
อัปเดตล่าสุด Changan เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตต Golden Bell ในรถยนต์ไฟฟ้าไตรมาส 3 ปี 2569 ชูจุดเด่นวิ่งไกล 1,500 กม. และความปลอดภัยสูงขึ้น 70%
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตล่าสุด Changan เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตต Golden Bell ในรถยนต์ไฟฟ้าไตรมาส 3 ปี 2569 ชูจุดเด่นวิ่งไกล 1,500 กม. และความปลอดภัยสูงขึ้น 70%

ถนนพระราม 9 ตีเส้นทางจักรยานยนต์ ปรับปรุงตีเส้นทางร่วม ให้จักรยานและจักรยานยนต์ใช้งานร่วมกัน เสริมความปลอดภัย ลดปัญหารถวิ่งบนทางเท้า

อัปเดตอาการบาดเจ็บ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ล้มรุนแรงที่สนามเซปังฯ ประเทศมาเลเซีย ยืนยันแขนหัก ต้องลุ้นหนักเปิดฤดูกาล MotoGP 2026 จะหายทันหรือไม่

CFMOTO V4 สูบวี เอาใจสายซิ่ง CFMOTO V4 เครื่องยนต์ใหม่จากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำสัญชาติจีน สร้างความตื่นเต้นในแวดวงยานยนต์ได้ไม่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้ทำการเผยโฉมเครื่องยนต์ V4 รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังพัฒนา ในงาน EICMA 2024 พร้อมคอนเซปต์ ‘CF Moto Master of Speed’ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำ และเครื่องยนต์นี้ซึ่งอาจจะกลายเป็นหัวใจหลักของโมเดลใหม่ ๆ ที่จะผลิตออกมาในอนาคต เครื่องยนต์พร้อมชน Ducati เครื่องยนต์ V4 นี้มีขนาด 997 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 206 แรงม้าที่ 14,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 114 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบต่อนาที มีขนาดกระบอกสูบ และช่วงชักที่ 81 มม. และ 48.4 มม. นอกจากนี้ เครื่องยนต์นี้ยังมีการออกแบบด้วยมุมกระบอกสูบ 90 องศา และเพลาข้อเหวี่ยงหมุนสวนทิศเพื่อลดแรงเหวี่ยงจากไจโรสโคป ทำให้การเลี้ยวและการทรงตัวทำได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ 61.5 กิโลกรัม ทำให้เครื่องยนต์นี้มีน้ำหนักมากกว่าเครื่อง Ducati Panigale V2 เพียง 7 กิโลกรัมเท่านั้น ทางผู้ผลิตมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ ด้วยการออกแบบชิ้นส่วนที่เน้นความสมดุล แรงสั่นสะเทือนต่ำ การส่งกำลังที่ราบรื่น และการผสมผสานระหว่างความเบาและความแข็งแรงผ่านวัสดุไทเทเนียม ระบบเพลาข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ระดับการแข่งรายการ MotoGP ทำให้เครื่องยนต์ V.04 แสดงถึงความเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อีกทั้งทางแบรนด์ยังให้นิยามของเครื่องยนต์ใหม่นี้ไว้ว่า “เครื่องยนต์นี้เป็นการเฉลิมฉลองแห่งความเร็วรูปแบบงานประติมากรรม ผลงานที่ผสานระหว่างพลังและความทะเยอทะยาน ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความกล้าหาญ” การออกแบบดีไซน์สุดล้ำ ไม่เพียงแค่เปิดเผยในส่วนของเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ แต่ยังเปิดโมเดลจำลองที่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ โดยมีชื่อโปรเจคว่า ‘1000cc Master of Speed’ ที่ได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดบางอย่าง เช่น ใช้เครื่องยนต์ V4 ไฟหน้า LED คู่กับท่อรับอากาศ ram-air ด้านข้างกระกบด้วยปีกวิงก์เล็ตขนาดใหญ่ ถังน้ำมันมีเว้าสำหรับเข่า ที่นั่งเดี่ยวคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมค่ายอย่าง 675SR-R triple และปลายท่อไอเสีย Akrapovič ทางด้านขวา หากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้วสนใจที่จะชมคอนเซปต์นี้ด้วยตาของตนเอง สามารถเยี่ยมชมได้ที่งาน EICMA เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ไปได้นะ ยังทัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ ยืนยันใช้ PIRELLI เวลาดีกว่าเดิม ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดสัญชาติไทยจากทีม ‘IDEMITSU Honda Team Asia’ ในการแข่งขันรายการ Moto2 ออกมายืนยันว่าการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางจากแบรนด์ Dunlop มาใช้ยางสัญชาติอิตาลีอย่าง Pirelli สามารถทำเวลาได้ดีขึ้นกว่าเดิม ‘ในการแข่งขัน Moto2 ปีนี้นะครับ ทางรายการได้ทำการเปลี่ยนยางจากในฤดูกาลก่อน (ฤดูกาล 2023) เราได้ใช้ยางของ Dunlop และในปีนี้ (ฤดูกาล 2024) เราได้เปลี่ยนมาใช้ PIRELLI แล้วก็มีการเปลี่ยน Setting เกี่ยวกับรถด้วย ในส่วนของตัวยางผมก็รู้สึกว่ายางดีกว่าปีที่แล้ว ตัวยางจะเกาะถนนมากขึ้น และสามารถทำเรคคอร์ดของแต่ละสนามได้ดีมากขึ้น อีกทั้งทุก ๆ สนามก็ทำลายสถิติเวลาที่นักแข่งคนเก่าเคยทำไว้หมดเลย’ ก้อง กล่าวถึงยางใหม่ที่ใช้ในฤดูกาล 2024 เทียบสถิติตัวอย่างเวลาที่ดีกว่าเดิมจากการแข่งขันในสนามต่าง ๆ ของ ก้อง ในการแข่งขันรายการ Moto2 ในฤดูกาล 2024 ที่ใช้ยางจาก PIRELLI และ ฤดูกาล 2023 ที่ใช้ยางจากค่ายอื่น การแข่งขัน Moto2 ฤดูกาล 2023 การแข่งขัน Moto2 ฤดูกาล 2024 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศไทย 1’36.053 นาที 1’35.751 นาที สนามอัลการ์ฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศโปรตุเกส 1’42.906 นาที 1’42.852 นาที สนามเซอร์กิโต เดอ เฆเรซ-อังเคล นีอัตโต้ ประเทศสเปน 1’42.063 นาที 1’41.724 นาที สนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส 1’36.329 นาที 1’35.881 นาที สนามซัคเซนริง เซอร์กิต ประเทศเยอรมนี 1’24.302 นาที 1’23.669 นาที ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ที่เปลี่ยนแล้วจะเห็นผล แต่ยางก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีมากกว่าเดิม ไม่เพียงแค่เวลาดี แต่การเปลี่ยนมาใช้ยางที่มีคุณภาพก็ยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพราะยางเป็นส่วนเดียวที่สัมผัสกับถนน ‘เพราะยางไม่ใช่อะไรก็ได้’ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350 ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่ โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M RR WSBK รถแชมป์โลกแค่ 54 คันเท่านั้น BMW M RR WSBK โมเดลใหม่จากค่ายใบพัดที่ผลิตออกมาเพื่อฉลองผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับ ‘โทปรัค ราซกัตลิโอกลู’ ที่ทำสำเร็จหลังจากพยายามมาหลายปีในศึก World Superbike Championship ในที่สุด BMW ก็ประสบความสำเร็จในปี 2024 โดย โทปรัค นักบิดจากทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK คว้าแชมป์ประเภทนักแข่งได้อย่างงดงาม ฤดูกาลนี้ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่โดดเด่นที่สุดที่เราเคยเห็นมา ราซกัตลิโอกลู จบปีด้วยชัยชนะ 18 ครั้ง และขึ้นโพเดียม 27 ครั้ง แม้จะต้องพักแข่งไปสองรอบกลางฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ตลอด 12 การแข่งขัน เขายังคว้าตำแหน่งโพลได้ 6 ครั้ง และทำเวลาเร็วที่สุดในรอบการแข่งขันอีก 13 ครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ BMW Motorrad ต้องการเฉลิมฉลองตำแหน่งแชมป์อย่างมีสไตล์ Markus Flasch ซีอีโอของ BMW Motorrad กล่าวเกี่ยวกับรถโมเดลใหม่นี้ว่า “ผลงานอันยอดเยี่ยมของโทปรัคที่คว้าแชมป์โลกมาครอง เป็นโอกาสที่น่ายินดีสำหรับเราที่จะสร้าง M 1000 RR รุ่นจำลองแชมป์โลกแบบแท้ ๆ เพื่อแฟน ๆ ของ BMW Motorrad ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต โดยผลิตเพียง 54 คันเท่านั้น ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำตัวของเขา” Champion Edition 2024 พัฒนามาจากรุ่น M1000RR M Competition ในโมเดลปี 2024 มาพร้อมโค้ดเปิดใช้งาน M GPS Laptrigger และสีตัวถัง M Motorsport ในโทน Blackstorm Metallic พร้อมโลโก้ผู้สนับสนุนทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK รถทุกคันที่มีวางจำหน่ายจะไปพร้อมลายเซ็นจากโทปรัค นอกจากนี้ตัวรถยังมีการติดตั้งชิ้นส่วนคาร์บอนเสริม เช่น ฝาครอบถังน้ำมัน โครงรถ สวิงอาร์ม สายไฟ ฝาครอบคลัตช์ และแผ่นกันความร้อนท่อไอเสีย และผู้ซื้อจะได้รับบัตรกำนัลสำหรับแลกรับท่อไอเสีย Akrapovič Evolution Line ไทเทเนียมที่เข้าชุดไปเลยแบบฟรี ๆ (ซึ่งคาดว่าน่าจะรวมในราคารถเป็นที่เรียบร้อย) และสิทธิ์สุดพิเศษ ผู้ที่ซื้อรถคันนี้ในเยอรมนีจะมีโอกาสได้ MEET AND GREET พบปะกับ โทปรัค ราซกัตลิโอกลูแบบตัวต่อตัว ซึ่งเขาได้กล่าวปิดท้ายฤดูกาลอันสุดเร้าใจว่า “นี่เป็นฤดูกาลที่น่าทึ่ง และเราก็ได้เป็นแชมป์โลก ผมขอบคุณ BMW Motorrad ทีมของผม และทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จอันยอดเยี่ยมนี้ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้รับรถ Champion Edition 2024 หมายเลข 1 ซึ่งแน่นอนว่ามันจะได้อยู่จุดที่โดดเด่นในบ้านของผม” ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลสุดลิมิเต็ดนี้ รถจะผลิตทั้งหมด 54 คัน โดยหมายเลข 01/54 จะมอบให้กับโทปรัค และหมายเลข 54/54 จะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ BMW ทำให้เหลือเพียง 52 คันสำหรับจำหน่ายเฉพาะในเยอรมนี ราคา 54,000 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,986,560 บาท BMW M1000RR MY 2024 BMW M RR WSBK 2024 เมื่อเทียบกับโฉมปกติอย่าง M1000RR 2024 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 30,960 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,136,800 บาท ซึ่งในตัวลิมิเต็ดนี้จะแพงกว่าประมาณ 20,040 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 735,760 บาท หากอ่านแล้วรู้สึกสนใจอยากจะครอบครองมาประดับโรงรถที่บ้าน สามารถติดต่อทาง BMW และอิมพอร์ตรถเข้ามาได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda ADV350 ปรับสีใหม่ ใส่จอ TFT 2025 Honda ADV350 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี กับรถที่เป็นขวัญใจขาซิ่งในประเทศไทย ที่มาพร้อมสีสันใหม่ หน้าจอใหม่แบบ TFT เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานมากยิ่งขึ้น หน้าจอกลางใหม่แบบจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync สามารถใช้ในส่วนของระบบนำทาง, รับสายโทรศัพท์ หรือฟังเพลง ที่ควบคุมได้หมดเพียงแค่ปลายนิ้วโป้งซ้าย นอกจากนี้ยังมีช่อง USB ในกล่องเก็บของหน้าซ้ายสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน และใต้เบาะขนาดใหญ่ 48 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ ระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual-Channel, ระบบควบคุมแรงบิด Honda Selectable Torque Control (HSTC) 3 ระดับได้แก่ เปิดทั้งสองล้อ, เปิดเพียงล้อเดียว และปิดระบบ Emergency Stop Signal (ESS) จะทำงานและปิดเองอัตโนมัติเมื่อเกิดการเบรกกะทันหัน ระบบสมาร์ทคีย์และระบบป้องกันการโจรกรรม เครื่องยนต์ และ ช่วงล่างแบบเดิม ถึงแม้จะเป็นโมเดลใหม่แต่ก็ยังคงเครื่องยนต์เดิมแบบขาประจำ eSP+ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 330 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 28 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 31.5 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 11.7 ลิตรอีกทั้งยังสามารถเคลมได้ไกลกว่า 330 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ถัง ในส่วนของช่วงล่างด้านหน้ามากับโช้คอัพแบบ USD ขนาดแกน 37 มม.มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 125 มม.และด้านหลังมาแบบโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. ระบบเบรกด้านหน้ามาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. และด้านหลังระบบเบรกดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คู่กับล้ออลูมิเนียมด้านหน้าขนาด 15 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 120/70 และด้านหลังล้อขนาด 14 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 140/70 สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Matte Ruthenium Silver Metallic) สีดำ (Pearl Nightstar Black) สีแดง (Hyper Red) สีเทา-ดำ (Matte Coal Black Metallic) สำหรับราคาวางจำหน่ายที่ประเทศอังกฤษอยู่ที่ 5,899 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 258,900 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) แต่คาดการณ์ว่าหากเขาไทย ในโมเดลใหม่นี้ราคาจะไม่ต่างจากโฉมก่อน ๆ ที่วางขายในประเทศ เพราะเพิ่มมาเพียงแค่จอ TFT แบบใหม่ และสีสันที่วางจำหน่ายเท่านั้น ไบค์เกอร์สายแต่งรถเตรียมตัว เพราะยังไงก็เข้าไทยแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha Tenere 700 เครื่องเดิม เติมเทคโนโลยี 2025 Yamaha Tenere 700 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการแล้วกับรถสไตล์แอดเวนเจอร์ไบค์ ยังคงถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถรุ่นเดิม เพื่อสานต่อความเป็นตำนานสายแอดเวนเจอร์จากรุ่นก่อนหน้า พร้อมลุยได้ในทุกเส้นทาง โดยมีการเปิดตัวสองรุ่นย่อยทั้ง Tenere 700 และ 700 Rally เครื่องยนต์แบบเดียวกับ MT-07 ทั้งสองรุ่นย่อยที่เปิดใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์เดียวกัน (และแบบเดียวที่ใช้ร่วมกับรุ่น MT-07) เครื่องยนต์แบบ CP2 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 689 ซีซี พละกำลัง 73.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด 68 นิวตันเมตรที 6,500 รอบ มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15.8 ลิตร อีกทั้งยังมีการปรับมาตรฐานการปล่อยไอเสียใหม่ เพื่อให้รองรับกับมาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างพร้อมลุย จุดที่แตกต่างของสองทั้งสองรุ่นย่อยถ้าจะให้เห็นเด่นชัดนอกจากสีสันแล้วก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของระบบช่วงล่าง เพราะในรุ่นธรรมดาโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 43 มม. มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 210 มม. และด้านหลังมาเป็นโช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์สามารถปรับตั้งค่าได้ด้วยมือ ระยะยุบอยู่ที่ 200 มม. โช้คอัพด้านหน้าของรุ่นธรรมดา โช้คอัพด้านหน้าของรุ่น Rally ในส่วนของรุ่น 700 Rally จะมาพร้อมโช้คอัพหน้าจาก KYB รุ่นใหม่ที่มีระยะยุบเพิ่มขึ้นจาก 210 มม. เป็น 230 มม. และความสูงในส่วนของโช้คอัพด้านหลังมาเป็นโช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ และสามารถปรับค่าต่าง ๆ ได้ด้วยมือ โดยทั้งสองรุ่นย่อยจะมาพร้อมระบบเบรกดิสก์หน้าคู่ ขนาดจาน 282 มม.พร้อมระบบเบรก ABS และด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาดจาน 245 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เช่นเดียวกัน ไซส์ล้ออยู่ที่ 90/90-R21 รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Rally STR และ 150/70-R18 รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Rally STR ด้านหน้าและหลังตามลำดับ เทคโนโลยีการขับขี่มาพร้อม มาพร้อมหน้าจอ TFT แบบสัมผัสขนาด 6.3 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน แสดงข้อมูลการขับขี่ครบ อีกทั้งยังสามารถควบคุมการเล่นเพลง การโทรศัพท์ และระบบนำทางผ่านแอพ MyRide ของ Yamaha มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ที่ช่วยให้สามารถชาร์จมือถือในขณะเดินทางได้ ไม่เพียงแค่แดชบอร์ดที่น่าสนใจ แต่ระบบอื่น ๆ ก็โดดเด่นไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (TCS) ที่ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ระบบ ABS โดย ระบบ TCS และ ABS ของรถรุ่นนี้สามารถปิดการทำงานได้เพื่อเพิ่มการควบคุมในการขับขี่ออฟโรด TCS มีสองโหมดคือ เปิดและปิด ส่วน ABS มีสามโหมด ได้แก่ โหมด 1 สำหรับเปิดระบบทั้งสองล้อ โหมด 2 ปิดเฉพาะล้อหลัง และโหมด 3 ปิดระบบทั้งหมด สามารถปรับเปลี่ยนโหมดได้ผ่านเมนูบนหน้าจอ TFT หรือกดปุ่ม ABS ค้างไว้เพื่อปิดการทำงานของ ABS และ TCS อย่างรวดเร็ว ไฮไลท์ของ Tenere 700 Rally ทั้งสองรุ่นย่อยที่มาพร้อมกันดูผิวเผินภายนอกก็แทบจะไม่ค่อยมีความต่างกันมากเท่าไหร่ เพราะเครื่องยนต์ก็ใช้รูปแบบเดียวกัน แต่มันก็ยังมีรายละเอียดในบางจุดที่แตกต่างระหว่างตัวธรรมดา และ Rally โช้คอัพด้านหน้า-หลังจาก KYB บังโคลนหน้ายกสูงสไตล์ออฟโรด แผ่นกันกระแทกขนาด 4 มม. ที่พักเท้าน้ำหนักเบา สีสันที่วางจำหน่ายของทั้ง 2 รุ่นย่อย Yamaha Tenere 700 จะมีวางจำหน่ายทั้งหมดสองสีได้แก่ สีน้ำเงิน (Icon Blue) และสีเทา (Frozen Titanium) สีน้ำเงิน (Icon

2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน 2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO โมเดลใหม่จากทาง MV Agusta ที่เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ นับตั้งแต่การสร้างเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์รุ่นแรกของบริษัท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองจังหวะขนาด 98 ซีซี ที่ถูกซ่อนไว้จากกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าสู่สายการผลิตในปี 1945 หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบนี้ MV Agusta ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษโดยมีการผลิตแค่ 500 คันเท่านั้น เครื่องยนต์จูนใหม่ ขุมพลังเครื่องยนต์แบบอินไลน์ 4 สูบเรียง ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 116 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ได้รับการอัปเดตให้เป็นไปตามมาตรฐาน Euro5+ มาพร้อมกับวาล์วไทเทเนียม 16 ตัว, ก้านสูบไทเทเนียมแบบฟอร์จ และแคมที่เคลือบด้วย DLC (Diamond-Like Carbon) เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ตอบสนองได้ดีขึ้นที่รอบต่ำ ช่วยให้การทำงานราบรื่น และลดการสั่นสะเทือน โดนรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ แบบวาล์วรัศมีอันโดดเด่นของ MV Agusta ได้รับการติดตั้ง ECU ใหม่ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงแผนที่การทำงานแบบใหม่ MV Agusta ยังระบุด้วยว่า ECU ใหม่นี้ช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งดีขึ้น และส่งกำลังแรงบิดได้ง่ายขึ้นในทุกสภาพการขับขี่ ช่วงล่างอย่างโหด โช้คอัพ Öhlins ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ครบรอบ 80 ปีทั้งทีจะให้ของธรรมดามามันก็ดูจะแปลก ๆ ไปหน่อย โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Öhlins Smart EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ด้านหลังมากับโช้คอัพเดี่ยว Öhlins EC 3.0 TTX แบบ Progressive ที่สามารถปรับการทำงานได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo Stylema พร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 ระบบเบรกด้านหลังมากับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบสองลูกสูบ พร้อมล้อหลังขนาด 200/55-17 มาพร้อมยาง Pirelli diablo SuperCorsa SP V4 อีกทั้งยังมีระบบ ABS Continental MK100 มาพร้อมฟังก์ชัน RLM (ป้องกันการยกล้อหลังขณะเบรก) และฟังก์ชันการเบรกขณะเข้าโค้ง ดีไซน์สุดล้ำ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยว มีการใช้เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลัง ตัวถังรถถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยความดุดัน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง หล่อ สุขุม ล้ำสมัย โดยมีการผสมผสานชุดคาร์บอนที่ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด จุดเด่นไฮไลท์ เพลทรันนัมเบอร์ ตัวอักษร MV บนถังน้ำมัน ชุดบนจัดเต็มจาก Brembo ท่อไอเสียสองฝั่งเพิ่มความสปอร์ต BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานดีไซน์ที่หรูหรา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมไว้ด้วยกัน ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ MV Agusta ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นในสไตล์อิตาเลียน ผสานกับเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ที่มีความสปอร์ตและความหรูหรา ใครขี่ก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Can-Am Spyder F3 โรดสเตอร์สามล้อซิ่ง 2025 Can-Am Spyder F3 สามล้อบิ๊กไซส์จากค่าย Can-Am มาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและทรงพลังเช่นเดิม นั่นคือสิ่งที่ Spyder F3 นำเสนอ ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2015 สามล้อคันนี้ยังคงมอบการผสมผสานที่โดดเด่นของพลัง ความสะดวกสบาย และความมั่นคงของสามล้อ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นให้ผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยบนถนนโล่ง ทำให้ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวยังคงสานต่อความเป็นเอกลักษณ์นี้ เครื่องยนต์ทรงพลัง ขุมกำลังเครื่องยนต์ Rotax แบบ 3 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,330 ซีซี พละกำลัง 115 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 130 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีดพร้อมฟังก์ชันในการเคลื่อนที่ถอยหลัง จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุมคันเร่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่งกำลังได้อย่างราบรื่น เหมาะทั้งสำหรับการขับขี่สบาย ๆ และการขับที่สนุกเร้าใจ ช่วงล่าง และระบบเบรก ระบบกันสะเทือนหน้าจาก SACHS Big-Bore ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพเดี่ยว SACHS ระยะการยุบ 132 มม. เบรกหน้าแบบดิสก์เบรกคู่ขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบของ Brembo พร้อมล้อหน้าขนาด 165/55-R15 เบรกหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 270 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว พร้อมหลังขนาด 225/50-R15 การออกแบบดีไซน์ การออกแบบดีไซน์ด้วยสรีระตามสไตล์ครุยเซอร์และท่านั่งขับขี่ที่ผ่อนคลายพร้อมวางเท้าไปข้างหน้า Spyder F3 ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสบายในการเดินทางไกล ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเอนหลังและเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ UFit ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งการขับขี่ได้ตามความสูงและความชอบของตนเอง โดยการปรับที่พักเท้าและแฮนด์จับ ศูนย์ถ่วงต่ำและโครงสร้างสามล้อที่มั่นคง เมื่อผสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพขั้นสูง ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในสมรรถนะ พร้อมทั้งเสริมการควบคุมและการบังคับรถที่ดีเยี่ยม เทคโนโลยีมีให้มาพร้อม มาพร้อมจอแสดงผลตรงกลางขนาด 10.25 นิ้วแบบทัชสกรีน พร้อม BRP Connect และรองรับ Apple CarPlay อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมดได้แก่ Eco Mode และ Sport Mode ในส่วนของระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับ ระบบควบคุมเสถียรภาพ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และระบบเบรก ABS สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่นประกอบไปด้วย รุ่นเริ่มต้น SPYDER F3-S วางจำหน่ายที่ราคา 22,299 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 753,900 บาท มีสีให้เลือกเพียงสีเดียวคือ สีดำ Monolith Black สีดำ (Monolith Black) รุ่น SPYDER F3-T วางจำหน่ายที่ราคา 24,899 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 841,800 บาท มีสีให้เลือก 2 คือ สีขาว Pearl White และ สีน้ำเงิน Mineral Blue Satin รุ่นนี้มาพร้อมกระเป๋าขนาด 78 ลิตร ชิลด์กันลมด้านหน้า และระบบเสียง Audio 4 ลำโพง สีขาว (Pearl White) สีน้ำเงิน (Mineral Blue Satin) รุ่น SPYDER F3-Limited วางจำหน่ายที่ราคา 28,0Zon99 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 841,800 บาท มีสีให้เลือก 4 คือ สีเทา-ดำ Steel Black Metallic, สีดำ Monolith Black Satin, สีน้ำเงิน Mineral Blue Satin และสีแดง Plasma Red

Sidecarcross การแข่งขันมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างวิบากชิงแชมป์โลก โดยการแข่งขันกีฬานี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1980

2025 MV Agusta F3 Competizione ผลิตเยอะไม่ไหวเลยทำแค่ 300 คัน 2025 MV Agusta F3 Competizione ซูเปอร์สปอร์ตตัวโหดรุ่นใหม่จากค่าย MV Agusta ที่มาพร้อมความเป็นลิมิเต็ดเพราะผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น ตัวรถใช้พื้นฐานจากรุ่น F3 RR ที่เปิดตัวในปี 2022 ซึ่งในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมปีกข้างที่ช่วยสร้างแรงกด ระบบ IMU พัฒนาใหม่ ระบบเบรก ABS การออกแบบดีไซน์ หน้าตาหล่อ โฉบเฉี่ยวตามสไตล์หนุ่มหล่อจากประเทศอิตาลี มาพร้อมปีกข้างเสริมแรงกด โดยสามารถสร้างแรงกดที่ด้านหน้าถึง 8 กิโลกรัมเมื่อขับขี่ที่ความเร็วประมาณ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งน้ำหนักรถยังเบากว่า F3 RR ถึง 14 กิโลกรัม (159 กิโลกรัม ) มาพร้อมชุดอุปกรณ์สนามแข่ง เช่น ท่อไอเสีย Akrapovič แบบไทเทเนียม, ผ้าคลุมรถ, ฝาครอบเบาะไฟเบอร์กลาส และใบรับรองความเป็นของแท้ โดยรถทุกคันจะมีหมายเลขกำกับเพื่อยืนยันความเป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ทรงพลัง ขุมพลังที่พัฒนาใหม่ เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 798 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 147 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิด 88 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบต่อนาที เมื่อใช้ชุดท่อไอเสีย Akrapovič รุ่นใหม่แรงม้าจะกระโดดเพิ่มเป็น 157.8 แรงม้า F3 Competizione อีกทั้งในโมเดลใหม่นี้ยังมีการปรับมาตรฐานไอเสียใหม่เพื่อรองรับกับมาตรฐาน Euro5+ อีกทั้งยังมาพร้อม คลัตช์เสริม และ slipper clutch แบบ 9 จาน ซึ่งคลัตช์นี้ช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการบีบก้านคลัตช์ด้านซ้ายได้ถึง 50% ทำให้การออกตัวและหยุดรถง่ายขึ้น และมีระบบ Quickshifter แบบขึ้น/ลง เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างให้มาแบบทำถึง ระบบกันสะเทือนหน้าโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Öhlins NIX30 ขนาด 43 มม. ที่สามารถปรับได้เต็มรูปแบบระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลัง Öhlins TTX36 พร้อมระบบปรับได้แบบเต็มรูปแบบ พร้อมระยะยุบ 130 มม. โดยโช้คอัพใหม่นี้จะช่วยลดน้ำหนักรถลงประมาณ 1 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับโช้ค Marzocchi และ Sachs ที่ใช้ในรุ่น F3 RR มาตรฐาน ระบบเบรกด้านหน้าคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 220 มม. ล้อขนาด 120/70-ZR17 M/C และ 180/55-ZR17 M/C พร้อมยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa หน้าและหลังตามลำดับ ระบบเทคโนโลยีแน่น ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ และช่วงล่างที่เร้าใจ แต่ใน F3 Competizione มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่จัดจ้านเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็น IMU หกแกนที่ทำงานร่วมกับ ECU ใหม่ มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่ปรับได้แปดระดับ และระบบคันเร่งแบบ ride-by-wire ที่มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบ ABS ที่ล้อหลังสามารถปิดการใช้งานในโหมด Race เพื่อให้สามารถเลี้ยวแบบสไลด์เข้าโค้งได้ และสามารถติดตั้งระบบ launch control เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ที่ต้องการ โดยราคาวางจำหน่ายยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าราคาน่าจะสูงใช้ได้เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 990 Duke R สับโดดทุกเกียร์ 2025 KTM 990 Duke R เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ การออกแบบดีไซน์มีความดุดัน และสปอร์ตยิ่งขึ้น โดยเป็นมาตรฐานใหม่ของรถ Naked ขนาดกลางที่พร้อมท้าทายทุกคู่แข่ง ด้วยการพัฒนาจากรุ่นเดิมและพร้อมลุยทุกพื้นที่ด้วยทัศนคติ “Ready To Race” อย่างแท้จริง และที่สำคัญเพื่อให้รถคันนี้เป็นที่สุดในทุกด้าน เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ เพิ่มม้า 7 ตัว ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงแบบ parallel-twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 947 ซีซี พละกำลังที่ 130 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากโมเดลที่เปิดตัวก่อนหน้าถึง 7 ตัว แรงบิดอยู่ที่ 103 นิวตันเมตร รอบเครื่องยนต์สูงสุดอยู่ที่ 10,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด มีการปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยไอเสียใหม่เพื่อให้รองรับกับ Euro5+ อีกทั้งเครื่องยนต์นี้ยังมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 57 กิโลกรัมเท่านั้น ช่วงอัพเกรดใหม่ ขับขี่มั่นใจกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามากับโช้คอัพ WP APEX แบบหัวกลับที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 48 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 143 มม. สามารถปรับแต่งได้เต็มรูปแบบ ซึ่งโช้คอัพที่มาพร้อมรถโมเดลใหม่นี้ทางแบรนด์เคลมว่าแข็งขึ้นถึง 34% อีกทั้งยังมีการตั้งค่าใหม่ที่อัพเกรดประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมมากยิ่งขึ้น โช้คอัพเดี่ยวด้านหลังจาก WP APEX พัฒนาใหม่มีระยะยุบด้านหลังอยู่ที่ 140 มม. (ลดลงจากตัวก่อนหน้า 10 มม.) สามารถปรับได้อย่างละเอียด ปรับรีบาวด์ 30 คลิก พรีโหลดได้ 10 มม. และมีการปรับสปริงใหม่เพื่อให้การขับขี่มีความนุ่มมวล พร้อมลุยทุกการขับขี่ ระบบห้ามล้อให้มาแบบเดียวกับรถซีซีสูงในสมัยปัจจุบัน ดิกส์เบรกคู่หน้า คาลิเปอร์เบรกประสิทธิภาพสูงจาก Brembo Stylema แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และล้อขนาด 120/70-R17 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 240 มม. และล้อหลังขนาด 180/55-R17 เทคโนโลยีแน่น จัดเต็มไม่มีกั๊ก แม้จะเป็นรถที่มีดีไซน์การออกแบบที่ดุ ดูมีความดิบเถื่อน แต่ก็พร้อมไปด้วยเทคโนโลยี จอกลางใหม่ขนาด 8.88 นิ้วแบบสัมผัส แสดงข้อมูลการขับขี่ครบไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกียร์, รอบเครื่องยนต์, ความเร็วขณะขับขี่, รายการโปรด, แผนที่ และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ไม่เพียงแค่มุมค็อกพิทที่น่าสนใจแต่ระบบอื่น ๆ ที่ให้มาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก ABS, โหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Street, Sport และ Custom, Wheelie control (ระบบป้องกันล้อหน้ายก), ระบบควิกชิฟเตอร์ และ Traction Control ราคาวางจำหน่ายยังไม่มีออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าอาจจะไล่เลี่ยจากราคาเดิมที่เปิดตัวในโมเดลก่อนหน้า (โมเดล 990 Duke มีราคาอยู่ที่ 12,999 ปอนด์) อยู่ที่ประมาณ 13,500 ปอนด์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 588,200 บาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แต่ราคาไทยไม่น่าจะพุ่งถึงขนาดนั้น) แฟนคลับ KTM ชาวไทยหากสนใจอยากจะเป็นเจ้าของ ก็สามารถติดต่อดีลเลอร์ใกล้บ้านท่าน หรือทางร้านโชว์พาวทุกสาขาได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หน้าใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว2025 Kawasaki Z900 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถเนกเก็ตไบค์ ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับแรกคือหน้าตาที่ปรับใหม่ มาพร้อมระบบไฟแบบ LED รอบคัน เส้นสายรอบคันเพิ่มความสปอร์ต ปรับปรุงการระบายไอเสียใหม่เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5+ และมาพร้อมกับสองรุ่นย่อยได้แก่ ตัวธรรมดา และตัวพิเศษ (SE) จุดเด่นไฮไลท์ หน้าตาใหม่ดุดันมากขึ้น พร้อมไฟ Full LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง รองรับระบบนำทางจากสมาร์ทโฟน ปุ่มฟังก์ชันควบคุมการขับขี่ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย เบรกหน้าจาก Brembo พร้อมโช้คอัพหลังจาก Öhlins (เฉพาะรุ่น SE) 2025 Kawasaki Z900 สเปค และรายละเอียด Kawasaki Z900 ABS Kawasaki Z900 SE ABS เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 948 ซีซี 948 ซีซี แรงม้า (เคลม) 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว DOHC 16 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 73.4 x 56 มม. 73.4 x 56 มม. อัตราส่วนการอัด 11.8:1 11.8:1 ระบบเกียร์ เกียร์ 6 สปีด เกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCBI TCBI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ยางหน้า 120/70-17 120/70-17 ยางหลัง 180/55-17 180/55-17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จาก Öhlins S46 ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Nissin พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo M4.32 พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. กว้าง x ยาว x สูง 830 x 2,065 x 1,099