Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Versys 1000 S 2021

Versys 1000 S 2021 ทัวริ่งรุ่นย่อยคันใหม่จาก Kawasaki ล่าสุดทีมกรีนจากฝากตะวันตกของโลกก็ได้ทำการเปิดตัว Versys 1000 S ซึ่งเป็นรุ่นย่อยใหม่ที่มีสเป็กสูงกว่ารุ่นปกติ แต่ก็ยังมีลูกเล่นน้อยกว่ารุ่น SE พูดง่ายๆ ว่าตัวกลางก็ได้ครับ โดย Kawasaki ได้ทำการเปิดตัว Versys 1000 S สำหรับจำหน่ายในปี 2021 และยังมีโมเดลเพิ่มของแต่งอีก 3 แพ็กเกจด้วยกันครับ ได้แก่ Tourer, Tourer Plus และ Grand Tourer โดยเจ้าโมเดลใหม่นี้จะมีลูกเล่นในการใช้งานเป็นรองเพียงแค่โมเดล SE เท่านั้น โดยจะสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ มีอุ่นมือ มีครูซคอนโทรล แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างช่วยเหลือเวลาเลี้ยวโค้ง โหมดการขับขี่และควิกชิฟเตอร์ แต่จะไม่มีช่วงล่างไฟฟ้า Skyhook ซึ่งจะพบได้ในตัว SE เท่านั้นครับ เครื่องยนต์ยังคงใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1043 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 120 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ครับ อุปกรณ์เสริมที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากรุ่นปกตินั้น ทั้ง Tourer, Tourer Plus และ Grand Tourer จะได้กระเป๋าข้าง 2 ใบที่มีความจุรวมกัน 56 ลิตร โดยสามารถใช้กุญแจรถไขเปิดได้ทันที ไม่ต้องพกกุญแจหลายดอก ส่วนรุ่น Tourer Plus และ Grand Tourer จะได้ไฟตัดหมอก LED เข้ามาด้วย และสุดท้าย Grand Tourer จะเพิ่มกล่องท้ายอีกใบที่มีความจุมากถึง 47 ลิตร แผงยึด GPS และเฟรมสไลด์เดอร์ หรือการ์ดเฟรมด้านข้างเครื่องยนต์ สำหรับสีสันตอนนี้มีให้เลือกแค่ 2 ชุดสีเท่านั้น ได้แก่ สีเทาพื้นดำตัดลายกราฟิกสีแดง Pearl Storm Gray/Metallic Diablo Black/Metallic Flat Spark Black และสีเขียวพื้นดำตัดลายกราฟิกสีเทา Emerald Blazed Green/Metallic Diablo Black/Metallic Flat Spark Black อย่างที่เห็นด้านบนครับ ส่วนบ้านเราคงต้องอดใจรอกันสักเล็กน้อยนะครับ ทั้งนี้สนนราคาเมื่อเข้าไทยคาดว่าก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ ไม่เกิน 700,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Forza 750 2021

Honda Forza 750 2021 กับ 8 ไฮไลท์ที่คุณต้องรู้ Honda Forza 750 2021 เปิดตัวที่ยุโรปแล้ววันนี้ ทำให้มันกลายเป็นพี่ใหญ่สุดในตระกูลฟอร์ซ่า หลังจากปล่อยทีเซอร์ยั่วน้ำลายมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่ผมจะลงข่าวเปิดตัวธรรมดา ผมก็เลยเขียนเป็นสกู๊ปเจาะลึก ดึงไฮไลท์ที่คุณต้องรู้มาเลยก็แล้วกันครับ   หรูหราพรีเมียม แน่นอนว่า Forza 750 นั้นมาพร้อมดีไซน์ใหม่ ดูสปอร์ตดุดัน บึกบึน แต่ไม่เทอะทะ อีกทั้งยังมีความแกรนด์ มีความพรีเมียม หล่อเหลา ดึงดูดสายตาจากรอบข้างได้เป็นอย่างดี   สะดวกสบายจริงๆ   เป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ แน่นอนว่าต้องมาพร้อมความสะดวกสบาย ฟีเจอร์ที่อำนวยความสะดวกสบายหลักๆ ก็จะเป็นช่องเก็บของต่างๆ ซึ่งช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 22 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้สบายๆ พร้อมกับมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ด้านใน ยังมีช่องเก็บของด้านหน้าฝั่งขวาที่สามารถเก็บของซึ่งสามารถเปิดปิดใช้งานได้สะดวก มีระบบสมาร์ทคีย์ซึ่งช่วยให้สตาร์ทรถ เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ เพียงแค่กดปุ่มควบคุมที่ตัวรถ ทั้งยังมีฟังก์ชั่น Answer back ที่ใช้หารถตัวเองได้ง่ายขึ้น โดยจะกระพริบไฟเลี้ยวตอบเวลากดใช้งานจากระยะไกล     ล้ำสมัยสุดๆ ฮอนด้าจัดความล้ำสมัยมาให้แบบสุดขีดแบบที่หลายๆ ค่ายยังต้องยอม โดยให้จอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบ Honda Smartphone Voice Control System ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และสั่งงานโทรศัพท์อย่าง โทรออก ส่งอีเมล ฟังเพลงและใช้งานระบบนำทางผ่านการสั่งงานด้วยเสียงได้อีกด้วย หรือถ้าไม่ถนัดก็สามารถสั่งงานผ่านสวิตช์ควบคุมที่แผงสวิตช์ด้านซ้ายมือได้     ทัศนวิสัยเป็นเลิศ Forza 750 ให้ทัศนวิสัยแก่ผู้ขับขี่ได้ดีเยี่ยมด้วยระบบไฟทั้งหมดเป็นแบบ LED ทั้งยังมีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่ด้านหน้า ไฟเลี้ยวหน้าก็เป็นแบบฝังที่ด้านข้างตัวรถ ไม่ยื่นออกมาด้านนอกให้เกะกะสายตาอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีระบบไฟแจ้งเตือนเบรกฉุกเฉิน Emergency Stop Signal ที่จะกระพริบไฟเลี้ยวทั้งสองข้างอัตโนมัติหากเบรกกะทันหันเพื่อเตือนให้คันที่ขับตามมารู้ตัว และยกเลิกโดยอัตโนมัติอีกด้วย   แรงจริงไม่อิงนิยาย เครื่องยนต์ของเจ้าฟอร์ซ่ารุ่นใหญ่คันนี้ให้ขุมกำลังแรงจัด ไม่ต้องให้ปลัดมาคอยบอกก็สัมผัสได้ โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 750 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เด่นด้วยช่วงชักที่ยาวและห้องเผาไหม้รูปทรงพิเศษ ทำให้ได้แรงบิดที่ดีตั้งแต่ช่วงรอบต่ำ ทางค่ายเคลมมาว่ามีแรงม้าสูงถึง 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบ และแรงบิดสูงถึง 69 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 4,750 รอบ โดยมีเรดไลน์ที่ 7,000 รอบ   ปลอดภัยขั้นสุด ตัวรถอัดเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องความปลอดภัยมาหลายขนาน หากไม่นับรวมระบบไฟ ESS และระบบเบรก ABS แล้ว ตัวรถก็ยังมีระบบ Honda Selectable Torque Control หรือง่ายๆ ก็คือแทร็คชั่นคอนโทรลอีกด้วย ซึ่งปรับได้ 3 ระดับ ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีการตัดกำลังเครื่องยนต์ต่างกัน โดยระดับ 1 คือระดับที่กวนน้อยที่สุด ระดับที่ 2 คือค่าปกติจากโรงงานใช้ในการขับขี่ทั่วไป และระดับ 3 เหมาะสำหรับถนนลื่นๆ หรือเวลาฝนตก และสามารถปิดการทำงานได้   ขี่ง่ายสบายใจ ตัวรถมาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้าและโหมดการขับขี่ 4 โหมดด้วยกันได้แก่ Standard สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป มีความสมดุลกันระหว่างกำลังเครื่องยนต์ เอ็นจิ้นเบรก แทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรก ABS จะทำงานที่ระดับสูงสุด Sport สำหรับการขับขี่ที่ต้องการกำลังที่ดุดัน เอ็นจิ้นเบรกที่หนักหน่วง แต่มีการกวนจากแทร็คชั่นคอนโทรลที่น้อยลง Rain สำหรับการขับขี่ที่ต้องการกำลังเครื่อง และเอ็นจิ้นเบรกที่ไม่มาก แทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรก ABS จะทำงานที่ระดับสูงสุด เหมาะกับการขับขี่ในเส้นทางที่ลื่น หรือฝนตก User โหมดที่จะให้เลือกปรับการทำงานของแต่ละระบบได้อิสระ ทั้งกำลังเครื่องยนต์ เอ็นจิ้นเบรก แทร็คชั่นคอนโทรล และการทำงานของระบบ DCT เหมาะสำหรับคนที่คุ้นเคยกับตัวรถเป็นอย่างดีแล้ว และแน่นอนว่าจะขาดฟังก์ชั่นเด่นของค่ายปีกนกอย่าง Dual Clutch Transmission ไปไม่ได้ครับ ค่ายปีกนกเขาพัฒนาระบบนี้มา 11 ปีแล้ว ซึ่งระบบนี้ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ของรถเป็นไปได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อ หรือถ้าหากอยากสนุกก็ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์เองผ่านระบบแพดเดิ้ลชิฟต์ได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าโหมดทั้งสี่นี้นอกจากจะช่วยเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยให้สามารถปรับใช้งานได้ตามสถานการณ์ได้สะดวก เมื่อบวกรวมกับระบบ DCT ก็ยิ่งทำให้ขับขี่ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น   ช่วงล่างแจ่มแมว ช่วงล่างของพี่ใหญ่จากฟอร์ซ่านั้นโดดเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาด 41

KRRC 2020 สนามที่1 มาแล้วกิจกรรมสุดมันจากค่ายเขียว

KRRC 2020 สนามที่1 มาแล้วกิจกรรมสุดมันจากค่ายเขียว กิจกรรม KRRC สนามที่ 1 หรือ Kawasaki Road Racing Championship สนามที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม เพื่อให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์ขับขี่ที่ได้ทั้งความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ ได้เพิ่มทักษะ อัพสกิลการขับขี่ และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ ได้สัมผัสการแข่งขันบนสนามระดับประเทศภายใต้ความปลอดภัย สนามนี้ได้รับความสนใจจากลูกค้า Kawasaki เองค่อนข้างเยอะเนื่องจากเพิ่งผ่านสถานการณ์โควิดมา มีการตรวจอุณหภูมิร่างกายวัดไข้กันตั้งแต่หน้าสนามและในงานยังคงให้ส่วมหน้ากากป้องกันและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยอีกด้วยตามมาตราการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 KRRC 2020 สนามที่ 1 มีจัดขึ้น 2 วันโดยแบ่งวันแรกเป็นการประชุมชี้แจงกฎกติกาการแข่งขัน ลงซ้อมสลับกับกิจกรรม Circuit Fun Ride ส่วนวันที่สองแน่นไปทางด้านการแข่งขันสลับกับกิจกรรม Circuit Fun Ride ให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์การขับขี่บนสนามแข่งขันโดยมีนักแข่งยอดฝีมือจากทีมโรงงานอย่าง ติ๊งโน๊ต ฐิติพงศ์ วโรกร และ CK ชัยวิชิต นิสกุล นำไลน์การขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัยพร้อมให้คำแนะนำเพื่อเสริมสร้างทักษะ บรรยากาศเริ่มด้วยการแข่งขันของแต่ละรุ่นมีตั้งแต่ Ninja ZX25R,Ninja 400, NinjaZX-10R  ผลการแข่งขันรุ่น Ninja400 B / Ninja ZX25R ผลการแข่งขันรุ่น Ninja 400 A ผลการแข่งขันรุ่น Ninja ZX-6 R ผลการแข่งขันรุ่น Ninja ZX-10R ST2/ST3 A ผลการแข่งขันรุ่น Ninja ZX-10R ST3 B อีกทั้งภายในงานยังมีบูธขายสินค้าราคาพิเศษ เริ่มตั้งแต่น้ำเครื่อง elf,โซ่ DID,โช้ค YSS,ยาง Pirelli และผลิตภัณฑ์ของทาง Kawasaki เองมาลดกันถึง 80%   และสำหรับกิจกรรม Kawasaki Road Racing Championship สนามต่อไปจะจัดขึ้นที่สนามระดับโลกอย่าง สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2564 บอกได้เลยว่าลูกค้าค่ายยักษ์เขียวไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดดีกรีความมันดุดเดือดกว่านี้แน่นอน สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ เว็บไซต์ www.kawasaki.co.th แฟนเพจ https://www.facebook.com/KawasakiRoadRacing/ https://www.facebook.com/KawasakiMotorsThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Vinoora

Yamaha Vinoora นี่สกู๊ตเตอร์หรือมินเนี่ยน ล่าสุดยามาฮ่าไต้หวันได้ทำการเปิดตัว Yamaha Vinoora สกู๊ตเตอร์หน้าตาสุดน่ารัก ที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างสไตล์แบบย้อนยุคและเทคโนโลยีจากยุคสมัยใหม่ มีดีไซน์โดดเด่นที่ไฟกลมคู่หน้าแบบวงแหวน และไฟท้ายทรงกลมที่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูสนุกสนาน ตลก และน่ารัก มุ้งมิ้งไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ไฟเลี้ยวยังเป็นแบบฮาโลเจนอยู่ โดยมีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์อยู่ในโคมไฟหน้าด้วย ตัวรถให้กลิ่นอายของความย้อนยุคจากส่วนเว้าส่วนโค้ง แต่ก็มีเส้นสายในแบบของโมเดิร์นแฝงอยู่ภายในทำให้มันกลายเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์เรโทรแบบใหม่ ขุมพลังที่ใช้เป็นเครื่องยนต์บลูคอร์แบบสูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งเคลมมาว่าประหยัดน้ำมันมากถึง 57.7 กม./ลิตร ถังน้ำมันจุได้ 4 ลิตร เรียกได้ว่าวิ่งได้ 200 กิโลเมตรด้วยน้ำมันถังเดียวเลย ประหยัดดีจริงๆ ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ด้านหลังเป็นดรัมเบรก มียางขนาด 90/90-10’’ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวรถยังมีฟังก์ชั่นด้านความสะดวกสบายอย่างช่องจ่ายไฟแบบ USB มาให้ที่ด้านหน้ารถอีกด้วย มิติของตัวรถนั้นค่อนข้างเล็ก เบาะนั่งก็สูงเพียง 745 ม.ม. บวกกับตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 94 ก.ก. ก็เรียกว่าขับขี่ได้ง่าย เหมาะกับการใช้งานเมือง ขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวรถยังมีหลากหลายสีสันให้เลือกตามแต่รสนิยมอีกด้วยครับ   งานนี้ผู้หญิงน่าจะชอบอกชอบใจกับเจ้า Yamaha Vinoora คันนี้เป็นแน่แท้ ผู้ชายสายแบ๊วเองก็อาจจะถูกใจด้วยก็เป็นได้ แต่ก็น่าเสียดายเพราะมันน่าจะไม่จำหน่ายในไทย ทั้งนี้ก็ต้องดูกระแสและจับตามองกันไปก่อนครับ แต่ถ้าเข้ามาก็น่าสนใจมากทีเดียวเลยล่ะครับ ส่วนรูปมินเนี่ยนนี่ผมว่าง เลยลองทำมาเล่นๆ ดูครับ ว่ามันละม้ายคล้ายเจ้ามินเนี่ยนอยู่มากเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ADV 150 สีใหม่ ขายอินโด ถูกใจมั้ย ลองดูกัน

ADV 150 สีใหม่ ขายอินโด ถูกใจมั้ย ลองดูกัน เมื่อไม่นานนี้ P.T. Astra Honda Motor หรือฮอนด้า อินโดนีเซีย ได้เปิดตัว ADV 150 สีใหม่ สำหรับปี 2021 ซึ่งมีทั้งหมด 3 สีด้วยกัน เรียกได้ว่าจัดมาหลากหลาย น่าจะถูกใจหลายๆ คนเลยล่ะครับ ซึ่งในอนาคตสีใหม่นี้อาจจะนำมาจำหน่ายในประเทศไทยด้วยก็ได้ครับ (หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น) สีแรกได้แก่ Tough Matte Black Gold หรือ สีดำด้านล้อทอง ตัวรถจะมีเบสเป็นสีดำด้าน มีรายละเอียดเป็นสีเงิน และโลโก้ ADV150 และล้อสีทอง ดูสุขุมและเรียบหรูไม่น้อยเลยล่ะครับ สีที่ 2 คือ Tough White Gold หรือ สีขาวล้อทอง ตัวรถจะมีสีขาวมุกเป็นสีหลัก ตัดด้วยสีเงิน และโลโก้ ADV150 และล้อสีทอง ก็จะดูหรูหราสวยงามไม่เบาเช่นเดียวกัน และสีที่ 3 คือ Advance White Black หรือสีขาวสลับดำ ตัวรถจะมีชิ้นส่วนแฟริ่งด้านบนและด้านหน้าเป็นสีขาว และด้านล่างและท้าย รวมถึงล้อจะเป็นสีดำตัดสลับกัน พร้อมกับลวดลายกราฟิกเป็นแถบเส้นสีแดเงและดำพาดข้างตัวรถก็จะให้ภาพลักษณ์ที่เป็นสปอร์ตนิดๆ นอกจากนี้ยังมีอีกสีที่ไม่มีขายในไทยแต่มีจำหน่ายที่อินโดนีเซียอย่างสี Tough Red ซึ่งจะเป็นสีเดิมแต่จะขายต่อในปี 2021 โดยตัวรถจะมีแฟริ่งเป็นสีแดงสลับดำและล้อสีดำ ดูเรียบๆ ขรึมๆ ซึ่งส่วนตัวแล้วค่อนข้างธรรมดา แต่ก็สามารถไปทำสติ๊กเกอร์เท่ๆ ไปได้ง่ายขึ้นครับ เห็นกันไปครบทั้ง 3 สีใหม่ และอีก 1 สีที่ไม่มีขายในบ้านเรากันแล้ว คุณอยากจะให้บ้านเรามีสีไหนมาขายบ้างมั้ยครับ ลองคอมเมนต์กันมาดูนะครับ เพื่อฮอนด้ามาเห็นอาจจะมีขายจริงๆ ก็ได้นะ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa SPRINT 150 i Get ABS 10TH

Vespa SPRINT 150 i-Get ABS 10TH ANNIVERSARY THAILAND LIMITED EDITION และนี่คือโมเดลรุ่นลิมิเต็ด ฉลองครบรอบ 10 ปี เวสป้า ประเทศไทย กับดีไซน์ที่มีจำหน่ายเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตและมีระดับ ด้วยการเลือกใช้สีเงิน Grigio Seta ซึ่งเป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโปสเตอร์ “ที่ 1 เวสป้า” โปสเตอร์สุดคลาสสิกของประเทศไทยในอดีต และนอกจากนี้สีเงินยังถูกนิยามให้เป็นสีที่คลาสสิกไร้วันเก่าเพราะเป็นสีที่ใช้กับเวสป้าตั้งแต่รุ่นวินเทจมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน พร้อมยกระดับไปอีกขั้นกับการออกแบบลายข้าวหลามตัดบนเบาะหนังสีเทา และยังเป็นครั้งแรกที่เวสป้าเลือกใช้สีบรอนซ์ตกแต่งตามส่วนต่างๆ ของตัวรถ ไล่ตั้งแต่บังแตร คิ้วด้านหน้าตัวถัง กรอบไฟหน้า กรอบไฟท้าย ล้อแม็ก และที่จับผู้โดยสาร และพิเศษยิ่งขึ้นกับการรันหมายเลขประจำตัวรถบนเพลทชื่อรุ่น สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมรุ่นลิมิเต็ด “Vespa SPRINT 150 i-Get ABS 10TH ANNIVERSARY THAILAND LIMITED EDITION” สีเงิน Grigio Seta มีวางจำหน่ายเพียง 1,010 คัน เท่านั้น มาพร้อมชุดของพรีเมี่ยม “Time Capsule Bag” พร้อมบอกเล่าเรื่องราวจากอดีต บันทึกเหตุการณ์ปัจจุบันที่พร้อมส่งต่อไปยังอนาคตผ่านของพรีเมี่ยม 3 ชุด 3 เรื่องราว ประกอบด้วย NOSTALGIA SET: สัมผัสความทรงจำในอดีตที่เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน กล้องมองภาพสามมิติ (3D SLIDE VIEWER) สมุดภาพ (SCRAPBOOK) เซตแม่เหล็ก (MAGNET SET) เซตโปสการ์ด (POSTCARD SET) กระดาษจดหมาย (LETTER) เซตสติ๊กเกอร์ (STICKER SET) RIDING SET: บันทึกโมเมนต์พิเศษผ่านดีไซน์ที่สร้างความโดดเด่นเหนือกาลเวลา หมวกกันน็อก (HELMET) ถุงมือ (GLOVES) กระเป๋าเก็บของหน้ารถ (FRONT BAG) พวงกุญแจ (KEYRING) ผ้าเช็ดหน้า (BANDANAS) NEW NORMAL SET: เรื่องใหม่ในปัจจุบันที่พร้อมจะกำหนดอนาคต หน้ากากอนามัยและสเปรย์แอลกอฮอล์ (MASK & ALCOHOL) ถุงผ้า (SHOPPING BAG) ชุดช้อนส้อมแบบพกพา (UTENSILS) กระบอกน้ำเก็บความเย็น (TUMBLER)   โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปีนี้จะจำหน่ายในราคา ราคา 149,900 บาท ทุกการจำหน่ายจะบริจาคให้มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คันละ 1,010 บาท และสกู๊ตเตอร์เวสป้ารุ่นลิมิเตดนี้ยังมาพร้อมก้บความพิเศษด้วยการประมูลหมายเลขบนเพลทชื่อรุ่น โดยสามารถร่วมประมูลได้ที่เว็บไซต์ auction.vespa.co.th ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2563   เวลา 10.10 น. ถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 เวลา 12.00 น. ยอดเงินที่ได้จากการประมูล โดยหักจากราคาประมูลตั้งต้นจะถูกมอบให้กับมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทั้งนี้ใบเสร็จยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด (รายละเอียมูลนิธิ: https://www.sosthailand.org/)   สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายเวสป้าทั่วประเทศ และสามารถติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ LINE Official Account @vespathailand หรือ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และ อินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-S750 2021

GSX-S750 มาพร้อมสีใหม่รับปี 2021 ล่าสุด Suzuki UK ก็ได้ทำการเปิดตัวสีใหม่ของโมเดลเน็กเก็ดยอดนิยมอย่าง GSX-S750 ด้วยกัน 2 สีใหม่ ซึ่งได้แก่สีน้ำเงินใหม่พร้อมลวดลายสีเขียวสะท้อนแสงและสีดำที่ลวดลายกราฟิกสีเทา ล้อสีน้ำเงิน ชุดสีน้ำเงินใหม่จะมีถังน้ำมัน บังโคลน เบาะนั่งและอกล่างเป็นสีดำ เติมเต็มด้วยสีน้ำเงินที่บริเวณครอบแผงหม้อน้ำและชิ้นข้าง ใส่รายละเอียดด้วยลายกราฟิกสีเขียวสะท้อนแสงบริเวณไฟหน้า อกล่าง และส่วนท้ายล้อขอบล้อ ขณะที่สีดำนั้นก็จะมีชิ้นส่วนส่วนใหญ่เป็นสีดำแทบทั้งหมด แต่งแต้มลายกราฟิกสีเทา และรายละเอียดเล็กน้อยบางส่วนเป็นสีน้ำเงินคือที่อกล่าง ท้ายและล้อ โดยทั้งสองโมเดลจะมาพร้อมกับลายกราฟิกใหม่เป็นโลโก้ GSX ขนาดใหญ่พาดบริเวณถังไปยังแฟริ่งครอบแผงหม้อน้ำ สื่อให้เห็นว่านี้คือรถ Suzuki อย่างชัดเจน ทั้งนี้เจ้า GSX-S750 มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 114 แรงม้า โดยใช้เครื่องที่น้ำมันจาก GSX-R ที่เป็นสปอร์ตไบค์ แต่เครื่องยนต์นั้นมีการปรับจูนให้เข้ากับการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น มันมีแทร็คชั่นคอนโทรล 3 โหมด และระบบ Easy Start สตาร์ทรถง่ายเพียงกดปุ่มเดียว และระบบช่วยเร่งเครื่องในช่วงรอบเดินเบา ป้องกันรถดับเวลาจอดติดไฟแดง   ส่วนบ้านเราใครอยากได้สีใหม่นี้น่าจะต้องรอกันไปก่อนนะครับ ส่วนสนนราคาน่าจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler 1100 Dark Pro

Scrambler 1100 Dark Pro หล่อล่ำดำดุ โมเดลใหม่จาก Ducati Ducati ได้ทำการเพิ่มโมเดลใหม่ให้กับสแครมเบลอร์รุ่นใหญ่อย่าง Scrambler 1100 Pro กับโมเดลหล่อล่ำดำเข้มชื่อว่า Scrambler 1100 Dark Pro โดยเจ้าเวอร์ชั่นใหม่นี้จะมาพร้อมกับโช้คหน้า Marzocchi ด้านหลังเป็นโช้ค Kayaba ขุมพลังวีทวินขนาด 1079 ซีซีและ 85 แรงม้าเท่าเดิม แต่มีการทำการตกแต่งใหม่ให้จบด้วยสีดำด้านและอลูมิเนียม ระบบเบรกก็จะยังคงเป็น Brembo โมโนบล็อก พร้อมกับระบบเบรก ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลและโหมดการขับขี่ 3 โหมดอันได้แก่ Active, Journey และ City อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KLX150BF SE 2021

KLX150BF SE 2021 สีเขียวนีออน สดใส โดนใจแน่นอน ล่าสุดค่ายยักษ์เขียวอย่าง Kawasaki ก็ได้ทำการเปิดตัว Kawasaki KLX150BF SE 2021 เจ้าตั๊กแตนโฉมใหม่มาในมาดของสีเขียวนีออน สดใสสุดๆ ครับ ดีไซน์โดยรวมนั้นยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากโมเดลก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่ ยังเป็นการผสมผสานกันระหว่างโมโตครอสและรถสไตล์ออฟโร้ดเข้าด้วยกันเพื่อให้รู้สึกว่าสามารถที่จะลุยไปได้ในทุกเส้นทาง ตัวรถยังคงใช้แฮนด์บาร์แบบแฟลต มาพร้อมการ์ดแฮนด์ ล้อขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับพร้อมยางแบบบั้งเพื่อให้ลุยออฟโร้ดได้ดี นอกจากสีใหม่ที่เป็นสีเขียวนีออนแล้ว ก็มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ ช่วยให้รถดูโฉบเฉี่ยวและดูดุดันมากขึ้น หัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ SOHC ขนาด 144 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าที่ 12 แรงม้าที่ 8,000 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 11.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบเกียร์ 5 สปีด ซึ่งเหมาะการขับขี่ทั้งบนถนนและออฟโร้ด   ตัวรถยังคงใช้เฟรมแบบเหล็กกล้าที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา มีน้ำหนักตัวรถเพียง 118 ก.ก. ด้านหน้าเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับสีทองขนาด 35 ม.ม. ระยะยุบ 175 ม.ม. และโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับกระเดื่อง โช้คหลังสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 192 ม.ม. ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot Django 125 ABS

Peugeot Django 125 ABS รุ่นพิเศษฉลองครบ 210 ปี!! รู้หรือไม่ว่าปี 2020 นี้ Peugeot มีอายุได้ 210 ปีแล้ว? แต่เพื่อให้ชัดเจน จริงๆ แล้วแบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มทำรถมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่แรกหรอก แต่มาเริ่มทำตอนปี 1896 นี้เอง ซึ่งก็เหมือนกับหลายๆ ค่ายที่คุณรู้จัก ซึ่งก็ทำธุรกิจอย่างอื่นมาก่อนที่จะมาทำมอเตอร์ไซค์ ก่อนที่จะทำรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ แบรนด์ฝรั่งเศสได้เคยทำอะไรสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล้า เลื่อย กระโปรงแบบนึง เครื่องบดกาแฟ และเครื่องบดพริกไทย ขณะที่เพียงบางผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่ยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ และบางสายการผลิตก็อยู่กับเจ้าของต่างรายกัน แต่อย่างไรก็ตามทั้งแบรนด์ต่างยินดีที่จะเฉลิมฉลองการครบรอบ 210 ปีของทางแบรนด์ ซึ่งยากที่จะหาแบรนด์ไหนเคลมอายุได้ยาวนานขนาดนี้ ด้วยโอกาสนี้จึงได้เปิดตัว Peugeot Django 125 ABS 210th Anniversary ขึ้นมา โดยจะจำหน่ายเพียงแค่ 21 คันเท่านั้น โดยเจ้า Django 125 นั้นเป็นเวอร์ชั่นสมัยใหม่ของ S55 สกู๊ตเตอร์จากแบรนด์ในช่วงยุค 50 และเพิ่มชุดสีพิเศษเป็นสีจากธงชาติฝรั่งเซสเข้าไป พร้อมกับเพิ่มตราพิเศษฉลองครบรอบ 210 ปีลงไป นอกจากนี้ยังมีเบาะนั่งสีแดงเย็บแบบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดพร้อมเดินเส้นเก็บขอบด้วยสีขาวเพิ่มคอนทราสต์ให้กับเบาะนั่ง ช่วยให้ดูดีมีสไตล์แบบผู้ดีฝรั่งเศส ส่วนในเรื่องของสเปก Django 125 รุ่นพิเศษก็ยังเหมือนกับรุ่นปัจจุบันที่วางขายทั่วไป โดยยังใช้เครื่องยนต์สูบเดียวแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ CVT เพื่อให้มันขี่ได้ง่ายแบบแค่บิดก็พร้อมไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 2021 มอเตอร์ไซค์ติดเรดาร์

Multistrada V4 2021 มอเตอร์ไซค์ติดเรดาร์ เจ้าแรกในโลก แม้ว่า Multstrada V4 2021 จะเปิดตัวจริงๆ จะเป็นต้นเดือนพฤศจิกายนที่ใกล้จะถึงนี้ แต่ Ducati ก็ออกมาเผยโฉมหน้า (จริงๆ) พร้อมออกมาบอกข้อมูลที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ไปเลย โดยค่ายรถสีแดงขาวค่ายนี้ออกมาบอกกับโลกว่าโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมลูกเล่นที่โดดเด่นมากที่สุด และกลายเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกในโลกที่ติดตั้งเรดาห์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งจะทำให้เจ้าคันนี้มีระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ หรือ Adaptive Cruise Control และระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา หรือ Blind-spot Detection ตลอด 2 – 3 ปีให้หลังมานี้หลายๆ ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ต่างพยายามพัฒนาระบบครูซคอนโทรลให้ดีขึ้น แน่นอนว่ารวมไปถึงค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง BMW และ Kawasaki ด้วย และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่ระบบครูซคอนโทรลแบบพื้นฐานก็ได้เริ่มแพร่หลายไปมากขึ้น แต่เราก็ยังไม่ได้เห็นระบบใหม่จนกระทั่งการมาถึงของเจ้า Multistrada V4 โดยเรดาห์ที่ด้านหน้าจะช่วยให้รถสามารถติดตั้งระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติได้ ซึ่งจะคอยควบคุมความเร็วของรถเพื่อรักษาระยะห่างกับรถคันที่อยู่ด้านหน้าได้ ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยปรับความเร็วเองเวลาที่ระบบนี้ทำงานอยู่ ส่วนเรดาห์ด้านหลังจะทำหน้าที่ตรวจจับรถที่จะเข้ามาในจุดอับสายตาและรถที่จะเข้ามาจากด้านหลังและมุมอับที่ต้องมองข้ามไหล่ไปครับ   งานนี้รอชมสเปกเต็มๆ และอาจจะมีวิดีโอการทำงานของเจ้ารถสุดล้ำคันนี้ได้วันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

KTM 890 Adventure R

KTM 890 Adventure R และ Rally ลุยหมดปลอก นอกถนนก็ไม่หวั่น KTM เลือกที่จะไม่ยั่วหรือว่าสร้างกระแสก่อนจะมีการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ต่างจากคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ แล้วก็ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่ในพิกัด 890 ทันทีแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยซะอย่างนั้น และคราวนี้ยังมาเป็นแพ็กคู่อีกด้วย นับเป็นเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้นหลังจากมีการเปิดโมเดลเน็กเก็ตพิกัดเดียวกันไปเมื่อปีที่แล้ว KTM 890 Adventure R และ Rally ทั้ง 2 โมเดลใหม่นี้ล้วนแล้วแต่ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 890 ซีซีที่มีการปรับจูนใหม่เล็กน้อยให้ต่างไปจากของเจ้า Duke ในร่างสายลุยนี้ เครื่องยนต์จะมีกำลังแรงม้าน้อยลงเหลือ 105 แรงม้าจากเดิม 119 แรงม้า แต่มีแรงบิดเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเป็น 73.7 ฟุตปอนด์จากเดิม 73 ฟุตปอนด์ วางบนเฟรมโครโมลีสตีลกับท่อคอบังคับรถอลูมิเนียมและซับเฟรมที่เบากว่า (แต่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลข) สายลุยรหัสใหม่นี้มาพร้อมกับแอนติฮ็อปปิงคลัตช์ PASC ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์ 6 สปีด และควิกชิฟเตอร์ (ออปชั่นเสริม) ทั้งนี้ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อีกมากมาย อาทิ ABS แบบออฟโร้ด โหมดการขับขี่ และแทร็คชั่นคอนโทรล และอีกฟังก์ชั่นนึงที่กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการมอเตอร์ไซค์แล้วก็คือหน้าจอเรือนไมล์สีแบบ TFT นั่นเอง ช่วงล่างซัพพอร์ตโดยของประจำค่าย ด้านหน้าเป็น WP XPLOR ขนาด 48 ม.ม. พร้อมระยะยุบมากถึง 240 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยว WP XACT PDS ระยะยุบ 240 ม.ม.เช่นกัน มาพร้อมยาง Metzeler Karoo 3 ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต ดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต ส่วนโมเดลพิเศษอย่าง 890 Adventure R Rally จะพิเศษยิ่งขึ้น โดยจะมีปลายท่อจาก Akrapovič พักเท้าแบบแรลลี่ เบาะนั่งแบบราบแบบเอ็นดูโร่ ล้ออโนไดซ์ และปรับช่วงล่างมาให้เหมาะกับการแข่งขัน การ์ดถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ โช้ค WP XPLOR Pro ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ติดตั้ง Quickshifter+ และโหมดการขับขี่แบบ Rally ติดรถมาเลย ทั้งนี้จะขายเพียงแค่ 700 คันเท่านั้น ส่วนสนนราคาของทั้งสองโมเดลยังไม่ประกาศนะครับ ต้องรอลุ้นกันไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CRF1100L Africa Twin 2021

CRF1100L Africa Twin 2021 เพิ่มสีใหม่ไตรคัลเลอร์ ใครๆ ต่างก็รู้ว่า Honda นั้นได้สร้างชุดสีที่ยอดเยี่ยมตลอดกาลมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว หากคุณลองมองย้อนกลับไปยังเจ้า XRV650 Africa Twin รุ่นดั้งเดิมที่เปิดตัวในปี 1988 ในชุดสีขาว น้ำเงินและแดง คุณก็จะพบว่าชุดสีนี้มันเป็นชุดสีที่ดีที่สุดเท่าที่ฮอนด้าเคยทำมาเลยทีเดียว และเมื่อ Africa Twin กลับมาอีกครั้งในปี 2016 ฉุดสีไตรคัลเลอร์นี้ก็กลับมาอีกครั้ง และตอนนี้ปี 2020 ก็เป็นอีกครั้งที่ Honda ทำการเพิ่มชุดสีใหม่ให้กับ CRF1100L Africa Twin ใหม่ ด้วยชุดสียอดนิยมไตรคัลเลอร์ โดยนำมาใส่เฉพาะในรุ่น Adventure Sport เท่านั้น ซึ่งจะวางจำหน่ายเป็นโมเดลปี 2021 ซึ่งบอกเลยว่าสวยถูกใจหลายคนแน่นอน! นอกจากลวดลายกราฟิกสีใหม่ไตรคัลเลอร์แล้วโมเดล 2021 ไม่ได้มีการปรับปรุงในส่วนอื่นๆ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าชุดสีไตรคัลเลอร์ที่มีชื่อว่า Pearl Glare White Tricolor นั้นโดดเด่นจริงๆ ครับผม ส่วนสีอื่นๆ อย่างสีแดง Grand Prix Red และสีดำด้าน Matte Ballistic Black ก็จะยังมีจำหน่ายอยู่เช่นเคย แฟนๆ ชาวไทยท่านใดที่กำลังอยากจะได้เจ้าแอฟริกาทวิน 1100 คันใหม่นี่ล่ะก็คงต้องอดใจรอสักหน่อยนะครับ น่าจะเป็นปีหน้าเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NMax 160 Star Wars

NMax 160 Star Wars สำหรับสาวกเจไดก็มา แฟนๆ สตาร์วอร์สถูกใจสิ่งนี้!! เรียกได้ว่าหากคุณเป็นสาวกมหากาพย์เรื่องนี้แล้วล่ะก็เจ้ารถคันนี้ก็ควรค่าจะไปอยู่ในโรงจอดรถของคุณครับ เพียงแต่ว่าคุณจะต้องเลือกครับ ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน เว้นแต่ว่า เงินคุณเหลือจริงๆ เพราะ Yamaha NMax 160 ABS ใหม่นี้มาในเวอร์ชั่น Star Wars พร้อมกันที่เดียวถึง 2 ลวดลาย ลวดลายแรกก็คือสีขาวสำหรับฝ่ายพันธมิตรกบฏ Rebel Alliance และสีดำสำหรับฝ่ายจักรวรรดิกาแลกติก Galactic Empire ซึ่งทั้งสองต่างเป็นโมเดลพิเศษที่จะวางจำหน่ายในประเทศบราซิลทั้งหมด 680 คัน โดย Yamaha ตั้งใจเป็นอย่างดีว่าจะไม่ทำลายสมดุลของพลัง ดังนั้นจึงผลิตมาโมเดลละ 340 คันเท่ากันทั้งสองฝั่งครับ โดยจุดเด่นของฝ่ายพันธมิตรกบฏ Rebel Alliance จะได้แรงบันดาลใจมาจากยานรบสี่ปีกอเนกประสงค์ X-Wing ในตำนาน โดยเลือกใช้สีเดียวกันกับยานรบซึ่งมี Luke Skywalker เป็นคนขับลำนี้ ตัวรถจึงมาในชุดสีขาวกับเส้นสายสีแดง และมีรายละเอียดตกแต่งเพิ่มเป็นสีเหลือง และแน่นอนว่าต้องมีโลโก้ประจำฝ่าย ส่วนจุดเด่นของเวอร์ชั่นจักรวรรดิกาแลกติก Galactic Empire คือมาในชุดสีดำพร้อมกับโลโก้บนแฟริ่งและมีลวดลายกราฟิกเพิ่มเติมเป็นสีเงินและสีแดง   สำหรับสนนราคานั้นจะจำหน่ายอยู่ที่ราวๆ 80,000 บาท ซึ่งแพงกว่าโมเดลปกติเพียงเล็กน้อย อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha WR450F Aussie Edition

Yamaha WR450F Aussie Edition รุ่นพิเศษขายในแดนจิงโจ้เท่านั้น นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1998 Yamaha WR450F ก็ทำยอดขายดีติดชาร์จของประเทศออสเตรเลียมาตลอด และกลายเป็นรถยอดนิยมของชาวเมืองจิงโจ้ไปแล้ว และด้วยการนี้เองทางยามาฮ่าก็ไม่ได้เพิกเฉยแฟนๆ ของทางค่ายรถ จึงจับเอา WR450F ที่เป็นรถที่ยอดเยี่ยมไปด้วยสมรรถนะ การควบคุมและความทนทานเหมาะกับการขับขี่ในประเทศที่กว้างใหญ่อย่างออสเตรเลียมาทำโมเดลพิเศษตอบแทนสาวก   และสาเหตุด้านบนคือต้นกำเนิดของ ลายจิงโจ้ หรือ Aussie Edition ที่มาพร้อมลวดลายกราฟิกสีน้ำเงินสดใสเตะตาพร้อมลายจิงโจ้ซึ่งจำหน่ายเฉพาะในออสเตรเลียเท่านั้น เป็นการตอบแทนชาวออสเตรเลียที่นิยมในโมเดลนี้จนยอดขายในออสเตรเลียนั้นมากกว่าที่ใดๆ ในโลก โดยเจ้าโมเดลพิเศษสำหรับชาวออสซีจะมีพื้นฐานมาจากโมเดล 2021 และจะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดแค่เพียง 400 คันเท่านั้น โดยจะมีจุดเด่นๆ คือ ลวดลายจิงโจ้บนการ์ดแผงหม้อน้ำอลูมิเนียมและการ์ดท้องเครื่องซึ่งเป็นของแต่งจากทาง Force Accessories นอกจากนี้ตัวรถจะติดตั้งการ์ดแฮนด์ยอดนิยมจากทาง Barkbuster และปลายท่อแบรนด์คุ้นหูอย่าง Akrapovic อีกด้วยครับ ทำให้มันกลายเป็นโมเดลที่มีความพิเศษที่ทั้งหล่อเท่ ดุดัน และแอบมุ้งมิ้งในเวลาเดียวกันครับ   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

G 310 GS 2021

G 310 GS ปรับโฉมใหม่! แต่ไม่ได้ดีแค่หล่ออย่างเดียว BMW Motorrad อัพเกรด G 310 GS น้องเล็กสุดจากตระกูล GS เสริมหล่อ พร้อมเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดตัววางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2016 มันคือ สายลุยที่มีขนาดกะทัดรัด แข็งแกร่ง และมีความคล่องตัวสูง เหมาะกับหลายๆ คน โดยเฉพาะกับมือใหม่ หน้าใหม่ และคนร่างเล็ก โดยปรับให้คล่องตัว ปลอดภัย และใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะถนน ทางดำ หรือทางฝุ่น   ปรับเครื่องรับ EURO5 เครื่องยนต์ของมันยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 313 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 วาล์ว หัวฉีดไฟฟ้า ให้กำลังแรงม้า 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 28 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ซึ่งผ่านการปรับปรุงให้สามารถที่จะผ่านมาตรฐาน Euro5 ได้ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มตัวควบคุมคันเร่งแบบไฟฟ้า ช่วยให้คันเร่งตอบสนองได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น มีระบบช่วยเพิ่มรอบเวลาอยู่ในเกียร์ว่าง ป้องกันเครื่องยนต์ดับขณะจอดรถชั่วคราว อีกทั้งยังเพิ่มระบบแอนติฮ็อปปิงคลัตช์ ที่จะช่วยลดแรงฉุดของเครื่องยนต์เวลาลดเกียร์ลง ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น (คล้ายๆ กับสลิปเปอร์คลัตช์) ซึ่งจะช่วยทำให้มือคลัตช์เบาขึ้นด้วย   ไฟส่องสว่าง LED ทั้งระบบ นอกจากไฟเบรกที่ของเดิมเป็น LED อยู่แล้ว ตอนนี้ทาง BMW ได้ทำการอัพเกรดระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดให้เป็น LED ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยยามค่ำคืนให้ดียิ่งขึ้น กระทั่งไฟเลี้ยวก็เป็น LED ซึ่งมองเห็นได้ชัดมากขึ้นอีกด้วย   ก้านเบรกและก้านคลัตช์ปรับได้ 4 ระดับ ตอนนี้ก้านเบรกและก้านคลัตช์สามารถปรับแต่งได้ 4 ระดับ ช่วยให้กำก้านเบรกและก้านคลัตช์ได้ง่ายมากขึ้น แม้กระทั่งคนมือเล็ก โดยระดับที่ 1 นั้นก้านเบรกจะอยู่ใกล้กับแฮนด์บาร์มากขึ้น 6 ม.ม.   ปรับเปลี่ยนเฉดสีใหม่เพิ่มความหล่อ เจ้า 310 GS มีสไตล์ที่สมกับเป็นรถสายลุยในตระกูลจีเอส แล้วยังมีสีสันในแบบที่ถอดแบบมาจากรุ่นพี่ในตระกูล โดยจะมีครอบเครื่อง ครอบคลัตช์และปั๊มน้ำมาในสีเทา Metallic titanium grey ตัวสีรถเบสิกเป็นสีขาว Polar White ตัดสลับด้วยสีข้างถังน้ำมันเป็นสีเทา ส่วนในโมเดลสีพิเศษอย่าง Rallye ตัวเฟรมจะทำสีแดงและมีสีน้ำเงิน Kyanit Blue บริเวณครอบถังตรงกลางและบริเวณปากนก เรียกว่าสวยงามแปลกตาดีทีเดียว และโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 40 ปี  GS ก็จะมาในชุดสีแบบเดียวกันกับ R 100 GS คือสีดำ Cosmic Black ตัดด้วยกราฟฟิกสีเหลืองด้านข้างตัวรถ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Forza 750

Honda Forza 750 กับ 13 จุดเด่นที่ค่อนข้างจะชัดเจนแล้ว อีกครั้งแล้วที่ Honda ยุโรปทำการยั่วยวนสาวกและชาวสกู๊ตเตอร์ด้วยการส่งคลิปวิดีโอทีเซอร์เจ้า All New Honda Forza 750 ออกมาผ่านทาง YouTube และนี่ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ก็มีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ มากขึ้น และทาง SuperBike ก็ได้รวบรวมเอาจุดเด่นต่างๆ ที่คอนเฟิร์มแล้วว่ามาในโมเดลใหม่นี้อย่างแน่นอน ซึ่งมีอยู่ 13 ข้อดังนี้ครับ   ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หากคุณติดตามข่าวสารมอเตอร์ไซค์มาตลอด คุณจะรู้ว่าโมเดลใหม่ๆ ของทางฮอนด้านั้นจะถูกอัพเกรดระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งหมด และติดตั้งระบบไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์มาให้ด้วย เพราะทางค่ายคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยมาโดยตลอด   โช้คหน้าหัวกลับ ตามภาพเลยครับ ตัวรถให้โช้คหน้าแบบหัวกลับมาเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่   ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin และระบบเบรก ABS จากทีเซอร์เราก็จะเห็นว่ามีการใช้ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ซึ่งทางฮอนด้าก็ใช้ของ Nissin มาโดยตลอดยกเว้นโมเดลพิเศษบางโมเดลที่จะไปใช้ Brembo เรียกว่าคู่บุญกันมานานครับ   ล้อหน้า 17 นิ้ว ล้อหลัง 15 นิ้ว   จากการที่เราพยายามเทียบโยงกับรุ่นที่ใกล้เคียงกัน ก็พบว่า เจ้าฟอร์ซ่า 750 มีลักษณะใกล้เคียงกับ X-ADV มากที่สุด จึงมีความเป็นได้ค่อนข้างมากว่าจะมีล้อหน้าขนาด 17 นิ้วและล้อหลัง 15 นิ้ว   เครื่องยนต์ 2 สูบ ขนาด 745 ซีซี 4 จังหวะ เช่นกันหากดูจากรหัสทางค้าว่า 750 เครื่องยนต์ที่อยู่ในพิกัดเดียวกันนี้ก็จะมีเจ้า X-ADV ที่ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 745 ซีซี ซึ่งดูจากภายนอกก็มีหน้าตาเดียวกัน ซึ่งอาจจะมีการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ซึ่งน่าจะทำให้มีสมรรถนะที่ดีขึ้น เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนทั่วไปมากขึ้น   ระบบเกียร์ DCT เป็นระบบเกียร์ที่ฮอนด้าพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและถูกใช้ในหลายๆ โมเดลของทางค่าย และแน่นอนว่าฟอร์ซ่า 750 เป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ และบวกรวมกับภาพจากในทีเซอร์เราก็จะเห็นได้ว่าหน้าจอเรือนไมล์นั้นมีสัญลักษณ์ตัว D ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่บอกว่ามีการใช้ระบบเกียร์แบบ DCT อย่างแน่นอน   ระบบสมาร์ทคีย์ สกู๊ตเตอร์นั้นมีจุดเด่นเรื่องความสะดวกสบาย ดังนั้นเมื่อบวกรวมกับภาพที่เราเห็นจากทีเซอร์ตัวที่ 2 เราก็จะคอนเฟิร์มได้ว่าเราจะได้เห็นระบบสมาร์ทคีย์แน่นอน และจะเป็นในแบบรูปแบบใหม่ด้วย   หน้าจอเรือนไมล์สีแบบ TFT อันนี้ค่อนข้างจะชัดเจนเลยหากดูจากทีเซอร์ตัวที่ 2 ซึ่งหน้าจอเรือนไมล์สีแบบ TFT น่าจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของมอเตอร์ไซค์ในอนาคตอย่างแน่นอนครับ เพราะหลายๆ ค่ายก็เลือกใช้กัน   เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ อันนี้ก็สังเกตได้จากไอคอนบนหน้าจอเรือนไมล์มุมซ้ายบนจากทีเซอร์ตัวที่ 2 เช่นกัน ซึ่งก็น่าจะใช้เชื่อมต่อเพื่อดึงเอาข้อมูลต่างๆ จากตัวรถ อาจจะสามารถใช้รับสายหรือควบคุมฟังก์ชันมัลติมีเดียโดยไม่ต้องละมือไปจากแฮนด์บาร์ด้วยก็ได้     โหมดการขับขี่ เรื่องโหมดการขับขี่อันนี้ก็สังเกตได้จากเรือนไมล์จากทีเซอร์ตัวที่ 2 จากคำว่า User ซึ่งก็น่าจะมีโหมดติดรถมาให้เลือกจำนวนนึง ส่วนในโหมด User ก็น่าจะให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งการทำงานได้เอง โดยจะปรับระดับการทำงานของระบบต่างๆ ได้เอง   โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ จากการสังเกตที่หน้าจอเรือนไมล์อีกเช่นกัน จากตัว P ซึ่งน่าจะมีด้วยกัน 3 ระดับจากลักษณะของวงกลมล้อมรอบ ซึ่งจะช่วยควบคุมกำลังเครื่องยนต์ที่ออกมา ให้เหมาะกับสภาพการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ กัน   ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบนี้ก็สังเกตเห็นได้จากเรือนไมล์เช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นตัว T ในวงกลม ซึ่งน่าจะมีระดับการทำงาน 3 ระดับด้วยกัน เรียกได้ว่าช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ระบบควบคุมเอ็นจินเบรก ระบบควบคุมเอ็นจินเบรกก็จะสังเกตได้จากตัว E ในวงกลมบนหน้าจอเรือนไมล์ ซึ่งก็น่าจะปรับได้ทั้งหมด 3 ระดับเช่นกัน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R 1250 GS 2021

R 1250 GS 2021 เผยโฉมแล้วพร้อมรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 40 ปี BMW ได้ใช้โอกาสที่ GS มีอายุครบ 40 ปีเปิดตัวโมเดลที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด ในระดับที่ว่ามีทุกอย่างตั้งแต่อุ่นเบาะยันไฟหน้าปรับองศาขณะเข้าโค้งอัตโนมัติ แถมยังมีความคล้ายคลึงกับ R 100 GS Bumblebee ที่เป็นรุ่นเก๋าๆ รุ่นนึงของ GS เช่นกัน GS รุ่นล่าสุดนั้นจัดเต็มเรื่องอุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั้งยังเป็นระบบใหม่ๆ ของปีนี้อีกด้วย โดยที่น่าสนใจที่สุดคือไฟหน้าที่มีตัวรีเฟล็กเตอร์ที่สามารถหมุนได้ 35 องศา ช่วยให้ลำแสงของไฟหน้าหันไปทางเดียวกับที่คุณเลี้ยวเข้าโค้งได้ ไม่เพียงแต่ปรับซ้ายขวาได้ มันยังปรับก้มเงย 2 องศาได้อีกด้วย เช่นในกรณีที่คุณมีคนซ้อนหรือบรรทุกหนัก ก็สามารถปรับความสูงให้ต่ำลงมาจากการที่มันหน้าเชิด นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นเจ๋งๆ อย่างระบบไฟ Welcome ซึ่งหากเปิดไว้ เวลาที่คุณสตาร์ทรถไฟหน้าไฟท้ายรวมถึงไฟเลี้ยวก็จะสว่างขึ้น ฟังก์ชั่น Goodbye ที่หลังจากดับเครื่องแล้วไฟหน้าและไฟท้ายจะยังสว่างอยู่อีกระยะนึงแล้วจะค่อยๆ ดิมลงจนดับ และ Follow me home ที่จะสามารถเปิดไฟหน้าค้างไว้ได้แม้จะดับเครื่องแล้วเพียงกดปุ่มไฟสูงคว้างไว้ระยะนึง ช่วยให้คุณจอดรถในที่มืดๆ หรือแสงน้อยได้สะดวกมากขึ้น เรียกว่าเรื่องไฟนี่จัดเต็มจริงๆ ยังไม่หมด BMW ยังทำการอัพเกรดยกระดับความปลอดภัยพื้นฐานอีกด้วย โดยทั้ง GS และ GSA จะมีไดนามิกแทร็คชั่นคอนโทรลและ ABS Pro ติดรถพื้นฐานมาเลย รวมไปถึงระบบช่วยออกตัวรถบนเนินหรือทางลาดชันอีกด้วย (Hill Start Control – HSC) นอกจากนี้ยังสามารถเปิดโหมดการขับขี่แบบ Pro หรือว่า HSC Pro เป็นอ็อปชันเสริมได้อีก นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมในส่วนของความสะดวกสบาย อุ่นเบาะคนขับ คนซ้อน อุ่นมือที่อัพเกรดใหม่เพิ่มลดได้ 5 ระดับ ซึ่งสามารถควบคุมผ่านหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ได้เลย มีช่องจ่ายไฟแบบ USB ขนาด 2.4 แอมแปร์ ซึ่งชาร์จสมาร์ทโฟนได้ไวขึ้น แม้กระทั่งสามารถปรับความสูงของแฮนด์บาร์ได้อีก 30 ม.ม.โดยไม่ต้องซื้อของแต่งเพิ่ม นอกจากลูกเล่นทั้งหมดนี้โมเดลพิเศษฉลอง 40 ปี ยังจะมาพร้อมชุดสีใหม่แบบ R100GS คลาสสิก ซึ่งเป็นสีเหลืองตัดสีพื้นสีดำ ส่วนโมเดลปกติก็จะมีสีพื้นฐานอย่างสีเทา Ice Grey สีดำ Triple Black และลาย Rallye ส่วนสนนราคานั้นยังไม่ระบุ แต่คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะประกาศ ส่วนแฟนๆ สายลุยรอ R 1250 GS 2021 อีกนิดนะครับปีหน้ามาแน่นอนครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda H'ness CB350

Honda H’Ness CB350 นีโอคลาสสิคขายอินเดียที่น่าจับตามอง รถในตระกูล Honda CB คือรถตระกูลนึงที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ไซค์ ทางฮอนด้ายังคงผลิตรถที่อยู่ในตระกูล CB ออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่โมเดลเก่าๆ จากยุค 60 หรือ 70 ยังคงมีขายอยู่ในตลาดรถมือสองจนถึงตลาดรถประมูล เท่านั้นยังไม่พอตระกูล CB ยังกว้างใหญ่ขยายออกไปมากขึ้น ไปเป็นโมเดลสไตล์ที่แปลกใหม่ยิ่งขึ้นเช่น CB650R หรือกระทั่ง CB500X แทนที่จะเป็นรถที่ทำออกมาในรูปแบบของย้อนยุคให้สมกับตระกูล CB แต่ตอนนี้เรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะล่าสุดฮอนด้าอินเดียก็เปิดตัวโมเดลใหม่ออกมาแล้วอย่างเจ้า H’ness CB350 นั่นเอง   ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า Honda จะออกโมเดลใหม่มาสู้กับรถของทาง Royal Enfield Bullet 350 ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนีโอคลาสสิก และเดากันว่าจะเป็น Rebl 300 แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่นะครับ Honda เลือกใช้วิธีการย้อนยุค ทำการชุบชีวิต CB350 โมเดลในอดีตขึ้นมาใหม่ และตั้งชื่อใหม่ว่า H’ness มาจากคำว่า Highness นั่นเอง   ดีไซน์เป็นแบบคลาสสิกขนานแท้เพื่อที่จะได้แย่งชิงส่วนแบ่งจากการตลาดจากทาง Royal Enfield มาให้ได้ มันดูคล้ายกับโมเดลดั้งเดิมค่อนข้างมากราวกับว่าโมเดลเดิมไม่เคยถูกยกเลิกการผลิตมาก่อน แต่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นโมเดลใหม่มากกว่า ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 348 ซีซีแบบสูบเดียวที่ใช้งานร่วมกับระบบเกียร์ 5 สปีด ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 20 ตัวและแรงบิดที่ 22 ฟุตปอนด์ นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ เรือนไมล์ผสมดิจิตอลและอนาล็อก โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ และแทร็คชั่นคอนโทรล ซึ่งดูมีลูกเล่นที่จะเกิดนตัวไปจากรถในพิกัดเริ่มต้นแบบนี้ อย่างไรก็ดี Honda ยังคงไม่เปิดเผยตัวเลขราคา แต่คิดว่าราคาน่าจะอยู่ที่ 82,000 บาท (คิดจากค่าเงินอินเดียรูปี) โดยอ้างอิงจากมอเตอร์ไซค์รุ่นใกล้เคียงกัน ส่วนการที่จะมาจำหน่ายในบ้านเรานั้นค่อนข้างจะยากนิดนึง แต่หากกระแสในบ้านเราดีจริงๆ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ก็ได้ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บิ๊กช้อง แฮปปี้ผลงาน “เขมินท์-พีรพงศ์” ผลงานติดกลุ่มหน้า CEV Moto2

“บอสไทยยามาฮ่า” แฮปปี้ผลงาน “เขมินท์-พีรพงศ์” กระตุ้นเด็กไทยยกระดับผลงานติดกลุ่มหน้า ซีอีวี โมโตทู บิ๊กช้อง ธีระพงษ์ โอภาสกรกุล บอสใหญ่ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม เผยต้นสังกัดแฮปปี้กับผลงานอันโดดเด่นของ 2 นักบิดไทยอย่าง “เคเคซัง” เขมินท์ คูโบะ #9 และ “ต๋ง” พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 ที่เปิดตัวอย่างยอดเยี่ยมกับสังกัด วีอาร์46 มาสเตอร์ แคมป์ ทีม หลังประเดิมซิวท็อป 5 มาครอง พร้อมกระตุ้นให้ยกระดับการทำงานทั้งด้านความฟิตของร่างกาย การปรับตัวกับรถแข่ง และการทำงานร่วมกับทีมงาน หวังขยับเกาะกลุ่มหน้าให้ได้ ยืนยัน “ไทยยามาฮ่ามอเตอร์” มีแผนสร้างนักบิดไทยลงลุยศึก เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ในรุ่น โมโตทู ในอนาคต คู่หูนักบิดดาวรุ่งจากไทยยามาฮ่า อย่าง “เคเคซัง” เขมินท์ คูโบะ #9 และ “ต๋ง” พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 เข้าร่วมสังกัด วีอาร์46 มาสเตอร์ แคมป์ ทีม เพื่อลงล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้อย่างเต็มตัวหลังจากสถานการณ์ โควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลาย หลังจากที่พลาดการแข่งขันไป 2 สนาม (4 เรซ) เขมินท์ คูโบะ #9 มีลุ้นโพเดี้ยมอย่างมาก หลังทำเวลาในรอบควอลิฟายอย่างยอดเยี่ยมได้ออกตัวจากกริดที่ 3 แต่พลาดล้มอย่างน่าเสียดายในสนาม 3 ก่อนจะกลับมาสู่ฟอร์มยอดเยี่ยม ด้วยการนำรถแข่งเข้าป้ายในอันดับ 5 ของสนามที่ 4 ขณะที่ พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 ประเดิมสนามแรกในกริดที่ 10 และเปิดตัวด้วยการคว้าอันดับ 12 แต่น่าเสียดายที่มาพลาดล้มในสนามที่ 4 หลังจบการแข่งขันสนามที่ผ่านมา นักบิดไทยทั้ง 2 คน เก็บตัวอย่างต่อเนื่องที่ยุโรปด้วยโปรแกรมมาตรฐานการป้องกันและแพร่ระบาดของ โควิด-19 กับต้นสังกัด วีอาร์46 มาสเตอร์ แคมป์ ทีม โดยนักบิดไทยทั้ง 2 ได้ปฏิบัติตามวินัยเป็นอย่างดีเพื่อแข่งขันในฤดูกาล 2020 นายธีระพงษ์ โอภาสกรกุล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายกีฬายานยนต์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด หัวเรือใหญ่ด้านมอเตอร์สปอร์ตของ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม กล่าวว่า “จากสถานการณ์ของโรคระบาด ทำให้แผนหลายอย่างของเราเปลี่ยนไป จากเดิมที่จะส่งทั้ง “เคเคซัง” เขมินท์ คูโบะ #9 และ “ต๋ง” พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 ไปเก็บตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม ก็ต้องเลื่อนออกไป พอทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเราก็ประสานงานกับทาง วีอาร์46 อย่างต่อเนื่อง จนสามารถพานักบิดของเรากลับเข้าสู่รายการแข่งขันได้อีกครั้ง” “ซึ่ง 2 นักแข่งของเราได้เข้าโปรแกรมการทดสอบความฟิตตามมาตรฐานของต้นสังกัด วีอาร์46 มาสเตอร์ แคมป์ ทีม และทั้งคู่ได้มีวินัยในการรักษาสภาพร่างกาย และป้องกันตนเองด้วยการเลี่ยงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ขณะที่ทีมงานของ วีอาร์46 ก็รับปากเราอย่างดีในการดูแลนักบิดไทยทั้ง 2 คน นี่คือสิ่งที่ทำให้เราอุ่นใจกับการส่งเด็กในสังกัดเดินทางไปแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาทั้งคู่มีความมุ่งมั่นอย่างมากด้วยที่จะสร้างผลงานที่ดีกับการแข่งขันในเวทียุโรป” ภายหลังผ่านการแข่งขัน 2 สนามแรกด้วยผลงานที่โดดเด่นของ “เคเคซัง” เขมินท์ คูโบะ #9 และ “ต๋ง” พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 บอสใหญ่ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม กล่าวว่า “พวกเขาทำผลงานได้ดีเลยทีเดียวครับ ยามาฮ่าค่อนข้างพอใจกับการเปิดตัวในฤดูกาลนี้ของทั้งคู่ เขมินท์ คูโบะ #9 แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ในปีที่ผ่านมาช่วยเขาได้มาก และเขาเองก็ยกระดับผลงานขึ้นมาติดกลุ่มท็อป 5 ได้ดี โดยเฉพาะในรอบควอลิฟาย ส่วนในช่วงแข่งขันจริงยังมีแผ่วๆ ช่วงปลายเรซ ซึ่งตรงนี้นักบิดและทีมงานรู้ดีว่าต้องแก้ไขจุดไหน เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถยกระดับผลงานของตนเองได้ในสนามต่อไป ส่วนในสนามนี้ “เคเคซัง” ได้ทำการทดสอบขับขี่ และสามารถสร้างผลงานของตัวเองได้ดีกว่าเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังสามารถส่งข้อมูลการเซ็ตติ้งรถให้กับทีมงานได้เป็นอย่างดี” “ส่วน พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 นี่คือปีแรกที่เขาได้ไปลุยในยุโรป การเปิดตัวและคว้าแต้มได้เลยในสนามแรก สร้างความประทับใจให้กับทีมงาน วีอาร์46 มาก เราเองก็ยินดีที่เขาเริ่มต้นได้ดี แต่ก็มาพลาดในเรซที่

KTM RC 200 & KTM RC 390 2021

KTM RC 200 และ RC 390 เปิดตัวสีใหม่ 2021 ที่อินเดีย KTM อินเดียได้ทำการเปิดตัวรถในตระกูล RC ที่รองรับมาตรฐานไอเสียใหม่ BS6 เพื่อจำหน่ายในอินเดียได้อย่างถูกต้อง โดยโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมสีสันและลายกราฟฟิกใหม่ แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรายละเอียดด้านระบบขับเคลื่อนหรือส่วนสนับสนุนอื่นๆ โดย KTM RC 200 จะมีเฉดสีใหม่เป็นสีส้ม Electronic Orange เพิ่มเข้ามา โดยใช้เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน BS6 แบบสูบเดียวขนาด 199.5 ซีซี ที่ให้แรงม้า 25 แรงม้าและแรงบิดที่ 19.2 นิวตันเมตร ส่วน KTM RC 390 จะเป็นสีเงิน Metallic Silver เพิ่มเข้ามา ซึ่งเครื่องยนต์ใหม่ก็จะผ่านมาตรฐาน BS6 เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 373.3 ซีซี แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรงม้ามากถึง 43.5 แรงม้าที่ 9,000 รอบและ 36 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ส่วน RC 125 นั้นยกเลิกการจำหน่ายสีดำ Dark Galvano แต่ก็ถูกปรับให้ผ่านมาตรฐาน BS6 เช่นกัน โดยเครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรง 14.5 แรงม้าที่ 9,250 รอบและ 12 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ สุดท้ายนี้แฟนๆ ที่ชื่นชอบ RC 390 อาจจะอดใจรอไปอีกพักนึง เพราะทาง KTM กำลังซุ่มพัฒนาเจเนอเรชั่นใหม่อยู่ ซึ่งคาดว่าจะมีสมรรถนะที่ดีขึ้นและมีลูกเล่นเพิ่มเติมเข้ามาอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli 1200GT ทัวเรอร์รุ่นใหญ่ขุมพลัง 3 สูบเรียง

Benelli 1200GT ทัวเรอร์รุ่นใหญ่ขุมพลัง 3 สูบเรียง หลังจากมีข่าวลือและภาพหลุดมานานในที่สุด Benelli ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่รุ่นเรือธงพิกัด 1200 ซีซีสักที โดยภาพหลุดที่ออกมาเป็นภาพของสปอร์ตทัวเรอร์ขนาดใหญ่ที่ใกล้จะผลิตจริงออกมาในโลกโซเชียลซึ่งเป็นการยืนยันและบอกใบ้ว่าใกล้จะมีการเปิดตัวของโมเดลใหม่ และในที่สุด Benelli 1200GT ก็เปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองฉงชิ่ง Chongqing Motor Show 2020 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในโมเดลใหม่ก็คือเครื่องยนต์ขนาด 1200 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีการขยายขนาดมาจากเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 1130 ซีซี ที่เคยใช้ในโมเดลเก่าอย่าง Tornado และ Tre-K โดยเครื่องยนต์ใหม่ให้กำลังสูงถึง 134 แรงม้าและแรงบิดที่ 88.5 ฟุตปอนด์ เพิ่มมาใกล้เคียงกับทาง BMW R 1250 RT ซึ่งมีกำลังแรงม้า 136 แรงม้าและแรงบิด 105 ฟุตปอนด์ ซึ่งตรงจุดนี้ทางค่ายผู้ผลิตแจงว่าจะไม่เน้นเรื่องสมรรถนะมากเท่ากับเรื่องการเข้าถึงได้ง่าย แม้ว่าราคาจะยังไม่ระบุ แต่เป้าหมายของ Benelli คือให้ตลาดเอเชียมีทางเลือกที่มีราคาเร้าใจ แม้จะไม่แรงเท่าคู่แข่ง แต่รถก็สามารถทำความเร็วที่ 227 กม./ชม.ซึ่งเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ออกทริปทางไกล ด้านดีไซน์นั้นอาจจะยังดูไม่โดดเด่นเท่าไหร่ คุณลองคิดถึงภาพของสปอร์ตทัวเรอร์ในหัวของคุณดูได้แบบไหน เจ้า 1200GT ก็ออกมาได้ประมาณนั้นแหละครับ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างหรือผิดไปจากที่คิดมากนัก อย่างไรก็ดีก็มีการใส่ฟีเจอร์เด็ดลงไปหลายตัว เพื่อที่จะให้มีความสมน้ำสมเนื้อกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันมากขึ้น   โมเดลใหม่นี้จะมีโช้คหัวกลับ คลัตช์ไฮดรอลิก และระบบเบรกจาก Brembo ส่วนฟีเจอร์ด้านความสะดวกสบายก็จะมีระบบพุชสตาร์ท ระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะ แม้กระทั่งกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า นอกจากนี้ตามแหล่งข่าวยังบอกอีกว่าตัวรถจะมีกล้องหน้าและกล้องหลังอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามทาง Benelli ยังไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้ เรือนไมล์อาจจะดูไม่ล้ำ เพราะว่าเกจวัดรอบและวัดความเร็วยังเป็นอนาล็อกอยู่ แถมยังดูย้อนยุคไปหน่อย ดูไม่หรูหราเท่าไหร่ แม้ว่าจะมี่หน้าจอแสดงผลเป็นแบบสีก็ตาม Benelli 1200GT น่าจะวางจำหน่ายในปี 2021 ซึ่งในช่วงต้นปีเราน่าจะได้รู้ราคาและรายละเอียดต่างๆ เพิ่มขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก ภาพจาก newmotor.com.cn

Vespa LX 10th Anni ฉลองครบรอบ 10 ปี กับสีเหลืองพาสเทล

กลับมาสร้างสีสันและความสนุก อีกครั้งกับสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปี กับ “ Vespa LX 10th Anni ” สีเหลืองพาสเทล (Yellow Lime) ใหม่! โดยความพิเศษของรุ่นนี้คือการนำสีที่เคยใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลับมาอยู่บนตัวรถ LX รุ่นปัจจุบันพร้อมแล้วที่จะกลับมามอบความสดใสอีกครั้ง ให้คุณได้เป็นเจ้าของไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยสีสันไม่เหมือนใคร ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว อีกหนึ่งความพิเศษของ “ Vespa LX 10th Anni ” จะมาพร้อมแผ่นเพลทประจำรุ่น และชุดของพรีเมี่ยมเข้าชุดกับตัวสกู๊ตเตอร์คันนี้เพื่อเพิ่มสีสันในทุกการเดินทางให้มากยิ่งขึ้น ได้แก่ 1. หมวกกันน็อคสีสันที่เข้ากันกับตัวรถ 2. กระเป๋า 3. พวงกุญแจ 4. โปสการ์ด 5. หน้ากากผ้า 6. สเปรย์แอลกอฮอล์เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตรูปแบบ NEW NORMAL โดยราคาของ “ Vespa LX 10th Anni ” อยู่ที่ 91,900 บาท พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายเวสป้าทั่วประเทศ คลิกได้เลย..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

M 1000 RR

M 1000 RR ตัวเทพจาก BMW จะทวงคืนบัลลังก์กลับคืนมาได้หรือไม่? ในปี 2018 นั้น BMW Motorrad เคยประสบความสำเร็จไปแล้วกับการเปิดตัวของ ชุดตกแต่งและของแต่งรหัส M และก็ได้วางขายชุดแต่งพิเศษรหัส M มานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และล่าสุดกับ BMW M 1000 RR หรือเรียกสั้นๆ ว่า M RR ก็ได้ถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ในตระกูล M เป็นครั้งแรกของฝั่งมอเตอร์ไซค์หรือ BMW Motorrad ซึ่งจะมีพื้นฐานมาจาก S 1000 RR ทั้งนี้ทางค่ายยังยึดปรัชญาของตัวอักษรที่ทรงพลังที่สุดในโลก หรือตัว M ซึ่งมีที่มาจากความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตในระดับสากลและความลุ่มหลงในรถที่มีสมรรถนะสูง โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการรถที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยม ความพิเศษ และความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยเครื่องยนต์นั้นมีแรงม้าสูงสุดถึง 212 แรงม้า มีน้ำหนักรถรวมของเหลวเพียง 192 กก. มาพร้อมกับช่วงล่างและการออกแบบเชิงอากาศพลศาสตร์เพื่อให้ได้สมรรถนะสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งที่สูงที่สุด เรียกได้ว่า M RR คันใหม่นี้จะกลายเป็นเป้าหมายของสาวกที่ชื่นชอบซูเปอร์ไบค์ระดับท็อป M RR แรงขึ้นพร้อมรอบที่จัดจ้านกว่า M RR ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำซึ่งมีพื้นฐานมาจาก RR ที่มีเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่ทำให้วาล์วมีการทำงานแบบแปรผัน ซึ่งปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่แบบเรซซิ่งมากยิ่งขึ้น โดยสามารถรีดแรงม้าสูงสุดออกมาได้ที่ 212 แรงม้าที่ 14,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ และความเร็วรอบสูงสุดเพิ่มไปถึง 15,100 รอบ นอกจากนี้ M RR ยังมีการปรับแต่งทางเทคนิคที่พิเศษขึ้นไปอีก อาทิ แหวนลูกสูบฟอร์จจาก Mahle มีการปรับแต่งห้องเผาไหม้ใหม่ อัตราการอัดเพิ่มเป็น 13.5 มีก้านสูบไทเทเนียมที่เบาขึ้นและยาวขึ้นจาก Pankl  ขากระเดื่องกดวาล์วที่เพรียวและเบามากขึ้น พอร์ตไอดีออกแบบรูปทรงทางเข้าใหม่ให้ดีขึ้น รวมถึงปรับแต่งแคมชาฟต์และบริเวณไอดี ท่อไอเสียไทเทเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องยนต์ใหม่ที่ได้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงรอบ 6,000 ถึง 15,100 รอบ ซึ่งเป็นย่านที่ใช้ในการขับขี่ในสนาม ช่วยให้การขับขี่ที่ลื่นไหลมากขึ้น โดยไม่สูญเสียพละกำลังในแบบสปอร์ตเวลาที่ขับขี่บนถนนทั่วไป ปีกและชิลด์สูงเพิ่มแรงกด แต่ไม่ลดความเร็ว มีการใส่ M วิงก์เล็ตที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เคลือบใสหรือปีกที่ด้านหน้าของตัวรถเข้ามา ซึ่งผ่านทดสอบอย่างเข้มงวดในสนามแข่งและในอุโมงค์ลมของทาง BMW แล้ว ว่าช่วยสร้างแรงกด เพิ่มโหลดที่ล้อเวลาที่เร่งความเร็ว ทำให้ล้อหน้าไม่ยกลอยตัว ยังคงไว้ซึ่งหน้าสัมผัสของยางกับพื้น แทร็คชั่นคอนโทรลทำงานน้อยลง ทำให้พละกำลังขับเคลื่อนที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ขับขี่ในสนามได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ผลของปีกยังจะสัมผัสได้ตอนที่เข้าโค้งและตอนเบรก โดยแรงกดหรือดาวน์ฟอร์ซที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เบรกได้ลึกและช่วยเพิ่มความเสถียรเวลาเข้าโค้งอีกด้วย ปรับช่วงล่างให้พร้อมซิ่ง แชสซีของ M RR เลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมแบบบริดจ์เป็นศูนย์กลาง ปรับแต่งโช้คหัวกลับด้านหน้าใส่ส่วนของสปริงสตรัทใหม่ ใช้สปริงสีน้ำเงินและระบบกลศาสตร์แบบลอยตัว Full Floater Pro โดยออกแบบให้สามารถทำเวลาในสนามแข่งได้ดีที่สุด แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งการขับขี่บนท้องถนน และยังปรับแต่งให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสที่ล้อหน้าและหลัง รวมถึงขณะเบรกได้มากที่สุด ครั้งแรกสำหรับมอเตอร์ไซค์กับคาลิเปอร์ M และล้อคาร์บอน เป็นครั้งแรกสำหรับมอเตอร์ไซค์กับคาลิเปอร์ M และล้อคาร์บอน M เหมือนอย่างที่ใช้ในรถยนต์ของทาง BMW โดยพัฒนามาจากประสบการณ์ในสนามแข่งของทาง BMW Motorrad จากศึก Superbike World Championship ให้มีอัตราความเสถียรและควบคุมได้สูงสุด โดยคาลิเปอร์เบรก M นี้จะอโนไดซ์ด้วยสีน้ำเงินพร้อมกับโลโก้ M ของทาง BMW และเลือกใช้ล้อคาร์บอน M อีกด้วย หน้าจอแสดงผลสี TFT 6.5 นิ้วและระบบอิเล็กทรอนิกสำหรับเก็บข้อมูลเวลาซิ่ง หน้าจอมีพื้นฐานมาจาก RR และเพิ่มอนิเมชั่นแสดงผลพิเศษของ M เข้าไป นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มตัวจับเวลาอย่าง M GPS แล็ปทริกเกอร์และดาต้าล็อกเกอร์เข้าไปผ่านระบบการเชื่อมต่อ OBD อีกด้วย ช่วยเก็บข้อมูลเวลาการขับขี่ในสนามเพื่อใช้ในการพัฒนารถและเทคนิกของผู้ขับขี่ได้ ใหม่ด้วยดีไซน์ M ที่เกิดมาเพื่อซิ่ง M RR มาพร้อชุดสี M Sport โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่างสีฟ้า น้ำเงิน และแดง บนสีพื้นที่เป็นสีขาว นอกจากนี้มีการเพิ่มรายละเอียด โดยมีส่วนครอบเครื่องทำสีเป็นสีเทากราไนต์และฝาถังน้ำมันทำสีดำ งานนี้สาวกสายซิ่งที่เป็นแฟนๆ BMW และอยากได้รถระดับเทพก็ไม่ควรจะพลาด M RR โมเดลนี้เด็ดขาดครับ คาดการณ์