SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ล่าสุดก็มีภาพจากทางยักษ์เขียวปล่อยออกมาเผยให้เห็นว่า Kawasaki Ninja ZX-10RR รถแข่งคันใหม่ของแชมป์โลก WorldSBK มีปีกที่ท้ายรถด้วย บทความนี้เราก็เลยรวบรวมภาพมุมต่างๆ ของรถแข่งของ Jonathan Rea แชมป์โลก 6 สมัยรวดจากศึก WorldSBK มาให้ชมกันว่าวิงก์เล็ตหรือปีกที่ว่ามันเป็นอย่างไร สำหรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์แล้วรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นอาจจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญซึ่งส่งผลต่อสมรรถนะของรถ เวลา ความเร็ว จนถึงความพ่ายแพ้หรือชัยชนะได้เลย ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นค่ายรถหลายๆ ค่ายพยายามที่จะสร้างมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกออกมา โดยเฉพาะกับรายการ WorldSBK ที่เป็นรถโปรดักชันซึ่งขายให้กับคนทั่วไปนี่ล่ะครับ ดังนั้นเมื่อเราเห็นเทคโนโลยีหรืออะไรใหม่ๆ ในสนาม เราก็อาจจะได้เห็นเทคโนโลยีเหล่านั้นกับรถทั่วไปที่เราสามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยนั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและจับตามองอย่างมากครับ ซึ่งในภาพก็จะเป็นรถของ Rea จากทีม KRT WorldSBK ที่ได้ทำการทดสอบที่สนาม Autodromo Internacional do Algarve เผยให้เห็นปีกหรือวิงก์เล็ตเล็กๆ ที่ท้ายรถ ซึ่งอาจจะช่วยสร้างแรงกดที่ล้อหลัง เพื่อช่วยสร้างความเสถียรขณะเบรกก็เป็นได้ครับ ก็นับว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่ในการแข่งขันจริงๆ เราอาจจะไม่ได้เห็นมันอีกก็ได้นะครับ หรือเราอาจจะเห็นมันอีก ถ้ามันได้ผลดีจริงๆ สำหรับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตที่ติดตามการแข่งขัน WorldSBK ก็เตรียมเชียร์กันได้เลยครับ การแข่งขันสนามแรกจะระเบิดศึกกันที่สนาม MotorLand Aragon ในวันที่ 21 – 23 พฤษภาคมนี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Transalp แอดเวนเจอร์ระดับกลางจากว่าที่คู่แข่ง T7 กำลังจะมา? หลายปีแล้วที่มีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาว่าค่ายปีกนกอย่างฮอนด้านั้นพยายามที่จะผลิต Africa Twin ไซส์เล็กออกมาเพื่อต่อกรกับ Yamaha Tenere 700 และตอนนี้ข่าวซุบซิบก็ยิ่งเริ่มมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นจากการที่ทางค่ายมีการจดเครื่องหมายการค้าชื่อ Transalp อีกครั้งที่อเมริกา ทางฮอนด้าเคยยกเลิกการจดเครื่องหมายการค้าในอเมริกาไปแล้วครั้งนึงเมื่อปี 2016 แต่ล่าสุดทางค่ายก็ได้มีการยื่นจดใหม่อีกครั้งเพื่อป้องกันผู้อื่นนำชื่อนี้ไปใช้ โดยเอกสารมีการระบุว่าใช้สำหรับมอเตอร์ไซค์และชิ้นส่วนโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์ ส่วนในประเทศอื่นๆ นั้นขณะที่โมเดลเจเนอเรชันสุดท้ายของเจ้าทรานส์แอลป์หายไปจากการวางจำหน่ายในปี 2012 ทางค่ายปีกนกก็ได้ทำการแขวนชื่อนี้ไว้ แต่ในทางยุโรปนั้นมีการจดใหม่อีกครั้งในปี 2015 ทำให้มันได้รับคุ้มครองไปถึงปี 2026 ส่วนในออสเตรเลียนัน้มีการจดใหม่อีกครั้งในปี 2017 และที่ญี่ปุ่นในปี 2019 ซึ่งการยื่นใหม่เพื่อต่ออายุสิทธิ์นั้นง่ายกว่ายื่นชื่อใหม่ ดังนั้นจึงยิ่งมีความเป็นไปได้มากว่าโมเดลนี้จะกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าเจ้า Africa Twin จะเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จดี แต่ก็เป็นแอดเวนเจอร์ขนาดใหญ่ และแอดเวนเจอร์ที่มีขนาดเล็กลงมาอย่าง CB500X และ NC750X กลับเป็นแอดเวนเจอร์ที่เน้นไปกับการขับขี่บนถนนซะมากกว่า ขณะที่ VFR800X และ VFR1200X กลับยังไม่ได้รับการอัพเดตเพื่อรองรับ Euro5 และมีทีท่าว่าจะเลิกผลิตแล้วอีกด้วย ดังนั้นการปลุกผีครั้งนี้จึงยิ่งมีความเป็นไปได้มากเลยทีเดียว ขณะที่คู่แข่งอย่างค่ายส้อมเสียงนั้นมีแอดเวนเจอร์ในระดับกลางที่ลุยได้มากขึ้นอย่าง Tenere 700 ออกมาครองใจไบค์เกอร์ที่ชอบผจญภัย รวมถึงค่ายอื่นๆ เองก็มีแอดเวนเจอร์เน้นลุยของค่ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น BMW F 850 GS หรือจะเป็น KTM 890 Adventure หรือ Aprilia Tuareg 660 ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง ซึ่งเจ้าทรานส์แอลป์ก็เป็นรถสองสูบวีทวิน เปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 และยังเรียกในชื่ออื่นว่า XL600V และกลายเป็น XL650V ในปี 2000 และ XL700V ในปี 2008 นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชันไม่เกิน 400 ซีซีสำหรับจำหน่ายในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า XL400V อย่างไรก็ดีโมเดล Honda Transalp ที่จะผลิตใหม่นี้น่าจะเป็นเครื่องสองสูบเรียงมากกว่าจะเป็นเครื่องวี เพราะมันถูกกว่า เบากว่าและง่ายที่จะออกแบบมากกว่า ทั้งยังเป็นที่นิยมในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ระดับกลางอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์กันว่าจะอยู่ในพิกัด 850 ซีซีอีกด้วย งานนี้ใครเป็นสายลุยและชื่นชอบ Honda อาจจะต้องอดใจรอกันอีกพักใหญ่เลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rocket 3 R Black และ Rocket 3 GT Triple Black โมเดลพิเศษสุดเข้ม เปิดตัวแล้ว ล่าสุดทางค่ายรถแดนผู้ดีอย่างไทรอัมพ์ก็ได้ทพการเปิดตัวโมเดลพิเศษอย่าง Rocket 3 R Black และ Rocket 3 GT Triple Black ซึ่งจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัด โดยจะมีจำหน่ายเพียงโมเดลละ 1000 คันทั่วโลกเท่านั้น และมีหมายเลข VIN ระบุเลขรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งหลักๆ ของทั้งสองโมเดลพิเศษนี้คือการปรับเปลี่ยนในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการนำโมเดลร็อกเก็ตเดิมที่มีอยู่แล้วมาใส่ชิ้นส่วนสีดำเพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดิบ ดุดัน ทรงพลังมากยิ่งขึ้นครับ โดยเป็นผลมาจากการสอบถามลูกค้าว่าอยากได้จะได้รถในสีสันไหน และคำตอบส่วนใหญ่ก็คือโทนสีดำนั่นเอง โดยตัวรถก็จะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ถูกทำให้เป็นสีดำแทบจะทั้งหมดทุกชิ้นเลย และในบางชิ้นส่วนก็จะมีการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เข้ามาแทนที่ด้วยครับ แต่สำหรับเจ้า GT นั้นจะพิเศษกว่าตรงที่จะเป็นเฉดสีดำแบบ 3 เฉดสี ชิ้นส่วนที่ถูกทำสีดำในโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดได้แก่ ในส่วนเครื่องยนต์ก็จะมี คอท่อไอเสีย แผ่นป้องกันความร้อน ฝาครอบไอดีทำสีแบบพาวเดอร์โค้ท Crinkle Black ในส่วนของตัวรถก็จะมี กรอบไฟหน้า บังลมหน้า ฝาครอบหม้อน้ำ เบาะนั่ง และท้ายรถ โลโก้ตัวรถ และล้อหลัง ชิ้นส่วนโลหะทำอโนไดซ์สีดำ ได้แก่ เฟรมท้ายอลูมิเนียม ก้านเบรก ก้านคลัตช์ ตุ๊กตาแฮนด์ กระเดื่องโช้คหลัง การ์ดสวิงอาร์ม ขาตั้ง ชุดพักเท้าทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาย คันเบรก คันเกียร์ การ์ดข้อเท้า และกระจกปลายแฮนด์ ทั้งนี้ในส่วนของสเปกเครื่องยนต์และรายละเอียดอื่นๆ ยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ครับ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 2,500 ซีซี ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกสองล้อ มีแรงบิดมหาศาลถึง 221 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 4000 รอบ และแรงม้าสูงสุดถึง 167 แรงม้าที่ 6,000 รอบ ตัวรถยังมากไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ และอุปกรณ์ระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Showa ปรับแต่งได้ คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ตลอดไปจนถึงเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งระบบเบรก Cornering ABS โหมดการขับขี่ 4 โหมด จอสี TFT ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบครูซคอนโทรล ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และระบบไฟแบบ LED สุดท้ายนี้ราคาและวันวางจำหน่ายของโมเดลสีดำดุดันนี้ยังไม่ระบุ แต่ในทางเมืองนอกจะเริ่มส่งมอบในช่วงเดือนเมษายนนี้ ใครที่สนใจจริงๆ ก็สามารถติดต่อกับทาง Triumph ได้เลยครับ จำนวนที่เข้ามาในไทยน่าจะไม่มากนักครับผม ส่วนรีวิวเรื่องสมรรถนะสามารถติดตามได้ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa ฉลอง 75 ปี เปิดโมเดลพิเศษให้กับ GTS และ Primavera ล่าสุดทาง Piaggio ก็ได้เปิดตัวโมเดลพิเศษให้กับทางแบรนด์ Vespa เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 75 ปีในปี 2021 นี้ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร เป็นรองแค่ไม่กี่แบรนด์เท่านั้น โมเดลพิเศษนี้จะมีทั้งใน GTS และ Primavera และจะมีทั้งในรุ่น 125 ซีซีและ 300 ซีซี โดยทางค่ายได้ตั้งชื่อโมเดลนี้ไว้ว่า “75th” เวสป้ารุ่นพิเศษดังกล่าวนี้จะมีตัวถัง พาเนลด้านข้าง และบังโคลนหน้ามาในเฉดสีเหลืองเมทัลลิก พร้อมตัวเลข 75 ที่บังโคลนหน้าและแผงด้านข้าง นอกจากนี้อีกจุดเด่นเลยในด้านความสวยงามคือกระเป๋าหนังทรงกลมขนาดใหญ่ที่ท้ายรถ ค่ายรถอิตาเลียนค่ายนี้ยังเลือกให้เวสป้าสุดพิเศษคันนี้มีล้อสีเทาพิเศษพร้อมเคลือบไดมอนด์มาด้วย เบาะนั่งทำจากหนัง และก็ยังคงมีชิ้นส่วนโครเมียมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระจกมองหลัง เรือนไมล์ แร็คสัมภาระและท่อไอเสีย ตามแบบของเวสป้า เพื่อที่จะทำให้โมเดลนี้พิเศษยิ่งขึ้น ทางค่ายจะมีชุดเวลคัมคิท ซึ่งภายในก็จะประกอบไปด้วย ผ้าผันคอไหมจากอิตาลี เพลตโลหะเวสป้าแบบวินเทจพิเศษ หนังสือแสดงความเป็นเจ้าของรถเฉพาะคน และโปสการ์ดสำหรับสะสม 8 ใบ โดยเป็นภาพที่สื่อถึงประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 8 ทศวรรษของเวสป้า สำหรับในประเทศไทยนั้นจะนำมาจำหน่ายด้วยหรือไม่ ทางเรายังไม่ทราบ แต่ในความเห็นของผม โมเดลพิเศษแบบนี้คิดว่าน่าจะมีจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 300NK สไตล์พรีเมียม แต่ราคากันเอง ค่ายรถแดนมังกรอย่าง CFMoto ดูเหมือนจะไปได้สวนในหลายๆ ประเทศ จากการที่มีโมเดลมอเตอร์ไซค์มากมาย และที่สำคัญป้ายราคาที่แสนจะเร้าใจ อันเป็นผลงานมาจากการออกแบบจาก Kiska Design เฮาส์ด้านการออกแบบชื่อดังจากยุโรป ที่ออกแบบรถ KTM ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ดูดีแล้วทางค่ายยังได้จับมือกับ OEM ยักษ์ใหญ่มากมายเพื่อให้ผลิตชิ้นส่วนให้ อาทิ Continental, KYB และ Bosch เพื่อนำมาใช้กับรถของตัวเอง และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่ารถจะทนทานไว้ใจได้ และครั้งนี้เป็นการเปิดตัว 300NK โมเดลแรกที่รองรับเรื่องไอเสียใหม่อย่าง Euro 5 (ยุโรป) และ BS6 (อินเดีย) โดยเป็นเน็กเก็ดไบค์ทีมีขุมพลังเล็กลงมาจากรุ่นพี่อย่าง 400NK และ 650NK โดยใช้เครื่องสูบเดียวขนาด 292 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 27 แรงม้า ที่น่าสนใจคือมันมีลูกเล่นที่ดียิ่งกว่ารุ่นพี่รหัส 400 ซะอีก โดยมาพร้อมหน้าจอสี TFT ที่รุ่นพี่ไม่มี นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมโช้คหัวกลับ ผิดกับเจ้า 400 และ 600 ที่ยังเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก โดยหลักๆ แล้วจะมีแพล็ตฟอร์มเดียวกันกับ 300SR ที่เป็นตัวสปอร์ตของทางค่าย ส่วนสนนราคานั้นยังไม่เปิดราคา แต่คาดการณ์ว่าราคาจะไม่น่าจะเกิน 1 แสนบาท แต่จะจำหน่ายในไทยหรือไม่นั่น ไม่แน่ชัด เพราะตอนนี้บ้านเรามีโมเดลเดียวกันนี้แต่เป็น 250NK จำหน่ายอยู่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Primavera Pic Nic รุ่นพิเศษเหมาะกับสายกางเต๊นท์ และนี่คือโมเดลพิเศษจากเวสป้า Vespa Primavera Pic Nic ที่โดดออกจากป่าคอนกรีตและมุ่งหน้าสู่ป่าเขาลำเนาไพรเพื่อค้นหาความสุขอีกรูปแบบนึง เหมาะกับสายกางเต๊นท์หรือคนที่ชอบการปิคนิคกลางธรรมชาติ โมเดลพิเศษนี้มีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี คือ สีขาว White Innocenza, สีเขียว Green Relax และสีเทา Grey Materia ซึ่งช่วยขับเน้นให้โมเดลพิเศษนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยโมเดลนี้จะนำเสนอลูกเล่นที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวและไปพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางธรรมชาติ มีเข็มขัดสีเบจที่เป็นซิกเนเจอร์ของโมเดลนี้ เสริมภาพลักษณ์สุดคลาสสิคและหรูหราให้กับตัวรถ มีแร็คหน้าและแร็คท้ายซึ่งมาพร้อมสายรัดสีน้ำตาลเข้ากันกับสไตล์รถทั้งยังใช้งานได้จริง สะดวกแก่การขนสัมภาระไปปิคนิคหรือกางเต๊นท์นอกตัวเมือง ตัวรถยังมีเบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นนี้ มาในเฉดสีน้ำตาลที่ตัดเย็บให้ดูหรูหราและนั่งสบาย มีลายธงชาติอิตาลีเล็กๆ ที่สายคาดเบาะเพื่อให้รับรู้ถึงต้นกำเนิดของแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ทำสีโครเมียมเพื่อขับเน้นตัวรถ โดยเฉพาะเครสต์บนบังโคลนหน้า และสวยหรูด้วยเส้นสายสีขาวที่บริเวณตัวถังด้านหน้ารถและล้อสีขาวแบบ 5 ก้านขนาด 12 นิ้ว เพื่อให้รับรู้ได้ชัดเจนว่าเป็นโมเดลพิเศษก็จะมีเพลตพิเศษระบุว่า “Vespa Pic Nic” เพื่อเติมเต็มความพิเศษของโมเดลนี้ ตลอดไปจนถึงผู้เป็นเจ้าของรถจะได้กิฟต์เซ็ตพิเศษซึ่งจะเป็นตะกร้าหวาย ผ้าปูรองปิคนิค กระบอกน้ำและถุงผ้า ส่วนเรื่องเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ I-get แบบสูบเดียว 150 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบ Stop & Go ที่ช่วยดับเครื่องยนต์ขณะจอดติดไฟแดงเพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน และพร้อมทะยานออกตัวทันทีที่เปิดคันเร่ง ตัวรถจำหน่ายในราคา 7890 เหรียญออสเตรเลียหรือราวๆ 187,000 บาทครับ ส่วนบ้านเรานั้นจะมีจำหน่ายหรือไม่ต้องรอดูครับ งานนี้สายชิคๆ ชิลล์ๆ ชอบกางเต๊นท์น่าจะชอบใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1290 SUPER ADVENTURE R ตัวเน้นลุย รุ่นเรือธง ค่ายส้มมาแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ KTM ได้ทำการเปิดตัวโมเดลแอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่รหัส S ที่เน้นไปทางขี่ทางดำเป็นหลักไปกันแล้ว มาคราวนี้เป็นคิวของสายลุยหนักๆ เน้นทางฝุ่นเป็นอาจิณ ซึ่งก็คือเจ้า 1290 Super Adventure R นั่นเองครับ โดยคราวนี้ดีไซน์มาใหม่หมดพร้อมกับการอัปเกรดความล้ำสมัยไปแบบเน้นๆ ครับ ดีไซน์ ทางค่ายสีส้มออกแบบโดยยึดว่ารหัสอาร์คันนี้จะต้องพร้อมบุกตะลุยไปได้ในทุกสภาพเส้นทางในแบบที่ง่ายดายและลื่นไหลไปได้เอง จึงออกแบบใหม่เลยตั้งแต่ต้น ตัวรถมีแฟริ่งที่ออกแบบมาใหม่ตรงตามหลักสรีรศาสตร์มากที่สุด และยังออกแบบให้น้ำมันที่อยู่ในถังน้ำมันนั้นอยู่ต่ำมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ศูนย์ถ่วงที่ดี ให้ขับขี่ได้คล่องตัว และให้การตอบสนองยอดเยี่ยมทุกการขับขี่ มีการปรับมิติรถใหม่ให้เข้าโค้งได้เฉียบคมมากขึ้น ย้ายตำแหน่งคอรถถอยเข้ามา 15 ม.ม. ย้ายตำแหน่งด้านหน้าของเครื่องยนต์ และใช้สวิงอาร์มใหม่ยาวขึ้น เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ดีเวลาเร่งความเร็ว นอกจากนี้วิศวกรทางเคทีเอ็มยังได้วิเคราะห์และปรับตัวรถในทุกๆ จุดให้ได้ความหนาบางทีพอเหมาะช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น ถังน้ำมันของรถออกแบบใหม่แบ่งเป็น 3 ส่วนมีความจุขนาด 23 ลิตร วางต่ำมากเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่บาลานซ์รถได้ง่ายขึ้น แชสซีและซับเฟรมก็ปรับใหม่ มีเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตนิดสูง 880 ม.ม. พร้อมกันนี้ยังมีช่องเก็บของใต้เบาะให้อีกประมาณนึงเลย ช่วงล่าง ช่วงล่างนั้นปรับมาใหม่หมด ระบบกันสะเทือนจาก WP รุ่น XPLOR ด้านหน้าเป็นโช้คขนาดใหญ่ 48 ม.ม. หัวกลับปรับแต่งได้ ระยะยุบ 220 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็น WP PDS ระยะยุบ 220 ม.ม.และปรับแต่งได้อีกเช่นกัน ซึ่งทางค่ายเคลมว่าทดสอบบนเส้นทางที่หลากหลายประหนึ่งรถแรลลี่ ส่วนของล้อใช้ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมจาก Alpina ซึ่งสามารถใส่ยางแบบไม่ต้องใช้ยางในได้ และระบบเบรกจาก Brembo เทคโนโลยี ส่วนของเทคโนโลยีก็ยังคงเลือกใช้ Bosch มีการพัฒนาเซ็นเซอร์มุมเอียงแบบ 6 แกนใหม่ ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์ ระบบควบคุมเสถียรภาพรถ ระบบเบรก ABS แบบ Offroad เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ทางฝุ่นมากขึ้น และทั้งหมดสามารถปรับแต่งได้เอง ตลอดจนถึงเปิดปิดได้ โหมดการขับขี่ 4 โหมด Rain, Street, Sport และ Offroad โดยสามารถติดตั้งระบบ Rally เพิ่มได้ ซึ่งโหมดนี้จะให้การตอบสนองคันเร่งที่ฉับไวและดุดัน และสามารถปรับเลือกระดับการหมุนฟรีของล้อได้ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอ TFT สีขนาด 7 นิ้ว เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เพื่อใช้งานฟังก์ชันต่างๆ พร้อมระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง มีระบบ Race On หรือระบบสมาร์ทคีย์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ระบบตรวจเช็คลมยาง เครื่องยนต์ มาถึงจุดสำคัญอย่างเครื่องยนต์ใช้เครื่อง LC8 ที่ผ่าน Euro5 แล้ว โดยมีน้ำหนักเบากว่าเดิม 1.6 กก. และมีแรงม้าสูงสุดที่ 160 แรงม้าที่ 9,000 รอบและ 138 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งเคลมมาว่าอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากที่สุดในเซ็กต์เมนต์นี้ เครื่องยนต์ใหม่นี้น้ำหนักเบาแต่แรงเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนหลายจุด ใช้เคสเครื่องใหม่น้ำหนักเบา ลูกสูบใหม่ ปรับเปลี่ยนสารเคลือบใหม่ เดินคอท่อไอเสียใหม่ นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังทนทานมากขึ้น โดยมีระยะเซอร์วิสหรือเช็คระยะที่มากขึ้นเป็น 15,000 กม. นอกจากนี้ยังมีระบบคลัตช์จาก PANKL ที่ช่วยให้เข้าเกียร์ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นเบาขึ้น หรือจะใส่ควิกชิฟเตอร์เพิ่มก็ทำได้ มีการใช้หม้อน้ำแบบ 2 แผงแยกกัน ซึ่งช่วยดึงลมร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ได้ มีการปรับแอร์บ็อกซ์ให้ถอดเปลี่ยนกรองอากาศได้ง่ายขึ้น ปรับให้ครีบกรองอากาศเป็นแนวตั้งแทนที่แนวนอนช่วยให้ทำความสะอาดเอาเศษฝุ่นทรายออกได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับขาลุยตัวจริงมากครับ งานนี้จะเข้าไทยมั้ยก็บอกเลยว่าต้องลุ้นหนักๆ เลยครับ เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ตัวแทน KTM รายใหม่บ้านเราก็ยังไม่เน้นรุ่นใหญ่สักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเข้าไทยก็เตรียมตัวเสียเงินเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pan America 1250 แอดเวนเจอร์สุดแหวกจาก H-D แนวคิดสายลุยจาก Harley-Davidson นั้นผุดขึ้นมาครั้งแรกราวปี 2018 โดยเป็นการประกาศแผนกลยุทธ์ของทางค่าย เพื่อเป็นการพยายามที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้น เข้าถึงนักบิดอายุน้อยได้มากขึ้น โดยทางค่ายระบุว่าจะแตกต่างและเป็นการเปิดตลาดใหม่อีกด้วย โดยจะเป็นแพล็ตฟอร์มใหม่ทั้งขนาดเล็ก (250 – 500 ซีซี) และขนาดกลาง (500 – 1250 ซีซี) และนั่นคือครั้งแรกที่เราได้เห็น Pan America 1250 มันคือแอดเวนเจอร์ดีไซน์สุดแหวกของทางค่าย ซึ่งเดิมทีแล้วตั้งใจจะเปิดตัวในปี 2020 แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่คาด กระทั่งในที่สุดในปี 2021 เจ้าแอดเวนเจอร์ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวสักที และก็ทำให้เราเชื่อว่าทางฮาร์ลีย์นั้นทำการบ้านมาพอสมควรเลยล่ะครับ เจ้าขาลุยเชื้อสายมะกันคันนี้ใช้เครื่องยนต์ Revolution Max ขนาด 1,252 ซีซีแบบสองสูบวี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมมาว่าให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 94 ฟุตปอนด์ที่ 6,750 รอบ มาพร้อมระบบวาล์วแปรผันและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ รวมถึงระบบเกียร์แบบ 6 สปีด สำหรับในเรื่องของแชสซีเป็นแบบท่อเหล็กกล้า โดยมีเฟรมส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนท้ายยึดเข้ากับเครื่องยนต์โดยตรง ซึ่งเป็นข้อดีหากว่าเกิดอะไรเข้าแล้วซับเฟรมเสียหายก็แค่ถอดส่วนนั้นออกแล้วนำของใหม่ติดเข้าไปแทน นอกจากนี้ยังช่วยให้น้ำหนักรถเบาลง โดยตัวรถโมเดลสแตนดาร์ดหนัก 245 กก. ขณะที่โมเดล S หนักที่ 258 กก. ในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ นั้นดูเหมือนว่าทางค่ายจะทำการบ้านมามากทีเดียว โดยหลายๆ ส่วนถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความพร้อมในการลุยทางวิบาก มีการป้องกันในส่วนที่ละเอียดอ่อนง่ายต่อการเสียหายจากหิน ไฟหน้าทรงประหลาดคล้ายกล่องจดหมายก็มีไว้เพื่อให้มีลำแสงที่กว้างพิเศษช่วยให้มองเห็นเส้นทางได้ดี ขนาดแป้นเบรกเองก็ยังสามารถปรับตำแหน่งได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เพื่อให้สะดวกต่อการสลับท่าทางขณะขับขี่จากนั่งเป็นยืน ฝาถังน้ำมันก็ย้ายมาด้านหน้าให้เติมได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องเอากระเป๋าคาดถังออกในกรณีถ้ามี ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์เองก็มีมาให้มากมายเช่นกัน ทั้ง ระบบช่วยทรงตัวบนทางลาดชัน ครูซคอนโทรล ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบตรวจวัดลมยาง ระบบโช้คปรับไฟฟ้า โหมดการขับขี่ และหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ก็ต้องมาดูราคาจำหน่ายในไทยกันดูครับว่าจะอยู่ในราคาที่น่าคบค้าสมาคมมั้ย หากมาแพง บอกเลยว่าเจาะตลาดยากมาก เพราะทาง HD ก็ไม่ได้มีชื่อทางด้านแอดเวนเจอร์มากนักเหมือนอย่างคู่แข่งเขาล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2021 Yamaha TMAX 20th Anniversary โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 20 ปี MAX evolution วิวัฒนาการขั้นสุด เพื่อเป็นการยกย่องให้กับความสำเร็จอันโดดเด่นของ TMAX ตลอดช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทางยามาฮ่าจึงได้ทำการเปิดตัว 2021 Yamaha TMAX 20th Anniversary ซึ่งจะมีเพียง 560 คันเท่านั้น ซึ่งทำให้มันกลายเป็นโมเดลพิเศษที่โคตรพิเศษที่สุดของยามาฮ่า ซึ่งรับรองว่าสาวกทีแม็กซ์จะต้องน้ำลายไหล แฟริ่งคาร์บอนฟอร์จพิเศษ แตกต่างไม่เหมือนใคร จุดเด่นของโมเดลใหม่นี้คือแฟริ่งแบบคาร์บอนฟอร์จซึ่งแตกต่างจากคาร์บอนไฟเบอร์ เพราะคาร์บอนไฟเบอร์เป็นการร้อยเรียงเส้นใยไฟเบอร์เข้าด้วยกันจึงมีลวดลายเป็นระเบียบเหมือนกันหมด แต่คาร์บอนฟอร์จต่างออกไป มันทำให้แฟริ่งแต่ละชิ้นมีลายเหมือนหินอ่อน และไม่ซ้ำกัน ทำให้สกู๊ตเตอร์แต่ละคันเสมือนกับมีลายนิ้วมือเป็นของตัวเอง โดยจะมีการใช้ในส่วนของแผงข้างที่เป็นเหมือนบูมเมอแรง บังโคลนหน้า และการ์ดกันความร้อนที่ปลายท่อ ซึ่งทำให้รถดูพรีเมียมจัดๆ นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์สีเหลืองที่บริเวณแผงบูมเมอแรงและบังโคลน ซึ่งสื่อถึงโมเดลดั้งเดิมที่มาในชุดสีเหลืองสด พิเศษด้วยอุ่นเบาะและอุ่นมือ ตัวรถจะมีระบบอุ่นเบาะและอุ่นมือพิเศษ ทำจากวัสดุเกรดพรีเมียม โดยตัวเบาะจะเด่นที่ด้วยการเดินด้ายสีเหลือง และมีโลโก้ฉลอง 20 ปี ยืนยันความพิเศษของโมเดลนี้ นอกจากนี้ยังมีปลายกริพพิเศษอีกด้วย แบดจ์หมายเลขรถ แน่นอนว่าโมเดลพิเศษย่อมมากับแบดจ์นัมเบอร์รันหมายเลขรถแต่ละคันไม่ซ้ำกันจนครบ 560 คัน ไล่ตั้งแต่ 001 – 560 นั่นเอง และเมื่อรวมกับคาร์บอนฟอร์จ ยิ่งทำให้รถแต่ละคันยิ่งโดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน สีพิเศษเฉพาะรุ่น เจ้าทีแม็กซ์โมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมชุดสีพิเศษ Tech Graphite ที่ช่วยเน้นย้ำความพิเศษของโมเดลนี้ได้เป็นอย่างดี เติมเต็มความงามเข้าคู่กับแฟริ่งคาร์บอนฟอร์จอย่างลงตัว ขณะเดียวกันก็ตัดกับสีล้อสีบรอนซ์ช่วยเสริมความหรูหราได้อีกด้วย จุดเด่นหลัก แฟริ่งคาร์บอนฟอร์จพิเศษ แตกต่างไม่เหมือนใคร อุ่นเบาะและอุ่นมือ สีพิเศษเฉพาะรุ่น เครื่องยนต์ 560 ซีซี ผ่าน Euro5 รูปลักษณ์ลื่นไหล แต่ดุดัน ชิลด์ปรับไฟฟ้า ครูซคอนโทรล ไฟเลี้ยว LED แบบฝังในแฟริ่ง ติดตั้งอุปกรณ์ครบถ้วนที่สุดในคลาส เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบแทร็คชันคอนโทรลและโหมดการขับขี่ D-MODE ช่องเก็บของขนาดใหญ่ ระบบสมาร์ทคีย์ หน้าจอ TFT แบบโมโนโทน ระบบกันสะเทือนแบบบิ๊กไบค์ ระบบล็อกขาตั้งคู่ อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2021 Aprilia RSV4 Factory ยังแรงได้อีก เสริมเทค ดีไซน์ใหม่ ปรับท่านั่ง พร้อมติดปีกในตัว แล้วก็มาจนได้หลังจากทางเอพริเลียได้ทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่รับปี 2021 โดยปล่อยให้เป็นพิกัดระดับกลางก่อน และล่าสุดก็เป็นคิวของรถในพิกัดซูเปอร์ไบค์สักทีกับ Aprilia RSV4 และโมเดลท็อปสุดอย่าง Factory สำหรับในนี้ทั้งสองโมเดลก็ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่เลย เริ่มต้นที่ดีไซน์ใหม่ที่เน้นไปในเรื่องของแอโรไดนามิก โดยมีแนวทางหลักๆ มาจากเจ้า RS 660 และไปพัฒนากันในอุโมงค์ลมต่อ ทำให้ได้ค่าสัมประสิทธิ์ต้านอากาศน้อยมากๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์เวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงๆ และยังช่วยเพิ่มแรงดันอากาศในแอร์บ็อกซ์รวมถึงเพื่มแรงกดให้รถอีกด้วย ที่สำคัญในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกอย่างก็คือวิงก์เล็ตหรือปีกจะเห็นได้ว่าไม่ได้แปะมาโด่เด่ออกมานอกแฟริ่งแล้ว แต่กลายเป็นส่วนนึงของแฟริ่งไปแล้ว ซึ่งส่วนนี้ช่วยเพิ่มความเสถียรที่ความเร็วสูงๆ ทั้งยังช่วยเรื่องระบายความร้อน ตัดอากาศร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ และยังสวยลงตัวอีกด้วย แน่นอนว่าเอกลักษณ์โดดเด่นของเทพสายตาก็ยังคงอยู่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ พร้อมกับระบบไฟส่องสว่างขณะเข้าโค้งที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในตอนเข้าโค้งได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าระบบนี้เรียกได้ว่ากำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถระดับสูงๆ ไปซะแล้ว ไม่เพียงแต่เรื่องแอโรไดนามิก ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเออร์โกโนมิกส์หรือเรื่องของสรีรศาสตร์อีกด้วย หลักๆ คือการเปลี่ยนแปลงถังน้ำมันและเบาะนั่งใหม่ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถคร่อมรถที่มีแฟริ่งใหม่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีพื้นที่กว้างมากขึ้น และทำให้ได้ท่านั่งขับขี่ที่ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วนต่อมาก็คือเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปรับให้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT ใหม่ที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ECU ใหม่เป็น Marelli 11MP และหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนตัวใหม่ ที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และนั่นทำให้ระบบ APRC ของตัวรถทำงานได้ดีมากขึ้น โดยตอนนี้ระบบนั้นดียิ่งขึ้น มีความละเอียดและหลากลายในการทำงานมากขึ้น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกมีหลายระดับ โหมดการขับขี่ 6 โหมด แบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับขับขี่ในสนาม (คัสตอมได้เอง 2 โหมด) และ 3 โหมดสำหรับขี่บนถนนทั่วไป (คัสตอมได้เอง 1 โหมด) สิ่งที่ผู้ขับขี่ต้องทำคือเลือกโหมดที่ต้องการแล้วระบบก็จะเซ็ตค่าของระบบอื่นๆ โดยอัตโนมัติ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ เอ็นจิ้นเบรก ABS และค่าอื่นๆ มาต่อกันที่ช่วงล่างกันบ้าง มีการปรับเปลี่ยนมาใช้สวิงอาร์มใหม่ เบากว่า และมีการเสริมความแข็งแรงในส่วนของด้านล่าง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทางค่ายอย่าง RS-GP ซึ่งช่วยให้มีมวลน้อยลงและเพิ่มความนิ่งของท้ายรถเวลาเร่งความเร็ว และก็มาถึงเรื่องสำคัญที่ทุกคนอยากรู้กันสักทีครับกับเรื่องของเครื่องยนต์ แม้ว่าจะมีเรื่อง Euro5 เข้ามา แต่เครื่องยนต์ของโมเดลนี้กลับมาแรงบิดมากขึ้น กลายเป็น 125 นิวตันเมตรที่ 10,500 รอบ และมีแรงม้าที่ 217 แรงม้าที่ 13,000 รอบ จากการที่ได้ระบบไอเสียใหม่ และการเพิ่มความจุของเครื่องยนต์ขึ้นอีกจาก 1,077 เป็น 1,099 ซีซี สุดท้ายนี้โมเดลธรรมดานั้นจะมีจำหน่ายเฉพาะสีดำ Dark Losail เท่านั้น ส่วนในรุ่นท็อปจะมีให้เลือก 2 สี คือสีดำ Aprilia Black และสีแดง Lava Red ในส่วนของอ็อปชันจะต่างกันตรงที่ตัวท็อปนี้จะมาพร้อมล้อฟอร์จ ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า Ohlins Smart EC 2.0 และคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว หมวกกันน็อค Rocket หมวกสไตล์คลาสสิก แบรนด์ ID ราคาจับต้องได้ง่ายมาพร้อมกับวัสดุชนิดพิเศษแข็งแรงทนทาน และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายแบบ หลายสไตล์ ถูกใจสายเก๋า…เก๋า แน่นอน!! เรามาดูกันที่ภายนอกใบนี้กันก่อน สำหรับใบนี้ถูกดีไซน์รูปทรงหมวกแบบทรงกลม ออกแบบลวดลายดูหรูหราด้วยเส้นสายสีทอง มาพร้อมกับชิลด์หน้าที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต และผลิตตามมาตรฐาน มอก 369-2557 เคลือบสีปรอทอิริเดียมและเคลือบสารกันรอยขีดข่วน นอกจากนี้แล้วเวลามองยังไม่หลอกตา รวมถึงผ่านการค่าวัดแสงตามมาตรฐาน ใช้ได้ดีดูหล่อขึ้นด้วย ที่สำคัญคือตัวชิลด์หน้ามีการดีไซน์ตัวล็อคชิลด์เข้ากันดีโดยใช้ชิ้นหนังสังเคราะห์กลไกแบบกระดุมใช้งานง่าย ต่อกันด้วยวัสดุเปลือกหมวก ที่ผลิตจากพลาสติก SIRT (Super High Impact Resistant Thermoplastic) ชนิดพิเศษ แข็งแรงทนทาน สามารถที่จะรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงดีไซน์เติมแต่งขอบหมวกแบบโครเมียมให้ดูคลาสสิคหรูหรามากยิ่งขึ้น ระบบระบายอากาศถูกออกแบบมาให้มีช่องดักอากาศที่ด้านหน้าและระบายอากาศออกด้านหลังเพื่อที่จะช่วยให้การส่วมใส่สบายมากยิ่งขึ้น ใส่ได้นาน ลดอุณหภูมิภายในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และตัวช่องลมยังมีการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตาข่ายโลหะสีเงินดูคลาสสิคลงตัวทั้ง 4 จุด สายรัดคางแบบใช้งานง่ายดีไซน์ดูดีมาพร้อมกลไกการทำงานแบบสไลด์บาร์ สามารถที่จะถอดใส่สายรัดคางได้ง่ายรวดเร็ว และยังใช้วัสดุสเตนเลสขึ้นรูปใช้งานได้ทนทาน ปลอดสนิม พร้อมกับเพิ่มห่วงแขวนผลิตด้วยสเตนเลส ปลอดสนิมเช่นกัน เอาไว้สำหรับแขวนตัวหมวกแข็งแรงแขวนหมวกได้หายห่วง ภายใน เรามาดูกันที่ภายในกันบ้าง เริ่มที่ตัวเนื้อโฟมที่เป็นเทคโนโลยี EPS High density สามารถรับแรงกระแทกได้สูง และมีการออกแบบภายในที่เหมาะสำหรับรูปทรงศีรษะคนเอเชียโดยตรง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าจะมีสัญลักษณ์ภายในตัวหมวก Asian Fit ติดอยู่ข้างใน รวมไปถึงตัวชิ้นส่วนตัวผ้าและตัวฟองน้ำที่ใช้เทคโนโลยีการตัดเย็บแบบ 3D Cutting ที่ทำให้ผู้ส่วมใส่ได้กระชับพอดีศีรษะ ภายในตัวหมวกยังมีการออกแบบพิเศษเว้นช่องไว้สำหรับผู้ที่มี Bluetooth สามารถติดตั้งลำโพงได้อย่างง่ายดาย เวลาใส่หมวกจะพอดีไม่บีบหูจนเกินไป และยังมีลูกเล่นความสวยงามเพิ่มด้วยการตัดเย็บตัวหนังเข้าไปเพิ่มที่ขอบของตัวหมวก ทำให้ดูสปอร์ตวินเทจมากขึ้น ที่สำคัญอีก 1 อย่างภายในตัวหมวกสามารถแกะถอดออกมาทำความสะอาดได้ทุกชิ้นอีกด้วย เชื่อถือได้สำหรับหมวกใบนี้ที่ได้รับมาตารฐานผ่าน มอก.369-2557 และผลิตตามมาตรฐาน ECE โดยผ่านการทดสอบแบบ 4 สภาวะที่ถูกรับรองด้วยห้องปฏิบัติการ บริษัท เดลต้า อัพซิลอน แล็บโบลาทอรี่ จำกัดที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 ทำให้ใครที่สนใจซื้อหมวกใบนี้มั่นใจได้เลย ว่าปลอดภัยแน่นอน สำหรับทั้งหมดทั้งมวลทุกชิ้นส่วนที่กล่าวมาทำให้ตัวหมวก Rocket ใบนี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,450 กรัม และยังมีไซส์ให้เลือกถึง 4 ไซส์ S,M,L และ XL โดยมีราคาจัดจำหน่ายแบบสบายกระเป๋า อยู่ที่ 1,990 บาท เท่านั้นเอง สรุปเลยแล้วกันกับ หมวกกันน็อค Rocket ใครที่กำลังมองหาหมวกสายคลาสสิควินเทจ แนะนำใบนี้เลยไม่มีผิดหวัง ปลอดภัย สวมใส่สบาย มุมมองชัดเจน รูปลักษณ์โดดเด่น แถมราคาคุ้มค่า อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะป้ายยาสายนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าใครสนใจก็สามารถที่จะสั่งซื้อได้ คลิก และในครั้งต่อไปจะมีหมวกใบไหนมารีวิว ติดตามกันได้เลย… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CRF450RL เอ็นดูโร่ไบค์สายพันธุ์แชมป์ รถสูตรติดไฟหน้าชัดๆ ล่าสุดฮอนด้า เปิดตัวสุดยอดรถจักรยานยนต์เอ็นดูโร่ไบค์ New Honda CRF450RL ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ กลายเป็นรถโปรดักชันไบค์ระดับท็อปคลาสที่ใช้พื้นฐานเดียวกับรถแข่งที่คว้าแชมป์โมโตครอสชิงแชมป์โลก MXGP ถึง 2 ปีซ้อน (2019-2020) รวมถึงแชมป์ดาการ์ แรลลี 2 ปีซ้อนเช่นกัน (2020-2021) โดยพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “All Ways Unlimited ให้ทุกทาง…ไร้ขีดจำกัด” โดยมีดีไซน์โดดเด่นให้ความแข็งแกร่งและปราดเปรียวในสไตล์ออฟโร้ด ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวทันสมัย All LED แบบ Hexagon ส่องสว่างชัดเจน หน้าจอ Digital Meter แสดงฟังก์ชันครบถ้วนทุกรายละเอียด เครื่องยนต์ทรงพลัง ขนาด 450 ซีซี Unicam OHC ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำคู่ พร้อมพัดลมไฟฟ้า ตัวรถน้ำหนักเบา ควบคุมง่าย คล่องตัว ด้วยโครงสร้างเฟรมและสวิงอาร์มแบบอลูมิเนียม ถังน้ำมันไทเทเนียมความจุ 7.6 ลิตร แข็งแรงและน้ำหนักเบา รวมถึงแบตเตอรีลิเธียมขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเช่นเดียวกัน โดยรวมตัวรถมีน้ำหนักเพียง 131 กก. เท่านั้น ให้การขับขี่ควบคุมที่แม่นยำด้วยแฮนด์เดิลบาร์ RENTHAL แบบอลูมิเนียม เกรดเดียวกับรถแข่ง มาพร้อมนวมกันกระแทกและการ์ดแฮนด์ Knuckle Guard ให้ความมั่นคงและแข็งแรง และรองรับการผจญภัยทุกรูปแบบด้วยระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง จากแบรนด์ SHOWA ส่วนของของโช้กอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดใหญ่ 49 มม. โดยสามารถปรับตั้งค่าได้อย่างละเอียดทั้งพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์แดมปิ้งทั้งด้านหน้าและหลัง พร้อมลุยได้ทุกอุปสรรคด้วยล้อน้ำหนักเบา ขนาดล้อหน้า 21 นิ้ว และหลัง 18 นิ้ว มาพร้อมการ์ดกันกระแทกใต้เครื่องยนต์และการ์ดกันกระแทกดิสก์เบรก ช่วยปกป้องประสิทธิภาพการใช้งานพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยราคาแนะนำ 339,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์บริการ ฮอนด้า บิ๊กวิง ทั่วประเทศ สำหรับเรื่องของการเซอร์วิส จะมีการเซอร์วิส 2 แบบครับ กรณีแรก ขี่ถนนทั่วไป ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง และล้างกรองอากาศทุก 1,000 กม. ครับ กรณีที่ 2 สำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 30 ชม. หรือ 8 เรซ และล้างกรองอากาศทุกเรซ ครับ ต้องขออภัยในตอนแรกด้วยครับผม เพราะตอนแรกไม่เห็นมีตัวไทเมอร์จับเวลามา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของได้ที่นี่ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เลือก Audi Thailand เป็นพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย หลังจากใช้ในการคัดเลือกพาร์ทเนอร์ธุรกิจมาร่วมปั้นแบรนด์ดูคาติในประเทศไทยมาพักใหญ่ ล่าสุดก็ได้มีการประกาศแต่งตั้ง อาวดี้ ประเทศไทย โดยบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ให้เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ ดูคาติ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ปัจจุบันเป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์อาวดี้ มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ยินดีและตื่นเต้นอย่างยิ่งกับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ อาวดี้ ประเทศไทย ซึ่งมีทีมงานที่มีศักยภาพสูง จากผลงานในการบริหารธุรกิจอาวดี้ในประเทศไทยที่สามารถขยายตลาด สร้างการยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจว่าลูกค้าดูคาติในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือทางธุรกิจที่ผลักดันให้ดูคาติและอาวดี้เติบโต ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” “ในนามของ ดูคาติ มอเตอร์ โฮลดิ้ง ต้องขอขอบคุณ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด (เครือชาริช โฮลดิ้ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ที่ช่วยดูแลแบรนด์ดูคาติมาเป็นระยะเวลากว่า 18 ปี เราบุกเบิกตลาดในประเทศไทยด้วยกันมา ชาริช โฮลดิ้ง จะยังคงดูแลการขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกัน (Warranty) ตามมาตรฐานดูคาติในประเทศไทย โดยจะมีกำหนดสิ้นสุดการบริหารงานในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 หลังจากนี้ทาง ชาริช โฮลดิ้ง จะมุ่งเน้นในการบริหารธุรกิจแบรนด์ลัมโบร์กีนี ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป” นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด “ขอขอบคุณ ดูคาติ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ไว้วางใจเลือก อาวดี้ ประเทศไทย ให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้เป้าหมายในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าดูคาติ เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าดูคาติในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของกลยุทธ์ธุรกิจ แผนการตลาด การขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงทีมงาน จะได้มีการทำงานร่วมกันกับ ดูคาติ เอเชียแปซิฟิก อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการหลังการขายที่มุ่งตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าให้มากที่สุด” โดยทางบริษัท ดูคาทิสติ จำกัด จะยังคงทำหน้าที่ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปจนถึง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564 บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจาก AUDI AG ให้เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายยนตรกรรมพรีเมียมแบรนด์อาวดี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ตลอด 4 ปี ประสบความสำเร็จด้านการขาย การบริการหลังการขาย และการทำการตลาดเชิงรุก ส่งผลทำให้แบรนด์อาวดี้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากลูกค้า และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต้องมาดูกันว่า Ducati เลือก Audi Thailand คราวนี้จะรุ่งหรือจะร่วง จะดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ก็ต้องดูกันยาวๆ ล่ะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Dragster 2021 อัปช่วงล่างเน้นเดินทางไกลและเสริมความไฮเทค ไม่ใช่แค่เพียง Brutale ที่ได้รับการอัปเกรดรับปี 2021 แต่ยังรวมไปถึง MV Agusta Dragster 2021 แฝดคนละฝาของเจ้า Brutale ด้วยความที่มีพื้นฐานร่วมเดียวกันทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และช่วงล่างดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะอัปเกรดไปพร้อมๆ กันได้ หลักๆ ก็แน่นอนว่าเครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงให้รองรับ Euro5 โดยปรับเปลี่ยนภายในเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการเคลือบสาร Diamond-Like Coating ช่วยลดแรงเสียดทานในระบบ มีไกด์วาล์วใหม่ที่ทนทานขึ้น มีการอัปเดตหัวฉีด และระบบไอเสียใหม่ ออกจากเรื่องเครื่องยนต์ก็ยังมีส่วนของระบบคลัตช์และควิกชิฟเตอร์ รวมไปถึงการอัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วยการใช้ตัว IMU ในรหัส RR ทำให้ใช้ระบบความปลอดภัยที่ดีกว่าได้ อาทิ แทร็คชันคอนโทรลที่ทำงานสัมพันธ์กับมุมเอียง ระบบเบรก Cornering ABS ระบบช่วยออกตัว และระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว แบบเดียวกับ Superveloce 800 สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้ระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ รวมไปถึงมีการเพิ่มความสบายในการเดินทางไกล ด้วยการติดตั้งระบบครูซคอนโทรลและเบาะนั่งที่หนานุ่มมากขึ้น ต่อมาเป็นเรื่องของช่วงล่างมีการเพิ่มความแข็งแรงของเฟรม และมีการปรับจูนโช้คหลังใหม่พร้อมกับใช้กระเดื่องใหม่ให้นุ่มนวลขึ้น โช้คหน้าเองก็ปรับให้มีความนุ่มและตอบสนองได้ดีขึ้น และแน่นอนว่ายังมีรุ่นย่อยเช่นเดียวกับ Brutale แต่จะมีรุ่นย่อยมากกว่า 1 รุ่น โดยรุ่นล่างสุดคือ Rosso ที่ตัดลดแรงม้าลงมาเหรือ 110 แรงม้า และมาในเฉดสีแดงสด ถัดมาเป็นรุ่น RR ก็จะเพิ่มชิ้นส่วนแฟริ่งด้านล่าง เพิ่มระบบ IMU เข้าไปและเปลี่ยนมาใช้ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในที่ดูสวยงามหรูหรา ถัดมาเป็นรุ่นรองท็อปอย่าง RR SCS ที่เพิ่มระบบช่วยออกตัวมาสำหรับขับขี่ในแบบหลังถนนหรือในสนาม และระบบสมาร์ทคลัตช์ SCS ทำงานร่วมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เข้าเกียร์ได้ง่ายและสมู้ทมากขึ้น และรุ่นท็อปสุดโหดอย่าง RC SCS ที่กลับมาใช้ล้อแบบ 9 ก้านอีกครั้ง แทนที่ล้อซี่ลวด เพราะมาในสไตล์สปอร์ตมากขึ้น พร้อมกับทำสีเฟรมเป็นสีแดงสด โดดเด่นแตกต่างจาก 3 รุ่นที่เหลือ และที่สำคัญคือสามารถติดตั้งเรซซิ่งคิท ซึ่งเป็นท่อแต่งจาก SC Project ที่ออกแบบมาให้โดยเฉพาะ และแม็ปปิ้งพิเศษ ทำให้แรงม้าขยับเพิ่มเป็น 150 แรงม้า มากกว่าเดิมถึง 10 แรงม้าอีกด้วย สำหรับคนที่สงสัยว่าทั้งสองโมเดลพี่น้องต่างกันอย่างไร ก็อธิบายตรงนี้ว่าเจ้าแดร็กสเตอร์นั้นก็ถือว่าเป็นตัวซิ่งท้ายสั้น ขั้นสุดของเน็กเก็ดระดับกลางที่เหนือกว่าเจ้า Brutale ที่เป็นพี่น้องร่วมค่ายก็ว่าได้ครับ แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกัน แต่ก็มีการออกแบบดีไซน์ที่ต่างกัน โดยในเฉพาะส่วนท้ายรถและล้อในรุ่น RR และ RR SCS นั่นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bimota Tesi H2 Carbon ตัวแรงรุ่นพิเศษพร้อมเครื่องซูเปอร์ชาร์จ นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากๆ สำหรับ Bimota Tesi H2 เนื่องจากการผลิตต้องเลื่อนออกไปจากผลของโรคระบาดร้ายแรง จนถึงกับต้องชัตดาวน์ จนกระทั่งต่อมาก็มีการเปิดเผยสเปก รายละเอียดและราคา แล้วเราก็ต้องรอกว่าที่มันจะเริ่มขายจริง แต่คราวนี้ไม่พอทางค่ายยังได้ทำการเปิดตัวโมเดล Carbon เพิ่มเติมอีกด้วย แน่นอนว่าโมเดลสแตนดาร์ดก็มีจุดเด่นต่างๆ มากมาย เมื่อเทียบกับรถคันอื่นๆ ในท้องตลาด จุดแรกคือการมีเครื่องยนต์และระบบซูเปอร์ชาร์จที่นำมาจาก Kawasaki Ninja H2 และอีกจุดเด่นมากๆ คือการควบคุมบังคับเลี้ยวแบบ Hub Center Steering นั่นเอง นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมของระดับท็อปหลายอย่าง ทั้งคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ระบบกันสะเทือน Ohlins TTX ตลอดไปจนถึงของยอดนิยมอย่างควิกชิฟเตอร์ และแน่นอนว่าอุปกรณ์ต่างจะไม่สมบูรณ์หากขาดซอฟต์แวร์และตัวประมวลแรงเฉื่อยอย่าง IMU จาก Bosch นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบแทร็คชันคอนโทรลอีกถึง 9 ระดับ และระบบช่วยออกตัว ที่สำคัญที่สุดของโมเดลพิเศษนี้คือคาร์บอนไฟเบอร์ เรียกว่าจากหัวจดท้ายเลยก็ว่าได้ แฟริ่งทั้งหมดเป็นคาร์บอนไฟเบอร์จากนั้นมีลวดลายกราฟิกเล็กๆ เป็นเส้นสายสีแดง สีขาวและสีเขียวเท่านั้น โดยจะเน้นไปที่การโชว์ลายเนื้อคาร์บอนไฟเบอร์ซะมากกว่า โดยโมเดลสแตนดาร์ดจะผลิตขึ้นเพียง 250 คันเท่านั้น ส่วนโมเดลคาร์บอนที่ผลิตขึ้นจากล็อตสายการผลิตแรกนี้จะมีผลิตแค่เพียง 10 คันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีทาง่ค่ายก็ยืนยันว่าจะมีสายการผลิตครั้งที่ 2 อีกแน่นอน โดยสนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 60,000 ปอนด์หรือคิดเงินไทยคร่าวๆ ได้ที่ 2.52 ล้านบาท ทั้งนี้จะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นไป ส่วนบ้านเรานั้นน่าจะหาใครเป็นเจ้าของได้ยากอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่แน่นะครับ คนไทยหลายคนมักจะเป็นนักสะสม อาจจะมีคนไทยได้เป็นเจ้าของก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda อินโดนีเซีย เปิดตัวสีสันใหม่ให้ CBR150RR และ CBR250RR 2021 ล่าสุด PT Astra Honda หรือ Honda อินโดนีเซีย ได้ทำการเปิดตัวสีสันพิเศษให้กับโมเดลสปอร์ตไบค์ของทางค่ายอย่าง CBR150RR และ CBR250RR 2021 เพื่อจำหน่ายในประเทศ ซึ่งมาในสีสันไตรคัลเลอร์แบบเดียวกับที่ใช้ในตัวสปอร์ตไบค์รุ่นเรือธงอย่าง CBR1000RR-R SP ที่แรงและโดดเด่นเหนือใคร แม้ว่า 2 น้องเล็ก CBR จะไม่สามารถเทียบกับเจ้าไฟร์เบลดได้ในเรื่องของสมรรถนะ แต่สีสันพิเศษไตรคัลเลอร์นี้ก็ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความดุดันและความสปอร์ตให้กับรถได้เยอะมากเลยทีเดียว นอกจากนี้สีไตรคัลเลอร์นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสีเอกลักษณ์ประจำค่ายปีกนกไปแล้วก็ว่าได้ครับ ทั้งนี้โมเดลสีสันพิเศษนี้จะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อยครับ ส่วนในประเทศไทยจะมีจำหน่ายกับประเทศเพื่อนบ้านเราด้วยหรือไม่นั้นคงต้องลุ้นกันไปก่อนครับ เพราะสองโมเดลนี้ยังไม่เข้าไทยเลยด้วยซ้ำครับ แต่ถ้าเข้ามาอาจจะเปิดตัวสีพิเศษนี้มาพร้อมกันเลยก็อาจเป็นได้ อ่านบทความ Honda อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Brutale 2021 ปรับรับ Euro5 เพิ่มเทคโนโลยีและช่วงล่างที่ดีขึ้น ปีที่แล้วหลายๆ คนน่าจะตกหลุมรักกับความงามของโมเดลพิเศษจากทางค่ายอย่าง Superveloce แต่มาปีนี้ทางค่ายก็เริ่มต้นกับโมเดลที่เป็นเจ้าของได้ง่ายกว่าอย่างโมเดลในระดับกลาง และไม่ใช่โมเดลแบบลิมิเต็ดอิดิชัน ซึ่งก็คือ MV Agusta Brutale 2021 ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่อง 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 798 ซีซี ชิ้นส่วนด้านในเครื่องยนต์มีการเคลือบสาร Diamond-Like Coating ช่วยลดแรงเสียดทานในระบบ มีไกด์วาล์วใหม่ที่ทนทานขึ้น มีการอัปเดตหัวฉีดและระบบไอเสียใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์ขนาด 140 แรงม้าผ่านมาตรฐาน Euro5 มาได้ ทั้งยังมีการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ของ ECU ใหม่หมด และปรับการทำงานของควิกชิฟเตอร์ ทำให้เข้าเกียร์ได้แม่นยำและสมู้ทมากขึ้น ทางค่ายยังได้ทำการติดตั้งหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU เข้าไปให้อีกด้วย ซึ่งทำให้สามารถอัปเกรดระบบความปลอดภัยต่างๆ ได้ เช่น ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็กชันคอนโทรลที่ดีขึ้น ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ ระบบปรับไฟหน้าอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยไม่ต้องจอดรถได้ ในส่วนของช่วงล่างมีการเพิ่มความแข็งแรงของเฟรม โดยใช้แชสซีเพลตใหม่ และมีการปรับจูนโช้คหลังใหม่พร้อมกับใช้กระเดื่องใหม่ โช้คหน้าเองก็ปรับให้มีความนุ่มและตอบสนองได้ดีมากขึ้น นอกจากช่วงล่างแล้วก็ยังมีชิลด์หน้าใหม่ มีเบาะที่นุ่มขึ้นซึ่งช่วยในเรื่องของความสบาย ทำให้ขับขี่ทางไกลได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นย่อยอย่าง ซึ่งเป็นเหมือนรุ่นล่างสุด Rosso ที่ตัดลดแรงม้าลงมาเหรือ 110 แรงม้า และมีสีแดงสดพร้อมกับระบบคลัตช์แบบกึ่งอัตโนมัติที่พัฒนาร่วมกับ Rekluse และรุ่นท็อปอย่าง RR SCS ที่เพิ่มระบบช่วยออกตัวมาสำหรับขับขี่ในแบบหลังถนนหรือในสนาม และระบบสมาร์ทคลัตช์ SCS ทำงานร่วมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เข้าเกียร์ได้ง่ายและสมู้ทมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผู้บุกเบิกและผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ยกระดับความแข็งแกร่งของโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” เพิ่มความเข้มข้นด้วยโปรแกรมพัฒนานักบิดไทยสู่เวทีระดับโลก ผลักดัน “ก้อง-สมเกียรติ” ยอดนักบิดหนึ่งเดียวของไทยลุยศึก Moto2 World Championship เต็มฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมประกาศ เปิดตัวทีมแข่งใหม่ Honda Racing Thailand ตั้งเป้านำรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ CBR Series คว้าชัยชนะทุกการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับเอเชีย มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้ามีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ของโครงการ ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม เพื่อให้การพัฒนานักแข่งเยาวชนไทย เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามเป้าหมายการผลักดันนักแข่งไทยสู่การแข่งขัน MotoGP ภายในปี 2025 ในปีนี้จึงได้กำหนดมาตรฐานและยกระดับแผนปฏิบัติงานสู่มาตรฐานระดับโลก โดยยึด 5 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย 1.เพิ่มการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาพัฒนาความพร้อมของร่างกายให้กับนักแข่งทุกกลุ่ม 2.เพิ่มความเข้มข้นการฝึกซ้อม ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น รวมถึงเสริมความรู้ด้านเทคนิคเพื่อทำการสื่อสารกับทีมช่าง 3.กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อให้นักแข่งสามารถตั้งเป้าและวางแผนการพัฒนาความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.เรียนรู้การทำงานร่วมกับโค้ชมืออาชีพจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง มาโกโตะ ทามาดะ และ ชินอิชิ อิโตะ อดีตสองนักแข่งระดับโลก ร่วมกับเฮดโค้ชชาวไทย “ฟิล์ม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ยอดนักบิดไทยคนแรกในศึกโมโตทู 5.ถ่ายทอดประสบการณ์ของนักบิดมืออาชีพให้กับนักบิดดาวรุ่งอย่างเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาในระยะยาว สำหรับปี 2021 จากรากฐานโครงสร้างการพัฒนานักแข่งอย่างเป็นระบบ ฮอนด้าได้ส่งนักกีฬาลงล่าความสำเร็จในรายการต่างๆ เพื่อขยับเข้าใกล้เป้าหมายของโครงการ ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม ไปอีกขั้น นำโดยการส่ง “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดดาวรุ่งหนึ่งเดียวของไทยวัย 22 ปี ทำการแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลก Moto2 World Championship แบบเต็มตัวตลอดฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับสังกัด “อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย” หมายเลข 35 ตามด้วย “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี นักบิดดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้รับโอกาสโลดแล่นบนเวทียุโรปเป็นปีที่ 2 ในศึกชิงแชมป์นักบิดเยาวชนโลก รายการ FIM CEV Moto3 Junior World Championship ภายใต้สังกัด “Junior Talent Team” หมายเลข 33 ควบคู่การแข่งขันรายการ Redbull MotoGP Rookies Cup ลงชิงชัยโดยใช้หมายเลข 5 ขณะที่ศึกชิงแชมป์ดาวรุ่งระดับทวีปเอเชีย รายการ Asia Talent Cup แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ทางผู้จัดฯ จะประกาศพักการแข่งขัน แต่ 3 นักบิดดาวรุ่งชาวไทยอย่าง “หยก” ธนกร หลักหาญ หมายเลข 9, “กาฟิวส์” วัชรินทร์ ทับทิมอ่อน หมายเลข 16 และ “เอิร์ธ” ธุรกิจ บัวผา หมายเลข 22 ยังคงพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จากการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ Thailand Talent Cup ร่วมกับนักแข่งรุ่นน้องตลอดฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทั้ง 3 คนพร้อมแล้วกับการลุยศึกในปีนี้อย่างเต็มที่ ประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งความมุ่งมั่นของฮอนด้าที่ต้องการยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ในปี 2021 นี้ จึงได้ริเริ่มโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” พร้อมกับการเปิดตัวทีมแข่งใหม่ในชื่อ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” โดยเป็นการผนึกกำลัง 2 ทีมแข่งชั้นนำอย่าง “เอ.พี. ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” และ “ไทย ฮอนด้า เรซซิ่ง คลับ” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายพารถแข่งสายพันธุ์แชมป์ CBR Series

Honda CB350RS สแครมเบลอร์สไตล์เรโทรเปิดตัวที่อินเดีย เชื่อว่าแฟนๆ SuperBike หลายๆ ท่านน่าจะจำกันได้ว่า Hondaเพิ่งจะเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง H’ness ที่เป็นเสมือนกับการคืนชีพโมเดลระดับตำนานโมเดลนึงของ Honda เพื่อเป็นการต่อกรกับทาง Royal Enfield ที่มี Meteor 350 แต่นั่นก็เป็นเมื่อหลายเดือนก่อน และล่าสุดค่ายปีกนกแดนภารตะก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่แตกแขนงมาจากโมเดลดังกล่าวกลายเป็นเวอร์ชันที่ออกไปในทางสแคลมเบลอร์โดยใช้ชื่อว่า CB350RS ซึ่งได้ภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและพร้อมลุยทางฝุ่นมากขึ้น มีการปรับมาใช้เบาะนั่งแบบ Tuck and Roll หรือแบบหนอน ยกปลายท่อไอเสียขึ้น เพิ่มชิลด์กันความร้อนท่อให้อีกด้วย บริเวณใต้ท้องเครื่องมีการเพิ่มการ์ดด้านล่าง ส่วนของโช้คหน้าก็มีปลอกหุ้มโช้ค ด้านหลังก็มีบังโคลนแบบเอ็นดูโร่ และสุดท้ายก็จัดการทำสีดำให้กับชิ้นส่วนต่างๆ แทนที่ชิ้นส่วนแบบโครเมียม เรียกว่าเน้นไปทางพร้อมลุยมากกว่าสวยงามแบบคลาสสิค ในส่วนของช่วงล่างยังคงใช้ล้ออัลลอยแบบก้านตัว Y เช่นเดิม แต่มีล้อขนาดเล็กลงเป็น 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และใส่ยางที่หน้ากว้างมากขึ้นอีกด้วย โดยสีสันที่มีจำหน่ายจะมีให้เลือก 2 สีคือสีแดง Radiant Red Metallic และสีทูโทนดำและเหลืองBlack with Pearl Sports Yellow แน่นอนว่าในส่วนอื่นๆ เช่นเครื่องยนต์และเฟรมจะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยยังคงใช้เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 348 ซีซี ที่ให้แรงม้า 20.7 แรงม้าและแรงบิด 22 ฟุตปอนด์ แต่ตัวรถจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย (2 ม.ม.) และมีน้ำหนักเบาลงเหลือราวๆ 180 กิโลกรัมครับ ในตัวรถยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel และแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ส่วนสนนราคาจำหน่ายในอินเดียนั้นเริ่มต้นที่ประมาณ 81,000 บาทเท่านั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่มันมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะนำมาจำหน่ายที่ไทยครับ แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาสนะครับ เพราะที่ญี่ปุ่นยังมีจำหน่ายเจ้า CB ด้วยเลย ก็ต้องรอลุ้นกันไปครับ อ่านบทความ Honda อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำใบขับขี่ทุกกรณี ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ เริ่ม 19 ก.พ. 64 นี้ ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกได้ออกมาประกาศแล้วว่า ตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ทำใบขับขี่ทุกกรณี ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ หรือก็คือ ไม่ว่าจะเป็นทำใหม่หรือต่ออายุ เปลี่ยนประเภท หรือว่าจะเป็นยานพาหนะชนิดใดก็ล้วนแล้วแต่จะต้องขอใบรับรองแพทย์นั่นเอง อันที่จริงแล้วเรื่องใบรับรองแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการขอทำใบขับขี่ใหม่และการต่อจาก 2 ปี ไป 5 ปีนั้นจะต้องใช้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้จะรวมไปถึงการต่อใบขับขี่ด้วย โดยใบรับรองแพทย์เองก็จะต้องเป็นไปตามแบบมาตรฐานของแพทยสภา โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ผู้ขอรับรองสุขภาพตนเองและส่วนของแพทย์ตรวจรับรอง ซึ่งจะต้องแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นไม่มีโรคประจำตัวหรือสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถตามที่แพทยสภากำหนด โดยเหตุผลที่การต่อใบขับขี่เองก็ต้องใช้นั้น ทางกรมการขนส่งทางบกระบุไว้ว่า สมรรถภาพของร่างกายของผู้ขับรถมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มมากขึ้นและอาจมีโรคประจำตัว หรืออาจมีเหตุให้สมรรถภาพของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถขับรถได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้ผู้ขับรถเข้ารับการตรวจรับรองจากแพทย์ก่อนเบื้องต้น และจะมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายที่จำเป็นต่อการขับรถเมื่อมาติดต่อที่สำนักงานขนส่งทุกแห่ง ประกอบด้วย การทดสอบการมองเห็นสี การทดสอบสายตาทางลึก การทดสอบสายตาทางกว้าง และการทดสอบปฏิกิริยา สำหรับใบรับรองแพทย์ตามแบบที่แพทยสภารับรอง โดยผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถหรือใบอนุญาตผู้ประจำรถ สามารถแจ้งวัตถุประสงค์ในการขอรับใบรับรองแพทย์ เพื่อให้แพทย์ออกใบรับรองแพทย์ให้ถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์การนำไปใช้และเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ส่วนในอนาคตจะมีการกำหนดสภาวะโรคที่ต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับรถเพิ่มเติมหรือไม่นั้น กรมการขนส่งทางบกจะประสานความร่วมมือกับแพทยสภาอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ใบรับรองแพทย์แบบใหม่นั้นมีการเพิ่มเติมในส่วนของโรคลมชักเข้ามาด้วย ดังนั้นใครเป็นโรคนี้ก็จะไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ ยกเว้นจะได้รับการรักษาและไม่มีอาการมาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถทำใบขับขี่ได้ครับ และอย่าลืมนะครับว่าจะเอกสารนี้จะต้องมีอายุไม่เกิน 1 เดือนจากที่ขอนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Himalayan 2021 อัปเดตรับ Euro5 เพิ่มระบบนำทาง แม้ว่าเพิ่งจะอัปเดตไปเมื่อปีที่แล้ว แต่มาปีนี้เจ้าแอดเวนเจอร์คันนี้ก็ยังมีการอัปเดตใหม่ได้อีก โดยเป็นการอัปเดตแบบเล็กๆ ไม่ได้เป็นอัปเดตใหญ่แบบเมเจอร์เชนจ์ครับ สำหรับการอัปเดตในครั้งนี้หลักๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับรับ Euro5 แล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีในเรื่องของระบบนำทาง Tripper Navigation หรือระบบนำทางแบบ Turn by Turn ที่บอกเส้นทางเราแบบโค้งต่อโค้งให้ดูกันแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และจะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของตำแหน่งท่านั่งเล็กน้อยครับ โดยจะมีวินด์ชิลด์หรือบังลมหน้าขนาดใหญ่ขึ้น มีถังน้ำมันที่ออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่เว้ารับขามากขึ้น เหมาะสำหรับคนตัวสูงๆ อีกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีสีสันใหม่เพิ่มเข้ามาเป็นสีดำ Granite Black, สีเงิน Mirage Silver และสีเขียว Pine Green ให้ได้เลือกตามความชอบ ส่วนสนนราคาจำหน่ายนั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการมีระบบนำทางเข้ามา ซึ่งถ้านำมาจำหน่ายในบ้านเรา ราคาก็น่าจะเพิ่มเติมขึ้นเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R 18 Classic First Edition เปิดตัวพร้อมสนนราคา 1,250,000 บาท BMW R 18 Classic First Edition คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลครูเซอร์ของทางค่าย ซึ่งเป็นโมเดลที่จะพาไบค์เกอร์หวนกลับสู่จุดเริ่มต้นสุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งครูเซอร์ ด้วยสไตล์ที่โดดเด่นและแตกต่าง R 18 First Edition ซึ่งเผยโฉมไปเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อสืบทอดแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์อย่างสมบูรณ์แบบ โดยโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่างชิลด์หน้าขนาดใหญ่ เบาะคนซ้อน กระเป๋าข้าง ไฟหน้า LED เสริม และล้อหน้าขนาด 16 นิ้ว ส่วนหัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบขนาดใหญ่แห่งสุนทรียภาพในการขับขี่ของโมเดลนี้ โดยเครื่องยนต์ 1,802 ซีซีนี้ให้กำลังแรง 91 แรงม้า ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที และสามารถส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดช่วงรอบ 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที ส่วนระบบช่วงล่างของตัวรถ โดดเด่นด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ทั้งยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระบบเบรกมาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้คลาสสิกโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพิเศษด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Rain, Roll และ Rock ให้เลือกปรับตามความชอบเฉพาะตัว พร้อมเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครันมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความปลอดภัยด้วยฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล็อก ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ผสานความล้ำสมัยจากยุคปัจจุบัน เช่น ระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch) และระบบ Dynamic Brake Control นอกจากนี้ยังพกพาระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูซคอนโทรล (Electronic cruise control) อีกด้วย ในเรื่องของดีไซน์นั้นเป็นการประสานความคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมเสริมลูกเล่นดีไซน์ด้วยการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถังเป็นมาตรฐาน สอดแทรกกลิ่นอายความล้ำสมัยด้วยมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงกลม พร้อมจอแสดงสถานะการขับขี่ที่ปรากฎให้เห็นเฉพาะเวลาเปิดไฟ รวมทั้งไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบ Daytime Riding light และ Headlight Pro ประวัติศาสตร์สุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งยังสะท้อนผ่านชุดแต่งเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะรุ่น ไม่ว่าจะเป็นตัวถังสีดำ Black Storm Metallic ตัดกับลายเส้นสีขาว กับชิ้นส่วนโครเมียม ลูกเล่นป้ายสลัก BMW บนเบาะที่นั่ง และป้ายสลักโครเมียม “First Edition” ข้างตัวถัง ทั้งนี้จะวางจำหน่ายในราคา 1,250,000 บาท แพงกว่าโมเดลธรรมดาอยู่ 100,000 บาทเท่านั้นครับ สำหรับสาวกสายคลาสสิคที่หลงใหลการเดินทางไกล จัดว่าโมเดลนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 1100 2021 หลุดภาพทดสอบในสนาม Vallelunga Aprilia RSV4 2021 ได้ฤกษ์เผยโฉมหน้าแล้ว แต่เป็นเพียงภาพด้านข้างเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายได้มาในขณะที่มีการทดสอบในสนาม Vallelunga ทางตอนเหนือของกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยรถยังคงอยู่ในสภาพของลายพราง แต่จากเส้นสายที่เผยให้เห็นก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันจะต้องเป็นซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายเป็นแน่ ลายเส้นที่เราได้เห็นมันคือรูปลักษณ์ในแบบเฉพาะของทางเอพริเลีย แบบเดียวกับที่เราเห็นได้จากเจ้า RS 660 แต่ไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียว เพราะว่ามีส่วนที่ยื่นออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ แม้ว่ามันจะผนวกกับแฟริ่งเป็นเนื้อเดียวกันก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้ ซึ่งสำหรับโมเดลใหม่นี้ก็น่าจะเพื่อสร้างแรงกดให้มากขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีหน้าตาตัวรถที่เห็นนั้นชัดเจนว่าแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้า และไม่มีส่วนที่คล้ายกับ RS-GP 2020 ที่เป็นรถแข่งในศึก MotoGP ที่มีปีกจริงๆ นอกจากนี้จากในภาพ เราจะยังได้เห็นไฟหน้า LED ใหม่ด้วย ซึ่งดูทันสมัยกว่าดีไซน์แบบโมเดลเก่าอีกด้วย อย่างไรก็ดี ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก หากมีความคืบหน้าเราจะรีบนำมานำเสนออีกครั้งครับ อย่าลืมติดตามกันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Turismo Veloce Lusso SCS สุดเท่หลังถูกแปลงโฉมเป็นรถตำรวจอิตาลี เมื่อราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทาง MV Agusta ค่ายมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นเรื่องศิลปะบนสองล้อก็ได้ทำการส่งมอบ Turismo Veloce Lusso SCS ให้กับสำนักงานตำรวจเมืองมิลาน เพื่อช่วยในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทางตำรวจ โดยเจ้าโมเดลทัวริ่งสุดพิเศษนี้จะมาชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งเป็นสีเดียวกับที่ใช้ในรถตำรวจของทางอิตาลี และมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับให้เจ้าหน้าที่ใช้งานอีกด้วย นอกเหนือไปจากขุมพลัง 3 สูบขนาด 800 ซีซี 110 แรงม้า ตัวรถมีการติดตั้งกล่องข้างที่สามารถจุสัมภาะได้มากถึง 60 ลิตร เพียงพอที่จะใส่ชุดปฐมพยาบาลและปืนกล นอกจากนี้ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 22 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลถึง 300 กม. ด้วยน้ำหนักตัวเบาเพียง 199 กก. ทำให้มันเป็นรถที่เบาและคล่องตัวที่สุดในพิกัดนี้ และเมื่อบวกกับระบบคลัตช์อัจฉริยะหรือ Smart Clutch System ก็ช่วยให้ใช้งานคลัตช์ได้รวดเร็วและง่ายดาย จึงทำให้รถนั้นขี่ง่ายเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบเสียงและไฟสัญญาณไซเรน ระบบรับส่งสัญญาณวิทยุ เสาสัญญาณวิทยุ ไฟสปอตไลท์ และระบบนำทางอีกด้วยครับ เรียกว่าเป็นรถตำรวจที่หล่อเท่ไม่เบาเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก