SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Ducati Panigale V4 SP เตรียมขายไทย คาดไม่เกิน 1.7 ล้านบาท Ducati Panigale V4 SP เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจที่อยู่ในลิสต์รายชื่อโมเดลใหม่ที่ทาง ดูคาติ ไทยแลนด์ โดย บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ที่เพิ่งจะประกาศลั่นกลองรบเต็มพิกัดเปิดตัวโมเดลใหม่ 10 รุ่น เพื่อวางขายในไทยแบบรวดเดียว สำหรับโมเดลนี้จัดเป็นโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัด สังเกตได้จากรหัสต่อท้าย ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าโมเดลนี้เป็นโปรดักต์ชันไบค์ที่มาพร้อมของแต่งเสริมสมรรถนะที่ทำให้ขับขี่ในแทร็กได้ดีได้เร็วยิ่งขึ้น โดยตัวรถจะมีพื้นฐานมาจาก S MY21 แต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างออกไป ตั้งแต่ชุดสีลวดลายกราฟิกในแบบของเดียวกับรถแข่งช่วงวินเทอร์เทสต์ (Winter Test) เป็นสีดำด้านพร้อมกับดีเทลสีแดงสด และถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา ตัวรถยังมีดีเทลอีกมากมาย อาทิ แผงคอบน CNC พร้อมซีเรียลนัมเบอร์ ปีกคาร์บอนไฟเบอร์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ คลัตช์แห้ง STM-EVO SBK โซ่เบอร์ 520 น้ำหนักเบาพิเศษ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 5 ก้านคู่ เบากว่าล้อฟอร์จเดิม 1.4 กก. คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema ปั๊มเบรกหน้า Brembo MCS 19.21 พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดคาร์บอน ครอบคลัตช์แบบเปิด ชุดอุดท้ายหลังจากเอาที่ยึดป้ายทะเบียนออก ชุดอุดรูกระจกอลูมิเนียม อีกทั้งยังใส่ระบบ DDA หรือ Ducati Data Analyzer พร้อม GPS สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ไว้ใช้วิเคราะห์ประเมินผลการขับขี่ในสนามภายหลังได้ อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะไม่อยู่ในพิกัด 1000 ซีซี เหมือนรหัส R จะยังเป็นเครื่องขนาด 1103 ซีซี แต่จะให้กำลังแรงม้าน้อยกว่าโมเดล R โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214 แรงม้าที่ 13,000 รอบและแรงบิดที่ 124 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ ส่วนอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวไปแล้วก็จะยังเป็นของเดิม เช่น โช้คหน้า Öhlins NIX-30 โช้คหลัง Öhlins TTX36 และกันสะบัด Öhlins ซึ่งควบคุมผ่านระบบ Öhlins Smart EC 2.0 หรือปรับไฟฟ้าได้ทั้งหมด ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จัดเต็ม มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย หรือ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีให้ก็ได้แก่ ระบบเบรก Bosch EVO Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบช่วยออกตัว Power Launch ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ซึ่งหลายๆ ระบบพัฒนาใหม่ให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ขอละเอาไว้เพราะยิบย่อยมาก ๆ ครับ สุดท้ายนี้ทาง ดูคาติ ประเทศไทย จะยังไม่ได้เปิดราคาอย่างเป็นทางการเพียงแต่ว่าเปิดราคาประมาณการไว้ว่าจะไม่เกิน 1.7 ล้านบาท ครับ งานนี้ดูคาทิสติที่ชื่นชอบซูเปอร์ไบค์ก็ต้องรีบ ๆ หน่อยนะครับ เพราะได้โควตามาไทยเพียง 5 คันเท่านั้นนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX เตรียมขายไทย ราคาไม่เกิน 7 แสน!! หลังจากที่เราได้นำเสนอข่าวสารโมเดลใหม่สายลุยแบบเน้น ๆ อย่าง Ducati DesertX ไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว มาวันนี้ Ducati Thailand ภายใต้ทัพใหม่อย่าง บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ที่ประกาศรุกทัพเต็มพิกัด เปิดตัวทีเดียว 10 รุ่น และเจ้าสิงห์ทะเลทรายคันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น สำหรับโมเดลนี้จะมาในสไตล์เอ็นดูโร่จากยุค 80 มานำเสนอใหม่ในแบบร่วมสมัย ด้วยสีสันขาวแต้มด้วยสีแดง ตัวรถมีความปราดเปรียว โดยมีความโดดเด่นด้วยแฟริ่งด้านข้างตัวรถ เบาะนั่ง และชิลด์บังลมหน้าที่ช่วยขับเน้นไฟหน้าทรงกลมคู่ โดยระบบไฟเป็น LED เต็มระบบ พร้อมระบบไฟเตือนฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหัน ปิดท้ายด้วยหน้าจอสี TFT แนวตั้งเข้ากับตัวรถ ขนาด 5 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย (ระบบนี้เป็นอ็อปชันเสริม) ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งเครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน New Monster และ Multistrada V2 ซึ่งก็น่าจะรู้ข้อดีของมันกันแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่เบาและการเข้าเกียร์ที่แม่นยำและนุ่มนวล แต่มีการปรับเรื่องอัตราทดเกียร์ให้เหมาะกับการสไตล์การขับขี่ ช่วงล่างพร้อมลุยจาก Kayaba ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 46 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งคู่สามารถที่ปรับจะคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ สำหรับล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ โดยจะมาพร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้คุณไปได้ทุกเส้นทาง และสำหรับระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 โมโนบล็อก แบบ 4 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ทีเด็ดอยู่ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จัดเต็ม ทั้ง หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แล้ว ซึ่งก็จะช่วยเสริมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้เลือกได้ 3 ระดับ โหมดการขับขี่ 6 โหมด ซึ่งในนั้นมีโหมดใหม่อย่าง Rally ด้วย และมีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ 4 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ สุดท้ายนี้แม้ว่าราคาจะไม่ชัดเจน แต่ Ducati Thailand ก็ได้ประมาณการราคามาให้เราว่าไม่เกิน 7 แสนบาท ซึ่งถือว่าราคาดีมาก ๆ เลยล่ะครับ งานนี้ใครชื่นชอบกำเงินรอไว้ได้เลย เข้าไทยแน่นอนยืนยันฟันธง โดดดิด่ง แน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Katana 2022 แรงขึ้น ล้ำขึ้น พร้อมสีสันใหม่ ล่าสุดซูซูกิประเทศญี่ปุ่นเตรียมวางจำหน่าย Suzuki Katana 2022 ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้แล้ว โดยทางค่ายได้ทำการปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้น ว่าแต่มีการปรับปรุงอะไรใหม่กันบ้าง ไปดูกันเลย ขุมพลังสำหรับโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์ที่นำมาจาก GSX-S1000 2021 ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้จะให้กำลังสูงสุด 152 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และมีแรงบิดมากขึ้นในทุกย่านความเร็วรอบ เมื่อเทียบกับโมเดลเก่า ทั้งนี้ก็เพราะมีการปรับปรุงระบบแคมชาฟต์ไอดีและไอเสียเสียใหม่ สปริงวาล์วใหม่ ท่อไอเสียใหม่ และแอร์บ็อกซ์ใหม่ และทั้งหมดนี้ก็ถูกควบคุมให้ส่งกำลังเนียน ๆ ด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า \ตัวรถยังมีระบบ Suzuki Drive Mode Selector หรือโหมดการส่งกำลังให้เลือกอีก 3 รูปแบบ โดยทั้ง 3 โหมดจะให้กำลังเต็มแม็กซ์เหมือนกัน เพียงแต่ โหมด A จะตอบสนองรวดเร็ว ว่องไว ส่วนโหมด B จะค่อย ๆ ปลดปล่อยกำลังออกมาให้นุ่มนวลมากขึ้น และโหมด C จะนุ่มนวลมากที่สุด ซึ่งจะเหมาะกับการขับขี่บนถนนเปียกหรือถนนนที่ลื่น ๆ สำหรับโมเดลนี้จะมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางที่ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและง่ายดายมากขึ้น ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ได้ดี และอีกจุดเด่นของโมเดลใหม่นี้ก็คือแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น หรือถ้าอยากจะลองซิ่งแทร็กเดย์ก็สามารถปิดได้ด้วยนะ เท่านั้นยังไม่พอเพื่อให้รถควบคุมได้ดีขึ้นและสมรรถนะดียิ่งขึ้นทางค่ายได้เพิ่มระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เพิ่มเข้าไป ช่วยลดการเสียอาการเวลาเชนเกียร์ลงจากรอบ ๆ สูง รวมไปถึงระบบอีซี่สตาร์ท ระบบช่วยเลี้ยงรอบป้องกันเครื่องยนต์ในรอบต่ำ ๆ สำหรับในเรื่องของช่วงล่าง ตัวรถจะเฟรมได้ใช้เฟรมอลูมิเนียมแบบทวินสปาร์น้ำหนักเบา และสวิงอาร์มที่ได้มาจาก GSX-R ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าหัวกลับจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้าน พร้อมกับยาง Dunlop SPORTMAX Roadsport2 ที่พัฒนามาให้เข้าคู่กัน สุดท้ายนี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ที่ดูดียิ่งขึ้น 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงินเข้มแบบด้าน โช้คสีทองและล้อสีน้ำตาลทอง และสีเทาเข้มที่มาพร้อมกับล้อสีแดง อ่อ ลืมไปยังมีการเพิ่มโหมดการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์ในรูปแบบ Night Mode อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 800 ขาลุยตัวเอ้คันใหม่ค่ายสิงโต การผจญภัยใหม่ ๆ และน่าตื่นเต้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่ทางเบเนลลี่ได้เปิดตัว Benelli TRK 800 แอดเวนเจอร์ไบค์คันใหม่จากเมือง Pesaro ที่ออกแบบมาให้พร้อมสู้ไปกับทุกทริปทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะทางสนุก ทางสบาย หรือทางลำบาก โมเดลนี้ถือกำเนิดมากศูนย์การออกแบบของทางค่ายและพัฒนาขึ้นจาก House of the Leoncino ในเมือง Pesaro ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่และหัวใจหลักของบริษัทก่อตั้งอยู่ โดยโมเดลนี้เปิดตัวกันในปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของเบเนลลี เป็นตัวแทนการเริ่มต้นบทใหม่ในประวัติศาสตร์ค่ายสิงโตแบรนด์นี้ สำหรับโมเดลนี้จะเป็นรถที่มาช่วยขยายรถในตระกูล TRK หรือรถในสไตล์แอดเวนเจอร์ของทางแบรนด์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ร่วมกับโมเดลขายดีที่สุดของทางค่ายอย่าง TRK502X แต่จะมาในสไตล์ที่คล่องตัว ทันสมัย และกำลังที่มากกว่าด้วยเครื่องยนต์ขนาด 754 ซีซี การออกแบบของโมเดลนี้ นั้นเน้นไปที่เส้นสายลื่นไหล วกวนและแข็งแกร่ง ผสมผสานด้วยความหรูหราและรายละเอียดที่ขัดเกลามาอย่างดี เพื่อตอกย้ำสิ่งที่รถพร้อมจะให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัส กลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์สุดเฉี่ยว ทั้งยังมีการดึงเอาจุดเด่นจากโมเดลพิกัด 500 ซีซีออกมาปรับใช้ อาทิ ด้านหน้าของตัวรถและบังโคลนหน้า โดยปรับให้ดูลงตัวมากยิ่งขึ้น ไฟหน้าคู่ทรงโค้งพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยระบบไฟทั้งหมดเป็นแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 7 นิ้ว ขุมพลังของรถเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบเดียวกันกับที่ใช้ใน Leoncino โดยเคลมแรงม้ามาที่ 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และเพื่อให้ขับขี่ได้สนุกและปลอดภัยยิ่งขึ้นทางค่ายก็ได้ใส่ระบบทอร์คแอสซิสต์แอน์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถจะใช้เฟรมแบบถักพร้อมกับเพลตเหล็กกล้าเสริมความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายออกแบบมาให้ขับขี่ได้คล่องตัวและก็มีความนุ่มสบายทุกสภาวะ ไม่กระด้างจนทำให้เมื่อยล้อแม้ในยามที่ต้องขับขี่ทางไกล ตัวรถยังมีการออกแบบการยศาสตร์มาอย่างดี ใส่ใจแม้จุดเล็ก ๆ เพื่อให้ดีสำหรับทุกคนทั้งคนขี่ คนซ้อนหรือกระทั่งกล่องสัมภาระทั้งด้านข้างและด้านท้าย เพื่อการันตีความสบายทุกการขับขี่ จากการที่มันมีเบาะนั่งที่เพรียวบางแต่กว้างขวางเพียงพอ ที่จับคนซ้อนที่แข็งแรง ไม่เพียงแต่เรื่องของการยศาสตร์ ตัวรถยังคำนึงถึงเรื่องอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกของตัวรถที่ดี โดยมีการเลือกใช้ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ปรับได้ รวมถึงใส่ใจเรื่องการป้องกัน โดยตัวรถมีการ์ดแฮนด์ การ์ดใต้ท้องเครื่อง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับของทาง Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. ที่สามารถปรับสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ พร้อมระยะยุบ 170 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมพร้อมกับโช้คเดี่ยววางกลางลำที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระยะยุบ 53 ม.ม. (171 ม.ม.ที่ล้อ) ส่วนระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 260 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบสูบเดียว ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมอัลลอยขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 110/80-19 และ150/70-17 ตามลำดับ อย่างไรก็ดีทางแบรนด์ยังบอกอีกว่าตัวรถจะเริ่มมีจำหน่ายในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ราคานั้นยังไม่ได้กำหนดครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Aprilia Tuono 660 ในไทยพร้อมค่าตัว 689,000 บาทล่าสุดบริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ Piaggio และ Vespa พร้อมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน Aprilia และ Moto Guzzi สัญชาติอิตาเลียนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้ทำการ เปิดตัว Aprilia Tuono 660 เน็กเก็ดไบค์สไตล์สปอร์ตเน็กเก็ดออกมาให้สาวกได้อึ้งทึ่งกันแบบต่อเนื่อง หลังจากสร้างปรากฎการณ์เหนือความคาดหมาย หักปากกาเซียนมอเตอร์ไซค์หลายต่อหลายเจ้าเปิดตัวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเดียวกันก่อนหน้านี้ไม่นานนัก สำหรับโมเดลนี้ก็จะเป็นสปอร์ตเน็กเก็ดไบค์พิกัดกลางโมเดลใหม่สุดของทางค่าย ที่โดดเด่นในเรื่องของพละกำลังแรงม้าและน้ำหนักตัวเราที่สุดเบา ใช้บล็อกเครื่อง 2 สูบ 660 ซีซี ขนาดเล็กและทันสมัยที่มีพละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า ทรงพลังที่สุดในคลาส 2 สูบขนาดต่ำกว่า 750 ซีซี ด้วยการใช้ข้อเหวี่ยงทำมุมที่ 270 องศา ทำให้แรงบิดมหาศาลแต่คงความนุ่มนวล ให้กำลังออกตัวช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง รวมไปถึงความคล่องตัวบนเส้นทางคดเคี้ยวพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้การขับขี่ในทุกสถานการณ์ราบรื่น และสะดวกง่ายดาย ด้านการดีไซน์ออกแบบนั้นตัวรถถ่ายทอด DNA มาจากรถสปอร์ตตระกูล RS ของทางค่าย แม้จะเป็นเน็กเก็ดไบค์แต่ก็มีกลิ่นอายความสปอร์ตแฝงอยู่มาก ด้านหน้าของตัวรถยังมีชิลด์และแฟริ่งหน้า มีดีไซน์แบบดับเบิ้ลแฟริ่งหรือแฟริ่ง 2 ชั้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดแรงลมปะทะได้ดีกว่าเน็กเก็ดทั่วไป แต่ยังคงมีลักษณะเด่นของเน็กเก็ดไบค์อย่างท่านั่งที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ ตัวรถมีแฮนด์บาร์สูง ท่านั่งหลังตรง ทำให้ขับขี่ได้ง่ายและสบายมากกว่า นอกจากนี้ยังออกแบบท่อไอเสียไว้ด้านใต้ตัวรถทำให้ศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับเทคโนโลยีในตัวรถก็มีความทันสมัยในระดับแนวหน้าของคลาส ระบบไฟส่องสว่างของรถเป็น LED เต็มระบบ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟเบรกฉุกเฉิน หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ในส่วนของเครื่องยนต์ก็จะมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบ APRC ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่และความปลอดภัย อาทิ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์หรือเอ็นจิ้นแม็ป ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล โหมดการขับขี่ 5 โหมด สำหรับถนน 3 โหมด และสำหรับสนาม 2 โหมด โดยประเทศไทยจะจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ – แดง Concept Black และสีเทา-ดำ-แดง Iridium Grey ในสนนราคา 689,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Motoplex ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Unica โปรแกรมพิเศษที่ให้คุณคัสตอมดูคาติในแบบของคุณเอง Ducati Unica คือโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้คนที่สนใจจะเป็นเจ้าของรถดูคาติสามารถที่จะคัสตอมรถดูคาติของคุณให้ไม่เหมือนใครในโลกได้ ล่าสุดทางดูคาติได้ประกาศโปรแกรมสุดบรรเจิดที่ให้คนที่อยากจะดีไซน์และสร้างรถที่พิเศษและโดดเด่นไม่ซ้ำใครสำหรับตัวคุณได้เอง ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าสาวกได้สามารถทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง โดยคุณจะได้พูดคุยกับทางนักออกแบบและเทคนิคเชียนเพื่อสร้างรถที่ใช่สำหรับคุณอย่างแท้จริง สำหรับสาวกที่เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถเข้าไปที้แผนกออกแบบของทางดูคาติได้เลย เพื่อที่จะสามารถอธิบายความต้องการให้ดีไซเนอร์และทำตาม ระหว่างนั้นเองก็สามารถแวะเข้าไปชมได้เป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าของรถ และสัมผัสถึงความอุ่มเทและความปราณีตในแต่ละชิ้นส่วนของรถ และด้วยการสนับสนุนจากทีมงานมืออาชีพ กระบวนการคัสตอมจะถูกร่างแบบและกำหนดรายละเอียดทุก ๆ จุด มีการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เก็บงานเรียบร้อย สีสันที่พิเศษและของแต่งเพิ่มสมรรถนะก็มีให้พร้อมสรรพ เพื่อตอบโจทย์ของสาวกเลือดสีแดงเข้ม ในแต่ละสเตจของการสร้างรถจะมีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ จะได้เห็นถึงผู้ที่ร่วมงานต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ร่างภาพไปจนถึงขั้นตอนการส่งมอบรถกันเลยทีเดียว สำหรับรถที่ออกมาจากโปรแกรมนี้จะมีใบเซอร์ฯ ยืนยันความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร และจะไม่ถูกทำซ้ำขึ้นอย่างเด็ดขาด เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่พิเศษแบบสุด ๆ จริง ๆ ครับ ใครสนใจก็ลองติดต่อศูนย์บริการใกล้บ้านท่านได้เลยนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CB300R 2022 ปรับใหม่อัปโช้คหน้า สลิปเปอร์คลัตช์ และ ABS กลับมาอีกครั้งหลังจากหายเงียบไปพักใหญ่กับนีโอสปอร์ตคาเฟ่พิกัด 300 ซีซีอย่าง Honda CB300R 2022 ที่ครั้งนี้เปิดตัวกันไกลถึงที่ยุโรป แม้ว่าจะยังมีรูปโฉมไม่ต่างไปจากเดิมนัก แต่มันก็มีอะไร ๆ ให้ดีใจ ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน กับการอัปเกรดหลาย ๆ จุด เพื่อให้มันเป็นรถที่ขี่ได้ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยจุดที่เปลี่ยนแปลงไปในโมเดลใหม่นี้ ก็จะมีในส่วนของโช้คหน้าที่เพิ่มความดีงามของโช้คเดิมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในตอนนี้โช้คหน้าก็จะกลายเป็นโช้คหัวกลับ SFF-BP จาก Showa ขนาด 41 ม.ม. ตัวเดียวกับที่ใช้ในบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ ของทางค่าย อย่าง CB650R ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดสำคัญของโมเดลนี้จุดนึง ทั้งนี้โช้คใหม่นี้จะมีจุดเด่นคือให้สมรรถนะในการหน่วงการทำงานของโช้คได้ดียิ่งขึ้น มีน้ำหนักเบากว่าเดิม รวมถึงสามารถปรับแต่งการทำงานได้ ผลก็คือจะช่วยให้จับฟีลลิ่งได้ดี ซับแรงกระแทกได้เยี่ยม และควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ในส่วนของช่วงล่างยังมีการอัปเกรดในเรื่องของการเบรกให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่อัปเกรดที่ตัวระบบเบรกโดยตรง โดยยังคงใช้ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 296 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยวเช่นเดิม เพียงแต่มีการอัปเกรดระบบเบรก ABS ให้ทำงานโดยอาศัยระบบประมวลผลแรงเฉื่อย IMU ซึ่งจะทำให้ระบบเบรก ABS ทำงานได้แม่นยำมากยิ่งขึ้นทุกสภานการณ์การขับขี่ ในส่วนของเครื่องยนต์นอกจากจะปรับปรุงให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วยการเพิ่มขนาดของแค็ตฯ ในท่อให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ทำให้รถมีแรงม้าลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 30.7 แรงม้าที่ 9,000 รอบ ขณะที่แรงบิดยังคงเดิมที่ 27.5 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ สำหรับในส่วนเครื่องยนต์ยังมีการเพิ่มระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ป้องกันการเสียอาการขณะเชนเกียร์ลงเพื่อลดความเร็วอย่างรวดเร็ว ทำให้ควบการขับขี่ได้ดีและปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก เช่น ปรับเปลี่ยนวัสดุของเบาะนั่งให้นั่งได้สบายมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนในส่วนของปลายท่อไอเสียด้านขวาใหม่ซึ่งมีโครงสร้างภายในที่ซับซ้อนน้อยลง สุดท้ายนี้ก็มีสีสันจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีเหลือง Pearl Dusk Yellow สีน้ำเงิน Mat Pearl Agile Blue สีดำเมทัลลิก Mat Gunpowder Black Metallic และสีแดง Candy Chromosphere Red เรียกว่ามีให้เลือกแบบจุ ๆ ใจกันเลย ส่วนบ้านเราจะจำหน่ายโมเดลนี้เมื่อไหร่และสีอะไรบ้าง คงต้องรอลุ้นกัน แต่เชื่อว่าไม่นานเกินรอแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท ล่าสุดทาง บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ Piaggio และ Vespa พร้อมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน Aprilia และ Moto Guzzi สัญชาติอิตาเลี่ยนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่แรงและโดดเด่นมากกว่าครั้งไหน ๆ ด้วยดีไซน์ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว และสีสันที่ดุดัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากการแข่งขันระดับโลก ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ของทางค่ายอาพริเลียนี้พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคัน มีดีไซน์โดดเด่นและล้ำสมัยด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความสวยงามและการใช้งานได้จริง ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างแบบ 3 โคมและเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยเป็นระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ ซึ่งมีไฟเลี้ยวบิลด์อินภายในไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไม่มีไฟเลี้ยวแยกออกมาให้เกะกะขัดตา ทั้งยังใส่เทคโนโลยีระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันเข้าไปอีกด้วย และยังมีระบบไฟส่องสว่างในโค้งอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังมีการออกแบบแฟริ่งในแบบที่เรียกว่าดับเบิ้ลแฟริ่งหรือแฟริ่งแบบสองชั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แฟริ่งที่ว่านี้ยังช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้ดีและยังช่วยตัดลมปะทะที่จะเกิดขึ้นผู้ขับขี่ได้ดีอีกด้วย ในเรื่องของตำแหน่งท่านั่งดีไซน์ก็มีการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการยศาสตร์ โดยมีตำแหน่งสามเหลี่ยมสมมติของความสัมพันธ์กันระหว่าง เบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์มาอย่างลงตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องงอเข่ามากเกินไป สามารถขับขี่ทางไกลได้สบาย แต่ก็ให้ท่านั่งที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและกระชับทุกการขับขี่ โดยจะมีถังน้ำมันขนาดกะทัดรัดแต่ก็จุได้มากถึง 15 ลิตร ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ขาหนีบถังช่วยคอนโทรลรถได้ดีอีกด้วย มาที่ส่วนด้านท้ายกันบ้างทางค่ายออกแบบดีไซน์ให้ท่อไอเสียนั้นอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่องยนต์เพื่อสร้างสมดุลน้ำหนักตัวรถช่วยให้ควบคุมตัวรถได้ดี รวมถึงส่งผลดีต่อความร้อนที่จะกวนใจนักบิดและค้นซ้อนน้อยลงมาก และยังจะทำให้สามารถวางตำแหน่งพักเท้าคนซ้อนได้ต่ำลงทำให้คนซ้อน พิเศษอีกเล็กน้อยที่เป็นเรื่องของความใส่ใจทางค่ายยังได้ออกแบบให้รถสามารถถอดกระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อนและที่ยึดป้ายทะเบียนออกได้อย่างง่ายดายเพื่อให้สามารถลงขับขี่ในสนามแบบเรซซิ่งได้ดีอีกด้วยนะเออ เปลี่ยนจากเรื่องของดีไซน์มาที่ขุมพลังกันบ้าง สำหรับโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 100 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ โดย 80% ของแรงบิดสามารถเรียกใช้งานได้ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เพียง 4,000 รอบเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำนวณค่าอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักของตัวรถที่เบาเพียง 183 กก.แล้ว ถือว่าทำได้ดีเป็นระดับหัวแถวของคลาสเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ รวมไปถึงระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อมแม็ปปิ้งอีกหลายแม็ปให้เลือกใช้งานอีกด้วย มาถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถเลือกใช้แชสซีที่ออกแบบใหม่โดยคำนึงถึงความเพรียวเป็นหลัก เฟรมและสวิงอาร์มนั้นทำจากกอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปเพื่อให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง โดยเฟรมจะเป็นเฟรม Twin Lateral Beams ยึดเข้ากับคอรถ โดยใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับภาระน้ำหนักตัวรถรวมถึงยึดกับสวิงอาร์ม ทำให้รถมีน้ำหนักเบา และมีขนาดกะทัดรัด ขณะที่สวิงอาร์มแบบโมโนบล็อกออกแบบมาพิเศษเป็นแบบไม่สมมาตรเพื่อให้ได้การยึดเกาะที่ดีและน้ำหนักเบารวมไปถึงสามารถติดตั้งโช้คหลังเข้าไปได้โดยตรงไม่ต้องพึ่งพากระเดื่องอีกด้วย สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับของทาง KYB สามารถปรับแต่งรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มีแท็งน้ำมันแยก โดยระบบสายเบรกทั้งหมดจะเป็นสายถักมาให้เลย แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ ABS มาให้อีกด้วย และส่วนที่สำคัญอย่างเรื่องของยาง ทางค่ายจัดยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II มาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ขนาด 120/70 ZR 17 และ 180/55 ZR 17 หน้าหลังตามลำดับ ซึ่งใช้งานได้ดีมาก ๆ ทั้งบนถนนและในสนาม ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกมาก ที่ทำงานบนพื้นฐานของหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบเอ็นจิ้นแม็พ ซึ่งจะช่วยให้เรื่องของการขับขี่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยในเรื่องของการขับขี่ในด้านของความสะดวกสบาย เช่น ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์ หน้าจอแสดงผลสี TFT ที่อ่านค่าได้ง่ายพร้อมไฟแบ็กไลท์อัตโนมัติ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางและการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย อ้อ ตัวรถยังใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมที่มีน้ำหนักเบามากอีกด้วยนะ โหมดการขับขี่ 5 โหมด โดยแบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับการขับขี่บนท้องถนน ได้แก่ Commute สำหรับขับขี่ในทุกวัน, Dynamic สำหรับการขับขี่ที่สนุกและเร้าใจ และ Individual ที่ให้เราสามารถปรับเองได้ และอีก 2 โหมดสำหรับขับขี่ในสนามได้แก่ Challenge สำหรับขับขี่ในสนามโดยเฉพาะ และ Time Attack ที่ช่วยให้ปรับค่าระบบต่าง ๆ ได้เต็มที่ให้เหมาะกับการขับขี่ของคุณมากที่สุด สุดท้ายนี้ Aprilia RS 660

CFMoto 250 CL-X โมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กเลือดมังกรฟ้า CFMoto 250 CL-X คือโมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กคันล่าสุดของทางค่าย ที่ถือว่ามีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ใช่น้อย โดยใช้ดีไซน์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ที่พิกัด 700 ซีซี โดยจะมีสไตล์ในแบบของโมเดิร์นเรโทรคือเส้นสายที่กลม ๆ มน ๆ นั่นเอง จุดเด่นของมันคือไฟหน้าทรงกลมแบบคลาสสิกล้อมกรอบด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปตัวเอ็กซ์ โดยระบบไฟทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ใช้หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล มีการออกแบบถังน้ำมันให้ได้สัดส่วนเหมาะสมได้รูปได้ทรง มีเบาะนั่งแบบ 2 ระดับ ทั้งนี้ตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ดไบค์พิกัดเดียวกันกับของทางค่ายอย่าง 250NK นั่นเอง ทั้งนี้โมเดลใหม่นี้เปิดตัวจำหน่ายในประเทศอินเดียอยู่ในตอนนี้ ซึ่งตัวรถจะมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 28 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.7 นิวตันเมตร ทั้งยังมีไรดิ้งโหมดและสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวรถมีอีกหลายจุดที่แตกต่างออกไป เช่น เรื่องของท่านั่งขับขี่ที่แตกต่างออกไป โดยจะมีท่านั่งที่ตั้งตรงมากกว่ารถในตระกูล NK ที่มีท่านั่งในแบบโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก KYB และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและ ทั้งนี้ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นโมเดลนี้ในพิกัดที่ใหญ่ขึ้นเป็น 300 ซีซีก็ได้ เพราะทางค่ายมีโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง 300SR ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 292 ซีซีอยู่ อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายไม่ได้ระบุเรื่องของราคาวางจำหน่าย แต่มีตัวโมเดลนี้มีกำหนดการที่จะเปิดตัวในเอเชีย โดยน่าจะเป็นในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยนั้นคงต้องลุ้นพอตัวเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Leoncino 800 Trail 2022 หล่อก็ดี ลุยก็พอไหว Benelli Leoncino 800 Trail 2022 เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจจากทางเบเนลลี่ค่ายรถสิงโตยกขาข้างนึงนะไม่ใช่ยกขาข้างขวด มันคือเทรลไบค์สุดเท่ตามแบบฉบับโมเดิร์นคลาสสิคของทางค่าย ในเรื่องของดีไซน์นั้น ตัวรถมีรายละเอียดที่สวยงามแบบมินิมอลลงตัวตลอดทั้งคัน ตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมแฟริ่งทรงสูงด้านบนไฟหน้า บังโคลนหน้าพร้อมสิงโตยกขาเท่ ๆ อีก 1 ตัว ท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูง ออกแบบเฉพาะโมเดลนี้ โดยจะมาพร้อมกับเพลตนัมเบอร์และแผ่นกันความร้อนที่ด้านข้าง ให้ภาพลักษณ์ดุดันแบบรถแข่งแรลลี่ ถังน้ำมันเองก็เส้นสายที่ดูกำยำมาพร้อมการ์ดถังที่บรรจงทำขึ้นมาเป็นพิเศษสวยงามไม่เหมือนใคร และยังมีโลโก้ของทางค่าย ชื่อรุ่นและลายกราฟิกที่ดูสวยงามลงตัว ตัวรถใช้หน้าจอสี TFT ที่ให้ภาพลักษณ์สมกับเป็นรถแบบโมเดิร์นผสมผสานกับสไตล์คลาสสิก ในส่วนของขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่าย 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แชสซีที่อยู่ในตัวรถออกแบบมาให้พร้อมลุยกับเส้นทางแบบออฟโร้ด โดยจะมีเฟรมเป็นเฟรมแบบเฟรมถักเสริมด้วยเพลตโลหะเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายการันตีมาว่าจะช่วยให้ขับขี่ควบคุมได้ง่ายและแม่นยำ ระบบกันสะเทือนของรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ มาถึงเรื่องของล้อกันบ้างครับ ล้อหน้าจะเป็นล้อขนาด 19 นิ้วส่วนล้อหลังจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้ว โดยจะเป็นล้อซี่ลวดแบบทูบเลส ซึ่งก็จะช่วยให้ลุยได้ประมาณนึง ไม่ได้มากมายอะไรนัก โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นรถเทรลไบค์ที่หล่อ หน้าตาดีทีเดียว ลุยได้นิดหน่อย น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบการผจญภัยอยู่ได้ไม่มากก็น้อย แต่จะมาจำหน่ายในไทยหรือไม่ก็ต้องลุ้นกันดูครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Rally Edition 2022 ต่างจากโมเดลปกติอย่างไร เรามีคำตอบ สำหรับเจ้า T7 สายลุยตัวกลั่นระดับกลางจากทางยามาฮ่า หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ดีว่าเจ้าคันนี้มีความดีงามขนาดไหน ทางเราเองก็เคยรีวิวและทดสอบเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน แน่นอนเมื่อเข้าปี 2022 ทางยามาฮ่าเองก็ได้รุกตลาดต่อด้วยการเพิ่มสีสันใหม่เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ สีน้ำเงิน Icon Blue ที่ได้รแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทีมโรงงาน และสีดำ Midnight Black สำหรับคนชอบความดาร์ค โดยจะมาในเฉดสีดำทั้งคันรวมไปถึงล้อสีดำอีกด้วย แต่เท่านั้นยังไม่พอทาง Yamaha ยังได้สารต่อโมเดลพิเศษอย่าง Tenere 700 Rally Edition 2022 อีกด้วย หลาย ๆ ท่านน่าจะจำได้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะมาในเฉดสีฟ้าและเหลืองพร้อมลายยามาฮ่าสปีดบล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งดาการ์ในอดีต แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาวและแดงพร้อมลายกราฟิกสปีดบล็อก บวกกับของแต่งแท้ตรงรุ่นจากทาง Yamaha และของแต่งตรงรุ่นจากแบรนด์ระดับโลกอีกหลายชิ้น เพื่อให้โดดเด่นแตกต่าง และลุยไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ถามว่าโมเดลพิเศษใหม่นี้ใช้ตัวรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า T7 ตัวสแตนดาร์ดที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 689 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 72.4 แรงม้าที่ แรงบิดสูงถึง 68 แรงม้าที่ 6,500 รอบแล้ว วางบนเฟรมแบบเปลคู่ มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ KYB ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมและโช้คหลังพร้อมกระเดื่องที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และยังมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมหน้า 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ รัดมาด้วยยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally และส่วนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีดังนี้ เบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นแรลลี่ ใช้วัสดุสองแบบ ทำสีแดงและดำ พร้อมโลโก้ยามาฮ่า และความสูงที่ 895 พิเศษ ท่อ Akrapovic แบบสลิปออนพร้อมแผ่นกันความร้อนแบบคาร์บอน แฮนด์บาร์ทำสีดำ ปลอกแฮนด์แบบออฟโร้ด ช่วยให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะต้องเจอฝุ่นหรือโคลน การ์ดท้องเครื่องพิเศษทำจากอลูมิเนียมหนา 4 ม.ม. พร้อมจุดยึดกล่องเครื่องมือ ไฟเลี้ยว LED แผ่นกริพถัง ผิวสัมผัสยางเพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นเวลายืนขับขี่ การ์ดโซ่ทำจากอลูมิเนียม การ์ดแผงหม้อน้ำอลูมิเนียม ล้อสีทอง และนี่คือทั้งหมดเกี่ยวกับ เจ้า T7 โมเดลใหม่และโมเดลพิเศษสำหรับปีนี้ครับ งานนี้ใครอยากได้สีสันใหม่ ๆ หรือรุ่นพิเศษสุดเท่แล้วล่ะก็อย่าลืมกำเงินรอได้เลยครับผม มีลุ้นวางขายไทยในปีนี้แน่นอนครับผม อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Giorno 2022 สกู๊ตเตอร์น้องเล็กสุดน่ารัก พิกัด 50 ซีซี สำหรับ Honda Giorno 2022 นั้นเป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กพิกัด 50 ซีซี หรือที่บ้านเรานิยมเรียกรถประเภทนี้กันว่ารถป๊อป ที่ถึงแม้ว่าในบ้านเรานั้นจะไม่สามารถนำมาจดทะเบียนและนำมาขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีความน่าสนใจและมีความน่ารักมุ้งมิ้งอยู่ในตัว วันนี้ก็เลยเอามานำเสนอกัน แม้ว่าทางฮอนด้าเองจะไม่นำเข้ามาจำหน่ายก็เถอะ สำหรับ Giorno นั้นก็มีการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และในโมเดลใหม่นี้ก็มีดีไซน์ที่ออกมาน่ารักมุ้งมิ้ง กลม ๆ มน ๆ ดูดีมีสไตล์ มีความคลาสสิคและหรูหราอยู่ในที โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและกระจกทรงกลมแบบคลาสสิค มีดีไซน์ตัวรถที่โค้งมนตั้งแต่หัวจรดท้าย ดูสวยงามและน่ารัก นอกจากนี้ยังมีสีสันสวย ๆ ให้เลือกหลากหลายสีอีกด้วย ตัวรถยังมีเรือนไมล์อนาล็อกทรงกลมน่ารัก พร้อมมีส่วนแสดงผลดิจิตอลขนาดเล็กด้านล่างสำหรับแสดงข้อมูลระยะทางหรือเวลา เป็นต้น ถัดลงมาด้านล่างอีกเล็กน้อยก็จะเป็นเบ้ากุญแจพร้อมม่านนิรภัยกันงัดแงะ รวมถึงปุ่มสำหรับเปิดเบาะ ในส่วนของฟังก์ชันอำนวยความสะดวกนั้นก็มีอยู่พอสมควร ที่ด้านหน้าใต้แฮนด์ลงมา จะมองเห็นช่องเก็บของเล็ก ๆ พร้อมฝาปิดที่ด้านซ้ายและช่องจ่ายไฟสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ยังมีช่องเก็บของขนาดเล็กด้านขวามือที่เพียงพอที่จะใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล.ได้ ส่วนบริเวณตรงกลางก็จะเป็นห่วงโลหะขนาดใหญ่สามารถใช้แขวนถุงผ้า หรือถุงกับข้าวก็ได้ เวลาที่ไม่ใช้ก็สามารถพับเก็บให้เรียบร้อยได้อีกด้วย ในขณะที่ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาด 20 ลิตรที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกแบบเปิดหน้าได้ 1 ใบ หรือจะใส่เอกสารขนาด A4 ก็ทำได้เช่นเดียวกัน สำหรับเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ eSP ขนาด 50 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ และจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ที่ช่วยให้กำลังที่ดีในยามออกตัวและความประหยัดน้ำมัน ตัวรถยังมีระบบ Idling Stop ที่ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาหยุดรถตอนติดไฟแดง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียม 8 ก้านขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก เวลากำเบรกหลังระบบจะช่วยกระจายเบรกไปยังเบรกหน้าให้ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเวลาขับขี่ สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 5 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีเบจ สีเทา สีเขียวด้าน สีฟ้า และสีชมพู โดยจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นที่ราคา 209,000 บาท หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 60,600 บาท งานนี้ใครเงินเหลือซื้อมาขับเล่นในหมู่บ้านก็ได้นะ จริง ๆ ส่วนตัวผมก็รู้สึกเสียดาย ดีไซน์เลยนะ ออกจะน่ารัก ถ้านำมาปรับกับโมเดลในบ้านเรา เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนขนาดล้อ ผมว่าน่าสนใจเลยแหละ ปล. แล้วจะมีใครสนใจเหมือนผมบ้างมั้ยเนี่ย อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Tuareg 660 สายลุยไซส์กลางจากค่ายสามตา มีอะไรน่าสนใจ สำหรับเจ้า Aprilia Tuareg 660 นั้นเราเคยทำข่าวไปแล้วครั้งนึงตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เผยโฉมคันจริง ๆ ยังเป็นเพียงภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกกันอยู่เลย และข้อมูลที่ได้มาตอนนั้นก็ยังไม่ละเอียดมากพอสำหรับแฟน ๆ ที่จะตัดสินใจซื้อรถกันสักคันใช่มั้ยล่ะครับ มาคราวนี้ก็ได้โอกาสนำข้อมูลมานำเสนอกันอีกครั้ง คราวนี้จะมีอะไรโดดเด่นและน่าสนใจแค่ไหน ไปตำกันได้เลย เข้าเรื่องการออกแบบและดีไซน์กันก่อนเลย สำหรับการออกแบบนั้นเจ้าสามตาสายลุยคันนี้มีทีมออกแบบจากทาง Piaggio Advance Design Center ที่ตั้งอยู่ที่คาลิฟอร์เนียออกแบบให้ โดยเน้นไปที่สไตล์ที่โดดเด่นและมีความลงตัวของเทคโนโลยีและเน้นการใช้งานได้จริง แต่ก็มีในส่วนของกราฟิกและโลโก้ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tuareg 600 Wind ปี 1988 ชิลด์หน้าของรถทำจากวัสดุเพล็กซีกลาสขนาดใหญ่ปรับระดับได้ มีความแข็งแรงและให้ทัศนวิสัยที่ดี ไฟหน้ายังคงเอกลักษณ์ตามแบบของทางแบรนด์นั่นคือเป็นไฟหน้าแบบ 3 โคม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว โดยไฟส่องสว่างทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ตัวรถยังมีจุดที่ดูแปลกตาอีกหลายจุดที่ทำให้แตกต่างจากสายลุยทั่วไป ตรงที่ตัวรถด้านหน้าส่วนข้างจะใช้รูปแบบดับเบิลแฟริ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นแฟริ่งซ้อนกันสองชั้นทำหน้าที่ช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิก ซึ่งจะส่งผลดีต่อสมรรถนะของรถและความสบายเวลาขับขี่ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ตัวรถด้านท้ายเองก็ไม่มีแฟริ่งด้านล่างบริเวณใต้เบาะนั่ง เผยให้เห็นซับเฟรมและเฟรมบางส่วนให้กลิ่นอายคล้ายรถสไตล์เน็กเก็ด แต่ยังมีแฟริ่งที่สามารถถอดออกได้เวลาที่จะติดกล่องข้างสำหรับขนสัมภาระเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่คำนึงถึงเรื่องความสวยงาม ทาง Aprilia ยังคำนึงถึงเรื่องความสบายและการขับขี่ที่ดี โดยออกแบบรถให้มีการยศาสตร์ที่ดี ทางค่ายเลือกที่จะใช้เครื่องยนต์บล็อกนี้เพื่อให้ดีไซเนอร์นั้นสามารถที่จะออกแบบรถที่มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่เหมาะสมกับการขับขี่แบบสมบุกสมบัน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ผู้ขับขี่ร่างเล็กลำบากเกินไป ตัวรถถูกออกแบบให้มีซับเฟรมที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เบาะนั่งนั้นต่ำ และยังออกแบบให้ท้ายเพรียวเพื่อให้ได้รถที่เพรียวบางและกระชับ โดยเฉพาะส่วนที่ขาของผู้ขับขี่จะต้องสัมผัส โดยเฉพาะถังน้ำมันที่แม้ว่าจะใหญ่ถึง 18 ลิตรที่ช่วยให้วิ่งได้ไกลมากถึง 450 กม. แต่ก็ยังเพรียวบางสมส่วน ตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่เองก็ออกแบบมาให้ขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล พักเท้าถูกวางให้ตำแหน่งการวางเท้าไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย มีแฮนด์บาร์กว้างและยกสูงช่วยให้ควบคุมรถและจับอาการของรถได้ดี เบาะนั่งเองก็มีความยาวและนั่งได้สบายทั้งคนขี่และคนซ้อนรวมไปถึงมือจับคนซ้อนเองก็มาให้โดยเป็นดีไซน์แบบบิลต์อิน ตัวรถบริเวณกลางลำตัวยังออกแบบมาให้มีความสลิมเพื่อให้ขับขี่ควบคุมในท่ายืนขี่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเวลาขับขี่บนทางฝุ่น ขณะเดียวกันตัวรถก็มีน้ำหนักเพียง 204 กก. ซึ่งสำหรับรถแอดเวนเจอร์พิกัดนี้ถือว่าน้ำหนักดีเลยทีเดียว ขุมพลังของรถนั้นจะเป็นเครื่องสองสูบเรียง 659 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว โดยมีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ให้เข้ากับโมเดลนี้โดยตรง ไม่ใช่ยกมาวางเฉย ๆ มีการลดฟันของสเตอร์หน้าลงเหลือ 15 ฟันจากเดิม 17 ฟันจากพี่น้องสายสปอร์ต นอกจากนี้ยังมีการปรับอีกหลายจุดเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์มากขึ้นอีกด้วย อาทิ ปรับการทำงานของวาล์ว ปรับเปลี่ยนท่อไอดีและเคสของกรองอากาศ รวมถึงระบบไอเสียใหม่ เพื่อให้ได้แรงบิดที่ดีขึ้นในรอบต่ำและรอบกลาง ผลที่ได้คือเครื่องยนต์มีแรงม้าสูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวัตนเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งปกติจะต้องเป็น 8,500 รอบ และมีแรงบิดมากถึง 75% ตั้งแต่ในรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้น ช่วงล่างของรถนั้นก็ถือว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานของแอดเวนเจอร์ไบค์ในระดับกลาง หลายคนอาจจะคิดว่าใช้พื้นฐานเดียวกันกับ RS660 หรือ Tuono แต่จริง ๆ แล้วแชสซีนั้นออกแบบใหม่โดยมุ่งให้ใช้ในรูปแบบของเฮฟวีดิวตี้หรือใช้งานหนัก สำหรับขับขี่แบบสมบุกสมบันนั่นเอง ตัวเฟรมนั้นใช้แบบท่อเหล็กความแข็งแรงสูงและแผ่นเพลตเสริมความแข็งแรง เพื่อให้ตัวรถแข็งแรงซับเฟรมเองก็เชื่อมเข้ากับเมนเฟรมทำให้รับน้ำหนักได้มากถึง 210 กก. ทำให้แทบจะไม่เกี่ยงงอนเรื่องสัมภาระและคนซ้อน ระบบกันสะเทือนนั้นจะเลือกใช้ของ KYB โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบและระยะยุบมากถึง 240 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มและกระเดื่อง โดยสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน ระยะยุบเองก็ 240 ม.ม.เท่ากันกับด้านหน้า เรียกว่าตอบโจทย์การขับขี่ในแบบสมบุกสมบันได้ดี รวมถึงสามารถปรับเซ็ตให้เข้ากับโหลดต่าง ๆ ได้หลากหลายอีกด้วย สำหรับระบบเบรกนั้นจะเลือกใช้คาลิเปอร์เบรกของ Brembo พร้อมสายเบรกแบบถัก โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 300 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียล 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 260 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ซึ่งแน่นอนว่าเพียงพอกับการขับขี่ในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่างแน่นอน ขณะที่ล้อนั้นจะเป็นล้อหน้าซี่ลวดแบบทูบเลสขนาด 21 นิ้วและล้อหลัง 18 นิ้วตามลำดับ ซึ่งทางค่ายให้ยางแบบกึ่งจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Pirelli Scorpion Rally STR มาซึ่งใช้งานได้ดีทั้งทางฝุ่นและกระทั่งทางดำ ก็เรียกว่าสามารถใช้งานในรูปแบบแอดเวนเจอร์ได้ดีอย่างแน่นอน มาถึงส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ กันบ้าง ซึ่งทางค่ายจัดมาเป็นชุดกับระบบ APRC ซึ่งย่อมาจาก Aprilia Performance Ride Control ก็เต็มไปด้วยระบบต่าง ๆ มากมาย โดยจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับปรุงมาเพื่อโมเดลนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ ระบบแทร็คชันคอนโทรล 4 ระดับและปิดได้ ระบบครูซคอนโทรล ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและเอ็นจิ้นแม็พอีก 3 รูปแบบ โหมดการขับขี่ 4 โหมด สำหรับการขับขี่ในรูปแบบต่าง

Italjet Dragster 125 & 200 สกู๊ตเตอร์ที่ตั้งตัวเองว่าเป็นซูเปอร์ไบค์สำหรับคนเมือง Italjet Dragster 125 & 200 สกู๊ตเตอร์โมเดลใหม่ล่าสุดจากทางค่ายรถสัญชาติอิตาลีคันนี้เปิดตัวในงาน Eicma 2021 ที่ทางค่ายเรียกมันว่า Urban Superbike หรือแปลง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่า ซูเปอร์ไบค์สำหรับคนเมือง นั่นเอง แล้วเจ้าคันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง ไปดูกันเลยครับ สำหรับเจ้าแดร็กสเตอร์คันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ แน่นอนว่ามาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นจากการที่มันเป็นรถอิตาลี ซึ่งแฟน ๆ สองล้อก็น่าจะพอรับรู้กันอยู่แล้วว่ารถสัญชาติอิตาลีนั้นโดดเด่นเรื่องหน้าตาการออกแบบและดีไซน์อยู่แล้ว โดยตัวรถจะมีดีไซน์ในแบบสปอร์ตดุดัน โดดเด่นด้วยเฟรมถักสีจัดจ้านและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ดูล้ำสมัย โดยเฉพาะช่วงล่างด้านหน้าที่มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยวแบบอิสระที่ทางค่ายจดสิทธิบัตรไว้ชื่อว่า Independent Steering System หรือ I.S.S. ที่มาในลักษณะของอาร์มเดี่ยวที่ใช้วัสดุอลูมิเนียมฟอร์จ ซึ่งแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา ไฟเลี้ยวด้านหน้าอยู่ที่การ์ดเบรกพร้อมเป็นไฟแบบ Flow Light หรือไฟแบบวิ่ง ซึ่งไฟท้ายเองก็จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน โดยระบบไฟส่องสว่างจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ขุมพลังของเจ้าแดร็กสเตอร์คันนี้เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์ว ใช้หัวฉีดจากทาง Magneti Marelli โดยจะมี 2 ขนาดความจุด้วยกันคือ ขนาด 125 ซีซี และ 200 ซีซี โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 13 แรงม้าสำหรับรุ่น 125 ซีซี และ 18 แรงม้าสำหรับรุ่น 200 ซีซี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเครื่องที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 โดยตัวรถจะมีถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร *ทั้งนี้ 2 ขนาดความจุจะอยู่บนพื้นฐานเดียวกันทั้งหมด ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าก็จะเป็นอาร์มเดี่ยวอย่างที่เกริ่นไปในเรื่องของดีไซน์ล้ำ ๆ โดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งเจ้าระบบบังคับเลี้ยวแบบอิสระ มันอิสระตรงที่ระบบบังคับเลี้ยวนั้นจะแยกออกจากระบบกันสะเทือน ทำให้ไม่ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนมาที่แฮนด์บาร์ และสามารถที่จะคงมิติของระบบกันสะเทือนที่ถูกต้องไว้ได้ ซึ่งระบบที่ว่านี้จะมีโช้คที่ทางค่ายออกแบบเอง โดยมี Andrea Dovizioso นักแข่ง MotoGP มาช่วยทดสอบ ในขณะที่กำลังเบรก รถก็จะไม่เกิดการยุบตัวเหมือนรถทั่ว ๆ ไป ไม่มีโหลดน้ำหนักถูกย้ายไปที่ด้านหน้ารถ ทำให้เบรกได้อย่างเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ และเมื่อทำงานร่วมกับยางหนึบ ๆ อย่าง Pirelli Angel ที่ขนาด 120/70 R12 และ 140/60 R13 หน้าและหลังตามลำดับ ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นของทาง Brembo โดยจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ที่ Bosch พัฒนาให้โดยเฉพาะ และสำหรับคนที่อยากซิ่งทางค่ายเองก็มีของแต่งจากแบรนด์ระดับโลกเตรียมไว้ให้พร้อม ทั้งท่อไอเสีย Akrapovic โดยจะมีทั้งแบบขี่ถนนหรือขี่สนาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงม้าแรงบิดได้อีกเล็กน้อย รวมถึงมีน้ำหนักเบากว่าท่อของเดิม ของแต่งแบรนด์ Malossi ที่เด่นเรื่องอะไหล่โมเป็ดและสกู๊ตเตอร์ ปั๊มบนเกรดเรซซิ่งจาก Brembo โช้คจาก Ohlins รวมไปถึงชิ้นส่วนคาร์บอนต่าง ๆ เพื่อความเบาและโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก สุดท้ายนี้รถจะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีดำ โดยรุ่น 125 ซีซี โดยจำหน่าย 5499 ยูโร หรือราว ๆ 207,000 บาท และสำหรับรุ่น 5799 ยูโรหรือราว ๆ 218,000 บาท ครับ ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้น มีความเป็นไปได้ครับ โดยอาจจะเป็นในลักษณะเกรย์มาร์เก็ต ซึ่งงานนี้ก็ต้องตามดูกันต่อไป แต่ราคาจะไม่ใช่ราคานี้แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่าง ๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V100 Mandello มอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต แฟน ๆ ชาวสองล้อหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ในสไตล์คลาสสิคเครื่องวีวางขวางจากทางค่ายรถอินทรีย์ผงาด โมโต กุซซี่ ทว่าคราวนี้ทางค่ายมาในแนวทางใหม่ มุ่งหน้าสู่อนาคต ด้วยมอเตอร์ไซค์โมเดลใหม่ที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ๆ ล้ำ ๆ ในแบบคันแรกของโลกกับเจ้า Moto Guzzi V100 Mandello ปี 2021 นี้เป็นปีที่ทางค่ายมีอายุครบ 100 ปีหรือ 1 ศตวรรษเป็นหมุดหมายที่สำคัญมากของทางแบรนด์ และเมื่อบวกรวมกับเมือง Mandello del Lario ที่ตั้งโรงงานของทางค่ายแล้ว จึงกลายเป็นที่มาของชื่อโมเดลสุดล้ำคันนี้ โมเดลนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวบทใหม่ของทางแบรนด์ มันเป็นรถที่ขบถ ไม่ยึดติดอยู่กับสไตล์ใดสไตล์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มันผสมผสานสไตล์หลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน ทั้งยังดูดีรสนิยมที่ยอดเยี่ยมและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของการเดินทาง ตัวรถจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก ๆ เนื่องจากทางค่ายปูพื้นให้มันกลายเป็นโมเดลที่จะนำพาแบรนด์มุ่งหน้าไปสู่อนาคตด้วยโซลูชันทางนวัตกรรมอันชาญฉลาดและระบบแอโรไดนามิกส์ที่ปรับเปลี่ยนได้ ดีไซน์ของรถยังคงมีเอกลักษณ์ในแบบพิเศษของทางค่ายคือการวางเครื่องวีแบบวางขวาง มีทรวดทรงที่ให้กลิ่นอายผสมผสานของความย้อนยุคและการตีความในแบบสมัยใหม่ สังเกตได้จากทรงของถังน้ำมัน เครื่องยนต์แบบวางขวาง แผงข้างบริเวณด้านล่างของเบาะนั่ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดล Le Mans ปี 1976 และแฟริ่งด้านบนสุดก็ได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดล Le Mans 850 III ปี 1981 สำหรับโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่แบบเครื่องสองสูบวี 90 องศาแบบวางขวางระบายความร้อนด้วยน้ำที่ออกแบบและพัฒนาให้มีความกะทัดรัดและน้ำหนักเบา โดยเครื่องยนต์จะมีขนาดความจุ 1,042 ซีซี โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 115 แรงม้า และมีแรงบิด 105 นิวตันเมตร โดยยังระบุเพิ่มเติมอีกว่ามีแรงบิดให้ใช้มากถึง 90% ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เพียง 3,500 รอบ โดยโมเดลนี้จะใช้ระบบส่งกำลังด้วยเพลา ในด้านของช่วงล่างนั้นตัวรถจะมีแชสซีที่ออกแบบมาให้กะทัดรัดและควบคุมตัวรถได้ดีทั้งในโค้งและทางตรง โดยไม่ทิ้งความนิ่งเสถียรเวลาขับขี่ทางตรงยาว ๆ ไกล ๆ โดยระบบกันสะเทือนจะเลือกใช้ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจากทาง Ohlins (เฉพาะตัวท็อป) และระบบเบรกจากทาง Brembo มาถึงไฮไลต์ชูโรงของโมเดลนี้ที่เรียกว่าเป็นคันแรกในโลกกันดีกว่าครับ ซึ่งก็คือระบบอะแดปทีฟ แอโรไดนามิกส์ (Adaptive Aerodynamics) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความสบายในการขับขี่ด้วยการเพิ่มการป้องกันลม โดยระบบจะทำหน้าที่ปรับตัวดีเฟล็กเตอร์ที่ด้านข้างถังน้ำมันขนาด 17.5 ลิตรของมันโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเร็วและโหมดการขับขี่ที่เลือก โดยเมื่อเจ้าตัวดีเฟล็กเตอร์ที่หน้าตาเหมือนปีกตัดลมนี้ยกสูงเต็มที่จะลดแรงลมปะทะที่จะกระทำต่อผู้ขับขี่ได้มากถึง 22 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ขณะเดียวกันตัวรถเองก็มีชิลด์บังลมหน้าเองก็สามารถปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย นอกจากนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประมวลผลแรงเฉื่อย 6 แกน ทำงานร่วมกับ ECU ของ Marelli 11MP ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 4 ระดับ เอ็นจิ้นแม็พ 3 แม็พ เอ็นจิ้นเบรกอีก 3 ระดับ ระบบครูซคอนโทรล ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ตัวรถมีการใช้หน้าจอแสดงผลแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ไฟแบบ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และระบบไฟส่องสว่างในโค้งเพิ่มทัศนวิสัยเวลาเข้าโค้ง เรียกได้ว่ามีระบบช่วยเหลือทั้งในด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบาย สุดท้ายนี้ตัวรถจะจำหน่าย 2 เวอร์ชันคือ ตัวแสตนดาร์ด และตัวท็อป โดยตัวท็อปจะมาเพิ่มเติมระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ควิกชิฟเตอร์ อุ่นมือและระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และจะจำหน่ายด้วยกันสองเฉดสีคือ สีเขียว และสีแดง อย่างไรก็ดียังไม่มีรายละเอียดเรื่องของราคาและวันวางจำหน่ายในขณะนี้ อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากค่ายสามตา Aprilia SR GT ก็เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดโมเดลนึงจากทางค่ายรถสามตา ที่เปิดตัวในงาน EICMA 2021 ที่จัดขึ้นไปช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และที่สำคัญเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็ดันเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายอีกด้วย เรียกว่ากระแสตอนนี้มาทางนี้ก็ว่าได้ หลาย ๆ ค่ายต่างก็เริ่มหันมาทำรถในสไตล์นี้กันหลายค่ายแล้วด้วยเช่นกัน เจ้า SR GT ทางค่ายเรียกมันว่าเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีการออกแบบโดยใช้แนวคิดเติมความสนุกเข้าไปในการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการเดินทางไกลและการผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ อีกด้วย โดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกของเอ็นดูโร ที่ทำให้มันเป็นเพื่อนคู่ใจไปในทุก ๆ สถานการณ์ ตัวรถมีตำแหน่งท่านั่งในแบบที่แอ็กทีฟคือพร้อมจะให้คนขับขี่ลุกขึ้นยืนควบคุมรถที่ใช้แฮนด์บาร์แบบกว้างได้สะดวก โดยจะมีฟุตบอร์ดแบบ 2 ตอน คือวางยืดขาไปด้านหน้าได้เพื่อความสบาย และวางแบบท่านั่งปกติเพื่อการควบคุมถ่ายน้ำหนักที่ดี มีระบบกันสะเทือนจาก Showaทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 33 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ โดยที่มีระยะยุบมากเป็นพิเศษ และตัวรถเองก็มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากเพื่อให้สามารถข้ามผ่านอุปสรรคได้ง่าย แน่นอนว่าตัวยางเป็นก็เป็นยางแบบออลเทอร์เรนที่ให้ขับขี่ได้ในหลาย ๆ สภาพพื้นผิว ไล่ไปตั้งแต่ถนนดำ หินคอบเบิลสโตน หรือทางฝุ่น ส่วนล้อจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ ซึ่งก็มีขนาดล้อที่เล็กต่างจากคู่แข่ง โดยทางค่ายเคลมว่าจะมีความคล่องตัวสูง ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 260 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็น 220 ม.ม. (ถ้าเป็นรุ่น 125 ซีซีจะมีขนาดดิสก์เบรกเป็น 200 ม.ม.แทน) ขณะเดียวกันแม้จะช่วงล่างแบบลุย ๆ แต่ดีไซน์ตัวรถก็ยังมีกลิ่นอายในแบบของสปอร์ตตามแบบฉบับของทางค่าย โดยสังเกตเอกลักษณ์เด่นไฟหน้าแบบ 3 โคม ซึ่งภายในก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว และแน่นอนว่าเป็นแบบ LED หมดแล้ว ถัดขึ้นมาก็จะมีชิลด์หน้าที่กว้างใหญ่ช่วยกันลมได้ดี ส่วนหน้าจอเรือนไมล์เป็นหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ซึ่งสามารถเพิ่มอ็อปชันเสริมให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ จุดเด่นอีกจุดก็จะเป็นด้านท้ายของรถที่มีดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งในตัวไฟท้ายที่เป็นไฟเลี้ยวในตัวเอง และบังโคลนท้ายแบบกันดีดที่ใช้จุดนี้เป็นที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปในตัว มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง ทางค่ายจะเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มา จากทาง Vespa ที่เป็นเครือเดียวกัน ซึ่งก็คือเครื่อง i-get ซึ่งจะมีให้เลือก 2 พิกัดขุมพลังกัน คือ 125 ซีซีในรุ่น SR GT 125 และ 175 ซีซีใน SR GT 200 ที่มาพร้อมระบบสตาร์ทแอนด์สต็อป โดยรุ่น 125 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 14.75 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ส่วนรุ่น 175 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบแรละแรงบิดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งทางค่ายเคลมว่าจะให้กำลังที่นุ่มนวลแต่ขณะเดียวกันก็เพียงพอที่จะขับขี่ผ่านข้ามอุปสรรค์ได้ไม่ยากเย็น รวมถึงประหยัดน้ำมัน โดยให้สามารถทำได้มากถึง 40 กม./ลิตรในรุ่น 125 และ 38.5 กม./ลิตรในรุ่น 200 ทำให้ถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร ที่ให้มาสามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวรถยังมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างช่องเก็บของด้านหน้าซึ่งเหมาะกับการใส่ถุงมือและสมาร์ทโฟน โดยมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้ด้วย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 25 ลิตร แม้จะไม่ได้ใหญ่มากอะไรแต่ก็เพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ เลย สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และสีน้ำเงิน Infinity Blue โดยทุกสีจะมาพร้อมแฟริ่งด้านใต้ฟุตบอร์ดพักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงิน ล้อสีดำ เบาะนั่งสีเดินด้ายสีเทา ขณะที่รุ่น Sport จะมีนำเฉดสีของสปอร์ตไบค์มาใช้ โดยจะในสีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway ซึ่งจะแตกต่างจากโมเดลพื้นฐาน ด้วยการมีลายกราฟิกเพิ่มเติมที่แฟริ่งชิ้นข้างเป็นตัว a ขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือชื่อแบรนด์ และมีคำว่า Aprilia ที่ด้านล่างอีกด้วย

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 มาไทยแล้วลองอ่าน รีวิวคันนี้ดู คลิกเรียกได้ว่าเป็นรถที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและจับตามองกันมาก ๆ สำหรับเจ้าเอสยูวีไบค์ขุมพลังเดียวกับ Forza 350 วันนี้เราก็เลยจะพาทุกท่านไป เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 กันครับ แน่นอนว่าเจ้า ADV 350 มีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Forza 350 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ eSP+ เช่นเดียวกัน แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ผมจะเหลาออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เองครับ ชิลด์บังลมหน้าปรับความสูงได้ 2 ระดับ ปรับเตี้ยให้สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ปรับสูงก็ช่วยให้ตัดลมลดแรงปะทะได้มากเวลาเดินทางไกล ออกนอกเมือง เรียกว่าคล่องตัวทุกการขับขี่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นระบบปรับไฟฟ้าเท่านั้นเอง 2. การ์ดแฮนด์ติดรถมาด้วยเลย ก็เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสำหรับรถลุย ๆ น่ะครับ ช่วยกันลม ป้องกันเศษหินหรือเศษอะไรกระเด็นขึ้นมาเวลาเราลุยทางที่สมบุกสมบันได้นั่นเอง 3. ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ มีขนาดความจุมากถึง 48 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบได้ 4. ช่องจ่ายไฟ USB Type C อยู่ในช่องเก็บถุงมือด้านหน้า ช่วยให้ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยช่องเก็บของนี้ยังล็อกได้อีกด้วย 5. เบาะนั่งต่ำ โดยสูงเพียง 795 ม.ม. แม้ว่าตัวรถจะให้ระยะความสูงจากตัวรถถึงพื้นมากถึง 145 ม.ม. ซึ่งมากกว่า Forza 350 ถึง 10 ม.ม. 6. ระบบสมาร์ทคีย์ สามารถล็อกรถ เปิดฝาถังน้ำมัน เปิดเบาะ ได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว พร้อมระบบอานเซอร์แบ็ก กระพริบไฟช่วยหารถจากลานจอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วก็ว่าได้ 7. หน้าจอแสดงผลแบบ LCD เต็มระบบ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Honda Smartphone Voice Control สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างรับสาย โทรออก และอื่น ๆ ได้ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ซึ่งฟังก์ชันนี้เริ่มจะเป็นเหมือนฟังก์ชันบังคับสำหรับรถสมัยใหม่อีกเช่นกัน 8. โช้คหน้าหัวกลับ มีขนาด 37 ม.ม. ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ Forza เป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา และมีขนาดเล็กกว่า 9. โช้คหลังพร้อมซับแทงก์ ใช้สปริงแบบโปรเกรสซีฟเรท เหมาะกับการขับขี่ได้หลากหลายพื้นผิวถนน ก็อัปเกรดมาอีกขั้นเมื่อเทียบกับทาง Forza 10.ยางแบบกึ่งให้คุณลุยได้หลากเส้นทาง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้านน้ำหนักเบา เหมาะกับถนนในเมืองไทยหลาย ๆ เส้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังน่าปวดหัว 11. เครื่องยนต์ eSP+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 330 ซีซี เครื่องเดียวกับ Forza 350 12. เคลมแรงม้า 28.96 แรงม้าที่ 7,500 รอบ 13. เคลมแรงบิด 31.9 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ 14. ระบบแทร็คชันคอนโทรลหรือ Honda Selectable Torque Control ปรับได้ 2 ระดับ และสามารถเปิดปิดได้ เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น 15. ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหันหรือ Emergency Stop Signal อีกฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเบรกกะทันหัน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้คนขับรถตามมาระวังตัวได้ทัน 16. ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ช่วยให้เบรกได้ปลอดภัยและมั่นใจได้มากขึ้น 17. มีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีเงิน Spangle Silver Metallic สีเทา Mat Carbonium Gray Metallic และสีแดง Mat Carnelian Red Metallic และนี่คือหลากหลายจุดเด่นที่เราคัดมาให้ทุกท่านได้รับรู้กันแบบเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และหากจะให้ทางเราคาดเดาราคาก็บอกเลยว่าจะต้องมาราคาแพงกว่า Forza 350

Ducati V21L รถแข่ง MotoE ของทางค่ายเริ่มลงสนามจริงแล้ว เป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยลยทีเดียวสำหรับดูคาติกับโปรเจ็กต์ Ducati MotoE ซึ่งเรียกได้ว่ามาไกลเกินความคาดหมาย จากการที่เจ้า V21L รถแข่งไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์เริ่มออกมาทดสอบในสนาม Misano World Circuit แล้ว โดยเจ้ารถแข่งคันนี้มีกำหนดการจะเข้าร่วมแข่งขันใน MotoE World Cup ครั้งแรกในปี 2023 นี้ และทางดูคาติเองก็ได้ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเทคโอเวอร์รายการการแข่งขันรายการนี้อีกด้วย สำหรับดีไซน์ของรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์คันนี้อาจจะดูไม่เหมือนรถซูเปอร์ไบค์ที่ทางดูคาติเป็นพาร์ทเนอร์อยู่สักเท่าไหร่ แต่มันก็มีสวิงอาร์มคู่พร้อมกระเดื่องและโช้คแบบโปรเกรสซีฟที่มีต้นแบบมาจากพาร์ทเนอร์ของทางค่าย ตัวรถนั้นยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ ในส่วนของท้ายรถเองก็เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ต้องมีซับเฟรมมาช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งน่าจะทำได้จากการที่มันเป็นรถแข่งและขับขี่ใช้งานคนเดียว และยังมีดีไซน์เหมือนกับภาพร่างที่เราน่าจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นออยล์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่างของด้านหน้าตัวรถและมีสิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งคาดว่าตัวมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะต้องการการระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ หรือไม่สิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำนั้นอาจจะเป็นส่วนนึงของตำแหน่งที่ติดตั้งจัดวางแบตเตอรี่ก็เป็นได้ ช่วงล่างที่สังเกตเห็นได้ชัด ๆ ก็คือระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo และล้อ Marchesini ส่วนที่เห็นคือ Michelle Pirro ทดสอบรถพร้อมกับยางฝน เนื่องมาจากว่าตัวแทร็กนั้นมีทั้งส่วนที่แห้งและเปียกในตอนนั้น Roberto Canè หัวหน้าแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของดูคาติกล่าวว่า: “เรากำลังได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นจริง และนี่มันไม่ใช่ความฝัน รถไฟฟ้าคันแรกจากดูคาติในสนามแข่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแค่ความโดดเด่นของมัน แต่ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่อีกด้วย ความท้าทายทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกคนในทีมต้องทุ่มเทให้กับการทำงานโปรเจ็กต์นี้อย่างมาก และผลลัพธ์ในวันนี้จากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่เดือนให้หลังมานี้ก็คุ้มค่ามาก ๆ แต่เรายังไม่เสร็จสิ้นแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เรารู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้เราได้วางรากฐานที่สำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว” Michele Pirro นักทดสอบรถ กล่าวว่า “การทดสอบรถต้นแบบ MotoE ในสนามนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ามันเป็นมาร์คจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของดูคาติ ตัวรถนั้นเบาและมีบาลานซ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดคันเร่งในช่วงแรกและการออกแบบการยศาสตร์นั้นก็คล้ายคลึงกับรถแข่ง MotoGP มาก ๆ เลยล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันเงียบ แล้วนี่ก็คือการทดสอบเราก็เลยจำกัดพละกำลังของรถไว้ที่ 70% เท่านั้น ผมคิดว่าผมกำลังขี่รถของตัวเองอยู่ซะอีกนะเนี่ย” เจ้า V21L คันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากโมเดลนึงเลยล่ะครับ และเราเองก็อยากจะเห็นว่าจะสามารถเทียบเคียงกับ Energica Ego Corsa ที่จะถูกแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้มั้ย เรียกได้ว่าอนาคตเราจะได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม. และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L) ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix

OHVALE GP-0 รถแข่ง MiniGP สำหรับเด็กน้อยที่ฝันไกล เมื่อปลายเดือนที่แล้วระหว่างที่กำลังมีงาน EICMA 2021 อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ของชาวสองล้อที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เผอิญว่าตัวผมนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมในฐานะสื่อคนนึง ซึ่งก็ต้องขอบคุณทาง ITA ที่สนับสนุนและเลือกทางเราไป ผมก็ได้มีโอกาสไปเจอกับเจ้า OHVALE GP-0 ซึ่งก็คิดว่ามันน่าสนใจจึงได้เก็บภาพมาฝากกัน สำหรับเจ้าโอวาเล่คันนี้ มันคือผลงานจากทาง Valerio Da Lio ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์มากกว่า 30 ปี มันคือรถแข่งขนาดเล็ก ที่ไม่ใช่พ็อกเก็ตไบค์ธรรมดา ๆ แต่มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน_MiniGP ซึ่งเป็นหนทางนึงในการที่เด็ก ๆ จะสามารถใช้รายการนี้เป็นเสมือนเวทีคัดตัวก่อนจะเติบโตไปเป็นนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต สำหรับเจ้า GP-0 คันนี้มันคือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้เข้าถึงได้ไม่ยาก ใช้งานได้จริง ๆ และขี่ได้ดีจริง ๆ มันสามารถขี่แบบจริงจังแบบรถแข่งขนานแท้ได้เลย แต่มีข้อดีตรงที่สามารถลดค่าใช้จ่ายเวลาได้หลายด้าน รวมไปถึงการขนย้ายไปขี่ในแต่ละสนามก็ทำได้สะดวกมากกว่าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะขนาดตัวมันนั่นเอง และที่สำคัญเลยเวลาล้มก็มีชิ้นส่วนเทฟล่อนที่ปลายแฮนด์และพักเท้า ช่วยลดความเสียหายได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้รถนั้นแข็งแรงทนทานและตอบสนองฟีลลิ่งต่าง ๆ ให้นักบิดได้ดี โดยใช้ความหลงใหล ความรัก ทุ่มเทออกมาให้สมกับคำว่า “Made in Italy” โดยทั้งดีไซน์และผลิตในอิตาลี เรียกว่าอิตาลีแท้ ๆ เลยนั่นเอง โดยทาง Valerio Da Lio จับมือกับหลาย ๆ คนที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mariano Fioravanzo ที่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เจ้ารถแข่งคันน้อยคันนี้ออกมาดีที่สุด ในเรื่องของการดีไซน์นั้นหลัก ๆ คือไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังออกแบบให้มีความโดดเด่นแตกต่าง และไม่ลืมที่ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะของตัวรถ ว่าต้องใช้งานได้จริง ตัวรถนั้นแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา ตัวถังน้ำมันขนาด 3.5 ลิตรและเบาะนั่งออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกันเพื่อให้มีความแข็งแรงมากที่สุด ตัวแฟริ่งหลัก ๆ จะแบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนข้างและส่วนล่างเพื่อลดความเสียหายเวลาล้ม และที่สำคัญอีกจุดนึงคือการออกแบบให้ท่านั่งนั้นใช้งานได้ดี ไม่ว่าคนขี่จะร่างเล็กหรือใหญ่ เฟรมของรถเป็นเฟรมถักที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงออกแบบและสร้างในโปรแกรม 3D CAD เป็นพิเศษ ให้มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมกับการเป็นรถสปอร์ต ส่วนสวิงอาร์มนั้นทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ในส่วนของระบบกันสะเทือนมีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 33 ม.ม. และโช้คหลังซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ พร้อมกันนี้ยังมีระบบพิเศษในตัวเฟรมที่ออกแบบมาให้ตัวรถสามารถปรับระยะฐานล้อได้อีกด้วย มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 4 จังหวะขนาด 110 ซีซี (สำหรับคันที่ถ่ายมาให้ได้ชม) จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ ทั้งนี้แรงม้าอยู่ที่ 8 แรงม้า มาพร้อมท่อเต็มระบบจากทาง Arrow ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะได้มากที่สุด โดยไม่ดังเดิน 92 เดซิเบล ส่วนของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 180 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 155 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเบรกจะใช้สายเบรกแบบถัก ผ้าเบรกแบบเผาผนึกและมือเบรกที่ปรับระยะได้ มาที่ขนาดของล้อเนื่องจากคันเล็กล้อก็เลยมีขนาดเล็กตามไปด้วย ตัวรถใช้ล้ออลูมิเนียมอัลลอยแบบ 3 ก้านแยกขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และยางที่ทาง Pirelli ออกแบบมาให้เป็นพิเศษ เป็นยางสลิก Pirelli Diablo Superbike เพื่อการยึดเกาะแบบขั้นสุด สุดท้ายนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยวิธีการ CNC มากมายหลายจุด เรียกว่าแทบทั้งคัน และหลาย ๆ จุดสามารถปรับตำแหน่ง ปรับระยะได้เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับนักแข่งแต่ละคนได้มากที่สุดอีกด้วย เรียกได้ว่า เล็กพริกขี้หนู จริง ๆ สรุปแล้ว Ohvale GP-0 คือรถแข่งคันจิ๋วที่สเปกไม่จิ๋ว จะซื้อไปขี่แทร็กเดย์เล่นก็ได้ แต่หลัก ๆ มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน MiniGP ที่เป็นเวทีเริ่มต้นคัดตัวสำหรับเด็ก ๆ ก่อนจะเติบโตไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ ขึ้นไปในอนาคตอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DesertX สิงห์ทะเลทรายจากค่าย Ducati หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักมักคุ้นกับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ของค่ายแดง Ducati ในชื่อ Multistrada ซึ่งจริง ๆ แล้วจะออกไปแนวแอดเวนเจอร์ทัวริงซะมากกว่า ไม่ได้เป็นรถที่เน้นออฟโรดแบบหนัก ๆ เน้น ๆ แต่ครั้งนี้ดูคาติเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง DesertX ซึ่งเป็นรถที่เรียกได้ว่ามุ่งเน้นการขับขี่ออฟโรดแบบจริงจัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขี่ทางดำไม่ได้เลยซะทีเดียว สำหรับโปรเจกต์นี้ทางดูคาติได้พยายามลงมือทำกันมาตั้งแต่ปี 2019 โดยได้นำเสนอแก่สายตามหาชนในฐานะคอนเซ็ปต์เสียก่อน และได้รับการตอบสนองที่ดีจากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่าทางค่ายก็ได้เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้และลงมือผลักดันจนเป็นรถจริง ๆ ที่ใช้งานได้จริง ๆ ออกมา ในส่วนของดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่ในยุค 80 และนำมานำเสนอใหม่ในแบบร่วมสมัย ผ่านฝีมือการออกแบบของ Ducati Centro Stile โดยตัวรถจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ช่วยให้รถโดดเด่น ได้แก่ ถังน้ำมันและแผงด้านข้าง เบาะนั่ง และชิลด์บังลมหน้า ซึ่งขับเน้นให้ไฟหน้าคู่และตัวรถให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังใช้เฉดสีขาวและสีดำที่ตัดกันขับเน้นตัวรถให้ยิ่งสะดุดตามากขึ้นไปอีกด้วย ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ดูดีแล้ว ทางแบรนด์ยังใส่ใจเรื่องการยศาสตร์ด้วยการทดสอบขับขี่ใช้งานจริงทั้งบนทางฝุ่นและทางดำเป็นระยะเวลายาวนาน มิติสามเหลี่ยมแห่งการขับขี่ ที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งอ้างอิงของเบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์บาร์นั้นออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่ในท่ายืนมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามความสบายในขณะที่ขับขี่บนถนน ทางค่ายยังได้ออกแบบให้ตัวรถเพรียว ให้เบาะนั่งไม่สูงมากนัก เพื่อให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดีและมั่นใจ เพราะขาสามารถถึงพื้นได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้หากเป็นคนร่างเล็กก็สามารถเลือกเบาะต่ำพิเศษเป็นออปชันเสริมได้อีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะทราบกันแล้วว่ามันคือเครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน New Monster และ Multistrada V2 ซึ่งก็น่าจะรู้ข้อดีของมันกันแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่เบาและการเข้าเกียร์ที่แม่นยำและนุ่มนวล แต่เพื่อให้การขับขี่ออฟโรดดียิ่งขึ้นจึงมีการปรับแต่งให้มีอัตราทดที่แตกต่างออกไป โดยให้เกียร์ 1 และ 2 มีช่วงเกียร์ที่ชิดมาก ๆ เพื่อให้รถมีกำลังข้ามผ่านอุปสรรคไปได้ และสั้นกว่าปกติไปจนถึงเกียร์ 5 เลย แต่ก็สามารถขับขี่ทางไกลได้โดยไปลากเกียร์ 6 กันยาว ๆ ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าเน้นลุยแบบจริง ๆ โดยในส่วนของระบบกันสะเทือนก็จะเป็นโช้คจาก Kayaba ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 46 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งคู่สามารถที่ปรับจะคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ สำหรับล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ โดยจะมาพร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้คุณไปได้ทั้งทางฝุ่นและทางดำ และสำหรับระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 โมโนบล็อก แบบ 4 พ็อต และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ซึ่งทุกคนต่างรู้ว่าต้องมาแบบแน่น ๆ อย่างแน่นอนสำหรับค่ายนี้ ตัวรถจะมีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แล้ว ซึ่งก็จะช่วยเสริมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะทราบแล้ว อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้เลือกได้ 3 ระดับ โหมดการขับขี่ ซึ่งในโมเดลนี้มีมากถึง 6 โหมด ซึ่งในนั้นมีโหมดใหม่อย่าง Rally ด้วย และมีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ 4 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ และแน่นอนสำหรับยุคนี้มาตรฐานใหม่ก็จะหนีไม่พ้นกับการที่ต้องมีหน้าจอแสดงผลแบบสี TFT สำหรับคันนี้มีขนาดอยู่ที่ 5 นิ้ว วางในแนวตั้งโดยตั้งใจให้มองได้สะดวกเวลายืนขับขี่ ตัวหน้าจอสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ เพื่อรับสาย โทรออกหรือฟังเพลง รวมไปถึงใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นออปชันเสริมเพิ่มเติม ระบบไฟส่องสว่างรวมไปถึงไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบแล้ว และสำหรับไฟท้ายก็จะมีระบบ Ducati Brake Light ซึ่งจะกระพริบถี่ ๆ เวลาเบรกกะทันหันเพื่อแจ้งเตือนคันข้างหลังให้รับรู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ สุดท้ายนี้โมเดลนี้จะมีจำหน่ายเพียงเฉดสีเดียวคือสีขาวอย่างที่เห็น ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่และราคาเท่าไหร่นั้นนั้นก็ยังไม่แน่ชัด เพราะโมเดลนี้เพิ่งเปิดตัวแบบเวิร์ลพรีเมียร์ไปไม่นาน เป็นไปได้ว่าจะเข้าเร็วสุดก็ต้องมีอย่างน้อย ๆ ช่วงงาน

Lucky Explorer 9.5 สายลุยรุ่นใหญ่จากค่ายรถหล่อ MV Agusta แอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่จากทาง MV Agusta อีก 1 โมเดลจาก_Lucky Project Explorer นอกเหนือไปจากเจ้า 5.5 ที่เป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางพิกัด 554 ซีซี โดยเจ้า Lucky Explorer 9.5 จะมีพิกัดใหญ่กว่าและมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากกว่าสมกับเป็นรุ่นใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยมีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ขนาด 931 ซีซีแบบ 3 สูบเรียงของทาง_MV Agusta ดีไซน์ของตัวรถจะละม้ายคล้ายคลึงกับ 5.5 ในหลาย ๆ จุด แต่รุ่นใหญ่นี้ก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างที่ช่วยให้แยกแยะได้ไม่ยากนัก โดยจะมีไฟหน้าเป็นทรงเป็นเหลี่ยมและมีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์เป็นเหมือนคิ้วอยู่ด้านบนไฟหน้า มีความดุดันและแตกต่างไปจาก 5.5 ที่เป็นแบบครึ่งวงกลมอยู่ด้านล่าง ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น_LED เรียบร้อยแล้ว หน้าปัดเรือนไมล์ของรถเป็นหน้าจอสี_TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนและไฟไฟได้ แผงสวิตช์สำหรับควบคุมที่ประกับแฮนด์ก็ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกและใช้งานได้โดยไม่ฝืนการยศาสตร์ ตัวรถยังมีองค์ประกอบที่สมกับเป็นแอดเวนเจอร์มาให้ครบครัน อาทิ การ์ดแฮนด์ การ์ดแผงหม้อน้ำ การ์ดดิสก์เบรก การ์ดท้องเครื่อง กระทั่งการออกแบบแร็คสำหรับติดตั้งกระเป๋าที่ดูกลมกลืนไปกับตัวรถ รวมไปถึงการใช้ชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูงอย่างฟอร์จคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบามากขึ้น ยังเพิ่มความสวยงามและความหรูหรามากขึ้นอีกด้วย เฟรมของตัวรถทำจากเหล็กกล้าแบบเปลคู่ที่ออกแบบมาให้มีบาลานซ์ระหว่างความสบายเวลาขับขี่เดินทางบนถนนดำและความกระชับเพื่อให้สามารถขับขี่แบบออฟโร้ดได้ดี ซึ่งในแต่ละจุดก็จะมีการฟอร์จให้หนาบางไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับโหลดในแต่ละจุด ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการเลือกใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในส่วนของแผงคอล่างจับโช้คอีกด้วย ส่วนซับเฟรมท้ายจะใช้เหล็กกล้าเหมือนกับเฟรม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะนำตัวเครื่อง 800 ซีซีมาพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโมเดลนี้ เพื่อที่จะได้ความสมดุลระหว่างความคล่องตัว พละกำลังและน้ำหนัก โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีพิกัดความจุจริงอยู่ที่ 930.63 ซีซี แต่มีมิติเครื่องยนต์โดยรวมเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 800 ซีซีของทางค่าย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องที่มีขนาดเล็กและเบาเพียง 57 กก. ทำให้มิติของตัวรถมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงก็ตาม ตัวเครื่องยนต์จะเป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนเพื่อช่วยลดแรงเฉื่อยในระบบและเพิ่มไดนามิกในการขับเคลื่อน ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 123 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และทำสปีดสูงสุดได้ที่ 240 กม./ชม. ทั้งหมดที่ทำได้เป็นเพราะมีการปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ชิ้นส่วน อาทิ ฝาสูบ วาล์วไอดีไอเสีย ประเก็นฝาสูบ แคมชาร์ฟต์แบบหมุนทวน และองศาการจุดระเบิดแบบ 120 องศา 1-2-3 เท่ากัน มีแบริ่งก้านสูบแบบไตรเมทัลลิก ลูกสูบฟอร์จอลูมิเนียม และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้ระบบเกียร์ที่ปรับปรุงใหม่เพื่อให้รองรับกับเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการดีไซน์ทางเดินน้ำมันเครื่องให้อยู่ด้านใน พร้อมกับทางเดินของน้ำสำหรับระบายความร้อนเองก็เดินมาจากด้านบนลงมาด้านล่างของเครื่องด้วยท่ออลูมิเนียม และมีการดีไซน์ตัวคลัตช์ เจเนอเรเตอร์ สตาร์ทเตอร์ ซีเล็คเตอร์และครอบเกียร์บ็อกซ์ใหม่อีกด้วย ส่วนระบบคลัตช์จะเป็นอะไรที่พิเศษ โดยจะมีให้เลือก 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันแลกจะเป็นแบบคลัตช์ออโตเมติกจาก Rekluse ร่วมกับคลัตช์แบบปกติแต่จะเป็นระบบคลัตช์น้ำมัน และระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วงล่างที่โดดเด่นและทันสมัย โดยมีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าจาก Sachs ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์เช่นกัน ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่ใหญ่กว่าของ 5.5 โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 21 นิ้วและล้อหลัง 18 นิ้ว แทน เพื่อให้ลุยข้ามผ่านอุปสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ปิดท้ายด้วยส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มาแบบแน่น ๆ อาทิ ครูซคอนโทรล ระบบช่วยออกตัว แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ไฟส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ระบบป้องกันการลอยตัวที่ล้อหลัง สุดท้ายนี้จะวางจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่คงบอกตอนนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามาราคาอาจจะแรงทีเดียว น่าจะมีแตะหลักล้านอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้นนะครับ เรียกได้ว่าตลาดรถแอดเวนเจอร์นี่ดุเดือดจริง ๆ สำหรับปี 2022 เพราะเปิดตัวกันมาหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว ผมก็ได้แต่เป็นห่วงสายลุยว่าจะซื้อคันไหนดี เอ้ย จะเอาเงินที่ไหนซื้อ อิอิ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LUCKY EXPLORER 5.5 ขาลุยระดับกลางสุดเท่จาก MV Agusta สำหรับโมเดล LUCKY EXPLORER 5.5 นี้พัฒนาร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ของทาง MV Agusta อย่าง QJ โดยจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง แต่รูปลักษณ์ภายนอกของมันก็ดูเหมือนกับมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวริ่งขนาดใหญ่ สามารถดึงดูดใจคนตัวใหญ่ไซส์ยุโรปให้มาสนใจได้ไม่ยาก แน่นอนว่าชาวไทยบางคนก็น่าจะชอบใจไม่น้อย จุดเด่นภายนอกคือหน้าตาที่หล่อเหลาละม้ายคล้ายกับพี่ใหญ่ 9.5 และมีแรงบันดาลใจมาจาก Elefant ตัวแข่งทะเลทรายในตำนาน ซึ่งมาในโทนสีขาว แดงและดำ เป็นหลัก ตัวรถมีภาพลักษณ์ลุย ๆ แบบเต็มขั้นด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์ การ์ดดิสก์เบรก ไปจนถึงการ์ดท้องเครื่องมาให้ด้วยเลย เรียกว่าพร้อมลุยจริง ๆ ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ มีหน้าจอเรือนไมล์แบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสามารถใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ด้วย เรียกว่าทันสมัยเลยทีเดียว เครื่องยนต์ของมันเป็นเครื่องสองสูบเรียง มีขนาด 554 ซีซีจากลูกสูบขนาด 70.5 ม.ม.และระยะชักที่ 71 ม.ม. เป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 สูบต่อวาล์ว โดยเน้นให้มีแรงบิดที่มากและต่อเนื่องทุกย่านความเร็วรอบ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบแรลลี่และผจญภัย โดยทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 47.6 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดมาที่ 51 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 160 กม./ชม. ช่วงล่างก็ค่อนข้างโดดเด่นและออกแบบมาให้รองรับการขับขี่ที่สมบุกสมบัน โดยมีระบบกันสะเทือนจาก KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบเลยทีเดียว ด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่เล็กกว่าของ 9.5 อยู่เล็กน้อย โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้ว แทน ซึ่งก็จะทำให้ลุยได้น้อยกว่าเล็กน้อย โดยรวมแล้วถือเป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางที่มีหน้าตาหล่อเหลา มีสเปกช่วงล่างที่ดีมาจากโรงงานเลย แล้วก็พร้อมใช้งานขับขี่ลุย ๆ แบบไม่หนักมากได้เลย ที่เหลือก็แค่ว่าจะถูกนำเข้ามาขายในไทยหรือเปล่า และเรื่องของราคาที่น่าจะแรงไม่เบา อาจจะทำให้สายลุยไปมองตัวเลือกอื่นก็เป็นได้ เพราะให้อ็อปชันช่วงล่างมาเยอะเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Sammy Sand ใหม่ เท่ไม่เหมือนใคร โดนใจสายลุย CUB House by Honda ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ภายใต้โปรเจกต์ The Monkey Custom ด้วยการเปิดตัว Monkey Sammy Sand เผยความสนุกอีกด้านของ Monkey ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ พร้อมให้เจ้าของได้ออกลุยไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตบนเส้นทางใหม่ ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะโดดเด่นสะดุดตา ด้วยตัวถังสีครีมคัสตาร์ดตัดด้วยแถบสีส้ม แต้มด้วยสีดำ ให้กลิ่นอายของความเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมังกี้ เสริมเติมความเข้มด้วยล้อสีดำ พร้อมด้วยเอ็มเบล็มดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี เกียร์ 5 สปีด ที่สมรรถนะดีขับขี่ได้สนุกและยังประหยัดน้ำมัน โดยพร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 108,900 บาท ซึ่งสามารถไปจับจองเป็นเจ้าของได้ที่โชว์รูม CUB House ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถเข้าชมรถคันจริงได้ก่อนใครที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า G01 อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 ธันวาคมนี้ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก