SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Yamaha R1 GYTR 2023 รถซิ่งแท้ ๆ จากยามาฮ่า แฟน ๆ น่าจะรู้จักกันดีว่าเจ้าอาร์วันนั้นคือซูเปอร์ไบค์พิกัด 1,000 ซีซีที่ได้รับการยอมรับจากชัยชนะในการแข่งขันระดับโลกของรถโปรดักชันอย่าง WorldSBK รวมไปถึงรายการแข่งขันระดับชาติทั่วโลก ด้วยคาแรกเตอร์เครื่องยนต์ CP4 อันเป็นเอกลักษณ์ บวกกับช่วงล่างที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ดี พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็น IMU คันเร่งไฟฟ้า ระบบควบคุมเบรก ระบบควบคุมเครื่องยนต์ เป็นต้น และสำหรับ Yamaha R1 GYTR 2023 มันก็คือรถที่ทำมาเพื่อการแข่งขันแท้ ๆ เจ้าคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไบค์เกอร์ที่กำลังมองหาสมรรถนะและคุณภาพ โดยโมเดลนี้ถูกจัดเตรียมขึ้นเพื่อสำหรับขี่ในสนามโดยเฉพาะ ตัวรถเปรียบเสมือนผืนผ้าใบให้คุณได้จรดปลายพู่กันตกแต่งรถในแบบของคุณเอง ซึ่งเหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสนามหรือกระทั่งนักแข่ง ซึ่งจะมาพร้อมชิ้นส่วนที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ในสนามพร้อมกับของแต่งเสริมสมรรถนะจากทางค่ายที่เลือกมาเป็นอย่างดีทั้งหมด 25 ชิ้นด้วยกัน รวมไปถึงปลายท่อและท่อลิงก์ไปป์จาก Akrapovic โดยสิ่งที่ได้จากโมเดลนี้คือพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นและขี่ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้มันเป็นรถแข่งที่เหมาะกับทุกระดับฝีมือจากการที่ตัวรถมีกำลังในทุกย่านความเร็ว ออปชันในการปรับแต่งกล่อง ECU ที่หลากหลาย ชุดเกียร์ที่ปรับแต่งมาใหม่ และชิ้นส่วนน้ำหนักเบาหลายชิ้นจะช่วยให้คุณสามารถขี่ได้เต็มลิมิตของคุณ ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับกติกาในรุ่น Stock 1000 ของ FIM อีกด้วย นอกจากนี้ระบบเบรกดีขึ้น และแอโรไดนามิกก็ดีขึ้นด้วยท่านั่งที่เหมาะสม สุดท้ายนี้ตัวรถใช้ระบบคีย์เลสพร้อมกับแถมสแตนด์ท้ายมาให้เพื่อความสะดวกอีกด้วย ไฮไลท์ต่าง ๆ ส่วนเครื่องยนต์ ปลายท่อและลิงก์ไปป์จาก Akrapovic สำหรับการแข่งขัน ชุดปลั๊ก AIS ชุดครอบเครื่อง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ กล่องแต่ง GYTR ชุดสายไฟแต่ง สายต่อ PC ระบบ GYTR ABS Emulator สวิตช์ออฟรันแต่ง GYTR ชุดขับ สเตอร์หน้า 15 หลัง 42T ขนาด 520 โซ่เรซซิ่ง GYTR R-Series 520 ช่วงล่าง ยาง BS R11 ฝาถังแต่ง GYTR ชุดสายเบรกถัก GYTR คาลิเปอร์เบรกพร้อมลูกสูบ GYTR ผ้าเบรก Brembo Z04 แฮนด์แบบ Race ตัวกันกระแทกเวลาหักเลี้ยว การ์ดสเตอร์หลังแบบครีบฉลาม การ์ดเบรกหน้า CNC ชุดพักเท้าเกียร์โยงแต่ง แบบเกียร์กลับ สปูนสำหรับขึ้นสแตนด์ท้าย Rear stand hooks แสตนด์หลัง R-Series Racing แฟริ่ง แฟริ่งแข่งทำสีรองพื้นสีขาว ชิลด์หน้าแข่ง เบาะแข่ง GYTR และสำหรับคนที่คิดว่าแค่นี้มันไม่สาแก่ใจ ยามาฮ่ายังมีของแต่งในไลน์ GYTR PRO อีกด้วย ซึ่งจะทำให้อาร์วันของคุณเข้าใกล้ความเป็นรถแข่ง WorldSBK มากที่สุด เพราะของแต่งจากไลน์นี้คือของที่ใช้ในรถแข่งจริง ๆ ซึ่งคันแรกที่ใช้ชิ้นส่วนเหล่านี้คือรถที่มอบให้กับ Rossi เมื่อปีที่แล้วนั่นเอง ซึ่งตอนนี้มีอุปกรณ์ในไลน์นี้แล้วกว่า 400 ชิ้น แต่จะเริ่มจำหน่ายผ่านร้าน GYTR PRO SHOPS ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนปี 2023 เป็นต้นไป ชิ้นส่วนเด่น ๆ ในโปรไลน์ เช่น สวิงอาร์ม ถังน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษพร้อมศูนย์ถ่วงต่ำ ซับเฟรมท้ายคาร์บอน แผงคอ แฟริ่งคาร์บอน ชิลด์แข่ง แดชบอร์ด ซัพพอร์ตแดชบอร์ด แฮนด์แต่ง ประกับสวิตช์ ชุดระบบไฟ Marelli ดักลมคาลิเปอร์เบรก สายเบรก อะแดปเตอร์แปลงให้ใส่โช้ค Öhlins FGR400 ที่ด้านหน้าและสวิงอาร์มแบบกลับหัวที่ด้านหลัง คลัตช์แต่ง ชุดติดตั้งกันสะบัดด้านข้าง แผงหม้อน้ำ ระบบท่อไอเสียจาก Akrapovic การ์ดก้านเบรก สุดท้ายนี้รอลิสต์และราคาเต็ม ๆ ของโปรไลน์ได้ช่วงปลายปีนี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati XDiavel Nera เปิดขายไทย เพียง 5 คันเท่านั้น ดูคาติ ประเทศไทย ปล่อยหมัดเด็ดส่ง Ducati XDiavel Nera สายสปอร์ตครูเซอร์สุดพรีเมียมที่มี 500 คันทั่วโลก และมีเพียง 5 คันเท่านั้นในประเทศไทย ที่ได้รับความร่วมมือจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกอย่าง Poltrona Frau จากประเทศอิตาลี ร่วมกันออกแบบ พร้อมเปิดให้จองผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://forms.gle/FHiwTytq6Woh67TB7 และเปิดให้ชมคันจริงในงาน Ducati roadshow ณ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-18 กันยายนนี้ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ดูคาติ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไปมากกว่า 6 รุ่น ด้วยกัน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ ดูคาติ อย่างล้นหลาม โดยเรายังคงมุ่งมั่นในการคัดสรรบิ๊กไบค์ที่มาพร้อมทั้งดีไซน์ที่ดูโดดเด่น และเทคโนโลยีที่จัดเต็มมาให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับเดือนกันยายน เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นให้ตลาดและเหล่าไบค์เกอร์ ดูคาติ ประเทศไทย เลือกนำเสนอไอคอนสุดพรีเมียมลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่นักสะสมบิ๊กไบค์ต้องมีอย่าง Ducati XDiavel Nera ซึ่งมีเพียง 500 คันทั่วโลก และในประเทศไทยนั้นมีเพียง 5 คัน เท่านั้น ในราคาเปิดตัวสุดเร้าใจที่ 1,399,000 บาท โดยเปิดให้จองพร้อมกันผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://forms.gle/FHiwTytq6Woh67TB7 เท่านั้น ในวันที่ 7 กันยายนนี้ เวลา 12.00 น. พร้อมนำคันจริงให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ชมโฉมอย่างใกล้ชิดในงาน Ducati roadshow ณ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-18 กันยายนนี้” “เชื่อว่าการมาของ โมเดลไอคอนสุดพรีเมียมที่มีเพียง 5 คันเท่านั้นในประเทศไทย จะสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าไบค์เกอร์นักสะสมอย่างมาก และน่าจะถูกจองหมดในเวลาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อยากชวนให้เหล่าไบค์เกอร์ไปสัมผัสสุดยอดดีไซน์ที่ลงตัวได้ในงาน Ducati roadshow ที่จัด ณ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-18 กันยายนนี้ เพื่อต้อนรับการมาของรุ่นพิเศษนี้ โดยเรายังนำรถจักรยานยนต์ ดูคาติ อีกหลายรุ่นฮอตมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและเลือกเป็นเจ้าของก่อนใคร กับแคมเปญพิเศษ ดาวน์ 0 บาท และดอกเบี้ย 0% พร้อมข้อเสนอพิเศษอีกมากมายในงาน” สำหรับโมเดลนี้กำเนิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ 2 แบรนด์อิตาเลียนยักษ์ใหญ่ อย่าง ดูคาติ และ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สุดหรูอย่าง Poltrona Frau ดีไซน์ที่ลงตัว ความประณีต พิถีพิถัน และใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมงานฝีมือที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ทำให้สปอร์ตครูเซอร์คันนี้ถือเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มีนักสะสมของระดับพรีเมียมทั่วโลกรอคอย โดยคันนี้มาในคอนเซ็ปท์ Black on black สีดำเงาสลับดำด้าน ที่คงไว้ซึ่งความสุขุม ดุดัน แต่แฝงไปด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ที่เป็นจุดเด่นของ ดูคาติ อีกด้วย นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด กล่าวถึง “ความพิเศษของคอนเซ็ปท์ในการออกแบบของคันนี้ยังคงมาในแบบความเท่ ดุดัน มีเสน่ห์ในแบบอิตาเลียนดีไซน์ กับ Black on black livery โดดเด่นด้วยเบาะนั่งแบบสั่งทำพิเศษ หนังธรรมชาติเนื้อนุ่มพิเศษ และทำด้วยมือที่พัฒนาโดย Poltrona Frau มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Siam Red และ Steel Blue ยังมี Number plate ที่ถูกติดไว้ที่เฟรมถักสีดำ แสดงถึงความลิมิเต็ดที่มีเพียง 500

Streetfighter V4 Lamborghini 2023 สปอร์ต หรูหรา ลิมิเต็ด เปิดตัวกันไปแล้วสำหรับสุดยอดรถสไตล์เน็กเก็ดพิกัดเรือธงพร้อมความพิเศษแบบลิมิเต็ดอิดิชันกับ Ducati Streetfighter V4 Lamborghini 2023 ที่ผลิตขึ้นเพียง 630+63 คันเท่านั้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Huracan STO จากค่ายรถกระทิงดุ ตัวรถมีรูปทรงและเส้นสายที่ดุดันขั้นสุด มาพร้อมชิ้นส่วนสุดพิเศษและน้ำหนักเบารวมไปถึงชุดสีพิเศษที่สื่อให้เห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างสองแบรนด์สัญชาติอิตาลี นอกจากนี้ยังพิเศษยิ่งกว่ากับกับเวอร์ชัน Speciale Clienti โมเดลพิเศษสุดเพียง 63 คัน (สังเกตได้จากตัวเลข +63 ที่กล่าวไปในตอนแรก) ซึ่งลูกค้าจะสามารถเลือกสีแฟริ่งและล้อได้เอง และสามารถเลือกสีเบาะเข้าคู่กับสีคาลิเปอร์เบรกหน้าได้เอง สุดท้ายนี้ลูกค้าจะสามารถจัดเซ็ตหล่อเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยการสั่งชุดขับขี่พิเศษสีเดียวกับตัวรถได้อีกด้วย โดยในชุดนี้จะได้แก่ หมวกกันน็อก แจ็กเก็ตและชุดหนัง สำหรับความพิเศษของโมเดลนี้ก็จะได้แก่ ล้อฟอร์จลายเดียวกับที่ใช้ใน Huracan STO โดยเฉพาะล้อหลังที่จะมีน็อตล็อกเป็นไทเทเนียมดีไซน์เดียวกันกับที่ใช้ในซูเปอร์คาร์รุ่นเดียวกัน บังโคลนหน้า ครอบถัง อกล่างและท้าย ช่องตัดลม ช่องลมและแอร์อินเทค ดีไซน์ใหม่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าฮูรากันคันเดิม ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ทำจากคาร์บอน (รวมไปถึงชิ้นส่วนที่ดีไซน์ใหม่จากที่กล่าวไปแล้ว) ผลิตขึ้นและทำพื้นผิวให้เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์คาร์ เบาะนั่งเองก็ดีไซน์ใหม่โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเบาะนั่งของเจ้าฮูรากันเช่นกัน พักเท้าปรับระดับได้ การเบรกและก้านคลัตช์ไล่เบา เป็นอลูมิเนียม CNC Rizoma ผลิตให้ การ์ดข้อเท้า ครอบเบาะท้าย ครอบเรือนไมล์ ครอบสวิตช์และครอบสเตอร์ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวการ์ดป้องกันความร้อนจากส่วนต่าง ๆ เครื่องยนต์และท่อไอเสีย อาทิ ครอบฝาสูบ การ์ดคอท่อและการ์ดเครื่องแบงค์หลัง ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ซัพพอร์ตไฟหน้า บังโคลนท้าย และการ์ดซับเฟรมท้ายก็ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยเช่นกัน ท่อไอเสียไทเทเนียมพร้อมปลายคาร์บอนไฟเบอร์จาก Akrapovic เพลตโลหะบอกชื่อโมเดลและซีเรียลนัมเบอร์ของรถ กุญแจพร้อมซีเรียลนัมเบอร์พร้อมอเนมิชันการแสดงผลที่หน้าจอสีพิเศษสำหรับโมเดลนี้ มาในสีสันพิเศษ Verde Citrea/Arancio Dac หรือสีเขียวมะนาวตัดด้วยสีแดงแครนเบอรี่ ซึ่งเป็นเฉดสีหนึ่งของเจ้าฮูรากัน เอสทีโอ คาลิเปอร์เบรกสีแดง ส่วนอื่น ๆ เป็นสีดำเพื่อเพิ่มความโดดเด่น ขณะที่โช้คหน้าและกันสะบัดจาก Ohlins นั้นจะเป็นสีดำแทนที่สีเหลืองทอง น้ำหนักเบาเพียง 5 กิโลกรัม จากการใช้ชิ้นส่วนน้ำหนักเบาหลากหลายชิ้น สำหรับลูกค้าที่สั่งจองไปทางดูคาติเผยว่าจะเริ่มส่งมอบรถได้ในเดือนเมษายนปี 2023 ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBusa ผลงานสุดแรง 342 ม้า จากสำนักแต่งและนักออกแบบชื่อดัง เชื่อได้เลยว่าผมคงไม่ต้องแนะนำตัวเจ้า Suzuki Hayabusa พญาเหยี่ยวคันโตจากค่ายรถญี่ปุ่นเมืองฮามามัตสึ ที่ ๆ ใครต่างก็น่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือรถมอเตอร์ไซค์โปรดักชันคันนึงที่เคยเป็นเจ้าของสถิติเร็วที่สุดในโลกในอดีต และตอนนี้มันเป็นตำนาน ตำนานที่หลาย ๆ คนยังหลงรัก แต่วันนี้มันพิเศษกว่ากับ SuperBusa ที่เป็นสุดยอดผลงานความร่วมมือของสำนักแต่งชื่อดังจากอังกฤษ TTS Performance และสำนักออกแบบรถฝีมือพระกาฬอย่าง Kardesign สำหรับเจ้าซูเปอร์บูสะคันนี้จะมีพื้นฐานเป็น Hayabusa เป็นเจ็นที่ 3 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2021 ซึ่งสำหรับเจ็นนี้นั้นจะมีแรงม้าและแรงบิดน้อยลงกว่าเจ็นก่อน ๆ เล็กน้อย แต่ตัวรถนั้นขี่ได้ดีขึ้นและควบคุมได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะในย่านความเร็วสูง ๆ หรือย่านความเร็วต่ำ แต่ทางสำนัก TTS Performance จากทางอังกฤษได้จับมือกับทาง Kardesign เปิดตัวฮายาบูสะซูเปอร์ชาร์จขึ้นมาเพื่อเป็นโอกาสอันดีที่ทางสำนักครบรอบ 40 ปีอีกด้วย โดยตัวรถจะใช้ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex C30-94 ทำให้มีพละกำลังมากขึ้นมหาศาลกลายเป็น 372 แรงม้าและแรงบิด 250 นิวตันเมตร เรียกว่าแรงติดจรวดกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนอีกหลายจุด เช่น เลือกใช้ล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก Rotobox ดัดแปลงมาใช้สวิงอาร์มเดี่ยว เปลี่ยนดิสก์เบรกให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและอัปเกรดช่วงล่างใหม่ สุดท้ายนี้เรา ๆ ท่าน ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้โดยเจ้าซูเปอร์บูสะคันนี้จะถูกผลิตขึ้นประมาณ 40 คัน โดยจะผลิตขึ้นตามสั่งหรือพรีออเดอร์ โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะของตัวเองอีกด้วย เรียกว่าแรงสั่งได้นั่นเอง สุด ๆ ไปเลยพี่น้อง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R1250GS 2022 รุ่นใหญ่สายลุยเปิดขายไทย ปรับราคาเพิ่มเริ่ม 1.035 ล้าน เป็นอีกโมเดลที่หลาย ๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีสำหรับชื่อชั้นดีกรีของแอดเวนเจอร์สายลุยรุ่นใหญ่คันนี้กับ BMW R1250GS 2022 ซึ่งก็เพิ่งเปิดตัวพร้อมมีการปรับราคาจำหน่ายขึ้นเป็น 1,035,000 บาท ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพของสภาวะเศรษฐกิจในหลาย ๆ ทาง ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ เรื่องราคาน้ำมัน และราคาวัตดุดิบต่าง ๆ ในการผลิตรถ สำหรับพี่ใหญ่รุ่นนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากสีสันและกราฟิกเท่านั้น โดยตัวรถจะมีไฮไลท์ต่าง ๆ ดังนี้ – ขุมพลังบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,254 ซีซี ระบายความรน้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยีชิฟต์แคมเพื่อควบคุมให้วาล์วทำงานแบบแปรผันได้ตามความเร็วรอบ ช่วยให้มีอัตราเร่งดีทุกย่าน ประหยัด ไอเสียน้อยและเงียบยิ่งขึ้น โดยเครื่องนี้ให้กำลังสูงสุดที่ 136 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ – เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ครบครันและไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มจากเดิมที่ต้องเสียเงินเพิ่ม อาทิ เช่น ระบบเบรก ABS Pro ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เป็นต้น – ช่วงล่างระดับแนวหน้าพร้อมกับระบบ Electronic Dynamic ESA (ช่วงล่างปรับไฟฟ้าอัตโนมัติ) ที่มาพร้อมระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลลีฟเวอร์พร้อมเซ็นทรัลสปริงสตรัท ขณะที่ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวทำงานร่วมกับโช้คเดี่ยวและกระเดื่อง โดยโช้คสามารถปรับพรีโหลดได้ – ระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 305 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 276 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลอยตัว 2 ลูกสูบ – ในส่วนของล้อและยางนั้น จะมาพร้อมล้ออลูมิเนียมและยางขนาด 120/70 R19 และ 170/60 R17 ตามลำดับ แต่สำหรับเวอร์ชัน Rallye จะมาล้อและยางพร้อมลุย ตัวรถจะมาพร้อมล้อแบบซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน โดยมีขนาดยางและล้อดังนี้ 120/70 R19 และ 170/60 R17 สำหรับสนนราคาเวอร์ชัน Triple Black จะจำหน่าย 1,035,000 บาท ขณะที่เวอร์ชัน Rallye จะมีราคาแพงกว่า 20,000 บาทเป็น 1,055,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Neco NC-N01 เน็กเก็ดไซส์เล็กทรงดีจากเบลเยี่ยม เชื่อได้ว่าไบค์เกอร์ทุกคนน่าจะจดจำมอเตอร์ไซค์คันแรกที่ตัวเองขี่ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าไม่มีวันลืมเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเริ่มกับรถพิกัดเริ่มต้นกันซะเป็นส่วนมาก ดังนั้นรถในพิกัดเริ่มต้นจึงถือว่าเป็นรถที่สำคัญในการดึงดูดไบค์เกอร์หน้าใหม่ให้หลงใหลในแบรนด์ของตัวเอง และวันนี้เราก็นำมาพาท่านมาทำความรู้จักกับ Neco NC-N01 เน็กเก็ดไบค์ไซส์เล็กพิกัดเริ่มต้นสัญชาติเบลเยี่ยมกันครับ สำหรับแบรนด์นี้ได้ทำตลาดสองล้อมานานแล้ว นานกว่า 30 ปีแล้ว แต่หลัก ๆ จะเน้นไปที่สกู๊ตเตอร์เป็นหลัก และตอนนี้เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ บ้างแล้ว ซึ่งก็คือการเปิดตัวโมเดลเน็กเก็ดไบค์คันนี้นั้นเอง โดยมีเป้าหมายไปที่กลุ่มนักบิดหน้าใหม่ ซึ่งตัวรถออกแบบมาให้มีเส้นสายเฉียบคมและให้กลิ่นอายความเป็นซูเปอร์โมโตที่มีคนนิยมมากเฉกเช่นเดียวกับเจ้า KTM Duke นั่นเอง ตัวรถใช้ระบบไฟ LED กับเส้นสายคม ๆ เข้าคู่กับเฟรมถัก และท่อไอเสียแบบวางใต้ท้องเครื่อง ทั้งนี้มองบางมุมยังดูไปดูมาไปคล้าย ๆ กับเจ้า Brutale ของ MV Agusta ซะอีกด้วย น่าจะเป็นแรงบันดาลใจแหละ สำหรับขุมพลังจะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ 124.2 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ให้กำลังแรงสูงสุด 15 แรงม้าที่ 9,500 รอบ เคลมมาว่าทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 100 กม./ชม. ดังนั้นจึงบอกได้ว่าพอตัวและทำความเร็วได้ดีกว่าสกู๊ตเตอร์หลาย ๆ คันที่มีความจุใกล้เคียงกันซะอีก ทั้งนี้ต้องคำนึงด้วยว่ารถคันนี้อยู่ใต้ข้อจำกัดเรื่องใบขับขี่ A1 ของทางยุโรปด้วยนะครับ ช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างโอเค โดยด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้พร้อมสวิงอาร์มอลูมิเนียม มีระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อนั้นจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก ส่วนสนนราคาจะอยู่ที่ 3,499 ยูโรหรือราว ๆ 128,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Mitt 330 GTS แม็กซี่สกู๊ตเตอร์สัญชาติจีนบุกตลาดยุโรปแล้ว แม็กซี่สกู๊ตเตอร์นั้นถือว่าเป็นตัวเลือกนึงที่ได้รับความนิยมมาก ๆ สำหรับผู้ชื่นชอบขับขี่มอเตอร์ไซค์ในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป อันเนื่องมากจากการที่มันเป็นรถที่ขี่ง่าย กำลังที่เหมาะสม ใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองก็ได้เป็นอันรู้กันดี อย่างในบ้านเราก็ฮิตแบบถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็น Yamaha XMAX300 หรือจะเป็น Honda Forza350 และครั้งนี้เราจะนำเสนอเจ้า Mitt 330 GTS สกู๊ตเตอร์สัญชาติจีนที่ไปตีตลาดที่ยุโรปกันครับ ดีไซน์ของตัวรถออกมาในทรงแบบสปอร์ตดุดัน ดูบึกบึนใหญ่โต มาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อกและดิจิทัลดีไซน์ดูสวยเป็นเอกลักษณ์ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ สำหรับขุมพลังของเจ้าโมเดลนี้นั้นจะเป็นเครื่องแบบสูบเดียว 276 ซีซีที่มีกำลังแรงม้าที่ 27 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.82 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 16 ลิตรเลยทีเดียว ช่วงล่างนั้นจะมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดา และโช้คหลังเดี่ยวแบบปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้านั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกคู่เลย ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 1 ชาแนลเลยทีเดียว ส่วนขนาดล้อหน้า 15 นิ้วและล้อหลัง 14 นิ้ว สุดท้ายนี้จำหน่ายในราคาที่ 3,995 ยูโรหรือราว ๆ 145,000 บาทครับ ก็ถือเป็นโมเดลที่ซีซีดูน้อยไปหน่อย แต่ก็มีดีไซน์ที่น่าสนใจดีไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW G310GS 2022 ปรับปรุงใหม่เสริมออปชัน เริ่ม 275,000 บาท เป็นอีกโมเดลที่ได้โอกาสเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทยอีก 1 โมเดลในงาน Big Motor Sale 2022 สำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เล็กอย่าง BMW G310GS 2022 ที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสริมออปชันเพิ่มเติมรวมถึงมีการปรับรูปโฉมภายนอกอีกด้วย เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ภายนอก เจ้าแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เล็กคันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมภายนอก โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีดีไซน์ใหม่ โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็เป็น LED แบบใหม่ที่ดูหล่อเท่มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีรูปทรงที่ไม่เทอะทะ คล่องตัว สามารถใช้งานในเมืองได้ และยังมีกำลังเพียงพอที่จะขับขี่บนถนนใหญ่ได้ด้วย เมื่อรวมกับชิลด์หน้าอันเป็นเอกลักษณ์ก็ช่วยให้ป้องกันลมปะทะได้ดี ขณะเดียวกัน บังโคลนหน้าสูงและท้ายยกสูงก็ให้กลิ่นอายแบบรุ่นพี่ใหญ่อย่าง R1250GS นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องการยศาสตร์อีกด้วย โดยตัวรถมีก้านเบรกและก้านคลัตช์สามารถปรับได้ 4 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของมืออีกด้วย เหมือนกับทาง G310R เลย ตัวรถใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 313 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว หัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งผ่านมาตรฐาน EU5 แล้ว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 28 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ โดยสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเร่งรอบเครื่องอัตโนมัติเวลาสตาร์ทป้องกันเครื่องดับ และยังมีระบบเซลฟ์บูสติงแอนติฮ็อปปิ้งคลัตช์ หรือสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดเอ็นจิ้นเบรกเวลาเชนจ์เกียร์ลง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก และยังช่วยให้มือคลัตช์เบาลงอีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างโดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกถือว่าเป็นของดีเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนยางและล้อขนาดจะเป็น 110 /80 R19 และ 150/70 R17 หน้าหลังตามลำดับ แม้ว่าจะมียางแบบออลเทอร์เรน แต่ล้อจะยังเป็นล้ออลูมิเนียม ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นแอดเวนเจอร์จ๋า ๆ แต่ค่อนข้างจะเป็นทัวริ่งมากกว่า ส่วนสนนราคาจำหน่ายนั้นเริ่มต้นที่ 275,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเรียบร้อยแล้ว โดยท่านสามารถชมรถจริงและรับโปรโมชันดี ๆ ได้ในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งจะจัดขึ้นถึง 28 สิงหาคมนี้ หรือไปชมคันจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 Limited Edition ฉลองครบ 44 ปี มีแค่ 400 คันเท่านั้น ล่าสุดในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ Yamaha SR400 Limited Edition เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 44 ปี ในการผลิตและจำหน่ายโมเดลนี้ ซึ่งถือเป็นตำนานแห่งเอกลักษณ์ของ Big Single และ Kick Start ที่สานต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองครั้งนี้ และตัวรถมีจำนวนจำกัดเพียง 400 คันในโลกเท่านั้น โดยโมเดลสุดพิเศษนี้นอกจากจะมาในดีไซน์แบบคลาสสิกดั้งเดิมแล้วยังมาพร้อมลายกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ของถังน้ำมันลายแรกที่ผลิตในปี 1978 ภายใต้สี Black Gold ที่ดูคลาสสิกและล้ำค่า มาพร้อมแผ่นเพลทโลโก้และรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันตั้งแต่ 001 – 400 อีกด้วย และนั่นคือลูกเล่นสำคัญในตัวรถ ขุมพลังของรถยังคงเป็นเครื่องสุดคลาสสิกสูบเดียวลูกโตขนาด 399 ซีซี แบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่วางบนเฟรมแบบเปลคู่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดโดยรับมาจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์แบบ 5 สปีด และยังคงใช้ระบบสตาร์ทเท้าแบบดั้งเดิม ช่วงล่างของรถก็ยังคงความคลาสสิก ด้านหน้ามีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกยางกันฝุ่น ด้านหลังเป็นโช้คคู่ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 298 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นดรัมเบรก ปิดท้ายด้วยขนาดยางและล้อ 90/100-18 M/C 54S แบบใช้ยางใน และ 110/90-18 M/C 61S แบบใช้ยางในเช่นกัน ส่วนสนนราคาเปิดตัวแนะนำ 309,000 บาท พร้อมกันนี้ลูกค้าที่ซื้อจะได้รับ Exclusive Box Set มูลค่า 5,000 บาท ประกอบด้วย โลโก้เหล็กประจำรุ่น ไฟแช็กสลักลายพิเศษ และพวงกุญแจหนังตรงรุ่นอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SYM MMBCU 2022 อสรพิษร้ายสายพันธุ์ออโตเมติก เปิดตัวไปแล้วที่ไต้หวันกับอสรพิษร้ายสายพันธุ์ออโตเมติก หรือเจ้า SYM MMBCU 2022 สกู๊ตเตอร์ชื่อแปลกกับดีไซน์และสีสันสุดโฉบเฉี่ยว หลาย ๆ คนเห็นชื่อรุ่นแล้วคงจะปวดหัว เพราะยากต่อการจำซะเหลือเกิน ซึ่งชื่อรุ่นดังกล่าวนั้นมีที่มา โดย 3 ตัวอักษรแรกนั้นมีที่มาจากงูแมมบ้าจากแอฟริกาที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบดีไซน์โมเดลนี้ ขณะที่ตัว C มาจากคำว่า Crossover สื่อถึงความเป็นลูกผสม และ U ตัวสุดท้ายมาจากคำว่า Unique ที่สื่อถึงความโดดเด่นนั่นเอง ขุมพลังแบบสูบเดียว ขนาด 158 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ CVT และสายพาน ส่วนเรื่องตัวเลขกำลังนั้นยังไม่มีการเปิดเผย แต่น่าจะคล้ายคลึงกับโมเดลอื่น ๆ ของทางค่ายเอง ซึ่งก็น่าจะประมาณ 15 แรงม้า และ 14.6 นิวตันเมตร แม้ว่าตัวรถจะมีการใช้คำว่าครอสโอเวอร์ในชื่อด้วยก็ตาม และเมื่อบวกกับพิกัดเครื่องยนต์แล้ว มันก็ดู ๆ ไปแล้วน่าจะเป็นคู่แข่งของ Honda ADV160 แต่อย่างไรก็ตามตัวรถก็ยังมีช่วงล่างเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ทั่วไปอยู่ดี เพราะยางที่ให้มาก็ยังเป็นยางแบบขี่ถนนที่มีขนาด 120/70 13” และ 130/70 13” นั่นเอง ส่วนช่วงล่างก็จะมีระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช้คเทเลสโคปิก และโช้คหลังเดี่ยว ขณะที่ดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มีในตัวรถก็จะมีระบบไฟ LED ตลอดทั้งคัน หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ระบบสต็อปสตาร์ท ระบบเบรก ABS จาก Bosch แบบ 2 ชาแนล และแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ถือว่าค่อนข้างครบครันสำหรับรถระดับนี้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ก็จะมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ขนาด 28 ลิตร และฟุตบอร์ดขนาดใหญ่ โดยราคาค่าตัวอยู่ที่ 110,000 ไต้หวันดอลลาร์หรือราว ๆ 131,000 บาท ก็เรียกได้ว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่น่าสนใจอีกรุ่นนึงเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้มีมาจำหน่ายในไทยเท่านั้นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ของขวัญสุดพิเศษให้นักทดสอบรถ MotoGP เมื่อไม่นานมานี้ Suzuki เพิ่งจะได้มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับนักบิดทรงคุณค่าของทางค่ายเป็นรถไฮเปอร์ไบค์ที่ถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ มันก็คือ Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ที่มีเพียงคันเดียวในโลก หลังจากช่วงต้นปีค่ายรถญี่ปุ่น Suzuki ได้ออกประกาศว่าจะถอนตัวจากการแข่งขัน MotoGP และหันไปทุ่มเทให้กับการพัฒนารถพลังงานทางเลือกแทน นั่นหมายความว่านักทดสอบรถ MotoGP และแชมป์โลก Endurance World Champion (EWC) อย่าง Sylvain Guintoli จะจบการร่วมงานกับ Suzuki เร็วกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อพิจารณาแล้วเขาคือชายที่ทำให้ Suzuki ประสบความสำเร็จ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทางค่ายจึงได้ตอบแทนเขาด้วยวิธีที่น่าจะดีที่สุดแบบนี้นั่นเอง “ผมต้องขอบคุณ Suzuki สำหรับรถคันงามคันนี้ที่เป็นเหมือนการฉลองให้กับความสำเร็จของเราตลอดช่วงเวลาไม่กี่ที่ผ่านมานี้” Guintoli ให้สัมภาษณ์ “คันเร่งมันเนียนมาก ๆ และกำลังที่ถ่ายออกมาก็สมู้ทมาก ๆ มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกกล้าที่จะเปิดคันเร่งให้มากขึ้น” สำหรับเจ้าฮายาคันนี้มีพื้นฐานเครื่องยนต์เป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 1,340 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 198.8 แรงม้าและแรงบิดที่ 162.7 นิวตันเมตร แต่จะมีลวดลายกราฟิกพิเศษเป็นลายแบบเดียวกับรถแข่งของทีม Yoshimura SERT Motul ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เขาขี่ในการแข่งขัน EWC เลย ทั้งนี้นักแข่งผู้นี้ยังโพสต์ขอบคุณไว้ที่ Facebook ของตัวเองไว้ว่า “ Suzuki ได้ให้สิ่งนี้กับผม มันคือ Suzuki Hayabusa “Yoshimura-Sert-Motul” ที่ Donington Park เพื่อฉลองแชมป์โลก 2021 EWC World Title, Bol d’Or และชัยชนะในการแข่งขันLeMans24H 2021 & 2022” เรียกได้ว่าสวยงามมากเลยล่ะครับ สำหรับเจ้าฮายาบูสะสุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW G310R 2022 เปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว เริ่ม 255,000 บาท ได้ฤกษ์เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทยสักทีสำหรับเน็กเก็ดไบค์พิกัดเริ่มต้นอย่าง BMW G310R ที่ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวที่ต่างประเทศมานานเป็นปีแล้วก็ตาม สำหรับโมเดลเริ่มต้นพิกัดต่ำกว่า 500 ซีซีของทาง Motorrad นั้นก็มีด้วยกันอีก 2 โมเดลก็คือ G310GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ และ G310RR สปอร์ตไบค์ที่เพิ่งเปิดตัวที่อินเดียไปได้ไม่นาน แต่สำหรับคันนี้คือเน็กเก็ดโร้ดสเตอร์ที่มีดีไซน์ใหม่โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็เป็น LED แบบใหม่ที่ดูหล่อเท่มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีรูปทรงปราดเปรียวและคล่องตัวเหมาะกับการใช้งานเมือง แต่ขณะเดียวกันก็มีกำลังเพียงพอที่จะขับขี่บนถนนใหญ่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องการยศาสตร์อีกด้วย โดยตัวรถมีก้านเบรกและก้านคลัตช์สามารถปรับได้ 4 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของมืออีกด้วย ตัวรถใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 313 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว หัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งผ่านมาตรฐาน EU5 แล้ว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 28 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ โดยสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเร่งรอบเครื่องอัตโนมัติเวลาสตาร์ทป้องกันเครื่องดับ และยังมีระบบเซลฟ์บูสติงแอนติฮ็อปปิ้งคลัตช์ หรือสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดเอ็นจิ้นเบรกเวลาเชนจ์เกียร์ลง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก และยังช่วยให้มือคลัตช์เบาลงอีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างโดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกถือว่าเป็นของดีเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนยางและล้อขนาดจะเป็น 110 /70 R17 และ 150/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนสนนราคาจำหน่ายของ BMW G310R 2022 นั้นเริ่มต้นที่ 255,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเรียบร้อยแล้ว โดยท่านสามารถชมรถจริงและรับโปรโมชันดี ๆ ได้ในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งจะจัดขึ้นถึง 28 สิงหาคมนี้ หรือไปชมคันจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Morini Seiemmezzo โร้ดไบค์ไซส์กลางกับ 2 สไตล์ให้เลือกขี่ ล่าสุดโมโตโมรินีแบรนด์มอเตอร์ไซค์อิตาลีที่เก่าแก่มากแบรนด์นึงก็ได้ทำการเปิดตัว Moto Morini Seiemmezzo โร้ดไบค์ขนาดกลางที่มาพร้อมความคล่องตัวและความทนทานที่ไว้ใจได้และพร้อมจำหน่ายในยุโรปแล้วในเดือนกันยายนเป็นต้นไป สำหรับเจ้าโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันได้แก่ รุ่น STR (Street) ที่ออกแบบมาโดยมุ่งเป้าไปเพื่อคนรักรถในสไตล์เน็กเก็ดแท้ ๆ และ รุ่น SCR (Scrambler) สำหรับคนที่ชอบอะไรที่มันดั้งเดิมและก็ดูโดดเด่น ทั้งสองโมเดลนั้นคล้ายคลึงกันแต่ก็มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน โดยแชร์ชื่อตระกูลเดียวกัน แต่ก็แตกต่างกันออกไปในเวอร์ชัน สำหรับคนที่ต้องการรถที่ขี่ถนนได้และก็ขี่สนุกด้วย ในด้านของการดีไซน์ ตัวรถเน้นรูปทรงที่โดดเด่นแตกต่างด้วยบุคลิกเฉพาะตัว โดยมีความเรียบง่ายและความลงตัว เหลี่ยมมุมที่พอดิบพอดีไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เหลือช่องว่างให้กับความคลีนและดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งท่านั่งที่ช่วยให้ขับขี่ได้แม่นยำและคล่องตัว สำหรับ STR จะเป็นเน็กเก็ดไบค์ที่จะสังเกตได้จากล้อแม็กและแชสซีที่ง่ายต่อการควบคุม และมีท่านั่งขับขี่ที่สบายทั้งคนขับและคนซ้อน ขณะที่ SCR จะมีภาพลักษณ์ลุย ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นสตรีทไบค์ที่ดูแฟชั่นดี เพราะออกแบบมาให้กับคนที่ชอบความวินเทจ เด่นด้วยบังโคลนสูง แฟริ่ง เบาะหนังทำสี และโช้คหน้าสีทอง ปิดท้ายด้วยล้อแบบซี่ลวด ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางคาวาซากิ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 649 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 61 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 51.25 นิวตันเมตร ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร สำหรับช่วงล่างนั้นทางค่ายเลือกใช้ของดี อย่างเช่น ระบบเบรกจาก Brembo ยางจาก Pirelli โช้คจาก KYB ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งค่าได้ ด้านหลังสวิงอาร์มอลูมิเนียมร่วมกับโช้คเดี่ยว เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของล้อจะเป็นล้อหน้าขนาด 18 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ในส่วนของเทคโนโลยีก็มีมาให้ค่อนข้างพอตัว ตัวรถใช้หน้าจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถควบคุมผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์แบบมีแบ็กไลท์ ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกในสภาพแสงน้อย พร้อมกันนี้ยังมีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและเฮดเซ็ตผ่านบลูทูธเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน ระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED อีกด้วย ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากทีเดียวล่ะครับ แต่บ้านเรานั้นไม่มีตัวแทนจำหน่าย ก็ถือว่ารับรู้ไว้เป็นข่าวสารที่น่าสนใจอีกทางนึงนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB300F เปิดตัวกับบิ๊กวิงอินเดียพร้อมอ็อปชันแน่นแบบจัดเต็ม ล่าสุดฮอนด้า อินเดียก็ได้ทำการเปิดตัวสตรีทไฟเตอร์โมเดลใหม่ล่าสุดอย่าง Honda CB300F มาพร้อมดีไซน์ดุดันโดดเด่น และมีด้านหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง CB500F ซึ่งมาพร้อมกับออปชันที่ถือว่าจัดเต็มมากเลยทีเดียวสำหรับพิกัดเริ่มต้นแบบนี้ นอกจากสไตล์ที่ดุดันได้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตแล้ว ตัวรถก็มีความทันสมัย ด้วยการเลือกใช้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลเต็มระบบ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ ช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดี ขณะที่แฮนด์เลือกใช้แบบแฮนด์แบบเทปเปอร์ หรือแฮนด์บาร์แบบสอบปลายตามแบบนิยมซึ่งดีต่อเวลาควบคุมขับขี่ สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 293.52 ซีซี SOHC 4 วาล์ว แบบระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 24.4 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 25.6 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 14.1 ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถือว่าโดดเด่นสำหรับโมเดลนี้เลย โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับสีทองดูสวยงาม ขณะที่โช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังถือเป็นมาตรฐานของพิกัดนี้ ส่วนล้อก็จะเป็นขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เด่นหน่อยก็จะเป็นยางหลังหน้ากว้างถึง 150 ช่วยให้การขับขี่ที่ดีขึ้น ซึ่งจุดที่น่าสนใจในโมเดลนี้คือมีเทคโนโลยีทันสมัยใส่เข้ามาแบบแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นเอง ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดี ทั้งนี้ยังมีระบบ Honda Smartphone Voice Control system หรือ HSVCs หรือระบบสั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยเสียงและช่องจ่ายไฟแบบ USB Type C ช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกมากขึ้นอีกด้วย สำหรับการจำหน่ายในไทยนั้นบ้านเราอาจจะไม่มีโมเดลนี้เข้ามาจำหน่าย แต่เชื่อว่าอาจจะเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถในพิกัด 300 ซีซีของทางฮอนด้าประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอนครับ โดยจะเห็นได้จาก CB300R 2022 ก็เพิ่งมีการอัปเดตเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานเข้าไป แม้จะยังไม่จัดเต็มเท่ากับโมเดลนี้ก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R3 2023 กับสีใหม่ม่วงมหากาฬ เผยโฉมแล้วที่อเมริกา ยามาฮ่ายังคงเปิดตัวโมเดลใหม่ประจำปีอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้เป็น R7 คราวนี้เป็นคิวของ Yamaha YZF-R3 2023 ที่คราวนี้มาพร้อมกับกราฟิกใหม่และเฉดสีม่วงที่ชวนให้นึกถึงสีสันที่เคยเป็นที่นิยมในช่วงปี 90 โดยการเปิดตัวสีใหม่คราวนี้ก็ยังคงเป็นเปิดตัวที่ทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตามส่วนอื่น ๆ ของรถยังคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร นอกเสียจากกราฟิกและสีสัน เครื่องยนต์ของรถยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 321 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าทรงพลังระดับเบอร์ต้น ๆ ของพิกัดนี้ ช่วงล่างของรถเด่นด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ถูกเซ็ตมาให้กับขับขี่บนท้องถนนในหลากหลายสภาวะ ทางด้านของระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนสีสันนี้จะเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่นั้นก็คงต้องลุ้นกันล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R7 2023 มาพร้อมสีสันใหม่ ขาวเท่ สะดุดตา เผยโฉมหน้าให้เห็นแล้วกับ Yamaha YZF-R7 2023 ที่ครั้งนี้มาพร้อมสีสันและกราฟิกใหม่ ขาวเท่ สะดุดทุกสายตา โดยเผยโฉมให้เห็นกันที่ฝากฝั่งประเทศอเมริกากันก่อนใคร สำหรับโมเดลปีใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาว Intensity White แฟริ่งมาในโทนสีขาวตัดด้วยเส้นสายกราฟิกสีเทาและแดง พร้อมล้ออลูมิเนียมสีแดงสด เรียกว่าโดดเด่นจริง ๆ อย่างไรก็ตามส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบ CP2 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 689 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีดและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วงล่างเด่นที่โช้คหน้าแบบหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบพร้อมปั๊มบนแบบเรเดียลจาก Brembo ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และแน่นอนว่าพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนการจำหน่ายสีสันนี้ในบ้านเราคาดว่าจะมีจำหน่ายอย่างแน่นอน ใครชอบล่ะก็อดใจรอกันหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลใหม่ ล่าสุด Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลสองสไตล์ได้แก่ Origin และ Pulse ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าล้วน ๆ 2 คันแรกของทางค่ายเลย ซึ่งงานนี้เป็นทาง Bombardier Recreational Products (BRP) เป็นผู้ที่ออกมาประกาศ ทั้งนี้ BRP คือบริษัทแม่ของค่ายรถ 3 ล้อสัญชาติแคนาดาของแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทแม่กำลังเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าเพื่อแผ้วถางทางต้อนรับนักบิดหน้าใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้และในอนาคต “วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมของเราพัฒนาไปอีกระดับแล้ว พร้อมกันนี้เรายังได้เผยให้เห็นถึงโปรดักต์รถไฟฟ้าที่จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์บนท้องถนนให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” José Boisjoli ประธานและซีอีโอของ BRP แถลง “ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ของเราประกาศชัยชนะทั้งในแทร็กและเส้นทางเทรล และวันนี้ตำนานบทใหม่กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วย Origin และ Pulse สองโมเดลแรกในตระกูลรถไฟฟ้า 2 ล้อของเรา เรากำลังเสริมอาวุธเพื่อเรียกรากเหง้ามอเตอร์ไซค์ของเราด้วยการบรรจงสร้างประสบการณ์การขีบขี่อันตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนเจ็นใหม่” โมเดล Origin จะเป็นโมเดลที่พร้อมจะตะลุยไปในทุกเส้นทาง ทั้งออนโร้ดและออฟโร้ด เพราะมันเป็นรถในสไตล์สองประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอความระทึกใจที่สดใหม่ให้กับทุก ๆ เส้นทาง ขณะที่ Pulse นั้นต่างออกไป มันคือมอเตอร์ไบค์ที่มีความสมดุล มีความแม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นเต้นเร้าใจและอยากที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ๆ ให้สนุกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองโมเดลจะมาในสไตล์ร่วมสมัยและมีเส้นสายที่ดูล้ำยุค ออกแบบมาให้ขี่ได้ง่ายทั้งมือใหม่และมือเก๋า เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปที่เพียงแค่บิดก็สามารถทะยานออกไปโดยไม่ต้องใช้คลัตช์หรือเข้าเกียร์ ตัวรถยังมีการสั่นสะเทือนน้อยมาก นุ่มนวล และส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ แม้ในตอนที่ความเร็วต่ำ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนคือมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-POWER ซึ่งให้ความเร็วเพียงพอกับการขับขี่บนไฮเวย์ พร้อมทั้งแรงม้าและแรงบิดสูง ทั้งนี้แต่ละโมเดลจะมีดีไซน์ การยศาสตร์ และความสามารถที่เหมาะกับสไตล์ของตัวรถ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าจะเปิดเผยสเปกโดยละเอียดในเดือนสิงหาคม 2023 และจะยังเปิดโมเดลใหม่ในปี 2024 อีกด้วย ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารโมเดลใหม่ได้ในเว็บไซต์ของทางค่ายได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทยฮอนด้าเอาใจวัยรุ่นที่ชื่นชอบความเร็วและความโมเดิร์นคลาสสิก ด้วยการเปิดตัว New CB300R สีใหม่มอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ NEO SPORTS CAFE ที่มาพร้อมสีใหม่ และเทคโนโลยีที่ครบครัน New CB300R NEO SPORTS CAFÉ ผสานสองขั้วความเท่ไว้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์โมเดิร์นคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมขับสไตล์ให้โดดเด่นเหนือกว่ากับสีเหลือง PEARL DUSK YELLOW เท่กว่าเดิมกับ DESIGN SPORTY MUFFLER ท่อไอเสียปรับแต่งใหม่ ให้ทุกมุมมองเต็มไปด้วยความเร้าใจ และให้เสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันทรงพลัง มาพร้อมเทคโนโลยี ASSIST SLIPPER CLUTCH เพิ่มความนุ่มนวลไหลลื่นขณะเปลี่ยนเกียร์ และป้องกันการเสียการควบคุมขณะผ่อนคันเร่งกะทันหัน สะดวกสบายมากขึ้นกับ METER GEAR POSITION บนหน้าปัดเรือนไมล์แบบใหม่ จอ LCD แสดงผลครบครัน พร้อมไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ New CB300R ยังคงแรงเต็มพลังด้วยเครื่องยนต์ 286 ซีซี 4 วาล์ว มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดุดันเร้าใจ FULL LED LIGHTING SYSTEM ล้ำหน้าด้วยระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟหน้าทรงกลมคงเอกลักษณ์ความเท่คลาสสิก TAPERED RUBBER MOUNTED HANDLEBAR แฮนด์บาร์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.6 มม. บริเวณตอนกลางออกแบบเป็นรูปทรงเรียว เพื่อการควบคุมที่มั่นคงยิ่งขึ้น MONOSHOCK WITH 7-STEP PRELOAD ADJUSTMENT ตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างลงตัว ด้วยโช้กหลังแบบ PRELOAD ADJUSTMENT ที่ปรับได้ถึง 7 ระดับ และ UPSIDE-DOWN FRONT SUSPENSION AND HUBLESS FLOATING DISC โช้กหน้าหัวกลับสีทองเข้มขนาดใหญ่ 41 มม. ขนาดเดียวกับรถระดับบิ๊กไบค์ของฮอนด้า ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยมทุกสภาพถนน มั่นใจในทุกการเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้าขนาด 296 มม. แบบจานแยกชิ้น เรเดียลเมาท์ 4 พอต คาลิปเปอร์ พร้อม ABS G-Sensor ระดับเดียวกันกับรถในสนามแข่ง New CB300R สีใหม่ มีทั้งหมด 3 สี ประกอบด้วยสีเหลือง PEARL DUSK YELLOW สีแดง CANDY CHROMOSPHERE RED และสีดำ MAT GUNPOWDER BLACK METALLIC ราคาแนะนำที่ 155,200 พร้อมพาคุณโลดแล่นไปกับความเท่เหนือกาลเวลาแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New CB300R สีใหม่ ได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.thaihonda.co.th/honda/motorcycle/neo-sport-cafe/cb300r-2022 เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha อินเดีย อัปเดตกราฟิกใหม่ MotoGP Edition ให้น้องใหม่ 4 รุ่น ยามาฮ่ามีเป็นแบรนด์ที่มีผลงานโดดเด่นในเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง MotoGP อยู่เสมอ ด้วยการครองโพเดียมบนเวทีการแข่งขันที่เป็นเหมือนกับเสาหลักของโลกการแข่งขัน และแน่นอนว่าไบค์เกอร์นั้นชื่นชอบการแข่งขัน ทาง Yamaha อินเดีย จึงได้ทำการอัปเดตกราฟิกใหม่ลาย MotoGP Edition ให้กับน้องใหม่ของทางค่าย 4 รุ่นด้วยกัน เพื่อเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของทางแบรนด์เพื่อให้ไบค์เกอร์เองก็สามารถสัมผัสได้แม้ว่าจะขี่ถนนไม่ได้ขี่สนามก็ตาม ซึ่งการทำแบบนี้ก็เป็นส่วนนึงของแผนการตลาดของทางยามาฮ่าที่มีชื่อว่า ‘The Call of the Blue’ จากทางยามาฮ่า อินเดีย โดยได้นำลวดลายรถแข่งจากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Edition ปี 2022 มาใส่ให้กับ YZF-R15M สปอร์ตไบค์น้องเล็ก MT-15 V2.0 นักรบดำ AEROX 155 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ และ RayZR 125 Fi ไฮบริดสกู๊ตเตอร์ โดยจะมีจัดจำหน่ายที่บลูสแควร์ประเทศอินเดีย สำหรับ YZF-R15M และ MT-15 V2.0 จะได้เห็นลวดลายพิเศษ Monster Energy นี้โดดเด่นบ่นด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันและแฟริ่งด้านข้าง และสปอนเซอร์สำคัญบนตัวรถจุดต่าง ๆ ขณะที่ AEROX 155 และ RayZR จะได้เห็นโลโก้ต่าง ๆ ตลอดทั่วทั้งตัวรถ งานนี้สาวกชาวไทยก็รอติดตามเวอร์ชันนี้ในไทยได้เลย สาวกที่ชื่นชอบการแข่งขันโดยเฉพาะการแข่งขัน MotoGP จะได้มีโอกาสครอบครองรถที่มีลวดลายพิเศษแบบนี้ได้ในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Hunter 350 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว Royal Enfield Hunter 350 โมเดิร์นเรโทรไบค์พิกัดเริ่มต้นของทางค่ายเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่ประเทศไทย โดยจะมีดีไซน์ในแบบของเรโทรอย่างเต็มขั้นตามแบบฉบับของทางรอยัลเอ็นฟิลด์ ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปอย่างลงตัว ดีไซน์จะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเต็มพิกัด ด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงกลม กระจกมองข้างและเรือนไมล์เองก็เป็นทรงกลม สวิตช์ควบคุมออฟรันแบบบิดสไตล์คลาสสิค ขณะที่ตัวถังน้ำมันก็จะมีดีไซน์แบบหยดน้ำ แต่ก็มีการเว้าตัวถังเพื่อให้รับกับเข่าของผู้ขับขี่ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนที่เป็นฟังก์ชันสมัยใหม่ก็จะมีหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบผสมผสานระหว่างดิจิทัลและอนาล็อก พร้อมฟังก์ชันนำทางด้วยระบบ Tripple เป็นหน้าจอทรงกลมแยกออกมาอยู่ด้านขวาของเรือนไมล์หลัก (เฉพาะรุ่น) นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB พอร์ตที่ใต้คลัตช์มือ ขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 349 ซีซี แบบ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด เคลมกำลังมาที่ 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ โดยจะใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร สำหรับส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นจะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกยางกันฝุ่น ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มและโช้คคู่ ปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อจะเป็นล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชัน ได้แก่ Hunter Metro และ Hunter Metro Rebel ซึ่งจะมีออปชันปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป เวอร์ชัน STD ไม่มีระบบทริปเปอร์ จะจำหน่ายในราคา 129,900 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว Dapper White สีเทาควันบุหรี่ Dapper Ash และสีเทาเข้ม Dapper Grey เวอร์ชัน Tripper มีระบบทริปเปอร์ จะจำหน่ายในราคา 132,900 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Rebel Black, สีฟ้า Rebel Blue และสีแดง Rebel Red อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition เผยโฉมแล้ว หลาย ๆ คนที่คลั่งไคล้ในรถซูเปอร์สปอร์ตน่าจะรับรู้และพิจารณาว่าม้าศึกของ Jonathan Rea นั้นเปรียบเสมือนที่สุดของสปอร์ตไบค์คันนึงเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะยิ่งตอนที่มันได้รับการยกเครื่องใหม่ในปี 2021 ทำให้มันฉีกจากบรรบุรุษรุ่นก่อน ๆ ในตระกูลเดียวกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะตัวแฟริ่งที่ปรับปรุงใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น จนเราได้เห็นความสำเร็จของมันบนเวทีการแข่งขันระดับโลก และเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมากโมเดลนึง มาตอนนี้ 2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition ก็ได้ถึงคราเผยโฉมแล้ว โดยโมเดลใหม่นี้เปิดตัวที่อินโดนีเวียเป็นที่แรก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็น่าจะตามกันมาในไม่ช้านี้ สำหรับเจ้าโมเดลสปอร์ตไบค์ตัวพันพิกัดเรือธงจากค่ายเขียวคันนี้จะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากเรื่องของกราฟิกเท่านั้น โดยจะใช้ลวดลายกราฟิกจากทีม Kawasaki Racing Team และปรับให้เข้ากับรถอย่างลงตัว โดยกราฟิกใหม่จะเผยเห็นเห็นสีสันเขียวมะนาวมากขึ้น มีสีขาวน้อยลง และมีสีแดงตัดแต้มเข้ามาที่ด้านข้างและอกล่าง ขุมพลังนั้นยังคงเดิมยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 998 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 213 แรงม้าที่ 13,200 รอบ และแรงบิดที่ 114.9 นิวตันเมตรที่ 11,400 รอบ ช่วงล่างยังโดดเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับซับแทงค์จาก Showa BFF และโช้คหลังเดี่ยว Showa BFRC ช่วยให้การควบคุมรถแม่นยำ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. มาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมายเพื่อช่วยให้รีดสมรรถนะเวลาขับขี่ในสนามได้อย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบการจัดการตัวรถเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ ระบบประมวลผลแรงเฉื่อย แทร็คชันคอนโทรล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับการขี่ถนนอยู่อีกเล็กน้อย เช่น ครูซคอนโทรล ซึ่งช่วยให้มันขี่ถนนได้สบายยิ่งขึ้น ระบบเชื่อมต่อหน้าจอเรือนไมล์สี TFT เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ และใช้งานฟังก์ชั่นอื่น ๆ เพิ่มเติม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 700 CL-X ADV หล่อลุยสไตล์เรโทร หลาย ๆ คนน่าจะจำได้กับ CFMoto 700 CL-X กับมอเตอร์ไซค์สไตล์นีโอเรโทรคันแรกของทางค่ายมังกรฟ้า เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกหนีจากสไตล์เดิมจากตัวแรกและตัว Sport รวมถึงการพยายามที่จะสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วแบรนด์นี้ก็รุกตลาดไปหลาย ๆ แห่งแล้ว ไม่ว่าจะเอเชีย ออสเตรเลีย และบางส่วนในยุโรป และในครั้งนี้กลับมาอีกครั้งกับรหัส ADV ต่อท้ายเพื่อเป็นการบ่งบอกว่ามันคือรถในสไตล์ลุย ๆ นั่นเอง จากดีไซน์ที่ได้เห็นก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าจะอยู่ในตระกูล CL-X ด้วยไฟหน้า LED ทรงตัว X ตัวรถในสไตล์เรโทร และต้องเป็นรถลุย ๆ จากองค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ ยางแบบดูอัลสปอร์ต ชิลด์หน้าสูง โช้คที่ดูมีระยะยุบเพิ่มมากขึ้น บังโคลนสูง แร็คบิลต์อินมาในตัวรถ เรียกได้ว่าดูดีมีสไตล์และพร้อมลุยแบบสแคลมเบลอร์ไบค์ ตัวขุมพลังนั้นก็เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากทาง Kawasaki ระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 693 ซีซี บล็อกเดียวกันกับลูกพี่ลูกน้อง ให้กำลังแรงสูงสุด 74 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด 68 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คแบบหัวกลับกระบอกสีทองโดดเด่นจาก KYB -ขนาดใหญ่ถึง 41 ม.ม.และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดจาก KYB เช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้คาลิเปอร์เบรก J.Juan และมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ขณะที่ล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยล้อหน้ามีขนาด 19 นิ้วและล้อหลังมีขนาด 17 นิ้ว และยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ไปได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ ระบบครูซคอนโทรล และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ เฉกเช่นเดียวกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง ถือว่าน่าจะเพียงพอกับรถในพิกัดนี้แล้ว สำหรับเรื่องของสนนราคานั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่คาดว่าราคาจะไม่หนีจากลูกพี่ลูกน้องของมันมากนัก โดยตัว Sport นั้นอยู่ที่ 6,999 เหรียญ หรือราว ๆ 253,000 บาท โดยคาดการณ์ว่าน่าจะแพงกว่านี้อีกประมาณนึงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์พร้อมลุยเปิดราคาพร้อมจำหน่ายไทยแล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ใครจะไปคิดว่า อาพริเลีย ประเทศไทยจะเอาจริง หลังล่าสุดสด ๆ ร้อน ๆ มือแทบพอง เมื่อทางค่ายนำเข้า Aprilia SR GT 200 เออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ หรือสกู๊ตเตอร์สายลุยเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย สำหรับดีไซน์นั้นเห็นด้านหน้าก็บ่งบอกได้ทันทีว่านี่มันคืออาพริเลีย เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใครอย่างไฟหน้าเทพสามตาที่ด้านในเป็น LED และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยมีไฟเลี้ยวแยกเป็น LED เช่นกัน บอกเลยว่า หล่อเท่ไม่เหมือนใครจริง ๆ ทั้งยังมีโลโก้ธงชาติอิตาลีเพิ่มดีกรีความหรูหราพรีเมียมสมกับเป็นรถสัญชาติอิตาลียิ่งขึ้น ด้านท้ายเองก็เป็นไฟ LED เช่นกัน พร้อมไฟเลี้ยวแบบบิลต์อินไม่แยกออกมาอีกด้วย เส้นสายตัวรถมีความเฉียบคมและปราดเปรียว มีลูกเล่นที่แฟริ่งชิ้นข้างมีช่องให้ลมผ่าน ดูสอดคล้องกับหลักแอโรไดนามิก แฟริ่งหลายส่วนมีการเล่นลวดลายเหมือนผ้าคาร์บอน สร้างความเท่และพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ชิลด์หน้าสีสโม้คขนาดกำลังดี ถัดเข้ามาคือเรือนไมล์เป็นแบบดิจิทัลเต็มระบบ มีขนาดใหญ่ แสดงผลข้อมูลได้ชัดเจน อ่านค่าและใช้งานได้ง่าย ตัวแฮนด์บาร์เป็นแบบยกสูงและโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่ ให้ความสบายในการขับขี่ด้วยท่านั่งหลังตรงในแบบของสกู๊ตเตอร์ ขณะเดียวกันฟุตบอร์ดก็ออกแบบมาให้วางเท้าได้สองแบบคือวางในท่านั่งปกติที่ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย และวางในแบบยืดขาไปด้านหน้าเพื่อความสบายเวลาเดินทางไกลได้อีกด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น คือเครื่อง i-get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 174.4 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5 แล้ว ให้กำลังแรงสูงสุด 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นด้วยกระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิกคะซิล (Nickasil) ช่วยให้มีความทนทานและลดการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ พร้อมกันนี้ยังมีระบบ Start&Stop RISS ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดติดไฟแดง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยจะมีถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรพร้อมช่องเติมน้ำมันด้านหน้าแบบไม่ต้องเปิดเบาะ โดยเคลมมาว่า สามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว ขณะที่ช่วงล่างจะค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับรถในพิกัดใกล้เคียงกัน ด้านหน้าจะมีโช้คเทเลสโคปิกขนาดแกนใหญ่ถึง 33 ม.ม. จาก Showa ระยะยุบ 120 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 102 ม.ม.ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหน้าอย่างเดียว ในส่วนของล้อและยางจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ โดยจะใช้ยางแบบออลเทอร์เรนที่เหมาะกับทุกเส้นทางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/80 – 14 และ 130/70 – 13 ตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็จะมีค่อนข้างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-A อยู่ด้านใน เหมาะกับการถุงมือและสมาร์ทโฟน ช่องเก็บของขนาดใต้เบาะขนาด 25 ลิตรเพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ สำหรับเรื่องของการจำหน่ายนั้น Aprilia SR GT 200 นั้นจะมี 2 เวอร์ชันด้วยกันได้แก่ รุ่น Standard มี 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Aprilia Black และสีเทา Street Grey โดยรุ่นสแตนดาร์ดทุกคันจะมาพร้อมลายกราฟิกปกติที่แฟริ่ง พื้นสีขาวใต้ฟุตบอร์ด พักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงินและโลโก้สีแดงดำ ล้อสีดำ จำหน่ายที่ 143,900 บาท และรุ่น Sport มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway โดยรุ่น Sport ทุกคันจะมาพร้อมกราฟิกโลโก้ตัว a ที่แฟริ่งข้าง โลโก้ Aprilia ที่พักเท้าทั้ง 2 ข้าง ล้อสีแดง ราวจับคนซ้อนและโลโก้เปลี่ยนไปตามสีรถ และโลโก้ไฟหน้าฝั่งขวา อยู่ที่ 148,900 บาท โดยราคานี้เป็นราคาแบบ On The Road Price รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ.

TRIUMPH TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่จะพาไทรอัมพ์มุ่งสู่อนาคตใหม่ เรียกได้ว่าเสร็จสิ้นการพัฒนากันแล้วกับ Triumph TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่ทางไทรอัมพ์พัฒนาร่วมกับหลาย ๆ ผู้ชำนาญการ รวมไปถึงทางหน่วยงานรัฐของอังกฤษอีกด้วย เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบคันนี้เกิดจากความร่วมมือของทางค่ายกับทาง บริษัท Williams Advanced Engineering บริษัท Integral Powertrain Ltd และศูนย์ WMG ของมหาวิทยาลัย University of Warwick และได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานเพื่อยานพาหนะปลอดการปล่อยมลพิษ Office for Zero Emission Vehicles ผ่านทางหน่วยงาน Innovate UK ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้า และทั้งทางภาครัฐของอังกฤษ ผลของการพัฒนาก็คือเจ้ารถต้นแบบคันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์บนพื้นฐานของ Street Triple แต่มีท่าทางการขับขี่คล้ายกับ Speed Triple เรียกได้ว่าถ่ายทอด DNA การออกแบบของไทรอัมพ์มาได้อย่างลงตัว โดยสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งลงไปนั้นเทียบเท่ากับ Speed Triple 1200 ซึ่งมีกำลังขับมากถึง 130 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 177 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 109 นิวตันเมตรในแบบที่รวดเร็วทันใจและควบคุมได้อย่างนุ่มนวลทุกช่วงความเร็วรอบ โดยทางค่ายระบุมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 96 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที และ 0 – 160 กม./ชม. ได้ภายใน 6.2 วินาทีเท่านั้น สำหรับแบตเตอรี่นั้นถือเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ โดยเป็นส่วนที่กินน้ำหนักมากที่สุดของรถ แต่ก็ช่วยให้รถคันนี้วิ่งได้ไกลมากถึง 161 กม. จากการทดสอบบนถนนปิดที่มีการจำลองให้เคียงกับการขับขี่บนถนนจริง และที่น่าสนใจคือการมีระบบชาร์จไฟแบบควิกชาร์จ จาก 0 – 80% ได้ภายใน 20 นาที ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ และแม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มาก แต่สำหรับเจ้าต้นแบบคันนี้กลับมีน้ำหนัก 220 กก. ฟังดูอาจจะเยอะ แต่หากเทียบกับรถไฟฟ้าที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันและมีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้แล้วจะพบว่ามันมีน้ำหนักเบากว่าถึง 25% เลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือเสียงเวลาขับขี่ ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะไม่ใช่เสียงสังเคราะห์แบบรถยนต์หลาย ๆ แบรนด์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนน อีกทั้งทางยุโรปเองก็มีข้อบังคับให้ต้องมีระบบสร้างเสียงสังเคราะห์เพราะสาเหตุด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่ทางค่ายมีการออกแบบมาให้ตัวรถมีเสียงจากการอาศัยเฟืองเกลียวพิเศษในรถให้ได้สุ้มเสียงที่ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในจริง ๆ เลย และยังผ่านมาตรฐานเรื่องเสียงรบกวนต่าง ๆ แม้กระทั่งในเวลาที่เปิดคันเร่งหนัก ๆ ก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบและไม่ได้ขายจริง ๆ แต่ก็ถือว่าโมเดลนี้ช่วยให้ไทรอัมพ์ได้รับองค์ความรู้มากมาย อาทิเช่น ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่และระบบชาร์จ รวมถึงองค์ความรู้อื่น ๆ ที่จะนำไปพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับขายจริงในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดีแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก