
New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

2026 KTM RC 160 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2569 พร้อมเครื่องยนต์ 164.2cc 19 แรงม้า ดีไซน์ถอดแบบรถแข่ง เช็กสเปกและรายละเอียดที่นี่

อัปเดตล่าสุด New Honda Monkey 2026 รถจักรยานยนต์จิ๋วระดับตำนาน อัปเกรดระบบเบรก ABS ใหม่ พร้อมเผย 3 เฉดสีใหม่สุดเท่ เช็กสเปคและราคาแนะนำที่นี่

Toprakกดhat-trickที่Donington!😱 อะไรก็หยุดเขาไม่ได้แล้ว ยิ่งขี่ยิ่งมั่นใจ สำหรับ’El Turco’ โทปรัค ราซกาตติโอกลู และทีม ROKit BMW Motorrad WorldSBK Team เก็บชัยชนะ Race2 แบบทิ้งห่าง8วินาที กวาดคะแนนสะสมทั้ง3เรซ แบบPerfect Weekend เก็บคะแนนสะสมเต็มเม็ดเต็มหน่วย นำห่าง41คะแนน ฟอร์มสดที่สุดแล้วสำหรับปีนี้ ตามมาด้วย นิโคโล บูลเลก้า แห่งทีม Aruba.it Racing-Ducati) ก็ขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยังไม่พอที่จะเข้าใกล้ อดีตแชมป์โลกได้ และโพเดี้ยมอันดับที่3 ตกเป็นของ เจ้าถิ่น อเล็กซ์ โลวว์ จากทีมยักษ์เขียว Kawasaki Racing Team World SBK แฝดซ่าของแซม ทำให้แฟนๆเจ้าถิ่นได้เฮกันถ้วนหน้า ส่วนอัลวาโร่ เบาติสต้า แชมป์เก่า เป็นสัปดาห์ที่ อะไรๆติดๆขัดๆไปนิด ขนาดในรอบsighting laps เกิดลื่น ล้มไถล แฮนด์เบี้ยว ปีกก็หัก ก่อนกลับมาที่จุดสตาร์ท ทีมเซอร์วิสต้องทำการซ่อมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างรวดเร็ว แสดงศักยภาพระดับโลก ทำงานแข่งกับเวลา จนทันเวลาออกสตาร์ท และก็ยังขี่ได้อย่างเยี่ยมยอด เข้าเส้นอันดับที่5 ไว้ลายแชมป์เก่า ท่ามกลางความน่าหงุดหงิด ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นสุดสัปดาห์ที่สนุกมากๆ สำหรับสนามที่อังกฤษ น่าเสียดายนิดหน่อยที่ตกเย็นอังกฤษจะไปไม่ถึงดวงดาวกับแชมป์ยุโรป ไม่งั้นคงคึกคักกันทั่วประเทศ แต่ไม่เป็นน่ะ มาชมมาเชียร์กันต่อ ทั้ง racing และ Football. สรุปคะแนนสะสมและผลการแข่งขันกัน เจอกันสนามต่อไป ที่สาธารณรัฐ เชค สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และเป็นวันหยุดยาวอีกด้วย !😘

Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ ในที่สุดก็อัปเดตข้อมูลพร้อมราคามาจนครบสักทีสำหรับเจ้า Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ คราวนี้มาครบทั้งตัวพิเศษทั้งตัวสแตนดาร์ด ครั้งนี้เราก็เลยจะอัปเดตให้แบบครบ ๆ ไปเลย แม้ว่าทางค่ายจะกั๊ก ๆ รูปไว้ ไม่ปล่อยให้เห็นทุกมุมก็เถอะ โดยตัวรถจะมีสเปกดังนี้ เครื่องยนต์สองสูบเรียงจากทาง Benelli ขนาด 692 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดจาก Delphi EFI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยระบบโซ่ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 16 ลิตร เคลมอัตราสิ้นเปลืองมาที่ 27.6 กิโลเมตรต่อลิตร โดยมีตัวเลขเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่น่าสนใจ อาทิ กำลังแรงม้าที่ 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ส่วนแรงบิดยังไม่ได้ระบุ ทางค่ายยังอ้างว่าสามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 190 กม./ชม. แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักมากถึง 190 ลิตร ช่วงล่างของรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับจากทาง Marzocchi และด้านหลังจะเป็นโช้ค Ohlins ปรับแต่งได้และปรับความสูงได้ มีกันสะบัดจากทาง Ohlins ด้วย ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 270 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ด้วย ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-R15 และ 160/60-R15 หน้าหลังตามลำดับ เรื่องของการค่าตัว โมเดลพิเศษ Limited Edition จะมีราคาเริ่มต้นที่ 14,900 ยูโร หรือราว ๆ 587,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) มาไทยก็น่าจะทะลุไปกระโดดไปอีก น่าจะอยู่ที่ 700,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้โมเดลพิเศษจะจำหน่ายเพียง 700 คันเท่านั้น ส่วนโมเดลพื้นฐานจะอยู่ที่ราคา 12,900 ยูโร หรือราว ๆ 508,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งจะไม่ได้โช้คและกันสะบัดจาก Ohlins ท่อ Akrapovich และครอบคลัตช์ Ducabike โดยจะเริ่มจำหน่ายหลังจากโมเดลพิเศษ ทั้งนี้จะเริ่มเปิดให้จองวันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ www.italjetshop.com/collections/700twin-info ได้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V2 Superquadro Final Edition รุ่นพิเศษ 555 คันเท่านั้น มาอีกแล้วกับโมเดลพิเศษจากค่ายแดง Ducati กับ Panigale V2 Superquadro Final Edition โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 555 คัน ที่สร้างออกมาเพื่อระลึกถึงเครื่องยนต์วีทวินที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา และใช้งานมานานกว่า 30 ปี เจ้าเครื่องซูเปอร์ควอโดก็คือเครื่องวีทวิน 90 องศาของทางค่ายนั้นช่วยให้กำเนิดโมเดลระดับไอคอนมามากมาย ทั้ง 748, 749, 848, 899 และ 959 มาจนถึงโมเดลปัจจุบันอย่าง Panigale V2 และเคยเป็นส่วนนึงที่ทำให้ Nicolò Bulega คว้าแชมป์โลก World Supersport สมัยแรกมาได้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ในโมเดลพิเศษนี้ก็คือเครื่องซูเปอร์ควอโดที่พัฒนาและต่อยอดมาจนถึงตอนนี้ เป็นเครื่องขนาด 955 ซีซี พร้อมสมรรถนะที่ให้คุณขับขี่ได้สนุกทั้งบนถนนและบนแทร็ก ด้วยแรงม้าขนาด 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และแรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ขณะที่เรื่องของการออกแบบดีไซน์และสีสันนั้นเป็นทาง Drudi Performance จัดการร่วมกับทาง Centro Stile Ducati โดยยังได้สไตล์แบบดูคาติอย่างครบถ้วน โดยมีการเลือกใช้สีขาว แดง ดำและเทา โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยลวดลายเครื่องยนต์กลไกที่แฟริ่งด้านข้างทั้งสองข้างในแบบที่ตำแหน่งตรงกันเป๊ะ ๆ กับเครื่องยนต์ที่ซ่อนใต้แฟริ่ง และยังมีการใช้ถังน้ำมันสีเทาขนาด 17 ลิตร ที่ดีไซน์ดูแปลกตาไม่เหมือนใครอีกด้วย ช่วงล่างก็จะมีการใช้เฟรมแบบโมโนค็อก ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับภาระโหลดน้ำหนัก ระบบกันสะเทือนและกันสะบัดปรับแต่งได้จากทาง Ohlins ระบบเบรกจากทาง Brembo ยางจาก Pirelli Diablo Rosso Corsa II โดยมีขนาดล้อและยางขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ยังมีดีเทลพิเศษอื่น ๆ เช่น พักเท้าอลูมิเนียม CNC จาก Rizoma บังโคลนหน้าหลัง ปลายท่อไอเสีย การ์ดโซ่ การ์ดฝาคลัตช์ การ์ดสวิงอาร์มและการ์ดโช้ค ทั้งหมดนี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แบตเตอรีลิเทียมไอออน และยังสามารถปรับเป็นแบบเบาะเดียวสำหรับขี่คนเดียวได้ นอกจากนี้ยังมีอนิเมชันพิเศษเวลาบิดกุญแจอีกด้วย ตัวรถปลอดภัยและเอาอยู่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มากมาย โดยอาศัยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน โดยจะมีระบบต่าง ๆ ดังนี้ ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก สำหรับคนที่อยากจลงสนามไปซิ่ง ตัวรถจะสามารถติดตั้งชุดคิทที่จะสามารถถอดแผ่นป้ายทะเบียนและกระจกมองหลังออกได้ มีฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบเรซซิ่ง รวมถึงระบบโมดูล GPS สำหรับเก็บข้อมูลการขับขี่ในสนาม ซึ่งแถมมาจากโรงงานให้เลย และเหมือนกับทุก ๆ โมเดลพิเศษสำหรับคนชอบสะสม แต่ละคันจะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันบนแผงคอบน มีใบเซอร์ฯ รับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อมสนนราคาค่าตัวที่ 28,000 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยเลยก็ราว ๆ 1.1 ล้านบาท มาจำหน่ายในไทยก็อาจจะได้เห็นที่ราคาล้านกลาง ๆ ก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJMotor Fort 350 สกู๊ตเตอร์พิกัดยอดนิยม ที่อาจเข้าไทย เพื่อนพ้องนักบิดที่ติดตามข่าวสารจากทางเราอยู่เสมอน่าจะได้ยินข่าวที่ว่า QJMotor กำลังจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา มาครั้งนี้เราก็เลยนำเสนอโมเดลที่คาดว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราด้วยอย่างเจ้า QJMotor Fort 350 สกู๊ตเตอร์พิกัดยอดนิยม ที่ตอนนี้คลาสนี้กำลังร้อนแรงอย่างมากจากการมาทำตลาดของแบรนด์จีนอย่าง Zontes ดีไซน์ตัวรถออกแบบมาได้สปอร์ตโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตและโมเดิร์น ดูทันสมัยและบึกบึนจากบอดี้ที่ให้ความรู้สึกถึงความใหญ่และทรงพลัง เครื่องยนต์จะเป็นสูบเดียวขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังเครื่องยนต์ 33.79 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 35.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ โช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ที่เห็นแตกต่างและเด่นหน่อยก็จะมีเรื่องของระบบเบรก โดยโมเดลนี้จะมีดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรก Bybre ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-15 และ 150/70-14 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นทางค่ายให้หน้าจอสี TFT มา ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ส่วนเรื่องของความปลอดภัยตัวรถจะมีระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลมาให้ การจำหน่ายนั้นที่ประเทศจีนตั้งอยู่ที่ 36,999 หยวน หรือราว ๆ 185,000 บาท ถือว่าราคาค่อนข้างแรง แต่ถ้าเทียบกับออปชันที่ให้มา และมาขายในไทยในราคาที่ไม่แพงไปกว่านี้มากนักก็ถือว่าน่าจะโอเคอยู่ เพราะดิสก์เบรกหน้ามาเป็นดิสก์คู่และรถก็มีซีซีเต็ม 350 ซีซี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับโมโตครอสไฟฟ้า พวกเราไบเกอร์น่าจะเคยได้เห็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับการพัฒนารถโมโตครอสไฟฟ้าจากทาง Yamaha ไปหลายตัวแล้ว แล้วเจ้าสิทธิบัตรล่าสุดเนี่ยก็ยังเกี่ยวข้องกับโมเดลโมโตครอสไฟฟ้าที่เผยให้เห็นถึงอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งที่แฮนด์บาร์เพื่อทำหน้าที่จำลองผลของคลัตช์หรือพูดง่าย ๆ ว่า Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับรถโมโตครอสไฟฟ้านั่นเอง ยามาฮ่าได้ตะหนักอย่างชัดเจนเลยว่ารถไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าที่ใช้ในการแข่งขัน จะขับขี่ได้ดีขึ้นจากการมีคลัตช์ สังเกตได้จาก TY-E รถไทรอัลไฟฟ้าของทางค่ายที่มีฟลายวีลและคลัตช์คั่นกลางระหว่างมอเตอร์กับระบบเกียร์ 1 สปีด มันช่วยให้ผู้ขับขี่หมุนมอเตอร์และฟลายวีลได้โดยที่ล้อไม่ต้องหมุนตามได้ ซึ่งช่วยให้เกิดความเสถียรจากการอาศัยหลักของแรงเฉื่อยของมวลหมุน และสามารถใช้ฟลายวีลเป็นเสมือนแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวเพื่อเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์และปล่อยคลัตช์ซึ่งช่วยสร้างพละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นชั่วพริบตา ซึ่งมากกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าเพียงลำพังจะทำได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิบัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้ของบริษัทแสดงให้เห็นว่าระบบคลัตช์แบบกลไกและฟลายวีลได้ถูกกำจัดออกไปแล้วเพื่อที่จะให้รถมีความกะทัดรัด และเบามากขึ้น และแทนที่มันด้วยตัวหน่วงการสั่นสะเทือนเชิงบิด โดยใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นที่เชื่อมต่อกันด้วยสปริงซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนกับแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวได้ ยามที่เปิดคันเร่งเล็กน้อยขณะที่กำลังกดเบรกอยู่เพื่อบังคับให้สปริงโช้คยุบตัว จากนั้นก็ปล่อยเบรกเพื่อให้สามารถปล่อยพละกำลังที่หนักหน่วงออกมาได้มาเป็นพิเศษ สิทธิบัตรล่าสุดนี้มีการเพิ่มก้านคลัตช์หลอก ๆ เข้าไปด้วย เพื่อให้รู้สึกว่าควบคุมการส่งกำลังของรถได้มากขึ้น และมีรีเจ็นเนอเรทีฟเบรกกิ้งในระดับที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ว่ามันมีผลแบบเดียวกับการมีคลัตช์จริง ๆ โดยไม่ต้องแยกเครื่องยนต์ออกจากระบบส่งกำลังจริง ๆ ทว่าในปีนี้เราได้เห็นไอเดียที่คล้าย ๆ กันนี้มาแล้วมาจากหลาย ๆ ค่าย เช่น Kymco ที่ไม่เพียงแต่จำลองระบบคลัตช์แต่ยังจำลองระบบเกียร์มาด้วย ขณะที่การควบคุมอะไรที่มันง่าย ๆ แบบบิดแล้วก็ไปของรถไฟฟ้านั้นเป็นอะไรที่ตลาดรถใช้งานในชีวิตประจำวันต้องการมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไรเดอร์อีกกลุ่มที่ต้องการอะไรมากกว่านั้น ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาของการแข่งขันรถโมโตครอสไฟฟ้าของยามาฮ่าก็ต้องถูกคาดหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถสันดาป แน่นอนว่าการควบคุมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการเพิ่มคลัตช์เข้ามาดูจะสมเหตุสมผลมาก แล้วเจ้าสิทธิบัตรใหม่ที่ว่านี้ก็เจาะจงไปว่าก้านคลัตช์ที่ว่านี้ติดตั้งและทำงานยังไง แม้ว่ามันจะอยู่ที่แฮนด์ด้านซ้ายอย่างที่คิด แต่มันไม่ใช่คลัตช์ มันคือเบรกหลัง ก้านคลัตช์ที่ควบคุมรถจริง ๆ คือก้านเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านบนเบรกอีก ใช้นิ้วชี้ควบคุมอย่างเดียว ผลของการใช้คลัตช์นี้ต่อกำลังของมอเตอร์และแรงจากระบบรีเจอเนเรทีฟจะเทียบเท่ากับเอ็นจิ้นเบรกของรถสันดาป สิทธิบัตรนี้อธิบายความรู้สึกของการควบคุมและแสดงให้เห็นถึงเดดโซนที่ปลายทั้งสองด้านของระยะการเคลื่อนที่ และมีแรงต้านแบบก้าวหน้าที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเหนี่ยวก้านเข้ามาและจะลดลงเมื่อดึงจนสุด แบบเดียวกับคลัตช์ปกติเลย ทำให้มีความรู้สึกคุ้นเคยได้ไม่ยาก แม้สิทธิบัตรนี้จะใช้กับรถโมโตครอสไฟฟ้าและกำลังพัฒนาอยู่ แต่แนวคิดก็ชัดเจนว่ามันน่าจะนำไปใช้กับสตรีทไบค์ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย และจะช่วยดึงดูดนักบิดที่อยากจะสนุกกับกลไกต่าง ๆ แบบที่เขาเคยได้จากเครื่องยนต์สันดาป อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Superveloce 1000 Serie Oro ผลงานสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์คันล่าสุด แห่งเจ้าตำรับ ‘Motorcycle Art’ ศิลปกรรมแห่งโลกสองล้อ MV Agusta ‘ซุปเปอร์เวโลเซ่ 1000 เซเรีย โอโร่’ MV Agusta สร้างสรรค์สุนทรียภาพผสมผสานเทคโนโลยี จากสนามแข่งขันนับจาก MV Agusta GP 1972 สู่ Superveloce 1000 Serie Oro รุ่นใหม่ 500 คันทั่วโลก ประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถัน โดยช่างผู้ชำนาญจากเมืองวาเรเซ่ โรงงานหลักของทางค่ายผสมผสานความคลาสสิคจากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยไฟหน้าทรงกลมแต่ผสานเทคโนโลยีทันสมัย การออกแบบแอโรไดนามิค โดดเด่นด้วยปีกที่ได้รับการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์จากอุโมงค์ลมที่เคลมไว้ว่า เสถียรอย่างเหลือเชื่อ จากเครื่องยนต์4สูบเรียง 998 c.c. ให้พละกำลัง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิด 116.5 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที วาล์วไทเทเนี่ยม ก้านสูบไทเทเนี่ยม หัวฉีด 8 หัว ล่าง 4 บน 4 เพลาลูกเบี้ยวเคลือบสาร DLC เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องทำงานได้อย่างราบรื่น แม้รอบสูงจัด แสดงผลผ่านจอ TFT 5.5 นิ้ว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครันเท่าที่ Superbike พึงจะมี รวมถึงระบบ FLC (front lift control) กันยกล้อลอย เพื่อการเร่งเร็วอย่างสมบูรณ์ โหมดขับขี่ 4 แบบ Race, Sport, Rain และ Custom ที่เปิดโอกาสให้ปรับแต่งตั้งแต่ คันเร่ง แรงบิด ระบบเบรค ไปถึงการการตั้งค่าโช้คอัพ ที่แน่นอนต้องเป็น Ohlins ทั้งหน้าหลัง รวมไปถึงกันสะบัด ปรับแบบไฟฟ้าได้ มี Cruise Control มี GPS ทำงานร่วมกับ แอพพลิเคชั่น MV RIDE ลงมาที่เบรค Brembo เรเดียลเมาท์ Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 mm. และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 mm. กับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบมั่นใจสุดๆ เสริมด้วยอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยมทั้งชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ลายพิเศษ 41 ชิ้น! เบาะหนัง Alcantara คาดเข็มขัดถังน้ำมันที่ทำจากหนังแท้ ท่อ Akrapovic Titanium ออก 4 ‘Organ Style’ รวมไปถึง ‘ล้อดาว’ สุดคลาสสิคที่นำมาจาก MV Agusta F4 750 Serie Oro อันเป็น Signature รุ่นตำนานของ MV Agusta รัดด้วยยาง Pirelli Diablo SuperCorsa SP V4 รุ่นพิเศษ Red logo โดดเด่น เพื่อชิ้นงานศิลปะของ Superveloce 1000 Serie Oro คันนี้กันเลยทีเดียว สีสันที่แต่งแต้มบนเรือนร่างเป็นสีสัน Signature สุดคลาสสิคอย่าง สีเงิน Ago Silver, สีแดงมุก Pearl Shock Red และทอง Ciclistica Gold ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ครบไลน์อัพ พิถีพิถันทุกจุด เพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ให้ความประทับใจสูงสุดเท่าที่ Premium Superbike คันนึงพึงมี ทั้งหมดนี้ MV Agusta จะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้น สามารถเป็นเจ้าของด้วยราคาเพียง 110,895 เหรียญสหรัฐ ตีกลม ๆ 4 ล้าน

Dragster 700 Factory โมเดลพิเศษ ตัวแรงสเปกดุจาก Italjet เรียกว่าส่งภาพยั่วน้ำลายให้สาวกซู๊ดปากกันก่อนที่จะเปิดตัวให้เห็นแบบเต็ม ๆ คัน กับ Dragster 700 Factory โมเดลพิเศษ จำนวนจำกัด ที่มาพร้อมสเปกและออปชันดุดันจากทาง Italjet ค่ายรถอิตาลี ที่มีดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนใคร เจ้าแดร็กสเตอร์คันใหญ่สุดของค่ายคันนี้จากภาพที่ปล่อยออกมา น่าจะยังคงสไตล์แบบเดิมของทางแดร็กเสตอร์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายที่เฉียบคมและสีสันที่ดุดันสไตล์สปอร์ต โดยจะมาในโทนสีดำและทอง ตัดแต้มด้วยสีแดงเพื่อเพิ่มความลงตัว ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 700 ซีซี แบบ DOHC 8 วาล์ว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่ายระบุมาว่าจะมีแรงม้ามากถึง 68 ตัวที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 70 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดสู่ล้อหลังด้วยระบบขับโซ่ ไม่ใช่สายพานแบบน้องเล็กไซส์ต่ำกว่า 300 ลงมาของทางค่าย จุดเด่นของโมเดลนี้ก็คือจะมาพร้อมออปชันระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ระบบไอเสียแบบเต๋มระบบจากทาง Akrapovic โช้คหลังและกันสะบัดจาก Ohlins ระบบเบรคจากทาง Brembo และฝาครอบคลัตช์ใสจากทาง DucaBike ที่ตอนนนี้ทางค่ายยังไม่ได้โชว์ให้เราเห็น ซึ่งทั้งหมดนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถที่มีในตอนนี้ ส่วนเรื่องการจะจับจองเป็นเจ้าของนั้นจะเริ่มเปิดให้จองผ่านทางเว็บไซต์ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยสามารถเข้าไปจับจองกันได้ที่เว็บไซต์ของทาง Italjet เอง ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมนั้นจะมีมาเพิ่มในวันพรุ่งนี้ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ EICMA ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะเป็นการสิ้นสุดการพรีออเดอร์ หรืออาจจะปิดก่อนเมื่อจำนวนรถถึงจุดที่ทางค่ายกำหนด พรุ่งนี้ก็อย่าลืมเข้ามาติดตามข้อมูลที่มากกว่านี้จากทาง SuperBike กันด้วยนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Trident Triple Tribute เปิดราคาไทย 319,000 บาท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้เปิดตัว Trident Triple Tribute โมเดลพิเศษสุดโดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเครื่องยนต์สามสูบระดับตำนานของไทรอัมพ์ และจะวางจำหน่ายเพียง 1 ปีเท่านั้น โมเดลพิเศษนี้มาในรูปแบบลายกราฟิกอันโดดเด่น ในสไตล์เรซซิ่ง เน้นการใช้สีขาว น้ำเงิน และแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ และสะดุดตาหมายเลข ’67’ อันโดดเด่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประดับอยู่บนรถจักรยานยนต์ไทรเดนท์ ‘Slippery Sam’ อันโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคันเดียวที่ชนะการแข่งขัน TT ถึง 5 ครั้งเป็นระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1975 ตัวรถยังมีชิลด์หน้าและแผงใต้ท้องรถที่สีเข้าชุดกัน นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์โลโก้ไทรอัมพ์ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และการติดโลโก้บนฝาปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แคลมป์แฮนด์และแผงหน้าปัด รวมถึงตราสัญลักษณ์ Trident อะลูมิเนียมฝังพร้อมการตกแต่งรายละเอียด ฝาครอบหม้อน้ำสีเดียวกับตัวรถ ปลอกแฮนด์และการ์ดพักเท้าแบบอะลูมิเนียม ตัวป้องกันโช้คสีเดียวกับตัวรถ แฮนด์รถอะลูมิเนียมทรงเรียว และกระจกทรงหยดน้ำ พร้อมล้ออะลูมิเนียมหล่อแบบห้าก้านสีดำ น้ำหนักเบา ช่วยเติมเต็มลุคที่สะดุดตา เครื่องยนต์สามสูบเรียง 660 ซีซี ให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของแรงบิดรอบต่ำ ช่วงกลาง และพละกำลังสูงสุด อีกทั้งเสียงเครื่องยนต์สามจังหวะที่ทุ้มลึกโดดเด่นมาจากท่อขนาดเล็กและมินิมอล พร้อมด้วยปลายท่อสเตนเลสสตีลระดับพรีเมียม และยังเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ พร้อมการส่งผ่านราบรื่น รวมถึงให้แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ มีระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมอัตราทดเกียร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่เป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน ทั้งยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ และมีระบบ Autoblipper เมื่อเปลี่ยนเกียร์ลง เพื่อความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa สีดำที่ให้ระยะยุบตัวของล้อหน้า 120 มม. และโช้คหลัง RSU แบบโมโนช็อคของ Showa รองรับการปรับตั้งค่าพรีโหลด ซึ่งมีระยะยุบตัวของล้อหลังที่ 133.5 มม. ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin สองลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin กับดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออะลูมิเนียมหล่อน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้วกับยางขนาด 120/70 R17 และ 180/55 R17 ตัวรถยังมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อบลูทูธมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ My Triumph Connectivity โดยสามารถใช้งานระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เชื่อมต่อการใช้โทรศัพท์และฟังเพลง เป็นการยกระดับเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น Trident 660 มีไฟ LED ระบบ ABS โหมดการขี่ Road และ Rain ระบบแทร็คชันคอนโทรล แบบเปิดปิดได้ และคันเร่งไฟฟ้า เพื่อการตอบสนองของคันเร่งที่คมชัดและแม่นยำ รวมถึงหน้าจอสี TFT เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มีการติดตั้งระบบป้องกันการโจรกรรมเครื่องยนต์ไว้ในกุญแจ ทั้งนี้ Trident Triple Tribute รุ่นพิเศษ วางจำหน่ายในราคา 319,000 บาท พิเศษ! รับข้อเสนอทางการเงิน 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 – 31 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายไทรอัมพ์ 12 แห่งทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Primavera Batik สวยแปลกตาด้วยสไตล์จากผ้าบาติก Vespa Primavera Batik เป็นเวสป้าอิดิชันพิเศษที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรมแตกต่างและห่างกันไกล กลายเป็นโมเดลที่พิเศษและสวยงามแปลกตาไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์อันสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลาของ เวสป้า Primavera ได้ถูกนำไปผสมผสานเข้ากับลวดลายและธีมของผ้าบาติก เทคนิคการย้อมผ้าและขึ้นลวดลายผ้าของทางอินโดนีเซียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงคุณค่าจนได้รับรางวัลมรดกโลกทางด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากทาง UNESCO จนกลายเป็นโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมา โดยตัวรถจะเลือกใช้สีเขียว Batik Green เป็นสีพื้น พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายจากผ้าบาติกมากถึง 7 แพทเทิร์น ซึ่งเป็นลวดลายที่สื่อถึงความหมายอันเป็นมงคล ได้แก่ ความรุ่งเรืองและต้นกำเนิดของชีวิต พละกำลังและอายุที่ยืนยาว ความเคารพที่มีต่อบรรพบุรุษ สเน่ห์และแรงดึงดูด ความเป็นผู้นำและภูมิปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับค่านิยมของทางเวสป้า และเกี่ยวพันลึกซึ้งไปถึงแนวคิดแบบพหุวัฒนธรรม โดยการตกแต่งลวดลายบาติกบนตัวรถเวสป้สนั้นใช้เทคนิคที่เรียกว่า Water Transfer Technology หรือการพิมพ์แบบถ่ายโอนน้ำ หรือแบบฟิล์มลอยน้ำที่ไบเกอร์อย่าง ๆ เราน่าจะรู้จักกันดี โดยมีการตกแต่งในหลายจุด เริ่มต้นกันที่ เนกไทด้านหน้า ฝาช่องเก็บของด้านหน้า บริเวณด้านข้างฟุตบอร์ด และตัวถังด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สีเบาะหนังสีน้ำตาลอ่อนเย็บด้วยด้ายสีเขียวให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและสีสันจากชายหาดในวันที่ท้องฟ้าสดใสเป็นใจ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 155 ซีซี 12 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และ แรงบิด 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวและดรัมเบรกที่ด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบไม่ต้องใช้ยางใน และมียางขนาด 110/70 – 12” และ 120/70 – 12” หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการกำหนดราคาแต่อย่างใด แต่คาดว่าคงไม่น่าจะแพงไปกว่าโมเดลปกติมากนัก ทั้งนี้ในไทยเราจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 134,400 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS Adventure ดีไซน์ใหม่ ให้คุณไปได้ไกลกว่า เปิดตัวมาตามนัดกับ BMW R1300GS Adventure ที่ไม่เพียงแค่เพิ่มออปชันเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่เพิ่มเติมเข้ามาด้วย และก็เพื่อให้ไบเกอร์สายลุยหรือสายทัวริ่งไปได้ไกลขึ้น ไปได้สบายขึ้น อย่างเหนือระดับ ไฮไลท์เด่นของเจ้า GSA แบบที่เรานิยมเรียกกันย่อ ๆ โมเดลนี้คือการออกแบบเพื่อให้สามารถขับขี่เดินทางได้ไกลยิ่งขึ้น และลุยไปได้ไกลยิ่งกว่า ตัวรถก็เลยจะมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 30 ลิตรจากเดิม 19 ลิตร เพื่อให้เดินทางได้ไกลยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งการดีไซน์ให้มีถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นไปจากโมเดลพื้นฐานแล้ว สำหรับโมเดลนี้ก็ดูแปลกตากว่าที่ผ่าน ๆ มาทุกครั้ง มันโดดเด่นออกมาจากโมเดลพื้นฐานมาก ๆ โดยถังน้ำมันอลูมิเนียมนั้นถูกออกแบบมาให้มันดูบึกบึนแข็งแรงทนทาน ไม่ทำให้ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น แต่เลือกที่จะใช้งานวัสดุที่ดีและใช้งานได้จริง นอกจากนี้จะมีเรื่องของระยะยุบของช่วงล่างที่เพิ่มมากขึ้นอีก 20 ม.ม. เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องของน้ำหนัก และชิลด์หน้าที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงแผ่นกันลมบริเวณด้านข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยป้องกันและสภาพอากาศเลวร้ายได้ดีขึ้น ทั้งยังทำให้มีเสียงลมกวนน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นน้ำหนักของตัวรถก็เลยจะหนักขึ้นเป็น 269 กิโลกรัม (รวมของเหลวและน้ำมัน 90%) เพิ่มขึ้นจากโมเดลพื้นฐานมา 32 กิโลกรัม จากขนาดของถังน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและออปชันเสริมที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นเอง ทั้งนี้ยังมีเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มเข้ามา คือ ระบบ Dynamic Suspension Adjustment หรือระบบโช้คปรับไฟฟ้าอัตโนมัติที่ปรับปรุงใหม่มาให้อีกด้วย (DSA) ซึ่งจะสามารถปรับความหนืด ความแข็ง และชดเชยโหลดได้โดยอัติโนมัติ โดยจะสัมพันธ์กับโหมดการขับขี่ที่เลือกไว้ด้วย นอกจากนี้บีเอ็มดับเบิลยูเองก็มีการเปิดตัวระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์แบบอัตโนมัติหรือ Automated Shift Assistant (ASA) ให้กับรุ่นนี้ด้วยเป็นครั้งแรก แต่จะเป็นออปชันเสริมที่ต้องติดตั้งเพิ่ม ซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคลัตช์โดยอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ คือไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อัตโนมัติโดยระบบนี้จะทำงานอิงกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่ได้เลือกไว้ โดยระบบ ASA ที่ว่านี้จะมีโหมดการชิฟต์เกียร์ 2 โหมดด้วยกันคือ โหมด M หรือแมนวลสำหรับให้ผู้ขับขี่ได้เข้าเกียร์เอง ส่วนโหมด D คือโหมดอัตโนมัติ ระบบจะคำนวณหาจุดที่จะเปลี่ยนเกียร์เองด้วยระบบควบคุมเครื่องยนต์ และมีตัวกลไกควบคุมระบบคลัตช์และกลไกการเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าที่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ และระบบควบคุมเครื่องยนต์ ประโยชน์ก็คือ ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะสามารถเปลี่ยนได้อย่างสมู้ทราบลื่นไร้การสะดุด ทำให้เร่งความเร็วได้ดีมีประสิทธิภาพหรือว่าขับขี่ได้นิ่งเสถียร มีสมดุลดี และแน่นอนว่าทำให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่นั้นยากลำบาก การที่ไม่ต้องคอยควบคุมคลัตช์ก็ช่วยลดความยากลำบากลงไปด้วย ทั้งนี้ระบบดังกล่าวนี้จะสามารถเลือกติดตั้งกับโมเดลสแตนดาร์ดที่จะจำหน่ายในปี 2025 เป็นต้นไปได้อีกด้วย ส่วนเรื่องขุมพลังยังคงเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบนอนเช่นเดิม โดยให้กำลังสูงสุดที่ 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งถือว่าทรงพลังที่สุดในตระกูล GS แล้ว เคลมอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ไว้ที่ 3.4 วินาที และท็อปสปีดไม่ได้ระบุชัดเจนทว่าจะได้เกิน 200 กม./ชม. อย่างแน่นอน ขณะที่ระบบกันสะเทือนเองก็จะเหมือนเดิม ด้านหน้าจะเป็นระบบกันสะเทือนแบบ EVO telelever ขณะที่ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบ EVO Paralever มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบที่ด้านหน้า และดิสก์หลังเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ที่ด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบล้อซี่แบบไม่ต้องใช้ยางใน มาพร้อมยางขนาด 120/70 R19 และ 170/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลือก็จะเหมือนกันกับโมเดลแสตนดาร์ด ได้แก่ ระบบไฟ LED รอบคันพร้อมไฟเสริม หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบควบคุมเบรกแบบไดนามิก ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบไดนามิกครูซคอนโทรลพร้อมระบบเบรก ระบบเบรก ABS Pro โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบอุ่นมือ ระบบคีย์เลสไรด์ และระบบตรวจวัดลมยาง สุดท้ายนี้เรื่องของสนนราคาค่าตัวนั้นเริ่มต้นที่ 22,335 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 881,000 บาท ซึ่งเมื่อลองดีดลูกคิดเคาะเครื่องคิดเลขแล้ว มาจำหน่ายในบ้านเราก็น่าจะเริ่มต้นที่ราว ๆ 1,275,000 บาทโดยประมาณ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bajaj Freedom 125 มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส เรียกว่านวัตกรรมได้หรือไม่ เราก็ไม่แน่ใจ แต่เอาเป็นว่า Bajaj Freedom 125 CNG คือมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊สธรรมชาติ และยังปรับมาใช้น้ำมันตามปกติได้อีกด้วย ทางบาจาจเผยว่าการผลิตโมเดลนี้มาก็เพื่อที่จะเป็นอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก้าวเข้าสู่เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าอย่างแก๊สธรรมชาติ ยั่งยืนกว่า เพื่อโลกและอากาศที่สะอาดกว่า ในขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกที่ถูกกว่ารถไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนยังเข้าไม่ถึงในตอนนี้ ตัวรถมีดีไซน์ในแบบของโมเดิร์นเรโทร มีไฟหน้าทรงกลมพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งแบบราบ แฮนด์บาร์แบบกว้าง ให้ท่านั่งหลังตรง ดูบังคับเลี้ยวและควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว ส่วนเรือนไมล์ด้านหน้าจะเป็นกึ่งดิจิทัลกึ่งอนาล็อกพร้อมไฟแจ้งเตือนเมื่อแก๊สใกล้หมด ดูเรียบง่ายประหยัดและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ คือทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ เพียงแค่กดปุ่มสลับโหมด โดยจะมีความจุถังน้ำมันแค่เพียง 2 ลิตร และเติมแก๊สได้ทั้งหมด 2 กิโลกรัม ตัวถังแก๊สจะอยู่ด้านใต้เบาะ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 9.3 แรงม้า แรงบิดที่ 9.7 นิวตันเมตร จุดเด่นของระบบแก๊สที่ทางค่ายเคลมเอาไว้คือจะสามารถวิ่งใช้งานได้มากถึง 213 กม. โดยใช้เพียงระบบแก๊สเพียงอย่างเดียว และถ้ารวมกับน้ำมันด้วยก็ใช้งานได้เพิ่มอีก 117 กิโลเมตร รวมกันเป็น 330 กิโลเมตรเลยทีเดียว ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบเฟรมถัก โดยจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว (เฉพาะรุ่น) ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ล้อจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่มีอะไรให้มา เนื่องจากเป็นรถที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยในแบบที่รถสมัยใหม่เป็นกัน และตัวรถเองก็ไม่ได้ให้พละกำลังอะไรมากนักด้วย สุดท้ายเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 95,000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็แค่เพียง 42,000 บาทเท่านั้น ส่วยเรื่องการจำหน่ายในบ้านเรานั้น คงไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายเป็นแน่แท้ ภาพจาก ndtvprofit.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์จากจีน Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์ ดีไซน์แหวกขนบจากแดนมังกร แม้ว่าจะมีบางส่วนบางตอนหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Honda Zoomer X ก็เถอะ แต่ทางค่ายไม่ใช่แค่ก็อปปี้เพสต์มาง่าย ๆ มีการดัดแปลงแหวกให้มันออกไปมีดีไซน์แบบคัสตอมครูเซอร์ ซึ่งก็ดูแปลกตาและน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดีไซน์ก็อย่างที่เกริ่นไปมันเป็นสกู๊ตเตอร์แต่มีสไตล์แบบครูเซอร์ไบค์ และก็มีอะไรที่ดูน่าสนใจหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในด้านการออกแบบ ตัวรถเด่นด้วยโม่งและไฟหน้ากลมสไตล์คาเฟ่ ล้อหน้าหลังที่ดีไซน์แตกต่างกัน ด้านหน้าจะเป็นล้ออลูมิเนียมหลายก้านที่ให้ฟีลลิ่งคล้ายล้อซี่ลวด ขณะที่ล้อหลังจะเป็นดีไซน์แบบ 5 ก้าน ทั้งยังมีการวางโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยวซึ่งแตกต่างไปจากสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป มีแฮนด์บาร์แบบยกสูงทรงตัวยูพร้อมมีบาร์กลางเหมาะสำหรับใช้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ได้สะดวก เครื่องยนต์เป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.6 ซีซี ให้กำลังแรงสูงสุด 14 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 4.8 ลิตรที่เพียงพอกับระยะการใช้งานที่ราว ๆ 200 กม. ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบวางกลาง ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมีระบบเบรก ABS เฉพาะด้านหน้า ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-12 และ 165/55-12 ซึ่งยางหลังได้ความใหญ่โตให้ฟีลลิ่งแบบครูเซอร์ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ก็จะมีหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ด้วย และฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายก็เห็นจะมีช่องเก็บของใต้เบาะขนาดไม่ใหญ่มาก โดยเพียงพอที่จะใส่ของอย่างเสื้อกันฝน กระบอกน้ำ หรือว่าถุงมือได้ ราคาเปิดที่ 13,980 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 70,500 บาท ถือว่าราคาไม่แรงเลยเพราะตัวรถให้หน้าจอสี TFT มาด้วย แต่เรื่องของการมาจำหน่ายไทยอาจจะยากหน่อย ทว่าเจ้าโมเดลนี้ก็น่าสนใจตรงที่กล้าฉีกขนบสกู๊ตเตอร์มาทำในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ ซึ่งปกติแล้วยังไม่มีเจ้าไหนทำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก