
GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

อัปเดตกฎหมายจราจร 2568! ติดกล้องมองหลังแทนกระจกมองข้างหรือกระจกมองหลังในรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ผิดกฎหมายหรือไม่? เช็กโทษปรับล่าสุดที่นี่

18 ปีของ Yamaha Fino ตั้งแต่รุ่นแรกปี 2006 จนถึงรุ่นสุดท้าย Final Edition ผลิตเพียง 999 คัน เผยเหตุผลการเลิกผลิต

Schuberth C5 หมวกยกคางที่ดีที่สุดจากนิตยสารเยอรมัน Schuberth C5 คือหมวกกันน็อกแบบฟลิพอัปหรือยกคางใบแรกในท้องตลาดที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ ECE-R 22.06 และทางนิตยสารชื่อดังจากเยอรมันอย่าง Motorrad ทดสอบและให้คะแนนว่าเป็นหมวกยกคางที่ดีที่สุดอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับหมวกกันน็อกแบรนด์อื่น ๆ รวมกันทั้งหมด 7 ใบด้วยกัน เราไปดูกันดีกว่าว่าเจ้าหมวกใบนี้มันมีอะไรยังไงกันบ้าง ข้อมูลคุณสมบัติ ตัวหมวกทำจากวัสดุไฟเบอร์กลาสหรือคาร์บอน แล้วแต่รุ่น ผลิตขึ้นในประเทศเยอรมนี ตัวหมวกจะมีตัวตัดลมหรือวินด์ดีเฟล็กเตอร์ที่คาง มีแว่นกันแดด และตัวกันฝ้า พร้อมรองรับการติดตั้งระบบสื่อสารแบบบลูทูธ มีการทดสอบวัดเสียงรบกวนภายในหมวกได้ที่ 87.9 เดซิเบล ขนาด: XS (53) ถึง XXXL (65), โดยมีขนาด 2 เชลล์ไซส์ น้ำหนัก: 1,640 +/- 50 กรัม /1,710 กรัม (สเปกโรงงาน/ ชั่งจริงไซส์ L) สี: ขาว, ดำ, ดำด้าน, เงิน, เทา, เหลืองสะท้อนแสง และลายกราฟิกอีก 8 ลาย จุดเด่น เหมาะสำหรับคนใส่แว่นมาก ๆ ให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้างและคมชัด มีช่องไหลเวียนอากาศที่ใช้งานง่ายและใช้งานได้ดีมาก กลไกตัวแว่นกันแดดคุณภาพดีมาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี มีแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยม ให้เสียงรบกวนน้อย งานประกอบและวัสดุดี นอกจากนี้ยังเปลี่ยนชิลด์เองได้ง่ายมาก ๆ จุดสังเกต คู่มือผู้ใช้สั้นไปหน่อย แต่ดาวน์โหลดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ได้ และราคาที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ทางนิตยสารได้จำทดสอบทั้งในห้องแล็ปและทดสอบขับขี่ใช้งานบนถนนจริง ทั้งขับขี่ถนนในเมืองหรือว่าทางหลวงไฮเวย์ ด้วยความเร็วกว่า 180 กม./ชม.กับรถ Husqvarna Norden 901 แต่ส่วนมากจะเป็น 160 กม./ชม. ตลอดไปจนถึงทดสอบจำลองฝนตกด้วยการทดสอบในแล็ปที่สามารถจำลองฝนตกหนักออกมาได้ด้วย รวมไปถึงมีการทดสอบวัดเสียงในอุโมงค์ลม และอื่น ๆ และผลก็คือหมวกแบรนด์เยอรมันอย่าง C5 ก็เป็นผู้ชนะไปครับ งานนี้ใครที่กำลังมองหาหมวกยกคางคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐาน ก็คงต้องมองใบนี้ไว้แล้วล่ะครับ ทั้งนี้ทาง Panda Rider ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก็มีจำหน่ายในราคา 25,900 บาทเท่านั้นสำหรับหมวกสีพื้น หมวกลายกราฟิกราคา 28,500 บาท และรุ่นคาร์บอนที่จะมีน้ำหนักเบามากกว่า ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น จำหน่ายในราคา 55,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Svartpilen 801 จ่อคิวขายปี 2024 สาวกไวกิ้งรอได้เลย q Husqvarna เผยว่ากำลังเตรียมตัวที่จะเปิดตัว Svartpilen 801 สตรีทแมชชีนในสไตล์สแคลมเบลอร์มาดเข้มดุดันรุ่นล่าสุดและใหญ่ที่สุดของทางค่ายในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ซึ่งจัดเป็นโมเดลระดับกลางที่หลาย ๆ คนน่าจะคาดหวังกันไว้ แน่นอนว่ามันจะต้องแรง คล่องตัวและมีสไตล์ที่ร่วมสมัยเหมาะแก่สายถนนยิ่งนัก จุดเด่นที่เปิดเผยออกมาคือ ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 181 กิโลกรัมและมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาดกะทัดรัด 105 แรงม้า ให้อัตราส่วนตัวเลขแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดี และจะยิ่งขี่ได้ดีขึ้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไปตลอดจนถึงระบบควิกชิฟเตอร์ การันตีว่าทันสมัยระดับแนวหน้าของคลาสทั้งในเรื่องประสบการณ์การขับขี่และความปลอดภัย ส่วนเรื่องสไตล์โดดเด่นและมินิมัลแม้จะพรางตัวไว้แต่ก็บอกเลยว่าไม่อาจปกปิดอะไรได้มากนัก ด้วยเส้นสายแบบสลิปไลน์ของตัวรถและเฟรมยิ่งแสดงให้เห็นสไตล์ที่ชัดเจนประกอบไปด้วยช่วงล่างที่ให้มาก็บอกเลยว่าสมรรถนะดีแน่นอน มาถึงตอนนี้แล้วแฟน ๆ ไวกิ้งอาจจะต้องเฝ้ารอดีเทลรายละเอียดชัด ๆ ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ แล้วเราจะรีบมานำเสนออีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brabus 1400 R อสูรกายตัวใหม่ เริ่มพัฒนาแล้ว KTM และ Brabus จับมือสานต่อโมเดลรหัส 1400 R รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่มาพร้อมขุมพลังปีศาจอย่าง 1390 Super Duke R ซึ่งอาจจะมีการเผยโฉมในปี 2025 อย่างที่ทราบกันดีว่าทาง เคทีเอ็ม และ บราบัส นั้นได้การร่วมงานมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จากที่ได้เห็นถึงการเผยโฉมโมเดลไฮเปอร์เน็กเก็ดระดับพรีเมียมที่ร่วมกันพัฒนาอย่าง Brabus 1300 R โดยมีพื้นฐานเครื่องยนต์มาจาก 1290 Super Duke R รวมทั้งเมื่อไม่นานที่ผ่านมาทางค่ายสีส้มได้เปิดตัว 1390 Super Duke R EVO ที่ถือว่าเป็นที่สุดของสายไฮเปอร์เน็กเก็ตจากทางค่าย จึงทำให้เห็นได้ว่าอาจจะมีโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยล่าสุดทางสำนักข่าว Motorcycle.com ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ทางต้นสังกัดได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ในยุโรป ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเจ้า 1400 R กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานั่นเอง สำหรับชื่อรุ่นที่ได้มีการยื่นขอมี 3 ชื่อด้วยกันได้แก่ 1400 R Rocket, 1400 R Tailor Made และ 1400 R Signature สำหรับบราบัส นั้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ผลิตอะไหล่แต่งรถหรูที่มีชื่อเสียงระดับโลก และก่อนหน้านี้ทั้งชื่อ Rocket, Tailor Made และ Signature ล้วนถูกนำไปใช้ในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ มาแล้วอย่าง Brabus Rocket ก็จะพบได้ในแบรนด์รถหรูอาทิ Mercedes-Benz, Porsche ชื่อ Brabus Tailor Made ถูกใช้ในรถ Smart Fortwo ส่วน Brabus Signature Edition ก็จะพบได้ในรุ่นเรือนั่นเอง และแน่นอนว่าขุมพลังสูบวี LC8 ตัวใหม่ย่อมร้อนแรงกว่าเดิมด้วยปริมาตรกระบอกสูบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1,350 ซีซี ที่มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 190 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ อย่างไรก็ตาม ทางต้นสังกัดยังไม่มีการเปิดเผยว่าโมเดลรุ่นนี้จะมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากให้คาดเดาคงคิดว่าอาจจะคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Brabus 1300 R Masterpiece Edition โดยอาจแตกต่างในส่วนของ ลวดลายกราฟิก เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่แรงขึ้น รวมไปถึงตัวเฟรมและฟีเจอร์ลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ติดตั้งมาให้ แต่นั้นก็คือการคาดเดานั้นแหล่ะครับ ทางแบรนด์อาจจะมีการเซอร์ไพรส์อะไรใหม่ ๆ ก็เป็นไปได้แต่ก็อาจรอนานหน่อยนะครับ เนื่องจากโมเดลรหัส 1300 R พึ่งปล่อยตัวมาไม่นาน อย่างไรก็ดีเราอาจจะได้เห็นโฉมเจ้า 1400 R ในปีหน้าก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Asia Road Racing 2024 เตรียมเปิดฉากการแข่งขันสำหรับศึก 2 ล้อชิงแชมป์ระดับเอเชีย โดยประเดิมสนามแรกในไทย ณ สนามช้างฯ บุรีรัมย์

Ferodo Racing เสริมทัพ ชู 3 จุดเด่นใหม่เพื่อทุกคน Ferodo Racing เสริมทัพ ชู 3 จุดเด่นใหม่เพื่อทุกคน ได้แก่ การปรับปรุงเรื่องแค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ แพ็กเกจจิ้งใหม่สำหรับผ้าเบรก และสินค้าสำหรับส่งเสริมการขายที่มีการอัปเดตใหม่และมีความสวยงามน่าเป็นเจ้าของ ซึ่งทางแบรนด์ภูมิใจที่จะนำเสนอนวัตกรรมล่าสุดเหล่านี้พร้อมกับบอกว่าไม่ได้มีแค่สินค้าที่เกี่ยวกับเบรกที่มีคุณภาพและสมรรถนะสูงเท่านั้น นอกเหนือไปจากเรื่องของอะไหล่แล้ว ทางแบรนด์ยังดูแลลูกค้าด้วยการบริการที่ยอดเยี่ยมช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับตัวสินค้าได้มาก อย่างแค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ที่จะช่วยให้สามารถอะไหล่ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น แพ็กเกจสินค้าที่จะมายกระดับมาตรฐานในแง่ของการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผ้าเบรกที่ละเอียดมากขึ้น หรือจะเป็นสินค้าส่งเสริมการขายที่จะเป็นที่ชื่นชอบซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านของความทันสมัยและด้านมอเตอร์สปอร์ต แค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทสัญชาติอิตาลีการันตีเรื่องประสบการณ์การใช้งานแค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบเวอร์ชันก่อน กล่าวคือ จะใช้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น เร็วขึ้นและค้นหาข้อมูลได้ดีขึ้น คุณสามารที่จะเข้าถึงทั้งโปรดักต์สินค้าต่าง ๆ ทั้งจากแบรนด์ Ferodo, Champion และ Goetze (จานเบรก ผ้าเบรก หัวเทียน กรองต่าง ๆ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ และอื่น ๆ) ซึ่งสามารถค้นหาได้ในคลิกเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทางเทคนิคไว้ให้เพียบพร้อมซึ่งสะดวกต่อช่างเทคนิคในการทำงานต่ออย่างยิ่ง ทั้งนี้แค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าไปใช้งานได้ผ่านเว็บไซต์ www.ferodoracing.com หรือจะดาวน์โหลดไปใช้แบบออฟไลน์ก็ทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับทุกคนทั้งในแง่ของผู้ใช้งานทั่วไปและผู้จัดจำหน่าย นอกจากนี้บนเว็บไซต์ยังมีข้อมูลทางเทคนิคที่ละเอียดมากขึ้น มีข้อมูลในทุก ๆ โปรดักต์ ตัวแค็ตตาล็อกเองก็สามารถดาวน์โหลดได้ ยังมีวิดีโอแสดงถึงวิธีการติดตั้งชิ้นส่วนต่าง ๆ ข้อมูลการอัปเดตใหม่ ๆ ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ตลอดไปจนถึงกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย แพ็กเกจใหม่ ตอนนี้ผ้าเบรก Ferodo ได้มีการอัปเดตเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจใหม่ รักษ์โลกมากขึ้นด้วยการออกแบบใหม่ที่ช่วยลดการใช้พลาสติกได้มากขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้งาน การเลือกใช้ผ้าเบรกที่ถูกต้องก็สามารถทำได้ง่ายดายขึ้นมา เพราะมีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประเภทขอคอมปาวด์รวมถึงลักษณะการใช้งานไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ยังมีการแยกประเภทหรือชนิดคอมปาวด์ด้วยการใช้สี ช่วยให้เลือกใช้งานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น และสำหรับตัวแทนจำหน่ายก็สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่มากขึ้นได้ผ่านการแสกน QR โค้ดที่จะเชื่อมต่อกับทางเว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน การติดตั้ง ไปจนถึงวิดีโอสอนการติดตั้งหรือลิงก์ไปยังแค็ตตาล็อกออนไลน์ สินค้าสำหรับส่งเสริมการขาย ตอนนี้แฟน ๆ Ferodo สามารถเป็นเจ้าของเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ต หมวกแก็ป และหมวกในแบบลวดลายสวยงามแบบโมเดิร์นและมาในสีสันเอกลักษณ์ของทางค่ายคือสีดำ ขาวและแดง ด้วยสเน่ห์อันน่าดึงดูด ความหลากหลายและความลื่นไหล คอลเล็คชัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้แล้วทางฝ่ายมอเตอร์ไซค์ของทาง Ferodo Racing ยังได้ประกาศว่าจะเร่งเครื่องเรื่องการทำโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะทาง Facebook และ Instagram เพื่อให้ผู้ติดตามได้รับรู้ข่าวสารและการพัฒนาใหม่ ๆ ทั้งในเรื่องของสินค้า การสนับสนุนการแข่งขัน ตลอดไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway V302N สตรีทไฟเตอร์ไซส์เล็กเครื่องวีทวิน เปิดตัวกันมาแล้วกับ Keeway V302N สตรีทไฟเตอร์ไซส์เล็กเครื่องวีทวิน มอเตอร์ไบค์สไตล์เน็กเก็ดที่พร้อมจะเปิดเผยให้เห็นถึงขุมพลังและเฟรมแบบไม่ปกปิด ให้ภาพลักษณ์ดุดันสไตล์นักสู้ พร้อมให้เจ้าของได้รู้สึกเป็นส่วนเดียวกับรถจากการที่ไม่มีชิลด์บังลมหน้า ให้คุณได้สัมผัสกระแสลม ดีไซนนั้นด้วยตัวรถที่เป็นเน็กเก็ดจึงมีการออกแบบให้มีท่านั่งหลังตรงสบาย ๆ พร้อมออกแบบเบาะนั่งมาให้นุ่มสบายแม้จะขี่เป็นระยะเวลานาน ไฟด้านหน้ามีขนาดใหญ่ดีไซน์คุ้นตา เรือนไมล์ทรงกลมเดี่ยวแบบดิจิทัลดูแปลกตาไม่เหมือนใคร ตัวรถนอกจากจะมีเรื่องอาร์มเดี่ยวที่เป็นจุดเด่นลื้วยังมีท่อไอเสียแบบปลายคู่แบบสั้นที่อยู่ต่ำเชิดปลายสูงดูสวยงามลงตัวใช้ได้เลยทีเดียว ตัวรถใช้ขุมพลังวีทวินขนาด 298 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางโรงงานเคลมท็อปสปีดมามากถึง 129 กม./ชม. โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรซึ่งใหญ่มาก ๆ ช่วงล่างของรถนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว แต่ที่เด่นเลยก็จะเป็นอาร์มเดี่ยวแทนที่จะเป็นอาร์มคู่ ซึ่งปกติรถในพิกัดนี้จะไม่มีให้เห็นกัน ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 296.5 ม.ม. และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกมีขนาด 240 ม.ม. พร้อมกับระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล มีล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันหน้าหลัง รัดด้วยยางขนาด 110/70-17 และ 150/60-17 ตามลำดับ สรุปแล้วโดยรวมแล้วถือเป็นเน็กเก็ดที่มีดีไซน์เท่ใช้ได้ แม้ว่าบางทีมันก็อาจจะคล้าย ๆ ไปทางรถยุโรปก็ตาม แต่ก็ดูเป็นรถเน็กเก็ดราคาไม่แพงที่น่าสนใจอีกคันนึง ถ้าโชคดีคุณอาจจะได้เห็นมันเข้ามาขายในไทยด้วยก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ทางคีเวย์ประเทศไทย เพิ่งจะนำแฝดคนละฝาซึ่งมีชื่อว่า V302C มาขายในไทยโดยเปิดราคาที่ 177,900 บาท งานนี้เราก็อาจจะได้เห็นโมเดลนี้คลายในราคาใกล้เคียงกันก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน ข่าวใหญ่รับต้นปีกันเลยทีเดียวหลังทางแบรนด์เบรกชื่อดัง Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน โดยมีการเปิดตัวเลขลงทุนเบื้องต้นกว่า 40 ล้านยูโรหรือเกินกว่า 1,500 ล้านบาท เลยทีเดียว ใคร ๆ ที่เป็นคนรักมอเตอร์ไซค์น่าจะรู้จักแบรนด์ระบบเบรกเจ้านี้ดีว่ามีชื่อเสียงอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ทางค่ายนี้เน้นแต่ของสำหรับรถพรีเมียม แต่อย่างไรก็ตามเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่ทางค่ายได้ไปเทคกิจการของแบรน์ระบบเบรกเจ้าอื่น ๆ มา ทั้ง Bybre หรือจะเป็น J.Juan แบรนด์ระบบเบรกสัญชาติสเปน ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าเบรมโบ้นั้นพยายามจะรุกตลาดรถทั่วไปมากขึ้น และนั่นยิ่งชัดเจนมากขึ้นหลังมีข่าวว่าทางค่ายกำลังจะมาตั้งโรงงานที่ประเทศไทยเรา และจะอาศัยเป็นฮับสำหรับผลิตและส่งออกไปยังตลาดอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง โดยทางเบรมโบ้มีการระบุว่าใช้เงินลงทุนกว่า 40 ล้านยูโรหรือกว่า 1,500 ล้านบาทเพื่อตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตระบบเบรกมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก เพื่อป้อนให้กับค่ายรถที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยนั่นเอง โดยโรงงานแห่งใหม่นี้จะมีการจ้างงานประมาณ 150 คน โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 โดย Daniele Schillaci ซีอีโอของทางแบรนด์ได้ให้เหตุผลว่าตลาดอาเซียนคือกุญแจสำคัญของการริเริ่มที่จะขยายธุรกิจของทางแบรนด์ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าภูมิภาคที่เราอาศัยอยู่นั้นหลาย ๆ ประเทศนั้นมีปริมาณของรถมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก มากกว่ารถยนต์หลายเท่า งานนี้บอกได้เลยว่าตลาดมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะในส่วนของของแต่งนั้นจะต้องมีความคึกครื้นมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ เจ้าดังมาเยือน เจ้าอื่นก็ต้องปรับตัวกันล่ะครับ ไม่งั้นได้รับผลกระทบเต็ม ๆ อย่างแน่นอน แต่แน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อไบเกอร์แน่นอนครับ ถ้าการแข่งขันมันเพิ่มสูงมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ขายไทยไม่ถึง 5 แสน BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง มาในคอนเซ็ปท์ “eParkourer” (Pakour หรือ ปากัวร์ เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่เน้นการปีนป่ายข้ามอุปสรรคด้วยความรวดเร็ว) มอบความคล่องตัว ทรงพลังและความเร้าใจในการขับขี่แต่ละวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์สดใหม่ในการขับขี่ที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ให้ รถไฟฟ้าน้องใหม่คันนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไป มอบความคล่องตัว ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความสนุกเร้าใจทุกการขับขี่ การออกแบบสะท้อนความเป็นอิสระและความสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากเบาะนั่งที่มีรูปทรงคล้ายสเก็ตบอร์ด ตัวถังใช้สีดำเป็นหลัก ทั้งเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าและแผงคอ ตกแต่งด้วยสีเทาแบบด้าน Granite Grey Metallic Matt บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ มอบความโดดเด่นสวยงามจากความแตกต่างระหว่างพื้นผิวด้านและและพื้นผิวมันวาวบนตัวถัง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48 โวลต์ ความจุ 1.96 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 2 ก้อน โดยแบตเตอรี่สามารถถอดได้ระหว่างการบำรุงรักษา สร้างกำลังได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) ส่งแรงบิดสูงสุด 55 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 3 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ในเวลา 210 นาที และชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในเวลา 102 นาที ด้วยสายชาร์จแบบเร็วที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยให้กำลังไฟสูงถึง 1,500 วัตต์ ยังมาพร้อมกับ 2 รูปแบบการขับขี่คือโหมด “Flow” และ “Surf” โดยโหมด “Flow” เหมาะสำหรับการขับขี่ฝ่าการจราจรหนาแน่นในเมือง ในขณะที่โหมด “Surf” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจเมื่อพ้นช่วงการจราจรที่พลุกพล่าน มาพร้อมชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นที่ทนทานต่อการบิดงอ ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก ติดตั้งบริเวณล้อหน้า ล้อหลังติดตั้งระบบสวิงอาร์มเดี่ยวและช่วงล่างแบบ pivoted ยางหน้ากว้างหุ้มล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบดิสก์วีล พร้อมดิสก์เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจขณะชะลอความเร็ว ระบบเบรก ABS ที่ล้อหน้ายังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเหนือระดับ แผงหน้าปัดควบคุมพร้อมจอภาพสี TFT ให้ภาพที่คมชัด โดยแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ อาทิ ความเร็วในการขับขี่และสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ ช่องชาร์จ USB-C ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected ยังแสดงระยะเวลาที่คาดว่าการชาร์จจะสิ้นสุดบน สมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธอีกด้วย สุดท้ายวางจำหน่ายที่ 479,000 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS เปิดราคาไทยแล้ว เริ่ม 1.125 ล้านบาท BMW R1300GS เปิดราคาไทยแล้ว เริ่มต้น 1.125 ล้านบาทเท่านั้น การันตีสมรรถนะที่เหนือไปอีกขั้นในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร จากตระกูล GS กับการปรับโฉมใหม่เกือบทั้งหมด ด้วยการลดทอนน้ำหนักลงถึง 12 กิโลกรัม สำหรับเจ้าราชันสายลุยคันนี้ได้ปรับโฉมรถมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS แบบดั้งเดิม สู่สไตล์การออกแบบที่ปราดเปรียวยิ่งกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบถังเชื้อเพลิงอลูมิเนียมใหม่ให้แบนราบลง มอบรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว มาพร้อมไฟหน้าแบบ Full-LED ขนาดกะทัดรัด พร้อมไฟรูปแบบใหม่ที่ดูแตกต่าง ออกแบบให้ดูทันสมัยโดดเด่นตามมาตรฐาน ด้วยไฟ LED สองดวงสำหรับไฟต่ำและสูง นอกจากนี้ ยังมีไฟ LED เพิ่มเติมอีกสี่ดวงสำหรับใช้เป็นไฟส่องสว่างเวลากลางวันและไฟส่องสว่างด้านข้าง ช่วยมอบทัศนวิสัยที่เหนือชั้นกว่าที่เคยในทุกการขับขี่ ยังมีฟีเจอร์ Headlight Pro ยังช่วยปรับลำแสงจากไฟหน้า LED ตามการเข้าโค้ง เพื่อการขับขี่อย่างมั่นใจ ไฟเลี้ยวแบบ LED ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ติดตั้งที่บริเวณแฮนด์การ์ดพร้อมฟังก์ชันครบครัน มอบความสมบูรณ์แบบให้กับระบบไฟส่องสว่าง พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบวางเรียงระดับตำนานของตระกูล GS ที่ออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัดยิ่งกว่าที่เคย พร้อมความจุ 1,300 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 107 กิโลวัตต์ (145 แรงม้า) ที่ 7,750 รอบต่อนาที มอบแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที นับว่าเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่บีเอ็มดับเบิลยูเคยมีมา แชสซีใหม่มีแกนหลักขึ้นรูปจากแผ่นเหล็กกล้า ซึ่งนอกจากจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพในแง่ของตำแหน่งการติดตั้ง ยังมอบความหน่วงที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ชุดเฟรมด้านหลังผลิตจากอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป แทนชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นแบบเดิม ยังมีระบบกันสะเทือน EVO Telelever ใหม่ที่ล้อหน้า ส่วนระบบกันสะเทือนล้อหลังมาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ มอบจังหวะการบังคับเลี้ยวที่ เฉียบคมและเสถียรภาพในการทรงตัวที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) ใหม่ ซึ่งปรับความหนืดของระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังให้เข้ากับอัตราการยุบตัวของสปริง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือก สภาพถนนและลักษณะการขับขี่ ระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานในเวลานั้น ๆ การันตีความสะดวกสบายสูงสุดให้การขับขี่เต็มไปด้วยสีสัน สำหรับสายผจญภัยทางวิบากสามารถเลือกโหมดการขี่ “Enduro” ใหม่ ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นระหว่างการผจญภัยบนเส้นทางวิบากโดยเฉพาะ โหมดการขับขี่ “Rain” และ “Road” ปรับแต่งเพื่อรองรับการขับขี่บนสภาพท้องถนนหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่โหมด “Eco” จะมอบการขับขี่ที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัดน้ำมันเพื่อระยะการเดินทางสูงสุด และแน่นอนว่าโมเดลใหม่นี้ยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงแบบใหม่ ประกอบด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแอ็กทีฟ Active Cruise Control (ACC), ระบบเตือนการชนด้านหน้า Front Collision Warning (FCW) และ ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลน Lane Change Warning (SWW) โดยระบบควบคุมความเร็วคงที่มาพร้อมระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ทำให้ตั้งค่าความเร็วรวมถึงระยะห่างจากรถคันหน้าได้ตามความต้องการ ระบบเตือนการชนด้านหน้ามาพร้อมระบบเบรก ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการชนและช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลนจะช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางบริเวณเลนซ้ายและขวา เมื่อใช้ร่วมกับกระจกมองหลังจะยิ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในขณะเปลี่ยนเลน สุดท้ายนี้พร้อมให้เหล่านักบิดจับจองเป็นเจ้าของได้ใน 3 เฉดสีสุดโดดเด่น ได้แก่ สีดำ Triple Black ราคา 1,125,000 บาท สีน้ำเงิน GS Trophy ราคา 1,125,000 บาท และ สีเขียว Option 719 ราคา 1,205,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

S1000RR 2024 สีขาว Light White พร้อมชุดแต่ง M Motorsport ขายไทยแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ส่งมอบสมรรถนะในแบบซูเปอร์ไบค์มาท้าทายขีดจำกัดนักบิดอีกครั้งกับ S1000RR 2024 สีขาว Light White/M Motorsport ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานจิตวิญญาณ #NeverStopChallenging เหมาะสำหรับการขี่ทุกรูปแบบทั้งบนท้องถนน ในสนามแข่ง หรือทั้งสองสไตล์ร่วมกัน ด้านดีไซน์ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ฝาครอบเบาะนั่งซ้อนท้ายที่หรูหรา และส่วนท้ายที่ดูปราดเปรียว เบากว่าและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับตัวสี Light White/M Motorsport ก็มาพร้อมกับแถบสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของของโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมตกแต่งด้วยแถบสีขาวดำตัดกับส่วนที่เหลือของตัวรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ระบบวาล์วไทเทเนียม 4 วาล์วต่อสูบ DOHC และเทคโนโลยี BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ โครงสร้างตัวถังแบบ “Flex Frame” อันก้าวล้ำ ซึ่งเป็นแชสซีและระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย มีโหมดการขับขี่ที่สามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ โหมดการขับขี่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ “Pro” ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ในทำนองเดียวกัน ระบบ ABS ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันระบบควบคุมการเลื่อนเบรก Slide Control ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่ามุมดริฟท์เฉพาะสำหรับสไตล์การขับที่เรียกว่าการดริฟต์เบรก ขณะที่ไถลเข้าโค้งด้วยความเร็วคงที่ สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างเร้าใจที่ 1,005,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับตัวสแตนดาร์ดที่มีราคา 984,000 บาท ถือว่าเพิ่มเงินเพียง 21,000 บาทเท่านั้น กับสีพิเศษสุดเท่พร้อมสไตล์ที่โดดเด่นและสตอรี่เรื่องราวจากมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ถือว่าไม่แพงเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

𝗟𝗔𝗠𝗕𝗥𝗘𝗧𝗧𝗔 𝗫𝟯𝟬𝟬 𝟳𝟳𝘁𝗵 (𝗟𝗶𝗺𝗶𝘁𝗲𝗱 𝗘𝗱𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻) ฉลอง 77 ปีแลมเบรตต้า แลมเบรตต้า แบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานสัญชาติอิตาลี เอกลักษณ์เฉพาะตัวจนเรียกได้ว่าเป็นไอคอนนิคของผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวความคลาสสิกจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และหลังจากเดินทางผ่านกาลเวลาจนกลับมาขึ้นแท่นฮอตฮิตในเมืองไทยอีกครั้ง กับรุ่นดัง X300 ที่กลายเป็นไอคอนของคนคูลมีสไตล์ไปทั่วบ้านทั่วเมืองตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ล่าสุด!พร้อมนำเสนอความพิเศษครั้งใหม่ กับการเปิดตัว คอลเลคชั่นลิมิเต็ด LAMBRETTA X300 77th ANNIVERSARY LIMITED EDITION ที่ผลิตขึ้นพิเศษเพียง 777 คันในโลกและพิเศษมีจำหน่ายเฉพาะในไทยเท่านั้น เพื่อฉลองวาระครบรอบ 77 ปีของแบรนด์แลมเบรตต้า จุดเริ่มต้นสู่ตำนาน แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) สกู๊ตเตอร์ที่ผ่านกาลเวลาสู่เรื่องราวอันทรงคุณค่า นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ ในปี ค.ศ. 1947 หรือเมื่อ 77 ปีที่แล้ว ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดยผู้ก่อตั้ง คือ Mr.Ferdinando Innocenti (เฟอร์ดินานโดอินโนเซนติ) หรือที่ได้รับฉายาว่าบิดาแห่งแลมเบรตต้า จนราวช่วงปี ค.ศ.1961 หรือตรงกับปี พ.ศ. 2504 แลมเบรตต้าได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมจากหน่วยงานราชการและบุคคลทั่วไป จนประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น แต่อย่างไรก็ตามกระแสของแลมเบรตต้าได้ห่างหายจากเมืองไทยไปสักพักใหญ่ ก่อนที่จะกลับมาทวงบัลลังก์ตำนานความคลาสิกในประเทศไทยอีกครั้งอย่างทุกวันนี้ พร้อมกับโมเดลใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษา DNA จากตำนานไว้อย่างครบถ้วน “77th ANNIVERSARY” เรื่องราวตามความเชื่อของชาวยุโรป เลข 7 ถือว่าเป็นเลขมงคล ที่สื่อถึงโชคลาภ และความมีอำนาจพิเศษ ยิ่งถ้าหากมีหลาย ๆ ตัว ก็จะยิ่งทำให้เกิดโชคดีมากขึ้นไปอีก จึงเป็นที่มาของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบปีที่ 77 ของแลมเบรตต้าที่พร้อมนำพาประสบการณ์ดี ๆ มาสู่ชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ที่ได้ครอบครอง สำหรับ LAMBRETTA X300 77th ANNIVERSARY LIMITED EDITION หรือ รุ่น X300 77th เปิดตัวภายใต้แคมเปญ #LiveWithPassion สะท้อนจิตวิญาณที่ยังคงขับเคลื่อนความหลงใหลบนเส้นทางของตำนานความคลาสสิกที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมามากว่า 77 ปีมาแล้ว สำหรับรุ่น X300 77th ในคอลเลคชั่นลิมิเต็ดนี้ นอกจากจะมาพร้อมความพิเศษที่มีทั้งหมดเพียง 777 คันเท่านั้น ยังมาพร้อมงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชุดสีสไตล์ทูโทน ออกแบบมาให้ชุดสีบนตัวรถมีสีขาวและสีดำสลับกันไปในชิ้นส่วนที่แตกต่างกัน กับ 2 สีสันที่มีชื่อสีพิเศษว่า – BLACK GOLD (แบล็ค โกลด์) – WHITE GOLD (ไวท์ โกลด์) ที่เสริมความพิเศษด้วยโลโก้สีทองบนตัวรถ และหมายเลข 77th เพื่อรำลึกถึง Golden Age ที่อยู่ในเรื่องราวกว่า 77 ปีที่ผ่านมา พร้อมไฮไลท์ของการดีไซน์ Typography หรือการจัดวางตัวอักษร “Seventy Seven” บริเวณทั้งสองข้างของตัวรถ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ให้ความโดดเด่นที่แตกต่างจากทุกรุ่นที่เคยมีมา และนอกเหนือจากความพิเศษในงานดีไซน์แล้ว ในรุ่นลิมิเต็ด X300 77th ก็ยังเสริมด้วยยางติดรถจากแบรนด์สัญชาติอิตาลีเช่นเดียวกัน คือยางจากแบรนด์ Pirelli ในรุ่น Angel Scooter และยังไม่หมดเพียงเท่านี้! เพราะยังท็อปอัพความเอ็กซ์คลูซีฟให้กับชาวแลมเบรตติสต้า ด้วย “77th Celebration set” ของขวัญสุดพิเศษสำหรับการเฉลิมฉลองปีที่ 77 ของแลมเบรตต้า ที่ผลิตมาพิเศษลิมิเต็ดเฉพาะในรุ่น X300 77th เท่านั้น โดยภายในเซ็ทจะประกอบไปด้วยไอเทมสุดสเปเชียลทั้งหมด 7 อย่าง รวมไว้ด้วยกัน ได้แก่… Certificate: The Special One of 777 หนังสือรับรองความพิเศษจำนวนจำกัด 77th badge plate แผ่นแพลทติดรถเฉพาะรุ่น 77th PIN พินเข็มกลัดแลมเบรตต้า 77 ปี 77th celebrate T-Shirt เสื้อยืดสีดำ ด้านหน้าดีไซน์ Typography ตัวอักษร “Seventy Seven” และด้านหลังดีไซน์โลโก้ LAMBRETTA พร้อม หมายเลข “77th” 77th Key