Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
GSX-R1000R Legendary Edition

GSX-R1000R Legendary Edition ลายพิเศษของนักแข่งในตำนาน 6 คน 7 แบบ ล่าสุด Suzuki ประเทศอิตาลีได้ทำการเปิดตัว Suzuki GSX-R1000R Legendary Edition เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งบริษัท Suzuki ครบรอบ 60 ปีของการแข่งขันชิงแชมป์โลก และยังเป็นการเฉลิมฉลองการได้แชมป์โลกในการแข่งขัน MotoGP ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! โดยโมเดลลายพิเศษระดับตำนานนี้จะมาพร้อมท่อไอเสีย Akrapovic และเบาะนั่งแบบตอนเดียว และตกแต่งลายกราฟิกแบบเดียวกับนักแข่งระดับตำนานที่ได้แชมป์ในปีนั้นๆ โดยจะมีทั้งหมด 6 คน 7 ลายด้วยกันครับ ได้แก่  1976 Barry Sheen  1977 Barry Sheen  1981 Marco Lucchinelli  1981Franco Uncini  1993Kevin Schwantz  2000 Kenny Roberts Jr. 2020 Joanne Mill งานนี้เป็นโอกาสดีมากๆ สำหรับแฟนๆ หรือสาวกค่ายคนบ้า Suzuki ที่จะได้เป็นเจ้าของรถโมเดลพิเศษนี้ (แต่ต้องสั่งจากอิตาลีนะ ไม่รู้บ้านเราจะมีจำหน่ายมั้ย)  จำหน่ายในราคา 22,500 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 826,000 บาท ถ้าเข้าไทยก็น่าจะกระโดดขึ้นไปจากราคานี้อีก   BARRY SHEENE [1976] Barry Sheen เป็นนักแข่งชาวอังกฤษเกิดในปี 1950 และแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี 1970 หลังจากนั้นก็ขยับขึ้นไปแข่งขันในรุ่นสูงสุดคลาส 500 ซีซี (2 จังหวะ) และคว้าแชมป์โลกครั้งแรกกับ Suzuki RG500 ในปี 1976 โดยชนะไปทั้งหมด 5 เรซ จากทั้งหมด 12 เรซในปีดังกล่าว  BARRY SHEENE[1977] ก็ยังคงเป็น Barry Sheen หลังจากที่คว้าแชมป์โลกในปี 1976 เขาก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้งในปี 1977 ติดต่อกัน โดยปีนี้ชนะทั้งหมด 6 เรซด้วยกัน MARCO LUCCHINELLI [1981] Marco Lucchinelli นักแข่งชาวอิตาลี เกิดในปี 1954 คว้าแชมป์โลกได้ในปี 1981 โดยคว้าชัยไปทั้งหมด 5 เรซกับอีก 2 โพเดียม และ Suzuki ยังคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตในปีดังกล่าวอีกด้วย นั่นก็เป็นเพราะพ่อหนุ่มม้าคลั่ง “Crazy Horse” ฉายาของ Marco FRANCO UNCINI [1982] Franco Uncini นักแข่งอิตาเลียน ที่ลงแข่งในรายการแข่งขันชิงแชมป์โลกด้วยวัยเพียง 21 ปี และก็เข้าสู่คลาสสูงสุดตั้งแต่ปี 1979 โดยเขาขี่ Suzuki มาตั้งแต่เริ่มต้น และคว้าแชมป์ต่อจากเจ้าม้าคลั่งในปีถัดมาหรือปี 1982 นั่นเอง  KEVIN SCHWANTZ [1993] Kevin Schwantz นักแข่งอเมริกัน ชาวเท็กซัสที่สามารถคว้าแชมป์ได้หลังจากการขี่ RGV250Γ ดวลเดือดกับ Wayne Rainey ที่ใช้รถ Yamaha และเบรกลึกจนกระทั่งคู่แข่งของเขาพลาดท่าไป ก่อนที่เขาจะคว้าแชมป์โลกในปี 1993  KENNY ROBERTS JR. [2000] Kenny Roberts Jr. นักแข่งอเมริกัน เกิดปี 1973 ลูกชายของตำนานอย่าง Kenny Roberts (senior) ที่เคยคว้าแชมป์โลกกับ Yamaha ถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยคนลูกนั่นเริ่มแข่งในคลาสสูงสุดกับ Suzuki ในปี 1999 และคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2000 ด้วยการคว้าแชมป์ 4 เรซ หลังจากนั้นในปี 2001 การแข่งขันจาก WorldGP ก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น MotoGP

X-Venture Travel And Share

X-Venture Travel And Share ท้าลมหนาวบนเส้นทางโหดสายเหนือ  X-Venture Travel AndShare เป็นกิจกรรมขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางสุดผจญภัยพร้อมท้าลมหนาวส่งท้ายปี 2020 บนเส้นทาง 3 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ และน่าน ซึ่งทาง Honda จัดให้กับลูกค้าได้นำรถของตัวเองมาขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม และน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้  โดยทริปนี้จะเป็นทริปแบบเต็มอิ่ม 3 วัน 2 คืน กับระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร และเป็นทริปที่รวบรวมรถบิ๊กไบค์ตระกูลแอดเวนเจอร์ของ Honda เอาไว้ครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น CB500X, X-ADV, NC750X, CRF1000L, CRF1100L และ VFR1200X  วันแรกเริ่มต้นกันที่ Honda BigWing จ.พิษณุโลก นัดรวมตัวกันลงทะเบียนกันในช่วงสายๆ โดยก่อนจะออกเดินทางก็จะมีการเช็ครถ เช็คความพร้อมผู้ขับขี่ตามมาตรการการจัดกิจกรรมในสถานการณ์ COVID-19 พร้อมรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนออกเดินทาง   โดยวันแรกจะเป็นการขับขี่ไม่ไกลมากนัก เพราะออกเดินทางกันตอนบ่าย ซึ่งทริปนี้ดูแลโดยอาจารย์เล่ ทั้งนำทาง ทั้งคอยแนะนำการขับขี่ ตลอดจนถึงคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยตลอดทั้งทริป เส้นทางเริ่มจาก จ.พิษณุโลก – จ.แพร่ ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร แบ่งเป็นทางดำ 40% ทางฝุ่น 60%  เริ่มออกเดินทางกันชิลๆ บนถนนดำมุ่งหน้าไป จ.แพร่ ที่ซึ่งจะเป็นที่พักและเป็นจุดหมายปลายทางของเราในวันแรก แต่จะให้ขี่แต่ถนนดำอย่างเดียวไม่ได้ อยู่ๆ ก็เลี้ยวเข้าเส้นทางแบบออฟโร้ด แต่ก็เป็นทางที่ไม่ยากมาก เป็นเส้นทางที่ยังพอมีชาวบ้านใช้สัญจรอยู่บ้าง แต่จะหนักไปทางฝุ่นดินแดง มีหลุมให้ตกใจกันพอหอมปากหอมคอ ปนกับทางเลี้ยวหักศอกที่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา  ส่วนธรรมชาติ 2 ข้างทางก็สวยงามเขียวขจี มือใหม่อาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางช่วงจะมีทางทรายเป็นระยะๆ บอกเลยใครเจอก็ต้องค่อยๆ ไปกันทุกคนไม่ว่ามือใหม่หรือมือเก๋าบิดเพลินๆ เผลอเปิดคันเร่งแรงๆ มีหวังนอนกลางทรายแน่นอน แต่ทุกคนก็เอาตัวรอดมาได้อย่างสบายๆ  จากนั้นพักดื่มน้ำเย็นๆ พูดคุยเรื่องราวทางที่เพิ่งผ่านมากันเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางบนถนนดำกันต่อ มีช่วงขึ้น-ลงเขาอยู่เป็นระยะๆ อากาศในวันนี้ก็ดีมากๆ เย็นสบาย 25 องศาเท่านั้น เหมือนติดแอร์ตลอดทั้งเส้นทาง ขับไปเพลินๆ ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทางในวันแรกที่ จ.แพร่ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน รับประทานอาหาร และพูดคุยถึงเรื่องราวการผจญภัยในวันแรก รวมถึงประชุมเรื่องเส้นทางของวันถัดไป เช้าวันที่สองพวกเราเริ่มต้นจาก จ.แพร่ มุ่งหน้า จ.น่าน หลังจากรับประทานอาหารเช้าและแต่งตัวหล่อพร้อมลุยเรียบร้อยแล้ว ก็มีการบรีฟเส้นทางจากอาจารย์เล่กันอีกครั้ง เพราะวันนี้เป็นวันที่ลุยแบบเต็มที่ มีทั้งเนิน ทางชัน หิน ฝุ่น ดิน ทราย ตบท้ายด้วยลำธาร มีให้ได้สัมผัสกันแบบครบๆ ในวันเดียวเลย  คุยกันจบก็เริ่มเดินทาง ออกจากตัวเมืองแพร่ไปได้ไม่นานวิ่งถนนดำกำลังถึง 3 แยกอยู่ดีๆ ท่านอาจารย์ก็พาคณะทัวร์ตรงลงทางดินไปเลย บรรยากาศเย็นๆ 2 ข้างทางไปทุ่งนา ฝูงวัว ก็ดูเพลินๆ เป็นทางไม่ยากมากนัก จากนั้นก็แวะเติมพลังกินข้าวกันที่ร้านสักทองคาเฟ่ที่เป็นทั้งร้านข้าวและร้านของฝาก  เติมพลังเสร็จก็ถึงเวลาที่ความสนุกสุดมันกันต่อ เราเดินทางกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงเนินลงทางชันที่มีทั้งดินซุยๆ หินลอย คอยขวางทาง ต้องใช้ทักษะมากพอสมควร กว่าจะขี่ผ่านไปได้ ก็มีล้มกันไปบ้าง บ้างก็ไปได้แบบไหลๆ แต่ก็มีทีมงานคอยดูแล ให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ตลอด  ต่อมาก็ลัดเลาะกันไปตามเขาผ่านหมู่บ้านผ่านธรรมชาติที่แปลกตา และมาเจออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนต้องผ่านคือลำธารที่เป็นทางผ่านของชาวบ้านจากนั้นก็เริ่มลุย กันเลย หลายๆ คนพยายามไม่อยากให้รองเท้าตัวเองเปียกก็ยืนขับฝ่ากัน ก็ผ่านไปได้ไม่ยากเย็น แต่ก็มีบางคนพลาด เพราะอาจจะเปิดคันเร่งแรงเกินไปทำให้ล้อหมุนฟรีในน้ำเกิดจนรถเสียอาการ จากนั้นก็ขับขี่ลุยทางดินกันต่อเนื่องจนออกมาที่ถนนดำและเข้าที่พักที่ จ.น่าน เพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้ลุยต่อกันในวันสุดท้ายที่เป็นทางดำยาวๆ แบบขึ้นเขาลงเขาสลับกันไป วันที่สามหลังจากที่พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เตรียมตัวทางเดินไปทำกิจกรรม CSR ระหว่างทางนั้นก็เป็นทางดำยาวๆ ไม่มีฝุ่นแล้ว แต่เป็นทางที่เป็นช่วงโค้งยาวๆ แบบโค้งซ้ายเพลินๆ แล้วก็ซ้ายอีก ต้องมีสติกันพอสมควรเพราะรีวิว 2 ข้างทางนั้นสวยงามมากๆ และอากาศเย็นตลอดทั้งทาง สำหรับรถที่มีฮีทกริ๊ปอุ่นมือก็ช่วยได้เยอะพอสมควร  เราเดินกันมาถึงจุดชมวิวภูแลลาวเป็นจุดแวะรับประทานอาหารกลางวันและเป็นจุดที่ทำกิจกรรม CSR มอบของใช้จำเป็นให้แก่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่จริม ด่านจุดสกัดชั่วคราวห้วยปะกัม และที่นี่ยังเป็นตะเข็บชายแดนไทย-ลาว ซึ่งสามารถมองเห็นฝั่งลาวได้ด้วยตาเปล่า  หลังจากที่ทำกิจกรรมกันเรียบร้อยก็เดินทางกันต่อจนมาแวะพักกันที่ อุทยานต้นสักใหญ่ชมต้นสักทองที่อายุกว่า 1,500 ปี จากนั้นก็มุ่งหน้าไปกันต่อที่ Honda BigWing จ.พิษณุโลก ซึ่งถือว่าเป็นการจบทริปส่งท้ายปีภาคเหนือที่สวยงาม ที่ได้ทั้งประสบการณ์การขับขี่ต่างๆ หลายรูปแบบ และยังได้ภาพสวยๆ พร้อมกับความทรงจำดีๆ ตลอดทั้งทริป บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดกิจกรรมดีๆ แบบนี้  สำหรับกิจกรรม X-Venture Travel And Share นี้ทาง A.P.Honda ที่จะจัดขึ้นอีกในปีหน้านั้นจะเป็นที่ไหนอย่างไรก็ค่อยติดตามชมได้ที่

XR9 Carbona

XR9 Carbona ชุดแต่งพร้อมแปลงร่าง Yamaha XSR900  และนี่คือโปรเจ็กต์สุดดีงามอีกคันนึงจากโครงการ Yard Built ของยามาฮ่าที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของความสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในการคัสตอมรถโปรดักชันไบค์สักคันนึง  ไม่กี่ปีมานี้เราได้เห็นผลงานคัสตอมสองล้อที่สวยงามประหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซมาหลายต่อหลายคันจากสำนักคัสตอมต่างๆ ทั่วโลก และเจ้า XR9 Carbona จาก Bottpower คันนี้เองก็เป็นอีกคันที่โดดเด่นมากๆ จากโครงการ Yard Built ของ Yamaha  ดีไซน์ของคัสตอมไบค์คันนี้ดูกะทัดรัด ปราดเปรียว และดุดันมากเลยทีเดียว โดยเจ้า XR9 เนี่ยออกแบบมาโดยตั้งใจว่าจะต้องถ่ายทอดสมรรถนะระดับสูงออกมาทั้งบนถนนที่คดเคี้ยวและบนถนนเปิดโล่งที่ชวยให้คุณเปิดคันเร่งจนหมดเพื่อให้อะดรีนาลีนของคุณพุ่งพล่าน เรื่องราวของเจ้าคันนี้เริ่มต้นในปี 2017 ตอนที่ทางสำนัก Bottpower ชนะการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ที่โคโลราโด อเมริกา 2 คลาสด้วยกัน โดยการแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันที่เก่าแก่และมีชื่อมากที่สุดรายการนึงในโลก โดยแข่งกันบนถนนกินระยะทางกว่า 19.99 ก.ม. มีโค้งทั้งหมด 156 โค้ง บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,440 เมตร และชัยชนะในครั้งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้คัสตอมโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาจาก XSR900 ที่โดดเด่นเรื่องแรงบิด และแชสซีที่เล็กกะทัดรัด โดยตั้งใจจะทำให้เป็นรถที่เท่และเร็ว ด้วยภาพลักษณ์แบบโมเดิร์นและดุดัน แล้วอยากที่จะพัฒนาให้เป็นชุดแต่งในแบบ Plug and Play หรือติดตั้งได้ง่าย ทาง Bottpower ใช้เทคโนโลยีของการพิมพ์แบบ 3 มิติหรือ 3D Printing และวัสดุคอมโพสิตที่พวกเขาชำนาญจนได้ออกมาเป็นคันอย่างที่เห็น ซ่อนไฟหน้ากลมๆ ไว้ และสร้างพื้นที่สำหรับหมายเลขขนาดใหญ่ที่ให้ฟีลลิ่งเสมือนรถแข่ง  ด้านหน้าของรถจะดูล่ำๆ และท้ายของรถจะสั้น ทำให้มันดูเหมือนหมาพิตบูลที่มีช่วงไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ (ถังน้ำมัน) และท่าทางที่ทรงพลัง โดยโมเดลนี้จะผลิตขึ้นเพียงคันเดียวเท่านั้นเพื่อให้ผู้ใช้หรือผู้ที่สนใจจะได้เกิดแรงบันดาลใจและอยากจะทำรถของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งทาง Bottpower จะจำหน่ายชุดแต่ง Carbona ที่สามารถใช้งานกับ XSR900 หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์ CP3 ได้เลย ไม่ต้องโมดิฟายตัวเฟรม   ทั้งนี้ในชุดแต่งนี้ก็จะประกอบไปด้วย ชุดครอบถังน้ำมันพร้อมกับท่อแอร์อินเทคแบบคาร์บอนไฟเบอร์ แฟริ่งส่วนเบาะนั่งและท้าย พร้อมเบาะนั่งหนังอัลคันทารา ท้ายแต่ง ไฟเลี้ยวแต่ง ป้ายเบอร์แข่งด้านหน้าพร้อมไฟ LED เดย์ไลท์ ไฟสูงและไฟต่ำ ครอบแผงหม้อน้ำและวิงก์เล็ต ที่ยึดป้ายทะเบียน ครอบสเตอร์ อกล่าง ส่วนอื่นๆ ที่เห็นในรูปจำเป็นจะต้องติดตั้งเพิ่มนะครับ ไม่ได้รวมในชุด งานนี้ใครสนใจล่ะก็อาจจะต้องสั่งนำเข้าจากทาง Bottpower นะครับผม ไม่แน่ใจว่าจะมีขายปริมาณมากขนาดไหน เพราะทาง Yamaha ยุโรปก็ไม่ได้ระบุด้วยครับ แต่ก็ถือว่าเป็นชุดแต่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Zontes M310

Zontes M310 ว่าที่คู่แข่งใหม่ของ XMAX และ Forza Zontes M310 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมเปิดตัวที่ประเทศจีนกันแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่ามีจุดเด่นที่ราคาถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ ในพิกัดเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ระบุวันวางจำหน่าย ซึ่งบ้านเราก็อาจจะได้ลุ้นกับเขาด้วย เพราะบ้านเราก็มีตัวแทนจำหน่ายจากแบรนด์นี้  โดยเจ้า M310 เคยตกเป็นข่าวมาแล้วครั้งนึงตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนโดยจะมีจำหน่าย 3 สีด้วยกัน ซึ่งได้แก่ สีแดง สีดำ และสีขาว  มันมีขุมพลังแบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 309 ซีซีแบบ 4 วาล์วและใช้หัวฉีดจาก Bosch เคลมแรงม้ามาที่ 33.3 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 32 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมว่ามีอัตราเร่งที่ดี เร่งจาก 0 – 100 ได้ภายใน 8 วินาที ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมล้อขนาด 14 นิ้วและระบบเบรกแบบดิสก์เบรก ด้านหลังเป็นโช้คหลังคู่ ล้อขนาด 14 นิ้วและดิสก์เบรกเช่นกัน พร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล  จุดเด่นอื่นๆ ของสกู๊ตเตอร์จาก Zontes มีดังนี้ ไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า เรือนไมล์สี TFT พร้อมระบบปรับความสว่างเอง แฮนด์บาร์มีจุดยึดสำหรับขาจับมือถือ มีช่องเก็บของด้านหน้า พร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB 2 ช่อง มีระบบคีย์เลส เซ็นเซอร์วัดลมยางพร้อมระบบแจ้งเตือน ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 1 ใบ  เรียกว่ามีสเป็กที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะครับ ถ้าทาง Zontes Thailand นำเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วย แฟนๆ สกู๊ตเตอร์ชาวไทยก็น่าจะต้องปวดหัวในการเลือกรถกันอีกพอสมควรเลยล่ะ เพราะราคาของแบรนด์นี้ก็ค่อนข้างเป็นมิตรอยู่แล้ว ส่วนงานประกอบและคุณภาพนั้นก็ต้องรอดู รอสัมผัสตัวจริงกันอีกทีล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Zontesthailand | Facebook

ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica

ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica ฝีมือไบเกอร์ญี่ปุ่น หลังจากที่ Honda ประเทศญี่ปุ่นเริ่มส่งมอบโมเดลซูเปอร์สปอร์ต 600RR ล็อตแรกให้กับทางสาวกแดนปลาดิบกันแล้ว ซึ่งโมเดลนี้ไม่ได้ขายยุโรป แต่ขายในไทย โชคดีจริงๆ เชียว แน่นอนว่าไบเกอร์หลายคนก็มีแนวคิดที่ว่า “ขี่เดิมๆ เดินดีกว่า” ก็ย่อมที่จะตกแต่งรถให้แรง ให้แตกต่างอยู่แล้ว    เจ้าซูเปอร์สปอร์ตพิกัด 600 ซีซีคันที่คุณเห็นอยู่นี้เป็นของหนุ่มนักบิดชาวญี่ปุ่นที่ใช้แอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ว่า @omusubi_r ซึ่งไม่ต้องเดาว่านักบิดไอดอลของเขานั้นเป็นใครก็พอจะรู้จากลวดลายกราฟิกบนรถของเขา ซึ่งก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Takaaki Nakagami นักแข่ง MotoGP ชาวญี่ปุ่นนั่นเอง ลวดลายกราฟิกนั้นแร็ปขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง RC213V LCR Honda ของ Nakagami นั่นเอง เรียกว่าเก็บรายละเอียดได้ดีมากๆ  ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ Idemitsu แบรนด์น้ำมันเครื่องจากญี่ปุ่น บริเวณด้านข้างตัวรถและในจุดต่างๆ  เบอร์แข่ง 30 ที่เป็นเลขประจำตัวของนักแข่งชาวญี่ปุ่นที่ด้านหน้า ลวดลายสีแดง ทองและขาว  หาได้ลอง ชม ชม CBR600RR 2021 Nakagami Replica คันนี้ดีๆ แล้ว จะพบว่าครบตามแบบเป๊ะ ตั้งแต่หัวจรดท้าย กระทั่งบังโคลนหน้าก็ตาม แม้ว่าจะขาดรายละเอียดโลโก้ของบางแบรนด์ แต่เท่านี้ก็บอกได้เลยว่า หล่อจริงๆ ครับ งานนี้ผมนี่อยากเห็นรถจากไอเดียสร้างสรรค์จากนักบิดชาวไทยกันบ้างแล้ว จะแจ่มแจ๋วขนาดไหน ผมนี่รอชมเลยครับ  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 SP

Panigale V4 SP รุ่นใหม่ รองท็อปแรงน้องๆ รถแข่ง มีอะไรใหม่บ้าง Panigale V4 SP น้องใหม่พิกัดซูเปอร์ไบค์ ทำให้ตอนนี้ซูเปอร์ไบค์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบวีของดูคาตินั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 โมเดลด้วยกัน โดยเจ้าน้องใหม่คันนี้ถือเป็นตัวรองท็อปเป็นรองแค่เพียงรหัส R เท่านั้น  โดยตัวอักษร SP ที่เป็นเหมือนรหัสใหม่นี้ ย่อมาจากคำว่า Sport Production แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ใหม่อะไร เนื่องจาก Ducati เพราะมีการใช้มาก่อนแล้ว โดยมีใช้ครั้งแรกใน Ducati 851 นั่นเอง ซึ่งคำว่า Sport Production สื่อถึงรถโปรดักชันที่มีของแต่งที่เหมาะสำหรับใช้ขับขี่ในสนามได้ดีขึ้นนั่นเอง โมเดลนี้จะแตกต่างกับโมเดล S 2021 อยู่หลายจุด ตั้งแต่ชุดสีลวดลายกราฟิกในแบบของเดียวกับรถแข่งช่วงวินเทอร์เทสต์ (Winter Test) เป็นสีดำด้านพร้อมกับดีเทลสีแดงสด และถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา แผงคอบน CNC มาพร้อมซีเรียลนัมเบอร์ พร้อมกับของแต่งต่างๆ ในส่วนของช่วงล่างและเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ในแบบสนาม โดยของแต่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้น้ำหนักรถเบากว่าโมเดล S อยู่ 1 กิโลกรัม น้ำหนักรถเปล่าจึงเหลือเพียง 173 กิโลกรัม อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะไม่อยู่ในพิกัด 1000 ซีซี เหมือนรหัส R จะยังเป็นเครื่องขนาด 1103 ซีซี แต่จะให้กำลังแรงม้าน้อยกว่าโมเดล R โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214 แรงม้าที่ 13,000 รอบและแรงบิดที่ 124 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ  ของแต่งที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเปรียบเทียบกับโมเดล S มีดังต่อไปนี้  ปีกคาร์บอนไฟเบอร์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ คลัตช์แห้ง STM-EVO SBK โซ่เบอร์ 520 น้ำหนักเบาพิเศษ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 5 ก้านคู่ เบากว่าล้อฟอร์จเดิม 1.4 กก. คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema ปั๊มเบรกหน้า Brembo MCS 19.21 พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดคาร์บอน ระบบ DDA หรือ Ducati Data Analyzer พร้อม GPS สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ไว้ใช้วิเคราะห์ประเมินผลการขับขี่ในสนามภายหลังได้ ครอบคลัตช์แบบเปิด ชุดอุดท้ายหลังจากเอาที่ยึดป้ายทะเบียนออก ชุดอุดรูกระจกอลูมิเนียม   ส่วนที่ยังคงเดิมๆ นอกจากเครื่องยนต์ที่กล่าวไปแล้วก็เช่น โช้คหน้า Öhlins NIX-30 โช้คหลัง Öhlins TTX36 และกันสะบัด Öhlins ซึ่งควบคุมผ่านระบบ Öhlins Smart EC 2.0 หรือปรับไฟฟ้าได้ทั้งหมด  ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จัดเต็ม มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย หรือ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีให้ก็ได้แก่  ระบบเบรก Bosch EVO Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบช่วยออกตัว Power Launch ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า  ซึ่งหลายๆ ระบบพัฒนาใหม่ให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ขอละเอาไว้เพราะยิบย่อยมากๆ ครับ สนนราคาก็แน่นอนว่าถ้าเข้าไทยจะต้องแพงกว่า 1,249,000 บาทที่เป็นราคาของโมเดล S อยู่แล้ว แต่ก็ต้องไม่เกิน 2,990,000 บาทเพราะเป็นราคาของรุ่น R  โดยผมเองประเมินไว้ที่ราวๆ 1,690,000 บาทบวกลบกว่านี้นิดหน่อย แต่ขอย้ำนี่ไม่ใช่ราคาอย่างเป็นทางการนะครับ เป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น  สำหรับคนที่ซื้อมาขี่สนามก็ถือว่าคุ้มค่าเลยล่ะครับ ส่วนคนที่ซื้อมาขับขี่ทั่วไปอาจจะเกินตัวไปหน่อย แต่ถ้าใจรักล่ะก็มันก็ต้องจัดแล้วล่ะครับ เพราะหล่อจริง ของแต่งก็จัดจริงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 2021

Moto Guzzi V7 2021 ปรับใหม่ เสริมหล่อ เติมแรง รับ Euro5 ปี 2021 ที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการมอเตอร์ไซค์หมุดนึงเลยก็ว่าได้ จากการที่ทางยุโรปบังคับใช้เรื่องมาตรฐาน Euro5 ซึ่งจะทำให้รถที่ผลิตมาขายในปี 2021 นั้นจะต้องผ่านมาตรฐานไอเสียในส่วนนี้ และนั่นทำให้ทุกแบรนด์ที่ต้องการผลิตรถใหม่ๆ มาเรียกลูกค้าของตนนั้นต้องทำการบ้านกันขนานใหญ่กันเลยทีเดียว  ทาง Moto Guzzi เองก็เป็นอีกแบรนด์นึงที่เริ่มเปิดตัวโมเดล 2021 โดยโมเดลที่ว่านี้คือ V7 ซึ่งก็เป็นมอเตอร์ไซค์ระดับกลาง ซึ่งหลายๆ คนน่าจะรู้กันดีกว่าค่ายนี้เด่นเรื่องเครื่องยนต์แบบวีทวินวางขวาง ซึ่งครั้งนี้ปรับเปลี่ยนในหลายส่วน และที่สำคัญคือเพิ่มขนาดความจุและมีพละกำลังมากขึ้น  การเปลี่ยนแปลงในส่วนของหน้าตาหรือดีไซน์นั้นถ้าไม่ใช่แฟนๆ ของค่ายนี้ยากที่จะมองเห็น แต่จริงๆ แล้วทางค่ายมีการเพิ่มชิ้นส่วนโลหะเพิ่มเข้าไปในส่วนแผงคอ นอกจากนี้ยังมีเรือนไมล์ใหม่ ไฟหน้าและไฟท้ายเองก็มีการปรับการออกแบบ รวมไปถึงแผงข้าง บังโคลนท้ายและปลายท่อด้วย ตัวเพลาขับและล้อหลังมีขนาดใหญ่ขึ้น และโช้คหลังเปลี่ยนมาใช้โช้คจาก KYB ที่ดูแข็งแรงขึ้น และระบบไฟตอนนี้เป็น LED ทั้งหมดแล้ว    โดยจะเปิดขาย 2 เวอร์ชั่นคือ Stone และ Special และไม่มีการใช้เลขโรมันแล้ว ซึ่งแต่เดิมใช้เพื่อบ่งบอกถึงว่ามันเป็นเจเนอเรชันไหนแล้ว โดยใช้มาตั้งแต่ปี 2008 เลยทีเดียว และแม้ว่าจะผ่านการอัพเดตมาตลอดช่วงเวลา 12 ปี แต่เครื่องยนต์นั้นมีความจุเท่าเดิมมาตลอด มาปีนี้มีการเปลี่ยน นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงตัดตัวเลขบอกเจนฯ ทิ้งไป  เครื่องยนต์ใหม่นั้นมีขนาดใหม่เป็น 850 ซีซี เพิ่มมาอีก 100 นึงเลยก็ว่าได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือเครื่องบล็อกเดียวกันกับ V85 TT ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์นั่นเอง และไม่ใช่แค่ความจุที่เพิ่ม กำลังแรงม้าเองก็เพิ่มด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ 52 แรงม้าและแรงบิด 44.2 ฟุตปอนด์ ขยับเป็น 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและ 53.8 ฟุตปอนด์ที่ 5,000 รอบ หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะพบว่ามันแรงมากขึ้นถึง 25% เลยล่ะครับ  สำหรับความแตกต่างของแต่ละรุ่นนั้น ในรุ่น Special จะมีสีน้ำเงินตัดกับแทบสีเทาเงิน เบาะนั่งสีน้ำตาล และล้อแบบซี่ ส่วนในรุ่นของ Stone จะเป็นล้อแม็กและไม่มีลายกราฟิกเพิ่มเติม มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Nero Ruvido สีน้ำเงิน Azzurro Ghiaccio และสีส้มออกทอกแดง    ส่วนสนนราคายังไม่เปิดแต่คาดว่าจะเพิ่มจากเดิมอีกเล็กน้อยจากซีซีที่เพิ่มขึ้นครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็อาจจะต้องรอนานหน่อยนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WR155R Basic Enduro Course จาก Yamaha

 WR155R Basic Enduro Course จาก Yamaha เป็นอย่างไร ไปดูกัน Yamaha WR155R เป็นรถที่ได้กระแสตอบรับจากคนที่ชื่นชอบทางฝุ่นค่อนข้างดี หลายๆ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและอีกหลายคนที่เทใจให้พร้อมจ่ายเงินเป็นเจ้าของ  และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่มีของเจ้า WR คันนี้ Yamaha จึงได้ถือโอกาสจัดคอร์ส WR155R Basic Enduro เพื่อสอนและเติมทักษะในการขับขี่รถวิบากที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชน เพื่อให้สามารถดึงสมรรถนะของรถออกมาได้มากขึ้น รวมถึงขับขี่ได้อย่างปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งที่ Yamaha ให้ความสำคัญเสมอมา นำโดยโค้ช ตั้น เดชา ไกรศาสตร์ อดีตดาวบิดดีกรีแชมป์เอเชียและแชมป์ออลเจแปน ผู้ปั้นนักบิดใหม่ๆ ให้กับ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ณ สนามรึคแคร์ปาร์ค มีนบุรี เริ่มต้นเทคนิคแรกเป็นการขับขี่แบบเป็นวงกลม โดยจะมีครูฝึกช่วยแนะนำและจัดท่าทางการขับขี่ที่ถูกต้องให้  ต้องบอกก่อนเลยว่าเลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวาไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน สำหรับผมแล้วเลี้ยวขวาจะยากกว่า เพราะคันเร่งอยู่ฝั่งขวา แล้วเวลาเราเลี้ยวจะต้องเลี้ยวแบบลีนเอาต์ แขนจะตึงทำให้เปิดคันเร่งยาก  ซึ่งการเข้าโค้งท่านี้จะเหมาะกับโค้งแคบๆ หรือเลี้ยวด้วยความเร็วต่ำ เพื่อรักษาบาลานซ์ จึงโดยต้องเอียงตัวถ่วงน้ำหนักตัวไปคนละฝั่งกับรถและเปิดคันให้มีความสมูท เปิดคันเร่งเนียนๆ เพื่อไม่ให้รถเสียอาการมาก แต่สำหรับ WR155R คันนี้ก็ไม่ได้ขับขี่ยากมาก เพราะตัวรถที่มีน้ำหนักเบาเพียง 134 กก. บวกกับแฮนด์ที่ถูกทำออกมาให้พอดีกับผู้ขับขี่ทำให้ควบคุมง่าย และปรับตัวเข้ากับรถได้ง่าย ต่อจากการปรับตัวการขับขี่ จัดท่าทางที่สวยงามได้แล้วก็ถึงเวลาลุยกันแบบต่อเนื่อง โดยจะไปขับขี่กันในรูปแบบของโมโตครอส ในสนามที่มีทั้งเนินเล็ก เนินใหญ่ เนินลูกระนาด ทำให้ได้สัมผัสถึงสมรรถนะเต็มๆ ของ WR155R ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเนินเล็ก เนินใหญ่ ก็สามารถกระโดดได้หมด ด้วยเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ MT-15 มีการปรับจูนใหม่ให้รอบเครื่องช่วงต้นจัดจ้านมากขึ้นและปรับการเปิดของตัววาล์ว VVA ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีกำลังเหลือๆ ไว้ขึ้นเนินสูงๆ ได้  ตัวรถยังมีช่วงล่างที่โดดเด่นจาก KYB ทั้งหน้าและหลัง โช้คหน้ามีขนาดถึง 41 ม.ม. ส่วนโช้คหลังสามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับเรียกได้ว่าช่วยซับแรงกระแทกได้ดีมากๆ มีฟีลลิ่งนุ่มหนึบ ขับขี่แล้วมั่นใจ ส่วนล้อก็เป็นของดีจากโรงงานเป็นล้อ DID จากญี่ปุ่นที่น้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทาน สิ่งสำคัญคือเราจะทำอะไร เราควรจะเริ่มจากการมีพื้นฐาน แล้วค่อยๆ เสริมทักษะต่างๆ เข้า การขับขี่มอเตอร์ไซค์ก็เช่นกัน เราต้องเริ่มจากพื้นฐาน แล้วเสริมทักษะการขับขี่เข้าไป จะทำให้ขี่รถสไตล์เอ็นดูโร่ได้สนุกมากขึ้น ควบคุมรถได้ง่าย ไม่เหนื่อยง่าย มีความมั่นใจจะลุยป่าหรือโดดเนินก็ทำได้อย่างสบายๆ ตบท้ายเวลาถ่ายรูปยังได้ท่าทางการขับขี่ที่สวยงาม  และถ้าหากใครเริ่มสนใจรถสไตล์นี้ เจ้า WR155R ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกของการเริ่มต้นที่ดีได้เลย เพราะมีน้ำหนักเบา ช่วงล่างนุ่มหนึบ เครื่องยนต์จัดจ้าน สามารถลุยได้เลย อนาคตเองก็อาจจะมี WR155R Basic Enduro Course จาก Yamaha อีกก็ได้ครับ ถ้าได้รับกระแสดีมากขึ้นอีก Special Thanks: หมวกกันน็อก Nolan N70-2X หมวกกันน็อกสายทัวริ่งสายลุยครบจบในใบเดียว จากทาง Nolan Helmets Thailand ด้วยนะครับ สำหรับใครสนใจหมวกกันน็อกแบรนด์ดังจากอิตาลีก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อเลือกชมกันได้ที่ www.facebook.com/Nolanthailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRACER 9

TRACER 9 และ TRACER 9 GT ทั้งแรงทั้งเบา เอาตังไปเลยดีกว่า!! Yamaha ปี 2021 นี่เปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องจริงๆ ครับ และนี่ก็เป็นอีกโมเดลที่น่าสนใจมากๆ สำหรับสายสปอร์ตทัวริ่ง ที่คราวนี้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ถูกใจไบค์เกอร์มากๆ บอกเลย เดิมที่โมเดลสปอร์ตทัวริ่งพิกัดนี้เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ในชื่อของ Tracer 900 โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ที่แรง แต่ก็สามารถใช้เดินทางไกลได้แบบสบายๆ และมาล่าสุดกับโมเดลที่ปรับปรุงใหม่ๆ โดยเป้าหลักๆ คือรองรับมาตรฐาน Euro5 ก็มีการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในหลายๆ ส่วน แม้กระทั่งชื่อโมเดลก็มีการเปลี่ยนให้เรียกง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน     ดีไซน์ใหม่หมด มีการปรับปรุงดีไซน์แฟริ่งและตัวรถใหม่หมด โดยมีการเน้นว่าจะต้องให้ความสปอร์ต ดุดัน ลื่นไหลและคล่องตัวให้มากขึ้น มีไฟหน้า LED คู่ใหม่ละม้ายคล้ายกับรุ่นน้องพิกัด 700 และตอนนี้เป็นไฟ LED รอบคันแล้ว ให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาในโมเดิร์น  ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ปรับได้ด้วยมือ สามารถปรับระดับให้สูงขึ้นได้อีก 50 ม.ม. เมื่อรวมกับการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบาแล้วก็ช่วยป้องกันลม และสภาพอากาศต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้วแบบคู่แสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นได้ครบถ้วน    ขุมกำลังใหม่ เครื่องยนต์ใหม่บล็อกเดียวกันกับ MT-09 2021 เป็นเครื่อง CP3 3 สูบขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ  โดยความจุเพิ่มจากการเพิ่มระยะชัก 3 ม.ม. ทำให้ได้แรงบิดมากขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ แรงม้ามากกว่าเดิมอีก 4 ตัว โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ (แรงขึ้น 4 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งสั้นๆ ก็คือมีซีซีมากขึ้น แรงขึ้น และรองรับมาตรฐาน Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม เฟรมใหม่ เฟรมเดลต้าบ็อกซ์แบบดายแคสต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบากว่าเดิม เมื่อบวกรวมกับองศาการวางเครื่องใหม่ที่ 52.3º เดิมที่ 47.5º ค่อนมาทางตั้งตรงมากขึ้นทำให้บาลานซ์ดีกว่าเดิมและจับฟีลลิ่งที่ด้านหน้าได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งสองจุดนี้ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นและคล่องตัวมากขึ้น  สวิงอาร์มใหม่ สวิงอาร์มอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่ยาวขึ้น 60 ม.ม. ทำให้ระยะฐานล้อยาวขึ้น ช่วยเพิ่มความเสถียรขณะขับขี่ได้มากขึ้น   พร้อมรองรับกล่อง 3 ใบ  ยามาฮ่าออกแบบระบบ Floating Stay ขึ้นมาเพื่อให้สามารถติดตั้งกล่องข้างได้ ซึ่งแยกการขยับตัวของกล่องออกจากตัวรถ ทำให้ยังขับขี่ได้นิ่งแม้ในความเร็วสูง และมือจับคนซ้อนเองก็รองรับการติดตั้งกล่องท้ายในตัว ซึ่งเมื่อรวมกับเฟรมใหม่ทำให้สามารถรับน้ำหนักทั้งหมดได้ถึง 193 กิโลกรัม หรือมากขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์จากเดิม    ระบบอิเล็กทรอนิกส์จัดเต็ม จัดเป็นสปอร์ตทัวริ่งที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและการขับขี่ในระดับหัวแถวของคลาสระดับกลางค่อนไปทางสูง อาทิ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังไม่หมดกับเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง  พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator Position Sensor Grip (APSG) แบบเดียวกับที่ใช้ใน R1M ทำให้ตอบสนองได้แม่นยำมากขึ้น   ออกแบบระบบจ่ายน้ำมันใหม่

Superveloce Alpine

Superveloce Alpine สปอร์ตไบค์สุดงาม มีแค่ 110 คันเท่านั้น Superveloce Alpine คือผลงานจากสองสัญชาติที่ต่างก็เด่นในเรื่องของงานศิลปะ โดยฝากแรกไบเกอร์ก็น่าจะรู้จักกันดีกับ MV Agusta ค่ายรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นเรื่องความงามในการออกแบบที่ล้ำเลิศไม่เหมือนใคร แต่มีค่ายอื่นมาบังเอิญเหมือน… และอีกฝากนึงคือ Alpine ค่ายรถที่ผลิตแต่รถแข่งและสปอร์ตคาร์สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งก็มีความโดดเด่นและพิเศษไม่แพ้กัน โดย MV Agusta ได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดล A110 ของทางค่ายฝรั่งเศส ที่มีสไตล์คล้ายคลึงกันคือ มีความสวยงามสง่าไร้ซึ่งกาลเวลาและให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร เจ้าโมเดลนี้มีความโดดเด่นที่ดีไซน์ภายนอกเป็นพิเศษ โดยมี Monaco Design Stuideo แผนกหัวหอกด้านการออกแบบของทางค่ายที่มีหน้าที่ผลิตรถสุดพิเศษตามสั่งเท่านั้น มาทำงานร่วมกับทางค่ายรถฝรั่งเศสจนได้โมเดลสีน้ำเงินคันงามอย่างที่เห็นอยู่นี้  สีน้ำเงินนั้นเป็นสีเดียวกันกับที่ใช้ใน A110 และเต็มไปด้วยรายละเอียดพิเศษต่างๆ อาทิ โลโก้ A บนแฟริ่งด้านข้างที่นำมาจากเจ้า A110 เพลทอลูมิเนียมรันซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน 001 – 110 เบาะหนังอัลกันทาร่าสีดำเดินด้านสีน้ำเงิน ล้อ CNC สีดำ  กราฟฟิกลายธงชาติอิตาลีและฝรั่งเศสที่บังโคลนหน้าด้านข้าง   ทั้งนี้เจ้าซูเปอร์เวโลเช่คันนี้ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 798 ซีซีของทางค่าย ที่ให้กำลังสูงสุด 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ทำความเร็วสูงสุดหรือท็อปสปีดได้สูงสุดที่ 240 กม./ชม. ผ่าน Euro5 และใช้ยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II จำหน่ายในราคา 36,300 ยูโรหรือราวๆ 1,325,000 บาท พร้อมเรซซิ่งคิท ได้แก่ ท่อ Arrow Racing กล่อง ECU แต่ง ฝาถังน้ำมัน CNC พร้อมสายคาดถังหนังโลโก้ Alpine ครอบเบาะท้าย ผ้าคลุมรถ และใบเซอร์ฯ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XMAX 300 2021

XMAX 300 2021 และ XMAX 300 Tech MAX สีใหม่ พร้อมรับ Euro5  ล่าสุด Yamaha ยุโรปก็เปิดตัว XMAX 300 พร้อมๆ กับ XMAX 300 Tech MAX 2021 ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรภายนอก นอกไปจากสีสันใหม่ แต่ไปเปลี่ยนกันในส่วนของเครื่องยนต์เพราะจำต้องปรับให้รองรับมาตรฐาน Euro5 ไม่งั้นจะขายในยุโรปไม่ได้  เครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง Blue Core สูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งคราวนี้ปรับให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 6% ทำให้นอกจากจะเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ที่มาแรงและขายดีที่สุดในพิกัดนี้แล้วก็ยังประหยัดมากขึ้นอีกด้วย  นอกเหนือจากเครื่องยนต์แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกเสียจากเรื่องของสีสันใหม่ที่มีการเพิ่มสีสันใหม่เข้ามาเป็นตัวเลือกให้แก่สาวก โดยสีโมเดลใหม่นี้ก็จะมี 2 สีด้วยกันได้แก่ สีเทา Icon Grey และสีเทา Sonic Grey  ส่วน XMAX 300 Tech MAX ก็จะได้รับสีใหม่เช่นกันได้แก่ สีเขียว Tech Kamo และสีเทา Power Grey ครับ โดยโมเดล Tech MAX ก็จะแตกต่างจากโมเดลปกติ ดังนี้ เบาะพิเศษเดินด้ายสี มีการบุนวมช่องเก็บของ พร้อมเดินด้ายสี ฟุตเพลตหรือที่วางเท้าอโนไดซ์ เพลตโลโก้ Tech MAX  ตุ้มปลายแฮนด์ Gilles Tooling โดยจะเริ่มจำหน่ายในยุโรปช่วงเดือนมกราคม 2021 สำหรับโมเดลปกติ และโมเดล Tech MAX จะเริ่มจำหน่ายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนสีสันใหม่นี้บ้านเราก็อาจจะกลางปีถึงปลายปีหน้าเลยครับ และก็ต้องดูว่าจะมีโมเดล Tech MAX มาขายบ้านเราด้วยมั้ยครับ  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PCX160

PCX160 และ PCX e:HEV เปิดตัวแล้ว ล่าสุด Honda ประเทศญี่ปุ่นก็ทำการเปิดตัว PCX 2021 ใหม่ทีเดียวถึง 3 รุ่น ได้แก่ PCX125, PCX160 และ PCX e:HEV (ไฮบริด) โดยทั้งหมดจะมีพื้นฐานเดียวกันแต่แตกต่างไปในเรื่องของเครื่องยนต์หรือขุมพลัง และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกเล็กน้อย    จุดเด่นของ PCX 2021 ขุมพลังใหม่ eSP+  เครื่องยนต์ใหม่ eSP+ ขนาด 156 ซีซี (124 ซีซีสำหรับ PCX125 และ PCX e:HEV) แบบ 4 วาล์ว ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่เข้าไปช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น โดยจะเด่นในเรื่องของความลื่นไหลในระบบ การเผาไหม้ที่ดีขึ้น การระบายความร้อนที่ดีกว่า และสมรรถนะที่ดีขึ้น  อ่านรายละเอียดเต็มๆ ของเครื่องยนต์ eSP+ คลิกที่นี่ เฟรมใหม่  มีการออกแบบเฟรมใหม่ น้ำหนักเบากว่าเดิม ขณะที่ยังคงมีความแข็งแรงทนทานไม่เปลี่ยนไป ช่วยให้รถบังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น ขี่ได้สบายมากขึ้น ขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้นจากการมีตัวยึดแฮนด์มียางรองช่วยซับแรงสั่นสะเทือนที่จะส่งผ่านมาถึงผู้ขับขี่ให้น้อยลง ล้อดีไซน์ใหม่รองรับกับยางที่หน้ากว้างมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้ ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าหลัง ตอนนี้ PCX ได้อัพเกรดระบบเบรกให้ดีขึ้นแล้ว เป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว จากเดิมที่ด้านหลังเป็นดรัมเบรก นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 1 แชนแนล ที่ด้านหน้ามาจากโรงงานด้วยเลย   จัดเต็มความสะดวก มีระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชั่นคอนโทรลแล้ว ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น มีช่องจ่ายไฟ USB ในช่องเก็บของด้านหน้า เพิ่มความสะดวกในการใช้งานสมาร์ทโฟนและอื่นๆ ช่องเก็บของใต้เบาะใหญ่ขึ้นเป็น 30 ลิตรสำหรับ PCX160 และ PCX e:HEV เป็น 24 ลิตร มีระบบสมาร์ทคีย์แล้ว ส่วน PCX e:HEV นั้นจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่แบบลิเธียมไออนมาช่วยเสริม ช่วยให้เร่งความเร็วได้ฉับไวมากยิ่งขึ้น และประหยัดน้ำมันถึงขีดสุด โดยสามารถปรับการใช้งานได้ 2 โหมด คือ D mode สำหรับขับขี่แบบสบายๆ ทั่วไป และ S mode ที่จะเรียกว่าสปอร์ตก็ว่าได้ ช่วยเสริมพละกำลังของรถให้ขับขี่ได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น  จุดสังเกตภายนอกสำหรับโมเดลไฮบริดนี้ก็จะเป็นโคมไฟหน้าและไฟท้ายด้านในจะมีสีฟ้าภายใน มีเบาะนั่งสีทูโทนดำและน้ำเงิน นอกจากนั้นยังมีเพลต e:HEV ติดที่ตัวรถ  งานนี้แฟนๆ ชาวไทยเตรียมรอได้เลย สำหรับ PCX160 ส่วน PCX e:HEV นั้นไม่แน่ แต่สำหรับ PCX125 น่าจะไม่มีจำหน่ายในไทยครับ งานนี้สาวกน่าจะถูกใจไม่น้อย ส่วนคู่แข่งก็คงต้องปรับกลยุทธ์กันใหม่แน่นอนครับงานนี้  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Ducati Monster 2021

New Ducati Monster อสูรร้ายตัวใหม่มีอะไรใหม่บ้าง?  เป็นเวลานานเกือบๆ 20 ปีแล้วที่ Monster รถสไตล์เน็กเก็ดไบค์ที่มีส่วนผสมระหว่างเครื่องยนต์ในแบบสปอร์ต แต่ก็เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป และเฟรมที่ถ่ายถอดเทคโนโลยีมาจากรถซูเปอร์ไบค์ เกิดเป็นรถที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมจุดสังเกตที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเฟรมถักขนาดใหญ่ใต้ถังน้ำมัน ทว่าตอนนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว  นับตั้งแต่โมเดลแรกอย่างเจ้า 900 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1993 รถในตระกูลมอนสเตอร์ของ Ducati ก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนามาโดยตลอด กลายเป็นรถยอดนิยมโมเดลนึง และกลายเป็นโมเดลขายดีตลอดกาลของทางค่ายแดง โดยมียอดการผลิตสะสมมากกว่า 350,000 คันเลยทีเดียว  New Ducati Monster หรือเจ้ามอนสเตอร์ตัวใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมไว้ คือเครื่องยนต์สมรรถนะดี ขี่ง่าย เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป เพียงแต่มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย   ดีไซน์ใหม่หมด  วิศวกรและนักออกแบบได้ออกแบบมันขึ้นมาใหม่หมดตั้งแต่ต้น โดยมีพอยต์หลักๆ ว่ารถคันใหม่จะต้อง ปราดเปรียว คล่องตัว และจะต้องโดดเด่นเป็นที่จดจำได้ในทันที เริ่มจาก ถังน้ำมันทรงหลังควายไบซัน ไฟหน้าโค้งมนฝังตัวลงไปในกรอบโคมไฟ ไฟเลี้ยวหน้าใหม่แบบไฟกวาดด้านข้างถังน้ำมันสวยงามไม่เหมือนใคร ท้ายที่ดูเรียบๆ คลีนๆ และสุดท้ายคือมีเครื่องยนต์เป็นพระเอกอยู่ที่กลางตัวรถ    เครื่องยนต์ใหม่ เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เดิมเป็น Testastretta 11° 937 ซีซี เป็นเครื่องยนต์แบบแอลทวินที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5 แล้ว หากเทียบกับโมเดลเก่าอย่าง 821 นอกจากจะมีความจุ พละกำลัง แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้นแล้ว เครื่องยนต์ยังเบากว่าเดิม 2.4 กิโลกรัม ทำให้ตัวรถเบาและขับขี่ได้ดีขึ้นอีกด้วย  โดยเคลมตัวเลขแรงม้ามาที่ 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เรียกว่ามีกำลังที่ดีตั้งแต่รอบต้น-กลางเลยทีเดียว นอกจากนี้โมเดลใหม่นี้ยังใส่ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางจากโรงงานมาให้ด้วยเลย    แชสซีและช่วงล่างใหม่ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลังของการปรับเปลี่ยนแชสซีใหม่คือการรีดน้ำหนักตัวรถให้เบา เพื่อให้การขับขี่ที่ดีและสนุกมากขึ้น เฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมลอกแบบมาจาก Panigale V4 ซึ่งเบากว่าเฟรมถักแบบเดิมถึง 4.5 ก.ก. เหลือเพียง 3 ก.ก.เท่านั้น ทำให้น้ำหนักเหลือเพียง 166 ก.ก.เท่านั้น  นอกจากไล่เบากันที่แชสซี ยังไปไล่เบากันที่ส่วนอื่นอีก เช่น ล้อเบาขึ้น 1.7 กิโลกรัม สวิงอาร์มเบากว่าเดิม 1.6 กิโลกรัม ซับเฟรมท้ายเองก็ลงลงมาอีก 1.9 กิโลกรัม ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง GFRP หรือ Glass Fibre Reinforced Polymer หรือก็คือโพลิเมอร์เสริมแรงด้วยกลาสไฟเบอร์ ทำให้น้ำหนักโดยรวมเบากว่าเจ้า 821 ถึง 18 กิโลกรัม    ปรับมิติท่านั่งใหม่ และเพื่อให้ขี่ง่ายก็มีการปรับรูปทรงใหม่ในหลายๆ ส่วน เบาะนั่งสูงจากพื้น 820 ม.ม. เมื่อบวกรวมกับความเพรียวของรถ ทำให้ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น เพิ่มความมั่นใจให้กับไบค์เกอร์ได้มากขึ้น  และเพื่อให้ความคล่องตัวสูงสุด แม้ในย่านความเร็วต่ำ มีการเพิ่มองศาการเลี้ยวให้มากขึ้นอีก 7 องศาเป็น 36 องศา ทั้งยังปรับให้แฮนด์บาร์ให้โน้มเขาหาตัวอีก 7 ซ.ม.เพื่อให้ได้ท่าขับขี่ที่หลังตรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความสบายและการควบคุมให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าทำให้ผู้ขับขี่ซอกแซกไปตามท้องถนนในเมืองได้ง่ายมากขึ้นด้วยนั่นเอง   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แน่นอนว่าโมเดลใหม่ก็ต้องอัพเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อช่วยทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและช่วยในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวโมเดลใหม่นี้มีระบบเบรกแบบ Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับระดับการทำงานได้หมด  นอกจากระบบเสริมความปลอดภัยข้างต้น ยังมีระบบช่วยออกตัว เพื่อช่วยในการขับขี่ให้ได้ฟีลลิ่งแบบสปอร์ตที่มากขึ้นอีกด้วย มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Sport, Urban และ Touring ช่วยให้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์และความชอบได้อีกด้วย   และยังมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้วที่สามารถควบคุมการใช้งานที่แฮนด์บาร์ได้เลย  ทั้งนี้เจ้าอสูรร้ายตัวใหม่เนี่ยจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีแดง สีเทา และสีดำ และสำหรับคนที่ชอบความสปอร์ต Ducati ยังมีโมเดล Monster Plus หรือ Monster+ ที่มาในเฉดสีแบบเดียวกันแต่มีชิลด์ขนาดเล็กด้านหน้าพร้อมกับครอบเบาะท้ายติดรถมาให้ด้วยเลย โดยจะเริ่มจำหน่ายในเดือนเมษายน 2021  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bajaj ออกโปร ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี พร้อมของแถมเพียบ

Bajaj ออกโปร ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี พร้อมของแถมเพียบ Vroom Thailand จัดใหญ่ Bajaj ออกโปร ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี พร้อมของแถมเพียบ จัดเต็มในงาน Motor Expo 2020  โดยลูกค้าที่จองรถ  BAJAJ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 รับฟรีทันทีขวดน้ำเก็บความอุณหภูมิ พร้อมโชว์อุณหภูมิ ดีไซน์สุดหรู นอกจากนี้ยังรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม       BAJAJ Care ฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือ 30,000 กม.*         ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท*         ฟรี! ของแถม 3 รายการ มูลค่ารวม 7,350 บาท* หมวกกันน็อครุ่นพิเศษ (ลิมิเต็ด อิดิชั่น) ดีไซน์สปอร์ตเท่ โดนใจวัยรุ่น มูลค่า 2,500 บาท บลูทูธอุปกรณ์ไร้สายติดหมวกกันน็อค มูลค่า 2,900 บาท ชุดบำรุงรักษา Maintenance Kit เพื่อดูแลรักษาเครื่องยนต์จาก Motul มูลค่า 1,950 บาท   โดยบาจาจมีโมเดลที่นำมาจำหน่ายทั้งหมดดังนี้    1.Pulsar NS 160 ราคาจำหน่าย 69,800 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม, ไม่รวมทะเบียน และพ.ร.บ.) 2. Pulsar NS 200 FI ABS ราคาจำหน่าย 79,800 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม, ไม่รวมทะเบียน และพ.ร.บ.) 3. Pulsar RS 200 FI ABS ราคาจำหน่าย 89,800 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม, ไม่รวมทะเบียน และพ.ร.บ.) 4. Dominar 400 ราคาจำหน่าย 115,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม, ไม่รวมทะเบียน และพ.ร.บ.) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยท่านที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธรถจักรยานยนต์ BAJAJ ได้ที่บูธ G04 ภายในงาน Motor Expo 2020 ครั้งที่ 37 ตั้งแต่วันที่ 1 – 13 ธันวาคม 2563 ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แผนกประชาสัมพันธ์หมายเลข 02 123 3888 ดูรายละเอียดร้านผู้จำหน่าย https://vroomthailand.com/dealers/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki เปิดตัว V-Strom 1050

Suzuki เปิดตัว V-Strom 1050/XT พร้อมจัดโปรหนักทุกรุ่น ส่งท้ายปลายปีกับความยิ่งใหญ่ในงาน Motor Expo 2020 ซึ่งในปีนี้ Suzuki มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่และพบกับความท้าทายใหม่ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ต ทัวริ่ง,เรโทร หรือออโตเมติก  ไฮไลท์หลักอยู่ที่ Suzuki เปิดตัว V-Strom 1050/XT ในแนวคิด The MASTER ADVENTURE “เจ้าแห่งการผจญภัย” ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ สำหรับคนชอบเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ที่ดูดุดัน เด่นด้วยขุมกำลังเครื่องยนต์แบบ V-Twin 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้แรงบิดที่ดีเยี่ยมในรอบต่ำและรอบกลาง อีกทั้งยังให้แรงบิดสูงสุดในรอบเครื่องยนต์สูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ V-Strom1050XT ยังพร้อมไปด้วยระบบอิเล็กทรอนิกที่ล้ำสมัยด้วยระบบ Suzuki Intelligent Ride System (S.I.R.S) ที่รวบรวมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ต่างๆ ไว้หลากหลายระบบ อาทิ เซ็นเซอร์ IMU โมชันแทร็คเบรกซิสเต็ม ระบบช่วยเบรกบนทางลาดชัน ระบบช่วยเบรกเวลาลงทางลาดชัน ครูซคอนโทรล โหมดการขับขี่ แทร็คชั่นคอนโทรล เรียกว่ามากันเพียบ อีกทั้ง V-Strom 1050XT ยังสามารถปรับระดับเบาะนั่งได้ถึง 20 มม. เพื่อให้มีความเหมาะสมกับผู้ขับขี่ มีระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช้คหัวกลับ สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบกันสะเทือนหลังแบบ Link Type จะทำงานร่วมกับโช้คเดี่ยวของ KYB สามารถปรับค่าความหนืด และปรับค่าสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบดิสก์เบรกหน้าขนาด 310 มม. พร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 พอร์ต ดิสก์เบรกขนาด 260 มม. ทำงานร่วมกับ ABS ที่ติดตั้งเอาไว้ทั้งเบรกหน้าและเบรกหลัง Suzuki ยังได้จัดบูธ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Suzuki Showroom Concept” แนวทางการออกแบบ นำมาจาก Big Bike Showroom ของซูซูกิ โดยจำลองมุมต่างๆ มาไว้ในงานครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนของการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ที่จัดไว้เป็น กลุ่มต่างๆ ตามสไตล์ของรถ มุม Hospitality จำลองมาเป็นมุมต้อนรับลูกค้าหรือ discussion Area มุม Accessories จำหน่ายสินค้าที่ระลึกของ ซูซูกิ และพิเศษสุดในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้บูธรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ได้นำกาแฟระดับ World Class แบรนด์ KURASU จากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาร่วมกันสร้างสรรค์เมนูใหม่สไตล์รถจักรยานยนต์ ซูซูกิอีกด้วย บิ๊กไบค์อาทิ HAYABUSA The Ultimate Kick Latte, GSX The Racing Mocha, V-STROM The Adventure Americano และอีกมากมาย เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมบูธไม่เพียงแต่ได้รับชมรถ แต่ยังได้ดื่มด่ำรสชาติของกาแฟสุดพรีเมี่ยม ที่บ่งบอกถึง Core Value ของแบรนด์ซึ่งก็คือความปราณีตและความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับคุณภาพชั้นสูงระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ที่สำคัญในปีนี้กับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ ซูซูกิ ที่สามารถคว้าแชมป์โลกในศึก MotoGP 2020 มาครองได้ จากผลงานของ โจน เมียร์ หมายเลข 36 กับรถ GSX-RR นับได้ว่าเป็นผลงานที่ชาว ซูซูกิทั่วโลกได้ร่วมฉลองแชมป์ไปพร้อมๆ กัน โดยในส่วนของจัดโชว์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์นั้นขนมากันทั้งตัวระดับตำนานอย่าง KATANA, GSX1300R Hayabusa, GSX-R1000R และ GSX-R1000  ต่อมาที่รถจักรยานยนต์สไตล์สตรีทสปอร์ต GSX-S1000, GSX-S1000F, GSX-S750, SV650X และ SV650  รถสไตล์ทัวร์ริ่งในพิกัดขนาดกลางอย่าง Suzuki V-Strom 650XT และ Suzuki V-Strom 650 ที่จะทำให้การเดินทางสนุกได้ทุกครั้ง  สำหรับสายครูเซอร์เองก็ไม่ควรพลาดกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสีสันใหม่กับ Suzuki Boulevard สะดวกสบายในทุกการเดินทาง  และบิ๊กสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมี่ยมคลาสที่ยังคงได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง Burgman 400 ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น   และยังมีจักรยานยนต์ขนาดเล็กจากซูซูกิ หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น VanVan 200, GSX-R150 และ GSX-S150

Kawasaki งานไว

Kawasaki งานไว เปิด Ninja ZX-10RR และ MEGURO K3  บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ล่าสุด Ninja ZX-10RR และ MEGURO K3 พร้อมเดินทัพลุยธุรกิจใหม่เอาใจสิงห์นักปั่นเมืองไทย  ในงาน Motor Expo 2020 ระหว่างวันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี บูธ Kawasaki ในปีนี้ มาในธีม Move to Forward ที่แสดงให้เห็นถึงการพุ่งทะยานไปข้างหน้า เปรียบกับการพัฒนายนตรกรรมของคาวาซากิที่ขับเคลื่อนทุกท่านไปยังจุดมุ่งหมาย  ภายในบูธ จะมีรถหลากหลายสไตล์และสายพันธ์ุ อาทิเช่น สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตตระกูล Ninja สายพันธุ์ซูเปอร์เน็คเก็ตตระกูล Z / สายพันธุ์แอดเวนเจอร์ตระกูล Versys / สายพันธ์ออฟโรดกตระกูล KLX รวมไปถึงสายพันธ์คลาสสิกตระกูล W และ Vulcan ไฮไลท์อยู่ที่ Kawasaki งานไว นำเอาNinja ZX-10RR ที่การันตีความแรงและสมรรถนะอันเหนือชั้นกับการครองบัลลังก์แชมป์ WorldSBK ติดต่อกันถึง 6 ปีซ้อน สร้างปรากฎการณ์ให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกได้ประจักษ์กับความเป็นแชมป์เปี้ยนตัวจริง พร้อมให้คุณได้สัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง และโครงสร้างแชสซีที่ผ่านการพัฒนาจากสนามแข่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการลดแรงต้านอากาศด้วยการออกแบบรูปทรงใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น สะดวกสบายกับการขับขี่ระยะทางไกลด้วยระบบ Electronic Cruise Control และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนได้อย่างครบครัน เปิดตัวในราคา 1,208,000 บาท MEGURO K3 (เมะกุโระ เค-ทรี) โมเดลแห่งความทรงจำจากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ในประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ที่สวยงามและรูปทรงของตัวถังอันพริ้วไหว ถือเป็นความภาคภูมิใจของคาวาซากิที่ได้รับช่วงต่อประวัติศาสตร์จากผู้ผลิตสปอร์ตไบค์รายแรกของประเทศญี่ปุ่น การออกแบบที่ยังคงเน้นความเป็นตัวตนของ “เมะกุโระ” ในแบบดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยีอันทันสมัย  และสำหรับธุรกิจใหม่ “รถจักรยาน” ภายใต้แบรนด์คาวาซากิ ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมเปิดให้จองภายในงาน ทั้ง 2 รุ่น ได้แก่ รถจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า Kawasaki E-MTB ราคา 218,000 บาท และ รถจักรยานทางเรียบ Kawasaki Road Bike ราคา 349,000 บาท  ทั้งนี้คาวาซากิจะผลิตและจัดจำหน่ายสำหรับตลาดในเมืองไทยควบคู่ไปพร้อมกับไลน์อัพของรถจักรยานยนต์ที่ได้พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้ผสานแนวคิดการสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน (Rideology) โดยในครั้งนี้รถจักรยานของคาวาซากิที่เปิดตัวไปนั้น จะส่งมอบชีวิตอันน่าตื่นเต้นเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ คาวาซากิยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัพให้มากขึ้นนอกเหนือจาก 2 รุ่นนี้ อีกต่อไปในอนาคต Kawasaki E-MTB คือ E-MTB เต็มตัว ด้วยมุมมองของรถจักรยานที่สามารถลงแข่งขันในแนวออฟโรด พร้อมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจาก Shimano มันจึงอยู่ในกลุ่มของรถจักรยานระบบช่วยปั่นไฟฟ้า (E-BIKE) หรือ E-MTB ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี  ส่วน Kawasaki Road Bike เป็นรถจักรยานทางเรียบระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานระหว่างเฟรมคาร์บอนชั้นยอดและชิ้นส่วนคุณภาพสูงจาก Shimano ทั้งสองโมเดลนี้ได้รับการตกแต่งด้วยสีเอกลักษณ์ของคาวาซากิ นั่นคือ สีเขียวไลม์กรีน ทำให้มีรูปลักษณ์ที่มองเห็นเพียงชั่วครู่ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นรถจักรยานของ “คาวาซากิ” และอีกหนึ่งช่องทางเพื่อให้คุณเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คาวาซากิได้ง่ายขึ้น กับโครงการ KCRM – Kawasaki Certified Reconditioned Motorcycle หรือรถจักรยานยนต์คาวาซากิที่ผ่านการใช้งาน โดยเข้าสู่กระบวนการปรับสภาพใหม่ด้วยการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานโรงงาน  เพื่อให้ใช้งานอย่างปลอดภัย และมั่นใจได้ว่ารถที่ผ่านการปรับสภาพโดยคาวาซากินั้น อยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบพร้อมสำหรับการขับขี่บนท้องถนน โดยเปิดจำหน่าย และจองในงานทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน นั่นคือ Z800 และ Ninja 300 ซึ่งยังมีอีก 1 รุ่น ที่ไม่ได้นำมาจัดแสดงแต่มีพร้อมจำหน่ายแล้วด้วยเช่นกันนั่นคือ Z300   ลูกค้าที่ซื้อรถกับโครงการ KCRM ทุกคันจะได้รับการรับประกันเครื่องยนต์ 1 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์คาวาซากิทั่วประเทศ และยังสามารถผ่อนชำระกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการได้อีกด้วย โดยสามารถเลือกชมรถคันจริงได้แล้ววันนี้ที่ โชว์รูมถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ   สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของคาวาซากิ และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ดีลเลอร์คาวาซากิใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมผ่านทาง Kawasaki Motors Thailand

YAMAHA ปล่อยหมัดเด็ด

YAMAHA ปล่อยหมัดเด็ด ในงาน Motor Expo 2020    ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020 ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และสร้างประสบการณ์ความเร้าใจในทุกช่วงชีวิตการขับขี่ ภายใต้แนวคิด YAMAHA FULFILLING LIFE “เติมเต็มชีวิตให้มีชีวาไปกับยามาฮ่า” สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา สร้างสรรค์สินค้าและการบริการ ตอบสนองกับทุกไลฟ์สไตล์ ในการขับขี่ครบครันทุกเซ็กเม้นต์ มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษในวาระเฉลิมฉลอง 65 ปี แบรนด์ยามาฮ่า นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทฯ กล่าวว่า “สำหรับในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 นี้ ยามาฮ่า พร้อมนำทัพรถจักรยานยนต์ “ยามาฮ่า” ในรุ่นต่างๆ ที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 115 ซีซี ไปจนถึงรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 400 ซีซี มาพร้อมกับโปรโมชั่นให้กับผู้ที่กำลังเลือกหารถจักรยานยนต์ให้ตรงตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ในบูธ YAMAHA FULFILLING LIFE” พร้อมกันนี้ YAMAHA ปล่อยหมัดเด็ด เผยโฉมใหม่ของ New YAMAHA MT-03 ที่กลับมาถ่ายทอดความเป็น Dark side of Japan ลงในรถสไตล์เน็กเก็ดสปอร์ตพิกัดเครื่องยนต์ 321 ซีซี รูปโฉมใหม่ดูดุดันมากยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบไฟหน้าใหม่ให้ตรงตามคอนเซ็ปต์ของ MT-Series เรือนไมล์แบบดิจิทัล โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Upside Down และการดีไซน์ท่านั่งขับขี่แบบใหม่เต็มอารมณ์เน็กเก็ดสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยถังน้ำมันดีไซน์ใหม่สไตล์บิ๊กไบค์และระบบเบรก ABS พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษที่ราคา 159,000 บาท เพียงทำการจองผ่าน www.yamaha-motor.co.th ระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคมนี้ โดยจำกัดสิทธิ์เพียง 200 คันเท่านั้น!!    และการเปิดสีใหม่ของ New YAMAHA YZF-R3 เติมเต็มจิตวิญญาณของผู้นำรถสปอร์ตคลาส 300 ซีซี อย่างแท้จริง กับขุมพลังเครื่องยนต์ 321 ซีซี ดีเอ็นเอแชมป์ในการแข่งขันชิงแชมป์แห่งประเทศไทย สปอร์ตแท้สายพันธุ์ R-Series ขับขี่ได้สนุกเต็มอารมณ์สปอร์ต  และอีกหนึ่งไฮไลท์อย่างการเปิดตัว SR400 สีใหม่ Born to be Legend ต้นกำเนิดความเป็นตำนาน ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมีเสน่ห์ แสดงความเป็นตัวตนที่ชัดเจน  ทั้งยังเป็นต้นแบบของรถจักรยานยนต์สไตล์เรโทร ภายใต้พิกัด 399 ซีซี อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้ภายในงาน MOTOR EXPO 2020 นี้ กับกลุ่มรถออโตเมติกของยามาฮ่า หลากหลายรุ่นที่นำโดย XMAX300 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก All New NMAX และ Grand Filano Hybrid จักรยานยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของไทย กลุ่มรถครอบครัวที่นำโดย FINN รถครอบครัวสุดประหยัด รุ่นแรกของโลกที่กล้ารับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ซึ่งสามารถรับสิทธิได้ถึง 31 ธันวาคม 2563 นี้เท่านั้น!!! พร้อมกับกลุ่มรถสปอร์ตของยามาฮ่ากับ All New WR155R journey of the brave รถจักรยานยนต์ DUO Purpose ที่จะพาคุณไปได้ทุกที่ๆ กับขุมพลัง 155 ซีซี และเทคโนโลยี VVA เต็มสมรรถนะได้ทุกเส้นทาง   นอกจากนี้ยามาฮ่าจัดเต็มด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ YZF-R3 2020 ใหม่ รับ Gift Voucher มูลค่า 21,000 บาท พร้อมหมวกกันน๊อค R-Series มูลค่า 2,390 บาท YZF-R15 รับ Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท พร้อมโค้ดส่วนลดมูลค่า 3,000 บาท ในแอพ     พลิเคชัน Shopee กับ 3 ร้าน Custom

เปิดตัว Monkey Gundam

เปิดตัว Monkey Gundam และ New CBR150R พร้อมเปิดจองสปอร์ตไบค์เรือธง เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการ เล่นใหญ่ในงาน Motor Expo 2020 เปิดตัวโมเดลใหม่หลากรุ่น นำโดยการ เปิดตัว Monkey Gundam Limited Edition ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Gundam Series อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นลงบน Monkey ได้อย่างลงตัว ตามด้วยการเปิดตัว New CBR150R รถสปอร์ตไบค์โฉมใหม่ และ Forza350 Roadsync Edition พร้อมกับการเปิดรับจองซูเปอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุด All New CBR1000RR-R FIREBLADE และ New CBR600RR เป็นครั้งแรก   เปิดตัวโมเดลใหม่ เริ่มต้นกันที่ Monkey Gundam Limited Edition ที่ถ่ายทอดความเท่จากคาแรคเตอร์หลักของ Gundam มาด้วยกัน 2 เวอร์ชัน ประกอบด้วย Monkey RX-78-2 Gundam Limited Edition และ Monkey MS-06S CHAR’s ZAKU II Limited Edition ทั้ง 2 รุ่นตกแต่งด้วยถังน้ำมันหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ครอบกรองอากาศออกแบบด้วยลวดลายเฉพาะ ฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมด้วยตราสัญลักษณ์เฉพาะรุ่น ผลิตจากอะลูมิเนียม CNC เพิ่มความพิเศษด้วยเคสกุญแจและพวงกุญแจระบุตัวเลข 1-125 หมายเลขเดียวกับที่แสดงบนตัวรถ แสดงให้เห็นถึงความเป็น Limited ที่มีเพียงเวอร์ชันละ 125 คันเท่านั้น โมเดลพิเศษนี้จะวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 129,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบ๊อกเซตสำหรับแฟนกันดั้มพันธุ์แท้ ด้วย 5 ไอเท็มสุดพิเศษประกอบด้วย กล่องเก็บของอเนกประสงค์ลาย RX-78-2 Gundam เสื้อสเวตเตอร์ ลำโพงบลูทูธ สแตนดี้อะคริลิคเฉพาะรุ่น และผ้าบัฟสุดเท่ พร้อมกันนี้ ฮอนด้ายังได้เปิดตัว New CBR150R สปอร์ตไบค์โฉมใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับคอนเซปต์ “RISE OF THE RACE สายพันธุ์นักแข่ง แรงโดยกำเนิด” สะดุดตาด้วยกราฟิกใหม่ลายเฮกซากอน (ลายหกเหลี่ยม) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความล้ำสมัยของกีฬาอีสปอร์ต แฝงไว้ด้วยสีสันและเส้นสายแบบรถสปอร์ตขนานแท้ ลงตัวกับแฟริ่งและเฟรมที่ได้รับการออกแบบตามหลักแอโรไดนามิค พร้อมระบบกันสะเทือนที่ปรับระดับได้ทั้งหน้าและหลัง เพื่อการควบคุมรถได้ดั่งใจ โดยโฉมใหม่นี้มีให้เลือกถึง 4 สไตล์ ได้แก่รุ่น ABS สีเทา-แดง, สีดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 99,700 บาท และรุ่น STD มีเฉพาะสีดำ ราคาแนะนำที่ 92,570 บาท ยังไม่หมดเท่านี้ ฮอนด้ายังได้เปิดตัว Forza350 รุ่นพิเศษ Roadsync Edition ที่มาพร้อมฟังก์ชัน HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมสมาร์ทโฟน รับสายเข้าหรือโทรออกได้ด้วยเสียง โดยไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่ โดยฮอนด้าจะเปิดรับจองโมเดลนี้เฉพาะในงานนี้เท่านั้น  ด้วยราคาแนะนำเพียง 175,500 บาท โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 140 คันเท่านั้น พร้อมรับกิฟท์เซ็ทประกอบไปด้วย หูฟัง BT Mini Bluetooth หมวกกันน็อก H2C และเสื้อแจ็คเก็ต Forza350 ทันที นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้เปิดรับจอง All New CBR1000RR-R FIREBLADE และ New CBR600RR เป็นครั้งแรกภายในงาน โดย All New Honda CBR1000RR-R FIREBLADE รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 999,000 บาท และ CBR1000RR-R FIREBLADE รุ่นพิเศษรหัส SP ราคาแนะนำที่ 1,119,000 บาท  ซึ่งลูกค้า 50

Forza 350 Roadsync Edition

Forza 350 Roadsync Edition ขีดสุดของความสะดวกสบาย หลายๆ คนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า Honda Forza 350 นั้นคือสกู๊ตเตอร์ที่พร้อมทั้งความแรงและความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานของผู้คนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับบางคนโดยเฉพาะคนยุคใหม่หัวใจ 5G หรือสำหรับคนที่ธุรกิจรัดตัว หรือคนที่ต้องใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาจะด้วยหน้าที่การงานหรือเพื่อความบันเทิง ทางฮอนด้าเองก็มองเห็นจุดนี้ จึงได้เป็นต้นกำเนิดของโมเดลใหม่อย่าง Forza 350 Roadsync Edition เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายจนถึงขีดสุดนั่นเอง   ต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไร Forza 350 Road Sync Edition ต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไร กล่าวคือ พื้นฐานแล้วจะเหมือนกับโมเดลสแตนดาร์ดทุกอย่างเพียงแต่มีการเพิ่มระบบ Honda Smartphone Voice Control System (HSVCs) โดยใช้งานร่วมกันกับแอพพลิเคชัน Honda Road Sync บนมือถือสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ และหน้าจอเรือนไมล์พิเศษแสดงโหมดการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน    แล้วดีอย่างไร ซึ่งเจ้าระบบ HSVCs จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้โดยไม่ต้องละสายตาออกจากท้องถนน โดยจะสามารถโทรศัพท์ได้ทั้งรับสายหรือโทรออก ฟังเพลง รับหรือส่งข้อความ รวมถึงการใช้งานระบบนำทางหรือนาวิเกเตอร์ ผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือจะควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ก็ได้เช่นกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความสะดวกสบายจากการที่ไม่ต้องจอดรถเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนแล้ว จะยังเพิ่มความปลอดภัยเพราะคุณไม่ต้องละสายตาจากการขับขี่หรือท้องถนนข้างหน้าคุณได้อีกด้วยครับ   ใช้งานอย่างไร สำหรับการใช้งานนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร โดยสามารถทำได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนแรกคือ ดาวน์โหลดแอพฯ Honda RoadSync ใน Google Play (เบื้องต้นระบบยังไม่รองรับ iOS และเฉพาะระบบปฎิบัติการ Adriod 7.0 ขึ้นไปเท่านั้น) ขั้นตอนที่ 2 คือ เชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับระบบ HSVCs และเปิดแอพฯ Honda RoadSync แล้วกดยอมรับเงื่อนไขคำเตือนด้านความปลอดภัย ขั้นตอนที่ 3 คือ เข้าสู่หน้าเมนูหลักซึ่งสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ทันที แน่นอนว่าเมนูเป็นภาษาไทย ใช้งานง่าย สะดวกสบายครับ   พิเศษสุด ทั้งนี้โมเดลนี้หากลูกค้าจองโมเดลพิเศษนี้ในงานจะได้รับของแถมสุดพิเศษ Exclusive Set เป็นเซ็ตของแถม ซึ่งจะประกอบไปด้วย บลูทูธ Midland Bluetooth Mini สำหรับใช้งานร่วมกันกับระบบใหม่นี้ หมวกกันน็อก H2C แบบโอเพ่นเฟซ และเสื้อแจ็กเก็ต Forza 350 ซึ่งจำกัดจำนวนเพียงแค่ 140 คันพร้อมชุดของแถมเท่านั้น   สำหรับราคาของโมเดลนี้คือ 175,500 บาท หรือเพิ่มเงินจากโมเดลปกติเพียง 2,000 บาทเท่านั้น และจะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DUCATI DIAVEL 1260 LAMBORGHINI

DUCATI DIAVEL 1260 LAMBORGHINI Ducati Diavel 1260 Lamborghini เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างแบรนด์หรูสองแบรนด์ที่มีถิ่นฐานเดียวกันอย่าง Motor Valley ในเขต Emilia-Romagna ประเทศอิตาลี ถิ่นที่แบรนด์ดังด้านออโต้โมทีฟระดับโลกตั้งอยู่ โดยโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นเพียง 630 คันเหมะสำหรับคนที่หลงใหลในมอเตอร์ไซค์และนักสะสมทั่วโลกอย่างมาก Ducati และ Lamborghini ต่างก็เป็นแบรนด์สัญชาติอิตาลีที่มีอะไรคล้ายๆ กัน ทั้งในเรื่องความสปอร์ต ดีไซน์ที่โดดเด่น และความทุ่มเทในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ด้วยพื้นฐานที่คล้ายๆ กันจึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น โดย Ducati ได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดลที่น่าหลงใหลเป็นพิเศษโมเดลนึงของทางค่ายกระทิงผยองที่มีชื่อว่า Lamborghini Siàn FKP 37 โดยตั้งต้นที่โมเดล Diavel 1260 S จากนั้นนำเอาไอเดียการออกแบบของ Siàn FKP 37 มาใส่ในมอเตอร์ไซค์ โดยเริ่มจากออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นของ Diavel ใหม่ อาทิ ล้อฟอร์จดีไซน์ใหม่ ครอบแอร์อินเทคและครอบแผงหม้อน้ำคาร์บอนไฟเบอร์ และทำให้มันดูโดดเด่นออกมา  มีการเลือกใช้ชุดสีเดียวกันกับ Siàn FKP 37 โดยตัวรถจะมีสีเขียว Gea Green เป็นหลัก ขณะที่เฟรม ท้ายและล้อจะเป็นสีทอง Electrum Gold และสีแดง Ducati Red นั้นยังคงอยู่ แต่ไปอยู่ในส่วนของคาลิเปอร์เบรก Brembo แทน  ยังมีตัวเลข 63 ซึ่งสื่อถึงปีที่ค่ายกระทิงก่อตั้งขึ้นในปี 1963 จากนั้นคูณด้วย 10 กลายเป็นจำนวนที่โมเดลนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายซึ่งก็เท่ากับ 630 คันนั่นเอง  มีรายละเอียดเล็กๆ แต่สำคัญที่เป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของการออกแบบของทางค่ายกระทิงคือรูปทรงหกเหลี่ยมและตัว Y โดยในโมเดลนี้จะมีสิ่งที่ใช้รูปทรงทั้งสองนี้ในตัวรถก็คือปลายท่อไอเสียและลายบนตัวเบาะนั่นเอง นอกจากนี้ตัวรถจะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากมายหลายชิ้นด้วยกัน ยิ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รถมีความพิเศษและหรูหรามากยิ่งขึ้นไปอีกครับ  งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็น่าจะต้องจ่ายหนักหน่อยนะครับ เพราะนอกจากจะจำนวนจำกัดแล้วตัวรถยังเป็นโมเดลพิเศษที่มีตัวท็อปอ็อปชันเพียบมาเป็นพื้นฐานก่อนใส่และตกแต่งรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยชิ้นส่วนระดับพรีเมี่ยม อย่างไรก็ดีก็ต้องลุ้นกันว่าจะมีโมเดลนี้หลุดมาจำหน่ายในไทยสัก 5 – 10 คันมั้ยนะ แต่เชื่อว่าก็น่าจะมา แต่ก็ต้องรอราคากันไปก่อนนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rebel 1100 ครูเซอร์ไบค์

Rebel 1100 ครูเซอร์ไบค์ เครื่อง Africa Twin เปิดตัวแล้ว เปิดตัวมาอีก 1 รุ่นสำหรับทางฮอนด้า โดยคราวนี้ย้ายกันไปที่อีกฟากนึงของโลกที่อเมริกา ประเทศที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์ในสไตล์ครูเซอร์เป็นอย่างมาก โดยครั้งนี้เป็นคิวของครูเซอร์ไบค์รุ่นใหญ่ของทางค่ายปีกนกกับ Honda Rebel 1100   Honda Rebel 1100 นั้นมาในรูปโฉมของครูเซอร์ไบค์เต็มขั้น โดยมีจุดเด่นที่มีมิติตัวรถที่พัฒนามาอย่างดี ชิ้นส่วนที่ยอดเยี่ยมและอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดีที่สุดในพิกัดนี้ (น้ำหนักรถหนักเพียง 231 กก.) นั่นทำให้ครูเซอร์ไบค์คันนี้ไม่ได้มีดีแค่ทางตรง แต่ยังขับขี่ได้อย่างลื่นไหลและเร่งได้ดั่งใจอีกด้วย  เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องที่ยกมาจาก Africa Twin ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 1084 ซีซี แต่มีการปรับจูนใหม่ ให้มีกำลังและสุ้มเสียงที่ดีในช่วงความเร็วรอบต่ำๆ โดยที่ในรอบสูงๆ ก็ยังสามารถขับขี่ได้นุ่มนวล  และสำหรับโมเดล DCT ก็แน่นอนว่าจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์อีกต่อไป ให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น หรือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์เองแบบแมนวลก็ทำได้    ในส่วนของเทคโนโลยีแน่นอนว่าก็จัดเต็ม มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดให้เลือกตั้งแต่ Standard, Sport และ Rain อีกทั้งยังมีระบบ HSTC หรือแทร็คชั่นคอนโทรลของทางค่าย ซึ่งทำงานร่วมกันกับระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งช่วยให้การขับขี่นั้นง่ายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  แชสซีนั้นออกแบบมาเป็นอย่างดี ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้เสถียรเวลาขับขี่ทางตรง แต่ยังช่วยให้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เบาะนั่งเองก็ไม่สูง 698.5 ม.ม. เครื่องยนต์ก็มีขนาดไม่ใหญ่มาก ช่วยให้สามารถเข้าโค้งได้มากถึง 35 องศา มากกว่าครูเซอร์ไบค์ทั่วๆ ไปมากเลยทีเดียว  โช้คหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังคู่พร้อมซับแทงค์จาก Showa ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน พร้อมระบบเบรก ABS  ทั้งนี้เจ้า Rebel 1100 ครูเซอร์ไบค์ นั้นจะวางจำหน่ายทั้งหมด 2 โมเดลคือโมเดลเกียร์ธรรมดา และเกียร์ DCT และมีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีดำเมทัลลิก และสีแดงบอร์โดเมทัลลิกหรือสีแดงไวน์ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

ZX-10R 2021 และ ZX-10RR 2021 มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ต้องดู!  

ZX-10R 2021 และ ZX-10RR 2021 มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ต้องดู!   ถึงคิวของค่ายยักษ์เขียวเปิดตัวซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายรับศักราชใหม่ กันสักที หลังจากลุ้นกันอยู่นาน โดยก่อนหน้านี้มีพี่ Jonathan Rea แชมป์โลก 6 สมัยจากศึก WorldSBK เอามันไปหวดในช่วงทดสอบช่วงวินเทอร์เทสต์ ก่อนจะเปิดฤดูกาลการแข่งขันใหม่ ที่ Jerez ก็เรียกเสียงฮือฮาให้กับสาวกและผู้ชื่นชอบสปอร์ตไบค์กันยกใหญ่  มาครานี้ทาง Kawasaki ปรับเปลี่ยนเจ้า ZX-10R 2021 และ ZX-10RR 2021 แบบใหม่หมดทั้งภายนอกภายใน กลายเป็นโมเดลใหม่แบบออลนิว ที่มีเสียงวิพากษ์กันว่า ดูเท่ ไปจนถึง ดูซึมๆ ไปนะเรา ก็มี เรียกว่าเสียงแตกกันไป แต่ทางเราก็เชื่อว่าการออกแบบใหม่นี้จะต้องดีกว่าเก่าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของแอโรไดนามิก แต่ตอนนี้เราไปดูกันว่ามีอะไรใหม่ มีอะไรเป็นไฮไลท์กันบ้างดีกว่าครับ   ไฮไลท์เด่นๆ  เครื่องยนต์อัพเกรดใหม่   ปรับปรุงระบบระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมันใหม่ ด้วยการแยกการทำงานและเดินไลน์ใหม่หมด ระบบวาล์วปีกผีเสื้อไฟฟ้าใหม่ ช่วยให้ควบคุมการผสมกันของน้ำมันและอากาศได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ระบบไอเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเสีย Euro5 โดยจัดเรียงตัวคอรวมท่อใหม่ช่วยให้ได้กำลังเท่าเดิม แต่มีประสิทธิภาพและไอเสียที่สะอาดมากขึ้น  อัตราทดเกียร์ใหม่  โดยปรับเฟืองสุดท้ายใหม่ ให้เกียร์ 1, 2 และ 3 มีอัตราทดมากขึ้นเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่ในรอบต่ำถึงกลาง ช่วยให้เร่งออกจากโค้งได้ดีขึ้น เหมาะกับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและในสนาม     ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่   โหมดการขับขี่ 4 โหมด Sport, Road, Rain และ Manual หรือปรับแต่งได้เอง ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องจอดรถ     ระบบครูซคอนโทรล เปิดใช้งานง่ายด้วยการกดปุ่มเดียว สามารถปรับระดับความเร็วได้โดยใช้ปุ่ม + หรือ – ได้เลย สามารถยกเลิกการใช้งานได้ง่าย เพียงกำเบรก กำคลัตช์ เหยียบเบรก หรือปิดคันเร่งอย่างใดอย่างนึง     หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว มองเห็นได้ชัดเจน สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลสีแบ็กกราวน์ได้ว่าจะเป็นสีขาวหรือสีดำ หน้าจอสามารถปรับความสว่างตามสภาพแสงภายนอกได้ แสดงผลข้อมูลต่างๆ ได้ครบถ้วน สามารถเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อดึงข้อมูลบางอย่างมาแสดงบนหน้าจอได้ หน้าจอแสดงผลสามารถเลือกได้ 2 โหมด สำหรับใช้งานทั่วไป และแบบใช้งานในสนาม     ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง หน่วยประมวลผล IMU 6 แกนจาก Bosch ระบบควบคุมจัดการตัวรถในโค้ง ทำงานร่วมกับ IMU ช่วยประมวลผลและทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ เพื่อให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  แทร็คชั่นคอนโทรลแบบสปอร์ต ระบบช่วยออกตัว ระบบเบรก ABS แบบอัจฉริยะ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก พาวเวอร์โหมด กันสะบัดไฟฟ้า Ohlins     แชสซีใหม่ มีการปรับจุดหมุนของสวิงอาร์มให้ต่ำลง ฐานล้อยาวขึ้น และปรับบาลานซ์น้ำหนักลงที่ล้อหน้าและล้อหลังใหม่ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ช่วงล่างทำงานได้ดีขึ้นทั้งในตอนก่อนเข้าโค้งและออกจากโค้ง      ระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้ามีการเปลี่ยนแผงคอล่างใหม่ให้กว้างขึ้น เพิ่มความแข็งแรง ช่วยให้ควบคุมและเข้าโค้งได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนโช้คหน้าใหม่ ลดค่าสปริงเรทลง แต่ทำให้คอมเพรสชั่นแดมปิ้งกระชับมากขึ้น และรีบาวด์แดมปิ้งนุ่มลง แต่ยังคงใช้โช้คเดิมคือ Showa BFF ช่วยให้หน้าเบาขึ้น  ส่วนโช้คหลังก็โช้คเดิม Showa BFRC โดยปรับให้สอดคล้องกันกับด้านหน้า โดยสปริงเรทมากขึ้น แต่ปรับให้แคมปิ้งนุ่มลงทั้งตอนยุบและตอนคืนตัว ช่วยให้ท้ายรักษาระดับได้เวลาเปิดคันเร่ง ทำให้รถเสถียรมากขึ้น   ปรับปรุงระบบเบรก ผ้าเบรกหลังถูกเปลี่ยนใหม่ให้มีแรงจิกและควบคุมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับย้ายปั๊มหลังเข้าไปด้านในตัวรถมากขึ้น ช่วยให้คนขับไม่รู้สึกเกะกะเวลาขับขี่     ปรับสรีระท่านั่งให้ดีขึ้น ตัวรถออกแบบให้มีสรีระท่านั่งให้ดีและสบายมากขึ้น โดยอัพเดตหลายๆ ส่วน เริ่มจากชิลด์หน้าสูงขึ้น กันลมและลดแรงปะทะได้มากขึ้น ตำแหน่งของแฮนด์ปรับใหม่ ยื่นไปด้านหน้ามากขึ้นและตรงมากขึ้น ช่วยให้ไม่ต้องคู้ตัวมากและเปลี่ยนท่าขับขี่ได้ง่ายขึ้น ปรับตำแหน่งเบาะให้สูงขึ้นในส่วนท้ายของเบาะ ช่วยให้หมอบขับขี่ได้ดี ลดแรงฉุดที่จะเกิดจากลมได้ดีขึ้น และปรับพักเท้าให้สูงขึ้น 5 ม.ม. เพืี่อให้ท่านั่งที่สปอร์ตมากขึ้นและช่วยให้ถ่ายน้ำหนักลงพักเท้าเวลาเข้าโค้งได้ง่ายขึ้น     ปรับโฉมใหม่หมด โดยมีการออกแบบให้สมกับเป็นเจเนอเรชันใหม่ของ ZX-10R โดยคำนึงถึงแอโรไดนามิกเป็นหลัก มีการปรับเปลี่ยนด้านหน้าใหม่หมด ให้แฟริ่งหน้าด้านบนดูซิ่งและเข้ากันกับชิลด์ใหม่ที่สูงขึ้น มีไฟหน้า LED ใหม่ที่หลบเข้าไปใต้แฟริ่งหน้าด้านบนหลบสายตาผู้ขับขี่ และสอดคล้องเรื่องแอโรไดนามิก

BMW S 1000 R 2021

BMW S 1000 R 2021 ปรับใหม่หมดพร้อมอัพเกรดลูกเล่นให้ดีขึ้น แล้วก็ได้ทีของเน็กเก็ดโร้ดสเตอร์พิกัด 1000 ซีซีจากค่ายรถเมืองบาวาเรียนซักที หลังจากปล่อยให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงเปิดตัวมาก่อนหน้านั้นนานนับปี และนี่คือการกลับมาอีกครั้งแบบปรับเปลี่ยนใหม่หมดจดของ BMW S 1000 R 2021 ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก S 1000 RR เครื่องจูนใหม่ เครื่องยนต์นำมาจากเจ้า RR โดยมีการปรับจูนให้เหมาะกับการเป็นโร้ดสเตอร์ขับขี่ในเมืองและชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 1000 ซีซีของมัน ให้กำลังแรง 165 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดที่ 114 ที่ 9,250 รอบ โดยมีกำลังอัดเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนจาก 12.0:1 เป็น 12.5:1 โดยรอบสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 8% และมีการปรับให้เกียร์ 4 5 และ 6 นั้นมีช่วงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การขับขี่ทางไกลเป็นไปได้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ (อ็อปชัน) ป้องกันล้อหลังสับเวลาปิดคันเร่งกะทันหันหรือว่าเชนเกียร์ลงเร็วๆ   ช่วงล่างพร้อมซิ่ง น้ำหนักของรถเบาลงเหลือเพียง 199 กิโลกรัม อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนแชสซีใหม่ โดยลดลงมากถึง 5 กิโลกรัม ซึ่งทำได้จากการปรับเปลี่ยนเฟรมและสวิงอาร์ม โดยมีต้นแบบมาจาก RR และทำให้เบากว่าเดิม และใช้ลักษณะการวางเครื่องยนต์แบบเฟล็กซ์เฟรม ซึ่งใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงของเฟรมและทำหน้าที่รับภาระน้ำหนักของตัวรถมากยิ่งขึ้น เฟรมใหม่ที่ว่านี้ยังมีความเพรียวบางมากขึ้น ทำให้ตัวรถเพรียวบางและช่วยให้ผู้ขับขี่หนีบรถได้กระชับมากขึ้น แฮนด์บาร์ปรับระดับได้ช่วยให้ได้ท่านั่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด  สวิงอาร์มแบบกลับด้านยกมาจาก RR เช่นกัน โดยยกมาพร้อมระบบ Full Floater Pro kinematics ที่ตอนนี้ย้ายออกห่างจากแกนหมุนและเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันการสะสมของความร้อนหรือการสูญเสียความร้อน ให้ทำงานซับแรงได้ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ช่วยให้ได้การยึดเกาะที่ดีมากขึ้นและยางสึกหรอน้อยลง   เทคโนโลยีแน่น ตัวรถมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Rain, Road และ Dynamic มีระบบไดนามิกแทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรก ABS Pro ซึ่งถ้าไม่พอใจสามารถติดตั้งออปชันเสริมได้อีก ตัวรถยังได้รับหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้วใหม่ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนและอ่านค่าได้ง่ายมากๆ อีกด้วย โดยเป็นจอแบบเดียวกับเจ้า RR เลย ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ และที่สำคัญสามารถปรับเปลี่ยนหรือใช้งานได้ผ่านตัวควบคุมที่แฮนด์บาร์ได้อย่างง่ายดาย   ระบบไฟ LED สว่างชัด นอกจากจะมีดีไซน์ไฟหน้าใหม่ที่คล้ายๆ คลึงกับ F 900 R แล้ว ก็ยังมีการปรับมาใช้ไฟแบบ LED ทั้งระบบ ทั้งไฟหน้าและไฟเลี้ยว ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ในส่วนของไฟท้ายนั้นเป็นแบบเดียวกันกับเจ้า RR ที่เป็นไฟเลี้ยวในตัวไฟท้ายเลย นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งระบบ Headlight Pro เพิ่มเติมได้    ส่วนสนนราคาในไทยนั้นคงต้องรอเข้าไทยปีหน้าเลยล่ะครับ งานนี้ใครชอบศึกษาข้อมูลกันไว้ก่อน เก็บเงินรอไว้เป็นเจ้าของได้เลยครับ มาไทยแน่นอน จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Meteor 350 เคาะราคาในไทยแล้ว

Royal Enfield Meteor 350 เคาะราคาในไทยแล้ว สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ครั้งสำคัญของทาง รอยัล เอ็นฟิลด์ ประเทศไทย เลยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเปิดตัวโมเดลที่มีขนาดพิกัดต่ำกว่า 500 ซีซี เรียกว่าเป็นครั้งแรกเลยกับรถพิกัด 350 ซีซีในไทยกับทางแบรนด์เก่าแก่แบรนด์นี้   สำหรับ Royal Enfield Meteor 350 นี้จะมาในสไตล์ของครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิกในช่วงปี 1950 ที่โดดเด่นด้วยสไตล์แบบคลาสสิกอย่างแท้จริง ให้ความสวยงามไร้กาลเวลา โดยจะมีดีไซน์ตามแบบมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวทรงกลม เรือนไมล์ทรงกลม และกระจกทรงกลมเป็นหลัก ถังน้ำมันทรงหยดน้ำเพนท์ลายด้วยมือสุดขลังตามแบบฉบับของทางค่าย ซึ่งก็ดูสวยงามลงตัวดีทีเดียว เครื่องยนต์ของเจ้า Meteor นั้นจะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 349 ซีซีวางบนเฟรมเปลคู่ เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบ และ 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ซึ่งก็ถือว่ากำลังแรงพอเหมาะ ไม่ได้มากมายอะไร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด โดยเกียร์ 5 จะสามารถทำหน้าที่ Overdrive ช่วยให้เร่งแซงได้โดยไม่ต้องถอนเกียร์ลงมาเรียกกำลังเครื่องยนต์ สำหรับช่วงล่างด้านหน้าก็จะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังก็จะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อม ABS ส่วนล้อจะเป็นล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว ด้านหน้าใช้ล้อขนาด 19 นิ้วกับยาง 100/90-19” และด้านหลังใช้ล้อขนาด 17 นิ้วกับยางขนาด 140/70-17” ตามลักษณะของมิติตัวรถในสไตล์ครูเซอร์ เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่จัดมาให้แบบขัดกับหน้าตา เรียกว่าใส่เทคโนโลยีทันสมัยมาให้ค่อนข้างเหมาะสมกับพิกัดรถ โดยระบบไฟหน้าก็จะเป็นหลอดฮาโลเจน แต่ก็แอบมีไฟหรี่แบบ LED ส่วนไฟท้ายเป็น LED แล้ว ตัวรถยังมีระบบเบรก ABS เสริมความปลอดภัยอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมทั้งดิจิตอลและอนาล็อก โดยบอกความเร็วแบบอนาล็อก และข้อมูลอื่นๆ แบบดิจิตอล ทั้งระยะทาง ทริป นาฬิกา ตำแหน่งเกียร์ และอื่นๆ  หน้าจอ Royal Enfield Tripper ที่เป็นหน้าจอนำทางแบบ Turn-by-Turn หรือโค้งต่อโค้ง ใช้งานร่วมกับ Google Maps โดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ตัวรถยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้แฮนด์บาร์ช่วยให้สามารถชาร์จไฟให้กับมือถือของคุณได้อีกด้วย   รอยัล เอ็นฟิลด์ เมทธีออร์ 350 จะมีจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันได้แก่ Fireball, Stellar และ Supernova รุ่น Fireball จะมีให้เลือกทั้งสีแดงและสีเหลือง ล้อสีดำ ขอบล้อสีเดียวกับตัวรถตัดกับสีดำเข้มของเครื่องยนต์และส่วนอื่นๆ ของตัวรถ จำหน่ายในราคา 150,000 บาท   รุ่น Stellar มีให้เลือกทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีดำด้าน มีแฮนด์มือจับแบบโครเมี่ยม มีที่พักหลังเพิ่มความสบายให้กับคนซ้อน จำหน่ายในราคา 155,000 บาท รุ่น Supernovaจะเป็นรุ่นท็อปของโมเดลนี้ มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีน้ำตาลและสีฟ้าทูโทน มีชิลด์หน้าทรงสูงเข้ากับรูปลักษณ์พรีเมียมของรถได้เป็นอย่างดี มีดีเทลเพิ่มเติมที่ล้อ และมาพร้อมกับเบาะนั่งแบบพิเศษ จำหน่ายในราคา 159,500 บาท   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก