SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ไขข้อสงสัย “ไฟแมงดา” คืออะไร? เผยที่มาชื่อสุดแปลกและวิธีติดไม่ให้ผิดกฎหมาย

ในบรรดาของแต่งรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นยุคปัจจุบัน "ไฟแมงดา" ถือเป็นไอเทมที่มาแรงและถูกพูดถึงมากที่สุด

CFMOTO ตั้งโรงงานไทยที่ระยอง จ่อเปิดตัว 450MT

วงการมอเตอร์ไซค์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า CFMOTO (ซีเอฟโมโต) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ระดับโลกจากประเทศจีน ได้เข้ามาลงทุนก่อสร้างฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5  ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60  เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว  ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย  มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่

Honda AT Mega Fest 2024 มหกรรมรวมพลออโตเมติกใหญ่สุดในไทย

อลังการกว่าเดิม Honda AT Mega Fest 2024 ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยงานครั้งนี้ถือว่าเป็นมหกรรมยานยนต์ออโตเมติก ที่ถูกนัดรวมพลที่เยอะที่สุดในปีนี้ เป็นการรวมพลชาว Honda AT ทุกรุ่น เข้ามาร่วมกิจกรรมกันอย่างแน่นหนา ตั้งแต่เที่ยงวัน ยัน เที่ยงคืน  ณ ศูนย์การค้า Bravo BKK เรามาเริ่มกันเลยว่ากิจกรรมนี้มีอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่เที่ยงวันกลุ่มรถ Honda AT เริ่มทะยอยเข้างานกันมาแบบเป็นคาราวานจากตัวแทนจำหน่ายฮอนด้าในระแรกกรุงเทพที่เข้างานมาต้องมีร่วม 600 คัน จากการลงทะเบียน พื้นที่จัดงานครั้งนี้ไม่ต้องห่วงเลย 2000 ตารางเมตร จอดได้สบายๆ หายห่วง พร้อมกับเวลา 13.00 น. พร้อมกับกิจกรรมร่วมสนุกมากมายทั้งการทดสอบชอบรถภายในงาน กิจกรรมแอคทิวิตตี้ ปีนหน้าภาพจำลอง ร่วมสนุกกิจกรรมจากร้านค้าภายในงาน เริ่มกิจกรรมเวทีใหญ่ จาก Three Man Down และ มินิคอนเสิร์ตจาก พระเอกหนุ่มสุดหล่อที่อยู่ในพรีเซ้นท์เตอร์ Giorno+ เขาก็คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่มาสร้างสีสันในงานแฟนคลับแน่นเลย พร้อมกับการเปิดตัวอิดิชั่นใหม่จากฮอนด้า ถึง 4 รุ่น ได้แก่ New PCX160, New Click 160, New ADV350 และ New Forza350 เป็นอิดิชั่นใหม่ 2024 โดยเฉพาะ Forza 350 สีใหม่สวยเขียวถูกใจถูกใจ ได้รับความสนใจจากสาวกฮอนด้าเป็นอย่างมาก ความมันส์ยังคงเดินต่อเนื่องบนเวทีใหม่ จากศิลปินชื่อดังอย่าง เจฟ ชาเตอร์ และ Lomosonic ที่นำความบันเทิงมาจัดเต็มภายในงาน พร้อมการประกาศผลรางวัลจากผู้เข้าประกวด Honda Motobike Idea Challenge และ ผู้เข้าประกวดรถจากทางบ้านที่นำรถของตนเข้าร่วมสนุกภายในงาน ปิดท้ายกิจกรรมจาก ศิลปินวง Klear จัดเต็มให้กับแฟนๆสาวกฮอนด้าที่อยู่ในงานในครั้งนี้ Honda AT Mega Fest 2024 ที่จัดขึ้นมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นมหกรรมชาวออโมเมติก 2 ล้อ ที่มีการรวมพลกว่าพันคัน บนเนื้อที่กว่า 2000 ตารางเมตร รวมร้านขายสินค้า 100 ร้านเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง ร้านอาหาร กิจกรรมให้ร่วมสนุกตั้งแต่ เที่ยงวันยันเที่ยงคืน มาทีเดียวครบจบทุกอย่างที่ต้องการ และครั้งต่อไปจะเป็นเมื่อไรที่ไหน ติดตามให้ดี บอกเลย รวมกันมันใหญ่มาก… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli SCORPION Trail III

Pirelli Scorpion Traill III ยางใหม่ที่ให้คุณได้ทั้งซิ่งทั้งลุย ล่าสุดบริษัทยางระดับโลกสัญชาติอิตาลีอย่างพีเรลลีได้ทำการเปิดตัวยางมอเตอร์ไบค์รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Pirelli Scorpion Triall III ยางจากตระกูลแมงป่องที่ให้ความสปอร์ตมากที่สุดในซี่รี่ส์นี้ โดยให้การยึดเกาะและการควบคุมบนถนนดำในระดับสูง ขณะเดียวก็ยังสามารถพาคุณไปลุยทางฝุ่นได้อีกด้วย สำหรับยาง Scorpion Traill III คือยางสำหรับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมความสปอร์ตขั้นสุดในตระกูลสกอร์เปี้ยน ออกแบบมาเพื่อแอดเวนเจอร์ไบค์สมัยใหม่และมอเตอร์ไบค์ในสไตล์ครอสโอเวอร์หรือลูกผสมที่ใช้ขี่ได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น โดยยางโมเดลนี้จัดเป็นยางที่ให้ความคล่องตัวสูงและสามารถใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ในการขับขี่ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการเลือกใช้วัตถุดิบที่ทางพีเรลลีวิจัยและพัฒนาขึ้นมา สำหรับชื่อสกอร์เปี้ยนนั้นเป็นการจำแนกทันทีว่าเป็นยางในกลุ่มออฟโร้ดของทางพีเรลลี่ รวมไปถึงยางที่ใช้ในการแข่งขันทั้งโลกสองล้อและสี่ล้อ อย่างเช่นในรายการ Enduro World Championship และ Motocross World Championship ซึ่งพีเรลลีเป็นผู้นำที่ไม่มีใครโค่นล้มมาได้นานกว่า 40 ปี คว้าแชมป์โลกรวมมาแล้ว 81 สมัย แต่สำหรับยางตัวนี้มันคือยางสตรีทเอ็นดูโรที่เน้นใช้งานบนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยทางฝุ่นได้ด้วย เมื่อขี่บนทางดำยางตัวใหม่นี้จะช่วยให้รถของคุณเป็นดั่งรถสปอร์ต ด้วยการยึดเกาะที่ดีมาก ๆ การควบคุมที่ดี และความนิ่งเสถียรที่ยอดเยี่ยมแม้จะบรรทุกมาเต็มพิกัด ขณะเดียวกันบนทางเปียกเองก็สามารถทำได้ดีเหมือนยางสปอร์ตทัวริ่ง และเมื่อคุณขี่ออกจากทางดำไปลุยทางฝุ่น ร่องดอกยางตรงกลางและตามแนวขวางที่สลับสับเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณควบคุมรถและมีการยึดเกาะที่ดีได้ นอกจากนี้แล้วยังมีข้อดีอีกอย่างคือความนุ่มสบายหู หรือความเงียบนั่นเอง ซึ่งทำให้คุณขี่บนทางดำได้อย่างเพลิดเพลินใจไร้เสียงหอนรบกวน ซึ่งข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ทำยางตัวนี้ขึ้นมานั่นเอง ลายยาง ลายยางของสกอร์เปี้ยนเทรลทรีตัวนี้คือวิวัฒนาการของสกอร์เปี้ยนเทรลทู โดยมีเป้าที่จะพัฒนาความนิ่งเสถียรและความแม่นยำในการบังคับเลี้ยว และเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงมีการนำดีไซน์แห่งชัยชนะจากยางรถสปอร์ตในตระกูล DIABLO มาใช้ในยางกลุ่มสตรีทเอ็นดูโร่นั่นเอง ร่องดอกยางตรงกลางหน้ายางได้แรงบันดาลใจมาจากลาย FLASH หรือลายสายฟ้าที่โดดเด่นสะดุดตาจนเป็นที่จดจำมาจากยางตระกูล Diablo ทำหน้าที่เป็นร่องรีดน้ำและเพิ่มความนิ่งที่ด้านข้างบนพื้นผิวที่อ่อนนุ่มขณะเดียวกันก็ช่วยให้ยางนั้นมีการสึกหรอที่สม่ำเสมอทั่วกัน นอกจากนี้การสอดประสานกันระหว่างร่องดอกยางตรงกลางและร่องดอกยางที่บริเวณไหล่ยางช่วยให้ควบคุมรถได้ดีและมีการยึดเกาะที่ดีแม้กระทั่งบนทางฝุ่น เมื่อรวมลายดอกยางทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ยางรุ่นใหม่จะนี้มีสัดส่วนระหว่างหน้าสัมผัสยางกับร่องดอกยางมากขึ้น ทำให้มีหน้ายางที่จะสัมผัสกับถนนได้มากขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้นและช่วยให้ขับขี่บนท้องถนนได้ดีมากกว่าเดิมนั่นเอง คอมปาวด์หรือเนื้อยาง Pirelli SCORPION Trail III จะใช้คอมปาวด์ยางใหม่ สำหรับยางที่เป็นเรเดียลจะใช้ส่วนผสมหลักเป็นซิลิก้า 100% ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อรีดสมรรถนะถึงขีดสุดทั้งบนทางแห้งและทางเปียก ทั้งนี้ยางหลังจะใช้เทคโนโลยีแบบดูอัลคอมปาวด์ หรือสองคอมปาวด์ในยางเดียว โดยบริเวณไหล่ยางจะใช้คอมปาวด์เนื้อนุ่มและใช้เรซิ่นพลาสติกหลายชนิดเพื่อให้มีการยึดเกาะในโค้งได้ดี บริเวณยางตรงกลางจะใช้คอมปาวด์ที่แข็งกว่า ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับยางหน้า เพื่อให้ความนิ่งที่ดี ทนทานต่อการสึกหรอ และมีอายุการใช้งานยาวนาน โครงสร้าง โครงสร้างยางหน้านั้นใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันมาพัฒนายางให้ฟีลลิ่งและการยึดเกาะที่ดี ส่วนยางตัวที่เป็นเรเดียลจะเด่นเรื่องโครงสร้างยางที่มาพร้อมใยเหล็ก 0 องศา ซึ่งจะให้ความนิ่งที่ยอดเยี่ยมแม้จะขับขี่ที่ย่านความเร็วสูง ขณะที่ยางหลังมีโครงสร้างที่แข็งแรงสูงช่วยให้ควบคุมการขับขี่ได้แบบรถสปอร์ตในทุก ๆ การใช้งานและให้ความนิ่งเสถียรแม้บรรทุกหนักเต็มอัตรา โปรไฟล์ โปรไฟล์ยางใหม่นี้พึ่งพาประสบการณ์ของทางแบรนด์ที่มีมากในการผลิตยางสปอร์ตทัวริ่ง ด้วยเทคโนโลยีมัลติเรเดียสช่วยให้ยางนิ่งแม้ขับขี่ที่ความเร็วสูง อายุการใช้งานยาวนาน และให้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบสปอร์ต ขนาดยาง ยางหน้า ยางหลัง 120/70 ZR 17 M/C (58W) TL 120/90 – 17 M/C 64H TL 100/90 – 18 M/C 56V TL 130/80 R 17 M/C 65V TL 110/80 R 18 M/C 58V TL 140/80 R 17 M/C 69V TL 100/90 – 19 M/C 57V TL 150/70 R 17 M/C 69V TL 110/80 R 19 M/C 59V TL 160/60 ZR 17 M/C (69W) TL 120/70 R 19 M/C 60V TL 170/60 R 17 M/C 72V TL 120/70 ZR 19 M/C 60W TL 170/60 ZR 17 M/C 72W TL 90/90 V 21 M/C (54V) TL 180/55 ZR 17

Bulega เฉิดฉาย ทำเวลามาที่ 1

Bulega เฉิดฉาย ทำเวลามาที่ 1 กับการซ้อมวันแรกที่ Jerez   ถึงช่วงเวลาสำคัญของทุก ๆ ทีมในการแข่งขัน WorldSBK ช่วงที่นักแข่งและทีมจะได้เตรียมการสำหรับฤดูกาลใหม่ จะมีคนที่ดีใจกับผลการซ้อมในวันแรก และจะมีคนที่ต้องเครียดและต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักในช่วงค่ำคืน และ Bulega เฉิดฉาย ทำเวลามาที่ 1 กับการซ้อมวันแรกที่ Jerez Nicolo Bulega (Aruba.it Racing – Ducati) อาจจะเป็นหน้าใหม่ใน WorldSBK แต่หลาย ๆ สายตาก็ต้องจับจ้องไปที่เขา หลังจากทำผลงานการทดสอบได้น่าประทับใจ ปัจจุบันเขามีดีกรีเป็นแชมป์โลก WorldSSP ที่ทะยานขึ้นมาในระดับที่สูงขึ้นและขโมยพื้นที่ข่าวไปจากสื่อได้มากมาย โดยเขาสามารถทำเวลาแล็ปได้ดีกว่าที่ 2 อย่างชัดเจน และเกือบจะทำลายสถิติเวลาสนามหลังจากที่เขาได้ใช้ยาง SCQ แบบเต็มสมรรถนะในชั่วโมงสุดท้ายของวัน ขณะที่ทีมเมตอย่าง Alvaro Bautista ทำเวลาได้แค่อันดับ 10 เท่านั้น เด็กใหม่มันร้ายแต่แชมป์ 2 สมัยรวด เจอปัญหากฎใหม่ Bulega ทำเวลาซ้อมวันแรกได้เวลาอันดับ 1 ด้วยสถิติ 1’38.292 นาทีด้วยยาง SCQ โดยได้สถิติเวลานี้มาในช่วงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่รถจะเกิดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่ก็ซ้อมไปได้ถึง 71 แล็ปแล้ว ด้านแชมป์เองก็พยายามหาวิธีที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการต้องถ่วงน้ำหนักเนื่องจากกติกาเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ส่วนทีมอิสระที่ใช้รถดูคาติ ก็จะมีทางด้านของ Andrea Iannone (Team GoEleven)  ที่ทำเวลาได้อันดับที่ 7 หลังจากซ้อมไปทั้งหมด 67 แล็ป ด้วยการพยายามทำความเข้าใจและปรับตัวกับรถ Panigale V4 R ขณะที่ Danilo Petrucci (BARNI Spark Racing Team) ได้อันดับ 9 ด้วยเวลา 1’39.773 นาที โดยนักแข่งหมายเลขเก้าผู้นี้พยายามลองใช้เบาะนั่งแบบต่ำเพื่อช่วยในเรื่องของจุดศูนย์ถ่วงของรถ และพยายามหาผลลัพธ์ที่จะได้จากการทดลองในครั้งนี้ และกดไปทั้งหมด 66 แล็ป มาถึงคนสุดท้ายอย่าง Sam Lowes (ELF Marc VDS Racing Team) ทำเวลาได้อันดับที่ 15 โดยเขายังคงต้องปรับตัวจากเดิมที่เคยแข่ง Moto2 มาและต้องย้ายมาแข่งในรายการนี้ โดยทำเวลาได้ดีที่สุดที่ 1’40.133 นาทีหลังจากหวดไป 82 แล็ป Alex Lowes ได้ซ้อมไม่เยอะแต่เวลามาดี ทางด้านของ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ที่แม้ว่าจะรู้สึกว่าอาการไม่ค่อยดีและลงซ้อมไปแค่เพียง 31 แล็ป แต่ก็สามารถทำเวลาได้ดีเป็นอันดับที่ 2 เลยทีเดียว ด้วยเวลา 1’39.474 นาที ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นผู้นำจากฝากฝั่งคาวาซากิ โดยเขาได้ลองใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ และจะใช้ในการแข่งขันที่ Portimao ในสัปดาห์หน้าอีกด้วย ซึ่งชิ้นส่วนใหม่ ๆ ที่ว่านั้นรวมไปถึงโช้คใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตำแหน่งของเบาะและถังน้ำมัน ส่วนทีมเมทใหม่ของเขาอย่าง Axel Bassani จบที่อันดับที่ 14 หลังจากทำเวลาได้ที่  1’40.059 นาที เพราะยังคงต้องทำความคุ้นเคยกับ ZX-10RR และเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียงนั่นเอง โดยนักแข่งหมายเลข #47 ซ้อมไปทั้งหมด 77 แล็ปด้วยกัน ขณะที่นักแข่งอิสระที่ใช้รถคาวาซากิเพียงคนเดียวอย่าง Tito Rabat (Kawasaki Puccetti Racing) ทำอันดับเวลาได้ที่ 17 ซึ่งนักแข่งสเปนผู้นี้ใช้รถจากทีมโรงงานที่ทำสัญญากับทาง KRT มาเพื่อหวังที่จะเก็บข้อมูลให้ได้มากและข้อมูลนั้นจะช่วยให้เขาพัฒนาไปอีกก้าวและไปได้เร็วกว่านี้ BMW ก็แรงนะได้อันดับดีติด 1 ใน 4 ถึงสองคน มันเป็นวันที่ยุ่งเหยิง แต่น่าประทับใจสำหรับ BMW โดยมีรถมากถึง 10 คันกับนักบิด 6 ชีวิตที่จะมาเก็บเกี่ยวข้อมูล โดยมีทีมทดสอบมาลงซ้อมร่วมไปกับทีมโรงงานอย่าง ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team และ Bonovo Action BMW โดย Toprak Razgatlioglu คว้าอันดับที่ 3

Italjet ประเทศไทย

Italjet ประเทศไทย ยันพร้อมรุกตลาดทั่วไทยแล้ว Italjet ประเทศไทย ยันพร้อมรุกตลาดทั่วไทยแล้ว หลังล่าสุดบริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Italjet อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดงาน Italjet Private Meeting เพื่อพูดคุยระหว่างผู้แทนจำหน่ายรถ Italjet กับคุณมัสซิโม่ ตาร์ตารินี ประธานกรรมการบริหาร Italjet ผู้ผลิตจักรยานยนต์และจัดจำหน่ายทั่วโลกจากประเทศอิตาลี และคุณนรวิชญ์ ภทรธนกฤต ประธานกรรมการบริหารบริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Italjet พร้อมเปิดตลาด Italjet ทั่วประเทศไทย สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ Italjet (อิทัลเจ็ท) แบรนด์จากประเทศอิตาลีที่มีประวัติยาวนานกว่า 65 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดขึ้นเมื่อปี 1959 โดยคุณลีโอปอลโด ตาร์ตารินี เกิดจากความชื่นชอบขับขี่รถจักรยานยนต์ท่องเที่ยวทั่วโลก และอยากที่จะพัฒนารถจักรยานยนต์ที่เป็นมากกว่าพาหนะ แต่แฝงไปด้วยศิลปะอีกด้วย ปัจจุบันคุณมัสซิโม ตาร์ตารินี่ ผู้สืบทอดและผู้บริหารมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถรุ่นใหม่ ๆ เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานที่มีความรู้และมีแรงบันดาลใจ สามารถเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.italjet.com โดยในปัจจุบัน Italjet ส่งออกจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ด้วยภารกิจที่เหมือนเดิม คือ “การสร้างงานศิลปะบนรถจักรยานยนต์” ทั้งนี้ทาง Italjet ได้มี Showroom Italjet Dragster ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ดังนี้ 1.Area 51 Dragster กรุงเทพมหานคร 2.Raceline Superbike Studio กรุงเทพมหานคร 3.T.T. Scooter กรุงเทพมหานคร 4.Lady Moto จ.นนทบุรี 5.Sirichai Motorsales จ.ลพบุรี 6.C&C CYCLE จ.นครสวรรค์ 7.Mix Motorbike shop จ.เชียงใหม่ 8.Lifestyle Auto จ.ภูเก็ต ศูนย์บริการ Dragstar Service Center 1.Tamada Racing 2.Mr.Balon 3.Maxx Scooter 4.Song Scooter Shop 5.West Car Company 2014 ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/italjet.th Website: https://italjet-thailand.com/ Line OA: https://lin.ee/Z125CC อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 SuperBike ที่น่าสนใจในปีนี้ มีรุ่นอะไรบ้าง

5 SuperBike ที่น่าสนใจในปีนี้ มีรุ่นอะไรบ้าง ตอบรับความต้องการของแฟน ๆ สายสปอร์ต กับ 5 SuperBike ตัวท็อปของแต่ละค่ายที่น่าสนใจในปี 2024 ที่รวมตัวเทพที่สุดของสายสนามแข่ง เผื่อเหล่าไบค์เกอร์ท่านไหนสนใจ อยากมีครอบครองไว้ใช้งานซักคัน พร้อมรับรองว่าไม่ผิดหวัง 1.Ducati Panigale V4R 2023 ซูเปอร์ไบค์จากค่ายปีศาจแดง ที่กำลังร้อนแรงในนาทีและได้รับการยอมรับจากแฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ด้วยรูปลักษณ์สไตล์ตัวรถที่ทรงพลัง ดุดัน เร้าใจ มาพร้อมเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale R ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 218 แรงม้าที่ 15,500 รอบ และสามารถทำเรดไลน์สูงสุดถึง 16,500 รอบ ส่วนแรงบิดสูดสุดที่ 118 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ อีกทั้งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าปีศาจรุ่นนี้ หากมีการปรับแต่งเพิ่ม เติมท่อซิ่ง จะสามารถรรีดสมรรถนะสูงสุดทะลุ 240 แรงม้าเลยทีเดียว เรียกได้ว่าโมเดลรุ่นนี้ดึงสมรรถนะจากตัวแข่ง WorldSBK และเป็นที่นิยมของทางฝั่งเอเชียและยุโรปเลยก็ว่าได้ ช่วงล่างปรับแต่งเต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NPX25/30 และโช้คหลัง Ohlins TTX36 คาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก Stylema 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบจาก จาก Brembo เช่นเดียวกัน ใช้ล้ออลูมิเนียมฟอร์จและยางซิ่ง Pirelli Diablo Supercorsa SP สำหรับรุ่นนี้เปิดราคาเริ่มต้นที่ 43,990 ยูโร หรือราว ๆ 1.7 ล้านบาท (ไม่รวมท่อซิ่ง แต่ถ้าหากจะเพิ่มคงต้องจ่ายเพิ่ม 8,654.80 ยูโรหรือราว ๆ 3 แสนต้น ๆ) ถือว่าสมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว อ่านรายละเอียดตัวรถเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 2. Aprilia RSV4 FACTORY Speed White Limited Edition เทพเจ้าสามตาหรือซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงจากสัญชาติอิตาลี ที่ถอดแบบมาจากตัวแข่งในรายการ MotoGP อย่าง Aprilia RS-GP ด้วยชิ้นส่วนตัวรถที่ถูกออกแบบให้มีความแอโรไดนามิก บวกกับเครื่องยนต์ V4 65 องศา ขนาด 1,099 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 217 แรงม้าที่ 13,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบ และน้ำหนักตัวรถประมาณ 201 กก. จึงทำให้โมเดลรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจของเหล่าไบค์เกอร์สายสปอร์ตไม่ใช่น้อย  และแน่นอนยังมาพร้อมกับช่วงล่างไฟฟ้าระดับท็อปอย่าง Öhlins Smart EC 2.0 และระบบเบรกจาก Brembo พร้อมล้อตัวเทพอลูมิเนียมฟอร์จ และยางสายฟ้า Pirelli Diablo Supercorsa SP โดยจะจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 26,499 ดอลลาร์หรือราว ๆ 913,000 บาท อ่านรายละเอียดตัวรถเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 3.Honda CBR1000RR-R SP 2024 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงจากค่ายปีกนกโฉมปีล่าสุด ที่ถอด DNA จากโฉมรถแข่งในรายการ MotoGP อย่าง RC213V มาพร้อมกับการอัปเกรดใหม่ ทั้งในส่วนของรูปลักษณ์การดีไซน์ สมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และเทคโนโลยี เรียกได้ว่าปรับใหม่รอบคันเลยก็ว่าได้ โดยเจ้า CBR1000RR-R SP 2024 มาพร้อมขุมพลัง 4 สูบเรียง ขนาด 1,000 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,000 รอบ แรงบิด 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ  ช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับรุ่น Ohlins TTX36 S-EC3.0 ด้านหลังโช้คเดี่ยวแบบโปร์ลิงค์ รุ่น S-EX3.0

Gresini Racing Team เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2024 แล้ว

Gresini Racing Team เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2024 แล้ว และนี่คือรถแข่ง MotoGP 2024 ของ Gresini Racing Team ที่ปีนี้มี Marc Marquez เป็นส่วนนึงของทีมและพร้อมที่จะเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน งานเปิดตัวทีมแข่งของทางเกรสินีเรซซิ่งทีมนั้นจัดขึ้นที่ Cocoricò disco ใน Riccione ประเทศอิตาลีเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ไกลจากสนามแข่ง Misano ที่เป็นสถานที่ ๆ Marc ได้ชัยในการแข่งขัน MotoGP เมื่อปี 2021   ตัวรถแข่งยังคงใช้ชุดสีคล้ายกันกับปีที่แล้ว โดยยังเป็นสีฟ้าอ่อนตัดด้วยสีแดง ซึ่งทางทีมใช้สีนี้มาสองฤดูกาลแล้ว โดยทางทีมมีผลงานคว้าชัยมาแล้ว 5 ครั้งจากอดีตนักแข่งของทางทีมอย่าง Enea Bastianini (4 ครั้งในปี 2022) และ Fabio di Giannantonio (1 ครั้งในปี 2023) แม้ทางทีมจะมี Marc Marquez มาอยู่ในทีม แต่ก็ไม่ได้มีไตเติ้ลสปอนเซอร์อะไรตามมามีผลกับชื่อทีม (อย่าง Red Bull มีเพียงแต่สปอนเซอร์ส่วนบุคคลเท่านั้นที่ยังคงต่อเนื่องมา) รถของ Alex ใช้หมายเลข 73 สีน้ำเงิน และของ Marc จะเป็น 93 สีแดงอ่อน ๆ สองพี่น้องจะได้ขี่รถแข่ง GP23 เหมือนกับทาง Marco Bezzecchi และ Fabio di Giannantonio ส่วน Francesco Bagnaia และเพื่อนร่วมทีมอย่าง Bastianini และ นักแข่งจากทีม Pramac ที่มี Jorge Martin และ Franco Morbidelli จะได้ขี่ GP24 ซึ่งสำหรับ Marc แล้วการที่เขาไม่ได้ชัยชนะจากการแข่งขันเลยตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2021 นั้นน่าจะทำให้เข้าหมดความอดทนกับทางฮอนด้า เมื่อบวกรวมกับอีก 1 ปีแห่งความทนมารจากการล้มมากถึง 29 ครั้ง แม้ว่าเขาจะเป็นนักแข่งที่ใช้รถฮอนด้าแล้วได้ผลงานดีที่สุดก็ตาม (อันดับ 14) ทางด้าน Alex เองหลังจากที่เข้าร่วมกับทีมเมื่อปีที่แล้ว และเริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของทางทีม แน่นอนว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ Marc ตัดสินใจครั้งใหญ่ และทำให้นักแข่งวัยสามสิบปีผู้นี้มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าได้อีกครั้งหลังจากที่ได้ลองสัมภาษณ์กับ Desmosedici GP เป็นครั้งแรกในการทดสอบทที่ Valencia เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการทดสอบเขาทำเวลาได้เร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 และกลายเป็นตัวเต็งสำหรับชิงแชมป์ในปี 2024 แล้วเรียบร้อย แม้ว่าเขาจะยืนยันว่ามันยังไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดว่านี่คือผลสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ กระทั่งเขาจะชนะได้อีกครั้ง สำหรับปี 2024 นี้เป็นปีที่ 5 ของเขาในการแข่งขันระดับสูงสุด โดยเขาเปิดตัวเคียงข้างกับ Marc กับทีม Repsol Honda ในปี 2020 ตอนที่พี่ชายไม่ได้แข่งขันเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนและตามหลอกหลอนเขามาจนกลางปี 2022 ตอนนี้ Marc ร่วมทีมกับน้องชายของเขา หลังจากที่คนน้องมีฤดูกาลที่ย่ำแย่กับทาง LCR โดยนักแข่งวัย 27 ผู้นี้มีผลงานคว้าชัยในสปรินท์เรซ 2 ครั้ง โพเดี้ยม 2 ครั้ง และได้ตำแหน่งโพลและจบที่อันดับที่ 9 บนตารางคะแนนรวมกับ Desmosedici แม้ว่าเขาจะพลาดการแข่งที่อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซียเนื่องจากซี่โครงร้าว หลังจากนี้สองพี่น้องมาร์เกวซจะกลับลงสนามอีกครั้งกับรถในชุดสี 2024 ในช่วงการทดสอบอย่างเป็นทางการที่เซปังช่วงวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์นี้ โดยการเปิดตัวทีมแข่ง MotoGP ของทางเกรสินีถือเป็นทีมแรกเลยที่ทำการเปิดตัวทีมแข่งในฤดูกาลนี้ โดยจะมีคิวของ Ducati Lenovo, VR46 Ducati และ Trackhouse Aprilia ตามมาในสัปดาห์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เปิดตัวทีมแข่ง WorldSBK 2024 แล้ว

BMW เปิดตัวทีมแข่ง WorldSBK 2024 แล้ว ก่อนที่การแข่งขันนัดเปิดฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้นในอีกเดือนกว่า ๆ ข้างหน้าทาง BMW เปิดตัวทีมแข่ง WorldSBK 2024 อย่างเป็นทางการก่อนใคร โดยเปิดตัวทีมแข่งของทางทีมโรงงานทั้งสองทีมพร้อมกัน ทีมแข่งทั้งสองทีมที่ว่านั้นก็คือ ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team และ Bonovo action BMW Racing Team พร้อมกันกับนักแข่ง 4 คน ได้แก่ Toprak Razgatlioglu (ตุรกี), Michael van der Mark (เนเธอร์แลนด์), Scott Redding (อังกฤษ) และ Garrett Gerloff (อเมริกา) พร้อมเผย M1000RR ตัวแข่งประจำปีนี้ที่โรงงานที่เบอร์ลิน ศูนย์กลางหลักของการผลิตรถของบีเอ็มดับเบิลยูนั่นเอง โดยทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team มาโทนสีดำจะมีนักแข่งเป็น Toprak Razgatlioglu #54 และ Michael van der Mark #60 ส่วนทีม Bonovo action BMW Racing Team มาในโทนสีขาวจะเป็น Scott Redding #45 และ Garrett Gerloff #31 ซึ่งหลัก ๆ ของทั้งสองทีมก็จะได้รับการซัพพอร์ตจากทางโรงงานเหมือน ๆ กัน แต่ไปแตกต่างกันที่สปอนเซอร์ของแต่ละทีมเท่านั้น สุดท้ายนี้สำหรับการเตรียมการรับมือการแข่งขันในฤดูกาล 2024 นี้ทางแผนกมอเตอร์สปอร์ต ทีมทั้งสองทีม และนักแข่งจะได้กลับไปสนามแข่งเร็ว ๆ นี้ โดยจะมีการทดสอบครั้งต่อไปที่ Jerez de la Frontera ประเทศสเปนในวันที่ 24 – 25 มกราคมนี้ ส่วนการแข่งขันสนามแรกจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์นี้ที่ Phillip Island ประเทศออสเตรเลีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Tornado 400

Benelli Tornado 400 เตรียมขายยุโรปครึ่งปีแรก 2024 สาวกสปอร์ตไบค์ไซส์เล็กอาจจะได้เฮ หลังจากทางค่ายสิงโตอิตาลีประกาศ Benelli Tornado 400 เตรียมขายในยุโรปภายในครึ่งปีแรกของปี 2024 นี้ แต่บ้านเรานั้นจะนำเข้ามาจำหน่ายด้วยหรือไม่ยังต้องติดตามกันต่อไปครับ สำหรับเจ้าสปอร์ตคันเล็กที่ตั้งเป้าดึงดูดวัยรุ่นที่อยากจะซิ่งด้วยรถที่มีขนาดกำลังพอดี สมรรถนะโอเค และมีความคล่องตัวลื่นไหล สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมดีไซน์แบบโมเดิร์น มีเส้นสายที่ปราดเปรียวดูลื่นไหลคล่องตัวพร้อมเลือกใช้แฮนด์แบบจับโช้คหรือคลิปออนแบบฉบับสปอร์ตไบค์ใช้กัน แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของสวิงอาร์มเดี่ยวนั่นเอง ซึ่งรถคลาสนี้ไม่ได้มีอะไรแบบนี้กันได้ง่าย ๆ เลย ซึ่งก็บอกเลยว่าหล่อจริง ๆ ขุมพลังจะเป็นเครื่องตัวใหม่สองสูบเรียงขนาด 399 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47.6 แรงม้าที่ 10,000 รอบ พร้อมกับแรงบิดสูงสุดที่ 38 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ถ่ายทอดผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวลขึ้น ช่วงล่างเลือกใช้เฟรมแบบท่อและแผ่นเพลตยึดติดเข้ากับเครื่องยนต์ และใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของโครงสร้างเพื่อเสริมความแข็งแรง และลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลงได้เพราะใช้โลหะน้อยลง ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Marzocchi ขณะที่ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมทำงานร่วมกับกระเดื่องและโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 300 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ แต่มีปั๊มบนแบบเรเดียลแล้ว ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ด้วย ส่วนขนาดล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่ให้มาจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 150/60 หน้าหลังตามลำดับ เรื่องของเทคโนโลยีนั้นก็ทันสมัยไม่แพ้ค่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ ใช้งานระบบนำทางได้ นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจวัดลมยาง และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB อีกด้วย ทั้งนี้เรื่องของการวางจำหน่ายนั้นจะเริ่มวางจำหน่ายได้ในช่วงครึ่งปีแรกอย่างที่กล่าวไป แต่ทั้งนี้ในส่วนของราคานั้นยังไม่ได้มีการระบุ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยนั้นคงต้องลุ้นหนักเอาหน่อย สำหรับค่ายนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายในไทยตอนนี้ก็ดูแผ่ว ๆ เงียบ ๆ ไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024

ทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024 ใครบ้างที่ต้องจับตามอง ครั้งนี้เราจะมาดูกันครับว่าในการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024 ใครบ้างที่ต้องจับตามอง นักแข่งคนไหนมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ และใครเป็นใครน่าสนใจแค่ไหน บทความนี้จะมาพูดคุยบอกเล่ากันครับ Alvaro Bautista, Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea คือนักแข่งสามคนที่ถูก จับตามอง! มากที่สุดในรายการ WorldSBK เพราะทุกคนมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์โลก จากโปรไฟล์และผลงานที่ผ่านมา ๆ และทั้งสามคนล้วนมีดีกรีแชมป์โลกมาก่อนแล้วทั้งนั้น เตรียมตัวที่จะทดสอบอย่างเป็นทางการก่อนที่จะเปิดฤดูกาลใหม่ 2024 กันที่ Jerez ประเทศสเปนภายในเดือนมกราคมนี้ Ducati แน่นอนว่าทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่ Bautista ว่าในฤดูกาลนี้เขาจะสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 3 มาได้หรือไม่ และนักแข่งสเปนผู้นี้จะทำเวลาในการทดสอบออกมาได้ดีหรือไม่ และในปีนี้เขาจะมีทีมเมตคนใหม่อย่าง Nicolo Bulega โดยจะได้ลองขี่รถใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เขาเลื่อนชั้นขึ้นมาหลังจากเป็นแชมป์โลกใน WorldSSP เมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Danilo Petrucci (Barni Spark) Andrea Iannone (GoEleven) ที่เพิ่งกลับมาหลังจากโดนโทษแบนเรื่องสารต้องห้าม Sam Lowes (Marc VDS) และ Michael Ruben Rinaldi (Motocorsa Ducati) เองก็จะลงทดสอบด้วยเช่นกัน Yamaha ทางด้านของ Yamaha มีนักแข่งบิ๊กเนมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างกรณี Jonathan Rea ที่ย้ายค่ายเปลี่ยนสีไปอยู่กับทีมโรงงานของยามาฮ่าเป็นครั้งแรก หลังเป็นแชมป์โลกกับอีกค่ายมามากถึง 6 สมัย โดยลงซ้อมกับ Andrea Locatelli ทีมเมทของเขา ด้าน Dominique Aegerter และ Remy Gardner จากทีม GYTR GRT Yamaha WorldSBK เองก็ลงแข่งขัน โดยมีหน้าใหม่อย่าง Phillip Oettl แข่งให้กับทีม GMT94 Yamaha BMW แม้ว่าที่ผ่านมาผลงานจะไม่เจิดจรัส แต่ปีนี้จะเป็นค่ายที่ไม่ควรพลาดเชียร์และชม โดยปีนี้ค่ายใบพัดสีฟ้าจะมีลุ้นแชมป์ได้มากขึ้นหลังจากการย้ายเข้ามาของ Razgatlioglu ที่ครั้งนี้เขาจะได้ลองรถ M1000RR ของเขาอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ว่าในการทดสอบครั้งแรกเขาจะได้ทดสอบน้อยไปหน่อยเนื่องจากสภาพอากาศแย่ แต่ครั้งนี้แชมป์โลกปี 2021 ผู้นี้จะได้โชว์ศักยภาพอีกครั้งครับ ยังมี Michael Van Der Mark, Scott Redding และ Garrett Gerloff ที่สังกัดค่ายเดียวกัน พร้อมกันนี้ยังมีนักทดสอบรถคนใหม่อย่าง Sylvain Guintoli และ Bradley Smith อีกด้วย Honda Iker Lecuona และ Xavi Vierge จะลงซ้อมและเตรียมรถกับ Honda CBR1000RR-R 2024 ซึ่งปรับปรุงมาใหม่ทั้งเรื่องแอโรไดนามิกและเครื่องยนต์ ก็ต้องดูว่าผลงานจะกระเตื่องขึ้นมากน้อยเพียงใด Kawasaki ทางด้านค่ายเขียวก็จะมี Axel Bassani, Alex Lowes แข่งให้กับทีมโรงงาน และ Tito Rabat มาแข่งให้กับทีม Puccetti ซึ่งปีนี้ค่ายเขียวอาจจะดูกร่อยไปเลยเพราะแชมป์โลก 6 สมัยย้ายออกไปแล้ว ทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK 2024 งานนี้บิ๊กเนมทั้งสามคนนั้นเป็นอะไรที่หลาย ๆ คนติดตามอยู่แล้ว แต่ก็มีนักแข่งหน้าใหม่ที่อัปคลาสขึ้นมา นักแข่งที่เพิ่งกลับมาหลังจากโดนโทษ การปรับเปลี่ยนรถใหม่ ดังนั้นการทดสอบอย่างเป็นทางการของรายการนี้เอง แฟน ๆ ทั้งหลายที่ติดตามการแข่งขันรายการนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงพะยะค่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kaneda Bike

Kaneda Bike รถจากอนิเมะดัง ได้มือดีสร้าง พร้อมเปิดให้รับจองกันแล้ว งานศิลปะชั้นยอดคือการสื่อสารระหว่างตัวศิลปินและผู้ชม มันไม่ใช่แค่ว่า เอ้านี่คืองานที่ผมสร้าง ลองดูมันสิ แล้วก็กลับบ้านไป แต่ศิลปะที่ยอดเยี่ยมมันจะทำให้คุณสั่นไหว มันจะตราตรึงในใจคุณ และบางทีมันอาจจะกระตุ้นให้คุณรู้สึกอะไรบางอย่างทั้งที่สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่นักสร้างสรรค์มืออาชีพได้สร้างผลงานของพวกเขาออกมา และเจ้ารถ Kaneda Bike คันนี้ก็เป็นเสมือนผลงานศิลปะชั้นยอดชิ้นนึง Bel & Bel คือสตูดิโอสุดสร้างสรรค์ที่เกิดจากสองผู้ก่อตั้งที่มีชื่อว่า Carles Bel และ Jesus Bel (แต่ไม่ได้เป็นญาติกันนะ) ซึ่งทั้งสองต่างหลงใหลในผลงานมังงะและอนิเมะชื่อดังที่รู้จักกันไปทั่วโลกของ Katsuhiro Otomo พวกเขาเริ่มก่อตั้งสตูดิโอนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2005 โดยเริ่มโฟกัสไปที่การนำชิ้นส่วนของรถสกู๊ตเตอร์และรถคลาสสิกมาทำเป็นของใช้ใหม่ ๆ และเพิ่มมูลค่ามันขึ้นมาแทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นขยะไป กระทั่งในปี 2020 ทางสตูดิโอเริ่มสร้างอะไรที่เหนือไปกว่านั้น โดยเขานำรถ Capsule No.9 ของบลูม่าจากการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลมาสร้างเป็นรถใช้งานจริง ๆ และต่อมาพวกเขาก็เริ่มโปรเจ็กต์ที่เหนือกว่าไปอีกระดับด้วยการสร้างรถของคาเนดะจากอนิเมชันชื่อดังอย่าง Akira ในปี 2023 โดยเริ่มแรกเป็นการใช้เครื่องยนต์ไฮบริดจากทาง Yamaha ขนาด 250 ซีซี แต่ต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้าล้วน ซึ่งจุดเด่นของรถคันนี้คือดีไซน์สุดล้ำเหนือจินตนาการตามแบบอนิเมชันไซไฟเลย มีการเน้นหนักในเรื่องของฐานล้อที่ยาวกว่ารถทั่วไป และช่วงล่างแบบอาร์มเดี่ยวที่ด้านหลัง และการมีชิ้นส่วนแฟริ่งมาปิดที่บริเวณล้อทั้งสองด้านหน้าหลังเลยทีเดียว ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ดูว่ารถมีแอโรไดนามิกที่ดี ตัวแฟริ่งของรถทำมาจากไฟเบอร์กลาวและคาร์บอนไฟเบอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้เป็นแบบฮับมอเตอร์ที่ล้อหลังขนาด 5000 วัตต์ 72 โวลต์ พร้อมโหมด 3 โหมด และเกียร์ถอยหลัง มีแบตเตอรี่ที่เพียงพอกับการใช้งานที่ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร และเคลมท็อปสปีดมาที่ 120 กม./ชม. เลือกใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางสลิก ทั้งนี้ทางเจ้าของสตูดิโอบอกไว้ว่าตั้งใจจะขายที่ราคา 24,000 ยูโร หรือราว ๆ 920,000 บาท งานนี้ใครเงินเหลืออยากสานฝันวัยเด็กล่ะก็ไปจ่ายเงินจองได้ที่เว็บ  https://www.belybel.com/ ของสองคู่หู Bel & Bel ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha-LEXi-LX-155-2024

Yamaha LEXi LX 155 2024 เปิดตัวแล้วที่อินโดนีเซีย ยามาฮ่ายังคงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทำการเปิดตัว All New Yamaha LEXi LX 155 2024 ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Simple but MAXi” หรือว่าเรียบง่ายแต่เต็มแม็กซ์ สำหรับผู้ที่ต้องการความพรีเมียมพร้อมสมรรถนะแบบเต็มแม็กซ์ ขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายและใช้งานได้จริงในทุก ๆ วัน LEXi LX 155 โมเดลใหม่นี้อัปเกรดจากเดิม 125 ซีซี มาใช้เครื่องยนต์ใหม่ Blue Core สูบเดียว 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 15.15 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 14.2 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เรียกว่าแรงกว่ารุ่นเก่าขึ้นมาพอสมควร โดยมีถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าก็จะมีโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ระบบเบรกจะเป็นแบบดิสก์เบรกด้านหน้าและดรัมเบรกที่ด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้อแม็กแบบไม่ต้องใช้ยางใน มีขนาด 90/90-14M/C และ 100/90-14M/C ตามลำดับ และแน่นอนว่าเพื่อการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่มากขึ้นทางค่ายใส่ระบบ Stop & Start System ที่จะช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดหยุดนิ่ง อย่างเช่นตอนรอไฟแดง เป็นต้น และยังมีระบบ Smart Motor Generator ที่เป็นตัวช่วยให้รถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้นุ่มนวลมากขึ้น ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยี สำหรับรุ่น LEXi LX 155 Connected ABS ก็จะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก มีระบบสมาร์ทคีย์ช่วยให้สตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ทั้งยังมีระบบ Answer Back ช่วยให้เราหารถในที่จอดรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพียงกดปุ่มรถก็จะส่งสัญญาณให้เราสังเกตได้ง่ายขึ้น และที่แน่นอนที่สุดตามชื่อคือระบบ Y-Connect ที่ทำให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานแอพลิเคชันเพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ที่จอดรถล่าสุด แจ้งเตือนความผิดปกติของตัวรถ แจ้งเตือนข้อความและสายเรียกเข้าบนหน้าจอเรือนไมล์ อันดับการขับขี่ในแง่ของการประหยัด บันทึกการขับขี่ ทริป และวัดรอบ ทั้งนี้ทางอินโดนีเซียแยกโมเดลใหม่นี้ออกเป็น 3 รุ่นย่อยได้แก่ LEXi LX 155 Connected ABS จะมาในเฉดสีน้ำตาลแม็กม่า (ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 67,500 บาท) LEXi LX 155 S มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาลแม็กม่า สีเงินเข้มอิลิกเซอร์ และสีแดงด้าน (ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 60,500 บาท) LEXi LX 155 มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีดำเมทัลลิก สีเทาด้าน และสีแดงเมทัลลิก (ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 57,100 บาท) ส่วนเรื่องที่บ้านเราจะจำหน่ายโมเดลนี้มั้ย บอกเลยว่ามีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียวครับ งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าบ้านเราจะเปิดขายเมื่อไหร่ ซึ่งรุ่นเดิมนั้นราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 60,100 บาท ก็คาดว่าตัวใหม่นี้ราคาน่าจะปรับขึ้นไปตามความจุและเทคโนโลยี โดยราคาอาจจะไปอยู่ราว ๆ 70,000 ก็เป็นได้ ทั้งนี้เป็นเพียงการคาดเดาของแอดมินเองนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก