SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Brembo ฉลอง 60 ปี โชว์แนวคิดปั๊มเบรกติดไฟ LED สะท้อนตัวตนคนยุคใหม่ ในปี 2021 นี้ Brembo ฉลอง 60 ปี ด้วยการซื้อคู่แข่งอย่าง J.JUAN ไปแล้ว ล่าสุดก็ทำการโชว์แนวคิดสุดสร้างสรรค์ด้วยการเปิดตัวคาลิเปอร์เบรกแนวคิดใหม่ New G Sessanta ที่มาพร้อมระบบไฟ LED ในตัว และสามารถปรับแต่งได้เองผ่านสมาร์ทโฟน โดยเจ้าคาลิเปอร์เบรกคอนเซ็ปต์ตัวนี้นั้นไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสีสันไฟ LED ได้เองเท่านั้น มันยังมีระบบอัจฉริยะอื่นๆ อยู่อีก อาทิ ระบบ GPS ที่สามารถติดตามรถได้ ใช้เป็นระบบล็อกรถก็ได้ด้วย หรือจะเป็นระบบแจ้งเตือนความดันลมยาง กระพริบเป็นไฟฉุกเฉิน หรือจะใช้เป็นไฟส่องสว่างที่ล้อเวลาต้องซ่อมบำรุงในที่แสงน้อยก็ทำได้ อย่างไรก็ดีตอนนี้มันเป็นเพียงแค่แนวคิดเท่านั้น ไม่ได้เป็นของผลิตมาขายจริงแต่อย่างไร ถ้ามีขายจริง มันก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR ทุบสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่ Aragon ล่าสุด Jonathan Rea ควบ ZX-10RR (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ทุบสถิติแบบไม่เป็นทางการเร็วกว่าสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่สนาม Aragon ในช่วงการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK โดย Rea ทดสอบไป 147 แล็ปในช่วงการซ้อม 2 วันของเขาและสามารถทำสถิติเวลาไว้ที่ 1’48.528 นาที เร็วกว่าสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่เขาเป็นคนทำไว้เอง 0.2 วินาที ส่วน Alex Lowes เพื่อนร่วมทีมสามารถทำเวลาซ้อมดีที่สุดที่ 1’49.182 นาที หลังจากหวดไป 186 แล็ป ทำสถิติเวลามาเป็นอันดับ 2 ในการซ้อมครั้งนี้ ส่วนสถิติเวลา 10 อันดับแรกในการซ้อมครั้งนี้มีดังนี้ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) 1’48.528s (147 แล็ป) Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) 1’49.182s (186 แล็ป) Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK) 1’49.763s (174 แล็ป) Tom Sykes (BMW Motorrad WorldSBK Team) 1’49.857s (187 แล็ป) Chaz Davies (Team GoEleven) 1’49.913s (149 แล็ป) Eugene Laverty (RC Squadra Corse) 1’50.604s (197 แล็ป) Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK) 1’50.702s (172 แล็ป) Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team) 1’50.781s (173 แล็ป) Jonas Folger (Bonovo MGM Action) 1’50.815s (116 แล็ป) Isaac Viñales (Orelac Racing VerdNatura) 1’51.724s (139 แล็ป) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021 ไซส์เล็กพร้อมซิ่งจาก Aprilia หลังจากเปิดตัวรุ่นใหญ่พิกัดเรือธงกันไปหมดแล้ว คราวนี้ Aprilia ก็หันมาเปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021 รถซิ่งไซส์เล็กกันบ้าง โดย 2 โมเดลนี้ไม่ได้ใหม่แค่สไตล์จากภายนอก แต่ยังมีอื่นๆ อีก แต่จะมีอะไรใหม่บ้าง ลองไปดูกันครับ รถพิกัดนี้ถือเป็นพิกัดของมือใหม่ และยังเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานเดินทางไปทำงานในทุกๆ วัน และทาง Aprilia ก็มองว่ารถในพิกัดนี้ก็น่าสนใจ และควรจะมีรถที่สามารถขี่ได้ทุกวันและขี่ได้สนุกด้วยจึงเป็นที่มาของ 2 โมเดลนี้ ทั้งคู่ล้วนมีพื้นฐานเดียวกัน โดยใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 14.75 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 11.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ และระบบเกียร์ 6 สปีด ทางค่ายอธิบายว่ามีการปรับปรุงภายในใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงห้องเผาไหม้ ท่อไอดี ไอเสีย วาล์ว และเรือนปีกผีเสื้อ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบทางเดินไอเสียใหม่และใช้ท่อไอเสียใหม่รวมถึงแคตตาไลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนค่อนข้างโดดเด่น โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มแบบ 2 ข้างไม่เหมือนกัน พร้อมโช้คหลังเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต กับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต และดิสก์เบรกขนาด 218 ม.ม. พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนลจาก Bosch และที่เด่นเลยคือมาพร้อมกับสายถักเลย และน้ำหนักเบาเพียง 144 กก. ในส่วนของดีไซน์นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับรุ่นพี่ในรหัส 660 มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินในโคมไฟหน้าเลย เรือนไมล์ก็จะเป็นแบบดิจิตอลพร้อมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และเปลี่ยนสีพื้นหลังได้ ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่พอที่จะใส่แท็บเล็ตขนาด 8 นิ้วพร้อมช่องชาร์จไฟได้ สำหรับการ เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 ครั้งนี้ ก็จะมีในเรื่องรุ่นย่อยเพิ่มมาด้วยสำหรับกรณีตัวสปอร์ตอย่าง RS ซึ่งตัวสแตนดาร์ดจะมีให้เลือก 2 สี คือสีดำแดง และสีน้ำเงิน และจะมีรุ่นพิเศษ GP Replica ที่เหมือนรถแข่ง MotoGP ซึ่งตัวนี้จะมาพร้อมควิกชิฟเตอร์และครอบเบาะท้าย ส่วนเน็กเก็ตอย่าง Tuono จะมาพร้อมสีดำแดง สีขาว และสีเทา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB150R Streetfire เน็กเก็ตมาดเข้มเปิดตัวที่อินโดฯ ล่าทางฮอนด้า อินโดนีเซียก็ได้ทำการเปิดตัวเน็กเก็ตไบค์ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวและดุดัน ซึ่งก็คือเจ้า Honda CB150R Streetfire และอย่าไปสับสนว่ามันจะมาในสไตล์ Neo Sport Cafe ที่บ้านเราใช้รหัสเดียวกันนี้ล่ะครับ เจ้าสตรีทไฟร์คันนี้มีจุดเด่นที่ตัวบอดี้ที่ดูใหญ่ดุดัน โดยมีการดีไซน์ถังน้ำมัน แฟริ่งบริเวณด้านข้างแผงหม้อน้ำและอกล่าง (อกล่างมีเฉพาะรุ่น Special Edition) ทำให้เจ้าโมเดลนี้ดูแน่นดูใหญ่เหมือนบิ๊กไบค์ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอื่นๆ อาทิ ระบบไฟ LED เต็มระบบ เฟรมถัก โช้คหน้าหัวกลับ แฮนด์แบบสอบปลาย หน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอลเต็มระบบอีกด้วย ดิสก์เบรกหน้าหลังแบบหยัก และพิเศษสุดสำหรับโมเดล Special Edition ที่ไม่ใช่แค่มีเพียงอกล่างเพิ่มเข้ามา แต่ยังมีสีสันที่แตกต่างออกไป โดยจะมีไทเทเนียมไหม้ที่แฮนด์บาร์และขอบล้อ รวมถึงแคร้งเครื่องสีทองแดง และโลโก้แบบ 3 มิติบนถังน้ำมัน เจ้าสตรีทไฟร์คันนี้จะใช้ขุมพลังสูบเดียวขนาด 149.16 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วางกับเฟรมถัก ระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 16.9 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 ทั้งยังเคลมท็อปสปีดมาที่ 125 กม./ชม. โดยมีอัตราการสิ้นเปลือง 40.5 กม./ลิตร โดยจะตั้งราคาจำหน่ายคิดเป็นเงินไทยราวๆ 65,000 บาทสำหรับรุ่นปกติ ส่วนในรุ่นสเปเชียลอิดิชันจะจำหน่ายที่ราคาราวๆ 67,000 บาท ถือว่าเป็นโมเดลที่มีความสวยงามและอ็อปชันน่าสนใจในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายด้วยมั้ยอันนี้ต้องรอลุ้นกันครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toni Bou ควบ Africa Twin โชว์เทพสไตล์แชมป์โลก X-Trial Toni Bou ยอดนักบิดจากแดนกระทิงดุ แชมป์โลกรถจักรยานยนต์ เอ็กซ์-ไทรอัล คนล่าสุด จากทีมแข่ง Repsol Honda ได้ทำการขับขี่ All New Honda Africa Twin CRF1100L ทดสอบเพอร์ฟอร์แมนซ์ความแข็งแกร่งของแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับเรือธงในสไตล์ที่แตกต่างอย่างสไตล์สองล้อผาดโผน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะและเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมของสุดยอดแอดเวนเจอร์ไบค์สายพันธุ์แชมป์ เจ้าของฉายา “ราชันย์แห่งทะเลทราย” ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ พร้อมกันนี้ยังได้มีการโพสต์ภาพและวีดีโอบนโลกออนไลน์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกสายลุย ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดศึกการแข่งขันฤดูกาลใหม่ปี 2021 อีกด้วย ¿Se puede hacer trial con una Africa Twin? @tonibou_oficial nuestro campeón del mundo, dice que sí… ¡Increíble Toni! #AfricaTwin pic.twitter.com/ALxLYxTieh — HondaMotorEuropeES (@HondaMotosES) March 31, 2021 (1) Watch | Facebook อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Bolt-R 2021 ปรับสีสันใหม่ หรูหรายิ่งขึ้น ครูเซอร์ไบค์วีทวินเพียง 1 เดียวจากค่ายรถจากเมืองอิวาตะ Yamaha Bolt-R 2021 เปิดตัวที่ญี่ปุ่น โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากสีสันภายนอกเท่านั้น ยามาฮ่านั้นมีรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่ายรถส่วนใหญ่ในท้องตลาด มีตั้งแต่โมเป็ดที่ขายในเอเชีย ไปจนถึงซูเปอร์สปอร์ตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเปี่ยมล้นด้วยสมรรถนะ เรียกได้ว่าเอาใจไบเกอร์ได้ทุกแนว นอกจากจะมีรถหลากหลายแล้วยามาฮ่าเองก็มักจะพัฒนารถให้ทันสมัยและมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับค่ายอื่นๆ ในวงการมอเตอร์ไซค์อยู่เสมอ และสำหรับปี 2021 ค่ายยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นแบรนด์นี้เองก็ได้ทำการอัปเดตเจ้าครูเซอร์คันนี้ใหม่ โดยสิ่งที่มาใหม่ในโมเดลนี้คือ ล้ออัลลอยใหม่ที่ต้อนเป็นล้อแบบปัดเงาแทนที่จะเป็นล้อสีดำเฉยๆ ซึ่งก็ทำให้ดูหรูหรามีระดับมากยิ่งขึ้น โช้คหลังพร้อมซับแทงก์อะโนไดซ์สีทองก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป และก็จะมีสีสันใหม่คือสีน้ำเงินเมทัลลิกพร้อมลายกราฟิกใหม่ ในด้านของสมรรถนะยังคงเดิม ยังคงใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 941 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ SOCH จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด โดยให้กำลังสูงสุด 54 แรงม้า แม้จะไม่เยอะแต่ก็เพียงพอที่จะขับขี่บนทางหลวง หรือว่าจะขี่ไปรอบๆ เมืองแบบชิลล์ๆ ได้ ระบบเกียร์ 5 สปีดพร้อมขับเคลื่อนด้วยสายพานเหมือนครูเซอร์สายพันธุ์อเมริกัน หากคุณมองให้ลึกลงไปคุณจะสัมผัสได้ว่า Yamaha ปรับปรุงเรื่องสไตล์เป็นหลัก โดยให้มันออกไปทางคลาสสิคมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับทาง Honda Rebel 1100 ที่เน้นไปในเรื่องของสมรรถนะมากกว่า ดังนั้นไบเกอร์ก็ต้องเลือกกันเองว่าจะเน้นไปที่สไตล์หรือสมรรถนะ การเปรียบเทียบตรงๆ อาจจะไม่สมเหตุสมผลนัก ส่วนเรื่องสนนราคานั้นหากมาจำหน่ายในไทยแล้วก็น่าจะคงราคาเดิม ราคารุ่นเดิมในไทยอยู่ที่ 429,000 บาท ครับ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zongshen Cyclone RX6 แอดเวนเจอร์ไบค์ขุมพลัง Norton ขณะที่ Nortan กำลังจะกลับมาผลิตอีกครั้งในอังกฤษ หลังจากต้องเผชิญกับภาวะใกล้ล้มละลายและกลายไปเป็นส่วนนึงของ TVS Motor ยักษ์ใหญ่จากอินเดีย จู่ๆ ก็มีรถ Zongshen Cyclone RX6 แอดเวนเจอร์ไบค์ที่ใช้ขุมพลังจากทาง Norton เปิดตัวมาซะอย่างนั้น แอดเวนเจอร์ไบค์คันนี้ผลิตโดยยักษ์ใหญ่แดนมังกรอย่าง Zongshen ซึ่งก่อนหน้านี้เคยโชว์ตัวเป็นรถคอนเซ็ปต์ไบค์มาก่อน และต่อมาก็มาเผยโฉมคันจริงในงาน เซี่ยงไฮ้มอเตอร์โชว์ 2021 ล่าสุดนี้เอง สายสัมพันธ์ระหว่างสองแบรนด์จากคนละฝั่งโลกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในปี 2017 ตอนที่แบรนด์จีนได้รับสิทธิ์การผลิตเครื่อง Atlas เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากทาง Norton เครื่องยนต์นี้เป็นการยกแบงก์ด้านหน้าของเครื่อง V4 ขนาด 1,200 ซีซีมา จากนั้นพัฒนาตามคำแนะนำของทาง Ricardo ทำให้ได้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงที่ให้กำลัง 84 แรงม้า ซึ่งเดิมทีมีความตั้งใจว่าจะใช้เจ้าเครื่องบล็อกนี้กับ Norton Atlas Ranger และ Atlas Nomad ซึ่งเริ่มเดินสายการผลิตกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นการผลิตไปไม่นาน ทาง Norton ก็ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางการเงิน ดังนั้นทางจีนจึงเริ่มการพัฒนาเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง เจ้าไซโคลนคันนี้มีขุมพลังขนาด 649.5 ซีซี มีพละกำลังตกลงมาเหลือเพียง 70.7 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 62 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยโมเดลนี้จะมีด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ รุ่นล้ออัลลอย และรุ่นล้อซี่ลวดสำหรับลุยได้มากขึ้น (โช้คมีระยะยุบมากขึ้นด้วย) ตัวรถมาพร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.75 นิ้วสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบคีย์เลส ถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร ระบบเบรกจาก Nissin ระบบเบรก ABS จาก Bosch และยาง Pirelli ช่วงล่างนั้นมีเฟรมแบบท่อเหล็กกล้า สวิงอาร์มอลูมิเนียม โช้คหน้าหัวกลับ KYB และโช้คหลังจากทาง KYB วางนอนแบบเดียวกับ Kawasaki Versys 650 โดยมีน้ำหนักตัวมากถึง 245 กก. โดยช่วงแรกจะจำหน่ายในจีนก่อน และมีแพลนจะส่งออกไปยุโรปในอนาคต ส่วนบ้านเรานั้นคงต้องรอลุ้นว่าจะมีใครนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 Duke Tech3 Edition แรงด้วยชุดของแต่งพิเศษ ทีมแข่งอย่าง Tech3 MotoGP นั้นเข้าร่วมการแข่งขันระดับสูงสุดในปี 2002 ด้วยฐานะทีมแข่งอิสระที่ใช้รถ Yamaha และมีนักแข่งระดับโลกอย่าง Andrea Dovizioso และ Ben Spies เข้าร่วมทีม อย่างไรก็ตามทีมแข่งจากฝรั่งเศสทีมนี้กลับไม่อาจจะประสบชัยชนะในเรซใดๆ ด้วยรถแข่ง Yamaha ต่อมาในปี 2019 Hervé Poncharal ผู้ก่อตั้งทีมก็ได้เลือกที่แยกทางจาก Yamaha และหันไปหา KTM แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายกับการตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องจากรถแข่งจากค่ายสีส้มนั้นทำผลงานได้ไม่ดีนัก แต่ในปี 2020 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของ Poncharal นั้นถูกต้อง เมื่อ Miguel Olivera นักแข่งชาวโปรตุเกสสามารถพาทีมชนะการแข่งขันได้เป็นครั้งแรก จากนั้นก็ยังสามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งในการแข่งขันโฮมเรซและยังเป็นเรซส่งท้ายฤดูกาล 2020 อีกด้วย และในปี 2021 ทางทีมก็ได้เผยโฉมรถแข่งที่มาในสีสันใหม่ ด้วยสีส้มสวยสะดุดตาเป็นพิเศษ และกลายเป็นสีสันที่แฟนๆ ต่างชื่นชอบกันมาก และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จแม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่เคทีเอ็มฝรั่งเศสก็ได้เปิดตัวโมเดลพิเศษสุดๆ อย่าง KTM 890 Duke Tech3 Edition ซึ่งโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นอย่างจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยมาในชุดสีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง MotoGP ของทางทีมนั่นเอง พร้อมกันนี้รถจะยังมาพร้อมอกล่างและครอบเบาะ รวมไปถึงท่อไอเสีย Akrapovic ที่ช่วยให้แรงขึ้นจากเดิม 115 ม้าเป็น 121 แรงม้ากันเลยทีเดียว ทั้งนี้ราคาโมเดลพิเศษที่จะจำหน่ายในแดนน้ำหอมเพียงแห่งเดียวนี้จะมีราคาที่ 11,690 ยูโร หรือราวๆ 442,500 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเพียง 1,300 ยูโรหรือราวๆ 50,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับสีสันพิเศษ ชุดของแต่ง และความแรงที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โมเดลนี้จะไม่จำหน่ายในประเทศอื่นๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Tuono V4 Factory ไฮเปอร์เน็กเก็ต สุดไฮเทค แรงขั้นแนวหน้า เปิดตัวกันไปแล้วในยุโรปกับ APRILIA TUONO V4 Factory ไฮเปอร์เน็กเก็ตระดับเรือธงจากค่ายเอพริเลีย ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและความแรงระดับแนวหน้า มีอะไรใหม่ อะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันครับ ดีไซน์ใหม่เน้นแอโรไดนามิก พูดถึงเรื่องแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์เป็นอะไรที่บอกเลยว่าหาได้ยากมากๆ จากรถสไตล์เน็กเก็ด เพราะโดยทั่วไปรถเน็กเก็ดจะไม่มีแฟริ่งหรือชิลด์ด้านหน้าตัวรถ ทำให้เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงๆ ผู้ขับขี่จะต้องแบกรับปัญหาเรื่องความแรงลมปะทะจากด้านหน้า ทำให้เหนื่อยง่ายและทำความเร็วไม่ได้อย่างที่ควรเป็น ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กับเน็กเก็ดไบค์คันนี้ โดยเจ้าทูโอโนคันนี้มีดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ โดยยังไม่ละทิ้งกลิ่นอายของทางค่าย มีความทันสมัย ดุดัน กะทัดรัดและให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างมาก มีแฟริ่งด้านบนยึดติดเข้ากับเฟรม ทำให้ช่วงล่างด้านหน้ารถนั้นไม่รับภาระน้ำหนัก ทำให้การควบคุมการขับขี่ตอบสนองได้แม่นยำ และยังป้องกันลมปะทะได้เป็นอย่างดีด้วย แน่นอนว่าโมเดลใหม่นี้ใช้การออกแบบแบบดับเบิ้ลแฟริ่ง แบบเดียวกันกับที่ใช้ใน RSV4 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงของทางค่าย ที่ทำให้รถมีวิงก์เล็ตในตัว ช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกส์ สร้างแรงกด และตัดลมได้ดี เป็นเหตุผลให้โมเดลนี้มีสมรรถนะที่ดีและขับขี่ได้สบายกว่าที่ผ่านๆ มา โดยจะเพิ่มความนิ่งในย่านความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็ป้องกันกระแสลมที่จะปะทะผู้ขับขี่ รวมถึงตัดลมร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ เอกลักษณ์สำคัญอย่างไฟหน้า 3 ตายังคงมีอยู่ โดยจะเป็นไฟแบบ LED เต็มระบบ และแน่นอนว่ามีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ด้วย โดยตรงตำแหน่งนี้เป็นไฟเลี้ยวในตัวด้วย ทำให้ไฟหน้ามีขนาดกะทัดรัด ช่วยให้ด้านหน้ารถไม่ใหญ่เทอะทะ ที่สำคัญคือมีเซ็นเซอร์ทไวไลท์ช่วยเปิดปิดไฟต่ำอัตโนมัติ พร้อมกับไฟกระพริบฉุกเฉินกรณีเบรกกะทันหันพร้อมยกเลิกเองอัตโนมัติ และสุดท้ายคือระบบเบนดิงไลท์ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยเวลาเข้าโค้งในยามค่ำคืน ออกแบบให้สบายมากยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องของแอโรไดนามิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงในส่วนของเออร์โกโนมิกด้วย ซึ่งก็คือเรื่องของสรีระท่านั่งขับขี่นั่นเอง ตัวรถมีถังน้ำมันใหม่ ออกแบบให้ด้านข้างแคบลง แต่คงความจุไว้ที่ 18.5 ลิตรเท่าเดิม ทำให้หนีบถังได้กระชับมากขึ้น และช่วยลดภาระที่แขนและร่างกายท่อนบนเวลาเบรก เพราะเราสามารถใช้ขาหนีบถังช่วยผ่อนแรงกระทำได้นั่นเอง รวมถึงยังใช้พักขาเวลาเข้าโค้งได้ดีขึ้นอีกด้วย ยังมีเบาะนั่งใหม่นั่งสบายมากขึ้น โดยออกแบบให้ยาวขึ้น และให้เหมาะกับนักบิดร่างโย่ง เมื่อรวมถึงระบบโช้คไฟฟ้าจาก Ohlins ก็ยิ่งทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากขึ้น (เฉพาะรุ่น) และสำหรับรุ่นแฟคทอรี่ที่ออกแบบให้เน้นขับขี่ในสนาม ตัวรถจึงออกแบบให้ถอดส่วนที่ไม่สำคัญสำหรับขับขี่ในสนามออกได้อย่างง่ายดาย อาทิ กระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อน และแผงยึดป้ายทะเบียน แชสซีใหม่ หลักๆ แล้วเฟรมยังคงเป็นเฟรมอลูมิเนียมที่เด่นเรื่องความแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลให้สามารถจับฟีลลิ่งขับขี่ได้ดีและควบคุมได้ง่าย ที่ใหม่คือสวิงอาร์มใหม่ ที่ใช้หลักการออกแบบแบบเดียวกันกับเฟรม แต่มีคานเสริมแรงที่ต่ำลง และออกแบบให้มีความซับซ้อนน้อยลง ลดจุดเชื่อมจากเดิม 7 จุดเป็น 3 จุด โดยสวิงอาร์ใหม่นี้นี้มีความแข็งแรงในแนวขวางมากขึ้น 48% ช่วยเพิ่มการยึดเกาะให้กับรถได้ และสำหรับรุ่นท็อปในส่วนของช่วงล่างจะมาพร้อมโช้คไฟฟ้า Smart EC 2.0 จากทาง Ohlins โดยเลือกปรับได้ 2 โหมดคือ โหมดกึ่งอัตโนมัติ และโหมดแมนวล โดยในโหมดกึ่งอัตโนมัติมีให้เลือกใช้งานย่อยลงไปอีก 3 รูปแบบ คือ A1, A2 และ A3 โดย A1 สำหรับยางสลิกและขับขี่ในสนาม A2 สำหรับยางมีดอกกับแทร็กที่ไม่ค่อยดีนัก และ A3 สำหรับขี่ถนนทั่วไป ในโหมดแมนวลเองก็มีให้เลือกอีก 3 แบบ คือ M1, M2 และ M3 โดยจะต้องปรับเซ็ตค่าไว้ก่อน กันสะบัดไฟฟ้าเองก็มาจาก Ohlins และสามารถปรับการใช้งานผ่านระบบไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้งานและตั้งค่าผ่านหน้าจอเรือนไมล์ TFT สีขนาด 5 นิ้วได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ระบบเบรกนั้น ด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันในรถพิกัดเรือธงกันทั้งนั้น แน่นอนว่าการันตีเรื่องประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่ถึงขั้นเทพสุดของโปรดักชันก็ตาม ส่วนยางนั้นก็จะให้เป็นยาง Pirelli Diablo Rosso III ที่สามารถขี่ถนนได้ยอดเยี่ยม ขี่แทร็กได้โอเค ติดรถมาจากโรงงานเลย ส่วนในรุ่นท็อปจะเป็น Pirelli Diablo Supercorsa ขุมพลังแรงไม่เปลี่ยน เป็นอีกเอกลักษณ์นึงของทางค่ายกับขุมพลังแบบ V4 65 องศาแบบแคบ ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีขนาดกะทัดรัดกว่าค่ายอื่นๆ ช่วยให้รวมศูนย์น้ำหนักไว้กลางรถได้ดีกว่าดีไซน์อื่นๆ โดยจะมีขนาดความจุ 1,077 ซีซี โดยคราวนี้ถูกปรับจูนมาใหม่ได้รอบที่สูงขึ้นอีก 300 รอบเป็น 12,800 รอบ และด้วยระบบไอเสียใหม่ที่มีแคตแบบเซรามิคเมทริกซ์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือทนทานกว่าและมีความเฉื่อยทางความร้อนน้อยกว่า กล่าวคือร้อนจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ไวกว่า และช่วยลดไอเสียได้ดี ทำให้เครื่องผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกทั้งยังเบากว่าเดิมด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์ยังมีระบบ ECU ใหม่ เป็น Magneti Marelli ECU 11MP

Suzuki GSX-S1000 2021 โฉมใหม่ ติดปีก แถมแรงขึ้นไม่สน Euro5 ไม่ใช่แค่ปรับจูนเครื่องยนต์รับปี 2021 ที่ต้องผ่าน Euro5 แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ทั้งคัน พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ อีกหลายจุดด้วยกัน ส่วนจะมีอะไรเปลี่ยน อะไรจะคงเดิมนั้นไปดูกันเลย ดีไซน์ภายนอกใหม่ ดีไซน์ใหม่ของเจ้านี่มีความโฉบเฉี่ยวกว่าเดิมอยู่มากเลย มีเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมเป็นสันมาแทนที่ความโค้งมนแบบเดิม มีการเดินเส้นสายที่ทำให้รู้สึกว่าด้านหน้าดูบึกบึนทรงพลังตามแบบสมัยนิยม ทั้งยังโดดเด่นด้วยครอบหม้อน้ำและที่สำคัญคือวิงก์เล็ตหรือปีกนั่นเอง แต่ที่เปลี่ยนไปมากที่สุดเลยคือไฟหน้าที่ออกแบบใหม่เป็นแบบซ้อนกันเป็นชั้นๆ ที่ทำให้รถดูมีหน้าเล็กลง ไม่เทอะทะ และใช้เทคโนโลยีโมโนโฟกัส LED ซึ่งให้ความสว่างมากขึ้น ขณะที่ส่วนด้านท้ายก็ดูปราดเปรียว มีความดิบจากการเผยให้เห็นชิ้นส่วนของซับเฟรมใต้เบาะ มีการเลือกทำส่วนท้ายให้เป็นสีดำหลอกตาให้ท้ายดูสั้น ให้ความรู้สึกตัว แม้ว่าจริงๆ แล้วดีไซน์ส่วนนี้ไม่ได้ต่างจากโมเดลเก่ามากนัก แฟริ่งสไตล์ใหม่ ในส่วนของภายในหลักๆ แล้วหลายๆ จุดยังคงเดิม เช่น เฟรม ยังคงเดิม จุดยึดแฟริ่งต่างๆ ก็คงเดิมตามไปด้วย แต่ว่าโมเดลใหม่มีการใช้แฟริ่งที่เน้นไปที่ผิวสัมผัสและงานสีแบบใหม่ ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแตกต่าง เช่น บริเวณครอบหม้อน้ำ โหนกหลังเรือนไมล์ และพาเนลด้านข้างใต้ถังน้ำมัน ที่จะเป็นเนื้อเหมือนลายหินอ่อนที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนกับคาร์บอนฟอร์จที่เป็นวัสดุราคาแพงแบบที่นิยมใช้กันในรถซูเปอร์คาร์ เครื่องเดิมปรับจูนใหม่ เครื่องยนต์ยังคงเป็นตัวเดิม ที่มีเบสมาจาก R1000 K5 แต่ปรับปรุงใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยที่มีความแรงไม่ตกลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งถ้าหลายคนสงสัยว่าทำไมไม่เปลี่ยนก็บอกเลยว่าเครื่องบล็อกนี้เขาคือเทพสุดในประวัติศาสตร์ของค่ายแล้วครับ โดยมีการปรับเปลี่ยนแคมชาฟต์ให้มีแคมโปรไฟล์ใหม่ มีการเลื่อมการจุดระเบิดน้อยลง มีวาล์วสปริงใหม่ คลัตช์ เรือนปีกผีเสื้อ แอร์บ็อกซ์ และท่อไอเสียใหม่พร้อมเพิ่มตัวแคตฯ ใหม่เข้าไปอีก ทั้งหมดนี้ทำให้แรงม้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 ตัวจากเป็น 152 แรงม้า และรอบสูงขึ้นอีก 1,000 รอบ ไปเป็น 11,000 แรงม้า อีกทั้งยังมีการกระจายตัวของแรงบิดที่ดีขึ้นในทุกช่วงความเร็ว โดยเฉพาะในรอบต่ำๆ อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อเสียคืออัตราการสิ้นเปลืองเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 22.66 กม./ลิตร เป็น 19.67 กม./ลิตร แต่ทางค่ายก็คำนึงถึงจุดนี้ มีการเพิ่มความจุของถังน้ำมันอีก 2 ลิตรเป็น 19 ลิตร ทำให้ได้ระยะทางต่อ 1 ถัง ไม่ต่างจากเดิมมาก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ มีการปรับมาใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าใหม่ มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ให้กำลังสูงสุดเท่ากัน แต่ต่างกันที่้ความเร็วในการส่งกำลังออกมา มีแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด (สามารถปิดเปิดได้) มีการปรับปรุงหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ยกมาจาก GSX-R1000 แต่ยังเป็นเพียงหน้าจอ LCD ไม่ใช่จอสี TFT แบบค่ายอื่น มีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางซึ่งมาพร้อมระบบช่วยบลิพคันเร่ง (เบิ้ลให้เองเวลาเชนจ์เกียร์ลง) มาให้ด้วยเลย ระบบช่วยสตาร์ทรถ ระบบช่วยเลี้ยงรอบในรอบต่ำ ป้องกันรถดับเวลาปล่อยคลัตช์เร็วเกินไป ช่วงล่างคงเดิมเพิ่มเติมสีสัน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนและเบรกยังคงไม่เปลี่ยนไป มีแค่สีสันที่โช้ตหน้าหัวกลับสีทองและโช้คหลังเดี่ยวจาก KYB ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังยังสามารถปรับรีบาวด์เพิ่มได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีมีการปรับเซ็ตค่าจากโรงงานมาให้ใหม่ ให้การควบคุมขับขี่ที่ดีขึ้นด้วย ระบบเบรกยังคงใช้ Brembo แบบโมโนบล็อกพร้อมจานเบรกขนาด 310 ม.ม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน สีสันและราคา สุดท้ายนี้เจ้า Suzuki GSX-S1000 2021 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงินและสีเงินแบบรถแข่ง MotoGP สีเทา และสีดำออลแบล็ค สนนราคาอยู่ที่ 10,999 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 481,000 บาท แต่ถ้าจำหน่ายในไทยจริงๆ คาดว่าราคาน่าจะแพงกว่าโมเดลที่ขายในไทยเล็กน้อย (โมเดลที่จำหน่ายในไทยปัจจุบันราคา 599,000 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

800MT แอดเวนเจอร์คันแรกจากค่ายมังกรฟ้า CFMoto เปิดตัวแล้ว ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลางคันแรกของทางค่ายมังกรฟ้าอย่าง CFMoto 800MT โดยไปเปิดตัวที่งาน Shanghai Auto Show 2021 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนนั่นเอง โดยเจ้าคันนี้จะใช้ขุมพลัง LC8 แบบ 2 สูบ 799 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ได้มาจากทาง KTM นั่นเอง ซึ่งเคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 94 ตัว และแรงบิดสูงสุดที่ 77.28 นิวตันเมตร ซึ่งเทียบกับทาง 790 Adventure ของทาง KTM นั้นลดลงมาเล็กน้อย จากเดิมที่ 95 แรงม้าและแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตร เป็นผลมาจากมีการปรับเปลี่ยนระบบคันเร่งไฟฟ้า แม็ปเครื่องยนต์ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลมากกว่าจะไปเน้นลุยหนักๆ เจ้ามังกรฟ้าคันนี้จะเป็นแอดเวนเจอร์ที่ค่อนมาทางทัวริ่งมากกว่าลุย เพราะมีรายละเอียดต่างๆ เน้นมาให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนนมากกว่า โดยมีถังน้ำมันแบบด้านบน ต่างกับ KTM และยังเลือกจะใช้เบาะนั่งแบบ 2 สเต็ปแทนที่จะเป็นเบาะแบบราบที่จะช่วยให้ถ่ายน้ำหนักเวลายืนขับขี่ได้สะดวกกว่า แบบที่มีใน 790 นอกจากนี้ยังมีระบบต่างๆ ที่ออกแบบมาเน้นการเดินทางอย่าง ครูซคอนโทรล อุ่นมือ และอุ่นเบาะ รวมไปถึงของเล่นทันสมัยอย่างหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบนำทางผ่านดาวเทียม อย่างไรก็ดีทางค่ายไม่ได้ใจร้ายเกินไปนัก ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มีทางเลือก คือ มี 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันสแตนดาร์ดนั้นจะมาพร้อมล้ออลูมิเนียม และเวอร์ชันเน้นลุยมากขึ้นก็จะมาพร้อมล้อซี่ลวด ยางกึ่ง และการ์ดท้องเครื่อง แต่ทั้งสองเวอร์ชันจะมีขนาดล้อที่เท่ากันคือ 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ส่วนช่วงล่างอื่นๆ ก็จะสเปกต่ำกว่าทาง 790 โดยมีโช้คจากทาง KYB และระบบเบรกจาก J. JUAN แทนที่จะเป็น WP และ Brembo แต่กระนั้นก็มีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้จากทาง Bosch ให้ใช้ด้วยครับ ที่น่าตกใจคือน้ำหนักของโมเดลนี้เมื่อเทียบกับ KTM แล้วมีน้ำหนักกว่าเกือบ 45 กก.เลยทีเดียว อย่างไรก็ดีก็น่าจะมีดีกว่าในเรื่องของป้ายราคาอย่างแน่นอน แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เปิดราคาขายก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lexmoto LXS 125 สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กพร้อมดีไซน์ท่อออกตูด ล่าสุดทาง Lexmoto ก็ได้ทำการเปิดตัว LXS 125 สปอร์ตไบค์น้องเล็กล่าสุดของทางค่าย ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างท่อไอเสียแบบออกใต้เบาะหรือที่เรามักจะนิยมเรียกว่าออกตูดนั่นเอง ในด้านดีไซน์ถ้าไม่นับว่าท่อออกท้ายอันโดดเด่นหาได้ยากในรถยุคนี้แล้ว ก็จะมีไฟหน้าคู่แบบ Full LED หน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอล ซึ่งไม่ได้โดดเด่นหรือสวยเป็นพิเศษ ทว่าตัวรถกลับมีสีสันให้เลือกที่ค่อนข้างจะคุ้นๆ ตาเหมือนมาจากค่ายรถญี่ปุ่นสักค่าย คือ มีสีเทาด้านตัดด้วยสีเหลืองนีออน และสีดำตัดด้วยน้ำเงิน โดยเจ้าน้องเล็กคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีแบบสูบเดียว ที่รองรับ Euro5 แล้ว เคลมมาว่ามีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 13.8 แรงม้า แต่กลับมาพร้อมกับรายละเอียดที่ไม่น่าเชื่อ อาทิ เกียร์ 6 สปีด ดิสก์เบรกหน้าคู่แบบหยัก ล้อขนาด 16 นิ้ว ซึ่งดูแปลกตากับรถพิกัดนี้ ช่วงล่างนั้นมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ตัวเบาะนั่งมีความสูง 790 ม.ม. และน้ำหนักรถเบาเพียง 155 กิโลกรัม โดยรวมๆ แล้วก็เป็นสปอร์ตไบค์ขนาดเล็กสัญชาติจีนนี้ที่ดูแปลกตาดี โดยเฉพาะในด้านดีไซน์ แต่อย่างไรก็ตามหากท่านใดสนใจก็ต้องลุ้นกันพอสมควรเลยล่ะครับว่าจะนำมาจำหน่ายในไทยมั้ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Street Scrambler 2021 และรุ่น Street Scrambler Sandstorm รุ่นพิเศษจาก Triumph หลังจากที่ Triumph เปิดตัวเจ้าสแครมเบลอร์ 1200 ครั้งแรกในปี 2019 ก็ได้ทำให้รถในตระกูลสแครมเบลอร์ของทางไทรอัมพ์มีสมรรถนะแบบออฟโร้ดที่มากขึ้นอย่างชัดเจน จนต่างกับ Street Scrambler ซึ่งเหมาะกับการขับขี่แถบชานเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ตัวรถก็ยังมาในสไตล์ของรถแข่งแบบสิงห์ทะเลทรายที่ดูเท่และสวยงามอีกด้วย และแน่นอนว่าโมเดลใหม่ในปีนี้ก็รองรับ Euro5 แล้วด้วย รวมถึงยังมีรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดอย่าง Sandstrom (แซนด์สตอร์ม) อีกด้วย ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 900 ซีซี พร้อมเอกลักษณ์เด่นอย่างท่อไอเสียแบบคู่ยกสูง และเพื่อที่จะผ่านเกณฑ์ไอเสียใหม่ก็ต้องมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ ทว่ากลับไม่ทำให้กำลังเครื่องยนต์ตก ซึ่งทางค่ายได้เคลมแรงม้ามาที่ 64 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,250 รอบ อย่างไรก็ดีแม้ว่ากำลังจะไปตกไปแต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักของระบบไอเสียที่เพิ่มมากขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม โดยไทรอัมพ์แอบซ่อนตัวแคตฯไว้ด้านหลังท่อบริเวณฮีตชิลด์ แต่ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมา แต่ตัวรถก็มีเบาะนั่งที่ไม่สูงมากและตัวรถเองก็ค่อนข้างกระชับ ทำให้ไม่ส่งผลต่อการขับขี่อะไรนัก ตัวรถมาพร้อมกับระยะยุบ 120 ม.ม.ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมล้อขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ ทำให้สามารถขับขี่ทางฝุ่นได้บ้าง อย่างไรก็ดีล้อของมันถึงจะเป็นล้อซี่แต่ก็ยังเป็นแบบต้องใช้ยางในก็อาจจะลำบากใจสายฝุ่นอยู่ ทว่าพักเท้าหนาม ระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลแบบปิดเปิดได้ ก็เป็นอะไรกับคนที่ชอบลุยอยู่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนใหม่ มีพาเนลข้างและป้ายเบอร์อลูมิเนียมใหม่ ตัวเรือนปีกผีเสื้ออลูมิเนียมปัดเงา การ์ดข้อเท้าและขาจับไฟหน้า รวมไปถึงเพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนังและเลือกใช้ผ้าในส่วนที่เน้นความสบาย ทางค่ายยังคงไว้ซึ่งถังน้ำมันสไตล์เรโทรทำให้รถเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิค และอีกสิ่งนึงที่เรายังไม่ได้พูดถึงคือโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 775 คัน อย่างเจ้าพายุทะเลทรายครับ โมเดลพิเศษ Sandstorm นี้จะมาพร้อมสีสันพิเศษสีเทาด้าน Matte Storm Grey และ ชุดสีเกรเดียนท์ Ironstone และชุดแต่งพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาเป็นของติดรถจากโรงงานเลย บังโคลนหน้าแบบสูงโดดเด่นกว่าเพื่อน มีการ์ดท้องเครื่องอลูมิเนียม ตะแกรงครอบไฟหน้า ท้ายแต่ง และกันลื่นถังทำให้โมเดลนี้โดดเด่นมากกว่าโมเดลธรรมดา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้ภาพลักษณ์ลุยๆ และขับขี่แบบลุยๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW F900R Force รุ่นพิเศษ 300 คัน ขายในฝรั่งเศสเท่านั้น เน็กเก็ดไบค์ระดับกลางจาก BMW ที่เป็นต้นแบบของโมเดลพิเศษอย่าง F900R Force นั้นเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว มาพร้อมดีไซน์ที่เฉียบคมมากขึ้นยิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา ทั้งยังมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูง กับราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นด้วย จนกระทั่งโมเดลนี้เป็นที่น่าจับตามองโมเดลต้นๆ ในกลุ่มของเน็กเก็ดไบค์ระดับกลาง นอกจากนี้การที่ราคาดีกว่าเดิมนั้นยังช่วยให้ BMW สามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ให้กับนักบิดที่มีอายุน้อยลงได้มากขึ้นอีกด้วย ขุมพลังสองสูบขนาด 895 ซีซีให้กำลังแรงม้าถึง 105 แรงม้า และยังสามารถปรับจูนให้มีแรงม้าเหลือ 45 แรงม้าได้เพื่อให้สอดคล้องกับใบขับขี่ A2 ที่ใช้ในยุโรปและสามารถปรับให้กลับมาแรงเท่าเดิมได้เมื่อได้ใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ประเภท A ซึ่งใช้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทุกประเภท สำหรับครั้งนี้ถือเป็นโชคดีของไบเกอร์แดนน้ำหอมที่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับโมเดลพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 300 คัน โดยมองจากภายนอกจะเห็นได้ว่ามีสีสันลายกราฟิกใหม่เป็นสีน้ำเงินซานมาริโนและสีเหลืองนีออนทั่วคัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอุตสาหกรรมการบิน นอกจากสีสันแล้วก็ยังมีการติดตั้งชิฟเตอร์ อกล่างและครอบเบาะท้ายมาด้วยเลย ทำให้รถมีราคากระโดดขึ้นไปอีก 900 ยูโรหรือราวๆ 34,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dragster 800 RR London Special ลายพิเศษจากลอนดอน คันเดียวในโลก MV Agusta ได้เปิดตัวแทนจำหน่ายในกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในชื่อว่า MV Agusta London Store 3.0 ซึ่งจะในสโตร์จะโชว์โมเดลต่างๆ ของทางค่ายและจำหน่ายรถให้กับชาวลอนดอน และเพื่อเป็นการฉลองโอกาสพิเศษที่น่าจดจำนี้ ทางค่ายจึงจัดการคัสตอมเจ้า Dragster 800 RR London Special ขึ้นมาโดยใช้ลวดลายของธงสหราชอาณาจักรเป็นแรงบันดาลใจ หลังจากที่ได้รับการอัปเดตรับ Euro5 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว เครื่องยนต์สามสูบ 798 ซีซียังคงรักษากำลัง 140 แรงม้าไว้ได้ ทั้งยังทนทานกว่าเดิมจากการใช้เทคโนโลยีเคลือบชิ้นส่วนแบบ DLC และมีปลอกก้านวาล์วใหม่ ทั้งยังได้ติดตั้งหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยเพิ่มเข้าไป ทำให้สามารถใช้งานระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่อิงกับองศาของตัวรถ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ และระบบไฟแบบปรับองศาเอง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงในส่วนของแชสซีใหม่หมดอีกด้วย และสำหรับการเป็นโมเดลพิเศษให้กับทางอังกฤษแบบคันเดียวในโลกนั้น หลักๆ ยังคงเดิมมีเพียงแต่สีสันและลายกราฟิกภายนอกเท่านั้น โดยส่วนของถังน้ำมันนั้นจะเป็นงานเพ็นต์สีขาว สีน้ำเงินและสีแดง และยังมีธงยูเนียนแจ็คที่แฟริ่งข้างด้านหน้าและบนถังน้ำมันด้านบน นอกจากนี้ยังมีลวดลายกราฟิกที่เป็นแลนด์มาร์คที่มีชื่อเสียงของลอนดอน อาทิ ทาวเวอร์บริดจ์ หอนาฬิกาบิ๊กเบน และลอนดอยอาย นอกจากนี้ยังมีในส่วนของล้อ ที่ทำเป็นสีน้ำเงิน ดุมและหมุดสีแดง เบาะนั่งทำจากหนังอัลคันทาราเย็บด้ายแดงเป็นลายข้าวหลามตัด และยังโดดเด่นด้วยเฟรมถักสีแดง และครอบคลัตช์แบบใสโชว์ให้แห่นคลัตช์สีแดงด้านใน น่าเสียดายที่ตอนนี้ทางค่ายยังไม่มีแพลนที่จะขายโมเดลพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นโอกาสดีที่เราอาจจะได้เห็นโมเดลพิเศษในแบบเฉพาะของแต่ละเมืองใหญ่ๆ ในอนาคตอีกก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli 302R 2021 โฉมใหม่ อัปเกรดเพียบ แถมเบาลง 22 โล แม้ว่าเบเนลลีนั้นจะมีเจ้าของที่แท้จริงเป็นบริษัทสัญชาติจีนอย่าง Qianjiang Motors แต่ดูเหมือนว่าดีไซน์ของโมเดลใหม่ๆ กลับไม่ได้แย่ลงแต่อย่างใด แต่กลับดูดียิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเจ้า Benelli 302R 2021 ที่คุณเห็นอยู่นี้ พักหลังๆ นี่ใครที่ติดตามวงการสองล้อมาจะรู้ว่าค่ายรถต่างๆ ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อที่จะขายรถในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา อินเดีย ซึ่งก็มีมาตรฐานต่างๆ กัน ทั้ง Euro5 ของยุโรป หรือจะเป็น BS6 ของอินเดีย รวมถึงการที่เบเนลลี่ไปลุกตลาดที่อเมริกาเหนือ และในที่สุดก็เป็นโอกาสเปิดตัวโฉมใหม่ของสปอร์ตไบค์พิกัด 300 ซีซีของทางค่ายสักที เมื่อมองเข้าไปให้ใกล้ๆ อีกนิดจะเห็นได้ว่าโมเดลใหม่นี้นั้นมีการปรับปรุงขนานใหญ่เลย หลังจากไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานหลายปี ไฟหน้าแบบฮาโลเจน เรือนไมล์แบบเดิมๆ ได้หายไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็นไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์สี TFT แล้ว อีกทั้งดีไซน์ของมันก็ผอมเพรียวกว่าเดิม ทำให้ดูสวยงามดุดันกว่าเดิมมาก นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ก็มีการอัปเดตในส่วนอื่นๆ เช่น ช่วงล่าง ที่ตอนนี้ได้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ปรับพรีโหลดได้ โช้คหลังเดี่ยวเองก็ปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ระบบเบรกเองก็ปรับมาเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่แบบ 4 พ็อตอีกด้วย ส่วนขุมพลัง 2 สูบเรียงขนาด 302 ซีซีเองก็ปรับปรุงใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 34 ตัว แม้ว่าจะทำให้แรงตกไปบ้าง แต่ทางค่ายก็มีการชดเชยในจุดนี้โดยมีการออกแบบแชสซีของรถให้มีน้ำหนักน้อยลง แต่มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยน้ำหนักรถเบาลงถึง 22 กก. เหลือเพียง 182 กก.เท่านั้น ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับสำหรับโมเดลที่ปรับใหม่มานี้ ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้นก็คงต้องรอกันไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler 1200 ปรับใหม่รับ 2021 พร้อมเปิดรุ่นพิเศษ Steve McQueen Edition ล่าสุดทางไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดิร์นคลาสสิกสายลุย 2 รุ่นรับปีแห่ง Euro5 ได้แก่ Scrambler 1200 XC และ Scrambler 1200 XE โฉมใหม่ล่าสุดปี 2021 ทั้งยังได้เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน Steve McQueen Edition ที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันสวยงามและโดดเด่นไม่ซ้ำใคร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชื่อและตำนานอันโดดเด่นของนักแสดงภาพยนต์ชื่อดัง และสตันท์แมนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนจากโลกภาพยนตร์ พร้อมลุยแบบคลาสสิค ด้านดีไซน์นั้นยังคงเป็นแบบคลาสสิคไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนอกจากสีสันใหม่ 3 เฉดสีทั้งในรุ่นย่อย XC และ XE ได้แก่ สีน้ำเงินโคบอลต์ Cobalt Blue, สีเขียวกากีแบบด้าน Matt Khaki Green และสีดำแซฟไฟร์ Sapphire Black รวมไปถึงการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Steve McQueen Edition โดยจุดเด่นของสแครมเบลอร์จากทางไทรอัมพ์นั้นจะมาในดีไซน์สไตล์รถคัสตอม เด่นที่ถังน้ำมันพร้อมฝาถังแบบมอนซ่าทำจากอลูมิเนียมขัดเงา สำหรับรุ่น XE ตัวรถจะมีการติดตั้งด้วยแฮนด์การ์ด ก้านเบรก Brembo MCS โช้คสีทอง และสวิงอาร์มอะลูมิเนียมยาว และรายละเอียดตกแต่งสีดำอโนไดซ์ ให้มาดพร้อมลุยและดุดันกว่า ปรับเครื่องใหม่ เครื่องยนต์ยังคงสมรรถนะที่ดี แม้จะต้องเจอกับมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง High Torque ขนาด 1,200 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้แรงม้าสูงสุดที่ 90 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 110 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ พร้อมกับท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ยกปลายสูงให้เข้ากับสไตล์ของตัวรถ ช่วงล่างแน่นพร้อมลุย เป็นจุดเด่นอีกจุดของสแครมเบลอร์เลยก็ว่าได้ โดยทั้ง 3 รุ่นนั้นจะมาพร้อมช่วงล่างพร้อมลุยระดับแนวหน้า มีโช้คหน้าจากทาง Showa และโช้คหลังคู่พร้อมซับแทงก์จาก Ohlins (รุ่น XE และ Steve McQueen Edition จะมีระยะยุบที่มากกว่า 50 ม.ม.ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 แบบโมโนบล็อก ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบลอยตัว และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS และเพื่อให้ลุยข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้เต็มที่ จึงมีล้อหน้าขนาดใหญ่ 21 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมล้อแบบซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในอีกด้วย เทคโนโลยีเน้นๆ แม้ว่าจะดีไซน์แบบคลาสสิคแต่ก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย สมกับเป็นโมเดิร์นคลาสสิคนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น โหมดการขับขี่ 6 แบบ Road, Rain, Sport, Off-Road และ Rider (Off-Road Pro เฉพาะรุ่น XE และ Steve McQueen Edition) ระบบเบรก ABS (Cornering ABS เฉพาะรุ่น XE และ Steve McQueen) ระบบไฟ LED และไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หน้าจอเรือนไมล์ TFT แบบสี พร้อมสวิตช์แบบมีแบ็กไลต์ ระบบสตาร์ทรถโดยไม่ใช้กุญแจ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูซคอนโทรล และช่องจ่ายไฟแบบ USB สำหรับรุ่น Steve McQueen Edition โมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจด้านสเปคมาจากรุ่นดั้งเดิมอย่างTriumph TR6 ที่สร้างชื่อเสียงจากฉากขับขี่ที่กระโดดข้ามลวดหนามในตำนานภาพยนตร์เรื่อง “The Great Escape” ซึ่งเป็นฉากสุดคลาสสิกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1963 โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษมีจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลก โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะ มาพร้อม โลโก้ Steve McQueen ที่เป็นเอกลักษณ์บนตัวถังและปะกับแฮนด์ ตัวรถจะมาในเฉดสีเขียว Competition Green สุดโดดเด่น ซึ่งไม่มีในโมเดลอื่น โดยจะมีพื้นฐานสเปกและชิ้นส่วนมาจากรุ่น XE นอกจากนี้ยังมาพร้อมของแต่งตรงรุ่นติดตั้งจากโรงงาน อาทิ การ์ดเครื่องยนต์สเตนเลส

Superveloce 2021 ปรับใหม่แรงไม่ตกพร้อมอัดเทคโนโลยีใหม่เพิ่ม นีโอคาเฟ่เรซเซอร์สุดจี๊ดจากค่ายรถจากเมืองพิซซ่าก็เป็นอีก 1 โมเดลที่ได้รับการอัปเดตในปี 2021 เพื่อที่จะให้ผ่านมาตรฐานไอเสียอันเข้มงวดในยุโรปหรือ Euro5 พร้อมกันนี้ยังได้ออกโมเดลใหม่รหัส S เป็นตัวท็อปเพิ่มความพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ Euro5 ไม่ส่งผลกับเจ้า MV Agusta Superveloce 2021 เพราะกำลังเครื่องยนต์ต่างๆ ยังคงไม่ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด เพราะทางค่ายมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์หลายจุดด้วยกัน เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 800 ซีซีของมันยังคงรีดแรงม้าออกมาได้มากถึง 144 แรงม้าเช่นเดิม ส่วนตัวเลขแรงบิดนั้นอยู่ที่ 88 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับพิกัดนี้ เพื่อที่จะให้ผ่านมาตรฐานใหม่ได้ทางค่ายก็เลยจัดการเคลือบก้านวาล์วใหม่ด้วยเทคโนโลยี Diamond Like Carbon ลดแรงเสียดทาน และยังป้องกันการสึกหรอได้ดี มีการใช้บ่าวาล์วไทเทเนียม และออกแบบระบบไอเสียใหม่หมด รวมไปถึงปลายท่อแบบตัดเฉียงก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงแล้วเราสังเกตได้ เท่านั้นยังไม่พอยังมีหัวฉีดใหม่ขนาดใหญ่และจ่ายน้ำมันด้วยความแรงที่มากขึ้น ปรับกล่อง ECU ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และยังใช้ระบบออยล์คูลเลอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นอีก 5% อีกด้วย ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องยนต์ที่มีการอัปเดตปรับเปลี่ยน ยังมีการปรับในหลายๆ ส่วน อาทิ เฟรมเพลตที่ออกแบบใหม่ช่วยให้ทนต่อการบิดตัวมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างเองก็ดีขึ้นจากการปรับเปลี่ยนค่าใหม่ของโช้คหน้ามาจากโรงงานเลย ในส่วนของคลัตช์ก็มีการใช้เรือนคลัตช์ที่แข็งแรงขึ้น มีการอัปเกรดซอฟต์แวร์ของควิกชิฟเตอร์ เพื่อให้การเข้าเกียร์ทำได้นุ่มนวล เงียบ และแม่นยำมากขึ้น ยังไม่หมดเท่านั้น ตัวรถยังมีการเพิ่มระบบ IMU เข้ามา ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็จะอัปเกรดตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น แทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ และระบบช่วยออกตัว ส่วนระบบเบรกแบบ Cornering ABS นั้นจะเป็นของจากทาง Continental หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้วเองก็ได้รับการอัปเกรดให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และใช้งานแบบหน้าจอเสมือนได้ผ่านแอพลิเคชัน MV Ride App ปิดท้ายด้วยโมเดล S ก็จะมีสิ่งที่แตกต่างออกไปคือ สีพิเศษ เป็นสีขาวมุกตัดด้วยสีทองเพิ่มความหรูหราขั้นสุด มีการใช้ล้อซี่แบบไม่ต้องใส่ยางในจากทาง Kineo และมีเบาะหนังอัลคันทาราสีน้ำตาล อีกทั้งยังมีเรซซิ่งคิทที่จะเพิ่มในส่วนของตูดหมดหรือครอบเบาะท้าย ท่อ Arrow แบบเรซซิ่งและ ECU อัปเดตใหม่ สนนราคาของโมเดลสแตนดาร์ดนั้นเริ่มต้นที่ 20,700 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 780,000 บาท ส่วนโมเดล S นั้นเริ่มต้นที่ 23,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 880,000 บาท มาจำหน่ายในไทยคงแตะหลักล้านเป็นแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1290 SUPER DUKE RR ขีดสุดของซูเปอร์เน็กเก็ด ค่ายสีส้มขวัญใจวัยรุ่นออสเตรีย เปิดตัวโมเดลที่จะทำให้หน้าประวัติศาสตร์เน็กเก็ดไบค์เปลี่ยนไปอีกครั้ง กับ KTM 1290 Super Duke RR ซูเปอร์เน็กเก็ดโมเดลระดับขั้นสุด พร้อมจำนวนขายแบบลิมิเต็ดอิดิชันเพียง 500 คันเท่านั้น มีอะไรโดดเด่นยังไงบ้าง ไปตำกันทีละด้านได้เลย ถือเป็นโมเดลแรกเลยสำหรับเคทีเอ็มกับโค้ดเนม RR ซึ่งถือว่าเป็นขั้นสุดของทางค่าย เป็นโมเดลระดับเรือธงพร้อมการผลิตแบบจำนวนจำกัด และพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Pure Performance หรือว่าว่าวกันซื่อๆ ง่ายๆ ว่า สมรรถนะแบบเน้นๆ โมเดลพิเศษระดับเรือธงนี้จะผลิตขึ้นเพียง 500 คันเท่านั้นและสามารถสั่งพรีออเดอร์ทางออนไลน์เท่านั้น สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้น่าสนใจมากๆ คือตัวเลขสเปกชีตที่อยู่ในระดับน่าตื่นตาตื่นใจ ขุมพลัง 2 สูบวีขนาด 1,301 ซีซี แรง 180 ม้า หนัก 180 กก. 140 นิวตันเมตร เท่ากับว่าม้า 1 ตัวแบกน้ำหนัก 1 กก. เท่านั้น แถมทอร์คยังมหาศาลอีกด้วย วงเล็บไว้ว่าเครื่องผ่าน Euro5 แล้วด้วยนะครับ สิ่งที่เปลี่ยนไปในโมเดลนี้เมื่อเทียบกับโมเดลสแตนดาร์ดก่อนคือ เบากว่าเดิม 9 กก. แต่ตัวรถยังคงแข็งแรง มีความคล่องตัว และให้ความนิ่งที่ความเร็วสูงๆ ได้ดีกว่า โดยล้อนั้นเบาลงกว่าเดิม ทำให้มีน้ำหนักใต้สปริงน้อยลงกว่าเดิมถึง 1.5 กก. ซึ่งส่งผลต่อดีต่อการขับขี่อย่างมาก และสิ่งที่เด่นมากที่สุดคือระบบกันสะเทือนขั้นสุดจาก WP โดยด้านหน้าจะมาพร้อมโช้คหน้าหัวกลับ WP APEX PRO 7548, กันสะบัด WP APEX PRO 7117 และโช้คหลัง WP APEX PRO 7746 ซึ่งทั้งหมดสามารถปรับค่าต่างๆ ได้หมด และมีการทำพิเศษเพื่อโมเดลนี้โดยเฉพาะ สิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำหนักของโมเดลนี้เบาลงอย่างมากคือการใช้คาร์บอนไฟเบอร์จำนวนมาก โดยซับเฟรมเองก็ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และการนี้เองทำให้ดีไซเนอร์สามารถออกแบบท้ายใหม่รับกับไฟท้าย LED แบบใหม่ได้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบอะแด็พทีฟเบรกไลท์อีกด้วย ซึ่งเจ้าระบบนี้จะทำงานด้วยการกระพริบไฟเบรกถี่ๆ เวลาเบรกกะทันหันเพื่อช่วยเตือนคนที่ขับตามมาด้านหลังได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในจุดที่ไม่น่าเชื่ออย่างองศาการเปิดคันเร่ง ให้มาไว้ขึ้นอีก 7 องศาเมื่อเทียบกับโมเดลปกติ ช่วยให้คุณบิดคันเร่งสั่งเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งแรงได้ทันใจ ทั้งยังลดภาระที่ข้อมือได้อีกด้วย และเพื่อให้สามารถขับขี่ในสนามได้สมกับรหัสพิเศษนี้แบบเต็มขั้น ตัวรถก็เลยมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เอื้อกับการขับขี่ในสนาม ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ในสนาม Track Mode และโหมด Perfomance ที่ปรับปรุงใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับค่าการทำงานของระบบอื่นๆ ได้เกือบจะไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันการสลิปที่ล้อหลัง การตอบสนองคันเร่ง ระบบช่วยออกตัว และระบบแทร็คชันคอนโทรล ปิดท้ายอสูรร้ายพันธ์ุโหดด้วยท่อสลิปออนจากแบรนด์ Akrapovic ทำจากไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อทำให้มันดุดันและสวยงามมากยิ่งขึ้น ต้องบอกว่าโมเดลนี้คือขีดสุดของเน็กเก็ดในค.ศ.นี้จริงๆ ครับ ไม่ว่าจะในด้านไหนๆ ก็ตาม สนนราคานั้นก็ร้อนแรงน่าดูอยู่ที่ 21,499 ปอนด์หรือราวๆ 930,000 บาท หากมาจำหน่ายในไทยแล้ว สนนราคาคงทะลุล้านบาทไปจนถึงล้านกลางๆ เป็นแน่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทย เผยโฉม New Wave125i 2021 หรือที่ใครหลายคนรู้จักในฉายา เวฟปลาวาฬ ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “ให้คำว่าผู้นำ เป็น…ได้มากกว่าที่เคย” โดดเด่นด้วยสีเทาใหม่ Metallic Matte Gray สุดโฉบเฉี่ยว พร้อมเอมเบลมเรียบหรู เส้นสายตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความปราดเปรียว สง่างาม ทันสมัยทุกมุมมอง มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่คุ้มค่า New Wave125i 2021 มาพร้อมระบบไฟหน้า LED Headlight หรูหรา เฉียบคม ส่องสว่างทันทีเมื่อสตาร์ท เรือนวัดความเร็ว Premium Amber Meter ดีไซน์เรียบหรู ให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ครบครันชัดเจน มั่นใจด้วยระบบกุญแจนิรภัย มาพร้อมม่านปิดช่องกุญแจ ให้ความสะดวก ปลอดภัย ใช้งานง่าย เพียงกดกุญแจก็เปิดกล่องใต้เบาะได้ทันที ส่วนพื้นที่ใต้เบาะใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์ ด้วยขนาดไซส์ XL ความจุถึง 17 ลิตร พร้อมถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร นิว เวฟ125ไอ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่รวดเร็วทันใจ ด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งดีเยี่ยม ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า โดยมีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 71.4 กม./ลิตร ผ่านการทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ และมั่นใจทุกครั้งที่ขับขี่ด้วยดิสก์เบรกหน้า ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่ายเจ้า เวฟปลาวาฬ Wave125i 2021 สีเทาใหม่ Metallic Matte Gray พร้อมกับอีก 3 เฉดสีเดิมที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีสันแบบสปอร์ตทูโทน ในรุ่นล้อแม็ก ได้แก่ สีน้ำเงิน-แดง, สีดำ-แดง และสีขาวแดง ราคาแนะนำ 56,000 บาท และในรุ่นล้อซี่ลวด สีดำ, สีแดง-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำ 53,800 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ นิวฮอนด้าเวฟ 125 ไอ ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 650 NK SP 2021 ปรับช่วงล่าง เสริมเทคโนโลยี การันตีขี่ดีขึ้นชัวร์ แบรนด์จีนดีไซน์เฉียบอย่างซีเอฟโมโต ล่าสุดก็ได้แอบเปิดโมเดลใหม่ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งก็คือเจ้า CFMoto 650 NK SP 2021 เน็กเก็ดไบค์สองสูบพิกัด 650 ซีซี ที่จัดว่าน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิมพอสมควรกับการปรับปรุงรับปี 2021 ในครั้งนี้ การปรับปรุงและอัปเดตในครั้งนี้นั้นหลักๆ ดูเหมือนว่าจะพุ่งเป้าไปที่คนที่มีกำลังซื้อมากขึ้น โดยจะมีการเปลี่ยนโช้คใหม่ไปใช้ของ KYB และยางเองก็มาใช้ Pirelli Angel ST ซึ่งก็จะช่วยให้การขับขี่ การยึดเกาะดีขึ้น ส่วนล้อนั้นมีดีไซน์ใหม่เข้ากับรถมากขึ้น แต่ก็ส่งผลแต่เรื่องความสวยงามเท่านั้น นอกจากเรื่องของช่วงล่างแล้ว ยังมีการติดตั้งระบบสลิปเปอร์คลัตช์ตัวใหม่เข้าไป ในส่วนของเครื่องยนต์ก็มีการใช้หัวฉีดใหม่จาก Bosch เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าโมเดลนี้น่าจะขายในประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในยุโรป โดยตอนนี้เคลมแรงม้ามาที่ 56.4 แรงม้า ขณะที่ตัวรถนั้นมีน้ำหนักรถเปล่า 193 กก. นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนแสดงผล มาใช้หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ตามเทรนด์ของมอเตอร์ไซค์สมัยใหม่ที่ต่างก็เริ่มหันมาใช้หน้าจอแสดงผลแบบนี้กันมาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Burgman 400 2021 ปรับใหม่ทั้งภายนอกภายใน กระแสของแม็กซี่สกู๊ตเตอร์นี่มาแรงอย่างต่อเนื่องจริงๆ ครับ หลายๆ ค่ายต่างทยอยปรับปรุงหรือออกโมเดลใหม่เพื่อตีตลาดสกู๊ตเตอร์ โดยเฉพาะในกลุ่มไม่เกิน 400 ซีซี ถือว่ามีตัวเลือกหลากหลายมากมายจริงๆ เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี ขี่ง่าย สบายต่อการเดินทาง และคราวนี้เป็นคิวของ Suzuki กันบ้างที่มีการปรับปรุงเจ้า Burgman 400 2021 ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ในส่วนของภายนอกนั้นมีใหม่ก็ในส่วนของสีสันใหม่ ซึ่งจะเป็นสีด้านใหม่ มีสีเทา สีดำ และสีเงิน และทั้งหมดมาพร้อมกับล้อสีน้ำเงินใหม่เท่านั้น ส่วนภายในนั้นแน่นอนว่าส่วนใหญ่โมเดลที่ปรับปรุงใหม่นั้นมีผลมาจากการบังคับใช้มาตรฐาน Euro5 ของรถที่จะจำหน่ายในยุโรปซึ่งเจ้าเบิร์กแมนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยคราวนี้มีการปรับปรุงในส่วนเครื่องยนต์ มีการติดตั้งระบบหัวเทียนคู่เข้าไป เปลี่ยนหัวฉีดใหม่ ช่วยให้การเผาไหม้ได้ประสิทธิภาพและสะอาดมากขึ้น ทั้งยังปรับไทมิ่งการจุดระเบิดและการเปิดปิดวาล์วใหม่เพื่อให้สตาร์ทได้ง่ายขึ้น เดินเบาได้สมู้ทขึ้น รวมไปถึงส่งกำลังได้ดีขึ้น มีแรงบิดที่ดีขึ้นในช่วงรอบต่ำถึงกลาง และยังช่วยให้ผ่าน Euro5 อีกด้วย โดยตอนนี้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำให้แรงม้าที่ 29.2 แรงม้าที่ 6,300 รอบและแรงบิดที่ 35.2 นิวตันเมตรที่ 4,900 รอบ ในส่วนของฟีเจอร์ต่างๆ นั้น มีแทร็คชันคอนโทรลที่ปรับปรุงใหม่ที่ทำงานได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น ระบบเบรก ABS มีการปรับปรุงดีไซน์ใหม่มีขนาดเล็กและเบากว่าเดิม และทำงานได้ดียิ่งขึ้น มีระบบ Easy Start หรือระบบช่วยสตาร์ทเพียงกดปุ่มครั้งเดียว เรือนไมล์เองก็มีการอัปเดต โดยยังคงเดิมเรื่องดีไซน์แต่แสดงผลข้อมูลได้มากขึ้น อาทิ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในขณะนั้น เป็นต้น ฟังก์ชันอื่นๆ ในแบบของสกู๊ตเตอร์ก็มีอยู่แน่นๆ เช่นเคยไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ขนาด 42 ลิตร เก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบ 1 ใบ และแบบครึ่งใบอีก 1 ใบ ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ก็ยังคงมี (น่าจะเป็น USB เลยจะดีไม่น้อย) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชมโฉมหน้า CBR1000RR-R FIREBLADE รถแข่ง WorldSBK ประจำปี 2021 ก่อนที่จะเริ่มทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งแรกของปีที่ Montmeló ประเทศสเปน ทาง Team HRC ก็ได้ทำการเปิดเผยโฉม CBR1000RR-R FIREBLADE รถแข่ง WorldSBK ประจำปี 2021 ของสองนักแข่ง Alvaro Bautista และ Leon Haslam ให้ได้ชมกัน โดยปีนี้ก็ถือเป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกันแล้วที่ทางทีมโรงงานเข้ามาทำทีมลงแข่งในรายการนี้ โดยการเปิดตัวครั้งนี้เป็นไปในรูปแบบของเวอร์ชวลพรีเซนเทชันจากทาง Team HRC เผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของทาง HRC ซึ่งถ่ายทำกันในโรงรถของทีม เผยให้เห็นโฉมหน้า 2021 CBR1000RR-R FIREBLADE คันงาม นอกจากนี้ผู้ชมจะได้ฟังคอมเมนต์และความคาดหวังของสมาชิกคนสำคัญในทีม ในฐานะที่พวกเขาได้เตรียมพร้อมที่จะสู้ศึกในการแข่งขันระดับโลกด้วยรถโปรดักชันอีกด้วย เท็ตซึฮิโระ คุวาตะ ผู้อำนวยการ HRC และผู้จัดการทั่วไปแผนกการจัดการแข่งขันจากยังได้ส่งข้อความบอกให้เห็นถึงว่าการแข่งขันนั้นสำคัญกับทาง Honda มากขนาดไหน ทางค่ายได้พยายามอย่างหนักและต่อเนื่องเพื่อที่จะพัฒนารถให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยมีแนวคิดว่าเจ้าไฟร์เบลดคันนี้คือรถที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันและวาดลวดลายในสนาม ทางคุวาตะเองยังได้กล่าวอีกว่าการพัฒนาทั้งในส่วนของรถและการจัดการบริหารทีมนั้นเสร็จสิ้นตั้งแต่ในช่วงฤดูหนาวแล้ว และเขาก็ได้มอบหมายงานต่อให้กับผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง Leon Camier แล้วอีกด้วย การผันตัวจากนักแข่งมาเป็นผู้จัดการทีมนั้นถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักแข่งชาวอังกฤษผู้นี้ เขาเป็นคนที่กระตือรือร้นและมีส่วนให้โปรเจกต์การพัฒนารถของทางวิศวกรจาก HRC นั้นสำเร็จได้ด้วยดีและยังทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งๆ ที่มีอุปสรรคอย่างปัญหาเรื่องโรคระบาด Covid-19 เข้ามาเพิ่มเติม ด้านของสองนักแข่งต่างก็ยินดีที่มี Camier อดีตนักแข่งที่เคยแข่ง SBK มาเหมือนกันกับ Leon Haslam มาร่วมงาน หลังจากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงในช่วงฤดูหนาวที่มีทั้งขี่มินิไบค์ยันขี่เอ็นดูรานซ์จบลง Haslam ก็พร้อมที่จะกลับมาขี่ม้าศึกของเขาอีกครั้ง พร้อมยังบอกอีกว่าเขาสามารถขึ้นไปยืนแถวหน้า ด้วยประสบการณ์และการเติบโตจากปีที่แล้วได้อย่างแน่นอน ทางด้าน Alvaro Bautista เองก็ได้แชร์ความรู้สึกในช่วงที่เขาฝึกซ้อมช่วงฤดูหนาวให้ฟังด้วยอีกว่า เขาฝึกมาทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อที่จะอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ความประทับใจแรกของเขาได้จากการที่รถดีขึ้นด้วยฝีมือของวิศวกร ฟีลลิ่งเองก็ดี และเป้าหมายของเขาในตอนนี้ก็คือทุ่มสุดตัวและพยายามที่จะคว้าชัยมาให้จงได้ งานนี้แฟนๆ Honda ก็เตรียมตัวชมผลงานการซ้อมอย่างเป็นทางการได้เลย แล้วการแข่งขันก็จะเบิดศึกกันในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway GT270 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ เปิดราคาเร้าใจท้าชนเจ้าตลาด เริ่มต้น 119,900 ถือเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์คีเวย์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว กับการเปิดตัว Keeway GT270 ที่ถือเป็นสกู๊ตเตอร์หรือจักรยานยนต์ออโตเมติกรุ่นแรกของทางค่าย พร้อมกันนี้ยังกล้าการันตีรับประกันเครื่องยนต์นานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม.และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงอีก 1 ปีเต็ม GT270 นั้นออกแบบภายใต้แนวคิด More than City Scooter หรือแปลง่ายๆ ว่าเป็นได้มากกว่าสกู๊ตเตอร์สำหรับใช้งานในเมืองทั่วๆ ไป โดยจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างสมรรถนะและดีไซน์ และยังมีฟังก์ชันการทำงานที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง ให้คุณไปได้ไกลว่าที่คิด รูปลักษณ์จะออกมาในแบบของสปอร์ต มีความโฉบเฉี่ยวทันสมัย มาพร้อมฟังก์ชันสมัยใหม่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย อาทิ สมาร์ทคีย์ แผงหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลแบบ LCD ระบบไฟ Full LED ทั้งหมดพร้อมเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ได้สะดวก ขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 4 วาล์ว ขนาด 278 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ให้แรงม้า 21.4 แรงม้าที่ 7,250 รอบ แรงบิด23 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ส่วนของช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ OKD แบบซับแทงค์ไนโตรเจน ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดิสก์เบรกหน้าขนาด 240 ม.ม. และดิสก์หลังขนาด 220 ม.ม. พร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อนั้นจะเป็นขนาด 13 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมยาง IRC 110/70-13 และ 130/70-13 ทั้งนี้จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันด้วยกันได้แก่ Standard มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีขาว และสีดำด้าน จำหน่ายในราคา 119,900 บาท Extreme เป็นรุ่นตกแต่งพิเศษ จำหน่ายในชุดสีน้ำเงิน มาพร้อมโช้คหลัง Ohlins แครชบาร์ การ์ดไฟหน้าและแผ่นรองเท้าสแตนเลส จำหน่ายในราคา 134,900 บาท รวมภาพรุ่น Extreme ด้านล่าง [envira-gallery id=”34329″] อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก