Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Royal Enfield Himalayan 2021

Royal Enfield Himalayan 2021 อัปเดตรับ Euro5 เพิ่มระบบนำทาง   แม้ว่าเพิ่งจะอัปเดตไปเมื่อปีที่แล้ว แต่มาปีนี้เจ้าแอดเวนเจอร์คันนี้ก็ยังมีการอัปเดตใหม่ได้อีก โดยเป็นการอัปเดตแบบเล็กๆ ไม่ได้เป็นอัปเดตใหญ่แบบเมเจอร์เชนจ์ครับ สำหรับการอัปเดตในครั้งนี้หลักๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับรับ Euro5 แล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีในเรื่องของระบบนำทาง Tripper Navigation หรือระบบนำทางแบบ Turn by Turn ที่บอกเส้นทางเราแบบโค้งต่อโค้งให้ดูกันแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน  และจะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของตำแหน่งท่านั่งเล็กน้อยครับ โดยจะมีวินด์ชิลด์หรือบังลมหน้าขนาดใหญ่ขึ้น มีถังน้ำมันที่ออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่เว้ารับขามากขึ้น เหมาะสำหรับคนตัวสูงๆ อีกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีสีสันใหม่เพิ่มเข้ามาเป็นสีดำ Granite Black, สีเงิน Mirage Silver และสีเขียว Pine Green ให้ได้เลือกตามความชอบ ส่วนสนนราคาจำหน่ายนั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการมีระบบนำทางเข้ามา ซึ่งถ้านำมาจำหน่ายในบ้านเรา ราคาก็น่าจะเพิ่มเติมขึ้นเช่นกัน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R 18 Classic First Edition

BMW R 18 Classic First Edition เปิดตัวพร้อมสนนราคา 1,250,000 บาท BMW R 18 Classic First Edition คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลครูเซอร์ของทางค่าย ซึ่งเป็นโมเดลที่จะพาไบค์เกอร์หวนกลับสู่จุดเริ่มต้นสุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งครูเซอร์ ด้วยสไตล์ที่โดดเด่นและแตกต่าง R 18 First Edition ซึ่งเผยโฉมไปเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อสืบทอดแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์อย่างสมบูรณ์แบบ โดยโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่างชิลด์หน้าขนาดใหญ่ เบาะคนซ้อน กระเป๋าข้าง ไฟหน้า LED เสริม และล้อหน้าขนาด 16 นิ้ว ส่วนหัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบขนาดใหญ่แห่งสุนทรียภาพในการขับขี่ของโมเดลนี้ โดยเครื่องยนต์ 1,802 ซีซีนี้ให้กำลังแรง 91 แรงม้า ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที และสามารถส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดช่วงรอบ 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที ส่วนระบบช่วงล่างของตัวรถ โดดเด่นด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ทั้งยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระบบเบรกมาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้คลาสสิกโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพิเศษด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Rain, Roll และ Rock ให้เลือกปรับตามความชอบเฉพาะตัว พร้อมเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครันมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความปลอดภัยด้วยฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล็อก ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ผสานความล้ำสมัยจากยุคปัจจุบัน เช่น ระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch) และระบบ Dynamic Brake Control นอกจากนี้ยังพกพาระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูซคอนโทรล (Electronic cruise control) อีกด้วย ในเรื่องของดีไซน์นั้นเป็นการประสานความคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมเสริมลูกเล่นดีไซน์ด้วยการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถังเป็นมาตรฐาน สอดแทรกกลิ่นอายความล้ำสมัยด้วยมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงกลม พร้อมจอแสดงสถานะการขับขี่ที่ปรากฎให้เห็นเฉพาะเวลาเปิดไฟ รวมทั้งไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบ Daytime Riding light และ Headlight Pro ประวัติศาสตร์สุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งยังสะท้อนผ่านชุดแต่งเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะรุ่น ไม่ว่าจะเป็นตัวถังสีดำ Black Storm Metallic ตัดกับลายเส้นสีขาว กับชิ้นส่วนโครเมียม ลูกเล่นป้ายสลัก BMW บนเบาะที่นั่ง และป้ายสลักโครเมียม “First Edition” ข้างตัวถัง ทั้งนี้จะวางจำหน่ายในราคา 1,250,000 บาท แพงกว่าโมเดลธรรมดาอยู่ 100,000 บาทเท่านั้นครับ สำหรับสาวกสายคลาสสิคที่หลงใหลการเดินทางไกล จัดว่าโมเดลนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 1100 2021

Aprilia RSV4 1100 2021 หลุดภาพทดสอบในสนาม Vallelunga  Aprilia RSV4 2021 ได้ฤกษ์เผยโฉมหน้าแล้ว แต่เป็นเพียงภาพด้านข้างเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายได้มาในขณะที่มีการทดสอบในสนาม Vallelunga ทางตอนเหนือของกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยรถยังคงอยู่ในสภาพของลายพราง แต่จากเส้นสายที่เผยให้เห็นก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันจะต้องเป็นซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายเป็นแน่  ลายเส้นที่เราได้เห็นมันคือรูปลักษณ์ในแบบเฉพาะของทางเอพริเลีย แบบเดียวกับที่เราเห็นได้จากเจ้า RS 660 แต่ไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียว เพราะว่ามีส่วนที่ยื่นออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ แม้ว่ามันจะผนวกกับแฟริ่งเป็นเนื้อเดียวกันก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้ ซึ่งสำหรับโมเดลใหม่นี้ก็น่าจะเพื่อสร้างแรงกดให้มากขึ้นอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ดีหน้าตาตัวรถที่เห็นนั้นชัดเจนว่าแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้า และไม่มีส่วนที่คล้ายกับ RS-GP 2020 ที่เป็นรถแข่งในศึก MotoGP ที่มีปีกจริงๆ  นอกจากนี้จากในภาพ เราจะยังได้เห็นไฟหน้า LED ใหม่ด้วย ซึ่งดูทันสมัยกว่าดีไซน์แบบโมเดลเก่าอีกด้วย อย่างไรก็ดี ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก หากมีความคืบหน้าเราจะรีบนำมานำเสนออีกครั้งครับ อย่าลืมติดตามกันนะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Turismo-Veloce-Lusso-SCS

Turismo Veloce Lusso SCS สุดเท่หลังถูกแปลงโฉมเป็นรถตำรวจอิตาลี เมื่อราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทาง MV Agusta ค่ายมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นเรื่องศิลปะบนสองล้อก็ได้ทำการส่งมอบ Turismo Veloce Lusso SCS ให้กับสำนักงานตำรวจเมืองมิลาน  เพื่อช่วยในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทางตำรวจ โดยเจ้าโมเดลทัวริ่งสุดพิเศษนี้จะมาชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งเป็นสีเดียวกับที่ใช้ในรถตำรวจของทางอิตาลี และมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับให้เจ้าหน้าที่ใช้งานอีกด้วย นอกเหนือไปจากขุมพลัง 3 สูบขนาด 800 ซีซี 110 แรงม้า ตัวรถมีการติดตั้งกล่องข้างที่สามารถจุสัมภาะได้มากถึง 60 ลิตร เพียงพอที่จะใส่ชุดปฐมพยาบาลและปืนกล นอกจากนี้ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 22 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลถึง 300 กม. ด้วยน้ำหนักตัวเบาเพียง 199 กก. ทำให้มันเป็นรถที่เบาและคล่องตัวที่สุดในพิกัดนี้ และเมื่อบวกกับระบบคลัตช์อัจฉริยะหรือ Smart Clutch System ก็ช่วยให้ใช้งานคลัตช์ได้รวดเร็วและง่ายดาย จึงทำให้รถนั้นขี่ง่ายเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบเสียงและไฟสัญญาณไซเรน ระบบรับส่งสัญญาณวิทยุ เสาสัญญาณวิทยุ ไฟสปอตไลท์ และระบบนำทางอีกด้วยครับ เรียกว่าเป็นรถตำรวจที่หล่อเท่ไม่เบาเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Indian Super Chief Limited 2022

Indian Super Chief Limited 2022 ครูเซอร์ไบค์สำหรับสายทัวริ่งตัวจริง เมื่อ 100 ปีก่อนหรือเมื่อปี 1921 อินเดียนได้เปิดตัวโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง Indian Chief ขึ้น และในปีนี้เองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของโมเดลระดับตำนานนี้ ค่ายรถสัญชาติอเมริกาค่ายแรกนี้จึงได้เปิดตัวโมเดลพิเศษจากตระกูลนี้ 3 โมเดลด้วยกัน  โดยในบทความนี้จะเป็นเจ้า Indian Super Chief Limited 2022 โดยแนวคิดพื้นฐานคือความเรียบง่ายและความสวยงามในเชิงกลไก ซึ่งเป็นเหมือนการให้เกียรติกับช่วงเวลาอันรุ่งเรื่องของวงการมอเตอร์ไซค์อเมริกัน ทุกโมเดลจะเหมือนกันตรงที่มีเฟรมแบบท่อเหล็กที่ดูเรียบง่ายและคลาสสิค และใช้เครื่องยนต์ Thunderstroke ที่เป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน 116 คิวบิกนิ้วหรือ 1890 ซีซี ที่มาพร้อมแรงบิดมากถึง 162 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันขนาด 15.1 ลิตรช่วยให้ไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อยๆ ปลายท่อไอเสียแบบคู่ให้เสียงทรงพลัง   ช่วงล่างมีจุดเด่นที่โช้คหลังที่สามารถปรับพรีโหลดได้ และยาง Pirelli Night Dragon นอกจากนี้ยังมีการใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผิดกับรูปลักษณ์ที่ออกไปในทางคลาสสิค ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบ IPS ระบบสัมผัส พร้อมระบบ RIDE COMMAND ซึ่งสามารถเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับสมาร์ทโฟนและสั่งงานระบบต่างๆ ได้อีก ระบบคีย์เลส ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ครูซคอนโทรล ระบบเบรก ABS เรียกว่าค่อนข้างแน่นจนผิดคาดเลยล่ะครับ โดยเจ้าโมเดลซูเปอร์ชีฟลิมิเต็ดนี้แตกต่างจากโมเดลอื่นๆ โดยจะเป็นโมเดลที่ออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการเดินทางไกล โดยจะมาพร้อมวินด์ชิลด์ขนาดใหญ่ด้านหน้า กระเป๋าข้างทำจากหนังสีดำที่ส่วนท้ายรถ เบาะนั่งแบบทัวริ่งและพักเท้าคนซ้อน บอร์ดวางเท้าและแฮนด์บาร์ครูเซอร์แบบดั้งเดิม จึงเหมาะกับการเดินทางไกลมากยิ่งขึ้น  สำหรับล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 16 นิ้วแบบซี่ลวด มีไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ แต่แยกส่วนของหลอดไฟแต่ละดวงชัดเจน โช้คหน้ามีปลอกหุ้ม ท่อไอเสียจะเป็นสีโครมที่ให้ความหรูหรายิ่งขึ้น ทั้งนี้จะมีจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 สี คือ สีดำเมทัลลิก สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีน้ำตาลแดงเมทัลลิก    งานนี้ใครชอบอเมริกันครูเซอร์สุดทันสมัยเน้นเดินทางไกล โมเดลนี้ก็จัดเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Damon-HyperSport

Damon HyperSport เตรียมอัพเกรดใหม่รับปี 2021   ล่าสุดค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติแคนาดาอย่าง Damon ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนนึงผ่านทางแฟนเพจของตัวเองว่าทางแบรนด์จะอัพเกรดส่วนต่างๆ ของรถให้กับรถไฟฟ้ารุ่นเรือธงของทางค่ายรับปี 2021 โดยที่เปิดเผยมาแล้วก็จะเป็นส่วนของสวิงอาร์มใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มแรงกด แต่มีน้ำหนักของสวิงอาร์มที่เบากว่าเดิม สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักว่า Damon HyperSport นั้นเป็นรถอะไรยังไง น่าสนใจยังไง ก็ขอสรุปสั้นๆ ว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติแคนาดาที่นำเสนอตัวเลข 200 ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเคลมว่ามีแรงม้า 200 ตัว วิ่งได้ไกล 200 ไมล์ (ประมาณ 320 กม.) และท็อปสปีด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (320 กม./ชม.) และน้ำหนักตัวรถที่ 200 กิโลกรัม และที่เด่นมากอีกจุดนึงคือเรื่องของการชาร์จไฟ โดยสามารถชาร์จไฟให้ได้ถึง 80% เพียง 45 นาทีเท่านั้น  นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีสุดล้ำแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไปอย่างระบบ CoPilot ที่อาศัยกล้องวิดีโอความละเอียดสูงที่ประมวลผลภาพแบบ 360 องศารอบตัวผู้ขับขี่ช่วยแจ้งเตือนต่างๆ ให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัย รวมไปถึงสามารถปรับตำแหน่งแฮนด์บาร์และพักเท้าเพื่อปรับเปลี่ยนท่านั่งขับขี่จากแบบสปอร์ตไบค์ให้กลายเป็นทัวริ่งได้ด้วยการกดปุ่มที่แฮนด์บาร์  สำหรับปีนี้ก็ต้องมาดูกันว่าทางค่ายจะอัพเกรดเพิ่มสมรรถนะของรถให้สูงขึ้นไปอีกได้มากแค่ไหน สำหรับบ้านเรานั้นดูเหมือนจะยังห่างไกลกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่แนวโน้มรถไฟฟ้าบ้านเราก็เริ่มจะมีหลายๆ ส่วนตื่นตัวกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ให้ความสนใจและพร้อมที่จะเลือกใช้หากว่าราคาไม่แพงจนเกินไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึก Pirelli Diablo Rosso IV

เจาะลึก Pirelli Diablo Rosso IV ดียังไง ใหม่ตรงไหน เรามีคำตอบ เมื่อตอนต้นเดือนมกราคม Pirelli เป็นข่าวใหญ่ในวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้งหลังจากประกาศความสำเร็จของยอดขายยางในตระกูล Diablo Rosso ที่ทำยอดขายรวมไปแล้วเกินกว่า 5 ล้านเส้น และยังตอกย้ำความสำเร็จรวมถึงแสดงศักยภาพรวมถึงความตั้งใจที่จะไม่หยุดพัฒนา เปิดตัวยางเจเนอเรชันที่ 4 ของตระกูลนี้อีกด้วย ซึ่งทางเราก็ได้นำเสนอไปแล้ว และในครั้งนี้เราจะมาเจาะลึก Pirelli Diablo Rosso IV ถึงรายละเอียดต่างๆ ของเจ้ายางซูเปอร์สปอร์ตเจเนอเรชันใหม่นี้กันครับ ออกแบบมาเพื่อใคร แน่นอนว่ารอสโซ่ 4 ถูกวางให้เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตถนนสมรรถนะสูง จึงเป็นยางที่เหมาะกับการใช้งานบนถนนเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถขับขี่ในสนามหรือในแทร็กได้เช่นเดียวกัน ลายดอกยางที่ให้มาก็สามารถรีดน้ำได้ดี จึงช่วยให้ขับขี่ได้ดีแม้กระทั่งถนนที่เปียกชื้น ดังนั้นยางตัวนี้จึงเหมาะกับการใส่รถประเภทซูเปอร์สปอร์ต สปอร์ตไบค์ เน็กเก็ดไบค์ รวมไปถึงรถสไตล์อื่นๆ ที่เจ้าของรถมีสไตล์หรือชื่นชอบการขับขี่ในแบบสปอร์ต ชอบซิ่งบนถนนตลอดไปจนถึงเล่นโค้งไปตามถนนที่คดเคี้ยวหรือบนเทือกเขา หรือผู้ชื่นชอบขับขี่ในสนามในแบบเป็นครั้งคราวไป ไม่บ่อยนัก ดีอย่างไร ยางใหม่นี้ให้การยึดเกาะยอดเยี่ยมในทุกสภาวะจากการเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ได้รับมาจากสนามแข่งและถูกถ่ายทอดเข้ามาในตัวยางรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างและโปรไฟล์แบบใหม่ ที่เพิ่มความแข็งแรงและลดการบิดตัวหรือเสียรูปของยาง ทำให้ยางยังคงให้การยึดเกาะได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเบรก การเร่งความเร็ว หรือแม้แต่ในตอนเข้าโค้ง อีกทั้งยังทนทานมากพอที่จะรองรับแรงเครียดที่เกิดจากเครื่องยนต์ที่มีแรงม้าเกินกว่า 200 ตัวได้อีกด้วย นอกจากเรื่องการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม ตัวยางยังให้การตอบสนองที่ดี ให้ผู้ขับขี่สามารถจับอาการต่างๆ ของรถและถนนได้ดี ฉับไวและแม่นยำ ทุกสถานการณ์ รวมไปถึงสมรรถนะที่ดีแบบไม่เกี่ยงว่าจะเป็นถนนแห้งหรือถนนเปียก ด้วยเนื้อยางแบบฟูลซิลิก้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการซ้อนทับของเนื้อยางแบบ Cap&Base ที่คอมปาวด์ของยางตรงกลางที่สัมผัสถนนเวลาขับขี่ทางตรงจะมีส่วนเนื้อยางที่อยู่ด้านล่างซึ่งจะขยายออกไปด้านข้าง ทำหน้าที่ช่วยกระจายความร้อนไปยังเนื้อยางด้านข้างหรือไหล่ยางซึ่งช่วยเพิ่มการยึดเกาะเวลาเข้าโค้งได้ดีขึ้นอีกด้วย บวกกับลายดอกยางพิเศษช่วยให้สามารถรีดน้ำได้เป็นอย่างดี ยางน่ะรู้แล้วว่าใหม่ แต่มีอะไรใหม่บ้าง? คอมปาวด์ใหม่ ในส่วนของยางหน้านั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีเนื้อยาง 2 คอมปาวด์ด้วยกัน โดยส่วนตรงกลางของยางจะใช้คอมปาวด์ที่แข็งกว่าโดยจะมีส่วนผสมของซิลิก้าอยู่มาก ซึ่งส่วนนี้จะกินพื้นที่ยางกว่า 50% และเป็นส่วนที่ทำหน้าที่สัมผัสกับพื้นถนนจนถึงมุม 35 องศา จึงช่วยลดการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอของหน้ายาง ลดอาการเหวอขณะกำลังจะเข้าโค้งได้ ส่วนด้านข้างของยางทั้งสองข้างก็จะมีคอมปาวด์ที่นุ่มลงมา แต่ก็ยังมีส่วนผสมของซิลิก้าอยู่มาก ช่วยให้ได้การยึดเกาะที่ดีแม้ในยามที่พื้นผิวถนนหรือยางอุณหภูมิต่ำ ในส่วนของยางหลังนั้นจะต่างออกไป โดยจะมียางสองสูตรด้วยกัน ซึ่งแต่ละสูตรจะพัฒนามาเพื่อให้เหมาะกับลักษณะของมอเตอร์ไซค์แต่ละคัน อันมีผลมาจากน้ำหนักและกำลังแรงม้าของตัวรถนั่นเอง สำหรับยางหลังไซส์ที่ไม่ใหญ่เกินไปกว่า 190/50 ZR 17” ซึ่งเป็นยางสำหรับมอเตอร์ไซค์ขนาดความจุต่ำจนถึงระดับกลาง จะเป็นยางแบบ 2 คอมปาวด์ 3 โซน แต่มีโครงสร้างยางแบบ Cap&Base โดยตรงกลางจะมีคอมปาวด์ที่แข็งที่สุดพร้อมซิลิก้าจำนวนมากเพื่อให้ร้อนเร็วและอายุการใช้งานยาวนาน และด้วยโครงสร้างใหม่นี้ทำให้กระจายความร้อนไปยังด้านข้างได้อีกด้วย ส่วนคอมปาวด์ด้านข้างก็จะนุ่มลง แต่ยังมีซิลิก้าอยู่มากเช่นกัน ซึ่งออกแบบมาสำหรับยางรุ่นใหม่นี้โดยเฉพาะ ทำให้วอร์มอัพยางได้เร็วและเข้าโค้งได้หนึบแบบยางแข่ง สำหรับยางหลังไซส์ใหญ่ตั้งแต่ 190/55 ZR 17” ขึ้นไป จะเป็นยาง 3 คอมปาวด์ 5 โซน โดยคอมปาวด์ตรงกลางจะแข็งที่สุดสำหรับรองรับความเร็วสูงๆ ให้การสึกหรอที่สม่ำเสมอ และอายุการใช้งานยาวนาน แต่ก็ไม่ทิ้งคุณสมบัติร้อนเร็ว ยึดเกาะได้ดีแม้ถนนเปียก ด้วยการมีส่วนผสมซิลิก้าจำนวนมาก คอมปาวด์ด้านในถัดออกมาจากตรงกลาง จะมีเนื้อนุ่มกว่าตรงกลาง รองรับการเข้าโค้งทั่วๆ ไป องศาไม่มาก มีการยึดเกาะที่ดีจากซิลิก้าจำนวนมากเช่นกัน และสุดท้ายคอมปาวด์ที่ 3 ด้านนอกบริเวณไหล่ยาง จะเป็นคอมปาวด์แบบคาร์บอนแบล็ก เป็นคอมปาวด์ที่นำมาจาก Supercorsa SC ที่ใช้ในการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ ช่วยรองรับการแบนเข้าโค้งจนหมดขอบ รวมถึงการยึดเกาะที่ดีเวลาเร่งออกตัวจากโค้ง โปรไฟล์ใหม่ รอสโซ่ 4 นั่นมาพร้อมกับโปรไฟล์ใหม่ที่ได้รับมาจากสนามแข่ง โดยดีไซน์มาเพื่อเพิ่มการควบคุมให้ดียิ่งขึ้น ตรงกลางนั้นออกแบบมาให้มีโปรไฟล์โค้งมนมากขึ้นพร้อมที่จะเปลี่ยนทิศทางหรือเข้าโค้งได้อย่างรวดเร็ว ด้านข้างของยางมีความโค้งมนน้อยลง เพื่อให้มีหน้าสัมผัสมากขึ้นเวลาเข้าโค้ง ช่วยให้ยึดเกาะในโค้งได้ดีมากยิ่งขึ้น ลายดอกยางใหม่ ลายดอกยางใหม่ยังคงมีเอกลักษณ์ลายสายฟ้า หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Flash อยู่ในตัวยางด้วย เพียงแต่ว่าจะมีพื้นที่ของหน้าสัมผัสแบบไม่มีร่องดอกยางหรือที่เรียกว่าสลิกบริเวณไหล่ยางมากขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่แบบสปอร์ตที่มากขึ้น โดยเจ้าลายสายฟ้านั้นจะถูกใช้บริเวณตรงกลางหน้ายางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในลักษณะการวางที่ช่วยให้สึกหรอที่สม่ำเสมอ และช่วยรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสเวลาขับขี่ทางตรงหรือรถตั้งตรงได้ดี ด้านข้างจะมีร่องดอกยางที่สอดคล้องรับกับลายสายฟ้าตรงกลาง ช่วยรีดน้ำออกจากหน้ายางเวลาเข้าโค้ง หากเทียบกับเวอร์ชันเก่าแล้วจะพบว่าในส่วนของยางหน้านั้นจะมีพื้นที่สลิกมากกว่าที่องศาการเข้าโค้งมากกว่า 35 องศา แต่ในส่วนของยางหลังนั้นตรงกลางหน้ายางจะมีพื้นที่สลิกมากขึ้น เพื่อช่วยให้การสึกหรอที่สม่ำเสมอ ขับขี่ได้เสถียรมากขึ้นที่ย่านความเร็วสูง โดยที่ยังรีดน้ำได้ดี โครงสร้างใหม่ Rosso IV จะใช้โครงสร้างใหม่ที่พัฒนามาจากการแข่งขัน WorldSBK กับเทคโนโลยีใยเหล็ก 0 องศา ซึ่งจะช่วยให้ยางสามารถรับแรงเครียดที่เกิดขึ้นได้หลากหลาย โดยที่ไม่มีทำให้ยางกระด้างจนเสียความนุ่มสบายไป ในส่วนยางหน้านั้นจะมีเส้นใยเรยองซึ่งมีความแข็งแรงกว่า แต่มีความหนาแน่นน้อยกว่า 20% ทำให้สามารถใส่เนื้อยางลงไปได้มากขึ้น ช่วยให้จับสัมผัสต่างๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกันยางหลังจะมีโครงสร้างต่างกันไป แบ่งออกเป็น 2 แบบ สำหรับยางหลังไซส์ที่ไม่ใหญ่เกินไปกว่า 190/50 ZR-17” จะมีเส้นใยเรยอนเกลียวคู่ซึ่งให้ความแข็งแรงมากขึ้น คล้ายกับยางหน้า และสำหรับยางหลังไซส์ใหญ่ตั้งแต่ 190/55 ZR-17” ที่ออกแบบมาสำหรับซูเปอร์ไบค์และเน็กเก็ดไบค์ขนาดใหญ่ที่มีแรงม้าสูงๆ ระดับ

Yamaha Vino 2021

Yamaha Vino 2021 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็ก สุดมุ้งมิ้ง ที่สาวๆ เห็นต้องอยากได้ Yamaha Vino 2021 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสไตล์เรโทรป๊อป รุ่นใหม่กำลังจะวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 3 มีนาคมนี้ หลักๆ แล้วแม้มันจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนในทางเทคนิค แต่ก็จะมีสีสันใหม่เพิ่มขึ้น 4 สี รวมกับสีเดิมที่ยังได้ไปต่ออีก 2 สีครับ  ทั้งนี้เจ้าสกู๊ตเตอร์สุดมุ้งมิ้งคันนี้จะมีเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 49 ซีซี แบบ SOHC 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรง 4.5 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และ 4.12 นิวตันเมตร มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 4.5 ลิตร กับน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 81 กิโลกรัม เบาะนั่งสูงเพียง 720 ม.ม.  มีระบบเบรกแบบคอมบายเบรกช่วยเสริมความปลอดภัย และระบบ Idling Stop ช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย รวมไปถึงยังมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายอย่าง ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์สำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์ต่างๆ มีช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ประมาณ 20 ลิตรอีกด้วย  ดังนั้นเจ้าวีโน่คันนี้จึงเป็นที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่จริงๆ และแม้แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็สามารถขับขี่ได้อย่างไม่ยากเย็น และยังสะดวกสบายด้วยฟังก์ชันที่ให้มาตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย สำหรับโมเดลปี 2021 จะมีสีใหม่ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง สีดำกราไฟต์ สีน้ำตาลมะฮอกกานี และสีเวอร์จิ้นเบจ และยังมีสีเดิมที่ยังวางจำหน่ายต่อคือสีฟ้าอ่อนและสีน้ำเงินเดนิม โดยราคาจำหน่ายที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 203,500 เยน หรือราวๆ 58,000 บาท งานนี้ใครๆ สนใจอาจจะต้องหาตัวแทนนำเข้ามาเองนะครับ บ้านเราไม่มีจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hayabusa-2021

Hayabusa 2021 เปิดตัวแล้ว ซีซีเท่าเดิม เพิ่มเทคโนโลยี และดีไซน์ใหม่ แล้วก็ได้ฤกษ์เปิดตัวกันอย่างเป็นทางการแล้วครับสำหรับสุดยอดโมเดลระดับตำนานอย่างเจ้าเหยี่ยว Hayabusa 2021 ที่ตอนแรกเราคาดการณ์กันว่าเครื่องยนต์จะมีความจุมากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดจนถึงดีไซน์ใหม่ แต่นั้นก็ผิดไปจากที่คาดเดาครับ  เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์สี่สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1340 ซีซีเท่าเดิม แต่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ตลอดจนถึงผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5 โดยจะเน้นไปที่ปรับให้มีสมดุลของสมรรถนะรอบด้านดีขึ้น  ซึ่งเดิมเครื่องยนต์ของมันก็ได้ชื่อว่าทนทานและอายุการใช้งานยาวนานอยู่แล้ว มาเจ็นฯ ใหม่นี้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้ลูกสูบและก้านสูบใหม่  มีน้ำหนักเบากว่าเดิม ช่วยรถมวลหมุนในระบบ ปรับปรุงระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ใหม่ ปรับเปลี่ยนตลับลูกปืนเข็มเพลาส่งกำลังให้ยาวขึ้นอีกด้วย มีห้องเผาไหม้แบบ Twin Swirl ที่ออกแบบมาให้ดึงอากาศเข้าระบบได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ระบบหัวฉีดแบบด้านข้าง Suzuki Side Feed Injectors แบบหัวฉีดคู่ ออกแบบมาให้หัวฉีดตัวที่สองของสูบฉีดเข้าสู่เพลตสะท้อนในปากแตรจนกลายเป็นละออกละเอียดก่อนเข้าห้องเผาไหม้ เมื่อบวกกับกรองอากาศใหม่ใหญ่ขึ้นและท่อไอดีที่ยาวขึ้น ทำให้กำลังเครื่องในรอบต่ำและรอบกลางเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และในตอนนี้เจ้าเหยี่ยวคันนี้ก็มีระบบคันเร่งไฟฟ้าแล้วด้วยครับ ออกจากเรื่องเครื่องยนต์ที่หลายๆ คนสนใจ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าเหยี่ยวโมเดลนี้มีจุดเด่นที่เทคโนโลยีมากกว่าเรื่องของเครื่องยนต์ครับ ซึ่ง Suzuki ยัดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชุดใหญ่ที่มีชื่อเรียกว่า Suzuki Intelligent Ride System หรือ S.I.R.S> เข้ามาให้เจ้าเหยี่ยวคันใหม่นี้ด้วย โดยประกอบไปด้วยระบบย่อยๆ มากมาย อาทิ  SDMS-α หรือ Suzuki Drive Mode Selector Alpha ซึ่งก็คือโหมดการขับขี่นั่นเอง โดยจะมีค่าเดิมมาให้ 3 ค่าคือ A, B และ C ซึ่งก็จะควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ส่วนอื่นๆ แตกต่างกันไป ช่วยให้เหมาะกับการขับขี่ในสภาวะที่ต่างกันออกไป และเจ้าของสามารถปรับเซ็ตเพิ่มเองได้อีก 3 ค่าคือ U1, U2 และ U3 โดยทั้งหมดนี้สามารถปรับได้ผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ด้านซ้ายและแสดงผลต่างๆ ผ่านหน้าจอ TFT ตรงกลางเรือนไมล์ หน่วยประมวลผลและเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน หรือ IMU จาก Bosch  ระบบควบคุมกำลังเครื่องยนต์ Power Mode Selector เลือกการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ 3 ระดับ โดย 1 คือโหมดที่ตอบสนองคันเร่งได้รวดเร็ว และให้กำลังสูงสุด โหมดที่ 2 ก็จะนุ่มนวลลงมา และโหมด 3 ก็จะนุ่มนวลที่สุดครับ ระบบป้องกันล้อลอยตัว Anti-Lift Control System หรือโหมดป้องกันล้อหน้าลอยตัว ปรับได้ 10 ระดับ 1 คือรบกวนน้อยสุด 10 คือตัดกำลังมากสุด ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ปรับได้ 2 ระดับ 1 คือตอบสนองเร็วสุดเหมาะกับการขับขี่แบบเรซซิ่ง และ 2 ก็จะนุ่มนวลกว่า ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก Engine Braker Control System ปรับได้ 3 โหมด ระบบโมชันแทร็กแทร็คชันคอนโทรล Motion Track Traction Control System หรือแทร็คชันคอนโทรลเวอร์ชันอัปเกรดแล้ว ซึ่งจะทำงานร่วมกับ IMU ปรับค่าได้ 10 โหมด ระบบช่วยออกตัว launch Control System ปรับได้ 3 โหมด โดยจะล็อกรอบต่างระดับกัน ระบบจำกัดความเร็ว Active Speed Limiter ระบบช่วยควบคุมความเร็วไม่ให้เกินที่กำหนด ระบบครูซคอนโทรล Cruise Control System ปรับได้ตั้งแต่ 31 กม./ชม. จนถึง 200 กม./ชม. ระบบไฟเตือนฉุกเฉิน Emergency Stop Signal ระบบโมชันแทร็กเบรก Motion Track Brake System หรือระบบเบรก ABS แบบปรับปรุงแล้วซึ่งจะทำงานร่วมกับ IMU ระบบช่วยเบรกขณะขับขี่ลงทางลาดชัน Slope Dependent Control System จะช่วยควบคุมแรงเบรกเวลาลงทางลาดชันป้องกันล้อหลังลอยตัว ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน Hill Hold

Svartpilen-125-2021

Svartpilen 125 2021 สตรีทแทร็กเกอร์รุ่นเล็กสุดจาก Husqvarna  ในที่สุดก็มากับสตรีทแทร็กเกอร์รุ่นน้องเล็กสุดจากแดนไวกิ้งกับ Husqvarna Svartpilen 125 2021 ที่มาพร้อมขุมพลังขนาดเล็กสุดของทางค่าย  โดยขุมพลังที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี และผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้วเรียบร้อย ที่เห็นเด่นกว่าค่ายอื่นๆ ในพิกัดใกล้เคียงกันเห็นจะเป็นอ็อปชันที่จัดมาค่อนข้างแน่น ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกจาก ByBre โช้คหน้าและหลัง WP Apex ระบบเบรก ABS จาก Bosch ไฟหน้าและไฟท้าย LED พร้อมกับยาง Pirelli  ที่สำคัญคือตัวรถมีน้ำหนักเบามากๆ โดยรถเปล่านั้นหนักเพียง 146 กิโลกรัม ซึ่งแน่นอนว่ารถเบาก็ทำให้ตัวรถนั้นควบคุมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  นอกจากเรื่องของการขับขี่แล้วก็ยังมีรายละเอียดในเรื่องของความสวยงามและการเก็บงานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเฟรมโลหะพาวเดอร์โค้ตสีดำ แคร้งเครื่องทำสีบรอนซ์ ชิ้นส่วนหลายส่วนผ่านการอโนไดซ์ พักเท้า CNC ซึ่งทั้งหมดนี้เสริมให้มันดูดีโดดเด่นและแตกต่างยิ่งขึ้นไปอีก  งานนี้ใครชอบสไตล์สตรีทแทร็กเกอร์ไซส์เล็ก อ็อปชันดี เจ้าลูกศรสีดำคันนี้ตอบโจทย์ได้ดีอย่างแน่นอนครับ รับรองว่ามือใหม่ก็ไม่ต้องกังวลเลย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Indian-FTR-1200-2022

Indian FTR 1200 2022 ปรับใหม่ เหมาะกับการซิ่งถนนมากขึ้น Indian FTR 1200 คือมอเตอร์ไซค์ที่จอดคร่อมเส้นระหว่างความเป็นเดิร์ทแทร็กเกอร์กับโร้ดสเตอร์มาโดยตลอดนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 แล้ว เรียกว่าครึ่งกลางๆ จะลุยหรือจะซิ่งก็ได้ แต่ไม่เน้นไปในด้านไหนสักทางนึง   มันมีระบบกันสะเทือนที่ระยะยุบค่อนข้างมาก มีขนาดล้อ 19 นิ้วและ 18 นิ้วหน้าหลังตามลำดับพร้อมยางที่ทำให้หวนคิดว่าเป็นรถแข่งแฟล็ตแทร็ก ไม่ได้เหมาะกับการขี่ถนนสักเท่าไหร่ หากเทียบกับเน็กเก็ดไบค์ที่ใกล้เคียงกันก็ออกจะหนักกว่า ยาวกว่าและก็เลี้ยวได้ช้ากว่า แต่คราวนี้อินเดียนเปลี่ยนไปแล้วครับ ทางค่ายรับฟังความคิดเห็นจากแฟนๆ และได้ปรับปรุงรถของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นแล้ว   โมเดลปี 2022 ทางค่ายได้จับมันเปลี่ยนแปลงซะผิดแปลกไปเลยก็ว่าได้ โดยมันได้ล้อใหม่เป็นขนาด 17 นิ้วทั้ง 2 ล้อเลย ซึ่งดูเหมาะกับการขี่ทางเรียบมากขึ้น และเปลี่ยนจากยางแบบกึ่งให้เป็นยางที่เหมาะกับการขี่ถนนมากขึ้น มุมเรคชันขึ้นและระยะเทรลเองก็สั้นลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุม บังคับเลี้ยวได้ดีขึ้น รวมไปถึงเบาะนั่งเองก็เตี้ยลง 36 ม.ม.ด้วย เรียกว่าขี่ง่ายขึ้นได้แม้ว่าเจ้าของจะร่างเล็กก็ตาม  และไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุง เครื่องยนต์วีทวินขนาด 1203 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำเองก็ได้รับระบบตัดการทำงานของกระบอกสูบด้านหลังเพื่อที่จะได้ไม่ประสบปัญหาร้อนเกินไปเวลาอยู่ในรอบเดินเบาหรือจอดรอไฟแดงโดยไม่ได้ดับเครื่อง  ทั้งนี้เอฟทีอาร์ยังมีจำหน่ายหลายโมเดลย่อยเช่นกัน คือมีทั้งหมด 4 โมเดลด้วยกัน  โมเดลสแตนดาร์ดจะมีหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อกและไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่ โมเดล S ก็จะไม่มีครอบไฟหน้า แต่จะมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 4.3 นิ้วและระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่จำนวนนึง โมเดลเรือธงอย่าง Carbon มีการใส่แฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ ท่อ Akrapovic หุ้มเบาะสุดพรีเมียม พร้อมระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และโมเดลสุดท้ายก็จะเป็น Rally ก็จะยังคงเป็นโมเดลลุยๆ มีล้อขนาด 19 และ 18 นิ้วตามลำดับพร้อมยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally STR เหมือนเดิม แต่ปรับปรุงเรื่องเครื่องยนต์และช่วงล่างแล้ว  งานนี้ก็ต้องมาดูตัวแทนในไทยที่คราวนี้เปลี่ยนมือแล้วจะนำโมเดลใหม่ปี 2022 นี้มาขายราคาเท่าไหร่กันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

เผยโฉม Suzuki Hayabusa 2021

เผยโฉม Suzuki Hayabusa 2021 จากคลิปหลุดทีเซอร์ออกมาก่อนเปิดตัวจริง ก็อย่างที่เห็นตามภาพวิดีโอโปรโมตนั่นแหละครับ เจ้านี่คือ Suzuki Hayabusa 2021 นั่นเอง โดยมีเอกลักษณ์ DNA ของฮายาบูสะมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ขณะเดียวกันก็มีรูปลักษณ์สปอร์ตมากขึ้นโดยมีหน้าตาคล้ายคลึงกับ GSX-R1000 โฉมปัจจุบันอยู่ส่วนนึงครับ    จากคลิปจะเห็นได้ว่าทางซูซูกิโปรโมตเน้นๆ ไปที่เรื่องของแอโรไดนามิกที่โมเดลนี้โดดเด่นมากตั้งแต่ในอดีต และแน่นอนว่าเราได้เห็นมากจากแฟริ่งใหม่ที่มีลักษณะไปคล้ายๆ กับวิงก์เล็ตของ CBR1000RR-R ซึ่งน่าจะช่วยสร้างแรงกดได้ดี รวมถึงดึงอากาศเข้าไประบายความร้อนเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นด้วยอย่างแน่นอน       ในส่วนของเรือนไมล์ก็อย่างที่เคยบอกไปแต่บทความก่อนว่ามีความคล้ายคลึงกับโมเดลเก่าอย่างมาก โดยจะแบ่งหน้าจอเป็นสี่ส่วนตามสไตล์เดิม แต่ตอนนี้ตรงกลางกลายเป็นหน้าจอสี TFT แล้ว นอกจากนี้ทางเหยี่ยวคันใหม่นี้ยังชูเรื่องเทคโนโลยีขั้นสุดอีกด้วย แสดงว่าก็น่าจะจัดเต็มผิดไปจากตัวโมเดลเจ็นฯ เก่าอย่างแน่นอน ที่เราเห็นในตอนนี้คือ ชิฟต์ไลต์ ระบบประมวลผลแรงเฉื่อย แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบช่วยออกตัว ระบบเบรก ABS ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าไม่ผิดพลาดจริงๆ ก็น่าจะใส่มาเต็มอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Suzuki GSX-R1000 ของ Alex Rins

ชม Suzuki GSX-R1000 ของ Alex Rins ดุดันซะไม่มี ชม Suzuki GSX-R1000 สีดำแดงคันนี้และใจเย็นๆ นะครับ เพราะที่คุณเห็นอยู่นี่ไม่ใช่สีใหม่ที่จะเปิดขายในปี 2021 จากทางซูซูกิหรอกนะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด แต่นี่คือผลงานการแร็ปสีจากสำนักแต่งรายนึงที่ทำให้กับรถจิ๊กเซอร์ของ Alex Rins นักแข่งชาวสเปนจากรายการ MotoGP เพื่อนร่วมทีมของแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Joan Mir นั่นเอง    ซึ่งเจ้าจิ๊กเซอร์คันที่เห็นก็คือรถที่ Rins ใช้ซ้อมขับขี่นั่นเอง เขาและน้อง Suzie ชื่อที่ทาง Rins ตั้งให้นั้นร่วมฝ่าฟันกันมานานและเขาก็ตั้งใจจะทำให้น้องของเขาไฉไลมากกว่าเดิม ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นครับสวยงามลงตัว แม้ว่าจะเป็นเพียงสีแดงดำธรรมดาๆ ขัดกับสีน้ำเงินตัดกับสีเงินของรถแข่ง MotoGP ที่เขาขี่อยู่เป็นประจำอย่างมากเลยละครับ  ด้านรายละเอียดรถนั้นไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นรถสแตนดาร์ดเท่านั้น แต่มีการแร็ปสีสันและลายกราฟิกให้ใหม่ แต่แฟนๆ ของ Rins และสาวกคนบ้าก็น่าจะชอบใจลายกราฟิกสีสันใหม่นี้อยู่ไม่น้อย ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ไบเกอร์ชาวไทยได้ตกแต่งรถของตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati-Panigale-442Corse

Ducati Panigale 442Corse ซูเปอร์ไบค์ไล่เบาขั้นสุดจากสวิส เมื่อช่างเทคนิคระดับ MotoGP นักสร้างตัวถังรถยนต์ และนักออกแบบรถยนต์มาร่วมงานกัน ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเจ๋งสุดๆ ซึ่งก็คือเจ้า Panigale R ที่ถูกดัดแปลงเป็นโปรเจ็กต์ของ Arctos Collection จุดเด่นหลักๆ ของโมเดลคัสตอมสุดพิเศษคันนี้คือ มีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 155 กิโลกรัม แรงม้ามากกว่า 190 แรงม้า เฟรม ล้อ โช้ค สวิงอาร์มและดิสก์เบรกล้วนแล้วทำจากวัสดุน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอน หัวฉีดแบบเรซซิ่ง โช้คทำจากไทเทเนียม  ส่วนเรื่องราคาเหรออย่าถามเลย ราคามันแพงกว่าเจ้า Superleggera สมัยที่ยังเป็นเครื่องแอลทวินซะอีก แต่ที่มันแพงก็เพราะว่ามันมีคันเดียวในโลกเท่านั้น นั่นทำให้คนที่เป็นเจ้าของจะเท่ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน  ทีนี้เรามาลงรายละเอียดกันว่าเจ้าคันนี้มีอะไรบ้างที่ถูกไล่เบา โดยพื้นฐานแล้วเจ้านี่มีรถต้นแบบเป็น Ducati 1199 Panigale R ปี 2015 และนำมาเปลี่ยนใส่ของแต่งต่างๆ ที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาทั้งแบรนด์ CeraCarbon, Thyssenkrupp Carbon Components และ BST เพื่อทำให้ทุกๆ อย่างรอบๆ เครื่องยนต์เบาลง ซึ่งเป็นทางเป้าหมายของทาง Arctos Collection  พวกเขาใช้เฟรมที่ทำขึ้นโดย 3C จาก Landsberg ซึ่ง Ducati เองก็ใช้ที่นี้ทำเฟรมให้กับรถแข่ง WorldSBK และใช้ใน Superleggera ของพวกเขา ล้อคาร์บอนเขาเลือกใช้ BST ตัวโช้คใช้ CeraCarbon และสตรัทไทเทเนียมจาก Mupo  ระบบเบรกที่ใช้ก็หนีไม่พ้น Brembo CNC P4.30/34 และดิสก์เบรกขนาดใหญ่ที่ทำจากคาร์บอนเซรามิกขนาด 320 ม.ม. หน้า 6 ม.ม. ที่มีน้ำหนักต่อใบเพียง 800 กรัมเท่านั้น  เบาเกือบๆ ครึ่งของจานเบรกปกติทั้งๆ ที่หนากว่าด้วย  ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น เดิมๆ ก็มีแรงม้าสูงถึง 196 แรงม้าอยู่แล้ว ต่างจาก Superleggera ก็ตรงใช้วาล์วเหล็กกล้าปกติ ไม่ใช่วาล์วไทเทเนียม ดังนั้นเรื่องสมรรถนะทางสำนักเองมองว่าเพียงพอแล้ว ซึ่งทาง Stafan ที่เป็นทีมเมคานิกมองว่าไม่ต้องการจะเพิ่มสมรรถนะในส่วนนี้ แต่เขามองหาการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและใช้งานได้จริง จึงใส่หัวฉีดใหม่ ปรับการจุดระเบิด และจ่ายน้ำมันใหม่หมด  จากนั้นจบงานโดยฝีมือของทาง Arctos โดยจัดเตรียมแฟริ่งคาร์บอนที่เคลือบแล็กเกอร์ไว้เป็นอย่างดี รวมถึงติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและกระจกมองข้างเพื่อให้ใช้งานขับขี่เจ้า Ducati Panigale 442Corse บนถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

MiniGP

MiniGP ทางด่วนสู่ MotoGP เตรียมเปิดให้ขึ้นแล้ว ล่าสุด Dorna Motor Sports ได้ประกาศเปิดรายการการแข่งขันใหม่ที่มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนนักแข่งวัยเยาว์และช่วยให้พวกเขาได้เริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นนักแข่งมืออาชีพ  รายการใหม่นี้มีชื่อว่า FIM MiniGP World Series และมันเป็นการเฟ้นหานักแข่งวัยเยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปีจากทั่วโลก  แนวคิดรายการแข่งนี้นั้นเรียบง่ายมาก คือ Dorna และ FIM ได้ร่วมกันสร้างรูปแบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานที่ทางสมาคมในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับภูมิภาคหรือระดับทวีปสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักแข่งวัยเยาว์ได้มีโอกาสแสดงฝีไม้ลายมือ  ตามเงื่อนไขที่ทาง FIM กำหนดไว้คือ มินิจีพี ทุกรายการที่จะจัดขึ้นจะต้องจัดขึ้นอย่างน้อย 4 ครั้ง 8 เรซ และจะต้องมีนักแข่งลงแข่งตลอดทั้งรายการอย่างน้อย 15 คน  การแข่งขันจะจัดขึ้นในสนามโกคาร์ท โดยใช้รถ Ohvale GP-0 160 พร้อมกับยางที่มีทาง Pirelli ซัพพอร์ตให้ตลอดรายการ  ทั้งนี้การแข่งขันอีเวนต์แรกจะต้องจัดขึ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2021 และอีเวนต์สุดท้ายจะต้องไม่เกินเดือน 17 ตุลาคม ซึ่งฟังดูอาจจะเป็นเรื่องยากหน่อยในช่วงโรคระบาดแบบนี้  อย่างไรก็ตามผลตอบแทนนั้นดีมากๆ เพราะมันคือการได้มีโอกาสได้ก้าวกระโดดไปสู่การแข่งขันระดับมืออาชีพ โดยแชมป์ของแต่ละรายการจะมีโอกาสได้เข้าไปแข่งในรอบ World Final ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ที่จะมีการแข่งขัน MotoGP  และผู้ชนะในรอบ World Final (แยกอายุ ที่อยู่ และสัญชาติ) จะได้สิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรม Road To MotoGP ในระดับถัดไปซึ่งจะเป็นสะพานก้าวเข้าไปสู่การแข่งขันระดับกรังด์ปรีซ์ ซึ่งก็คือรายการอย่าง Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup หรือ European Talent Cup ขึ้นอยู่กับสัญชาติและพื้นเพเดิมของแชมป์คนดังกล่าว  งานนี้ใครอยากให้ลูกหลานตัวเองเป็นนักแข่งระดับโลกนี้อาจจะเป็นโอกาสของคุณแล้วครับ อย่างไรก็ดีอาจจะต้องเตรียมเงินก้อนเพื่อใช้เป็นค่าสมัครและค่าใช้จ่ายในการแข่งขันระดับนึงนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าบ้านเราจะมีคนจัดแข่งขันมั้ย คงต้องติดตามกับทางสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

amaha-SR400-Final-Edition-2021

Yamaha SR400 Final Edition เปิดตัวที่ญี่ปุ่น สายเรโทรมีเศร้ากันบ้าง ล่าสุดกับโมเดลสุดขลังอย่าง Yamaha SR400 ที่ออกมาโลดแล่นนานหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่เฉิดฉายขายดีเหมือนกับโมเดลสปอร์ตเฮริเทจอย่าง XSR900 และ XSR700 ซะอย่างนั้น  โช้คไม่ดีเท่าไหร่นักที่เจ้าเอสอาร์ไม่ได้รับการอัปเดตเหมือนกับนีโอเรโทรไบค์คันอื่นๆ อย่างในทุกๆ วันนี้ จนกระทั่งล่าสุดทางค่ายได้ปล่อยโมเดล Final Edition ที่เป็นเหมือนโมเดลสั่งลาแล้วสำหรับตระกูลนี้  มันยังคงมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมกับวาล์ว 2 วาล์วซึ่งดูไม่ทันสมัยเท่าไหร่นัก เคลมกำลังแรงม้าที่ 23 แรงม้า พร้อมชุดเกียร์ 5 สปีด  และตอนนี้ก็เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาอย่างเจ้า H’Ness CB350 จาก Honda (ญี่ปุ่นใช้ชื่อแค่ CB350) ที่มีแรงม้า 20 แรงม้าจากเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 350 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ  อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าโมเดลส่งท้ายประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 43 ปีจะยังคงความดั้งเดิมไว้มาก ยังคงมีแต่สตาร์ทเท้า ไฟหน้าฮาโลเจน แทนที่จะเป็น LED กระทั่งเรือนไมล์เองก็ยังคงเป็นอนาล็อกไม่ใช่ดิจิทัล  จากการคาดเดาคิดว่าการที่ตำนานคันนี้ไม่ได้ไปต่ออาจจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องของไอเสียที่ยากที่จะปรับปรุงให้ผ่านโดยที่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ได้ และดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความนิยมอย่างที่ควร แม้ว่าจะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีความคลาสสิคอยู่เต็มเปี่ยมก็ตาม อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki-Hayabusa-2021

Suzuki Hayabusa 2021 เครื่อง 1400 ซีซี มาแน่ 5 กุมภาฯ นี้ ล่าสุดซูซูกิอังกฤษได้ทำการปล่อยคลิปทีเซอร์โมเดลใหม่ระดับตำนานอย่าง Suzuki Hayabusa 2021 ที่มีการคาดการณ์กันว่าจะมีขนาดเครื่องยนต์ 1400 ซีซีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากโมเดลเก่า พร้อมระบุวันเปิดตัวไว้ว่าเป็นวันที่ 5 ก.พ.นี้ จากคลิปเราจะเห็นว่ารถมีการอัพเกรดให้ทันสมัยในหลายจุดได้กัน โดยจากเรือนไมล์ที่ยังมีกลิ่นอายของโมเดลเก่าอยู่ แต่มีการเพิ่มส่วนของหน้าจอสีแบบ TFT รวมถึงยังแอบโชว์ว่าวิ่งที่ความเร็วเกินกว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็น่าจะเป็นความเร็วที่ 299 กม./ชม.นั่นเอง  จากเรือนไมล์ถ้ามองลึกลงไปจะเห็นหน้าจอแสดงผลการทำงานของโหมดต่างๆ คาดว่าจะมีระบบคันเร่งไฟฟ้า มีแทร็คชั่นคอนโทรล มีโหมดการขับขี่ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU มีควิกชิฟเตอร์ มีชิฟต์ไลท์ ประมาณนี้ครับ    งานนี้สาวกรอลุ้นกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KLR650 2022

Kawasaki KLR650 2022 ใหม่ยกคัน ให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง   หากพูดถึง Kawasaki KLR650 2022 สายบุกป่าฝ่าดงต้องรู้จัก มันคือรถสองประสงค์ที่เป็นที่นิยมและครองใจผู้คนที่ที่ชื่นชอบการผจญภัยมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1987 และครั้งนี้นับเป็นเจเนอเรชันที่ 3 ของโมเดลนี้แล้ว  โมเดลสองประสงค์สุดทนทานอย่างเจ้า KLR คันนี้กลับมาอีกครั้ง หลังจากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายปี มาเปิดตัวในฐานะโมเดลปี 2022 พร้อมกับการอัปเดตมากมายรอบด้าน  จุดที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์แบบหัวฉีดเป็นครั้งแรกของโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือเครื่องเดิมแล้วเปลี่ยนมาใช่หัวฉีดแทนคาร์บูเรเตอร์จะถูกต้องมากกว่า  ซึ่งเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 652 ซีซีนี้ทางค่ายเขียวก็ระบุมาว่าตอนนี้ประหยัดกว่าเดิมและทนทานกว่าเดิมเสียอีก รวมถึงยังสามารถสตาร์ทได้ง่ายขึ้นแม้ว่าจะอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลหรือพื้นที่ๆ อากาศหนาวอีกด้วย    นอกจากหัวฉีดแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนโปรไฟล์ของแคมชาฟต์เพื่อปรับการจ่ายไอเดียและไอเสียใหม่ ช่วยให้ได้แรงบิดและกำลังในรอบกลางมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวัสดุและรูปทรงตัวประคองโซ่เพื่อเพิ่มความทนทานอีกด้วย  มีการปรับดีไซน์ของถังน้ำมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเรือนไมล์ดิจิตอลที่มาพร้อมเกจแสดงระดับน้ำมันแล้ว แชสซีเองก็มีการปรับปรุงให้มีการสั่นสะเทือนน้อยลงอีกด้วย ปรับเปลี่ยนชุดคลัตช์และเกียร์เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้ดีขึ้น  มีตัวเจเนอเรเตอร์ที่ทนทานมากขึ้นเพื่อจ่ายไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะติดตั้งเพิ่มเข้ามาได้ดียิ่งขึ้น ซับเฟรมมีการเพิ่มความทนทานเข้าไป ปรับให้มีสวิงอาร์มยาวขึ้นเล็กน้อยและจุดหมุนของสวิงอาร์มมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้นเล็กน้อย  นอกจากการปรับปรุงในส่วนต่างๆ ที่มีผลต่อการขับขี่และสมรรถนะของรถแล้ว ทางคาวาซากิยังได้คำนึงเรื่องของหน้าตารูปลักษณ์ด้วยเช่นกัน โดยตอนนี้ไฟหน้าเป็นแบบ LED แล้ว และยังมีลวดลายกราฟิกและสีสันใหม่อีกด้วย  ในส่วนของความปลอดภัยเองก็ได้รับการอัปเกรด โดยมีดิสก์เบรกหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีระบบเบรก ABS ยังคงเป็นออปชันที่ต้องติดตั้งเพิ่ม ซึ่งเป็นปกติของรถที่เน้นขี่ในทางที่สมบุกสมบัน ซึ่งมักจะไม่เน้นความเร็ว และมักจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ระบบเบรก ABS นั้นกลับไปขัดขวางกับการขับขี่ได้  งานนี้ต้องลุ้นเอามากหน่อยนะครับสำหรับสาวก เพราะทางคาวาซากิไม่เคยนำโมเดลนี้มาขายในบ้านเรา แต่ถ้าใจรักอาจจะต้องสั่งเกรย์มาร์เก็ตดูครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Y-Connect คืออะไร เทคโนโลยีใหม่จากยามาฮ่า

สำหรับ Yamaha Y-Connect เทคโนโลยีใหม่นี้ถูกติดตั้งอยู่ใน All New YAMAHA AEROX  ไฮเทคเหนือชั้นด้วยแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำเรามาทำความรู้จักกันว่า คืออะไร ใช้งานยังไง มีประโยชน์ยังไง แอพพลิเคชั่นนี้จะเชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU เฉพาะรุ่นที่มีเท่านั้น ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถและลักษณะการขับขี่ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน ช่วยให้หมดกังวลในการใช้งาน สะดวกสบาย สนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 8 ฟังก์ชั่นเลยทีเดียว WORRY-FREE หมดกังวลในการใช้งาน MAINTENANCE RECOMMENDED – แจ้งเตือนการบำรุงรักษาตัวรถ สามารถแจ้งสถานะของน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนการบำรุงรักษา โดยระบบจะแสดงผลเป็นสีเขียว เหลืองและแดงตามระยะการใช้งาน MALFUNCTION NOTIFICATION – แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา เมื่อเครื่องยนต์มีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ โดยสามารถตั้งค่า ให้ส่งข้อมูล สถานที่ เวลา และอื่นๆ แจ้งไปยังศูนย์บริการของผู้จำหน่ายยามาฮ่า ที่กำหนดเพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ PARKING LOCATION – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด สามารถแสดงตำแหน่งที่จอดรถล่าสุดด้วย GPS ของมือถือ ช่วยในการหาจุดจอดรถเมื่ออยู่ใน ลานจอดรถหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดี   CONVENIENCE สะดวกสบาย METER INDICATOR – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนจอหน้าปัดรถ เมื่อมีสายเรียกเข้า อีเมล์ หรือการแจ้งเตือนข้อความบนมือถือ จะมีสัญญาณกระพริบแจ้งเตือน พร้อมแสดงระดับแบตเตอรี่มือถือบนจอหน้าปัดเรือนไมล์รถ พร้อมอัพเดทเวลาอัตโนมัติตามมือถือเมื่อเชื่อมต่อ CONTACT FORM – ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า สามารถติดต่อส่งข้อมูลแจ้งเรื่อง หรือปัญหาให้ทางยามาฮ่าหรือผู้จำหน่ายทราบเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้สะดวกขึ้น FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแสดงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกับระยะทางในการขับขี่ ซึ่งเลือกดูได้ทั้งแบบรายวันหรือรายเดือน   EXCITEMENT สนุกเร้าใจในการขับขี่ REVS DASHBOARD – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ สามารถแสดงข้อมูลการทำงานต่างๆ ของเครื่องยนต์ในการขับขี่แบบ Real Time ได้แก่ ระดับการเปิดของลิ้นเร่ง – จำนวนการหมุนของเครื่องยนต์ต่อนาที – อัตราเร่งวัดการขับขี่ แบบประหยัดพลังงาน – อุณหภูมิหม้อน้ำ – อุณหภูมิอากาศในห้องเครื่องด้วยกราฟิกเคลื่อนไหว 2 สไตล์ RANKING – แสดงอันดับในการขับขี่ สามารถแสดงการจัดอันดับในการขับขี่เปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ยามาฮ่าทั่วโลกในรุ่นที่มี Y-Connect เช่นกัน โดยเลือกดูได้ทั้งโหมดระยะทางและการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน อ่านมาถึงตรงนี้คงจะหายสงสัยกันไปอย่างแน่นอนสำหรับคำถามที่ว่า Yamaha Y-Connect คืออะไร ยามาฮ่าใส่เทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำมาให้ในรถคลาส 150 ซีซี ถือว่าเป็นอะไรที่ว้าวมาก แอพพลิเคชั่นที่พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถในหลายๆด้าน ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าที่สุดในคลาสนี้เลยก็ว่าได้ และในอนาคตเทคโนโลยีตัวนี้คงจะไปอยู่ในโมเดลอื่นๆของทางยามาฮ่าอีกหลายๆรุ่น อย่างแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Yamaha Aerox 155 2021 เครื่องใหม่พร้อมระบบ Y-Connect 

All New Yamaha Aerox 155 2021 เครื่องใหม่พร้อมระบบ Y-Connect  เปิดตัวแล้วกับสปอร์ตออโตเมติกสุดเร้าใจสไตล์อย่าง All New Yamaha Aerox 155 2021 ที่ปรับใหม่ทั้งรูปโฉมภายนอก ทั้งเครื่องยนต์ รวมไปถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ อย่างระบบ Y-Connect ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้คุณเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวรถได้เจาะลึกมากขึ้น  Aerox 155 โมเดลใหม่ล่าสุดนี้เด่นในเรื่องดีไซน์สุดสปอร์ตถ่ายทอดดีเอ็นเอความสปอร์ตมาจาก R-Series มาเต็มเปี่ยม แต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ Aerox ที่สังเกตได้จากด้านข้างตัวรถ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ Y-Character โดยเป็นไฟ LED พร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์สุดสวยงาม ด้านไฟท้ายเองก็เป็น LED เช่นกันครับ  เรือนไมล์ใหม่แบบ LCD ดิจิตอลเต็มระบบ แสดงผลข้อมูลสถานะต่างๆ ครบถ้วนพร้อมสามารถปรับการแสดงผลข้อมูลต่างๆ ผ่านปุ่มควบคุมที่แฮนด์บาร์ได้อีกด้วย เครื่องยนต์ใหม่ Bluecore 155 ซีซีแบบ 4 วาล์วพร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เป็นบล็อกใหม่ที่มีการออกแบบฝาสูบใหม่ช่วยเพิ่มกำลังอัดเป็น 11.6.1 เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ด้วยท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมไอดีเข้าห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น เพิ่มช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างยังคงไม่ต่างอะไรมากนัก โดยยังคงเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าพร้อม ABS (เฉพาะรุ่น) โช้คหน้าเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นดรัมเบรกกับโช้คคู่แบบซับแทงค์เช่นเดิม (เฉพาะรุ่น ABS) ที่เด่นที่สุดของออโตเมติกคลาส 150 ซีซีคือการมีระบบ Yamaha Y-Connect ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ของตัวรถได้ตลอดเวลา เป็นคันแรกในไทยเลย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเรียกดูข้อมูลทั่วไปของตัวรถ แต่ยังรวมไปถึงการแจ้งเตือนการเช็คระยะของชิ้นส่วนต่างๆ อาการผิดปกติของรถ ตลอดไปจนถึงระบบ Ranking จัดอันดับการขับขี่ที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทั่วโลกได้อีกด้วย ซึ่งตรงนี้นอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายยังช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ได้อีกทางนึงด้วยครับ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม โดย Aeroxจะมีจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นสแตนด์ดาร์ด ราคาแนะนำที่ 67,500 บาท 3 เฉดสีด้วยกัน และรุ่น ABS ในราคาแนะนำที่ 78,500 บาท อีก 3 เฉดสี ครับ  อย่างไรก็ดี เราจะมีรีวิวแอร็อกซ์ให้ติดตามกันเร็วๆ นี้อีกด้วยครับ โดยเราจะรีวิวว่ามีอะไรใหม่บ้างแบบละเอียดยิบทุกซอกทุกมุมเลยล่ะครับ อย่าลืมติดตามกันครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1290 SUPER ADVENTURE S

KTM 1290 SUPER ADVENTURE S ปรับใหม่หมด เน้นสบายและไฮเทค ตลาดรถแอดเวนเจอร์ไซส์ใหญ่ต้องลุกเป็นไฟอีกครั้งหลังจากที่ KTM ได้เปิดตัวโมเดลแอดเวนเจอร์ระดับเรือธงลำใหม่ออกมาหลังจากซุ่มพัฒนานานนับปี โดยมุ่งเน้นไปที่ตัวผู้ขับขี่และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีขึ้น  KTM 1290 SUPER ADVENTURE S เป็นโมเดลแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีความสปอร์ตและทันสมัยที่สุดเท่าที่ทางค่ายรถจากออสเตรียผลิตขึ้นมา โดยหวังว่าจะเป็นรถที่ให้ความคล่องตัวสูง ให้ความสบายแก่ผู้ขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง ตลอดไปจนถึงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมถึงขีดสุด  ในเรื่องของความสบายที่เรากล่าวไปในตอนต้นนั้น ทางเคทีเอ็มได้โฟกัสไปในการปรับเปลี่ยนเรื่องสรีรศาสตร์ โดยเปลี่ยนแชสซีใหม่หมด ปรับเรื่องการกระจายน้ำหนักและความฉับไวในการควบคุม มีการปรับให้คอบังคับเลี้ยวให้เข้าใกล้ตัวผู้ขับอีก 15 ม.ม. และย้ายตำแหน่งเครื่องส่วนของสูบหน้า นอกจากนี้ยังมีสวิงอาร์มที่ยาวขึ้นเพื่อให้เพิ่มความเสถียร์เวลาเร่งความเร็ว ซับเฟรมออกแบบใหม่ให้ได้เบาะนั่งที่ต่ำลงโดยยังคงความแข็งแรงไว้ได้ ทั้งยังออกแบบแฟริ่งใหม่ก็ดีไซน์ใหม่ให้เพรียวบาง ให้ความรู้สึกปราดเปรียว เบาะนั่งเองก็สามารถปรับระดับได้ 20 ม.ม. แฮนด์บาร์และวินด์ชิลด์ก็สามารถปรับระดับได้เช่นกัน เรียกว่าออกแบบมาให้ผู้ใช้งานปรับตำแหน่งส่วนสำคัญต่างๆ ให้ได้ท่านั่งที่สบายและเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด  ในส่วนของเทคโนโลยีก็จัดเต็มระดับเรือธงโดยมีทีเด็ดที่ระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลจากทาง Bosch ปรับได้ 5 ระดับ โดยอาศัยเรดาห์ด้านหน้าตัวรถ (ใต้ไฟหน้า) นอกจากนี้ก็ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบถ้วน แต่มาในแบบที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชั่นคอนโทรล โหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบเบรก Cornering ABS หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน และอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากนี้ยังมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ เป็นหน้าจอ TFT 7 นิ้วที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เช่นเคย แต่มีขนาดใหญ่ขึ้นและสว่างชัดเจนแม้แสงจ้าซึ่งด้านใต้ยังมีช่องเก็บของพร้อมกับพอร์จจ่ายไฟแบบ USB อีกด้วย และเพื่อให้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายดายมากขึ้นทางค่ายได้ออกแบบสวิตช์ควบคุมต่างๆ ขึ้นใหม่ ให้ใช้งานได้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนได้แบบไม่ต้องจอดเลยหากคุ้นเคยแล้ว  ส่วนขุมพลังเครื่องยนต์นั้นไม่ได้เป็นจุดเด่นมากนักสำหรับโมเดลนี้ เพราะไม่ได้แรงขึ้น ยังคังมีแรงม้าและแรงบิดเท่าเดิมที่ 160 แรงม้าและ 138 นิวตันเมตรตามลำดับ แต่มีน้ำหนักเบาลง 1.6 กิโลกรัมจากการปรับเปลี่ยนเคสเครื่องให้บางลงและเดินระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันเครื่องใหม่ และแน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ผ่าน Euro5 แล้ว อีกทั้งยังปรับมาใช้เกียร์จาก PANKL ที่ปรับปรุงมาใหม่ รวมถึงท่อไอเสียแบบดีไซน์ใหม่อีกด้วย  ส่วนของช่วงล่างนั้นใช้ระบบกันสะเทือน WP APEX แบบปรับไฟฟ้า ซึ่งทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงแบบ 6D เพื่อให้ปรับค่าแเดมปิ้งได้อัตโนมัติและเหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่  สรุปสั้นๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้คือไม่เน้นเพิ่มความแรง แต่เน้นเพิ่มความสะดวกสบายและการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมมากขึ้น จากการปรับปรุงมิติของรถและเพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไป ให้การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมกว่าที่เคยครับ ซึ่งก็เหมาะสมกับรถในสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์แล้ว และหากยังไม่สุดพอก็มีของแต่งพาวเวอร์พาร์ทจาก KTM ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ได้อีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph-Speed-Triple-1200-RS

Speed Triple 1200 RS ใหม่ทุกมิติ แรงขึ้น 30 ม้า เบาลง 10 โล เทคจัดเต็ม เปิดตัวแล้วกับเจ้า Triumph Speed Triple 1200 RS หลังจากยั่วน้ำลายมาทั้งในแบบของคลิปทีเซอร์และภาพตัวอย่างที่เผยให้เห็นสัดส่วน หน้าอก หน้าใจ และบั้นท้าย เอ้ย ถังน้ำมัน ไฟหน้าและไฟท้าย วันนี้ก็ได้ฤกษ์ประกาศกันอย่างเป็นทางการแล้วครับ มีอะไรน่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ไปดูกันครับ เรียกว่าหลังเป็นโมเดลเกือบจะเป็นลูกเมียน้อยอยู่แล้วกับโมเดลระดับซูเปอร์เน็กเก็ดที่ไม่ได้รับการอัปเกรดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นเวลานาน จนนึกว่าจะไม่สนใจกันแล้วซะอีก มาคราวนี้จัดใหญ่ใหม่ทุกมิติ ทั้งดีไซน์ ขุมพลัง แชสซี ช่วงล่าง ตลอดไปจนถึงเทคโนโลยี ซึ่งทางค่ายหวังว่าจะส่งมอบสุดยอดเน็กเก็ดสปอร์ตที่มีสุดยอดสมรรถนะให้กับไบเกอร์  เริ่มกันที่หน้าตานั้นมีการออกแบบเส้นสายลายมัดกล้ามให้ดูคลีนๆ และเฉียบคมยิ่งขึ้น แต่ยังคงไม่ทิ้ง DNA ของสตรีททริปเปิลแต่อย่างใด จุดเด่นของดีไซน์ใหม่นี้จะอยู่ที่ไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ที่สวยงามหรูหราจัดๆ  เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงเสียงกระเส่าเช่นเคย แต่มีขนาดความจุที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 1,160 ซีซี ให้แรงม้าเพิ่มมากขึ้น 30 ตัวกลายเป็น 180 แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้น 8 นิวตันเมตรเป็น 125 นิวตันเมตร นอกจากซีซีจะเพิ่มขึ้น รอบเองก็สูงขึ้นอีก 650 รอบ จากการมีแรงเฉื่อยในระบบน้อยลง 12% เรียกได้ว่าเป็นแรงที่สุดของตระกูล Speed Triple เลย  นอกจากเรื่องของความแรง ไทรอัมพ์ยังใส่ใจในเรื่องของการควบคุมที่ดี ซึ่งจะต้องมีความคล่องตัวและแม่นยำสั่งได้ดั่งใจอีกด้วย ทางค่ายจึงทำการรีดน้ำหนักของรถลง 10 กก. ทำให้น้ำหนักรถรวมของเหลวเหลือเพียง 198 กิโลกรัมเท่านั้น แชสซีมีการออกแบบใหม่ปรับศูนย์ถ่วงใหม่ ตัวรถมีมิติที่เพรียวบางมากกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันมีแฮนด์บาร์ที่กว้างขึ้น ช่วยให้ขี่ได้ง่ายและคล่องตัวมากกว่าเดิม ช่วงล่างทั้งโช้คและเบรกก็จัดเต็มมาแบบซิ่งในสนามได้เลย โช้คแน่นอนว่าเป็นของ Ohlins และเบรกก็เป็นตัวท็อปอย่าง Brembo Stylema ก็การันตีเรื่องสมรรถนะช่วงล่างว่าต้องดีเยี่ยมแน่นอน  และอย่างที่บอกไปข้างต้นเลยว่าไฮเทคจัดเต็ม ซึ่งยังถือว่าสุดในตระกูลอีกด้วย จัดมาให้ทั้ง เซ็นเซอร์วัดและประมวลผลแรงเฉื่อย ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ครูซคอนโทรล แทร็คชันคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอยตัว คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 5 โหมด ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบสมาร์ทคีย์แบบใหม่ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT 5 นิ้วแสดงผลได้หลากหลาย และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นอัจฉริยะต่างๆ เสริมได้อีก  เรียกได้ว่า แรง เบา ไฮเทค และสะดวกสบายครบถ้วนกระบวนความ งานนี้ต้องมารอลุ้นกันว่าราคาในไทยจะเร้าใจเหมือนตัวรถหรือไม่กันครับ คาดว่าไม่เกินปีนี้แน่นอนครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha ครองแชมป์

Yamaha ครองแชมป์ แบรนด์มอไซค์ขายดีในอิตาลี ปี 2020 เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับสำหรับประเด็น Yamaha ครองแชมป์ รถขายดีในอิตาลี ปี 2020 ซึ่งหากคุณเป็นคนที่สนใจเรื่องราวในวงการสองล้อหรือยานยนต์มาระดับนึง คุณจะรู้ได้ว่าอิตาลีก็มีความเป็นชาตินิยมในระดับสูงพอสมควร นอกจากนี้อิตาลียังเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ยานยนต์ทั้ง 2 ล้อ 4 ล้อ ระดับโลกมากมาย แต่ยอดขายในปี 2020 นั้นกลับมีจำนวนรถของ Yamaha จากหลายรุ่นรวมกันจนครองแชมป์แบรนด์มอเตอร์ไซค์ขายดีที่อิตาลีไปได้  โดย 20 อันดับแรกของมอเตอร์ไซค์ขายดีนั้นตกเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นจากเมืองอิวาตะมากถึง 5 อันดับ และมียอดจดทะเบียนรวมกันสูงถึงเกือบ 12,000 คัน สวนทางกับแนวโน้มตลาดโดยรวมของอิตาลีเลยล่ะครับ อันดับ 5 เป็น Tracer 900 จำนวน 2,373 คัน อันดับ 7 เป็น Tenere 700 จำนวน 1,762 คัน อันดับ 8 เป็น MT-07 จำนวน 1,535 คัน อันดับ 11 เป็น MT-09 จำนวน 1,370 คัน  อันดับ 18 เป็น Tracer 700 จำนวน 1,097 คัน นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆ จากทางยามาฮ่าอีก รวมจดทะเบียนที่ 11,832 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.35% ขณะที่ยอดขายโดยรวมทั้งตลาดตกลงมา 5.1% เรียกว่าสวนทางกันอย่างชัดเจน  แม้ว่ารุ่นที่ขายดีอันดับ 1 จะไม่ใช่ Yamaha แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าโดยภาพรวมแล้ว Yamaha มีรถที่มีศักยภาพ และตอบโจทย์แฟนๆ ชาวอิตาลีได้เป็นอย่างดี จนครองใจไบค์เกอร์แดนพิซซ่าได้จำนวนมาก แล้วแฟนๆ SuperBike คนไหนขี่รถ Yamaha กันบ้างมั้ยครับ? อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NC750X 2021

Honda NC750X 2021 ปรับใหม่ไล่เบา เพิ่มความแรงและความสปอร์ต  เป็นอีกโมเดลที่ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรับปี 2021 โดยครั้งนี้เจ้า Honda NC750X 2021 มีหมัดฮุคเล็กๆ แต่เรียกคนสนใจได้เยอะ เพราะเน้นไปที่การไล่เบา แต่เพิ่มความแรงและความสปอร์ตให้มีมากขึ้น หลักๆ ก็เป็นการอัปเกรดโมเดลเดิมอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นและรองรับ Euro5 ซึ่งในส่วนของเครื่องยนต์จะมีแรงม้าเพิ่มมากขึ้น 4 แรงม้า เป็น 57.67 แรงม้า และมีแรงบิดเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย มีการเพิ่มเรดไลน์ให้มากขึ้นอีก 600 รอบ ใส่ระบบคันเร่งไฟฟ้าเข้ามาเป็นครั้งแรก และเปลี่ยนระบบไอดีและไอเสียใหม่  ในเรื่องของน้ำหนักที่เบาลงนั้นมีผลมาจากเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิม 1.2 กิโลกรัม และมีท่อไอเสียดีไซน์ 5 เหลี่ยมน้ำหนักเบาที่มีการออกแบบภายในใหม่ช่วยให้ได้เสียงที่นุ่มลึกอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเฟรมและแฟริ่งที่ปรับใหม่อีกด้วย ทำให้รวมๆ แล้วลดไปได้ถึง 6 กิโลกรัม มีการปรับอัตราทดเกียร์ให้ชิดเข้าในช่วงของเกียร์ 1 2 และ 3 และเมื่อบวกกับสลิปเปอร์คลัตช์ก็ทำให้การขับขี่นั้นสมู้ทและเชนเกียร์ลงได้รวดเร็วได้อารมณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น  คันเร่งไฟฟ้าที่ใส่เข้ามาทำให้มีโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Rain, Standard และ User ที่เจ้าของสามารถปรับการทำงานได้เอง  ในส่วนของหน้าตานั้นมีดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากขึ้น โดยมีการออกแบบให้แฟริ่งใหม่นั้นเฉียบคม และมีความมินิมอลมากขึ้น ปรับดีไซน์ของไฟหน้า ไฟท้ายและไฟเลี้ยวใหม่ โดยเป็น LED ทั้งระบบ  แม้ว่าจะมีน้ำหนักเบาลง เพิ่มความแรงและความสปอร์ต แต่ Honda ก็ยังไม่ลดฟังก์ชันในการใช้งาน มีการเพิ่มให้ช่องเก็บของจุได้มากขึ้น เบาะนั่งเตี้ยลง 30 ม.ม. ชิลด์บังลมกันลมได้ดีมากขึ้น และมีหน้าจอ LCD ใหม่อีกด้วย และทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เจ้าทัวริ่งแอดเวนเจอร์คันนี้น่าสนใจมากขึ้นจากทั้งดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวขึ้น ตัวรถที่น่าจะขับขี่ได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้นจากระบบต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามา นอกจากนี้ยังมีโมเดล DCT อีกด้วยนะครับ งานนี้สนนราคาน่าจะปรับเพิ่มจาก NC750X ที่เคยขายในบ้านเราเล็กน้อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก