SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
หลีดสีใหม่! 2026 New Honda LEAD125

ไทยฮอนด้าเปิดตัว New Honda LEAD125 รุ่นปี 2026 รถสกู๊ตเตอร์อเนกประสงค์ยอดฮิต เพิ่มระบบเบรก ABS และดีไซน์ใหม่พรีเมียมมินิมอล พร้อมช่องเก็บของ 37 ลิตร ราคาเริ่ม 6.2 หมื่นบาท

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
QJ Motor เตรียมบุกเวที WorldSSP 2024

QJ Motor เตรียมบุกเวที WorldSSP 2024 หลังจากทางฝั่งเวทีการแข่งขันมอเตอร์ไซค์โปรดักชันชิงแชมป์โลกหรือ WorldSBK ประกาศรายชื่อนักแข่งและทีมแข่งออกมาได้ไม่นาน เราก็ได้สังเกตเห็นว่ามีทีมใหม่อย่าง QJ Motor เตรียมบุกเวที WorldSSP 2024 โดยมีนักแข่งชาวอิตาลีเป็นนักแข่งในสังกัด จริง ๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกแต่อย่างไรกับบทบาทของทาง QJ กับเวทีการแข่งขันระดับโลก ก่อนหน้านี้ก็เคยมาเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีม KTM อย่างทีม Reale Avintia Moto3 ในปี 2022 และในปี 2023 กับ Gresini Racing อีกด้วย ซึ่งก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้พอสมควร แต่ยังไม่อาจจะสู้กับทาง CFMoto ที่เป็นเพื่อนร่วมชาติได้ โดยจะมี Raffaele De Rosa นักแข่งชาวอิตาลีจะมาเป็นนักแข่งให้กับทางทีม QJ Motor Factory Racing โดยใช้รถ QJ GSR 800 ซึ่งเป็นรถที่มาจากประเทศจีนนั่นเอง หรือก็คือ SRK 800 RR ที่มาเปิดตัวในงาน EICMA 2023 นี้เอง อย่างไรก็ดีดู ๆ แล้วอาจจะไม่ส่งผลต่อรูปเกมโดยรวมมากนัก เพราะรถแข่งที่ใช้ลงแข่งนั้นมีการเพิ่มระยะชักให้มีความจุเพิ่มเป็น 798 ซีซี (พื้นฐานเดิมนั้นใช้เครื่องยนต์ของ Honda CBR650R) ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 102 แรงม้า แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นมาพอสมควร แต่ถ้าเราลองเทียบกับ Yamaha R6 ที่ให้แรงม้าเดิม ๆ ที่ 117 แรงม้า ตอนเป็นรถแข่งก็น่าจะแรงขึ้นไปอีก โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 140 – 150 แรงม้า ขณะที่ Ducati Panigale V2 ที่เคยเป็นแชมป์โลกปี 2023 นั้นเดิม ๆ ก็อยู่ที่ 155 แรงม้าแล้ว คิดว่าสุดท้ายก็จะเป็นงานยากสำหรับทางค่าย QJ ที่จะทำรถให้มีสมรรถนะสู้ศึกในรายการนี้ นอกจากนี้ทางค่ายเองยังจะลงแข่งแค่ในรูปแบบของ Supersport Challenge ซึ่งหมายความว่าจะลงแข่งแค่ในยุโรปเท่านั้น หรือนี่คือการลองชิมลางเพื่อที่จะดูแนวทางและความเป็นไปได้ ก่อนที่สุดท้ายจะปรับทัพจัดรถลงมาแข่งเพื่อสร้างเชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ สุดท้ายแล้วจะได้ขายรถโปรดักชันในยุโรปได้นั่นเอง ภาพบางภาพจาก EICMA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Motorcycles ปล่อยภาพหลุดรถโมเดลใหม่ 2024

  เฟสบุ๊ค Triumph Motorcycles ปล่อยภาพหลุดโมเดลใหม่ ที่จะเปิดตัวในปี 2024 ในวันที่ 9 มกราคม 2567 พร้อมข้อความ THE RULES ARE ABOUT TO CHANGE ALL-NEW motorcycle launching 9th January 2024 @ 12:00 GMT Be the first to find out: https://bit.ly/47WN4St ถือว่าเป็นภาพที่บ่งบอกสไตล์ตัวรถได้อย่างชัดเจน แฟริ่งไฟหน้าคู่ สปอร์ตมาแบบไม่ต้องเดาอะไรมากมาย ถ้าพูดถึงโมเดลรถรถสปอร์ตในค่ายนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นรุ่น Daytona ที่มีอยู่ในไลน์โมเดลมานาน มาพร้อมกับเครื่องยนต์เอกลักษณ์ 3 สูบปัจจุบันเองก็มีการการันตีความแรงจากรายการ Moto2 กันอยู่แล้ว ความแรงก็คงไม่ต้องพูดถึง แต่ยังไม่มีอะไรที่ชี้ชัดแน่นอนว่า ทาง Triumph Motorcycles จะเปิดตัวโมเดลที่มีชื่อว่าอะไรกัน เครื่องตัวไหน ช่วงล่างเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามชมตัวจริงในวันที่ 9 มกราคม 2567  ส่วนใครที่เป็นแฟนพันธ์แท้ค่ายนี้ก็คงจะฟันธงได้ไม่ยากเลย มาสปอร์ตแบบนี้เก็บเงินรอได้เลย ขี่มันส์แน่นอน… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ออกทริป กับ 5 จุดที่ควรเช็ค มีอะไรบ้าง..ไปดูกัน

ออกทริป กับ 5 จุดที่ควรเช็ค มีอะไรบ้าง..ไปดูกัน หลังจากการตรวจเช็ครถบิ๊กไบค์กันไปแล้ว คราวนี้มาดูการเตรียมความพร้อมของไบค์เกอร์หรือผู้ขับขี่กันบ้าง ถึงจะมีหมวกกันน็อก ถุงมือ และชุดไรดิ้งเกียร์แล้ว ขอบอกเลยว่าแค่นั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน มันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง กับ ออกทริป กับ 5 จุดที่ควรเช็ค จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน  1.เตรียมร่างกายให้พร้อม สิ่งสำคัญอย่างแรกที่เหล่าไบค์เกอร์มักมองข้ามก็คือการสำรวจตัวเองนั่นแหล่ะครับ ว่าสุขภาพร่างกายของเรามีการเตรียมความพร้อมมากน้อยแต่ไหน นอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ เพราะขับขี่ทางไกลเป็นเวลานาน ๆ มักจะเจอกับอาการวูบ หลับใน ที่เป็นสาหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะฉะนั้น ก่อนออกทริปควรพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ทานยาที่ทำให้ง่วง อาทิ ยาลดน้ำมูก ยาภูมิแพ้ เป็นต้น 2.วางแผนก่อนการเดินทาง ทริปจะไม่เกิดถ้าหากไม่มีการวางแผน ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปเป็นกลุ่มก๊วนคณะชาวแก๊งค์ก็ต้องล้วนมีการวางแผนให้ดีก่อนการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จุดหมายปลายทาง เส้นทาง เวลา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและบั่นทอนความสนุกกับทริปอีกด้วย  3.สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งในขณะขับขี่ เชื่อว่าไบค์เกอร์ที่ขับขี่รถหลาย ๆ ท่านคงมีหมวกกันน็อกใส่กันอยู่แล้ว แต่อย่าลืมนะครับว่าควรใส่ทุกครั้งในขณะขับขี่ รวมไปถึงคนซ้อนด้วย ซึ่งนอกจากเรื่องของความปลอดภัยแล้ว หมวกกันน็อกยังช่วยในเรื่องของการรักษาสุขภาพสายตา ทั้งป้องกัน UV จากแสงแดด ป้องกันลม ฝุ่น หรือแม้กระทั่งฝน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย  4.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรือสารเสพติด สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตมานักต่อนัก จากการขาด “สติ” ในการขับขี่ เพราะด้วยพิษสุราและของมึนเมา รวมถึงสารเสพติดต่าง ๆ ล้วนคร่าชีวิตนักบิดมามากมายโดยเฉพาะช่วงเทศกาลเป็นประจำทุกปี เพราะฉะนั้น “ถ้าดื่มอย่าขับ ถ้าขับอย่าดื่ม” จะดีกว่านะครับ 5.ขับรถด้วยความระมัดระวังและไม่ขับเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนด สำหรับความเร็วของมอเตอร์ไซค์ที่กฏหมายกำหนดคือต้องไม่เกิน 80 กม./ชม. และรถที่มีขนาดกระบอกสูบ 400 ซีซีขึ้นไป (รถบิ๊กไบค์) สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 100 กม./ชม. แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ที่ขับขี่บิ๊กไบค์ต้องมีแอบบิดเกินบ้างกันใช่ไหมหล่ะครับ ถามว่าขี่ได้ไหม บอกเลยว่าขี่ได้แต่ก็ขอให้ระมัดระวัง เร่งได้เฉพาะทางตรงโล่ง ๆ  ที่ไม่มีชุมชนหรือรถสัญจรไปมา แต่ทว่าจะเจอกล้องตรวจจับความเร็วไหมก็อีกเรื่อง (ฮ่าๆ)  เพราะฉะนั้นขับขี่ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด หรือถ้าอยากรีดสมรรนถะตัวรถแบบเต็มพิกัดจริง ๆ แนะนำให้ไปสนามแข่งหรือสถานที่ที่มีแทร็ครองรับเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง รวมไปถึงผู้อื่นที่ร่วมใช้ท้องถนนด้วยกันอีกด้วย (กฎหมายราชกิจจานุเบกษา กำหนดอัตราความเร็วของยานพาพนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบท พ.ศ. 2564) และนี่ก็เป็นข้อปฏิบัติหลัก ๆ เบื้องต้นสำหรับการเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ก่อนออกทริปหรือเดินทางไกลนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสกิล ทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์ที่จะมาแนะนำอีกด้วย ไว้มาอัปเดตในคอลัมน์ถัดไป ยังไงก็ขอฝากเป็นข้อคิดเล็กน้อย ๆ เพื่อความปลอดภัยและสามารถขับขี่ออกทริปกับเพื่อนร่วมทางได้อย่างมีความสุขครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Shotgun 650

Royal Enfield Shotgun 650 บ๊อบเบอร์ไซส์กลางเปิดตัวแล้ว เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับบ๊อบเบอร์ไบค์ไซส์กลางจากค่ายรถอังกฤษที่มาอยู่ยงคงกระพันที่อินเดียกับ Royal Enfield Shotgun 650 เหมาะสำหรับไบเกอร์ที่ชื่นชอบการคัสตอมและคนที่ชอบความคลาสสิกนั่นเอง ดีไซน์ของรถ ตัวรถถูกออกแบบมาในสไตล์คลาสสิกตามแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนกลมและโค้งบนแบบดั้งเดิม ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟท้าย เรือนไมล์ กระจกมองหลัง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำตลอดไปจนถึงท่อไอเสียแบบพีชูตเตอร์ และมีการใช้เซ็ตติ้งเบาะพิเศษที่สามารถถอดซับเฟรมที่เป็นจุดยึดเบาะนั่งคนซ้อนออกได้ง่าย หรือจะปรับมานั่งคนเดียวตามแบบฉบับบ๊อบเบอร์ก็ได้ไม่ยากเย็นนัก ขุมพลัง ตัวรถจะใช้เครื่อง 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 648 ซีซี เคลมพละกำลังมาที่ 46.3 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดที่ 52.3 นิวตันเมตรที่ 5,650 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Super Meteor 650 โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.8 ลิตร ช่วงล่าง ด้านหน้าจะมาพร้อมโช้คหัวกลับ 43 ม.ม.จาก Showa BPF ด้านหลังโช้คสปริงคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก ByBre และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 300 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก ByBre ด้วยเช่นกัน โดยมีขนาดล้อหน้าเป็น 18 นิ้ว หลัง 17 นิ้วตามลำดับ เทคโนโลยี  นอกจากเรื่องระบบไฟที่เป็น LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมดิจิทัล 2 จอ ตัวรถยังมีพอร์ตจ่ายไฟแบบ USB-A เพื่อใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เรื่องของความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล การจำหน่าย ทางค่ายมีการเปิดเผยราคาการจำหน่ายมาที่ 350000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็จะราว ๆ 147,000 บาท  โดยจะเริ่มจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้า มาบ้านเราก็จะกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 2 แสนกลาง ๆ ใกล้ ๆ กับ Super Meteor 650 ที่มีจำหน่ายในไทยเราที่ 269,000 บาท ใครชอบสไตล์นี้แบรนด์นี้เก็บเงินรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati ฉลองแชมป์ เปิด Panigale รุ่นลิมิเต็ด

Ducati ฉลองแชมป์ เปิด Panigale รุ่นลิมิเต็ด 5 โมเดล ล่าสุดทางค่ายแดง Ducati ฉลองแชมป์ เปิดตัวโมเดลใหม่รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด 5 โมเดลด้วยกันเนื่องในโอกาสที่ทางค่ายเป็นแชมป์โลกหลายรายการและทำลายสถิติต่าง ๆ มากมาย จนถือเป็นโอกาสดีในการใช้ลวดลายสีสันกราฟิกจากรถของแชมป์โลก หรือคนดังที่ทำลายสถิติใหม่มาใส่ในโมเดลสปอร์ตไบค์ของเขาเพื่อจูงใจให้เกิดการอยากได้เป็นเจ้าของนั่นเอง Ducati ฉลองแชมป์ เปิด Panigale รุ่นลิมิเต็ด ในชื่อซี่รี่ส์ว่า Panigale 2023 Replica จะแบ่งออกเป็น Panigale V4 จำนวน 4 โมเดล โดยมีลายกราฟิกที่ได้มาจากรถแข่ง MotoGP อย่าง Desmosedici GP ของ Francesco Bagnaia, Jorge Martin และ Marco Bezzechi 3 โมเดลและอีก 1 โมเดลมาจาก V4R ตัวแข่งแชมป์โลก และ WorldSBK ของ Alvaro Bautista อีก 1 โมเดลเป็น Panigale V2 แชมป์โลก WorldSSP ที่นำลวดลายมาจากรถแข่งของ Nicolo Bulega ครบ 5 โมเดลพอดี โดยแต่ละคันจะมาพร้อมลายเซ็นของนักแข่งบนถังน้ำมันพร้อมมีการเคลือบใสกันลบเลือน แน่นอนว่าตัวรถจะมาพร้อมเบอร์นักแข่งแบบเดียวกันกับรถของนักแข่งเลย Pecco Bagnaia เบอร์ 63, Álvaro Bautista เบอร์ 19, Jorge Martín เบอร์ 89, Marco Bezzecchi เบอร์ 72 และ Nicolò Bulega เบอร์ 11 สิ่งที่ต้องระวังคือโมเดลพิเศษนี้จะมีแต่เบาะนั่งแบบตอนเดียวแบบรถแข่งเท่านั้น และอีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเพลทอลูมิเนียม CNC พร้อมยิงเลเซอร์เป็นชื่อโมเดลและตัวเลขของแต่ละคัน กุญแจพิเศษ และอนิเมชันพิเศษเวลาเปิดสวิตช์รถแล้ว อ่อยังมีเบาะนั่งที่มาพร้อมโลโก้ของนักแข่งแต่ละคนอีกด้วย จำนวนการผลิตและราคาแต่ละโมเดล Panigale V4 Bagnaia 2023 World Champion Replica = 263 คัน ราคา 73,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.55 ล้านบาท Panigale V4 Bautista 2023 World Champion Replica = 219 คัน ราคา 68,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.38 ล้านบาท Panigale V4 Martín 2023 World Champion Replica = 189 คัน ราคา 68,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.38 ล้านบาท Panigale V4 Bezzecchi 2023 World Champion Replica = 72 คัน ราคา 63,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.2 ล้านบาท Panigale V2 Bulega 2023 World Champion Replica = 111 คัน ราคา 43,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท โดยรุ่นพิเศษด้านบนจะมีพื้นฐานมาจาก V4 S ที่เด่นด้วยคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK และปลายท่อ Akrapovic ระบบเบรก Brembo คาลิเปอร์เบรก Stylema R ปั๊มบน MCS ปรับรีโมท พักเท้า Rizoma และชิลด์หน้า Plexiglass นอกจากนี้ยังมีชิลด์กันร้อนที่คอท่อด้านหลัง ครอบอัลเทอร์เนเทอร์ บังโคลนและท่อดักลมเบรกหน้า ทั้งหมดนี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และยังมีครอบสวิงอาร์มเดี่ยมที่ทำผสมขึ้นจากไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์

Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์

Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์ ตัวจบ ครบเครื่อง บริษัทหมวกกันน็อกสัญชาติโปรตุเกสเปิดตัวหมวกใบใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการขับขี่สองล้อไปตลอดกาลกับหมวก Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์ ตัวจบ ครบเครื่อง เรื่องฟังก์ชันการใช้งานที่ครอบคลุมการขับขี่ได้หลากหลายมากที่สุด ผ่านการทดสอบคิดเป็นระยะทางกว่า 200,000 กม.จากนักขี่และนักแข่งกว่า 60 ชีวิตบนพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารทั่วโลก ฟังก์ชั่นหลากหลาย สำหรับหมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกสายแอดเวนเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งแบบลุยทางฝุ่นและซิ่งบนทางดำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือใด ๆ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานกับก็อกเกิ้ลเวลาที่ต้องเจอกับฝุ่นหรือโคลนหนัก ๆ อีกด้วย ปลอดภัยยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานแล้ว ตัวหมวกยังคำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัย ตัวหมวกใช้วัสดุโฟมใหม่น้ำหนักเบาพิเศษที่มีชื่อว่า X-Foam ที่ออกแบบมาใส่ไว้ที่ด้านข้างและบริเวณคางเพื่อซับแรงกระแทก ผ่อนหนักให้เป็นเบาและลดความเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกไหปลาร้าหัก มีระบบถอดออกได้เร็ว หรือ Fast Release System ช่วยถอดนวมข้างแก้มได้อย่างรวดเร็วเวลาเร่งด่วนฉุกเฉินโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และถอดได้ปลอดภัยแม้ในกรณีบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยมีการรับรองมาตรฐานจาก ๆ หลายประเทศและสถาบันดังนี้ ยุโรป ECE R22-06, อเมริกา DOT FMVSS 218, NBR-7471 และ TIS 369-2557 เบาและสบาย ตัวหมวกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์พิเศษที่ชื่อว่า X-Pro Carbon ที่เบามากแต่ทนทานต่อแรงกระแทกสูง และยังใช้คาร์บอน 3K เป็นเทคโนโลยีเดียวกับวิศวกรรมการบินเพื่อให้ได้โครงสร้างผสมที่ทำให้ตัวหมวกเบา แข็งแกร่งและสบายกว่าที่เคย และยังมาพร้อมเชลล์หมวก 3 ขนาดเพื่อรองรับไซส์ของศีรษะได้มากขึ้นรวมถึงใส่ได้สบายมากขึ้น อีกทั้งยังใส่ได้สบายด้วยซับในหมวกด้านในที่ออกแบบและเลือกใช้วัสดุชั้นดีระหว่างหนังสังเคราะห์กับเส้นใยแบบโครงตาข่ายให้ใส่ได้สบาย พร้อมเทคโนโลยีผ้าแบบ X-Mart Dry ช่วยให้ภายในเย็นและแห้ง ระบายอากาศได้ดี ตัวหมวกมีช่องรับลมด้านหน้าตัวหมวกที่เปิดปิดได้มากถึง 7 ช่อง และช่องระบายอากาศออกด้านหลัง 4 ช่อง เพื่อให้หมวกสามารถใส่ได้สบายทุกสภาพอากาศไม่ว่าร้อนหรือหนาว ตลอดไปจนถึงมีนวัตกรรมพิเศษตัวใหม่ที่ชื่อว่า Mid Airflow Chamber ซึ่งจะเป็นช่องว่างรอบ ๆ ตัวหมวกระหว่างโฟมด้านนอกและโฟมด้านในเพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนรอบตัวศีรษะและไล่อากาศร้อนออกไปทางด้านหลัง การันตีทัศนวิสัยดีเยี่ยม ชิลด์หน้ามีระบบรีคอยล์ทำงานด้วยสปริงช่วยปรับและดึงชิลด์ให้ลงล็อคอัตโนมัติ ช่วยกันลมเข้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ทางค่ายยังแถมพินล็อกสำหรับกันฝ้าไปให้ในกล่องอีกด้วย นอกจากนี้แว่นกันแดดในหมวกยังมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 18% ช่วยป้องกันแสงจ้าการันตีทัศนวิสัยที่ดีขึ้นอีกด้วย นิ่งแม้ขับเร็ว ด้วยเทคโนโลยีระบบโฟม EPS กันสั่นสะเทือน ซึ่งมีการเพิ่มชั้นยางพิเศษเข้าไประหว่างโฟมด้านในและด้านนอก ทำให้โฟมหมวกด้านในขยับได้เล็กน้อยซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้นเมื่อเจอกับกระแสลมแรงหรือขับขี่ที่ความเร็วสูง รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวหมวกรองรับเทคโนโลยีบลูทูธ X-COM3 สามารถติดตั้งในหมวกได้ทันที ช่วยให้สามารถคุยโทรศัพท์หรือฟังเพลงได้อย่างสะดวก รวมไปถึงการออกแบบตัวพีคหมวกให้สามารถรองรับการติดตั้งกล่องแอ็กชันคาเมร่าได้อย่างแน่นหนาคงทน หรือจะติดตั้งที่ด้านข้างตัวหมวกด้วยเมาท์ที่สามารถถอดออกได้ หรือที่คางด้านหน้าของหมวกก็ยังได้ การจำหน่าย ตัวหมวกนั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 17,500 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อปสุดราคา 25,500 บาท โดยจะมีของเข้ามาในจำหน่ายในช่วงต้นปี 2024 ผ่านทาง Panda Rider และตัวแทนจำหน่าย ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PandaRiderDotCom หรือที่ http://www.pandarider.com/

เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ไบค์เกอร์ควรตรวจเช็คก่อนออกเดินทาง

เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ไบค์เกอร์ควรตรวจเช็คก่อนออกเดินทาง เริ่มเข้าสู่วันหยุดยาวในช่วงปีใหม่กันแล้ว หลาย ๆ คนคงเริ่มมีแพลนที่จะเดินทางออกทริปพักผ่อนหย่อนใจ หรือเดินทางกลับต่างจังหวัด ไปหาครอบครัวสุดที่รักกันใช่ไหมหล่ะครับ แน่นอนว่าแอดก็มีแพลนไปเที่ยวเช่นเดียวกัน (ฮ่าๆ) สำหรับครั้งนี้แอดมีบทความดี ๆ อยากแนะนำแก่เหล่าไบค์เกอร์ทุกท่าน สำหรับท่านใดที่จะเดินทางออกทริปโดยใช้ยานพาหนะ 2 ล้อแล้วหล่ะก็ ลองมาดูกันกับเช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ควรตรวจเช็คให้ดีก่อนออกเดินทาง จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย  น้ำมันเครื่อง น้ำยาหม้อน้ำ สำหรับเครื่องยนต์ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของรถ 2 ล้อ และแน่นอนเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เกิดการสึกหรอ และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว การตรวจเช็คน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ สามารถทำได้ง่าย ๆ แนะนำให้เริ่มจากเช็คระยะการใช้งานว่าครบรอบตามกำหนดหรือไม่ หรือหากไม่ชัวร์ให้ลองตรวจด้วยก้านน้ำมันเครื่อง (หากเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ ควรรอสักพักให้เย็นก่อน) แล้วตรวจเช็คเพื่อดูว่าสีเข้มและเหนียวมากน้อยแค่ไหน โดยให้เช็ดก้านวัดน้ำมันเครื่องด้วยผ้าหรือทิชชู่ จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปใหม่แล้วเอาออกมาดูอีกครั้ง ซึ่งในส่วนนี้ สามารถตรวจดูได้ 2 อย่างเลยก็คือ ระดับน้ำมันเครื่อง และ สภาพน้ำมันเครื่อง หากเข้มมาก ๆ หรือระดับน้ำมันเครื่องต่ำ ก็สามารถทำการถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ได้เลย เพื่อความสะอาดของเครื่องยนต์ แต่ถ้าหากให้ดีกว่านี้ ลองมองหาน้ำมันเครื่องที่มีสมรรถนะทนอุณหภูมิความร้อนสูง รองรับการขับขี่ทางไกลที่ใช้ระยะเวลานาน ๆ นอกจากนี้ น้ำยาหม้อน้ำก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ โดยให้ลองตรวจเช็คน้ำยาหม้อน้ำ ว่ายังเหลือมากน้อยแค่ไหน เริ่มแห้งหรือยัง ถ้าเหลือน้อยก็ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นตามที่กำหนด โดยมีสัญลักษณ์บอกระดับน้ำยาอยู่ด้านข้างขวด  สภาพยาง ทีนี้มาดูส่วนสำคัญกับ “ยาง” อะไหล่ชิ้นสำคัญที่สัมผัสกับพื้นถนน หากไม่มีการดูแลสภาพยางให้ดี อาจส่งผลอันตรายต่อการขับขี่ได้เลย สำหรับยางรถ 2 ล้อของท่านเริ่มสึก เริ่มแข็งกระด้าง หรือดอกยางเริ่มหมดแล้วหล่ะก็ แนะนำให้ควรเปลี่ยนยางทันที เพราะเราอาจจะไม่รู้ว่าเส้นทางที่เราจะไปนั้นจะสมบุกสมบันหรือมีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน และเสริมด้วยการใช้ยางที่มีคุณภาพ เกาะถนนและสามารถรีดน้ำได้ดี อาจจะช่วยลดอุปสรรคในการเดินทางได้ แถมเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงหมั่นตรวจเช็คสภาพลมยาง ให้หมั่นเช็คลมยางเป็นประจำ โดยเติมลมให้ระดับแรงดันอยู่ในมาตรฐาน เพื่อการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โซ่ สเตอร์ และสายพาน รถโซ่ครูด สายพานขาด ปัญหาเหล่านี้มักได้ยินเป็นประจำสำหรับรถ 2 ล้อโดยเฉพาะช่วงออกทริปหยุดยาวท้ายปีนี่แหล่ะครับ เพราะฉะนั้นควรตรวจเช็คให้ดีว่า โซ่หย่อน ฟันเสตอร์แหลมมากน้อยแค่ไหน สามารถดูบทความตรวจเช็คโซ่ สเตอร์ได้ที่นี่ รวมถึงสายพานสำหรับรถสกู๊ตเตอร์นั้นใช้งานครบตามระยะกำหนดแล้วหรือไม่ ลองตรวจเช็คให้ดี   ระบบเบรก นอกจากเรื่องโซ่ เสตอร์แล้ว เรื่องของความปลอดภัยกับระบบเบรกก็สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งผ้าเบรก จานเบรก น้ำมันเบรก หมั่นตรวจเช็คให้ดี ว่าความหนาผ้าเบรกเหลือมากน้อยแค่ไหน จานเบรกมีฝุ่นเกาะหรือไม่ น้ำมันเบรกเริ่มเสื่อมสภาพหรือยัง สายเบรกมีปัญหามั้ย หากมีปัญหาดังกล่าวก็ควรเปลี่ยนให้พร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ แบตเตอรี ระบบไฟ สัญญาณแตร ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรีให้ดี ทุกครั้งก่อนออกทริป หากแบตเตอรีในรถของท่านไม่ดีแล้วหล่ะก็ รถอาจดับกลางทาง และอาจต้องเข็นรถอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ซึ่งจะทำให้หมดสนุกในการเดินทางก็เป็นได้ ไปรวมถึงเช็คระบบไฟโดยให้ใช้ฟังก์ชันของระบบไฟต่าง ๆ ว่าทำงานปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติให้นำเตรียมเข้าศูนย์เพื่อเช็คบริการได้เลย โช้คอัพช่วงล่าง แน่นอนว่าการออกทริปแต่ละครั้งของเหล่าไบค์เกอร์ มันต้องมีอะไรติดไม้ติดมือทั้งอุปกรณ์ สัมภาระ เสื้อผ้าที่ขนใส่ใต้เบาะ ใส่กล่องปี๊บด้านหลังรถ 2 ล้อกันใช่ไหมครับ ตัวแปรในจุดนี้ก็คือน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และส่วนที่รองรับแรงกระแทกระหว่างพื้นถนนและตัวรถก็คือโช้คอัพนั่นเอง ในส่วนนี้หลังใช้งานขับขี่เสร็จแล้วอยากให้ลองตรวจดูว่าตัวโช้คนั้น มีอุณหภูมิร้อนตามปกติ มีคราบน้ำมันรั่วซึมออกมาจากตัวโช้คหรือไม่ หรือตัวโช้คมีการทำงานที่ให้ระยะยุบแบบปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติ ให้นำรถเข้าตรวจเช็คสภาพได้ทันที ความสะอาด และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความสะอาด สำหรับข้อนี้แอดคงไม่กังวัลซักเท่าไหร่ เพราะบริบทของไบค์เกอร์ เรื่องรถ 2 ล้อ ก็มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีหมั่นทำความสะอาด ล้างรถ อัดจารบี และใช้น้ำยาหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ สำหรับทั้งหมดที่กล่าวมากับ เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ควรตรวจเช็ค บำรุงรักษาให้ดี และขอให้ขับขี่อย่างสนุก ปลอดภัย และมีความสุขในช่วงหยุดปีใหม่นี้ด้วยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PM. 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ที่นักบิดไม่ควรมองข้าม

PM. 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ที่นักบิดไม่ควรมองข้าม เตือนภัยสำหรับชาวไบค์เกอร์..!! กับภัยเงียบสุดแสนอันตรายอย่าง PM.2.5 เริ่มคืบคลานกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง โดยผลกระทบคราวนี้คงไม่พ้นพวกเราเหล่าไบค์เกอร์ชาว 2 ล้อที่ต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน แล้วฝุ่นพวกนี้มันคืออะไร จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แล้วจะต้องเตรียมตัวป้องกันอย่างไรบ้าง ไปดูกัน PM2.5 คืออะไร สำหรับ PM. 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง อาทิ ควันไอเสียจากรถยนต์ ควันมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ไซส์งานก่อสร้างตามถนน อาคาร รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยเจ้า PM. 2.5 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอนหากไม่เห็นภาพให้ลองเทียบกับเส้นผมของเราที่มีขนาด 50-70 ไมครอน ซึ่งเจ้าฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่าถึง 20-30 เท่าเลยทีเดียว ลองคิดดูสิครับ ถ้าฝุ่นละอองพวกนี้เล็ดลอดเข้าดวงตา ผ่านรูจมูกเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น  ผลกระทบที่ได้รับ ในระยะสั้น มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หายใจลำบาก  เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง และรู้สึกแสบร้อนบริเวณดวงตา  มีอาการเวียงเวียนศีรษะ ปวดหัว ร่างกายอ่อนล้าและเพลียง่าย ในระยะยาว หากสูดอากาศที่เป็นมลพิษสะสมเข้าไปนาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมายทั้ง โรคระบบหายใจเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและโรคมะเร็งปอด  สำหรับปัญหาของดังกล่าว คงเป็นเรื่องที่คงหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับสายบิด 2 ล้อ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นอันดับต้น ถึงแม้จะสวมหมวกกันน็อกใส่โม่งปกปิดมิดชิดก็ตาม แต่อย่างไรฝุ่นละอองพวกนี้ก็สามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปข้างในอยู่ดี แล้วชาว 2 ล้อ มีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง  วิธีป้องกัน อันดับแรก ให้เช็คสภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชันในโทรศัพท์ก่อนเตรียมตัวเดินทาง *แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน IQ Air อัปเดตค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์*  สวมหน้ากากอนามัยก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ถ้าจะให้ดีควรหาหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพสูง อาทิ หน้ากาก N95 แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ให้นำหน้ากากอนามัยทั่วไปซ้อนทิชชู่เข้าไปอีกชั้น ซึ่งจะเพิ่มการป้องกันฝุ่นละอองได้ดียิ่งขึ้น  สวมแว่นตากันลมทุกครั้ง สำหรับนักบิดที่ใช้หมวกกันน็อกประเภทครึ่งใบ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตาแล้ว แถมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อลมได้อีกด้วย  สวมเสื้อผ้าแขนยาว ปกคลุมร่างกายให้มิดชิด เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นละอองที่เกาะติดตามผิวหนังและอาจเข้าสู่ร่างกายได้ วางแผนการเดินทางให้ดี และหลีกเลียงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น และบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่น ดูแลรถให้พร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด หากเป็นไปได้ ถ้าไม่มีความจำเป็น ควรงดเดินทางออกจากบ้านหรือที่พักอาศัย เพื่อลดความเสี่ยงในสถานการณ์เช่นนี้ แล้วนอกเวลาขับขี่ ควรดูแลตัวเองอย่างไร  รักษาความสะอาดเป็นประจำ หมั่นล้างมือ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และไม่จับสิ่งสกปรกหรือของแปลกปลอมใด ๆ  รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์ เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  และนี่ก็คือวิธีการป้องกันเบื้องต้น สำหรับชาวไบค์เกอร์ โดยสามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และแน่นอนว่าอย่าลืมทำหมั่นรักษาความสะอาด สวมอุปกรณ์เซฟตี้ สวมไรดิ้งเกียร์และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกเดินทาง และขอให้สนุกกับการขับขี่เจ้า 2 ล้อนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Z500 2024

Z500 2024 เน็กเก็ดพิกัดใหม่จากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki ส่ง Z500 2024 ซึ่งเป็นเน็กเก็ดพิกัดใหม่ของทางค่ายออกมาสู่ตลาดยุโรป เคียงคู่กับสปอร์ตไบค์ของทางค่ายอย่าง Ninja 500 โดยโมเดลใหม่นี้ให้สมรรถนะที่แรงขึ้นและดุดันมากขึ้นในสไตล์ของสตรีทไบค์ที่พร้อมจะซิ่งบนเส้นทางในเมือง ดีไซน์ สำหรับเรื่องของดีไซน์นั้นมีความดุดันด้วยเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมมุมที่นำมาจาก Z900 บวกกับการเผยให้เห็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ดิบ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์พิกัดใหม่ 2 สูบเรียงขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเดียวกับของเจ้านินจา โดยจะเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 42.6 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 14 ลิตร นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ ช่วงล่าง ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ที่มีดีไซน์คล้าย ๆ กับของ H2 ให้ความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่ดี ผนวกกับการใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงในการรับโหลด ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 168 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-R17 และ 150/60-R17 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าเหมือนกับเจ้านินจา 500 เลยล่ะครับ เทคโนโลยี นอกจากระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปแล้วตัวรถยังมีการใส่หน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ (เฉพาะรุ่น SE) การจำหน่าย โมเดลนี้จะมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกันคือตัวสแตนดาร์ดและตัว SE ซึ่งก็แน่นอนว่าเวอร์ชันหลังแพงกว่า แต่อย่างไรก็ทางค่ายยังไม่ได้เผยราคาออกมา และผมเองก็เชื่อว่าถ้ามาขายไทยจริงล่ะก็ราคาต้องถูกมากหน่อย เพราะสเปกแบบนี้แล้วราคาไม่โอเคล่ะก็ ยากที่จะแย่งลูกค้าจากค่ายอื่นจริง ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ACE Cafe ตำนานคาเฟ่เแห่งยุค 60 ที่ควรไปซักครั้งในชีวิต

ACE Cafe ตำนานคาเฟ่เแห่งยุค 60 ที่ควรไปซักครั้งในชีวิต หากใครที่ชื่นชอบรถสไตล์คลาสสิกแล้วหล่ะก็ ต้องคุ้นเคยกับคำว่า Cafe Racer กันใช่ไหมครับ สำหรับคอลัมน์นี้ เราจะพาไปชมสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นคอมมูนิตี้อันเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมเหล่าของรถคัสตอมมากที่สุด และเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้ที่คลั่งไคล้รถคลาสสิกควรไปซักครั้งในชีวิตกับ ACE Cafe  โดยคำว่า Cafe Racer นั้นมีความหมายตรง ๆ เลยก็คือ “รถที่มารวมตัวกันที่คาเฟ่” โดยต้นกำเนิดของคาเฟ เรเซอร์ นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษในยุค 60 ของกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบรถคัสตอมและมีความเป็นแฟชันนิสที่โดดเด่น มารวมตัวทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนำรถมาประชันโชว์ในงาน พบปะมีตติ้ง หรือแม้กระทั่งจัดแข่งรถที่มีการเดิมพันสนุก ๆ เกิดขึ้น และ ACE Cafe ก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่เป็นจุดรวมพลของผู้ที่หลงใหลรถสไตล์คลาสสิกอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1938 และมีอายุมาอย่างยาวนานกว่า 85 ปี โดยตั้งอยู่บริเวณใกล้ Wembley ติดถนน North Circular ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  และด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นคอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รวมถึงแนวดนตรีสไตล์ Rock ‘N’ Roll อันโด่งดังในยุค 60 ผสมผสานความกลมกล่อมเข้าด้วยกัน เอท  คาเฟ่ จึงเปรียบเสมือน “บ้าน” ของผู้ที่หลงใหลในมนต์สเน่ห์ของรถคัสตอม ได้มาแชร์ มาแบ่งปันประสบการณ์และทำกิจกรรมร่วมกันในอีเว้นท์ต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับร้าน เอท คาเฟ่ นั้นถูกตกแต่งในสไตล์ Cafe Racer ที่รวมเหล่ารถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการคัสตอมในหลาย ๆ รุ่น เสริมแบ็กกราวด์เอกลักษณ์ด้วยธงตราหมากรุก ที่ให้เหล่าคอกาแฟ รวมไปถึงชาวไบค์เกอร์ต่างทั่วทุกมุมโลก ได้มารวมตัว มาสัมผัสกับบรรยากาศ และกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่เรเซอร์อย่างแท้จริง รวมถึงการบริการที่มีทั้ง เครื่องดื่ม อาหาร ชา กาแฟ หรือแม้กระทั่งบาร์เครื่องดื่มแอลกฮอลล์ นอกจากนี้ยังมีโซนขายของที่ระลึก อาทิ สติ๊กเกอร์ พวงกุญแจ กระเป๋า เสือยืด เป็นต้น ที่พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบัน เอท คาเฟ่ มีสาขาทั้งหมด 6 แห่งทั่วโลก ประกอบไปด้วยสาขาหลักอย่างลอนดอน เมืองออแรนโด เมืองลูเซิร์น เมืองบาเซโรน่า และกรุงปักกิ่ง รวมไปถึงมีเว็ปช็อปสำหรับจำหน่ายแอสเซสเซอรีอีก 6 แห่งเช่นเดียวกันทั้ง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และฟินแลนด์ สำหรับใครที่สนใจ อยากจะเข้าก๊วนวัยรุ่น Cafe Racer แล้วหล่ะก็ ต้องเดินทางไปชมสถานที่จริงให้ได้ซักครั้งในชีวิต เชื่อได้เลยว่าสถานที่ที่แห่งนี้ มันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน  แต่ถ้ายังไม่สะดวกบินลัดฟ้าข้ามทวีปแล้วหล่ะก็ ในบ้านเรายังมีสถานที่ที่มีบรรยากาศใกล้เคียงกัน กับ “Tough Cafe (ทัฟ คาเฟ่)” ซึ่งตั้งอยู่แถววงเวียนพระราม 5 และถือว่าเป็นคาเฟ่เรเซอร์ อันดับต้นในประเทศไทย ที่เป็นแหล่งรวมของเหล่าไบค์เกอร์และรถคัสตอมที่หายากเลยก็ว่าได้ โดยคาเฟ่แห่งนี้ก็มีต้นแบบมาจาก เอท คาเฟ่ นี่แหล่ะครับ ที่พร้อมรองรับบริการแก่เหล่าไบค์เกอร์จากทุกทั่วสารทิศ มาแบ่งปันประสบการณ์สนุก ๆ สำหรับคนรัก 2 ล้อ เชื่อว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน  อ่านรีวิว Tough Cafe ได้ที่นี่ bit.ly/3KnMGln  ที่อยู่ : http://bitly.ws/CChB  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Motor Expo 2023 Motorcycles zone กวาดยอดไป 7,373 คัน

Motor Expo 2023 Motorcycle zone ยอดจองเกินเป้า ทะลุ 7,373 จบลงอย่างเป็นทางการสำหรับ งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 Thailand International Motor Expo 2023 ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งทางด้าน Motor Expo 2023 Motorcycles zone นับเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ ปีนี้มีค่ายสองล้อเข้าร่วมมากมายถึง 23 แบรนด์ ทั้งกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปและขับเคลื่อนไฟฟ้า ทำให้บรรยากาศช่วงงานตลอดทั้ง 13 วันเป็นไปด้วยความคึกคัก มีรถรุ่นใหม่เปิดตัวนับสิบรุ่น พร้อมโปรโมชั่นดีๆครบครันจากทุกบูธ ส่งผลให้ยอดจองรวมเกินเป้า ทะลุ 7,373 คันได้สำเร็จ!! คุณวราทิพย์ คำนึงคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ๊กซ์โป จำกัด ผู้ได้รับมอบหมายจาก บริษัท สื่อสากล จำกัด ในการดูแลพื้นที่โซนรถมอเตอร์ไซค์ เผยว่า “…ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา โซนรถมอเตอร์ไซค์ใน Motor Expo ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมอเตอร์เอ๊กซ์โปอย่างมากมายต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์สองล้อจำนวนมากใช้เป็นพื้นที่เปิดตัวรถใหม่และจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ซึ่งปีนี้มีทิศทางที่น่าสนใจในส่วนของบูธผู้ผลิต-จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มจำนวนขึ้นมาแบบก้าวกระโดด ร่วมด้วยการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่อีกหลายรุ่น ทำให้ยอดจองรวมของกลุ่มสองล้อร้อนแรงทะลุเป้าหมายด้วยจำนวน 7,373 คัน นับเป็นความสำเร็จเกินคาด และต้องขอขอบคุณ บริษัท สื่อสากล จำกัด ,ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องในทุกส่วนไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ…” สำหรับงาน Motor Expo 2023 Motorcycles zone ค่ายที่มีตัวเลขยอดจอง 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.Yamaha จำนวน 1,204 คัน 2. Lambretta จำนวน 909 3. FELO จำนวน 613 คัน 4. Royal Enfield จำนวน 610 คัน 5. EM จำนวน 519 คัน ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.motorexpo.co.th/bestselling/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta LXP Orioli

MV Agusta LXP Orioli สายลุยตัวท็อปจากค่ายรถสวย ไม่มีอะไรจะดีกว่าการได้ออกไปเดินทาง ไปผจญภัยและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างอิสระเสรีแบบไม่มีอะไรมาจำกัดขัดขวาง และยิ่งได้ไปแบบหรูหราเหนือระดับแล้วล่ะก็มันยิ่งสุดไปอีกขั้น และแนวคิดนี้นี่เองทำให้เจ้า MV Agusta LXP Orioli ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ดีไซน์   สำหรับโมเดลนี้มาในสไตล์หรูหราโดดเด่นด้วยสีขาวมุกและสีที่มาจาก Luck Strike สปอนเซอร์ในอดีตของตำนานแข่งรถแรลลี่ของ Edi Orioli ในช่วงทศวรรษ 1990 คือสีแดง ดำและทอง ลายเซ็นของตำนานบนถังน้ำมัน และความพิเศษแบบจำนวนจำกัดเพียง 500 คันในโลก ซึ่งจะมีการระบุนัมเบอร์ว่าเป็นคันที่เท่าไหร่บนเพลตบริเวณซับเฟรมท้ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อหาคาล์มโซนรอบตัวผู้ขับขี่และคนซ้อน ช่วยให้ขับขี่ได้โดยไม่โดนลมปะทะมากจนเกิดอาการล้ บวกกับการเลือกปรับตำแหน่งจุดสัมผัสกับตัวรถ (พักเท้า แฮนด์บาร์และเบาะนั่ง) ให้นั่งได้สบายแม้ว่าต้องเดินทางไกล ขุมพลัง เจ้าสายลุยคันนี้จะใช้เครื่องยนต์ใหม่ซึ่งเป็นเครื่อง 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 931 ซีซี พัฒนาขึ้นในเมือง Varese 100% ซึ่งมุ่งเน้นจะให้มีพละกำลังแรงและมีความคล่องตัว รองรับการขับขี่ที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเครื่องใหม่นี้เบาเพียง 57 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับค่ายอื่นที่พิกัดเดียวกันถือว่าเบากว่า 10% เลยทีเดียว โดยตัวสแตนดาร์ดนั้นจะให้กำลังแรงม้ามากถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบเท่านั้น โดยเคลมมาว่ามีแรงบิดมากถึง 85% ในรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้น สามารถท็อปสปีดที่ 230 กม./ชม. ช่วงล่าง ตัวรถดีไซน์เฟรมให้มีความหนาบางในแต่ละจุดไม่เท่ากันเพื่อให้ตัวเฟรมมีน้ำหนักเบา โดยทียังมีความแข็งแรงทนทานอยู่แม้จะซ้อนสองหรือจะลุยออฟโร้ด เบาะนั่งสามารถปรับระดับความสูงได้สองระดับคือ 850 และ 870 ตามะสดวก และแน่นอนว่าการันตีความสบายและความทนทานแม้ว่าจะขี่ทางไกลหรือสมบุกสมบันแค่ไหนก็ตาม ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Sachs ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ร่วมกับกระเดื่องแบบโปรเกรสซีฟลิงก์แน่นอนว่าปรับแต่งได้เช่นกัน ขณะที่ระบเบรกจะเป็น Brembo ทั้งระบบ ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อก เรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยเรื่องของล้อและยางจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับพร้อมยางแบบกึ่งถนนถึงทางฝุ่นหรือออลเทอเรนนั่นเอง โดยล้อที่ให้มาจะเป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางใน Takasago Excel เทคโนโลยี หัวใจหลักของรถสมัยนี้คงจะหนีไม่พ้นระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน หรือ IMU ที่ช่วยป้องข้อมูลให้กับ ECU เพื่อให้รถอยู่สภาวะใดก่อนจะสั่งการระบบอื่น ๆ ที่ช่วยในเรื่องการขับขี่ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด เปิดปิดได้ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 2 ระดับ ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อหลัง ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-road และ Custom ที่สามารถปรับแต่งเองได้ และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง นอกจากเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ดีและปลอดภัยแล้วยังมีเรื่องของความสะดวกสบายอย่างครูซคอนโทรล ระบบกุญแจแบบคีย์เลส หน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ปรับความสว่างได้ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านระบบบลูทูธและ Wi-Fi ระบบกันขโมยแบบระบุพิกัดดาวเทียม ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C และ USB-A ระบบไฟ LED เต็มระบบ และระบบไฟแบ็กไลท์สำหรับประกับสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ อุปกรณ์เสริมจากโรงงาน โมเดลนี้ยังต้องพูดเรื่องอุปกรณ์เสริมที่มีมาให้ด้วย เพราะว่าตัวรถมาพร้อมกับแครชบาร์ การ์ดเครื่องอลูมิเนียม และไฟเสริม ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ทั้งในชีวิตประจำวันและแบบออฟโร้ด อีกทั้งยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ความลุยความดุดัน ตลอดไปจนถึงท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Termignoni ที่เบากว่าท่อเดิมถึง 4 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีชุดบ็อกซ์พิเศษที่รวมเอาใบรับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมรถอีกด้วย การจำหน่าย สำหรับราคานั้นยังไม่มีการระบุออกมา แต่ตัวรถเป็นโมเดลพิเศษพร้อมอ็อปชันที่ค่อนข้างครบครัน จึงมีการคาดการณ์กันว่าราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 30,000 ยูโรหรือราว ๆ 1.16 ล้านบาท แต่ถ้ามีคนนำเข้ามาไทยได้คงไม่ได้ราคานี้อย่างแน่นอน เอาเป็นว่าชม ๆ กันไปครับ ดูแนวทางกันว่ารถแอดเวนเจอร์ยุคใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่มีแต่รถสมบุกสมบันอย่างเดียว หรูหราหล่อเหลาก็มีให้เป็นทางเลือกไม่ใช่น้อยเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก