SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม. และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L) ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix

OHVALE GP-0 รถแข่ง MiniGP สำหรับเด็กน้อยที่ฝันไกล เมื่อปลายเดือนที่แล้วระหว่างที่กำลังมีงาน EICMA 2021 อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ของชาวสองล้อที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เผอิญว่าตัวผมนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมในฐานะสื่อคนนึง ซึ่งก็ต้องขอบคุณทาง ITA ที่สนับสนุนและเลือกทางเราไป ผมก็ได้มีโอกาสไปเจอกับเจ้า OHVALE GP-0 ซึ่งก็คิดว่ามันน่าสนใจจึงได้เก็บภาพมาฝากกัน สำหรับเจ้าโอวาเล่คันนี้ มันคือผลงานจากทาง Valerio Da Lio ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์มากกว่า 30 ปี มันคือรถแข่งขนาดเล็ก ที่ไม่ใช่พ็อกเก็ตไบค์ธรรมดา ๆ แต่มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน_MiniGP ซึ่งเป็นหนทางนึงในการที่เด็ก ๆ จะสามารถใช้รายการนี้เป็นเสมือนเวทีคัดตัวก่อนจะเติบโตไปเป็นนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต สำหรับเจ้า GP-0 คันนี้มันคือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้เข้าถึงได้ไม่ยาก ใช้งานได้จริง ๆ และขี่ได้ดีจริง ๆ มันสามารถขี่แบบจริงจังแบบรถแข่งขนานแท้ได้เลย แต่มีข้อดีตรงที่สามารถลดค่าใช้จ่ายเวลาได้หลายด้าน รวมไปถึงการขนย้ายไปขี่ในแต่ละสนามก็ทำได้สะดวกมากกว่าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะขนาดตัวมันนั่นเอง และที่สำคัญเลยเวลาล้มก็มีชิ้นส่วนเทฟล่อนที่ปลายแฮนด์และพักเท้า ช่วยลดความเสียหายได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้รถนั้นแข็งแรงทนทานและตอบสนองฟีลลิ่งต่าง ๆ ให้นักบิดได้ดี โดยใช้ความหลงใหล ความรัก ทุ่มเทออกมาให้สมกับคำว่า “Made in Italy” โดยทั้งดีไซน์และผลิตในอิตาลี เรียกว่าอิตาลีแท้ ๆ เลยนั่นเอง โดยทาง Valerio Da Lio จับมือกับหลาย ๆ คนที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mariano Fioravanzo ที่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เจ้ารถแข่งคันน้อยคันนี้ออกมาดีที่สุด ในเรื่องของการดีไซน์นั้นหลัก ๆ คือไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังออกแบบให้มีความโดดเด่นแตกต่าง และไม่ลืมที่ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะของตัวรถ ว่าต้องใช้งานได้จริง ตัวรถนั้นแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา ตัวถังน้ำมันขนาด 3.5 ลิตรและเบาะนั่งออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกันเพื่อให้มีความแข็งแรงมากที่สุด ตัวแฟริ่งหลัก ๆ จะแบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนข้างและส่วนล่างเพื่อลดความเสียหายเวลาล้ม และที่สำคัญอีกจุดนึงคือการออกแบบให้ท่านั่งนั้นใช้งานได้ดี ไม่ว่าคนขี่จะร่างเล็กหรือใหญ่ เฟรมของรถเป็นเฟรมถักที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงออกแบบและสร้างในโปรแกรม 3D CAD เป็นพิเศษ ให้มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมกับการเป็นรถสปอร์ต ส่วนสวิงอาร์มนั้นทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ในส่วนของระบบกันสะเทือนมีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 33 ม.ม. และโช้คหลังซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ พร้อมกันนี้ยังมีระบบพิเศษในตัวเฟรมที่ออกแบบมาให้ตัวรถสามารถปรับระยะฐานล้อได้อีกด้วย มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 4 จังหวะขนาด 110 ซีซี (สำหรับคันที่ถ่ายมาให้ได้ชม) จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ ทั้งนี้แรงม้าอยู่ที่ 8 แรงม้า มาพร้อมท่อเต็มระบบจากทาง Arrow ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะได้มากที่สุด โดยไม่ดังเดิน 92 เดซิเบล ส่วนของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 180 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 155 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเบรกจะใช้สายเบรกแบบถัก ผ้าเบรกแบบเผาผนึกและมือเบรกที่ปรับระยะได้ มาที่ขนาดของล้อเนื่องจากคันเล็กล้อก็เลยมีขนาดเล็กตามไปด้วย ตัวรถใช้ล้ออลูมิเนียมอัลลอยแบบ 3 ก้านแยกขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และยางที่ทาง Pirelli ออกแบบมาให้เป็นพิเศษ เป็นยางสลิก Pirelli Diablo Superbike เพื่อการยึดเกาะแบบขั้นสุด สุดท้ายนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยวิธีการ CNC มากมายหลายจุด เรียกว่าแทบทั้งคัน และหลาย ๆ จุดสามารถปรับตำแหน่ง ปรับระยะได้เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับนักแข่งแต่ละคนได้มากที่สุดอีกด้วย เรียกได้ว่า เล็กพริกขี้หนู จริง ๆ สรุปแล้ว Ohvale GP-0 คือรถแข่งคันจิ๋วที่สเปกไม่จิ๋ว จะซื้อไปขี่แทร็กเดย์เล่นก็ได้ แต่หลัก ๆ มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน MiniGP ที่เป็นเวทีเริ่มต้นคัดตัวสำหรับเด็ก ๆ ก่อนจะเติบโตไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ ขึ้นไปในอนาคตอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DesertX สิงห์ทะเลทรายจากค่าย Ducati หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักมักคุ้นกับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ของค่ายแดง Ducati ในชื่อ Multistrada ซึ่งจริง ๆ แล้วจะออกไปแนวแอดเวนเจอร์ทัวริงซะมากกว่า ไม่ได้เป็นรถที่เน้นออฟโรดแบบหนัก ๆ เน้น ๆ แต่ครั้งนี้ดูคาติเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง DesertX ซึ่งเป็นรถที่เรียกได้ว่ามุ่งเน้นการขับขี่ออฟโรดแบบจริงจัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขี่ทางดำไม่ได้เลยซะทีเดียว สำหรับโปรเจกต์นี้ทางดูคาติได้พยายามลงมือทำกันมาตั้งแต่ปี 2019 โดยได้นำเสนอแก่สายตามหาชนในฐานะคอนเซ็ปต์เสียก่อน และได้รับการตอบสนองที่ดีจากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่าทางค่ายก็ได้เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้และลงมือผลักดันจนเป็นรถจริง ๆ ที่ใช้งานได้จริง ๆ ออกมา ในส่วนของดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่ในยุค 80 และนำมานำเสนอใหม่ในแบบร่วมสมัย ผ่านฝีมือการออกแบบของ Ducati Centro Stile โดยตัวรถจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ช่วยให้รถโดดเด่น ได้แก่ ถังน้ำมันและแผงด้านข้าง เบาะนั่ง และชิลด์บังลมหน้า ซึ่งขับเน้นให้ไฟหน้าคู่และตัวรถให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังใช้เฉดสีขาวและสีดำที่ตัดกันขับเน้นตัวรถให้ยิ่งสะดุดตามากขึ้นไปอีกด้วย ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ดูดีแล้ว ทางแบรนด์ยังใส่ใจเรื่องการยศาสตร์ด้วยการทดสอบขับขี่ใช้งานจริงทั้งบนทางฝุ่นและทางดำเป็นระยะเวลายาวนาน มิติสามเหลี่ยมแห่งการขับขี่ ที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งอ้างอิงของเบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์บาร์นั้นออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่ในท่ายืนมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามความสบายในขณะที่ขับขี่บนถนน ทางค่ายยังได้ออกแบบให้ตัวรถเพรียว ให้เบาะนั่งไม่สูงมากนัก เพื่อให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดีและมั่นใจ เพราะขาสามารถถึงพื้นได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้หากเป็นคนร่างเล็กก็สามารถเลือกเบาะต่ำพิเศษเป็นออปชันเสริมได้อีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะทราบกันแล้วว่ามันคือเครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน New Monster และ Multistrada V2 ซึ่งก็น่าจะรู้ข้อดีของมันกันแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่เบาและการเข้าเกียร์ที่แม่นยำและนุ่มนวล แต่เพื่อให้การขับขี่ออฟโรดดียิ่งขึ้นจึงมีการปรับแต่งให้มีอัตราทดที่แตกต่างออกไป โดยให้เกียร์ 1 และ 2 มีช่วงเกียร์ที่ชิดมาก ๆ เพื่อให้รถมีกำลังข้ามผ่านอุปสรรคไปได้ และสั้นกว่าปกติไปจนถึงเกียร์ 5 เลย แต่ก็สามารถขับขี่ทางไกลได้โดยไปลากเกียร์ 6 กันยาว ๆ ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าเน้นลุยแบบจริง ๆ โดยในส่วนของระบบกันสะเทือนก็จะเป็นโช้คจาก Kayaba ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 46 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งคู่สามารถที่ปรับจะคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ สำหรับล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ โดยจะมาพร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้คุณไปได้ทั้งทางฝุ่นและทางดำ และสำหรับระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 โมโนบล็อก แบบ 4 พ็อต และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ซึ่งทุกคนต่างรู้ว่าต้องมาแบบแน่น ๆ อย่างแน่นอนสำหรับค่ายนี้ ตัวรถจะมีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แล้ว ซึ่งก็จะช่วยเสริมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะทราบแล้ว อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้เลือกได้ 3 ระดับ โหมดการขับขี่ ซึ่งในโมเดลนี้มีมากถึง 6 โหมด ซึ่งในนั้นมีโหมดใหม่อย่าง Rally ด้วย และมีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ 4 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ และแน่นอนสำหรับยุคนี้มาตรฐานใหม่ก็จะหนีไม่พ้นกับการที่ต้องมีหน้าจอแสดงผลแบบสี TFT สำหรับคันนี้มีขนาดอยู่ที่ 5 นิ้ว วางในแนวตั้งโดยตั้งใจให้มองได้สะดวกเวลายืนขับขี่ ตัวหน้าจอสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ เพื่อรับสาย โทรออกหรือฟังเพลง รวมไปถึงใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นออปชันเสริมเพิ่มเติม ระบบไฟส่องสว่างรวมไปถึงไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบแล้ว และสำหรับไฟท้ายก็จะมีระบบ Ducati Brake Light ซึ่งจะกระพริบถี่ ๆ เวลาเบรกกะทันหันเพื่อแจ้งเตือนคันข้างหลังให้รับรู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ สุดท้ายนี้โมเดลนี้จะมีจำหน่ายเพียงเฉดสีเดียวคือสีขาวอย่างที่เห็น ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่และราคาเท่าไหร่นั้นนั้นก็ยังไม่แน่ชัด เพราะโมเดลนี้เพิ่งเปิดตัวแบบเวิร์ลพรีเมียร์ไปไม่นาน เป็นไปได้ว่าจะเข้าเร็วสุดก็ต้องมีอย่างน้อย ๆ ช่วงงาน

Lucky Explorer 9.5 สายลุยรุ่นใหญ่จากค่ายรถหล่อ MV Agusta แอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่จากทาง MV Agusta อีก 1 โมเดลจาก_Lucky Project Explorer นอกเหนือไปจากเจ้า 5.5 ที่เป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางพิกัด 554 ซีซี โดยเจ้า Lucky Explorer 9.5 จะมีพิกัดใหญ่กว่าและมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากกว่าสมกับเป็นรุ่นใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยมีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ขนาด 931 ซีซีแบบ 3 สูบเรียงของทาง_MV Agusta ดีไซน์ของตัวรถจะละม้ายคล้ายคลึงกับ 5.5 ในหลาย ๆ จุด แต่รุ่นใหญ่นี้ก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างที่ช่วยให้แยกแยะได้ไม่ยากนัก โดยจะมีไฟหน้าเป็นทรงเป็นเหลี่ยมและมีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์เป็นเหมือนคิ้วอยู่ด้านบนไฟหน้า มีความดุดันและแตกต่างไปจาก 5.5 ที่เป็นแบบครึ่งวงกลมอยู่ด้านล่าง ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น_LED เรียบร้อยแล้ว หน้าปัดเรือนไมล์ของรถเป็นหน้าจอสี_TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนและไฟไฟได้ แผงสวิตช์สำหรับควบคุมที่ประกับแฮนด์ก็ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกและใช้งานได้โดยไม่ฝืนการยศาสตร์ ตัวรถยังมีองค์ประกอบที่สมกับเป็นแอดเวนเจอร์มาให้ครบครัน อาทิ การ์ดแฮนด์ การ์ดแผงหม้อน้ำ การ์ดดิสก์เบรก การ์ดท้องเครื่อง กระทั่งการออกแบบแร็คสำหรับติดตั้งกระเป๋าที่ดูกลมกลืนไปกับตัวรถ รวมไปถึงการใช้ชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูงอย่างฟอร์จคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบามากขึ้น ยังเพิ่มความสวยงามและความหรูหรามากขึ้นอีกด้วย เฟรมของตัวรถทำจากเหล็กกล้าแบบเปลคู่ที่ออกแบบมาให้มีบาลานซ์ระหว่างความสบายเวลาขับขี่เดินทางบนถนนดำและความกระชับเพื่อให้สามารถขับขี่แบบออฟโร้ดได้ดี ซึ่งในแต่ละจุดก็จะมีการฟอร์จให้หนาบางไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับโหลดในแต่ละจุด ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการเลือกใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในส่วนของแผงคอล่างจับโช้คอีกด้วย ส่วนซับเฟรมท้ายจะใช้เหล็กกล้าเหมือนกับเฟรม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะนำตัวเครื่อง 800 ซีซีมาพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโมเดลนี้ เพื่อที่จะได้ความสมดุลระหว่างความคล่องตัว พละกำลังและน้ำหนัก โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีพิกัดความจุจริงอยู่ที่ 930.63 ซีซี แต่มีมิติเครื่องยนต์โดยรวมเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 800 ซีซีของทางค่าย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องที่มีขนาดเล็กและเบาเพียง 57 กก. ทำให้มิติของตัวรถมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงก็ตาม ตัวเครื่องยนต์จะเป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนเพื่อช่วยลดแรงเฉื่อยในระบบและเพิ่มไดนามิกในการขับเคลื่อน ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 123 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และทำสปีดสูงสุดได้ที่ 240 กม./ชม. ทั้งหมดที่ทำได้เป็นเพราะมีการปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ชิ้นส่วน อาทิ ฝาสูบ วาล์วไอดีไอเสีย ประเก็นฝาสูบ แคมชาร์ฟต์แบบหมุนทวน และองศาการจุดระเบิดแบบ 120 องศา 1-2-3 เท่ากัน มีแบริ่งก้านสูบแบบไตรเมทัลลิก ลูกสูบฟอร์จอลูมิเนียม และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้ระบบเกียร์ที่ปรับปรุงใหม่เพื่อให้รองรับกับเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการดีไซน์ทางเดินน้ำมันเครื่องให้อยู่ด้านใน พร้อมกับทางเดินของน้ำสำหรับระบายความร้อนเองก็เดินมาจากด้านบนลงมาด้านล่างของเครื่องด้วยท่ออลูมิเนียม และมีการดีไซน์ตัวคลัตช์ เจเนอเรเตอร์ สตาร์ทเตอร์ ซีเล็คเตอร์และครอบเกียร์บ็อกซ์ใหม่อีกด้วย ส่วนระบบคลัตช์จะเป็นอะไรที่พิเศษ โดยจะมีให้เลือก 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันแลกจะเป็นแบบคลัตช์ออโตเมติกจาก Rekluse ร่วมกับคลัตช์แบบปกติแต่จะเป็นระบบคลัตช์น้ำมัน และระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วงล่างที่โดดเด่นและทันสมัย โดยมีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าจาก Sachs ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์เช่นกัน ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่ใหญ่กว่าของ 5.5 โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 21 นิ้วและล้อหลัง 18 นิ้ว แทน เพื่อให้ลุยข้ามผ่านอุปสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ปิดท้ายด้วยส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มาแบบแน่น ๆ อาทิ ครูซคอนโทรล ระบบช่วยออกตัว แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ไฟส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ระบบป้องกันการลอยตัวที่ล้อหลัง สุดท้ายนี้จะวางจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่คงบอกตอนนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามาราคาอาจจะแรงทีเดียว น่าจะมีแตะหลักล้านอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้นนะครับ เรียกได้ว่าตลาดรถแอดเวนเจอร์นี่ดุเดือดจริง ๆ สำหรับปี 2022 เพราะเปิดตัวกันมาหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว ผมก็ได้แต่เป็นห่วงสายลุยว่าจะซื้อคันไหนดี เอ้ย จะเอาเงินที่ไหนซื้อ อิอิ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LUCKY EXPLORER 5.5 ขาลุยระดับกลางสุดเท่จาก MV Agusta สำหรับโมเดล LUCKY EXPLORER 5.5 นี้พัฒนาร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ของทาง MV Agusta อย่าง QJ โดยจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง แต่รูปลักษณ์ภายนอกของมันก็ดูเหมือนกับมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวริ่งขนาดใหญ่ สามารถดึงดูดใจคนตัวใหญ่ไซส์ยุโรปให้มาสนใจได้ไม่ยาก แน่นอนว่าชาวไทยบางคนก็น่าจะชอบใจไม่น้อย จุดเด่นภายนอกคือหน้าตาที่หล่อเหลาละม้ายคล้ายกับพี่ใหญ่ 9.5 และมีแรงบันดาลใจมาจาก Elefant ตัวแข่งทะเลทรายในตำนาน ซึ่งมาในโทนสีขาว แดงและดำ เป็นหลัก ตัวรถมีภาพลักษณ์ลุย ๆ แบบเต็มขั้นด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์ การ์ดดิสก์เบรก ไปจนถึงการ์ดท้องเครื่องมาให้ด้วยเลย เรียกว่าพร้อมลุยจริง ๆ ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ มีหน้าจอเรือนไมล์แบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสามารถใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ด้วย เรียกว่าทันสมัยเลยทีเดียว เครื่องยนต์ของมันเป็นเครื่องสองสูบเรียง มีขนาด 554 ซีซีจากลูกสูบขนาด 70.5 ม.ม.และระยะชักที่ 71 ม.ม. เป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 สูบต่อวาล์ว โดยเน้นให้มีแรงบิดที่มากและต่อเนื่องทุกย่านความเร็วรอบ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบแรลลี่และผจญภัย โดยทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 47.6 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดมาที่ 51 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 160 กม./ชม. ช่วงล่างก็ค่อนข้างโดดเด่นและออกแบบมาให้รองรับการขับขี่ที่สมบุกสมบัน โดยมีระบบกันสะเทือนจาก KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบเลยทีเดียว ด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่เล็กกว่าของ 9.5 อยู่เล็กน้อย โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้ว แทน ซึ่งก็จะทำให้ลุยได้น้อยกว่าเล็กน้อย โดยรวมแล้วถือเป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางที่มีหน้าตาหล่อเหลา มีสเปกช่วงล่างที่ดีมาจากโรงงานเลย แล้วก็พร้อมใช้งานขับขี่ลุย ๆ แบบไม่หนักมากได้เลย ที่เหลือก็แค่ว่าจะถูกนำเข้ามาขายในไทยหรือเปล่า และเรื่องของราคาที่น่าจะแรงไม่เบา อาจจะทำให้สายลุยไปมองตัวเลือกอื่นก็เป็นได้ เพราะให้อ็อปชันช่วงล่างมาเยอะเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Sammy Sand ใหม่ เท่ไม่เหมือนใคร โดนใจสายลุย CUB House by Honda ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ภายใต้โปรเจกต์ The Monkey Custom ด้วยการเปิดตัว Monkey Sammy Sand เผยความสนุกอีกด้านของ Monkey ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ พร้อมให้เจ้าของได้ออกลุยไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตบนเส้นทางใหม่ ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะโดดเด่นสะดุดตา ด้วยตัวถังสีครีมคัสตาร์ดตัดด้วยแถบสีส้ม แต้มด้วยสีดำ ให้กลิ่นอายของความเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมังกี้ เสริมเติมความเข้มด้วยล้อสีดำ พร้อมด้วยเอ็มเบล็มดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี เกียร์ 5 สปีด ที่สมรรถนะดีขับขี่ได้สนุกและยังประหยัดน้ำมัน โดยพร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 108,900 บาท ซึ่งสามารถไปจับจองเป็นเจ้าของได้ที่โชว์รูม CUB House ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถเข้าชมรถคันจริงได้ก่อนใครที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า G01 อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 ธันวาคมนี้ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 1200 2022 อัปเกรดใหม่หมดทั้งคัน เปิดทีเดียว 5 รุ่นย่อย ล่าสุดไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิล อังกฤษ ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลระดับเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่างเจ้า All New Triumph Tiger 1200 2022 ที่ในครั้งนี้ปรับปรุงอัปเกรดใหม่หมดยกทั้งคัน แถมยังมีให้เลือกใช้มากถึง 2 ตระกูลหลักแบ่งเป็น 5 รุ่นย่อยกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายสไตล์มากยิ่งขึ้น หลัก ๆ ในโมเดลใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่การรีดน้ำหนักตัวรถและการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้มีการควบคุมที่ดีและมีสเปกที่สูงในระดับเบอร์ต้น ๆ ของคลาส จุดเด่นที่สำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเครื่องยนต์แบบ T-plane ที่พัฒนามาใหม่ของทางค่ายที่เคลมมาว่าออกแบบให้เจ้าเสือตัวใหม่นี้เป็นรถแอดเวนเจอร์ขนาดใหญ่ที่ทรงพลังและคล่องตัวมากที่สุด มีรุ่นย่อยอะไรบ้าง ตระกูล GT สำหรับขับขี่ผจญภัยที่เน้นถนนหรือทางดำเป็นหลัก จะมีล้ออลูมิเนียม ด้านหน้าขนาด 19 นิ้วและด้านหลังขนาด 18 นิ้ว แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ GT (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) GT Pro (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) GT Explorer (ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร) ตระกูล Rally สำหรับขับขี่ผจญภัยในทุก ๆ เส้นทาง ไม่เกี่ยงแม้เป็นทางฝุ่น โดยจะมีล้อแบบซี่ลวด ด้านหน้าขนาด 21 นิ้วและด้านหลังขนาด 18 นิ้ว แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Rally Pro (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) Rally Explorer (ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร) ดีไซน์ใหม่ แน่นอนว่าดีไซน์ใหม่หมดทั้งคัน โดยเน้นหนักไปในลักษณะของรถแอดเวนเจอร์ที่มีดีไซน์แบบพุ่ง ๆ ไปด้านหน้า มีแฟริ่งออกแบบใหม่ พร้อมแผงหม้อน้ำระบายความร้อนแบบคู่ดีไซน์และท่อไอเสียดีไซน์มินิมอลดูสวยงามลงตัว และเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ดูพรีเมียมในแบบของผู้ดีอังกฤษ ตลอดไปจนถึงสีสันและกราฟิกใหม่ที่ดูเท่ดูดีไม่แพ้ใคร น้ำหนักเบา ประเด็นนี้ถือเป็นจุดขายหลักของโมเดลใหม่นี้เลยก็ว่าได้ โดยน้ำหนักของตัวรถนั้นถูกไล่เบามาจากแชสซีใหม่และอุปกรณ์ระดับชั้นนำของคลาส เริ่มจากเฟรมน้ำหนักเบาพร้อมกับซับเฟรมและที่จับคนซ้อนแบบอลูมิเนียม มีสวิงอาร์มแบบใหม่ Tri link น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลาเองก็มีน้ำหนักเบาด้วยเช่นกัน คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo Stylema ซึ่งก็จะมีน้ำหนักเบา โดยมาพร้อมกับระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU และสุดท้ายระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Showa ที่ปรับแต่งให้เหมาะกับรถแต่ละตระกูลโดยตรง ปรับท่านั่งใหม่ ตัวรถมีการดีไซน์โพสิชันหรือตำแหน่งท่านั่งใหม่เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี นั่งได้สบาย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่ง โดยตัวรถมีดีไซน์ปราดเปรียวเพรียวมากขึ้น มีการออกแบบการยศาสตร์ใหม่ให้นั่งขับขี่ได้สบายและสมดุลรถดี เท่านั้นยังไม่พอยังมีการปรับตำแหน่งของแฮนด์บาร์ พักเท้า รวมไปถึงมีเบาะนั่งสามารถปรับระดับความสูงได้ และมีตัวอ็อปชันเป็นเบาะเตี้ยพิเศษให้เลือกใช้งานกันได้อีกด้วย ขุมพลังใหม่ ทั้งนี้ในแต่ละรุ่นย่อยก็จะมีอ็อปชันปลีกย่อยแตกต่างลึกลงไปอีก แต่ก็จะมีพื้นฐานหลักเดียวกันคือเครื่องยนต์ ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าใช้เครื่องยนต์ T-plane ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 1,160 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 150 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 130 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งนับว่าเพิ่มจากเจ็นฯ เก่ามากถึง 9 แรงม้า และหากเทียบกับคู่แข่งที่ใช้ระบบขับเพลาแบบเดียวกันถึง 14 แรงม้า ส่วนแรงบิดนั้นเพิ่มมาก 8 นิวตันเมตรจากโมเดลเก่า โดยจุดเด่นของเครื่องยนต์ใหม่นี้คือการจุดระเบิดแบบไม่เรียง เป็นการจุดระเบิดแบบสูบ 1, 3 และ 2 จากลูกเบี้ยวที่ทำองศา 180, 270 และ 270 องศา ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าให้เอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้กำลังดีตั้งแต่รอบต่ำ ขณะเดียวกันก็ให้แรงบิดในรอบกลางและรอบปลายดี ขับขี่ทางวิบากได้ดีขึ้นจากการฟีลลิ่งที่ล้อหลังชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ขับขี่ทางถนนก็ดีขึ้นตามไปด้วย และสุดท้ายคือสุ้มเสียงที่โดดเด่น เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับ Triumph Tiger 1200 2022 นั้นถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ทัวริงไบค์พิกัดเรือธงของทางค่าย แน่นอนว่าเทคโนโลยีก็ต้องมาแบบแน่น ๆ โดยในเฉพาะในรุ่นย่อย Explorer ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบแจ้งเตือนมุมอับด้วยเรดาห์ หรือ Blind Spot Radar

Ducati Thailand เผยแผน พร้อมรุกเต็มระบบปี 2022 Ducati Thailand เผยแผน พร้อมรุกเต็มระบบปี 2022 หลังจากทางผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ก็จะเป็นการพูดสรุปถึงครึ่งปีที่ผ่านมา ภายหลังเข้ามารับช่วงต่อ พร้อมเผยแนวทางการดำเนินงานในปี 2022 ซึ่งระบุดชัดเจนว่าพร้อมเดินหน้ารุกเต็มระบบ เพื่อผลักดันตัวแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายไบค์เกอร์ทุกกลุ่ม ทุกสไตล์ ในการสัมภาษณ์ทีมผู้บริหาร ดูคาติ ไทยแลนด์ ภายใต้การดำเนินงาน บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย นายพรเทพ โชตินุชิต CEO / ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหารฯ และ มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก และ คุณดอม เหตระกูล กรรมการบริหารฯ ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์พิเศษก่อนเปิดงานบูท Ducati ในงาน Motor Expo 2021 อย่างเป็นทางการ ยอดขายในปี 2021 เป็นยังไงบ้าง? สำหรับปีนี้ทางเราเองก็ตั้งเป้าคาดหวังไว้กับ All New Monster ตัวใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวและจัดจำหน่ายในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าไว้ในปีนี้ 400 กว่าคัน แต่อย่างไรก็ดีในปีนี้ภาพรวมของตลาดบิ๊กไบค์ลดลงกว่าปีที่แล้วมาก อันเนื่องมาจากสถานการณ์ Covid-19 แต่อย่างไรก็ต้องมาดูในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีนี้อีกทีครับ เมื่อคู่แข่งมากขึ้น มีแผนดึงดูดลูกค้าอย่างไร? เราได้มีการเริ่มจัดกิจกรรมให้กับลูกค้ากันบ้างแล้ว อย่างที่ผ่านมา เราก็มีกิจกรรม Morning Ride เป็นทริปพาลูกค้าดื่มกาแฟ มีการทดสอบรถในสถานที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีพาไป คาเฟ่ ออนสะพาน ที่ชลบุรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า โดยตรงนี้ก็ถือว่าเป็นโครงการนำร่องเป็นเหมือนกิจกรรมมารองรับลูกค้าที่ใช้รถดูคาติ และสำหรับในส่วนของ DRE หรือ Ducati Riding Experience ที่เป็นกิจกรรมการเรียนขับขี่ เราย้ำว่าปีหน้ามีแน่นอน เป็นกิจกรรมที่ลูกค้าทุกคนอยากเข้าร่วม และสำหรับตัวรถที่ขายดีทั่วโลกอย่าง Multistrada V4 , V4 S ก็ขาดไม่ได้ที่จะมีทริปท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ ทั้งนี้ในปี 2022 ทางเราเชื่อมันว่าเราจะสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และดึงดูดลูกค้าใหม่ให้หันมาขี่ดูคาติเพิ่มขึ้น ด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่มีแค่เฉพาะในสนามแข่งอย่างเดียว โดยจะมีกิจกรรมสนุก ๆ สำหรับโมเดล Desert Sled รุ่นที่หลายคนรอคอย อย่างวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ก็จะมีรุ่น Desert X ที่จะเปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์ ซึ่งก็จะเป็นเซกเมนท์ใหม่ที่เป็นแนวเอ็นดูโร่ ซึ่งดูคาติเองก็จะจัดกิจกรรมในสไตล์เอ็นดูโร่เพิ่มเข้ามาด้วย นอกเหนือไปจากกิจกรรมขับขี่ในแบบเรซซิ่ง แบบสปอร์ตทัวริ่ง ที่มักจะเป็นแนวทริปเดินทาง แน่นอนว่าในปี 2022 ไบค์เกอร์ที่ขี่ดูคาติก็จะมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ร่วมมากมายเลย นอกจากจะเน้นการจัดกิจกรรมให้กับทางลูกค้าแล้ว ทางเรายังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากร การบริการหลังการขาย เพราะลูกค้าคือบุคคลสำคัญสำหรับพวกเรา ซึ่งทางดูคาติเร่งที่จะพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ในส่วนของการเทรนนิ่งระหว่างโรงงาน ก็มีมาตรฐานเทียบเท่าที่อิตาลี และเนื่องจากที่เราเพิ่งจะเริ่มเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เราเองก็เลยต้องอาศัยช่วงเวลาที่ผ่านมาในการเก็บข้อมูลมาพัฒนา ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปในทางที่ดี ลูกค้าสามารถที่จะเข้าถึงเราได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ Ducati ทุกรุ่นสามารถจองสั่งซื้อได้แล้วที่ Lazada ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม สรุปสั้น ๆ งานนี้สาวกดูคาติน่าจะมั่นใจกับแบรนด์ดูคาติได้มากขึ้น ซื้อรถแล้วมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วม มีศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน และมีบริการหลังการขายที่ดีอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น พร้อมให้เป็นเจ้าของในงาน Motor Expo 2021 Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น ครบทุกไลน์อัพมาให้เลือกเป็นเจ้าของกันแบบอัดแน่นในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 3 โมเดลในนั้นเป็นโมเดลใหม่ที่มีการเผยโฉมครั้งแรก ได้แก่ Tiger Sport 660 แอดเวนเจอร์สปอร์ตขุมกำลังสามสูบ ขนาด 660 ซีซี ที่ทุกคนรอคอย รวมถึงยังเปิดตัว Speed Triple 1200 RR และ Speed Triple 1200 RS ซึ่งถือเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ในไทย โดดเด่นขุมพลังสามสูบอันขนาด 1160 ซีซี อันเป็นเอกลักษณ์เด่นของทางค่ายอีกด้วย รวมไปถึงพร้อมพรั่งไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย นอกจากนี้ยังมี Speed Twin 2021 และ Bonneville Goldline Edition อีก 8 โมเดลด้วยกัน ซึ่งได้แก่ Bonneville T100 Goldine Edition, Street Scrambler Goldine Edition, Bonneville Speedmaster Goldine Edition, Bonneville Bobber Goldine Edition, Bonneville T120 Goldine Edition, Bonneville T120 Goldine Edition, Scrambler 1200 XC Goldine Edition และ Scrambler 1200 XE Goldine Edition ซึ่งทุกโมเดลล้วนโดดเด่นด้วยเส้นสายลายเส้นเพ้นท์ด้วยมืออย่างปราณีตสีทองไม่เหมือนใคร โปรโมชัน ซึ่งทางไทรอัมพ์ขนมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมเปิดรับจองเป็นครั้งแรก พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมายให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น อาทิ ข้อเสนอทางการเงินมูลค่าสูงสุดถึง 50,000 บาท ดาวน์ต่ำเริ่มต้นเพียง 29,999 บาท ฟรีประกันภัยชั้น1 ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งรถทุกรุ่นจะได้รับฟรี Triumph Service Package พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Triumph Roadside Assistance) เป็นระยะเวลา 2 ปี และรับประกันคุณภาพ 2 ปีไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย ในขณะเดียวกันภายในงานยังพบกับส่วนลดสูงสุด 70% สำหรับคอลเลกชันเสื้อผ้าที่นำมาให้เลือกเสริมลุคกันอย่างจุใจครบเครื่อง โดยท่านที่สนใจสามารถพบกันได้ที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” หรือมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ณ บูธไทรอัมพ์ G13 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 และสำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดจนทดลองขี่รถรุ่นที่สนใจได้ที่โชว์รูมไทรอัมพ์ ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ต้องการข้อมูลติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th ตลอดจนติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 เอาใจไบค์เกอร์ทั้งสายสปอร์ต สายซิ่ง และสายคลาสสิค บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว 3 โมเดลใหม่ล่าสุด อย่าง Z650RS พร้อมด้วย Ninja ZX-10R ใหม่ และ Z900 SE ACC รุ่นพิเศษที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดไฮเกรดติดรถ ภายในงาน Motor Expo 2021 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในบูธคาวาซากิ ท่านจะได้พบกับรถจักรยานยนต์คาวาซากิหลากหลายสายพันธุ์ อาทิเช่น สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตจากตระกูล Ninja สายพันธุ์ซูเปอร์เน็คเก็ตจากตระกูล Z สายพันธุ์แอดเวนเจอร์จากตระกูล Versys สายพันธ์ุออฟโรดจากตระกูล KLX รวมไปถึงสายพันธ์คลาสสิคจากตระกูล W และ Vulcan Z650RS ไฮไลท์ของงานหนีไม่พ้น Z650RS เรโทรสปอร์ตเน็คเก็ตพิกัดกลางขนานแท้ สำหรับผู้ใช้ในทุกระดับทักษะ รูปลักษณ์อันสวยงามเหนือกาลเวลาสืบทอดจาก Z900RS เข้ากับรูปทรงอันกะทัดรัด ควบคุมง่าย ที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน โดดเด่นด้วยความสวยงามเป็นอมตะของรถจักรยานยนต์สไตล์ดั้งเดิม โดยมาพร้อมรายละเอียดที่แตกต่างจากพี่ใหญ่ อย่างถังน้ำมันที่คอดกระชับและท้ายสั้น กะทัดรัด ให้ความรู้สึกง่ายต่อการควบคุม ไม่ต้องออกแรงมาก สามารถสัมผัสได้ถึงความเบาของตัวรถ และคาแรคเตอร์ด้านการตอบสนองที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ เพื่อเสริมตัวตนความเป็นรถจักรยานยนต์เรโทรสปอร์ตขนานแท้ ความร่วมสมัยและความเรียบง่ายที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน ราคาเปิดตัว 319,400 บาท พิเศษช่วงวันงาน 1-12 ธ.ค.64 สำหรับ 20คันแรกเพียง 299,400 บาท Ninja ZX-10R Ninja ZX-10R บทพิสูจน์ของสมรรถนะอันเหนือชั้นกับการครองบัลลังค์แชมป์เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง สร้างปรากฎการณ์ให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกได้ประจักษ์ พร้อมให้คุณได้สัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง และโครงสร้างแชสซีที่ผ่านการพัฒนาจากสนามแข่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการลดแรงต้านอากาศด้วยการออกแบบรูปทรงใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น สะดวกสบายกับการขับขี่ระยะทางไกลด้วยระบบครูซคอนโทรล และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนได้อย่างครบครัน ราคาเปิดตัว 859,000 บาท Z900 SE ACC สุดท้ายกับ Z900 SE ACC อีกหนึ่งรูปแบบของ Z900 ที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติขั้นสูง ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ & สวยสะกดทุกสายตามากยิ่งขึ้น Z900 SE ACC ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z900 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คืออีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นและแตกต่างในปี 2022 ด้วยคอนเซ็ปต์ “เร้าใจและควบคุมง่าย” Z900 SE ACC มาพร้อมชุดแต่งระบบเบรก Brembo ใหม่, องค์ประกอบภายในระบบกันสะเทือนหน้าเกรดสูงขึ้น รวมถึงโช้คหลัง Öhlins ซึ่งไม่เพียงยกระดับคาแรคเตอร์การควบคุมและความตื่นเต้นในการขับขี่ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น แต่ยังเสริมให้สไตล์ของตัวรถดูโดดเด่นสะกดทุกสายตายิ่งขึ้นด้วย ราคาเปิดตัว 512,000 บาท นายกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “คาวาซากิเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมด 3 รุ่น มีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์คันใหม่ อีกทั้งภายในงาน Motor Expo ครั้งนี้ คาวาซากิจัดโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ มากมายไว้รอคอยทุกท่าน แล้วพบกันให้ได้นะครับ ” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของคาวาซากิ และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมผ่านทาง Kawasaki Motors Thailand Fanpage / www.kawasaki.co.th โทรศัพท์ 02-018-4999 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ พร้อมดีลพิเศษทุกรุ่นในงาน Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ พร้อมดีลพิเศษทุกรุ่นในงาน Motor Expo 2021 บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ อย่างเป็นทางการ มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพ และสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ภายในงาน Motor Expo 2021 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2564 แนวคิดในการออกแบบบูธ “ซูซูกิ” ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Suzuki Modern Japanese DNA โดยคุมโทนด้วยสีดำเป็น Base ตัดด้วยสีน้ำเงิน Highlight แสดงออกถึงการผสมผสาน ความพัฒนาที่ไร้ขีดจำกัด และพร้อมแสดงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของ ซูซูกิ โดยเน้นในเรื่องของความทันสมัย ทั้งนี้ภายในบูธได้แบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่ Suzuki Sport Area กับการยลโฉมตัวจริงครั้งแรกของ “The Legend is Back” All New Suzuki Hayabusa พญาเหยี่ยวเจ้าแห่งความเร็ว และครั้งแรกกับตัวจริงของ New Suzuki Burgman 400 ที่ Suzuki Street Area และที่พลาดไม่ได้กับไฮไลท์เด่นในงานนี้ซึ่งคือ การผจญภัยสุดมันไปกับ Suzuki Adventure Area ที่ ซูซูกิ ยังคงสร้างความตื่นเต้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น เริ่มที่รุ่นใหญ่อย่าง New Suzuki V-Strom 650XT รถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ กับสีใหม่ถึง 4 สี ได้แก่ Pearl Vigor Blue / Metallic Mat Sword Silver สีน้ำเงินตัดสีเงินด้าน Pearl Brilliant White สีขาวประกายมุข Glass Sparkle Black สีดำเข้ม และกับสีเหลืองที่เป็นเอกลักษณ์ของ V-Strom อย่าง Champion Yellow No.2 ที่จะพาคุณพร้อมลุยไปทุกที่ และกับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ขี่ง่าย ลุยได้ทุกทางกับ All New Suzuki Nex Crossover รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์สไตล์ ครอสโอเวอร์ รุ่นใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกภายในงาน ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย สนุกทุกการขับขี่ พร้อมจะพาลุยไปได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง ทั้งยังทำเซอร์ไพรส์สาวกคนรักซูด้วยการนำรถจักรยานยนต์ พรีเมียมสกู๊ตเตอร์อย่าง Suzuki Saluto 125 มาโชว์ในงาน ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ทุกท่านจะได้เห็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ Suzuki Saluto 125 กันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อตอบสนองการใช้งาน และเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคุณอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเงื่อนไขสุดพิเศษทุกรุ่น ที่จะทำให้คุณสามารถเลือกรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ที่ใช่ได้อย่างง่ายดาย สุดท้ายนี้ยังเปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ พิเศษสุดกับการ Collaboration ที่ลงตัวภายใต้โปรเจ็กต์ “Suzuki X Racewear” ซูซูกิแบรนด์รถจักรยานยนต์ชั้นแนวหน้า ที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลกมาหลาย Generation เปิดตัวเสื้อ Limited Edition 2022 ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด โดยจับมือกับแบรนด์เสื้อแนว Street ชื่อดัง ที่ได้รับความนิยมในวงการแต่งรถ ที่มีความเข้าใจในเรื่องของรูปทรง สรีระ และไลฟ์สไตล์การแต่งตัว โปรเจ็คเสื้อสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Suzuki X Racewear” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นภายในงาน Motor Expo 2021 ในครั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ในงานนี้เท่านั้น ยังไม่หมดเพียงเท่านี้สำหรับบูธ ซูซูกิ กับดีลพิเศษ โปรโมชั่นร้อนแรงส่งท้ายปี ครบทุกรุ่นทุกสไตล์ ตอบโจทย์ความต้องการ

Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวบิ๊กไบค์ 2 โมเดลใหม่ ในงาน Motor Expo 2021 Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวอีก 2 โมเดลระดับแฟลกชิพในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 ได้แก่ All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งสุดล้ำ และ All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตมาดเข้มดำดุดัน รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเดินหน้ารุกตลาดบิ๊กไบค์ช่วงปลายปีด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 2 รุ่นในงาน Motor Expo 2021 นำทัพโดย All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งดีไซน์ใหม่ทั้งคันมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ All New CB1000R Black Edition เน็คเก็ตสปอร์ตสายเข้ม สไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ ที่ให้ทั้งความดุดัน และสมรรถนะสุดเร้าใจ มร.ทาคาโนริ มารุยามะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนารถฮอนด้าบิ๊กไบค์ทุกรุ่น คือ การส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าของเรา ไม่ว่าไลฟ์สไตล์จะเป็นแบบไหน ฮอนด้าบิ๊กไบค์ก็พร้อมจะพาไปพบกับความน่าตื่นตาตื่นใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้” “เราได้นำเสนอบิ๊กไบค์อีก 2 รุ่น ซึ่งต่างก็เป็นรถระดับแฟลกชิพของเรา เริ่มจาก All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งรุ่นใหม่ล่าสุด ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางไกลทุกรูปแบบ และ All New CB1000R Black Edition ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความเข้มดุดันเป็นพิเศษ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมสมรรถนะขั้นสูง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ยุคใหม่อย่างลงตัว อยากให้คนไทยได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเองที่บูธฮอนด้า” All New NC750X All New NC750X แอดเวนเจอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมคอนเซปต์ “Endless Route Await” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน สะดุดตาไปกับเส้นสายและรูปทรงที่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟ LED ทั้งคัน ให้ความเฉียบคมทุกมุมมอง หน้าจอ LCD ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง แบบ SOHC 8 วาล์ว ขนาด 745 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์แบบ DCT (Dual Clutch Transmission) เลือกเปลี่ยนได้ทั้ง MT/AT ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ป้องกันล้อหมุนฟรีขณะขับขี่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 23 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ คล่องตัวยิ่งขึ้นจากการออกแบบตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมถึง 6 กิโลกรัม ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ท่านั่งการควบคุมให้ความกระชับ มั่นใจ และนั่งสบายด้วยความสูงเบาะเพียง 800 ม.ม.อ โดยเปิดจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 365,000 บาท CB1000R Black Edition อีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุด All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตไบค์ระดับท็อปคลาส ในสไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ มาพร้อมคอนเซปต์ “Engineering with a Soul” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ไฟหน้าใหม่ ยกระดับความดุดันรอบคันด้วยสีดำ เร้าใจด้วยสุดยอดสมรรถนะจากขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC ขนาด 998 ซีซี หัวฉีด PGM-DSFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า สามารถปรับการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard,

Ducati รุกหนัก ขน 5 รุ่นใหม่เผยโฉมที่ไทยก่อนใครในโลกที่ Motor Expo 2021 ล่าสุด Ducati รุกหนัก ขน 3 โมเดลใหม่เปิดตัวที่ไทยครั้งแรก ก่อนใครในโลกที่งาน Motor Expo 2021 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำขบวนมาโดย Panigale V2 Troy Bayliss โมเดลพิเศษฉลองตำนานชื่อดัง, Scrambler 1100 Tribute Pro รุ่นพิเศษครบรอบ 50 ปี และ Scrambler Urban Motard พร้อมกันนี้ยังได้ทำการเปิดตัว 2 โมเดลใหม่อย่าง Diavel 1260 S Black & Steel และ Hypermotard 950 SP พร้อมกับเตรียมแคมเปญและข้อเสนอพิเศษไว้รองรับไบค์เกอร์ที่สนใจจะเป็นชาวดูคาทิสต้าเอาไว้ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อฉลองครั้งแรกของการร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 หรืองาน Motor Expo 2021 จะเป็นครั้งแรกที่ ดูคาติ ประเทศไทย ได้มีโอกาสเจอเหล่าดูคาทิสต้า และพี่ ๆ น้อง ๆ เหล่าไบค์เกอร์ แบบเต็ม ๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้คอนเซปต์ “Ducati x Audi Brand Integration” “เชื่อว่าจะเป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญแห่งวงการยนตรกรรมที่น่าจดจำ ทุกคนที่มาบูธของดูคาติในงานนี้จะได้มีความสุขกับสุดยอดแห่งเทคโนโลยีโลกยนตรกรรมพรีเมียมของทั้งแบรนด์ Ducati และ Audi โดยไฮไลท์เด่นของดูคาติ คือ 3 รุ่น Ducati World Premiere 2022 ที่เผยโฉมในไทยเป็นที่แรกในโลก และ อีก 2 รุ่นใหม่ และ 7 รุ่นยอดนิยม จัดมาให้ลูกค้าได้มีอิสระในการเลือกเพื่อนคู่ใจคันใหม่ ไปเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนสุดท้ายของปี 2564 เป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลแห่งความสุข ดูคาติ ได้เตรียมข้อเสนอพิเศษและแคมเปญโดนๆ ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดูคาติได้อย่างง่ายดายมากขึ้น” มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ครั้งแรกของงาน Motor Expo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม ดูคาติ ไม่รีรอที่จะสร้างเซอร์ไพรส์และความคึกคักให้กับวงการยานยนต์ โดยได้นำ Ducati World Premiere 2022 ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองตำนานความสำเร็จระดับโลกของดูคาติ มาเผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นที่แรก ก่อนเริ่มวางตลาดทั่วโลกในต้นปีหน้า” เริ่มต้นด้วย Panigale V2 Bayliss 1st championship 20th anniversary ซูเปอร์ไบค์เร้าใจสายสปอร์ตรุ่นฉลองแชมป์ครบรอบ 20 ปี ของนักแข่งชื่อดังอย่าง ทรอย เบย์ลิสส์ มาพร้อมกับลวดลายเดียวกันกับ Ducati 996R ที่เขาใช้คว้าชัย พร้อมยกสมรรถนะของรถไปอีกขั้น ด้วยโช้คอัพ Ohlins ทั้งหน้าและหลัง พิเศษด้วยแผงคออลูมิเนียมสุดหรู และยังคงความพิเศษด้วยการยิงเลเซอร์เลขซีเรียลนัมเบอร์อีกด้วย ตามมาด้วยโมเดลสำหรับสายลุยฝุ่นกับ Scrambler 1100 Tribute PRO ที่ผลิตขึ้นเป็นรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ Scrambler รุ่นแรกเริ่มปรากฏในปี 1971 พร้อมสีพิเศษอย่าง “Giallo Orca” ที่ใช้ใน Model รุ่น 450 Desmo mono และ 750 sport อีกด้วย อีกทั้งทาง Ducati เองยังเลือกใช้ Logo อย่าง Ducati Logo 70S ที่พาเราย้อนกลับไปในสมัยยุค 70 ได้อย่างคลาสสิคและลงตัว ถือเป็นไอคอนโมเดลที่บอกเล่าความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีสองสูบแบรนด์แรกที่วางจำหน่ายในปี 1971 ได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วย Ducati

Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ยางถนนตัวใหม่ล่าสุด กับความหนึบแบบยางสนาม ยาง Pirelli DIABLO ROSSO IV Corsa ก็คือยางที่อัปเกรดเพิ่มความดุดันมาจาก DIABLO ROSSO IV ที่เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตนั่นเอง โดยมีการพัฒนามาเพื่อนักบิดที่ต้องการยางสมรรถนะสูง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั้งบนถนนจริงและในสนามได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ล่าสุดค่ายยางตัว P ยาวก็ได้ทำการเปิดตัวยางรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างยาง DIABLO ROSSO IV Corsa ยางไฮเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูงที่ยกระดับของการขับขี่สไตล์สปอร์ตไปอีกขั้น โดยยางรุ่นใหม่นี้จะเป็นยางที่พัฒนามาจากยางชื่อตระกูลเดียวกันแต่ชื่อสั้นกว่า ซึ่งได้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองนักบิดที่แสวงหาความสุดของการขับขี่ในสไตล์สปอร์ต เพื่อที่จะรีดสมรรถนะของรถของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นรถสปอร์ต ซูเปอร์สปอร์ต เน็กเก็ด หรือไฮเปอร์เน็กเก็ดไบค์ แต่อย่างใด ยางรุ่นนี้ตอบโจทย์คนแบบไหน? นักบิดที่หลงใหลในการขับขี่ที่ลื่นไหล ชอบการขับขี่ไปบนถนนที่คดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามเทือกเขา ซึ่งก็คือคนที่ต้องการยางที่สามารถรีดสมรรถนะของมอเตอร์ไซค์ของตัวเองออกมาได้มากที่สุด ให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจจากการยึดเกาะขั้นสุด นักบิดที่ลุ่มหลงในการแต่งรถ คนที่ต้องการจะอัปเกรดสมรรถนะและใส่ใจในการแต่งรถของตัวเอง นักบิดกลุ่มนี้จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อรถของพวกเขา เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของพวกเขาผ่านการเลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง ๆ คุณสมบัติเด่นของยางตัวใหม่นี้ การยึดเกาะที่สูงขึ้นบนพื้นผิวที่แห้ง จากการมีลายดอกยางที่ออกแบบให้มีส่วนที่เป็นหน้ายางแบบเกลี้ยงมากขึ้น ซึ่งให้หน้าสัมผัสที่มากขึ้น พร้อมกับใช้คอมปาวด์ยางที่ล้ำสมัยช่วยเพิ่มระดับของการยึดเกาะให้มากขึ้น ช่วยเพิ่มการตอบสนองและความแม่นยำในการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น มีการออกแบบโครงสร้างด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยช่วยให้ตัวยางสามารถรักษาการยึดเกาะกับความขรุขระขนาดเล็กมาก ๆ ของผิวถนนได้ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่จะสามารถจับสัมผัสถึงการตอบสนองได้อย่างแม่นยำและรู้สึกได้ว่ารถอยู่ในการควบคุม สมรรถนะที่คงเส้นคงวาแม้ว่าจะผ่านการขับขี่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปได้จากลักษณะของลายดอกยางลายสายฟ้าแบบตัด โดยยางจะมีความคงทนต่อแรงเครียดสูง และตัวยางยังรักษาสมดุลทางความร้อนที่เหมาะสมไว้ได้ด้วยการจัดเรียงคอมปาวด์แบบใหม่ ระดับของยาง หลาย ๆ ท่านน่าจะรู้ว่านักแข่งในรายการ FIM Superbike World Championship หรือ WorldSBK สามารถที่จะเลือกยาง DIABLO Superbike ในการแข่งขันได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเซ็ตรถ นักบิดเองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาสามารถที่จะเลือกใส่ยางสไตล์สปอร์ตเพื่อที่จะใช้รีดสมรรถนะของรถตัวเองให้ออกมาได้มากที่สุด ยางตัวใหม่นี้มีระดับของยางอยู่ในกลุ่มยางถนนสมรรถนะสูงของทางพีเรลลี่ เป็นอีกขั้นของ ROSSO IV โดยจะให้ความสมดุลระหว่างสมรรถนะแบบสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมทั้งในสนามและบนท้องถนน ซึ่งก็คือให้การยึดเกาะที่องศาการเอียงรถสูง ๆ ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ในสนาม และขณะเดียวกันก็ให้การยึดเกาะบนทางเปียกที่ดีและให้อายุการใช้งานที่ยาวนานในแบบที่ยางถนนควรจะเป็น ทั้งนี้ตัวอย่างใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ในช่วงมกราคมปี 2022 เป็นต้นไป (โดยแต่ละไซส์จะวางจำหน่ายไม่พร้อมกัน ให้สอบถามตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน) ขนาดยางหน้าที่จะมีจำหน่าย 110/70 ZR 17 M/C 54W TL 120/70 ZR 17 M/C (58W) TL ขนาดยางหลังที่จะมีจำหน่าย 150/60 ZR 17 M/C 66W TL 180/55 ZR 17 M/C (73W) TL 180/60 ZR 17 M/C (75W) TL 190/50 ZR 17 M/C (73W) TL 190/55 ZR 17 M/C (75W) TL 200/55 ZR 17 M/C (78W) TL 200/60 ZR 17 M/C (80W) TL อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Honda ADV350 สกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายปีกนก ต้องบอกเลยว่า เป็นโมเดลที่ชาวไบค์เกอร์ หลายๆคนตั้งหน้าตั้งตา รอกันอยู่พักใหญ่ ว่าจะมาหรือไม่มา จะผลิตหรือไม่ผลิต เดากันไปต่างๆนานา ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า สยบข่าวลือกันให้หายสงสัย ว่าโมเดลนี้มีจำหน่ายอย่างแน่นอน หลังจากเปิดตัวในงาน Eicma 2021 เรามาดูกันว่า Honda ADV350 มีอะไรบ้าง… ดีไซน์ตัวรถออกแบบมาในคอนเซป สกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ สามารถที่ขับขี่แบบสมบุกสมบันได้อย่างสบาย มีลักษณะไฟหน้าใหญ่หล่อ รูปร่างตัวรถคล้ายกับน้องเล็กอย่าง ADV150 และพี่ใหญ่อย่าง X-ADV 750 แต่มีขนาดเครื่องยนต์และแฟริ่งที่พอดิบพอดี มาพร้อมกับแฮนด์บาร์และการ์ดแฮนด์ ดูอวบ หล่อ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เครื่องยนต์ที่มากับตัวรถยังคงเป็น เครื่องยนต์ ESP+ บล๊อกเดียวที่ใช้อยู่ใน Forza 350 แต่อาจจะมีการปรับจูนกราฟน้ำมันเพียงเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับคาแร็คเตอร์ของตัวรถ มาดูที่ช่วงล่างกันบ้างกับโช้คอัพหน้าแบบ Up Side Down และโช้คหลังแบบ SubTank จะดูเหมือนรุ่นน้องอย่าง ADV150 ออกแบบมาให้พร้อมลุยแบบ สมบุกสมบันมากขึ้น ในส่วนของตัวล้อที่ให้ล้อหน้ามา 15 นิ้ว และ ล้อหลัง 14 นิ้ว มาพร้อมกับยางลายดอก ดิสก์เบรกหน้าหลังพร้อมเทคโนโลยี ABS เรือนไมล์ให้มาแบบจัดเต็ม Full LCD มาพร้อมสกู๊ปบังแดด ดีไซน์ให้ความรู้สึกแบบ แอดเวนเจอร์ไบค์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกช่องจ่ายไฟแบบ USB ติดตั้งมาให้จากโรงงาน พร้อมกับ U box เก็บสัมภาระขนาดใหญ่เก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ เหมาะสำหรับสายทัวริ่งเดินทาง เอาเป็นว่าสาวก ADV ที่อดใจรอกันมานานก็อดใจรอกันต่ออีกหน่อยไม่รู้ว่าจะเข้าไทยเมื่อไร หรือแอบจอดซุกไว้ที่ไหนซักที่ในโรงงาน ไทยฮอนด้า แล้วก็เป็นได้ หยอกๆ จากที่รวบรวมภาพทั้งหมดมาแล้ว อาจจะไม่สามารถประเมินราคาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการได้ อาจจะไม่เกิน 2 แสนบาท เดาๆ อย่างเพิ่งเชื่อนะ 5555+ สุดท้ายนี้ก็อดใจรอกันหน่อย ในไม่ช้านี้ เก็บเงินรอได้เลย..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ค่ายยามาฮ่า กระหึ่มเวทีเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ จากผลงานระดับท็อปของ TOPRAK RAZGATLIOGLU #54 ดาวบิดเติร์ก ที่แท็กทีมต้นสังกัดผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลก หลังผ่านการชิงชัยในนัดส่งท้ายฤดูกาล ที่ มันดาลิกา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศึกซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 สนามสุดท้ายของฤดูกาล ดวลความเร็วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บนแทร็กป้ายแดงอย่าง เปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย ระยะทางต่อรอบ 4.300 กิโลเมตร กำหนดชิงชัยทั้งสิ้น 2 เรซ ในรายการพิเรลลี่ อินโดนิเซีย ราวนด์ โดย โทปรัค ราซกัตลิโอกลู #54 ดาวบิดเติร์ก สังกัดพาต้า ยามาฮ่า วิท บริกซ์ เวิลด์เอสบีเค สามารถปิดจ็อบได้ในเรซแรกของการแข่งขัน หลังบิดเข้าเส้นชัยด้วยอันดับ 2 ทว่าเพียงพอที่จะคว้าแชมป์โลกสมัยแรกให้กับตนเอง ก่อนจะส่งท้ายฤดูกาลด้วยการซิ่งจบการแข่งขันอันดับ 4 ในเรซที่ 2 ด้าน อันเดรีย โลคาเทลลี่ #55 เพื่อนร่วมสังกัด บิดจบการแข่งขันด้วยอันดับ 4 และ 8 ตามลำดับจากผลการแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้ ยามาฮ่า ผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลกประเภทค่ายผู้ผลิต รวมถึง พาต้า ยามาฮ่า วิท บริกซ์ เวิลด์เอสบีเค ในประเภททีม ขณะที่ อันเดรีย โลคาเทลลี่ ซิว รุกกี้ ออฟ เดอะเยียร์ ด้าน การ์เรต เกอร์ลอฟ และ จีอาร์ที ยามาฮ่า เวิลด์เอสบีเค ทีม คว้าแชมป์ประเภททีมอิสระ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สำหรับคนที่รักและสนใจ BMW อยากให้มาทดลองขับขี่แบบเต็มๆทุกรูปแบบทุกสภาพเส้นทาง ภายใต้กิจกรรม GS Glamping Experience บอกเลยว่าห้ามพลาด กับทริปสุด exclusive 3 วัน 2 คืน ที่ทาง BMW Motorrad จัดขึ้นมาต้อนรับลมหนาว ได้มาขี่รถท่องเที่ยวผจญภัยในเขตอำเภอ สวนผี้ง ลัดเลาะแนวตะเข็บชายแดนไปในเส้นทางธรรมชาติ ที่คุณจะสนุกกับการขับขี่แนวเอนดูโร่ไปกับรถ BMW R1250 GS ที่ทาง BMW Motorrad ได้เตรียมไว้ให้ หรือจะเอารถ GS ของตัวเองมาก็ได้ที่พิเศษกว่านั้น ในกิจกรรมนี้ให้เราพาครอบครัวไปร่วมพักผ่อนได้ด้วย ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีของผมที่ได้โอกาสไปร่วมกิจกรรมทริป GS Glamping ในครั้งนี้ และได้พาลูกสาวกับภรรยา ไปด้วย โดยปกติแล้วเวลาไปขี่รถ ส่วนตัวผมแล้วจะไม่เคยเอาภรรยาซ้อนไปด้วยเพราะเขาจะไม่ชอบซ้อนมอเตอร์ไซค์เดินทางไกลๆ เอาลูกไปด้วยนี่ยิ่งไม่เคยคิดเลยครับ แต่ในครั้งนี้การเอาครอบครัวไปด้วยแล้วเราก็ได้ขี่รถเที่ยวด้วยได้ผมก็คิดว่าไม่ควรจะพลาด นานๆที่จะได้มีโอกาสพาครอบครัวไปพักผ่อนพร้อมกับได้ขี่ GS เที่ยวแบบยังไม่ต้องซื้อมีหรือจะพลาด โดย กิจกรรม GS Glamping Experience มี 3 วัน จำกัดผู้ร่วมทริปไว้ครั้งล่ะไม่เกิน 6 ท่านต่อสัปดาห์ โดยจะจัดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ติดต่อกัน 16 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2564 ไปถึงวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2565 ผมและครอบครัวเดินทางด้วยรถยนต์ มาที่ Ashcarya Boutique Resort ตามเวลานัดหมาย ส่งคุณภรรยาและลูกสาวเข้าที่พัก ส่วนตัวผมก็เปลี่ยนชุดออกไปทดสอบ ที่แคมป์จัดกิจกรรมใกล้ๆกับที่พัก บริเวณแคมป์ตั้งอยู่บนลานโล่งท่ามกลางหุบเขา อากาศเย็นสบาย มีทีมครูฝึกมืออาชีพจาก Enduro Park Thailand มาสอนทักษะการขี่เอนดูโร่และดูแลความปลอดภัยให้ด้วย พร้อมกับฝูง BMW R1250 GS ตัวใหม่ล่าสุดมาประจำการให้ขี่ทดสอบกันแบบเต็มที่ วันแรกทำความคุ้นเคยกับเจ้า R1250 GS โดยทีมครูฝึกจะสอนเบสิคทักษะการขี่เอนดูโร่ เบื้องต้นให้พร้อมกับดูความสามารถในการขี่ว่าควรจะไปในทางแบบไหนในวันรุ่งขึ้น วันที่สอง เต็มๆกับการขี่ BMW R1250 GS ในทาง Off Road และ On Road ในพื้นที่รอบๆ อ. สวนผึ้ง ส่วนครอบครัวก็ตามสบายเลยครับ จะเลือกเล่นน้ำอยู่ที่พัก หรือจะพากันขับรถเที่ยวสถานที่ต่างๆในอำเภอสวนผึ้ง ก็ตามใจชอบเลยครับ พอตอนเที่ยงมีนัดกินข้างกลางวันพร้อมกันที่ The Scenery Vintage Farm หลังจากนั้นก็แยกย้าย กลุ่มผู้ชายก็ไปขี่รถต่อ ส่วนสาวๆก็จะไปเจอกันตอนเย็น แล้วก็เดินทางไปร่วมทานอาหารเย็น ที่แคมป์ บอกเลยว่าบรรยากาศสุดยอดอยากให้ไปสัมผัสเองไม่อยากบรรยาย แต่ถูกใจคุณภรรยากับลูกสาวมากๆ หลังจากจบอาหารมื้อเย็นกับบรรยากาศที่ไม่สามารถหาได้ในกรุงเทพ ก็กลับที่พัก พักผ่อนกันยาวๆถึงอีกวันใช้เวลากับครอบครัวได้เต็มที่ สำหรับทริปสุดพิเศษนี้เปิดให้จองเฉพาะเลูกค้า BMW Motorrad หรือเจ้าของรถยนต์ BMW เท่านั้น! (รุ่นใดก็ได้) ในจำนวนจำกัดที่ 6 ครอบครัวต่อหนึ่งสุดสัปดาห์ ในราคา 8,000 บาทต่อผู้เข้าร่วมหนึ่งท่าน และในราคา 3,000 บาทต่อหนึ่งผู้ติดตาม (สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้รถของตัวเอง สามารถเช่ารถมอเตอร์ไซค์ BMW R1250GS เพิ่มได้ในราคา 4,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ทาง Line BMW Motorrad Owners หรือ Facebook BMW Motorrad Thailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตัดแต้มใบขับขี่ สำหรับรถสาธารณะและขนส่ง เริ่ม 1 ธันวาฯ นี้ ล่าสุดทางกรมการขนส่งทางบกก็ได้ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำระบบตัดแต้มมาพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือ ตัดแต้มใบขับขี่ สำหรับผู้ขับรถสาธารณะและรถขนส่งเท่านั้น!!! มุ่งสร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย ลดการกระทำผิดซ้ำ ดีเดย์ 1 ธ.ค. 64 เริ่มบังคับใช้มาตรการตัดแต้มใบอนุญาต แน่นอนว่าอาชีพที่ได้รับผลกระทบจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือรถสาธารณะอย่าง พี่วินมอเตอร์ไซค์ พี่แท็กซี่ พี่ตุ๊กตุ๊ก และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มรถขนส่ง คนขับรถบรรทุกขนส่ง และคนขับรถโดยสาร ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้มีเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันคือ จะกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต มีคะแนน 100 คะแนน สำหรับใช้ในการบันทึกคะแนนและตัดคะแนน การตัดคะแนนจะแบ่งตามกลุ่มข้อหาความผิดเป็น 3 กลุ่ม ตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด กลุ่มที่ 1 ตัดคะแนนครั้งละ 10 คะแนน กลุ่มที่ 2 ตัดคะแนนครั้งละ 20 คะแนน และกลุ่มที่ 3 ตัดคะแนนครั้งละ 30 คะแนน สำหรับกลุ่มแรก รถสาธารณะอย่าง พี่วินมอเตอร์ไซค์ พี่แท็กซี่ พี่ตุ๊กตุ๊ก การตัดคะแนนจะมีดังนี้ ตัดครั้งละ 10 คะแนน ตัดครั้งละ 20 คะแนน ตัดครั้งละ 30 คะแนน ไม่แสดงบัตรประจำตัวผู้ขับรถ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร กระทำการลามก ใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ปฏิเสธผู้โดยสาร ขับรถประมาท หวาดเสียว เป็นอันตราย ใช้รถไม่ตรงตามที่จดทะเบียน ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลง ทิ้งผู้โดยสารกลางทาง แก้ไขดัดแปลงมาตรค่าโดยสาร ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้าง แสดงกิริยาไม่สุภาพ เมาสุราหรือของมึนเมาขณะขับรถ ก่อความรำคาญให้แก่ผู้โดยสาร เสพของมึนเมาขณะขับรถ ขับรถระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ พักใช้หรือถูกยึด ใช้รถสิ้นอายุ เก็บค่าโดยสารเกินกฎหมายกำหนด กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มรถขนส่ง คนขับรถบรรทุกขนส่ง และคนขับรถโดยสาร ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้มีเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป ตัดครั้งละ 10 คะแนน ตัดครั้งละ 20 คะแนน ตัดครั้งละ 30 คะแนน แสดงกิริยาไม่สุภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช้เครื่อง GPS กระทำการลามก ไม่ดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัยขณะโดยสาร ไม่ใช้เครื่องอุปกรณ์และส่วนควบของรถ ใช้อุปกรณ์ตัดสัญญาณ GPS ไม่หยุดรับหรือส่งผู้โดยสาร ณ ที่ให้หยุด ไม่ใช้อุปกรณ์ล็อกตู้บรรทุกสินค้า ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถ ใช้ความเร็วเกินกำหนด แต่ไม่เกิน 100 กม./ชม. ละทิ้งหน้าที่ผู้ขับรถ บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง ระเบิด หรือวัตถุอันตรายโดยฝ่าฝืนข้อห้าม บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมายปลายทาง ใช้ความเร็วเกินกำหนด ตั้งแต่ 101 – 110 กม./ชม. ขับรถประมาท หวาดเสียว เป็นอันตราย ใช้ความเร็วเกิน 110 กม./ชม. การลงโทษ กรณีถูกตัดคะแนนจนเหลือ 0 จะถูกสั่งพักใบอนุญาต 90 วัน หากถูกพักใช้ใบอนุญาตเกินกว่า 2 ครั้ง ภายใน 3 ปี (นับจากวันที่ถูกตัดคะแนนครั้งแรก) จะถูกพักใช้ใบอนุญาต 180 วัน กรณีทำผิดร้ายแรง หรือการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือภาพพจน์ของประเทศ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นภัยสังคม หรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมาก จะถูกพักใช้ใบอนุญาต และถูกตัดคะแนนจนเหลือ 0 ในครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีการคืนคะแนน เพื่อให้โอกาสปรับปรุงตัว และประกอบอาชีพต่อได้ ด้วยการทำดังต่อไปนี้ การคืนคะแนน เข้ารับการอบรมหลักสูตร 2 ชม. และทดสอบผ่านการอบรมจะได้รับคะแนนคืน 50 คะแนน (คะแนนรวมกันกับที่คงเหลืออยู่ต้องไม่เกิน 100 คะแนน) เข้ารับการอบรมหลักสูตร 4 ชม. และทดสอบผ่านการอบรมจะได้รับคะแนนคืน 100 คะแนน (คะแนนรวมกันกับที่คงเหลืออยู่ต้องไม่เกิน 100 คะแนน) ทั้งนี้ขอเข้าอบรมได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น หากอบรมแล้วสอบไม่ผ่าน

2022 TMAX & TMAX Tech MAX บิ๊กสกู๊ตเตอร์จาก Yamaha เผยโฉมแล้ว ทะยานไปสู่ความเป็นที่สุดกับสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ไซส์บิ๊กที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุโรปตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมากับเจ้าทีแม็กซ์ และล่าสุดยามาฮ่าก็ได้ทำงานเผยโฉม 2022 TMAX & TMAX Tech MAX ออกมาให้ยลโฉมกันแล้ว แน่นอนว่ามีการพัฒนามาโดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยโฉมนี้จะมีการปรับปรุงในส่วนของดีไซน์ภายนอก ช่วงล่าง และเพิ่มความทันสมัยให้มากขึ้นอีก สปอร์ตมากขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะยังคงแนวคิดเดิมที่ทำให้โมเดลนี้เป็นรถที่ขายดีของทางค่าย โดยยังคงส่วนผสมพิเศษระหว่างความแรงแบบสปอร์ตจากเครื่องยนต์สองสูบเรียงวางแชสซีที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา และสุดท้ายคือความสวยงามลงตัวแบบสปอร์ต โดยดีไซน์ด้านนอกนั้นดีไซน์ใหม่ให้มีความกะทัดรัด คล่องตัวและลื่นไหลมากยิ่งขึ้น มีตัวรถด้านหน้าแบบสมมาตร พร้อมปีกแบบดุดัน รวมถึงท่ออากาศป้อนระบบไอดีที่ได้เหลี่ยมได้มุมดูโดดเด่น เข้าคู่กันกับไฟหน้าคู่แบบ LED ที่บางลงและมีไฟเลี้ยวอยู่ในตัว ช่วยให้รถมีกลิ่นอายในแบบของซูเปอร์สปอร์ต ทว่าการออกแบบใหม่นี้ก็ยังไม่ละทิ้งความเป็น TMAX ไป คนที่เห็นยังคงจดจำมันได้ในทันที โดยชิ้นส่วนภายนอกส่วนใหญ่จะปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ในโมเดลนี้ เพื่อให้เส้นสายลื่นไหลและดูสปอร์ตและลงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีชิลด์บังลมหน้าใหม่ที่ออกแบบใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัดไปในทางเดียวกับตัวรถและช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ตัวรถเองก็มีความเพรียวบางมากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น สุดท้ายในส่วนท้ายของรถกับไฟท้ายทรงตัว T ก็ยังปรับปรุงให้ดูคลีนดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และเส้นสายทรงบูมเมอแรงอันเป็นเอกลักษณ์ใหม่เองก็ยังคงอยู่ แต่ถูกปรับให้ดูกลมกลืนลงตัวกับรถมากยิ่งขึ้น เสริมความสะดวก สิ่งที่ถือเป็นอีกจุดเด่นสำหรับโมเดลนี้เลยก็คือหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้ ทั้งผ่านระบบบลูทูธ ไวไฟ หรือ USB ที่อยู่ในช่องเก็บของด้านหน้าที่กันน้ำได้ โดยหน้าจอนี้สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่ามีข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วน และเมื่อต่อกับสมาร์ทโฟนแล้วจะสามารถใช้จอยสติกที่แฮนด์ด้านซ้ายเพื่อควบคุมการสั่งงานต่าง ๆ เช่น ฟังเพลง หรือรับสาย หรือจะอ่านข้อความก็ได้ แต่ต้องจอดก่อนนะ นอกจากนี้ยังมีระบบนำทางของทาง Garmin ที่สามารถบอกเส้นทางแบบโค้งต่อโค้งได้ อย่างไรก็ดีอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรืออาจจะไม่รองรับในบางประเทศ ท่านั่งปรับปรุงใหม่ ในส่วนของท่านั่งมีการปรับให้มีึความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ออกแบบให้ผู้ขับขี่ต้องโน้มตัวไปด้านหน้ามากขึ้นเล็กน้อย จากการปรับเปลี่ยนดีไซน์ของแฮนด์บาร์ใหม่ที่ทำจากอลูมิเนียมฟอร์จ แต่ไม่ละทิ้งความสบาย โดยปรับให้มีเบาะนั่งและฟุตบอร์ดที่ยาวขึ้น เพื่อให้มีอิสระในการนั่งขับขี่มากขึ้น ซึ่งในจุดนี้จะช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพนักพิงคนขับที่สามารถปรับเดินหน้าถอยหลังได้ 30 ม.ม. ซึ่งตรงจุดนี้จะช่วยซัพพอร์ตเวลาเร่งความเร็ว และช่วยให้สบายมากขึ้นเวลาเดินทางไกล ส่วนของพักเท้าสำหรับคนซ้อนปรับให้ต่ำลงมาเล็๋กน้อย และยกช่วงสะโพกให้สูงขึ้นเล็กน้อยให้นั่งได้สบายมากขึ้น ช่วงล่างดียิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของช่วงล่างนั้นที่เด่น ๆ เลยคือ ล้อสปินฟอร์จแบบ 10 ก้านน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นล้อที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ของทางค่าย ช่วยให้ผลิตล้อที่มีก้านล้อที่เล็กมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงแข็งแรงอยู่ ซึ่งการที่ล้อน้ำหนักเบาจะช่วยให้ช่วงล่างตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดแรงเฉื่อยได้มากขึ้น ทำให้ขับขี่ได้สปอร์ตและบังคับเลี้ยวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โช้คอัพเองก็มีส่วนปรับปรุงใหม่ โดยใช้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม. และโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องซับแรง โดยปรับปรุงให้ตัวรถมีฟีลลิ่งที่่กระชับคล่องตัว โดยเพิ่มความหนืดให้มากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย แน่นอนว่ายังคงทันสมัย แม้ว่าจะไม่ได้ครบครันในแบบของพิกัดใหญ่ ๆ ในรถตระกูลอื่นของทางค่าย แต่ก็ให้มาเพียงพอกับการใช้งานอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ ระบบไฟ LED ระบบสมาร์ทคีย์และดีไซน์สวิตช์ควบคุมใหม่สวยงามพร้อมไฟแบ็กไลต์และระบบกันขโมย ฝาถังเปิดไฟฟ้า เครื่องยนต์ทรงพลัง แม้จะปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ส่วน แต่เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 560 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 ที่ทรงพลัง ขับขี่ได้สนุกสไตล์สปอร์ตเหมือนกับบิ๊กไบค์มากกว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ทั่วไป พิเศษด้วยสีเหลืองสดใส สำหรับสีเหลืองที่คุณเห็น มันคือสีพิเศษที่ตั้งใจจะทำมาเพื่อสื่อถึงโมเดลแรกที่โดดเด่นและทำให้ตลาดและวงการเปลี่ยนไป ทำให้ได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตและการขับขี่ในรูปแบบใหม่ในยุคนั้น นอกจากสีเหลืองนี้ก็จะยังมีสีน้ำเงิน Icon Blue และสีเทา Sword Grey พิเศษยิ่งขึ้นกับรุ่น Tech MAX แน่นอนว่ามีพื้นฐานต่าง ๆ ร่วมกันเพียงแต่จะเพิ่มความสุดอีกขั้นด้วยการเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ เข้ามา อาทิ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบครูซคอนโทรล ระบบอุ่นเบาะอุ่นมือ โช้คหลังที่ดีขึ้นอีกระดับโดยสามารถปรับพรีโหลดได้ และสวิตช์ควบคุมแบบมีไฟแบ็กไลท์ ปิดท้ายด้วยวัสดุพรีเมียมภายในตัวรถ โดยจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันได้แก่ สี Dark Petrol และสีเทา Power Grey อย่างไรก็ดีราคาน่าจะแพงขึ้นกว่าเดิมจากลูกเล่นที่มีมากขึ้น สาวกที่กำลังจด ๆ จ้อง ๆ อาจจะต้องเก็บตังเพิ่มเพื่อรอรับตัวนี้ที่มาเร็วสุด ๆ ก็น่าจะกลางปีหน้าหรืออาจจะช้ากว่านั้นก็เป็นได้ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ฉลอง 40 ปีแห่งความสำเร็จของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโร่ จากตระกูล GS ด้วยการอวดโฉมใหม่ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ยกระดับประสบการณ์และความสนุกในแบบ GS ขึ้นไปอีก โดยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความเร้าใจให้กับนักบิดสายผจญภัย ด้วยการควบคุมที่เชื่อมั่นได้ในหลากหลายเส้นทางและสภาพถนน และขุมพลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการขับขี่ในทุกโอกาส บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงพร้อมสานต่อตำนานของตระกูล GS ด้วยรุ่นใหม่ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโรทั้งสาม ที่ยกระดับทั้งการออกแบบและสมรรถนะอย่างรอบด้าน มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตระกูล GS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่ชื่นชอบทั่วโลก โดยเฉพาะรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความนิยมในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS เหมาะเป็นคู่หูสำหรับนักบิดเริ่มต้นที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความเป็นเลิศ เราได้ออกแบบและผลิตแต่ละรุ่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เรามั่นใจว่า BMW 40 Years Edition นี้คือมอเตอร์ไซค์ที่ผู้รักมอเตอร์ไซค์ชาวไทยสามารถรู้สึกถึงการผจญภัยที่สุดยอดได้” บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ใหม่ ราคา 625,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure เติมเต็มด้วยดีไซน์เทปใหม่พร้อมดีไซน์ใหม่บนแผงด้านข้างแฟริ่ง มาพร้อมกับจอแสดงผล TFT พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งไฟเลี้ยว LED ได้เพิ่มมาเป็นมาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล TFT ด้วยขุมกำลังมหาศาลขนาดเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีดในทั้งสามรุ่น ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance เสริมความนุ่มนวล ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ (77 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS รุ่น BMW 40 Years GS Edition” มาร่วมฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล GS ในโฉม Black Storm Metallic พร้อมโลโก้ “40 Years GS” ที่แผงข้างแฟริ่ง แฮนด์การ์ดสีเหลือง และเบาะที่นั่งหนังสีดำ/เหลืองพร้อมโลโก้ GS เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 40 ปี ความสูงเบาะ 860 มม. ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่พิเศษของ รุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventureท่อโช้คแบบตายตัวสีดำและครอบหม้อน้ำเคลือบเมทาลิคเป็นจุดเด่นของรุ่นฉลองครบรอบนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure มาพร้อมชุดอุปกรณ์ Pro riding modes ที่มีคุณสมบัติใหม่มากมาย โดยในโหมด DYNAMIC ทั้งสามรุ่นจะให้การตอบสนองของคันเร่งที่เร้าใจ เพื่อเสริมความคล่องตัว เติมความสนุกสนานเมื่อโลดแล่นไปบนท้องถนน ส่วนระบบควบคุมการลดความเร็วด้วยการหน่วงเครื่องยนต์ และระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในชุดอุปกรณ์นี้ เช่นเดียวกับปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ 4 โหมดที่บริเวณแฮนด์ด้านขวา ในเมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยปัจจุบันไม่รองรับการปิดระบบเบรก ABS โดยสมบูรณ์อีกต่อไป โหมดการขับขี่แบบ Enduro และ Enduro Pro จึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ขับขี่จะสามารถเลือกปิดระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหลังได้ เมื่อเลือกใช้โหมด Enduro Pro ในรุ่น F

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!! ครั้งนี้เราก็จะมา รีวิว New CB500X 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นอีกโมเดลจากทาง Honda ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในเมือง ขับขี่ไปทำงาน หรือกระทั่งออกทริปเดินทางไกล และขับขี่ผจญภัยได้พอสมควรอีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้ทดสอบ เราก็ไม่พลาดที่จะนำมาเสนอให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อครับ สมบุกสมบัน ความรู้สึกแรกที่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ รู้สึกได้ถึงความบึกบึน เห็นได้ถึงความสมบุกสมบันมากขึ้น ด้วยโช้คอัพหน้าแกนใหญ่ มาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมรัดยางสไตล์ที่พร้อมลุยได้เลย ทำให้ดูเต็มขึ้น สวยขึ้นมากกว่าเดิม และในส่วนไฟหน้าตัวใหม่นี้จะมีการปรับตำแหน่งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED เป็นแบบ 4 โมดูล ทำให้ความสว่างมากขึ้นอีก 25% เพิ่มความสว่างยามค่ำคืน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสมอย่างยิ่งเลย สำหรับรถสไตล์ทัวร์ริ่งกึ่งแอดเวนเจอร์คันนี้ ขี่ง่ายสบายทุกท่วงท่า สำหรับโมเดลนี้ท่านั่งไม่ได้มีการปรับไปจากเดิม ตำแหน่งของแฮนด์ เบาะ พักเท้า เหมือนเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งมิติตัวรถและตัวถังน้ำมันเองก็ไม่ได้กว้างมาก ฉะนั้นเวลาบังคับเลี้ยวทั้งท่านั่ง ท่ายืนก็ทำได้ง่าย คล่องตัว โดยเฉพาะในทางลุยที่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักเอียงตัว การบาลานซ์น้ำหนัก ช่วยเลี้ยวตรงนี้ก็ทำได้ง่ายและสะดวก ในส่วนของการยืนขี่ ระยะแฮนด์บาร์ออกแบบมาสูงพอดี ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ยีนขี่ได้ นั่งขี่สบาย ปรับเปลี่ยนท่าขี่แก้เมื่อยได้อย่างเป็นอย่างดี เครื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยในการขับขี่ครั้งนี้เป็นการทดสอบแบบ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือถนนดำบริเวณรอบ ๆ ตัวเมืองบุรีรัมย์ และสไตล์ที่ 2 สำหรับสายลุย ซึ่งจะเป็นเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เรียกว่าได้ลองแบบครบรสชาติ ในส่วนของถนนดำ ตรงนี้ถือว่ากำลังเครื่องเพียงพอต่อการเดินทาง ทำความเร็วได้สบาย ๆ 170 กม./ชม. คันเร่งเบาขี่ง่าย เหลือ ๆ และช่วงของทางขรุขระ ลุยทางดิน รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำจะไปเน้นใช้เกียร์ 2-3 ซะมากกว่า เพราะทำความเร็วไม่ได้สูงมาก เน้นแรงบิดรอบต้น ๆ ช่วงเกียร์ 2-3 มีรอบกว้างไว้สำหรับเติมคันเร่งทำได้ดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ถือว่า ถนนดำขี่สนุก ทางลุยก็ทำได้สบายไม่เขอะเขิน ช่วงล่างใหม่คือพระเอก พระเอกเลยสำหรับในส่วนนี้ เพราะปรับชุดหน้ามาใหม่ทั้งหมด เรามาพูดถึงฟีลลิ่งตัวโช้คกันก่อนเลยที่เป็นแบบหัวกลับ Upside Down มีระยะยุบมากขึ้น 133 มิลลิเมตร รู้สึกได้ว่าซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วงที่ขี่บนถนนดำตอนเข้าโค้งเองก็รู้สึกได้ถึงความเนียน เลี้ยวดีเลยละ และที่เห็นได้ชัดเจนเลยในทางลุย ช่วงที่รูดทางดินรอบอ่างเก็บน้ำยาว ๆ ความเร็ว 40-50 กม./ชม. ก็ซับแรงกระแทกจากร่องดินและหลุมได้ดี ช่วงแฮนด์นิ่งคอนโทรลตัวรถได้ดีเลย ในส่วนของตัวล้อและเบรกที่มีการปรับมาให้ดีไซน์ตัวล้อให้รองรับดิสก์เบรกคู่ สำหรับตรงนี้ฟีลลิ่งถนนดำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเวลาใช้เบรกหนัก ๆ ได้ระยะที่สั้นขึ้น ทำงานควบคู่กับตัวโช้คอัพก็ซับแรง โช้คหน่วงได้ดี ในส่วนของทางดิน อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อย เพราะเบรกจะจิกมากขึ้นกว่าเดิม แตะ ๆ เบรก ก็ทำงานอย่างไว ปรับตัวระยะก้านเบรกลึก ๆ หย่อน ๆ จะช่วยได้ บอกเลยว่าเบรกดีกว่าเดิม ช่วงล่างเฟิร์มกว่าเดิมการันตีครับ บอกเลยยังไงก็คุ้ม!! มาถึงช่วงสรุปกันแล้ว ผมบอกเลยทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่เราควักตังจ่ายแบบไม่หนักกระเป๋าแล้วได้ของติดรถมาจากโรงงานแบบคุ้มค่า ต้องคันนี้เลย ทั้งโช้คอัพหน้า ระบบเบรก เครื่องยนต์ ยางพร้อมลุย ไฟหน้า LED และยังสามารถมาติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมากมายในตลาดสายนี้มีเยอะเลย ที่สำคัญความคุ้มค่ามันอยู่ที่ ทุกอย่างที่อัพเกรดมาจากตัวก่อนหน้านี้ “ราคาเดิม” ไม่มีเพิ่มเติม โดย New CB500X มี 3 สี ได้แก่ สีแดง Grand Prix Red, สีเขียว Pearl Organic Green และสีดำ Mat Gunpowder Metallic ราคาแนะนำ 224,900 บาท

บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รถจักรยานยนต์ Indian Motorcycle “America’s First Motorcycle Company” ขยายความแข็งแกร่ง เปิดตัวโชว์รูม บนถนน นครอินทร์ พระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสรถสไตล์ อเมริกันครุยเซอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการ มาตรฐานโลก ที่เข้าใจนักขี่ ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้า, ไลน์สโตร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด กล่าวว่า “ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ รถอเมริกันครุยเซอร์ให้แก่ลูกค้า ในย่าน กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทางเรามีความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพ ในการเติบโตของตลาด ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการขยายโชว์รูม และสร้างการเข้าถึงลุกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำ ความแข็งแกร่ง ของ อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้ เอ็มเอฟ โมชั่น ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิลแต่เพียงผู้เดียว จากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการ โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล” คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด โชว์รูมอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร มีพนักงานละเจ้าหน้าที่ พร้อมให้บริการ จึงสามารถให้บริการ ทางด้านการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ของอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล อเมริกา ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิลเป็นหัวใจสำคัญ อินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล สาขา พระราม5 มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขาย ซึ่งได้รับการอบรมตามมาตรฐาน ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ทุกท่าน โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893 และพิเศษไปกว่านั้น ปีนี้ คือปีฉลองครบรอบ 100 ปีรถรุ่น CHIEF ทางบริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ยังได้เปิดตัวรถ พร้อมกันถึง 2 รุ่นภายในงาน ทั้ง Indian Chief Dark Horse และ Indian Chief Bobber Dark Horse สุดยอดรถระดับตำนาน กับความสวยงามเลอค่า เหมาะแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างลงตัว กับการออกแบบเส้นสายตามสไตล์รถสัญชาติอเมริกัน Indian Chief Dark Horse อีกขั้นของการดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คงความสวยงามในอดีต อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง ด้วยหัวใจสำคัญของ Indian Chief Dark Horse คือเครื่องยนต์แบบ Thunderstroke 116”(1,890 cc.) ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถสร้างแรงบิดได้มากถึง 162 นิวตันเมตร ที่ 2,900 รอบต่อนาที ทรงพลังด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ Cross-Over ให้เสียงที่ดุดันแม้อยู่ในรอบเดินเบาชุดไฟส่องสว่างรอบคันแบบ LEDจอแสดงผลทรงกลมแบบ Touchscreen และจอสี ขนาด 4 นิ้ว ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn ซึ่งสามารถเลือกโหมดการขับขี่ และ การใช้งานได้ถึง 3 โหมด

Thruxton RS Ton Up Edition โมเดลพิเศษฉลองความแรงทะลุ 100 ไมล์ครั้งแรก เปิดตัวแล้วกับโมเดลพิเศษระยะเวลาขายจำกัด Thruxton RS Ton Up Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอย่าง Ton Up boys ในช่วงทศวรรษปี 50 – 60 ซึ่งเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถในสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ และความสำเร็จของ Malcolm Uphill ที่สามารถขี่รถโปรดักชันทำสถิติความเร็วทะลุ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงในการแข่งขัน Isle of Man TT ในปี 1969 จึงกลายมาเป็นโมเดลพิเศษที่จำกัดเวลาสั่งซื้อ 1 ปีเท่านั้น จุดเด่นในโมเดลนี้ ถังน้ำมันสีน้ำเงิน Aegean Blue พร้อมกริปถังน้ำมันสีดำ Jet Black และเส้นสายสีเงินเพ้นท์ด้วยมือ ครอบเบาะท้ายสีขาว Fusion White และแต้มด้วยสีแดง Carnival Red เพ้นท์เส้นสีดำด้วยมือและลายกราฟิก “100 Special Edition” บังโคลนหน้าสีขาว Fusion White และลายกราฟิกสีแดงเป็นตัวเลข “100” แผงข้างสีดำ Jet Black พร้อมโลโก้บ่งบอกความพิเศษเฉพาะโมเดล อุปกรณ์เสริมค็อกพิตแฟริ่งสีน้ำเงิน Aegean Blue เพื่อเติมเต็มโมเดลพิเศษนี้ เพิ่มรายละเอียดพรีเมี่ยมด้วยการ์ดโช้คหน้าสีเงิน Matt Aluminium Silver ทำสีล้อ เครื่องและสปริงโช้คเป็นสีดำ ทั้งนี้พื้นฐานของรถก็จะมาจาก Thruxton RS ที่ใช้เครื่องยนต์ Bonneville 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ท่อไอเสียปลายคู่ทรงยกปลายแยกซ้ายขวา ในส่วนของช่วงล่างสมรรถนะสูง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ M50 ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก Showa ปรับแต่งได้ ด้านหลังจาก Ohlins แบบโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ แน่นอนว่ายังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ ทั้งนี้ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่คาดว่าน่าจะจำหน่ายในไทยในปี 2022 ใครสนใจก็เก็บเงินรอกันก่อนได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เซอร์ไพรส์ไม่หยุด! กับแบรนด์แห่งการพัฒนา GPX ที่เปิดตัวกันแบบรัวๆ ในช่วงนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดตัวรถในสไตล์สปอร์ตกันไปหมาดๆ ล่าสุด! ถึงคิวเปิดตัวรถในสไตล์คลาสสิกกันบ้าง กับโฉมใหม่ของ New LEGEND 250 Brighton ที่มาพร้อม 2 สีสันใหม่ และวงล้อแบบซี่ลวด ให้เข้าถึงอารมณ์ความคลาสสิกจากยุคทองของตำนานมากยิ่งขึ้น! ก้าวสู่อีกสเต็ปของตำนาน กับรถในรหัส ‘LEGEND’ ที่ใช้เป็นชื่อตระกูลรถคลาสสิกจากแบรนด์ GPX ซึ่งได้ถือกำเนิดรหัสนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถขยายสายพันธุ์ตำนานกันมาอีกหลากหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน และไม่ใช่แค่กระแสตอบรับภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ถือเป็นรถที่ได้รับการตอบรับอย่างดี จากหลากหลายประเทศที่ GPX ได้ทำการส่งออกจำหน่ายไปแล้วกว่า 10 ประเทศด้วยกัน อาทิ ประเทศกัมพูชา ฮ่องกง มาเลเซีย และ ญี่ปุ่น เป็นต้น จึงทำให้การกลับมาในรอบนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของตำนานของรถในตระกูล LEGEND และเป็นอีกครั้งที่ไม่ควรมองข้าม กับ โฉมใหม่ของ New LEGEND 250 Brighton New LEGEND 250 Brighton ในคอลเลคชั่นนี้ มาในคอนเซปต์ใหม่ ‘Bright of Brighton’ กับการดีไซน์ทั้งลวดลายและสีสันที่เข้าถึงอารมณ์ความเก๋าแบบฉบับความคลาสสิกจากตำนาน ในกลิ่นอายของบรรยากาศริมชายหาดแห่งประวัติศาสตร์เมืองไบรตัน กับสี British Green และ Deep Blue ที่แฝงความพรีเมียมด้วยประกายสีจากแร่ไมก้า เพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถ กับการแมทซ์คู่สีที่ตัดกันของสีทองและโครเมียม พร้อมปรับลุคใหม่ให้ดื่มด่ำกับความคลาสสิกมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยวงล้อแบบซี่ลวดดีไซน์สีโครเมียม คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ UNION รถคลาสสิกสุดคูล ที่นอกจากจะพกหน้าตาอันหล่อเหลามาแล้ว ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในการเดินทางทุกไลฟ์สไตล์ กับเครื่องยนต์ขุมพลังขนาด 234 ซีซี แบบ 2 สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด GPX-Fi ( แบรนด์ Delphi อเมริกา) ขับเคลื่อนด้วยโซ่คุณภาพ จากแบรนด์โซ่ชั้นนำ RK ที่ขนาด 520 แบบมี O-Ring ช่วยให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโซ่แบบธรรมดาถึง 2 เท่า ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทางด้วยท่านั่งที่สะดวกสบาย กับแฮนด์ที่ยึดจับด้วยตุ๊กตาแฮนด์แบบฉบับเฉพาะสายพันธุ์ตำนาน ในองศาที่รับกับช่วงแขน และเบาะนั่งขนาดกว้างสัมผัสนุ่มสบาย ที่ไม่ว่าจะเดินทางใกล้–ไกลก็ไม่หวั่น ถัดมาดูกันต่อที่ช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside Down ดีไซน์กระบอกโช้กสีทอง พร้อม โช้กอัพหลังคู่ คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ YSS ในรุ่น G-Series ซึ่งเป็นโช้กแก๊ส แบบเเยกห้องระหว่างน้ำมันเเละเเก๊ส แฝงดีไซน์ความเท่ระดับตำนาน ด้วยการเลือกใช้ตัวสปริงโช้กสีโครเมียมตัดกับ Sub Tank สีทอง ที่นอกจากเสริมเสน่ห์ความเท่แบบฉบับความคลาสสิกให้กับตัวรถแล้ว ยังตอบโจทย์ด้านสมรรถนะได้ดีอีกด้วย เนื่องจากภายใน Sub Tank ได้บรรจุแก๊สไนโตรเจนเอาไว้ ทำให้การเคลื่อนที่ของโช้กเป็นไปอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ ตัวโช้กยังสามารถปรับระยะพรีโหลดได้ โดยการปรับแบบเกลียวหรือที่เรียกว่า ระบบ Threaded spring preload จึงสามารถปรับให้รองรับกับการใช้งานที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในส่วนของฟังก์ชั่นอื่นๆภายในตัวรถ ก็ยังคงมีฟังก์ชั่นเด็ดๆมาให้กันอีกเช่นเคย ทั้งไฟหน้าและไฟท้ายแบบ FULL LED ที่ด้านหน้ามีไฟ DRL หรือ Daytime Running Light มาให้ เรือนไมล์แบบ FULL DIGITAL LCD METER ที่ออกแบบมาให้มีสีสัน คมชัด พร้อมมาตรวัดบอกข้อมูลอย่างครบครัน เสริมความมั่นใจในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบเบรกหน้าแบบ Twin disc brake ที่ขนาดจานดิสก์ 276 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับลูกสูบ 4 pot และด้านหลังแบบ Disc brake จานเดี่ยว ที่ขนาด 220 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับลูกสูบ 1 pot ให้ทุกการหยุดรถของคุณสั่งได้ดั่งใจ พร้อมความมั่นใจ กับการรับประกันเครื่องยนต์นานถึง 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาในราคาเปิดตัวแนะขายเริ่มต้นเพียง 86,500 บาทเท่านั้น แถมยังมาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ