SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Yamaha MT-09 SP 2021 กับ 8 จุดที่ต่างไปจากโมเดลพื้นฐาน หากคุณเป็นคนที่สนใจใน MT-09 2021 จากทางยามาฮ่าแล้ว ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน แล้วอ่านบทความด้านล่างนี้ก่อนครับ เพราะยามาฮ่าไม่ปล่อยให้คุณเป็นเจ้าของโมเดลธรรมดาแบบง่ายๆ ต้องทำให้คุณเครียดและลังเลก่อนสักเล็กน้อย เพราะถ้าคุณเงินเหลือมากพอคุณจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกอย่างแน่นอนเพราะทางค่ายมีการปล่อยหมัดเด็ดส่ง Yamaha MT-09 SP 2021 มากระชากเงินในกระเป๋าคุณให้มากกว่าเดิม ว่าแต่เจ้าโมเดลพิเศษนี้มีอะไรต่างไปจากโมเดลสแตนดาร์ดบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่าครับ และนี่คือ 8 จุดที่ต่างออกไปจากโมเดลพื้นฐาน สีและลายกราฟิกพิเศษ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก YZF-R1M ซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย เพิ่มระบบครูซคอนโทรล ช่วยให้ขับขี่เดินทางไกลได้สะดวกสบายมากยิ่งกว่าโมเดลพื้นฐาน ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น โช้คหน้าจาก KYB อัพเกรดเป็นเกรดสูงขึ้น โดยเป็นโช้คขนาด 41 ม.ม. พร้อมเคลือบโค้ตติ่งแบบ DLC หรือ Diamond Like Coating ที่ให้การทำงานของโช้คที่ลื่นและนุ่มนวลถึงขีดสุดพร้อมปรับแต่งได้ทั้งพรีโหลด รีบาวด์แดมปิ้งและคอมเพรสชันแดมปิ้ง โช้คหลังอัพเกรดใหม่ใส่ Ohlins เพื่อให้แมตช์กับโช้คที่ดีขึ้น โช้คหลังก็ต้องอัพเกรดตาม ซึ่งโช้คหลังสามารถปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์แดมปิ้งและคอมเพรสชันแดมปิ้ง โดยปรับผ่านรีโมตได้เลยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม เบาะนั่งเย็บตะเข็มคู่ เพิ่มความแตกต่างและความพรีเมียมให้กับรถ สวิงอาร์มอลูมิเนียมปัดเงาและอโนไดซ์สีคริสตัลกราไฟต์ ให้เข้าคู่กันกับเฟรมของรถได้อย่างลงตัว เพิ่มความโดดเด่นและรายละเอียดให้รถมีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ก้านเบรก ก้านคลัตช์ แฮนด์บาร์และสเตอร์หลังอโนไดซ์สีดำ เสริมความดุดันและความพรีเมียมให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น กระปุกน้ำมันเบรกหน้าและเบรกหลังสีเคลียร์สโม้ก ดูเท่และหรูหราพรีเมียมไปพร้อมๆ กัน และทั้งหมดข้างต้นคือ 8 จุดที่แตกต่างจากโมเดลธรรมดาที่ช่วยให้โมเดลพิเศษนี้พรีเมียมและมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้นไปอีกระดับครับ สนนราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลธรรมดาอยู่พอสมควรล่ะครับ เพราะช่วงล่างที่ให้มาก็ราคาถือว่าค่อนข้างแพง ส่วนราคาไทยนั้นรอกันไปก่อนนะครับผม อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA WAVERUNNER และ “Outboard Motor” เสริมแกร่งตลาดทางน้ำ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินเกมรุกในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ในบทบาทของผู้นำธุรกิจยานยนต์ โดยในปัจจุบันธุรกิจยานยนต์ของยามาฮ่าประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก, รถจักรยานยนต์นำเข้าขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 400 ซีซี, รถกอล์ฟไฟฟ้า และยานยนต์ทางน้ำ ซึ่งในภาพรวมธุรกิจยานยนต์ของยามาฮ่ากำลังเติบโตขึ้นเป็นอย่างดีทั้งในประเทศไทยและในตลาดโลก ได้รับการยอมรับในคุณภาพของสินค้า รวมถึงการบริการหลังการขาย และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้ เป็นปีที่ยามาฮ่าได้เฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ผลิตภัณฑ์ยานยนต์แบรนด์ยามาฮ่าทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เรามีแนวโน้มทางการตลาดที่เติบโตขึ้นจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก พิกัดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึงขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 400 ซีซี ถึงแม้จะมีการระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า 2019 ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยยามาฮ่ามอเตอร์เองก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วยเช่นกัน” “อย่างไรก็ดี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้ปรับตัวและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่าง All New YAMAHA NMAX 155 และ All New YAMAHA WR155R ที่สร้างความนิยมได้ในเวลาอันรวดเร็ว และอีกหนึ่งธุรกิจของยามาฮ่าที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีได้แก่ ตลาดธุรกิจยานยนต์ทางน้ำ ที่มีอัตราการเติบโตของยามาฮ่ามาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2558 โดยมี “WAVERUNNER” และ “Outboard Motor” เป็นตัวชูโรง และยามาฮ่าสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 84% ซึ่งเป็นผลจากคุณภาพของสินค้าที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงการบริการหลังการขาย และการบริการนอกสถานที่ สร้างฐานลูกค้าให้กับแบรนด์ยามาฮ่าที่อยู่คู่กับวงการยานยนต์มามากกว่าครึ่งศตวรรษ” สำหรับธุรกิจยานยนต์ทางน้ำของยามาฮ่าประกอบด้วย YAMAHA WAVERUNNER และ Outboard Motor โดยในปี 2020 YAMAHA WAVERUNNER ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วย 7 โมเดล ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ได้แก่ รุ่น FX Limited SVHO WAVERUNNER หรูระดับ Luxury นับเป็นเรือธงของยานยนต์ทางน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า ขุมพลังซูเปอร์ชาร์จ ที่มีขุมพลังขนาด 1,812 ซีซี เป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดเรือนั่ง และการออกแบบตัวถังด้วย NanoXcel 2 เทคโนโลยี พร้อมกับระบบ RiDE รุ่นใหม่เหมาะกับการขับขี่ในครอบครัว ง่ายต่อการควมคุม รุ่น GP1800R SVHO WAVERUNNER ที่มีขุมพลังขนาด 1,812 ซีซี มาพร้อมระบบซูเปอร์ชาร์จ ออกแบบตัวถังด้วย NanoXcel 2 เทคโนโลยี น้ำหนักเบาแต่ทนทาน พร้อมคว้าชัยในทุกการแข่งขันด้วยการออกแบบ Race Inspired Seat วัสดุของเบาะที่ได้แรงบันดาลใจจากการแข่งขัน ทำให้พื้นผิวของเบาะมีความยืดหยุ่นและยึดเกาะได้เป็นอย่างดี มั่นใจทุกการเข้าโค้ง รุ่น FX Cruiser SVHO WAVERUNNER มาพร้อมขุมพลังขนาด 1,812 ซีซี มาพร้อมระบบซูเปอร์ชาร์จ ตัวถังได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี NanoXcel 2 ที่มีน้ำหนักเบาทว่ามีความทนทาน รวมถึงเทคโนโลยี RiDE แบบใหม่ และเทคโนโลยีสุดหรูเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียม รุ่น EXR WAVERUNNER ที่มีขุมพลังขนาดกะทัดรัดขนาด 1,049ซีซี ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ TR-1 ที่อัดแน่นด้วยพละกำลังอย่างมากมาย ให้อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่น่าประทับใจ รุ่น SUPER JET WAVERUNNER แบบยืน สำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นในชัยชนะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะขนาด 700 ซีซี SUPER JET ยังเป็นตำนานของยามาฮ่าที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเหมาสำหรับผู้ที่แสวงหาความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา Recommended Model รวมถึงรุ่นแนะนำอย่างรุ่น FX CRUISER HO Luxury Performance WAVERUNNER ที่มีความหรูระดับพรีเมียมและความสบายสำหรับการขับขี่ ขุมพลัง 1,812 ซีซี เสริมสมรรถนะด้วยระบบไฮเอาท์พูต ประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิม ออกแบบตัวถังด้วย NanoXcel 2 เทคโนโลยี พร้อมกับระบบ RiDE

All New Honda Scoopy 2021 ปรับใหม่หมดพร้อมเทคโนโลยีจัดเต็ม มาในคอนเซ็ปต์หรือแนวคิดใหม่ว่า “Fun District มันส์…ให้สุดเวย์” โดยในครั้งนี้เป็นการปรับเปลี่ยนแบบใหม่หมดจดทั้งคัน ทั้งภายนอกภายในให้เป็นสกู๊ตเตอร์ดีไซน์ใหม่ที่ขี่ได้สนุก ประหยัดน้ำมัน พร้อมฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกสบาย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองและทุกเพศทุกวัยได้เป็นอย่างดี ในส่วนของดีไซน์นั้นออกแบบดีไซน์ใหม่ทั้งคันในแนวคิด Round Shape AT คือตัวรถจะมีลักษณะกลมมนสวยงาม ทั้งไฟหน้ากลม Modern Ring LED Headlight พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ด้านในโคม ไฟท้ายทรงกลมดีไซน์ใหม่ เรือนไมล์ทรงกลม กระจกมองหลังทรงกลม ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ก็ปรับปรุงใหม่หมดเช่นกัน โดย All New Honda Scoopy 2021 จะมาพร้อมเครื่อง eSP เจเนอเรชันใหม่ขนาด 110 ซีซี ซึ่งมีการออกแบบดีไซน์ห้องเผาไหม้ใหม่ ปรับขนาดกระบอกสูบและระยะชักใหม่ ระบบ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นลูกสูบและระบายความร้อนได้ดีขึ้น ใช้สายพาน 2 ชั้น กำลังแรงขึ้น เร่งติดมือ ขับขี่ได้สนุก แต่ยังประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 55.6 กม./ลิตร พร้อมถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ช่วยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย ตัวรถเลือกใช้เฟรมใหม่ eSAF (Enhanced Smart Architecture Frame) ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ออกแบบมาให้แข็งแรงมากขึ้น แต่น้ำหนักเบาลง ช่วยให้น้ำหนักรถโดยรวมลดลงไปถึง 5 กก. ช่วยให้ขับขี่คอนโทรลได้ง่ายขึ้น และมีความคล่องตัวมากขึ้น มีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกสบายครบครันได้แก่ มีระบบฮอนด้าสมาร์ทคีย์ช่วยให้ปลดล็อกรถได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ (เฉพาะรุ่น Club12) เรือนไมล์ทรงกลมใหม่แบบ Multi Meter ผสมอนาล็อกและดิจิตอล แสดงผลครบถ้วน ทั้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ทริป การแจ้งเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง นาฬิกา และไฟ Eco Lamp เมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดน้ำมันแบบเดียวกับรถยนต์ ช่องจ่ายไฟ USB ในช่องเก็บถุงมือคอนโซลด้านหน้าซ้าย ส่วนด้านขวามีช่องสำหรับเก็บขวดน้ำเหลือแก้วน้ำได้สะดวก ตะขอเกี่ยวอเนกประสงค์สามารถพับเก็บได้ และยังมีสไตล์ย่อยลงไปอีก 3 รุ่น 3 สไตล์ด้วยกันได้แก่ Club12 – Non Typical Asymmetry มีดีไซน์แบบไม่สมมาตร สีสันตัวรถสองข้างจะไม่เหมือนกัน พร้อมล้อแม็ก มีให้เลือก 4 สีได้แก่ แดง-ขาว น้ำเงิน-เหลือง ดำ-เทา และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,100 บาท Prestige – Minimal Yet Playful จะมาในมาดที่เรียบง่าย แต่หรูหรามีระดับ ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ น้ำเงิน และแดง ราคาแนะนำ 49,600 บาท Urban – Unruled Colour Match หลากหลายสีสันในคันเดียว ดูโดดเด่น จัดจ้านไม่เหมือนใคร มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ขาว-เหลือง และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 49,100 บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CB1000R 2021 ปรับใหม่เสริมดุ พร้อมเปิดตัว Black Edition Honda ในยุโรปเปิดตัวโมเดลใหม่หลายโมเดลพร้อมกัน และโมเดลหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นไปได้ที่ชาวไทยจะได้สัมผัสกันเราก็นำเสนอไปแล้วทั้งเจ้า Forza 750 และ X-ADV คราวนี้ก็เป็นทีของนีโอสปอร์ตคาเฟ่เรือธงของทางค่ายปีกนกอย่าง Honda CB1000R 2021 กันสักทีครับ มาโมเดล 2021 จุดๆ หลักที่เปลี่ยนไปก็จะออกไปในแนวทางของการอัพเดตมากกว่าจะเป็นโมเดลใหม่แบบออลนิวนะครับ ก็จะมีในส่วนของหน้าตา ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องยนต์ที่ปรับให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ครับ และก็จะมีรุ่นพิเศษอย่าง Black Edition ที่ก็จะมีความแตกต่างออกไปในเรื่องของสีสันและของติดรถ แน่นอนว่าดำดุดันสมชื่อเลยล่ะครับ ในส่วนของหน้าตานั้นมีการออกแบบท่านั่งให้โน้มไปด้านหน้ามากขึ้นมีความเป็นสปอร์ตดุดันมากขึ้น และปรับให้ตัวรถมีเส้นสายที่เพรียวบางมากขึ้นตั้งแต่หัวจดท้าย โดยปรับเปลี่ยนให้ครอบแผงหม้อน้ำมีขนาดเล็กลง มีซับเฟรมท้ายออกแบบใหม่โชว์สีอลูมิเนียมขับเน้นส่วนท้ายที่มีจุดยึดป้ายทะเบียนที่เล็กลงและมีล้ออลูมิเนียมใหม่แบบ 7 ก้าน เพิ่มฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกด้วยหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนกระทั่งไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ และสามารถควบคุมใช้งานผ่านปุ่มที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย พร้อมกันนี้ยังมีระบบ Honda Smartphone Voice Control หรือระบบสั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยเสียงได้อีกด้วย นอกจากนี้ใต้เบาะก็มีพอร์ต USB ไว้สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนอีกด้วย ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีถูกปรับจูนใหม่ให้ผ่าน Euro5 โดยยังคงมีพละกำลังที่ดีอยู่เช่นเดิมคือ 145 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ โดยส่วนที่เปลี่ยนไปจริงๆ จะมีเพียงการปรับจูนระบบหัวฉีด PGM-FI ให้ส่งกำลังได้ดีและตอบสนองได้ดีขึ้นเท่านั้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ โดยตัวรถใช้คันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Standard, Sport และ User และตัวรถยังสามารถปรับระดับพละกำลังของเครื่องยนต์ เอ็นจิ้นเบรกและืทอร์คคอนโทรลหรือแทร็คชั่นคอนโทรลได้อีก 3 ระดับอีกด้วย ช่วงล่างด้านหน้าเลือกใช้โช้ค Showa แบบ SFF-BP ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Showa เช่นกัน โดยปรับแต่งสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระบบเบรกก็ยังคงเดิมยังคงใช้ดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนขนาดล้อและยางก็เป็นขนาดเดิมคือ 120/70-ZR17” และ 190/55-ZR17” ครับ สำหรับ Black Edition มีจุดต่างออกไปดังนี้ ชิ้นส่วนแทบทั้งหมดถูกทำเป็นสีดำ อาทิเช่น โช้คหน้า คอท่อ ปลายท่อ ซับเฟรม และอื่นๆ ถังน้ำมันสีดำดีพกราไฟต์ มีควิกชิฟเตอร์พร้อมโลโก้ CB บ่งบอกความตรงรุ่น ส่วนสนนราคาก็คงต้องรอกันไปก่อนนะจ๊ะ แต่คิดว่ายังไงเสียก็เข้าไทยแน่นอน และราคาอาจจะแพงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นนะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda X-ADV 2021 ไม่ใช่แค่หล่อขึ้น แต่ยังแรงขึ้นด้วย ล่าสุด Honda ยุโรปก็ได้ทำการปรับปรุงเจ้า X-ADV มอเตอร์ไซค์สไตล์ SUV รุ่นใหญ่ของทางค่าย ในแบบที่เรียกได้ว่าแทบทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เพียงปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น และนับเป็นการอัพเกรดครั้งแรกเลยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2016 หล่อขึ้น มีการปรับเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ดีไซน์ใหม่แบบเดียวกันกับทีร่ใช้ใน CRF1100 Africa Twin ในโคมไฟหน้า LED แบบคู่ แฟริ่งเองก็ดีไซน์ใหม่ให้มีเส้นสายดุดันเฉียบคมมากขึ้น ในส่วนของชิลด์บังลมหน้าก็มีการพัฒนาให้สามารถป้องกันลมและสภาพอากาศได้ดีขึ้นด้วย ทั้งยังปรับได้ 5 ระดับด้วยมือไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพิ่ม โดยในปี 2021 นี้มีสีให้เลือกเพิ่มมากขึ้นอีก 1 สีคือสีแดง Grand Prix Red ส่วนสีเดิม 3 สีก็ยังอยู่ คือสีดำ Graphite Black , สีเงินเมทัลลิก Matte Beta Silver Metallic และสีเทา Pearl Mud Grey แรงขึ้น เครื่องยนต์ใหม่ที่ผ่าน Euro5 ของ X-ADV กลับแรงขึ้น 4.02 แรงม้า แทนที่จะแรงตกลงเพราะต้องคุมเรื่องไอเสีย อีกทั้งยังมีเรดไลน์เพิ่มขึ้นอีก 600 รอบ (กลายเป็น 7000 รอบ) โดยทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 57.80 แรงม้าที่รอบต่ำ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ซึ่งเป็นผลจากการที่วิศวกรของฮอนด้ากลับไปทำการบ้านประสิทธิภาพของเรื่องวาล์วไทมิ่ง ไอดีและไอเสีย โดยออกแบบให้มีช่วงชักยาวและออกแบบห้องเผาไหม้ใหม่รวมถึงเพลาข้อเหวี่ยงแบบมวลเฉื่อยสูงทำให้ได้แรงบิดที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ อีกทั้งยังออกแบบให้มีการใช้ชิ้นส่วนให้น้อยที่สุด โดยให้แต่ละชิ้นส่วนทำงานได้มากกว่า 1 หน้าที่ ทำให้เครื่องยนต์ใหม่เบาลง 1.4 กก.อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราทดในสามเกียร์แรกใหม่ให้ทำอัตราเร่งได้ดีขึ้น ส่วนเกียร์สี่นั้นทดให้สูงขึ้น แต่ในช่วง 5 – 6 นั้นปรับให้ใช้ความเร็วยืนพื้นได้ดีและประหยัดน้ำมัน ลูกเล่นแพรวพราว นอกจากระบบ DCT หรือระบบดูอัลคลัตช์ทรานสมิชชันแล้วที่ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกและง่ายแล้ว ฮอนด้ายังได้ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการขับขี่มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ถึง 5 โหมด ได้แก่ Standard, Sport, Rain, Gravel และ User มีระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชั่นคอนโทรลที่ปรับได้อีก 3 ระดับและปิดเปิดได้ ตัวรถยังมีหน้าจอเรือนไมล์สีพิเศษขนาด 5 นิ้วที่สามารถสั่งงานผ่านระบบ Honda Smartphone Voice Control ช่วยให้สั่งงานด้วยเสียงเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ใต้เบาะจะมีช่องจ่ายไฟแบบ USB แทนที่ช่องจ่ายไฟแบบ 12V แบบที่นิยมใช้กันในรถยนต์ ส่วนขนาดความจุของเบาะก็มีการเพิ่มความจุอีก 1 ลิตรเป็น 22 ลิตร สามารถใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ ด้านในยังมีไฟ LED สำหรับช่วยเพิ่มความสะดวกในการหาของใต้เบาะอีกด้วยครับ มีการปรับตำแหน่งของเบรกมือจากเดิมที่ด้านขวาล่างของแฟริ่งย้ายมาอยู่ที่แฮนด์บาร์ด้านขวา ทำให้สามารถใช้ช่องใส่ถุงมือด้านหน้าได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ขาตั้งรถติดตั้งเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงช่วยให้สามารถจอดรถบนทางชันได้โดยไม่ต้องกลัวรถจะไหลล้มลง แน่นอนว่า Honda ยังเลือกใช้ระบบสมาร์ทคีย์เหมือนกับเจ้า Forza 750 ช่วยให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น สามารถปลดล็อกรถ สตาร์ทรถ เปิดฝาถังและเบาะได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ และยังมีระบบตามหารถซึ่งจะแสดงตัวรถให้เจ้าของหารถได้ง่ายด้วยไฟกระพริบอีกด้วย ยังไม่หมดยังมีฟังก์ชั่นเรื่องความปลอดภัยยังมีระบบไฟ ESS หรือ Emergency Stop Signal ที่จะกระพริบขณะเบรกกะทันหันอีกด้วย พร้อมยกเลิกอัตโนมัติ นอกจากนี้ไฟเลี้ยวเองก็มีระบบยกเลิกอัตโนมัติจากการวัดความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังอีกด้วยครับ ช่วงล่างใหม่ ฮอนด้าใช้เฟรมแบบท่อเหล็กไดมอนด์เฟรมที่ออกแบบใหม่ให้มีความหนาบางแตกต่างไปในแต่ละจุด ช่วยให้น้ำหนักเบากว่าเดิมโดยที่ความแข็งแรงยังคงอยู่ และยังสามารถเพิ่มความจุของช่องเก็บของได้มากขึ้น โดยสามารถลดน้ำหนักไปได้ 1 กก. มีการปรับเปลี่ยนมิติของมุมเรคและระยะเทรลใหม่ให้ตัวรถสามารถซอกแซกในเส้นทางที่มีการจราจรหน้าแน่นได้ดีขึ้น โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนล้อเป็นล้อซี่ หน้า 17 นิ้ว หลัง 15 นิ้วตามลำดับ ระบบเบรกดิสก์หน้าเบรกคู่ขนาด 296 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 พ็อต ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS งานนี้อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆ คนคงอยากจะเสียเงินซื้อ

Honda CRF300L และ CRF300RALLY 2021 ยกเครื่องใหม่พร้อมอ็อปชันใหม่จัดเต็ม เปิดตัวกันแล้วกับ All New Honda CRF300L และ Honda CRF300RALLY 2021 ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ There is no end of the road ซึ่งทาง Honda เชื่อว่าถนนสำหรับรถวิบากไม่มีทางสิ้นสุด และไบเกอร์สายนี่ก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้หลักๆ เลยก็จะมีดังนี้ครับ เครื่องยนต์ใหม่แบบสูบเดียว 300 ซีซี่ สมรรถนะสูงขึ้น แรงบิดดุดัน มีน้ำหนัดลดลง 5 กก. ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับรถในสไตล์นี้น้ำหนักยิ่งเบายิ่งดี ช่วยให้ขับขี่ได้ดี มี Assist Slipper Clutch ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดล้อหลังล็อกหรือสับขณะเชนเกียร์ลงเร็วๆ เพื่อลดความเร็วรถก่อนเข้าโค้งหรืออื่นๆ มิเตอร์ดิจิตอลใหม่ มีเลขบอกเกียร์ ชิฟต์ไลต์หรือไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ และระบบ Peak Hold ตัวบอกความเร็วรอบของเครื่องยนต์ และสำหรับเจ้า CRF300L จะมีไฟหน้าใหม่ LED โฉมใหม่แบบเดียวกับ CRF450L เป็นพี่ใหญ่ สำหรับเจ้า CRF300RALLY เพิ่มความจุถังน้ำมันใหญ่ขึ้นเป็น 12.8 ลิตร มากกว่าโมเดลเดิม 2.7 ลิตร นอกจากนี้พิเศษสุดกับ Honda CRF300RALLY Dirt Addict Edition เป็นการนำเอา CRF300RALLY มาทำเป็นรุ่นพิเศษ ใส่ของแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะกับการลุยในทุกเส้นทางมากยิ่งขึ้น โดยจะมีชุดสีใหม่ การ์ดแฮนด์ Zeta การ์ดไฟหน้า นวมกันกระแทก H2C ที่จับมือถือ แร็คท้าย ท้ายสั้น บังโซ่อลูมิเนียม โดยโมเดลพิเศษจะมีผลิตขึ้นเพียง 100 คันเท่านั้น โดยแต่ละโมเดลเปิดราคาแนะนำดังต่อไปนี้ CRF300L ราคาแนะนำ 145,800 บาท CRF300RALLY ราคาแนะนำ 172,200 บาท CRF300RALLY Dirt Addict Edition ราคาแนะนำ 182,900 บาท โดยทั้ง 2 โมเดลนั้นจะสามารถไปชมคันจริงได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้หรือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปที่ Honda Wing Center และ Honda BigWing ทุกสาขาทั่วประเทศ (ต่างจังหวัดอาจจะช้ากว่านี้ 2 – 3 วัน) และสามารถลงทะเบียนจอง CRF Dirt Addict Edition ได้ที่นี่ ครับ หรือร่วมลุ้นโอกาสได้ไปสัมผัสประสบการณ์ความมัน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความมันส์ ขับจริง ลุยจริง ในที่ที่ “ไม่มีทาง” กับการทดลองขับขี่ ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ณ โป่งดินดำ จ.ชลบุรี รับจำนวนจำกัดเพียง 30 คนเท่านั้น! ลงทะเบียน คลิกเลย https://bit.ly/3n6QkCJ *ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป เพื่อยืนยันการเข้างาน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Green Win by Honda โครงการวินรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจาก Honda A.P. Honda ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย สนองนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ เปิดตัวโปรเจกต์วินสะอาด หรือ Green Win by Honda วินรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่แรกในไทยโดยใช้รถ Honda PCX Electric ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “จากนโยบายของภาครัฐที่หันมาให้ความสำคัญกับยานยนต์พลังไฟฟ้าอย่างจริงจัง ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เราเร่งพัฒนาการศึกษารูปแบบในการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง เริ่มจากการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สร้าง Ecosystem เต็มระบบที่มีทั้งตัวรถ Honda PCX Electric ตัวสถานี Swapping Station สำหรับสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งร่วมพัฒนากับทาง HAUP บริษัท Startup ผู้นำด้าน Shared Mobility ที่ช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย เพียงลงทะเบียนในระบบ และยืนยันตัวตนเมื่อต้องการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเมื่อไม่นานมานี้เรายังได้ร่วมกับ Flash Express และ OR ในการนำ Honda PCX Electric มาใช้ในธุรกิจเดลิเวอรี่ที่กำลังเติบโต ซึ่งทั้งหมดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้งานและสังคมไทย” “ล่าสุดนี้ เราได้ขยายรูปแบบของการนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้กับรถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือที่คนไทยเรียกกว่าวินมอเตอร์ไซค์ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานจากภาครัฐ ก่อให้เกิดโครงการวินสะอาด ซึ่งจะเป็นวินรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยฮอนด้าได้สร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) เพื่อพัฒนาเป็น Ecosystem เต็มรูปแบบ โดยโครงการวินสะอาดจะเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบสนองการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับคนเมืองในอนาคตต่อไป” สำหรับโครงการวินสะอาดนี้เป็นการทดลองใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานจริง โดยทาง เอ.พี. ฮอนด้า ได้จัดสรรมอเตอร์ไซค์ Honda PCX Electric สำหรับใช้ในโครงการนี้ทั้งสิ้น 50 คัน และสร้างสถานีสำหรับสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อีก 10 สถานี โดยเริ่มต้นสถานีแรกที่อาคารจอดรถของโรงแรม Holiday Inn โครงการวินสะอาดเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปตามอัตราค่าโดยสารปกติ และจะมีระยะเวลาโครงการ 1 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ติดตามความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ที่ เว็บไซต์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า www.aphonda.co.th เฟซบุ๊ก fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 2021 สายลุยมาดเข้มเปิดตัวแล้ว หลังจากยั่วเย้าแฟนๆ สายทัวริ่ง สายลุยด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างเรดาร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ช่วยให้มีระบบเสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัยในแบบที่เรียกว่ายกระดับวงการมอเตอร์ไซค์ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็ได้ฤกษ์เผยโฉมหน้า Ducati Multistrada V4 2021 สักที สำหรับโมเดลนี่ก็นับเป็นมัลติสตราดาเจเนอเรชั่นที่ 4 แล้วครับ โดยตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของรถในตระกูลนี้ก็ผลิตรถขายไปแล้วกว่า 110,000 คัน โดยแต่ละเจเนอเรชั่นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด และในโมเดลนี้ก็จะมีไฮไลต์เด่นว่าเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่มีระบบเรดาร์ใช้งาน ดีไซน์หล่อล้ำดุดัน ดีไซน์ใหม่ของมันออกแบบมาโดยมีความมุ่งหมายให้มันมากกว่าแค่ความสวยงาม มันต้องรอบการใช้งานจริงได้ด้วย เช่น การมาของระบบเรดาห์ซึ่งจะต้องติดตั้งไว้ด้านหน้าและด้านท้ายรถโดยที่ไม่มีอะไรบัง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบให้สวยงามกลมกลืนไปกับตัวรถ อีกทั้งต้องคำนึงถึงเรื่องระบบแอโรไดนามิกอีกด้วย ตัวรถมีดีไซน์ที่หล่อเหลาดุดัน ด้านหน้าดูแน่นหนาดุจชายอกสามศอกกล้ามโต ซึ่งเป็นที่อยู่ของถังน้ำมันขนาดใหญ่ 22 ลิตร ส่วนด้านท้ายเพรียวบางเหมือนลืมเล่นกล้ามขาให้ได้อย่างที่ควร แต่มันมีข้อดีคือช่วยให้การยืนขับขี่เวลาต้องลุยนอกเส้นทางถนนทำได้ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่ายอย่างเจ้า Panigale ทำให้เจ้ามัลติคันนี้มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว และรับรู้ได้ทันทีว่านี่แหละรถดูคาติ นอกจากนี้ส่วนหน้าของรถทุกชิ้นตั้งแต่ชิลด์หน้า แฟริ่งหน้า ยันปากนกด้านล่าง ช่องลม ล้วนถูกออกแบบมาให้รองรับแอโรไดนามิกและเรื่องของอุณหภูมิความร้อน เครื่องยนต์ใหม่แรงและเนียน ใช้ขุมพลังใหม่ V4 Granturismo ขนาด 1,158 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้า 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบ แรงบิด 125 นิวตันเมตร 8,750 รอบ เคลมมาว่าจะให้กำลังที่สมู้ทมากๆ และตอบสนองต่อคันเร่งได้แบบดังใจ แถมยังบอกเป็นนัยเรื่องความทนทานมากๆ เพราะว่ามีระยะเช็ควาล์วนานถึงตอน 60,000 ก.ม.กันเลยทีเดียว ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพียบ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใส่เข้ามานั้นมีส่วนช่วยในหลายเรื่องทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสมรรถนะ แน่นอนว่ามีระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยอย่าง IMU ที่ทำงานร่วมกันกับระบบอื่นๆ ได้แก่ ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล และในโมเดล S ก็จะเพิ่ม ระบบไฟหน้าแบบ Cornering Light ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ระบบช่วงล่างปรับไฟฟ้าที่พัฒนามาอีกระดับ หน้าจอเรือนไมล์สีขนาด 6.5 นิ้ว ปรับเปลี่ยนการแสดงผลและภาษาได้ โดยโมเดล S ก็จะเพิ่มจอยสติ๊กสำหรับควบคุมใช้งานเมนูต่างๆ ของเรือนไมล์ได้ง่ายได้ยิ่งขึ้น ตัวจอใหม่นี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธหรือไวไฟเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนได้ในแบบหน้าจอเสมือนสมาร์ทโฟนและควบคุมผ่านจอยสติ๊กได้อีกด้วย มีระบบนำทาง Sygic ในตัว และพิเศษกว่าที่เคยคือบริเวณส่วนบนของถังน้ำมันจะมีช่องเก็บสมาร์ทโฟนและมีช่องจ่ายไฟด้านในแบบ USB ให้อีกด้วย และทีเด็ดที่สุดคือระบบเรดาร์ที่ช่วยให้สามารถติดตั้งระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรล และระบบบลายด์สปอร์ตดีเท็กชัน หรือระบบแจ้งเตือนในมุมอับที่บริเวณด้านหลังรถได้อีกด้วย ช่วงล่างและมิติรถสปอร์ตมากขึ้น เจ้ามัลติสตราดาโมเดลใหม่นี้ใช้เฟรมแบบโมโนค็อกอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาใหม่ มีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับระยะยุบ 170 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยวระยะยุบ 180 ม.ม. ซึ่งแปลกไปจากสไตล์ของดูคาติที่เคยใช้สวิงอาร์มเดี่ยว มีขนาดล้อหน้า 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้วตามลำดับ ล้อซี่ลวดจะเป็นออปชั่นเสริม มีระยะฐานล้อที่สั้นลง ขับขี่ในแบบสปอร์ตได้มากขึ้น มีระยะห่างระหว่างตัวรถถึงพื้น 220 ม.ม.และน้ำหนักรถเปล่าเพียง 215 ก.ก. ทำให้เจ้านกยักษ์คันนี้สามารถมีความคล่องตัวสูงทั้งในแบบของออนโร้ดและออฟโร้ด 3 รุ่นย่อยให้เลือกตามงบและความชอบ เจ้ามัลติสตราดาวีโฟร์คันนี้จะมีให้เลือก 3 รุ่นย่อยด้วยกันได้แก่ รุ่น สแตนดาร์ด รุ่น S และรุ่น S Sport ซึ่งก็จะมีรายละเอียดต่างกันไปดังนี้ รุ่นสแตนดาร์ด สี สีแดง ล้อสีดำ ฟีเจอร์หลัก โช้ค Marzocchi ด้านหน้าโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ปรับแต่งได้ โช้คหลังเดี่ยวปรับแต่งได้ ระยะยุบ 170 ม.ม.และ 180 ม.ม. ตามลำดับ ยาง Pirelli SCORPION™ Trail II ขนาด 120/70-19” และ 170/60-17” ตามลำดับ ระบบเบรก Bosch-Brembo 10.3ME Cornering ABS system จานเบรกหน้าขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Brembo M4.32 4 พ็อต ไฟหน้า LED และเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ หน้าจอแสดงผลสี TFT

BMW R 18 First Edition สุดยอดครูเซอร์ไบค์เยอรมันเปิดตัวแล้ว หลังจากปล่อยให้สาวกสายคลาสสิกรอคอยกันมานานแสนนาน ในที่สุด BMW Motorrad ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเปิดตัวเจ้า BMW R 18 First Edition สุดยอดครูเซอร์ไบค์ที่มีดีไซน์สุดคลาสสิกพร้อมกับขุมพลังบ็อกเซอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย อีกทั้งยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุมากที่สุดของทางค่ายอีกด้วย R 18 First Edition มาในสไตล์ของครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่ มีดีไซน์ในแบบคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา แฝงไปด้วยความหรูหรา โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก R5 มอเตอร์ไซค์คันแรกของค่ายใบพัดสีฟ้าที่ใช้เท้าเข้าเกียร์ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยเครื่องยนต์สูบนอนขนาดใหญ่ ตามมาด้วยชิ้นส่วนโครเมียมสวยงามแววาว ถังน้ำมันทรงหยดน้ำสีดำเพ้นท์ลายแถบของทางค่าย ยึดหมุดโลโก้ใบพัดสีฟ้าด้วยน็อตตามแบบดั้งเดิมเหมือนกับเจ้า R5 ต้นฉบับ ตัวรถใช้ขุมพลังแบบบ็อกเซอร์ 2 สูบนอนขนาด 1802 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดของทางค่าย ทรงกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดก่อนจะไปลงที่ล้อหลังด้วยระบบเพลา (พร้อมระบบ Reverse Assist หรือเกียร์ถอยหลัง) โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอันมหาศาลที่ 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นั้นวางบนเฟรมแบบดับเบิ้ลเครเดิ้ลแบบเดียวกับ R5 มีลักษณะเป็นสโลปไล่ลงมาทางด้านท้ายรถ นอกจากจะให้ความนิ่งเสถียรในทางตรงแล้ว ท่านั่งที่ได้ยังนั่งได้สบายตามหลักสรีระศาสตร์อีกด้วย แถมยังได้เบาะนั่งที่ต่ำนั่งสบายสไตล์ครูเซอร์ที่ 690 ม.ม. โช้คหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้ภาพลักษณ์คลาสสิกแบบดั้งเดิม ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังเฟรมและเบาะยากต่อการมองเห็นจากด้านนอก ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 300 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต เช่นกัน แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS ขนาดล้อ 19 นิ้วและ 16 นิ้วตามลำดับ ส่วนขนาดยางเป็น 120/70 และ 180/65 แบบไม่ใช้ยางในตามลำดับ แม้ว่ารถจะมาในสไตล์คลาสสิก แต่ด้านในกลับเต็มไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัยหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมเสถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนเนิน และระบบไฟหน้าอัตโนมัติ เรียกว่าขัดกับหน้าตารถไปเยอะเลยล่ะครับ ทั้งนี้เจ้า R18 First Edition นั้นเปิดราคาค่าตัวมาที่ 1,150,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาก็ไม่เบาเลย เรื่องความคุ้มค่านั้นยังบอกตอนนี้ไม่ได้ หากทีมงานได้ลองทดสอบแล้วจะมาแถลงไขกันอีกทีนะครับในส่วนนี้ แต่ใครที่เป็นสายคลาสสิกตัวจริง บอกได้เลยว่าโมเดลนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha MT-07 2021 กับ 8 สิ่งใหม่ที่คุณต้องรู้ หลังจากเปิดตัวรุ่นพี่อย่าง MT-09 ไปได้ไม่นาน คราวนี้ก็เป็นคราวของคนน้องยอดนิยมอย่าง MT-07 กันบ้าง ซึ่งคราวนี้ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนแบบใหม่หมดจดทั้งคันเช่นเดียวกับรุ่นพี่ โดยเรียกได้ว่าเป็นน้องชายที่คลานตามกันมาติดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะมีดีไซน์ที่ใกล้เคียงกันมากเลยทีเดียว มาถึงตรงนี้แล้ว เราไปดูกันดีกว่าว่า Yamaha MT-07 2021 มีอะไรใหม่ ดีไซน์ใหม่ เจ้า 07 นั้นมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ MT-09 ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดูดุดัน เฉียบคม และมีความปราดเปรียวมากยิ่งกว่าแต่ก่อน ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์แบบ LED ไฟหน้าใหม่นี้ให้ทัศนวิสัยที่ดีกว่าไฟหน้าแบบเดิม อีกทั้งยังมีข้อดีเรื่องน้ำหนัก ซึ่งเบากว่าเดิม และยังมีดีไซน์เป็นรูปตัว Y แบบเดียวกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นยามาฮ่าอีกด้วย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ แม้จะไม่ได้เป็นเครื่องยนต์แบบบล็อกใหม่ แต่ทางยามาฮ่าก็มีการปรับปรุงใหม่ให้เครื่องยนต์ 2 สูบ CP2 ขนาด 690 ซีซีผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยมีการดีไซน์ท่อไอดีขึ้นมาใหม่ ปรับการจ่ายน้ำมันใหม่ ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 1 ดีไซน์ใหม่ และกล่อง ECU ใหม่ โดยการตอบสนองของเครื่องยนต์จะสมู้ทมากขึ้น แต่ยังคงสมรรถนะที่ดีไว้เช่นเคยเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังแรงม้า 73.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับโมเดลเก่าจะน้อยกว่าอย่างละ 1 หน่วยเท่านั้น ถือว่าทำได้ดี เพราะเป็นการยากที่จะทำให้แรงเท่าเดิมโดยที่ไอเสียและมลภาวะจะน้อยลง ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้น เพื่อให้ประสิทธิภาพเบรกที่ดีขึ้น ทางค่ายจึงมีการเพิ่มขนาดของจานเบรกหน้าคู่จากเดิม 282 ม.ม.เป็น 298 ม.ม. ซึ่งให้แรงเบรกที่ดีขึ้น แต่ไม่ทำให้น้ำหนักรถใต้สปริงเพิ่มมากขึ้นจนรบกวนการขับขี่ แฮนด์บาร์แบบสอบปลายที่กว้างขึ้น แฮนด์บาร์อลูมิเนียมใหม่ที่กว้างขึ้น ช่วยให้ได้ท่านั่งขับขี่ที่สบายมากขึ้น พร้อมกับช่วยให้บังคับเลี้ยวรถที่ความเร็วต่ำ เช่น ตอนกลับรถได้ง่ายขึ้นด้วยครับ เรือนไมล์ LCD ใหม่ หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอลใหม่ แสดงผลแบบอินเวิร์สหรือกลับสี ช่วยให้เห็นข้อมูลต่างๆ ชัดแม้ยามแสงจ้า พร้อมกับปุ่มควบคุมการแสดงผลที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย ไม่ต้องละมือไปกดที่เรือนไมล์ ไฟเลี้ยว LED โมเดลใหม่ให้ไฟเลี้ยวแบบ LED แล้ว นอกจากจะสวยหล่อ ยังช่วยให้ผู้ใช้ถนนร่วมกับเราเห็นเราได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้มากขึ้นตามไปด้วย สีสันและลายกราฟิกใหม่ ยามาฮ่านั้นเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่อง และเรื่องสีสันกราฟิกรถก็ยังคงเป็นผู้นำแฟชั่นอยู่เสมอ โดยสีสันในโมเดลใหม่นี้จะเน้นความพรีเมี่ยมมากขึ้น โดยชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นจะถูกทำให้เป็นสีดำดุดัน และดูพรีเมี่ยมด้วยการทำสีครอบเครื่องด้านนอกด้วยสีคริสตัลกราไฟต์ ที่จะดูคล้ายๆ ประกายเพชรในเนื้อสี และทั้งหมดนี้คือ 8 สิ่งใหม่ที่คุณต้องรู้ของเจ้า MT-07 2021 ครับ ส่วนสนนราคาในไทยนั้นคงต้องรอกันไปก่อน แต่คาดว่าน่าจะไม่หนีจากเดิมมากนักครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-R150 MotoGP Edition เปิดตัวที่อินโดนีเซีย ซูซูกิยังคงเปิดตัวโมเดลในลวดลายพิเศษ MotoGP Edition อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตัวพันยันตัวระดับกลาง ล่าสุดมาถึงสปอร์ตไบค์รุ่นเล็กอย่าง GSX-R150 จนได้ แม้ว่าโมเดลใหม่จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องชิ้นส่วนให้เราได้เห็น แต่แค่เรื่องชุดสีภายนอกอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะเป็นจุดสนใจให้หลายๆ คนแล้วล่ะครับ แถมช่วงนี้ผลงาน MotoGP ของซูซูกิเองก็จัดว่าโดดเด่นไม่น้อยเลย ซึ่งปีนี้ก็จัดว่าเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี เนื่องจากเป็นการครบรอบ 100 ปีของทางซูซูกิ และซูซูกิอินโดนีเซียก็ได้ใช้โอกาสนี้เปิดตัว Suzuki GSX-R150 MotoGP edition ซึ่งเป็นสีแบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่งของทีม Ecstar ในศึก MotoGP นั่นเอง โดยจะมีสีหลักเป็นสีน้ำเงินและสีเงินครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นอกจากเรื่องของชุดสีและลวดลายแล้วนั่นก็จะยังมีสเปกตามเดิมไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 147.3 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้แรงม้า 19 แรงม้า ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบ โช้คหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS เหมาะกับการใช้งานทั้งในเมืองและถนนบนเทือกเขาที่คดเคี้ยวได้อย่างไม่มีปัญหา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Forza350 กับทริปสั้นๆ ใช้งานจริงนั้นเป็นอย่างไรไปดู หลังได้รับกระแสตอบรับด้วยยอดจองสูงสุด และส่งมอบให้ลูกค้าไปได้ระยะนึงแล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะหลังจากการใช้งาน All New Forza 350 ทาง AP Honda จึงได้จัดกิจกรรม Mini Press Trip All New FORZA350 ขึ้นโดยได้เชิญสื่อมวลชนที่ได้ใช้งานรถจริงๆ ในชีวิตประจำวันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งาน ความสะดวกสบาย และประสิทธิภาพเครื่องยนต์ใหม่กันครับ และแน่นอนทาง SuperBike เองก็เป็นผู้ใช้จริงและได้ไปทริปนี้ด้วยครับ โดยเริ่มต้นขับขี่ร่วมกันบนเส้นทางจาก Central Village ลาดกระบัง ไปยังเส้นทางรอบสนามบินสุวรรณภูมิ และบริเวณถนนพระราม 9 จากนั้นร่วมรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร Siam Brasserie และแลกเปลี่ยนนานาทัศนะต่างๆ ระหว่างมื้ออาหารกันอย่างออกรส ทั้งในเรื่องการตอบสนองของระบบ eSP+ อันเร้าใจ พร้อมกับระบบช่วงล่าง รวมถึงแอโรไดนามิคที่ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สมรรถนะการใช้งานบนถนนจริง และเรื่องราวของเทคโนโลยีใหม่ ไปจนถึงการตกแต่งเพิ่มสมรรถนะกันเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่ต่างออกไปและสัมผัสได้ของเจ้า Forza 350 ก็มีดังนี้ เครื่องยนต์ใหม่ eSP+ 4 วาล์ว แรงสุดในคลาส กับขุมพลังบล็อกใหม่ โดยความแรงมาจากการขยายกระบอกสูบเป็น 77 ม.ม. ระยะช่วงชักขยับเป็น 70.7 ม.ม. กระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม แรงขึ้น ลื่นขึ้น บวกกับหม้อกรองอากาศขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 5.5 ลิตร ระบบระบายไอเสีย คอท่อแบบสแตนเลสที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ลดแรงเสียดทานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย้ายหม้อน้ำตำแหน่งใหม่ ไร้กังวลเรื่องความร้อน เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบส่งกำลังอัพเกรดใหม่ พร้อมเพิ่มคลัตช์เป็น 5 ก้อน การจับตัวของหน้าคลัตช์ดีขึ้น แม่นยำและฉับไวยิ่งขึ้น ชุดแฟริ่งด้านหน้าใหม่หล่อขึ้น วินชิลด์หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า ปรับได้สูงขึ้นอีก 40 มม. ลดแรงลมปะทะได้สูงสุดถึงระดับ 150 มม. เดินทางไกลได้สะดวกสบาย ลดอาการเมื่อยล้าขณะขับขี่ หน้าปัดเรือนไมล์ดีไซน์หรู พร้อมฟังก์ชั่นอัจฉริยะที่ครบครันแบบรถระดับพรีเมียม มิติตัวถังที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลง ขับขี่คล่องตัวยิ่งขึ้น ไปได้ไกลกว่าเดิม 10 กม. – สำหรับมิติตัวถังความยาวที่เพิ่มขึ้น 5 มม. เป็น 2,147 มม. ความกว้างเท่าเดิมที่ 754 มม. ส่วนความสูงปรับเตี้ยลง 109 มม. เป็น 1,362 มม. ความสูงเบาะนั่งเท่าเดิมที่ 780 มม. -น้ำหนักตัวถังเพิ่มขึ้น 2 กก. เป็น 185 กก. และความจุถังน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 11.7 ลิตร (จากเดิม 11.5 ลิตร) ซึ่งก็เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์และส่วนที่รองรับกันที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เรียกว่าสมกับความเป็น Premium Brand และตอกย้ำความเป็นยอดสกู๊ตเตอร์อย่างแท้จริงดังคำนิยาม สัมผัสเทคโนโลยีสุดล้ำฟอร์ซ่า350 “เ พราะที่สุด มีเพียงหนึ่งเดียว” ได้แล้วที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำ 173,500 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมดสี่สี ได้แก่ สีดำ สีขาว-น้ำเงิน สีแดง-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CRF250L และ CRF250RALLY 2021 อัพเกรดใหม่ในรอบหลายปี Honda CRF250L นั้นเป็นรถที่ผ่านการวิวัฒนาการเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในทุกๆ วัน ทั้งบนท้องถนนทั่วไปและบนเส้นทางนอกถนน โดยใช้แนวคิดว่าจะต้องขับขี่ได้ง่ายทั้งในเมืองและไม่ทิ้งสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโร้ดที่ดีไป ส่วนเจ้า CRF250RALLY นั้นถูกพัฒนาในแนวคิดว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์สำหรับช่วงสุดสัปดาห์ที่ให้กลิ่นอายของรถแข่งดาการ์ ซึ่งครั้งนี้เจ้าแรลลี่ได้รับการปรับปรุงใหม่หมดทั้งคันไปพร้อมกับๆ เจ้า 250L แต่ตัวเองจะยังคงเด่นในเรื่องของชิลด์หน้าขนาดใหญ่ ถังน้ำมันที่จุได้มากกว่าและไฟหน้าที่แตกต่างออกไป แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีรายละเอียดสเปกอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Honda ก็ได้แง้มๆ มาว่าทั้ง 2 โมเดลจะมีการปรับเครื่องยนต์มาใหม่ให้มีกำลังในช่องรอบต่ำถึงกลางที่มากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนไอดีและไอเสีย ไล่ตั้งแต่กรองอากาศไปยันท่อไอเสียจนถึงปลายท่อ นอกจากเครื่องยนต์แล้วยังมีการปรับตัวรถภายนอก โดยมีการดีไซน์เฟรมขึ้นใหม่มีความแข็งแรงและบาลานซ์ดีขึ้น รวมถึงมีน้ำหนักที่เบาลง มีการเพิ่มระยะยุบของโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความสามารถในการขับขี่บนท้องถนนและนอกถนนให้ดียิ่งขึ้น และโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมระบบเบรกแบบ ABS แบบ 2 แชนเนลแล้ว คือระบบเบรก ABS ทำงานล้อหน้าและล้อหลังแยกอิสระต่อกัน โดยเจ้า 250L จะมีดีไซน์ที่ดุดันมากขึ้นตามแบบของรถแข่งโมโตครอสหรือ CRF450R โดยมีชุดสีสันและลายกราฟิกแบบเดียวกัน รวมไปถึงไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ด้วย ขณะที่เจ้า Rally จะให้ภาพลักษณ์พร้อมผจญภัยแบบเดียวกับรุ่นพี่อย่าง CRF450Rally ซึ่งใช้ในการแข่งดาการ์เป็นหลัก โดยยังคงไว้ซึ่งไฟหน้าแบบไม่สมมาตรแบบ LED ซึ่งให้ความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังมีการพัฒนาในส่วนของการประหยัดน้ำมันและถังน้ำมันที่มีความจุมากกว่า 250L ทั้งนี้ต้องรอรายละเอียดสเปกต่างๆ อีกครั้งหลังจากวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Trident 660 เน็กเก็ตระดับกลางที่พร้อมจะเขย่าวงการบิ๊กไบค์ เผยโฉมหน้าออกมาแล้วกับ Triumph Trident 660 เน็กเก็ตโร้ดสเตอร์ระดับกลางคันล่าสุดจากทางค่ายผู้ดี ที่ทางไทรอัมพ์ระบุมาว่าราคาจับต้องได้อย่างแน่นอน เจ้าสามง่ามคันนี้มาในสไตล์แบบผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์น ซึ่งเป็นสไตล์ที่เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน และยังคงความเป็นไทรอัมพ์หรือรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มีไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลมแบบคลาสสิก ถังน้ำมันทรงเอกลักษณ์เว้ารับขาในแบบของทางค่าย มีความโค้งมนดูลื่นไหลตลอดทั้งคันตั้งแต่หัวจรดท้าย และแน่นอนว่ามีฟีเจอร์ในแบบของรถสมัยใหม่มาครบครันสมกับรถในพิกัดนี้ เครื่องยนต์ของไทรเดนท์นั้นเป็นเครื่องบล็อกใหม่สำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะ โดยใช้เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 660 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่มือคลัตช์ ช่วงล่างที่ให้มาถือว่าอยู่ในระดับดี เพราะให้โช้คหน้าหัวกลับและโช้คหลังเดียวปรับพรีโหลดจาก Showa มา ในส่วนของระบบเบรกนั้นดิสก์เบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin ส่วนสิ่งที่ทำให้รถคันนี้มีความโมเดิร์นหรือทันสมัยขึ้นมานั้นก็เป็นเทคโนโลยีตามยุคสมัยที่ถูกใส่เข้ามา อาทิ เรือนไมล์แบบสี TFT ระบบไฟแบบ LED ทั้งระบบ ระบบเบรก ABS ตัวรถยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ โหมด Road และ โหมด Rain ซึ่งจะมีแทร็คชั่นคอนโทรลทำงานร่วมด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเปิดปิดได้อีกด้วย มิติของตัวรถนั้น ทางไทรอัมพ์ระบุว่าจะให้การควบคุมที่ดี โดยให้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบสปอร์ต มีความคล่องตัว และสไตล์ดอันโดดเด่น ตัวถังออกแบบใหม่หมดเพื่อความสะดวกสบายตามหลักสรีรศาสตร์ในการขับขี่ อีกทั้งตัวรถยังมีเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก และยังมีน้ำหนักเบาเพียง 189 ก.ก.เท่านั้น สุดท้ายนี้ทางค่ายยังเคลมมาว่านอกจากราคาจะดีแล้ว ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่หลายๆ คนกังวล ก็จะน้อยกว่ารถในระดับเกียวกัน โดยใช้เวลาเซอร์วิสน้อย และมีรอบการเช็คระยะที่ 16,000 ก.ม. รวมถึงรับประกัน 2 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง ส่วนสนนราคานั้นคาดว่าน่าจะได้ทราบกันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada 950 กลายเป็นรถตำรวจที่โบโลญญา อิตาลี และนี่คือการร่วมมือกันอีกครั้งระหว่าง Ducati และเทศบาลเมืองโบโลญญา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของผู้คนบนท้องถนน โดย Ducati ได้ส่งมอบ Multistrada 950 จำนวน 25 คันให้กับทางตำรวจในท้องที่โบโลญญา เพราะก่อนหน้านี้ทางดูคาติก็ให้การช่วยเหลือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาโดยตลอดและต่อเนื่อง โดยมีพิธีการส่งมอบที่สำนักงานใหญ่ของตำรวจท้องที่ในโบโลญญา โดยมี Claudio Domenicalli CEO ของทาง Ducati กับ Virginio Merola นายกเทศมนตรีและผู้กำกับการตำรวจเทศบาลเมือง Romano Mignani เป็นสักขีพยานร่วมกันเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ไบค์เกอร์อย่างเราๆ ก็หนีไม่พ้นรถของท่านเจ้าหน้าที่ที่หล่อเหลาเหลือเกิน โดยมาในชุดกราฟิกใหม่พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติมระดับท็อป เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด ตัวรถที่ใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11 ° 2 สูบขนาด 937 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้า 113 ตัวที่ 9,000 รอบและแรงบิดที่ 96 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ ยังมาพร้อมระบบหน่วยประมวลผลวัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบเบรกแบบ Cornering ABS จาก Bosch ระบบช่วยทรงตัวรถขณะขึ้นหรือลงทางลาดชัน และอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยแล้ว แม้ตัวรถที่ดีมีระบบต่างๆ ครบครันแล้ว มันยังไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัตงานของทางเจ้าหน้าที่ จึงต้องเติมอุปกรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่เพิ่มเจ้าอีก อาทิ ไฟกระพริบแบบ LED 3 จุดพร้อมขาที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และไฟเรนแบบทูโทน สำหรับบ่งบอกว่ากำลังปฏิบัติงานอยู่ และเพื่อให้ผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนช่วยหลบหลีก ระบบวิทยุสำหรับสื่อสารของทางเจ้าหน้าที่ กระเป๋าข้างรถเองก็ไม่ใช่แค่ใส่ของทั่วไปของตำรวจ แต่มาพร้อมชุดปฐมพยาบาลและเสบียงฉุกเฉินสำหรับเจ้าหน้าที่ 1 คน โดยระบบต่างๆ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มพิเศษขึ้นมา ยังสามารถควบคุมด้วยระบบควบคุมส่วนกลางพร้อมปุ่มควบคุมที่มีแบ็กไลต์หรือไฟส่องสว่างด้านหลังให้ใช้งานในที่มืดได้ และที่สำคัญคือสามารถกันน้ำได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเจ๋งกว่ารถคนทั่วไป และผมก็เชื่อว่าหลายๆ คนอยากจะลองขี่หรืออยากลองเป็นเจ้าของรถที่มีระบบอะไรแบบนี้เหมือนผมใช่มั้ยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MT-09 2021 กับ 12 จุดเด่นใหม่ที่ต้องร้องว่าแจ่มมาก หลังจากปล่อยทีเซอร์สั้นๆ ทาง Youtube ได้ไม่นาน Yamaha ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว All New MT-09 2021 เน็กเก็ตไบค์ตัวแรงที่ตอนนี้บอกได้เลยว่าสเปกร้อนแรงเป็นเบอร์ต้นของเน็กเก็ตพิกัดนี้เลยทีเดียว และในบทความนี้เราก็ได้สรุปเอา 12 จุดเด่นใหม่ที่ต้องร้องว่าแจ่มมากมาให้แฟนๆ SuperBike ได้ทำความเข้าใจกับโมเดลใหม่นี้ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วกันครับ ขุมพลังใหม่ใหญ่กว่าแรงกว่า เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่อง CP3 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ แต่มีความจุดมากขึ้นเป็นขนาด 889 ซีซี ใหญ่ขึ้น 42 ซีซี แต่มีน้ำหนักเบาลง 1.7 ก.ก. ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แรงขึ้นในทุกย่านความเร็วรอบ โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ (แรงขึ้น 4 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบซึ่งมากขึ้น 7 เปอร์เซนต์และมาถึงในรอบที่ต่ำลง นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของหัวฉีดใหม่มาทางด้านข้างของวาล์วปีกผีเสื้อและฉีดเข้ามาที่ด้านหลังของวาล์วไอดี ช่วยให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันดีขึ้น ตัวรถเบากว่าเดิม แน่นอนว่าเมื่อน้ำหนักเบาอะไรๆ ก็ดีขึ้น ยิ่งช่วยให้รถของคุณทำความเร็วได้ดีขึ้น ช่วยให้ควบคุมตัวรถได้ง่ายขึ้นด้วย ขับขี่ได้มั่นใจขึ้นด้วยครับ ซึ่งน้ำหนักเบาลง 4 ก.ก. ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนต่างๆ โดยใช้แชสซีเดลต้าบ็อกซ์อลูมิเนียมใหม่ที่มีน้ำหนักเบาลง 2.3 ก.ก. สวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่เบาลง และล้อ 10 ก้านใหม่น้ำหนักเบา ขับขี่ได้คล่องตัว ตัว MT-09 ใหม่นั้นขับขี่ได้ลื่นไหล คล่องตัวมากขึ้น เพราะตัวรถใหม่มีระยะฐานล้อที่สั้นลงนั่นเอง ดีไซน์ใหม่ดุดันล้ำสมัย ดีไซน์ใหม่ของโมเดลปี 2021 นั้นมีความดุดัน โดยไม่มีชิ้นส่วนแฟริ่งมาบดบังเครื่องยนต์ ให้ภาพลักษณ์ดิบ ดุดัน ทรงพลังจากเครื่องยนต์ 3 สูบขนาดใหญ่ มีไฟหน้าแบบ LED โปรเจ็กเตอร์ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความล้ำสมัย และดูพรีเมียมด้วยการเก็บสีเฟรมด้วยสีคริสตัลกราไฟต์ ทัศนวิสัยดี ทัศนวิสัยยามค่ำคืนสว่างชัดเจนด้วยระบบไฟ LED เต็มระบบ โดยไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์ใหม่ทรงตัว Y สื่อถึงความเป็น Yamaha สับเกียร์ได้สนุก อัพเกรดไปอีกขั้นให้คุณสับเกียร์ได้สนุกด้วยควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มือคลัตช์เบาและปลอดภัยมากขึ้น ตัวรถมีการปรับปรุงระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระที่มือคลัตช์ และช่วยลดอาการที่ล้อหลังเวลาเชนจ์เกียร์ลงเร็วๆ เพื่อลดความเร็ว ก่อนจะเข้าโค้ง ทันสมัยด้วยด้วยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย เป็นอีกสเต็ปของการพัฒนาและยกระดับเน็กเก็ตไบค์พิกัดนี้ของทางค่าย โดยมีการติดตั้งเซ็นเซอร์และตัวประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แบบ 6 เกณฑ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาให้ดีขึ้นกว่าเดิมโดยมีขนาดเล็กลงและเบายิ่งขึ้น แน่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เสริมความปลอดภัย แน่นอนว่าเมื่อมีเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ยามาฮ่าก็เลยจัดเต็มระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยมาอย่างเต็มที่ ทั้งแทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล และระบบกันยกล้อ ซึ่งสามารถปรับได้ 3 โหมด ระบบเบรกที่ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าระบบเบรกมาพร้อมระบบเบรก ABS อยู่แล้ว แต่มีการเพิ่มระบบควบคุมแรงเบรกมาอีกขั้น พร้อมกับอัพปั๊มบนเป็นแบบเรเดียลด้วย ซึ่งก็จะสามารถควบคุมเบรกได้ดั่งใจมากกว่าครับ ซึ่งรถแข่งก็ใช้แบบนี้ครับ ระบบกันสะเทือนอัพเกรดใหม่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจัดหนักมาเป็น KYB แบบหัวกลับปรับแต่งค่าได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ ด้านหลังเป็น KYB และปรับแต่งค่าได้เช่นกัน ซึ่งมีการปรับแต่งมาจากโรงงานมาแล้วระดับนึง หน้าจอเรือนไมล์สี หน้าจอเรือนไมล์สีซึ่งตอนนี้กลายเป็นมาตรฐานของมอเตอร์ไบค์สมัยใหม่แล้ว โดยยามาฮ่าจัดมาให้มีขนาด 3.5 นิ้ว และสามารถสั่งงานผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ได้เลย สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเพราะไม่ต้องปล่อยมืออกจากแฮนด์เพื่อปรับเปลี่ยนการแสดงผลหน้าจอ และทั้งหมดนี้คือ 12 จุดเด่นใหม่ที่มีเพิ่มหรือปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาในโมเดลใหม่รับปี 2021 นี้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V4 S Dark Stealth สีใหม่พร้อมรับ Euro5 เวลาที่คุณคิดถึง Ducati คุณมักจะคิดว่ามันจะต้องเป็นสปอร์ตไบค์สีแดงใช่มั้ยครับ เหมือนกับเวลาที่คุณคิดถึง Ferrari ที่มักจะนึกออกได้ว่ามันคือซูเปอร์คาร์สีแดง เพราะสีแดงเป็นสีที่โดดเด่นและทำให้คุณรู้สึกว่ามันหรูหราและดูแพง อีกทั้งการที่ใช้สีที่โดดเด่นเฉพาะตัวยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ได้เป็นอย่างดี ทว่าการใช้สีใดเพียงสีหนึ่งอยู่ตลอดไป ย่อมทำให้ได้ใจลูกค้าเพียงแค่กลุ่มนึงเท่านั้น อย่างเช่นกับเจ้า Streetfighter V4 ที่เปิดตัวมาเพียงแค่สีเดียวคือ Ducati Red เล่นเอาบางคนอาจจะเซ็งได้ แต่โชคดีที่ปี 2021 ทางค่ายก็เห็นอกเห็นใจจัดชุดสี Dark Stealth มาให้พร้อมกับปรับเครื่องยนต์ให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกด้วยครับ ก่อนหน้านี้ก็จะมี Scrambler, Scrambler 1100 Pro และ Monster ที่ได้ถูกทำการย้อมดำเช่นเดียวกัน มาคราวนี้เป็นคิวของซูเปอร์เน็กเก็ต V4 S ที่ถูกจับทำสีดำด้าน แต่งแต้มด้วยชิ้นส่วนสีเงินอย่างบริเวณ แผงหม้อน้ำ พักเท้า และครอบปลายท่อช่วยขับเน้นตัวรถให้สวยงามลงตัว ส่วนตัวอักษรบอกรุ่นเลือกใช้สีแดงเพื่อให้ไม่ทิ้งสายเลือดของตัวเอง นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้วทางค่ายยังได้ทำการปรับปรุงเพื่อให้รถสามารถขายได้ตามกฎหมายใหม่ที่บังคับให้ต้องผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5 ทำให้ต้องมีการเลือกใช้วัสดุใหม่ๆ และทำให้ตัวแคทในท่อไอเสียใหญ่ขึ้น และทางวิศวกรยังได้ติดตั้งออกซิเจนเซ็นเซอร์ในแต่ละกระบอกสูบและปรับปรุงท่อไอเสียที่ต่อท้ายกระบอกสูบให้สั้นลงและแคบลงกว่าเดิม มีการวางแนวทางเดินไอเสียใหม่ด้วย นอกจากเรื่องของการปรับเรื่องไอเสียแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนปั๊มเบรกหน้าใหม่และมีการใช้คลัตช์ใหม่แบบเดียวกับเจ้า Superleggera V4 อีกด้วย ถึงแม้ว่าจะปรับให้รองรับ Euro5 แต่สาวกไม่ต้องกลัวไป เพราะเครื่องยนต์ขนาด 1,103 ซีซียังคงให้แรงม้าที่ 208 ตัวและแรงบิดที่ 90 ฟุตปอนด์เช่นเดิม แต่แรงม้าสูงสุดจะได้ในรอบที่สูงกว่าเดิมเล็กน้อย โดยได้ที่ 13,000 รอบ สูงกว่าเดิม 250 รอบ แต่แรงบิดมาไวขึ้นจากเดิมที่ 11,500 รอบกลับลดลงมาเหลือแค่เพียง 9,500 รอบเท่านั้น เรียกว่ายังแรงจนหน้าตึงอยู่ไม่ต้องวิตกไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ใบขับขี่บิ๊กไบค์ มาแน่ หลัง 19 ก.พ. 64 ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกฎกระทรวงคมนาคม เรื่องการขอและการออกใบอนุญาตขับรถและการต่ออายุใบอนุญาต พ.ศ. 2563 ซึ่งเนื้อหาจะเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ในการทำใบอนุญาตขับรถต่างๆ โดยจะมีผลบังคับใช้ 120 วันหลังจากลงในราชกิจจานุเบกษา หรือคือตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปครับ ดูเนื้อหาประกาศโดยละเอียดได้ที่ลิงก์นี้ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/088/T_0006.PDF สรุปคร่าวๆ ที่เกี่ยวกับชาวสองล้อก็คือ หลังจากที่ หลักๆ แล้วทำใบขับขี่แบบไหนก็ตามต้องมีใบรับรองแพทย์เสมอ และสำหรับคนที่จะขับขี่บิ๊กไบค์จะต้องอบรมและทดสอบเพิ่มเติม และรถคันที่จะนับเป็นบิ๊กไบค์คือมีแรงม้าตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป (ประมาณ 47 แรงม้า) ขึ้นไป หรือมีความจุ 400 ซีซีขึ้นไป อย่างใดอย่างนึงถึงเกณฑ์ให้ถือว่าเป็นบิ๊กไบค์ ตัวอย่าง รถ A มีแรงม้า 47 แรงม้า แต่ 399 ซีซี ก็ถือว่าเข้าค่ายบิ๊กไบค์ หรือถ้ารถ B 400 ซีซี แม้แรงม้าจะไม่ถึงก็ถือเป็นบิ๊กไบค์ ทั้งนี้ต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้งว่าจะต้องอบรมนานเท่าไหร่ มีการทดสอบขับขี่แบบไหนบ้างอีกครั้งครับ แต่จากการคาดการณ์แล้ว ทางค่ายรถน่าจะมีการดำเนินการอบรมและจัดทดสอบในส่วนนี้ให้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทางนึงครับ หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร ทางเราจะรีบนำมาแจ้งให้ทราบกันทันทีครับ โดยเฉพาะเรื่องรายละเอียดของการอบรม และการทดสอบการขับขี่เพิ่มเติม ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GROM เวอร์ชั่นพร้อมแข่ง แต่งอะไรบ้าง และที่คุณเห็นนี่คือเวอร์ชั่นพร้อมซิ่งของ Honda GROM ที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า Race Base Version ซึ่งมีจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2021 เป็นต้นไป เจ้าเรซเบสเวอร์ชันคันที่คุณเห็นอยู่นี้มีพื้นฐานมาจาก GROM ที่ทางเอพี ฮอนด้าเพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้นี่แหละครับ แต่มีการปรับเปลี่ยนเอาส่วนเสริมความปลอดภัยที่ไม่จำเป็นต่อการแข่งขันในสนามออกไป เช่นไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟท้าย และสวิตช์ควบคุมไฟส่องสว่างต่างๆ กระจกมองหลัง จากนั้นก็มีการติดตั้งชุดแต่งจากทาง HRC เข้าไป เช่น ECU ใหม่จาก HRC อกล่าง ท่อไอเสียใหม่ ยางใหม่ การ์ดเบรก ชุดเกียร์โยง เป็นต้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการตกแต่งทำสีสันและลวดลายใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากสีสันของ CBR1000RR-R ที่ใช้ โดยนำกราฟิกแบบถอดแบบมาเลยก็ว่าได้ครับ จัดว่าหล่อๆ เลยล่ะครับพี่น้อง โดยในปีหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีรายการแข่งแบบวันเมคเรซ หรือมีแต่รุ่นนี้ให้แข่งขันกันโดยเฉพาะอีกด้วยครับ งานนี้การจะได้เป็นเจ้าของอาจจะเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าหากจะตกแต่งตามน่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะฮอนด้าเองก็บอกแล้วว่าออกแบบมาให้ง่ายต่อการตกแต่งโมดิฟายด้วยตัวเอง ผมนี่รอชมโมเดลนี้ที่ผ่านการคัสตอมโดยฝีมือชาวไทยเลยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha R1 Piro Replica เปิดให้ประมูลเป็นเจ้าของแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาระหว่างการแข่งขัน WorldSBK เรซที่ 2 ของการแข่งขันในรุ่นซูเปอร์ไบค์นั้นมีอะไรที่พิเศษกว่าปกติ ไม่ใช่แค่เพียงว่าไปจัดการแข่งขัน WorldSBK ที่ Estoril ในประเทศโปรตุเกสอีกครั้งหลังไม่ได้จัดมานานถึง 27 ปี แต่ยามาฮ่ายังใช้โอกาสนี้เพื่อให้ทุกคนได้ระลึกถึง Fabrizio Pirovano นักแข่ง WorldSBK อีกคนนึงจากทางค่ายส้อมเสียง เมื่อ 27 ปีที่แล้ว Fabrizio Pirovano ได้คว้าชัยชนะเรซที่ 10 ของเขาและเป็นชัยชนะครั้งสุดท้ายของเขาในศึก SBK ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาและจัดเป็นเรซที่เขาต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างหนัก จนนับได้ว่าเป็นเรซที่น่าจดจำมากที่สุดอีกเรซนึงเลยก็ว่าได้ เนื่องในโอกาสนี้ทางยามาฮ่ายุโรปจึงได้ทำโมเดลพิเศษ Yamaha R1 Piro Replica ขึ้นมาโดยมีพื้นฐานมาจาก R1 2020 โดยมาในโทนสีขาวและชมพูของ YZF 750 SP หมายเลข 5 ซึ่งเป็นรถแข่งของ Fabrizio ที่ใช้คว้าชัยในปี 1993 ในโอกาสนี้มี Alessandro Gramigni อดีตแชมป์โลก GP รุ่น 125 ซีซีและอดีตนักแข่ง SBK อีกทั้งยังเป็นคนสนิทของ Fabrizio มาเป็นคนขับโชว์ก่อนการแข่งขันในเรซที่ 2 ศึก WorldSBK จะเริ่มต้นขึ้น และตอนนี้เจ้า Piro Replica ก็ได้เปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของได้ผ่านการประมูลออนไลน์ในเว็บ ebay โดยนำเงินรายได้ไปช่วยเหลือมูลนิธิที่วิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตของ Fabrizio ไปในปี 2016 โดยสามารถคลิกเข้าร่วมประมูลได้ที่นี่ Pirovano เคยได้รองแชมป์โลกในการแข่งขันซูเปอร์ไบค์ปีแรกของเขาเมื่อปี 1988 และในปี 1990 ก็ได้รองแชมป์อีกครั้ง ต่อมาในปี 1997 เขาย้ายไปแข่งในรุ่นซูเปอร์สปอร์ตและก็สามารถคว้าแชมป์โลกมาได้กับรถ Suzuki และในปี 2006 ราชันย์แห่ง Monza ก็ได้ถอนตัวจากการแข่งขันในปี 2006 และในปี 2016 เขาก็ได้จากโรคนี้ไปหลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XSR คือคำตอบ หากคุณต้องการสไตล์ แต่หัวใจก็ยังชอบความแรง Yamaha XSR700 และ XSR900 นั้นล้วนแต่เป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่อยู่ในกลุ่มสปอร์ตเฮริเทจของทาง Yamaha XSR คือ ผลงานที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานเข้าด้วยกันระหว่างสององค์ประกอบที่มีความสำคัญ นั่นก็คือ สไตล์ในแบบคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนก่อกำเนิดเป็นรถที่สไตล์ใหม่ที่นอกจากจะดูโดดเด่น หล่อเท่ ไม่เหมือนใครแล้ว ยังมีความแรง มีสมรรถนะที่ดีและตอบโจทย์การใช้งานในแบบของรถสมัยใหม่อีกด้วย มอเตอร์ไซค์ในตระกูล XSR จะโดดเด่นที่ไฟหน้า ไฟท้าย และเรือนไมล์แบบทรงกลมตามแบบของคลาสสิกไบค์ นอกจากนี้การไม่มีแฟริ่งมาปกปิดชิ้นส่วนอลูมิเนียม ยังให้ความรู้สึกถึงความดิบเถื่อน เส้นสายและสีแฝงไปด้วยกลิ่นอายของยุคสมัย นอกจากเรื่องสไตล์ที่ดูสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลาแล้ว สมรรถนะของรถในตระกูลนี้ที่มาพร้อมแนวคิด Faster Sons ก็ยอดเยี่ยมไม่ยิ่งหย่อนลงไป โดยเอ็กซ์เอสอาร์ใช้เครื่องยนต์ตระกูลครอสเพลน ซึ่งโดดเด่นในเรื่องของแรงม้าและแรงบิดที่ดีไม่เหมือนใคร โดยเจ้า XSR700 ใช้เครื่องยนต์ครอสเพลนแบบ 2 สูบเรียง 689 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 74.8 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยมีช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว ดิสก์เบรกหน้าคู่ ดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ส่วนพี่ใหญ่อย่าง XSR900 ใช้เครื่องยนต์ครอสเพลนแบบ 3 สูบเรียง 847 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงถึง 113 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดหนักหน่วงถึง 87.4 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ โดยมีช่วงล่างด้านหน้าเป็นอัพไซด์ดาวน์ โช้คหลังเดี่ยว ดิสก์เบรกหน้าคู่ ดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS นอกจากนี้ตัวรถทั้งสองโมเดลก็ยังมีน้ำหนักเบา เมื่อบวกรวมกับแฮนด์บาร์แบบกว้างก็ช่วยให้ควบคุมคอนโทรลรถได้ง่ายยิ่งขึ้น จัดว่าตอบโจทย์การขับขี่ของคนมีสไตล์ได้เป็นอย่างดี XSR900 แตกต่างจาก XSR700 อย่างไร นอกจากเรื่องของเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ความแรงที่มากกว่าแล้ว สไตล์ก็จะมีดีเทลต่างๆ เพิ่มเข้ามา รวมไปถึงการเพิ่มระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่เข้ามา เช่น คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ แทร็คชั่นคอนโทรล และยังมีช่วงล่างที่ดีกว่าด้วยครับ XSR700 เหมาะกับไบค์เกอร์แบบไหน เหมาะกับคนมีสไตล์ที่ต้องการรถใช้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับมือใหม่ที่มีประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์มาบ้าง เหมาะกับคนที่งบน้อย XSR900 เหมาะกับไบค์เกอร์แบบไหน เหมาะกับคนมีสไตล์ที่ต้องการรถใช้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับมือเก๋า เพราะตัวรถมีกำลังค่อนข้างมาก มือใหม่อาจจะต้องใช้โหมดการขับขี่เข้าช่วย เหมาะกับคนที่มีงบมากขึ้น สำหรับท่านใดที่ยังไม่มั่นใจสามารถเข้าไปอ่านรีวิวฉบับเต็มของทั้งสองคันได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ รีวิว Yamaha XSR900 รีวิว Yamaha XSR700 หรือสามารถไปทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาใกล้บ้านท่านได้เลยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bridgestone กลับมารุกตลาดยางมอไซค์อีกครั้ง!! Bridgestone ยางรถจักรยานยนต์มาตรฐานระดับโลก ประกาศกลับมาทำตลาดในเมืองไทยอย่างเต็มตัว โดย บริษัท เพซแม็กซ์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ชูจุดแข็งด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่งระดับโลก พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ผ่าน “ยางรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม” ในราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกเซ็กเมนต์ พร้อมให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศด้วยตัวแทนจำหน่ายกว่า 40 แห่ง คุณตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซแม็กซ์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด หรือที่คนในวงการรู้จักกันดีในฐานะคุณโอ๊ต กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เรียกได้ว่าเป็นมือขวาของคุณเนวิน ชิดชอบก็ว่าได้ กล่าวว่า บริดจสโตน เป็นบริษัทยางชั้นนำของโลกสัญชาติญี่ปุ่น ครองใจผู้ใช้ทั่วโลกด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสูงสุด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดและทีมวิจัยที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด ครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ของโลกหลายสมัยในอดีต และเป็นอันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ปี 2008-2018 บริดจสโตนเป็นยางที่ได้รับการยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ต ด้วยประสบการณ์การพัฒนายางสำหรับการแข่งขันระดับโลกอย่าง MotoGP ตั้งแต่ปี 2001-2015 และเป็นยางที่นักแข่งระดับแชมป์โลกหลายคนเลือกใช้ เช่น “The Doctor” Valentino Rossi แชมป์โลก 9 สมัยชาวอิตาเลียน หรือนักบิดระดับตำนานอย่าง Casey Stoner นอกจากนี้ บริดจสโตน ยังให้ความสำคัญกับการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (Endurance World Championship : EWC) ซึ่งเป็นเรซแบบมาราธอนที่แข่งขันที่ยาวนานกว่า 6-24 ชั่วโมง โดยให้การสนับสนุนทีมชั้นนำระดับโลกอย่าง F.C.C TSR Honda France ที่คว้าแชมป์ในศึก Le Mans 24 ชั่วโมง 2020 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงทีมละดับโลกอย่าง Yart Yamaha ที่พึ่งจะครองแชมป์การแข่ง 16 ชั่วโมงที่สนาม ESTORIL ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ในเรื่องการแข่งขันเอ็นดูรานซ์นับได้ว่าบริดจสโตนไม่เป็นรองใครด้วยดีกรีการคว้าแชมป์รายการระดับตำนานอย่าง Suzuka 8 ชั่วโมง 14 สมัยซ้อนจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าจุดแข็งของบริดจสโตนคือการพัฒนาที่ถอดแบบมาจากการแข่งขันโดยเฉพาะการแข่งประเภทเอ็นดูรานซ์อย่างแท้จริง เพราะมีการพัฒนาทั้งในเรื่องสมรรถนะในการทำความเร็วควบคู่ไปกับความทนทานและอายุการใช้งาน ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเช่นกัน “ปัจจุบันบริดจสโตนมียางจำหน่ายใน 7 เซ็กเมนต์ ได้แก่ สปอร์ต แอดเวนเจอร์ ทัวริ่ง ออฟโร้ด ครูเซอร์ สกู๊ตเตอร์ และยางแข่ง ซึ่งทางเพซแม็กซ์ ทยอยนำเข้ามาสู่ตลาดและได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดจากผู้ใช้ ทำให้ช่วงที่ผ่านมายางขาดสต๊อกไปอย่างรวดเร็วในหลายรุ่นด้วยกัน” สำหรับสินค้าที่โดดเด่นที่นำเข้าสู่ตลาดในช่วงนี้ ได้แก่ ยาง Battlax Hypersport S22 ยางสปอร์ตที่ บริดจสโตนใช้เวลาถึง 3 ปีในการวิจัยก่อนจะออกสู่ตลาด ซึ่งโดยปกติแต่ละรุ่นจะใช้เวลาคิดค้น 2 ปี ซึ่งยาง S22 ได้รับการจัดอันดับล่าสุดจากนิตยสารโมโตราดให้เป็นยางไฮเปอร์สปอร์ต (Hypersport) อันดับ 1 ในคลาสของปี 2019 โดดเด่นด้วยสมรรถนะการยึดเกาะระดับสูง ด้วยการคิดค้นลายยางที่ให้เกิดแรงผลักจากผิวสัมผัสได้ดีที่สุด และการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่พัฒนาเนื้อยางถึงระดับโมเลกุล หรือ Nano Protech ซึ่งทำให้เนื้อยางใหม่มี “ซิลิกา ระดับนาโนโมเลกุล” ซึ่งสามารถกระจายตัวไปสู่ผิวสัมผัสได้มากขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะได้ดีขึ้นในถนนเปียก โดยยางหลังเป็น 5 โซน 3 คอมพาว เป็นยางที่สมรรถนะครบทุกด้าน ทำความเร็วได้ดีทั้งถนนเปียกและแห้ง มีอายุการใช้งานยาวนาน ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ บริดจสโตนยังให้ความสำคัญกับยางสำหรับสกูตเตอร์ รุ่น Battlax SC ซึ่งเป็นรุ่นที่คนไทยรู้จักดี เป็นยางสกูตเตอร์ที่มียอดจำหน่ายสูงมาก ซึ่งทำให้ยางขาดตลาดไปอย่างรวดเร็ว ใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน คุ้มค่ากับราคา ดีไซน์พัฒนามาจากรถไฮเปอร์สปอร์ต ลดเสียงรบกวนขณะขับขี่ มีร่องยางกว้าง เพื่อการระบายน้ำที่ดี และมีเส้นกลางช่วยเพิ่มความยืนหยุ่น ทำให้อายุการใช้งานนานขึ้น คุณตนัยศิริ ยังกล่าวถึงแนวทางการตลาดของยางรถจักรยานยนต์บริดจสโตนในประเทศไทยว่า “ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต้องยอมรับว่ากระทบต่อกำลังการซื้อถดถอยไปจากเดิม บริดจสโตน มองเห็นเข้าใจปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายในการตั้งราคาที่เป็นมิตร เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงสามารถได้มีโอกาส ได้ใช้สินค้าคุณภาพระดับสูงในราคาที่จับต้องได้ได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องยาง ถือเป็นหัวใจหลักในการขับขี่รถจักรยานยนต์” “เรามีกลยุทธ์ขยายการเติบโตในเมืองไทย ด้วยการทำการตลาดอย่างจริงใจและให้ความรู้เรื่องยางกับผู้บริโภคให้มากที่สุด รวมถึงการร่วมมือกันกับกลุ่มพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ ที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้นและรวดเร็ว นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่และทดสอบยาง รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์ต่างๆ ระดับโลก บนสนามอันดับ 1 ของประเทศไทย สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

Honda GROM 2021 กับสไตล์ที่คุณเลือกโมดิฟายเองได้ ล่าสุดเอพี ฮอนด้าก็ได้ทำการเปิดตัว New Honda GROM ใหม่แบบก่อนใครในโลก มาในแนวคิดที่ว่า “แต่งใหญ่…ใส่ให้สุด” หรือ Mod It Yourself ซึ่งก็สื่อให้เห็นว่าเป็นรถที่ดีไซน์มาให้ผู้ใช้นั้นสามารถที่จะคัสตอมรถให้เป็นตัวของตัวเองหรือเป็นสไตล์ในแบบที่เจ้าของรถชอบได้ง่ายได้และได้อย่างเต็มที่นั่นเอง โดย GROM หรือ กร็อม (ชื่อใหม่นี้มีความหมายในเชิงว่าเล็กพริกขี้หนู) จะใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 125 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI บล็อกใหม่ ระบายความร้อนด้วยน้ำ เพิ่มระยะชัก ทำให้กำลังอัดเพิ่มมากขึ้น เพิ่มหัวฉีดน้ำมันเครื่องระบายความร้อนให้ลูกสูบ ซึ่งช่วยให้กำลังแรงม้าและแรงบิดที่ดีขึ้นกว่า MSX125SF ปรับมาใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดพร้อมคลัตช์มือเช่นเคย ในส่วนของดีไซน์ก็มาในแบบแนวคิดใหม่จริงๆ Ready to Mod คือตัวรถจะมาในแบบเรียบๆ ให้เจ้าของรถได้ทำการตกแต่งตัวรถด้วยตัวเองครับ มีการออกแบบจุดยึดน็อตหรือแหวนรองด้านข้างตัวรถมาเป็นพิเศษ ให้สามารถถอดชิ้นข้างรถออกมาตกแต่งหรือเพื่อติดสติ๊กเกอร์ลวดลายกราฟิกกันในแบบที่ตัวเองชอบได้เลย มีการใช้ท่อไอเสียแบบสลิปออนซึ่งช่วยให้เปลี่ยนปลายท่อได้ง่าย ด้านหน้ารถมีฟีเจอร์ใหม่อย่างไฟหน้า LED มีการเลือกใช้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล Full LCD แสดงผลข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนเหมือนรถบิ๊กไบค์เลย แม้กระทั่งวัดรอบ หรือเลขบอกเกียร์ ไฟชิฟต์ไลต์หรือไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ ช่วงล่างยังคงเดิมโดยมีโช้คอัพหน้าหัวกลับอัพไซด์ดาวน์ขนาด 31 ม.ม. และโช้กอัพหลังเดี่ยว ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบคู่รุ่น ABS แบบ G-Sensor และดิสก์เบรกหลัง ล้อขนาดหน้า 12 นิ้วและยางแบบไม่ใช้ยางในแบบหน้ากว้าง โดยฮอนด้าจะมีจำหน่าย 2 รุ่นได้แก่ รุ่น ABS มีเพียงสีเดียวคือ สีเงินซิลเวอร์ เท่านั้น ในราคาแนะนำที่ 77,400 บาท รุ่น Standard มีทั้งหมด 3 สีด้วยกันได้แก่ สีแดง ดำ และน้ำเงิน ในราคาแนะนำที่ 69,900 บาท นอกจากนี้ทางฮอนด้ายังได้มีชุดแต่งพิเศษจากแบรนด์ H2C by Honda ที่ให้เจ้าของรถปรับแต่งรถได้เอง 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ Motard Monster สไตล์โมตาร์ดสำหรับผู้ขับขี่ทางเรียบที่ต้องการความรู้สึกในแบบของรถออฟโร้ด Scrambler Rumbler สปอร์ตสายลุย ทั้งยังให้กลิ่นอายวินเทจเน้นๆ แต่ก็พร้อมไปได้ทุกเส้นทาง Adventure Master ให้อารมณ์ของนักผจญภัยที่พร้อมท่องเที่ยวไปในทุกเส้นทาง โดย GROM พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ทั่วประเทศ ผ่านทางฮอนด้าวิงก์เซ็นเตอร์ ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R 1250 RT 2021 อัพเกรดใหม่ เด่นด้วยไดนามิกครูซคอนโทรล ไม่ต้องมีปี่มีขลุ่ย หรือทีเซอร์ยั่วยวน หรือภาพแง้มๆ แว้บๆ บางส่วนของรถให้ดู BMW Motorrad ก็ทำการเปิดตัว BMW R 1250 RT 2021 ที่ผ่านการอัพเกรดใหม่แบบเน้นๆ ที่ไม่ใช่แค่เพิ่มลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่มีการปรับรูปโฉมด้านหน้าใหม่หมด พร้อมลูกเล่นเสริมเพิ่มเติมกลายเป็นของติดรถ รวมถึงระบบใหม่อย่าง ไดนามิกครูซคอนโทรล (Dynamic Cruise Control) หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูกับชื่อ RT ซึ่งจริงๆ แล้วก็เพิ่งจะอัพเดตมาแล้วครั้งนึงเป็นโมเดล 2019 ซึ่งเป็นการอัพเดตเพิ่มระบบชิฟต์แคม หรือที่เราเข้าใจว่ามันคือระบบวาล์วแปรผัน เข้ามานั่นเอง ครั้งนี้นอกจากเครื่องยนต์ที่ไม่ได้ปรับปรุงจากปี 2019 แล้ว BMW ได้ทำการปรับปรุงรถขนานใหญ่ทั้งคันเลยก็ว่าได้ เริ่มต้นที่การออกแบบดีไซน์ มีการปรับไฟหน้าและรูปลักษณ์ของแฟริ่งด้านหน้ารวมไปถึงบังโคลนหน้า ให้มีความกลมกลืนลงตัวเข้ากันมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีความโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยเข้าไปอีก โดยไฟหน้าใหม่จะเป็นระบบไฟแบบ LED ทั้งหมดพร้อมระบบไฟแบบอะแด็ปทีฟเทิร์นนิงไลท์ หรือไฟที่จะปรับองศาเวลาหักเลี้ยวอัตโนมัติ ช่วยให้ไฟหน้านั้นหันไปตามทางที่เราเลี้ยวแทนที่จะพุ่งตรงไปข้างหน้าแบบที่ผ่านๆ มา ส่วนแผงแฟริ่งด้านข้างนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อย แต่ทางค่ายก็เคลมมาว่าการปรับปรุงในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความลื่นไหลและช่วยให้การขับขี่ทางไกลนั้นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ถัดเข้ามาหลังวินด์สกรีนหรือชิลด์บังลม คุณก็จะต้องตกตะลึงกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 10.25 นิ้วแบบสี TFT ที่มีระบบนำทางหรือนาวิเกเตอร์และระบบเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนติดตั้งมาให้ด้วยเลยซึ่งจัดว่าเลิศเลอ ด้านหน้ายังมีช่องเก็บของที่มีอากาศไหลผ่านได้ แต่ก็กันอันตรายจากสภาพอากาศด้านนอก เหมาะกับการเก็บสมาร์ทโฟน ขณะเดียวกันก็สามารถชาร์จไฟด้วยระบบไวร์เลสชาร์จ หรือจะชาร์จแบบเสียบสาย USB ตามปกติก็ทำได้เช่นกัน เรียกว่าน้องๆ รถยนต์กันเลยล่ะครับ และหลายๆ ระบบที่เคยเป็นลูกเล่นเพิ่มเติมเสียเงินเพิ่มจะกลายเป็นของติดรถมาตรฐานไปแล้วอย่าง ไดนามิกแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS Pro และโหมดขับขี่ใหม่ Eco แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในโมเดลนี้ก็คือไดนามิกครูซคอนโทรลที่เป็นของติดรถมาด้วยเลยเช่นกัน เรียกได้ว่าขัดขา Ducati กันแบบดื้อๆ เลยแหละ ประมาณว่า เอ็งมี ข้าก็มี ยังไงยังงั้น แถมยังเปิดตัวหมดแล้ว แต่ Ducati ยังแค่แง้มๆ เท่านั้น ยังไม่เปิดตัวโมเดลใหม่แบบเป็นทางการ อย่างไรก็ดีกลุ่มลูกค้าน่าจะคนละกลุ่มกันครับ ต้องดูกันต่อไปก่อน ซึ่งไดนามิกครูซคอนโทรลจะทำงานในรูปแบบของการรักษาระดับของความเร็วที่กำหนดไว้ก่อนใช้งาน รวมถึงเวลาลงเนินก็จะระบบก็สั่งงานเบรกอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ความเร็วเพิ่มไปกว่าระดับที่ตั้งไว้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบแอ็กทีฟครูซคอนโทรล (ออปชันเสริม) ซึ่งจะทำงานโดยอาศัยเรดาร์ช่วยให้รถสามารถรักษาระยะห่างระหว่างคันหน้าโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยควบคุมความเร็ว พูดง่ายๆ คือ นอกจากจะรักษาระดับความเร็วได้เองแล้ว ยังปรับลดความเร็วเพื่อรักษาระยะห่างจากคันหน้าได้อีกด้วยครับ งานนี้ใครเป็นสายทัวริ่งหนักๆ ต้องการความสบายขั้นสุด เจ้า R 1250 RT คันใหม่นี้อาจจะเป็นคำตอบของคุณก็ได้ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก