Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
YAMAHA ปล่อยหมัดเด็ด

YAMAHA ปล่อยหมัดเด็ด ในงาน Motor Expo 2020    ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020 ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และสร้างประสบการณ์ความเร้าใจในทุกช่วงชีวิตการขับขี่ ภายใต้แนวคิด YAMAHA FULFILLING LIFE “เติมเต็มชีวิตให้มีชีวาไปกับยามาฮ่า” สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา สร้างสรรค์สินค้าและการบริการ ตอบสนองกับทุกไลฟ์สไตล์ ในการขับขี่ครบครันทุกเซ็กเม้นต์ มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษในวาระเฉลิมฉลอง 65 ปี แบรนด์ยามาฮ่า นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทฯ กล่าวว่า “สำหรับในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 นี้ ยามาฮ่า พร้อมนำทัพรถจักรยานยนต์ “ยามาฮ่า” ในรุ่นต่างๆ ที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 115 ซีซี ไปจนถึงรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 400 ซีซี มาพร้อมกับโปรโมชั่นให้กับผู้ที่กำลังเลือกหารถจักรยานยนต์ให้ตรงตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ในบูธ YAMAHA FULFILLING LIFE” พร้อมกันนี้ YAMAHA ปล่อยหมัดเด็ด เผยโฉมใหม่ของ New YAMAHA MT-03 ที่กลับมาถ่ายทอดความเป็น Dark side of Japan ลงในรถสไตล์เน็กเก็ดสปอร์ตพิกัดเครื่องยนต์ 321 ซีซี รูปโฉมใหม่ดูดุดันมากยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบไฟหน้าใหม่ให้ตรงตามคอนเซ็ปต์ของ MT-Series เรือนไมล์แบบดิจิทัล โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Upside Down และการดีไซน์ท่านั่งขับขี่แบบใหม่เต็มอารมณ์เน็กเก็ดสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยถังน้ำมันดีไซน์ใหม่สไตล์บิ๊กไบค์และระบบเบรก ABS พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษที่ราคา 159,000 บาท เพียงทำการจองผ่าน www.yamaha-motor.co.th ระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคมนี้ โดยจำกัดสิทธิ์เพียง 200 คันเท่านั้น!!    และการเปิดสีใหม่ของ New YAMAHA YZF-R3 เติมเต็มจิตวิญญาณของผู้นำรถสปอร์ตคลาส 300 ซีซี อย่างแท้จริง กับขุมพลังเครื่องยนต์ 321 ซีซี ดีเอ็นเอแชมป์ในการแข่งขันชิงแชมป์แห่งประเทศไทย สปอร์ตแท้สายพันธุ์ R-Series ขับขี่ได้สนุกเต็มอารมณ์สปอร์ต  และอีกหนึ่งไฮไลท์อย่างการเปิดตัว SR400 สีใหม่ Born to be Legend ต้นกำเนิดความเป็นตำนาน ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมีเสน่ห์ แสดงความเป็นตัวตนที่ชัดเจน  ทั้งยังเป็นต้นแบบของรถจักรยานยนต์สไตล์เรโทร ภายใต้พิกัด 399 ซีซี อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้ภายในงาน MOTOR EXPO 2020 นี้ กับกลุ่มรถออโตเมติกของยามาฮ่า หลากหลายรุ่นที่นำโดย XMAX300 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก All New NMAX และ Grand Filano Hybrid จักรยานยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของไทย กลุ่มรถครอบครัวที่นำโดย FINN รถครอบครัวสุดประหยัด รุ่นแรกของโลกที่กล้ารับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ซึ่งสามารถรับสิทธิได้ถึง 31 ธันวาคม 2563 นี้เท่านั้น!!! พร้อมกับกลุ่มรถสปอร์ตของยามาฮ่ากับ All New WR155R journey of the brave รถจักรยานยนต์ DUO Purpose ที่จะพาคุณไปได้ทุกที่ๆ กับขุมพลัง 155 ซีซี และเทคโนโลยี VVA เต็มสมรรถนะได้ทุกเส้นทาง   นอกจากนี้ยามาฮ่าจัดเต็มด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ YZF-R3 2020 ใหม่ รับ Gift Voucher มูลค่า 21,000 บาท พร้อมหมวกกันน๊อค R-Series มูลค่า 2,390 บาท YZF-R15 รับ Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท พร้อมโค้ดส่วนลดมูลค่า 3,000 บาท ในแอพ     พลิเคชัน Shopee กับ 3 ร้าน Custom

เปิดตัว Monkey Gundam

เปิดตัว Monkey Gundam และ New CBR150R พร้อมเปิดจองสปอร์ตไบค์เรือธง เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการ เล่นใหญ่ในงาน Motor Expo 2020 เปิดตัวโมเดลใหม่หลากรุ่น นำโดยการ เปิดตัว Monkey Gundam Limited Edition ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Gundam Series อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นลงบน Monkey ได้อย่างลงตัว ตามด้วยการเปิดตัว New CBR150R รถสปอร์ตไบค์โฉมใหม่ และ Forza350 Roadsync Edition พร้อมกับการเปิดรับจองซูเปอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุด All New CBR1000RR-R FIREBLADE และ New CBR600RR เป็นครั้งแรก   เปิดตัวโมเดลใหม่ เริ่มต้นกันที่ Monkey Gundam Limited Edition ที่ถ่ายทอดความเท่จากคาแรคเตอร์หลักของ Gundam มาด้วยกัน 2 เวอร์ชัน ประกอบด้วย Monkey RX-78-2 Gundam Limited Edition และ Monkey MS-06S CHAR’s ZAKU II Limited Edition ทั้ง 2 รุ่นตกแต่งด้วยถังน้ำมันหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ครอบกรองอากาศออกแบบด้วยลวดลายเฉพาะ ฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมด้วยตราสัญลักษณ์เฉพาะรุ่น ผลิตจากอะลูมิเนียม CNC เพิ่มความพิเศษด้วยเคสกุญแจและพวงกุญแจระบุตัวเลข 1-125 หมายเลขเดียวกับที่แสดงบนตัวรถ แสดงให้เห็นถึงความเป็น Limited ที่มีเพียงเวอร์ชันละ 125 คันเท่านั้น โมเดลพิเศษนี้จะวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 129,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบ๊อกเซตสำหรับแฟนกันดั้มพันธุ์แท้ ด้วย 5 ไอเท็มสุดพิเศษประกอบด้วย กล่องเก็บของอเนกประสงค์ลาย RX-78-2 Gundam เสื้อสเวตเตอร์ ลำโพงบลูทูธ สแตนดี้อะคริลิคเฉพาะรุ่น และผ้าบัฟสุดเท่ พร้อมกันนี้ ฮอนด้ายังได้เปิดตัว New CBR150R สปอร์ตไบค์โฉมใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับคอนเซปต์ “RISE OF THE RACE สายพันธุ์นักแข่ง แรงโดยกำเนิด” สะดุดตาด้วยกราฟิกใหม่ลายเฮกซากอน (ลายหกเหลี่ยม) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความล้ำสมัยของกีฬาอีสปอร์ต แฝงไว้ด้วยสีสันและเส้นสายแบบรถสปอร์ตขนานแท้ ลงตัวกับแฟริ่งและเฟรมที่ได้รับการออกแบบตามหลักแอโรไดนามิค พร้อมระบบกันสะเทือนที่ปรับระดับได้ทั้งหน้าและหลัง เพื่อการควบคุมรถได้ดั่งใจ โดยโฉมใหม่นี้มีให้เลือกถึง 4 สไตล์ ได้แก่รุ่น ABS สีเทา-แดง, สีดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 99,700 บาท และรุ่น STD มีเฉพาะสีดำ ราคาแนะนำที่ 92,570 บาท ยังไม่หมดเท่านี้ ฮอนด้ายังได้เปิดตัว Forza350 รุ่นพิเศษ Roadsync Edition ที่มาพร้อมฟังก์ชัน HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมสมาร์ทโฟน รับสายเข้าหรือโทรออกได้ด้วยเสียง โดยไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่ โดยฮอนด้าจะเปิดรับจองโมเดลนี้เฉพาะในงานนี้เท่านั้น  ด้วยราคาแนะนำเพียง 175,500 บาท โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 140 คันเท่านั้น พร้อมรับกิฟท์เซ็ทประกอบไปด้วย หูฟัง BT Mini Bluetooth หมวกกันน็อก H2C และเสื้อแจ็คเก็ต Forza350 ทันที นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้เปิดรับจอง All New CBR1000RR-R FIREBLADE และ New CBR600RR เป็นครั้งแรกภายในงาน โดย All New Honda CBR1000RR-R FIREBLADE รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 999,000 บาท และ CBR1000RR-R FIREBLADE รุ่นพิเศษรหัส SP ราคาแนะนำที่ 1,119,000 บาท  ซึ่งลูกค้า 50

Forza 350 Roadsync Edition

Forza 350 Roadsync Edition ขีดสุดของความสะดวกสบาย หลายๆ คนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า Honda Forza 350 นั้นคือสกู๊ตเตอร์ที่พร้อมทั้งความแรงและความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานของผู้คนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับบางคนโดยเฉพาะคนยุคใหม่หัวใจ 5G หรือสำหรับคนที่ธุรกิจรัดตัว หรือคนที่ต้องใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาจะด้วยหน้าที่การงานหรือเพื่อความบันเทิง ทางฮอนด้าเองก็มองเห็นจุดนี้ จึงได้เป็นต้นกำเนิดของโมเดลใหม่อย่าง Forza 350 Roadsync Edition เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายจนถึงขีดสุดนั่นเอง   ต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไร Forza 350 Road Sync Edition ต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไร กล่าวคือ พื้นฐานแล้วจะเหมือนกับโมเดลสแตนดาร์ดทุกอย่างเพียงแต่มีการเพิ่มระบบ Honda Smartphone Voice Control System (HSVCs) โดยใช้งานร่วมกันกับแอพพลิเคชัน Honda Road Sync บนมือถือสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ และหน้าจอเรือนไมล์พิเศษแสดงโหมดการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน    แล้วดีอย่างไร ซึ่งเจ้าระบบ HSVCs จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้โดยไม่ต้องละสายตาออกจากท้องถนน โดยจะสามารถโทรศัพท์ได้ทั้งรับสายหรือโทรออก ฟังเพลง รับหรือส่งข้อความ รวมถึงการใช้งานระบบนำทางหรือนาวิเกเตอร์ ผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือจะควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ก็ได้เช่นกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความสะดวกสบายจากการที่ไม่ต้องจอดรถเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนแล้ว จะยังเพิ่มความปลอดภัยเพราะคุณไม่ต้องละสายตาจากการขับขี่หรือท้องถนนข้างหน้าคุณได้อีกด้วยครับ   ใช้งานอย่างไร สำหรับการใช้งานนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร โดยสามารถทำได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนแรกคือ ดาวน์โหลดแอพฯ Honda RoadSync ใน Google Play (เบื้องต้นระบบยังไม่รองรับ iOS และเฉพาะระบบปฎิบัติการ Adriod 7.0 ขึ้นไปเท่านั้น) ขั้นตอนที่ 2 คือ เชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับระบบ HSVCs และเปิดแอพฯ Honda RoadSync แล้วกดยอมรับเงื่อนไขคำเตือนด้านความปลอดภัย ขั้นตอนที่ 3 คือ เข้าสู่หน้าเมนูหลักซึ่งสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ทันที แน่นอนว่าเมนูเป็นภาษาไทย ใช้งานง่าย สะดวกสบายครับ   พิเศษสุด ทั้งนี้โมเดลนี้หากลูกค้าจองโมเดลพิเศษนี้ในงานจะได้รับของแถมสุดพิเศษ Exclusive Set เป็นเซ็ตของแถม ซึ่งจะประกอบไปด้วย บลูทูธ Midland Bluetooth Mini สำหรับใช้งานร่วมกันกับระบบใหม่นี้ หมวกกันน็อก H2C แบบโอเพ่นเฟซ และเสื้อแจ็กเก็ต Forza 350 ซึ่งจำกัดจำนวนเพียงแค่ 140 คันพร้อมชุดของแถมเท่านั้น   สำหรับราคาของโมเดลนี้คือ 175,500 บาท หรือเพิ่มเงินจากโมเดลปกติเพียง 2,000 บาทเท่านั้น และจะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DUCATI DIAVEL 1260 LAMBORGHINI

DUCATI DIAVEL 1260 LAMBORGHINI Ducati Diavel 1260 Lamborghini เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างแบรนด์หรูสองแบรนด์ที่มีถิ่นฐานเดียวกันอย่าง Motor Valley ในเขต Emilia-Romagna ประเทศอิตาลี ถิ่นที่แบรนด์ดังด้านออโต้โมทีฟระดับโลกตั้งอยู่ โดยโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นเพียง 630 คันเหมะสำหรับคนที่หลงใหลในมอเตอร์ไซค์และนักสะสมทั่วโลกอย่างมาก Ducati และ Lamborghini ต่างก็เป็นแบรนด์สัญชาติอิตาลีที่มีอะไรคล้ายๆ กัน ทั้งในเรื่องความสปอร์ต ดีไซน์ที่โดดเด่น และความทุ่มเทในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ด้วยพื้นฐานที่คล้ายๆ กันจึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น โดย Ducati ได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดลที่น่าหลงใหลเป็นพิเศษโมเดลนึงของทางค่ายกระทิงผยองที่มีชื่อว่า Lamborghini Siàn FKP 37 โดยตั้งต้นที่โมเดล Diavel 1260 S จากนั้นนำเอาไอเดียการออกแบบของ Siàn FKP 37 มาใส่ในมอเตอร์ไซค์ โดยเริ่มจากออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นของ Diavel ใหม่ อาทิ ล้อฟอร์จดีไซน์ใหม่ ครอบแอร์อินเทคและครอบแผงหม้อน้ำคาร์บอนไฟเบอร์ และทำให้มันดูโดดเด่นออกมา  มีการเลือกใช้ชุดสีเดียวกันกับ Siàn FKP 37 โดยตัวรถจะมีสีเขียว Gea Green เป็นหลัก ขณะที่เฟรม ท้ายและล้อจะเป็นสีทอง Electrum Gold และสีแดง Ducati Red นั้นยังคงอยู่ แต่ไปอยู่ในส่วนของคาลิเปอร์เบรก Brembo แทน  ยังมีตัวเลข 63 ซึ่งสื่อถึงปีที่ค่ายกระทิงก่อตั้งขึ้นในปี 1963 จากนั้นคูณด้วย 10 กลายเป็นจำนวนที่โมเดลนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายซึ่งก็เท่ากับ 630 คันนั่นเอง  มีรายละเอียดเล็กๆ แต่สำคัญที่เป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของการออกแบบของทางค่ายกระทิงคือรูปทรงหกเหลี่ยมและตัว Y โดยในโมเดลนี้จะมีสิ่งที่ใช้รูปทรงทั้งสองนี้ในตัวรถก็คือปลายท่อไอเสียและลายบนตัวเบาะนั่นเอง นอกจากนี้ตัวรถจะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากมายหลายชิ้นด้วยกัน ยิ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รถมีความพิเศษและหรูหรามากยิ่งขึ้นไปอีกครับ  งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็น่าจะต้องจ่ายหนักหน่อยนะครับ เพราะนอกจากจะจำนวนจำกัดแล้วตัวรถยังเป็นโมเดลพิเศษที่มีตัวท็อปอ็อปชันเพียบมาเป็นพื้นฐานก่อนใส่และตกแต่งรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยชิ้นส่วนระดับพรีเมี่ยม อย่างไรก็ดีก็ต้องลุ้นกันว่าจะมีโมเดลนี้หลุดมาจำหน่ายในไทยสัก 5 – 10 คันมั้ยนะ แต่เชื่อว่าก็น่าจะมา แต่ก็ต้องรอราคากันไปก่อนนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rebel 1100 ครูเซอร์ไบค์

Rebel 1100 ครูเซอร์ไบค์ เครื่อง Africa Twin เปิดตัวแล้ว เปิดตัวมาอีก 1 รุ่นสำหรับทางฮอนด้า โดยคราวนี้ย้ายกันไปที่อีกฟากนึงของโลกที่อเมริกา ประเทศที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์ในสไตล์ครูเซอร์เป็นอย่างมาก โดยครั้งนี้เป็นคิวของครูเซอร์ไบค์รุ่นใหญ่ของทางค่ายปีกนกกับ Honda Rebel 1100   Honda Rebel 1100 นั้นมาในรูปโฉมของครูเซอร์ไบค์เต็มขั้น โดยมีจุดเด่นที่มีมิติตัวรถที่พัฒนามาอย่างดี ชิ้นส่วนที่ยอดเยี่ยมและอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดีที่สุดในพิกัดนี้ (น้ำหนักรถหนักเพียง 231 กก.) นั่นทำให้ครูเซอร์ไบค์คันนี้ไม่ได้มีดีแค่ทางตรง แต่ยังขับขี่ได้อย่างลื่นไหลและเร่งได้ดั่งใจอีกด้วย  เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องที่ยกมาจาก Africa Twin ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 1084 ซีซี แต่มีการปรับจูนใหม่ ให้มีกำลังและสุ้มเสียงที่ดีในช่วงความเร็วรอบต่ำๆ โดยที่ในรอบสูงๆ ก็ยังสามารถขับขี่ได้นุ่มนวล  และสำหรับโมเดล DCT ก็แน่นอนว่าจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์อีกต่อไป ให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น หรือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์เองแบบแมนวลก็ทำได้    ในส่วนของเทคโนโลยีแน่นอนว่าก็จัดเต็ม มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดให้เลือกตั้งแต่ Standard, Sport และ Rain อีกทั้งยังมีระบบ HSTC หรือแทร็คชั่นคอนโทรลของทางค่าย ซึ่งทำงานร่วมกันกับระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งช่วยให้การขับขี่นั้นง่ายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  แชสซีนั้นออกแบบมาเป็นอย่างดี ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้เสถียรเวลาขับขี่ทางตรง แต่ยังช่วยให้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เบาะนั่งเองก็ไม่สูง 698.5 ม.ม. เครื่องยนต์ก็มีขนาดไม่ใหญ่มาก ช่วยให้สามารถเข้าโค้งได้มากถึง 35 องศา มากกว่าครูเซอร์ไบค์ทั่วๆ ไปมากเลยทีเดียว  โช้คหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังคู่พร้อมซับแทงค์จาก Showa ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน พร้อมระบบเบรก ABS  ทั้งนี้เจ้า Rebel 1100 ครูเซอร์ไบค์ นั้นจะวางจำหน่ายทั้งหมด 2 โมเดลคือโมเดลเกียร์ธรรมดา และเกียร์ DCT และมีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีดำเมทัลลิก และสีแดงบอร์โดเมทัลลิกหรือสีแดงไวน์ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

ZX-10R 2021 และ ZX-10RR 2021 มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ต้องดู!  

ZX-10R 2021 และ ZX-10RR 2021 มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ต้องดู!   ถึงคิวของค่ายยักษ์เขียวเปิดตัวซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่ายรับศักราชใหม่ กันสักที หลังจากลุ้นกันอยู่นาน โดยก่อนหน้านี้มีพี่ Jonathan Rea แชมป์โลก 6 สมัยจากศึก WorldSBK เอามันไปหวดในช่วงทดสอบช่วงวินเทอร์เทสต์ ก่อนจะเปิดฤดูกาลการแข่งขันใหม่ ที่ Jerez ก็เรียกเสียงฮือฮาให้กับสาวกและผู้ชื่นชอบสปอร์ตไบค์กันยกใหญ่  มาครานี้ทาง Kawasaki ปรับเปลี่ยนเจ้า ZX-10R 2021 และ ZX-10RR 2021 แบบใหม่หมดทั้งภายนอกภายใน กลายเป็นโมเดลใหม่แบบออลนิว ที่มีเสียงวิพากษ์กันว่า ดูเท่ ไปจนถึง ดูซึมๆ ไปนะเรา ก็มี เรียกว่าเสียงแตกกันไป แต่ทางเราก็เชื่อว่าการออกแบบใหม่นี้จะต้องดีกว่าเก่าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของแอโรไดนามิก แต่ตอนนี้เราไปดูกันว่ามีอะไรใหม่ มีอะไรเป็นไฮไลท์กันบ้างดีกว่าครับ   ไฮไลท์เด่นๆ  เครื่องยนต์อัพเกรดใหม่   ปรับปรุงระบบระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมันใหม่ ด้วยการแยกการทำงานและเดินไลน์ใหม่หมด ระบบวาล์วปีกผีเสื้อไฟฟ้าใหม่ ช่วยให้ควบคุมการผสมกันของน้ำมันและอากาศได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ระบบไอเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเสีย Euro5 โดยจัดเรียงตัวคอรวมท่อใหม่ช่วยให้ได้กำลังเท่าเดิม แต่มีประสิทธิภาพและไอเสียที่สะอาดมากขึ้น  อัตราทดเกียร์ใหม่  โดยปรับเฟืองสุดท้ายใหม่ ให้เกียร์ 1, 2 และ 3 มีอัตราทดมากขึ้นเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่ในรอบต่ำถึงกลาง ช่วยให้เร่งออกจากโค้งได้ดีขึ้น เหมาะกับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและในสนาม     ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่   โหมดการขับขี่ 4 โหมด Sport, Road, Rain และ Manual หรือปรับแต่งได้เอง ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องจอดรถ     ระบบครูซคอนโทรล เปิดใช้งานง่ายด้วยการกดปุ่มเดียว สามารถปรับระดับความเร็วได้โดยใช้ปุ่ม + หรือ – ได้เลย สามารถยกเลิกการใช้งานได้ง่าย เพียงกำเบรก กำคลัตช์ เหยียบเบรก หรือปิดคันเร่งอย่างใดอย่างนึง     หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว มองเห็นได้ชัดเจน สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลสีแบ็กกราวน์ได้ว่าจะเป็นสีขาวหรือสีดำ หน้าจอสามารถปรับความสว่างตามสภาพแสงภายนอกได้ แสดงผลข้อมูลต่างๆ ได้ครบถ้วน สามารถเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อดึงข้อมูลบางอย่างมาแสดงบนหน้าจอได้ หน้าจอแสดงผลสามารถเลือกได้ 2 โหมด สำหรับใช้งานทั่วไป และแบบใช้งานในสนาม     ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง หน่วยประมวลผล IMU 6 แกนจาก Bosch ระบบควบคุมจัดการตัวรถในโค้ง ทำงานร่วมกับ IMU ช่วยประมวลผลและทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ เพื่อให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  แทร็คชั่นคอนโทรลแบบสปอร์ต ระบบช่วยออกตัว ระบบเบรก ABS แบบอัจฉริยะ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก พาวเวอร์โหมด กันสะบัดไฟฟ้า Ohlins     แชสซีใหม่ มีการปรับจุดหมุนของสวิงอาร์มให้ต่ำลง ฐานล้อยาวขึ้น และปรับบาลานซ์น้ำหนักลงที่ล้อหน้าและล้อหลังใหม่ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ช่วงล่างทำงานได้ดีขึ้นทั้งในตอนก่อนเข้าโค้งและออกจากโค้ง      ระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้ามีการเปลี่ยนแผงคอล่างใหม่ให้กว้างขึ้น เพิ่มความแข็งแรง ช่วยให้ควบคุมและเข้าโค้งได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนโช้คหน้าใหม่ ลดค่าสปริงเรทลง แต่ทำให้คอมเพรสชั่นแดมปิ้งกระชับมากขึ้น และรีบาวด์แดมปิ้งนุ่มลง แต่ยังคงใช้โช้คเดิมคือ Showa BFF ช่วยให้หน้าเบาขึ้น  ส่วนโช้คหลังก็โช้คเดิม Showa BFRC โดยปรับให้สอดคล้องกันกับด้านหน้า โดยสปริงเรทมากขึ้น แต่ปรับให้แคมปิ้งนุ่มลงทั้งตอนยุบและตอนคืนตัว ช่วยให้ท้ายรักษาระดับได้เวลาเปิดคันเร่ง ทำให้รถเสถียรมากขึ้น   ปรับปรุงระบบเบรก ผ้าเบรกหลังถูกเปลี่ยนใหม่ให้มีแรงจิกและควบคุมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับย้ายปั๊มหลังเข้าไปด้านในตัวรถมากขึ้น ช่วยให้คนขับไม่รู้สึกเกะกะเวลาขับขี่     ปรับสรีระท่านั่งให้ดีขึ้น ตัวรถออกแบบให้มีสรีระท่านั่งให้ดีและสบายมากขึ้น โดยอัพเดตหลายๆ ส่วน เริ่มจากชิลด์หน้าสูงขึ้น กันลมและลดแรงปะทะได้มากขึ้น ตำแหน่งของแฮนด์ปรับใหม่ ยื่นไปด้านหน้ามากขึ้นและตรงมากขึ้น ช่วยให้ไม่ต้องคู้ตัวมากและเปลี่ยนท่าขับขี่ได้ง่ายขึ้น ปรับตำแหน่งเบาะให้สูงขึ้นในส่วนท้ายของเบาะ ช่วยให้หมอบขับขี่ได้ดี ลดแรงฉุดที่จะเกิดจากลมได้ดีขึ้น และปรับพักเท้าให้สูงขึ้น 5 ม.ม. เพืี่อให้ท่านั่งที่สปอร์ตมากขึ้นและช่วยให้ถ่ายน้ำหนักลงพักเท้าเวลาเข้าโค้งได้ง่ายขึ้น     ปรับโฉมใหม่หมด โดยมีการออกแบบให้สมกับเป็นเจเนอเรชันใหม่ของ ZX-10R โดยคำนึงถึงแอโรไดนามิกเป็นหลัก มีการปรับเปลี่ยนด้านหน้าใหม่หมด ให้แฟริ่งหน้าด้านบนดูซิ่งและเข้ากันกับชิลด์ใหม่ที่สูงขึ้น มีไฟหน้า LED ใหม่ที่หลบเข้าไปใต้แฟริ่งหน้าด้านบนหลบสายตาผู้ขับขี่ และสอดคล้องเรื่องแอโรไดนามิก

BMW S 1000 R 2021

BMW S 1000 R 2021 ปรับใหม่หมดพร้อมอัพเกรดลูกเล่นให้ดีขึ้น แล้วก็ได้ทีของเน็กเก็ดโร้ดสเตอร์พิกัด 1000 ซีซีจากค่ายรถเมืองบาวาเรียนซักที หลังจากปล่อยให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงเปิดตัวมาก่อนหน้านั้นนานนับปี และนี่คือการกลับมาอีกครั้งแบบปรับเปลี่ยนใหม่หมดจดของ BMW S 1000 R 2021 ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก S 1000 RR เครื่องจูนใหม่ เครื่องยนต์นำมาจากเจ้า RR โดยมีการปรับจูนให้เหมาะกับการเป็นโร้ดสเตอร์ขับขี่ในเมืองและชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 1000 ซีซีของมัน ให้กำลังแรง 165 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดที่ 114 ที่ 9,250 รอบ โดยมีกำลังอัดเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนจาก 12.0:1 เป็น 12.5:1 โดยรอบสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 8% และมีการปรับให้เกียร์ 4 5 และ 6 นั้นมีช่วงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การขับขี่ทางไกลเป็นไปได้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ (อ็อปชัน) ป้องกันล้อหลังสับเวลาปิดคันเร่งกะทันหันหรือว่าเชนเกียร์ลงเร็วๆ   ช่วงล่างพร้อมซิ่ง น้ำหนักของรถเบาลงเหลือเพียง 199 กิโลกรัม อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนแชสซีใหม่ โดยลดลงมากถึง 5 กิโลกรัม ซึ่งทำได้จากการปรับเปลี่ยนเฟรมและสวิงอาร์ม โดยมีต้นแบบมาจาก RR และทำให้เบากว่าเดิม และใช้ลักษณะการวางเครื่องยนต์แบบเฟล็กซ์เฟรม ซึ่งใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงของเฟรมและทำหน้าที่รับภาระน้ำหนักของตัวรถมากยิ่งขึ้น เฟรมใหม่ที่ว่านี้ยังมีความเพรียวบางมากขึ้น ทำให้ตัวรถเพรียวบางและช่วยให้ผู้ขับขี่หนีบรถได้กระชับมากขึ้น แฮนด์บาร์ปรับระดับได้ช่วยให้ได้ท่านั่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด  สวิงอาร์มแบบกลับด้านยกมาจาก RR เช่นกัน โดยยกมาพร้อมระบบ Full Floater Pro kinematics ที่ตอนนี้ย้ายออกห่างจากแกนหมุนและเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันการสะสมของความร้อนหรือการสูญเสียความร้อน ให้ทำงานซับแรงได้ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ช่วยให้ได้การยึดเกาะที่ดีมากขึ้นและยางสึกหรอน้อยลง   เทคโนโลยีแน่น ตัวรถมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Rain, Road และ Dynamic มีระบบไดนามิกแทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรก ABS Pro ซึ่งถ้าไม่พอใจสามารถติดตั้งออปชันเสริมได้อีก ตัวรถยังได้รับหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้วใหม่ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนและอ่านค่าได้ง่ายมากๆ อีกด้วย โดยเป็นจอแบบเดียวกับเจ้า RR เลย ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ และที่สำคัญสามารถปรับเปลี่ยนหรือใช้งานได้ผ่านตัวควบคุมที่แฮนด์บาร์ได้อย่างง่ายดาย   ระบบไฟ LED สว่างชัด นอกจากจะมีดีไซน์ไฟหน้าใหม่ที่คล้ายๆ คลึงกับ F 900 R แล้ว ก็ยังมีการปรับมาใช้ไฟแบบ LED ทั้งระบบ ทั้งไฟหน้าและไฟเลี้ยว ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ในส่วนของไฟท้ายนั้นเป็นแบบเดียวกันกับเจ้า RR ที่เป็นไฟเลี้ยวในตัวไฟท้ายเลย นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งระบบ Headlight Pro เพิ่มเติมได้    ส่วนสนนราคาในไทยนั้นคงต้องรอเข้าไทยปีหน้าเลยล่ะครับ งานนี้ใครชอบศึกษาข้อมูลกันไว้ก่อน เก็บเงินรอไว้เป็นเจ้าของได้เลยครับ มาไทยแน่นอน จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Meteor 350 เคาะราคาในไทยแล้ว

Royal Enfield Meteor 350 เคาะราคาในไทยแล้ว สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ครั้งสำคัญของทาง รอยัล เอ็นฟิลด์ ประเทศไทย เลยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเปิดตัวโมเดลที่มีขนาดพิกัดต่ำกว่า 500 ซีซี เรียกว่าเป็นครั้งแรกเลยกับรถพิกัด 350 ซีซีในไทยกับทางแบรนด์เก่าแก่แบรนด์นี้   สำหรับ Royal Enfield Meteor 350 นี้จะมาในสไตล์ของครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิกในช่วงปี 1950 ที่โดดเด่นด้วยสไตล์แบบคลาสสิกอย่างแท้จริง ให้ความสวยงามไร้กาลเวลา โดยจะมีดีไซน์ตามแบบมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวทรงกลม เรือนไมล์ทรงกลม และกระจกทรงกลมเป็นหลัก ถังน้ำมันทรงหยดน้ำเพนท์ลายด้วยมือสุดขลังตามแบบฉบับของทางค่าย ซึ่งก็ดูสวยงามลงตัวดีทีเดียว เครื่องยนต์ของเจ้า Meteor นั้นจะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 349 ซีซีวางบนเฟรมเปลคู่ เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบ และ 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ซึ่งก็ถือว่ากำลังแรงพอเหมาะ ไม่ได้มากมายอะไร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด โดยเกียร์ 5 จะสามารถทำหน้าที่ Overdrive ช่วยให้เร่งแซงได้โดยไม่ต้องถอนเกียร์ลงมาเรียกกำลังเครื่องยนต์ สำหรับช่วงล่างด้านหน้าก็จะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังก็จะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อม ABS ส่วนล้อจะเป็นล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว ด้านหน้าใช้ล้อขนาด 19 นิ้วกับยาง 100/90-19” และด้านหลังใช้ล้อขนาด 17 นิ้วกับยางขนาด 140/70-17” ตามลักษณะของมิติตัวรถในสไตล์ครูเซอร์ เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่จัดมาให้แบบขัดกับหน้าตา เรียกว่าใส่เทคโนโลยีทันสมัยมาให้ค่อนข้างเหมาะสมกับพิกัดรถ โดยระบบไฟหน้าก็จะเป็นหลอดฮาโลเจน แต่ก็แอบมีไฟหรี่แบบ LED ส่วนไฟท้ายเป็น LED แล้ว ตัวรถยังมีระบบเบรก ABS เสริมความปลอดภัยอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมทั้งดิจิตอลและอนาล็อก โดยบอกความเร็วแบบอนาล็อก และข้อมูลอื่นๆ แบบดิจิตอล ทั้งระยะทาง ทริป นาฬิกา ตำแหน่งเกียร์ และอื่นๆ  หน้าจอ Royal Enfield Tripper ที่เป็นหน้าจอนำทางแบบ Turn-by-Turn หรือโค้งต่อโค้ง ใช้งานร่วมกับ Google Maps โดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ตัวรถยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้แฮนด์บาร์ช่วยให้สามารถชาร์จไฟให้กับมือถือของคุณได้อีกด้วย   รอยัล เอ็นฟิลด์ เมทธีออร์ 350 จะมีจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันได้แก่ Fireball, Stellar และ Supernova รุ่น Fireball จะมีให้เลือกทั้งสีแดงและสีเหลือง ล้อสีดำ ขอบล้อสีเดียวกับตัวรถตัดกับสีดำเข้มของเครื่องยนต์และส่วนอื่นๆ ของตัวรถ จำหน่ายในราคา 150,000 บาท   รุ่น Stellar มีให้เลือกทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีดำด้าน มีแฮนด์มือจับแบบโครเมี่ยม มีที่พักหลังเพิ่มความสบายให้กับคนซ้อน จำหน่ายในราคา 155,000 บาท รุ่น Supernovaจะเป็นรุ่นท็อปของโมเดลนี้ มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีน้ำตาลและสีฟ้าทูโทน มีชิลด์หน้าทรงสูงเข้ากับรูปลักษณ์พรีเมียมของรถได้เป็นอย่างดี มีดีเทลเพิ่มเติมที่ล้อ และมาพร้อมกับเบาะนั่งแบบพิเศษ จำหน่ายในราคา 159,500 บาท   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha MT-09 SP 2021

Yamaha MT-09 SP 2021 กับ 8 จุดที่ต่างไปจากโมเดลพื้นฐาน หากคุณเป็นคนที่สนใจใน MT-09 2021 จากทางยามาฮ่าแล้ว ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน แล้วอ่านบทความด้านล่างนี้ก่อนครับ เพราะยามาฮ่าไม่ปล่อยให้คุณเป็นเจ้าของโมเดลธรรมดาแบบง่ายๆ ต้องทำให้คุณเครียดและลังเลก่อนสักเล็กน้อย เพราะถ้าคุณเงินเหลือมากพอคุณจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกอย่างแน่นอนเพราะทางค่ายมีการปล่อยหมัดเด็ดส่ง Yamaha MT-09 SP 2021 มากระชากเงินในกระเป๋าคุณให้มากกว่าเดิม ว่าแต่เจ้าโมเดลพิเศษนี้มีอะไรต่างไปจากโมเดลสแตนดาร์ดบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่าครับ   และนี่คือ 8 จุดที่ต่างออกไปจากโมเดลพื้นฐาน สีและลายกราฟิกพิเศษ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก YZF-R1M ซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย เพิ่มระบบครูซคอนโทรล ช่วยให้ขับขี่เดินทางไกลได้สะดวกสบายมากยิ่งกว่าโมเดลพื้นฐาน ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น โช้คหน้าจาก KYB อัพเกรดเป็นเกรดสูงขึ้น โดยเป็นโช้คขนาด 41 ม.ม. พร้อมเคลือบโค้ตติ่งแบบ DLC หรือ Diamond Like Coating ที่ให้การทำงานของโช้คที่ลื่นและนุ่มนวลถึงขีดสุดพร้อมปรับแต่งได้ทั้งพรีโหลด รีบาวด์แดมปิ้งและคอมเพรสชันแดมปิ้ง โช้คหลังอัพเกรดใหม่ใส่ Ohlins เพื่อให้แมตช์กับโช้คที่ดีขึ้น โช้คหลังก็ต้องอัพเกรดตาม ซึ่งโช้คหลังสามารถปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์แดมปิ้งและคอมเพรสชันแดมปิ้ง โดยปรับผ่านรีโมตได้เลยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม เบาะนั่งเย็บตะเข็มคู่ เพิ่มความแตกต่างและความพรีเมียมให้กับรถ สวิงอาร์มอลูมิเนียมปัดเงาและอโนไดซ์สีคริสตัลกราไฟต์ ให้เข้าคู่กันกับเฟรมของรถได้อย่างลงตัว เพิ่มความโดดเด่นและรายละเอียดให้รถมีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ก้านเบรก ก้านคลัตช์ แฮนด์บาร์และสเตอร์หลังอโนไดซ์สีดำ เสริมความดุดันและความพรีเมียมให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น   กระปุกน้ำมันเบรกหน้าและเบรกหลังสีเคลียร์สโม้ก ดูเท่และหรูหราพรีเมียมไปพร้อมๆ กัน   และทั้งหมดข้างต้นคือ 8 จุดที่แตกต่างจากโมเดลธรรมดาที่ช่วยให้โมเดลพิเศษนี้พรีเมียมและมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้นไปอีกระดับครับ สนนราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลธรรมดาอยู่พอสมควรล่ะครับ เพราะช่วงล่างที่ให้มาก็ราคาถือว่าค่อนข้างแพง ส่วนราคาไทยนั้นรอกันไปก่อนนะครับผม อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA WAVERUNNER และ “Outboard Motor” เสริมแกร่งตลาดทางน้ำ

YAMAHA WAVERUNNER และ “Outboard Motor” เสริมแกร่งตลาดทางน้ำ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินเกมรุกในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ในบทบาทของผู้นำธุรกิจยานยนต์ โดยในปัจจุบันธุรกิจยานยนต์ของยามาฮ่าประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก, รถจักรยานยนต์นำเข้าขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 400 ซีซี, รถกอล์ฟไฟฟ้า และยานยนต์ทางน้ำ ซึ่งในภาพรวมธุรกิจยานยนต์ของยามาฮ่ากำลังเติบโตขึ้นเป็นอย่างดีทั้งในประเทศไทยและในตลาดโลก ได้รับการยอมรับในคุณภาพของสินค้า รวมถึงการบริการหลังการขาย และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้ เป็นปีที่ยามาฮ่าได้เฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ผลิตภัณฑ์ยานยนต์แบรนด์ยามาฮ่าทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เรามีแนวโน้มทางการตลาดที่เติบโตขึ้นจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก พิกัดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึงขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 400 ซีซี ถึงแม้จะมีการระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า 2019 ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยยามาฮ่ามอเตอร์เองก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วยเช่นกัน” “อย่างไรก็ดี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้ปรับตัวและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่าง All New YAMAHA NMAX 155 และ All New YAMAHA WR155R ที่สร้างความนิยมได้ในเวลาอันรวดเร็ว และอีกหนึ่งธุรกิจของยามาฮ่าที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีได้แก่ ตลาดธุรกิจยานยนต์ทางน้ำ ที่มีอัตราการเติบโตของยามาฮ่ามาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2558 โดยมี “WAVERUNNER” และ “Outboard Motor” เป็นตัวชูโรง และยามาฮ่าสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 84% ซึ่งเป็นผลจากคุณภาพของสินค้าที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงการบริการหลังการขาย และการบริการนอกสถานที่ สร้างฐานลูกค้าให้กับแบรนด์ยามาฮ่าที่อยู่คู่กับวงการยานยนต์มามากกว่าครึ่งศตวรรษ” สำหรับธุรกิจยานยนต์ทางน้ำของยามาฮ่าประกอบด้วย YAMAHA WAVERUNNER และ Outboard Motor โดยในปี 2020 YAMAHA WAVERUNNER ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วย 7 โมเดล ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ได้แก่ รุ่น FX Limited SVHO WAVERUNNER หรูระดับ Luxury นับเป็นเรือธงของยานยนต์ทางน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า ขุมพลังซูเปอร์ชาร์จ ที่มีขุมพลังขนาด 1,812 ซีซี เป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดเรือนั่ง และการออกแบบตัวถังด้วย NanoXcel 2 เทคโนโลยี พร้อมกับระบบ RiDE รุ่นใหม่เหมาะกับการขับขี่ในครอบครัว ง่ายต่อการควมคุม รุ่น GP1800R SVHO WAVERUNNER ที่มีขุมพลังขนาด 1,812 ซีซี มาพร้อมระบบซูเปอร์ชาร์จ ออกแบบตัวถังด้วย NanoXcel 2 เทคโนโลยี น้ำหนักเบาแต่ทนทาน พร้อมคว้าชัยในทุกการแข่งขันด้วยการออกแบบ Race Inspired Seat วัสดุของเบาะที่ได้แรงบันดาลใจจากการแข่งขัน ทำให้พื้นผิวของเบาะมีความยืดหยุ่นและยึดเกาะได้เป็นอย่างดี มั่นใจทุกการเข้าโค้ง รุ่น FX Cruiser SVHO WAVERUNNER มาพร้อมขุมพลังขนาด 1,812 ซีซี มาพร้อมระบบซูเปอร์ชาร์จ ตัวถังได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี NanoXcel 2 ที่มีน้ำหนักเบาทว่ามีความทนทาน รวมถึงเทคโนโลยี RiDE แบบใหม่ และเทคโนโลยีสุดหรูเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียม รุ่น EXR WAVERUNNER ที่มีขุมพลังขนาดกะทัดรัดขนาด 1,049ซีซี ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ TR-1 ที่อัดแน่นด้วยพละกำลังอย่างมากมาย ให้อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่น่าประทับใจ รุ่น SUPER JET WAVERUNNER แบบยืน สำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นในชัยชนะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะขนาด 700 ซีซี SUPER JET ยังเป็นตำนานของยามาฮ่าที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเหมาสำหรับผู้ที่แสวงหาความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา Recommended Model รวมถึงรุ่นแนะนำอย่างรุ่น FX CRUISER HO Luxury Performance WAVERUNNER ที่มีความหรูระดับพรีเมียมและความสบายสำหรับการขับขี่ ขุมพลัง 1,812 ซีซี เสริมสมรรถนะด้วยระบบไฮเอาท์พูต ประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิม ออกแบบตัวถังด้วย NanoXcel 2 เทคโนโลยี พร้อมกับระบบ RiDE

All New Scoopy 2021

All New Honda Scoopy 2021 ปรับใหม่หมดพร้อมเทคโนโลยีจัดเต็ม มาในคอนเซ็ปต์หรือแนวคิดใหม่ว่า “Fun District มันส์…ให้สุดเวย์” โดยในครั้งนี้เป็นการปรับเปลี่ยนแบบใหม่หมดจดทั้งคัน ทั้งภายนอกภายในให้เป็นสกู๊ตเตอร์ดีไซน์ใหม่ที่ขี่ได้สนุก ประหยัดน้ำมัน พร้อมฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกสบาย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองและทุกเพศทุกวัยได้เป็นอย่างดี ในส่วนของดีไซน์นั้นออกแบบดีไซน์ใหม่ทั้งคันในแนวคิด Round Shape AT คือตัวรถจะมีลักษณะกลมมนสวยงาม ทั้งไฟหน้ากลม Modern Ring LED Headlight พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ด้านในโคม ไฟท้ายทรงกลมดีไซน์ใหม่ เรือนไมล์ทรงกลม กระจกมองหลังทรงกลม ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ก็ปรับปรุงใหม่หมดเช่นกัน โดย All New Honda Scoopy 2021 จะมาพร้อมเครื่อง eSP เจเนอเรชันใหม่ขนาด 110 ซีซี ซึ่งมีการออกแบบดีไซน์ห้องเผาไหม้ใหม่ ปรับขนาดกระบอกสูบและระยะชักใหม่ ระบบ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นลูกสูบและระบายความร้อนได้ดีขึ้น ใช้สายพาน 2 ชั้น กำลังแรงขึ้น เร่งติดมือ ขับขี่ได้สนุก แต่ยังประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 55.6 กม./ลิตร พร้อมถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ช่วยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย ตัวรถเลือกใช้เฟรมใหม่ eSAF (Enhanced Smart Architecture Frame) ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ออกแบบมาให้แข็งแรงมากขึ้น แต่น้ำหนักเบาลง ช่วยให้น้ำหนักรถโดยรวมลดลงไปถึง 5 กก. ช่วยให้ขับขี่คอนโทรลได้ง่ายขึ้น และมีความคล่องตัวมากขึ้น   มีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกสบายครบครันได้แก่ มีระบบฮอนด้าสมาร์ทคีย์ช่วยให้ปลดล็อกรถได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ (เฉพาะรุ่น Club12) เรือนไมล์ทรงกลมใหม่แบบ Multi Meter ผสมอนาล็อกและดิจิตอล แสดงผลครบถ้วน ทั้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ทริป การแจ้งเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง นาฬิกา และไฟ Eco Lamp เมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดน้ำมันแบบเดียวกับรถยนต์ ช่องจ่ายไฟ USB ในช่องเก็บถุงมือคอนโซลด้านหน้าซ้าย ส่วนด้านขวามีช่องสำหรับเก็บขวดน้ำเหลือแก้วน้ำได้สะดวก ตะขอเกี่ยวอเนกประสงค์สามารถพับเก็บได้   และยังมีสไตล์ย่อยลงไปอีก 3 รุ่น 3 สไตล์ด้วยกันได้แก่ Club12 – Non Typical Asymmetry มีดีไซน์แบบไม่สมมาตร สีสันตัวรถสองข้างจะไม่เหมือนกัน พร้อมล้อแม็ก  มีให้เลือก 4 สีได้แก่ แดง-ขาว น้ำเงิน-เหลือง ดำ-เทา และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,100 บาท   Prestige – Minimal Yet Playful จะมาในมาดที่เรียบง่าย แต่หรูหรามีระดับ ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ น้ำเงิน และแดง ราคาแนะนำ 49,600 บาท   Urban – Unruled Colour Match หลากหลายสีสันในคันเดียว ดูโดดเด่น จัดจ้านไม่เหมือนใคร มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ขาว-เหลือง และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 49,100 บาท   โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CB1000R 2021

CB1000R 2021 ปรับใหม่เสริมดุ พร้อมเปิดตัว Black Edition Honda ในยุโรปเปิดตัวโมเดลใหม่หลายโมเดลพร้อมกัน และโมเดลหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นไปได้ที่ชาวไทยจะได้สัมผัสกันเราก็นำเสนอไปแล้วทั้งเจ้า Forza 750 และ X-ADV คราวนี้ก็เป็นทีของนีโอสปอร์ตคาเฟ่เรือธงของทางค่ายปีกนกอย่าง Honda CB1000R 2021 กันสักทีครับ มาโมเดล 2021 จุดๆ หลักที่เปลี่ยนไปก็จะออกไปในแนวทางของการอัพเดตมากกว่าจะเป็นโมเดลใหม่แบบออลนิวนะครับ ก็จะมีในส่วนของหน้าตา ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องยนต์ที่ปรับให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ครับ และก็จะมีรุ่นพิเศษอย่าง Black Edition ที่ก็จะมีความแตกต่างออกไปในเรื่องของสีสันและของติดรถ แน่นอนว่าดำดุดันสมชื่อเลยล่ะครับ  ในส่วนของหน้าตานั้นมีการออกแบบท่านั่งให้โน้มไปด้านหน้ามากขึ้นมีความเป็นสปอร์ตดุดันมากขึ้น และปรับให้ตัวรถมีเส้นสายที่เพรียวบางมากขึ้นตั้งแต่หัวจดท้าย โดยปรับเปลี่ยนให้ครอบแผงหม้อน้ำมีขนาดเล็กลง มีซับเฟรมท้ายออกแบบใหม่โชว์สีอลูมิเนียมขับเน้นส่วนท้ายที่มีจุดยึดป้ายทะเบียนที่เล็กลงและมีล้ออลูมิเนียมใหม่แบบ 7 ก้าน  เพิ่มฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกด้วยหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนกระทั่งไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ และสามารถควบคุมใช้งานผ่านปุ่มที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย พร้อมกันนี้ยังมีระบบ Honda Smartphone Voice Control หรือระบบสั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยเสียงได้อีกด้วย นอกจากนี้ใต้เบาะก็มีพอร์ต USB ไว้สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนอีกด้วย ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีถูกปรับจูนใหม่ให้ผ่าน Euro5 โดยยังคงมีพละกำลังที่ดีอยู่เช่นเดิมคือ 145 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ โดยส่วนที่เปลี่ยนไปจริงๆ จะมีเพียงการปรับจูนระบบหัวฉีด PGM-FI ให้ส่งกำลังได้ดีและตอบสนองได้ดีขึ้นเท่านั้น  ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ โดยตัวรถใช้คันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Standard, Sport และ User และตัวรถยังสามารถปรับระดับพละกำลังของเครื่องยนต์ เอ็นจิ้นเบรกและืทอร์คคอนโทรลหรือแทร็คชั่นคอนโทรลได้อีก 3 ระดับอีกด้วย  ช่วงล่างด้านหน้าเลือกใช้โช้ค Showa แบบ SFF-BP ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Showa เช่นกัน โดยปรับแต่งสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระบบเบรกก็ยังคงเดิมยังคงใช้ดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนขนาดล้อและยางก็เป็นขนาดเดิมคือ 120/70-ZR17” และ 190/55-ZR17” ครับ   สำหรับ Black Edition มีจุดต่างออกไปดังนี้ ชิ้นส่วนแทบทั้งหมดถูกทำเป็นสีดำ อาทิเช่น โช้คหน้า คอท่อ ปลายท่อ ซับเฟรม และอื่นๆ ถังน้ำมันสีดำดีพกราไฟต์ มีควิกชิฟเตอร์พร้อมโลโก้ CB บ่งบอกความตรงรุ่น ส่วนสนนราคาก็คงต้องรอกันไปก่อนนะจ๊ะ แต่คิดว่ายังไงเสียก็เข้าไทยแน่นอน และราคาอาจจะแพงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นนะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Honda X-ADV 2021

Honda X-ADV 2021 ไม่ใช่แค่หล่อขึ้น แต่ยังแรงขึ้นด้วย ล่าสุด Honda ยุโรปก็ได้ทำการปรับปรุงเจ้า X-ADV มอเตอร์ไซค์สไตล์ SUV รุ่นใหญ่ของทางค่าย ในแบบที่เรียกได้ว่าแทบทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เพียงปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น และนับเป็นการอัพเกรดครั้งแรกเลยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2016   หล่อขึ้น มีการปรับเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ดีไซน์ใหม่แบบเดียวกันกับทีร่ใช้ใน CRF1100 Africa Twin ในโคมไฟหน้า LED แบบคู่ แฟริ่งเองก็ดีไซน์ใหม่ให้มีเส้นสายดุดันเฉียบคมมากขึ้น ในส่วนของชิลด์บังลมหน้าก็มีการพัฒนาให้สามารถป้องกันลมและสภาพอากาศได้ดีขึ้นด้วย ทั้งยังปรับได้ 5 ระดับด้วยมือไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพิ่ม โดยในปี 2021 นี้มีสีให้เลือกเพิ่มมากขึ้นอีก 1 สีคือสีแดง Grand Prix Red ส่วนสีเดิม 3 สีก็ยังอยู่ คือสีดำ Graphite Black , สีเงินเมทัลลิก Matte Beta Silver Metallic และสีเทา Pearl Mud Grey   แรงขึ้น เครื่องยนต์ใหม่ที่ผ่าน Euro5 ของ X-ADV กลับแรงขึ้น 4.02 แรงม้า  แทนที่จะแรงตกลงเพราะต้องคุมเรื่องไอเสีย อีกทั้งยังมีเรดไลน์เพิ่มขึ้นอีก 600 รอบ (กลายเป็น 7000 รอบ) โดยทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 57.80 แรงม้าที่รอบต่ำ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ซึ่งเป็นผลจากการที่วิศวกรของฮอนด้ากลับไปทำการบ้านประสิทธิภาพของเรื่องวาล์วไทมิ่ง ไอดีและไอเสีย โดยออกแบบให้มีช่วงชักยาวและออกแบบห้องเผาไหม้ใหม่รวมถึงเพลาข้อเหวี่ยงแบบมวลเฉื่อยสูงทำให้ได้แรงบิดที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ อีกทั้งยังออกแบบให้มีการใช้ชิ้นส่วนให้น้อยที่สุด โดยให้แต่ละชิ้นส่วนทำงานได้มากกว่า 1 หน้าที่ ทำให้เครื่องยนต์ใหม่เบาลง 1.4 กก.อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราทดในสามเกียร์แรกใหม่ให้ทำอัตราเร่งได้ดีขึ้น ส่วนเกียร์สี่นั้นทดให้สูงขึ้น แต่ในช่วง 5 – 6 นั้นปรับให้ใช้ความเร็วยืนพื้นได้ดีและประหยัดน้ำมัน ลูกเล่นแพรวพราว นอกจากระบบ DCT หรือระบบดูอัลคลัตช์ทรานสมิชชันแล้วที่ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกและง่ายแล้ว ฮอนด้ายังได้ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการขับขี่มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ถึง 5 โหมด ได้แก่ Standard, Sport, Rain, Gravel และ User มีระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชั่นคอนโทรลที่ปรับได้อีก 3 ระดับและปิดเปิดได้ ตัวรถยังมีหน้าจอเรือนไมล์สีพิเศษขนาด 5 นิ้วที่สามารถสั่งงานผ่านระบบ Honda Smartphone Voice Control ช่วยให้สั่งงานด้วยเสียงเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ใต้เบาะจะมีช่องจ่ายไฟแบบ USB แทนที่ช่องจ่ายไฟแบบ 12V แบบที่นิยมใช้กันในรถยนต์ ส่วนขนาดความจุของเบาะก็มีการเพิ่มความจุอีก 1 ลิตรเป็น 22 ลิตร สามารถใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ ด้านในยังมีไฟ LED สำหรับช่วยเพิ่มความสะดวกในการหาของใต้เบาะอีกด้วยครับ  มีการปรับตำแหน่งของเบรกมือจากเดิมที่ด้านขวาล่างของแฟริ่งย้ายมาอยู่ที่แฮนด์บาร์ด้านขวา ทำให้สามารถใช้ช่องใส่ถุงมือด้านหน้าได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ขาตั้งรถติดตั้งเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงช่วยให้สามารถจอดรถบนทางชันได้โดยไม่ต้องกลัวรถจะไหลล้มลง แน่นอนว่า Honda ยังเลือกใช้ระบบสมาร์ทคีย์เหมือนกับเจ้า Forza 750 ช่วยให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น สามารถปลดล็อกรถ สตาร์ทรถ เปิดฝาถังและเบาะได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ และยังมีระบบตามหารถซึ่งจะแสดงตัวรถให้เจ้าของหารถได้ง่ายด้วยไฟกระพริบอีกด้วย ยังไม่หมดยังมีฟังก์ชั่นเรื่องความปลอดภัยยังมีระบบไฟ ESS หรือ Emergency Stop Signal ที่จะกระพริบขณะเบรกกะทันหันอีกด้วย พร้อมยกเลิกอัตโนมัติ นอกจากนี้ไฟเลี้ยวเองก็มีระบบยกเลิกอัตโนมัติจากการวัดความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังอีกด้วยครับ    ช่วงล่างใหม่ ฮอนด้าใช้เฟรมแบบท่อเหล็กไดมอนด์เฟรมที่ออกแบบใหม่ให้มีความหนาบางแตกต่างไปในแต่ละจุด ช่วยให้น้ำหนักเบากว่าเดิมโดยที่ความแข็งแรงยังคงอยู่ และยังสามารถเพิ่มความจุของช่องเก็บของได้มากขึ้น โดยสามารถลดน้ำหนักไปได้ 1 กก. มีการปรับเปลี่ยนมิติของมุมเรคและระยะเทรลใหม่ให้ตัวรถสามารถซอกแซกในเส้นทางที่มีการจราจรหน้าแน่นได้ดีขึ้น โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนล้อเป็นล้อซี่ หน้า 17 นิ้ว หลัง 15 นิ้วตามลำดับ ระบบเบรกดิสก์หน้าเบรกคู่ขนาด 296 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 พ็อต ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS  งานนี้อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆ คนคงอยากจะเสียเงินซื้อ

Honda CRF300L และ CRF300RALLY

Honda CRF300L และ CRF300RALLY 2021 ยกเครื่องใหม่พร้อมอ็อปชันใหม่จัดเต็ม เปิดตัวกันแล้วกับ All New Honda CRF300L และ Honda CRF300RALLY 2021 ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ There is no end of the road ซึ่งทาง Honda เชื่อว่าถนนสำหรับรถวิบากไม่มีทางสิ้นสุด และไบเกอร์สายนี่ก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน   สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้หลักๆ เลยก็จะมีดังนี้ครับ เครื่องยนต์ใหม่แบบสูบเดียว 300 ซีซี่ สมรรถนะสูงขึ้น แรงบิดดุดัน มีน้ำหนัดลดลง 5 กก. ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับรถในสไตล์นี้น้ำหนักยิ่งเบายิ่งดี ช่วยให้ขับขี่ได้ดี มี Assist Slipper Clutch ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดล้อหลังล็อกหรือสับขณะเชนเกียร์ลงเร็วๆ เพื่อลดความเร็วรถก่อนเข้าโค้งหรืออื่นๆ มิเตอร์ดิจิตอลใหม่ มีเลขบอกเกียร์ ชิฟต์ไลต์หรือไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ และระบบ Peak Hold ตัวบอกความเร็วรอบของเครื่องยนต์ และสำหรับเจ้า CRF300L จะมีไฟหน้าใหม่ LED โฉมใหม่แบบเดียวกับ CRF450L เป็นพี่ใหญ่ สำหรับเจ้า CRF300RALLY เพิ่มความจุถังน้ำมันใหญ่ขึ้นเป็น 12.8 ลิตร มากกว่าโมเดลเดิม 2.7 ลิตร   นอกจากนี้พิเศษสุดกับ Honda CRF300RALLY Dirt Addict Edition เป็นการนำเอา CRF300RALLY มาทำเป็นรุ่นพิเศษ ใส่ของแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะกับการลุยในทุกเส้นทางมากยิ่งขึ้น โดยจะมีชุดสีใหม่ การ์ดแฮนด์ Zeta การ์ดไฟหน้า นวมกันกระแทก H2C ที่จับมือถือ แร็คท้าย ท้ายสั้น บังโซ่อลูมิเนียม โดยโมเดลพิเศษจะมีผลิตขึ้นเพียง 100 คันเท่านั้น   โดยแต่ละโมเดลเปิดราคาแนะนำดังต่อไปนี้ CRF300L ราคาแนะนำ 145,800 บาท CRF300RALLY ราคาแนะนำ 172,200 บาท   CRF300RALLY Dirt Addict Edition ราคาแนะนำ 182,900 บาท   โดยทั้ง 2 โมเดลนั้นจะสามารถไปชมคันจริงได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้หรือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปที่ Honda Wing Center และ Honda BigWing ทุกสาขาทั่วประเทศ (ต่างจังหวัดอาจจะช้ากว่านี้ 2 – 3 วัน) และสามารถลงทะเบียนจอง CRF Dirt Addict Edition ได้ที่นี่ ครับ หรือร่วมลุ้นโอกาสได้ไปสัมผัสประสบการณ์ความมัน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความมันส์ ขับจริง ลุยจริง ในที่ที่ “ไม่มีทาง” กับการทดลองขับขี่ ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ณ โป่งดินดำ จ.ชลบุรี รับจำนวนจำกัดเพียง 30 คนเท่านั้น! ลงทะเบียน คลิกเลย https://bit.ly/3n6QkCJ *ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป เพื่อยืนยันการเข้างาน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Green Win by Honda

Green Win by Honda โครงการวินรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจาก Honda A.P. Honda ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย สนองนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ เปิดตัวโปรเจกต์วินสะอาด หรือ Green Win by Honda วินรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่แรกในไทยโดยใช้รถ Honda PCX Electric ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “จากนโยบายของภาครัฐที่หันมาให้ความสำคัญกับยานยนต์พลังไฟฟ้าอย่างจริงจัง ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เราเร่งพัฒนาการศึกษารูปแบบในการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง เริ่มจากการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สร้าง Ecosystem เต็มระบบที่มีทั้งตัวรถ Honda PCX Electric ตัวสถานี Swapping Station สำหรับสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งร่วมพัฒนากับทาง HAUP บริษัท Startup ผู้นำด้าน Shared Mobility ที่ช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย เพียงลงทะเบียนในระบบ และยืนยันตัวตนเมื่อต้องการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเมื่อไม่นานมานี้เรายังได้ร่วมกับ Flash Express และ OR ในการนำ Honda PCX Electric มาใช้ในธุรกิจเดลิเวอรี่ที่กำลังเติบโต ซึ่งทั้งหมดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้งานและสังคมไทย” “ล่าสุดนี้ เราได้ขยายรูปแบบของการนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้กับรถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือที่คนไทยเรียกกว่าวินมอเตอร์ไซค์ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานจากภาครัฐ ก่อให้เกิดโครงการวินสะอาด ซึ่งจะเป็นวินรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยฮอนด้าได้สร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) เพื่อพัฒนาเป็น Ecosystem เต็มรูปแบบ โดยโครงการวินสะอาดจะเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบสนองการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับคนเมืองในอนาคตต่อไป” สำหรับโครงการวินสะอาดนี้เป็นการทดลองใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานจริง โดยทาง เอ.พี. ฮอนด้า ได้จัดสรรมอเตอร์ไซค์ Honda PCX Electric สำหรับใช้ในโครงการนี้ทั้งสิ้น 50 คัน และสร้างสถานีสำหรับสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อีก 10 สถานี โดยเริ่มต้นสถานีแรกที่อาคารจอดรถของโรงแรม Holiday Inn โครงการวินสะอาดเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปตามอัตราค่าโดยสารปกติ และจะมีระยะเวลาโครงการ 1 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ติดตามความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ที่ เว็บไซต์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า www.aphonda.co.th เฟซบุ๊ก fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 2021

Multistrada V4 2021 สายลุยมาดเข้มเปิดตัวแล้ว หลังจากยั่วเย้าแฟนๆ สายทัวริ่ง สายลุยด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างเรดาร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ช่วยให้มีระบบเสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัยในแบบที่เรียกว่ายกระดับวงการมอเตอร์ไซค์ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็ได้ฤกษ์เผยโฉมหน้า Ducati Multistrada V4 2021 สักที สำหรับโมเดลนี่ก็นับเป็นมัลติสตราดาเจเนอเรชั่นที่ 4 แล้วครับ โดยตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของรถในตระกูลนี้ก็ผลิตรถขายไปแล้วกว่า 110,000 คัน โดยแต่ละเจเนอเรชั่นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด และในโมเดลนี้ก็จะมีไฮไลต์เด่นว่าเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่มีระบบเรดาร์ใช้งาน   ดีไซน์หล่อล้ำดุดัน ดีไซน์ใหม่ของมันออกแบบมาโดยมีความมุ่งหมายให้มันมากกว่าแค่ความสวยงาม มันต้องรอบการใช้งานจริงได้ด้วย เช่น การมาของระบบเรดาห์ซึ่งจะต้องติดตั้งไว้ด้านหน้าและด้านท้ายรถโดยที่ไม่มีอะไรบัง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบให้สวยงามกลมกลืนไปกับตัวรถ อีกทั้งต้องคำนึงถึงเรื่องระบบแอโรไดนามิกอีกด้วย   ตัวรถมีดีไซน์ที่หล่อเหลาดุดัน ด้านหน้าดูแน่นหนาดุจชายอกสามศอกกล้ามโต ซึ่งเป็นที่อยู่ของถังน้ำมันขนาดใหญ่ 22 ลิตร ส่วนด้านท้ายเพรียวบางเหมือนลืมเล่นกล้ามขาให้ได้อย่างที่ควร แต่มันมีข้อดีคือช่วยให้การยืนขับขี่เวลาต้องลุยนอกเส้นทางถนนทำได้ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่ายอย่างเจ้า Panigale ทำให้เจ้ามัลติคันนี้มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว และรับรู้ได้ทันทีว่านี่แหละรถดูคาติ นอกจากนี้ส่วนหน้าของรถทุกชิ้นตั้งแต่ชิลด์หน้า แฟริ่งหน้า ยันปากนกด้านล่าง ช่องลม ล้วนถูกออกแบบมาให้รองรับแอโรไดนามิกและเรื่องของอุณหภูมิความร้อน   เครื่องยนต์ใหม่แรงและเนียน ใช้ขุมพลังใหม่ V4 Granturismo ขนาด 1,158 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้า 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบ แรงบิด 125 นิวตันเมตร 8,750 รอบ เคลมมาว่าจะให้กำลังที่สมู้ทมากๆ และตอบสนองต่อคันเร่งได้แบบดังใจ แถมยังบอกเป็นนัยเรื่องความทนทานมากๆ เพราะว่ามีระยะเช็ควาล์วนานถึงตอน 60,000 ก.ม.กันเลยทีเดียว   ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพียบ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใส่เข้ามานั้นมีส่วนช่วยในหลายเรื่องทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสมรรถนะ แน่นอนว่ามีระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยอย่าง IMU ที่ทำงานร่วมกันกับระบบอื่นๆ ได้แก่ ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล และในโมเดล S ก็จะเพิ่ม ระบบไฟหน้าแบบ Cornering Light ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ระบบช่วงล่างปรับไฟฟ้าที่พัฒนามาอีกระดับ หน้าจอเรือนไมล์สีขนาด 6.5 นิ้ว ปรับเปลี่ยนการแสดงผลและภาษาได้ โดยโมเดล S ก็จะเพิ่มจอยสติ๊กสำหรับควบคุมใช้งานเมนูต่างๆ ของเรือนไมล์ได้ง่ายได้ยิ่งขึ้น ตัวจอใหม่นี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธหรือไวไฟเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนได้ในแบบหน้าจอเสมือนสมาร์ทโฟนและควบคุมผ่านจอยสติ๊กได้อีกด้วย มีระบบนำทาง Sygic ในตัว และพิเศษกว่าที่เคยคือบริเวณส่วนบนของถังน้ำมันจะมีช่องเก็บสมาร์ทโฟนและมีช่องจ่ายไฟด้านในแบบ USB ให้อีกด้วย และทีเด็ดที่สุดคือระบบเรดาร์ที่ช่วยให้สามารถติดตั้งระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรล และระบบบลายด์สปอร์ตดีเท็กชัน หรือระบบแจ้งเตือนในมุมอับที่บริเวณด้านหลังรถได้อีกด้วย   ช่วงล่างและมิติรถสปอร์ตมากขึ้น เจ้ามัลติสตราดาโมเดลใหม่นี้ใช้เฟรมแบบโมโนค็อกอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาใหม่ มีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับระยะยุบ 170 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยวระยะยุบ 180 ม.ม. ซึ่งแปลกไปจากสไตล์ของดูคาติที่เคยใช้สวิงอาร์มเดี่ยว  มีขนาดล้อหน้า 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้วตามลำดับ ล้อซี่ลวดจะเป็นออปชั่นเสริม มีระยะฐานล้อที่สั้นลง ขับขี่ในแบบสปอร์ตได้มากขึ้น มีระยะห่างระหว่างตัวรถถึงพื้น 220 ม.ม.และน้ำหนักรถเปล่าเพียง 215 ก.ก. ทำให้เจ้านกยักษ์คันนี้สามารถมีความคล่องตัวสูงทั้งในแบบของออนโร้ดและออฟโร้ด   3 รุ่นย่อยให้เลือกตามงบและความชอบ เจ้ามัลติสตราดาวีโฟร์คันนี้จะมีให้เลือก 3 รุ่นย่อยด้วยกันได้แก่ รุ่น สแตนดาร์ด รุ่น S และรุ่น S Sport ซึ่งก็จะมีรายละเอียดต่างกันไปดังนี้   รุ่นสแตนดาร์ด สี สีแดง ล้อสีดำ ฟีเจอร์หลัก โช้ค Marzocchi ด้านหน้าโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ปรับแต่งได้ โช้คหลังเดี่ยวปรับแต่งได้ ระยะยุบ 170 ม.ม.และ 180 ม.ม. ตามลำดับ ยาง Pirelli SCORPION™ Trail II ขนาด 120/70-19” และ 170/60-17” ตามลำดับ ระบบเบรก Bosch-Brembo 10.3ME Cornering ABS system จานเบรกหน้าขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Brembo M4.32 4 พ็อต ไฟหน้า LED และเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ หน้าจอแสดงผลสี TFT

BMW R 18 First Edition

BMW R 18 First Edition สุดยอดครูเซอร์ไบค์เยอรมันเปิดตัวแล้ว หลังจากปล่อยให้สาวกสายคลาสสิกรอคอยกันมานานแสนนาน ในที่สุด BMW Motorrad ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเปิดตัวเจ้า BMW R 18 First Edition สุดยอดครูเซอร์ไบค์ที่มีดีไซน์สุดคลาสสิกพร้อมกับขุมพลังบ็อกเซอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย อีกทั้งยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุมากที่สุดของทางค่ายอีกด้วย R 18 First Edition มาในสไตล์ของครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่ มีดีไซน์ในแบบคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา แฝงไปด้วยความหรูหรา โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก R5 มอเตอร์ไซค์คันแรกของค่ายใบพัดสีฟ้าที่ใช้เท้าเข้าเกียร์ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยเครื่องยนต์สูบนอนขนาดใหญ่ ตามมาด้วยชิ้นส่วนโครเมียมสวยงามแววาว ถังน้ำมันทรงหยดน้ำสีดำเพ้นท์ลายแถบของทางค่าย ยึดหมุดโลโก้ใบพัดสีฟ้าด้วยน็อตตามแบบดั้งเดิมเหมือนกับเจ้า R5 ต้นฉบับ   ตัวรถใช้ขุมพลังแบบบ็อกเซอร์ 2 สูบนอนขนาด 1802 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดของทางค่าย ทรงกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดก่อนจะไปลงที่ล้อหลังด้วยระบบเพลา (พร้อมระบบ Reverse Assist หรือเกียร์ถอยหลัง) โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอันมหาศาลที่ 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นั้นวางบนเฟรมแบบดับเบิ้ลเครเดิ้ลแบบเดียวกับ R5 มีลักษณะเป็นสโลปไล่ลงมาทางด้านท้ายรถ นอกจากจะให้ความนิ่งเสถียรในทางตรงแล้ว ท่านั่งที่ได้ยังนั่งได้สบายตามหลักสรีระศาสตร์อีกด้วย แถมยังได้เบาะนั่งที่ต่ำนั่งสบายสไตล์ครูเซอร์ที่ 690 ม.ม. โช้คหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้ภาพลักษณ์คลาสสิกแบบดั้งเดิม ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังเฟรมและเบาะยากต่อการมองเห็นจากด้านนอก ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 300 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต เช่นกัน แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS  ขนาดล้อ 19 นิ้วและ 16 นิ้วตามลำดับ ส่วนขนาดยางเป็น 120/70 และ 180/65 แบบไม่ใช้ยางในตามลำดับ แม้ว่ารถจะมาในสไตล์คลาสสิก แต่ด้านในกลับเต็มไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัยหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมเสถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนเนิน และระบบไฟหน้าอัตโนมัติ เรียกว่าขัดกับหน้าตารถไปเยอะเลยล่ะครับ ทั้งนี้เจ้า R18 First Edition นั้นเปิดราคาค่าตัวมาที่ 1,150,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาก็ไม่เบาเลย เรื่องความคุ้มค่านั้นยังบอกตอนนี้ไม่ได้ หากทีมงานได้ลองทดสอบแล้วจะมาแถลงไขกันอีกทีนะครับในส่วนนี้ แต่ใครที่เป็นสายคลาสสิกตัวจริง บอกได้เลยว่าโมเดลนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha MT-07 2021

Yamaha MT-07 2021 กับ 8 สิ่งใหม่ที่คุณต้องรู้ หลังจากเปิดตัวรุ่นพี่อย่าง MT-09 ไปได้ไม่นาน คราวนี้ก็เป็นคราวของคนน้องยอดนิยมอย่าง MT-07 กันบ้าง ซึ่งคราวนี้ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนแบบใหม่หมดจดทั้งคันเช่นเดียวกับรุ่นพี่ โดยเรียกได้ว่าเป็นน้องชายที่คลานตามกันมาติดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะมีดีไซน์ที่ใกล้เคียงกันมากเลยทีเดียว มาถึงตรงนี้แล้ว เราไปดูกันดีกว่าว่า Yamaha MT-07 2021 มีอะไรใหม่ ดีไซน์ใหม่ เจ้า 07 นั้นมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ MT-09 ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดูดุดัน เฉียบคม และมีความปราดเปรียวมากยิ่งกว่าแต่ก่อน   ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์แบบ LED ไฟหน้าใหม่นี้ให้ทัศนวิสัยที่ดีกว่าไฟหน้าแบบเดิม อีกทั้งยังมีข้อดีเรื่องน้ำหนัก ซึ่งเบากว่าเดิม และยังมีดีไซน์เป็นรูปตัว Y แบบเดียวกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นยามาฮ่าอีกด้วย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ แม้จะไม่ได้เป็นเครื่องยนต์แบบบล็อกใหม่ แต่ทางยามาฮ่าก็มีการปรับปรุงใหม่ให้เครื่องยนต์ 2 สูบ CP2 ขนาด 690 ซีซีผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยมีการดีไซน์ท่อไอดีขึ้นมาใหม่ ปรับการจ่ายน้ำมันใหม่ ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 1 ดีไซน์ใหม่ และกล่อง ECU ใหม่ โดยการตอบสนองของเครื่องยนต์จะสมู้ทมากขึ้น แต่ยังคงสมรรถนะที่ดีไว้เช่นเคยเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังแรงม้า 73.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับโมเดลเก่าจะน้อยกว่าอย่างละ 1 หน่วยเท่านั้น ถือว่าทำได้ดี เพราะเป็นการยากที่จะทำให้แรงเท่าเดิมโดยที่ไอเสียและมลภาวะจะน้อยลง   ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้น เพื่อให้ประสิทธิภาพเบรกที่ดีขึ้น ทางค่ายจึงมีการเพิ่มขนาดของจานเบรกหน้าคู่จากเดิม 282 ม.ม.เป็น 298 ม.ม. ซึ่งให้แรงเบรกที่ดีขึ้น แต่ไม่ทำให้น้ำหนักรถใต้สปริงเพิ่มมากขึ้นจนรบกวนการขับขี่   แฮนด์บาร์แบบสอบปลายที่กว้างขึ้น แฮนด์บาร์อลูมิเนียมใหม่ที่กว้างขึ้น ช่วยให้ได้ท่านั่งขับขี่ที่สบายมากขึ้น พร้อมกับช่วยให้บังคับเลี้ยวรถที่ความเร็วต่ำ เช่น ตอนกลับรถได้ง่ายขึ้นด้วยครับ   เรือนไมล์ LCD ใหม่ หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอลใหม่ แสดงผลแบบอินเวิร์สหรือกลับสี ช่วยให้เห็นข้อมูลต่างๆ ชัดแม้ยามแสงจ้า พร้อมกับปุ่มควบคุมการแสดงผลที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย ไม่ต้องละมือไปกดที่เรือนไมล์   ไฟเลี้ยว LED โมเดลใหม่ให้ไฟเลี้ยวแบบ LED แล้ว นอกจากจะสวยหล่อ ยังช่วยให้ผู้ใช้ถนนร่วมกับเราเห็นเราได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้มากขึ้นตามไปด้วย   สีสันและลายกราฟิกใหม่ ยามาฮ่านั้นเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่อง และเรื่องสีสันกราฟิกรถก็ยังคงเป็นผู้นำแฟชั่นอยู่เสมอ โดยสีสันในโมเดลใหม่นี้จะเน้นความพรีเมี่ยมมากขึ้น โดยชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นจะถูกทำให้เป็นสีดำดุดัน และดูพรีเมี่ยมด้วยการทำสีครอบเครื่องด้านนอกด้วยสีคริสตัลกราไฟต์ ที่จะดูคล้ายๆ ประกายเพชรในเนื้อสี และทั้งหมดนี้คือ 8 สิ่งใหม่ที่คุณต้องรู้ของเจ้า MT-07 2021 ครับ ส่วนสนนราคาในไทยนั้นคงต้องรอกันไปก่อน แต่คาดว่าน่าจะไม่หนีจากเดิมมากนักครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-R150 MotoGP Edition

Suzuki GSX-R150 MotoGP Edition เปิดตัวที่อินโดนีเซีย ซูซูกิยังคงเปิดตัวโมเดลในลวดลายพิเศษ MotoGP Edition อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตัวพันยันตัวระดับกลาง ล่าสุดมาถึงสปอร์ตไบค์รุ่นเล็กอย่าง GSX-R150 จนได้ แม้ว่าโมเดลใหม่จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องชิ้นส่วนให้เราได้เห็น แต่แค่เรื่องชุดสีภายนอกอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะเป็นจุดสนใจให้หลายๆ คนแล้วล่ะครับ แถมช่วงนี้ผลงาน MotoGP ของซูซูกิเองก็จัดว่าโดดเด่นไม่น้อยเลย ซึ่งปีนี้ก็จัดว่าเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี เนื่องจากเป็นการครบรอบ 100 ปีของทางซูซูกิ และซูซูกิอินโดนีเซียก็ได้ใช้โอกาสนี้เปิดตัว Suzuki GSX-R150 MotoGP edition ซึ่งเป็นสีแบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่งของทีม Ecstar ในศึก MotoGP นั่นเอง โดยจะมีสีหลักเป็นสีน้ำเงินและสีเงินครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นอกจากเรื่องของชุดสีและลวดลายแล้วนั่นก็จะยังมีสเปกตามเดิมไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 147.3 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้แรงม้า 19 แรงม้า ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบ โช้คหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS เหมาะกับการใช้งานทั้งในเมืองและถนนบนเทือกเขาที่คดเคี้ยวได้อย่างไม่มีปัญหา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Forza350

All New Forza350 กับทริปสั้นๆ ใช้งานจริงนั้นเป็นอย่างไรไปดู หลังได้รับกระแสตอบรับด้วยยอดจองสูงสุด และส่งมอบให้ลูกค้าไปได้ระยะนึงแล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะหลังจากการใช้งาน All New Forza 350 ทาง AP Honda จึงได้จัดกิจกรรม Mini Press Trip All New FORZA350 ขึ้นโดยได้เชิญสื่อมวลชนที่ได้ใช้งานรถจริงๆ ในชีวิตประจำวันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งาน ความสะดวกสบาย และประสิทธิภาพเครื่องยนต์ใหม่กันครับ และแน่นอนทาง SuperBike เองก็เป็นผู้ใช้จริงและได้ไปทริปนี้ด้วยครับ โดยเริ่มต้นขับขี่ร่วมกันบนเส้นทางจาก Central Village ลาดกระบัง ไปยังเส้นทางรอบสนามบินสุวรรณภูมิ และบริเวณถนนพระราม 9 จากนั้นร่วมรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร Siam Brasserie และแลกเปลี่ยนนานาทัศนะต่างๆ ระหว่างมื้ออาหารกันอย่างออกรส ทั้งในเรื่องการตอบสนองของระบบ eSP+ อันเร้าใจ พร้อมกับระบบช่วงล่าง รวมถึงแอโรไดนามิคที่ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สมรรถนะการใช้งานบนถนนจริง และเรื่องราวของเทคโนโลยีใหม่ ไปจนถึงการตกแต่งเพิ่มสมรรถนะกันเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่ต่างออกไปและสัมผัสได้ของเจ้า Forza 350 ก็มีดังนี้ เครื่องยนต์ใหม่ eSP+ 4 วาล์ว แรงสุดในคลาส กับขุมพลังบล็อกใหม่ โดยความแรงมาจากการขยายกระบอกสูบเป็น 77 ม.ม. ระยะช่วงชักขยับเป็น 70.7 ม.ม. กระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม แรงขึ้น ลื่นขึ้น บวกกับหม้อกรองอากาศขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 5.5 ลิตร ระบบระบายไอเสีย คอท่อแบบสแตนเลสที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ลดแรงเสียดทานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย้ายหม้อน้ำตำแหน่งใหม่ ไร้กังวลเรื่องความร้อน เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบส่งกำลังอัพเกรดใหม่ พร้อมเพิ่มคลัตช์เป็น 5 ก้อน การจับตัวของหน้าคลัตช์ดีขึ้น แม่นยำและฉับไวยิ่งขึ้น ชุดแฟริ่งด้านหน้าใหม่หล่อขึ้น   วินชิลด์หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า ปรับได้สูงขึ้นอีก 40 มม. ลดแรงลมปะทะได้สูงสุดถึงระดับ 150 มม. เดินทางไกลได้สะดวกสบาย ลดอาการเมื่อยล้าขณะขับขี่ หน้าปัดเรือนไมล์ดีไซน์หรู พร้อมฟังก์ชั่นอัจฉริยะที่ครบครันแบบรถระดับพรีเมียม   มิติตัวถังที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลง ขับขี่คล่องตัวยิ่งขึ้น ไปได้ไกลกว่าเดิม 10 กม. – สำหรับมิติตัวถังความยาวที่เพิ่มขึ้น 5 มม. เป็น 2,147 มม. ความกว้างเท่าเดิมที่ 754 มม. ส่วนความสูงปรับเตี้ยลง 109 มม. เป็น 1,362 มม. ความสูงเบาะนั่งเท่าเดิมที่ 780 มม. -น้ำหนักตัวถังเพิ่มขึ้น 2 กก. เป็น 185 กก. และความจุถังน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 11.7 ลิตร (จากเดิม 11.5 ลิตร) ซึ่งก็เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์และส่วนที่รองรับกันที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เรียกว่าสมกับความเป็น Premium Brand และตอกย้ำความเป็นยอดสกู๊ตเตอร์อย่างแท้จริงดังคำนิยาม สัมผัสเทคโนโลยีสุดล้ำฟอร์ซ่า350 “เ พราะที่สุด มีเพียงหนึ่งเดียว” ได้แล้วที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำ 173,500 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมดสี่สี ได้แก่ สีดำ สีขาว-น้ำเงิน สีแดง-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

CRF250L และ CRF250RALLY 2021

CRF250L และ CRF250RALLY 2021 อัพเกรดใหม่ในรอบหลายปี   Honda CRF250L นั้นเป็นรถที่ผ่านการวิวัฒนาการเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในทุกๆ วัน ทั้งบนท้องถนนทั่วไปและบนเส้นทางนอกถนน โดยใช้แนวคิดว่าจะต้องขับขี่ได้ง่ายทั้งในเมืองและไม่ทิ้งสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโร้ดที่ดีไป   ส่วนเจ้า CRF250RALLY นั้นถูกพัฒนาในแนวคิดว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์สำหรับช่วงสุดสัปดาห์ที่ให้กลิ่นอายของรถแข่งดาการ์ ซึ่งครั้งนี้เจ้าแรลลี่ได้รับการปรับปรุงใหม่หมดทั้งคันไปพร้อมกับๆ เจ้า 250L แต่ตัวเองจะยังคงเด่นในเรื่องของชิลด์หน้าขนาดใหญ่ ถังน้ำมันที่จุได้มากกว่าและไฟหน้าที่แตกต่างออกไป   แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีรายละเอียดสเปกอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Honda ก็ได้แง้มๆ มาว่าทั้ง 2 โมเดลจะมีการปรับเครื่องยนต์มาใหม่ให้มีกำลังในช่องรอบต่ำถึงกลางที่มากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนไอดีและไอเสีย ไล่ตั้งแต่กรองอากาศไปยันท่อไอเสียจนถึงปลายท่อ นอกจากเครื่องยนต์แล้วยังมีการปรับตัวรถภายนอก โดยมีการดีไซน์เฟรมขึ้นใหม่มีความแข็งแรงและบาลานซ์ดีขึ้น รวมถึงมีน้ำหนักที่เบาลง มีการเพิ่มระยะยุบของโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความสามารถในการขับขี่บนท้องถนนและนอกถนนให้ดียิ่งขึ้น และโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมระบบเบรกแบบ ABS แบบ 2 แชนเนลแล้ว คือระบบเบรก ABS ทำงานล้อหน้าและล้อหลังแยกอิสระต่อกัน   โดยเจ้า 250L จะมีดีไซน์ที่ดุดันมากขึ้นตามแบบของรถแข่งโมโตครอสหรือ CRF450R โดยมีชุดสีสันและลายกราฟิกแบบเดียวกัน รวมไปถึงไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ด้วย ขณะที่เจ้า Rally จะให้ภาพลักษณ์พร้อมผจญภัยแบบเดียวกับรุ่นพี่อย่าง CRF450Rally ซึ่งใช้ในการแข่งดาการ์เป็นหลัก โดยยังคงไว้ซึ่งไฟหน้าแบบไม่สมมาตรแบบ LED ซึ่งให้ความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังมีการพัฒนาในส่วนของการประหยัดน้ำมันและถังน้ำมันที่มีความจุมากกว่า 250L   ทั้งนี้ต้องรอรายละเอียดสเปกต่างๆ อีกครั้งหลังจากวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ครับ   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Trident 660

Triumph Trident 660 เน็กเก็ตระดับกลางที่พร้อมจะเขย่าวงการบิ๊กไบค์ เผยโฉมหน้าออกมาแล้วกับ Triumph Trident 660 เน็กเก็ตโร้ดสเตอร์ระดับกลางคันล่าสุดจากทางค่ายผู้ดี ที่ทางไทรอัมพ์ระบุมาว่าราคาจับต้องได้อย่างแน่นอน เจ้าสามง่ามคันนี้มาในสไตล์แบบผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์น ซึ่งเป็นสไตล์ที่เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน และยังคงความเป็นไทรอัมพ์หรือรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มีไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลมแบบคลาสสิก ถังน้ำมันทรงเอกลักษณ์เว้ารับขาในแบบของทางค่าย มีความโค้งมนดูลื่นไหลตลอดทั้งคันตั้งแต่หัวจรดท้าย และแน่นอนว่ามีฟีเจอร์ในแบบของรถสมัยใหม่มาครบครันสมกับรถในพิกัดนี้ เครื่องยนต์ของไทรเดนท์นั้นเป็นเครื่องบล็อกใหม่สำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะ โดยใช้เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 660 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่มือคลัตช์ ช่วงล่างที่ให้มาถือว่าอยู่ในระดับดี เพราะให้โช้คหน้าหัวกลับและโช้คหลังเดียวปรับพรีโหลดจาก Showa มา ในส่วนของระบบเบรกนั้นดิสก์เบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin ส่วนสิ่งที่ทำให้รถคันนี้มีความโมเดิร์นหรือทันสมัยขึ้นมานั้นก็เป็นเทคโนโลยีตามยุคสมัยที่ถูกใส่เข้ามา อาทิ เรือนไมล์แบบสี TFT ระบบไฟแบบ LED ทั้งระบบ ระบบเบรก ABS ตัวรถยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ โหมด Road และ โหมด Rain ซึ่งจะมีแทร็คชั่นคอนโทรลทำงานร่วมด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเปิดปิดได้อีกด้วย มิติของตัวรถนั้น ทางไทรอัมพ์ระบุว่าจะให้การควบคุมที่ดี โดยให้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบสปอร์ต มีความคล่องตัว และสไตล์ดอันโดดเด่น ตัวถังออกแบบใหม่หมดเพื่อความสะดวกสบายตามหลักสรีรศาสตร์ในการขับขี่ อีกทั้งตัวรถยังมีเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก และยังมีน้ำหนักเบาเพียง 189 ก.ก.เท่านั้น สุดท้ายนี้ทางค่ายยังเคลมมาว่านอกจากราคาจะดีแล้ว ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่หลายๆ คนกังวล ก็จะน้อยกว่ารถในระดับเกียวกัน โดยใช้เวลาเซอร์วิสน้อย และมีรอบการเช็คระยะที่ 16,000 ก.ม. รวมถึงรับประกัน 2 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง ส่วนสนนราคานั้นคาดว่าน่าจะได้ทราบกันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada 950

Multistrada 950 กลายเป็นรถตำรวจที่โบโลญญา อิตาลี และนี่คือการร่วมมือกันอีกครั้งระหว่าง Ducati และเทศบาลเมืองโบโลญญา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของผู้คนบนท้องถนน โดย Ducati ได้ส่งมอบ Multistrada 950 จำนวน 25 คันให้กับทางตำรวจในท้องที่โบโลญญา เพราะก่อนหน้านี้ทางดูคาติก็ให้การช่วยเหลือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาโดยตลอดและต่อเนื่อง โดยมีพิธีการส่งมอบที่สำนักงานใหญ่ของตำรวจท้องที่ในโบโลญญา โดยมี Claudio Domenicalli CEO ของทาง Ducati กับ Virginio Merola นายกเทศมนตรีและผู้กำกับการตำรวจเทศบาลเมือง Romano Mignani เป็นสักขีพยานร่วมกันเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ไบค์เกอร์อย่างเราๆ ก็หนีไม่พ้นรถของท่านเจ้าหน้าที่ที่หล่อเหลาเหลือเกิน โดยมาในชุดกราฟิกใหม่พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติมระดับท็อป เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด ตัวรถที่ใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11 ° 2 สูบขนาด 937 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้า 113 ตัวที่ 9,000 รอบและแรงบิดที่ 96 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ ยังมาพร้อมระบบหน่วยประมวลผลวัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบเบรกแบบ Cornering ABS จาก Bosch ระบบช่วยทรงตัวรถขณะขึ้นหรือลงทางลาดชัน และอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยแล้ว แม้ตัวรถที่ดีมีระบบต่างๆ ครบครันแล้ว มันยังไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัตงานของทางเจ้าหน้าที่ จึงต้องเติมอุปกรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่เพิ่มเจ้าอีก อาทิ ไฟกระพริบแบบ LED 3 จุดพร้อมขาที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และไฟเรนแบบทูโทน สำหรับบ่งบอกว่ากำลังปฏิบัติงานอยู่ และเพื่อให้ผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนช่วยหลบหลีก ระบบวิทยุสำหรับสื่อสารของทางเจ้าหน้าที่ กระเป๋าข้างรถเองก็ไม่ใช่แค่ใส่ของทั่วไปของตำรวจ แต่มาพร้อมชุดปฐมพยาบาลและเสบียงฉุกเฉินสำหรับเจ้าหน้าที่ 1 คน โดยระบบต่างๆ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มพิเศษขึ้นมา ยังสามารถควบคุมด้วยระบบควบคุมส่วนกลางพร้อมปุ่มควบคุมที่มีแบ็กไลต์หรือไฟส่องสว่างด้านหลังให้ใช้งานในที่มืดได้ และที่สำคัญคือสามารถกันน้ำได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเจ๋งกว่ารถคนทั่วไป และผมก็เชื่อว่าหลายๆ คนอยากจะลองขี่หรืออยากลองเป็นเจ้าของรถที่มีระบบอะไรแบบนี้เหมือนผมใช่มั้ยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MT-09 2021

MT-09 2021 กับ 12 จุดเด่นใหม่ที่ต้องร้องว่าแจ่มมาก หลังจากปล่อยทีเซอร์สั้นๆ ทาง Youtube ได้ไม่นาน Yamaha ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว All New MT-09 2021 เน็กเก็ตไบค์ตัวแรงที่ตอนนี้บอกได้เลยว่าสเปกร้อนแรงเป็นเบอร์ต้นของเน็กเก็ตพิกัดนี้เลยทีเดียว และในบทความนี้เราก็ได้สรุปเอา 12 จุดเด่นใหม่ที่ต้องร้องว่าแจ่มมากมาให้แฟนๆ  SuperBike ได้ทำความเข้าใจกับโมเดลใหม่นี้ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วกันครับ         ขุมพลังใหม่ใหญ่กว่าแรงกว่า เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่อง CP3 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ แต่มีความจุดมากขึ้นเป็นขนาด 889 ซีซี ใหญ่ขึ้น 42 ซีซี แต่มีน้ำหนักเบาลง 1.7 ก.ก. ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แรงขึ้นในทุกย่านความเร็วรอบ โดยให้แรงม้าสูงสุดที่ 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ (แรงขึ้น 4 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบซึ่งมากขึ้น 7 เปอร์เซนต์และมาถึงในรอบที่ต่ำลง นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของหัวฉีดใหม่มาทางด้านข้างของวาล์วปีกผีเสื้อและฉีดเข้ามาที่ด้านหลังของวาล์วไอดี ช่วยให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันดีขึ้น         ตัวรถเบากว่าเดิม แน่นอนว่าเมื่อน้ำหนักเบาอะไรๆ ก็ดีขึ้น ยิ่งช่วยให้รถของคุณทำความเร็วได้ดีขึ้น ช่วยให้ควบคุมตัวรถได้ง่ายขึ้นด้วย ขับขี่ได้มั่นใจขึ้นด้วยครับ ซึ่งน้ำหนักเบาลง 4 ก.ก. ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนต่างๆ โดยใช้แชสซีเดลต้าบ็อกซ์อลูมิเนียมใหม่ที่มีน้ำหนักเบาลง 2.3 ก.ก. สวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่เบาลง และล้อ 10 ก้านใหม่น้ำหนักเบา         ขับขี่ได้คล่องตัว ตัว MT-09 ใหม่นั้นขับขี่ได้ลื่นไหล คล่องตัวมากขึ้น เพราะตัวรถใหม่มีระยะฐานล้อที่สั้นลงนั่นเอง     ดีไซน์ใหม่ดุดันล้ำสมัย ดีไซน์ใหม่ของโมเดลปี 2021 นั้นมีความดุดัน โดยไม่มีชิ้นส่วนแฟริ่งมาบดบังเครื่องยนต์ ให้ภาพลักษณ์ดิบ ดุดัน ทรงพลังจากเครื่องยนต์ 3 สูบขนาดใหญ่ มีไฟหน้าแบบ LED โปรเจ็กเตอร์ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความล้ำสมัย และดูพรีเมียมด้วยการเก็บสีเฟรมด้วยสีคริสตัลกราไฟต์       ทัศนวิสัยดี ทัศนวิสัยยามค่ำคืนสว่างชัดเจนด้วยระบบไฟ LED เต็มระบบ โดยไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์ใหม่ทรงตัว Y สื่อถึงความเป็น Yamaha     สับเกียร์ได้สนุก อัพเกรดไปอีกขั้นให้คุณสับเกียร์ได้สนุกด้วยควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง    มือคลัตช์เบาและปลอดภัยมากขึ้น ตัวรถมีการปรับปรุงระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระที่มือคลัตช์ และช่วยลดอาการที่ล้อหลังเวลาเชนจ์เกียร์ลงเร็วๆ เพื่อลดความเร็ว ก่อนจะเข้าโค้ง     ทันสมัยด้วยด้วยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย   เป็นอีกสเต็ปของการพัฒนาและยกระดับเน็กเก็ตไบค์พิกัดนี้ของทางค่าย โดยมีการติดตั้งเซ็นเซอร์และตัวประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แบบ 6 เกณฑ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาให้ดีขึ้นกว่าเดิมโดยมีขนาดเล็กลงและเบายิ่งขึ้น     แน่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เสริมความปลอดภัย แน่นอนว่าเมื่อมีเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ยามาฮ่าก็เลยจัดเต็มระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยมาอย่างเต็มที่ ทั้งแทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล และระบบกันยกล้อ ซึ่งสามารถปรับได้ 3 โหมด   ระบบเบรกที่ดียิ่งขึ้น   แน่นอนว่าระบบเบรกมาพร้อมระบบเบรก ABS อยู่แล้ว แต่มีการเพิ่มระบบควบคุมแรงเบรกมาอีกขั้น พร้อมกับอัพปั๊มบนเป็นแบบเรเดียลด้วย ซึ่งก็จะสามารถควบคุมเบรกได้ดั่งใจมากกว่าครับ ซึ่งรถแข่งก็ใช้แบบนี้ครับ   ระบบกันสะเทือนอัพเกรดใหม่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจัดหนักมาเป็น KYB แบบหัวกลับปรับแต่งค่าได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ ด้านหลังเป็น KYB และปรับแต่งค่าได้เช่นกัน ซึ่งมีการปรับแต่งมาจากโรงงานมาแล้วระดับนึง   หน้าจอเรือนไมล์สี หน้าจอเรือนไมล์สีซึ่งตอนนี้กลายเป็นมาตรฐานของมอเตอร์ไบค์สมัยใหม่แล้ว โดยยามาฮ่าจัดมาให้มีขนาด 3.5 นิ้ว และสามารถสั่งงานผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ได้เลย สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเพราะไม่ต้องปล่อยมืออกจากแฮนด์เพื่อปรับเปลี่ยนการแสดงผลหน้าจอ   และทั้งหมดนี้คือ 12 จุดเด่นใหม่ที่มีเพิ่มหรือปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาในโมเดลใหม่รับปี 2021 นี้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก