Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha Fazzio Hybrid Connected

Yamaha Fazzio Hybrid Connected แฟชันสกู๊ตเตอร์สำหรับวัยมัน เปิดตัวแล้ววันนี้แบบสด ๆ ร้อน ๆ แม้ว่าจะเคยเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ก็ตาม สำหรับ Yamaha Fazzio Hybrid Connected แฟชันสกู๊ตเตอร์สำหรับวัยมัน ที่โดดเด่นด้วยสไตล์และสีสันสุดโดดเด่นเพื่อไลฟ์สไตล์ที่มีสไตล์และสีนสันยิ่งกว่าใคร ดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ตัวรถมาในดีไซน์เน้นโครงสร้างเส้นสายแกนกลางตัวรถ มีความโมเดิร์น เป็นเอกลักษณ์และทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายอยู่ในตัวเอง พร้อมฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย   ไฟหน้า LED และไฟเลี้ยวมีดีไซน์ทรงแค็ปซูลสวยงามแปลกตา แต่ไม่ทิ้งเรื่องความสว่างชัดเจน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD เองก็มีดีไซน์ทรงแค็ปซูลเช่นเดียวกัน ดูลงตัวกลมกลืนดีงาม กระทั่งไฟท้ายเองก็มีดีไซน์แบบแค็ปซูลเหมือนกันอีกด้วย เรียกว่าเน้นยำดีไซน์นี้อย่างมาก ขุมพลังไฮบริด ตัวรถใช้ขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ 2 วาล์ว ขนาด 124.86 ซีซี โดดเด่นด้วยเสื้อสูบไดอะซิลและลูกสูบแบบฟอร์จ พร้อมกระบอกสูบแบบเยื้องสูง ช่วยลดการสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ ตัวเครื่องยนต์นี้จะทำงานร่วมกับระบบไฮบริดผ่านระบบสมาร์ทมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ ช่วยทั้งสตาร์ทและผลิตกระแสไฟฟ้าในชุดเดียวกัน และยังช่วยเพิ่มแรงบิดขณะออกตัวหรือเร่งแซง ทั้งยังมีระบบ Stop & Start System ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดรถรอไฟแดงหรือคนข้ามถนน ช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี สำหรับสมรรถนะนั้นเครื่องยนต์จะให้กำลังแรงสูงสุดที่ 8.31 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 10.6 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ ช่วงล่าง   ตัวรถใช้เฟรมแบบอันเดอร์โบนที่ออกแบบพิเศษ น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง จัดวางจุดยึดเครื่องยนต์และตำแหน่งโช้คได้ดี ช่วยให้ขับขี่ได้ดี ส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้า ด้านหลังเป็นดรัมเบรก พร้อมระบบเบรกแบบ UBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ขณะที่ล้อจะเป็นขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและหลัง ขนาดยางเป็น 110/70 – 12 47L เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และใช้ยางแบบไม่ใช่ยางใน ฟีเจอร์เด่น   แน่นอนว่าเป็นสกู๊ตเตอร์จึงมีฟังก์ชันเพื่อให้ตอบการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีฟีเจอร์เด่น ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานต่าง ๆ มากมาย อาทิ ตะขอเกี่ยวสัมภาระด้านหน้าและด้านหลังรับน้ำหนักได้จุดละ 1 กก. ฟุตบอร์ดขนาดใหญ่ช่วยให้วางเท้าได้สบายและวางของก็ได้อีก ช่องเก็บของด้านหน้าข้างซ้ายพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ 1 แอมป์ และระบบสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น) Y-Connect ปรับปรุงใหม่ ระบบ Y-Connect นั้นมีการปรับปรุงใหม่ โดยสามารถสแกน QR Code ที่กล่อง CCU และเชื่อมต่อได้ทันที สะดวกยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ครบถ้วนเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเตือนการบำรุงรักษา สถานะน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ แจ้งความผิดปกติเครื่องยนต์ ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ตำแหน่งจอดรถล่าสุด วัดรอบ ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า อันดับการขับขี่ และอัปเดตใหม่คือ บันทึกประวัติการขับขี่ได้ การจำหน่าย จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน คือเวอร์ชันสแตนดาร์ด เปิดราคาแนะนำที่ 54,900 บาท มีทั้งหมด 4 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้าน้ำทะเล Aqua Turquoise สีแดง Candy Red สีเหลือง Lemon Yellow และสีเทา Olive Grey และเวอร์ชันสมาร์ทคีย์ เปิดราคาแนะนำที่ 56,600 บาท มีทั้งหมด 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทาบุหรี่ Smoke Grey และสีดำ Absolute Black อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว G310RR

เปิดตัว G310RR สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กจาก BMW ที่อินเดีย ล่าสุด BMW Motorrad ประเทศอินเดียได้ทำการเปิดตัว G310RR สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กเป็นที่แรกในโลก และเป็นครั้งแรกของทางค่ายที่มีสปอร์ตไบค์พิกัดนี้ แต่เป็นโมเดลที่ 3 แล้วในตระกูลนี้ สำหรับโมเดลนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง BMW และยักษ์ใหญ่จากอินเดียอย่าง TVS โดยโมเดลนี้จะผลิตในโรงงาน TVS ในเมืองโฮเซอร์ประเทศอินเดีย DNA รุ่นใหญ่ โมเดลนี้ออกแบบดีไซน์มาไม่เพียงแต่อาศัย DNA มาจากรุ่นใหญ่อย่าง S1000RR ให้ออกมาหล่อเหลาคล้ายพี่ใหญ่เท่านั้น แต่ยังคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกด้วยเพื่อให้กับเป็นโมเดลสปอร์ตไบค์สไตล์โร้ดเรซ ออกแบบแรมแอร์อินเทคเพื่อป้อนอากาศเข้าสู้เครื่องยนต์ได้ดี และยังมีช่องลมที่ช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์อีกด้วย ตัวรถมาในสไตล์โฉบเฉี่ยวดุดันมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ชิลด์หน้าใสขนาใหญ่และแฮนด์สีดำล้วน เส้นสายของตัวรถโน้มเอียงพุ่งไปทางล้อหน้า มีเบาะนั่งในสไตล์โอบถังน้ำมัน ท้ายสั้นยกสูงดูมีสไตล์แบบเรซซิ่งเต็มพิกัด ช่วงล่างมาดี ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็ยโช้คเดี่ยวสปริงสีขาวร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 300 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียม และยางเรเดียล Michelin Pilot Street ขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 กำลังก็พอมี ส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 312.12 ซีซี พร้อมหัวฉีดไฟฟ้า และระบบเกียร์ 6 สปีด รวมถึงระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,700 รอบ และแรงบิดสูงสุด 27.3 ที่ 7,700 รอบ โดยเคลมตัวเลขท็อปสปีดมามากถึง 160 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 60 กม./ชม.ในเพียง 2.9 วินาที ทันสมัยสมเป็นรถเยอรมัน แน่นอนว่าเป็น BMW ก็เลยมีเทคโนโลยีมาครบครัน แม้แต่ในสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้นแบบนี้ ก็ยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Track, Urban, Rain และ Sport ซึ่งแต่ละโหมดก็จะส่งผลต่อกำลังเครื่องยนต์และระบบ ABS ให้ทำงานแตกต่างกันในแต่ละโหมด ตัวรถยังมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแนวตั้ง ความละเอียดสูง มองเห็นได้ชัดเจน พร้อมแสดงผลในแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ทั้งยังมีข้อมูลพิเศษกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นสถิติการขับขี่ โหมดการขับขี่ ความเร็งสูงสุด การลดความเร็ว เป็นต้น สำหรับการจำหน่าย โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ดในเฉดสีดำเมทัลลิกราคา 285,000 รูปี หรือราว ๆ 131,000 บาท และรุ่น Style Sport มาในเฉดสีไตรคัลเลอร์ราคา 299,000 รูปีหรือราว ๆ 137,000 บาท เปิดตัว G310RR อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 มีอะไรแตกต่างจากตัวปกติบ้าง ไปชม หน้าผาหินขรุขระ หุบเขาลึก แม่น้ำเชี่ยว และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่ผู้เข้าแข่งขันในรายการ BMW Motorrad International GS Trophy จะต้องเจอ การแข่งขันในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศอัลเบเนีย และตอนนี้ทางค่ายก็ได้ เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 ครั้งนี้นั้นจะเป็น R1250GS Trophy Competition ซึ่งบิลต์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยจะมีรถใช้ในการแข่งขันมากถึง 126 คันเลยทีเดียว ทั้งนี้การแข่งขันครั้งที่แล้วเมื่อปี 2020 การแข่งขันนั้นใช้รถ F850GS ในการแข่งขัน แต่ปีนี้กลับมาใช้รุ่นใหญ่พิกัดเรือธงอีกครั้ง แน่นอนว่ามันมีพละกำลังมากกว่า แรงบิดมาแน่น ๆ การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมมากกว่า ซึ่งจะช่วยให้ผ่านเส้นทางออฟโร้ดที่ยากลำบากที่มักจะต้องใช้เกียร์ต่ำ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลสำหรับใช้แข่งนี้จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมหลายชิ้นด้วยกัน เช่น การ์ดเครื่องยนต์อลูมิเนียม การ์ดไฟหน้า การ์ดฝาสูบ ไว้ช่วยป้องกันความเสียหายเวลาล้มนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีพักเท้าแบบเอ็นดูโร่จากโมเดลรุ่น Adventure คันเกียร์และคันเบรกปรับระดับได้ อัปเกรดยางจาก Metzeler Karoo 3 เป็น Karoo 4 ชิลด์หน้าแบบสปอร์ต เบาะแต่งแรลลี่ และปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic เรียกว่า ไม่ใช่แค่ต้องทนทานสมบุกสมบัน แต่ก็ต้องมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นให้เหมาะสมกับการแข่งขันด้วย และปิดท้ายด้วยกระเป๋าติดถังขนาดเล็กขนาด 5 ลิตรช่วยเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างช้อนส้ม อาหารและเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาขับขี่บนท้องถนน หรือจะใช้มาเป็นกระเป๋าติดท้ายรถก็ยังได้ ถือเป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยสำคัญแต่ใช้งานและเป็นประโยชน์เวลาได้ใช้งานจริงอีกจุดนึง สุดท้ายนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีจำหน่าย แต่ผมเชื่อว่าก็น่าจะเป็นแนวทางในการตกแต่งรถ โดยของทุกชิ้นสามารถซื้อหรือสั่งจากทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูได้เลยครับ ส่วนคนที่สนใจการแข่งขันสามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บ www.gstrophy.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Piaggio MP3 530 HPE Exclusive

Piaggio MP3 530 Exclusive ปรับยกใหญ่พร้อมกล้องและเรดาห์สุดล้ำ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า Piaggio MP3 นั้นคือสกู๊ตเตอร์ 3 ล้อคันแรกที่เกิดมาสร้างความแปลกใหม่ให้กับการใช้ชีวิตในเขตเมืองและชุมชม โดยเปิดตัวครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2006 และกลายเป็นการเปิดตลาดเซ็กเมนต์ใหม่ให้กับวงการอีกด้วย พร้อมกวาดยอดขายไปกว่า 230,000 คันตลอด 16 ปีที่ผ่านมา มาปีนี้ก็ได้เลิกปรับปรุงขนานใหญ่ โดยมาพร้อมความสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้น มีการดีไซน์ด้านหน้าใหม่มหดออกแบบให้มีแฟริ่งด้านหน้ากว้างและป้องกันลมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมดีไซน์ไฟหน้าใหม่ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบแล้ว มีการย้ายแผงหม้อน้ำมาให้ต่ำลงมาอยู่บริเวณระหว่างล้อหน้าและฟุตบอร์ด มีแอร์อินเทคเปิดรับอากาศที่ตรงกลางแฟริ่งด้านหน้าที่ออกแบบเป็นกริลพิเศษทรงรังผึ้ง ทั้งนี้การออกแบบส่วนหน้านี้ยังคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกเป็นหลักอีกด้วย กระทั่งตัวชิลด์บังลมหน้าเองก็ปรับทรงใหม่ให้กันลมได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เทอะทะจนเกินไป   ตัวรถยังปรับมิติท่านั่งให้สอดคล้องกับหลักการยศาสตร์หรือเออโกโนมิกส์ ออกแบบให้ท่านั่งนั่งได้สบาย โดยยกแฮนด์ขึ้นสูงขึ้น 10 ม.ม.และโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ขณะที่ฟุตบอร์ดต่ำลงไป 20 ม.ม. ช่วยให้เหยียดขาได้มากขึ้น สบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ควบคุมรถได้ดีมากยิ่งขึ้น นอจกากนี้ยังีปรับอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งใหม่ทั้งส่วนคนขับและคนซ้อน ยาวขึ้น มีมือจับคนซ้อนที่สูงจับได้ง่ายและสบายมากขึ้น มีเบรกมือใหม่ที่มีวางตำแหน่งใหม่สูงขึ้นใกล้กับสวิตช์สตาร์ทรถทำให้จอดรถดึงเบรกมือได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ด้านหน้ามีขอแขวนของพับเก็บได้ ช่องเก็บของด้านหน้านั้นก็ถือว่าโดดเด่นเช่นกัน เป็นช่องเก็บของด้านบนเรือนไมล์นั้นพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะเองก็มีไฟพร้อมพรมปูให้พร้อม มีดีไซน์ทรงเหลี่ยมเพื่อให้ใช้งานพื้นที่ได้จริงแทบทุกตารางนิ้ว ใหญ่พอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 2 ใบหรือกระเป๋าแล็ปท็อปได้ เบาะนั่งเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งยังเปิดผ่านระบบแอพลิเคชันอีกด้วย โดยมีตัวโช้คค้ำเบาะช่วยเพิ่มความสมู้ทเวลาปิดหรือเปิดอีกด้วย   ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ ตัวรถยังมีลูกเล่นที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นสุด ๆ กับระบบ ARAS หรือ Advanced Rider Assistance Systems ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซึ่งทำงานบนพื้นฐานของระบบ Imaging Radar 4D ที่ทางพิแอ็กจิโอพัฒนาขึ้น ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้กลายเป็นสกู๊ตเตอร์คันแรกในโลกเลยที่มีระบบอะไรแบบนี้ นอกจากนี้ก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ใหญ่สุดในพิกัดสามารถเชื่อมต่อและใช้งานระบบนำทางได้ ระบบสมาร์ทคีย์ และระบบครูซคอนโทรล ระบบถอยหลังพร้อมกล้องมองหลังอีกด้วย เรียกได้ว่าน้อง ๆ รถยนต์เลยล่ะครับ โดยระบบ Imaging Radar 4D นี่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์หลายจุดทั้งติดตั้งที่ด้านหน้าตรงกลางและเรดาห์ที่ด้านท้ายใต้ไฟท้ายของรถ ทำให้ตัวรถสามารถที่จะรับรู้ถึงสถานะของตัวรถและสิ่งแวดล้อมได้โดยอาศัยเซ็นเซอร์อัลตร้าซาวด์ในการทำงาน ทำให้รถสามารถใช้งานระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาหรือ Blind Sport Information System และระบบช่วยเหลือขณะเปลี่ยนเลนหรือ Lane Change Decision Aid System ซึ่งทั้งสองระบบนี้จะคล้าย ๆ กับที่มักจะติดตั้งในรถยนต์สมัยใหม่นั่นเอง โดยระบบทั้งสองนี้จะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอเรือนไมล์ขนาดใหญ่ของตัวรถนั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 530 ซีซีที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่มากถึง 13.7 ลิตร มีการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในหลายส่วนด้วยกัน เช่น ลูกสูบอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบา ฝาสูบใหม่ วาล์วขนาดใหญ่ขึ้น ปรับห้องเผาไหม้ใหม่ และแคมชาฟต์ที่ปรับปรุงใหม่ให้มีการเปิดปิดวาล์วที่เหมาะสม โดยเครื่องใหม่นี้เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 44.1 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 50 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ โดยมีกำลังใกล้เคียงกับโมเดลเดิมแต่มาในรอบที่ต่ำลง และยังมีแรงบิดมากขึ้นในรอบที่ต่ำลงอีกด้วย จึงทำให้ขับขี่ได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงความสบาย โดยรถมีการสั่นและเสียงรบกวนน้อยลง โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำและความเร็วกลาง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในเมือง และเนื่องจากตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่ให้ใช้งานด้วย โดยมีให้เลือกใช้งาน 3 โหมดได้แก่ Eco, Comfort และ Sport ซึ่งโหมดต่าง ๆ เหล่านี้จะทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยที่มาให้อย่างระบบ ASR หรือ Acceleration Slip Regulation หรือแทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนนิดหน่อย โดยด้านหน้าจะเป็นระบบโช้คแบบ Palallelogram ซึ่งจะทำให้ล้อหน้าสามารถเอียงได้อย่างอิสระต่อกันเวลาเข้าโค้ง ทำให้เข้าโค้งดีและปลอดภัย ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 258 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อด้านหน้าจะเป็นล้อขนาด 13 นิ้วด้านหลังจะเป็น 14 นิ้ว สำหรับเจ้า Piaggio MP3 530 Exclusive จะวางจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ ฟ้า เทา ดำ และไทเทเนียม โดยจำหน่ายในราคา 13,000 ยูโร หรือราว

Harley-Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ

Harley–Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ Dirt Road Track ครบรส ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสุดพิเศษกับการเปิดประสบการณ์ใหม่จากทาง Harley-Davidson พาสื่อมวลชนชั้นนำ เข้าร่วมสัมผัสรถโมเดลใหม่ปี 2022 พร้อมกับสื่อจากต่างประเทศ สิงคโปร์ อินเดีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เข้าร่วมในกิจกรรม DRT Media Xperience ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา ต้องบอกเลยว่าจัดใหญ่ จัดเต็ม และเอ็กซ์คลูซีฟจริง ๆ สำหรับกิจกรรม DRT ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่จัดให้สื่อได้สัมผัสรถของทางค่ายได้อย่างเต็มที่ ครบทุกรูปแบบการขับขี่ ได้มีโอกาสรีดสมรรถนะของตัวรถ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบถ้วน โดยในงานนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน เอาล่ะเรามาดูกันไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าว่ามีกิจกรรมอะไรยังไงกันบ้างครับ กิจกรรมแรกก็ Dirt ไปเลย กิจกรรมนี้จะเป็นการขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดรอบ ๆ สนามพีระเซอร์กิต กับรถ Pan America 2022 โมเดลใหม่ล่าสุด ถือว่าเป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์ที่ทางฮาลีย์ ตั้งใจทำออกมาได้สวยไม่เหมือนใคร ที่สำคัญขี่ได้ดีเลยทีเดียว ในสถานีนี้เป็นพื้นที่ขรุขระ เส้นทางลูกรัง กรวดละเอียด รวมไปถึงบ่อน้ำ ซึ่งทำให้เราได้รู้จักตัวรถมากขึ้นจากการต้องควบคุมรถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ โดยรวมแล้วรถมีการบังคับเลี้ยวที่ง่าย และเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยี Riding mode มาช่วยให้การขับขี่ได้ง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้น ใครที่เป็นสายลุยชอบแอดเวนเจอร์ไบค์ อย่าพลาดลองคันนี้ ขี่ดีทีเดียวเชียวล่ะ มันส์กันต่อในส่วนของ Track สำหรับเซ็กชันนี้ถือเป็นเซ็กชันที่รอคอยกับครั้งแรกในชีวิตที่ได้เอารถ ฮาลีย์ลงในสนามแข่งพีระเซอร์กิต โดยในรอบนี้เรามาอยู่กับ Sporster S 2022 ตัวใหม่ล่าสุด ถังสีเขียวเมทัลลิกสวยสดงดงาม การขับขี่รอบนี้มีมาร์แชลนำ 2 รอบ และขับขี่เองอีก 3 รอบ พร้อมการจับเวลาต่อรอบสร้างสีสันการขับขี่ให้สนุกมากยิ่งขึ้น พูดถึงตัวรถ Sporster S คันนี้กันบ้าง สำหรับความแรงไม่ต้องพูดถึง Top speed ทางตรง สำหรับผมสามารถทำได้ถึง 186 กม./ชม. ช่วงล่างยางแบบ Fat Tyre ยางใหญ่ เอาจริง ๆ รู้สึกว่าตัวรถขี่ง่ายมาก ๆ การบังคับเลี้ยวกดตัวรถ ทำได้ดีเลยทีเดียว ผิดกับที่คาดไว้ แต่อาจจะต้องระวังในส่วนของเซนเซอร์พักเท้าที่อาจจะขูดเสียหายได้ สำหรับการขับขี่ในครั้งนี้ สามารถทำเวลาดีที่สุดได้ 1 นาที 27 วินาที ได้อันดับที่ 2 ของรายการนี้ถือว่าใช้ได้เลยกับผลเวลา โดยรวมรถโมเดลนี้ นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาแล้ว สมรรถนะก็มีอยู่ในตัวเองไม่น้อยเลย สมกับชื่อ Sporster ปิดท้ายด้วย Road รอบสุดท้ายนี้สบาย ๆ หล่อ ๆ เหมือนออกทริปเดินทาง เส้นทางเป็นถนนไฮเวย์ สัตหีบ มุ่งหน้าไปที่คาเฟ่เครื่องบิน Coffee War ขาไปได้มีโอกาสลองขับ Low Rider ST 2022 เป็นรถที่จิ๊กโก๋มาก แต่แอบแฝงด้วยความนุ่มนวล สบาย ๆ มีความเท่เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ส่วนขากลับได้ลองสุดหล่ออีก 1 คัน กับ Nightster ตัวใหม่ล่าสุด ทรงเล็กเพรียว ขี่ดีมาก พูดถึงความแรงของเครืองยนต์ ในโหมด S (sport) สามารถขี่ทำท็อปสปีดบนไฮเวย์ได้ เกือบ ๆ 200 กม./ชม. ถือว่าเป็นรถที่ทรงพลัง แรงเอาเรื่องเลย รูปลักษณ์ก็หล่อแรงไม่แพ้เครื่องยนต์เลย สำหรับการร่วมกิจกรรมระดับเอเชียในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกของทางเราที่ได้มีโอกาสขับขี่รถ ฮาลีย์ ได้เยอะที่สุดภายในวันเดียว ถึงจะเป็นเวลาที่ไม่มากสักเท่าไร แต่ในสถานีต่าง ๆ ก็ออกแบบมาเพื่อให้รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ออกมาให้ใช้อย่างเต็มที่ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ Harley-Davidson Asia ที่จัดงานทดสอบออกมาได้หลากหลาย พร้อมทีมงานครูฝึกสอนระดับมืออาชีพ ถือว่าเป็นงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ สำหรับใครที่อยากจะเข้ามาสัมผัสรถฮาลีย์ ก็สามารถเข้ามาชมคันจริง สอบถามได้ที่ศูนย์ทั่วประเทศไทยได้เลย… Harley-Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ADV160

Honda ADV160 เผยโฉมแล้วพร้อมทีเด็ดแทร็คชันคอนโทรล เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวล่ะครับสำหรับ Honda ADV160 สกู๊ตเตอร์ในสไตล์ SUV ไซส์เล็ก ที่ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ 4 วาล์วพิกัด 160 ซีซี เครื่องยนต์ใหม่ที่ได้รับการยอมรับ และมีให้กับออโตเมติกของทางค่ายหลายโมเดลด้วยกันไม่ว่าจะเป็น PCX และ Click160   โดยดีไซน์นั้นยังคงมีเอกลักษณ์ตามแบบของสกู๊ตเตอร์สไตล์ SUV อยู่ค่อนข้างมาก ปีปรับปรุงในหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะในส่วนของชิลด์หน้าที่ปรับปรุงให้มีแอโรไดนามิกที่ดีขึ้นและปรับได้สองระดับ ระบบไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แบบมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ มีการปรับเบาะนั่งให้ต่ำลง บริเวณแฟริ่งข้างส่วนขาปรับปรุงใหม่   จุดที่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่คือขุมพลัง โดยขุมพลังใหม่จะเป็นเครื่อง eSP+ 4 วาล์วพิกัด 156.9 ซีซีแบบ 4 วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 15.82 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 14.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งจะมีสมรรถดีกว่าเก่ามากเลยทีเดียว ช่วงล่างจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้ค Showa แบบซับแทงค์คู่ที่เหมาะกับการขับขี่ในหลากหลายเส้นทาง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสกฺเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีระบบเบรก ABS พร้อมระบบไฟเตือนฉุกเฉินหรือ ESS ส่วนขนาดของล้อและยางจะเป็น หน้า 110/80 – 14 นิ้ว และหลัง 130/70 – 13 นิ้ว ตามลำดับ ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็ยังมีครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์พร้อมกันขโมย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ช่องเก็บของคอนโซลหน้าพร้อมพอร์ต USB-A สำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบ ISS หรือระบบช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเพื่อประหยัดน้ำมันเวลาจอดรถติดไฟแดง และที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการมีระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นครั้งแรกเลยสำหรับในรถพิกัดนี้ของทางฮอนด้าที่มีแทร็คชันคอนโทรล ทั้งนี้เบื้องต้นเปิดขายที่ประเทศอินโดนีเซีย 2 โมเดลด้วยกัน ได้แก่รุ่น ธรรมดามาพร้อมระบบคอมบายเบรก ขายในราคา 36 ล้านอินโดนีเซียรูปีห์ หรือราว ๆ 86,500 บาท และสำหรับรุ่น ABS HSTC จำหน่ายในราคา 39.25 ล้านอินโดนีเซียรูปีห์ หรือราว ๆ 95,000 บาท โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่าย 3 เฉดสีคือ แดง ดำและขาว คาดว่ามาจำหน่ายในไทยน่าจะมีราคาแพงกว่านี้ โชคดีอาจจะเห็นราคาแสนนึงมีทอนนิดหน่อย หรืออาจจะโดดไปที่แสนนิด ๆ ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

มาตรฐานไอเสียใหม่

มาตรฐานไอเสียใหม่ ทำรถกว่า 20 รุ่นจาก 4 ค่ายแดนปลาดิบไม่ได้ไปต่อ เรียกได้ว่ากระแสรักษ์โลกนั้นเป็นเทรนด์ที่สำคัญมาก ๆ ในตอนนี้ เรื่องของ มาตรฐานไอเสียใหม่ ถูกบังคับใช้ในหลาย ๆ ประเทศในโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย และตอนนี้ก็มาเป็นประเทศญี่ปุ่น ดินแดนต้นกำเนิดมอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่ระดับโลกด้วยกันถึง 4 แบรนด์ และด้วยเหตุนี้เองทำให้มีรถกว่า 20 รุ่นจาก 4 ค่ายบิ๊กแดนปลาดิบนั้นไม่ได้ไปต่อ หากคนที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอดน่าจะพอรับทราบกันมาบ้างกับการไม่ได้ไปต่อของ Yamaha YZF-R6 เมื่อปีที่แล้ว หรือจะเป็นทาง Harley-Davidson ที่นำโมเดล Sportster ที่ใช้เครื่อง Evo ออกจากยุโรปเป็นต้น ที่ญี่ปุ่นเองก็ไม่ต่างกันครับ โดยสื่อใหญ่อย่าง Nikkei รายงานว่า Honda, Yamaha, Kawasaki และ Suzuki ก็จะต้องยกเลิกการผลิตโมเดลที่ไม่ผ่านมาตรฐานไอเสียไปราว ๆ 10% จากที่มีจำหน่ายเกือบ ๆ 190 โมเดลเลยทีเดียว โดยทางค่ายปีกนกค่ายเดียวก็โดนไปมากถึง 10 โมเดลจากทั้งหมด 80 โมเดล ซึ่งในนั้นรวมไปถึงรถระดับตำนานอย่าง CB400 Super Four ด้วย ทางด้านของยามาฮ่านั้นเองก็น่าจะต้องตัด FJR1300 ทัวเรอร์รุ่นใหญ่ของทางค่ายออกไป ในขณะที่ฝั่งของทาง Suzuki ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ได้ไปต่อด้วยกัน 5 รุ่น ซึ่งในนั้นรวมไปถึง GSX250R สปอร์ตไบค์ของทางค่ายด้วย อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีทางเลือกอย่างการนำรถโมเดลต่าง ๆ เหล่านี้ไปขายในประเทศอื่น ๆ ที่มีเรื่องไอเสียไม่เข้มงวดเท่าได้ก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายแล้วภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน ไปมุ่งใช้แหล่งพลังงานที่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นมันจึงยากที่จะผลิตโมเดลเหล่านี้ต่อไปในระยะยาว นอกจากนี้หลาย ๆ ค่ายก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังการทำรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากันแล้ว อย่าง Honda เองก็ตั้งใจจะทำให้ได้ภายในปี 2040 เป็นต้น หากไม่นับเรื่องไอเสียแล้ว อุตสาหกรรมยานยนต์ยังถูกปัจจัยอื่นเป็นตัวเร่งให้ต้องรีบเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ซัพพลายเชนที่ช้าลง ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น การแก้ปัญหาเรื่องไอเสียที่หลาย ๆ ค่ายนิยมกันคือการใช้ตัวคาตาไลติกส์คอนเวอร์เตอร์เพื่อลดปริมาณไอเสีย แต่ทว่าโชคไม่ดีนักที่ราคาของวัตถุดิบของเจ้าตัวที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ๆ ทำให้การพัฒนาและการผลิตยิ่งต้องประสบปัญหามากยิ่งขึ้น และหากเมื่อคำนึงว่า 4 ค่ายยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบนี้ป้อนมอเตอร์ไซค์ไปทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 40% แล้ว หากการยกเลิกโมเดลไปมากถึง 20 โมเดลภายในสิ้นปีนี้ ก็ย่อมจะต้องกระทบกับอุตสาหกรรมสองล้ออย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปเป็นรถไฟฟ้า หรือจะเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zapp i300

Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดเฉี่ยวจากอังกฤษ ล่าสุดแบรนด์สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษเปิดตัว Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลใหม่แบบสดร้อน ๆ ในงาน Goodwood Festival of Speed และก็เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาทันทีด้วยสมรรถนะอันน่าจับตามองของมัน   เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้เป็นโมเดลที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลอื่น ๆ ของทางค่ายก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะมากที่สุดอีกด้วย แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการใช้งานได้จริงและมีความสะดวกสบาย ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานที่ให้กำลังสูงสุดมากถึง 14 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าได้มากถึง 20 แรงม้าเลยทีเดียว โดยมีแรงบิดลงล้อหลังมากถึง 587 นิวตันเมตร (ที่แคร้ง 85 นิวตันเมตร) อย่างไรก็ดีสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องที่ 9.6 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง พอ ๆ กับรถพิกัด 125 ซีซี แต่สามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่ามาก โดยสามารถทำความเร็ว 0 – 96 กม./ชม.ภายใน 4.8 วินาทีเท่านั้น (ท็อปสปีดสูงสุดที่ 96 กม./ชม. ล็อกโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาด 720 วัตต์ชั่วโมง 72 โวลต์ สามารถใช้งานได้ประมาณ 60 กม.ที่โหมด Eco (ให้กำลังสูงสุด 4 กิโลวัตต์, โหมด Power สูงสุดที่ 11 กิโลวัตต์ และโหมด Zapp ที่ 18 กิโลวัตต์) และสามารถจาก 20% ไป 80% ภายใน 30 นาทีเท่านั้น ที่สำคัญคือแบตเตอรี่นั้นสามารถถอดออกมาชาร์จภายนอกได้ ซึ่งทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะจ่ายเงินซื้อเพิ่มเพื่อขยายระยะการใช้งานก็ทำได้ อย่างไรก็ดีราคานั้นดูจะไม่ค่อยถูกใจชาวไทยเลยล่ะครับ โดยรุ่นที่ใช้วัสดุพื้นฐานที่สุดซึ่งจากทำวัสดุรีไซเคิล หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่ารุ่นเริ่มต้นนั้นมีราคาถึง 6,300 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ ๆ 240,000 บาทเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ได้คือความเร็วและดีไซน์ที่ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลาย ๆ แบรนด์ในตอนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CCM Classic Tracker

CCM Classic Tracker อยากสไลด์แบบเก๋า ๆ ต้องคันนี้ เปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดอีกครั้งกับแบรนด์อังกฤษจากเมืองโบลตันกับ CCM Classic Tracker แฟล็ตแทร็กเกอร์ในสไตล์คลาสสิคที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร กล่าวคือแม้จะเป็นรถระดับกลาง ๆ แต่ก็จัดเต็มในลักษณะทุกรุ่นคือรถเรือธงในตัวมันเองนั่นเองครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจากเจ้าสตรีทแทร็กเกอร์ที่มีอยู่แล้วของทางค่าย โดยมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันจำนวนมาก รูปลักษณ์มาในแบบคลาสสิค มีความดิบเถื่อนจากการโชว์เฟรมโลหะและเครื่องยนต์ให้เห็นชัดเจนไร้การปิดบัง แม้จะมีการครอบไฟหน้าและบังโคลนมาในรูปแบบของคาร์บอนไฟเบอร์ก็ตาม มีแฮนด์บาร์กว้างในสไตล์ของสแครมเบลอร์ เบาะนั่งตอนเดียวแบบเจาะรูพรุน และมีระบบไฟส่องสว่างเป็น LED แบบมัลติฟังก์ชันทั้งหมด ขุมพลังจะเป็นเครื่องสูบเดียวลูกโตระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 600 ซีซี เคลมแรงม้ามาเท่าไหร่ไม่ได้ระบุตรง ๆ แต่คำนวณจากอัตราส่วนแรงม้าที่ให้มาที่ 0.38 แรงม้าต่อกก. ได้ประมาณ 55.1 แรงม้า แต่มีแรงบิดเคลมมาที่ 58 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวรถที่มีน้ำหนักเพียง 145 กก. นั้นบอกได้เลยว่าแรงเกินตัวเลยทีเดียว สำหรับถังน้ำมันนั้นจะจุอยู่ที่ 14 ลิตรก็น่าจะช่วยให้คุณสนุกได้ยาวนานพอสมควร ตัวรถมีช่วงล่างโดดเด่นด้วยยางสไตล์แฟล็ตแทร็กที่ใช้ขับขี่บนท้องถนนได้ พร้อมล้อขนาด 19 นิ้วแบบซี่ลวด ช่วยให้พร้อมจะเอาไปสไลด์ฝุ่นตามความต้องการได้ทันที ระบบเบรกจาก J. Juan ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันโดยมีขนาด 240 ม.ม. ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คหน้าหัวกลับจาก Marzocchi โช้คหลังเดี่ยวสปริงสีดำแบรนด์ไทย YSS นั่นเอง สุดท้ายจะมีด้วยกัน 2 แพ็กเกจให้เลือก คือ ตัวสแตนด์ดาร์ด ราคา 10,695 ปอนด์หรือราว ๆ 465,000 บาท และตัว Infinity ซึ่งจะมาในเฉดสีสุดเก๋าคือสีโครมกับล้อสีทอง ราคา 500,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek TYPE-V GT

Sleek TYPE-V GT รถไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกยุคน้ำมันแพง เปิดตัวเปิดราคาไปแล้วกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง สลีค กับโมเดลตัวแรงสเปกดีสุดของทางค่ายอย่าง Sleek Type-V GT ซึ่งเดิมทีใช้ชื่อว่า SWAG แต่ว่าทาง Geko สตาร์ทอัพฟินเทคที่ให้บริการเกี่ยวกับสินเชื่อของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ทำการซื้อกิจการมาและรีแบรนด์ใหม่ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ โดยตัวรถจะมีอะไหล่จากหลาย ๆ ประเทศและนำมาประกอบและตรวจสอบคุณภาพตัวรถที่ประเทศไทย สำหรับโมเดลนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะไฟหน้าและไฟท้ายที่มีเส้นสายการออกแบบเฉียบคม ตัวรถออกมีลักษณะเป็นเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ใช้ระบบขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ ขุมพลังของรถเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถ มีกำลังขับ 4000 วัตต์ เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นเคลมมาที่ไม่น้อยกว่า 200 กม.เมื่อขับขี่ที่ 35 กม./ชม. ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีลิเธียมขนาด 35 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อน แบบถอดออกมาชาร์จได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 4 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ก้อน อย่างไรก็ดีระยะทำการจริง ๆ กับความเร็วที่มากกว่าคาดว่าคงจะต้องไปลองทดสอบกันดูอีกที แต่คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ตัวรถมีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ CBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 – 12 นิ้วเท่ากัน โดยน้ำหนักตัวรถนั้นหนักเพียง 124 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นที่หน้าสนใจอย่างหน้าจอดิจิทัลเต็มระบบแสดงผลแบบเดียวกับหน้าจนรถยนต์และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่เรียกว่า Human-computer Interaction Design เมื่อเข้าใกล้ตัวรถ รถทั้งคันจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ จากนั้นล็อคเองอัตโนมัติเมื่อออกห่างจากกุญแจและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายด้วยกัน 4 สี ในราคาที่ 149,000 บาท โดยตอนนี้มีโปรโมชันพร้อมการรับประกันมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี 3 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปีแรกหรือ 15,000 กม. รับกิฟต์วอชเชอร์ 15,000 บาท และของสมนาคุณอีกกว่า 10,000 บาท สำหรับราคานั้นฟังดูอาจจะราคาแรงไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งานระยะยาวแล้วล่ะก็น่าจะมีความคุ้มค่าอยู่ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงดูแลรักษาอะไรมากเหมือนกับรถที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟก็ยังถูกกว่าเติมน้ำมันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปพรีออเดอร์ได้ที่ https://sleekev.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4SV

Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์สัญชาติอังกฤษเผยโฉมแล้ว ล่าสุดค่ายรถจากเมืองผู้ดีที่เคยเป็นตัวแรงที่พิชิตการแข่งขันสุดโหดอย่าง Isle of Man TT และก็ยังเคยเกือบจะล้มละลายและตายจากโลกสองล้อไปอย่างนอร์ตัน โดยมีทาง TVS มาเทคโอเวอร์ไป และกระทั่งได้ฤกษ์ทำการเปิดตัว Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์พิกัดเรือธงของทางค่ายคันใหม่สักที สำหรับโมเดลใหม่นี้มีดีไซน์ที่ดูสปอร์ต มีเส้นสายโค้งมนตามแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ท้ายที่โฉบเฉี่ยว แฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคันแต่ไม่แอบซ่อนเฟรมอลูมิเนียมสีเงินดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ยังมีสวิงอาร์มอลูมิเนียมแบบกลับหัวแขนเดี่ยวสุดโฉบเฉี่ยว อย่างไรก็ดีมันกลับไม่มีวิงก์เล็ตเหมือนกับซูเปอร์ไบค์จากค่ายอื่น ๆ ตัวรถใช้ขุมพลัง V4 แบบ 72 องศาขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ด้านในโดดเด่นด้วยวาล์วไทเทเนียม เคลมแรงม้ามาที่ 187.5 แรงม้าที่ 12,500 รอบ และทอร์คที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตรที่อยู่ใต้เบาะ สำหรับตัวเลขกำลังนั้นหากเทียบกับค่ายอื่นแล้วก็ดูไม่มากมายอะไรนัก ซึ่งอาจจะทำให้บางคนผิดหวังก็เป็นได้ สำหรับช่วงล่างนั้นตัวรถโดดเด่นที่ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ NIX30 ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้ค TTXGP ที่สั่งทำให้ตรงรุ่นโดยเฉพาะ แน่นอนว่าปรับแต่งได้แบบเต็มระบบ ขณะที่ระบบเบรกเองก็เป็นของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ถึง 245 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และยังมีกันสะบัดจาก Ohlins อีกด้วย นอกจากนี้แล้วโมเดลนี้ยังมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยอย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวังว่าจะมีในซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธง เริ่มกันที่ระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน (IMU) ทำงานร่วมกับระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรกแบบคอร์เนอริง ABS 8คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Road, Sport และ Wet) และยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง   ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็จะมีระบบไฟ Full LED เต็มระบบ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส และระบบสุดแปลกที่ไม่คิดว่าจะมีกับกล้องมองหลังที่ควบคุมและดูผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 6 นิ้ว ทั้งนี้ Norton V4SV จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Manx Silver และ Carbon ซึ่งจะแตกต่างในเรืองของรูปโฉมภายนอกและตัวของล้อ โดยรุ่น Manx Silver มาในรูปโฉมแฟริ่งสีเงิน มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีแดงและดำ และมีรูปธงยูเนียนแจ็คที่ท้ายรถ แฟริ่งด้านหน้ามีบอร์ดสีดำสำหรับติดหมายเลขแข่ง อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์และปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม OZ racing สีแดงสด ขณะที่รุ่น Carbon จะมาในรูปโฉมแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ดิบ ๆ ไม่ทำสีทับ มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีเทา และมีลวดลายธงยูเนียนแจ็คในแบบโมโนโครมที่ด้านท้ายรถ ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST และสำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวที่ 44,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1,607,276 บาท แน่นอนว่าถ้านำเข้าไทยมาจะแพงกว่าซูเปอร์ไบค์เรือธงจากค่ายอื่น ๆ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีมันมีเหตุผลของมันคือมันมีชิ้นส่วนราคาแพงจำนวนมาก และยังมีชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไม่ใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ รวมถึงผลิตและประกอบในอังกฤษทั้งคันอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิปขาดแคลน

ชิปขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่ทำให้รถบางรุ่นขาดตลาด ผมเชื่อว่าตอนนี้เพื่อน ๆ ชาวสองล้อหลายคนน่าจะประสบปัญหารถที่จองไปแล้วรอนานแบบไม่มีกำหนด หรือรอนานหลายเดือน หรือบางทีอาจจะข้ามปี โดยเฉพาะกับรถที่มีระบบอัจฉริยะ ๆ อย่างเช่น รถที่มีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เช่น รถจาก Honda ที่มีระบบ Roadsync รถจาก Yamaha ที่มีระบบ Y-Connect เป็นต้น สาเหตุก็คือ ชิปขาดแคลน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับทุกวงการไม่ใช่กับเฉพาะวงการมอเตอร์ไซค์ วงการรถยนต์ วงการไอทีและวงการอื่น ๆ ที่ต้องใช้ชิปมาช่วยประมวลผลการทำงาน อย่างเช่นเจ้ารถที่ยกตัวอย่างเหล่านี้มีระบบที่เรียกว่า Honda Roadsync ซึ่งก็ต้องใช้ชิปประมวลผลมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำไมปัญหานี้ถึงเกิดขึ้น? ปัญหาเรื่องชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนนี้เกิดขึ้นจาก โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุค 5G หรือยุค Internet of Things ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันล้วนแล้วแต่เป็นสมาร์ทแก็ดเจ็ด หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี ตู้เย็นอัจฉริยะ สมาร์ทวอร์ช รถยนต์ รถไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์แบบสมัยก่อนในยุค 3G ซึ่งอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการชิปประมวลผลเพื่อให้มันสามารถทำงานได้ อีกทั้งยังมีเรื่องของกระแสของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี ที่มีการทำเหมืองเพื่อขุดเหรียญเพื่อนำมาทำกำไร หรือการใช้คอมพิวเตอร์มายืนยันธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบ Proof of Work ก็ยิ่งทำให้มีความต้องการคอมพิวเตอร์และการ์ดแสดงผลจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อบวกรวมกับปัญหาของโรคระบาดโควิด-19 ทำให้มีการทำโซเชียลดิสแทนซิ่งหรือเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเรียนออนไลน์ มีการทำงานจากที่บ้านหรือเวิร์คฟอร์มโฮม ความต้องการอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์มากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้อุปสงค์หรือความต้องการมากกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันไปมาก จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนขึ้นไปทั่วโลก ผลที่ตามมา ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับไอทีหรือไม่ แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาต้องใช้ชิปประมวลผล พวกเขาก็ต้องเข้าคิวสั่งซื้อชิปในแบบที่เรียกได้ว่าไม่มีทางเลือก เพราะลูกค้าต่างก็ต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะมาช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิต หรือนำมาใช้ทำงาน ใช้ในการเรียนอย่างเลือกไม่ได้เช่นกัน และการที่รถของคุณเป็นรุ่นพิเศษ มีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือเป็นรถที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ชิปในการประมวลผล ก็จะประสบปัญหาต้องถือใบจองรอเป็นเวลานาน แต่ถ้าคุณซื้อรุ่นธรรมดา หรือรุ่นอื่นที่ไม่มีระบบอะไรล้ำ ๆ มากนักก็จะทยอยรับรถได้เรื่อย ๆ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ชิปนั่นเอง อย่างไรก็ดีแนวโน้มเรื่องการขาดแคลนชิปประมวลผลหรือเซมิคอนดักเตอร์นั้นก็มีแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการทุเลาลงของโรคระบาด รวมไปถึงกำลังผลิตที่มีมากขึ้นจากการที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตชิปก็มีการลงทุนเปิดโรงงานผลิตชิปเพิ่มมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  Electronic board photo created by xb100 – www.freepik.com

Malaguti Madison 150 สกู๊ตเตอร์จากอิตาลีเปิดตัวในไทยพร้อมราคาสุดเร้า

Malaguti Madison 150 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากอิตาลีเปิดตัวในไทยพร้อมราคาสุดเร้า ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแบรนด์ระดับตำนานเกือบ 100 ปีจากอิตาลีอย่าง Malaguti (มาลากูติ) สู่ท้องถนนเมืองไทย กับโมเดลใหม่ล่าสุด Madison 150 สกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมคลาส 150 ซีซี ที่ถ่ายทอด DNA ในแบบอิตาเลียนดีไซน์ โฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าอารมณ์ กับค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวไม่ถึงแสน! ตัวรถโดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายดูล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยี Full LED  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD Display Dynamic Motion ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่ม มาพร้อมเครื่องยนต์ พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์วพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดจาก Bosch ระบายความร้อนด้วยนํ้า ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่จุได้ถึง 10 ลิตร ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้สะดวกไม่ต้องแวะเติมบ่อย ตัวรถใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คหลังสปริงคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นฟีเจอร์สุดพรีเมียมกุญแจรีโมทกับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้ชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ จะมีให้เลือกถึง 4 สีด้วยกัน  ได้แก่ สีแดง Vibran Matt Red Satin, สีดำ Vengeance Night Black, สีขาว Emptiness Force White และ สีเขียว Mambas Matt Green Satin ที่มาพร้อมราคาค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 79,800 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งนี้สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมรับรถได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้! ที่ศูนย์ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทยในขณะนี้กว่า 50 สาขา หรือ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางwww.malaguti.bike/th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V2 2022

Streetfighter V2 2022 ปรับสีใหม่ หล่อเข้ม เต็มขั้น เน็กเก็ดไบค์พิกัดกลาง เอ่อ กลางค่อนไปทางใหญ่ล่ะกันครับ (ยุคนี้ดันซีซีกันเหลือเกิน) จากค่ายแดง Ducati มีสีสันให้เลือกเพิ่มแล้ว หลังจากล่าสุดได้ทำการเผยโฉม Streetfighter V2 2022 ที่มาใหม่ในสีสันใหม่ เขียว Storm Green ที่บอกได้เลยว่าหล่อเข้มเต็มขั้นจริง ๆ สำหรับสีสันสุดหล่อนี้ทางฝ่ายออกแบบของทางค่ายหรือ Centro Stile Ducati เป็นผู้เลือกมา โดยให้เหตุผลว่ามันช่วยขับเน้นเส้นสายที่คมและคลีนของเจ้าสตรีทไฟเตอร์คันนี้ได้เป็นอย่างดี และยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยจะมาในเฉดสีเขียวเข้มแบบด้านพร้อมกับชิ้นส่วนกลไกลอื่น ๆ ในสีโครเมียมและทำผิวสัมผัสให้เป็นเม็ดเกรนเล็ก ๆ ละเอียด เพิ่มความเปรียบต่างให้กับชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวจริง ๆ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักกับเจ้าคันนี้ดีมากนัก ก็จะขอบอกโดยสั้น ๆ ว่าส่วนอื่น ๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงใช้ขุมพลัง 2 สูบวีขนาด 955 ซีซี รองรับ Euro5 สามารถรีดกำลังได้สูงสุดที่ 153 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และทอร์คสูงสุดที่ 104.4 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับสปอร์ตไบค์พิกัดเดียวกันอย่าง Panigale นั่นเอง มีเพียงแต่อัตราทดเกียร์ที่แตกต่างกัน โดยจะมีสเตอร์หลังที่ฟันน้อยกว่าคือ 43 ฟัน ซึ่งเป็นการปรับให้ตอบโจทย์กับการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นก็จะมีโช้คหน้า Showa BPF แบบหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ซึ่งปรับแต่งได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อ 5 ก้าน ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 ตามลำดับ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็มีมาให้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Road และ Wet) ปิดท้ายด้วยหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และยิ่งมีเฉดสีใหม่ที่ฉีกไปจากสีแดง สีขาว และสีดำแบบพิมพ์นิยมของทางค่ายแดงแล้วด้วย ยิ่งเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ งานนี้ดูคาทิสต้าต้องมีเสียเงินเพิ่มหรือไม่ก็ต้องมีคนกรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja 400 2023

Ninja 400 2023 เผยโฉมสีสันใหม่แล้วในยุโรป ล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คาวาซากิ ยุโรปก็ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Kawasaki Ninja 400 2023 อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางฝั่งยุโรปนิยมโมเดลนี้ในฐานะเป็นรถที่สามารถใช้กับใบขับขี่ A2 ของทางยุโรปได้ และแน่นอนว่าสำหรับโมเดลนี้ก็ผ่านมาตรฐาน Euro5 เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนอกไปเสียจากลวดลายสีสันกราฟิกภายนอก โดยขุมพลังก็ยังคงเดิม ยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 45 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เช่นเดิม ช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบกึ่งลอยตัวขนาด 310 ม.ม. ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 220 ม.ม. โดยใช้คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาถึงจุดที่เปลี่ยนไปของโมเดลใหม่ปี 23 นี้ก็คือสีสันและลายกราฟิกนั่นเองครับ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเขียวตัดด้วยดำ (Lime Green/ Ebony) หรือสี KRT Edition พูดง่าย ๆ คือสีทีมแข่ง WorldSBK นั่นเอง และอีกเฉดสีก็คือสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกแบบด้าน (Metallic Carbon Gray / Metallic Matte Carbon Gray) ส่วนที่ไทยก็น่าจะรอสีสันนี้เข้ามาจำหน่ายได้ในช่วงปลายปีครับ ใครที่สนใจก็ติดตามข่าวคราวจากเราให้ดีครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี

ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี ที่อิตาลีเดือนห้า ลองเดาดูรุ่นไหนขายดีสุด สำหรับบทความนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เรามาลองดูยอดขายรถสองล้อในประเทศอิตาลีประจำเดือน พฤษภาคม 2022 ที่ปิดยอดได้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์ก็ยังถือว่ายอดน้อยลงไปเล็กน้อย โดยยอดรถสองล้อนั้นขายไปได้มากถึง 19,935 คันเลยทีเดียว แต่ทีนี้เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่าสกู๊ตเตอร์คันไหนขายดีติดอันดับท็อป 10 กันบ้างครับ บอกเลยว่าเมืองนอกนี่รสนิยมแปลกจริง ๆ แต่ว่าตัวท็อปบอกเลยว่ามันต้องตรงกับใจแฟน ๆ สกู๊ตเตอร์เมืองไทยอย่างแน่นอนครับ อันดับ ยี่ห้อและรุ่นรถ จำนวนคัน 10 Piaggio Medley 125 552 9 Piaggio Liberty 125 559 8 Honda ADV350 579 7 Honda SH MODE 125 676 6 Honda SH350i 703 5 Piaggio Beverly 300 771 4 Honda SH150i 1,043 3 Kymco Agility 125 1,124 2 Honda SH125i 1,885 1 Yamaha T-MAX 2,152 พอเราได้ลอง ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี จากตารางอันดับก็จะเห็นได้เลยนะครับว่า Honda ขายดีมาก ๆ ติดอันดับหลายรุ่นเลย แต่อันดับ 1 กลับเป็น T-MAX ที่เป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์ ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานของคนยุโรปที่ตัวใหญ่นั่นเอง แล้วก็แบรนด์อิตาลีอย่าง Piaggio ก็ขายดีติดอันดับด้วยเช่นกัน ถือว่าชาตินิยมกันพอตัว นอกจากนี้ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่ามีแบรนด์จากไต้หวันติดมาด้วยนะ แถมอันดับสูงด้วย น่าเสียดายแบรนด์นี้ไม่ได้มาทำตลาดที่เมืองไทย ไม่งั้นล่ะก็ตลาดรถสกู๊ตเตอร์คงสนุกขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha X Force ABS

Yamaha X Force ABS สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ตัวแรงคันใหม่เผยโฉมแล้วที่ญี่ปุ่น เผยโฉมกันออกมาแล้วกับ Master of Street Scooter หรือเจ้า Yamaha X Force ABS ที่ทางค่ายวางให้มันเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตที่ขับขี่ได้สะดวกสบายและสนุก เหมาะกับการใช้งานในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะไปเรียนหรือไปทำงาน สำหรับเจ้าเอ็กซ์ฟอร์ซคันนี้มาในดีไซน์แบบล้ำสมัยพร้อมกลิ่นอายแบบสปอร์ตสตรีทโมตาร์ด ด้วยแฮนด์แบบแฮนด์บาร์ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายสุดโฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใคร พร้อมหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD เต็มระบบ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Blue Core สูบเดียว ขนาด 155 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันหรือ VVA ที่ช่วยให้แรงทุกย่านความเร็วรอบ ยังมีระบบสมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ที่ช่วยให้รถสตาร์ทได้เงียบและช่วยเพิ่มกำลังของรถได้ดี ทั้งนี้ขุมพลังตัวนี้ให้กำลังแรงม้าเคลมมาที่ 15 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ตัวรถใช้เฟรมใหม่น้ำหนักเบาแต่แข็งแรงรองรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตได้เป็นอย่างดี ระบบกันสะเทือนด้านหน้าใช้โช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบยูนิตสวิง ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 230 ม.ม. พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และปิดท้ายด้วยล้อขนาด 13 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในรถยังมีลูกเล่นชวนให้น่าใช้งานอีกหลายจุดไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของด้านหน้าทางขวาที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล. ได้ ด้านบนขึ้นมาเล็กน้อยข้างช่องเสียบกุญแจมีช่องจ่ายไฟแบบ USB-A จ่ายไฟได้ 5 โวลต์ 2 แอมป์ ลงมาด้านล่างมีตะขอสำหรับแขวนสัมภาระได้สะดวก ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 23.2 ลิตรเพียงพอกับการเก็บหมวกแบบเปิดคางได้ 1 ใบ เบาะนั่งแบบราบพร้อมผิวสัมผัสแบบกันลื่น ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นคง ระบบ Y-Connect ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การดูรอบเครื่องยนต์ การแจ้งเตือนการบำรุงดูแลรักษารถ แชร์การขับขี่ให้กับเพื่อน ๆ เป็นต้น สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ สีเขียวด้าน สีน้ำเงินด้าน สีขาว และสีดำ โดยทุกโมเดลจะจำหน่ายในราคาเท่ากันที่ 396,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 102,500 บาท ฟังดูราคาอาจจะแรง แต่ราคารถที่ญี่ปุ่นมักจะแพงกว่าที่บ้านเราอยู่แล้วครับ สำหรับทีมงาน แค่เห็นก็บอกตรง ๆ เลยว่าหล่อเท่ไม่เบา และเครื่องยนต์ตัวนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใช้งานได้ดี แรงและทนทานจริง ๆ ครับ น่าใช้มาก ๆ เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LEGEND 250 TWIN 3 GPX ซุ่มเงียบ เปิดตัวพร้อมจำหน่าย 8.85 หมื่น

GPX ซุ่มเงียบ เปิดตัวโฉมใหม่ NEW LEGEND 250 TWIN 3 ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น! ก่อนเปิดจำหน่ายในไทย ในคอลเลคชั่นสุดพิเศษ สู่แรงบันดาลใจในการเดินทาง กับ 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ BLACK NIGHT เฉดสีดำ , WHITE EVEREST เฉดสีขาว และ GREEN FOREST เฉดสีเขียว ที่มาพร้อมวงล้อแบบซี่ลวด ให้เหล่าไบค์เกอร์ได้สัมผัสกับอารมณ์ความคลาสสิกอย่างเต็มสูบ พร้อมออกเดินทางไปกับโฉมใหม่! ที่จะกลับมาปลุกไฟในตัวคุณให้ออกเดินทางครั้งใหม่ ไปสร้างตำนานร่วมกันอีกครั้ง กับ NEW LEGEND 250TWIN III  สมกับคอนเซปต์ “ THE LEGEND FOREVER ” ที่พร้อมพาคุณออกไปค้นหาประสบการณ์การเดินทางครั้งใหม่ ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ที่จะเป็นความยิ่งใหญ่ในความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตของคุณตลอดไป ด้วยความแข็งแกร่ง ทนทาน ที่พร้อมให้คุณได้ปลดปล่อยอิสระแห่งการเดินทางไปกับรถคู่ใจ และปลดล็อกความท้าทายใหม่ๆ สู่เส้นทางที่ไปได้ไกลกว่าที่เคย! ถือเป็นบทพิสูจน์ของรถในรหัสตำนาน ‘LEGEND’ ตระกูลรถคลาสสิกจากแบรนด์ GPX  ที่เดินทางก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 นับตั้งแต่ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 2015 กับเส้นทางแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรุ่น จนได้รับการยอมรับจากเหล่า ไบค์เกอร์สายคลาสสิกทั้งในประเทศ และต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสตอบรับรถตระกูล LEGEND ในญี่ปุ่น จนทำให้รุ่นล่าสุด กับ NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่! ได้บินลัดฟ้า ไปเปิดตัวให้ได้ยลโฉมกันครั้งแรก ณ เมืองปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่น ในงาน Tokyo Motorcycle Show 2022 กันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีกันอีกเช่นเคย ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและเปิดจำหน่ายในประเทศไทยให้ได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้ววันนี้! NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่! กับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ สู่แรงบันดาลใจในการเดินทาง กับ 3 เฉดสีใหม่  ได้แก่… BLACK NIGHT เฉดสีดำ  (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีแดง)  สีดำมาดเข้ม ดูดุดัน แต่แฝงด้วยเสน่ห์น่าค้นหาจากประกายสีแดงที่สะท้อนในตัวเสมือนการเดินทางที่ได้ดื่มด่ำกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับในยามค่ำคืน WHITE EVEREST เฉดสีขาว  (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีเงิน)  สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะที่ปกคลุมอยู่บนเทือกเขา สะท้อนแสงแดดยามเช้าให้เห็นเป็นประกาย สื่อถึงจุดหมายแห่งความท้าทาย  ที่รอให้เราได้ไปเยือนสักครั้งในชีวิต GREEN FOREST เฉดสีเขียว (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีเงิน)  สีเขียว อันน่าค้นหา เสมือนการเดินทางท่ามกลางป่าและธรรมชาติที่สวยงามตอบรับอิสระแห่งการเดินทาง สู่เส้นทางใหม่ ที่จะเป็นตำนานของคุณตลอดไป NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่!  โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดคลาสสิก กับการแมทซ์คู่สีที่ตัดกันของสีทองและโครเมียม เสริมให้ลุคใหม่นี้ เข้าถึงอารมณ์ความคลาสสิกแบบสุดขั้ว แถมยังเพิ่มความเก๋าแบบฉบับดั้งเดิมความคลาสสิกด้วยวงล้อแบบซี่ลวดดีไซน์สีโครเมียม คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ UNION  พร้อมเสริมทัพด้วยฟังก์ชั่นแน่นๆเต็มลำ ที่พร้อมพาคุณออกเดินทางไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยขุมกำลังขนาด 234 ซีซี แบบ 2  สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด GPX-Fi (แบรนด์ Delphi อเมริกา) พร้อมให้คุณออกเดินทางสร้างตำนานครั้งใหม่ได้อย่างเป็นอิสระ และส่งพลังการขับเคลื่อนด้วยโซ่คุณภาพ จากแบรนด์โซ่ชั้นนำ RK ที่ขนาด 520 แบบมี O-Ring ช่วยให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโซ่แบบธรรมดาถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ยังดีไซน์บอดี้ตัวรถมาให้ตอบโจทย์ในการเดินทาง ด้วยท่านั่งที่สะดวกสบาย ง่ายทุกการคอนโทรลด้วยแฮนด์บาร์ในองศาที่รับกับช่วงแขน จะเดินทางไกลก็ไม่หวั่นเพราะมาพร้อมเบาะนั่งขนาดกว้างสัมผัสนุ่มสบาย ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทางได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทาง ก็คือเรื่องช่วงล่าง ซึ่ง NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่นี้ ก็จัดเต็มของติดรถมาให้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside Down ดีไซน์กระบอกโช้กสีทอง พร้อม โช้กอัพหลังคู่ คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ YSS ในรุ่น G-Series โช้กแก๊ส แบบเเยกห้องระหว่างน้ำมันเเละเเก๊ส แฝงดีไซน์ความเท่ระดับตำนาน ด้วยการออกแบบตัวสปริงโช้กสีโครเมียมตัดกับ Sub Tank สีทอง

Z650RS 50th ANNIVERSARY

Z650RS 50th ANNIVERSARY มีอะไรต่างจากตัวธรรมดา เมื่องาน BMF 2022 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้ทาง Kawasaki ประเทศไทยได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการครบรอบของรถตระกูล Z ด้วยโมเดลพิเศษอย่าง Kawasaki Z650RS 50th ANNIVERSARY สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้มีการนำสีสุดโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ Z1 อย่างสีไฟร์บอล Fireball มาใช้กับโมเดลนี้นั่นเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของ Z1 ได้ส่งต่อและถ่ายทอดไปยังอนาคตให้ทุกคนได้มองเห็น เส้นสายที่โค้งได้รูปสวยงามกับสีสันแบบเงาที่ดูลุ่มลึก เป็นอะไรที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเฉลิมฉลองครบรอบห้าสิบปีของประวัติศาสตร์รถในตระกูล Z โดยจุดเด่นของโมเดลนี้ก็มีดังนี้ สีพิเศษน้ำตาล Candy Diamond Brown พร้อมเฟรมที่ทำสีดำเงา ล้ออลูมิเนียมก้านเล็กคล้ายซี่ลวดสีทอง โลโก้พิเศษฉลองครบรอบห้าสิบปีด้านบนถังน้ำมัน หนังหุ้มเบาะผิวสัมผัสพิเศษพร้อมเย็บด้วยด้ายสีที่คอนทราสต์กับตัวรถ ส่วนอื่น ๆ ที่ยังคงเดิมก็คือท่านั่งสบาย ๆ เวลาขับขี่รถที่ใช้ขุมพลังขนาด 649 ซีซีแบบสองสูบเรียซึ่งวางบนเฟรมถักน้ำหนักเบา ช่วงล่างด้านหลังแบบโช้คเดี่ยววางนอนพร้อมกระเดื่อง เรือนไมล์ทรงกลมคู่สุดคลาสสิคพร้อมหน้าจอ LCD ที่ใช้งานได้หลากหลาย ไฟหน้ากลมพร้อมระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดแบบ LED สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายที่ 344,600 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย (ตัวปกติขาย 319,400 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว CFR450R 2023

เปิดตัว CRF450R 2023 รุ่นพิเศษฉลองครบ 50 ปีให้กับโมโตครอสคันแรกของทาง Honda เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับรถโมโตครอสคันแรกของทางค่ายปีกนก Honda จึงได้ทำการเปิดตัว CRF450R 2023 ซึ่งมีแรงบิดมากขึ้น มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นตัวสุดของสายโมโตครอสของค่ายปีกนกเมื่อเทียบกับ CRF450L แต่ก็ต้องแลกกับเรื่องจดทะเบียนขี่ถนนไม่ได้ ซึ่งคันนี้เหมาะกับพวกเดนตายสายฝุ่นเท่านั้นจริง ๆ ครับ ทางค่ายเคลมมาว่าเครื่องยนต์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการที่มีแรงบิดมากขึ้นที่ความเร็วรอบต่ำ โดยมีแรงบิดมากขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ที่ช่วงรอบประมาณ 5,000 รอบ หรือคิดเป็นประมาณ 5 นิวตันเมตร ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะสนุกกับคันเร่งที่ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ไม่ต้องเชนเกียร์ลงต่ำ ๆ มาก ๆ เวลาเข้าโค้ง อย่างไรก็ดีมันส่งผลให้มีแรงม้าน้อยลงเล็กน้อย สำหรับโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปีโมโตครอสคันแรกของทางค่ายปีกนกซึ่งก็คือเจ้า CR250M Elsinore ซึ่งเป็นคันแรกที่เป็นรถผลิตขึ้นมาให้พร้อมใช้ในการแข่งขัน โดยโมเดลพิเศษจะมาพร้อมเบาะนั่งสีน้ำเงิน แฟริ่งสีขาวด้านหน้าและด้านข้างสำหรับแปะเบอร์แข่ง ลวดลายกราฟิกใหม่บริเวณกาบข้างแผงหม้อน้ำ และทำสีทองที่แฮนด์บาร์และล้อ แผงคอสีเทา พร้อมโลโก้ปีกของทางค่ายที่บังโคลนหน้าเติมเต็มความสวยงาม สุดท้ายสนนราคานั้นจะแพงกว่าตัวปกติอยู่ประมาณ 300 เหรียญ เป็น 9,899 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 340,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Energica Experia

Energica Experia ทัวริ่งไฟฟ้าวิ่งได้ 420 โล เปิดตัวแล้ว ล่าสุดค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง Energica Experia มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่เน้นทางดำเป็นหลักในช่วงการแข่งขัน MotoGP ที่ Mugello ประเทศอิตาลีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าทัวริ่งไฟฟ้าคันนี้ถือว่ามีอะไรที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ใหม่หมด ซึ่งตัวแบตเตอรี่ให้กำลังไฟมากถึง 22.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง และมอเตอร์ไฟฟ้าเองก็รีดกำลังได้สูงสุดเทียบเท่า 101 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 115.24 นิวตันเมตร (แรงบิด 900 นิวตันเมตรที่ล้อ) ซึ่งใช้ขับเคลื่อนรถที่หนักมากถึง 260 กก.ให้สามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 180 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม.ได้ภายใน 3.5 วินาที และเคลมมาว่าสามารถวิ่งได้ไกลมากถึง 420 กม.เลยทีเดียว โดยสามารถวิ่งแบบไม่ต้องสนใจเรื่องความเร็วได้มากถึง 246 กม. สำหรับเรื่องการชาร์จนั้นตัวรถมีการชาร์จ 3 ระดับ โดยสามารถชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จได้ 80% ภายใน 40 นาทีที่การชาร์จระดับ 3 DC และทางค่ายยังเคลมมาว่าเป็นรถคันแรกที่ให้การชาร์จมาถึง 3 ระดับมาเป็นพื้นฐานเลย เรียกได้ว่าเร็วเลยทีเดียว ในส่วนของช่วงล่างที่ให้มานั้นก็ไม่ใช่ขี้ไก่ แต่จัดเต็มมาในระดับนึงเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Sachs ปรับแต่งได้ ซึ่งโช้คหลังเดี่ยวก็มาจาก Sachs เช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบเบรกจัดการด้วย Brembo โดยด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบและด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังรัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ที่เหมาะกับการขี่ถนนเดินทางไกลออกทริปอย่างยิ่ง สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมาให้หลากหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบครูซคอนโทรล ระบบเบรก ABS จาก Bosch 9.3MP ECU และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับตัวประมวลผลแรงเฉื่อย มีโปรไฟล์ผู้ขับขี่ให้เซ็ตถึง 7 โปรไฟล์แบ่งเป็น 4 พรีเซ็ต และอีก 3 ชุดโปรไฟล์ที่ปรับแต่งเองได้ โหมดการขับขี่อีก 4 โหมด ได้แก่ Eco, Urban, Rain และ Sport เท่านั้นยังไม่หมดยังมีแม็ปการรีเจเนอเรทีฟเบรกกิ้งอีก 4 รูปแบบ ซึ่งตรงนี้จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาลดความเร็ว และเปลี่ยนแปลงพลังงานเชิงกลที่จะสูญเสียไปขณะเบรกให้กลับมาช่วยชาร์จไฟเข้าระบบ ได้แก่ High, Medium, Low และ Off ปิดท้ายด้วยระบบเดินหน้าและถอยหลังความเร็วต่ำเพื่อใช้เวลาจอดรถ สำหรับสนนราคานั้นยังไม่ระบุแต่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ว แต่ราคาคงไม่ถูกแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและขนาดของแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตอนนี้ รวมไปถึงภาษีนำเข้าต่าง ๆ แต่ก็เป็นสัญญาณอันดีที่รถไฟฟ้าจะสามารถมีระยะทำการได้ไกลมากขึ้น ชาร์จได้เร็วขึ้น และใกล้จะมาทดแทนมอเตอร์ไซค์แบบเดิม ๆ ได้ในอนาคตไม่ไกลนี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Tapas 100 2022 คลาสสิกสกู๊ตเตอร์สุดน่ารักแดนมังกร

Honda Tapas 100 2022 คลาสสิกสกู๊ตเตอร์สุดน่ารักแดนมังกร เรียกได้ว่าน่ารักสุด ๆ กับคลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดจากค่ายปีกนก Honda Tapas 100 2022 ที่เปิดตัวไปแล้วกับทางฮอนด้าประเทศจีน โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมัลและความโค้งมนที่เต็มไปด้วยความน่ารักมุ้งมิ้งและตัวรถที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโค้งมนดีไซน์ไม่เหมือนใครพร้อมหลอดไฟแบบ LED ทั้งสวยงามทั้งทันสมัย เรือนไมล์อนาล็อกดีไซน์โค้งมนกลมกลืนกับตัวรถแสดงข้อมูลเบื้องต้นครบครัน เบาะนั่งแบบตอนเดียวปักเย็บแบบเรโทร ขณะที่ไฟท้ายก็เป็นไฟ LED พร้อมดีไซน์ที่สวยงามไม่ซ้ำใครอีกเช่นกัน ขุมพลังขนาด 102 ซีซี สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้กำลังสูงสุด 5.3 กิโลวัตต์หรือ 7.1 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 7.46 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ สามารถทำท็อปสปีดได้ที่ 80 กม./ชม. ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 95 กก. แต่มีขนาดถังน้ำมันจุมากถึง 5.7 ลิตร เมื่อคำนวณอัตราสิ้นเปลืองที่ให้มาที่ 2.3 ลิตรต่อ 100 กม. น้ำมันหนึ่งถังจะวิ่งได้ไกลมากเกินกว่า 200 กม.เลยทีเดียว ขณะที่ช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คแบบเทเลสโคปิกส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าและด้านหลังเป็นดรัมเบรก นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นอย่างอื่นที่น่าสนใจเช่น ช่องจ่ายไฟแบบ USB ด้านหน้า ตะขอสำหรับแขวนสัมภาระด้านหน้า ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ และตะแกรงสำหรับวางของท้ายรถแบบพับเก็บได้   สุดท้ายนี้วางจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสีในราคา 8,280 หยวนหรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 42,125 บาท   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Herald-Brute-500

Herald Brute 500 สตรีทแทร็กเกอร์สุดเท่เริ่มผลิตแล้ว ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ในสไตล์สตรีทแทร็กเกอร์อย่างเจ้า Herald Brute 500 คันนี้แน่ ๆ สำหรับใครที่อยู่ยังไม่รู้จักแบรนด์นี้ ผมก็ขอเกริ่นให้นิดหน่อยว่าแบรนด์นี้คือแบรนด์ร่วมระหว่างอังกฤษและจีนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ สำหรับเจ้าสตรีทแทร็กเกอร์คันนี้ถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกของทางค่ายซึ่งดีไซน์ ออกแบบทางวิศวกรรมและผลิตในอังกฤษล้วน ๆ ซึ่งปกติแล้วทางค่ายจะผลิตรถขนาด 125 และ 250 ซีซี โดยใช้เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศที่ผลิตขึ้นในจีนที่มีราคาประหยัด แต่จะมีการออกแบบและดีไซน์ในสไตล์เรโทรและสแครมเบลอร์ในอังกฤษ อย่างไรก็ดีสำหรับโมเดลนี้แม้ว่าจะปรับมาผลิตในอังกฤษแล้ว แต่ยังมีเครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความน้ำด้วยอากาศจากทางจีนอยู่ดี โดยจะเป็นเครื่องยนต์ NC450 จาก Zongshen เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Fantic Caballero 500 ส่วนขั้นตอนผลิตและชิ้นส่วนอื่น ๆ ทำในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเฟรม สวิงอาร์มอลูมิเนียม แผงคอและแกนล้อล้วนแล้วแต่ผลิตในอังกฤษ ทำให้มั่นใจในงานประกอบได้มากขึ้นอีกด้วย ในส่วนของระบบเบรกนั้นเลือกใช้คาลิเปอร์เบรกแบบหน้าแบบเรเดียลเบรก 4 ลูกสูบจาก Hel ซึ่งก็เป็นแบรนด์ผู้ดีเช่นกัน เบาะนั่ง สายไฟและชิ้นส่วนพลาสติกอื่น ๆ ต่างก็เป็นของอังกฤษด้วย โดยสรุปแล้วนอกจากหน้าตาที่ดูเท่ไม่หยอก ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจโดยสรุปประมาณนี้คือตัวรถมีความจุที่ 449 ซีซีให้กำลัง 42.9 แรงม้า ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีด ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาดใหญ่ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวจาก J.Juan โช้คหน้าหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวปรับแต่งได้จาก Racetek ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว เรือนไมล์ดิจิทัล LCD และระบบไฟ LED เต็มระบบ ประมาณนี้ครับ สุดท้ายเปิดราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 6,950 ปอนด์หรือราว ๆ 300,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาค่อนข้างเอาเรื่องอยู่ แต่ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว แน่นอนว่าคงไม่มีจำหน่ายในไทย แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับ ถ้าทำตลาดในยุโรปได้ดีก็อาจจะมีคนนำมาจำหน่ายก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB400 Super Four

Honda CB400 Super Four จะกลายเป็นตำนานจริง ๆ แล้ว โชคไม่เข้าข้างเราเสมอ สิ่งดี ๆ เมื่อเข้ามาแล้วมันก็ย่อมมีวันจากไป มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่าง Honda CB400 Super Four ก็เช่นกัน มันจะกลายเป็นตำนานจริง ๆ แล้ว ในปี 2022 นี้สำหรับโมเดลระดับตำนานนี้ทั้งตัวซูเปอร์โฟลและตัว Super Bol d’Or ต่างก็เผยโฉมออกมาในแบบของ Final Edition แล้ว เป็นเวลายาวนานมากที่โมเดลพิเศษนี้ขายแต่ในประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียว แต่มันก็ได้รับความนิยมมากทีเดียวและขายได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้มาตรฐานไอเสียใหม่ซึ่งเทียบเท่ากับ Euro5 ทำให้โมเดลสุดพิเศษไม่ผ่านมาตรฐานดังกล่าว ทำให้ต้องมีการอัปเดตให้รองรับ หรือไม่ก็ไม่สานต่อโมเดลนี้ไปเลย แน่นอนว่าทางค่ายสามารถทำได้ แต่ทางค่ายกลับไม่เลือกทำแบบนั้น ซึ่งเหตุผลนั้นก็ไม่อาจทราบได้ คงมีแต่คนภายในเท่านั้นที่รู้ความจริง ส่วนเราก็ได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นา ๆ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักทั้ง 2 โมเดลนี้ใช้ขุมพลังแบบ 4 สูบเรียงขนาด 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 55 แรงม้าที่ 11,000 รอบและให้แรงบิดที่ 39.32 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ ผ่านชุดเกียร์ 6 สปีด มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกปรับพรีโหลดได้ ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมร่วมกับโช้คหลังคู่ที่ปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว มีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้ออัลลอย 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิกแต่ก็ยังมีฟังก์ชันลูกเล่นที่ทันสมัย เรือนไมล์แบบอนาล็อกทรงกลมคู่เชื่อมกัน แต่แยกกันแสดงผลวัดรอบและวัดความเร็ว มีจอ LCD ขนาดเล็ก ๆ แสดงผลข้อมูลอื่น ๆ เช่น เกียร์ อุณหภูมิอากาศ ทริป อัตราการสิ้นเปลือง เป็นต้น ขณะที่ระบบไฟฟ้าทั้งไฟหน้าและไฟท้ายต่างก็เป็น LED หมดแล้ว   อย่างไรก็ดีทั้งสองมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่คือเจ้า Super Bold’Or มีฮาร์ฟแฟริ่งที่ด้านหน้าและฮอนด้าปรับแต่งให้มันสามารถเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ และสำหรับไฟนอลอิดิชันของทั้ง 2 โมเดลนี้จะมีด้วยกัน 3 เฉดสีคือ สีแดง Candy Chromosphere Red, สีน้ำเงินเมทัลลิก Atmosphere Blue Metallic และสีดำเมทัลลิก Darkness Black Metallic ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าใจหายไม่น้อยเลยที่โมเดลในระดับตำนานแบบนี้จะไม่มีผลิตขึ้นมาจำหน่ายใหม่อีกแล้ว แต่ในอนาคตก็เชื่อว่าจะมีโมเดลดี ๆ แบบนี้มาให้ได้จับจองเป็นเจ้าของอีกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก