Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
รีวิวยาง Pirelli Rosso Sport สำหรับ Xmax Forza ล็อตแรก 100 คู่เท่านั้น!!

กระแสแรงจนต้องมา รีวิวยาง Pirelli สายซิ่งกันอีกครั้ง สำหรับยาง Rosso Sport ตัวนี้ที่ใส่ลงไปใน Yamaha X-Max ของแอดมินเอง แต่ในการรีวิวครั้งนี้มียางตัวใหม่เพิ่มเข้ามา โดยล้อหน้าเองยังคงเป็น Rosso Scooter เดิมอยู่แล้ว แต่ยางหลังที่มีเพียง 100 เส้น ในล็อตแรก เป็นสเปกใหม่ที่มาในชื่อ Diablo Rosso Sport ที่ทาง พิเรลลี่ ไทยแลนด์ เคลมมาว่า เบากว่า หนึบกว่า สวยกว่า แน่นอน เรามาเข้าเรื่อง Xmax คันนี้กันเลยดีกว่า สำหรับคันนี้ในส่วนของตัวล้อ ไม่มีการปรับเปลี่ยน หรือแปลงขนาดใดๆทั้งสิ้น ยังคงใส่ยางไซส์ปกติได้ แต่ก่อนหน้านี้ที่ออกมาจากร้านต้องบอกเลยว่า “ยางเดิมอยู่ไม่ได้” เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ใช้คันเร่งหนัก เลี้ยวแรง แซงตลอด ถ้าเป็นยางเดิมคงมีลื่นกันบ้าง ก็เลยมาเปลี่ยนเป็นพิเรลลี่ ดูต้องบอกเลยว่า คนละเรื่องเลยละครับ ต้นปี 2021 ยางพิเรลลี่ล็อตใหม่เข้ามาพอดี ในล็อตนี้มียาง Xmax ไซส์พิเศษลวดลายสายฟ้าอยู่จำนวน 100 คู่ เท่านั้น เป็นยางหลัง Diablo Rosso Sport ไซส์ 140/70-14 จำนวน 100 เส้น และยางหน้า Diablo Rosso Scooter 120/70-15 พร้อมที่จะมาจับคู่กับยางหน้า ทำให้ตัดสินใจไม่ยาก 1 ใน 100 ยังไงของก็ต้องมี เปลี่ยนเรียบร้อยสบายตัว พูดถึงตัวเนื้อยางหลัง Rosso Sport เป็นเนื้อยางสปอร์ต คอมปาวด์เดียว หรือเข้าใจกันง่ายๆ เป็นเนื้อยางสปอร์ตเหนียวหนึบแบบเดียวกันเหมือนกันทั้งวง โครงสร้างตัวยางแบบผ้าใบ โปรไฟล์ยางสัมผัสพื้นถนนกลมตามสไตล์ยางสปอร์ต พร้อมดอกยางลายสายฟ้า เวลามองๆ ก็จะซิ่งๆ หน่อย เหมือนกับยางระดับรถ SuperBike เขาใช้กัน ฟีลลิ่งยางตัวนี้ ถ้าใส่ไปแล้วอย่างแรกเลย คือ หล่อ ไม่ใช่ๆๆ มาพูดถึง สมรรถนะยาง ที่ทำให้พลิกรถไว เลี้ยวไว กว่าเดิม จนรู้สึกได้ เพราะด้วยน้ำหนักตัวยางหลังที่เบากว่าเดิม เวลาซอกแซกในเมืองทำได้ง่าย และเวลาเข้าโค้งในช่วงความเร็วสูงๆ ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นกว่าเดิม เพราะถ้ายางลื่นระบบแทร็กชั่นของตัวรถคงทำงานไปแล้ว มั่นใจได้ ของดีอิตาลี ทำไมถึงเบากว่า?? ทางพิเรลลี่ ไทยแลนด์ เคลมน้ำหนักว่าเบากว่ายางรุ่น  Rosso Scooter 150/70 อยู่ราวๆ เกือบ 2 กิโลกรัม และก็ยังเป็นยางไซส์ 140/70 ที่เบากว่ายางในตลาดบางรุ่นเสียอีก อย่างไรก็ตามผมจะบอกว่า น้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนึงเลยก็ว่าได้ เพราะยิ่งน้ำหนักโดยรวมเบา ก็จะยิ่งลดภาระการทำงานของรอบเครื่องยนต์ได้ ทำให้เวลาออกตัว เร่งแซงหรือแม้กระทั่งการทำความเร็วสูงสุด ก็ดีขึ้นกว่าเดิม และสำหรับใครที่ชอบโมดิฟาย ชุดข้าง ไล่ข้าง ข้างโอเพ่น หรือ แต่งแบบโอเพ่น เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้รถของคุณวิ่งดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน สำหรับไซส์ ณ ตอนนี้ ล้อหน้า 120/70 ขอบ 15 Rosso Scooter ล้อหลัง 140/70 ขอบ 14 Rosso Sport ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 4,790 บาท *** Forza 300 – 350 ก็สามารถใส่ได้นะ สำหรับใครที่อ่าน รีวิวยาง Pirelli จนจบต้องบอกเลยว่ายางเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ อย่างนึงเลยก็ว่าได้ ถ้ารถคุณมีแรงม้า แรงบิดที่มหาศาล ก็คงจะไร้ประโยชน์ถ้าไม่สามารถปล่อยมันลงพื้นได้เต็มพิกัด เพราะมันคือเรื่องจริง และถ้าสนใจยางตัวนี้สามารถติดต่อได้ที่ พิเรลลี่ 5 ดาว ทุกสาขาทั่วประเทศไทย  คลิกที่นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA FZ-X

YAMAHA FZ-X ว่าที่แอดเวนเจอร์ใหม่พื้นฐาน FZ 25 ล่าสุดก็มีข่าวคราวของมอเตอร์ไซค์ Yamaha จากฝากฝั่งแดนภารตะที่ได้ทำการยื่นจดเครื่องหมายการค้า FZ-X ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์น้ำหนักเบาที่ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน FZ 25 ที่เป็นรถในสไตล์เน็กเก็ดไบค์   มาถึงจุดนี้หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นชื่อ FZ 25 สักเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย แต่เป็นที่นิยมในอินเดีย ซึ่งจะเป็นเน็กเก็ดไบค์น้ำหนักเบา มีเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 249 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ เคลมแรงม้ามาที่ 21 ตัว  และจากการที่ Yamaha ได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า FZ-X ก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากกว่าจะมีพื้นฐานเดียวกัน และรหัส X ที่มีในชื่อก็น่าจะสื่อถึงความเป็นแอดเวนเจอร์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมาก ทั้งนี้คู่แข่งที่อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันต่างก็มีรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์พิกัดนี้กันแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะ Royal Enfield Himalayan, KTM 390 Adventure, BMW G 310 GS และ Kawasaki Versys X-300 ซึ่งต่างก็เป็นที่นิยม   อย่างไรก็ดีก็ต้องตามลุ้นกันต่อไปว่าจะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน จะเข้าประเทศไทยมั้ย เพราะบ้านเราเอง Yamaha เองก็ไม่มีรถในสไตล์แอดเวนเจอร์พิกัดนี้ด้วย ซึ่งก็เป็นที่น่าจับตามองทีเดียวครับผม  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Gold Wing

Honda Gold Wing อัปเดตใหม่รับปี 2021     หลงัจากที่ Honda ได้ทำการอัปเดตขนานใหญ่ให้กับ Gold Wing ในปี 2018 ในหลายๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการรีดน้ำหนัก ระบบกันสะเทือนหน้าแบบดับเบิ้ลวิชโบน เครื่องยนต์ 6 สูบนอนใหม่ และอ็อปชันเสริมใหม่อย่างระบบเกียร์ DCT 7 สปีด ต่อมาในปี 2021นี้เอง Honda ก็ได้อัพเกรดเจ้าปีกสีทองนี้อีกครั้ง หลักๆ ของการอัปเดตในครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 โมเดลย่อยด้วยกัน ได้แก่ โมเดลพื้นฐานและโมเดลท็อปอย่าง Gold Wing Tour ซึ่งก็จะได้รับการอัปเดตที่แตกต่างกันออกไปครับ  สิ่งที่ทั้ง 2 โมเดลจะได้เหมือนๆ กันก็คือลำโพงใหม่สำหรับระบบเครื่องเสียงบิลต์อิน ที่เคลมมาว่าลำโพงใหม่นี้จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเดิม และโมเดลพื้นฐานจะมีชุดสีใหม่เป็นสีเทา ‘Pearl Deep Mud Grey’ พร้อมกับเส้นสายสีส้มที่บริเวณบังโคลนหน้า แฟริ่ง ถังน้ำมันและท้าย แต่โมเดล Tour นั้นจะได้รับการอัปเดตหลายรายการมากกว่า สำหรับโมเดลตัวท็อปอย่าง Tour ก็จะได้รับการเพิ่มความสามารถในการทัวร์ หรือเดินทางไกลให้ดียิ่งขึ้นสมกับชื่อ เรื่องแรกคือกล่องสัมภาระที่มีความจุมากขึ้น กล่องท้ายจุเพิ่มขึ้น 11 ลิตร เป็นขนาด 61 ลิตร โดยดีไซน์ใหม่ให้สูงขึ้น เมื่อรวมกับกล่องข้างด้วยก็จะจุได้มากถึง 121 ลิตร ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับระบบสมาร์ทคีย์ได้ ต่อมาคือปรับดีไซน์ของพนักผิงหลังคนซ้อนให้นั่งสบาย และช่วยให้กล่องท้ายมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย โดยปรับองศาให้เอนไปทางด้านหลังมากขึ้นอีก 7 องศา และปรับมาใช้หนังสังเคราะห์สไตล์หนังกลับให้ดูมีความหรูหรามากขึ้นอีกด้วย  อย่างไรก็ดีก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ยังไม่มีระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลติดตั้งมาให้ (มีเพียงครูซคอนโทรลธรรมดา) ซึ่งอาจจะทำให้ดูเป็นเรื่องที่เสียเปรียบคู่แข่งอยู่บ้างในส่วนนี้ เพราะ BMW และ Ducati ก็เริ่มนำมาใช้ในโมเดลระดับสูงๆ หรือรุ่นเรือธงที่เน้นการเดินทางไกลของทางค่ายแล้วเรียบร้อย  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CRF450Rally

Honda CRF450Rally ของแชมป์ Dakar Rally ใส่อะไรบ้างไปดู ระเบิดศึกสุดเดือดกันไปแล้วกับ Dakar Rally 2021 ซึ่งปีนี้ไปจัดแข่งขันกันในทะเลทรายของประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งการแข่งขันรายการนี้แชมป์ปี 2020 ตกเป็นของทาง Honda ด้วยฝีมือของ Ricky Brabec กับ Honda CRF450Rally Racebike  และครั้งนี้เราก็พามาดูกันว่ารถของแชมป์โลกคนล่าสุดของ Brabec นั้นมีอะไรยังไงบ้าง แม้ว่าทาง Honda จะไม่เปิดข้อมูลรายละเอียดออกมา แต่หากดูจากภาพก็พอจะดูออกได้ว่ามีการติดตั้งอะไรเข้าไปเพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถเข้าไปบ้างครับ  แน่นอนว่าปีนี้รถของ Brabec สามารถติดป้ายหมายเลข 1 ที่สงวนไว้ให้แชมป์คนล่าสุดแต่เพียงผู้เดียว และปีนี้จะเป็นการป้องกันแชมป์สมัยแรกของเขาและของ Honda หลังจากที่ปีกลายได้ไปแย่งแชมป์มาจาก KTM ที่คว้าแชมป์ต่อเนื่องมายาวนานถึง 18 ปี  ตัวรถก็จะใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 450 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบ PGM-FI ที่ทางค่ายเคลมมาว่ามีแรงม้ากว่า 60 แรงม้า พร้อมท่อไอเสียจาก Termignoni  และตัวรถก็จะมีอ็อปชันต่างๆ ที่เหมาะกับการแข่งขันแรลลี่ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมันพลาสติกน้ำหนักเบาและมีขนาด 34.7 ลิตร ชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นถูกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนัก ถังแฟริ่ง ถังซับเฟรม และอื่นๆ ตัวรถติดตั้งระบบนำทาง และระบบอื่นๆ อีกหลายระบบที่ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน มีช่วงล่างจาก Showa ระยะยุบ 310 ม.ม.และ 305 ม.ม.ตามลำดับ ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต ล้อซี่ลวด DID พร้อมยางสำหรับบุกตะลุยทุกสภาพเส้นทาง เรียกได้ว่าจัดเต็มมากทีเดียวครับ งานนี้ใครชอบการแข่งขันที่สุดแสนจะทรหดอดทนอย่างรายการนี้ติดตามชมและเชียร์กันได้ครับ Honda จะสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้หรือไม่ ก็ต้องลุ้นกันอีกหลายสเตจเลยครับ เพราะการแข่งขันเพิ่งเริ่มต้นไปเมื่อวันที่ 3 มกราคมนี้เอง อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

พ่อ Vinales

Vinales Racing Team ทีมแข่งใหม่ในศึก WorldSSP 300 Angel Vinales พ่อของนักบิดชาวสเปนในศึก MotoGP หัวหอกของ Yamaha อย่าง Maverick นั่นเอง ล่าสุด พ่อ Vinales ก็ได้ทำการเปิดตัวทีมแข่งใหม่เพื่อช่วยที่จะพัฒนาและสนับสนุนนักแข่งอายุน้อยที่มีพรสวรรค์ในศึก Superport 300 World Championship หรือ WorldSSP300 โดยทีมดังกล่าวก็คือ Vinales Racing Team ซึ่งจะใช้รถจากทาง Yamaha ซึ่งก็คือ YZF-R3 นั่นเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดตัวนักแข่งว่าเป็นใคร โดย Angel กล่าวว่า “ผมดีใจมากๆ มันอยู่ในหัวผมมานานแล้วนะ กับการที่จะได้เริ่มต้นทำอะไรแบบนี้ การได้มีทีมของตัวเองและเปิดโอกาสให้นักบิดอายุน้อยได้แสดงฝีมือของเขา”  “ผมรู้สึกยินดีมากๆ ที่ทำมันได้สำเร็จ และผมก็ตั้งตาคอยการเริ่มต้นของฤดูกาล 2021 อย่างมาก เพื่อที่จะได้เห็นผลลัพธ์ของงานที่เราทุ่มเททำลงไปออกมาที่สนามแข่ง ผมรู้สึกขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนและการช่วยเหลือจากทุกๆ ฝ่ายที่ช่วยให้ความฝันของผมเป็นจริง” ทั้งนี้การแข่งขัน WorldSSP300 2021 จะระเบิดศึกครั้งแรกที่ Assen ในวันที่ 24 – 25 เมษายน ในฐานะรายการแข่งซัพพอร์ตในศึก WorldSBK งานนี้แฟนๆ ที่รัก Yamaha และเป็นสาวก R3 ก็ติดตามชมตามเชียร์กันได้นะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Magni Italia

Magni Italia 01/01 โมเดลพิเศษเครื่อง MV Agusta  5 ปีหลังจากการจากไปของ Arturo Magni ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Magni ทางแบรนด์เองก็ได้มีความต้องการที่จะทำมอเตอร์ไซค์สุดพิเศษเพื่ออุทิศให้กับผู้ก่อตั้งของแบรนด์  ทั้งนี้ Arturo ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Magni นั้นเขาเริ่มใช้ชีวิตกับมอเตอร์ไซค์กับทาง Gilera และจากนั้นในปี 1950 ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมกับทาง MV Agusta ในตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกเรซซิ่งจนกระทั่งปี 1976 ซึ่งเป็นปีที่สุดท้ายของแผนกดังกล่าว  Arturo ได้มีส่วนให้ MV Agusta ประสบชัยชนะระดับโลกประเภทแบรนด์ถึง 37 สมัย และแชมป์โลกในสังกัดอีก 38 สมัย กลายเป็นช่วงเวลาที่ค่ายรถอิตาลีค่ายนี้ไม่อาจลืมเลือนได้เลย และเขายังได้ใช้ประสบการณ์จากการแข่งขันทั้งหมดที่สั่งสมมาทุ่มเทให้กับกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทที่เขาเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1977 เขาสร้างรถที่มีคาแรกเตอร์พิเศษและโดดเด่นขึ้นมา โดยยังคงมีเยื่อใยสายสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับทาง MV Agusta และประวัติศาสตร์รถมอเตอร์ไซค์อิตาลี  โดยตัวรถที่เขาออกแบบจะมีเส้นสายและการจัดวางในสไตล์สปอร์ตแบบมอเตอร์ไซค์ยุค 60 และ 70 เลือกใช้สีแดงเป็นหลัก ซึ่งสื่อถึงชัยชนะของมอเตอร์ไซค์และรถอิตาลีในระดับโลก  และคราวนี้ก็เป็นโมเดลใหม่จาก Magni กับ Italia 01/01 ที่ใช้ขุมพลัง 3 สูบ 800 ซีซี จาก MV Agusta Brutale โดยนำมาปรับปรุงมิติตัวรถและเส้นสายเสียใหม่ให้มีเอกลักษณ์ตามแบบของ Arturo  เส้นสายของถังน้ำมันและเบาะนั่งแฝงกลิ่นอายรูปทรงรถแข่งของ MV Agusta แต่จริงๆ มีการดีไซน์ให้เป็นพิเศษกับโมเดลนี้ ซึ่งจะเห็นถึงเส้นตรงที่ตรงจริงๆ ตรงดิ่งเลย  ตัวรถมีแฟริ่งเฉพาะส่วนของแฟริ่งหน้าที่เป็นส่วนติดตั้งชิลด์เท่านั้น โดยมีเป้าหมายว่าจะโชว์ความงามของเครื่องยนต์ที่มีส่วนของกลไกต่างๆ  และเพื่อที่จะทำให้โมเดลนี้พิเศษมากขึ้นไปอีก นอกเหนือจากการมีคันเดียวในโลก ทางแบรนด์จึงเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ดีที่สุดในประเทศ ซึ่งก็มีรายการต่างๆ ดังนี้ เครื่องยนต์จาก MV Agusta ระบบเบรก Brembo ดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งขนาด 320 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ โช้คหน้าแบบคลาสสิคจาก ORAM  ล้อซี่แบบไม่ใช่ยางใน JoNich Wheel ปลอกแฮนด์ดีไซน์ยุค 70 จาก Ariete Sandro Mentasti อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Exciter 155 VVA

Exciter 155 VVA ใหม่ แรงอีกระดับ ล่าสุด Yamaha เวียตนามก็ได้ทำการเปิดตัว Yamaha Exciter 155 VVA ใหม่ พร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ว่า “Ride the Next Level” ก็มีนัยว่าโมเดลใหม่นี้เป็นการอัพเกรดยกระดับมาตรฐานรถสปอร์ตโมเป็ดให้สูงขึ้นไปอีกขั้นนั่นเองครับ แรกเริ่มเดิมทีนั้นเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 และเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมเรื่อยมา ผ่านการดีไซน์และปรับปรุงมาตลอดเช่นกัน ทั้งในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์ที่ใส่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาให้ตลอด ครั้งนี้เจ้าเอ็กไซเตอร์คันใหม่นี้ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายอย่าง Yamaha YZF-R1 มามากถึง 4 จุดด้วย แอซซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยในเรื่องของความปลอดภัย และความเบาสบายเวลากำคลัตช์    แม็ปการจุดระเบิดควบคุมด้วยระบบดิจิตอล 4 แบบ ปกติมีเพียงแค่แบบเดียว แต่คราวนี้มี 4 แบบสำหรับใช้ในแต่ละช่วงเกียร์ ซึ่งมักจะมีแต่ในรถที่มีขนาดความจุสูงๆ หรือบิ๊กไบค์เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็จะทำงานร่วมกันกับระบบ VVA หรือวาล์วแปรผันที่เพิ่งจะเพิ่มเข้ามาในโมเดลนี้ด้วยเช่นกัน   ลูกสูบเคลือบสารพิเศษ DLC หรือ Diamond Like Carbon ซึ่งช่วยให้ลูกสูบน้ำหนักเบาและทนทาน ทั้งยังมีผลให้เร่งได้แรง แต่ก็นิ่มนวล ปรับองศาการฉีดน้ำมันและเพิ่มจำนวนรูหัวฉีดให้มากขึ้น ใกล้เคียงกับของ R1 โดยปรับองศาจากเดิม 15 เป็น 18 องศา และเพิ่มรูหัวฉีดจากเดิม 6 ไปเป็ร 10 รู (R1 มี 12 รู) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายน้ำมันได้มากและแม่นยำมากขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นมีการพัฒนาเพิ่มเติมบนพื้นฐานเครื่องยนต์ของ R15 ได้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 155 ซีซี 4 วาล์ว พร้อม VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมมาว่าแรงกว่าเดิมถึง 17 เปอร์เซ็นต์ โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 17.7 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ  สำหรับระบบ VVA นั้นจะทำงานด้วยการใช้แคมควบคุมไอดีแยกกัน 2 ตัว ตัวแรกจะทำงานในรอบต่ำถึงกลาง และอีกตัวสำหรับรอบสูง โดยในรอบสูงจะทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายน้ำมัน ทำให้กำลังเครื่องดีขึ้น โดยจะเริ่มทำงานที่ 7,400 รอบขึ้นไป  มีการปรับระบบเกียร์ใหม่ เพิ่มเป็นเกียร์ 6 สปีด พัฒนาให้มีเสียงรบกวนน้อยลง และช่วยให้เดินทางไกลได้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ระบบอากาศฝั่งไอดีปรับใหม่ทั้งหมด เลือกใช้กรองอากาศใหม่ มีห้องอากาศแบบแนวตั้ง ท่อไอดีอลูมิเนียมขนาดใหญ่ และเรือนปีกผีเสื้อใหม่ขนาด 28 ม.ม. โดยห้องอากาศใหม่จะมีขนาดใหญ่ถึง 4.6 ลิตร ทำให้สามารถป้อนอากาศเข้าระบบเผาไหม้ได้มากขึ้นสอดคล้องกับเครื่องยนต์ใหม่ ในส่วนแชสซีเองก็ใหม่ ทนทานยิ่งขึ้น ดีไซน์ใหม่เฟรมด้านข้างของตัวรถนั่นเชื่อมต่อเข้ากับคอเฟรมใหม่ที่ดีไซน์เป็นรูปตัว Y ไพลอนตัวยึดเครื่องดีไซน์ทรงบูมเมอแรงหนา 4.5 ม.ม.ช่วยเพิ่มความนิ่งให้กับตัวรถเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆ    นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ๆ อีกหลายส่วนได้กัน  ดีไซน์ไฟหน้าแบบ 2 ส่วนแยกอิสระกัน ช่วยให้ไฟหน้าของรถหันไปตามทิศทางที่เราเลี้ยว เพิ่มทัศนวิสัยได้ดี ปรับปรุงระบบระบายความร้อนและการกระจายความร้อนใหม่ ท่อไอเสียใหม่ ปรับใหม่ให้ไอเสียน้อย เพิ่มใยแก้วในส่วนปลายช่วยให้เสียงทุ้มนุ่มขึ้น อัพเกรดช่วงล่าง เพิ่มระยะยุบอีก 10 ม.ม. และปรับจูนภายในอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโช้ค คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ให้แรงจิกดีขึ้น 17% (เฉพาะรุ่นพรีเมียม) หน้าจอเรือนใหม่ LCD แบบมัลติฟังก์ชันใหม่ แสดงผลข้อมูลครบถ้วน แม้กระทั่งการทำงานของ VVA และยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากการปรับองศามาเป็นอย่างดี ระบบสมาร์ทล็อกกิ้ง ทำงานร่วมกับสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่นพรีเมียม) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ (เฉพาะรุ่นพรีเมียม) ใช้โซ่พร้อมซีลยางแบบเดียวกับบิ๊กไบค์ ไม่ใช่โซ่ธรรมดาที่ใช้ในรถเล็ก เบาะนั่งใหม่แบบสปอร์ต มีโค้งรับก้นคนขับขี่ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลขึ้น 30% ไฟท้ายใหม่กลิ่นอาย R1 บังโคลนท้ายใหม่สไตล์ R1 เช่นกัน   และนั่นคือไฮไลต์ใหม่ๆ ของ Exciter 155 VVA ครับ โดยโมเดลนี้จะแยกออกเป็นรุ่น Premium และ Standard พร้อมวางจำหน่ายใน 4

Honda CB1300 2021

Honda CB1300 อัพเกรดเทคโนโลยี รับปี 2021  ล่าสุดค่ายปีกนกได้ทำการอัพเกรดเทคโนโลยีให้กับเจ้า Honda CB1300 โมเดลระดับตำนานสุดคลาสสิกทั้งตระกูลให้มีความทันสมัยและขับขี่ได้สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลในตระกูลนี้ได้แก่ เจ้า SUPER FOUR, SUPER BOL D’OR, SUPER FOUR SP และ SUPER BOL D’OR SP ซึ่งทั้งหมดมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1284 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งจะวางตำหน่ายในเดือนมีนาคมปี 2021 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้ง 4 โมเดลนี้ได้รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ให้ถึงขีดสุด โดยตอนนี้ได้รับระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา โดยมีให้เลือกปรับการทำงานได้ 3 โหมดได้แก่ Sport, Standard และ Rain  ระบบ HSTC หรือแทร็คชั่นคอนโทรลของทางค่าย  นอกจากนี้ยังได้รับระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเวลาที่เบรกกะทันหัน ไฟฉุกเฉินจะกระพริบถี่ๆ ขึ้นมาเตือนคนที่ขับยานพาหนะตามหลังมาอีกด้วย และถ้าหากชอบการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นสามารถติดตั้งควิกชิฟเตอร์เพิ่มเติมได้อีกด้วย (อ็อปชั่นเสริม) ทั้งนี้เจ้า SUPER FOUR และ CB1300 SUPER BOL D’OR จะจำหน่ายใน 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่สีขาวมุกตัดแดง ที่หรูหราด้วยเฟรมแดงและแคร้งเครื่องสีทอง และสีเงินเมทัลลิกที่ดูสุขุมนุ่มลึกด้วยเฟรมและแคร้งเครื่องสีดำ  ส่วน SUPER FOUR SP และ CB1300 SUPER BOL D’OR SP จะจำหน่ายใน 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีขาวตัดด้วยสีแดงและน้ำเงินมุก และสีขาวตัดด้วยสีดำและแดงแคนดี้ โดยยังมีการเพิ่มรายละเอียดในส่วนของเบาะนั่งที่่มีการเดินด้ายแดงเพิ่มความสปอร์ตอีกระดับ คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo แบบ 4 พ็อตที่ด้านหน้า และระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย เรียกว่าพร้อมซิ่งสุดๆ เลยล่ะครับ    แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้างที่บ้านเราไม่มีโมเดลเหล่านี้จำหน่ายเลย ทั้งๆ ที่ก็มีความสวยงามคลาสสิกอยู่มากเลย โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเริ่มต้นที่ประมาณ 453,000 บาทสำหรับโมเดล SUPER FOUR และโมเดลแพงสุดที่ 593,000 บาทสำหรับ SUPER BOL D’OR  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

XDiavel Black Star

XDiavel Black Star ครูเซอร์ไบค์กลิ่นอายสปอร์ต XDiavel Black Star โมเดลพิเศษจากทางดูคาติ เป็นโมเดลที่นำเสนอด้านที่สปอร์ต หรือด้านซิ่งๆ ของครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่ของทางค่ายแดง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโลกของสปอร์ตคาร์  ดีไซน์โดดเด่นด้วยสีสันที่ใส่ใจเป็นพิเศษ เป็นสีเทาด้านจับคู่กับสีดำ และตัดด้วยสีแดง แตกต่างด้วยฝาสูบสีแดงสีประจำค่าย และเพิ่มรายละเอียดความสปอร์ตและความพรีเมียมด้วยล้อฟอร์จน้ำหนักเบา ยาง Pirelli Diablo Rosso III  และใช้ผ้าหนังกลับบริเวณเบาะนั่ง เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่อง Testastretta DVT 1262 ซีซี ให้แรงม้าที่ 160 ตัวที่ 9,500 รอบและแรงบิดที่ 126 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ซึ่งผ่าน Euro5 แล้วจากการปรับเลย์เอาท์ของปลายท่อใหม่แบบเดียวกับ Diavel ซึ่งแรงขึ้นแต่มลภาวะน้อยลง ตัวรถมาพร้อมระบบเบรกแบบ Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรล ซึ่งเป็นมาตรฐานสมัยใหม่แล้ว และให้ตรงตามความสปอร์ตตามคอนเซ็ปต์ของโมเดลนี้มีการเพิ่มโหมด Power Launch ช่วยให้ออกตัวได้อย่างรวดเร็ว มีโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Urban และ Touring เข้ากับรถได้เป็นอย่างดี  ไฮไลต์อื่นๆ ได้แก่ คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo M50 โช้คปรับแต่งได้  โช้คหน้าเคลือบแกนแบบ Diamond like Coating ครูซคอนโทรล ระบบเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนต่างๆ ส่วนการจำหน่ายนั้นจะมีจำหน่ายในอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น ในราคา 25,995 ดอลลาร์คิดเป็นเงินไทยประมาณ เกือบๆ 800,000 บาท แต่ถ้านำมาขายในไทยจริง ราคาคงจะไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KLX300SM

Kawasaki KLX300SM ตำนานภาคต่อของ D-Tracker คาวาซากิ ประเทศอเมริกา เปิดตัวโมเดลที่ขาดช่วงหายไปจากท้องตลาดพักนึงของทางค่ายยักษ์เขียวอย่างโมเดลโมตาร์ด ซึ่งชื่อเดิมคือ D-Tracker ที่ขาดหายไปตั้งแต่ช่วงปี 2016 แต่คราวนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น KLX300SM ซึ่งชื่อก็บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ KLX300 และยังระบุว่ามันคือรถสไตล์ซูเปอร์โมโตนั่นเอง Kawasaki KLX300SM ถือเป็นโมเดลใหม่แบบหมดทั้งคัน เว้นเพียงแต่หน้าตาที่ยังมีความคล้ายคลึงกับโมเดลเก่าค่อนข้างมาก สิ่งแรกที่ใหม่เลยก็คือเครื่องยนต์ครับ  เครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด นั้นมีการเพิ่มขนาดความจุเป็นขนาด 292 ซีซี โดยการเพิ่มขนาดลูกสูบให้ใหญ่ขึ้น 6 ม.ม. ทำให้มีพละกำลังแรงขึ้น 17% หากเทียบกับโมเดลเก่าที่มีขนาด 250 ซีซี แต่ยังมีกำลังอัดเท่าเดิม ช่วงล่างจะแตกต่างกับ KLX300 ที่เป็นรถสองประสงค์หรือรถวิบาก เพราะคันนี้จะเน้นทางเรียบ ดังนั้นจึงมีขนาดล้อที่ต่างกัน โดยจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและหลังเพราะเน้นสำหรับขี่ถนนทั่วไป ไม่ได้เน้นลุย แต่ยังคงเป็นล้อซี่ลวดเช่นเดิม  ส่วนโช้คอัพนั้นก็จะมีระยะยุบน้อยกว่าเล็กน้อยที่ประมาณ 1 นิ้ว โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ปรับคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ด้านหน้าหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องปรับได้ทั้งรีบาวด์ คอมเพรสชัน และพรีโหลด ระบบเบรกเองก็จะมีขนาดใหญ่กว่าของฝั่ง KLX300 โดยมีจานเบรกหน้าแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่นขนาด 240 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบสูบเดียว ส่วนชิ้นส่วนอื่นๆ นั้นก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากโมเดลเก่า งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าจะเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเมื่อไหร่ แต่ส่วนตัวแล้วยังไงก็คงไม่พลาด ดีไม่ดีต้นปีหน้าก็อาจจะได้เจอกันแล้ว แฟนๆ นักบิดสายโย่ง ชอบสไตล์นี้ไม่ควรพลาดครับ รับรองคุ้มค่าราคาสมเหตุสมผลแน่นอนครับ ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลเก่าเล็กน้อยจากความจุที่เพิ่มขึ้น แต่แรงขึ้นแบบนี้ใครๆ ก็ชอบใช่มั้ยล่ะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kymco DT X360

Kymco DT X360 แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์สัญชาติไต้หวัน หลังจากที่ทาง Honda ได้ทำการเปิดตลาดใหม่ด้วยมอเตอร์ไซค์สไตล์ SUV หรือแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ด้วย X-ADV และ ADV150 รวมถึงในอนาคตที่น่าจะเป็นจริงกับ ADV350 จนได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มผู้ใช้รถในสมัยใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเจ ต้องการรถที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและก็สามารถออกไปผจญภัยบนเส้นทางใหม่ๆ ในช่วงวันหยุดพักผ่อนได้ด้วย  ล่าสุด Kymco แบรนด์มอเตอร์ไซค์จากไต้หวัน ทนกระแสใหม่ไม่ไหวเปิดตัวโมเดลใหม่ในเซ็กเมนต์ใหม่ โดยใช้ชื่อรหัสว่า DT X360 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโมเดลที่ขายดีอยู่แล้วของทางค่ายอย่าง Downtown 350  เจ้า DT X คันนี้นอกจากดีไซน์บังโคลนหน้าที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยังมีแฮนด์บาร์แบบแฟลตที่ค่อนข้างกว้าง มีท่านั่งหลังตรง สบาย ซึ่งเหมาะกับการขี่แบบออฟโร้ดด้วย หน้าจอเรือนไมล์ LED สี สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ครบถ้วน  เครื่องยนต์ของมันจะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 321 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด เคลมมาว่าให้แรงม้าสูงสุดที่ 28.42 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 30 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT และสายพาน  ยางที่ให้มาเป็นยางในแบบของยางกึ่ง ขนาด 120/80 14 นิ้วที่ด้านหน้าและ 150/70 13 นิ้วที่ด้านหลัง ส่วนของโช้คนั้นด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS  อย่างไรก็ดีเจ้าคันนี้ไม่ได้มีการอัพเกรดช่วงล่างเพิ่มระยะยุบของโช้คหรือว่าระยะความสูงระหว่างพื้นกับตัวรถเท่าไหร่นัก ดังนั้นมันก็จะลุยได้แบบเบาๆ ไม่มากเท่ากับทางฝั่ง Honda ที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนช่วงล่างให้ลุยได้มากกว่า    ในส่วนของเทคโนโลยีก็ใส่มาให้พอเหมาะพอควรกับรถในพิกัดระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED รอบคัน ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรก ABS ส่วนในเรื่องของช่องเก็บของนั้นถือว่าให้มากว้างขวางโดยเฉพาะช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 2 ใบแบบเหลือๆ ช่องเก็บของด้านหน้าก็มีช่องจ่ายไฟแบบ USB พร้อมลูกเล่นพิเศษตรงแผงคอที่มีช่องจ่ายไฟซ่อนอยู่เหมาะกับชาร์จสมาร์ทโฟนที่นักบิดทั้งหลายนิยมนำมาใช้เป็นระบบนำทางด้วย Google Maps สุดท้ายนี้ก็ออกจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่แบรนด์นี้ไม่ได้มีขายในบ้านเรา แต่ก็น่าจะเป็นโจทย์ให้ทาง Honda ต้องทำการบ้านหนัก เพื่อให้โมเดลที่หลายๆ คนรอคอยอย่าง ADV350 นั้นออกมาดีมากพอที่จะแข่งขันกับเจ้านี่ในต่างประเทศได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000R Legendary Edition

GSX-R1000R Legendary Edition ลายพิเศษของนักแข่งในตำนาน 6 คน 7 แบบ ล่าสุด Suzuki ประเทศอิตาลีได้ทำการเปิดตัว Suzuki GSX-R1000R Legendary Edition เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งบริษัท Suzuki ครบรอบ 60 ปีของการแข่งขันชิงแชมป์โลก และยังเป็นการเฉลิมฉลองการได้แชมป์โลกในการแข่งขัน MotoGP ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! โดยโมเดลลายพิเศษระดับตำนานนี้จะมาพร้อมท่อไอเสีย Akrapovic และเบาะนั่งแบบตอนเดียว และตกแต่งลายกราฟิกแบบเดียวกับนักแข่งระดับตำนานที่ได้แชมป์ในปีนั้นๆ โดยจะมีทั้งหมด 6 คน 7 ลายด้วยกันครับ ได้แก่  1976 Barry Sheen  1977 Barry Sheen  1981 Marco Lucchinelli  1981Franco Uncini  1993Kevin Schwantz  2000 Kenny Roberts Jr. 2020 Joanne Mill งานนี้เป็นโอกาสดีมากๆ สำหรับแฟนๆ หรือสาวกค่ายคนบ้า Suzuki ที่จะได้เป็นเจ้าของรถโมเดลพิเศษนี้ (แต่ต้องสั่งจากอิตาลีนะ ไม่รู้บ้านเราจะมีจำหน่ายมั้ย)  จำหน่ายในราคา 22,500 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 826,000 บาท ถ้าเข้าไทยก็น่าจะกระโดดขึ้นไปจากราคานี้อีก   BARRY SHEENE [1976] Barry Sheen เป็นนักแข่งชาวอังกฤษเกิดในปี 1950 และแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี 1970 หลังจากนั้นก็ขยับขึ้นไปแข่งขันในรุ่นสูงสุดคลาส 500 ซีซี (2 จังหวะ) และคว้าแชมป์โลกครั้งแรกกับ Suzuki RG500 ในปี 1976 โดยชนะไปทั้งหมด 5 เรซ จากทั้งหมด 12 เรซในปีดังกล่าว  BARRY SHEENE[1977] ก็ยังคงเป็น Barry Sheen หลังจากที่คว้าแชมป์โลกในปี 1976 เขาก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้งในปี 1977 ติดต่อกัน โดยปีนี้ชนะทั้งหมด 6 เรซด้วยกัน MARCO LUCCHINELLI [1981] Marco Lucchinelli นักแข่งชาวอิตาลี เกิดในปี 1954 คว้าแชมป์โลกได้ในปี 1981 โดยคว้าชัยไปทั้งหมด 5 เรซกับอีก 2 โพเดียม และ Suzuki ยังคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตในปีดังกล่าวอีกด้วย นั่นก็เป็นเพราะพ่อหนุ่มม้าคลั่ง “Crazy Horse” ฉายาของ Marco FRANCO UNCINI [1982] Franco Uncini นักแข่งอิตาเลียน ที่ลงแข่งในรายการแข่งขันชิงแชมป์โลกด้วยวัยเพียง 21 ปี และก็เข้าสู่คลาสสูงสุดตั้งแต่ปี 1979 โดยเขาขี่ Suzuki มาตั้งแต่เริ่มต้น และคว้าแชมป์ต่อจากเจ้าม้าคลั่งในปีถัดมาหรือปี 1982 นั่นเอง  KEVIN SCHWANTZ [1993] Kevin Schwantz นักแข่งอเมริกัน ชาวเท็กซัสที่สามารถคว้าแชมป์ได้หลังจากการขี่ RGV250Γ ดวลเดือดกับ Wayne Rainey ที่ใช้รถ Yamaha และเบรกลึกจนกระทั่งคู่แข่งของเขาพลาดท่าไป ก่อนที่เขาจะคว้าแชมป์โลกในปี 1993  KENNY ROBERTS JR. [2000] Kenny Roberts Jr. นักแข่งอเมริกัน เกิดปี 1973 ลูกชายของตำนานอย่าง Kenny Roberts (senior) ที่เคยคว้าแชมป์โลกกับ Yamaha ถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยคนลูกนั่นเริ่มแข่งในคลาสสูงสุดกับ Suzuki ในปี 1999 และคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2000 ด้วยการคว้าแชมป์ 4 เรซ หลังจากนั้นในปี 2001 การแข่งขันจาก WorldGP ก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น MotoGP

X-Venture Travel And Share

X-Venture Travel And Share ท้าลมหนาวบนเส้นทางโหดสายเหนือ  X-Venture Travel AndShare เป็นกิจกรรมขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางสุดผจญภัยพร้อมท้าลมหนาวส่งท้ายปี 2020 บนเส้นทาง 3 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ และน่าน ซึ่งทาง Honda จัดให้กับลูกค้าได้นำรถของตัวเองมาขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม และน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้  โดยทริปนี้จะเป็นทริปแบบเต็มอิ่ม 3 วัน 2 คืน กับระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร และเป็นทริปที่รวบรวมรถบิ๊กไบค์ตระกูลแอดเวนเจอร์ของ Honda เอาไว้ครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น CB500X, X-ADV, NC750X, CRF1000L, CRF1100L และ VFR1200X  วันแรกเริ่มต้นกันที่ Honda BigWing จ.พิษณุโลก นัดรวมตัวกันลงทะเบียนกันในช่วงสายๆ โดยก่อนจะออกเดินทางก็จะมีการเช็ครถ เช็คความพร้อมผู้ขับขี่ตามมาตรการการจัดกิจกรรมในสถานการณ์ COVID-19 พร้อมรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนออกเดินทาง   โดยวันแรกจะเป็นการขับขี่ไม่ไกลมากนัก เพราะออกเดินทางกันตอนบ่าย ซึ่งทริปนี้ดูแลโดยอาจารย์เล่ ทั้งนำทาง ทั้งคอยแนะนำการขับขี่ ตลอดจนถึงคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยตลอดทั้งทริป เส้นทางเริ่มจาก จ.พิษณุโลก – จ.แพร่ ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร แบ่งเป็นทางดำ 40% ทางฝุ่น 60%  เริ่มออกเดินทางกันชิลๆ บนถนนดำมุ่งหน้าไป จ.แพร่ ที่ซึ่งจะเป็นที่พักและเป็นจุดหมายปลายทางของเราในวันแรก แต่จะให้ขี่แต่ถนนดำอย่างเดียวไม่ได้ อยู่ๆ ก็เลี้ยวเข้าเส้นทางแบบออฟโร้ด แต่ก็เป็นทางที่ไม่ยากมาก เป็นเส้นทางที่ยังพอมีชาวบ้านใช้สัญจรอยู่บ้าง แต่จะหนักไปทางฝุ่นดินแดง มีหลุมให้ตกใจกันพอหอมปากหอมคอ ปนกับทางเลี้ยวหักศอกที่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา  ส่วนธรรมชาติ 2 ข้างทางก็สวยงามเขียวขจี มือใหม่อาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางช่วงจะมีทางทรายเป็นระยะๆ บอกเลยใครเจอก็ต้องค่อยๆ ไปกันทุกคนไม่ว่ามือใหม่หรือมือเก๋าบิดเพลินๆ เผลอเปิดคันเร่งแรงๆ มีหวังนอนกลางทรายแน่นอน แต่ทุกคนก็เอาตัวรอดมาได้อย่างสบายๆ  จากนั้นพักดื่มน้ำเย็นๆ พูดคุยเรื่องราวทางที่เพิ่งผ่านมากันเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางบนถนนดำกันต่อ มีช่วงขึ้น-ลงเขาอยู่เป็นระยะๆ อากาศในวันนี้ก็ดีมากๆ เย็นสบาย 25 องศาเท่านั้น เหมือนติดแอร์ตลอดทั้งเส้นทาง ขับไปเพลินๆ ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทางในวันแรกที่ จ.แพร่ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน รับประทานอาหาร และพูดคุยถึงเรื่องราวการผจญภัยในวันแรก รวมถึงประชุมเรื่องเส้นทางของวันถัดไป เช้าวันที่สองพวกเราเริ่มต้นจาก จ.แพร่ มุ่งหน้า จ.น่าน หลังจากรับประทานอาหารเช้าและแต่งตัวหล่อพร้อมลุยเรียบร้อยแล้ว ก็มีการบรีฟเส้นทางจากอาจารย์เล่กันอีกครั้ง เพราะวันนี้เป็นวันที่ลุยแบบเต็มที่ มีทั้งเนิน ทางชัน หิน ฝุ่น ดิน ทราย ตบท้ายด้วยลำธาร มีให้ได้สัมผัสกันแบบครบๆ ในวันเดียวเลย  คุยกันจบก็เริ่มเดินทาง ออกจากตัวเมืองแพร่ไปได้ไม่นานวิ่งถนนดำกำลังถึง 3 แยกอยู่ดีๆ ท่านอาจารย์ก็พาคณะทัวร์ตรงลงทางดินไปเลย บรรยากาศเย็นๆ 2 ข้างทางไปทุ่งนา ฝูงวัว ก็ดูเพลินๆ เป็นทางไม่ยากมากนัก จากนั้นก็แวะเติมพลังกินข้าวกันที่ร้านสักทองคาเฟ่ที่เป็นทั้งร้านข้าวและร้านของฝาก  เติมพลังเสร็จก็ถึงเวลาที่ความสนุกสุดมันกันต่อ เราเดินทางกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงเนินลงทางชันที่มีทั้งดินซุยๆ หินลอย คอยขวางทาง ต้องใช้ทักษะมากพอสมควร กว่าจะขี่ผ่านไปได้ ก็มีล้มกันไปบ้าง บ้างก็ไปได้แบบไหลๆ แต่ก็มีทีมงานคอยดูแล ให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ตลอด  ต่อมาก็ลัดเลาะกันไปตามเขาผ่านหมู่บ้านผ่านธรรมชาติที่แปลกตา และมาเจออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนต้องผ่านคือลำธารที่เป็นทางผ่านของชาวบ้านจากนั้นก็เริ่มลุย กันเลย หลายๆ คนพยายามไม่อยากให้รองเท้าตัวเองเปียกก็ยืนขับฝ่ากัน ก็ผ่านไปได้ไม่ยากเย็น แต่ก็มีบางคนพลาด เพราะอาจจะเปิดคันเร่งแรงเกินไปทำให้ล้อหมุนฟรีในน้ำเกิดจนรถเสียอาการ จากนั้นก็ขับขี่ลุยทางดินกันต่อเนื่องจนออกมาที่ถนนดำและเข้าที่พักที่ จ.น่าน เพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้ลุยต่อกันในวันสุดท้ายที่เป็นทางดำยาวๆ แบบขึ้นเขาลงเขาสลับกันไป วันที่สามหลังจากที่พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เตรียมตัวทางเดินไปทำกิจกรรม CSR ระหว่างทางนั้นก็เป็นทางดำยาวๆ ไม่มีฝุ่นแล้ว แต่เป็นทางที่เป็นช่วงโค้งยาวๆ แบบโค้งซ้ายเพลินๆ แล้วก็ซ้ายอีก ต้องมีสติกันพอสมควรเพราะรีวิว 2 ข้างทางนั้นสวยงามมากๆ และอากาศเย็นตลอดทั้งทาง สำหรับรถที่มีฮีทกริ๊ปอุ่นมือก็ช่วยได้เยอะพอสมควร  เราเดินกันมาถึงจุดชมวิวภูแลลาวเป็นจุดแวะรับประทานอาหารกลางวันและเป็นจุดที่ทำกิจกรรม CSR มอบของใช้จำเป็นให้แก่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่จริม ด่านจุดสกัดชั่วคราวห้วยปะกัม และที่นี่ยังเป็นตะเข็บชายแดนไทย-ลาว ซึ่งสามารถมองเห็นฝั่งลาวได้ด้วยตาเปล่า  หลังจากที่ทำกิจกรรมกันเรียบร้อยก็เดินทางกันต่อจนมาแวะพักกันที่ อุทยานต้นสักใหญ่ชมต้นสักทองที่อายุกว่า 1,500 ปี จากนั้นก็มุ่งหน้าไปกันต่อที่ Honda BigWing จ.พิษณุโลก ซึ่งถือว่าเป็นการจบทริปส่งท้ายปีภาคเหนือที่สวยงาม ที่ได้ทั้งประสบการณ์การขับขี่ต่างๆ หลายรูปแบบ และยังได้ภาพสวยๆ พร้อมกับความทรงจำดีๆ ตลอดทั้งทริป บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดกิจกรรมดีๆ แบบนี้  สำหรับกิจกรรม X-Venture Travel And Share นี้ทาง A.P.Honda ที่จะจัดขึ้นอีกในปีหน้านั้นจะเป็นที่ไหนอย่างไรก็ค่อยติดตามชมได้ที่

XR9 Carbona

XR9 Carbona ชุดแต่งพร้อมแปลงร่าง Yamaha XSR900  และนี่คือโปรเจ็กต์สุดดีงามอีกคันนึงจากโครงการ Yard Built ของยามาฮ่าที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของความสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในการคัสตอมรถโปรดักชันไบค์สักคันนึง  ไม่กี่ปีมานี้เราได้เห็นผลงานคัสตอมสองล้อที่สวยงามประหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซมาหลายต่อหลายคันจากสำนักคัสตอมต่างๆ ทั่วโลก และเจ้า XR9 Carbona จาก Bottpower คันนี้เองก็เป็นอีกคันที่โดดเด่นมากๆ จากโครงการ Yard Built ของ Yamaha  ดีไซน์ของคัสตอมไบค์คันนี้ดูกะทัดรัด ปราดเปรียว และดุดันมากเลยทีเดียว โดยเจ้า XR9 เนี่ยออกแบบมาโดยตั้งใจว่าจะต้องถ่ายทอดสมรรถนะระดับสูงออกมาทั้งบนถนนที่คดเคี้ยวและบนถนนเปิดโล่งที่ชวยให้คุณเปิดคันเร่งจนหมดเพื่อให้อะดรีนาลีนของคุณพุ่งพล่าน เรื่องราวของเจ้าคันนี้เริ่มต้นในปี 2017 ตอนที่ทางสำนัก Bottpower ชนะการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ที่โคโลราโด อเมริกา 2 คลาสด้วยกัน โดยการแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันที่เก่าแก่และมีชื่อมากที่สุดรายการนึงในโลก โดยแข่งกันบนถนนกินระยะทางกว่า 19.99 ก.ม. มีโค้งทั้งหมด 156 โค้ง บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,440 เมตร และชัยชนะในครั้งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้คัสตอมโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาจาก XSR900 ที่โดดเด่นเรื่องแรงบิด และแชสซีที่เล็กกะทัดรัด โดยตั้งใจจะทำให้เป็นรถที่เท่และเร็ว ด้วยภาพลักษณ์แบบโมเดิร์นและดุดัน แล้วอยากที่จะพัฒนาให้เป็นชุดแต่งในแบบ Plug and Play หรือติดตั้งได้ง่าย ทาง Bottpower ใช้เทคโนโลยีของการพิมพ์แบบ 3 มิติหรือ 3D Printing และวัสดุคอมโพสิตที่พวกเขาชำนาญจนได้ออกมาเป็นคันอย่างที่เห็น ซ่อนไฟหน้ากลมๆ ไว้ และสร้างพื้นที่สำหรับหมายเลขขนาดใหญ่ที่ให้ฟีลลิ่งเสมือนรถแข่ง  ด้านหน้าของรถจะดูล่ำๆ และท้ายของรถจะสั้น ทำให้มันดูเหมือนหมาพิตบูลที่มีช่วงไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ (ถังน้ำมัน) และท่าทางที่ทรงพลัง โดยโมเดลนี้จะผลิตขึ้นเพียงคันเดียวเท่านั้นเพื่อให้ผู้ใช้หรือผู้ที่สนใจจะได้เกิดแรงบันดาลใจและอยากจะทำรถของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งทาง Bottpower จะจำหน่ายชุดแต่ง Carbona ที่สามารถใช้งานกับ XSR900 หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์ CP3 ได้เลย ไม่ต้องโมดิฟายตัวเฟรม   ทั้งนี้ในชุดแต่งนี้ก็จะประกอบไปด้วย ชุดครอบถังน้ำมันพร้อมกับท่อแอร์อินเทคแบบคาร์บอนไฟเบอร์ แฟริ่งส่วนเบาะนั่งและท้าย พร้อมเบาะนั่งหนังอัลคันทารา ท้ายแต่ง ไฟเลี้ยวแต่ง ป้ายเบอร์แข่งด้านหน้าพร้อมไฟ LED เดย์ไลท์ ไฟสูงและไฟต่ำ ครอบแผงหม้อน้ำและวิงก์เล็ต ที่ยึดป้ายทะเบียน ครอบสเตอร์ อกล่าง ส่วนอื่นๆ ที่เห็นในรูปจำเป็นจะต้องติดตั้งเพิ่มนะครับ ไม่ได้รวมในชุด งานนี้ใครสนใจล่ะก็อาจจะต้องสั่งนำเข้าจากทาง Bottpower นะครับผม ไม่แน่ใจว่าจะมีขายปริมาณมากขนาดไหน เพราะทาง Yamaha ยุโรปก็ไม่ได้ระบุด้วยครับ แต่ก็ถือว่าเป็นชุดแต่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Zontes M310

Zontes M310 ว่าที่คู่แข่งใหม่ของ XMAX และ Forza Zontes M310 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมเปิดตัวที่ประเทศจีนกันแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่ามีจุดเด่นที่ราคาถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ ในพิกัดเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ระบุวันวางจำหน่าย ซึ่งบ้านเราก็อาจจะได้ลุ้นกับเขาด้วย เพราะบ้านเราก็มีตัวแทนจำหน่ายจากแบรนด์นี้  โดยเจ้า M310 เคยตกเป็นข่าวมาแล้วครั้งนึงตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนโดยจะมีจำหน่าย 3 สีด้วยกัน ซึ่งได้แก่ สีแดง สีดำ และสีขาว  มันมีขุมพลังแบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 309 ซีซีแบบ 4 วาล์วและใช้หัวฉีดจาก Bosch เคลมแรงม้ามาที่ 33.3 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 32 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมว่ามีอัตราเร่งที่ดี เร่งจาก 0 – 100 ได้ภายใน 8 วินาที ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมล้อขนาด 14 นิ้วและระบบเบรกแบบดิสก์เบรก ด้านหลังเป็นโช้คหลังคู่ ล้อขนาด 14 นิ้วและดิสก์เบรกเช่นกัน พร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล  จุดเด่นอื่นๆ ของสกู๊ตเตอร์จาก Zontes มีดังนี้ ไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า เรือนไมล์สี TFT พร้อมระบบปรับความสว่างเอง แฮนด์บาร์มีจุดยึดสำหรับขาจับมือถือ มีช่องเก็บของด้านหน้า พร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB 2 ช่อง มีระบบคีย์เลส เซ็นเซอร์วัดลมยางพร้อมระบบแจ้งเตือน ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 1 ใบ  เรียกว่ามีสเป็กที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะครับ ถ้าทาง Zontes Thailand นำเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วย แฟนๆ สกู๊ตเตอร์ชาวไทยก็น่าจะต้องปวดหัวในการเลือกรถกันอีกพอสมควรเลยล่ะ เพราะราคาของแบรนด์นี้ก็ค่อนข้างเป็นมิตรอยู่แล้ว ส่วนงานประกอบและคุณภาพนั้นก็ต้องรอดู รอสัมผัสตัวจริงกันอีกทีล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Zontesthailand | Facebook

ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica

ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica ฝีมือไบเกอร์ญี่ปุ่น หลังจากที่ Honda ประเทศญี่ปุ่นเริ่มส่งมอบโมเดลซูเปอร์สปอร์ต 600RR ล็อตแรกให้กับทางสาวกแดนปลาดิบกันแล้ว ซึ่งโมเดลนี้ไม่ได้ขายยุโรป แต่ขายในไทย โชคดีจริงๆ เชียว แน่นอนว่าไบเกอร์หลายคนก็มีแนวคิดที่ว่า “ขี่เดิมๆ เดินดีกว่า” ก็ย่อมที่จะตกแต่งรถให้แรง ให้แตกต่างอยู่แล้ว    เจ้าซูเปอร์สปอร์ตพิกัด 600 ซีซีคันที่คุณเห็นอยู่นี้เป็นของหนุ่มนักบิดชาวญี่ปุ่นที่ใช้แอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ว่า @omusubi_r ซึ่งไม่ต้องเดาว่านักบิดไอดอลของเขานั้นเป็นใครก็พอจะรู้จากลวดลายกราฟิกบนรถของเขา ซึ่งก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Takaaki Nakagami นักแข่ง MotoGP ชาวญี่ปุ่นนั่นเอง ลวดลายกราฟิกนั้นแร็ปขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง RC213V LCR Honda ของ Nakagami นั่นเอง เรียกว่าเก็บรายละเอียดได้ดีมากๆ  ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ Idemitsu แบรนด์น้ำมันเครื่องจากญี่ปุ่น บริเวณด้านข้างตัวรถและในจุดต่างๆ  เบอร์แข่ง 30 ที่เป็นเลขประจำตัวของนักแข่งชาวญี่ปุ่นที่ด้านหน้า ลวดลายสีแดง ทองและขาว  หาได้ลอง ชม ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica คันนี้ดีๆ แล้ว จะพบว่าครบตามแบบเป๊ะ ตั้งแต่หัวจรดท้าย กระทั่งบังโคลนหน้าก็ตาม แม้ว่าจะขาดรายละเอียดโลโก้ของบางแบรนด์ แต่เท่านี้ก็บอกได้เลยว่า หล่อจริงๆ ครับ งานนี้ผมนี่อยากเห็นรถจากไอเดียสร้างสรรค์จากนักบิดชาวไทยกันบ้างแล้ว จะแจ่มแจ๋วขนาดไหน ผมนี่รอชมเลยครับ  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 SP

Panigale V4 SP รุ่นใหม่ รองท็อปแรงน้องๆ รถแข่ง มีอะไรใหม่บ้าง Panigale V4 SP น้องใหม่พิกัดซูเปอร์ไบค์ ทำให้ตอนนี้ซูเปอร์ไบค์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบวีของดูคาตินั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 โมเดลด้วยกัน โดยเจ้าน้องใหม่คันนี้ถือเป็นตัวรองท็อปเป็นรองแค่เพียงรหัส R เท่านั้น  โดยตัวอักษร SP ที่เป็นเหมือนรหัสใหม่นี้ ย่อมาจากคำว่า Sport Production แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ใหม่อะไร เนื่องจาก Ducati เพราะมีการใช้มาก่อนแล้ว โดยมีใช้ครั้งแรกใน Ducati 851 นั่นเอง ซึ่งคำว่า Sport Production สื่อถึงรถโปรดักชันที่มีของแต่งที่เหมาะสำหรับใช้ขับขี่ในสนามได้ดีขึ้นนั่นเอง โมเดลนี้จะแตกต่างกับโมเดล S 2021 อยู่หลายจุด ตั้งแต่ชุดสีลวดลายกราฟิกในแบบของเดียวกับรถแข่งช่วงวินเทอร์เทสต์ (Winter Test) เป็นสีดำด้านพร้อมกับดีเทลสีแดงสด และถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา แผงคอบน CNC มาพร้อมซีเรียลนัมเบอร์ พร้อมกับของแต่งต่างๆ ในส่วนของช่วงล่างและเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ในแบบสนาม โดยของแต่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้น้ำหนักรถเบากว่าโมเดล S อยู่ 1 กิโลกรัม น้ำหนักรถเปล่าจึงเหลือเพียง 173 กิโลกรัม อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะไม่อยู่ในพิกัด 1000 ซีซี เหมือนรหัส R จะยังเป็นเครื่องขนาด 1103 ซีซี แต่จะให้กำลังแรงม้าน้อยกว่าโมเดล R โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214 แรงม้าที่ 13,000 รอบและแรงบิดที่ 124 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ  ของแต่งที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเปรียบเทียบกับโมเดล S มีดังต่อไปนี้  ปีกคาร์บอนไฟเบอร์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ คลัตช์แห้ง STM-EVO SBK โซ่เบอร์ 520 น้ำหนักเบาพิเศษ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 5 ก้านคู่ เบากว่าล้อฟอร์จเดิม 1.4 กก. คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema ปั๊มเบรกหน้า Brembo MCS 19.21 พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดคาร์บอน ระบบ DDA หรือ Ducati Data Analyzer พร้อม GPS สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ไว้ใช้วิเคราะห์ประเมินผลการขับขี่ในสนามภายหลังได้ ครอบคลัตช์แบบเปิด ชุดอุดท้ายหลังจากเอาที่ยึดป้ายทะเบียนออก ชุดอุดรูกระจกอลูมิเนียม   ส่วนที่ยังคงเดิมๆ นอกจากเครื่องยนต์ที่กล่าวไปแล้วก็เช่น โช้คหน้า Öhlins NIX-30 โช้คหลัง Öhlins TTX36 และกันสะบัด Öhlins ซึ่งควบคุมผ่านระบบ Öhlins Smart EC 2.0 หรือปรับไฟฟ้าได้ทั้งหมด  ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จัดเต็ม มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย หรือ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีให้ก็ได้แก่  ระบบเบรก Bosch EVO Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบช่วยออกตัว Power Launch ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า  ซึ่งหลายๆ ระบบพัฒนาใหม่ให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ขอละเอาไว้เพราะยิบย่อยมากๆ ครับ สนนราคาก็แน่นอนว่าถ้าเข้าไทยจะต้องแพงกว่า 1,249,000 บาทที่เป็นราคาของโมเดล S อยู่แล้ว แต่ก็ต้องไม่เกิน 2,990,000 บาทเพราะเป็นราคาของรุ่น R  โดยผมเองประเมินไว้ที่ราวๆ 1,690,000 บาทบวกลบกว่านี้นิดหน่อย แต่ขอย้ำนี่ไม่ใช่ราคาอย่างเป็นทางการนะครับ เป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น  สำหรับคนที่ซื้อมาขี่สนามก็ถือว่าคุ้มค่าเลยล่ะครับ ส่วนคนที่ซื้อมาขับขี่ทั่วไปอาจจะเกินตัวไปหน่อย แต่ถ้าใจรักล่ะก็มันก็ต้องจัดแล้วล่ะครับ เพราะหล่อจริง ของแต่งก็จัดจริงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 2021

Moto Guzzi V7 2021 ปรับใหม่ เสริมหล่อ เติมแรง รับ Euro5 ปี 2021 ที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการมอเตอร์ไซค์หมุดนึงเลยก็ว่าได้ จากการที่ทางยุโรปบังคับใช้เรื่องมาตรฐาน Euro5 ซึ่งจะทำให้รถที่ผลิตมาขายในปี 2021 นั้นจะต้องผ่านมาตรฐานไอเสียในส่วนนี้ และนั่นทำให้ทุกแบรนด์ที่ต้องการผลิตรถใหม่ๆ มาเรียกลูกค้าของตนนั้นต้องทำการบ้านกันขนานใหญ่กันเลยทีเดียว  ทาง Moto Guzzi เองก็เป็นอีกแบรนด์นึงที่เริ่มเปิดตัวโมเดล 2021 โดยโมเดลที่ว่านี้คือ V7 ซึ่งก็เป็นมอเตอร์ไซค์ระดับกลาง ซึ่งหลายๆ คนน่าจะรู้กันดีกว่าค่ายนี้เด่นเรื่องเครื่องยนต์แบบวีทวินวางขวาง ซึ่งครั้งนี้ปรับเปลี่ยนในหลายส่วน และที่สำคัญคือเพิ่มขนาดความจุและมีพละกำลังมากขึ้น  การเปลี่ยนแปลงในส่วนของหน้าตาหรือดีไซน์นั้นถ้าไม่ใช่แฟนๆ ของค่ายนี้ยากที่จะมองเห็น แต่จริงๆ แล้วทางค่ายมีการเพิ่มชิ้นส่วนโลหะเพิ่มเข้าไปในส่วนแผงคอ นอกจากนี้ยังมีเรือนไมล์ใหม่ ไฟหน้าและไฟท้ายเองก็มีการปรับการออกแบบ รวมไปถึงแผงข้าง บังโคลนท้ายและปลายท่อด้วย ตัวเพลาขับและล้อหลังมีขนาดใหญ่ขึ้น และโช้คหลังเปลี่ยนมาใช้โช้คจาก KYB ที่ดูแข็งแรงขึ้น และระบบไฟตอนนี้เป็น LED ทั้งหมดแล้ว    โดยจะเปิดขาย 2 เวอร์ชั่นคือ Stone และ Special และไม่มีการใช้เลขโรมันแล้ว ซึ่งแต่เดิมใช้เพื่อบ่งบอกถึงว่ามันเป็นเจเนอเรชันไหนแล้ว โดยใช้มาตั้งแต่ปี 2008 เลยทีเดียว และแม้ว่าจะผ่านการอัพเดตมาตลอดช่วงเวลา 12 ปี แต่เครื่องยนต์นั้นมีความจุเท่าเดิมมาตลอด มาปีนี้มีการเปลี่ยน นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงตัดตัวเลขบอกเจนฯ ทิ้งไป  เครื่องยนต์ใหม่นั้นมีขนาดใหม่เป็น 850 ซีซี เพิ่มมาอีก 100 นึงเลยก็ว่าได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือเครื่องบล็อกเดียวกันกับ V85 TT ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์นั่นเอง และไม่ใช่แค่ความจุที่เพิ่ม กำลังแรงม้าเองก็เพิ่มด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ 52 แรงม้าและแรงบิด 44.2 ฟุตปอนด์ ขยับเป็น 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและ 53.8 ฟุตปอนด์ที่ 5,000 รอบ หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะพบว่ามันแรงมากขึ้นถึง 25% เลยล่ะครับ  สำหรับความแตกต่างของแต่ละรุ่นนั้น ในรุ่น Special จะมีสีน้ำเงินตัดกับแทบสีเทาเงิน เบาะนั่งสีน้ำตาล และล้อแบบซี่ ส่วนในรุ่นของ Stone จะเป็นล้อแม็กและไม่มีลายกราฟิกเพิ่มเติม มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Nero Ruvido สีน้ำเงิน Azzurro Ghiaccio และสีส้มออกทอกแดง    ส่วนสนนราคายังไม่เปิดแต่คาดว่าจะเพิ่มจากเดิมอีกเล็กน้อยจากซีซีที่เพิ่มขึ้นครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็อาจจะต้องรอนานหน่อยนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WR155R Basic Enduro Course จาก Yamaha

 WR155R Basic Enduro Course จาก Yamaha เป็นอย่างไร ไปดูกัน Yamaha WR155R เป็นรถที่ได้กระแสตอบรับจากคนที่ชื่นชอบทางฝุ่นค่อนข้างดี หลายๆ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและอีกหลายคนที่เทใจให้พร้อมจ่ายเงินเป็นเจ้าของ  และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่มีของเจ้า WR คันนี้ Yamaha จึงได้ถือโอกาสจัดคอร์ส WR155R Basic Enduro เพื่อสอนและเติมทักษะในการขับขี่รถวิบากที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชน เพื่อให้สามารถดึงสมรรถนะของรถออกมาได้มากขึ้น รวมถึงขับขี่ได้อย่างปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งที่ Yamaha ให้ความสำคัญเสมอมา นำโดยโค้ช ตั้น เดชา ไกรศาสตร์ อดีตดาวบิดดีกรีแชมป์เอเชียและแชมป์ออลเจแปน ผู้ปั้นนักบิดใหม่ๆ ให้กับ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ณ สนามรึคแคร์ปาร์ค มีนบุรี เริ่มต้นเทคนิคแรกเป็นการขับขี่แบบเป็นวงกลม โดยจะมีครูฝึกช่วยแนะนำและจัดท่าทางการขับขี่ที่ถูกต้องให้  ต้องบอกก่อนเลยว่าเลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวาไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน สำหรับผมแล้วเลี้ยวขวาจะยากกว่า เพราะคันเร่งอยู่ฝั่งขวา แล้วเวลาเราเลี้ยวจะต้องเลี้ยวแบบลีนเอาต์ แขนจะตึงทำให้เปิดคันเร่งยาก  ซึ่งการเข้าโค้งท่านี้จะเหมาะกับโค้งแคบๆ หรือเลี้ยวด้วยความเร็วต่ำ เพื่อรักษาบาลานซ์ จึงโดยต้องเอียงตัวถ่วงน้ำหนักตัวไปคนละฝั่งกับรถและเปิดคันให้มีความสมูท เปิดคันเร่งเนียนๆ เพื่อไม่ให้รถเสียอาการมาก แต่สำหรับ WR155R คันนี้ก็ไม่ได้ขับขี่ยากมาก เพราะตัวรถที่มีน้ำหนักเบาเพียง 134 กก. บวกกับแฮนด์ที่ถูกทำออกมาให้พอดีกับผู้ขับขี่ทำให้ควบคุมง่าย และปรับตัวเข้ากับรถได้ง่าย ต่อจากการปรับตัวการขับขี่ จัดท่าทางที่สวยงามได้แล้วก็ถึงเวลาลุยกันแบบต่อเนื่อง โดยจะไปขับขี่กันในรูปแบบของโมโตครอส ในสนามที่มีทั้งเนินเล็ก เนินใหญ่ เนินลูกระนาด ทำให้ได้สัมผัสถึงสมรรถนะเต็มๆ ของ WR155R ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเนินเล็ก เนินใหญ่ ก็สามารถกระโดดได้หมด ด้วยเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ MT-15 มีการปรับจูนใหม่ให้รอบเครื่องช่วงต้นจัดจ้านมากขึ้นและปรับการเปิดของตัววาล์ว VVA ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีกำลังเหลือๆ ไว้ขึ้นเนินสูงๆ ได้  ตัวรถยังมีช่วงล่างที่โดดเด่นจาก KYB ทั้งหน้าและหลัง โช้คหน้ามีขนาดถึง 41 ม.ม. ส่วนโช้คหลังสามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับเรียกได้ว่าช่วยซับแรงกระแทกได้ดีมากๆ มีฟีลลิ่งนุ่มหนึบ ขับขี่แล้วมั่นใจ ส่วนล้อก็เป็นของดีจากโรงงานเป็นล้อ DID จากญี่ปุ่นที่น้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทาน สิ่งสำคัญคือเราจะทำอะไร เราควรจะเริ่มจากการมีพื้นฐาน แล้วค่อยๆ เสริมทักษะต่างๆ เข้า การขับขี่มอเตอร์ไซค์ก็เช่นกัน เราต้องเริ่มจากพื้นฐาน แล้วเสริมทักษะการขับขี่เข้าไป จะทำให้ขี่รถสไตล์เอ็นดูโร่ได้สนุกมากขึ้น ควบคุมรถได้ง่าย ไม่เหนื่อยง่าย มีความมั่นใจจะลุยป่าหรือโดดเนินก็ทำได้อย่างสบายๆ ตบท้ายเวลาถ่ายรูปยังได้ท่าทางการขับขี่ที่สวยงาม  และถ้าหากใครเริ่มสนใจรถสไตล์นี้ เจ้า WR155R ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกของการเริ่มต้นที่ดีได้เลย เพราะมีน้ำหนักเบา ช่วงล่างนุ่มหนึบ เครื่องยนต์จัดจ้าน สามารถลุยได้เลย อนาคตเองก็อาจจะมี WR155R Basic Enduro Course จาก Yamaha อีกก็ได้ครับ ถ้าได้รับกระแสดีมากขึ้นอีก Special Thanks: หมวกกันน็อก Nolan N70-2X หมวกกันน็อกสายทัวริ่งสายลุยครบจบในใบเดียว จากทาง Nolan Helmets Thailand ด้วยนะครับ สำหรับใครสนใจหมวกกันน็อกแบรนด์ดังจากอิตาลีก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อเลือกชมกันได้ที่ www.facebook.com/Nolanthailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRACER 9

TRACER 9 และ TRACER 9 GT ทั้งแรงทั้งเบา เอาตังไปเลยดีกว่า!! Yamaha ปี 2021 นี่เปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องจริงๆ ครับ และนี่ก็เป็นอีกโมเดลที่น่าสนใจมากๆ สำหรับสายสปอร์ตทัวริ่ง ที่คราวนี้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ถูกใจไบค์เกอร์มากๆ บอกเลย เดิมที่โมเดลสปอร์ตทัวริ่งพิกัดนี้เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ในชื่อของ Tracer 900 โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ที่แรง แต่ก็สามารถใช้เดินทางไกลได้แบบสบายๆ และมาล่าสุดกับโมเดลที่ปรับปรุงใหม่ๆ โดยเป้าหลักๆ คือรองรับมาตรฐาน Euro5 ก็มีการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในหลายๆ ส่วน แม้กระทั่งชื่อโมเดลก็มีการเปลี่ยนให้เรียกง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน     ดีไซน์ใหม่หมด มีการปรับปรุงดีไซน์แฟริ่งและตัวรถใหม่หมด โดยมีการเน้นว่าจะต้องให้ความสปอร์ต ดุดัน ลื่นไหลและคล่องตัวให้มากขึ้น มีไฟหน้า LED คู่ใหม่ละม้ายคล้ายกับรุ่นน้องพิกัด 700 และตอนนี้เป็นไฟ LED รอบคันแล้ว ให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาในโมเดิร์น  ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ปรับได้ด้วยมือ สามารถปรับระดับให้สูงขึ้นได้อีก 50 ม.ม. เมื่อรวมกับการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบาแล้วก็ช่วยป้องกันลม และสภาพอากาศต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้วแบบคู่แสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นได้ครบถ้วน    ขุมกำลังใหม่ เครื่องยนต์ใหม่บล็อกเดียวกันกับ MT-09 2021 เป็นเครื่อง CP3 3 สูบขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ  โดยความจุเพิ่มจากการเพิ่มระยะชัก 3 ม.ม. ทำให้ได้แรงบิดมากขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ แรงม้ามากกว่าเดิมอีก 4 ตัว โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ (แรงขึ้น 4 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งสั้นๆ ก็คือมีซีซีมากขึ้น แรงขึ้น และรองรับมาตรฐาน Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม เฟรมใหม่ เฟรมเดลต้าบ็อกซ์แบบดายแคสต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบากว่าเดิม เมื่อบวกรวมกับองศาการวางเครื่องใหม่ที่ 52.3º เดิมที่ 47.5º ค่อนมาทางตั้งตรงมากขึ้นทำให้บาลานซ์ดีกว่าเดิมและจับฟีลลิ่งที่ด้านหน้าได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งสองจุดนี้ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นและคล่องตัวมากขึ้น  สวิงอาร์มใหม่ สวิงอาร์มอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่ยาวขึ้น 60 ม.ม. ทำให้ระยะฐานล้อยาวขึ้น ช่วยเพิ่มความเสถียรขณะขับขี่ได้มากขึ้น   พร้อมรองรับกล่อง 3 ใบ  ยามาฮ่าออกแบบระบบ Floating Stay ขึ้นมาเพื่อให้สามารถติดตั้งกล่องข้างได้ ซึ่งแยกการขยับตัวของกล่องออกจากตัวรถ ทำให้ยังขับขี่ได้นิ่งแม้ในความเร็วสูง และมือจับคนซ้อนเองก็รองรับการติดตั้งกล่องท้ายในตัว ซึ่งเมื่อรวมกับเฟรมใหม่ทำให้สามารถรับน้ำหนักทั้งหมดได้ถึง 193 กิโลกรัม หรือมากขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์จากเดิม    ระบบอิเล็กทรอนิกส์จัดเต็ม จัดเป็นสปอร์ตทัวริ่งที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและการขับขี่ในระดับหัวแถวของคลาสระดับกลางค่อนไปทางสูง อาทิ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังไม่หมดกับเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง  พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator Position Sensor Grip (APSG) แบบเดียวกับที่ใช้ใน R1M ทำให้ตอบสนองได้แม่นยำมากขึ้น   ออกแบบระบบจ่ายน้ำมันใหม่

Superveloce Alpine

Superveloce Alpine สปอร์ตไบค์สุดงาม มีแค่ 110 คันเท่านั้น Superveloce Alpine คือผลงานจากสองสัญชาติที่ต่างก็เด่นในเรื่องของงานศิลปะ โดยฝากแรกไบเกอร์ก็น่าจะรู้จักกันดีกับ MV Agusta ค่ายรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นเรื่องความงามในการออกแบบที่ล้ำเลิศไม่เหมือนใคร แต่มีค่ายอื่นมาบังเอิญเหมือน… และอีกฝากนึงคือ Alpine ค่ายรถที่ผลิตแต่รถแข่งและสปอร์ตคาร์สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งก็มีความโดดเด่นและพิเศษไม่แพ้กัน โดย MV Agusta ได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดล A110 ของทางค่ายฝรั่งเศส ที่มีสไตล์คล้ายคลึงกันคือ มีความสวยงามสง่าไร้ซึ่งกาลเวลาและให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร เจ้าโมเดลนี้มีความโดดเด่นที่ดีไซน์ภายนอกเป็นพิเศษ โดยมี Monaco Design Stuideo แผนกหัวหอกด้านการออกแบบของทางค่ายที่มีหน้าที่ผลิตรถสุดพิเศษตามสั่งเท่านั้น มาทำงานร่วมกับทางค่ายรถฝรั่งเศสจนได้โมเดลสีน้ำเงินคันงามอย่างที่เห็นอยู่นี้  สีน้ำเงินนั้นเป็นสีเดียวกันกับที่ใช้ใน A110 และเต็มไปด้วยรายละเอียดพิเศษต่างๆ อาทิ โลโก้ A บนแฟริ่งด้านข้างที่นำมาจากเจ้า A110 เพลทอลูมิเนียมรันซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน 001 – 110 เบาะหนังอัลกันทาร่าสีดำเดินด้านสีน้ำเงิน ล้อ CNC สีดำ  กราฟฟิกลายธงชาติอิตาลีและฝรั่งเศสที่บังโคลนหน้าด้านข้าง   ทั้งนี้เจ้าซูเปอร์เวโลเช่คันนี้ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 798 ซีซีของทางค่าย ที่ให้กำลังสูงสุด 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ทำความเร็วสูงสุดหรือท็อปสปีดได้สูงสุดที่ 240 กม./ชม. ผ่าน Euro5 และใช้ยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II จำหน่ายในราคา 36,300 ยูโรหรือราวๆ 1,325,000 บาท พร้อมเรซซิ่งคิท ได้แก่ ท่อ Arrow Racing กล่อง ECU แต่ง ฝาถังน้ำมัน CNC พร้อมสายคาดถังหนังโลโก้ Alpine ครอบเบาะท้าย ผ้าคลุมรถ และใบเซอร์ฯ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XMAX 300 2021

XMAX 300 2021 และ XMAX 300 Tech MAX สีใหม่ พร้อมรับ Euro5  ล่าสุด Yamaha ยุโรปก็เปิดตัว XMAX 300 พร้อมๆ กับ XMAX 300 Tech MAX 2021 ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรภายนอก นอกไปจากสีสันใหม่ แต่ไปเปลี่ยนกันในส่วนของเครื่องยนต์เพราะจำต้องปรับให้รองรับมาตรฐาน Euro5 ไม่งั้นจะขายในยุโรปไม่ได้  เครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง Blue Core สูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งคราวนี้ปรับให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 6% ทำให้นอกจากจะเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ที่มาแรงและขายดีที่สุดในพิกัดนี้แล้วก็ยังประหยัดมากขึ้นอีกด้วย  นอกเหนือจากเครื่องยนต์แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกเสียจากเรื่องของสีสันใหม่ที่มีการเพิ่มสีสันใหม่เข้ามาเป็นตัวเลือกให้แก่สาวก โดยสีโมเดลใหม่นี้ก็จะมี 2 สีด้วยกันได้แก่ สีเทา Icon Grey และสีเทา Sonic Grey  ส่วน XMAX 300 Tech MAX ก็จะได้รับสีใหม่เช่นกันได้แก่ สีเขียว Tech Kamo และสีเทา Power Grey ครับ โดยโมเดล Tech MAX ก็จะแตกต่างจากโมเดลปกติ ดังนี้ เบาะพิเศษเดินด้ายสี มีการบุนวมช่องเก็บของ พร้อมเดินด้ายสี ฟุตเพลตหรือที่วางเท้าอโนไดซ์ เพลตโลโก้ Tech MAX  ตุ้มปลายแฮนด์ Gilles Tooling โดยจะเริ่มจำหน่ายในยุโรปช่วงเดือนมกราคม 2021 สำหรับโมเดลปกติ และโมเดล Tech MAX จะเริ่มจำหน่ายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนสีสันใหม่นี้บ้านเราก็อาจจะกลางปีถึงปลายปีหน้าเลยครับ และก็ต้องดูว่าจะมีโมเดล Tech MAX มาขายบ้านเราด้วยมั้ยครับ  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PCX160

PCX160 และ PCX e:HEV เปิดตัวแล้ว ล่าสุด Honda ประเทศญี่ปุ่นก็ทำการเปิดตัว PCX 2021 ใหม่ทีเดียวถึง 3 รุ่น ได้แก่ PCX125, PCX160 และ PCX e:HEV (ไฮบริด) โดยทั้งหมดจะมีพื้นฐานเดียวกันแต่แตกต่างไปในเรื่องของเครื่องยนต์หรือขุมพลัง และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกเล็กน้อย    จุดเด่นของ PCX 2021 ขุมพลังใหม่ eSP+  เครื่องยนต์ใหม่ eSP+ ขนาด 156 ซีซี (124 ซีซีสำหรับ PCX125 และ PCX e:HEV) แบบ 4 วาล์ว ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่เข้าไปช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น โดยจะเด่นในเรื่องของความลื่นไหลในระบบ การเผาไหม้ที่ดีขึ้น การระบายความร้อนที่ดีกว่า และสมรรถนะที่ดีขึ้น  อ่านรายละเอียดเต็มๆ ของเครื่องยนต์ eSP+ คลิกที่นี่ เฟรมใหม่  มีการออกแบบเฟรมใหม่ น้ำหนักเบากว่าเดิม ขณะที่ยังคงมีความแข็งแรงทนทานไม่เปลี่ยนไป ช่วยให้รถบังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น ขี่ได้สบายมากขึ้น ขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้นจากการมีตัวยึดแฮนด์มียางรองช่วยซับแรงสั่นสะเทือนที่จะส่งผ่านมาถึงผู้ขับขี่ให้น้อยลง ล้อดีไซน์ใหม่รองรับกับยางที่หน้ากว้างมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้ ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าหลัง ตอนนี้ PCX ได้อัพเกรดระบบเบรกให้ดีขึ้นแล้ว เป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว จากเดิมที่ด้านหลังเป็นดรัมเบรก นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 1 แชนแนล ที่ด้านหน้ามาจากโรงงานด้วยเลย   จัดเต็มความสะดวก มีระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชั่นคอนโทรลแล้ว ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น มีช่องจ่ายไฟ USB ในช่องเก็บของด้านหน้า เพิ่มความสะดวกในการใช้งานสมาร์ทโฟนและอื่นๆ ช่องเก็บของใต้เบาะใหญ่ขึ้นเป็น 30 ลิตรสำหรับ PCX160 และ PCX e:HEV เป็น 24 ลิตร มีระบบสมาร์ทคีย์แล้ว ส่วน PCX e:HEV นั้นจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่แบบลิเธียมไออนมาช่วยเสริม ช่วยให้เร่งความเร็วได้ฉับไวมากยิ่งขึ้น และประหยัดน้ำมันถึงขีดสุด โดยสามารถปรับการใช้งานได้ 2 โหมด คือ D mode สำหรับขับขี่แบบสบายๆ ทั่วไป และ S mode ที่จะเรียกว่าสปอร์ตก็ว่าได้ ช่วยเสริมพละกำลังของรถให้ขับขี่ได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น  จุดสังเกตภายนอกสำหรับโมเดลไฮบริดนี้ก็จะเป็นโคมไฟหน้าและไฟท้ายด้านในจะมีสีฟ้าภายใน มีเบาะนั่งสีทูโทนดำและน้ำเงิน นอกจากนั้นยังมีเพลต e:HEV ติดที่ตัวรถ  งานนี้แฟนๆ ชาวไทยเตรียมรอได้เลย สำหรับ PCX160 ส่วน PCX e:HEV นั้นไม่แน่ แต่สำหรับ PCX125 น่าจะไม่มีจำหน่ายในไทยครับ งานนี้สาวกน่าจะถูกใจไม่น้อย ส่วนคู่แข่งก็คงต้องปรับกลยุทธ์กันใหม่แน่นอนครับงานนี้  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Ducati Monster 2021

New Ducati Monster อสูรร้ายตัวใหม่มีอะไรใหม่บ้าง?  เป็นเวลานานเกือบๆ 20 ปีแล้วที่ Monster รถสไตล์เน็กเก็ดไบค์ที่มีส่วนผสมระหว่างเครื่องยนต์ในแบบสปอร์ต แต่ก็เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป และเฟรมที่ถ่ายถอดเทคโนโลยีมาจากรถซูเปอร์ไบค์ เกิดเป็นรถที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมจุดสังเกตที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเฟรมถักขนาดใหญ่ใต้ถังน้ำมัน ทว่าตอนนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว  นับตั้งแต่โมเดลแรกอย่างเจ้า 900 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1993 รถในตระกูลมอนสเตอร์ของ Ducati ก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนามาโดยตลอด กลายเป็นรถยอดนิยมโมเดลนึง และกลายเป็นโมเดลขายดีตลอดกาลของทางค่ายแดง โดยมียอดการผลิตสะสมมากกว่า 350,000 คันเลยทีเดียว  New Ducati Monster หรือเจ้ามอนสเตอร์ตัวใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมไว้ คือเครื่องยนต์สมรรถนะดี ขี่ง่าย เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป เพียงแต่มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย   ดีไซน์ใหม่หมด  วิศวกรและนักออกแบบได้ออกแบบมันขึ้นมาใหม่หมดตั้งแต่ต้น โดยมีพอยต์หลักๆ ว่ารถคันใหม่จะต้อง ปราดเปรียว คล่องตัว และจะต้องโดดเด่นเป็นที่จดจำได้ในทันที เริ่มจาก ถังน้ำมันทรงหลังควายไบซัน ไฟหน้าโค้งมนฝังตัวลงไปในกรอบโคมไฟ ไฟเลี้ยวหน้าใหม่แบบไฟกวาดด้านข้างถังน้ำมันสวยงามไม่เหมือนใคร ท้ายที่ดูเรียบๆ คลีนๆ และสุดท้ายคือมีเครื่องยนต์เป็นพระเอกอยู่ที่กลางตัวรถ    เครื่องยนต์ใหม่ เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เดิมเป็น Testastretta 11° 937 ซีซี เป็นเครื่องยนต์แบบแอลทวินที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5 แล้ว หากเทียบกับโมเดลเก่าอย่าง 821 นอกจากจะมีความจุ พละกำลัง แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้นแล้ว เครื่องยนต์ยังเบากว่าเดิม 2.4 กิโลกรัม ทำให้ตัวรถเบาและขับขี่ได้ดีขึ้นอีกด้วย  โดยเคลมตัวเลขแรงม้ามาที่ 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เรียกว่ามีกำลังที่ดีตั้งแต่รอบต้น-กลางเลยทีเดียว นอกจากนี้โมเดลใหม่นี้ยังใส่ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางจากโรงงานมาให้ด้วยเลย    แชสซีและช่วงล่างใหม่ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลังของการปรับเปลี่ยนแชสซีใหม่คือการรีดน้ำหนักตัวรถให้เบา เพื่อให้การขับขี่ที่ดีและสนุกมากขึ้น เฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมลอกแบบมาจาก Panigale V4 ซึ่งเบากว่าเฟรมถักแบบเดิมถึง 4.5 ก.ก. เหลือเพียง 3 ก.ก.เท่านั้น ทำให้น้ำหนักเหลือเพียง 166 ก.ก.เท่านั้น  นอกจากไล่เบากันที่แชสซี ยังไปไล่เบากันที่ส่วนอื่นอีก เช่น ล้อเบาขึ้น 1.7 กิโลกรัม สวิงอาร์มเบากว่าเดิม 1.6 กิโลกรัม ซับเฟรมท้ายเองก็ลงลงมาอีก 1.9 กิโลกรัม ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง GFRP หรือ Glass Fibre Reinforced Polymer หรือก็คือโพลิเมอร์เสริมแรงด้วยกลาสไฟเบอร์ ทำให้น้ำหนักโดยรวมเบากว่าเจ้า 821 ถึง 18 กิโลกรัม    ปรับมิติท่านั่งใหม่ และเพื่อให้ขี่ง่ายก็มีการปรับรูปทรงใหม่ในหลายๆ ส่วน เบาะนั่งสูงจากพื้น 820 ม.ม. เมื่อบวกรวมกับความเพรียวของรถ ทำให้ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น เพิ่มความมั่นใจให้กับไบค์เกอร์ได้มากขึ้น  และเพื่อให้ความคล่องตัวสูงสุด แม้ในย่านความเร็วต่ำ มีการเพิ่มองศาการเลี้ยวให้มากขึ้นอีก 7 องศาเป็น 36 องศา ทั้งยังปรับให้แฮนด์บาร์ให้โน้มเขาหาตัวอีก 7 ซ.ม.เพื่อให้ได้ท่าขับขี่ที่หลังตรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความสบายและการควบคุมให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าทำให้ผู้ขับขี่ซอกแซกไปตามท้องถนนในเมืองได้ง่ายมากขึ้นด้วยนั่นเอง   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แน่นอนว่าโมเดลใหม่ก็ต้องอัพเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อช่วยทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและช่วยในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวโมเดลใหม่นี้มีระบบเบรกแบบ Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับระดับการทำงานได้หมด  นอกจากระบบเสริมความปลอดภัยข้างต้น ยังมีระบบช่วยออกตัว เพื่อช่วยในการขับขี่ให้ได้ฟีลลิ่งแบบสปอร์ตที่มากขึ้นอีกด้วย มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Sport, Urban และ Touring ช่วยให้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์และความชอบได้อีกด้วย   และยังมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้วที่สามารถควบคุมการใช้งานที่แฮนด์บาร์ได้เลย  ทั้งนี้เจ้าอสูรร้ายตัวใหม่เนี่ยจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีแดง สีเทา และสีดำ และสำหรับคนที่ชอบความสปอร์ต Ducati ยังมีโมเดล Monster Plus หรือ Monster+ ที่มาในเฉดสีแบบเดียวกันแต่มีชิลด์ขนาดเล็กด้านหน้าพร้อมกับครอบเบาะท้ายติดรถมาให้ด้วยเลย โดยจะเริ่มจำหน่ายในเดือนเมษายน 2021  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก