SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Triumph Bonneville Gold Line Edition 8 โมเดลใหม่รุ่นพิเศษขายแค่เพียง 1 ปีเท่านั้น สำหรับ Triumph Bonneville Gold Line Editions รุ่นใหม่ทั้ง 8 โมเดล นั้นจะมีจุดเด่นจากเส้นสายสีทองที่วาดขึ้นด้วยมือของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสีของไทรอัมพ์ พร้อมการตกแต่งคัสตอมพิเศษที่สะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ความหรูหราโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นเอกลักษณ์และความพรีเมียมของการเก็บรายละเอียดด้วยมืออย่างประณีต ที่สำคัญคือโมเดลพิเศษนี้จะใช้พื้นฐานของรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีสมรรถนะดีขึ้น และทุกโมเดลจะวางจำหน่ายเป็นเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ความวิจิตรและพิเศษของเส้นขอบสีทอง ความเชี่ยวชาญด้านการวาดเส้นตัดขอบสีทองด้วยมือของไทรอัมพ์ถือเป็นทักษะระดับชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญจะต้องสะสมประสบการณ์มาเป็นเวลาหลายปี และใช้ความอดทนในการฝึกฝนทักษะเพื่อให้มือนิ่งที่สุดขณะวาดลวดลาย การออกแบบใหม่มากมายในโกลด์ไลน์ อิดิชัน (Gold Line Editions) เริ่มต้นด้วยการกำหนดสีที่ใช้เป็นพื้นฐานสองสี โดยบริเวณที่เป็นจุดร่วมระหว่างทั้งสองสีจะถูกแต่งให้กลมกลืนกันอย่างแนบเนียน จากนั้นจึงวาดเส้นตัดขอบสีทองด้วยมืออย่างประณีต โดยจะลากเส้นให้จบภายในครั้งเดียวด้วยพู่กันกันขนนิ่มหัวตัดเฉียงทรงพิเศษ (sword-liner brush) เมื่อวาดเรียบร้อยแล้วจะปิดท้ายด้วยการเคลือบแลคเกอร์เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยสีที่ใช้จะเป็นสูตรพิเศษที่ผสมผสานสีฝุ่นเข้ากับเซลลูโลสแลคเกอร์ เพื่อให้ได้สีที่เข้มข้นและให้ความสม่ำเสมอ ไม่สามารทใช้สีที่ใช้เพ้นท์ในวงการรถยนต์ปัจจุบันทั่วไป เพราะมีลักษณะที่บางเกินไปสำหรับการวาดด้วยพู่กัน ในขณะเดียวกันโมเดลใหม่ทุกรุ่นนี้ก็ได้มีการเพิ่มรายละเอียดการตกแต่งด้วยการลงชื่อย่อในผลงาน ซึ่งจะมอบความพิเศษให้กับงานทุกชิ้นของ ไทรอัมพ์ที่ผ่านการวาดด้วยมือให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดย 8 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวก็มีดังนี้ Bonneville T100 Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice และสี Competition Green มาพร้อมเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ บังโคลนสี Silver Ice และแผงข้างสี Competition Green พร้อมโลโก้รุ่นสีขาวและสีทองดีไซน์ใหม่เฉพาะตัว รวมถึงเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมบังลมหน้า สี Silver Ice ที่เข้าชุดกัน Street Scrambler Gold Line Edition ตัวถังรถสี Matt Pacific Blue และแถบสี Graphite พร้อมโลโก้ Triumph สีทองบนตัวถัง และโลโก้โกลด์ไลน์ เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือที่วาดผ่านตัวถังและแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา บังโคลนหน้าและหลัง และแผงด้านข้างสี Matt Jet Black พร้อมโลโก้ Street Scrambler สีทองแบบใหม่ อุปกรณ์เสริมที่เข้าชุดกันด้วยบังลมหน้า สี Matt Pacific Blue และบังโคลนแบบยกสูง Bonneville Speedmaster Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice พร้อมดีไซน์แถบคู่สี Sapphire Black และแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ ไฟหน้า บังโคลน และแผงด้านข้างสี Sapphire Black พร้อมโลโก้ Bonneville Speedmaster สีทองและสีเงินดีไซน์ใหม่ และเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ พร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริม บังโคลนหน้าแบบสั้นสี Sapphire Black ที่เข้าชุดกัน Bonneville Bobber Gold Line Edition ตัวถังรถและบังโคลนสี Carnival Red พร้อมโลโก้ Triumph สีทองบนตัวถัง และโลโก้ โกลด์ไลน์ อันหรูหรา พร้อมดีไซน์แถบคู่สี Sapphire Black และแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ แผงข้างสี Sapphire Black พร้อมโลโก้ Bonneville Bobber สีทองและสีเงินแบบใหม่ และเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมที่เข้าชุดกันด้วยบังโคลนหน้าแบบสั้นสี Carnival Red Bonneville T120 Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice และ สี Competition Green มาพร้อมเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ บังโคลนสี Silver Ice และแผงข้างที่มีแถบสี Competition Green พร้อมโลโก้ Bonneville T120 สีขาวและสีทองที่มีดีไซน์ใหม่เฉพาะตัว รวมถึงเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมบังลมหน้า สี Silver Ice ที่เข้าชุดกัน Bonneville

เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B คู่หูทัวเรอร์รุ่นใหญ่สุดหรู บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พร้อมออกโลดแล่นบนท้องถนน กับการ เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B สื่อถึง Bagger หรือแบ็กเกอร์ ที่ผสมผสานความหรูหรา ความมีสไตล์ และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ “บิ๊กบ็อกเซอร์” วางบนแชสซีสุดคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของทางค่าย โดย R 18 Transcontinental จะโดดเด่นด้วยการเป็นทัวริ่งที่หรูหรา พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถรวมถึงพนักพิงหลังของคนซ้อนที่เป็นกล่องสัมภาระท้ายรถในตัวอีกด้วย ขณะที่ R 18 B ใหม่ มาในสไตล์แบกเกอร์เต็มตัวด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทั้งเรียบง่ายและปราดเปรียว พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้ารถ ทั้งนี้ตัวรถทั้งสองโมเดลจะมีพื้นฐานเดียวกันในส่วนของเครื่องยนต์และแชสซี แต่จะไปแตกต่างในส่วนประกอบปลีกย่อยอื่น ๆ โดยส่วนพื้นฐานที่เหมือนกันคือ เครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบวางนอนขนาด 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 4,750 รอบต่อนาที และส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดในช่วง 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ ซึ่งจะวางบนเฟรมแบบเหล็กกล้าสองชั้น มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากโมเดลระดับตำนานอย่าง R 5 นั่นเอง สำหรับช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้ดูคลาสสิคลงตัว และด้านหลังเป็นระบบสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อได้อย่างแม่นยำและนุ่มสบาย ทั้งยังมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรก ABS นอกจากนี้แน่นอนว่านี่คือรถของบีเอ็มดับเบิลยู เทคโนโลยีจึงเป็นอะไรที่จัดเต็มสมกับเป็นรถเยอรมันมาก ๆ โดยจุดเด่นคือ ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล DCC (Dynamic Cruise Control) และระบบแอ็กทีฟครูซคอนโทรล ACC (Active Cruise Control) ซึ่งเป็นครั้งแรกของค่ายใบพัดสีฟ้า ทั้งนี้ระบบ DCC จะเป็นการควบคุมระดับความเร็วอัตโนมัติและสามารถตั้งค่าเองได้ ส่วนระบบ ACC จะช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอาศัยด้วยเรดาร์ที่ติดตั้งบนฝาครอบไฟหน้า ช่วยให้รถเร่งความเร็วหรือลดความเร็วได้อัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบ ACC ยังช่วยเสริมความปลอดภัยในการเข้าโค้ง และในยามจำเป็น ระบบควบคุมการเข้าโค้งจะชะลอความเร็วให้เหมาะสมกับมุมเอียงของถนนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT สีขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้วเพิ่มเติมมาจากมาตรวัดแบบอนาล็อกทรงกลม 4 ตัว ซึ่งหน้าจอนี้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่ มีไรดิ้งโหมด 3 โหมดเช่นเดิม ได้แก่ “Rain”, “Roll” และ “Rock” มีระบบไฟหน้าปรับตามทิศทางการขับขี่ ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบเกียร์ถอยหลัง ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการโจรกรรมและระบบเซ็นทรัลล็อคมาให้อีกด้วย ในส่วนของความสะดวกสบาย โมเดลในสไตล์แกรนด์ทัวเรอร์จะติดตั้งเบาะที่นั่งที่นุ่มสบายพร้อมระบบอุ่นเบาะมาให้ด้วยเลย และบันไดข้างสำหรับขึ้นลงของคนซ้อน ส่วนเบาะที่นั่งในรุ่นแบ็กเกอร์จะมีเบาะที่นั่งสำหรับสองคนที่มีขนาดเล็กลง และที่พักเท้าที่กว้างขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่า R 18 รุ่นก่อนหน้า ลำโพงด้านหน้าของรุ่นแบ็กเกอร์ ซัฟวูฟเฟอร์ที่เคสด้านข้าง และสุดท้ายทั้งสองโมเดลยังมาพร้อมเครื่องเสียงคุณภาพสัญชาติอังกฤษอย่าง Marshall และลำโพงแบบ two-way (แยกซับวูฟเฟอร์) ที่ติดตั้งบนหน้าปัดของฝาครอบไฟหน้ารถ พร้อมด้วยหน้ากากลำโพงสีดำที่แต่งด้วยตัวอักษร Marshall สีขาว เสริมลุคคลาสสิกให้กับมอเตอร์ไซค์ กล่องท้ายของรุ่น Trancontinental พร้อมลำโพง กล่องท้ายของรุ่น Trancontinental โดย R 18 B มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 2

Ducati Scrambler Urban Motard ลูกผสมที่แปลกตาแต่ลงตัว เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ทางค่ายแดงอย่างดูคาติได้ทำการเปิดตัว Ducati Scrambler Urban Motard ขึ้นมาพร้อม ๆ กับโมเดลพี่ใหญ่ในตระกูลเดียวกันอย่างเจ้า 1100 Tribute PRO โดยโมเดลนี้จะเป็นโมเดลแบบลูกผสมที่สร้างเพื่อให้ใช้งานในเมืองโดยมีทั้งสไตล์ที่โดดเด่น ความสปอร์ต และความสนุกไปพร้อม ๆ กัน หลาย ๆ คนเมื่อได้ยินชื่อก็น่าจะพอนึกภาพและหน้าตา รวมไปถึงลักษณะการใช้งานของมันได้เป็นอย่างดี มันคือสแครมเบลอร์ที่ถูกทำออกมาในสไตล์โมตาร์ดที่เน้นการใช้งานในเมืองใหญ่ โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนที่อาศัยในเมืองและเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอเนอร์จี้และความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์ โดยทางแผนกออกแบบก็นำมาตีความและนำเสนอใหม่เพิ่มเติมในแบบของเฉดสีใหม่สีขาว Star White Silk และสีแดง Ducati GP ’19 พร้อมลวดลายกราฟิกแบบสตรีทอาร์ตและกราฟิตี้ สำหรับโมเดลนี้จะใช้ขุมพลัง 2 สูบแอลทวินขนาด 803 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบ และแรงบิดที่ 65.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ เพียงพอกับที่จะขับขี่ใช้งานในเมือง ทั้งในเรื่องของกำลังที่ดีพอและมิติรถที่มีความคล่องตัวจากขนาดเครื่องยนต์ที่ไม่ใหญ่มากนั้นเอง จุดเด่นที่สุดที่ทำให้โมเดลนี้โดดเด่นจากสแครมเบลอร์คันอื่นและสมกับเป็นรถในสไตล์โมตาร์ด เห็นจะเป็นล้อซี่ขนาด 17 นิ้ว บังโคลนหน้าแบบยกสูง เบาะราบและเพลตสำหรับแปะเบอร์แข่งด้านข้างซึ่งดูลงตัวกับโมเดลนี้มาก ๆ ในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างครบถ้วนเหมาะสมกับระดับของรถ เช่น ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ไฟท้าย LED ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบอำนวยความสะดวกอย่าง Ducati Multimedia System (DMS) ช่วยให้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ เป็นต้น สำหรับแฟน ๆ ค่ายแดงที่ชื่นชอบรถในสไตล์โมตาร์ดโมเดลนี้ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีนอกจากเจ้า Hypermotard อีกโมเดลนึงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO หล่อในแบบย้อนยุค ล่าสุดทางค่ายแดงอย่างดูคาติก็ได้ทำการเปิดตัว Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO โมเดลธรรมดา แต่มีความพิเศษเนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อเป็นการชวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของเครื่องยนต์สองสูบระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งหลังจากนั้นนานถึง 50 ปีก็ถูกนำมาใช้ในรถดูคาติเมื่อปี 1971 โดยโมเดลนี้มีพื้นฐานมาจากเจ้าดูคาติสแครมเบลอร์ ออกแบบโดยใช้มุมมองของคนที่รักรถสไตล์โมเดิร์นคลาสสิคและคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของมอเตอร์ไซค์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับประวัติศาสตร์และความสำเร็จของบริษัทผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขต Borgo Panigale ประเทศอิตาลี สำหรับโมเดลนี้ Centro Stile หรือแผนกออกแบบของทางค่ายได้รับแรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบระดับไอคอนิกของมอเตอร์ไซค์ดูคาติในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งได้แก่ เฉดสี “Giallo Ocra” โลโก้ดูคาติที่ออกแบบโดย Giugiaro และการใช้ล้อแบบซี่ลวด ซึ่งถูกทำสีดำให้เข้ากับชุดสีเหลืองพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มรายละเอียดให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้กระจกมองหลังทรงกลมและเลือกใช้เบาะนั่งสีน้ำตาลซึ่งมีการเย็บด้ายยังปราณีตและพิถีพิถัน ส่วนในเรื่องของทางเทคนิคนั้นตัวรถมีพื้นฐานจากรุ่น Pro ซึ่งใช้เครื่องยนต์สองสูบขนาด 1,079 ซีซีที่ให้กำลัง 86 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 90.22 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ โดยให้กำลังแรงบิดดี ๆ ตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำ ๆ ทั้งนี้ Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด โดยแต่ละโหมดจะมีโหมด Power และระดับของแทร็คชันคอนโทรลที่แตกต่างกัน ตลอดไปจนถึงระบบความปลอดภัยอย่างระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ นอกจากนี้ด้านหน้ายังมีระบบไฟแบบ LED และเดย์ไทม์รันนิงไลม์แล้ว ดังนั้นจึงการันตีความชัดเจนในทุกสภาพแสงรวมถึงเป็นจุดเด่นให้น่าจดจำอีกด้วย และระบบเพื่อความสะดวกสบายอย่างระบบ DMS หรือดูคาติมัลติมีเดียซิสเต็ม ที่ช่วยให้สามารถรถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ สุดท้ายคือมีช่องชาร์จไฟแบบ USB อยู่ใต้เบาะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ ของทีมโรงงาน เท่แค่ไหนไปชม Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ ไม่ใช่รถขายจริง แต่ให้นักแข่งแข่งโชว์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปีการก่อตั้งบริษัท Kawasaki และเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทาง Kawasaki โดยมีการนำโลโก้ River Mark มาใช้รวมไปถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทที่จะมุ่งเน้นในธุรกิจมอเตอร์ไซค์มากยิ่งขึ้นในอนาคต ในโอกาสนี้ทาง Kawasaki Racing Team เลยเตรียมรถแข่ง Ninja ZX-10RR ลายพิเศษดังกล่าวให้กับทาง Jonathan Rea และ Alex Lowes ใช้ลงแข่งในศึก WSBK ที่อาร์เจนตินา ลืมเรื่องการใช้ชุดสีรถจากทางสปอนเซอร์ของทางทีมทั้งหมดไปก่อน แล้วทางค่ายยักษ์เขียวก็เปิดโอกาสให้นักแข่งทั้งคู่เลือกชุดสีรถในตำนานของทางค่ายในอดีตมา จากนั้นก็มีการใช้ดีไซน์ดังกล่าวถ่ายทอดมายังรถแข่งคันปัจจุบันของพวกเขาพร้อม ๆ กับโลโก้ River Mark ที่คุณจะเห็นได้ในเจ้า H2 ของทางค่าย นอกจากลวดลายพิเศษบนตัวรถแล้ว นักแข่งทั้งสองยังใส่ชุดแข่งและแว่นกัดแดดในสไตล์ย้อนยุคที่ทางสปอนเซอร์เตรียมไว้ให้อีกด้วย เพื่อให้ดูเข้ากันอย่างลงตัวที่สุด สำหรับการเลือกของ Jonathan นั้นไม่ยากอะไร โดยเขาเลือกรถต้นแบบเป็น ZXR750-H ตำนานจากต้นยุค 90 มาใช้ โดยตัวรถจะมาในชุดสีขาว น้ำเงินและเขียว ส่วนทางด้านของ Alex นั้นเป็นอะไรเรียบ ๆ ง่าย ๆ ในการที่จะแปลงมาใส่ในรถสมัยใหม่ โดยเขาเลือกรถในตำนานที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมการแข่งขันของโลกสองล้ออย่างเจ้า GPz900R ที่เปิดตัวในอเมริกาในปี 1984 และเป็นรถคันแรกที่ใช้ชื่อนินจา 125 ปีที่ผ่านมาที่ Kawasaki ได้ออกเดินทางผจญภัยในโลกแห่งธุรกิจ ทางค่ายก็ได้พยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นและผลงานทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยนำพาความสุขและสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาโดยตลอด และในตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ตั้งใจที่จะทุ่มเทในเรื่องของมอเตอร์ไซค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยตั้งบริษัท Kawasaki Motor Ltd ขึ้นมา โดยบริษัทใหม่นี้จะใช้โลโก้ River Mark เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคุณภาพพร้อมกับแท็กไลน์ใหม่ว่า “Let the Good Times Roll” ว่าแต่คุณล่ะครับชอบเจ้านินจาลายพิเศษคันไหน? อนาคตอาจจะมาเป็นเฉดสีพิเศษขายจริงก็เป็นได้ ลองส่องลองเลือกดูกันก่อนก็ได้นะครับ ส่วนตัวผมว่าน่าจะมีมาจำหน่ายแน่ ๆ แต่ถ้าไม่มาจริง ๆ อาจจะนำไปเป็นไอเดียในการแต่งรถของตัวเองก็ได้นะครับ ว่ามั้ยครับสาวกค่ายเขียว! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 ในศึก MXGP ที่สเปน ล่าสุดชัยชนะของ Jeffrey Herlings ในศึก MXGP ก็ช่วยยืนยันความเป็นผู้นำของเขาในการแข่งขันรายการนี้ ด้าน Maxime Renaux ชนะในศึก MX2 และยืนหยัดเป็นหัวแถวของตารางคะแนนรวม ทำให้เมื่อคำนวณแล้วการที่ Maxime คว้าชัยใน MX2 สนามนี้ ยังผลให้ Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 อีกด้วย การแข่งขันรอบ Spanish Grandprix ระเบิดศึกขึ้นที่สนาม Arroyomolinos ประเทศสเปนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันสนามที่ 13 ของการแข่งขันโมโตครอสชิงแชมป์โลกหรือ FIM Motocross World Championship สนามแห่งนี้เป็นสนามที่ยากและต้องใช้ยางที่เหมาะสมรวมถึงทักษะที่ยอดเยี่ยมของนักแข่ง ลักษณะพื้นแทร็กเป็นดินแข็งปานกลาง นักแข่งที่เลือกใช้ยางพีเรลลี่สามารถเลือกใช้ยาง SCORPION MX32 Mid Soft ทั้งในส่วนของยางหน้าและยางหลัง ซึ่งเหมาะสมกับสภาพสนามนี้มากที่สุด เมื่อบวกรวมเข้ากับยางมูสแบบแข็งปานกลางก็ช่วยให้นักแข่งหลายคนจากทุกคลาสที่เลือกใช้ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันรุ่นใหญ่อย่าง MXGP เป็น Jeffrey Herlings ที่สามารถคว้าชัยชนะและรักษาตำแหน่งผู้นำบนตารางคะแนนรวมไว้ได้ โดยมี Jorge Prado จบเป็นอันดับ 2 นำหน้า Tim Gajser และมี Antonio Cairoli คว้าลำดับที่ 5 ส่วนในรุ่นรองอย่าง MX2 เป็นฝ่าย Maxime Renaux ที่ชนะและรักษาตำแหน่งผู้นำตารางคะแนนไว้ได้ โดยมี Tom Vialle และ Jed Beaton คว้าที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ช่วยให้แบรนด์ยางอิตาลีตัวพียาวเฟื้อยนี้เหมาหมดยกโพเดียมในพิกัดนี้ นอกจากนี้ยังมี Mattia Guadagnini, Rene Hofer, Jago Geerts, Ruben Fernandez และ Thibault Benistant ที่จบอันดับที่ 4 ไล่ไปจนถึงอันดับ 8 อีกด้วย แม้การแข่งขันจะยังเหลืออีกถึง 5 สนาม แต่จากการคำนวณแล้วถือว่า Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 แล้ว ผลการแข่งขัน (นักแข่งที่ใช้ Pirelli จะเป็นตัวพิมพ์หนา): MXGP race 1 FEBVRE Romain (ฝรั่งเศส) PRADO Jorge (สเปน) HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) GAJSER Tim (สโลเวเนีย) SEEWER Jeremy (สวิตเซอร์แลนด์) MXGP race 2 HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) GAJSER Tim (สโลเวเนีย) PRADO Jorge (สเปน) CAIROLI Antonio (อิตาลี) JONASS Pauls (ลัตเวีย) MX2 race 1 VIALLE Tom (ฝรั่งเศส) RENAUX Maxime (ฝรั่งเศส) GUADAGNINI Mattia (อิตาลี) BEATON Jed (ออสเตรเลีย) HOFER Rene (ออสเตรีย) MX2 race 2 RENAUX Maxime (ฝรั่งเศส) GEERTS Jago (เบลเยี่ยม) VIALLE Tom (ฝรั่งเศส) BEATON Jed (ออสเตรเลีย) FERNANDEZ Ruben (สเปน) อันดับในสนามนี้: MXGP HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) PRADO Jorge

Classic 500 Tribute Black Limited Edition พร้อมขายไทยแล้ว ล่าสุดวันนี้รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง ประกาศเปิดตัว พร้อมวางจำหน่าย Classic 500 Tribute Black Limited Edition ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยโมเดลนี้คือหนึ่งในรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ UCE 500 ซีซี สูบเดียวแบบช่วงชักยาวรุ่นสุดท้าย ซึ่งถูกผลิตแบบตามสั่งอย่างเดียวและจำนวนจำกัด โดยมีเพลตหมายเลขซีเรียลแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ทั้งนี้ในไทยมีวางจำหน่ายเพียง 30 คันเท่านั้น เดิมทีเมื่อปีค.ศ. 2008 รอยัล เอนฟิลด์เปิดตัวรถในตระกูลนี้เป็นครั้งแรก และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500 ซีซี เป็นเครื่องสูบเดียวอันโดดเด่นของแบรนด์และเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จทั่วโลกของทางค่าย ถึงแม้รอยัล เอนฟิลด์จะประกาศยุติการขายปลีกรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์บล็อกนี้ในประเทศอินเดียไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2020 แล้ว แต่รถจักรยานยนต์เหล่านี้ก็ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ที่ต่างประเทศ สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีลายเส้นแถบบางวาดมือที่โดดเด่นเหมือนกับรถที่ออกมาจากโรงงานรอยัล เอนฟิลด์ที่เขตฐิรูโวตติยูร์ ในปีค.ศ. 2009 เช่นเคย แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่มีสีแบบทูโทนบนถังน้ำมันที่มีบังโคลนสีดำเงาและสีดำด้าน เฉดสีดำล้วนและเฉดสีคู่อันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยเพิ่มสัมผัสที่ไม่เหมือนใครให้กับความสวยงามเหนือกาลเวลาของตัวรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ตรา End of Builds Special Edition ยังเสริมให้ตัวรถจักรยานยนต์ดูเหมาะสำหรับนักสะสมมากยิ่งขึ้น ความคลาสสิค ความมีสเน่ห์ ความเหนือกาลเวลา และโครงสร้างที่โดดเด่น ทั้งหมดนี้มีอยู่ในรถจักรยานยนต์สุดคลาสสิกโมเดลพิเศษนี้ที่มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทยทั้งหมด 30 คัน จะวางจำหน่ายราคาคันละ 205,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่แพงเลยสำหรับรถที่มีความพิเศษแบบนี้ สำหรับนักสะสมและแฟนพันธ์ุแท้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เผยเน้นยางให้สองรุ่นใหญ่ รับสนาม San Juan Villicum แสนโหด สุดสัปดาห์นี้การแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์โปรดักชันระดับโลกหรือ WorldSBK จะไปแข่งขันกันที่สนาม San Juan Villicum Circuit ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งก็จะเป็นสนามรองสุดท้ายของการแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ในปี 2021 นี้ และเพื่อรับมือกับสนามแห่งนี้ทางค่ายยาง Pirelli เผยเน้นยางให้สองรุ่นใหญ่ รับสนาม San Juan Villicum แสนโหด เพื่อให้นักแข่งทุกคนแข่งขันได้อย่างสุดฝีมือที่สุดนั่นเอง การแข่งขัน WorldSBK ในปีนี้ถือว่าเป็นฤดูกาลที่คาดไม่ถึงและตื่นเต้นมากที่สุด และตอนนี้มันใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดย Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) จะลงแข่งในสนามนี้โดยมีคะแนนนำ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) อยู่ 24 คะแนน และอันดับ 3 อย่าง Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ก็มีแต้มตามเพียง 54 คะแนนเท่านั้น จึงเท่ากับว่าการแข่งขันในสนามแห่งนี้มีความสำคัญกับการชิงแชมป์ในฤดูกาลนี้อย่างมาก สนาม San Juan Villicum มีผู้ออกแบบ Leonardo Stella ดีไซเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์และเริ่มเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วซึ่งก็เป็นการแข่งขัน WorldSBK นั่นเอง ตัวแทร็กนั้นมีความยาว 4.276 กม. มีโค้งทั้งหมด 17 โค้ง เป็นโค้งขวา 7 โค้งและโค้งซ้าย 10 โค้ง พร้อมกับความกว้าง 16 เมตร และวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา สนามนี้เป็นสนามที่ทำความเร็วได้สูงมาก โดยนักแข่ง WorldSBK สามารถทำความเร็วได้ทะลุ 300 กม./ชม.ได้ไม่ยาก และเวลาแล็ปต่ำกว่า 1 นาที 40 วินาที โดยเฉพาะช่วงทางตรงหน้าเส้นชัยที่ยาวมากกว่า 1 กม. และช่วงทางตรงระหว่างโค้ง 7 และโค้ง 8 ซึ่งเป็นทางตรงที่ยาวที่สุดของสนามนี้ นอกจากทางตรงที่ยาวเป็นพิเศษแล้วสนามแห่งนี้ยังตั้งอยู่ที่ตีนเทือกเขาแอนดีสที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 650 เมตร ซึ่งทำให้สนามแห่งนี้มีความแปรผันของอุณหภูมิสูงมาก กล่าวคืออุณหภูมิในช่วงเช้าและช่วงบ่ายจะแตกต่างกันมาก ซ้ำร้ายการที่สนามสร้างในเขตทะเลทราย ทำให้ในช่วงเช้าของวันศุกร์ผิวแทร็กมักจะเต็มไปด้วยฝุ่นทรายสกปรกที่ถูกลมพัดมา ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลร้ายต่อยางมาก เรียกว่าโหดร้ายเลยล่ะครับ สูตรยางสำหรับรุ่น WorldSBK และ WorldSSP: เพื่อที่จะรับมือกับปัญหาดังกล่าวพีเรลลี่ได้ทำการเตรียมยางไปมากถึง 2,574 เส้น เพื่อที่จะรับมือกับทุกสภาพอากาศไม่ว่าจะแห้งหรือเปียกของสนามแห่งนี้ สำหรับรุ่นใหญ่อย่าง WorldSBK จะมียางสลิกให้เลือก โดยเป็นยางหน้า 2 สูตรและยางหลัง 2 สูตร ด้านหน้าจะเป็นสูตรมาตรฐานอย่าง SC1 และ SC2 ส่วนยางหลังนั้นจะเน้นไปที่ยางที่นุ่มหน่อยก็จะเป็นสูตรมาตรฐาน SCX และ SC0 นอกจาก 4 สูตรมาตรฐานแล้วจะยังมียางสำหรับควอลิฟายซึ่งเป็นตัวยาง Y0449 สูตรกำลังพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอย่างดีที่ Aragon และช่วยให้ทำสถิติเวลาสนามใหม่ได้อีกหลายสนาม สำหรับนักแข่ง WorldSSP ทางพีเรลลี่ได้เตรียมยางไว้หลากหลายเช่นกัน โดยยางหน้าก็จะมียางสูตรมาตรฐาน SC1 และ SC2 ขณะที่ยางหลังจะเป็นยางสูตรมาตรฐาน SCX และ SC0 และ SC1 นอกจากนี้กรณีอากาศเลวร้าย ทางค่ายยางอิตาลีก็จะยังมียางแบบกึ่งและยางฝนไว้ให้นักแข่งทั้ง 2 รุ่นอีกด้วย สถิติการแข่งขันของ Pirelli กับสนาม San Juan เมื่อปี 2019 จำนวนยางทั้งหมดที่เตรียมไปใช้ในการแข่งขัน: 2,373 เส้น จำนวนสูตรยาง (รวมยางสำหรับทุกสภาพอากาศ) สำหรับรุ่น WorldSBK ยางหน้า 4 สูตรและยางหลัง

HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP หมวกขายจริงที่มีลาย Redbull แท้ ๆ เนื่องด้วยพิษของโควิด-19 ทำให้การแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ไปแข่งกันที่อเมริกานับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2019 กระทั่งเกือบ ๆ 30 เดือนถัดมา Dorna ก็ได้มาจัดการแข่งขันกันที่อเมริกาอีกครั้ง ซึ่งก็แข่งขันกันจบไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แน่นอนว่าเป็นโอกาสพิเศษของทางสปอนเซอร์รายการ American Grand Prix ซึ่งก็คือ Red Bull และแบรนด์หมวกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้ร่วมมือกันมานานแล้วนับตั้งแต่การแข่งขัน Red Bull MotoGP Rookies Cup ที่เอชเจซีเป็นพาร์ทเนอร์และสนับสนุนหมวกกันน็อกให้ใช้ในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ทางค่ายหมวกที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบนี้ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีตอนที่แข่งขันที่อเมริกาอีกด้วย จึงเป็นโอกาสพิเศษในการเปิดตัวหมวก HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP นั่นเอง Joe Roberts นักแข่ง Moto2 ชาวอเมริกันที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองแบรนด์จึงเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุดที่จะเป็นคนนำเสนอหมวกกันน็อคลายใหม่นี้ โดยหมวกลายใหม่นี้มาในชุดสีไตรคัลเลอร์และลวดลายเรซซิ่งสไตล์เรโทร เพื่อสื่อถึงการแข่งขัน American Grand Prix และสนามที่โดดเด่นอย่าง Circuit of the Americas นอกจากนี้ยังพิเศษที่เป็นหมวกใบแรกที่วางขายทั่วไปที่มีลายเรดบูลแบบถูกลิขสิทธิ์ใบแรกอีกด้วย ไม่ใช่แค่เพียงลายกราฟิกที่สวยงามโดดเด่น หมวกรุ่นท็อปใบนี้ยังมีความปลอดภัยในระดับที่ใช้ขับขี่ในสนามและบนท้องถนนได้ โดยมีมาตรฐานรองรับทั้งจากฝากยุโรปและอเมริกา และกำลังจะผ่านมาตรฐานของทาง FIM เพื่อใช้ในการแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์อีกด้วย นวมหมวกเทคโนโลยี Silvercool พร้อมออกแบบมาให้ติดตั้งระบบบลูทูธสำหรับใช้งานสมาร์ทโฟนหรือระบบสื่อสาร ตัวหมวกยังผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อให้ตัวหมวกได้แอโรไดนามิกที่ดี รวมถึงมีฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมาย สุดท้ายนี้หมวกใบนี้จะได้รับการรับรอง FIM ในเดือนธันวาคมปีนี้และวางจำหน่ายในราคา 949.99 เหรียญ หรือราว ๆ 31,800 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000R Phantom สายเดือดรุ่นพิเศษ 100 คันเท่านั้น สำหรับค่ายรถคนดีเดือดอย่าง Suzuki นั้นนอกจากจะอัปเดต GSX-S1000 และเปิดตัว Hayabusa เจ็นฯ ใหม่ รวมถึงอัปเดตโมเดลอื่น ๆ ในไลน์อัพแล้ว การเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ในปี 2022 นั้นก็มีหลายโมเดลที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงพิกัด 1,000 ซีซีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่นานมานี้ค่ายรถจากเมืองฮามะมัตซึก็ได้ทำการเพิ่มพลังให้กับโมเดลเรือธงที่อายุยาวนานอีกนิดด้วยการจัดทำรุ่นพิเศษซะ กลายเป็น GSX-R1000R Phantom เดิมทีเคยมีการใช้ชื่อนี้มาแล้วในปี 2006 กับโมเดล GSX-R1000 K6 Phantom ซึ่งโมเดลนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ขับขี่บนถนนทั่วไปและกระทั่งในสนาม แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สีเงินและดำแล้ว โดยจะมาในสีดำเมทัลลิกแบบด้านแทน พร้อมกับล้อสีทองและโช้คหน้า Showa BFF กระบอกสีทองแทน ทว่า Suzuki ไม่ทำแค่สีสันใหม่เท่านั้น ยังมีการเพิ่มของตกแต่งเข้ามาอย่างเช่น การ์ดมือคลัตช์มือเบรก กันรอยถังน้ำมัน และกันรอยฝาถังน้ำมัน แม้ว่าชิลด์หน้าแบบสโม้คอาจจะลดทัศนวิสัยเวลาขับขี่ในสนามไปบ้าง แต่มันทำให้รถดูดำดุดันดีไม่ใช่น้อย ส่วนในด้านของสมรรถนะก็มีเช่นกัน โดยมีท่อของ Yoshimura R11 ซึ่งมาช่วยเสริมแรงม้าให้อีกเล็กน้อย พร้อมกับแผ่นชิลด์กันความร้อนสีดำและปลายคาร์บอนทำให้คันนี้จบแบบสีดำดุดันลงตัวทั้งคันอย่างแท้จริง ภายใต้แฟริ่งสีดำเมทัลลิกแบบด้านยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซีพร้อมระบบวาล์วแปรผัน ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 199 ตัวและแรงบิดที่ 117.55 นิวตันเมตรเช่นเดิม ทั้งนี้รุ่นพิเศษนี้ผลิตจำหน่ายขึ้นเพียง 100 คันและเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 17,499 ปอนด์หรือราว ๆ 800,000 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่ใช่โมเดลใหม่หมดจดอะไร แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความสดใหม่จากสีสันและของแต่งในรถที่ทางค่ายให้มา แฟน ๆ ซู ที่ชื่นชอบก็ไม่ควรพลาดล่ะครับ แต่ชาวไทยคงจะลำบากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brutale 1000 Nurburgring ไฮเปอร์เน็กเก็ดตัวสุด ขายแค่ 150 คันเท่านั้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก Nürburgring เพราะชื่อนี้คือชื่อสนามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงในวงการมอเตอร์สปอร์ต มันคือแทร็กในตำนานที่จัดการแข่งขันมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน F1, MotoGP ยัน WorldSBK แม้ว่าในปัจจุบันนี้บางรายการจะไม่ได้ไปจัดแข่งในสนามดังกล่าวแล้วก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันนี้สนามในเยอรมนีแห่งนี้จะไม่ได้เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกต่อไป แต่หลาย ๆ คนก็ยังมองสนามแห่งนี้ว่าคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ด้วยเหตุนี้เองทาง MV Agusta จึงได้จับมือกับทางสนามแห่งนี้ผลิตรถสุดพิเศษจำนวนจำกัดขึ้นมา ซึ่งก็คือเจ้า Brutale 1000 Nurburgring นั่นเองครับ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับสนามแห่งนี้ โดยเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดรุ่นนี้จะผลิตขึ้นเพียง 150 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรหัส RR ที่เป็นตัวท็อป โดยจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แต่จะมีชุดเรซคิตให้ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งมีการพัฒนาโดยใช้ความรู้ที่ได้จากการแข่งขันใน WorldSBK โดยจะเป็นท่อไอเสียแบบเต็มระบบของ Arrow ซึ่งเป็นไทเทเนียมแบบ 4-2-1 ซึ่งมีข้อดีจากการที่มีคอท่อหลักยาวขึ้น ทำให้มีแรงบิดเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่อไอเสียแล้วจะยังมีแม็ป ECU ที่ทำงานร่วมกับท่อใหม่นี้ทำให้มีแรงม้าเพิ่มมากขึ้นอีกจากเดิม 208 ตัวไปเป็น 215 ตัว ไฮเปอร์เน็กเก็ดคันพิเศษนี้ไม่เพียงแต่แรงเท่านั้น มันยังเบาอีกด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST รวมไปถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกมากมายไม่ใช่แค่เพียงล้อเท่านั้น ยังมีแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ แผ่นกันความร้อน และฟลายสกรีนที่ตัดแต่งมาอย่างดี ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าฟลายสกรีนที่ว่านี้ช่วยลดแรงยกตัวที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ และยังช่วยตกแต่งไฟหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ทาง MV ได้ตกแต่งเจ้าสัตว์ร้ายคันนี้ออกมาในเฉดสีเงินพร้อมกับแต่งแต้มด้วยสีแดงพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามนี้ และจำหน่ายในราคา 39,900 ยูโร หรือราว ๆ 1.56 ล้านบาท งานนี้ใครรักจริงชอบจริงน่าจะต้องกำเงินไว้หนักมากครับ เข้าไทยน่าจะมี 2 ล้านอัพแน่นอน แต่รับรองว่าคุณจะหล่อมาก ๆ แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger Sport 660 เปิดตัวพี่เสือชอบเที่ยวระดับกลางแดนผู้ดี ได้ฤกษ์เปิดตัวกันเสียทีกับพี่เสือสายเที่ยวระดับกลางกับ Triumph Tiger Sport 660 กับขุมพลังสามสูบ 660 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า Trident นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคันนี้คือทัวริ่งไบค์ที่เหมาะกับการขับขี่เดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเจ้า Trident แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน!! สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้จะมีพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Trident เลย แต่สำหรับโมเดลนี้จะเน้นความคล่องตัวในทุก ๆ การขับขี่ เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และเดินทางท่องเที่ยว ดีไซน์ของมันแน่นอนว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มันดูมีความลื่นไหล คล่องตัวและขับขี่ได้สบาย เน้นเส้นสายโค้งมน แต่ก็มีความโฉบเฉี่ยวในแบบสมัยใหม่ดูลงตัว มีการออกแบบไฟหน้าและไฟเลี้ยวใหม่ดูสวยงามและแนบเนียนดีให้ความรู้สึกสปอร์ตค่อนข้างมากเลยทีเดียว มีชิลด์หน้าสูงป้องกันลมได้มาก สามารถปรับระดับได้ด้วยมือเดียว ขุมพลังของมันเป็นขุมพลังสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ มีจุดเด่นคือมีแรงบิดดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ กำลังเครื่องยนต์ในรอบกลาง ๆ ก็ดี และปลายก็ไหล ๆ ได้บ้าง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ซึ่งทางค่ายบอกว่าแม้จะแบกคนซ้อนหรือสัมภาระก็ยังมีกำลังเพียงพอแน่นอน นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ทุ้มลึกเร้าใจอีกด้วย ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่แม่นยำและตอบสนองได้ดี ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ปรับอัตราทดมาให้ขี่ได้สนุกและใช้งานได้ในทุก ๆ วัน ถังน้ำมันของมันมีขนาดใหญ่ถึง 17 ลิตรเหมาะกับการเดินทางไกล ในเรื่องการขับขี่นั้นตัวรถเลือกใช้แฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายเพื่อการควบคุมที่ง่ายและแม่นยำ เบาะนั่งแบบไล่สเต็ปนั้นมีความนุ่มสบายสูง 835 ม.ม.อาจจะสูงไปนิดสำหรับบางคน แต่โดยปกติแล้วยุคนี้ก็ถือว่าไม่สูงมากจนเกินไป แต่ตัวรถก็มีความเปรียวเพรียวบางช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่ายกว่าทัวริ่งทั่วไป ช่วงล่างนั้นออกแบบมาอย่างดีให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างขับขี่คนเดียว แต่ก็นุ่มนวลแม้จะต้องขับขี่ทางไกลหรือมีคนซ้อน โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 41 ม.ม. ระยะยุบ 150 ม.ม. ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว Showa ที่มีสปริงโช้คแบบดูอัลสปริงเรทที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ขับขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนก็ทำได้ดี นอกจากนี้ยังมีรีโมตสำหรับปรับพรีโหลดให้เหมาะสมกับโหลดน้ำหนักอีกด้วย ส่วนล้อเป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา 5 ก้านขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดใหญ่ถึง 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมมือเบรกที่สามารถปรับระยะได้ นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยค่อนข้างครบครันสำหรับรถพิกัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่ค่ายอื่นในพิกัดนี้ยังไม่ค่อยมี สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ รวมถึงสั่งงาน GoPro หรือใช้งานสมาร์ทโฟนได้ผ่านการควบคุมที่แผงสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ แน่นอนว่ารถมีคันเร่งไฟฟ้า ตัวรถก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ด้วย โดยจะมีมาให้ 2 โหมด คือ Road และ Rain ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและแทร็คชันคอนโทรลให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ทั้งนี้แทร็คชันคอนโทรลเองก็ปิดเปิดได้อีกด้วย ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้กำคลัตช์ได้ง่ายลดอาการมือล้า และช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED รอบคันแถมยังมาพร้อมไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงินตัดด้วยสีดำ สีแดงตัดด้วยสีกราไฟต์ และสีกราไฟต์ตัดด้วยสีดำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R18 Riding Experience, The getaway Thailand #3 รถเก๋า ๆ กับ เมืองเก่าช่างดูเข้ากันอย่างลงตัว ล่าสุด BMW Motorrad BKK Motorcycle พระราม 3 ได้จัดกิจกรรม BMW R18 Riding Experience, The getaway Thailand #3 ซึ่งจะเป็นทริปขับขี่ทดสอบรถจักรยานยนต์ BMW R18 และ R18 Classic คลาสสิค ให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจได้ทดลองขับขี่รถสวยสุดเซอร์ สุดเท่ห์ กับเครื่องบ็อกซ์เซอร์คลาสสิคสวยงามและทรงพลัง 1,802 ซีซี ที่เป็นเอกลักษ์เฉพาะตัวของค่าย BMW โดยกิจกรรมขับขี่ออกทริปครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 10 คัน ซึ่งจะเป็นทริปขับขี่เดินทางทดสอบตัวรถด้วยทริปสั้น ๆ แบบวันเดย์ทริป ไปกลับกรุงเทพฯ-อยุธยา เพื่อให้ได้ทดสอบขับขี่ใช้งานจริงบนเส้นทางภายในเมืองไปจนถึงถนนโล่ง ๆแถบย่านชานเมือง ประมาณร้อยกว่ากิโลเมตร แบบพอหอมปากหอมคอ ให้ได้รับรู้ถึงสมรรถนะที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงสไตล์ภายนอกเท่านั้น เริ่มต้นเช้าแห่งการขับขี่รถที่ไบค์เกอร์ทุกคนต่างถวิลหา จากพิษของโควิด-19 ที่ทำเอาต้องนั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านไปไหนไม่ได้มานาน มาคราวนี้สบโอกาสได้ฤกษ์งามออกทริปก็มีสายฝนบาง ๆ โปรยปรายลงมาต้อนรับเรา ทำให้อากาศไม่ร้อนนัก ผมเดินทางมาถึง ที่ BKK Motorcycle พระราม 3 ด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้คือ ต้องเข้ารับการตรวจ Swab Antigen Rapid Test กันก่อนเลย เล่นเอามีน้ำตาซึมกันไป แต่ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ซึ่งทาง BMW Motorrad ให้ความสำคัญมาก ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและผู้เข้าร่วมทริปทุกท่าน ตรวจเสร็จนั่งรอผลเล็กน้อย ปลอดภัยปลอดเชื้อก็พร้อมลุย โดยผู้เข้าร่วมทดสอบจะได้ทดลองขี่เจ้า BMW R18 ทั้ง 2 รุ่น สลับรถกันตามที่ชอบได้เลย ซึ่งทางเราได้เคยทดสอบเจ้า R18 ในรุ่นธรรมดามาแล้ว ทำให้พอคุ้นเคยกันมาบ้าง แต่ในคราวนี้ มีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เนื่องด้วยมรสุมจากพายุ ทำให้ตลอดเส้นทางนั้นเปียกชื้นอยู่ตลอด เราจึงได้เริ่มต้นการขี่ด้วยโหมด Rain ก่อนเลย พวกเราขี่เดินทางกันเป็นขบวนฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหน้าแน่น แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เจ้า R18 ที่รูปทรงอาจจะดูใหญ่กลับไม่เป็นอุปสรรคในการขี่ซอกแซกในเมืองที่รถค่อนข้างติด พอแทรกผ่านช่องไปได้ง่ายตามมิติของตัวรถ ไปกันแบบเย็น ๆ สบาย ๆ พอถึงแถบชานเมืองถนนเริ่มโล่งบ้าง แต่ก็ยังชุ่มฉ่ำอยู่กับสายฝนที่ตกมาตลอด ด้วยความเมื่อยมือกับถนนที่รถแน่นมาตลอด ขอสะบัดข้อมือเปิดคันเร่งสักหน่อย เรียกพลัง 1,800 ซีซีแก้เมื่อย ขอบอกเลยว่าแค่บิดเพียงนิดเดียว ขุมพลังถ่ายทอดลงล้อหลังเท่านั้นแหละครับ อาการแถมาทันทีให้กล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานชั่วขณะ “ล้อหลังกวาดออกทันทีด้วยถนนที่ลื่นเป็นพิเศษจากฝนที่ตกประปรายทำให้น้ำเมื่อผสมกับเศษฝุ่นบนผิวถนนก็เปลี่ยนเป็นโคลนบาง ๆ เคลือบหน้าถนน ในเวลานั้น ผมคิดว่าจะได้เป็นเจ้าของ R18 คันนี้แน่นอน ยังไงก็ล้มแน่ๆ แต่พระเจ้า!! บุญผมคงยังไม่ถึงแทร็คชันคอนโทรล ทำงานทันที อาการลื่นหายไป กลับมาเป็นปกติโดยฉับพลัน R18 ของผมหลุดลอยไปในพริบตา ช่างโชคดีของผมเหลือเกิน” หลังจากนั้นความมันเกิดขึ้นทันที อาจจะเป็นเสน่ห์ของเขาเลยกับถนนเปียก ๆ ลื่น ๆ ตูดแถ ๆ ให้ได้เร้าใจทั้งไปและกลับ เพราะฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งวันที่ได้ทดสอบกับโหมด Rain ทั้งทริป เป็นการทดสอบขับขี่รถที่เย็นสบายมาก เปียกทุกรูขุมขนแต่ทำให้รู้ว่าเจ้า R18 ที่ทรงพลังคันนี้ไม่ได้เป็นรถที่คลาสสิคหรือแรงเพียงเท่านั้น แต่ยังขับขี่สนุกมากและปลอดภัยด้วย ซึ่งส่วนตัวผมว่าเจ้าตัว Classic จะขี่ค่อนข้างง่ายกว่าด้วยที่ล้อหน้าเล็กกว่าตัวธรรมดา ทำให้การบังคับเลี้ยวค่อนข้างคล่องตัวและเบากว่าแถมมีชิลด์บังฝนให้อีกด้วย สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Thailand และ BMW Motorrad BKK พระราม 3 ที่ให้ทางเราได้ร่วมทริปทดสอบรถในครั้งนี้ ส่วนใครที่สนใจตัวรถ R18 ทั้ง 2 รุ่น อยากให้ผู้ที่สนใจเข้าไปลองดูลองทดสอบขับขี่ด้วยตัวเองเสียก่อน ถ้าใครชอบสไตล์นี้หรือเป็นนสาวกค่ายนี้…ผมบอกเลยว่าถ้าได้ลองขี่ล่ะก็หลงรักแน่นอน Special Thank ขอขอบคุณ BMW Motorrad Thailand สำหรับกิจกรรมขี่รถดี ๆ ในครั้งนี้ ขอขอบคุณ Just1 สำหรับหมวกกันน็อคสุดเท่สายซิ่ง Just1 J-GPR อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V2 S 2022 เผยโฉมแล้ว ล่าสุดทางดูคาติก็ได้ทำการนำร่องอีเวนต์ 2022 World Première ด้วยการเปิดตัว Ducati Multistrada V2 S 2022 มอเตอร์ไบค์ในแบบออลราวเดอร์ซึ่งก็คือรถที่สามารถขับขี่ได้ในหลากหลายเส้นทางและหลากหลายรูปแบบนั่นเอง สำหรับโมเดลนี้นับว่าเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดในตระกูลมัลติสตราดา โดยมันใช้ขุมพลัง Testastretta 11° แบบ 2 สูบวี ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องเดิม และมีการอัปเดตชุดเกียร์บ็อกซ์และระบบคลัตช์ใหม่ โดยเคลมแรงม้ามาที่ 113 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิดที่ 96.3 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ หรือ 93.6 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบสำหรับประเทศที่บังคับใช้ Euro5 ระยะเซอร์วิสเองก็ยาวมากเพราะชิ้นส่วนมีความทนทานสูง โดยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 15,000 กม. และเช็คตั้งวาล์วทุก 30,000 กม. จุดเด่นของโมเดลใหม่นี้คือระบบกันสะเทือนที่ปรับเซ็ตได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกับระบบ Skyhook Evo หรือระบบโช้คไฟฟ้า ที่ช่วยจัดการเรื่องช่วงล่างให้รถคุณ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. พร้อมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมกับระบบเบรกแบบ Cornering ABS ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU แบบ 6 แกน จาก Bosch ตัวรถยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี โดยมีโหมดการขับขี่ 4 โหมด (Sport, Touring, Urban และ Enduro) แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ส่วนระบบ Cornering ABS ปรับได้ 3 ระดับ ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ไฟเลี้ยวยกเลิกอัตโนมัติ หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ส่วน V2S จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบไฟเบรกฉุกเฉินที่เคยมีในรุ่นใหญ่อย่าง V4 ตอนนี้ก็มีในโมเดลใหม่นี้ด้วย ซึ่งจะทำงานเวลาเบรกกะทันหัน และกระพริบไฟเบรกถี่ ๆ เพื่อแจ้งเตือนคนที่ตามมาด้านหลังให้รู้และระวังตัว ทั้ง 2 โมเดลจะมาพร้อมไฟท้าย LED แต่สำหรับไฟหน้านั้นเฉพาะ V2S เท่านั้นที่ได้ LED และระบบไฟส่องสว่างในโค้ง นอกจากนี้ระบบ V2S จะยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรลและสวิตช์ควบคุมแบบมีแบ็กไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งมาตรฐานสูงที่ 830 ม.ม. แต่สามารถเลือกอ็อปชันเสริมเป็นเบาะที่สูงหรือต่ำกว่าได้ สุดท้ายนี้ Ducati Multistrada V2 จะมาในเฉดสีแดง Ducati Red และล้ออัลลอยสีดำ ในราคา 516,300 บาท ส่วน V2S จะมาในเฉดสีแดง Ducati Red และล้ออัลลอยสีดำ และเฉดสีเทา Street Grey เฟรมดำและล้ออัลลอยสีแดง ในราคา 604,000 บาท ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้าเป็นอย่างเร็ว คงเข้าไม่ทันปลายปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือเป็นโมเดลที่มีความน่าสนใจและเทคโนโลยีก็ค่อนข้างจะครบครันเป็นรองพี่ใหญ่อยู่ไม่กี่อย่าง สำหรับคนชอบเดินทางผจญภัยโมเดลนี้อาจจะเป็นคำตอบของคุณ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Adidas จับมือ Kawasaki ส่งรองเท้าเอาใจแฟน ๆ Ninja ล่าสุดแบรนด์รองเท้ายักษ์ใหญ่ระดับโลกจากเยอรมันอย่าง Adidas จับมือ Kawasaki ค่ายรถจากแดนปลาดิบหรือค่ายยักษ์เขียวที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็ได้ทำการจับมือกัน ส่งรองเท้ารุ่นพิเศษออกมาเรียกน้ำลายสาวกนินจากอย่าง ZX 8000 และ ZX 5K Boost ซึ่งก็บอกได้ว่าสวยงามตามท้องเรื่องน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง โดย ZX 8000 จะเป็นรองเท้าที่มาในชุดสีขาว เขียว และน้ำเงิน สื่อถึงสีสุดคลาสสิคของ Ninja ZX-7R สปอร์ตไบค์ระดับตำนานของทางค่าย ขณะที่ ZX 5K จะมาในชุดสีดำและเขียวที่ดูละม้ายคล้ายกับ ZX-10R 2021 สปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่ายนยักษ์เขียว งานนี้ก็ต้องมาลุ้นกันละครับว่าจะมาขายที่เมืองไทยให้ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของกันได้สะดวกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เรโทรไบค์ระดับกลางคันงาม คาวาซากิเริ่มต้นการปฏิวัติวงการเรโทรไบค์ปี 2022 ด้วยการ เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เป็นโมเดิร์นเรโทรกลิ่นอายสปอร์ตในระดับกลาง โดยมีเป้าหมายเป็นนักบิดหน้าใหม่อายุน้อย โดดเด่นด้วยด้านหน้าตัวรถที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรโทรอย่างชัดเจน โดยการดึงเอาเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในรถตระกูล Z ที่มีอายุอานามมานานเกือบ 50 ปีมาใช้กับโมเดลใหม่นี้นั่นเอง แน่นอนว่าไฟหน้าทรงกลมก็เป็นการบ่งบอกความเป็นเรโทรไบค์อย่างชัดเจน แอบใส่ความเป็นโมเดิร์นด้วยหลอดไฟ LED เข้าไป ถัดมาด้านในเป็นหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมคู่ท้ายทรงปลอกกระสุนปืนใหญ่ มีความทันสมัยด้วยแผงหน้าจอดิจิทัลตรงกลางเพื่อแสดงข้อมูลให้นักบิดรับรู้ได้ง่าย ตัวรถเด่นด้วยลายเพ้นท์และแถบเส้นสายกราฟิก พร้อมท้ายแบบตูดเป็ด และแฟริ่งชิ้นข้างที่ทำเหมือนกับ Z650-B1 นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งเองยังเดินเส้นสายการเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของ Kawaski ปิดท้ายด้วยล้อแม็กสีทองสวยงามคลาสสิคได้ใจ และได้กลิ่นอายให้นึกถึงโมเดลสุดไอคอนิกอย่าง Z650-B1 จากปี 1977 ที่ได้ฉายาว่าลูกชายของ Z1 เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเก่าและความใหม่ กระแสเรโทรและความโมเดิร์นที่ทางค่ายเขียวได้ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซีที่ปรับปรุงมาใหม่ เดิมเคยใช้ใน Z650 และ Ninja 650 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและสมรรถนะที่ดี ทั้งนี้ยังได้ใส่ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เข้าไปอีกด้วย จากนั้นปรับจูนให้เหมาะสมกับ Kawasaki Z650RS 2022 โดยให้มีแรงบิดที่รอบต่ำและกลางดียิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งความแรงในรอบปลายอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังมากถึง 68 แรงม้า ในแง่ของช่วงล่างแชสซี มีการใช้เฟรมถักแบบท่อโลหะที่ให้ความเบาและคล่องตัว ตอบสนองการควบคุมได้เป็นอย่างดี ตัวรถปราดเปรียวช่วยให้ผู้ขับขี่ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น และสามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ความสูงเบาะจะอยู่ที่ 820 ม.ม. และมีตัวเลือกเป็นเบาะแต่งสูงเพียง 800 ม.ม.อีกด้วย มาที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. พร้อมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอนพร้อมกระเดื่องที่สามารปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ทรงคลาสสิคแทนที่จานเบรกแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว โดยจะมาพร้อมระบบ ABS จาก Bosch สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายในอังกฤษช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมี 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ – สี Metallic Spark Black ราคา 7,549 ปอนด์หรือราว ๆ 347,000 บาท – สีเขียว Candy Emerald Green ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท – สีเทา Metallic Moondust Grey / Ebony ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta F3 RR 2022 ติดปีกเสริมเขี้ยวเล็บเทคโนโลยีใหม่ ค่ายรถจากเมือง Varese ประเทศอิตาลียังคงทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่อยู่เป็นระยะ ๆ ล่าสุดเป็น MV Agusta F3 RR 2022 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์รูปหล่อคันใหม่ที่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าจะพร้อมจะจริงจังกับการซิ่งในสนามอย่างยิ่ง สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังมีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงแบบ DOHC ขนาด 798 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบที่เพลาข้อเหวี่ยง หากใส่ชุดเรซซิ่งคิต (ซึ่งจะมีท่อแบบฟูลจาก Akrapovic ที่มีน้ำหนักเบาลง และมีแม็ปเอ็นจิ้นที่เหมาะกับท่อซิ่งเต็มระบบอันนี้ด้วย) โดยจะทำให้แรงม้าโดดมาเป็น 155 แรงม้าที่ 13,250 รอบ พร้อมกับแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบ อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์นั้นไม่ใช่สิ่งแรกที่เห็นคุณจะมองเวลาคุณเจอกับคันนี้ สิ่งที่เด่นสุด ๆ คือแฟริ่งสุดงาม แน่นอนว่ามันออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกส์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทิ้งเรื่องความงามอีกด้วย และแน่นอนว่าวิงก์เล็ตหรือปีกก็มีมาให้ด้วย โดยเป็นปีกคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้าอีก 8 กก.เวลาที่คุณขับที่ความเร็ว 240 กม./ชม. ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรเกรสซีฟจาก Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน แน่นอนว่ารถแรงระบบเบรกก็ต้องดีไปด้วย ดังนั้นระบบเบรกจึงเป็นของ Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบลอยตัวขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อกแบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ โดยจะมีระบบเบรก ABS จาก Continental ที่มีระบบป้องกันล้อหลังลอยตัวและใช้งานในโค้งได้ และยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางเจ็นใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลตอนนี้เป็นจอสี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนและปรับเซ็ตและดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ สำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวมาที่ 21,900 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 860,000 บาท มาไทยราคาคงจะเจ็บกระเป๋าตังไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ แต่ความงามนี่กินขาดจริง ๆ ครับผม สำหรับรถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตแบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New GPX Demon GR200R 4 วาล์ว แรงพร้อมดีไซน์เด่นไม่เหมือนใคร เปิดตัวกันไปสดร้อน ๆ กับ New GPX Demon GR200R สปอร์ตฟูลแฟริ่งพิกัด 200 ซีซี ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ Turn on the Fastside โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 4 วาล์ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 สีสันด้วยกัน สำหรับดีไซน์นั้นจะเป็นสปอร์ตไบค์ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าใคร เด่นด้วยดีไซน์แบบเฉียบคม และคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกส์อีกด้วย ด้านหน้ามีไฟแบบ 4 โคมบริเวณแฟริ่งด้านข้าง พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ด้านบนแฟริ่งหน้า และไฟเลี้ยวแบบแยก ให้ดีไซน์ที่ดูดุดันโดดเด่น ด้านหน้ายังเด่นกว่าใครด้วยชิลด์หน้าแบบสีแดงสโม้ก ไฟท้ายก็ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่เหมือนใครและแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น LED ครับ เขยิบเข้ามาด้านในอีกนิดเป็นตำแหน่งของหน้าจอเรือนไมล์ซึ่งจะเป็นหน้าจอดิจิทัลแบบ Full LED บอกข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน และฟังก์ชันการปรับเซ็ตเรือนไมล์แบบ Soft touch หรือระบบสัมผัส ใช้เพียงปลายนิ้วแตะหรือสัมผัสที่ปุ่ม Mode หรือ ADJ ก็สามารถตั้งเวลาหรือเซ็ตทริปเดินทางได้ทันที สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 198 ซีซีแบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมหม้อน้ำขนาดใหญ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด GPX-FI Dephi ซึ่งเป็นหัวฉีดจากอเมริกา ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 17.5 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมโซ่โอริง DID 428 ตัวรถใช้เฟรมถักเหล็กกล้ารอบคันให้ความแข็งแรงและบาลานซ์ที่ดี ถังน้ำมันมีขนาด 11 ลิ้นพร้อมลวดลายเคฟลาร์บนตัวถัง มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนดีไซน์สปอร์ตออกแบบมาเพื่อให้รับกับสรีระของทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับอัพไซด์ดาวน์พร้อมกระบอกโช้คสีแดงไม่เหมือนใคร โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวของ YSS แบบมัลติลิงก์ ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีขนาดจานเบรกเป็น 276 ม.ม.และ 220 ม.ม. ตามลำดับ ส่วนล้อก็จะเป็นล้อแม็กแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง IRC RX-01 Road Winner แบบไม่ใช้ยางใน สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สี WHITE VOLPE ROSSA (ขาว-แดง) , BLACK ONYX HYPERSPORT (ดำ-เทา) , YELLOW PUFFER ROCCIA (เหลือง-เทา) และสุดท้ายเปิดราคาแนะนำที่ 81,500 บาทเท่านั้น แต่พิเศษโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเปิดตัว รับ Voucher online ราคาพิเศษ 79,800 บาท พร้อมรับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ พรบ. เพียงลงทะเบียน Booking รับสิทธิพิเศษนี้ทางออนไลน์ ww.gpxthailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 64 นี้เท่านั้น! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งสุดเท่เครื่อง K5 ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการเผยโฉมสปอร์ตทัวริ่งคันใหม่ล่าสุดที่เกิดจากการนำเอาเจ้า GSX-S1000 มาทำให้กลายเป็นรถในสไตล์ทัวริ่งกลายเป็นเจ้า Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งคันเท่ดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนกับรถซูซูกิคันอื่น ๆ โดยโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องในตำนานของทางค่ายอย่างเครื่อง K5 4 สูบเรียง ขนาด 999 ซีซี 152 แรงม้า และแรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ใช้ในหลาย ๆ โมเดล แต่มีการใช้แฟริ่งในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งดีไซน์ใหม่ และออกแบบมิติตัวรถท่านั่งให้มีท่านั่งหลังตรงและสบายมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะเป็นของ KYB และ Brembo เช่นเดียวกันกับเจ้าเน็กเก็ดตัวพันของทางค่าย โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. และมีระบบเบรก ABS แบบธรรมดา ส่วนล้อก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมยางสำหรับขี่ถนนในแบบทัวริ่งโดยเฉพาะ สำหรับโมเดล GT นี้ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการเดินทางบนทางดำไกล ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นไม่เพียงแต่จะมีชิลด์หน้าและแฟริ่งขนาดใหญ่ให้หลบลมปะทะ ยังได้ออกแบบมิติของแฮนด์บาร์และพักเท้าให้ได้ท่านั่งที่ดีและใส่ยางรองมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าสะสมได้ดีอีกด้วย ตัวรถยังมีเบาะนั่งดีไซน์ใหม่เพื่อความสบาย โดยเฉพาะบนคนซ้อนเองก็มีความใหญ่และนุ่มสบายบวกกับมือจับคนซ้อนเองก็ออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน มีระบบแอสซิสต์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่คลัตช์ ตลอดไปจนถึงครูซคอนโทรลที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ มากยิ่งขึ้น สิ่งที่แตกต่างไปจากโมเดลเน็กเก็ดตัวพันรหัส S1000 เมื่อตอนต้นปีนั้นคือ รหัส GT นอกจากชิลด์หน้าและแฟริ่งไว้ป้องกันลมปะทะตัวรถและคนขับ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกและลดอาการเมื่อยล้าจากลมปะทะ ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ช่วยให้เดินทางได้ไกลไม่ต่ำกว่า 300 กม. อีกด้วย ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างระบบนำทาง โทรออก รับสาย ฟังเพลง หรือเข้าไปดูปฏิทินนัดหมายก็ยังได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB อยู่ในตัวจอด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบไฟ LED รอบคันและแพ็กเก็จอิเล็กทรอนิกส์ SIRS ของทางค่าย ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบครูซคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทรถ และระบบช่วยป้องกันรถดับในรอบต่ำ ส่วนกระเป๋าข้างตัวรถที่เห็นในภาพจะเป็นออปชันเสริมที่สามารถใส่สัมภาระได้มากขึ้น โดยสามารถใส่หมวกเต็มใบได้เลยทีเดียว สำหรับ Suzuki GSX-S1000GT จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีดำ เริ่มต้นที่ 11,599 ปอนด์ หรือราว ๆ 530,000 บาท ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับเจ้า Kawasaki Ninja 1000SX ถือเป็นอีกทางเลือกของสายเดินทางที่ไม่อยากได้รถในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่าง V-Strom 1050XT ที่จะเน้นไปในเส้นทางแบบลุย ๆ มากกว่า ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็จะมีความสปอร์ตมากกว่า และราคาจะถูกมากกว่า รวมถึงเหมาะกับการขี่ถนนทางไกล ๆ มากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 900 Bond Edition หล่อแบบสายลับจากอังกฤษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือกันระหว่างไทรอัมพ์และภาพยนต์ James Bond ซึ่งถือเป็น 2 ไอคอนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ ทางค่ายจึงได้ประกาศเปิดตัวโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดอย่าง Triumph Tiger 900 Bond Edition ที่มีพื้นฐานมาจากตัว 900 Rally Pro ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีนสตันท์สุดน่าทึ่งในภาพยนต์ James Bond ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง No Time To Die สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สุดพิเศานี้ยังคงใช้ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 888 ซีซีที่ให้กำลังแรง 94 แรงม้า และแรงบิด 86.77 นิวตันเมตร แต่จะมาเฉดสีใหม่เป็นสีดำ Matt Sapphire Black พร้อมกับเส้นสายและลวดลายกราฟิกสีทองพร้อมกับโลโก้ 007 และเพื่อที่จะให้สีดำนั้นดูดียิ่งขึ้น ทางค่ายเลยจัดการทำสีเฟรม ครอบไฟหน้า แฟริ่งข้าง การ์ดอ่างน้ำมันเครื่อง แผงยึดพักเท้า ครอบไฟเสริม และการ์ดเครื่องยนต์เป็นสีดำเช่นกัน จากนั้นยังเพิ่มความพิเศษเข้าไปด้วยการใช้แคลมป์จับแฮนด์บาร์ CNC และยิงเลเซอร์บ่งบอกชื่อรุ่นและนัมเบอร์ของรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ตัวรถยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นอีก อาทิ ปลายท่อจาก Arrow และยางบั้งแบบพล้อมลุยที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถยังมีฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายอย่างอุ่นเบาะคนขับและคนซ้อน และยังแอบใส่ลูกเล่นไว้ในหน้าจอเรือนไมล์ตอนสตาร์ทเครื่องก็จะได้เห็นหน้าจออนิเมชัน 007 แบบฉากเปิดตัวในหนังอีกด้วย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงราคาจำหน่าย และอ้อเกือบลืมไปคนซื้อจะได้ใบเซอร์ฯ ไว้การันตียืนยันความลิมิเต็ดอีกด้วยนะ งานนี้แฟนพันธ์ุแท้หนังสายลับน่าจะต้องมีไว้สักคันแล้วกระมั้งเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้ Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้ ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี ล่าสุดยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป ออกมาประกาศอย่างตื่นเต้นว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทางค่ายได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Grand Prix ครบรอบ 60 ปี ก็เลยจะทำการลงแข่งในศึก 2021 FIM Superbike World Championship ในรอบ Barcelona Round ด้วยรถแข่งลายพิเศษ ที่การแข่งขัน French GP ปี 1961 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยามาฮ่ากับการเข้าร่วมการแข่งขันระดับ Grand Prix และนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์นึง หลังจากที่ชนะการแข่งขันระดับ GP ครั้งแรกในปี 1963 ยามาฮ่าก็แข่งขันมาตลอด และชนะรวมกันกว่า 517 ครั้งโดยนักแข่ง 82 คน รวมถึงชัยชนะประเภทผู้ผลิตและทีมอีกด้วย และช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปอีกจนถึงปี 2026 ทางค่ายยังเคยสร้างนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้ง Valentino Rossi, Kenny Roberts, Wayne Rainey, Phil Read และ Giacomo Agostini เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 6 ทศวรรษของการเข้าร่วมการแข่งขันครบรอบ 60 ปีในระดับโลก ทีม Pata Yamaha with Brixx WorldSBK และทีม GRT Yamaha WorldSBK Team ก็ตัดสินใจจะลงแข่งขัน WolrdSBK ด้วยรถแข่งลวดลายพิเศษสีขาวและแดงในรอบ Barcelona Round นอกจากรถแข่งที่จะมาพร้อมลวดลายพิเศษ บรรดานักแข่งยังจะมาพร้อมชุดหนัง ถุงมือและรองเท้า ตลอดจนถึงของใช้อื่น ๆ ที่มาธีมสีขาวแดงเช่นเดียวกันกับรถแข่ง เรียกว่าหล่อมาก ๆ จริงครับ สำหรับนักแข่งและรถแข่งของ Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี แบบนี้ ก็มาดูกันว่าสีนี้จะช่วยนำชัยให้ทีมนักแข่งของยามาฮ่าคว้าชัยได้หรือไม่ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli เป็นพาร์ทเนอร์ หวังเสริมเขี้ยวเล็บลูกศิษย์ ล่าสุดค่ายยางตัว P สุดยาวก็ออกมาเผยว่าทาง VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli เป็นพาร์ทเนอร์ ทั้งในเชิงเทคนิคและผู้สนับสนุนยาง ในการฝึกซ้อมของทางทีม จากการร่วมมือกันครั้งนี้ นักแข่งในสังกัดก็จะได้ใช้ยางสัญชาติอิตาลีในระหว่างการฝึกซ้อมโร้ดไบค์ โมโตครอส และกระทั่งเสือภูเขาไฟฟ้าด้วย สถานที่แห่งนี้นั้นก่อตั้งโดยมีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมนักบิดวัยรุ่นชาวอิตาเลียนที่กำลังมุ่งสู่การแข่งขันในแบบมืออาชีพ ทีมงานที่คอยดูแลนักบิดเหล่านี้คือทีมงานชุดเดียวกันกับที่คอยสนับสนุน Valentino Rossi เวลาแข่งขัน ดังนั้นทุกคำแนะนำและทุกการตัดสินใจนั้นล้วนแล้วมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายปี การร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้นักบิดวัยรุ่นเหล่านี้ได้ฝึกซ้อมด้วยการใช้ยางของทางพีเรลลี่ โดยครอบคลุมตั้งแต่รถขี่ถนน รถออฟโร้ดอย่างโมโตครอสและจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า ที่นั่นจะมีรถ Yamaha YZF-R1 และ YZF-R6 ให้ใช้ฝึกซ้อมขับขี่ในสนาม โดยจะใส่ยาง DIABLO Superbike สูตรต่าง ๆ ที่มีใช้ในการแข่งขัน FIM Superbike World Championship ซึ่งยางตัวนี้นั้นนักแข่งในรายการที่ใช้รถโปรดักชันเป็นพื้นฐานในการแข่งขันจะใช้ยาง DIABLO Superbike ทุกคันและเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ทางค่ายยางได้ใช้เวทีการแข่งขันระดับโลกนี้ทุ่มเทพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยางมาโดยตลอด สำหรับการฝึกซ้อมแบบออฟโร้ดก็จะมียางในตระกูล SCORPION MX ซึ่งคว้าแชมป์โมโตครอสระดับโลกมาแล้ว 74 แชมป์และความสำเร็จอื่น ๆ อีกมากมาย และสุดท้ายสำหรับจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าก็จะมียางที่ออกแบบมาพิเศษอย่าง SCORPION E-MTB ให้ใช้ฝึกซ้อมด้วย Claudio Zanardo รองประธานอาวุโสของ Pirelli Moto & Cycling ให้ความเห็นเรื่องการร่วมมือครั้งนี้ว่า “ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศเรื่องความร่วมมือกันระหว่าง VR46 Riders Academy และ Pirelli ซึ่งคอยสนับสนุนและลงทุนกับนักบิดอายุน้อยมาโดยตลอด การยืนยันตกลงของทางพีเรลลี่ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนยางรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าที่ใช้ในการฝึกซ้อมของที่นี่ จะยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนของพีเรลลี่ในวงการกีฬาและในด้านการตลาดอีกด้วย” “การร่วมมือในครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงของยางมอเตอร์ไซค์พีเรลลี่ที่มั่นคงแข็งแรงอย่างชัดเจนขึ้นไปอีก ทั้งนี้ก็เพราะการมีส่วนร่วมในการแข่งขันระดับนานาชาติในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มยางตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นโดยแผนกจักรยานสำหรับใช้ในจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าโดยเฉพาะอีกด้วย เรายินดีที่ที่แห่งนี้ได้เลือกที่จะไว้ใจในสมรรถนะและความปลอดภัยที่ยางพีเรลลี่มีให้และเลือกใช้ในการฝึกซ้อม” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก