SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
โจอัน เมียร์

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ติดกล้องแทนกระจก ผิดกฎหมายไหม? 

อัปเดตกฎหมายจราจร 2568! ติดกล้องมองหลังแทนกระจกมองข้างหรือกระจกมองหลังในรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ผิดกฎหมายหรือไม่? เช็กโทษปรับล่าสุดที่นี่

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Praga ZS 800 Carbon Edition

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5  แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiangshuai Lonewolf 800

Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร เห็นชื่อแล้วก็อาจจะปวดหัวว่าอ่านว่าอะไร แต่แอดมินไปให้กูเกิ้ลออกเสียงให้ฟังก็พอจับได้เลา ๆ ว่า เซียงฉ่วย แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เอาเป็น Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร คันนี้ก็มีอะไรที่สายคัสตอมต้องชอบอยู่หลายจุดเลยล่ะ ถ้าไม่นับเรื่องสัญชาติน่ะนะ สำหรับดีไซน์ของเจ้าหมาป่าเดียวดายคันนี้ถือว่า โดดเด่นแปลกตาและก็ดูดุดันอยู่มากเลยทีเดียว ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ภายในตัว มีไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านนอก ซึ่งระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟท้ายเองก็ดีไซน์ออกมาได้ดูหรูหรา โดยแยกไฟเลี้ยวไปติดอยู่กับบริเวณกันดีดที่ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเป็นป้ายทะเบียนด้วย ในส่วนค็อกพิทเด่นด้วยหน้าจอสี TFT แบบมัลติฟังก์ชันและแฮนด์บาร์แบบตัว Z หรือแฮนด์สายฟ้า เบาะนั่งเองก็มีดีเทลคล้ายรังผึ้งดูดีมีลูกเล่น และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสวิงอาร์มเดี่ยวที่โชว์ให้ล้ออัลลอย 24 ก้าน (นั่งตาลายเพราะนับอยู่นาน) ดีไซน์คล้ายกับใบพัดของเครื่องเจ็ตของเครื่องบิน ดูแล้วก็เท่ดีไม่หยอก เครื่องยนต์ของเจ้าหมาป่าตัวใหญ่คันนี้จะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 800 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 56.32 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานตามธรรมเนียมของสายคัสตอม มีถังน้ำมันใหญ่ถึง 22 ลิตรเหมาะกับสายเดินทางไกล ส่วนน้ำหนักตัวรถนั้นมากถึง 288 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับปรับแดมปิ้งได้ 7 ระดับ ส่วนโช้คหลังมาพร้อมเทคโนโลยี Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงของโช้คได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ส่วนขนาดยางและล้อมีขนาด 140/70 – 17 และ 310/30 – 18 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าท้ายดูเบิ้มดูเต็มสมกับสไตล์ครูเซอร์แน่นอน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย ที่ประเทศจีนเปิดราคาขายที่ 59,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 303,000 บาท ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะเป็นแบรนด์ที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันน้อย และราคาของโมเดลนี้ก็ค่อนข้างจะแรง บวกกับบ้านเราคนที่ขี่รถในสไตล์นี้มีไม่มาก อาจจะจุดกระแสและทำยอดขายได้ยาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

Zontes 703F

Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ ไม่เขียนถึงโมเดลนี้หน่อยเห็นจะไม่ได้ หลังจากที่กระแสรถสกู๊ตเตอร์แบรนด์ซอนเทสแรงเสียจริง ๆ ไปที่ไหนใครก็พูดถึง ทำเอาวงการมอไซค์ต้องสั่นสะเทือน เพราะงั้นผมก็เลยจะขอเขียนถึงเจ้า Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ สักหน่อย เผื่อว่าอนาคตทาง Zontes Thailand ตัวแทนใหม่รายนี้จะนำเข้ามาจำหน่ายสู้กับค่ายอื่นเพิ่มเติม สำหรับเจ้า 703F คันนี้มาในดีไซน์ที่ดูล้ำ ๆ หน่อย เต็มไปด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ไฟหน้าที่มีดีไซน์เหลี่ยม ๆ ซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมมีไฟเลี้ยวบิลต์อินไว้ในการ์ดแฮนด์ตามแบบรถหรู ๆ หรือรถยุโรปเขานิยมกัน ขณะที่ด้านท้ายก็ให้ไฟ LED มาแบบมินิมัล น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นจะมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 699 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า เคลมกำลังเครื่องยนต์มาที่ 95.88 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ส่วนแรงบิดจะอยู่ที่ 76 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ มีถังน้ำมันใหญ่จุใจมากถึง 22 ลิตร ทั้งยังมีท่อไอเสียยกสูง เรียกว่าออกแบบมาให้พร้อมลุยกันเต็มที่ ขี่กันให้กระจายกันไปเลย ช่วงล่างของตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมสปาร์แบบคู่ มีระบบกันสะเทือนเป็นโช้คจากทาง Marzocchi ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจากทาง J.Juan เป็นตัวหยุด ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 90/90 – 21 และ 150/70 – 18 ตามแบบสายลุยเต็มขั้น เทคโนโลยีที่จะมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็มีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแจ้งเตือนในมุมอับ ส่วนระบบที่จะช่วยออำนวยความสะดวกสบายก็จะได้แก่ หน้าจอสี TFT เชื่อมต่อกับสมาร์ทดฟนได้ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างเวลาเลี้ยว ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ ระบบบันทึกการขับขี่ผ่านกล้องวิดีโอทั้ง 2 ตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบกุญแจแบบคีย์เลส พอร์ต USB แบบฟาสต์ชาร์จ เรียกว่าให้มาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการจำหน่าย ที่จีนตั้งราคาไว้ที่ 43,800 หยวน หรือราว ๆ 222,000 บาทเท่านั้น (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งถ้ามาไทยจริง ๆ คาดการณ์ว่าราคาน่าจะไม่เกิน 280,000 บาท และน่าจะส่งผลกระทบแบบเดียวกันกับตอนที่ 350E และ 350D เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางสนาม ไม่ควรขี่ถนน จริงหรือ?

ยางสนาม ไม่ควรขี่ถนน จริงหรือ?   ดราม่าประเด็นร้อน จากร้านขายยางมอเตอร์ไซค์ ร้านดังโซนอยุธยา-วังน้อย ได้แชร์ข้อมูลเรื่องยางโดยได้ลงเขียนในโพสว่า…..     ข้อความแนวกระแทกแรงๆจากเพจ กระทบจิตใจคนใช้และคนขายยางสนามมือ 2 ไม่มากก็น้อย และคอมเมนต์ก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งส่วนมากจะไม่เห็นด้วยกับโพสของทางร้าน และมีคนกลุ่มน้อย ที่เห็นว่า ยางสนามควรใช้ในสนามจริงๆ คำถาม…แล้วยางสนามควรใช้แค่สนามเท่านั้นหรอ? คำตอบ…ใช่ แต่ ไม่เชิง   บทความนี้จะอ้างอิงข้อมูลยางแข่ง และ ยางถนน สำหรับมอเตอร์ไซค์ จาก Pirelli ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ยางมอเตอร์ไชค์ที่มียางให้เลือกตั้งแต่แข่งสนามแข่ง 100% ลงมาถึงรถแม่บ้านจ่ายตลาด ขยายข้อข้องใจเรื่องยางแข่ง   ใช่…ยางแข่งผลิตออกมาเพื่อแข่งขัน โดยที่ยางสลิคของทุกยี่ห้อจะมีตัวอักษร NHS ซึ่งย่อมาจาก NOT FOR HIGHWAY SERVICE แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า ไม่ใช่ยางสำหรับใช้งานบนทางหลวง ถ้าแปลเป็นภาษาไทยอีกทีคือ “ใช้งานบนถนนไม่ได้”  หรือในยาง Pirelli จะเขียนว่า For Competition Only หรือ สำหรับแข่งขันเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดของการใช้งานยางแข่งมีมากกว่ายางสำหรับขับขี่ถนน โดยจะแบ่งเป็นปัจจัยหลักๆ 4 ข้อดังนี้   1.โครงสร้าง โครงสร้างของยางแข่งกับยางถนนนั้นต่างกันสิ้นเชิง เพราะด้วยการใช้งานบนความเร็วสูงในโค้งเป็นส่วนมาก การให้ตัวก็ต้องมากกว่ายางถนนปกติ อีกทั้งเรื่องของการเก็บความร้อน ให้ยางไม่เสียความร้อนขณะแข่ง  ซึ่งโครงสร้างของยางสนาม จะถูกลดทอนชั้นกันรั่ว กันกระแทก หรือเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นในการแข่งขันออกไป และใช้วัสดุโครงสร้าง ที่ เบา บาง อายุการใช้งานที่ “พอดี” สำหรับ 1 การแข่งขัน หรือระยะทาง ประมาณ 150 กิโลเมตร เพราะถ้าระยะทางเกินกว่านั้นก็จะเป็นการแข่ง Endurance ซึ่งก็จะมีเวลาให้เข้า Pitstop เพื่อเปลี่ยนยางอยู่ดี   2.ลมยาง ลมยางและอุณหภูมิ คืออีกปัจจัยสำคัญ ยางสนามต้องปรับลมยางให้เหมาะสม ถ้าอ้างอิงจาก Pirelli คือ ยางหน้าหน้า 30 psi / หลัง 24 psi ขณะยางเย็น และต้องใช้เครื่องวอร์มยางเซ็ตอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 80c ระยะเวลา ไม่ต่ำกว่า 50 นาที  ก่อนแข่งขันทุกครั้งต้องควบคุมให้ลมยางและอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของยาง เพราะถ้าลมยาง หรืออุณหภูมิไม่ถูกต้อง ยางจะเกิด “อาการ” ผิดปกติ และอาจจะส่งนักแข่งบินคว้าอากาศ หรือแวะเช็คอินที่กองกรวดได้ เทียบกับยางถนน ที่เติมลมยางหน้า 36psi หลัง 42psi ทุกสภาวะ ไม่ต้องห่มผ้าวอร์มยาง สตาร์ทรถแล้วขี่ได้เลย มันง่ายกับคนใช้งาน ไม่ต้องมาปวดหัวหรือเสียเวลา อีกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ที่น้ำมันหมดถังแล้วเปลี่ยนยางคู่ใหม่ มันเปลืองแบบไร้สาเหตุ    3.ลายยาง และ มาตรฐาน DOT ยางสลิคไม่ถูกกฎหมายสากล (แต่บ้านเราก็ยกข้อนี้ไป) กฎหมายสากลระบุไว้ว่า ยางต้องมีอัตราส่วนดอกยาง ไม่ต่ำกว่า 4% ถ้าอยากผ่านกฎหมาย และจะได้มาฐาน DOT มา ไว้ที่แก้มยาง จริงๆแล้วยางสลิคไม่จำเป็นต้องถูกกฎหมายก็ได้ เพราะใช้ในพื้นที่ปิด และแข่งบนสนามที่แห้งเท่านั้น ถ้าฝนตกก็มียาง Intermediate หรือ Rain รองรับอยู่ดี ขอแค่ขี่จบปลอดภัยยางไม่แหกถือว่าพอ แต่ยางถนนต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหันระหว่างขับขี่แบบที่เลี่ยงไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ยางทัวริ่ง จะมีอัตราส่วนดอกยางที่มากกว่ายางสปอร์ต เพราะถึงเจอฝนก็ขี่ ในขณะที่ยางสปอร์ตอาจจะขี่เบาๆ หรือจอดแทน เหตุผลเดียวกัน คงจะไม่มีมีใครขี่ยางสลิคลุยฝน หรือใช้ยางสลิคแล้วเจอฝนตกแวะเข้าร้านยางเปลี่ยนยางฝนแล้วออกมาขี่ต่อ…ใช่ม่ะ   4.เนื้อยาง ยางสลิคจะมีคอมปาวด์ต่างๆให้เลือก ตั้งแต่ โคตรนิ่ม ยันแข็ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการแข่งขัน ความหยาบของผิวสนาม อุณหภูมิ และ ความชื้น  อ้างอิงจาก Diablo Superbike อีกแหละ หรือรู้จักกันในนาม ยาง เอสซี ที่คำว่า SC มาจาก Special Compound แปลว่า “เนื้อยางพิเศษ”  ซึ่งยางหน้า 3 เนื้อยางคือ SC1 SC2 SC3   และยางหลังอีก 6 เนื้อยาง

SuperBikeMag TrackDay 2024 สนาม 2 ยอดชมทะลุ 1,500 คน

SuperBikeMag TrackDay 2024 สนาม 2 ยอดทะลุ 1,500 คน จบความสนุกท่ามกลางเสียงปรบมือจากแฟน ๆ กับสุดยอดความมันส์แห่งปีใน SuperBikeMag TrackDay 2024 สนาม 2 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES ศึกสองล้อชิงแชมป์ทางเรียบในสนามที่ 2 เมื่ออาทิตย์ที่ 14 – 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ สนามพีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี  สำหรับงานครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากสนามแรกที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียกได้ว่า เดือดทะลุแทร็ก!! แต่อย่างไรก็ยังได้กระแสการตอบรับจากแฟน ๆ ชาวสองล้อแบบล้นหลาม ด้วยจำนวนผู้เข้าชมร่วมงานทั้งหมดกว่า 1,500 พันคน รวมถึงนักบิดที่ใช้รถแข่งเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 420 คัน  และยกระดับความมันส์เพื่อส่งมอบความสนุกแบบต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่านักบิดจากทุกมุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ที่ชื่นชอบความเร็ว ได้มาฝึกสกิลการขับขี่ในสนามแข่ง เสริมสร้างความมั่นใจ สร้างความคุ้นเคยและประสบการณ์สุดล้ำค่าที่หาที่ไหนไม่ได้ บนพื้นฐานความปลอดภัยที่ทางผู้จัดได้เตรียมรองรับโดยเฉพาะ  นอกเหนือจากกิจกรรมแทร็กเดย์ที่ให้ผู้ขับขี่ได้ขัดเกลาฝีมือกันไปแล้ว ยังมีเรซการแข่งขันในรอบ Trophy ชิงแชมป์โพเดี้ยมประจำสนามกันแบบสนุก ๆ ให้ชมกันอีกด้วย โดยเป็นการแข่งขันในทั้งหมด 7 รอบสนาม ให้นักบิดได้อวดฝีไม้ลายมือแบบเต็มพิกัด โดยแบ่งเป็นรุ่นการแข่งขันตั้งแต่ MiniBike 150 cc. – SuperBike 1000 cc. ซึ่งรวมทั้งหมด 17 รุ่นเลยทีเดียว พร้อมชิงถ้วยและของรางวัลต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ยังมีค่ายรถมาร่วมกิจกรรมพร้อมจัดอีเว้นต์สุดพิเศษอย่าง Yamaha Riders’club และ Honda Bigbike พาลูกค้ามาร่วมหวดซิ่งกันภายในงานนี้อีกด้วย  และสำคัญที่ขาดไปไม่ได้คือ ผู้สนับสนุนใจดีในหลายภาคส่วนที่ช่วยกันสร้างงานนี้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จอย่างลุล่วงทั้ง Pirelli คอยมาช่วยบริการเปลี่ยนยางภายในงาน  รวมถึงบูธสปอนเซอร์อีกหลายเจ้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไรดิ้งเกียร์อย่าง ID Helmet, Zues Helmet, Bilmola และ Real Helmet อุปกรณ์และของตกแต่ง Ohlins, D.I.D, Zipper Biker, YSS, Liqui Moly, BRD, Jomthai, Scootigan, พรมซิ่ง, WISE, Andreani by Sina Moto,  Silkolene, Air Supply, BS Battery และ Ferodo Racing ที่มาจัดโปรโมชันพิเศษสุด ๆ ในงานนี้ แถมยังร่วมแจกรางวัลให้แก่เหล่านักบิดที่สามารถคว้าโพเดี้ยมไปได้ในรายการนี้ นอกจากสปอนเซอร์ที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้แล้ว ยังมีบูทอาหารและเครื่องดื่มบริการรองรับผู้ชมในงานด้วยเมนูอร่อย ๆ จาก CAFE Showpow และฟู้ดทรัคส์เคบับจาก กะบับว่า By สะโบมั้ย มาบริการกันภายในงานนี้กันอีกด้วย  นอกจากจะได้ของรางวัลติดมือกลับไปแล้ว ยังมีกิจกรรมลักกี้ดรอว์หรือสุ่มแจกของรางวัลมากมาย สำหรับใครที่สนใจอยากลงสมัครขี่แทร็กเดย์ หรืออยากลงแข่งขันก็สามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ที่ทางเพจ SuperBikeMag TrackDay หรือ https://www.superbikemag.com/trackday/ กันได้เลย และสนามต่อไปจะเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ครั้งใหญ่ในรอบไฟนอลแห่งปี ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 22-24 พ.ย. 67 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี และกล้ารับประกันว่ารอบนี้มาเยอะแน่นอน สนุกแน่  สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครคลิกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไม่รับคำขอโทษ ตาล รัชฎา ลุยฟ้อง บีม ศรัณยู หลังถูกดาราดังไลฟ์สดหมิ่นประมาท

ไม่รับคำขอโทษ ตาล รัชฎา ลุยฟ้อง บีม ศรัณยู หลังถูกดาราดังไลฟ์สดหมิ่นประมาท เป็นความคืบหน้าในกรณีดราม่า หลังตาล รัชฎา นาคเจริญศรี ในฐานะผู้จัดโครงการ “ลิตเติ้ลแว้น บีว้าว ไรเดอร์” ซึ่งเป็นโครงการที่จะเปลี่ยนมุมมอง ปรับทัศนคติเด็กแว้นทั่วประเทศสู่การเป็นนักขับอาชีพบนสนามแข่งขันจริง ได้รวบรวมหลักฐานข้อความหมิ่นประมาทของทางบีม ศรัณยู มาเพื่อดำเนินการเตรียมยื่นฟ้องคดีต่อศาล หลังถูกดาราดังกล่าวไลฟ์สดกล่าวหาทำให้ตนและพาดพิงถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เสียหาย จึงต้องการจะออกมาปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ส่วนกรณีถามว่ามีการมาขอโทษจะรับคำขอโทษไหม? และจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกไหม? คงตอบว่าไม่รับคำขอโทษ ส่วนคดีความกรณีก่อนหน้านี้ที่ถูก บีม ศรัณยู แจ้งความเรื่องค้างจ่ายค่าตัวที่คงเหลือ 50% จำนวน 150,000 บาท และค่าเดินทางไปทำงาน จำนวน 35,000 บาท รวมทั้งสิ้น จำนวน 185,000 บาท ได้มอบหมายให้ทนายเป็นคนดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครบทุกบาท ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ก็ถือได้ว่าจบคดีในส่วนตรงนี้ไปแล้ว แต่เรื่องของการหมิ่นประมาทจากการไลฟ์สดก็จะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ ทางทีมทนายความจะได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด เพราะต้องการปกป้องสิทธิ์ของคุณตาล หากมีความคืบหน้าเรื่องคดีความจะแจ้งให้ทราบต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังซิ่งดันเนินได้ด้วย

R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังซิ่งดันเนินได้ด้วย เพื่อน ๆ นักบิดน่าจะรู้กันดีว่าค่ายใบพัดสีฟ้านั้นวางตัวเจ้า BMW R1300GS ไว้เป็นรถแอดเวนเจอร์ที่พร้อมจะให้คุณไปได้ทุกเส้นทาง แต่จริง ๆ R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังเป็นรถซิ่งดันเนินได้อีกด้วย ล่าสุดมีมือดีดัดแปลงเจ้าคิงออฟแอดเวนเจอร์จากค่ายรถเมืองบาวาเรียให้กลายเป็นรถในสไตล์ซูเปอร์โมโต ถอดนั่น ปรับนี่ เปลี่ยนนู่น ให้พร้อมซิ่งดันเนินด้วยทีมงานจากทาง Mansell Collection ทีมงานตัวตึงจากเกาะอังกฤษ ที่หมายมั่นปั้นรถให้กลายเป็นรถซิ่งเพื่อไปลงในรายการ Bouley Bay Hill Climb รายการแข่งขันเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ใช้ยานพาหนะกี่ล้อก็ได้ซิ่งไต่เขาขึ้นไปบนรูทแข่งขันที่มีระยะทางสั้น ๆ เพียง 0.917 กิโลเมตรเท่านั้น แต่มีโค้งทั้งหมด 8 โค้งเลยทีเดียว ในการแข่งขันด้วยเจ้า GS ครั้งนี้มีผู้กุมบังเหียนเป็น Greg Mansell และหวดมันอย่างชำนิชำนาญไต่ขึ้นเนินไปตามรูทด้วยสถิติเวลา 46.6 วินาที ทำสถิติเวลาเร็วขึ้นกว่าเดิมที่เขาเคยทำไว้ 2.2 วินาที แต่ก็ยังช้ากว่าสถิติเดิมประเภทรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของเมื่อปีที่แล้วเพียง 0.7 วินาที (45.9 วินาที) ด้วยรถ Ducati Multistrada V4 RS ซึ่งเจ้าตัวเขาเองก็ยืนยันด้วยว่าจะพัฒนาและทำรถกันใหม่เพื่อมาทำลายสถิติในคราวหน้าให้จงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าจากรถที่เคยเอาไว้ติดปี๊บแบกสัมภาระไว้เดินทางท่องเที่ยวได้กลายเป็นรถซิ่งบิดกันจนหมดปลอก ดันทุกดอกจนสุดเรดไลน์ก่อนจะเข้าโค้ง เป็นการสร้างสรรค์ความมันและความบันเทิงในรูปแบบใหม่ให้ไม่ซ้ำซากจำเจไปจากการขับขี่แบบผจญภัยแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการขับขี่แบบเรซซิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังทำเวลาได้ดีอีกด้วย สุดท้ายนี้อ่านบทความนี้แล้วก็น่าจะเห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของนักคัสตอมจากรถทัวริ่ง กลายเป็นทัวซิ่งไปแล้ว งานนี้ใครเงินเหลือจัด 1300GS ไปทำทรงซิ่งแล้วถ่ายภาพมาให้ทีมงาน SuperBike ดูกันด้วยนะ ถ้าทำดีทำถูกใจเดี๋ยวส่งทีมงานไปถ่ายภาพให้ด้วยเอ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bonneville T120 Elvis Presley

Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษแด่ศิลปินระดับตำนาน เปิดตัวโมเดลพิเศษกันอีกแล้วครับ คราวนี้มาจากฝากเกาะอังกฤษแดนผู้ดีไทรอัมพ์อีกแล้วกับ Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดแด่ศิลปินระดับตำนานเอลวิส เพรสลีย์ นักร้องนักแสดงชาวอเมริกัน ที่คนทั่วไปมักรู้จักกันในฉายาว่า “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์” ซึ่งโมเดลนี้น่าจะถูกใจไบเกอร์รุ่นใหญ่สักนิดนึง หรือไบเกอร์อายุน้อยที่มีเอลวิสเป็นไอดอลหรือชื่นชอบในร็อกแอนด์โรลล์เป็นแน่แท้   ที่มาของโมเดลพิเศษคันนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากการที่ศิลปินเดอะคิงผู้นี้เคยซื้อรถไทรอัมพ์ให้กับเพื่อนสนิทของเขาในกลุ่ม Memphis Mafia ในปี 1965 และโมเดลพิเศษที่ J Daar เคยคัสตอมบอนเนวิลล์ให้กับทางมูลนิธิ Elvis Presley Charitable Foundation ซึ่งทางค่ายนำสีสันและแนวทางจากโมเดลพิเศษของทาง J Daar มาใส่ใน T120 ได้อย่างสวยงาม คลาสสิก ไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถเด่นด้วยเฉดสีแดง Carnival Red ที่ถังน้ำมัน เพิ่มแถบสีเงินอลูมิเนียมซิลเวอร์คาดถังน้ำมัน แมตช์กันกับสีของบังโคลน ทั้งยังมีการเก็บรายละเอียดด้วยการเพ้นท์สีทองด้วยมือ เพิ่มความหรูหราพรีเมียม ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้นก็เลือกที่จะทำเป็นแบบโครเมียมเพิ่มความคลาสสิกไปอีกระดับ โดยจะมีไฮไลท์เป็นตัวอักษรคำว่า ELVIS สีทองที่มาในลักษณะของหลอดไฟบนเวทีและลายเซ็นของศิลปินระดับตำนานอยู่บนถังน้ำมันและพาเนลด้านข้างตัวรถ และที่สำคัญเลยคือที่แผงคอบนของรถจะมีลายเซ็นพร้อมกับนัมเบอร์ของรถว่าเป็นคันที่เท่าไหร่จากทั้งหมด 925 คัน ส่วนเรื่องของสเปกรถจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงยังคงใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,200 ซีซี ให้กำลัง 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ และแรงบิดที่ 105 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตร ช่วงล่างวางบนเฟรมแบบเปลคู่ ระบบกันสะเทือนหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ และมีล้อและยางขนาด 100/90 – 18 และ 150/70 – R17 ขณะที่ระบบความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่เปิดปิดได้ สุดท้ายนี้จะจำหน่ายในราคา 14,495 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 676,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) งานนี้สาวกเอลวิสเพรสลีย์และไทรอัมพ์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า  ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก