SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ   นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT

Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT พี่เบิ้มคันใหม่จาก Triumph 20 ปีแล้วที่ Rocket III เปิดตัวพร้อมทำลายสถิติในโลกมอเตอร์ไซค์ในฐานโร้ดสเตอร์สุดล่ำ มาวันนี้ค่ายรถเมืองผู้ดีได้โอกาสเผยโฉมใหม่พี่ใหญ่นักกล้ามทีเดียว 2 รุ่น คือ Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT ครูเซอร์ไซส์เบ้อเร่อที่แรงทะลุทะลวง แรงจนทำลายสถิติ แถมยังแรงกว่าเดิมอีก มีอะไรยังไงเดี๋ยวผม เหลาให้ฟังเอง ดีไซน์ รูปโฉมดีไซน์ยังคงดุดันทรงพลังด้วยสไตล์ตามแบบฉบับของทางค่ายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก หากมองผ่าน ๆ แต่ถ้ามองให้เจาะลึกลงไปเราจะเห็นรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ซึ่งก็คือส่วนของล้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มีการเปลี่ยนมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 10 ก้านที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิมซึ่งนอกจากจะสวยหล่อกว่าเดิมแล้วยังช่วยในเรื่องของการขับขี่ที่ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยั้งมีพร้อมโทนสีที่มีความเข้มขรึมดุดันกว่าเดิม ถังน้ำมันขนาด 18 ลิตรเพิ่มคำว่า Strom ตามชื่อใหม่ลงไป พร้อมตัวสีแบบทูโทน ขณะที่ตัว GT จะกลับสีถังน้ำมันแบบทูโทนให้ดูแตกต่างออกไปยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือตัวรถส่วนใหญ่จะถูกทำสีดำแทบจะทั้งคันเพิ่มความดุดันสมชื่อพายุนั่นเอง เครื่องยนต์   สำหรับขุมพลังก็ใหญ่ที่สุดของโลกสองล้อ โดยจะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5b แล้ว เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 182 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดมหาศาลแบบทุบสถิติสองล้อที่ 225 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบเท่านั้น โดยแรงขึ้นกว่าเดิมถึง 15 แรงม้า กับแรงบิดเพิ่มขึ้น 4 นิวตันเมตร เรียกว่าโคตรดุดัน ตัวเครื่องยนต์นั้นสั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดเข้าสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มีท่อไอเสียแบบ 3 รวม 1 ออก 3 แบบเดิมแต่ทำสีดำดุดันอย่างที่เกริ่นไปแล้ว ช่วงล่าง ส่วนนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ทางค่ายตั้งใจทำเพื่อให้การขับขี่ออกมาดียิ่งขึ้น ตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ 47 ม.ม.จากทาง Showa ที่ปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้ง ส่วนด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จากทาง Showa ซึ่งสามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบเบรกนั้นด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 เพื่อให้เหมาะสมกับพละกำลังและขนาดตัวรถ และสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 150/80 R17 V และ 240/50 R16 V หน้าและหลังตามลำดับ เทคโนโลยี พูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีกันบ้าง ก็บอกเลยว่าให้มาแน่น ๆ อยู่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ไฟ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบครูซคอนโทรล ระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก Conering ABS ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU ระบบคีย์เลส ไฟแบ็กไลท์สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และอุ่นมือสำหรับรุ่น GT สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่าย สำหรับตัว R หรือตัวโร้ดสเตอร์นั้นมีราคาที่ 23,195 ปอนด์หรือราว ๆ 1,070,000 บาท ส่วนตัว GT ก็จะมีราคาที่ 1,100,000 บาท ถ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็น่าจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกพอสมควร เนื่องจากโมเดลปัจจุบันที่ขายไทยในตอนนี้เริ่มต้นที่ 955,000 บาท โดยส่วนตัวคาดว่าจะบวกขึ้นไปอีกสักประมาณ 1-2 แสนบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดใจรอราคาประเทศไทยเอานะครับ สำหรับสาวกครูเซอร์ไซส์เบิ้ม คันนี้เรียกว่าขี่ไปไหนใครก็ต้องเหลียวแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Star Wars

Honda Monkey Star Wars เผยโฉมขายไทยแค่ลายละ 150 คันเท่านั้นเปิดตัวเผยโฉมกันให้แล้วกับ Honda Monkey Star Wars ผลงานจากการคอลแล็บกันระหว่าง CUB House และ Star Wars ภาพยนต์ดังระดับตำนานของทางลูคัสฟิล์ม นำเสนอในคอนเซปต์ Choose Your Side ถ่ายทอดเอกลักษณ์จักรวาลของ Star Wars ผ่านคาแรกเตอร์ 2 ฝั่งหลักอย่างเหล่าเจได (Light Side) และด้านมืดฐานทัพซิธ (Dark Side) ที่โด่งดังระดับตำนาน ลงบน Monkey อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงฝั่งละ 150 คัน รวม 300 คันเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ใจสาวกสตาร์วอร์สยิ่งนัก   สำหรับดีไซน์ของโมเดลนี้ก็เป็นจุดขายหลัก ดังนั้นเราจะขอลงรายละเอียดตรงนี้กันเยอะหน่อย ส่วนเรื่องสมรรถนะและส่วนอื่น ๆ นั้นเราก็จะขอรวบรัดให้สั้นก็แล้วกันนะครับ ทั้งสองโมเดลจะมีรายละเอียดในส่วนที่มีการตกแต่งพิเศษเหมือนกัน โดยจะอยู่ที่บริเวณถังน้ำมัน ครอบกรองอากาศ ครอบข้าง บังโช้คหน้า สวิงอาร์ม และปลอกแฮนด์ แต่จะไปแตกต่างกันที่สีสันและดีเทลตามจุดต่าง ๆ ดังที่บอกมานี่ล่ะครับ Light Side สำหรับฝั่ง Light Side หรือด้านสว่างนั้นตัวรถจะมาในโทนสีขาวและฟ้า แสดงถึงฝ่ายเจไดนั่นเอง โดดเด่นด้วยดีไซน์กราฟิกบนตัวถังน้ำมันโทนสีขาว-น้ำเงิน หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาในธีมยานอวกาศ พร้อม Emblem โลโก้ Star Wars แสดงถึงเอกลักษณ์ของพลังที่โดดเด่น มาพร้อมฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์สีน้ำเงิน ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ยาน X-Wing ของฝั่ง Light Side เข้าคู่กับครอบกรองอากาศสีเทาที่มีตัวละคร R2-D2 เพิ่มเข้ามาทำให้โดดเด่นคู่กับสีสันที่ลงตัว ตลอดไปจนถึงปลอกแฮนด์สีฟ้า Dark Side นำเสนอด้วยเหล่าด้านมืด ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ ที่ทรงพลัง น่าเกรงขาม ตัวรถมาในโทนสีดำดุดัน มาพร้อมลวดลายดวงดาวในกาแล็กซี่ ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีวาดลวดลายบนตัวถังน้ำมัน คู่ไปกับฝาครอบข้างหุ้ม คาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ดาวมรณะ หรือ Death Star ของฝั่ง Dark Side สะท้อนตัวตนและรถเข้ากันอย่างลงตัว รวมทั้งครอบกรองอากาศดีไซน์พิเศษหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความพรีเมียม และสติกเกอร์ขอบล้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดาบไลท์เซเบอร์ และปลอกแฮนด์สีแดง สะท้อนความเป็น Dark Side ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองโมเดลนี้วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 169,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบอกซ์เซทสำหรับแฟน Star Wars พันธุ์แท้ ประกอบด้วยเสื้อแจ็คเกตหนังสุดเท่ และไอเทมไลท์เซเบอร์เรืองแสง พร้อมกับพวงกุญแจ Star Wars Limited Edition ให้ผู้ที่จองเป็นเจ้าของรถได้นำไปเป็นของสะสม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสคันจริงไปลองกันได้ที่งานมอเตอร์โชว์ 2024 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมนี้เป็นต้นไป และสำหรับรถที่มี Serial Number หมายเลข 004 และ 066 ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวกและแฟน ๆ Star Wars จะถูกนำมาประมูลครั้งแรก ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 วันที่ 30 มีนาคมนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับเหล่าสาวก และแฟนๆ ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450MT

CFMoto 450MT แอดเวนเจอร์ไซส์กลางจากแดนมังกร เปิดตัวกันไปสักพักแล้วกับ CFMoto 450MT จัดเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ดีไซน์คุ้นหน้าคุ้นตา แต่ช่วงหลังมีข่าวว่าทางแบรนด์มังกรฟ้ากำลังจะกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง เราก็เลยเอามานำเสนอ เนื่องจากตอนเปิดตัวใหม่ ๆ เรายังไม่ได้นำเสนอข่าวโมเดลนี้ไป แอดมินสารภาพตรงนี้เลยว่า “ช้าเอง” ดีไซน์ก็บอกเลยว่าดูปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวแบบแอดเวนเจอร์สมัยใหม่ ขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 449 ซีซี ที่ใช้กันในหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย โดยมีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์หรือผจญภัย ทางค่ายเคลมตัวเลขสมรรถนะมาที่ 43.58 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ส่วนแรงบิดมากถึง 44 แรงม้าที่ 6,250 รอบ โดยให้กำลังมาในช่วงที่เหมาะสมกับการขับขี่ผจญภัย ตัวรถมีบาลานซ์ชาฟต์แบบคู่ช่วยเพิ่มการตอบสนองตค่อคันเร่งและลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เพิ่มความสมู้ทและความสนุกในการขับขี่ ขณะเดียวกันตัวรถก็มีน้ำหนักเบา โดยรถเปล่าหนักเพียง 175 กิโลกรัมเท่านั้น ยิ่งเหมาะกับสายนี้มาก ๆ ช่วงล่างของทางค่ายให้มาเป็นของดีจาก Showa เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลังสามารถปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด โดยมีระยะยุบที่ 200 ม.ม. เท่ากัน ล้อและยางจะมีขนาด 90/90-21 และ 140/70-18 หน้าหลังตามลำดับ พร้อมมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นเหลือ ๆ ที่ 220 ม.ม. และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการขับขี่ ตัวรถให้ระบบเบรก ABS แบบดูอัลชาแนลจาก Bosch ที่สามารถปรับแต่งการทำงานของ ABS ที่ล้อหลังได้ นอกจากนี้ยังมีแทร็คชันคอนโทรลเปิดปิดได้ หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อบลูทูธ ส่วนเรื่องการจำหน่ายจะมีสองเฉดสีด้วยกันคือสีเทาตัดด้วยสีเหลืองสะท้อนแสง Tundra Grey with Fluorescent Yellow และสีฟ้าตัดด้วยสีแดงสะท้อนแสง Zephyr Blue with Fluorescent Red โดยราคาจำหน่ายอิงจากราคาของออสเตรเลียแล้วจะอยู่ที่ราว ๆ 211,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายไทยก็คงจะไม่หนีไปกว่ากันเท่าไหร่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่ ล่าสุดมีเอกสารสิทธิบัตรใหม่ออกมาเผยให้เห็นว่า Honda ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าทางค่ายเขามีมอเตอร์ไซค์ที่มีการติดตั้งระบบแอร์แบ็กเพื่อเสริมความปลอดภัย ซึ่งก็คือเจ้า Goldwing แล้วเจ้าแอร์แบ็กใหม่นี่ล่ะ ทำไมต้องมี มันต่างกันยังไง ไปดูรายละเอียดกันครับ เทคโนโลยีแอร์แบ็กนั้นมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 10-15 ปีก่อน ได้เปลี่ยนแปลงความปลอดภัยของวงการมอเตอร์ไซค์ และฮอนด้าก็กำลังจะยกระดับไปอีกขั้น ส่วนในด้านของไรดิ้งเกียร์เองก็มีเช่นกันโดยมีใช้ในการแข่งขัน MotoGP ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และกลายเป็นกุญแจสำคัญของความปลอดภัยสำหรับการขี่รถมอเตอร์ไซค์ในช่วงหลัง ๆ นี้ไปแล้ว และหลาย ๆ แบรนด์เองต่างก็มีระบบแอร์แบ็กนี้เป็นของตัวเอง ทว่าระบบแอร์แบ็กของฮอนด้านั้นต่างออกไป ทางค่ายสัญญาว่าจะสามารถติดตั้งไปในส่วนท้ายของรถบริเวณถังน้ำมันได้ โดยซ้อนอยู่ภายใต้ตัวแฟริ่ง ซึ่งจะแตกต่างกับของรถยนต์ซึ่งจะอยู่ที่ภายใต้คอนโซลด้านหน้าในตัวรถ พวงมาลัยและด้านข้างของผู้โดยสาร อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับมอเตอร์ไซค์นั้นต่างกับรถยนต์ เพราะเวลาเกิดเหตุแทบจะ 100% เลยที่คนขับและผู้โดยสารจะหลุดออกจากตัวรถ ขณะที่รถยนต์นั้นคนขับและผู้โดยสารส่วนใหญ่จะอยู่ภายในรถ และนั่นทำให้การออกแบบระบบความปลอดภัยนั้นถึงได้แตกต่างกัน แล้วทีนี้ทำไมมอเตอร์ไซค์ต้องมีแอร์แบ็กด้วย? ก็เพราะว่าคนขับจะต้องหลุดออกจากรถเนี่ยล่ะ ถึงต้องมีแอร์แบ็กมาช่วยป้องกันก่อนที่ตัวคนขับจะกระแทกพื้นยังไงล่ะครับ โดยระบบของฮอนด้านั้นออกแบบมาโดยมีระบบตัวทำให้แอร์แบ็กพองลมสองชุดและซีลปิดให้มั่นใจว่าแอร์แบ็กจะพองลมไว้ตลอด ซึ่งตัวแอร์แบ็กจะพองลมในรูปร่างที่จะช่วยห่อตัวผู้ขับขี่เอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกได้มาก ซึ่งกุญแจสำคัญสำหรับดีไซน์นี้ก็คือการจะทำยังไงให้สามารถพร้อมใช้งานได้ยาวนาน การคงทีของการพองลมของตัวแอร์แบ็ก และค่าใช้จ่ายต้องไม่แพงจนเกินไป สุดท้ายนี้เทคโนโลยีแอร์แบ็กที่ว่านี้ถ้ามาถึงขั้นต้อนการผลิตและใช้จริงแล้ว มันจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของมอเตอร์ไซค์เลยล่ะครับ เราคงต้องลุ้นให้ฮอนด้าพัฒนาและนำออกมาใช้จริงกันไว ๆ ล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่น ๆ คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot SPX

Peugeot SPX คอนเซ็ปต์ไบค์ไฟฟ้า ดีไซน์แปลกตา แต่น่าสนใจ Peugeot SPx คือคอนเซ็ปต์ไบค์ของรถไฟฟ้าจากค่ายฝรั่งเศสที่มีดีไซน์แปลกตาไปจากเดิม เพราะเป็นการมุ่งฟื้นฟูคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของทางค่ายขึ้นมา พอลองคิดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกมอเตอร์ไซค์แล้ว คุณอาจจะไม่เคยติดถึงแบรนด์นี้เสียด้วยซ้ำ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเปอร์โยต์ไม่ได้มีความเป็นมาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วกลับมีประวัติอันยาวนาน พร้อมกันนี้ยังเคยชนะการแข่งขัน Moto3 ในปี 2017 (ในนามของ Mahindra) อีกด้วย แต่สไตล์ของคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้กลับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น สำหรับดีไซน์ของคันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Peugeot 103 ที่เป็นโมเป็ดขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 มีทั้งขนาด 50 ซีซีและ 70 ซีซี ทำให้คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ออกมาในแนวนีโอเรโทร หรือโมเดิร์นคลาสสิก มีการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านบนของเฟรมอลูมิเนียม พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตามเทรนด์นิยมอย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้กล่าวอะไรเรื่องสมรรถนะของรถตัวนี้ ไม่มีตัวเลขกำลังหรือว่าแรงบิด หรือกระทั่งเรื่องของแบตเตอรี่ออกมา มีภาพที่นำแบตเตอรี่ออกไปแล้ว ทำให้ดูเหมือนรถแม่บ้าน แต่หากดูรายละเอียดอื่น ๆ จากภาพแล้วก็พอจะคาดเดาได้ในเรื่องของช่วงล่างด้านหน้า วัสดุที่ใช้ทำเฟรม และมาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งานนี้ใครสนใจรถไฟฟ้าจากแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้ก็คงต้องรอนานหน่อย เพราะว่ามีผลิตขึ้นแน่ ๆ แต่จะต่างจากรถคอนเซ็ปต์ในครั้งนี้มากแค่ไหนก็ต้องมาติดตามลุ้นกันดูครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AMB 001 Pro รถสนามสุดแรร์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว

AMB 001 Pro รถสนามสุดแรร์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว โอกาสที่คนเงินเหลือ ๆ แบบเรา ๆ (เหรอ?) จะได้เป็นเจ้าของเจ้า AMB 001 Pro รถสนามสุดแรร์จากผลงานการร่วมมือกันของ Aston Martin และ Brough Superior มาถึงแล้ว เมื่อทางเว็บ Brough Superior ได้เปิดโอกาสให้พรีออเดอร์ผ่านเว็บไซต์แล้ว สำหรับเจ้าแทร็กไบค์คันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากไฮเปอร์คาร์อย่าง Valkyrie AMR Pro จึงโดดเด่นทั้งในด้านของสีสันและดีไซน์ที่เกิดจากการร่วมมือกันของทั้งสองแบรนด์ระดับตำนาน สรรสร้างเจ้าคันนี้ขึ้นมาให้เป็นผู้สืบทอดจากโมเดลเก่าไร้คำว่า Pro ต่อท้ายที่ขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว ตัวรถมาในเฉดสีสุดซิ่งเป็นสีเขียวหยก Aston Martin Verdant Jade สลับด้วยชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์สีดำ และมีเครื่องยนต์และระบบกันสะเทือนที่เคลือบเซราโค้ตสีดำอีกด้วย จากนั้นขับเน้นด้วยสีเหลืองมะนาว Photon Lime ที่ได้มาจากรถไฮเปอร์ของทาง Aston Martin นั่นเอง เจ้าคันใหม่นี้แรงขึ้นกว่าโมเดลเดิม 25% ในแง่ของแรงม้ามันมีมากถึง 225 แรงม้า ทำให้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 1.28 แรงม้าต่อกิโลกรัม (น้ำหนักรถเปล่าอยู่ที่ 175 ก.ก.) ใกล้เคียงกับรถแข่ง Formula 1 เลยทีเดียว ซึ่งพละกำลังที่ได้มาจากเครื่องสองสูบวีขึ้นรูปจากอลูมิเนียม 5000 ทั้งก้อน ด้วยกรรมวิธี CNC ขนาด 997 ซีซี เพื่อเพิ่มความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของเครื่องยนต์ขณะเดียวกันก็มีการออกแบบกระบอกสูบใหม่ให้มีปลอกกระบอกสูบแบบเปียกเพื่อช่วยเพิ่มเรื่องการระบายความร้อน และเพื่อสะกดรถที่แรงขนาดนี้ ให้มีล้ออยู่กับพื้นก็ต้องอาศัยแรงดาวน์ฟอร์ซที่เพิ่มมากขึ้นด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและปีกที่ด้านข้าง แฟริ่งด้านหน้าตอนนี้ถูกยึดติดเข้ากับแฟริ่งเพื่อช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าของตัวรถอีกด้วย จากการทดสอบในอุโมงค์ลมจะใบมีดตัดอากาศด้านหน้าจะช่วยส่งลมให้ลอยข้ามตัวผู้ขับขี่ อากาศจะไหลผ่านช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านหน้าที่รวมเข้ากับปิดด้านหน้าจากนั้นส่งผ่านแฟริ่งด้านหน้าที่ออกแบบมาใหม่ และส่งลมออกไปที่ชิลด์ไดนามิกด้านหน้า ขณะที่ครีบด้านหลังที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความเสถียรของการไหลของอากาศก็ยิ่งช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกให้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างของรถด้านหน้าเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทำงานร่วมกับอาร์มลิงก์ทรงสามเหลี่ยมคู่ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม CNC ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อเป็นล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 10 ก้านที่ด้านหน้าและล้อหลังแบบดิสก์วีล ยางจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 200/55 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเปิดให้พรีออเดอร์แล้วก็ตาม แต่ในเว็บไซต์ยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่าย แต่มีการบอกไว้ว่าจะจำหน่ายเพียง 88 คันเท่านั้น โดยจะผลิตและประกอบขึ้นด้วยมือที่เมืองตูลูซ ประเทศฝรั่งเศส โดยคาดว่าจะส่งมอบล็อคแรกได้ในไตรมาส 4 ของปี 2024 นี้นี่เอง มาถึงตรงนี้แล้วผมเองก็อยากจะรู้เลยว่าคันนี้จะมีคนไทยคนไหนได้เป็นเจ้าของมั้ยเนี่ย อยากจะไปสัมผัสคันจริงจังเลย รถอะไรทำไมมันดีไซน์ได้เลิศลอยขนาดนี้เนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Schuberth C5

Schuberth C5 หมวกยกคางที่ดีที่สุดจากนิตยสารเยอรมัน Schuberth C5 คือหมวกกันน็อกแบบฟลิพอัปหรือยกคางใบแรกในท้องตลาดที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ ECE-R 22.06 และทางนิตยสารชื่อดังจากเยอรมันอย่าง Motorrad ทดสอบและให้คะแนนว่าเป็นหมวกยกคางที่ดีที่สุดอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับหมวกกันน็อกแบรนด์อื่น ๆ รวมกันทั้งหมด 7 ใบด้วยกัน เราไปดูกันดีกว่าว่าเจ้าหมวกใบนี้มันมีอะไรยังไงกันบ้าง ข้อมูลคุณสมบัติ ตัวหมวกทำจากวัสดุไฟเบอร์กลาสหรือคาร์บอน แล้วแต่รุ่น ผลิตขึ้นในประเทศเยอรมนี ตัวหมวกจะมีตัวตัดลมหรือวินด์ดีเฟล็กเตอร์ที่คาง มีแว่นกันแดด และตัวกันฝ้า พร้อมรองรับการติดตั้งระบบสื่อสารแบบบลูทูธ มีการทดสอบวัดเสียงรบกวนภายในหมวกได้ที่ 87.9 เดซิเบล ขนาด: XS (53) ถึง XXXL (65),  โดยมีขนาด 2 เชลล์ไซส์ น้ำหนัก: 1,640 +/- 50 กรัม /1,710 กรัม (สเปกโรงงาน/ ชั่งจริงไซส์ L) สี: ขาว, ดำ, ดำด้าน, เงิน, เทา, เหลืองสะท้อนแสง และลายกราฟิกอีก 8 ลาย จุดเด่น เหมาะสำหรับคนใส่แว่นมาก ๆ ให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้างและคมชัด มีช่องไหลเวียนอากาศที่ใช้งานง่ายและใช้งานได้ดีมาก กลไกตัวแว่นกันแดดคุณภาพดีมาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี มีแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยม ให้เสียงรบกวนน้อย งานประกอบและวัสดุดี นอกจากนี้ยังเปลี่ยนชิลด์เองได้ง่ายมาก ๆ จุดสังเกต คู่มือผู้ใช้สั้นไปหน่อย แต่ดาวน์โหลดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ได้ และราคาที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ทางนิตยสารได้จำทดสอบทั้งในห้องแล็ปและทดสอบขับขี่ใช้งานบนถนนจริง ทั้งขับขี่ถนนในเมืองหรือว่าทางหลวงไฮเวย์ ด้วยความเร็วกว่า 180 กม./ชม.กับรถ Husqvarna Norden 901 แต่ส่วนมากจะเป็น 160 กม./ชม. ตลอดไปจนถึงทดสอบจำลองฝนตกด้วยการทดสอบในแล็ปที่สามารถจำลองฝนตกหนักออกมาได้ด้วย รวมไปถึงมีการทดสอบวัดเสียงในอุโมงค์ลม และอื่น ๆ และผลก็คือหมวกแบรนด์เยอรมันอย่าง C5 ก็เป็นผู้ชนะไปครับ งานนี้ใครที่กำลังมองหาหมวกยกคางคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐาน ก็คงต้องมองใบนี้ไว้แล้วล่ะครับ ทั้งนี้ทาง Panda Rider ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก็มีจำหน่ายในราคา 25,900 บาทเท่านั้นสำหรับหมวกสีพื้น หมวกลายกราฟิกราคา 28,500 บาท และรุ่นคาร์บอนที่จะมีน้ำหนักเบามากกว่า ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น จำหน่ายในราคา 55,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Svartpilen 801

Svartpilen 801 จ่อคิวขายปี 2024 สาวกไวกิ้งรอได้เลย q Husqvarna เผยว่ากำลังเตรียมตัวที่จะเปิดตัว Svartpilen 801 สตรีทแมชชีนในสไตล์สแคลมเบลอร์มาดเข้มดุดันรุ่นล่าสุดและใหญ่ที่สุดของทางค่ายในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ซึ่งจัดเป็นโมเดลระดับกลางที่หลาย ๆ คนน่าจะคาดหวังกันไว้ แน่นอนว่ามันจะต้องแรง คล่องตัวและมีสไตล์ที่ร่วมสมัยเหมาะแก่สายถนนยิ่งนัก จุดเด่นที่เปิดเผยออกมาคือ ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 181 กิโลกรัมและมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาดกะทัดรัด 105 แรงม้า ให้อัตราส่วนตัวเลขแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดี และจะยิ่งขี่ได้ดีขึ้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไปตลอดจนถึงระบบควิกชิฟเตอร์ การันตีว่าทันสมัยระดับแนวหน้าของคลาสทั้งในเรื่องประสบการณ์การขับขี่และความปลอดภัย ส่วนเรื่องสไตล์โดดเด่นและมินิมัลแม้จะพรางตัวไว้แต่ก็บอกเลยว่าไม่อาจปกปิดอะไรได้มากนัก ด้วยเส้นสายแบบสลิปไลน์ของตัวรถและเฟรมยิ่งแสดงให้เห็นสไตล์ที่ชัดเจนประกอบไปด้วยช่วงล่างที่ให้มาก็บอกเลยว่าสมรรถนะดีแน่นอน   มาถึงตอนนี้แล้วแฟน ๆ ไวกิ้งอาจจะต้องเฝ้ารอดีเทลรายละเอียดชัด ๆ ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ แล้วเราจะรีบมานำเสนออีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brabus 1400 R อสูรกายตัวใหม่ เริ่มพัฒนาแล้ว

Brabus 1400 R อสูรกายตัวใหม่ เริ่มพัฒนาแล้ว KTM และ Brabus จับมือสานต่อโมเดลรหัส 1400 R รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่มาพร้อมขุมพลังปีศาจอย่าง 1390 Super Duke R ซึ่งอาจจะมีการเผยโฉมในปี 2025  อย่างที่ทราบกันดีว่าทาง เคทีเอ็ม และ บราบัส นั้นได้การร่วมงานมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จากที่ได้เห็นถึงการเผยโฉมโมเดลไฮเปอร์เน็กเก็ดระดับพรีเมียมที่ร่วมกันพัฒนาอย่าง Brabus 1300 R โดยมีพื้นฐานเครื่องยนต์มาจาก 1290 Super Duke R รวมทั้งเมื่อไม่นานที่ผ่านมาทางค่ายสีส้มได้เปิดตัว 1390 Super Duke R EVO ที่ถือว่าเป็นที่สุดของสายไฮเปอร์เน็กเก็ตจากทางค่าย จึงทำให้เห็นได้ว่าอาจจะมีโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต  โดยล่าสุดทางสำนักข่าว Motorcycle.com ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ทางต้นสังกัดได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ในยุโรป ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเจ้า 1400 R กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานั่นเอง สำหรับชื่อรุ่นที่ได้มีการยื่นขอมี 3 ชื่อด้วยกันได้แก่ 1400 R Rocket, 1400 R Tailor Made และ 1400 R Signature  สำหรับบราบัส นั้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ผลิตอะไหล่แต่งรถหรูที่มีชื่อเสียงระดับโลก และก่อนหน้านี้ทั้งชื่อ Rocket, Tailor Made และ Signature ล้วนถูกนำไปใช้ในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ มาแล้วอย่าง Brabus Rocket ก็จะพบได้ในแบรนด์รถหรูอาทิ Mercedes-Benz, Porsche ชื่อ Brabus Tailor Made ถูกใช้ในรถ Smart Fortwo ส่วน Brabus Signature Edition ก็จะพบได้ในรุ่นเรือนั่นเอง และแน่นอนว่าขุมพลังสูบวี LC8 ตัวใหม่ย่อมร้อนแรงกว่าเดิมด้วยปริมาตรกระบอกสูบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1,350 ซีซี ที่มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 190 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ  อย่างไรก็ตาม ทางต้นสังกัดยังไม่มีการเปิดเผยว่าโมเดลรุ่นนี้จะมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากให้คาดเดาคงคิดว่าอาจจะคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Brabus 1300 R Masterpiece Edition โดยอาจแตกต่างในส่วนของ ลวดลายกราฟิก เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่แรงขึ้น รวมไปถึงตัวเฟรมและฟีเจอร์ลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ติดตั้งมาให้  แต่นั้นก็คือการคาดเดานั้นแหล่ะครับ ทางแบรนด์อาจจะมีการเซอร์ไพรส์อะไรใหม่ ๆ ก็เป็นไปได้แต่ก็อาจรอนานหน่อยนะครับ เนื่องจากโมเดลรหัส 1300 R พึ่งปล่อยตัวมาไม่นาน อย่างไรก็ดีเราอาจจะได้เห็นโฉมเจ้า 1400 R ในปีหน้าก็เป็นไปได้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก