SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
พาชม Honda Exhibition Hall นายกฯ เปิดม่าน MotoGP 2026

การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฤดูกาลแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2026 KTM RC 160

2026 KTM RC 160 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2569 พร้อมเครื่องยนต์ 164.2cc 19 แรงม้า ดีไซน์ถอดแบบรถแข่ง เช็กสเปกและรายละเอียดที่นี่

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Sergio Bonfanti ผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Yamaha

Sergio Bonfanti ผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Yamaha วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักและพูดคุยกับ Sergio Bonfanti ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์ไซค์ของทาง Ferodo Racing ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Pata Yamaha WorldSBK Team ช่วยแนะนำตัวเองเกี่ยวกับ Ferodo และบทบาทหน้าที่ของคุณหน่อยครับ เชา (สวัสดี) ทุกคน ดีใจจริง ๆ ที่ได้คุยกับพวกคุณ! เป็นเวลานานมากแล้วที่ผมทำงานกับทาง Ferodo Racing ซึ่งต้องย้อนไปยันศตววรษที่แล้วเลยล่ะครับ ตอนที่ผมเริ่มทำงานก็ปี 1995 เลย เราทำงานบนหลักพื้นฐานธุรกิจซึ่งก็คือการที่แบรนด์เข้าไปมีส่วนรวมกับการแข่งขันทุกประเภท ซึ่งมีตั้งแต่การแข่งขัน WorldSBK และการแข่งขัน UK MX National Championships ซึ่งเรามีความสำพันธ์อันยอดเยี่ยมและยาวนานกับทางทีม Yamaha ทั้งสองทีมอย่างทีม Pata Yamaha WorldSBK และทีม Yamaha Crescent ทาง Ferodo คิดยังไงกับสไตล์การเบรกของ Toprak กับ R1?   เขาเป็นนักแข่งที่พิเศษมาก ๆ ซึ่งเขาสามารถสร้างข้อได้เปรียบเมื่ออยู่ในสนามด้วยวิธีการใช้เบรกของเขา ความรู้สึกไวของเขาโดดเด่นไม่เหมือนใครในแพ็ดด็อก WorldSBK นั่นทำให้เขาสามารถใช้เบรกได้ดีกว่าคนอื่น ๆ เรซไหนใน WorldSBK ที่คุณคิดว่าสนุกมากที่สุดในปีนี้ครับ? เรซแรกของฤดูกาลคือเรซที่ผมคิดว่าสนุกมากกว่าเรซอื่น ๆ ครับ มันเป็นเรซที่ให้กลิ่นอายที่ทำให้เราคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในฤดูกาลนั้น ๆ ครับ! ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นปีไหน ๆ ก็ตาม ธุรกิจช่วงโควิดเป็นยังไงบ้างครับ? วิกฤติเรื่องโรคระบาดนั้นเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เราต้องทำการบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคต เราใช้เวลาของเราในช่วงแรกเหมือนกับที่ชาวประมงใช้ตอนที่พวกเขาไม่ได้ออกไปจับปลาตอนที่มีพายุใหญ่ เราได้ทำการซ่อมแซมตาข่ายของเราให้พร้อมที่จะจับปลาให้มากยิ่งกว่าเดิมในตอนที่เราจะกลับไปที่ทะเลอีกครั้งหลังจากพายุจางหายไป! ทำไมไบเกอร์ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จาก Ferodo กับรถขี่ถนนหรือรถขี่สนามของพวกเขา? ความปลอดภัยและสมรรถนะที่เป็นเหมือนกับหน้าที่ของพวกเรา และนี่คือจุดเด่นสำคัญที่เรามอบให้ลูกค้าทั่วโลกที่ใช้สินค้าเกี่ยวกับระบบเบรกของพวกเราเสมอมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Monkey King Custom Special Edition รถคัสตอม 300 คัน ในโลก

 Monkey King Custom Special Edition  รถคัสตอมตัวใหม่ล่าสุด ที่มาในธีมสีดำตัดทอง (Black and Gold) เข้มขรึม เท่ขั้นสุด แต่ไม่ทิ้งความซนในแบบฉบับมังกี้ ผลิตให้ครอบครองจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ‘Monkey King Custom Special Edition’ มาพร้อมลวดลายกราฟิกในแบบ Monkey King เข้มด้วยสีดำตัดกับสีทอง ลงตัวกับโลโก้ Monkey King และโลโก้ Monkey Z125 ประดับมงกุฎสีทองสะดุดตา พร้อมวงล้อดำตัดสีทอง และลวดลายลูกเล่นบนสวิงอาร์ม เสริมความพรีเมียมขั้นสุดด้วย Serial Number เรียงลำดับตัวเลขของรถ พร้อมให้ได้ออกไปอวดความซนได้อย่างราชา สำหรับสาวก Monkey ที่ต้องการเป็นครอบครองความซนของ ‘The Monkey King Custom Special Edition’ หนึ่งใน 300 คัน สามารถเข้าไปชมรถคันจริงได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขา ในราคาแนะนำ 112,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

D.I.D Service Center

  บริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด ผู้ผลิตโซ่สเตอร์ รถจักรยานยนต์ดีไอดี (D.I.D) เปิด Flagship Store แห่งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นี้ที่บางแสน ภายใต้ชื่อ DID Service Center โดยมีคุณศิริ อังคฉัตรชัย รองผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด และ คุณคณิน เหล่าจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดี ด้วยแนวคิด “มาตรฐานใหม่ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย” จากความตั้งใจของ D.I.D ที่จะเป็นศูนย์ให้บริการที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชั่น และไลฟ์สไตล์ เพื่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกรูปแบบ รวมถึงส่งเสริมและให้ความรู้ในด้านการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนล้อ สำหรับจักรยานยนต์ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุโดยรถจักรยานยนต์มากกว่า 800,000 ราย โดย “D.I.D Service Center” ตั้งอยู่บน เลขที่ 72/1 ถ.ข้าวหลาม ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี อยู่ติดกับตลาดปลาบางแสน เปิดให้บริการตั้งแต่ 09:00 – 18:00 น. หยุดทุกวันอังคาร และภายในร้านถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนได้แก่ Service : โซนสำหรับให้บริการตรวจสอบระบบขับเคลื่อนล้อ รวมถึงเปลี่ยนโซ่และสเตอร์ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน พร้อมทีมช่าง จาก D.I.D ที่ผ่านการอบรมจากหลักสูตรการซ่อมบำรุงที่เป็นมาตรฐาน ที่จะคอยให้คำแนะนำการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนล้อ และช่วยแก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ เพื่อให้รถจักรยานยนต์ของคุณพร้อมขับขี่บนถนนอย่างปลอดภัย Lounge : โซนพักคอยสำหรับลูกค้าระหว่างการรับบริการ ซึ่งแบ่งเป็นส่วนของเคาน์เตอร์บาร์ที่สามารถดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด หรือจะนั่งพักผ่อนที่โซฟาก็สามารถเลือกได้ตามความต้องการ พร้อมทั้งบริการฟรี WiFi และน้ำดื่ม เพื่อความผ่อนคลาย และลดความเมื่อยล้าจากการเดินทาง Product : โซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก D.I.D ที่มีโซ่ครบทุกประเภทของรถจักรยานยนต์ ได้แก่ Street & Supersport, Dual Purpose & Adventure, Road Racing, Motocross และ Rally & Enduro รวมไปผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาโซ่ Chain Lube และ Chain Cleaner ส่วนวงล้ออลูมิเนียมขวัญใจสายฝุ่นอย่าง D.I.D DirtStar ก็มีให้เลือกซื้อครบทุกซีรีส์ ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น Apparel : โซนสินค้าไลฟ์สไตล์จาก D.I.D ที่มีเสื้อผ้า หมวก และ Accessories มากมาย และยังมี D.I.D x VR46 คอลเลคชั่นพิเศษจาก D.I.D ที่ร่วมออกแบบโดย Valentino Rossi นักแข่งขวัญใจชาวมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก คุณ มาซูฮิสะ อิโต้ ประธานบริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด กล่าวว่า “ทุกวันนี้การให้บริการ และการให้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมีผลกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ หลังจากที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากหน้าร้าน ดังนั้น D.I.D จึงตั้งใจมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าผ่าน D.I.D Service Center แห่งแรกในไทย และในอนาคตก็ตั้งใจที่จะขยายสาขาต่อไปในภาคอื่นๆอีกด้วย” สุดท้ายทาง DID Service Center ก็มีโปรโมชั่นเพื่อฉลองการเปิดร้านให้กับลูกค้าทุกคน เป็นบริการ “ล้าง-ขัดเคลือบโซ่ ฟรี ทุกรุ่น ทุก cc.” และ 10 คันแรกของทุกวันจะได้รับบริการติดตั้งโซ่สเตอร์แบบฟรีค่าแรง หรือแลกรับส่วนลด 10% สำหรับแลกซื้อโซ่เส้นใหม่ อีกด้วย โปรโมชั่นมีผลตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ทั้งนี้สามารถติดตามโปรโมชั่น และข่าวสารล่าสุดได้ที่ Facebook Page : DID Service Center อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA FINO FINAL EDITION ฉลองครบรอบ 60 ปี Limited 999 คัน

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ยืนหยัดในการผลิตสินค้าคุณภาพ และอยู่คู่กับคนไทย ด้วยการส่งรถจักรยานยนต์ออโตเมติกโมเดลระดับตำนานอย่าง “ฟีโน่” ออกวางจำหน่ายในโอกาสสุดพิเศษนี้ นั่นคือ YAMAHA FINO FINAL EDITION ต้นกำเนิดแห่งรถออโตเมติกแฟชั่นจากยามาฮ่า ความคลาสสิกร่วมสมัยที่ครองใจคนไทยมา กว่า 18 ปี ที่ผลิตออกมาจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน ทรงคุณค่าด้วยโลโก้ Emblem สีทอง และเพลทระบุหมายเลขจำกัดเฉพาะแต่ละคันที่ผลิต เพิ่มความพิเศษอีกระดับด้วยหมวกกันน็อกลายพิเศษ และมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร   สำหรับ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BLUE CORE 125 ซีซี เทคโนโลยีแห่งความประหยัด เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษ ตอบโจทย์การใช้งานได้ครบทุกจังหวะการขับขี่ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ยังคงเสน่ห์ความโดดเด่นด้วย ไฟหน้า LED สไตล์โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่ Diamond Cut Lens ที่นอกจากจะให้ความสว่างชัดเจนแล้ว ยังเต็มไปด้วยความคลาสสิกร่วมสมัย รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครอย่าง DUO METER เรือนไมล์แยกส่วน พร้อมไฟแสดงการขับขี่แบบประหยัด เห็นชัดทุกองศาการมองในขณะขับขี่ นอกจากนี้ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ยังมาพร้อมกุญแจแบบ ANSWER BACK SYSTEM ที่สามารถเปิดช่องกุญแจได้แบบอัตโนมัติ พร้อมไฟเรืองแสง และส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถช่วยให้มองหาตำแหน่งจอดรถได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อม LUGGAGE BOX 7.2L ที่เก็บของขนาด 7.2 ลิตร ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกครึ่งใบรวมถึงสัมภาระจำเป็นได้อย่างสบาย และปลอดภัยหายห่วง โดย “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” จะผลิตออกมาจำหน่าย จำนวน 999 คัน พร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ มาพร้อมกับโลโก้ Emblem สีทอง ที่ระบุหมายเลขการผลิตตัวรถ และเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ โดยจะนำรถจักรยานยนต์ที่ระบุหมายเลขสวย และหมายเลขมงคลออกมา ร่วมประมูลกับผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปร่วมผลิต และพัฒนาหมวกกันน็อกขนาดเล็กที่ออกแบบและผ่านมาตรฐาน มอก. ทั้งนี้ทางไทยยามาฮ่ามอเตอร์จะทำการบริจาคหมวกกันน็อกผ่านหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงบริจาคผ่านกิจกรรมของผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สำหรับ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน และผลิตจำหน่ายเพียงสีเดียวเท่านั้น คือ สีดำ (Original Black) ที่ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นด้วยโลโก้ Emblem สีทอง พร้อมวางจำหน่ายในราคา 50,900 บาท พร้อมการให้ความมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยสามารถเป็นเจ้าของ “YAMAHA FINO FINAL EDITION” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ พิเศษลูกค้ายามาฮ่าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Yamaha Smart Reward เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายจากยามาฮ่า สมาชิกใหม่รับฟรี 5,000 คะแนน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Website: www.yamaha-motor.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450 SR S 2024

CFMoto 450 SR S สปอร์ตตัวจี๊ด เด่นด้วยอาร์มเดี่ยวและวิงก์เล็ต หลังจากที่ได้เห็นภาพโมเดลใหม่จากค่ายมังกรฟ้าอย่างเจ้า CFMoto 450 SR S 2024 สปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น ก็บอกได้คำเดียวว่าเสียดายเลยสำหรับคันนี้ เพราะบ้านเราค่ายนี้ก็เงียบเชียบ ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรมานานมากแล้ว แต่เจ้าโมเดลนี้กลับมีอะไรแจ่มแจ๋วมากมายหลายอย่างเลยทีเดียวเชียวล่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่ามีอะไรแจ่มอย่างที่ผมได้โม้เอาไว้บ้าง สำหรับดีไซน์การออกแบบบอกเลยว่าโดดเด่นระดับตัวพัน ทั้งวิงก์เล็ตที่ด้านหน้า สวิงอาร์มเดี่ยว และปลายท่อแบบซ่อนอยู่ด้านล่างยิ่งขับเด่นด้านท้ายให้ดูดุดันสไตล์สปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 449.5 ซีซี ให้กำลังแรง 49.6 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 39 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วงล่างตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 37 ม.ม.สามารถปรับแต่งแดมปิ้งได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Brembo M40ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยและยางจะมีขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นมีมาให้พอสมควรไม่ได้มากมาย ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ตัวรถจะมีระบบแทร็คชันคอนโทรล และระบบเบรก ABS ซึ่งจะมาช่วยในเรื่องของความปลอดภัย สุดท้ายตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือสีดำ Zircon Black และสีเทา Tundra Grey เปิดราคาจำหน่ายที่ 33,580 หยวนหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 170,500 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ก็น่าจะโดดไปอยู่ที่หลักสองแสนบาทเป็นต้นไป สำหรับโมเดลนี้ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับว่าน่าเสียดายจริง ๆ ที่ตัวแทนบ้านเราเงียบไปแล้ว ไม่งั้นก็จะได้เห็นโมเดลสวย ๆ อีกหลายคันเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ร่วมซัพพอร์ตการแข่งสองล้อ กว่า 150 รายการทั่วโลก

Pirelli ร่วมซัพพอร์ตการแข่งสองล้อ กว่า 150 รายการทั่วโลก พีเรลลี นั้นพร้อมสำหรับการท้าทายในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ในฤดูกาลใหม่แล้ว หลังประกาศว่า Pirelli ร่วมซัพพอร์ตการแข่งสองล้อ รวมแล้วกว่า 150 รายการทั่วโลก ภายหลังจากที่ได้เข้าร่วมสนับสนุนการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 บริษัทยางสัญชาติอิตาลีจะได้มีโอกาสนำปรัชญาของตัวเองที่เป็นวลีอันลือชื่อว่า “We sell what we race, we race what we sell” (เราขายยางที่เราใช้แข่ง เราแข่งด้วยยางที่เราขาย) ไปสู่แพ็ดด็อกแห่งใหม่ เป็นเพราะว่าทางค่ายจะนำยางที่ขายให้กับคนทั่วไป ไม่ใช่ยางโปรโตไทป์ ทั้งนี้ยางของพวกเขาพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและใช้ในการแข่งขัน WorldSBK มาแล้วกว่า 20 ฤดูกาล เป็นการแข่งที่เปรียบเสมือนกับแล็ปทดลองแบบกลางแจ้งที่ช่วยให้ทางค่ายยางดังกล่าวพัฒนายางมาโดยตลอด ซึ่งจะซัพพอร์ตยางในกลุ่มเรซซิ่งหรือยางในตระกูล DIABLO นั่นเอง นอกจากรายการสองล้อรถโปรโตไทป์แล้วทาง Pirelli เองจะยังเป็นผู้ซัพพอร์ตยางแต่เพียงผู้เดียวให้กับรายการ FIM Women’s Motorcycling World Championship หรือ WorldWCR และการแข่งขันทาเลนต์คัพรายการอื่น ๆ ที่มุ้งเน้นการสร้างนักแข่งหน้าใหม่เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นส่วนนึงของโครงการ Dorna’s Road to MotoGP หรือเป็นการปั้นนักแข่งดาวรุ่งดวงใหม่สู่โมโตจีพีนั่นเอง  การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ต่าง ๆ ที่พีเรลลีเข้าร่วมสนับสนุนในปี 2024 นั้น รวม ๆ กันแล้วมีมากกว่า 150 รายการเลยทีเดียว มีทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ซึ่งการแข่งขันทางเรียบนั้นนอกจากที่พูดถึงไปแล้ว ยังมีการเข้าร่วมสนับสนุนในรายการระดับชาติ เช่น British Superbike (ซึ่งสนับสนุนแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่ปี 2008) German IDM Championship และ French Superbike Championship เป็นต้น ส่วนพันธะสัญญาทีพีเรลลีมีต่อการแข่งขันออฟโร้ดนั้นก็มีหลายรายการเช่นกัน เช่น FIM Motocross World Championship หรือ MXGP ที่จัดการแข่งขันโดย Infront ซึ่งพีเรลลี่มีส่วนให้นักแข่งคว้าแชมป์โลกในรายการนี้มาแล้วกว่า 81 สมัย และจะเป็นผู้สนับสนุนยางอย่างเป็นทางการจนถึงปี 2025 Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายแข่งขันมอเตอร์ไซค์จากทาง Pirelli กล่าวว่า “พันธะสัญญาของเราในปีนี้ที่มีต่อการแข่งขันมอเตอร์ไซค์นั้นเข้มแข็งกว่าที่ผ่านมา จากการที่เราเข้าไปเป็นผู้ซัพพอร์ตยางแต่เพียงผู้เดียวในรายการ Moto2 และ Moto3 ตลอดไปจนถึงรายการทาเลนต์คัพอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนนึงของโครงการ Dorna Road to MotoGP และในรายการ FIM Women’s Motorcycling World Championship อีกด้วย” “นอกจากนี้ผู้คนยังจดจำเราในฐานะที่เราเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกับความถูกต้องสมบูรณ์ในผลิตภัณฑ์และการทำงานของเรา ซึ่งเราทุ่มเททำงานมาตลอดหลายปีในการแข่งขัน FIM Superbike World Championship, Motocross World Championship และในรายการระดับชาติอื่น ๆ อีกมากมาย”  “เรายังจะนำปรัชญาของเราไปเผยแพร่สู่รายการแข่งขันใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการเน้นยำแนวคิด ‘from track to road’ (จากสนามแข่งสู่ท้องถนน) ซึ่งในกรณีของเรานั้นไม่จำเป็นจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะยางที่นักแข่งใช้ไม่ใช่ยางต้นแบบ แต่เป็นยางเดียวกันกับที่นักบิดมอเตอร์ไซค์สามารถหาซื้อได้ ในอนาคตเราจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยความกระตือรือร้น ด้วยทีมที่เหนียวแน่น และด้วยวิธีการทำงานที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่าง” Moto2 และ Moto3 พื้นที่ใหม่ของความท้าทาย การแข่งขันรอบ Qatar Grand Prix (8-10 มีนาคม) จะเป็นจุดเริ่มต้นเปิดตัวการแข่งขันอย่างเป็นทางการของพีเรลลีกับการแข่ง Moto2 และ Moto3 หลังจากการทดสอบส่วนตัวในเดือนกันยายนที่ Barcelona ตามมาด้วยการทดสอบอย่างเป็นทางการสำหรับฤดูกาล 2024 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ Valencia ซึ่งนักแข่งสามารถทำสถิติเวลาแล็ปได้ ด้วยแผนการของบริษัท การแข่งขันทั้ง 2 คลาสนี้จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาแบรนด์พีเรลลีทั้งในแง่ของการเติบโตทางการตลาดและการเติบโตทางเทคโนโลยี นักแข่งจะสามารถวางใจในยางสลิก Diablo SuperBike และยางฝน Diablo Rain ที่เคยผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้ว ซึ่งตัวยางทั้งสองเคยมีนักแข่งจากทุกรุ่นการแข่งขัน WorldSBK ตลอดไปจนถึงการแข่งขันในระดับชาติรายการอื่น ๆ ใช้งานจนประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นเวลาหลายฤดูกาล   ทั้งนี้นักแข่ง Moto2 จะใช้ยางหน้าแบบสลิก ที่มีขนาด 125/70 R17 โดยมีคอมปาวด์ให้เลือกเป็น SC1 และ

5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024

5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 และนี่คือ 5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 ที่ทำให้เกมการแข่งขันนั้นยุติธรรมและท้าทายมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนกฏและกติกาการแข่งขัน งานนี้บอกเลยค่ายแดงจะเป็นแชมป์อีกสมัยไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ จุดแรกคือ การถ่วงน้ำหนัก จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ส่งผลมากที่สุดเรื่องนึงต่อการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำหนัก โดยนักแข่งจะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถของพวกเขาหากว่าพวกเขามีน้ำหนักตัวเบากว่าน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิง ซึ่งน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิงที่ว่าคือ 80 กิโลกรัม โดยมีเกณฑ์การถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัมทุก ๆ น้ำหนักตัวของนักแข่งที่เบากว่าเกณฑ์ 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างเช่น หากนักแข่งคนนึงน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม เมื่อคำนวณแล้วถือว่าเบากว่ามาตรฐานอ้างอิง 10 กิโลกรัม ก็จะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 5 กิโลกรัมนั่นเอง แต่ทั้งนี้จะมีการถ่วงน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 10 กิโลกรัม งานนี้ใครตัวเล็กก็จะต้องถ่วงกันเยอะหน่อย และแน่นอนว่าแชมป์โลกอย่าง Alvaro Bautista จะต้องโดนถ่วงน้ำหนักที่รถมากแน่นอน จุดที่ 2 คือ ลดปริมาณน้ำมัน เรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการลดความจุของถังน้ำมันให้เหลือเพียง 21 ลิตรเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีการทดสอบบางอย่างเพื่อนำไปใช้ประเมินเรื่องการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2025 นอกจากนี้การแข่งขันต้องใช้น้ำมันที่เปลี่ยนไป โดยน้ำมันใหม่นี้จะต้องมีส่วนผสมน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิลในอัตราส่วน 40% เพื่อมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนในอนาคต แน่นอนว่าเรื่องนี้มีผลต่อการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์อย่างมาก เพราะจะต้องทำให้เครื่องยนต์นั้นยังคงทำงานได้ดีจากน้ำมันผสมใหม่นี้ จุดที่ 3 กระบวนการคำนวณแต้มต่อใหม่ แต้มต่อที่ว่านี้คือ Concession Point นั่นเอง ซึ่งทางสมาพันธ์จะใช้แต้มต่อที่ว่านี้ในการรักษาบาลานซ์ในการแข่งขัน ไม่ให้มีรถจากค่ายใดค่ายนึงมีความได้เปรียบเสียเปรียบมากเกินไป เพื่อให้เกมการแข่งขันมีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าจะมีจุดเช็คพอยต์เพื่อคำนวณแต้มต่อที่ว่านี้ทุก 2 สนาม จากเดิม 3 สนาม และการแข่งซูเปอร์โพลเรซก็จะมีแต้มตัวนี้ด้วยเหมือนกัน จากเดิมที่ไม่มีในรอบซูเปอร์โพลเรซ ซึ่งเริ่มต้นทุกทีมจะมี 0 คะแนน และ เมื่อถึงเช็คพอยต์ค่ายรถใดที่มีแต้มนี้น้อยกว่าค่ายใดที่ได้มากที่สุดตั้งแต่ 33 คะแนนขึ้นไปจะถูกประเมินเพื่อปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ปรับแต่งได้ ซึ่งจากเดิมแค่เรื่องของแชสซี แต่ตอนนี้รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมที่ได้อันดับน้อย ๆ หรือแข่งขันกับค่ายอื่นไม่ได้ มีโอกาสทำคะแนนได้มากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้จะมีสูตรการคำนวณที่ซับซ้อนพอสมควรเลยทีเดียว จุดที่ 4 การลงโทษแบบใหม่     จะมีบทลงโทษใหม่สำหรับคนที่ใช้เครื่องยนต์เกินจำนวนที่อนุญาต นักแข่งที่ทำผิดจะต้องออกสตาร์ทจากท้ายของกริดและต้องวิ่งลองแล็ป (Long Lap) จำนวน 2 แล็ปด้วยกัน จากเดิมที่ให้ออกสตาร์ทจากพิทเลนโดยนักแข่งจะออกจากพิทเลนได้ต่อเมื่อไฟเขียวติดขึ้นหลังจากที่นักแข่งทุกคนได้เลยผ่านทางออกพิทไปแล้ว จุดที่ 5 เปลี่ยนเรื่องตำแหน่งกริดในเรซที่ 2 จริง ๆ จุดที่ 5 นี้ก็ไม่ใช่ของ WorldSBK โดยตรง แต่จะเป็นการแข่งขันซัพพอร์ตรายการอื่น ๆ ที่แข่งในวันหยุดสุดสัปดาห์เดียวกันต่างหาก ซึ่งก็คือรายการ WorldSSP, WorldSSP300 และ WorldWCR ซึ่งตอนนี้ตำแหน่งกริดสตาร์ทของเรซที่ 2 จะยึดตามสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดของ Race ที่ 1 แทน ส่วนกริดสตาร์ทเรซที่ 1 จะยังคงยึดลำดับจากรอบซูเปอร์โพลตามเดิม โดยนักแข่งที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด 9 อันดับแรก ก็จะออกสตาร์ทเป็นกลุ่มแรกตามลำดับในเรซที่ 2 ส่วนอันดับที่เหลือจะอิงตามผลของซูเปอร์โพลตามเดิม   งานนี้บอกเลยว่าเกมการแข่งขันจะสนุกและสูสีกันมากขึ้นอย่างแน่นอน แชมป์อาจจะมีการเปลี่ยนมือก็ได้ ทีมที่ด้อยกว่าก็จะมีโอกาสได้พัฒนามากขึ้น และแน่นอนว่าเพื่อน ๆ อย่าลืมติดตามเชียร์กันด้วยนะ โดยเฉพาะรุ่น WorldSSP จะมีนักแข่งชาวไทยลงแข่งขันภายใต้ทีม Yamaha Thailand Racing Team ด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 990 Duke 2024

KTM 990 Duke 2024 แรง อัปไซส์ ไล่เบา จากเดิม 790 เมื่อปี 2017 พร้อมยอดขายถล่มในยุโรป ต่อมาเป็น 890 ในปี 2020 และรุ่นอัปเกรด GP ในปี 2021 และในปีนี้ 2024 กับ KTM 990 Duke 2024 เน็กเก็ดไซส์กลางที่มีเป้าหมายจะเป็นราชันย์แห่งไซส์กลาง และแน่นอนว่าแรงสุดของค่ายส้มจากการอัปไซส์ขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่จะมีอะไรเพิ่มเติมตามมาด้วยนั้น ไปลุยกันเลยครับ การออกแบบโมเดลใหม่นี้มีเป้าหมายคือการเป็นสุดยอดเน็กเก็ดไซส์กลาง จึงตั้งเป้าที่จะเป็นรถที่มี่น้ำหนักเบาและมีสมรรถนะดีให้ได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ดีไซน์ของคันนี้พยายามจะทำให้โดดเด่นแตกต่างจากพิกัดเริ่มต้น แต่โดยรวมแล้วจะมาใกล้เคียงกับพี่เบิ้มคันล่าสุดอย่าง 1390 มากกว่า ทำให้ดูสะดุดตาทันทีที่ได้เห็นไฟหน้า LED และแฟริ่งด้านข้าง ตัวรถจะให้ความรู้สึกดุดัน เฉียบคมจากเส้นสาย พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความแรงและเร็ว ขุมพลังใหม่จะเป็นเครื่อง LC8c ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งจะเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 947 ซีซีที่เคลมแรงม้ามาที่ 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 103 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ ด้วยการปรับเปลี่ยนองศาโปรไฟล์เพลาข้อเหวี่ยงใหม่ เปิดวาล์วนานขึ้น นอกจากนี้มีการขยายขนาดแผงหม้อน้ำ ปรับปรุงเรื่องการไหลเวียนอากาศเพื่อช่วยระบายความร้อนให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้มีสมรรถนะดีเต็มกำลังก็มีการปรับปรุงระบบไอเสียใหม่ให้ลงตัวกับขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้นด้วย ทั้งนี้ตัวรถจะมีขนาดถังน้ำมัน 14.5 ลิตร   ช่วงล่างของตัวรถเองก็ปรับปรุงมาเช่นกัน  ตัวรถใช้เฟรมถักโครโมลี่น้ำหนักเบาตามสไตล์ของทางค่ายร่วมกับซับเฟรมอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนเป็นหน้าที่ของ WP ของคู่บุญ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค WP Apex แบบหัวกลับขนาด 43 ม.ม. สามารถปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่ปรับสปริงมาใหม่ เซ็ตติ้งใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มใหม่ที่มี่น้ำหนักเบาลงกว่าเดิม 1.5 กิโลกรัม แต่กลับเสถียรมากขึ้นด้วยการลดความแข็งทื่อให้น้อยลง ใส่ความยืดหยุ่นเพิ่มช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ทำให้โช้คทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้ช่วยเพิ่มความนิ่งของรถได้ดีขึ้นนั่นเอง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ซึ่งในส่วนของดิสก์เบรกนั้นจะมีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย รวมแล้ว 1 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนเรื่องสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 120/70 R17 และ 180/55 R17 หน้าหลังตามลำดับ และในเรื่องของเทคโนโลยีนั้น แน่นอนว่ามีมาพอสมควร อย่างแรกเลยคือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Street และ Sport แทร็คชันคอนโทรล และ ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล สุดท้ายนี้แล้ว ส่วนตัวผมว่ามันยังดูกั๊ก ๆ เรื่องเทคโนโลยีอยู่ มันน่าจะต้องรอรหัส R และมีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมาอีก โดยเฉพาะพวกของระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบหกแกน ไม่งั้นจะทำตลาดในไทยสู้ค่ายอื่นได้ลำบาก เพราะค่ายอื่นเขาให้ตรงนี้บวกราคาที่ค่อนข้างโอเคด้วย แต่เรื่องน้ำหนักรถเปล่าที่ 179 กิโลกรัมนี่ถือว่าเบาจริง ๆ ครับต้องยอม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Troy Lee Designs Thailand ครบครัน เรื่องออฟโร้ด

Troy Lee Designs Thailand ครบครัน เรื่องออฟโร้ด เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยกับแบรนด์ดังที่มีชื่อเสียงในวงการสปอร์ตแอ็คชัน ที่ครบครันไปด้วยสินค้าเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์เซฟตี้สำหรับสาวกโมโตครอส เอ็นดูโร่ แอดเวนเจอร์ เจ็ทสกี จักรยานเสือภูเขา จักรยานดาว์นฮิล และสินค้าไลฟ์สไตล์จากอเมริกามากมายอยู่ที่นี่แล้วกับ Troy Lee Designs Thailand  และการเปิดตัวในครั้งนี้ ทางผู้แทนจัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทยอย่างบริษัท ทูพาวเวอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ขนทัพ นำสินค้าคอลเลกชันล่าสุดของปี 2024 มาจัดจำหน่าย ที่เรียกได้ว่านำมาให้จับจองกันแบบสด ๆ ร้อน ๆ เลยทีเดียว  ซึ่งประกอบไปด้วย หมวกกันน็อก ชุดขับขี่ อุปกรณ์ป้องกันสำหรับ MX/Enduro จักรยาน MTB รวมไปถึงเสื้อผ้าสปอร์ตแวร์และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งนอกจากจะให้ความเซฟตี้สำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์แล้ว ยังมาพร้อมกับลวดลายและกราฟิตี้ที่ทันสมัย และมีความเป็นแฟชันที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้แบบครบครันอีกด้วย  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการหาอุปกรณ์เซฟตี้หรือสินค้าไรดิ้งเกียร์ เอาไว้ครอบครองซักชิ้น แถมลวดลายและดีไซน์ยังตอบโจทย์เหล่าวัยรุุ่นกันอีกด้วย โดยสามารถเข้าไปดูสินค้าตัวจริงได้ที่ Shop ทูพาวเวอร์ (ไทยแลนด์) ซ.ศูนย์วิจัย 14 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ  หรือเข้าไปชมสินค้า อัปเดตข่าวสารและโปรโมชันได้ที่เพจ Facebook : Troy Lee Designs Thailand และทาง Instagram : troyleedesigns_thailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 Yamaha Thailand Racing Team พร้อมลุยศึกระดับโลก

2024 Yamaha Thailand Racing Team พร้อมลุยศึกระดับโลก ถึงคราวทางฝั่งของค่ายส้อมเสียง กับอีเว้นต์สำคัญประจำปีต่อเนื่องหลังจากที่ได้เปิดแผนการดำเนินงานไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยในปี 2024 Yamaha Thailand Racing Team ควบกับพันธมิตรพร้อมนักแข่ง ร่วมเปิดตัวม้าศึก Yamaha YZF-R6 และ YZF-R3 ลุยศึกมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับปีนี้ Yamaha Thailand Racing Team พร้อมรันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยสู่เวทีระดับโลก จับคู่ “ตี-อนุภาพ” และ “ไอเดีย-กฤตภัทร” เข้าร่วมชิงชัยในเกม World SuperSport เต็มฤดูกาลอีกครั้ง ส่วนศึกชิงแชมป์เอเชียส่ง “แสตมป์-อภิวัฒน์” และ “โฟลท-รัฐพงษ์” ทวงบัลลังก์ SuperSport 600 พร้อมดันดาวรุ่ง “เติ้ล-วรพรต” เสริมประสบการณ์ในเกม Yamaha R3 bLU cRU FIM World Cup คุณพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในปี 2024 นี้ ทีมแข่งยังคงมุ่งมั่นพร้อมเดินหน้าทำการแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลกรายการ WorldSBK ในรุ่น WorldSSP แบบเต็มฤดูกาลอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากปีที่ผ่านมาสามารถแสดงศักยภาพของทีมแข่งเมืองไทยจนได้รับการยอมรับจากทีมแข่งระดับโลกมาแล้ว โดยในปีนี้ทางทีมพร้อมส่ง ตี-อนุภาพ ซามูล (หมายเลข 51) ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่องเดินหน้าลงชิงชัยเป็นฤดูกาลที่ 2 และจะจับคู่กับทีมเมทดาวรุ่งรุ่นน้องอย่าง ไอเดีย-กฤตภัทร เขื่อนคำ (หมายเลข 39) ที่ผ่านเกมการแข่งขันระดับโลกด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ดมาแล้ว ทั้งรายการ MotoGP ที่สนามช้างฯ ประเทศไทย และการแข่งขัน World SuperSport ในยุโรปในปีที่ผ่านมา” คุณวีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกีฬายานยนต์ กล่าวว่า “ทั้งนี้ทางทีมยังคงให้ความสำคัญกับพร้อมพัฒนาทีมงานแมคคานิกส์และเอ็นจิเนียร์คนไทย พร้อมส่งช่างคนไทยแสดงศักยภาพในการทำงานร่วมกับทีมแข่งในเวทีชิงแชมป์โลก เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากเกมระดับเวิลด์คลาสมาพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยต่อไปในอนาคตอีกด้วย โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 แสตมป์ – อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 ส่วนเกมการแข่งขันชิงแชมป์ทวีปเอเชียรายการ FIM Asia Road Racing Championship ในปีนี้ ทางทีมตั้งเป้ากลับมาทวงบัลลังก์แชมป์เอเชียรุ่น SuperSport 600 อีกครั้ง โดยส่งคู่หูทีมเมทที่มีดีกรีแชมป์เอเชียอย่าง โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ ยังลงแข่งขันในรุ่น SuperSport 600 และ แสตมป์ – อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ จะลงแข่งขันให้กับทีม Yamaha Tekhne Racing Team ASEAN ด้วยสัญญาแห่งความร่วมมือกันระหว่างทีมแข่งในไทยกับทาง Yamaha Motor และพันธมิตร Yamaha Team Asean สำหรับการชิงชัยในรายการ Yamaha R3 bLU cRU European Championship ที่ในปีนี้ทาง FIM และ Dorna DWO ได้ยกระดับการแข่งขันจากระดับทวีปเป็นการแข่งขันในระดับ World Cup โดยใช้ชื่อรายการว่า Yamaha R3 bLU cRU FIM World Cup ทางทีมแข่งพร้อมส่งดาวรุ่งอย่าง เติ้ล – วรพรต ทองดอนเหมือน (หมายเลข 54) เป็นตัวแทนนักบิดของประเทศไทยเข้าร่วมความท้าทายครั้งใหม่เพื่อเป็นบันไดก้าวสู่เกมการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นทางทีมยังพร้อมให้การพัฒนานักแข่งดาวรุ่งใหม่เข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตไทย โดยจะทำการสานต่อโครงการการแข่งขัน Yamaha R3 bLU cRU Thailand Cup ต่อไป โดยทั้งนี้ Yamaha Motor ได้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมของทีมแข่งไทยในการที่จะยกระดับพัฒนาโครงการที่อยู่ในระดับ Thailand Cup ขึ้นเป็นเกมระดับแชมเปียนชิพใหม่ของทวีปเอเชีย ภายใต้ชื่อรายการ Yamaha R3 bLU cRU Asia-Pacific

2024 Yamaha MT15 เน็คเก็ตสปอร์ต สีสันสุดเร้าใจด้วย 3 เฉดสีใหม่!!!

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ปลุกอะดรีนาลีนสาวกเน็คเก็ตสปอร์ตครั้งใหม่ ปี 2024 Yamaha MT15 พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์สไตล์เน็คเก็ตสปอร์ตตัวจริง!! ที่สุดแห่งความเร้าใจกับสไตล์เน็คเก็ตสปอร์ต เติมเต็มสีสันสุดเร้าใจด้วย 3 เฉดสีใหม่!!! ที่มาพร้อมเอกลักษณ์แห่งสายซ่าตัวจริง พร้อมเครื่องยนต์ 155cc VVA ขับขี่คล่องตัว ให้คุณปลดปล่อยตัวตนได้อย่างเต็มที่ NEW YAMAHA MT-15 ยังให้ผู้ขับขี่สนุกเร้าใจได้เต็มที่กับแรงบิดจากเครื่องยนต์ 155 CC สูบเดี่ยว 4 วาล์ว เกียร์สปอร์ต 6 สปีด จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่จะให้อัตราเร่งดีเยี่ยมพร้อมตอบสนองต่อการบิดคันเร่งได้ทันใจ อีกทั้งยังมาพร้อมด้วยระบบ ASSIST & SLIPPER CLUTCH ระบบคลัตช์ช่วยลดแรงกระชากของล้อหลังขณะลดเกียร์ ความเร้าใจที่มาพร้อมความมั่นใจในทุกจังหวะการขับขี่ NEW YAMAHA MT-15 ยังคงโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่งสายซ่าตัวจริงตามสไตล์ MT-Series ด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น MONO FOCUS LED ไฟหน้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ Mono Focus LED สว่างชัดในการขับขี่, หน้าปัด NEGATIVE LCD มีสไตล์ด้วย Multi-function พร้อมตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ ระบบไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (Shift light) นอกจากนี้ NEW YAMAHA MT-15 ยังให้ฟิลลิ่งการขับขี่แบบเน็คเก็ตสปอร์ตเต็มนอกจากนี้ NEW YAMAHA MT-15 ยังให้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบเน็คเก็ตสปอร์ตเต็มอารมณ์ ด้วย TELESCOPIC UPSIDE DOWN ระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช้คอัปหัวกลับที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดี ควบคุมตัวรถได้อย่างมั่นใจ พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนหลัง ALUMINIUM SWING ARM สวิงอาร์มอะลูมิเนียมแบบไดแคส (Diecast) และแบบโมโนครอสร่วมกับกระเดื่องซับแรง เพื่อเพิ่มสมรรถนะการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น โดย 2024 Yamaha MT15 เติมเต็มสีสันสุดเร้าใจด้วย 3 เฉดสีใหม่!!!คือ สีเทา Metallic Gray, สีน้ำเงิน Racing Blue และ สีดำ Matt Black โดยสีของหน้ากากครอบไฟหน้า, ล้อแม็กและลายกราฟิกจะดีไซน์ให้เป็นสีเดียวกัน นอกจากนี้ยามาฮ่ายังได้เตรียม Accessories ของแต่งมาให้เจ้าของรถได้เลือกตกแต่งเพิ่มเติม อันประกอบด้วย ชุดบังไมล์, การ์ดหม้อน้ำ, ชุดฝาครอบแฟริ่งล่าง, ชุดยึดแผ่นป้ายทะเบียน, ชุดไฟเลี้ยว LED, บังโคลนหน้าคาร์บอน, ชุดมือเบรก-มือคลัตช์, โช้คหลัง OHLINS และชุดท่อไอเสีย YOSHIMURA สำหรับ NEW YAMAHA MT-15…BORN OF DARKNESS ให้ความมั่นใจในคุณภาพด้วยการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร พร้อมวางจำหน่ายในราคา 101,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศโดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 ติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th หรืออัปเดตความเคลื่อนไหวของยามาฮ่าได้ทาง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการ

ไทย ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย ปิดยอดจำหน่าย 2023 ดัวยตัวเลข 1.47 ล้านคัน กลุ่มเอ.ที.เติบโตต่อเนื่อง ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าปี 2023 ภาพรวมตลาดแตะระดับ 1.88 ล้านคัน ฮอนด้าคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุดที่ 1.47 ล้านคัน ครองอันดับที่ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 35 พร้อมคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก ตอกย้ำความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปี 2023 มีแนวโน้มที่ดี โดยตลาดรวมมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.88 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4% โดยกลุ่มรถเอ.ที. ได้รับความนิยมสูงที่สุดมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 49% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5% ถือเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้งานที่สะดวกสบาย และมีสไตล์ให้เลือกอย่างหลากหลาย ในขณะที่อันดับรองลงมาเป็นรถครอบครัว โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 47% และกลุ่มรถสปอร์ตมีสัดส่วนอยู่ที่ 3%” ในปี 2023 รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.47 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 6% และเติบโตมากกว่าตลาดรวม 2% จากการที่ฮอนด้าได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการผลักดันกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการขายไปทั่วประเทศ รวมถึงรถรุ่นใหม่อย่าง New Honda Giorno+ ที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน ก็เป็นหนึ่งในรุ่นรถที่สามารถสร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยผลักดันให้กลุ่มเอ.ที.มีการเติบโตในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดย Honda Wave110i ที่มีตัวเลขอยู่ที่ 511,659 คัน ตามด้วยอันดับที่ 2 คือ Honda Wave125i จำนวน 254,141 คัน อันดับที่ 3 เป็น Honda Scoopy จำนวน 218,113 คัน อันดับที่ 4 คือ Honda PCX160 จำนวน 146,212 คัน และอันดับที่ 5 Honda Click Series ที่มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 114,202 คัน  ตัวเลขดังกล่าวยังทำให้ ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ อีกด้วย โดย Honda Wave110i ครองความเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ในขณะที่ Honda Scoopy ครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถเอ.ที. และในส่วนของกลุ่มรถสปอร์ต Honda CRF300L มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 7,840 คัน มร.ชิเกโตะ คิมูระ กล่าวต่อว่า “สำหรับในปี 2024 ด้วยปัจจัยของสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎหมายด้านการเงิน ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจทำให้ลูกค้าชะลอการซื้อสินค้า และส่งผลให้ความต้องการในตลาดลดลง จึงคาดการณ์ว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไทยจะมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 1.70 – 1.75 ล้านคัน โดยฮอนด้าวางเป้าจำหน่ายไว้ที่ 1.30 -1.35 ล้านคัน ในส่วนของตลาดรถบิ๊กไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาด 400cc ขึ้นไป ตลอดปี 2023 มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 15,468 คัน ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ฮอนด้ามีตัวเลขอยู่ที่ 7,035 คัน เติบโตขึ้น 7% มากกว่าตลาดรวม และในปี 2024 นี้ คาดว่าตลาดรวมจะอยู่ที่ระดับ 15,000 คัน ในขณะที่ฮอนด้าตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 7,000 คัน โดยปัจจัยบวกที่ทำให้ฮอนด้าเติบโตประกอบไปด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่อย่าง Honda E-Clutch ในรถตระกูล 650Series และการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ใช้” “ปี 2024 นี้ ฮอนด้าพร้อมที่จะสร้างความคึกคักให้กับตลาด ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่ไม่รู้จบ