
Honda Giorno+ 2026 เจาะเหตุผลทำไมถึงครองใจวัยรุ่นไทย ด้วย 7 เฉดสีใหม่ ดีไซน์พรีเมียม และเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วที่ทั้งแรงและประหยัด
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda Giorno+ 2026 เจาะเหตุผลทำไมถึงครองใจวัยรุ่นไทย ด้วย 7 เฉดสีใหม่ ดีไซน์พรีเมียม และเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วที่ทั้งแรงและประหยัด

กรมการขนส่งทางบกเผยตัวเลขสถิติ ยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ ประจำปี 2568 (ค.ศ. 2025) ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยยังคงคึกคักด้วยยอดรวมกว่า 1.73 ล้านคัน โดย "Honda" ยังคงเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด

เสาไฟฟ้าปักกลางถนนที่บางเสาธง สมุทรปราการ แซะแรงประเด็นขยายถนนแต่ไม่ย้ายเสาไฟ ใครรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุ? ล่าสุดการไฟฟ้าฯ เข้าจัดการแล้ว

Pirelli เตรียมซัพพอร์ตยางเพิ่มใน Malaysian GP หลังการแข่งขัน ThaiGP ที่จ.บุรีรัมย์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลงานการสร้างสถิติใหม่เวลาดีขึ้นด้วยยาง Pirelli ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 (อ่านสถิติผลเวลา คลิ๊กที่นี่) และด้วยผลสถิติดังกล่าว Pirelli จึงตัดสินใจใช้ยางแบบเดียวกันสำหรับนักแข่ง Moto2™ และ Moto3™ โดยจะเป็นยางคอมปาวด์มาตรฐานพร้อมเพิ่มจำนวนยางให้มากขึ้น สำหรับการแข่งขัน 2024 Malaysian GP ที่จะจัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ สนาม 2024 Malaysian GP อีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกใช้ยางสเปกเดียวกัน นั่นก็คือสนามเซปังฯ มีลักษณะใกล้เคียงกับบุรีรัมย์ ประเทศไทย สนามนี้ไม่ใช่สนามที่มีความต้องการสูงต่อยางนัก แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งทั้งสองสนามมีลักษณะเด่นในด้านทางตรงยาวและโค้งไฮสปีด บวกกับอุณหภูมิพื้นผิวบนแทร็กค่อนข้างสูงสามารถส่งผลต่อการยึดเกาะเเละความสึกหรอของเนื้อยางได้นั่นเอง โดยเฉพาะโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นโค้งเข็มกลัดที่เชื่อมระหว่างทางตรงสองช่วงเป็นจุดที่มีความท้าทาย ทั้งยางหน้าที่ต้องรับแรงกดจากการเบรกหนัก รวมถึงยางหลัง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนพื้นผิวแทร็กไปเมื่อปี 2016 ที่นี่มีลักษณะลาดเอียงแบบ negative banking หรือการเอียงออกไปด้านนอก ซึ่งสร้างแรงด้านข้างบนยางอย่างมากในมุมเอียงสูงสุด อีกทั้งการแข่งขันที่เซปังค่อนข้างคาดเดาได้ยาก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนเป็นประจำ และพื้นที่แห่งนี้เสี่ยงต่อฝนตกหนักและค่อนข้างรุนแรงทีเดียว ทางตรงยาวและการเบรกอย่างรุนแรง สนามเซปังมีลักษณะเด่นคือทางตรงยาวสองจุดที่เชื่อมต่อกันด้วยโค้งเกือบ 180 องศาที่โค้ง 15 ด้วยความเร็วที่ถึงก่อนการเบรกนั้นสูงมาก ทำให้ยางหน้าต้องรับมือกับการเบรกที่รุนแรงมาก ๆ บวกกับพื้นที่ของสนามเซปังฯ มีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักอย่างกะทันหัน ได้ตลอดโดยเฉพาะในช่วงบ่าย แม้อากาศที่อบอุ่นจะช่วยให้พื้นสนามแห้งเร็วขึ้น แต่คุณสมบัติการยึดเกาะของพื้นผิวสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากฝน ทำให้ยางต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยข้อจำกัดนี้ ความแม่นยำและความเสถียร ส่วนที่สองของแทร็ก ตั้งแต่โค้ง 9 จนถึงโค้ง 14 เป็นช่วงที่ต้องใช้เทคนิคและความเร็วสูง ซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติด้านความคล่องตัวและความมั่นใจที่ยางสามารถมอบให้กับนักแข่ง ซึ่งในขณะเดียวกัน ทางพีเรลลี่พร้อมมั่นใจได้ว่าการเลือกสรรยางสำหรับการแข่งขันในมาเลเซียเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วที่ จ.บุรีรัมย์ เราจึงเสนอจำนวนยางที่มากขึ้นในแต่ละประเภทอีกครั้งเช่นที่ผ่านมา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของทีมงานและนักแข่งได้มากยิ่งขึ้น ซัพพอร์ตจำนวนยางมากขึ้น โดยนักแข่งแต่ละคนจะมียางให้เลือกใช้ทั้งหน้าและหลังจำนวน 8 เส้นของแต่ละประเภท สำหรับยางหน้าของทั้งสองคลาส ตัวเลือกที่มีคือ SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในส่วนของยางหลังมีตัวเลือกที่แตกต่างกัน สำหรับ Moto2™ จะมี SC0 (Soft) และ SC1 (Medium) ส่วนใน Moto3™ จะมี SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในกรณีที่ฝนตกจะมีการจัดสรรยาง DIABLO Rain สำหรับสภาพเปียก โดยจะมีจำนวน 5 เส้นสำหรับยางหน้า และ 6 เส้นสำหรับยางหลังสำหรับทั้ง 2 รุ่น Moto2 เเละ Moto 3 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดสรรยางชุดเดียวกับที่ไทยนั่นแหล่ะครับ แต่เพิ่มจำนวนยางมากขึ้นในแต่ละรุ่น เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับทีมช่าง รวมถึงให้นักแข่งสร้างสถิติครั้งใหม่ในสนามนี้อีกด้วย เอาเป็นว่า สนามมาเลเซียใครจะสร้างสถิติครั้งใหม่ มาดูกัน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 หนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นโอกาสอันดีที่ทาง Yamaha Rider’s Club มอบโอกาสให้ โดยครั้งนี้แอดมินได้มีโอกาส เข้าร่วมทริปขับขี่และเดินทางไปกับสาวก Yamaha BigBike เพื่อไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 ซึ่งทริปนี่เต็มไปด้วยความสนุกและเอ็กคลูซีฟ แบบสุด ๆ ที่จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และทริปนี่แอดมินได้มีโอกาสขับขี่รถใหม่อย่างเจ้า MT-09 โฉมปี 2024 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ซึ่งทริปนี้พวกเราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่าบรรดาไบเกอร์สาวกยามาฮ่าบิ๊กไบค์ได้หลายสิบคัน ตั้งจุดหมายปลายทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ ระยะทางโดยประมาณ 380 กม. มีแวะพักเติมน้ำมันกันเล็กน้อย ซึ่งเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 06:00 น. จัดทัพรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์สองแถวตรงยาว ซึ่งใครที่อยู่ข้างทั้งสองฝั่งก็ต้องย่อมรู้ว่านี่แหล่ะ วัยรุ่นหัวใจครอสเพลน (ฮ่าๆ) โดยเส้นทางที่วิ่งเริ่มจากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม วิ่งตรงขึ้นมุ่งสู่เส้นนครนายก ตัดเข้าแยกสระบุรี – นครราชสีมา วิ่งตรงยาวแล้วตัดขึ้นสู่ตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ แน่นอนว่าการเดินทางมากับยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ความเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง เร็วดั่งใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน ซึ่งระยะการเดินทางจากกรุงเทพ – บุรีรัมย์ใช้เวลาเพียง 6 ชม. เท่านั้น (แวะพัก เติมน้ำมันตามปั้มบางจุด) สำหรับสาวกยามาฮ่าใครที่อยากออกทริปกับไรเดอร์สคลับ ครั้งหน้าต้องมาแล้ว..!! เมื่อเดินทางไปถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประมาณ 12:00 น. มุ่งสู่โดม YAMAHA REV VENUE MOTOGP จัดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณหน้าสนาม เพื่อต้อนรับเหล่าบรรดาสาวกครอสเพลนจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดีเรามาดูกันว่าเขาจะมีบริการเซอร์วิสอะไรบ้าง บูธใหญ่ ๆ อาหารอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟให้กับเหล่าทัพน้ำเงิน และโซนที่นั่งชมการแข่งขัน MotoGP เตรียมไว้ให้บริการอย่างดี สำหรับเอฟซี Fabio Quartararo #20 และ Alex rins #42 พร้อมชมการแข่งขันผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่อั้น คอยบริการจากทีมงาน และนอกจากนี้ยังมีบูธสินค้ามาบริการและจำหน่ายภายในโซนแห่งนี้อีกด้วย และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ยังมีของรางวัลมาแจกสำหรับแฟน ๆ ให้ได้ลุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งชมติดขอบสนาม โซนนี้ก็พร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกท่านฟินส์ไปกับความสนุกในกิจกรรมแห่งนี้ได้ หน้างานถือว่าเต็มระบบแล้ว ภายในงานยังมีบูธ Yamaha Pavilion GP รองรับบริการสำหรับการเข้าชม ซึ่งภายในจะมีสินค้าจากทางยามาฮ่ามาจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกกันน็อก และแอสเซสเซอรีต่าง ๆ มากมาย ยังรวมไปถึง โมเดลสายสปอร์ตโฉมใหม่อย่าง R-Series มาจัดโชว์ภายในงานนี้กันอีกด้วย หากใครที่เป็นเอฟซีสองนักแข่งอย่าง ฟาบิโอ และ รินส์ ทางยามาฮ่ายังนำโมเดลตัวแข่ง MotoGP อย่าง YZR-M1 มาจอดโชว์ให้ถ่ายกันบริเวณหน้าพาวิลเลี่ยนอีกด้วยครับ ต่อด้วยกิจกรรม Meet and Geet สำหรับนักแข่งในช่วงค่ำคืนของวันเสาร์ ให้เหล่าลูกค้ายามาฮ่าได้พบปะนักแข่ง ตัวจริง เสียงจริง อีกด้วย ยามาฮ่าเขาจัดเต็มจริง ๆ สำหรับงานนี้ ความสนุกและความประทับใจนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่จองบัตรชมการแข่งขัน (GrandStand, Side Stand) ยังได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน MotoGP แบบชิดขอบสนามอีกด้วย ซึ่งทางสนามได้จัดโซนเฉพาะแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้ร่วมเชียร์อย่างสนั่น แถมไม่ต้องเขินอายเอฟซีค่ายอื่น ๆ ด้วย (จะแซะก็ยังแซะได้ เพราะที่นี่ ยามาฮ่า) ฮ่าๆ นี่ก็คือความสนุกที่ทางยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ได้จัดขึ้นเพื่อแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้มาร่วมสนุกและพบปะสังสรรค์ ที่ถือว่าจัดขึ้นเพียง “ปีละครั้ง” เท่านั้น สำหรับงานโมโตจีพีครั้งต่อไปจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านสนามแรกสำหรับโมโตจีพีฤดูกาล 2025 อย่างไรก็อย่าลืมมาร่วมสนุก กับการออกทริปร่วมกันด้วยนะครับ ยามาฮ่า บิ๊กไบค์ จัดให้ถึงใจแน่นอน และใครที่สนใจอยากได้รถไว้ขี่ออกทริปหล่อสักคันหรืออยากทดลองขับขี่ ก็สามารถเข้าไปทดสอบและทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ แถมยังมีกิจกรรมสำหรับเหล่าไปเกอร์อีกเยอะรอเพื่อนๆ อยู่นะครับ ทริปหน้าต้นปี

เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริงใน Moto2 และ Moto3 ปี 2024 Pirelli Diablo Superbike (SC=Special Compound) ยางหลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 ฤดูกาล 2024 ทำเวลาในการแข่งได้เร็วกว่าปีก่อนหน้าอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่ Pirelli ได้เป็นผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวในปีนี้ โดยนักแข่งในทั้งสองคลาสได้ทำลายสถิติเดิมในหลายสนาม เช่น Silverstone, Austria และ Valencia ซึ่งทำเวลาที่ดีกว่าจากฤดูกาล 2020-2023 ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 2 ในการแข่งขันรายการ Moto2 นักบิดสัญชาติสเปนอย่าง Alonso Lopez จากทีม SpeedUp Racing ทำลายสถิติในการแข่งขันที่ Valencia ด้วยเวลา 1’33.061 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเวลาที่ดีขึ้นอย่างมากจากปีก่อน ๆ นอกจากนี้ Jake Dixon จากทีม CFMOTO Aspar Team ก็สามารถกดเวลาในการแข่งที่ Silverstone ต่อรอบได้เร็วขึ้นประมาณ 0.7 วินาทีโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปี 2023 ทำให้เวลาแข่งขันรวมลดลงถึง 12.5 วินาที ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 3 ในการแข่งขันรายการ Moto3 นักแข่งก็ทำเวลาที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย Daniel Holgado จากทีม Red Bull GASGAS Tech3 ทำเวลา 1’37.300 ที่ Valencia ซึ่งสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาได้ โดยรวมแล้วการแข่งขัน Moto3 ในบางสนาม เช่น Silverstone ทำเวลาต่อรอบได้เร็วขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 วินาทีจากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากยางรุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันในสนามต่างๆ จุดเปลี่ยนคือยาง การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดเกาะและความทนทานของยาง Pirelli ที่ดีขึ้น ทำให้นักแข่งสามารถควบคุมรถได้ดีกว่าในยุคของยาง Dunlop ความก้าวหน้าทางสมรรถนะเหล่านี้ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ Pirelli รวบรวมข้อมูลจากแต่ละการแข่งขันเพื่อปรับปรุงยางรุ่นใหม่ออกมาในปีหน้า และเชื่ออย่างยิ่งว่า จะทำให้ผลเวลา เร็วขึ้นอีก สรุปผลเวลาของแต่ละสนาม สถิติผลเวลา ของการแข่งขันในฤดูกาล 2024 แบรนด์ยาง Pirelli ได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการทุบสถิติเวลา แทบจะทุกสนามก็ว่าได้ และเราได้รวบรวมผลสถิติ ของแต่ละสนามมาไว้ให้แล้ว สถิติเดิม (Moto3) สถิติใหม่ (Moto3) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) สถิติเดิม (Moto2) สถิติใหม่ (Moto2) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) Lusail International Circuit 2’04.742 2’02.276 2.466 1’57.305 1’56.788 0.517 Chang International Circuit 1’41.907 1’40.544 1.362 1’35.297 1’34.595 0.701 Autódromo Internacional do Algarve 1’46.798 1’46.379 0.418 1’42.003 1’41.514 0.489 Phillip Island 1’36.403 1’35.370 1.33 1’31.888 1’30.816 1.72 Circuit Of The Americas 2’16.250 2’14.153 2.97 2’09.385 2’07.543 1.841 Circuito de Jerez 1’45.401 1’43.710 1.691 1’40.640 – – Le Mans 1’41.476 1’40.114 1.361 1’35.791 1’34.868 0.923 Circuit de Barcelona-Catalunya 1’48.003 1’46.111 1.891 1’43.983 1’41.894 2.88 TT

BIMOTA KB998 ตัวแข่งคันใหม่จาก Kawasaki Bimota KB998 ตัวแข่งคันใหม่ของ Kawasaki ในการแข่งขันรายการ 2025 Motul FIM WorldSBK Championship โดย Bimota แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี เป็นที่รู้จักในประเภทของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง (แถมยังมีราคาแพง) อีกทั้งยังมีการออกแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ทางแบรนด์กำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่โดยการโดดเข้าร่วมการแข่งขันในรายการระดับโลก เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า Kawasaki Racing Team (KRT) ในรายการแข่งขัน WorldSBK ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bimota by Kawasaki Racing Team (BbRT) เพื่อสะท้อนความร่วมมือระหว่างสองบริษัท Bimota และ Kawasaki ได้ร่วมมือกันสร้าง และพัฒนามอเตอร์ไซค์ใหม่ทั้งหมดสำหรับการแข่งขัน ซึ่งผสมผสานจุดเด่นจากทั้งสองผู้ผลิต ที่ไม่ได้เป็นการนำ Kawasaki Ninja ZX-10RR มาเปลี่ยนชุดตกแต่งใหม่ แต่พัฒนารถแข่งรุ่นพิเศษขึ้นมาเอง 2025 Bimota KB998 2024 Kawasaki ZX-10R ซึ่งรายละเอียดสเปคยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่ามาพร้อมขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 998 ซีซี จาก Kawasaki ZX-10RR ที่มีกำลังมากกว่า 200 แรงม้า โช้คอัพหน้าจาก Showa คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo (ถึงแม้ว่าจะแปะด้วยตัวอักษร J.JUAN ก็เถอะ) และระบบท่อไอเสียของ Akrapovič แฟริ่งถูกออกแบบใหม่ แม้ด้านหน้าจะยังคงมีเค้าโครงสไตล์ Kawasaki Ninja มาพร้อมปีกแอโรไดนามิกเช่นเดียวกับรถแข่งในสมัยใหม่ โดยตัวแข่งคันใหม่นี้ได้ทำการลงวิ่งทดสอบที่ Circuit de Jerez ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสนามเดียวกับการแข่งขันในรอบสุดท้ายของฤดูกาล 2024 แม้โมเดลรถคันนี้จะถูกพัฒนามาได้ไม่นาน แต่ด้วยการขับขี่ของ Alex Lowes และ Axel Bassani สองนักบิดของทีม ทำให้ KB998 ได้แสดงศักยภาพของมันออกมาสามารถทำเวลาได้อย่างน่าประทับใจบนสนาม Jerez พร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่น และสมรรถนะที่ดุดัน โดย Axel Bassani ทำเวลาได้ 1:38.478 นาที และ Alex Lowes ทำเวลาได้ 1:38.679 นาที แน่นอนว่า KB998 คันนี้จะผลิตออกมาแค่รุ่นสำหรับทำการแข่งขันเท่านั้น จะยังไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของการแข่งขัน WorldSBK รถที่จะเข้าร่วมแข่งขันในรายการ จะต้องมีการผลิตในรูปแบบของ Production Bike วางจำหน่ายโดยมีจำนวนการผลิตอย่างน้อย 500 คันเป็นข้อบังคับมาตรฐาน อย่าง BMW M 1000 RR, Ducati Panigale V4 R และ Honda CBR1000RR-R Fireblade SP ที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทาง Bimota ยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า จะมีรุ่น KB998 วางจำหน่ายต่อสาธารณะชน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Bimota จะผลิตออกมาแค่ในจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผ่านข้อพิจารณา หากผลิตออกมาแค่ตามยอดเกณฑ์ที่กำหนด โมเดลนี้อาจจะถูกยกเป็นรถที่โคตรแรร์อีกหนึ่งรุ่น และในโมเดลคันจริงนั้นอาจจะมีไปตั้งโชว์ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 sประเทศอิตาลีในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หรือการร่วมมือของทั้งสองค่ายนี้จะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างสำหรับ Kawasaki ในการแข่งขัน 2025 Motul FIM WorldSBK Championship ฤดูกาลหน้าหรือเปล่า ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป 2025 KTM 1390 Super Adventure S อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายส้ม KTM กับรถแนวสปอร์ต แอดเวนเจอร์ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักขี่ที่ต้องการความท้าทายมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น และพลังที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม โดยรูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างกับตัวท็อปสุดตารางอย่าง ‘S EVO’ จะแตกต่างก็มีเพียงแค่รายละเอียดบางจุดเท่านั้น เครื่องยนต์ในรุ่นตัวรองนี้มีเครื่องยนต์กับตัว ‘S EVO’ แทบจะทุกจุด เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ได้รับการขยายปริมาตรกระบอกสูบจาก 1,300 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 173 แรงม้าที่ ที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เพิ่มเทคโนโลยี CAMSHIFT ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่ในช่วงรอบต่ำ อีกทั้งยังปรับปรุงในเรื่องของการปล่อยมลพิษ และพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยจุดที่แตกต่างระหว่างรุ่น ‘S’ และ ‘S EVO’ คือ ระบบเกียร์ โดยในรุ่น S จะใช้คลัตซ์แบบธรรมดามาพร้อมชุดเกียร์แมนนวล 6 สปีด ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับของโมเดล ‘S EVO’ ที่ให้โช้คอัพด้านหน้าแบบ UpSide Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) แบบปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชัน และโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ปรับไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับโช้คอัพหน้า ทั้งสองด้านมีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ระบบเบรกด้านหลังมาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวสองลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. และขนาดล้ออยู่ที่ 170/60-17 ในส่วนของเทคโนโลยีเรียกได้ว่า ‘S EVO’ มีอะไร ‘S’ ก็มีแบบนั้นเว้นแค่ระบบเกียร์ AMT ตัวใหม่จากทางค่ายที่ในรุ่นรองจะไม่ได้ใส่มาให้ แต่ในส่วนที่เหลือม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด Rain, Street, Sport, Offroad และ Rally , ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง เรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch ซึ่งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้ยังครอบคลุมไปในส่วนของ ระบบช่วยรักษาระยะห่าง, ระบบช่วยเบรก, และ การเตือนการชน โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีส้ม สีดำ ในส่วนของราคาจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เรียกได้ว่าเป็นรถตัวรองที่สเปคไม่แพ้ตัวท็อปเลยแม้แต่นิดเดียว จะต่างกันก็เพียงระบบเกียร์ ที่ตัว ‘S’ ให้คลัตซ์แบบธรรมดาพร้อมเกียร์ 6 สปีด แต่ในส่วนของ ‘S EVO’ มาพร้อมเกียร์ใหม่ของทางค่ายอย่าง AMT หากใครที่ชื่นชอบการขับรถแล้วต้อง ‘กำคลัตซ์’ ก่อนเข้าเกียร์ บอกเลยว่าตัว S นี่แหละ ตอบโจทย์สุด ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda Rebel 1100 ทรงเดิม เพิ่มแรงม้า พร้อมจอ TFT 2025 Honda Rebel 1100 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยใช้ชื่อรหัส CMX1100 การดีไซน์ออกแบบที่ยังคงความเป็นรถ ‘ครุยเซอร์’ ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย เน้นความเรียบง่ายแต่ก็ยังคงความดุดัน เครื่องยนต์เพิ่มแรงม้าจากตัวก่อนหน้า และยังมาพร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ และที่สำคัญมาพร้อมกับหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วใหม่ พร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์อัพเกรด เพิ่มแรงม้า ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,084 ซีซี พละกำลังอยู่ 87 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที (เพิ่มจากตัวก่อนหน้า 1 ตัว) แรงบิดอยู่ที่ 98 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และเกียร์แบบ DCT 6 สปีด (แล้วแต่รุ่นย่อย) ความจุถังน้ำมัน 13.6 ลิตร ช่วงล่างตามสไตล์ครุยเซอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกับด้านหน้า หนึบและขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวแบบเรเดียล คาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบ ขนาด 330 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 256 มม. ล้อและยางมีขนาด 130/70 B18 และ 180/65 B16 หน้า และหลังตามลำดับ หน้าจอ TFT และเทคโนโลยีตามสมัยนิยม ในส่วนของเทคโนโลยีต่าง ๆ ของ Rebel ในโมเดลใหม่จัดเต็มมาแบบสุด ๆ หน้าจอใหม่แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพ Honda RoadSync โหมดการขับขี่เริ่มต้น 3 โหมด ได้แก่ Standard, Rain และ Sport และยังมี Custom สำหรับให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้ ระบบครูซ คอลโทรล ระบบ HSTC ที่ปรับได้ 3 ระดับ และมีการปรับช่องจ่ายไฟแบบ USB-C มาไว้ทางด้านซ้ายของเรือนไมล์ Dual Clutch Transmission พร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ สามารถมีประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้นทั้งออกตัว และการหยุดรถ โดยชุดเกียร์ DCT นี้จะใส่ลงในรุ่นย่อยที่เป็นตัว T DCT และ รุ่น SE เท่านั้น ในส่วนของรุ่นล่างสุดหรือ Standard จะเป็นเพียงเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเท่านั้น สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อยประกอบไปด้วย รุ่นธรรมดา (Rebel 2025) ในรุ่นนี้มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) 2. รุ่น T DCT (Rebel T DCT 2025) ที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติม โดยมีกล่องข้างขนาดรวม 35 ลิตร แฟริ่งหน้าขนาดใหญ่ มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีเทา (Iridium Grey Metallic) สีเทา (Iridium Grey Metallic) รุ่น SE ตัวท็อปสุดของโมเดลนี้ โดยในรุ่น Special Edition จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป โดยมีการตกแต่งเพิ่มเติม

ดีไซน์ใหม่ ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจากคำว่า โคตรหล่อ 2025 Yamaha MT-07 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ Hyper Naked คันใหม่ของค่าย โดยความพิเศษในโมเดลใหม่นี้ คือการมาพร้อมเกียร์ใหม่ตามรุ่นพี่ MT-09 กับเกียร์ Y-AMT ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องง่ายขึ้นการออกแบบดีไซน์ยกหน้าใหม่ ไฟแบบ Full LED โดดเด่นด้วยน้ำหนักเบา การควบคุมที่คล่องตัว พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือต่าง ๆ เปิดประสบการณ์การขับขี่ที่สุดแสนจะเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์ CP2 ขุมพลังหลัก โช้คอัพด้านหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม. ดิสก์เบรกคู่หน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 พอต หน้าจอ TFT ดีไซน์ใหม่ ก้านคลัตซ์ที่หายไปในตัว Y-AMT ปุ่มควบคุมบริเวณประกับแฮนด์ฝั่งซ้าย 2025 Yamaha MT-07 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง CP 2 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า ล้อสปินฟอร์จ ขนาด 120/70 ZR-17M/C แบบไม่มียางใน ขนาดล้อ และยางหลัง ล้อสปินฟอร์จ ขนาด 180/55 ZR-17M/C แบบไม่มียางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ระยะยุบตัว 130 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ปรับพรีโหลดและ รีบาวด์ได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ แบบ 4 พอต ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 245 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,085 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,400 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 184 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเกียร์ใหม่ Y-AMT (เฉพาะรุ่น) ระบบ YCC-T ระบบเบรก ABS หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Street และ Custom ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้ ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกระทันหัน Traction control Cruise control Quickshifter แบบสองทาง ระบบช่วยควบคุมการยึดเกาะถนน สีสันที่วางจำหน่าย รุ่น

2025 Triumph Tiger Sport 800 ดีไซน์คล้ายน้อง แต่เครื่องใหม่ 2025 Triumph Tiger Sport 800 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในสไตล์รถของสปอร์ต แอดเวนเจอร์ การออกแบบด้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและความสามารถในการทัวร์ระยะไกล ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง โครงสร้างที่ขับขี่สนุกและสะดวกสบาย พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย และการตกแต่งที่หรูหรา เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ ทาง Triumph ไม่ได้นำเครื่องยนต์ของ Tiger Sport 900 มาลดปริมาตรกระบอกสูบ แต่เป็นการนำเครื่องยนต์ในโมเดลของ Street Triple 765 มาพัฒนาต่อยอด เพิ่มช่วงชักรวมไปถึงแรงบิด ให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 798 ซีซี 3 สูบเรียงระบายความความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 113 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 83.9 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบต่อนาที พร้อมถังน้ำมันขนาด 18.5 ลิตร ระบบช่วงล่างที่โดดเด่น แม้รูปร่างจะมีขนาดใหญ่กว่า Tiger Sport 660 แต่ Triumph สามารถใส่รุ่น 800 ใหม่ลงในโครงสร้างเดิมที่ใช้กับรุ่น 660 ได้ เพราะขนาดเครื่องยนต์ของทั้งสองโมเดลมีความใกล้เคียงกัน โครงและสวิงอาร์มยังคงเหมือนเดิม แต่รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนที่โดดเด่นกว่าเดิม ทั้งด้านหน้า และด้านหลังใช้โช้คอัพจาก Showa ให้ระยะยุบตัว 150 มม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่ปรับได้เต็มรูปแบบ และโช้คหลังเดี่ยว Showa ส่วนระบบเบรกของ Tiger Sport 800 ประกอบด้วยคาลิเปอร์เบรกสี่สูบแบบติดตั้งเรเดียลที่ล้อหน้าพร้อมจานคู่ขนาด 310 มม. และคาลิเปอร์เบรกหลังแบบสูบเดียวติดตั้งกับจานเบรกขนาด 255 มม. เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มาแบบแน่น ๆ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถคันนี้จัดให้แบบไม่ธรรมดา โดยใน Tiger 800 ทาง Triumph ได้ทำการปรับแต่งชุดอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังมีส่วนของระบบควบคุมการยึดเกาะถนน, ระบบ IMU แบบ 6 แกน, ระบบเกียร์พร้อม Quickshifter แบบสองทาง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมีโหมดการขับขี่อีก 3 โหมดได้แก่ Sport, Road และ Rain รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนก็สามารถทำได้โดยเชื่อมผ่านระบบ Bluetooth ด้วยแอพพลิเคชัน ‘My Triumph’ ที่จะแสดงข้อมูลต่าง ๆ อีกทั้งยังมีระบบในการนำทางได้ รวมไปถึงการรับสายโทรศัพท์ และแสดงข้อมูลจากโทรศัพท์ผ่านจอสี TFT ขนาดเล็กด้านล่าง สีสันที่วางจำหน่าย สีเหลือง (Cosmic Yellow) สีเทา-ดำ (Graphite/Sapphire Black) สีดำ (Sapphire Black) สีน้ำเงิน-ดำ (Caspian Blue/Phantom Black) อีกหนึ่งรถดีไซน์ Sport Adventure ที่มีความน่าสนใจ ด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ ระบบเทคโนโลยีการขับขี่ ในส่วนของราคาจะอยู่ที่ 12,495 ดอลล่าร์เหรียฐสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยมูลค่าประมาณ 421,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) โดยจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมปี 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO ดีไซน์ใหม่ ไร้คลัตซ์ 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับอีกหนึ่งโมเดลที่เรียกได้ว่าเป็นตัวสุดของวงการสายลุย บ้าพลัง ที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมขุมกำลังที่พัฒนาใหม่ และไฮไลท์เด็ดคือมาพร้อมเกียร์ตัวใหม่ของค่ายอย่าง AMT ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ซีซีเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์แบบสองสูบวีที่ขยายปริมาตรกระบอกสูบ จาก 1,301 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี สามารถรีดกำลังได้ถึง 173 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี CAMSHIFT ใหม่ที่ช่วยให้ยกวาล์วไอดีได้สองระดับตามช่วงรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้กำลังและแรงบิดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงรอบ และทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยให้การทำงานของเครื่องยนต์เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษใหม่ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ โดยในเครื่องยนต์นี้จะมาพร้อมกับระบบเกีบร์ใหม่ของค่ายอย่าง AMT (สามารถเกี่ยวกับระบบเกียร์ใหม่ได้ที่นี่) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกำคลัตซ์เมื่อเข้าในโหมด M หรือสามารถขับขี่ในโหมดเกียร์อัตโนมัติได้ในโหมด A ที่สำคัญมาพร้อมเกียร์ P หรือเกียร์สำหรับการจอด ช่วยป้องกันไม่ให้ไหลเคลื่อนที่ในเวลาจอด ทั้งนี้ ระบบเกียร์จะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ECU และชุดควบคุมระบบส่งกำลัง ปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าเชิงกล โดยใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาทีเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาเทียบเท่ากับระบบควิกชิฟเตอร์ในรถเกียร์แมนนวลนั่นเอง ช่วงล่างไฟฟ้าเต็มระบบ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Upside Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) หรือโช้คแบบปรับไฟฟ้าที่สามารถปรับได้แบบเต็มรูปแบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน ในส่วนของโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว จาก WP SAT (semi-active technology) ปรับไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับได้เต็มรูปแบบเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยทั้งคู่มีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียล เมาท์ 4 พอต จาก Brembo และจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ในส่วนของเบรกหลังแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต จาก Brembo เช่นเดียวกับเบรกหน้าพร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 170/60-17 เทคโนโลยีเต็มพิกัด ไม่เพียงแค่ขุมพลังที่ให้มาแบบเต็มพิกัด แต่ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาพร้อมรถคันนี้เองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด, ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง ไม่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีบางส่วนที่ได้กล่าวถึง แต่รถคันนี้ยังมาพร้อมกับเรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรดาห์ความปลอดภัยได้ที่นี่คลิ๊ก) โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ เช่น ระบบช่วยรักษาระยะห่าง การสตาร์ท และหยุดอัตโนมัติด้วยเกียร์ AMT, ระบบช่วยเบรก, การเตือนการชน และการเตือนระยะห่าง โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ 2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO รายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,350 ซีซี แรงม้า (เคลม) 170 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี Raptee T30 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Raptee.HV สตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดียมอเตอร์ไซค์คันนี้พลิกบทบาทของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่สนุกสนานและสปอร์ต แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไป สมรรถนะสุดแสนจะเร้าใจ ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ให้พลังงานด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ T30 มีพละกำลังเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ (ประมาณ 30 แรงม้า) และมีแรงบิดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 70 นิวตันเมตร ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3.5 วินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ดีไซน์การออกแบบ และเทคโนโลยี ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไดโนเสาร์กลุ่มแรพเตอร์ ที่โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว ว่องไว และเฉลียวฉลาด จึงทำให้การออกแบบรถคันนี้มีสไตล์สปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยตัวถังที่เพรียวบาง และมีเหลี่ยมมุม นอกจากนี้ T30 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เกินความคาดหมาย เพราะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มีระบบนำทาง และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA หัวชาร์จไฟแบบเดียวกับรถยนต์ แบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ของ T30 มีการรับรองมาตรฐาน IP67 ใช้เวลาในการชาร์จจาก 20-80% ประมาณ 60 นาทีเมื่อใช้เครื่องชาร์จขนาด 3.3 kW แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบเร็ว หรือเครื่องชาร์จจากสถานีชาร์จของรถยนต์ สามารถชาร์จเต็มในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจของ Raptee.HV T30 ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทตลาดจะวางขายแค่ในเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผู้ผลิตยืนยันว่ามันพร้อมที่จะบุกตลาดโลก เพราะรถคันนี้มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จแบบ CCS 2 ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานร่วมกับที่ชาร์จมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าได้แทบทุกที่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกในอินเดียที่มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ CCS 2 เป็นมาตรฐาน Raptee T30 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัส กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 70 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ N/A ความจุของแบตเตอรี่ 5.4 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ N/A เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชั่วโมง (20-80% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) 36 นาที (20-80% เมื่อชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟของรถยนต์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 150 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 110/70-R17 แบบไม่มียางใน ยางหลัง 150/60-R17 แบบไม่มียางใน เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ Up-Side down ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดียวแบบปรับพรีโหลดได้ กว้าง X ยาว X สูง N/A ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 161 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 177 กิโลกรัม เทคโนโลยี จอ TFT ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Power และ

ThaiGP 2024 Pirelli ปรับยางใหม่สู้ศึก ThaiGP 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากในสุดสัปดาห์นี้ Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังระดับโลก ได้จัดยางชนิดพิเศษเพื่อรองรับการแข่งขันที่ประเทศไทยในสุดสัปดาห์นี้ โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ที่จะจัดการแข่งขันในรายการ รถจักรยานยนต์ทางเรียบ ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2024” ในสุดสัปดาห์หน้า เป็นสนามที่ Pirelli รู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยมีการแข่งขันที่สนามนี้ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2019 ในรายการ FIM Superbike World Championship โดยสนามนี้ประกอบไปด้วยหลายโซนที่ต้องเบรก และเร่งเครื่องยนต์ต่อเนื่อง แต่พื้นผิวของสนามไม่ได้มีความหยาบมากเป็นพิเศษ นี่คือเหตุผลที่ Pirelli ตัดสินใจใช้ยางมาตรฐานการแข่งขัน ในสนามที่ประเทศไทย ซึ่งยางดังกล่าวมีสมรรถนะยอดเยี่ยมและเป็นที่รู้จักกันดีของทีม และนักแข่ง ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจำนวนยางต่อคอมปาวด์ที่เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของทีมงาน และนักแข่ง เพื่อให้มั่นใจในตลอดการแข่งขันช่วงสุดสัปดาห์นี้ Giorgio Barbier หัวหน้าฝ่ายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ของ Pirelli กล่าวว่า “เรารู้จักสนามบุรีรัมย์เป็นอย่างดี เพราะเราเคยแข่งขันที่นั่นมาแล้ว 5 ฤดูกาลกับการแข่งขันในรายการ WorldSBK Championship และเราทราบดีว่าสนามนี้ ไม่เหมือนกับสนามในออสเตรเลียที่จัดการแข่งขัน GP ครั้งล่าสุด เพราะสนามบุรีรัมย์ไม่มีส่วนของสนามที่ทำให้ยางต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ แม้ว่าความชื้นสูงตามแบบฉบับของพื้นที่ อุณหภูมิพื้นผิวแอสฟัลท์ที่มักจะสูงมาก และการเบรกอย่างกระทันหันที่ส่วนปลายของทางตรงยาวทั้งสองจุดจะยังคงสร้างความกดดันให้กับยาง โดยเฉพาะยางหน้า การเบรกและการเร่งเครื่องใหม่บ่อยครั้ง เป็นการทดสอบความสามารถของยางหลังในการรองรับแรงกดในแนวตรงที่เกิดขึ้นขณะเร่งเครื่อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพการณ์ที่เราพบในสนามอื่น ๆ อยู่แล้ว และยางมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันก่อนหน้านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพได้ดี เราตัดสินใจเพิ่มจำนวนยางเป็น 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ เหมือนกับที่เคยกำหนดไว้สำหรับยางหลัง Moto2™ ในการจัดสรรมาตรฐาน เพื่อให้ทีมและนักแข่งสามารถทำงานกับการผสมผสานของยางที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนยางที่มีอยู่ สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักจะเกิดฝนตกกระทันหัน และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับแต่งยางสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์” ยางคอมปาวด์มาตรฐาน แต่เพิ่มจำนวน : ยางแห้งแบบสลิกทุกชนิดมีจำนวน 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ นักแข่ง Moto2™ สามารถเลือกใช้ยางหน้า SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) พร้อมกับสองตัวเลือกยางหลัง SC0 (นุ่ม) และ SC1 (กลาง) สำหรับ Moto3™ นักแข่งจะมีตัวเลือกยางหน้าเหมือนกัน คือ SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) ส่วนยางหลังสามารถเลือกได้ระหว่าง SC1 (นุ่ม) หรือ SC2 (กลาง) โอกาสการเกิดฝนตก : พื้นที่ที่สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่มีสภาพอากาศร้อนชื้น และยังมีโอกาสเกิดฝนตกกระทันหัน อาจะรวมไปถึงการเกิดฝนตกหนักในระหว่างการแข่ง ในกรณีนี้ นักแข่งทั้งสองคลาสจะมียาง DIABLO Rain พร้อมใช้งาน โดยมีจำนวน 5 ชิ้นสำหรับยางหน้า และ 6 ชิ้นสำหรับยางหลัง การเบรก และการเร่งความเร็ว : สนามแข่งแห่งนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ‘เฮอร์มันน์ ทิลเก้’ และเปิดตัวในปี 2014 สนามบุรีรัมย์ถือว่าเป็นสนามแบบ “Stop and go” แบบคลาสสิก ซึ่งมีการเบรก และการเร่งความเร็วบ่อยครั้งซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ นักแข่งจะชื่นชอบยางหน้าที่มีความมั่นคงและแม่นยำ รวมไปถึงยางหลังที่ให้การยึดเกาะ และแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมเมื่อออกจากโค้ง ด้วยเหตุนี้ Pirelli จึงนำยางที่ดีที่สุดมาใช้ในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สำหรับการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 จะทำการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 โดย Moto3 จะแข่งขันในเวลา 12.00น. และในรายการ Moto2 ในเวลา 13.15น. สนามนี้มีลุ้น ‘ก้อง สมเกียรติ จันทรา’ คัมแบคจากอาการบาดเจ็บเพื่อทำการลงแข่งขันในประเทศไทย แฟน ๆ Moto2 และ ก้อง ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton F1R โคตรแรร์ ขุมพลังโรตารี่ Norton F1R อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ที่จัดได้ว่าเป็น ‘สุดแรร์’ อีกหนึ่งคัน เพราะโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่แปลก และน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ซูเปอร์ชาร์จที่มีกำลังกว่า 200 แรงม้า ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่พ่นไฟออกจากท่อได้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโลกของมอเตอร์ไซค์หายาก บางทีก็อาจพบรุ่นที่ไม่คุ้นหูมาก่อนเช่น F1R คันนี้ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์โรตารีที่กำลังจะถูกนำขึ้นประมูลที่ H&H Classics ในประเทศอังกฤษ ซึ่งคันที่กำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้คำว่าแรร์คงจะไม่เพียงพอ ต้องใช้คำว่า ‘โคตรแรร์’ หรือขั้นกว่าที่สามารถนิยามของคำว่าหายากมาก ๆ ได้ เพราะคันนี้เป็นรุ่นแรกที่เคยผลิต ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้มีหมายเลขเฟรม #1 และเป็น P55 คันแรกที่ออกจากโรงงานใน Shenstone เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1990 มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี ขนาด 588 ซีซี แบบ Twin-rotor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลัง 94 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แต่ข้อติงพิจารณาของเครื่องยนต์ตัวนี้คือการบำรุงรักษา เพราะค่อนข้างที่จะต้องการดูแลรักษาบ่อยกว่าเครื่องยนต์ประเภทอื่น ๆ แต่ในเรื่องของขุมพลังสามารถทำได้ยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า โดยสุดยอดมอเตอร์ไซค์คันนี้ไม่ใช่เพียงรถเพื่อทำการจัดโชว์ แต่เป็นรถแข่งจริงที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Battle of the Twins ในเยอรมนีถึงห้าฤดูกาล แม้ผลงานจะไม่โดดเด่น แต่การที่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารีสามารถลงทำการแข่งขันได้นานขนาดนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกใช้งานส่วนใหญ่เพื่อการแสดงโชว์ ต้นแบบที่หายากมากคันนี้จะถูกนำออกประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2024 ที่พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติใน Solihull ซึ่งผู้จัดประมูลคาดว่าราคาจะอยู่ระหว่าง 52,000 ถึง 56,000 ปอนด์ หรือตีเป็นประมาณ 2,261,000 บาท ถึง 2,435,000 บาท ซึ่งถือราคาสูงพอสมควรสำหรับรถระดับแรร์คันนี้ แต่ก็อย่างว่า ถูกใจไม่มีอะไรแพง สำหรับแฟน ๆ Superbike Thailand ถ้าอยากเป็นเจ้าของสามารถไปร่วมประมูลที่เว็บไซต์ได้เลย โดยจะทำการประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 คลิ๊กที่นี่ จุดเด่นไฮไลท์ แฟริ่งด้านข้างพร้อมโลโก้ Norton ไฟท้ายใส (ล่องหน) สวิตซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ ขุมกำลังโรตารี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก