
เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569

18 ปีของ Yamaha Fino ตั้งแต่รุ่นแรกปี 2006 จนถึงรุ่นสุดท้าย Final Edition ผลิตเพียง 999 คัน เผยเหตุผลการเลิกผลิต

ทางการเม็กซิโกและ FBI บุกยึดรถ MotoGP มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์ของ Ryan James Wedding ผู้ร้ายที่ FBI ต้องการตัวมากที่สุด พร้อมตั้งค่าหัวสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์

VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว โอกาสที่ไบเกอร์ทั้งหลายจะได้สวมจิตวิญญาณนักแข่งระดับโลกมาถึงแล้ว โดยมาในรูปแบบของ VR Game ที่ชื่อว่า VRIDER เกมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับรองว่าเป็นเกมของ WorldSBK อย่างเป็นทางการนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือนักบิดทั้งหลายจะได้ลองสวมบทบาทเป็นนักแข่ง WSBK หวดรถแข่งที่ดัดแปลงมาจากรถโปรดักชันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง ซึ่งในชีวิตจริงคงมีไม่กี่คนที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ โดยเกมนี้จำลองการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2023 มาแทบทั้งหมด โดยมีรถให้เลือกซิ่งได้มากถึง 5 โมเดล ได้แก่ Ducati Panigale V4, BMW M1000RR, Kawasaki Ninja ZX-10RR, Honda CBR1000RR และ Yamaha YZF-R1 ซึ่งแต่ละคันก็ถอดแบบมาจากรถแข่งคันเป็น ๆ มาเลย ทั้งรูปทรงดีไซน์และลวดลายกราฟิกจากปี 2023 ทีเด็ดก็คือมีนักแข่งและรถประจำตัวให้เลือกมากถึง 23 คน (23 คัน) เลยทีเดียว (แม้ว่าตอนนี้บางคนจะย้ายทีมกันไปแล้วก็ตาม) อีกทั้งยังมีสนามระดับโลกให้ได้ซิ่งกันมากถึง 12 สนาม สมจริงในแบบโค้งต่อโค้งกันเลย รวมไปถึงการควบคุมที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนเป็นนักแข่งตัวจริง ด้วยการบิดจอยเกมแบบเดียวกับบิดคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ เสียงท่อและแม้แต่เสียงลมที่สมจริง การโยกตัวเพื่อแบนรถเข้าโค้ง การหมอบเพื่อแอโรไดนามิกส์ที่ดี หรือการแสดงผลกระทั่งฝุ่นดินที่กระเด็นเข้ามา ซึ่งในเกมจะมีโหมดการซิ่งที่หลากหลาย ได้แก่ – Quick Race ให้ได้ซิ่งกับคู่แข่งอีก 9 คันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน – Hot Lap สำหรับฝึกซ้อม รีดเวลา หรือทำความคุ้นเคยกับสนาม – Multiplayer โหมดออนไลน์เพื่อแข่งกับเพื่อน ๆ หรือไบเกอร์คนอื่น ๆ – Endurance โหมดสุดท้าทายที่ให้ซิ่งทำเวลา ให้คงเส้นคงวาและเร็วมากที่สุด – Tournament โหมดที่จะให้คุณได้ซิ่งเก็บคะแนนแบบเดียวกับนักแข่งและเกมการแข่งขันระดับโลก – Ghost Challenge โหมดซิ่งแข่งกับ Ghost หรือเงาของนักบิดคนอื่นจากทั่วโลกได้ทุกเวลาและทุกสนาม หากนักบิดที่ชื่นชอบการแข่งขัน WorldSBK คนไหนสนใจที่จะสวมบทบาทเป็นนักแข่งระดับโลกหรือนักแข่งขวัญใจของคุณ ควบรถแข่งในฝัน คุณต้องลองสัมผัสเกมนี้ ซึ่งเกมนี้สามารถเล่นได้บนแว่น VR อย่าง Meta Quest 3, 2 และ Pro รวมถึงจะเล่นบน Steam VR ได้ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย โดยเกมนี้มีค่าเสียหายอยู่ที่ 29.99 เหรียญหรือราว ๆ 1,100 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

White Motorcycle Concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ในยุคนี้แล้ว เรื่องของแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์นั้นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในรถแข่ง MotoGP รถซูเปอร์ไบค์ สปอร์ตไบค์ระดับเรือธง แต่แค่เรื่องวิงก์เล็ต ปีก หรือว่าแฟริ่งแบบดับเบิ้ลแฟริ่งมันธรรมดาไปสำหรับทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ที่ล่าสุด White Motorcycle concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อ White Motorcycle Concept สักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เห็นภาพรถที่ทางแบรนด์นี้ได้ออกแบบที่อยู่ด้านบนแล้วล่ะก็ คงจะพอนึกอะไรได้บ้าง บริษัทที่ว่านี้มีเป้าหมายที่จะประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรมที่จะผลิกวงการยานยนต์ ด้วยการเพิ่มสมรรถนะและรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบยานยนต์ให้มีสมรรถนะทางแอโรไดนามิกให้สูงที่สุดรวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า หลักการของแบร์นูลลีคือสิ่งที่สิทธิบัตรของทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ยึดถือ โดยมีการออกแบบท่อเวนทูรีขนาดใหญ่และแคบ แต่ยาวตลอดตัวรถ เพื่อให้ของเหลว ซึ่งในเรื่องนี้คืออากาศ สามารถไหลผ่านในท่อเวนทูรีที่ว่านี้ได้เร็วกว่า เมื่อรถเคลื่อนที่ อ่านแล้วคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา หรือว่าคนที่เรียนจบมานานแล้วไม่ได้ใช้อาจจะงง ๆ แต่เอาเป็นว่าการออกแบบที่ว่านี้จะส่งผลให้ตัวรถมีแรงกดหรือดาวน์ฟอร์ซมากขึ้น และนั่นหมายความว่ามีความนิ่งและเสถียรมากขึ้นที่ความเร็วสูง ในสิทธิบัตรยังเผยมีการอ้างอีกว่าการออกแบบนี้จะช่วยลดแรงฉุด เนื่องจากตัวรถมีพื้นที่หน้าตัดเล็กมากจากการที่มีช่องว่างจากเจ้าท่อเวนทูรีนั่นเอง ทว่าหากมองจากแง่ของความสวยงามของการออกแบบดีไซน์แล้วมันช่างบ้าบอเสียจริง ๆ มันช่างต่างกับปีก วิงก์เล็ตหรือสปอยเลอร์ในรถแข่งราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นพวกที่ชอบอะไรล้ำ ๆ ไซไฟหน่อยก็คงจะโอเคไปกับดีไซน์นี้ อย่างไรก็ดีแม้ว่าโดยรวมแล้วมันจะดูล้ำ ดูเท่ในสายตาบางคน แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องของแอโรไดนามิกส์ให้ได้เต็มที่แล้วล่ะก็คุณจะต้องขับขี่ที่ความเร็วสูงระดับนึง อีกทั้งดีไซน์แบบนี้กลับทำให้รถนั้นยากที่จะขับขี่ รวมไปถึงความเทอะทะซึ่งอาจจะทำให้มันยากที่จะใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้วเราอาจจะไม่ได้เห็นมอเตอร์ไซค์ที่เกิดสิทธิบัตรการออกแบบนี้คันเป็น ๆ ในชีวิตจริงแน่ แต่ที่เอามานำเสนอก็เพราะว่ามันมีความน่าสนใจ มันเป็นความกล้าของวิศวกรที่กล้าที่จะออกแบบอะไรแบบนี้ขึ้นมา และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานการออกแบบมอเตอร์ไซค์ในภายภาคหน้า โดยอาจจะลดทอนบางอย่างลง จนสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Gresini Racing Dragster ขายหมดเกลี้ยงก่อนที่จะประกาศขายจริง ให้ตายสิพับผ่า ถ่ายรูปคันจริงลงเพจได้ไม่กี่วัน บิลต์ให้สาวกอยากได้จนน้ำลายหกได้ไม่ทันใด ถัดมาได้ 2 วัน มาประกาศบอกว่ารถขายหมดเกลี้ยงก่อนที่จะประกาศขายจริงอย่างเป็นทางการซะแล้ว สำหรับเจ้า Italjet Gresini Racing Dragster Limited Edition มาครั้งนี้เราก็เลยขอเอารายละเอียดความพิเศษของโมเดลนี้มาให้ดูกันแทน ว่ามีอะไรแตกต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไรบ้าง นอกไปเสียจากเรื่องของสีสันและลายกราฟิกที่ยกมาจากรถแข่ง MotoGP ของทางทีมเกรสินี เรซซิ่งทีมบ้าง ไฮไลต์พิเศษที่แตกต่างก็คือ – ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น และรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน – ระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง – ท่อไอเสียเต็มระบบจากทาง Akrapovic (มีท่อเดิมให้ด้วย) – ปีกหรือวิงก์เล็ตที่ท้ายรถสไตล์เดียวกับรถแข่ง MotoGP (มีตัวครอบเบาะเดิมให้ด้วย) – มีเฉพาะในโมเดล 300 เท่านั้น – โลโก้โฮโลแกรมพิเศษของทาง Gresini ยืนยันความเป็นของแท้ ทั้งนี้ราคาขายในยุโรปจะอยู่ที่ 9,499 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 379,000 บาท ถ้ามาไทยล่ะก็อย่าให้เซดเลยจะดีกว่า ราคาน่าจะโดดขึ้นไปกว่านี้อีกเยอะเลยทีเดียว สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่จองไม่ทันไม่ต้องเสียใจไป ทางอิตาลีได้แจ้งไว้ว่าจะมีสีสันพิเศษดังกล่าวนี้กับโมเดล 125, 200, 300 ด้วย เพียงแต่จะไม่ได้ความพิเศษแบบเดียวกันกับไฮไลต์ด้านบนเท่านั้น เรียกได้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของได้ในราคาถูกลง แต่จะไม่ได้ความซิ่ง และความพิเศษแบบสุด ๆ เหมือนโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็เท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marquez ย้ายซบทีมโรงงาน Ducati แล้วพร้อมสัญญา 2 ปี ยืนยันนอนยันคอนเฟิร์มแล้วกับเจ้า Marc Marquez ย้ายซบทีมโรงงาน Ducati แล้วพร้อมสัญญา 2 ปี หลังก่อนหน้านี้มีข่าวการย้ายตัวของ Enea Bastiannini ไปยัง Redbull KTM Factory Racing นั่นทำให้ที่นั่งข้าง ๆ Francesco Bagnaia ว่างลง และตอนนี้ทาง Ducati ได้ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่าแชมป์โลก 8 สมัย ผู้ใช้หมายเลข 93 และได้กลายเป็นทีมเมทของแชมป์โลก MotoGP 2 สมัยคนล่าสุดในตอนนี้แล้ว พร้อมกับระบุว่าจะลงแข่งในปี 2025 – 2026 อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V4 Supreme หล่อ เท่ แพง ขั้นสุด มาอีกแล้วสำหรับงานคอลแล็บฯ สำหรับรถ Ducati ที่ขยันทำเสียจริง ๆ แถมทำมาแต่ละทีนี้เล่นเอาไบเกอร์อย่างเรา ๆ น้ำลายสอทุกที สำหรับคราวนี้เป็นคิวของเน็กเก็ดระดับเรือธงของทางค่าย ภายใต้ชื่อโมเดลว่า Streetfighter V4 Supreme ที่บอกตรง ๆ ว่า หล่อ เท่ แล้วก็แพง ขั้นสุด สุดทุกทางจริง ๆ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักแบรนด์ซูพรีม แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกันที่มีตัวหนังสือขาวภาษาอังกฤษวางบนพื้นหลังสีแดงกันเป็นอย่างดี ขึ้นชื่อเรื่องความเท่ในแบบสตรีท ซึ่งก็ดูลงตัวกับโมเดลพิเศษที่มีรถพื้นฐานเป็น Streetfighter V4 S นี้เป็นอย่างดี โดยมีทาง Drudi Performance ช่วยออกแบบ ดีไซน์ตัวรถก็เลยออกมาได้อย่างโดดเด่นในธีมสีขาวและแดง โดยจะมีโลโก้ซูพรีมขนาดใหญ่พาดทับตัวรถบริเวณถังน้ำมัน และโลโก้ขนาดเล็กที่บริเวณบังโคลนหน้า ตูดมดและที่ล้อหลัง นอกจากนี้ยังมีเบาะนั่งสีแดงตัดดำ มีการทำสีคาลิเปอร์เบรก Brembo ให้เป็นสีแดง ตัวอักษรสีขาว และตัวล้อเองก็จะถูกทำสีขาวดูลงตัวกับโมเดลพิเศษนี้มาก รวมไปถึงรายละเอียดพิเศษเล็ก ๆ น้อย อย่างโลโก้ของ Drudi Performance ที่เป็นลายนิ้วมือที่ด้านตัวรถด้านขวา สติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนออกแบบพิเศษเฉพาะโมเดลนี่ที่บริเวณใต้ซับเฟรมท้าย โลโก้ Pirelli ที่บังโคลนหน้าและอกล่าง โลโก้ Shell ที่กาบข้างหม้อน้ำ และโลโก้ Brembo ที่อกล่างอีกด้วย โดยมีสเปกคร่าว ๆ ดังนี้ เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,103 ซีซี 208 แรงม้ากับแรงบิด 123 นิวตันเมตร น้ำหนักตัวรวมของเหลวไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง 193 กิโลกรัม ช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าจากทาง Ohlins เต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และหลังเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรกจากทาง Brembo ใช้ล้อฟอร์จอลูมิเนียมอัลลอยขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ขนาด 120/70 ZR17 และ 200/60 ZR17 เรื่องของการจำหน่าย แน่นอนว่าเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัด และมีการรันนัมเบอร์ต่อกันอีกด้วย ก็ย่อมจะแพงเป็นพิเศษ โดยจะจำหน่ายในราคาราว ๆ 1,837,000 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) ซึ่งแน่นอนว่ามาไทยราคาก็จะต้องบวกไปจากนี้อีกพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งแพงเพราะแบรนด์ Supreme แท้ ๆ แพงกว่าราคาโมเดลปกติเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว และสำหรับคนที่อาจจะจ่ายเงินซื้อรถไม่ไหวทางซูพรีมยังร่วมกันกับแบรนด์อื่น ๆ ทำสินค้าในกลุ่มแอพพาเรลมาขายให้สาวกอีกด้วย เช่น หมวกกันน็อก ชุดหนัง และชุดแข่ง เป็นต้น แน่นอนว่าราคาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน งานนี้ใครรักในแบรนด์ และเงินเหลือ ซื้อไปยังไงก็หล่อเท่แน่นอน ส่วนตัวผมหรอ ขอแค่ได้ลูกคลำแล้วก็ได้ลองคร่อมซักทีก็พอแล้ว มันสวยจริง ๆ นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Combat F-117 Fighter มอเตอร์ไซค์มือสอง ราคาเกือบ 3 ล้าน! รอดพ้นจากมือนักสะสม มาโผล่ในตลาดรถมือสองได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับโมเดลจากสำนักคัสตอม Combat Motors อย่าง Combat F-117 Fighter โดยทางเว็บไซค์ Pro Italia Motorcycle พร้อมเปิดเคาะราคาให้เป็นเจ้าของในราคาที่ 72,999 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 2.7 ล้านบาท (มือหนึ่งขายราคาที่ 125,000 ดอลล่าร์หรือประมาณ 4.6 ล้านบาท) หากใครที่เป็นแฟน ๆ สาวกโร้ดสเตอร์อิดิชันสุดพิเศษและอยากสะสมไว้ก็ต้องก็พิจารณารุ่นนี้กันแล้ว สำหรับเจ้า F-117 Fighter รุ่นนี้นับว่าเป็นโมเดลที่น่าสะสมไม่ใช่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้สร้างออกมาเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ซึ่งนอกจากเครื่องยนต์ S&S X Wedge V-Twin ที่ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดีไซน์ของมันก็ช่างสวยงามราวกับงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกถูกออกแบบและยังแฝงไปด้วยความดิบเปลือยอันบ้าคลั่งที่ดูล้ำสมัยไม่ตกยุค อักษรรุ่น ครอบกรองอากาศ ครอบถังน้ำมัน เรือนไมล์อนาล็อก ด้วยชิ้นส่วนโครงสร้างตัวรถที่ออกแบบด้วยวิศวกรรมชั้นสูงและใช้แบบเดียวกันกับรุ่น P-51 Figther ด้วยงาน CNC จากบล็อกเหล็กแท่งอลูมิเนียมเกรด 6061 และ 7075 ซึ่งเป็นเกรดอากาศยานระดับสูง ให้ความแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกเก็บดีเทลรายละเอียดงานต่าง ๆ อย่างประณีต อีกทั้งยังดูสวยงามด้วยแฟริ่งบริเวณบังโคลน ครอบท่อและครอบโซ่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงฝาครอบแคร้งเครื่อง ครอบคลัตช์ ครอบกรองและครอบถังน้ำมันแบบใส ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรือนไมล์แบบอนาล็อกผสมดิจิทัลประกอบกับงานเลเซอร์ประดับชื่อรุ่นไว้ตรงบริเวณถังน้ำมัน แถมใช้เบาะสั้นชิ้นเดียวฝังไฟท้ายออกมาดูสวยงาม เครื่องยนต์ S&S X Wedge 117 V-Twin ทริปเปิ้ลแคมชาฟต์ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 1,917 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 5,100 รอบ แรงบิดสูงสุด 162.7 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันขนาด 16.25 ลิตร แถมเคลมท็อปสปีดมามากกว่า 250 กม./ชม. เรียกว่าพร้อมบินตั้งแต่ออกตัวเลยทีเดียว โช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมคอยล์สปริง โช้คเดี่ยวซับแทงค์ ด้านหลังร่วมกับกระเดื่อง ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ Blackstone TEK (BST) ดิสก์เบรกด้านหน้า 4 ลูกสูบ ช่วงล่างจัดมาให้สวย ๆ เช่นกันและน่าสนใจเลยไม่น้อย ด้วยระบบกันสะเทือนจาก Race Tech โดยโช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบนพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ด้านหลังร่วมกับกระเดื่องและสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ สวมด้วยดับเบิ้ลดิสก์เบรกหน้าหลังพ่วงคาลิเปอร์ด้านหน้า 4 ลูกสูบและด้านหลังขนาด 4 ลูกสูบ เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้นด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก Blackstone TEK (BST) หน้า-หลังขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว รัดด้วยยางสายฟ้า Pirelli Dlablo Rosso III ขนาดไซส์ 120/70 และ 240/45 ตามลำดับ รวมน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 254 กก. แต่อย่างว่ารถแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เพราะมือหนึ่งไม่มีขายแล้ว ก็ต้องลองพิจารณากันดู สำหรับรถคัสตอมสูบวีสุดล้ำจากอเมริกัน พร้อมของแต่งรอบคันและไม่เหมือนใคร ถือว่าเป็นแรร์ไอเท็มที่น่าสะสมทีเดียว หากใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ คลิ๊กที่นี่ สำหรับโมเดลรุ่นอะไรที่น่าสนใจในครั้งต่อไปก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก SuperBike ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda MotoGP หลังจบปี 2024 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติสเปนอย่าง Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda ในการแข่งขัน MotoGP หลังจากจบฤดูกาล 2024 กลายเป็นการจบความร่วมมือกันสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ยาวนานและโดดเด่นที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว หากจะย้อนประวัติศาสต์กันไปแล้วล่ะก็ Repsol นั้นกลายเป็นมาเป็นชุดสีนึงของ Honda ตั้งแต่ Honda NSR500 ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกในระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 1995 โดยมี Mick Doohan และ Alex Criville เป็นคนควบให้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ความสัมพันธ์ของสองแบรนด์นั้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือกันของคู่ก่อให้เกิดแชมป์โลกทั้งหมด 15 สมัย ชัยชนะในเรซแข่งขันมากถึง 183 เรซ และอีก 455 โพเดียม อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Marc Marquez แยกทางออกไปหลังจบฤดูกาล 2023 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ก็เริ่มการกระชับสัญญาเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน และนั่นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกับชุดสีของ RC213V รถแข่งในปี 2024 ที่มี Luca Marini และ Joan Mir เป็นนักแข่งให้ ซึ่งสังเกตได้ว่าโลโก้ของ Honda นั้นใหญ่กว่าของ Repsol กว่าปีที่ผ่าน ๆ มา การเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะการจากไปของแชมป์โลก 8 สมัย ที่เคยอยู่ร่วมกันมานานกว่า 12 ปี ไปยัง Gresini Ducati และเมื่อเขาออกไป Honda ยังเสียการสนับสนุนจากทาง Red Bull ไปด้วย ขณะนี้ทางค่ายรถเองก็น่าจะมีข้อเสนอจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้สนับสนุนในปี 2025 แต่ทาง Repsol เองต้องการที่จะโฟกัสในเรื่องของการโปรโมตน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกแทน ซึ่งทางเรปโซลเองเชื่อว่าจะยังสามารถเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของตัวเองเข้ากับการแข่ง MotoGP ในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะได้เป็นผู้สนับสนุนเรื่องน้ำมันทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า เรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่นั้นเป็นกติกาใหม่ที่ถูกบังคับใช้ขึ้นในปีนี้ โดยจะต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 40% และในปี 2027 ตัวเลขนี้จะกลายเป็น 100% หรือจะไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไปนั่นเอง งานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปล่ะครับว่า Honda จะมีสปอนเซอร์รายใหญ่เป็นใคร และจะส่งผลต่อรูปลักษณ์ของรถแข่งในฤดูกาลหน้าอย่างไรบ้าง และแน่นอนว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็อาจจะได้รุ่นรถสปอร์ตในลวดลายทีมแข่ง MotoGP ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ Repsol บ้าง โดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่ชอบสีส้ม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 552X ทำหน้า อัปไซส์ ให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางใน เปิดตัวใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่สีใหม่สักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางตัวยอดนิยมเชื้อสายอิตาลีอย่าง Benelli TRK 552X ที่ครั้งนี้หมอ เอ้ย วิศวกร ได้ทำการทำหน้า อัปไซส์ แถมให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางในมาให้ด้วยเลย บอกเลยว่ารอบนี้ทำมาได้ถูกใจสาวกสายลุยจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปโฉมที่ทำให้ดูหล่อขึ้นนั้นคือการทำหน้ามาใหม่ โดยอัปเกรดจากหลอดฮาโจเจนแบบเดิมมาเป็นระบบไฟ LED แล้ว ชิลด์หน้ามีขนาดใหญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจมูกก็โด่งขึ้น เอ้ย ปากนกโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แฟริ่งหน้าและแฟริ่งข้างถังน้ำมันก็ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้ดูบึกบึนมากขึ้น แต่ส่วนท้ายรถเองนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในส่วนของการอัปไซส์นั้น มีการเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงให้กลายเป็น 550 ซีซี ทำให้มีกำลังแรงขึ้นเป็น 60 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร ซึ่งถ้าตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ทรงพลังที่สุดในเซ็กเมนต์นี้เลย ส่วนช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนจากทาง Marzocchi ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ทั้งระบบ โดยมีล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว ด้านหลัง 17 นิ้ว ซึ่งอาจจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย เพราะถ้าให้ล้อซี่ลวดที่เหมาะกับออฟโร้ดมาแล้วก็ควรจะเป็นล้อ 21 นิ้วไปเลยสำหรับในส่วนของล้อหน้า ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาให้พร้อมระบบเชื่อมต่อกับมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ มีโหมดหน้าจอแสดงผลหลากหลายโหมด มีระบบตรวจวัดลมยาง ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล และมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ปะกับแฮนด์ดูหรูหราผิดคลาส ทว่าน่าเสียดายที่ตัวรถไม่มีระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือว่าโหมดการขับขี่มาให้ สุดท้ายนี้ก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน คาดว่าราคาก็น่าจะแพงขึ้นจากโมเดลปัจจุบันที่ขายในไทยขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนท่านที่สนใจ เราได้ทำตารางเปรียบเทียบสเปกคร่าว ๆ มาให้ว่าคู่แข่งในบ้านเราตอนนี้มีรุ่นไหนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R20 Concept พี่เบิ้มคันงาม สัญญาณบอกใบ้พิกัดใหม่ ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิลยูโมโตราดได้ทำการเผยโฉมเจ้า BMW R20 Concept คอนเซ็ปต์ไบค์คันงามที่เฉลิมฉลองความเป็นเลิศในงานฝีมือและนำเสนอการออกแบบที่สื่อถึงความเท่และความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตลอดไปจนถึงความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด หล่อเท่ ไฮคลาส นั่นคือคำนิยมของคอนเซ็ปต์ไบค์ไซส์เบิ้มที่สุดของทางค่ายเท่าที่เคยมีมา มันคือมอเตอร์ไซค์ที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในรูปลักษณ์ที่ทรงพลังในสไตล์ของสุภาพบุรุษที่เรียบง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ซึ่งก็คือ ดีไซน์ที่คลาสสิกและงานวิศวกรรมชั้นยอดผสมผสานเข้ากับกลไกเครื่องยนต์ที่น่าตื่นเต้น โดดเด่นตามสไตล์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่พร้อมสีสันร้อนแรงสมชื่อ Hotter than Pink จากความนิยมในยุค 70 ตลอดไปจนถึงการเล่นสีสันกับฝาสูบ และท่อไอดีอลูมิเนียมที่ปัดเงา และสีดำกันเมทัลของตัวก้านพาราเลเวอร์ พักเท้าและคาลิเปอร์เบรก ไฟท้ายเองก็ถูกฝังเข้าไปในเบาะนั่งแบบตอนเดี่ยวที่บุด้วยหนังอัลคันทาร่าสีดำและหนังแท้เนื้อละเอียด ซึ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นโร้ดสเตอร์ได้ดี ขณะที่ไฟหน้า LED ตามแบบสมัยใหม่ เด่นด้วยวงแหวนอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ติดตั้งระบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์เอาไว้ด้วย ส่วนไฟหน้าหลักจะลอยตัวอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวน ส่วนหัวใจหลักของโมเดลนี้หนีไม่พ้นเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ เบิ้มขึ้น เป็น 2,000 ซีซี ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดความมันในการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ออกแบบได้สวยงามอย่างกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ท้ายของรถมีการลดทอนส่วนเกินออก เหลือไว้แต่ส่วนสำคัญ เพื่อขับเน้นเส้นสายที่คลีน ที่สะอาดและความทรงพลังดุดันของตัวรถได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ที่ให้เสียงออกมาได้ทรงพลังและลงตัวกับโมเดลนี้ได้อย่างดี ช่วงล่างเองก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดอีกด้วย โดยเฟรมแบบดับเบิลลูพนั้นถูกทำขึ้นจากเหล็กโครโมลีและทำสีดำ เพื่อให้เข้าคู่กับล้อสีดำ โดยด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 120/70 ส่วนด้านหลังจะเป็นล้อดิสก์ขนาด 17 นิ้วเช่นกัน รัดด้วยยางขนาด 200/55 โมเดลนี้ยังมีสิ่งที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์น ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Paralever ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับ ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบของแขนคู่สองแขน โดยสวิงอาร์มทำมาจากเหล็กโครโมลี่ ส่วนตัวสตรัททำมาจากอลูมิเนียม โดยออกแบบมาให้แรงขับเคลื่อนที่กระทำต่อระบบนั้นบาลานซ์กับทั้งสองส่วนอย่างลงตัว เพลาขับหลังสองตัวที่ขึ้นรูปจากอลูมิเนียมก็นับว่าเป็นอีกจุดนึงที่มีคุณภาพสูง การมีระบบเพลาขับแบบเปลือยสืบทอดต่อมาจาก R18 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นภายนอกอันเป็นที่รู้จักกันดีของเจ้า R18 เลย แต่ในโมเดลนี้มีการทำให้สั้นลงเพื่อให้สามารถติดตั้งลงในโมเดลนี้ที่มีลักษณะของโร้ดสเตอร์ได้ ขณะที่ส่วนของระบบกันสะเทือนจะได้โช้คจากทาง Ohlins แบล็กไลน์มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบเต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก ISR ทั้งระบบ โดยด้านหน้ามี 6 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ ๆ อย่างฝาสูบใหม่ ครอบสายพานใหม่และออยล์คูลเลอร์ใหม่ซึ่งออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถติดตั้งท่อเดินน้ำมันได้โดยมีบางส่วนที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และมีจุดไฮไลท์พิเศษคือเมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ และจินตนาการถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถเข้าทางท่อดูดสดรับไอดีเข้าสู่เรือนลิ้นเร่งและกระบอกสูบ ก่อนที่จะถูกขับออกมาผ่านระบบไอเสียและปลายท่อทรงเมก้าโฟนก่อให้เกิดเสียงทรงพลังในแบบของบิ๊กบ็อกเซอร์ เรียกว่าเป็นโมเดลที่มีสไตล์โดดเด่นสวยงามจริง ๆ แถมยังเป็นเหมือนการบอกใบ้ถึงพิกัดใหม่ของเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ของทางค่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าหลังจากนี้ก็จาก R18 ก็จะกลายเป็น R20 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 2,000 ซีซีแทน แน่นอนว่าโมเดลใหม่ที่จะมาในอนาคตคงออกแบบได้สวยขึ้นโดยมีพื้นฐานจากคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ แต่ก็จะต้องเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาหลายอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และนั่นอาจจะทำให้ความเรียบแต่โก้ของโมเดลนี้ลดลงไปบ้าง ทว่าก็นับเป็นการพยายามสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักถึง DNA การออกแบบของ BMW Motorrad ที่น่าทึ่งมากจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha พัฒนาระบบแอนติไดฟ์ หวังยกระดับสมรรถนะ เวลาไม่เคยคอยใคร เทคโนโลยีในสมัยใหม่ก็เช่นกัน เรียกว่าพัฒนากันอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะกับรถในพิกัดเรือธงที่มักจะได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ล้ำ ๆ ซึ่งบางครั้งก็ถ่ายทอดมาจากสนามแข่ง บางครั้งก็อาจจะได้แนวทางมาจากวงการสี่ล้อ หรือวงการอื่น และตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่า Yamaha พัฒนาระบบแอนติไดฟ์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ของรถให้ดีขึ้นไปอีกระดับ หลาย ๆ คนน่าจะรู้กันดีอยู่ว่านักบิดส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลัง แม้ว่าบางเคสบางกรณีอาจจะแตกต่างออกไป แต่อย่างไรเสียคนส่วนใหญ่ก็จะเบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังอยู่ดี เนื่องจากว่าเบรกได้ดั่งใจมากกว่าเพราะควบคุมได้ด้วยนิ้วมือ แต่เวลาเบรกหน้าหนัก ๆ นั้นจะทำให้รถเกิดอาการหน้าทิ่ม เนื่องจากโช้คยุบตัวมาก จนล้อหลังลอยขึ้นจากพื้นและนั่นอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย เนื่องจากรถเริ่มสูญเสียการยึดเกาะแล้วนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เองยามาฮ่าก็เลยพัฒนาระบบดังกล่าวนี้ขึ้นมา โดยล่าสุดมีเอกสารการจดสิทธิบัตรสำหรับระบบ Active Suspension ขึ้นมา เพื่อลดอาการหน้าทิ่มและหน้าหงาย ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเบรกหนัก ๆ และเปิดคันเร่งหนัก ๆ นั่นเอง ซึ่งอาการทั้งสองนี้สามารถแก้ไขให้เกิดขึ้นน้อยลงได้ด้วยการปรับเซ็ตช่วงล่าง เช่น การปรับเปลี่ยนสปริง ปรับพรีโหลด และปรับแดมปิ้ง แต่ปัญหาก็คือการเซ็ตอัพแบบนึงก็จะเหมาะกับการขับขี่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เช่น การปรับสปริงให้นุ่มก็จะซับแรงได้ดี เหมาะกับถนนที่ไม่สม่ำเสมอ ขรุขระ บัมพ์เยอะ แต่ก็จะไม่ดีกับการขับขี่ที่ต้องการความเร็ว และแน่นอนว่าในทางตรงกันข้ามสปริงที่แข็งขึ้นก็เหมาะกับการทำเวลา การขี่ในสนาม แต่นั้นก็ทำให้รถนั้นไม่นุ่มนวล และนี่คือความตั้งใจของ Yamaha คือการขจัดปัญหาเหล่านี้นั่นเอง โดยยามาฮ่าระบุว่า เพื่อให้เบรกได้อย่างเหมาะสมและไม่ทำให้ความสบายในการขับขี่นั้นลดน้อยลงเมื่อผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เบรกกะทันหัน ระบบกันสะเทือนที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยตัวควบคุมจะควบคุมทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน และระบบนี้จะมีใช้งานในรถซูเปอร์ไบค์และสปอร์ตไบค์ โดยระบบจะทำงานเมื่อมีการใช้เบรก ตัวควบคุมเบรกจะช่วยสั่งการเบรกทั้งที่ล้อหน้าและล้อหลัง และระบบควบคุมระบบกันสะเทือนก็จะสั่งงานให้โช้คหน้าเพิ่มแดมปิ้งในด้านยุบตัว และเพิ่มสปริงพรีโหลดที่ด้านหน้าด้วย ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มแดมปิ้งในด้านยืดตัวของโช้คหลัง และลดสปริงพรีโหลดที่ด้านหลังด้วย ซึ่งก็จะช่วยป้องกันอาการหน้าทิ่มได้ และกรณีที่เปิดคันเร่งระบบควบคุมระบบกันสะเทือนก็จะทำงานในทางกลับกัน เพื่อป้องกันอาการหน้าหงายนั่นเอง มาถึงตรงนี้แล้วลองคิดดูสิครับว่ารถโปรดักชันระดับหัวเรืออย่าง R1, MT-09 หรือ R6 ได้มีระบบที่ทันสมัยแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP มันจะดีขนาดไหน เอ หรือว่า เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากเกินไปนะ แต่ช่างเถอะ มีไว้ก็น่าจะดีกว่าปลอดภัยกว่าอย่างแน่นอน เชื่อผมสิ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LAMBRETTA X300 Special พิเศษสุดด้วย 4 สีสันใหม่สไตล์ทูโทน แบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี! LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เปิดตัวรถรุ่นล่าสุด Lambretta X300 Special ยกระดับความพิเศษด้วย 4 สีสันใหม่สไตล์ทูโทน พร้อมไฮไลท์ใหม่ที่แตกต่างจากครั้งไหน ๆ กับสัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ที่มีใน X300 Special เท่านั้น! เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สกู๊ตเตอร์จากแลมเบรตต้า นอกจากจะเป็นมรดกอันล้ำค่าที่สืบสานกันมายาวนานกว่าแปดทศวรรษแล้ว ยังคงเป็นการปฏิวัติวงการสกู๊ตเตอร์ด้วยการผสานความคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน NEW LAMBRETTA ที่แม้จะมีการออกแบบมาให้ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง DNA ความเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของแลมเบรตต้าอย่างชัดเจน ล่าสุดกับการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่! ในชื่อรุ่น X300 Special น้องใหม่ล่าสุด ในตระกูล X-Series ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นพี่ พร้อมยกระดับความพรีเมียมขึ้นอีกขั้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น และแตกต่างจากรุ่นที่ผ่านมา เพิ่มอารมณ์ความคลาสสิกที่ผสานความสปอร์ตหรูหรา ด้วยการผสมผสานระหว่างสีสันที่ตัดกันอย่างมีศิลปะบนบอดี้ตัวรถ และการออกแบบลวดลายพิเศษบริเวณฝาข้างพร้อมสติ๊กเกอร์เส้นสายและลวดลายของเลข 300 ที่คาดบริเวณบังโคลนหน้าแบบ Fix fender และยังมาพร้อมช่องลมที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเสริมลุคความสปอร์ตที่โดดเด่น ซึ่งนอกจากจะได้ความเท่ของดีไซน์แล้ว ยังช่วยเสริมสมรรถนะให้อากาศไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และที่เป็นไฮไลท์ของความสเปเชียลใน X300Special รุ่นนี้ ก็คือสัญลักษณ์พิเศษ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ที่เห็นปุ๊บรู้ได้ทันทีว่า นี่แหละ…รุ่นใหม่ที่มีรหัสต่อท้าย ด้วยคำว่า Special! นอกจากนี้ยังคงใส่ใจในทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน เริ่มที่ เครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที และเช่นเคยกับความโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของแลมเบรตต้า ออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน ในส่วนของไฟท้ายเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะประจำตระกูล X-Series ที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก build-in อยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน และยังมีความปลอดภัยที่มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง และมีตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ LAMBRETTA มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน! สำหรับสีสันของโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับ 4 คู่สีสันแห่งความพิเศษได้แก่ – Grey Scuro/Black สีเทาตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – Yellow Mustard/Black สีเหลืองมัสตาร์ดตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – White Latte/Black สีลาเต้ตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – Red Amaro/Whiteสีขาวตัดกับสีแดง ขอบคิ้วสีซิลเวอร์ พร้อมกับราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 157,900 บาท และหากใครที่กำลังสนใจในโมเดลใหม่คันนี้แล้วล่ะก็ อย่าพลาดความพิเศษที่มีให้เฉพาะช่วงเปิดตัวเท่านั้น! เพียงจองผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ https://booking.lambretta.co.th ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิ.ย. 67 ก็รับข้อเสนอสุดพิเศษ! รวมมูลค่ากว่า 6,000 บาท ( Voucher มูลค่า 2,000 บาท ฟรี! ทะเบียนและพรบ. มูลค่า 1,000 บาท ฟรี! ประกันรถหาย มูลค่า 3,000 บาท) และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/lambretta.th และ https://lambretta.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 250 CL-C ครูเซอร์ไซส์เล็กเชื้อจีน แต่สไตล์อังกฤษ เป็นข่าวร้อนแรงเสมอสำหรับค่ายมังกรฟ้าอย่าง ซีเอฟโมโต ค่ายรถจากแดนมังกรที่มีดีไซน์ล้ำโลกในแบบที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับ หากคนไม่รู้จักมองผ่าน ๆ อาจจะคิดว่าเป็นรถยุโรปก็เป็นได้ เคยมีตัวแทนในไทยมาแล้วเมื่อไม่กี่ก่อน ก่อนที่จะลอยแพผู้ใช้กันไปแบบงง ๆ และตอนนี้ก็กำลังจะมีตัวแทนใหม่ในไทยอีกครั้ง และล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัว CFMoto 250 CL-C ซึ่งทางค่ายเขาบอกว่านี่ครูเซอร์ไบค์สไตล์อังกฤษนะเออ ก็อดที่เอามานำเสนอไม่ได้ เพราะรถพิกัดนี้น่าจะเป็นที่สนใจแก่ไบเกอร์มือใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวโมเดลนี้จะมาในสไตล์แบบเดียวกับรุ่นพี่ในพิกัด 450 ออกแบบโดยให้มันมีกลิ่นอาย มีสเน่ห์แบบรถอังกฤษ ซึ่งสไตล์แบบอังกฤษก็คือความคลาสสิก ความปราณีตในทุก ๆ รายละเอียด ให้ภาพลักษณ์ดูเป็นผู้ดี อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งมองจากภาพเอาก็ถือว่าทำได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ต้องมาดูคันจริงกันอีกที สำหรับเรื่องของความปราณีต ขณะที่สไตล์มองว่าคลาสสิคได้ตามแบบฉบับอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว กระจก เรือนไมล์ ไฟเลี้ยวท้าย เป็นทรงกลมตามแบบฉบับ โช้คด้าหน้าก็มีปลอกยางกันฝุ่นแบบที่รถคลาสสิกนิยมกัน ถังน้ำมันก็เป็นทรงหยดน้ำเว้ารับเข่าสะดวกเวลาหนีบถังคอนโทรลตัวรถ เบาะนั่งแบบต่ำ ขาถึงพื้นได้ง่ายตามสไตล์ของครูเซอร์ และที่สำคัญที่สร้างภาพลักษณ์ได้ดีเลยคือยางอ้วน ๆ ใหญ่ ๆ ทำให้รถดูบึกบึนสมสไตล์มากขึ้น น่าจะถูกใจคนหัวใจเก๋า แต่งบไม่มาก อย่างแน่นอน ขุมพลังของรถจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 249 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 25 ตัวที่ 9,800 รอบ กับแรงบิดที่ 20.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตรซึ่งถือว่าใหญ่เลยทีเดียวกับพิกัดนี้ โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 165 กิโลกรัม และที่สำคัญคือส่งกำลังด้วยสายพานอีกด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะถูกใจสายคัสตอมครูเซอร์แน่นวล ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มร่วมกับโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ J.JUAN แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อและยางที่มีขนาด หน้าและหลังตามลำดับดังนี้ 130/90 R16 และ 150/80 R16 เป็นยางอ้วน ๆ ที่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสายคัสตอมอย่างแน่นอน ต่อกันในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีทันสมัยที่มีให้ก็จะมีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ให้มาเป็นมาตรฐานติดรถเลย ก็ดูเหมาะสมกับพิกัดรถดี ซึ่งก็น่าจะทำให้ราคารถไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย สุดท้ายนี้มีความเป็นไปได้ที่โมเดลนี้จะมาจำหน่ายในไทยค่อนข้างมาก เพราะตอนนี้ก็มีข่าวแล้วว่าทางค่ายมังกรฟ้าได้มีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทยแล้วเป็นทาง M Bike และรถในสไตล์คลาสสิกตอนนี้ก็ถือว่ามีฐานลูกค้าที่สนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ถ้ามาแล้วทำราคาได้น่าสนใจ บวกกับสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับไบเกอร์ที่ทราบข่าวคราวของตัวแทนเก่าได้แล้วล่ะก็ ไม่น่าจะมีปัญหากับการขายแน่ แต่ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป เรามีตารางเปรียบเทียบกับคู่แข่งในบ้านเราให้เพื่อน ๆ ได้ลองพิจารณากันก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก