให้ไกล ให้มากพอที่จะมีระยะในการเบรกเพื่อเข้าโค้ง ท่านั่งขับขี่ หัวไหล่ต้องผ่อนคลาย ให้หัวไหล่ขนานกับแฮนด์ ต้องให้เป็นส่วนเดียวกับรถ ท่อนแขนต้องงอ เวลารถเร่งออกตัวไปข้างหน้าข้อศอกต้องรับน้ำหนัก ไม่หนีบหรือแนบลำตัว ให้กางออกเล็กน้อย เวลาเบรกแขนต้องตึงเพื่อให้ตัวรถมั่นคงเวลาเบรก มือกำแฮนด์ จับให้กระชับ เฉียงข้อมือออกมาเล็กน้อย 4 นิ้วไว้ที่เบรก ส่วนลำตัว นั่งให้กระชับกับตัวรถมากที่สุด เพื่อให้ควบคุมตัวรถได้ง่าย หัวเข่า ให้ชิดชี้ตรงไปข้างหน้ามากที่สุด ไม่กางออกจากตัวรถ ส่วนการวางเท้า ต้องวางเท้าแล้วสามารถยืนขี่ได้ อยู่ในจุดที่มั่นคง ไม่สอดลงใต้เกียร์หรือใต้เบรก ส่วนที่ 2 ภาคปฏิบัติ เริ่มจากการวอร์มร่างกายก่อนขับขี่ วอร์มยาง และทำความรู้จักรถ เรียนรู้ผ่านการขับขี่ในสเตจต่าง ๆ เช่น สลาลม การเข้าโค้งแบบซิกแซก เข้าโค้งในทางแคบ เข้าโค้งในโค้งทางกว้าง การใช้คลัตช์และคันเร่ง ในการคอนโทรลตัวรถในการเข้าโค้งเพื่อไม่ให้รถดับเวลาเข้าโค้ง การใช้เบรก การเบรกในระยะที่กำหนด หรือการกำหนดจุดเบรก และการเบรกกะทันหัน การให้สัญญาณมือ ในการตั้งแถวคู่ เดี่ยว และการจอดรถ หลังจากที่ได้ฝึกขับขี่ปลอดภัยจากทางฮอนด้า รู้สึกว่าทำให้เรามองขับขี่ได้มากขึ้นมองไกลขึ้นควบคุมตัวรถได้ดี และเข้าโค้งได้มั่นใจกว่าเดิม สำหรับ “Night Course” คือ หลักสูตรการฝึกขับขี่ปลอดภัยที่เปิดการฝึกสอนในภาคค่ำ ตั้งแต่เวลา 17:30 น. ถึงเวลา 20:30 น. ทุกวันพุธถึงวันเสาร์ โดยคอร์สการฝึกสอนประกอบด้วย วันพุธ-วันพฤหัสบดี คอร์ส Pre Riding/Pre Clutch วันศุกร์ คอร์ส Pre Big Bike วันเสาร์ คอร์ส Riding Clinic นอกจากนี้ ในทุกวันศุกร์และวันเสาร์สุดท้ายของเดือน จะเป็นคอร์สจิมคานาที่จะเพิ่มความท้าทายให้กับผู้ขับขี่รถได้เข้ามาร่วมแข่งขันทักษะการขับขี่พร้อมชิงถ้วยรางวัล โดยทางฮอนด้าจะเริ่มเปิดให้บริการที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าเซฟตี้่ไรดิ้งปาร์ค กรุงเทพ ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Honda Call Center : โทร.02-725-4000 เว็บไซต์

V-Strom SX แอดเวนเจอร์หัวใจสปอร์ตไซส์เล็กจาก Suzuki เปิดตัวแล้วที่อินเดีย ล่าสุดแบบสด ๆ ร้อน ๆ ซูซูกิ อินเดียก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลที่ทางค่ายเรียกว่าสปอร์ตแอดเวนเจอร์อย่าง Suzuki V-Strom SX ซึ่งมีพื้นฐานเครื่องยนต์มาจากเจ้า Gixxer 250 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียวแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งโมเดลนี้นิยมมากในอินเดีย โดยคันนี้จะมีจุดแตกต่างกับวีสตรอม 250 ที่เป็นเครื่องสองสูบตรงที่ตัวรถมีความเพรียวและเบากว่ามาก โดยตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 167 กก.เท่านั้น เครื่องยนต์ 249 ซีซีเครื่องนี้ มีการเคลมแรงม้ามาที่ 26.5 แรงม้าที่ 9,300 รอบ และแรงบิดมาที่ 22.2 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ และขนาดล้อจะมีขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ซึ่งถือว่าออกมาในเชิงกึ่ง ๆ แอดเวนเจอร์ซะมากกว่า นอกจากเรื่องข้างต้นแล้วซูซูกิยังนำระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันเครื่องหรือออยล์คูลลิ่งอย่าง “ซูซูกิออยล์คูลลิ่งซิสเต็ม (SOCS) มาใส่ให้โมเดลนี้อีกด้วย สำหรับในส่วนของการออกแบบดีไซน์นั้นตัวรถยังให้ความรู้สึกย้อนยุคอยู่เล็กน้อย โดยจะมาในเส้นสายเป็นเหลี่ยมมุมแบบรถในปี 80 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก DR-Z แบบเดียวกับรุ่นพี่ใหญ่อย่าง 1050 มีไฟหน้า LED อยู่ในโคมแบบแปดเหลี่ยมคล้าย ๆ กับ Gixxer 250 และไฟท้าย LED ในเรื่องของช่วงล่างก็จะแตกต่างจาก 250 ตรงที่เปลี่ยนเป็นล้อมีขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับอย่างที่กล่าวไปแล้ว และล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมดีไซน์คล้ายกับ Gixxer 250 ส่วนระบบเบรกจะดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรกแบบ ABS แบบ 2 ชาแนล ขณะที่ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ส่วนโช้คหลังจะเป็นแบบโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ขณะที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็พอมีพอใช้ ไม่ได้ใส่มามากนัก โดยจะมีระบบอีซี่สตาร์ทที่กดครั้งเดียวไม่ต้องกดค้างเหมือนรถจากค่ายอื่น ๆ ยังมีระบบ Suzuki Ride Connect ซึ่งจะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ช่วยให้สามารถรับสายโทรเข้ามาได้ ใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่ด้านซ้ายของเรือนไมล์เพื่อให้สามารถชาร์จไฟอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สะดวกอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉม Interceptor และ Continental GT รุ่นลิมิเต็ด เฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี Royal Enfield ล่าสุดรอยัล เอ็นฟีลด์ เปิดตัวรถจักรยานยนต์ Interceptor 650 และ Continental GT 650 รุ่นลิมิเต็ด เฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี ของแบรนด์ และทุกความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น มีจำหน่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงรุ่นละ 60 คันเท่านั้น มีจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย 60 คัน, ประเทศญี่ปุ่น 24 คัน, ประเทศเกาหลี 16 คัน และประเทศฟิลิปปินส์ 10 คัน ส่วนในประเทศไทยจะมีเฉพาะรุ่น Interceptor 650 จำหน่าย จำนวน 10 คัน ราคาคันละ 290,000 บาท เนื่องจากเป็นโอกาสพิเศษ รอยัล เอ็นฟีลด์จึงมอบหมายให้ทีมในสหราชอาณาจักร และประเทศอินเดียเป็นผู้ออกแบบตัวรถจักรยานยนต์ รวมถึงทำชิ้นส่วนบางชิ้นขึ้นด้วยมือทั้งหมด รอยัล เอ็นฟีลด์พัฒนาสีดำโครเมียมอันโดดเด่นของถังน้ำมันขึ้นเอง ด้วยเทคโนโลยีชุบโครเมียมชั้นนำในอุตสาหกรรมของแบรนด์ ที่โรงงานผลิตดั้งเดิม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1950 ในธีรุโวตติยุร (Thiruvottiyur), เมืองเจนไน (Chennai) ประเทศอินเดีย รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ถูกชุบแบบไตรวาเลนท์ (trivalent) ในกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เพื่อความเข้ากันกับถังน้ำมันสีดำโครเมียม ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ Interceptor 650 และ Continental GT 650 มาพร้อมชิ้นส่วนโทนสีดำทั้งหมด เช่น เครื่องยนต์และท่อไอเสีย ส่วนอุปกรณ์เสริมของแท้ก็เป็นสีดำทั้งหมดเหมือนกัน เช่น ฟลายสกรีน อุปกรณ์ป้องกันเครื่องยนต์ อุปกรณ์ป้องกันส้นเท้า กระจกมองหลัง และกระจกปลายแฮนด์ รอยัล เอ็นฟีลด์ฉลองครบรอบ 120 ปี อย่างภาคภูมิใจใน DNA ของแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการผลิตรถจักรยานยนต์ทำมือ ด้วยสัญลักษณ์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ด้านข้างถังน้ำมันที่ช่างทำขึ้นด้วยมือทั้งหมดจากทองเหลือง สัญลักษณ์ที่ดูวิจิตรนี้ทำขึ้นร่วมกับตระกูลเซอร์ปี เซนธิล (Sirpi Senthil) ซึ่งเป็นช่างฝีมือหลากหลายชั่วอายุคนจากเมืองวัด กุมภโกนัม (Kumbakonam), รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ที่เชี่ยวชาญในการทำหุ่นจำลองทองเหลืองที่สง่างามให้กับวัดต่าง ๆ ที่ผู้คนเคารพ และนับถือมากที่สุดในประเทศอินเดียมานานหลายศตวรรษ โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ช่างฝีมือเหล่านี้ร่วมมือกับแบรนด์ยานยนต์ นอกจากมีสัญลักษณ์ด้านข้างถังน้ำมันที่ทำขึ้นด้วยมือทั้งหมดจากทองเหลืองแล้ว รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ก็มีลวดลายที่วาดด้วยมือตกแต่งบนตัวรถ เป็นการระลึกถึงตำนานการผลิตรถจักรยานยนต์ทำมือของแบรนด์ สุดท้ายเพื่อให้รถจักรยานยนต์แต่ละคันมีความพิเศษยิ่งขึ้น สัญลักษณ์ด้านบนของถังน้ำมันจะมีเลขเฉพาะประจำคันอยู่ โดยไล่ตั้งแต่เลข 1 ถึง 60 เป็นแบบนี้เหมือนกันใน 4 ภูมิภาคทั่วโลกที่มีจำหน่าย (ภูมิภาคละ 120 คัน) และตัวรถก็ยังมีลวดลายดีคอล (decal) ประดับอยู่บนด้านข้างอีกด้วย เผยโฉม Interceptor และ Continental GT รุ่นลิมิเต็ด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GS ราชาแอดเวนเจอร์ จาก BMW เตรียมส่งโมเดลใหม่ใหญ่ยิ่งขึ้น? GS ราชาแอดเวนเจอร์ จาก BMW กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากที่มีการหลุดมาของข้อมูลบนเว็บไซต์สำหรับบำรุงดูแลรักษารถของทาง BMW เอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีภาพหลุดจากทางค่ายว่ากำลังพัฒนาโมเดลใหม่อยู่อีกด้วย สังเกตได้จากภาพสปายช็อตที่ทาง MCN นำมาเผยแพร่ ซึ่งมีโมเดลใหม่ทดสอบที่ศูนย์ทดสอบออฟโร้ดของทางค่าย ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับการแก้ไข โดยก่อนหน้าที่จะได้รับการแก้ไขนั้นทางเว็บไซต์ได้มีดร็อปดาวน์เมนูให้เลือกจองบริการโมเดลใหม่ ได้แก่ R1300 GS R1400GS และ M1300GS ซึ่งก็พอจะเดาได้ว่าโมเดลใหม่ที่อาจจะมาถึงในไม่ช้านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะโมเดลอย่าง M1300GS ที่คาดว่าจะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ท่อแต่งและของแต่งอื่น ๆ และอาจจะเป็นไปได้ว่าจะออกมาเป็นโมเดลพิเศษที่เน้นขี่ถนนทางดำด้วยการใส่ล้อขนาด 17 นิ้วก็เป็นไปได้ ส่วน R1300GS และ R1400GS ก็คาดว่าจะเป็นสเต็ปต่อไปของโมเดลใหม่ในตระกูลแอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่ของทางค่าย และเป็นไปได้ว่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกใหม่ แม้ว่าตอนนี้เครื่องยนต์จะระบายความร้อนด้วยน้ำแล้วก็จริง แต่ส่วนของกระบอกสูบนั้นยังใช้ลมระบายความร้อนเป็นหลัก ดังนั้นโมเดลใหม่อาจจะใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบเลยก็เป็นได้ โดยอาจจะเพิ่มเสื้อน้ำมาให้บริเวณลูกสูบเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้นและยังช่วยลดเสียงและมลพิษ เพื่อรองรับมาตรฐานไอเสียใหม่ในอนาคตอย่าง Euro5B ที่เข้มงวดขึ้นมากและอาจจะบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ ขณะที่ R1400GS อาจจะเป็นโมเดลใหม่ที่มาแทนที่รุ่น Adventure หรือ GSA ก็เป็นไปได้ ซึ่งโมเดลนี้จะเหมาะกับสายลุยสายเดินทางแบบฮาร์ดคอร์ ซึ่งตัวรถน่าจะแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามสำหรับโมเดลใหม่นี้คงไม่น่าจะเปิดตัวภายในปีนี้อย่างแน่นอน อาจจะเป็นโมเดลปี 2023 แทน สาวกคงต้องกันนานหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot เตรียมส่งแอดเวนเจอร์สกูตเตอร์ มาต่อกร ADV350 Peugeot เตรียมส่งแอดเวนเจอร์สกูตเตอร์ มาต่อกร ADV350 หลังได้เผยรายละเอียดเกี่ยวกับโมเดลใหม่ของตัวเอง ซึ่งจะเป็นโมเดลที่มาแข่งกับ Honda ADV350 ที่เป็นผู้นำในคลาสนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนตอนนี้น่าจะรู้จัก Honda ADV350 ที่เป็นสกูตเตอร์สไตล์ SUV Bike ที่เหมาะกับการใช้งานเมืองและยังออกไปลุยทางฝุ่นหรือทางลำบากได้ในระดับนึง แน่นอนว่ามีเซ็กเมนต์ใหม่มาแบบนี้คู่แข่งก็ต้องคิดหาส่วนแบ่งกันบ้าง แต่แทนที่ค่ายรถญี่ปุ่นด้วยกันจะเปิดฉากรุกก่อน กลับกลายเป็นว่าค่ายรถจากฝั่งยุโรปอย่างเปอโยต์ที่มีถิ่นฐานจากฝรั่งเศสเริ่มโต้กลับก่อนซะอย่างนั้น เปอโยต์นั้นอยู่ในตลาดสกูตเตอร์มานานมากแล้ว และยังแตกยอดไปยังการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เมื่อไม่กี่ปีมานี้อีกด้วย นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วทางแบรนด์เองก็ได้ประกาศแผนเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ แต่ทว่าเจ้าแอดเวนเจอร์สกูตเตอร์คันนี้ดูไม่ได้ตรงกับรุ่นที่ประกาศออกมา ภาพที่คุณเห็นนี้มีทาง La Moto Argentina รายงานออกมา จากภาพจะเห็นได้ว่าตัวรถมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นค่อนข้างสูง และล้อเองก็เป็นล้อซี่ลวด อย่างไรก็ตามทรงของท่อเองกลับดูขัดตากับรถสไตล์ลุย ๆ อย่างมาก ทาง La Moto Argentina รายงานว่า เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจะใช้ของ Metropolis 400i ที่เป็นรถสามล้อ ดังนั้นสมรรถนะจะใกล้เคียงกัน โดยจะอยู่ที่ 35.6 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดที่ 38.1 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ โดยเจ้าเครื่องที่ว่านี้ก็คือเครื่อง “PowerMotion 400” สูบเดียวที่ติดอยู่กับสวิงอาร์ม สกูตเตอร์คันนี้จะมาพร้อมโช้คหัวกลับ ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลอีกด้วย ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ นั้นยังไม่มีข้อมูล แต่โมเดลนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา สิ่งเดียวที่ชัดเจนในตอนนี้คือจะออกมาเป็นคู่แข่งของ ADV350 อย่างแน่นอน งานนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่จะเข้ามาไทยด้วยหรือไม่นั้นคงต้องรอลุ้นยาว ๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TY-E 2.0 ไทรอัลไบค์ไฟฟ้าจาก Yamaha พร้อมสู้ศึกชิงแชมป์ ไม่นานมานี้ Yamaha ก็ได้ทำการเปิดตัว TY-E 2.0 ไทรอัลไบค์ไฟฟ้า รถโปรโตไทป์กำลังพัฒนาคันล่าสุดของทางค่าย เพื่อที่จะมารองรับนโยบายคาร์บอนเป็นศูนย์จากทางยุโรป ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามที่จะทำให้มอเตอร์ไซค์นั้นยังคงสนุกและตื่นเต้นเหมือนเดิม โดยเจ้ารถคันนี้จะเป็นส่วนนึงในการแข่งขัน FIM Trial World Championship ในปี 2022 นี้อีกด้วย เมื่อปีที่แล้วทางยามาฮ่าได้กำหนดแผนการเอาไว้ว่าจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ และเจ้าไทรอัลไบค์ไฟฟ้าคันนี้เองก็เป็นส่วนนึงของแผนการนี้ และตั้งใจจะให้ได้รถที่ให้ความสนุกมากขึ้นกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน โดยจะดึงเอาคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดหรือทอร์คที่สูงตั้งแต่รอบต่ำ ๆ และให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม สำหรับโมเดลนี้จะเป็นโมเดลที่มีพื้นฐานมาจากรุ่นก่อนหน้าในชื่อเดียวกัน ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 และมีเฟรมใหม่เป็นเฟรมแบบโมโนค็อกทำจากวัสดุคอมโพสิทลามิเนตที่เด่นเรื่องน้ำหนักเบาและให้ความยืดหยุ่น แต่ก็มีความแข็งแรง โดยเฟรมใหม่นี้จะเป็นที่รองรับชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงมากขึ้นจากชิ้นส่วนกลไกและตัวควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่มีน้ำหนักที่เบา แต่ให้จุไฟได้มากขึ้นกว่าเดิมราว ๆ 2.5 เท่า โดยเจ้าไทรอัลไฟฟ้าคันนี้จะเข้าร่วมในการแข่งขัน FIM Trial World Championship 2022 โดยมี Kenichi Kuroyama จากทีม Yamaha Factory Racing Team ที่เป็นหนึ่งในนักบิดที่ร่วมพัฒนาคนนึงเป็นคนควบลงชิงชัย จุดเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ก็คือมีการปรับเปลี่ยนมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งให้จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ทำให้ได้รถที่ควบคุมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับเส้นทางที่ซับซ้อนของการแข่งขันไทรอัลนั่นเอง ก็เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของยามาฮ่า โดยเฉพาะในเรื่องของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และในอนาคตเราเชื่อว่ายานยนต์ไฟฟ้าจากยามาฮ่าจะต้องโดดเด่นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Barq Rena Max สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสตาร์ทอัพสัญชาติอาหรับ ใคร ๆ ทุกคนต่างรู้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคแห่งโรคระบาดที่ทำให้เราต้องหลีกเลี่ยงจากผู้คนหมู่มาก วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ได้เปลี่ยนไป หลาย ๆ อย่างถดถอยถึงขั้นเสื่อมลง แต่นั่นก็เป็นโอกาสในบางอย่างได้เติบโตขึ้น สิ่งนั้นก็คือโลจิสติกส์ หรือการขนส่ง และโดยเฉพาะการขนส่งขั้นสุดท้าย คือจากเจ้าหน้าที่ขนส่งถึงมือผู้รับ พาหนะที่คล่องตัวที่สามารถไปได้ในทุก ๆ ที่ในเมืองอย่างสกูตเตอร์จึงกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ และในห้วงเวลาที่โลกเรากำลังคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมสกูตเตอร์ไฟฟ้าจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับ Barq Rena Max สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสตาร์ทอัพรายใหม่ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เองก็เป็นที่น่าสนใจในกรณีนี้ บาร์คคือธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าที่มีถิ่นฐานตั้งอยู่ที่ดูไบ ได้ทำการสร้างสกูตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลนี้นขึ้นมาเพื่อใช้ในธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะ ตัวรถจะใช้แบตเตอรีแบบลิเธียมไอออนขนาด 5.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อให้พลังงานมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 9 กิโลวัตต์ ที่ให้ระยะทางการใช้งานได้ราว ๆ 150 กม. นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่สามารถถอด เพื่อนำแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่ชาร์จเต็มแล้วมาใช้งานต่อได้อีกด้วย ทางแบรนด์ยังเคลมมาอีกว่าโมเดลนี้สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 96 กม./ชม. เลยทีเดียว ดังนั้นบอกเลยว่าใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ตัวรถจะใช้หน้าจอแสดงผลสีแบบ TFT แสดงผลข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีแท็บเล็ตขนาด 8 นิ้วที่ใช้สำหรับการขนส่งและเป็นระบบนำทางในตัว แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ รวมไปถึงยังมีช่องจ่ายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อีกด้วย จุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้เลยก็คือกล่องท้ายขนาดใหญ่สำหรับใส่พัสดุหรืออาหารที่จุได้มากถึง 79 ลิตร (จำหน่ายแยก) เท่านั้นยังไม่ตัวรถยังมีคูลเลอร์ขนาด 9 ลิตรอยู่บริเวณด้านหน้าคนขับและช่องเก็บของขนาด 5 ลิตรอยู่ในตัวเฟรมของรถอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นของตัวรถที่ดูเหมือนกล่องยาว ๆ นั้นยังเป็นจุดสำคัญใช้ยึดสวิงอาร์มเดี่ยวและโช้คอัพเดี่ยวแบบสปริงสตรัทกับล้อหลังด้วย ขณะที่ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่อย่างแฮนด์บาร์ก็จะเป็นแฮนด์แบบแฟลตธรรมดา และเบาะนั่งก็เป็นแบบชิ้นเดียวแบนราบแต่ออกแบบมาเพื่อให้นั่งได้สบาย ส่วนระบบไฟส่องสว่างนั้นตัวรถจะให้แบบ LED มาเต็มระบบเลย สุดท้ายเจ้าสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้จะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้และทางแบรนด์เล็งว่าจะส่งมอบให้ทั่วโลกอาหรับได้ภายในปี 2025 นี้ ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว ถ้าบ้านเรามีใครไปเจรจามาจำหน่ายในไทยได้ผมว่าพนักงานส่งของส่งอาหารต่าง ๆ ก็น่าจะได้ใช้รถดี ๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเรามากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ส่งยาง SCQ ให้นักแข่ง WSBK กดเวลาทำลายสถิติ ล่าสุดทางพีเรลลี่ผู้ผลิตยางสัญชาติอิตาลีก็ได้ประกาศเปิดยางตัวเลือกใหม่ที่นักแข่ง WSBK ได้เคยใช้ทดสอบในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2022 ให้เป็นยางคอมปาวด์นุ่มพิเศษพร้อมใช้ในการแข่งขันในรอบควอลิฟายและซูเปอร์โพลแล้ว หากนับตั้งแต่เริ่มต้นที่แบรนด์ยางตัวพียาวผู้สนับสนุนยางรายเดียวในการแข่งขัน WorldSBK ก็นับว่าเป็นเวลากว่า 19 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว และฤดูกาลนี้จะเป็นการแข่งขันปีที่ 53 แล้วของรายการนี้ โดยทางแบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวอย่างคอมปาวด์พิเศษนี้อย่างเป็นทางการ โดยยางนี้จะออกแบบมาเพื่อใช้ในการแข่งในแบบที่มุ่งเน้นทำเวลาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีคอมปาวด์ที่นุ่มเป็นพิเศษ สามารถทำเวลาได้ดียิ่งกว่า SCX ที่เคยเป็นคอมปาวด์ยอดนิยมจากฤดูกาลผที่ผ่านมา โดยจะใช้ยางนี้ในรอบควอลิฟายและรอบซูเปอร์โพลในช่วงเช้าของวันอาทิตย์เท่านั้น ในช่วงพักเบรกฤดูหนาวนั้นวิศวกรของทางแบรนด์ไม่ได้หยุดพักแต่อย่างใด ยังคงวิจัยและพัฒนาคิดค้นยางคอมปาวด์ใหม่นี้อยู่อย่างต่อเนื่องจนได้ยางคอมปาวด์ดังกล่าวมีรหัสพัฒนาว่า A1359 ซึ่งได้รับการทดสอบและยอมรับจากนักแข่งระดับซูเปอร์ไบค์มาแล้วหลายคน การทดสอบช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่สนาม MotorLand Aragon ที่ประเทศสเปนนั้นจะถูกใช้เป็นเวทีในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของยางสูตรพิเศษแท็กสีชมพูนี้ โดยสนามนี้จะมีพื้นแทร็กที่คมซึ่งสร้างภาระให้กับยางหลังอย่างมาก นอกจากนี้ในวันที่ลมแรงยังอาจจะมีทรายที่ถูกพัดเข้ามาในแทร็ก ซึ่งทำให้ยางเสียการยึดเกาะและเสียอาการได้ ทางพีเรลลี่เองก็ได้ทำการปรับยางทั้งคอมปาวด์แบบซอฟต์และมีเดียมมาให้เพื่อรองรับสถานการณ์นี้ รวมไปถึงช่วงซ้อมในตอนเช้าที่มีอากาศเย็นอีกด้วย ยางหน้าจะสึกหรอมากขึ้นจากแทร็กที่คม และจะต้องทนแรงเบรกที่มหาศาลที่จะเกิดขึ้นที่สุดปลายทางตรงฝั่งตรงข้ามพิทและทางลงเนินชันซึ่งสองจุดนี้จะสร้างภาระให้ยางหน้าอย่างมาก นอกจากนี้โค้งความเร็วสูงและการเปลี่ยนแปลงทิศทางหลายครั้งนั้นบีบบังคับให้ยางจะต้องมีให้ความแม่นยำและการยึดเกาะในระดับสูงอีกด้วย งานนี้ Pirelli ส่งยาง SCQ ให้นักแข่ง WorldSBK ทดสอบ สูตรยางที่จะมีรองรับให้นักแข่งในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP สำหรับรุ่น WorldSBK จะมียางสลิกให้เลือกทั้งหมด 8 สูตร แบ่งเป็นอย่างหน้า 3 สูตรและยางหลัง 5 สูตร โดยยางหน้าจะเป็นสูตรมาตรฐาน 2 สูตร คือ ยางซอฟต์ SC1 และยางมีเดียม SC2 และสูตรกำลังพัฒนาอีก 1 สูตร เป็น SC1 A0674 ซึ่งนักแข่งหลายคนให้การยอมรับและเลือกใช้ในการแข่งขันที่ Jerez และ Portimao เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับสูตรมาตรฐานแล้ว จะแตกต่างที่มีโครงสร้างใหม่ที่พัฒนามาเพื่อเพิ่มฟีลลิ่งที่ล้อหน้าให้กับนักแข่งมากขึ้น โดยเพิ่มพื้นที่รองรับเวลาเข้าโค้งและในช่วงกลางโค้ง ส่วนยางหลังจะมี 3 สูตรมาตรฐานได้แก่ ยางมีเดียม SC1 ยางซอฟต์ SC0 ยางซูเปอร์ซอฟต์ SCX A0557 ที่นักแข่งส่วนใหญ่เลือกใช้ในการแข่งขันที่ Misano ขณะที่ยางอีกสองสูตรที่เหลือจะเป็นยางที่กำลังพัฒนา โดยจะเป็นคอมปาวด์ SCQ ทั้ง 2 สูตร โดยจะเป็นสเปก SCQ A1359 ซึ่งเป็นสูตรแรกและได้รับการทดสอบไปบ้างแล้ว และ B0230 ซึ่งจะเป็นสูตรทางเลือกที่จะมีให้ทดลองใช้ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลเท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักเทคนิคได้มีโอกาสพัฒนาและปรับปรุงยางคอมปาวด์ใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ในรุ่น WorldSSP จะมี 5 สูตรสำหรับแทร็กแห้ง แบ่งเป็นยางหน้า 2 สูตรและยางหลัง 3 สูตร ซึ่งทั้งหมดจะเป็นยางสูตรมาตรฐาน โดยยางหน้าจะมียาง SC1 สูตรใหม่จากยางพัฒนา SC1 A0460 และอีกสูตรคือ SC2 ที่เป็นยางมีเดียมที่ทนทานมากกว่ายางตัวแรก ขณะที่ยางหลังจะมี SCX, SC0 และ SC1 ซึ่งพัฒนามาให้มีสมรรถนะและการสึกหรอที่คงที่ และสุดท้ายนักแข่งในทุกคลาสจะมียางแบบกึ่งฝน และยางฝนให้เลือกในกรณีมีฝนตก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hawk11 คาเฟ่เรเซอร์คันใหม่จาก Honda เผยโฉมแล้ว หลังจากยั่ว ๆ ด้วยทีเซอร์ต่าง ๆ ในที่สุด Honda Hawk11 ก็ได้ฤกษ์เผยโฉมรถคันเต็ม ๆ สักที แต่ก็ยังไม่พูดถึงเรื่องสเปกกันแบบเต็มระบบสักที หากคาดไม่ผิดโมเดลนี้น่าจะเป็นโปรดักต์ชันไบค์ขายจริงไม่ใช่แค่รถคอนเซ็ปต์เอามาโชว์เฉย ๆ โดยน่าจะมีพื้นฐานมาจาก Africa Twin และ NT1100 โดยจะมีเฟรมและเครื่องยนต์เดียวกัน แต่นำมาใช้กับโมเดลนี้ที่เป็นสปอร์ตไบค์แทน ในส่วนของดีไซน์จะมีสไตล์ที่เห็นได้ว่ามี Honda CB4 Interceptor ที่เป็นคอนเซ็ปต์ไบค์จากปี 2017 เป็นต้นแบบแน่ ๆ โดยรถจะไฟหน้าที่น่าจะนำมาจาก CB1000R และมาเสริมด้วยแฟริ่งทรงหัวกระสุน ซึ่งเมื่อออกมาทรงนี้ก็จะทำให้โมเดลนี้น่าจะเป็นส่วนนึงของรถในตระกูล Neo Sport Cafe ของทางค่าย อาจจะดูแปลกตาอยู่บ้าง แต่ตัวรถนั้นจะใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ จากโมเดลอื่นจำนวนมาก เช่น เครื่องยนต์สองสูบเรียงจาก Africa Twin ที่มีขนาด 1,082 ซีซี ใช้เฟรม สวิงอาร์มและล้อขนาด 17 นิ้วจาก NT1100 หลาย ๆ คนฟังดูอาจจะรู้สึกแปลก ๆ กับการที่สตรีทไบค์สไตล์สปอร์ตมาหยิบยืมชิ้นส่วนจากรถแอดเวนเจอร์และทัวเรอร์ แต่จริง ๆ แล้วหลาย ๆ ค่ายก็จะพยายามใช้ชิ้นส่วนเดียวกันกับหลาย ๆ โมเดล เพื่อให้ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการพัฒนาและวิจัยได้ เพราะการทำพาร์ทขึ้นมาแล้วใช้ในรถเพียงแค่โมเดลเดียวนั้นไม่คุ้มค่าตามหลักการเงินซะเลย อย่างไรก็ดีตัวรถยังมีส่วนที่แตกต่างจาก NT1100 และ Africa Twin โดยด้านหน้าจะมีโช้ค Showa SFF-BP ที่ดูคล้ายของ NT แต่จะแตกต่างออกไปในส่วนของความยาวเพื่อให้มุมและองศาการควบคุมรถและระยะฐานล้อเหมาะกับสไตล์ของรถมากขึ้น ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยนั้นจะยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีข้อมูลบางส่วนเผยออกมาแล้วคือ ตัวรถจะมีระบบเกียร์ 6 สปีด ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะมีตัว DCT ด้วยหรือไม่ และตัวรถก็น่าจะมีโหมดการขับขี่และโหมดส่งกำลังที่หลากหลายให้เลือก ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ นอกจากนี้ยังคาดว่าตัวซับเฟรมน่าจะเบากว่าของ NT1100 เพราะไม่ต้องแบกสัมภาระเท่า นอกจากนี้ยังมีเรือนไมล์ LCD ทรงกลมที่ดูเรียบง่ายสไตล์เรโทรที่แตกต่างจากโมเดลอื่นๆ อีกด้วย สำหรับสาวกที่อยากได้งานนี้อาจจะต้องรอลุ้นกันไปก่อน เพราะขณะนี้ทางฮอนด้าประกาศว่าจะมีจำหนายในญี่ปุ่นเท่านั้น ณ ตอนนี้ แต่ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปขายยังต่างประเทศด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว All New R15M Connected-ABS 2022 อ็อปชันแน่น แรงระดับท็อป…!! วันนี้เรามา รีวิว Yamaha R15M 2022 ตัวใหม่ล่าสุดจากค่ายยามาฮ่า สปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่จัดเต็มทั้งเทคโนโลยี และสมรรถนะมาจากโรงงาน ถือว่าท็อปที่สุดในคลาสตอนนี้เลย สำหรับการทดสอบครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่ได้มาขับขี่ทดสอบที่สนามแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี สนามแห่งนี้ถือว่าเป็นสนามที่มีวิวสวยงามที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงเลย์เอาท์ของตัวแทร็กที่มีการดีไซน์ออกแบบให้มีโค้งหลากหลายรูปแบบ และยังมีเนินขึ้นและทางลาดลง ทำให้การทดสอบวันนี้จับฟีลลิ่งได้หลากหลาย ถือว่ายามาฮ่าจัดมาให้เต็มระบบดีทีเดียว บิ๊กไบค์ชัด ๆ สำหรับโฉมใหม่นี้ มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่หมดให้มีความรู้สึกเป็นบิ๊กไบค์มากยิ่งขึ้น มีไฟหน้าแบบโมโนโฟกัส LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟสูงและไฟต่ำในดวงเดียวกัน คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง R7 ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม ตัวแฟริ่งออกแบบให้มีความแอโรมากขึ้น ลดแรงต้านจากกระแสลมให้น้อยลง รวมไปถึงการดีไซน์ในส่วนของมุมมองผู้ขับขี่หรือมุมค็อกพิท ดูสปอร์ตน่าขับขี่ด้วยแผงคอสไตล์เรซซิ่ง มีเรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถ พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือไฟชิฟต์ไลท์ อีกหนึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ชัดคือตัวเบาะมีการดีไซน์ตัวหนังให้มีลวดลายแบบคาร์บอนเคฟลาร์ดูสวยดุดันมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสีและลวดลายที่ดูมีความเป็นรถสปอร์ตไบค์ มีความคล้ายกับรุ่นใหญ่ อย่าง YZF-R1 และยังมีสีพิเศษเป็นสีขาวแดงพร้อมลายสปีดบล็อกที่เป็นการเฉลิมฉลองเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลกครบ 60 ปี World GP 60th Anniversary Edition ที่เป็นอิดิชั่นพิเศษสวยมากขึ้นกว่าเดิม แรงระดับแนวหน้า สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ในโมเดลนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยี VVA หรือระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด คลัตช์มือ และมีการติดตั้งสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาให้ด้วยเช่นเดิม ซึ่งจะช่วยลดแรงกระชากจากการเชนเกียร์ ช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นมากกว่าเดิม ถือว่ายังเป็นเครื่องยนต์ที่ท็อป ๆ ในกลุ่มเซกเมนต์ซีซีเท่า ๆ กัน โดยเคลมแรงม้ามาที่ 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ช่วงล่างเยี่ยม สำหรับในส่วนของช่วงล่างโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Up Side Down จาก KYB และในส่วนโช้คอัพหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบสตรัทสปริง ในส่วนของระบบเบรก เป็นแบบ ดิสก์เบรก หน้า-หลัง พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS อิสระ เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับวงล้อติดรถ หน้าหลังมาให้เป็นขนาด 17 นิ้วแบบ Tubeless หรือแบบไม่มียางใน ซึ่งก็ได้หน้ายางใหญ่ขี่มั่นใจมากขึ้น เทคโนโลยีแน่น ถือว่าเป็นสปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่ท็อปที่สุด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีมาให้ใช้แบบครบครันเหนือกว่าใคร ๆ อย่างแรกก็คือแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันการหมุนฟรีของตัวล้อช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หรือถ้าใครชอบความมันเร้าใจก็สามารถปิดได้อีกด้วย ในส่วนที่สองเป็นจะเป็นควิกชิฟเตอร์ (แบบขึ้นทางเดียว) ที่จะช่วยเพิ่มความสปอร์ตในการขับขี่มากยิ่งขึ้นสามารถใส่เกียร์ขึ้นแบบไม่ต้องกำคลัตช์ แต่ถ้าจะถอนเกียร์ลงยังต้องใช้คลัตช์ช่วยนะ ตรงนี้จะได้ฟีลรถแข่งมากยิ่งขึ้น ปกติมีแต่ในบิ๊กไบค์นะครับ ในส่วนของระบบความปลอดภัยในการเบรกคงหนีไม่พ้น ABS ที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น ยังไม่หมดครับ ยังมีระบบที่ไม่เคยนึกถึงว่าจะมีในรถสปอร์ตไบค์ระดับนี้คือ ตัวจับเวลา Lap Time สามารถจับเวลาต่อรอบในสนามแข่งได้ เผื่อว่าใครจะเอาคันนี้ไปลองขับจับเวลาในสนาม ทางยามาฮ่าก็ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ถือว่ายัดเทคโนโลยีมาให้ใช้เกินตัวรถเลย ปิดท้ายด้วย Y-Connected จะเป็นระบบเชื่อมต่อแอพพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟน บอกข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถ เตือนการโทรเข้า ข้อความเข้า สถานะของตัวรถต่าง ๆ สามารถดูได้ผ่านโทรศัพท์ทั้งหมด สะดวกสบายขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น ฟีลลิ่งสปอร์ตได้ใจ พูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อนเลย ตัวรถมีแฮนด์แบบจับโช้ค ท่านั่งก็จะดูซิ่ง ๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ซิ่งจนหัวเข่างอขึ้นมาเยอะมาก และด้วยตำแหน่งแฮนด์ที่ทำให้ตัวโน้มไปข้างหน้า ทำให้บังคับรถได้ง่ายมากขึ้น เหมาะสำหรับขับขี่ในสนามแข่งประมาณนึง แต่ก็ไม่ได้ออกแบบให้มาใช้งานในสนามแข่งจริงจัง ส่วนการใช้งานในชีวิตประจำวันก็บอกเลยว่าได้ จะดูหล่อ ๆ หน่อย ในส่วนของการบังคับเลี้ยว ตัวรถเลี้ยวง่าย ไม่ได้ได้ขืนหรือมีอาการเลี้ยวยากแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะโพซิชันท่านั่งที่สปอร์ตทำให้การขับขี่ในสนามดูง่ายมากขึ้น การพลิกรถเลี้ยวโค้งต่อเนื่องจึงทำได้ดี แม่นยำในการเลี้ยว ถ้าดูไปดูมาจะเหมือนขี่บิ๊กไบค์ขนาดกลางเลยละในส่วนนี้ สำหรับในส่วนของการต่อสนองเครื่องยนต์ตัวนี้ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีเยอะเป็นพิเศษ รอบเครื่องยนต์ที่ VVA ทำงานจะรู้สึกได้ว่ามีกำลังเครื่องเพิ่มขึ้น ในช่วงของการออกโค้งตัวรถทำได้ดี ขี่สนุก คลัตช์มือนุ่มนวลใช้งานง่าย แต่อย่างว่า ตัวนี้มี ควิกชิฟเตอร์ ติดตั้งมาให้ด้วย ช่วงทางตรงยาว ๆ ต่อเกียร์แบบไม่กำคลัตช์ก็ใส่ได้แม่นยำ ได้ฟีลลิ่งรถแข่ง ชอบเลยในส่วนตรงนี้ ช่วงล่างรู้สึกได้ว่ามีความเฟิร์มมากขึ้น เวลาเบรกหนัก ๆ ตัวโช้คอัพเอาอยู่ไม่มีอาการสับหรือยันแต่อย่างใด การเลี้ยวโค้งต่อเนื่อง ช่วงที่กดรถลงมา ก็รู้สึกมีการเล็กน้อยที่โช้คหลัง แต่โช้คหน้าถือว่าเซ็ตติ้งมาได้ดี อย่างว่า

ดูคาติ เปิดตัว 6 โมเดลใหม่ พร้อมข้อเสนอพิเศษสุด ในงาน Motor Show 2022 ครั้งแรกในประเทศไทย ดูคาติ เปิดตัว 6 โมเดลใหม่ DNA จากสนามแข่งในงาน Bangkok International Motor Show 2022 ได้แก่ Panigale V4/V4S 2022, Panigale V4 SP2, Streetfighter V2, Streetfighter V4 SP, Multistrada V2S และ Multistrada V4 Pikes Peak พร้อมมัดใจเหล่าไบค์เกอร์ ด้วย 3 ข้อเสนอสุดพิเศษกับแคมเปญที่ให้คุณมากกว่าใคร “Ducati Motor Show Begins” ทั้งดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี หรือดาวน์เริ่มต้น 0% นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “แนวการทำการตลาดของ Ducati ประเทศไทย ที่โดดเด่นแตกต่างและเป็นจุดที่สร้างความพีคให้กับแบรนด์หลังจากเปิดตัวเมื่อกลางปี 2564 ภายใต้ โมโตเร อิตาเลียโน คือ ความรวดเร็ว ฉับไว และจัดเต็มให้ทันกับความต้องการของลูกค้า สำหรับงาน Motor Show 2022 ที่นับเป็นครั้งแรกของ Ducati ประเทศไทยจะมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่รวดเดียวอีกถึง 6 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที พร้อมให้ข้อเสนอพิเศษแคมเปญโดนๆ กับ “Ducati Motor Show Begins” โดยลูกค้าสามารถเลือกรับดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี หรือดาวน์เริ่มต้น 0% หรือ Ducati Worry-free ดูแลรถใหม่ทุกคัน ฟรีค่าบำรุงรักษา พร้อมประกันภัยชั้น 1” ในงานมีการจัดแสดงรถรุ่นใหม่ทั้ง 6 รุ่น และรุ่นยอดนิยมอีกกว่า 11 รุ่น ในพื้นที่เดียวกันกับบูธยนตรกรรม Audi ภายใต้คอนเซปต์ Audi-Ducati Brand Integration ซึ่งลูกค้าที่มาเยี่ยมชมจะได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ และได้สัมผัสกับสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรรมและความพรีเมียมของทั้งสองแบรนด์ นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด กล่าวว่า “ในงานนี้ค่ายพร้อมเปิดราคาและรับจอง Product Line Up 2022 ทุกรุ่นทันที ไม่ว่าจะ Streetfighter V2 ที่สานต่อความสำเร็จจาก Streetfighter V4 ภายใต้การออกแบบที่สวยงาม โดดเด่น การันตีด้วยรางวัล “The most Beautiful’’ ในงาน Eicma เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ V2 ขนาด 955 ซีซี 153 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 101.4 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที จะทำให้ขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ในราคาสุดคุ้มเพียง 729,000 บาท ยังมี Streetfighter V4 SP ซึ่งถือได้ว่าเป็น “King of naked bike” ตกแต่งลวดลาย Winter Test จากรถแข่งในรายการระดับโลกอย่าง World Superbike เบาะนั่งหุ้มหนัง Alcantara ถังน้ำมันอลูมิเนียมโดดเด่นเฉพาะรุ่น SP ตัวเครื่องที่ถูกยกมาจาก Superleggera V4 พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงสุดเท่าที่จะส่งมอบให้ได้ เช่น ชุดล้อคาร์บอน 5 ก้าน เบรก Brembo Stylema ซึ่งมีราคาประมาณการไม่เกิน 1.6

Kawasaki งัดโปรเด็ด “จัดหนัก อัดเต็ม” นำรถรุ่นเรือธงโชว์งาน Motor Show 2022 บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดแสดงจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น โดยไฮไลท์ของงานในครั้งนี้ คือ Ninja ZX-10R ซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเรือธงของตระกูล Ninja ที่โด่งดังไปทั่วโลก รวมทั้ง Z650RS มนต์เสน่ห์แห่งความคลาสสิคผสมผสานกับเครื่องยนต์ขนาดกลางสุดเร้าใจในการขับขี่ และ KLR650 รถจักรยานยนต์สไตล์แอดแวนเจอร์ที่ทำให้การผจญภัยของคุณสนุกกว่าที่เคย นอกจากนี้ Kawasaki งัดโปรเด็ด ให้ทุกรุ่นมาพร้อมกับข้อเสนอที่พลาดไม่ได้ คุณกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “แม้ว่าสภาวะตลาดรถจักรยานยนต์ยังประสบปัญหาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ได้เห็นความพยายามในการแก้ไขปัญหา การควบคุมการระบาดจากทั้งภาครัฐบาลและเอกชนที่ร่วมมือกัน ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะได้เห็นตลาดกลับมาคึกคักมากขึ้น” “เราได้พัฒนาและประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยีและความสามารถเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด รวมไปถึงเรื่องของการระบาดของโรคโควิด 19 ด้วย เป้าหมายและความพยายามของเรามุ่งเน้นให้ผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง เราไม่เพียงแต่ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ดีเยี่ยม แต่เรายังมุ่งหวังที่จะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเช่นกัน” กล่าวเพิ่ม โดยทางแบรนด์ได้สร้างสีสันด้วยการนำรถจักรยานยนต์รุ่นเรือธง Ninja ZX-10R มาแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของวิศวกรรมและเทคโนโลยีได้รับการกล่าวขานมาทั่วโลก รวมถึง Z650RS ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดประเทศไทยไม่นานมานี้ และ KLR650 ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดียิ่ง นอกเหนือจากนี้คาวาซากิได้ร่วมมือกับโมตุลประเทศไทย เปิดวางจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถจักรยานยนต์คุณภาพเยี่ยม เพื่อประสิทธิภาพเต็มพิกัดของบิ๊กไบค์คันโปรดของคุณ กับ Kawasaki Genuine Oil Ultimate 10W50 น้ำมันเครื่อง 100% Synthetic ester รับส่วนลดพิเศษ 10% ภายในงานนี้เท่านั้น คาวาซากิยังมีรถอีกหลากหลายรุ่นมาจัดแสดง โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอที่คุ้มค่าที่บูธคาวาซากิ หรือที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โปรโมชันบางส่วนมีดังนี้ KLX230 (2020-2022) รับ Gift Voucher มูลค่า 6,000 บาท KLX230 ABS SE (2020-2022) รับ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท Ninja 250 (2021-2022) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท พร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปี Z250 (2022) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท พร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปี Ninja ZX-25R (2022) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 14,000 บาท Z650 (2020) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 25,000 บาทพร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปี Z650 SE (2020) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 25,000 บาท Vulcan S (2015-2020), Vulcan CAFE (2017-2020) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 28,000 บาท พร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปีและรับประกันคุณภาพ 3 ปี

Pirelli Diablo Rosso IV ถูกยกให้เป็นยางสปอร์ตที่ดีที่สุด โดยนิตยสารชั้นนำจากเยอรมัน ล่าสุดนิตยสารชั้นนำจากเยอรมนีอย่าง Motorrad ที่มักจะทำการทดสอบรีวิวรถและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์อยู่อย่างต่อเนื่องก็ได้ทำการทดสอบและรีวิวเปรียบเทียบยางซูเปอร์สปอร์ต 5 แบรนด์เพื่อเฟ้นหายางที่ดีที่สุดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด และ Pirelli Diablo Rosso IV ก็ได้รับการยกให้เป็นยางสปอร์ตที่ดีที่สุด ทั้งนี้การทดสอบของทาง Motorrad นั้นก็จะมีหลักเกณฑ์การพิจารณารวมถึงวิธีการที่หลากหลายทำให้การทดสอบของนิตยสารฉบับนี้น่าเชื่อถือและใช้อ้างอิงได้ โดยการทดสอบนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการทดสอบในสนามปิด และแค่แทร็กแห้งเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทดสอบบนถนนที่มีสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันรวมไปถึงทดสอบกันมากถึง 2,000 กม.กันเลยทีเดียว การรีวิวทดสอบฉบับนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Motorrad ฉบับที่ 6/2022 โดยเลือกใช้ยางขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 โดยมีการทดสอบและให้คะแนนในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ ถนนชานเมือง สนามแข่ง ทางเปียก และอายุการใช้งาน ซึ่งยางเจ็นที่ 4 ของค่ายยางอิตาลีนั้นสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีจุดอ่อนไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม และยังทำคะแนนจากการทดสอบได้มากถึง 361 คะแนนจาก 400 คะแนนเต็ม พร้อมกับชัยชนะในการทดสอบและได้รับเรตติ้งโดยรวมว่า Very Good โดยผู้ทดสอบให้ความเห็นโดยสรุปว่ายางตัวนี้ขจัดความกังวลเกี่ยวกับจุดอ่อนของยางซูเปอร์สปอร์ตจนหายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับขี่ในสายฝนหรือการขับขี่เดินทางไกล และผลนั้นก็ส่งให้ยางรุ่นใหม่ดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นผู้ชนะจากการทดสอบเปรียบเทียบยางทั้ง 6 แบรนด์ และหากมองถึงรายละเอียดในแต่ละด้านยางตัวนี้ยังได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นยางที่ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของความนิ่งและการยึดเกาะ ทำให้ได้เวลาแล็ปที่ดีที่สุด และยังถูกยกให้เป็นยางที่ควรซื้อมากที่สุดในหมวดยางซูเปอร์สปอร์ต จากการที่ใช้งานผ่านไปกว่า 2,000 กม.แล้วแต่ก็ยังให้การยึดเกาะที่ดี มีการสึกหรอน้อย ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน สุดท้ายนี้ยางตัวนี้จะเหมาะกับนักบิดที่ชื่นชอบการขับขี่ที่ลื่นไหล กับรถซูเปอร์สปอร์ต เน็กเก็ดหรือรถลูกผสมแบบอื่น ๆ และกำลังมองหายางหนึบ ๆ ไม่ว่าจะถนนแบบไหนหรืออากาศแบบไหน ตลอดไปจนถึงยางที่ให้การตอบสนองที่ดีและควบคุมได้แม่นยำ Rosso IV นี่แหละคือคำตอบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4 SP2 สุดยอดรถสนามจากค่ายแดง เรียกว่ายังไม่หมดแม็กสำหรับค่ายรถสีแดงจากอิตาลี เพราะล่าสุดก็ได้ทำการเปิดตัว Ducati Panigale V4 SP2 ให้กับคนที่หลงใหลในความแรง ความพิเศษ ความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และการขับขี่ในสนาม ด้วยรถที่มีสมรรถนะที่สูงขึ้นไปอีกขั้น สำหรับโมเดลนี้มีความพิเศษเพราะ SP นั้นย่อมาจาก Sport Production ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความพิเศษที่ทำให้โมเดลนี้เป็นโมเดลที่มีสมรรถนะมากที่สุดเท่าที่พานิกาเลมีมา และสำหรับครั้งนี้เป็นรุ่นที่สองแล้วก็มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เริ่มต้นกันที่ระบบเบรกที่ดียิ่งขึ้น ล้อคาร์บอนน้ำหนักเบา ชุดโซ่น้ำหนักเบาแบบ 520 และชุดคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับรถแข่ง WorldSBK พักเท้าแบบเรซซิ่ง Rizoma และชิ้นส่วนคาร์บอนอีกมากมาย เท่านั้นยังไม่พอยังมีชุดคิตสำหรับใช้เวลาขับขี่ในสนาม ซึ่งได้แก่ อุดกระจกอลูมิเนียม ชุดท้ายสั้นและฝาครอบคลัตช์คาร์บอน นอกจากของแต่งเพิ่มสมรรถนะแล้วตัวรถยังมาในชุดสี Winter Test ที่จะเป็นแฟริ่งสีดำด้านผสมกับล้อและปีกคาร์บอนสีด้าน เพิ่มคอนทราสต์ด้วยเส้นสายสีแดงและถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบปัดเงา นอกจากนี้ตรงปลายปีกยังทำเป็นลายธงชาติอิตาลีอีกด้วย ส่วนแฟริ่งด้านล่างจะมีโลโก้ดูคาติคอร์เซ่ และโลโก้รุ่นบนพื้นสีแดงตรงส่วนตัดลมที่ด้านล่างเครื่องยนต์ และบนเบาะนั่งสีดำปักโลโก้รุ่นอีกด้วย นอกจากนี้แน่นอนว่าจะขาดแผงคอ CNC และเลขประจำตัวรถที่ทำให้รถแต่ละคันไม่ซ้ำกันตามแบบของรถรุ่นพิเศษ สำหรับขุมพลังจะเป็นเครื่อง Desmosedici Stradale เป็นเครื่อง V4 ขนาด 1,103 ซีซี ที่ได้รับเทคโนโลยีมาจากรถแข่ง MotoGP ซึ่งมีการใช้แคร้งชาฟต์แบบหมุนทวนที่ทำให้รถได้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เหมาะกับการขับขี่ในสนาม นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยเคลมแรงม้ามาที่ 215.5 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ซึ่งแรงขึ้นกว่าตัวสแตนดาร์ด 1.5 แรงม้า และในส่วนของท่อไอเสียเองก็มีการปรับใหม่ให้เบาขึ้นอีก 5 กก. ทำให้น้ำหนักรถเปล่าเหลือเพียง 168 กก.เท่านั้น ช่วงล่างก็จะมีโช้คปรับไฟฟ้าด้านหน้าเป็น Öhlins NPX25/30 ซึ่งเป็นโช้คสำหรับรถแข่ง คู่กับ Öhlins TTX36 ทั้งยังมีกันสะบัดไฟฟ้ามาให้อีกด้วย ส่วนล้อที่เกริ่นไปข้างต้นนั้นจะเป็นล้อคาร์บอน 5 ก้านแยกเบากว่าล้ออลูมิเนียมฟอร์จของรุ่น S 1.4 กก. ขณะที่ระบบเบรกก็จะเป็นคาลิเปอร์ตัวเทพอย่าง Brembo Stylema R กับปั๊มบน Brembo MCS แบบเรเดียล นอกจากนี้ยังมีการเจาะรูที่ก้านเบรกและคลัตช์เพื่อลดแรงต้านอากาศอีกด้วย และสุดท้ายตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ซึ่งรวมไปถึงโหมดการขับขี่ 4 โหมด Race A, Race B, Sport และ Street ซึ่งจะเห็นได้ว่าเน้นการขับขี่ในแบบเรซซิ่งอยู่มาก นอกจากนี้ตัวโมเดลพิเศษนี้ยังได้ติดตั้งตัว GPS โมดูลมาด้วยเลย ช่วยให้สามารถใช้งานฟังก์ชันจับเวลาแล็ปได้อีกด้วย และนี่คือคร่าว ๆ ของโมเดลพิเศษสุด ๆ ขั้นเทพของค่ายแดงดูคาติครับ สำหรับสนนราคานั้นอยู่ที่ 1,660,000 บาทครับ ช้าหมด อดแน่นอนเพราะจำนวนน้อยมาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V4 S 2022 เพิ่มสีใหม่พร้อมระบบมินิมัมพรีโหลด Ducati Multistrada V4 S 2022 ก็เปิดตัวกันไปแล้วนะครับ สำหรับเจ็นฯ นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเจ็นฯ ที่ 4 ของรถอเนกประสงค์คันนี้นะครับ ซึ่งก็การันตีความยอดเยี่ยมของโมเดลนี้ด้วยการที่มันเป็นรถที่อยู่ในตระกูลที่ขายดีที่สุดของดูคาติในปี 2021 เลยทีเดียว สำหรับโมเดลนี้ก็ยังคงมีดีไซน์โดดเด่นเช่นเดิมและใช้เครื่องยนต์เดิมคือเครื่อง V4 ขนาด 1,158 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมแรงม้ามาที่ 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ และแน่นอนว่าจัดเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่ทันสมัยในระดับหัวแถวเลยก็ไม่ผิดนัก โดยตัวรถโดดเด่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยทั้งในเรื่องการขับขี่และความปลอดภัยมากมาย โดยเฉพาะระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรล Adaptive Cruise Control และระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา หรือ Blind Spot Detection ที่อาศัยเรดาห์ติดตั้งไว้ที่ตัวรถทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกในโลกเลยที่มีระบบเหล่านี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอสำหรับโมเดลใหม่นี้ยังเพิ่มความล้ำสมัยเข้าไปด้วยการเพิ่มระบบมินิมัมพรีโหลด Mimimum Preload ที่จะช่วยลดความสูงของรถให้น้อยลงทำให้ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น เวลาขับขี่ที่ความเร็วต่ำ หรือขับขี่ในตัวเมืองที่จราจรหนาแน่น ซึ่งจะทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ (เฉพาะรุ่น S เท่านั้น) โดยคนที่เพิ่งซื้อรถใหม่ไปจะได้รับการอัปเกรดระบบนี้ให้ด้วยครับ เพียงติดต่อกับกับทางดูคาติไป นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตระบบอินโฟเทนเมนต์หรือ Ducati Connect และ HMI ให้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งตัวนี้จะอัปเดตให้กับทุกโมเดล และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่จะมีสีสันใหม่ให้เลือกเพิ่มเติมอีกด้วยคือสีขาว Iceberg White ซึ่งเป็นสีขาวเงาดูหรูหราพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda DAX125 2022 มินิไบค์สไตล์เรโทรเผยโฉมแล้ววันนี้ เผยโฉมแล้วกับ Honda DAX125 มินิไบค์สไตล์เรโทร ที่คราวนี้เปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์กันที่ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าเจ้าคันนี้จะผลิตที่โรงงานฮอนด้าที่ลาดกระบังนี้ก็ตาม คาดว่าการทำตลาดก็จะเป็นโมเดลที่จำหน่ายใน Cub House ของทางฮอนด้านั่นเอง โดยตัวรถจะมาในแบบเรโทรตามแบบต้นฉบับที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1969 นู่นเลย ในส่วนของดีไซน์นั้นจะออกมาในแบบของคลาสสิกเป็นหลัก เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัลพร้อมกรอบเรือนไมล์โครเมียมสวยงามคลาสสิก ไฟหน้า ไฟท้ายรวมถึงไฟเลี้ยว กระทั่งกระจกเองก็เป็นทรงกลมล้วนเป็นทรงกลมตามแบบคลาสสิก พร้อมระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในโคม ซึ่งให้ความสว่างชัดเจนไม่ว่าเวลาไหน ชิ้นส่วนในรถส่วนใหญ่เน้นสีโครมในแบบของรถคลาสสิกวินเทจ กระทั่งโลโก้ฮอนด้าที่ใช้ในตัวรถและกุญแจก็ยังเลือกใช้โลโก้ปีกนกแบบคลาสสิก ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ จุดคล้ายกับ CT125 ซึ่งก็น่าจะใช้พื้นฐานเดียวกันนั่นเอง ขณะที่เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี แบบ OHC 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI ใช้ระบบเกียร์วน 4 สปีด ไม่มีคลัตช์มือ ท่อไอเสียยกปลายสูงตามแบบฉบับของ DAX ซึ่งในส่วนนี้คาดว่าน่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับของทาง CT125 ซึ่งก็น่าจะให้สมรรถนะใกล้เคียงกัน เคลมแรงม้ามาที่ 9.25 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดยใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร ที่เคลมมาว่าวิ่งได้ราว ๆ 240 กม. สำหรับช่วงล่างนั้นจะถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียวกับโช้คหน้าแบบหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ล้อจะมีขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบและดิสก์เบรกหลังเดี่ยว 190 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 ลูกสูบ แต่ในส่วนของระบบเบรก ABS จะมีที่เฉพาะล้อหน้าเท่านั้น อ่อสนนราคาในบ้านเราน่าจะอยู่ที่ประมาณ 90,000 บาท แต่นี้เป็นเพียงแค่การคาดการณ์นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield 650 Twins 2022 สีใหม่ล่าสุดเปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว รอยัล เอ็นฟีลด์ ผู้นำระดับโลกด้านรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (เครื่องยนต์ 250cc ถึง 750cc) ประกาศเริ่มจำหน่าย Royal Enfield 650 Twins สีใหม่ล่าสุดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้ง Interceptor INT 650 Twin และ Continental GT 650 Twin ต่างมาใน 5 สีใหม่ สวยสะดุดตา ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่นยังผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Euro V แล้วอีกด้วย Interceptor 650 Twin จะมาใน 5 สีใหม่ ได้แก่ 2 สีสแตนดาร์ด Canyon Red และ Ventura Blue, 2 สีคัสตอม Downtown Drag และ Sunset Strip และ 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mark 2 ซึ่งเป็นการรำลึกถึง Interceptor 750 ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ยุค 60 (ค.ศ. 1960–1969) ทั้งนี้ Interceptor INT 650 Twin ยังคงมีจำหน่ายในสีสแตนดาร์ด Orange Crush และสีคัสตอม Baker Express ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้า รวมถึงกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วโลก ส่วน Continental GT 650 ที่เป็นรถในสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ จะมาใน 2 สีสแตนดาร์ดใหม่ British Racing Green รวมถึง Rocker Red ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Continental GT ยุค 60 และเป็นการตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนพันธุ์แท้ของรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ ยังมี 2 สีคัสตอมใหม่ Dux Deluxe และ Ventura Storm และอีก 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mister Clean นอกจากนี้เพื่อความลงตัวกันในด้านความสวยงามโดยรวม ขอบล้อและบังโคลนของ Interceptor INT 650 Twin สีสแตนดาร์ดก็มีสีดำล้วนให้เลือกแล้ว ตามความต้องการของกลุ่มผู้ขับขี่ที่ก่อนหน้านี้จะได้ขอบล้อ และบังโคลนสีดำล้วนใน Interceptor INT 650 Twin สีคัสตอมเท่านั้น สนนราคา Interceptor 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 237,800 บาท สีคัสตอมใหม่ ราคา 240,100 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 243,400 บาท Continental GT 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 246,700 บาท สีคัสตอมใหม่ราคา 249,800 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 252,300 THB ทั้งหมดนี้เปิดให้จองแล้วทั่วประเทศไทย Royal Enfield 650 Twins 2022 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Wave110i 2022 รถครอบครัวดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทันสมัย ตอกย้ำความเป็นหนึ่ง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถครอบครัวที่คว้ายอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในไทย 13 ปีซ้อน ด้วยการเปิดตัว New Wave110i 2022 ที่โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ครั้งนี้มาพร้อมคอนเซปต์ “รถจักรยานยนต์ที่คนไทยเชื่อใจเป็นที่ 1” โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกใหม่ สวย เท่ ไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยชุดคู่สีใหม่ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยวลงตัวในทุกมิติของรถ สำหรับโมเดลนี้ให้การขับขี่ที่สะดวกสบายและคล่องตัวเป็นที่ 1 ในทุกการเดินทาง ด้วยไฟหน้า LED ส่องสว่างได้ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ออกแบบแยกส่วน ให้ข้อมูลการใช้งานได้อย่างครบถ้วน พื้นที่ใต้เบาะแบบ Big U-Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร ใส่สัมภาระจุใจ ถังน้ำมัน ขนาดใหญ่จุได้ถึง 5 ลิตร ตอบสนองการใช้งานได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุ้มค่า ประหยัด แรง ทน เป็นที่ 1 ด้วยเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ทำงานร่วมกับหัวฉีด PGM-FI ให้การเผาไหม้อย่างหมดจด เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ สมรรถนะแรงบิดสูง แข็งแรงทนทาน และให้อัตราการประหยัดน้ำมันเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 76.9 กม./ลิตร จากการทดสอบมาตรฐานระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อแม็ก มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง-เทา, สีน้ำเงิน-เทา และสีดำ-เทา ราคาแนะนำที่ 46,000 บาท รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,000 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,100 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดรัมเบรก ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำที่ 37,400 บาท ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Adventure Skill Training คุ้มแบบนี้ ไม่เรียนได้ไง!! สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับการเรียนขับขี่เพิ่มสกิลทางฝุ่น วันนี้ทีมงาน SuperBike ก็ได้รับเกียรติจากยามาฮ่าเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Yamaha Off Road Experience ในส่วนของหลักสูตร Yamaha Adventure Skill Training ที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่ออฟโรดที่ถูกต้อง และสามารถขับขี่ในรูปแบบผจญภัยได้สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมนี้ยามาฮ่ารวม 3 สิ่งสุดยอดมารองรับให้กับลูกค้าโดยเฉพาะนั่นก็คือ สุดยอดรถในด้าน Performance อย่าง Tenere 700 เตรียมไว้ให้เช่าขับขี่ได้ กรณีที่ไม่อยากใช้รถตัวเองหรือยังไม่มีรถ นอกจากนี้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถ Super Tenere, Tenere 700, Tracer 900 GT/ Tracer 900 / MT-09 – Tracer / FJ-09 , YZ450F , YZ250F และ WR155R ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ด้วยเช่นกัน 2. สุดยอดสนาม Touratech Adventure & Enduro Park ที่ได้รับมาตรฐาน มีเส้นทางจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ในแบบออฟโรดที่หลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน 3. สุดยอดครูฝึก ดีกรีแชมป์เอ็นดูโร่ประเทศไทยอย่าง Big Bear หรือ ครูหมี สาคร อยู่เย็น ได้อ่านเพียงเท่านี้ก็อยากรู้กันแล้วใช่ไหมครับว่า ใน 1 วันที่ได้เรียนนี้ เขาสอนอะไรบ้าง มาครับ!! เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ในช่วงเช้าจะเป็นขั้นตอนลงทะเบียนเข้างาน ตรวจประวัติการได้รับวัคซีนพร้อมผลตรวจ ATK ล่วงหน้าไม่เกิน 2 วัน และเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็จะมีเสื้อเจอร์ซี่สวย ๆ ให้สำหรับใส่ในการเรียนขับขี่ และสำหรับรถที่ผมขี่ในวันนี้นั้นเป็น Yamaha Tenere 700 (T7) สุดยอดรถอีกหนึ่งรุ่นยอดฮิตที่พร้อมลุยตั้งแต่ออกจากศูนย์เพราะติดยางดี Pirelli Scopion Rally STR มาให้เลย เริ่มต้น! ครูหมีกล่าวทักทายสวัสดี แนะนำทีมผู้ช่วยครูฝึก และพูดถึงการเรียนที่จะต้องเจอกันในวันนี้ แต่ก่อนจะไปเริ่มเรียนนั้นการวอร์มร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ควรยืดเส้นยืดสายกันเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะขับขี่กันตลอดทั้งวัน เริ่มกันที่ฐานแรก การขับขี่ที่ดีก็ควรจะมีพื้นฐานที่ดี ครูหมีก็จะเริ่มสอนกันตั้งแต่พื้นฐานการจับแฮนด์ เนื่องจากการขี่รถแนวออฟโรดนั้นเราต้องควบคุมรถตลอดเวลาและต้องรู้จักการแบ่งนิ้วในการกำคลัตช์และเบรก ใช้ 1 – 2 นิ้วเท่านั้น ส่วนนิ้วที่เหลือก็ใช้กำแฮนด์เพื่อที่จะได้ไม่เสียการควบคุมรถซึ่งจะทำให้เราควบคุมรถได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น ต่อมาเป็นการทำความรู้จักกับรถ ในส่วนนี้จะเป็นการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์ ครูหมี ให้เริ่มจากการเข็นรถก่อน โดยที่ไม่ต้องออกแรงเข็น แต่ให้ใช้กำลังเครื่องยนต์โดยการค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์ให้รู้สึกว่ารถค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกตัว เราเพียงแค่เดินตามรถและประคองหาสมดุลของตัวรถไม่ให้เอียงไปทางซ้ายหรือขวาถ้ารถได้สมดุลเราจะรู้สึกว่ารถเบา ถ้าเกิดรู้สึกว่ารถเคลื่อนที่เร็วไปก็เพียงแค่กำคลัตช์และเบรกหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง เท่านี้เราก็ไม่เหนื่อยในการเข็นรถที่มีน้ำหนักมาก ๆ แล้ว เมื่อรู้จักการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์กันไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของการหยุดรถ เพราะการหยุดรถให้ได้ดั่งใจถือเป็นสิ่งสำคัญจำเป็น หากในสถานการณ์ขับขี่จริงแล้ว เราต้องหยุดรถในที่ที่มีพื้นที่ยืนจำกัด บางทีมีแค่หินก้อนเดียวให้เราวางเท้า ก็ควรต้องมีความแม่นยำในการเบรกให้มาก สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการเบรกรถและวางเท้าบนแท่นปูนสลับซ้ายขวาและจะมีความเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแค่หินก้อนเดียว แรก ๆ ก็ฝึกจากการนั่งขี่ดูก่อน ขี่วนสักรอบสองรอบก็ลองเปลี่ยนเป็นท่ายืนบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย ต่อมาจะเป็นการฝึกขับขี่ขึ้นลงเนินในลักษณะคล้ายตัว V กลับหัว ติดกัน 3 เนิน หลัก ๆ ของฐานนี้จะเป็นการฝึกใช้ เบรก คลัตช์ คันเร่ง และการถ่ายเทน้ำหนักของตัวผู้ขับขี่ ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นต้องมีความสัมพันธ์กันหมดและใช้ให้ถูกจังหวะ มากไปก็อาจจะทำให้เสียการควบคุม น้อยไปก็อาจจะทำให้รถดับและเกิดอุบัติเหตุได้ สำหรับขั้นตอนที่ครูหมีได้สอนขี่ทางลักษณะแบบนี้ก็คือ ก่อนขึ้นเนินให้เติมคันเร่งเล็กน้อย ให้รู้สึกว่ารถมีกำลังพอที่จะขึ้นเนินได้ ตอนขึ้นถ่ายน้ำหนักตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย สายตามองที่ปลายเนิน ส่วนตอนลงเนินให้ถ่ายเทน้ำหนักมาด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับเบรกอย่างนุ่มนวล ไม่เบรกจนล้อล็อกเพราะอาจจะทำให้เสียการควบคุมได้ พอถึงจังหวะก่อนที่ล้อหลังใกล้จะลงถึงจุดต่ำสุดของเนินก็เติมคันเร่งให้รถพอมีกำลังขึ้นเนินและถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าแบบเดิมที่ได้บอกไปตอนต้นทำสลับกันไป ต่อมาเป็นการขับขี่บนทางหิน ฐานนี้ไม่ยากไม่ง่ายเพราะเวลาที่ล้อเราเหยียบหินรถอาจจะมีอาการพลิกซ้ายพลิกขวา เทคนิคก็คือควรเร่งให้รถมีกำลังอยู่ตลอด แต่ต้องไม่ช้าและไม่เร็วไป ควรขับขี่ในท่ายืนเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ สายตามองไกลและกำหนดทิศทางที่จะไปเพียงเท่านี้ก็ผ่านไปได้แบบสบาย ๆ เลย ที่ผ่านมาเราขึ้นเนินลงเนินเล็กกันไปแล้วทางครูหมีก็พาไปขึ้นเนินใหญ่กันบ้าง บอกตรง ๆ แอบหวั่นใจเล็กน้อยเพราะเนินค่อนข้างสูงและชัน สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการฝึกขึ้น – ลงเนินโดยการใช้เบรก คลัตช์ คันเร่ง และระบบเบรก ABS ของรถเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยการลงเนินก่อน ครูหมีบอกว่าก่อนที่จะลงเนินในลักษณะแบบนี้