SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

CFMoto 1250TR-G แกรนด์ทัวริ่งสุดหรูจากแดนมังกร ล่าสุดในงาน China International Motorcycle Exhibition (CIMAMotor) หรืองานโชว์มอเตอร์ไซค์ในประเทศจีน ทาง CFMoto ได้เปิดตัว 1250 TR-G แกรนด์ทัวริ่งไบค์ ซึ่งถือว่าเป็นรถในสไตล์ทัวริ่งที่มีขนาดเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดของจีน หลังจากก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวรถโมเดลเดียวกันนี้แต่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับคุณตำรวจไปแล้ว โดยใช้ชื่อว่า CFMoto 1250J คราวนี้เป็นคิวของคนทั่วไป แม้ว่าจะไม่มีการบอกอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเครื่องยนต์ แต่เราก็คาดการณ์กันว่าเครื่องยนต์มันก็น่าจะใช้เครื่องยนต์พื้นฐานจาก KTM แบบเดียวกันกับที่ใช้ในโมเดลของรถตำรวจ ทั้งนี้หากคนที่ติดตามข่าวสารจะรู้ได้ว่า CFMoto ได้เป็นพันธมิตรกับ KTM มานานแล้ว และ KTM ก็ขายสิทธิ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ LC8 ให้กับทาง CFMoto ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2019 แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาวิศวกรของทางค่ายก็ทุ่มเททำงานกันอย่างหนัก เพื่อที่จะสร้างเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1,279 ซีซีขึ้นมาโดยมีพื้นฐานมาจากเครื่อง LC8 เคลมมาว่ามีแรงม้า 140 แรงม้าและแรงบิดที่ 120 นิวตันเมตร ทางค่ายวางให้มันเป็นแกรนด์ทัวริ่งระดับไฮเอนด์ที่มีเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง แต่ไม่ใช่มีดีแค่เครื่องยนต์ เจ้า TR-G คันนี้ยังมีการออกแบบที่ดี โดยมี Kiska ที่ทำงานออกแบบให้ KTM มานานกว่า 30 ปี จึงการันตีเรื่องดีไซน์ได้ดี นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยลูกเล่นเจ๋งๆ อีกมากมายสมกับที่หลายๆ คนจะคาดหวังให้ทัวริ่งระดับท็อปจะมี ฟีเจอร์เด่นๆ ของรถ ไล่จากด้านหน้าก็จะมีโช้คหน้าหัวกลับ และระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ไฟส่องสว่างแบบ LED ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ปรับไฟฟ้า ฮีทกริปและอุ่นเบาะที่จะช่วยให้ขับขี่ได้สบายเวลาอากาศหนาว มีลำโพงสำหรับฟังเพลงจาก JBL พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ มีระบบนำทางและโหมดการขับขี่ 4 โหมดให้เลือก มีการคาดการณ์กันว่าเจ้า TR-G จะวางจำหน่ายในเมืองจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 และหลังจากนั้นจะเริ่มวางขายไปทั่วโลก อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขราคาระบุออกมา แต่คาดว่าราคาจะดีกว่ารถจากแบรนด์ญี่ปุ่นและยุโรปอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Langen Two Stroke คัสตอมเครื่องวี 2 จังหวะจากแดนผู้ดี ปัจจุบันนี้กฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานไอเสียนั้นเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมมาก เครื่องยนต์สองจังหวะจึงกลายเป็นเหมือนกับไดโนเสาร์ที่ค่อยๆ สูญพันธุ์ไป และรายต่อไปอาจจะเป็นเครื่องยนต์ครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่สายพันธุ์อเมริกันก็เป็นได้ แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ที่เน้นใช้ขี่ออฟโร้ด เช่น โมโตครอสที่ใช้เครื่องสองจังหวะมาอย่างยาวนานก็เริ่มต้องเปลี่ยนไปเป็น 4 จังหวะ ทว่า Langen ค่ายรถสุดนิชจาก UK กลับเปิดตัวมอเตอร์ไซค์สไตล์คัสตอมที่ใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 250 ซีซี แบบ 2 จังหวะซะอย่างนั้น แล้วมันจะผ่านข้อบังคับเรื่องมาตรฐานไอเสียได้ยังไง? แม้ว่าเครื่องยนต์สองจังหวะจะมีดีที่พละกำลัง แต่ด้วยพื้นฐานที่มีการเติม Autolube หรือออโต้ลูบผสมเข้าไปในน้ำมันเชื้อเพลิง มันทำให้ไอเสียที่ออกมาพุ่งสูงมาก เพราะมันคือการเผาน้ำมันออโต้ลูบที่ใช้หล่อลื่นเครื่องยนต์ 2 จังหวะตรงๆ เลย แต่ดูเหมือนว่า Langen จะทำให้ผ่านการทดสอบได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีหัวฉีดสมัยใหม่ การจ่ายน้ำมันที่ถูกควบคุมด้วย ECU และระบบวาล์วไอเสียที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิก ผลที่ได้จากการนี้คือได้แรงม้า 75 แรงม้า แรงบิดที่ 33 ปอนด์ฟุต และรอบเรดไลน์นั้นสูงถึง 14,500 รอบ ซึ่งน่าทึ่งมากสำหรับเครื่องยนต์ 250 ซีซี อย่างไรก็ดี Langen แม้จะเป็นรถอังกฤษ แต่ก็มีการใช้เครื่องยนต์เป็นสัญชาติอิตาเลียน โดยนำมาจากแบรนด์ Vin ในโมเดลสปอร์ตไบค์ Duecinquanta 250 เรียกว่าเป็นลูกผสมก็ว่าได้ ตัวรถแม้จะมีหน้าตาแบบคาเฟ่เรซเซอร์แต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เฟรมอลูมินั่มทำมือ ถังน้ำมันและแฟริ่งเป็นคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมกับตกแต่งรายละเอียดด้วยแผ่นทองคำเปลว ช่วงล่างใช้โช้คหน้าของ Ohlins ด้านหลังเป็นโช้คของ K-Tech ระบบเบรกใช้คาลิเปอร์เบรกของ Hel ซึ่งสามารถเบรกรถน้ำหนัก 250 ปอนด์หรือราวๆ 113.4 กิโลกรัมที่เคลมว่าสามารถทำความเร็วได้มากถึง 225 กม./ชม.ได้อย่างปลอดภัย แต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ คุณอาจจะไม่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของมัน เพราะมันเป็นรถที่ค่อนข้างจะพิเศษมากๆ เพราะสนนราคาของมันสูงถึง 28,000 ปอนด์หรือราวๆ 1.12 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มการผลิตในปี 2021 หลายๆ คนอาจจะต้องคิดหนักกับราคานี้ แต่ถ้ามันตรงใจคุณ คาเฟ่เรซเซอร์สุดคลาสสิกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Super Cub 2020 โฉมใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่เปลี่ยนสี! ล่าสุดเอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดตัวโมเดลใหม่ All New Super Cub รถครอบครัวสไตล์แฟชั่น รุ่นใหม่ล่าสุด พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Find Your Original ความออริจินอลที่เป็นคุณ” ซึ่งยังคงมีดีไซน์ในแบบดั้งเดิม แต่ยกระดับเทคโนโลยีใหม่หมด ด้วยการเลือกใช้ขุมพลังใหม่ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซีที่ประหยัด แรง และทนทาน พร้อมกับการปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น เช่น เบาะยาวตอนเดียวพร้อมมือจับคนซ้อนแบบโครเมียม เรือนไมล์อนาล็อกที่เพิ่มหน้าจอแสดงผลดิจิตอลแบบ LCD เข้าไป สามารถแสดงผลข้อมูลได้มากขึ้นและอ่านค่าได้ง่ายยิ่งขึ้น All New Super Cub โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ตามแบบฉบับออริจินัลในยุค 50 ด้วยไฟหน้า LED แบบทรงกลมสวยคลาสสิก แต่มีความทันสมัยซ่อนอยู่ ให้ความสว่างกว้างไกล ขนาบข้างด้วยไฟเลี้ยวทรงกลมแบบแยกส่วนเป็นเอกลักษณ์สไตล์ Cub เสริมด้วยกระจกข้างออกแบบใหม่ เป็นทรงกลมเข้ากับสไตล์คลาสสิกอย่างลงตัว นอกจากดีไซน์ที่มีการปรับแต่งให้กลมกล่อมลงตัวมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีการยกระดับเทคโนโลยีใหม่รอบคัน เริ่มตั้งแต่เฟรมใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น น้ำหนักเบา ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น ให้ความมั่นคง และคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังทำให้ตัวรถมีน้ำหนักรวมลดลงถึง 3 กิโลกรัมอีกด้วย ในส่วนของขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ทำงานร่วมกับหัวฉีด PGM-FI เกียร์วน 4 ระดับ ให้ทั้งความประหยัด แรง ทนทาน จากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ ปรับองศาการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ให้ดียิ่งขึ้น ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 4 กม./ลิตร ผ่านการรับรองระบบบำบัดไอเสียมาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ เพิ่มระยะชักยาวขึ้น กำลังอัดมากขึ้น กำลังและแรงบิดมากขึ้นในรอบต่ำถึงกลาง ช่วยให้ออกตัวได้เร็ว บรรทุกหรือขึ้นเนินได้สบาย เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการหล่อลื่นดีขึ้น เครื่องยนต์ทนทาน การใช้งานยาวนานมากขึ้น ยังจัดเต็มฟังก์ชันการใช้งานที่ช่วยให้การขับขี่มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยเบาะนั่งขนาดใหญ่ดีไซน์ใหม่แบบแถวยาวตอนเดียว นั่งสบายทั้งผู้ขับขี่และคนซ้อน เสริมด้วยมือจับหลังโครเมียม เพิ่มความมั่นใจให้กับคนซ้อนได้เป็นอย่างดี โช้คอัพหน้า-หลัง เพิ่มระยะยุบ เพื่อการรับโหลดจากการบรรทุกที่ดี ขับขี่ได้นุ่มนวลมากขึ้น เรือนไมล์ใหม่เพิ่มจอแสดงผลแบบ LCD Digital Multi-Meter ให้ข้อมูลครบถ้วนทุกรายละเอียด อาทิ ตำแหน่งเกียร์, ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง, อัตราการสิ้นเปลือง, นาฬิกาบอกเวลา, ระยะทางรวม และทริประยะทางที่ตั้งค่าไว้ All New Super Cub มีให้เลือก 3 แบบ 3 สไตล์ ได้แก่ สายออริจินอล สีขาว เรียบง่ายแต่มีสไตล์, สายเอาท์ดอร์ สีแดง ออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ได้ทุกที่ และสายอาร์ตซึ่งมาในสไตล์คู่สีทูโทน สีน้ำเงิน-ขาว, สีเหลือง-ขาว และสีชมพู-ขาว เพื่อความเท่ไม่ซ้ำใคร เริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำ 47,400 บาท ผู้ที่สนใจ All New Super Cub 2020 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.aphonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Forza 750 มาแน่ๆ แค่ต้องรอ หลังจากที่คราวที่แล้วเราเพิ่งจะนำเสนอและคาดเดาถึงความเป็นไปได้ของ Honda Forza 750 ไปตั้งแต่ช่วงวันที่ 8 กันยายน โดยมีการสังเกตและเทียบถึงความเป็นไปได้ของโมเดลใหม่ และวันนี้ล่าสุด Honda Motorcycle Europe หรือ ฮอนด้าของทางยุโรปก็ปล่อยคลิปทีเซอร์เรียกน้ำย่อยอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามันคือ Forza 750 โดยในคลิปทีเซอร์จะเผยให้เห็นเลข 750 ชัดๆ ตั้งแต่ช่วงต้นคลิป โชว์ให้เห็นระบบสตาร์ทแบบพุชสตาร์ท ไฟท้ายขนาดใหญ่ที่น่าจะมีไฟเลี้ยวในตัวโคมมาด้วยเลย เรือนไมล์สีแบบ TFT ขนาดใหญ่ แสดงผลการทำงานต่างๆ ไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ ดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และหากสังเกตดีๆ จะมีส่วนที่แสดงผลว่าอยู่ในเกียร์อะไร ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะใช้ระบบ DCT ซึ่งทาง Honda พัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และใช้ในรถรุ่นใหญ่ๆ หลายๆ รุ่น เช่น Africa Twin 1100 ครับ งานนี้ต้องรอเปิดตัวจริงๆ อีกทีวันที่ 14 ตุลาคมตามกำหนดเดิมครับ และคาดว่าเราอาจจะได้เห็นคลิปทีเซอร์ยั่วน้ำลายกันอีกแน่ๆ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R600 สีพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี Suzuki ยังคงปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องกับโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปีของทางค่ายรถจอมพลัง Suzuki และตอนนี้ก็เป็นคิวของรถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตอย่าง GSX-R600 ที่แน่นอนว่าก็มาในโทนสีและลายกราฟิกแบบเดียวกัน โดยรายละเอียดทางเทคนิคไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่โทนสีที่ได้ก็จะเป็นโทนสีพิเศษแบบเดียวกับรถแข่งทีมโรงงานของ Suzuki ที่ใช้ในการแข่งขัน MotoGP หรือ Team Suzuki Ecstar MotoGP ที่มี Alex Rins และ Joan Mir เป็นคนกุมคันเร่งนั่นเอง ซึ่งจะเป็นสีน้ำเงินเมทัลลิก Metallic Triton Blue ตัดด้วยสีเงินเมทัลลิก Metallic Mystic Silver นอกจากนี้ยังเป็นการให้เกียรติกับรถแข่งของ Suzuki ในช่วงทศวรรษ 1960 อีกด้วย GSX-R600 100th Anniversary สเปก เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 599 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 X 42.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 12.9:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันและสลิปเปอร์คลัตช์ ยางหน้า 120/70-R17″ แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55-R17″ แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ๆ พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 4 พ็อต เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin 1 พ็อต ยาว X กว้าง X สูง 2,030 X 710 X 1,135 มม. ระยะฐานล้อ 1,385 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 ม.ม. ความสูงเบาะ 810 ม.ม. น้ำหนักรถ 187 กก. ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V4 2021 แอบซุ่มทดสอบอยู่ในป่า ล่าสุดมีภาพสปายช็อตของรถที่น่าจะเป็นเจ้า Ducati Multistrada V4 2021 ซึ่งกำลังทดสอบขับขี่อยู่ในป่า แพร่กระจายไปบนโลกโซเชียลมีเดีย ก่อนหน้านี้อาจจะได้เห็นมาบ้าง แต่เป็นภาพของรถในลักษณะลายพรางที่ปกปิดรายละเอียดต่างๆ ของตัวรถ ทว่าภาพในคราวนี้เป็นภาพที่เปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ออกมาค่อนข้างมาก เพราะรถไม่ได้มาในแบบกราฟิกลายพรางหลอกตาอีกแล้ว และน่าจะเปิดตัวในงาน Ducati World Premiere 2021 ที่จะขึ้นในปีนี้ สิ่งที่คาดเดาว่าจะมีใน Ducati Multistrada V4 จากภาพสปายช็อต เครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร ชิ้นส่วนแฟริ่งรอบๆเครื่องยนต์นั้นเปลี่ยนแปลงไป มีลายกราฟิกใหม่ที่ไม่ใช่ลายพราง แต่โมเดลขายจริงอาจจะไม่ใช่อย่างที่เห็นก็ได้ เฟรมท้าย บังโคลนหน้าและสวิงอาร์มสีดำ ไฟเลี้ยวหน้า น่าจะอยู่บริเวณแฟริ่งชิ้นข้างตัวรถ ไฟเลี้ยวท้ายยื่นออกมาจากท้ายรถมาก ไฟทั้งหมดน่าจะเป็น LED และมาพร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ เรือนไมล์น่าจะเชื่อมต่อบลูทูธได้ ปลายท่อไอเสียขนาดใหญ่ ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ปรับระดับได้ งานนี้ดูจากภาพก็มีความเป็นไปได้ว่าโมเดลใหม่นี้จะเน้นลุยมากกว่าปกติแน่นอน อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดา อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมไปจากนี้อีกก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 300 XC-W TPI Erzbergrodeo โมเดลพิเศษพร้อมแข่ง หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในการแข่งขันเอ็นดูโร่อย่างมาก โดยเฉพาะการแข่งขันสุดโหดอย่าง Erzbergrodeo หรือไม่ก็ WESS Enduro World Championship แล้วล่ะก็นี่เป็นโอกาสดีแล้ว เพราะ KTM เปิดตัวโมเดลพิเศษที่เหมาะกับคนอย่างคุณมากให้ นั่นก็คือ KTM 300 XC-W TPI Erzbergrodeo 2021 ที่เพียบพร้อมทั้งความสวยและสมรรถนะที่ดี สำหรับโมเดลในปี 2021 นี้คุณจะได้ล้อแบบเดียวกับรถแข่งทีมโรงงานอย่าง DID DirtStar และดุมขึ้นรูปด้วย CNC และทำสีด้วยการอโนไดซ์เป็นสีส้มแบบเดียวกับแผงคอรถที่ขึ้นรูปและทำสีด้วยวิธีเดียวกัน นอกจากนี้จะยังมาพร้อมกับเบาะ Selle Dalla Valle Factory สเตอร์หลังแบบ 2 ชิ้นของ Supersprox การ์ดแฮนด์ พัดลมระบายความร้อนแผงหม้อน้ำและการ์ด การ์ดท้องเครื่อง การ์ดิสก์เบรกหน้าและหลัง และดิส์กเบรกหลังแบบทึบ และการ์ดปั๊มคลัตช์ล่าง เท่านั้นยังไม่พอ ตัวรถยังมาพร้อมลายกราฟิกพิเศษเฉพาะรุ่น Erzbergrodeo ที่มาในชุดสีส้มสว่าง รวมไปถึงชิ้นส่วนอโนไดซ์ในสีส้มเข้ากันอีกด้วย หากคุณอยากได้มันจริงๆ ขอบอกให้รีบไว้ก่อน เพราะ KTM ระบุไว้ว่าเป็นโมเดลที่จะผลิตขึ้นเป็นจำนวนจำกัด แต่โชคร้ายไปนิดตรงที่ไม่บอกว่าจะผลิตขึ้นจำหน่ายกี่คัน ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้จะเริ่มทยอยจำหน่ายในตัวแทนอย่างเป็นทางการของ KTM ในช่วงตุลาคม 2020 เป็นต้นไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SRT 500 ที่อาจจะกลายเป็น Benelli TRK502X 2021 ล่าสุดได้มีภาพหลุดของ QJMotor SRT 500 ออกมาในโลกออนไลน์ ซึ่งมันเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่มีหน้าตาดูดีใช้ได้เลยทีเดียว และหากคุณมีเลือดหนืดๆ เหมือนน้ำมันเครื่องหน่อย คุณอาจจะเป็นไขมันในเลือดสูง เอ้ย คุณอาจจะจำได้ว่า QJMotor นั้นเป็นส่วนนึงของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Qianjiang ซึ่งเป็นเจ้าของ Benelli ดังนั้นเจ้า SRT 500 อาจจะถูกนำมาขายในบ้านเราในชื่อ Benelli TRK502X 2021 ก็เป็นได้ ภาพที่หลุดออกมานั้นเผยให้เห็นว่ามีการปรับปรุงโฉมหน้าขนานใหญ่เลยหากเทียบกับโมเดลในปัจจุบัน ตัวรถดูมีความกะทัดรัดและผอมเพรียวกว่าเดิม โดยมาพร้อมไฟหน้า LED ที่ดูโดดเด่น ปากนกที่เฉียบคมกว่าเดิม การ์ดแฮนด์ใหม่และแฟริ่งข้างและถังน้ำมันที่ดูเรียบง่ายกว่าเดิมทว่าในส่วนท้ายของรถยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งสองตอนหรือปลายท่อขนาดใหญ่ และหากสังเกตดีๆ จะเห็นโลโก้ TRK ที่บริเวณการ์ดแฮนด์อีกด้วย ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงมากยิ่งขึ้นว่าจะเป็นโฉมใหม่ของเจ้า TRK502X อุปกรณ์หลายๆ ส่วนน่าจะยังคงเดิมจากโมเดลก่อนหน้า โดยจะใช้ล้อซี่หน้าขนาด 19 นิ้ว และหลัง 17 นิ้วตามลำดับพร้อมกับยางแบบกึ่ง ช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับพร้อมโช้คหลั่งเดี่ยว เบรกหน้าแบบดิสก์เบรกคู่และดิสก์หลังเดี่ยว เครื่องยนต์ก็น่าจะเป็น 2 สูบเรียง 500 ซีซีบล็อกเดิมแต่มีการปรับจูนให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้ตัวเลขกำลังแรงม้าหรือแรงบิดเปลี่ยนไป แฟนๆ ชาวไทยก็อดใจรอกันหน่อยนะครับ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าจะจำหน่ายในบ้านเราด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tesi H2 ยอดผลงานจากความร่วมมือของ Bimota และ Kawasaki สักที ต้องบอกคำนี้ หลังจากบิลด์อารมณ์ให้อยากรู้อยากเห็นต้องนานกับ Bimota Tesi H2 ที่ล่าสุด Bimota ได้ประกาศว่าพร้อมจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ประกาศตัวเลขสเป็กต่างๆ ที่หลายคนอยากรู้มาพร้อมๆ กันอีกด้วย โดยทาง Bimota ที่ปัจจุบันเจ้าของหุ้นหลักกลายเป็นยักษ์ใหญ่ค่ายเขียวของ Kawasaki ไปแล้ว ได้ทำการเปิดเผยภาพให้เห็นถึงรถคันใหม่ในเวอร์ชั่นพร้อมขายจริงมา 3 ภาพด้วยกัน โดยเจ้าไฮเปอร์ไบค์สัญชาติอิตาลีคันนี้ได้ไปเผยโฉมให้เห็นในงาน EICMA เมื่อปีที่แล้วในฐานะของคอนเซ็ปต์ไบค์ หลังจากนั้นก็มีรถต้นแบบในชุดสีดำออกมาทดสอบและมีภาพให้เราเห็นอยู่หลายครั้ง เนื่องจากมันกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อให้สามารถผลิตเพื่อวางจำหน่ายได้จริง และตอนนี้ทางค่ายก็ประกาศรายละเอียดออกมาและเปิดให้พร้อมจองรถแบบพรีออเดอร์แล้วครับ ตัวรถนั้นมีความคล้ายคลึงกับคอนเซ็ปต์ไบค์อยู่ค่อนข้างมาก อาทิ แฟริ่ง ปี ไฟหน้าตรงกลาง ช่วงล่างด้านหน้าแบบฮับเซ็นเตอร์สเตียริง และท่อไอเสียขนาดใหญ่ แต่คราวนี้มีเฉดสีที่ต่างออกไปสีขาว ดำและแดงถูกแทนที่ด้วยสีดำและชุดสีไตรคัลเลอร์แบบธงชาติอิตาลี Bimota เลือกใช้ขุมพลังของ Kawasaki Ninja H2 แต่ยังคงเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ด้วยแชสซีแบบฮับเซ็นเตอร์สเตียริงและแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงซูเปอร์ชาร์จขนาด 998 ซีซี ให้กำลังแรงม้ามากถึง 231 แรงม้าที่ 11,500 รอบ และมีแรมแอร์ช่วยดันให้แรงม้าโดดไปเป็น 242 แรงม้าที่รอบเท่ากัน แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 141 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ และถึงแม้ว่ากฎเรื่อง Euro5 จะถูกใช้กับรถใหม่ทุกคันที่จะวางขายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021 แต่เครื่องยนต์ของมันกลับผ่านแค่ Euro 4 ตัวเลขแรงม้านั้นเท่ากันกับของ Ninja H2 แต่ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ H2R ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 310 แรงม้าที่ 14,000 รอบและ 326 แรงม้าจากแรมแอร์ ทุกอย่างที่ใส่เข้ามาใน Tesi เพื่อให้สามารถขี่ถนนได้อย่างถูกกฎหมายนำมาจาก Kawasaki ทั้งหมด เรียกว่าเป็นลูกผสมจากผลงานความร่วมมือกันจากสองฝากฝั่งทวีปก็ว่าได้ โดยมีทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และความพรีเมี่ยมจากชิ้นส่วนคุณภาพสูงที่ทั้งหรูหราและพิเศษ ทั้งนี้จะผลิตขึ้นจำหน่ายเพียง 250 คันเท่านั้น โดยจะมีเพลตและเฟรมนัมเบอร์ที่ไม่ซ้ำกัน ส่วนสนนราคาก็จะอยู่ที่ 64000 ยูโรหรือราวๆ 2,374,000 บาท เรียกว่าราคาเอาเรื่องอยู่ทีเดียว นอกจากนี้ Bimota ยังบอกว่าจะมีโมเดลที่ 2 ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทั้งสองค่ายถัดจากโมเดลนี้ตามมาอีกไม่นาน โดยจะเป็นรถในสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ที่มีชื่อว่า KB4 ซึ่งจะมีพื้นฐานมจาก Ninja 1000SX อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R3 2021 Monster Energy MotoGP หล่อเท่ดุจนักแข่งทีมโรงงาน ตอนนี้ก็เข้าสู่ปลายไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 กันแล้ว บรรดาค่ายรถต่างๆ ก็กำลังง่วนอยู่กับการจัดการโมเดลใหม่ให้เรียบร้อย ให้พร้อมขายในปีถัดไปที่กำลังจะมาถึง และนั่นหมายความว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่โมเดลสำหรับขายในปี 2021 จะเริ่มทะยอยเปิดตัวเผยโฉมให้เห็นกันแล้วครับ หลังจากวันก่อนเราได้นำเสนอสีใหม่ของ Yamaha YZF-R3 สปอร์ตไบค์ยอดนิยมของทางค่ายไป มาวันนี้ Yamaha ยังมีทีเด็ดอีกหนึ่งคือ สีสันและลายกราฟิกแบบเดียวกับรถแข่งทีมโรงงานในศึก MotoGP หรือก็คือ R3 Monster Energy MotoGP Edition 2021 นั่นเองครับ โดยโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดคันใหม่นี้จะมีลวดลาย สีสันและกราฟิกแบบเดียวกับรถแข่ง MotoGP ที่มี Valentino Rossi และ Maverick Viñales เป็นคนควบลงแข่ง แต่ในส่วนของสเปกก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องสองสูบเรียง 321 ซีซี เช่นเดิม ราคาก็เช่นกัน ระบบเบรก ABS ก็มาเป็นของติดรถเลย แต่อย่างไรก็ดีเรื่องนั้นก็ช่างมันอย่าคิดมาก เพราะว่าหลายๆ คนก็อยากได้รถที่สวยงาม ดูเท่เหมือนกับนักแข่งคนโปรดหรือฮีโร่ของพวกเขา เรื่องอื่นก็รองๆ ลดหลั่นลงไป ส่วนบ้านเราก็ร้องเพลงรอกันไปก่อนนะครับ น่าจะไม่พลาดแน่นอนครับ แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตบ้านเราเยอะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โรงงาน BMW ในไทยผลิตรถรุ่นไหนบ้าง? ล่าสุดทาง SuperBike ได้มีโอกาสสุดพิเศษเข้าเยี่ยมชมโรงงาน BMW หรือโรงงานผลิตของทาง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ระหว่างที่กำลังเข้าร่วมกิจกรรม Discoveride กับทาง BMW Motorrad ประเทศไทย ซึ่งเป็นทริปทดสอบ All New BMW F 900 R และ All New BMW F 900 XR และเราก็ได้เก็บข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนไบค์เกอร์กันครับ หวังว่าไบค์เกอร์ทั้งหลาย โดยเฉพาะชาวบีมเมอร์จะชื่นชอบบทความนี้กันนะครับ โรงงาน BMW นั้นนับตั้งแต่เปิดตัวโรงงานในปี 2543 โดยใช้ชื่อว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ได้ทำการประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไปแล้วรวมกว่า 155,000 คัน ฟังดูอาจจะน้อยนะครับ แต่ถ้าหากอ่านบทความของเราไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้เองว่า ไม่ใช่น้อยนะครับ ทั้งนี้โรงงาน BMW ที่ระยอง เริ่มมีการประกอบมอเตอร์ไซค์ BMW Motorrad รุ่นแรก ตั้งแต่เมื่อปี 2557 หรือเป็นเวลาเกือบๆ 7 ปีมาแล้ว โดยตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู ระยอง ได้ประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์กว่า 52,000 คันเพื่อส่งออกสู่ 5 ประเทศในภูมิภาค ซึ่งรวมไปถึงประเทศจีน มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินเดีย แล้วโรงงานในไทยผลิตรถรุ่นไหนบ้างล่ะ? ปัจจุบันมีรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จำนวน 16 รุ่น ที่อยู่ในสายการผลิตของโรงงาน ได้แก่ – รถยนต์ BMW 7 รุ่น อาทิ Series 3, Series 3 Gran Turismo, Series 5, Series 7 รุ่นฐานล้อยาว, X1, X3 และ X5 – รถมอเตอร์ไซค์ BMW Motorrad 9 รุ่น ได้แก่ R 1250 GS Adventure, R 1250 GS, F 900 XR, F 900 R, F 850 GS Adventure, F 850 GS, F750 GS, S 1000 R และ S 1000 RR จะเห็นได้ว่าเป็นรุ่นเด่นๆ และขายในประเทศไทยทั้งนั้น และแม้จะเป็นโรงงานที่ไม่ใหญ่มากแต่ในปี 2562 โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตมอเตอร์ไซค์เป็นจำนวน 6,200 คัน โดยมีเม็ดเงินการลงทุนในปี 2562 มูลค่ารวมราว 5,960 ล้านบาท นอกจากโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู ระยองจะผลิตรถที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสูงแล้ว ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเด่นเรื่องส่งเสริมสังคมอีกด้วย โดยด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทางโรงงานได้มีการรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมเป็นจำนวนกว่า 6,900 ตัน ภายใต้โครงการ “Zero Waste to Landfill” หรือการลดขยะสู่การฝังกลบให้เป็นศูนย์ (นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา) และสำหรับการผลิตในกะกลางวัน โดยส่วนใหญ่แล้วโรงงานจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์กว่า 4,000 ตารางเมตรที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาของโรงงาน ส่วนในด้านช่วยส่งเสริมสังคมนั้น ทางโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู ระยอง ไม่แบ่งแยกเพศในการจ้างงาน เพราะทางโรงงานโดดเด่นในด้านความหลากหลายของแรงงาน โดยพนักงานในกว่า 22% เป็นผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีโครงการ BMW Dual Excellence ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาอาชีวะกว่า 80 คนได้เข้าร่วม ซึ่งจะเป็นการมุ่งเน้นในเรื่องสร้างเสริมความรู้ความสามารถในด้านวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) และการจัดการโลจิสติกส์ (Logistics) ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบอีกด้วยครับ เป็นไงบ้างครับกับความรู้เกี่ยวกับ

R3 2021 กับสีสันใหม่ ใส่ใจทุกรสนิยม ล่าสุด Yamaha ได้ทำการเผยโฉมสีสันใหม่ของสปอร์ตไบค์ยอดนิยมจากตระกูล R-Series อย่าง Yamaha YZF-R3 2021 ซึ่งมาพร้อมเฉดสีใหม่ให้เลือก 3 เฉดสีด้วยกัน โดยแต่ละสีก็มีความแตกต่างกัน คาดว่าน่าจะเป็นการเอาอกเอาใจรสนิยมหรือความชอบของแต่ละบุคคลมากขึ้น เพราะแต่ละสีนั้นให้อารมณ์ความรู้สึกต่างกันอย่างมากครับ สีแรกจะเป็นสีเขียวน้ำทะเล Electric Teal ซึ่งถือว่าเป็นสีสันที่แปลกและสะดุดตามากๆ เพราะปกติแล้ว Yamaha ไม่เคยทำสีในลักษณะนี้มาก่อน แม้จะเคยมีสีที่สดใสแต่ก็จะเป็นสีที่วงล้อเป็นหลัก แต่คราวนี้จัดเต็มมาทั้งคัน ด้วยตัวแฟริ่งสีเขียวน้ำทะเล หรือเขียวนกเป็ดน้ำตัดด้วยเส้นสีส้มและขาว พร้อมลายกราฟิกสไตล์มันๆ ส่วนล้อจะเป็นสีส้มซึ่งน่าจะถูกใจวัยรุ่นอย่างมาก เลยล่ะครับ สีต่อมาจะเป็นสีน้ำเงิน Team Yamaha Blue ซึ่งก็เป็นสีของทีมแข่งสไตล์ทีมโรงงานครับ ตัวรถจะมาในแฟริ่งสีน้ำเงินเป็นหลัก มีการตัดด้วยสีขาวที่บังโคลนหน้า แฟริ่งด้านข้างบริเวณโลโก้ R3 และส่วนท้าย ส่วนล้อนั้นก็เป็นสีน้ำเงินครับ เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเป็นยามาฮ่าขนานแท้ ฮ่าๆ และสีสุดท้ายคือสีดำด้าน Matte Stealth Black ดำสนิททั้งคันเลยครับ ดำจนดูลึกลับ เคร่งขรึมและดูดุดัน สมชื่อ Stealth จริงๆ ครับ มีเพียงชิ้นส่วนโลหะ สวิตช์เกียร์ ไฟส่องสว่างและพวกแผ่นสะท้อนแสงเท่านั้นที่เป็นสีอื่นๆครับ เรียกว่าได้ใจคนชอบสีดำ ดำดุๆ กันไปเลยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Forza 750 คือโมเดลใหม่ที่ Honda กำลังจะเปิดตัว!? ล่าสุดทาง Honda ได้มีการปล่อยคลิปทีเซอร์ยั่วน้ำลาย โดยเป็นคลิปสั้นๆ ยาวเพียงแค่ 15 วินาที ในฐานะที่เราเป็นคนไทยเราน่าจะได้สัมผัสกับ Honda Forza 350 เป็นประเทศแรกในโลก การที่ได้เห็นคลิปในวินาทีแรกๆ นั้น ในหัวก็สั่งการมาทันทีว่าเป็น Forza 350 แน่ๆ แต่พอดูไปดูมา ชักจะแปลกๆ เพราะมีชิ้นส่วนที่ไม่คุ้นตาเอาซะเลยอยู่ในคลิปด้วย หากคิดให้ลึกลงไป เข้าข้างตัวเองไปอีกนิด พร้อมกับคำใบ้ท้ายคลิปที่ว่า The Forza family is getting bigger. มันก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีโมเดลใหม่ในตระกูล Forza ที่ใหญ่ขึ้น บวกรวมกับโลโก้ปีกนกสีเงินก็น่าจะบ่งบอกว่าเป็นรถขนาดใหญ่ แม้ว่าจะมีบางส่วนที่ดูคล้ายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ Forza 350 แน่นอน และส่วนที่ดูเป็นจุดสังเกตได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือบริเวณเครื่องยนต์ที่มันไปมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Honda Integra บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มากถึง 750 ซีซี ซึ่ง Honda อาจจะพัฒนาและมีการขยายความจุมากขึ้นไปอีกอาจจะมากถึง 800 ซีซีก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ก็เป็นเพียงการคาดเดา เราคงต้องรอคำตอบไปอีกเดือนกว่าๆ เพราะในคลิประบุวันเปิดตัวไว้ว่าจะเป็นวันที่ 14 ตุลาคมนี้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Burgman Street Blue Edition จาก Suzuki อินเดีย ไบค์เกอร์ทุกคนต่างรู้และเข้าใจกันดีว่ามอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็ก (ความจุเครื่องยนต์น้อย) คือราชาแห่งท้องถนนในเมืองที่การจราจรคับคั่ง โดยเฉพาะในหลายๆ ประเทศ และอย่างยิ่งกับอินเดียประเทศที่มีประชากรระดับพันล้านคน ซึ่งต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในหลายๆ ประเทศในยุโรป ประชากรส่วนใหญ่ในอินเดียใช้มอเตอร์ไซค์ในการสัญจรไปมาเป็นหลัก ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีผู้ใช้มอเตอร์ไซค์จำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะในกรุงเทพ ดังนั้นการที่อินเดียเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ในบ้านเขาก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะล่าสุดแบรนด์อินเดียอย่าง Bajaj เองก็มาทำตลาดที่ประเทศไทยแล้ว สกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กยอดนิยมในกลุ่มรถพรีเมียมระดับเริ่มต้นของอินเดียก็คือ Suzuki Burgman Street ที่มีขนาดความจุ 125 ซีซี เป็นโมเดลเล็กที่สุดในตระกูล Burgman และล่าสุดก็ได้รับการอัพเดตใหม่ในชื่อว่า Blue Edition ซึ่งแน่นอนว่ามาในเฉดสีน้ำเงิน แต่ไม่ใช่แค่สีใหม่ แต่ยังมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย เริ่มต้นที่เครื่องยนต์ขนาด 124 ซีซีของมันตอนนี้ผ่านมาตรฐาน BS6 (มาตรฐานไอเสียของอินเดีย) ใช้ระบบหัวฉีดและเทคโนโลยี Suzuki Eco Performance จึงทำให้มันเป็นสกู๊ตเตอร์ประหยัดน้ำมันมากๆ คันนึงในท้องตลาด แม้ว่าแรงม้ามันจะมีน้อยแค่เพียง 9 ตัวก็ตาม แต่นั่นเป็นเรื่องที่อภัยให้ได้ โมเดลใหม่ Blue Edition จะมาพร้อมไฟหน้า LED ระบบเบรกแบบคอมบายด์เบรก CBS สำหรับเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ ด้านความสวยงามจะยังมีเส้นสายสีโครเมี่ยมเพิ่มเติมเพื่อขับเน้นความงาม ส่วนด้านความสะดวกสบาย มีช่องสำหรับใส่ถุงมือขับขี่รถด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์แก็ดเจ็ตของคุณอีกด้วย นอกจากส่วนที่อัพเดทใหม่ เจ้า Burgman Street ก็ยังมีเบาะนั่งยาวที่นุ่มสบายเหมาะกับการขับขี่โดยมีคนซ้อน และยังมีเอกลักษณ์ที่สวยงามเช่นเคย ยังคงดูมีคลาสและความพรีเมี่ยมอยู่ครบ โดยสนนราคาหากคิดจากค่าเงินรูปีนั้นจะตกอยู่ที่ราวๆ 34,000 บาทเท่านั้นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha R series ยึดโพเดียม OR BRIC Superbike 2020 ตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้งหลังจาก Yamaha Thailand Racing Service Team เข้ามาสนับสนุน ผู้แข่งขันที่ใช้รถจักรยานยนต์ Yamaha R series สนามที่ 2 ในรายการแข่งขันรายการ OR BRIC Superbike Championship 2020 เรื่องการปรับจูนแบบมาตรฐานระดับเอเชียรวมถึงเทคนิคในการขับขี่ในสนามแข่งให้แก่นักแข่งส่งผลให้ทำเวลาได้ดีขึ้นเป็นลำดับ อาทิ เช่น รุ่น Superbike 1000 cc. (SB1) ที่ได้ ชิพ นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หวด Yamaha YZF-R1 หมายเลข 41 สังกัด ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด วีไอพี 123 เรซซิ่ง ทีม คว้าแชมป์ รุ่น Superbike 1000 cc. (SB1) ได้สำเร็จในสนาม 2 ควง แสตมป์ อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ หวด Yamaha YZF-R1 หมายเลข 24 สังกัด ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด วีไอพี 123 เรซซิ่ง ทีม ที่คว้าอันดับที่ 3 ของรุ่น Superbike 1000 cc. (SB1) ได้ในสนามที่ 2 รุ่น SuperStock 1000 cc.(ST1) ที่ได้ เจมส์ ชานนท์ ชุ่มใจ หวด Yamaha YZF-R1M หมายเลข 53 สังกัด ยามาฮ่า ไดนาโวลต์ อาร์ซีที ได้คว้าแชมป์ รุ่น SuperStock 1000 cc.(ST1) ในสนาม ที่ 2 ไปครอง รุ่น SuperSport 600 cc. (SS1) ได้ ฟอง คณาทัต ใจมั่น หวด Yamaha YZF-R6 หมายเลข 90 สังกัด ยามาฮ่า พิเรลลี ไฮสปีด ดี.ไอ.ดี. เออห์ลิน กิ๊กะไบค์ ลิควิ โมลี เคเอ็นบี เรซซิ่ง ทีม คว้าแชมป์ รุ่น SuperSport 600 cc. (SS1) ในสนาม 2 ได้สำเร็จ ส่วน นิติพงษ์ แสงสว่าง หวด Yamaha YZF-R6 หมายเลข 33 สังกัดของ ยามาฮ่า ทีเอส เรซซิ่ง ทีม ขึ้นโพเดียมอันดับ 3 ของรุ่น SuperSport 600 cc. (SS1) รุ่น SuperSport 400 cc. ได้ เอ้ วรพงศ์ มาลาหวล หวด Yamaha YZF-R3 หมายเลข 1 สังกัด ยามาฮ่า พิเรลลี ไฮสปีด ดี.ไอ.ดี. เออห์ลิน กิ๊กะไบค์ ลิควิ โมลี เคเอ็นบี เรซซิ่ง ทีม คว้าแชมป์ รุ่น SuperSport 400 cc. สนาม 2 ไปครอง การสนับสนุนของทาง Yamaha Thailand Racing Service Team ได้ยกระดับทีมแข่งขันผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ Yamaha R-series

YAMAHA แถลงนโยบายมอเตอร์สปอร์ตแบบใหม่ โดย มีการยกระดับ ทีมแข่งขันและนักแข่งที่ร่วมรายการแข่งขันภายในประเทศไทย ที่ใช้รถจักรยานยนต์ YAMAHA R-Seriess ซึ่งมี ทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เซอร์วิส มาซัพพอร์ต อย่างเต็มที่ แบบไม่มีกั๊ก โดยการแถลงข่าวครั้ง นี้ นายธีระพงษ์ โอภาสกรกุล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายกีฬายานยนต์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวว่า ถือว่าเป็น มุมมองแบบไหม่ ของวงการมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยซึ่งที่ผ่านมาได้เล็งเห็นว่าวงการมอเตอร์สปอร์ตในไทยควรมีการพัฒนาและการสนับสนุนที่ดีกว่านี้จึงได้จัดทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เซอร์วิส ได้มาทำการซัพพอร์ตเรื่องปรับจูนรถและการแก้ปัญหาอาการของรถทุกรูปแบบอีกทั้งเรื่อง Engine ครั้งแรกของไทย ที่ได้ซัพพอร์ต ทีมแข่งขันและนักแข่งที่ร่วมรายการแข่งขันภายในประเทศไทย อย่างเต็มที่ ด้วยประสบการณ์ของ ช่างเครื่อง(Race Engineer) และทีมโคช มืออาชีพ ผู้มากประสบการณ์ได้ทำการสอนตั้งแต่ความรู้และความเข้าใจของตัวรถที่นักแข่งนำมาใช้ในการแข่งขันให้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นอีกทั้งเข้าใจของเป้าหมายในการแข่งขัน มาสนับสนุนและให้ความรู้แก่นักแข่งและทีมเซอร์วิสภายในทีมให้มีการพัฒนาไปถึงแถวหน้าของเอเชีย ในอนาคต ต่อไป และได้เริ่มต้น ในรายการ การแข่งขัน OR BRIC Superbikechampionship 2020 ในครั้งนี้ และ R2M Thailand Superbike Championship ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละทีมพื้นฐานความรู้ไม่เท่ากันให้มีมาตรฐานเดียวกันกับทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เซอร์วิส เพื่อพัฒนาทีมให้ดีขึ้นสร้างมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นจากที่มีอยู่แล้วเพื่อให้ก้าวไปถึงระดับเอเชียและในระดับโลกโดยต้องเข้าใจตัวรถเข้าใจระบบเพื่อพาทีมให้ก้าวไปด้วยกัน มีเป้าหมายเดียวกันและพาทีมไปคว้าชัยชนะในการแข่งขันให้ได้ โดย ทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เซอร์วิส ประกอบด้วย อาทิ เช่น นายภากร โรจนรุ่งทวี ผู้จัดการส่วนกีฬายานยนต์ นายวิชัย ไชยประภา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแผนกกีฬาแข่งรถ, นายพัฒนสิษฐ์ ทัพวงศ์ Race Engineer Yamaha Thailand Racing Team, นายวรรณศักดิ์ ทรัพย์คงดี Race Engineer Yamaha Thailand Racing Team และ นายพัชรกร วัฒนพนม Race Engineer Yamaha Thailand Racing Team ในเรื่องของการซัพพอร์ด ของ ทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เซอร์วิส จะเข้ามาเป็น Center พร้อมมอบความรู้มากมายให้นักแข่งขันที่ขับรถจักรยานยนต์ YAMAHA R-Seriess พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือในการซัพพอร์ต ทั้งหมด ในระดับมาตรฐานการชิงแชมป์เอเชียเลยทีดียว ทำให้การ Setting รถมีความแม่นยำมากขึ้น และประหยัดเวลาเป็นอย่างมากจากเดิมใช้เวลาในการปรับจูนรถอาจใช้เวลาถึง1-2วันแต่ภายหลังจากที่ ทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เซอร์วิส เข้ามาใช้ Data logger ในการคำนวนรถและนักแข่งซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็ในเรื่องของเวลาการแข่งขัน ในรายการที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่านักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ตลอดการแข่งขัน พร้อมด้วย นายธานี ทองมนต์ Mechanic Yamaha Thailand Racing Team, นายศุภกิจ แก้วน้อย Mechanic Yamaha Thailand Racing Team, นายภูวดล เลิศบุญมี Mechanic Yamaha Thailand Racing Team, นายจุฑาวุฒิ แย้มทรัพย์ Mechanic Yamaha Thailand Racing Team ซึ่งถือได้ว่าเป็นการยกทัพ สำหรับงานนี้ได้อย่าง นายเดชา ไกรศาสตร์ ในบทบาทของ Coach Yamaha Thailand Racing Team ได้ให้คำแนะนำ ทัศนคติและมุมมองแบบไหม่ ของนักแข่งที่ร่วมรายการ OR BRIC Superbikechampionship 2020 ในครั้งนี้ ให้สนใจหลักการปรับจูนรถโดยอิงจากหลักในการจูนแบบใช้วิทยาศาสตร์ในการปรับจูนรถให้มากขึ้น หรือผลของData loggerที่บันทึกข้อมูลของนักแข่งในขณะขับขี่ เพื่อให้ได้การวิเคราะห์ ที่แม่นยำ มากกว่าการคำนวนไปเอง ประหยัดเวลา อีกทั้งยังเซฟตัวของนักแข่งได้เนื่องจากมีเวลาพักซ้อมมากขึ้นด้วย รู้และเข้าใจเป้าหมายในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งรถจักรยายนต์ที่นักแข้งใช้ในการแข่งขันและทีมของนักแข่งเองเช่นกันที่ต้องเข้าใจในการทำงานทั้งหมด เพื่อสิ่งที่ได้ประโยชน์ที่สุดทำให้ทีมเซอร์วิตและนักแข่งเข้าใจในการทำงานมากขึ้นซึ่ง ทีม

Honda Hornet 2.0 ของดีแต่น่าเสียดายขายแต่ในอินเดีย กลับมาอีกครั้งกับ Honda Hornet 2.0 2020 โมเดลใหม่จาก Honda India ที่ผลิตขึ้นในอินเดียและจะวางขายในประเทศอินเดียเป็นหลัก สนนราคาค่าตัวของเจ้า Hornet 2.0 อยู่ที่ราวๆ 53,900 บาท โดยตัวรถจะอยู่ในพิกัด 200 ซีซี ซึ่งเป็นพิกัดที่นิยมในอินเดีย ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีหลากหลายโมเดลทั้ง KTM 200 Duke, TVS Apache 200 และ Bajaj Pulsar NS200 ที่เราเพิ่งรีวิวไปไม่นาน ซึ่งในตอนนี้พิกัดนี้ไม่ได้เป็นรถใช้งานอเนกประสงค์อีกต่อไป แต่มันยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาอีกด้วย ตัวรถมาพร้อมกับโช้คหัวกลับ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน เรือนไมล์สีดิจิตอลปรับความสว่างได้ ยางหน้ากว้างขึ้นเล็กน้อย (110 ที่ยางหน้าและยางหลังไซส์ 140) เบาะนั่งแบบสองตอน ดิสก์เบรกหน้าหลังแบบหยัก พร้อมระบบเบรก ABS ตัวขุมพลังเป็นเครื่องสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 184 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด เคลมแรงม้ามาที่ 13 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 15.7 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ตัวรถมีจำหน่าย 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีดำมุก สีแดงด้าน สีเทาด้าน และสีน้ำเงินด้าน ถ้าโมเดลนี้เข้าไทยนะ ตลาดรถบ้านเราน่าจะคึกคักไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HJC Superman มาแล้วครับพี่น้อง เราชื่อว่าไบค์เกอร์หลายๆ คนจะต้องรู้จักซูเปอร์ฮีโร่ที่มีจุดเด่นที่ใส่กางเกงในด้านนอก เอ้ย ใส่ผ้าคลุมสีแดง อย่าง Superman และหลายๆ คนน่าจะชื่นชอบฮีโร่คนนี้เป็นอย่างมาก และวันนี้ HJC ก็ได้สานต่อเติมเต็มความฝันของไบค์เกอร์ในวัยเด็กหลายคนๆ ด้วยการส่งหมวกกันน็อคลาย Superman มาให้ไบค์เกอร์ได้เสียเงินกันครับ บุรุษเหล็กเป็นฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ มาพร้อมกับสัญลักษณ์แห่งความหวังกลางหน้าอก เรียกว่ามีความหมายดีๆ เหมาะกับการทำเป็นลวดลายกราฟิกบนหมวกกันน็อกยิ่งนักฃ ทั้งนี้หมวกกันน็อครุ่นที่จะมีลายกราฟิกซูเปอร์แมนนี้จะได้แก่รุ่น RPHA 11 Pro หมวกทรงสปอร์ตตัวเทพสุด โดยจะมาพร้อมชิลด์สีสโม้คและแผ่นกันฝ้า พร้อมการรับประกัน 5 ปี ในสนนราคา 599.99 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งราคาขายในไทยของรุ่นก่อนๆ ที่เป็นลายซูเปอร์ฮีโร่ก็จะอยู่ที่ 20,900 บาท ซึ่งลายใหม่นี้ก็น่าจะไม่ต่างกันครับ ใครเป็นสาวกซูเปอร์แมนก็เตรียมเก็บเงินรอกันได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZR-M1 เวอร์ชั่น 4 ล้อ เอ้ย Abarth 595 ช้าก่อนไบค์เกอร์ จริงๆ แล้วนี่มันไม่ใช่ Yamaha YZR-M1 4 ล้อจริงๆ หรอกพี่น้อง มันคือรถ Abarth 595 Monster Energy Yamaha โดยเจ้า Abarth 595 ลาย Monster Energy Yamaha ที่ผลิตขึ้นเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้ ดีไซน์ตามรถแข่ง MotoGP ของยามาฮ่า โดยจะมีจำหน่ายในอังกฤษเพียง 2,000 คันเท่านั้น https://www.youtube.com/watch?v=Sc-S_uvRt4k แม้ว่า Abarth 595 มันจะมีจำนวนล้อมากเกินไป จนอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาลงใน SuperBike แต่ว่ามันก็มีข้อยกเว้น เพราะเจ้า Abarth 595 คันนี้มันน่าจะต้องถูกใจสาวก Yamaha อย่างแน่นอน ลายละเอียดพิเศษต่างๆ ในโมเดลพิเศษนี้ อาทิ โลโก้ Yamaha ข้างตัวรถและสีน้ำเงิน Yamaha นี้มันคือแบรนด์และสีที่ไบค์เกอร์หลายคนชื่นชอบ โลโก้ Monster Energy ที่ให้ภาพลักษณ์ของรถซิ่ง รถแข่ง และความสปอร์ต “สาวก Yamaha ถูกใจสิ่งนี้” ทำมาแล้วจะมีคนยอมจ่ายมันจริงๆ เหรอ ผมว่ามีแน่นอนครับ เช่น สาวกของพ่อหมอแบบเข้าเส้น หรือคนที่กำลังอยากได้รถแล้วก็เป็นไบค์เกอร์ที่ชอบ Yamaha หรือจะเป็นคนที่ชอบรถ Abarth ที่อยากได้ความแตกต่างก็เป็นได้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 300 ถ้ามาจริงจะซื้อมั้ย? ทุกวันนี้ Yamaha มีรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 300 ซีซีอยู่แล้ว 2 โมเดล (ไม่นับสกู๊ตเตอร์) ก็คือ YZF-R3 และ MT-03 ซึ่งเป็นสปอร์ตไบค์และเน็กเก็ตไบค์ตามลำดับ หากลองคิดดูเล่นๆ พูดกันแบบบ้านๆ คือ Yamaha ยังมีช่องว่างในการที่จะเติมเต็มพิกัดนี้ด้วยรถสไตล์อื่นอยู่อีก ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ๆ เพื่อไปใช้กับโมเดลอื่นๆ ในอนาคต เพราะแค่ใช้เครื่องยนต์เดิม อาจจะมีการปรับจูนอีกเล็กน้อย Yamaha อิตาลียังเคยพูดว่า ถ้าหากมีเสียงเรียกร้องมากพอ ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะผลิตรถแอดเวนเจอร์ที่ใช้เครื่องยนต์ 300 ซีซีตัวเดียวกันนี้ได้ กระแสของการหันมานิยมรถขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพดีกำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากที่บรรดาค่ายรถต่างพยายามกันอัพไซส์มอเตอร์ไซค์ในส่วนของความจุเครื่องยนต์และน้ำหนักกันมาหลายสิบปี อาจจะกล่าวได้ว่าค่ายที่เริ่มทำเป็นเจ้าแรกๆ คือ KTM ที่ทำรถในขนาด 200 ซีซี, 250 ซีซี และ 390 ซีซี และตอนนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า Yamaha จะกระโดดร่วมวงด้วยการสร้าง Tenere 300 ผมว่ามันน่าจะเข้าท่าไม่น้อย เพราะ Tenere เองก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นรถที่ดี ใช้งานได้หลากหลายคันนึง และตลาดรถในอาเซียนเองก็บูมมาก และรถขนาดเล็กก็ขายดีมากๆ ด้วย ค่ายอื่นๆ เองก็นำกันไปก่อนแล้วอย่าง BMW G 310 GS และ KTM 390 Adventure ที่ได้รับความสนใจกันมากเลย ซึ่งหากว่ามีเสียงเรียกร้องมากพอ ตลาดรถในพิกัดนี้ขายดีมากขึ้นก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ Yamaha จะทำขายจริงครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield เตรียมส่งครูเซอร์ไบค์ ลงทำตลาดเร็วๆ นี้ หากย้อนไปสักเมื่อ 2 ปีก่อนในงาน Eicma หลายๆ ท่านที่เป็นแฟนๆ ของรถสุดเก๋าค่ายนี้ น่าจะต้องเคยเห็นคอนเซ็ปต์ไบค์ที่ชื่อ KX Concept ที่เป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ในสไตล์ของบ็อบเบอร์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบวีทวินขนาด 838 ซีซี ซึ่งก็ดูสวยงามคลาสสิกได้ใจแฟนๆ ไปไม่น้อย เวลาผ่านไปนาน 2 ปี ข่าวคราวของโมเดลคอนเซ็ปต์ก็เงียบหายไป ทำเอาแฟนๆ เริ่มไม่หวังว่าจะมีบ็อบเบอร์จากค่าย Royal Enfield นี้แล้ว แต่ทว่าล่าสุดมีไบค์เกอร์ตาดีสามารถถ่ายคลิปภาพของรถที่คาดดว่าน่าจะเป็นครูเซอร์ไบค์คันใหม่ของ Royal Enfield ซึ่งจะมีดีไซน์คล้ายคลึงกับเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คันที่ว่ามานี่แหละครับ เรียกได้ว่าเจ้า KX ที่เป็นบ็อบเบอร์อาจจะยังไม่ผ่านการอนุมัติให้ผลิตจริงๆ แต่ถูกขัดเกลาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้กลายมาเป็นครูเซอร์ไบค์แทน โดยเจ้ารถคันที่ถูกถ่ายวิดีโอได้นั้นมีความคล้ายคลึงกับเจ้า KX อยู่หลายส่วน และกำลังถูกทดสอบกันอยู่บนท้องถนนในอินเดียที่เป็นแหล่งผลิตของมันนั่นเอง โดยภาพที่ถ่ายได้จะเป็นส่วนของท้ายรถและด้านข้างอีกเล็กน้อย มีสไตล์ที่แตกต่างจากเจ้า Interceptor อย่างชัดเจน จึงน่าจะคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นโมเดลใหม่ที่มาในสไตล์ของครูเซอร์ไบค์นั่นเองครับ ตัวรถจะมีเครื่องยนต์วางอยู่ค่อนข้างต่ำ มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำ บังโคลนท้ายขนาดใหญ่ และเครื่องยนต์ภายนอกจะทำสีดำ มีปลายท่อไอเสียแบบคู่แยกซ้ายขวา ซึ่งเครื่องยนต์ก็น่าจะเป็นเครื่องสองสูบเรียงขนาด 650 ซีซีแบบที่ใช้ใน Interceptor และ Continental GT แน่ๆ โดยโมเดลนี้น่าจะเป็นเพียง 1 ในหลายๆ โมเดลที่ทางค่ายซุ่มพัฒนาและทดสอบอยู่ ซึ่งตอนนี้ที่มีข่าวคราวอยู่ก็จะมี Meteor 350 และ Himalayan ขนาดเล็กลงมา ที่น่าจะมาในชื่อ Hunter หรือ Sherpa ครับ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประเทศไทยน่าจะนำเข้าเจ้าโมเดลครูเซอร์ไบค์นี่มาขายอย่างแน่นอน แต่ส่วนรถที่ขนาดเล็กกว่า 500 ซีซี ทาง Royal Enfield ประเทศไทยอาจจะไม่นำเข้ามาก็ได้ครับ ต้องดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงกันต่อไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Tuono V4 X ไฮเปอร์เน็กเก็ตสำหรับขี่สนามเท่านั้น ก่อนหน้านี้พักนึงเราอาจจะได้เห็นภาพสปายช็อตที่เราคิดว่ามันจะเป็น Aprilia Tuono V4 1100 มาพร้อมกับปีกในแบบลายพราง และสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านี่กันนะ จะปรับปรุงอะไรบ้างนะ และวันนี้เราก็ได้รู้แล้วครับ โมเดลใหม่ของ Aprilia ในคราวนี้คือ Aprilia Tuono V4 X โมเดลพิเศษจำนวนจำกัด เป็นไฮเปอร์เน็กเก็ตไบค์สำหรับขี่สนาม โดยเด่นที่ปีกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง MotoGP โดยเจ้า Tuono รหัส X คันนี้จะมีตัวเลขหลักๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ แรงม้าเคลมมาที่ 218 แรงม้า โดยน้ำหนักรถเปล่าจะอยู่ที่ 166 กก.และราคา 34,900 ยูโร หรือราวๆ 1,293,000 บาท เจ้า Tuono V4 X นั้นคล้ายคลึงกับ RSV4 X ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วอย่างมาก และที่สำคัญคือมันผลิตขึ้นเพียงแค่ 10 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ เพราะเจ้านี่มันเจ๋งมากจริงๆ มันใช้เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,077 ซีซีแบบเดียวกับที่ใช้ใน RSV4 1100 Factory และวางลงบนเฟรมของเจ้า Tuono มีการเพิ่มกำลังแรงม้าอีกเล็กน้อยด้วยการใส่ท่อ Akrapovic แบบฟูลซิสเต็ม แบบปลายคาร์บอนไฟเบอร์ กรองอากาศใหม่และมีการปรับจูน ECU ให้เหมาะกับการซิ่งในสนาม ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ รวมไปถึงแฟริ่งหน้าที่มาพร้อมปีกขนาดใหญ่อีกด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับการพยายามที่จะลดน้ำหนักด้วยวิธีการอื่นๆ แล้ว ทั้งหมดจะช่วยลดน้ำหนักให้กับเจ้า Tuono V4 X ได้มากถึง 18 กก. เมื่อเทียบกับโมเดลสำหรับขี่ถนน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ขับขี่ในสนามได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกเซ็ตให้เหมาะกับการขับขี่ในสนาม คาลิเปอร์เบรก GP4-MS และจานเบรก Brembo T-Drive และปั๊มบน Brembo 19X16 ม.ม. ล้อแม็กนีเซียมฟอร์จของ Marchesini และยางสลิก Pirelli Superbike ระบบกันสะเทือนจะเป็นของ Ohlins และยังมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบสองทางไว้ด้วย ตัวประกับทำจากอลูมิเนียมขึ้นรูป CNC และติดตั้งปุ่มควบคุมแบบเรซซิ่ง แทนที่สวิตช์เกียร์แบบทั่วไป สุดท้ายที่สำคัญ แม้ไม่มีผลต่อความแรง แต่มีผลต่อใจคือการเลือกใช้ชุดสีอันเป็นที่นิยมของทางค่ายอย่าง Bol d’Or ที่ทาง Aprilia ใช้กับ RSV4 1000R Factory ในการแข่งขันเอ็นดูรานซ์เมื่อปี 2006 ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Blechmann R 18 คัสตอมครูเซอร์สุดบิ๊กเบิ้ม Blechmann R 18 คัสตอมครูเซอร์คันที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้เป็นผลงานความร่วมมือของ BMW Motorrad และเซียนคัสตอมชาวออสเตรียที่ชื่อว่า Bernhard Naumann หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า Blechmann ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคัสตอมโมเดลคันนี้นี่เอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทาง Blechmann จับมือกับ BMW และหากคุณได้ลองเห็นผลงานคัสตอมคันก่อนหน้านี้อย่าง Giggerl ที่มีพื้นฐานมาจาก R nineT แล้วคุณจะต้องร้องโอ้ว มันต้องเป็นสำนักเดียวกันอย่างแน่นอน เพราะว่างานของเขามันช่างโดดเด่นสะดุดตาซะเหลือเกิน แถมยังมีเอกลักษณ์ของเขาเองอีกด้วย รูปแบบที่เขาออกแบบแฟริ่งหน้าที่โอบอุ้มไฟหน้าเอาไว้ดูสุดโต่งน่าดู ดูแตกต่างออกไปอย่างมีสไตล์จริงๆ รถสมัยใหม่ทั่วไปจะไม่มีการออกแบบส่วนหัวของรถในแบบนี้ มองต่อไปด้านในตัวรถจะเห็นแฟริ่งยาวเรียวเข้ามารับกับถังน้ำมันทรงเพรียมลมที่ตัดเว้าสำหรับใช้เข่าหนีบถังได้สะดวก ตัวรถยังเว้ารับกับเบาะนั่งเดี่ยวที่หุ้มด้วยหนังสีน้ำตาล ที่จะให้คุณมีความรู้สึกเหมือนคุณควบมัน ไม่ใช่นั่งบนตัวรถ ส่วนท้ายโค้งขึ้นมาเป็นโหนกโค้งลงเล็กน้อย แต่เป็นแบบท้ายตัดสั้น เผยให้เห็นลายละเอียดของยางหลัง และขับเน้นให้เห็นความแคบของปลายเบาะนั่งตรงส่วนทิ่ติดกับถังน้ำมัน แว่บแรกที่เห็นคันนี้คุณจะเห็นว่าแฟริ่งหน้านั้นเด่นมากๆ และพอมามองดูอีกครั้ง คุณจะรู้สึกตัวว่าคุณเผลอมองข้ามเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ของรถไปเลย ซึ่งเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ หากคุณลองคิดว่าต้องทำยังไงกันให้คนมองข้ามเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากตัวรถค่อนข้างมากของเจ้า R 18 ได้ ก็เรียกได้ว่า Blechmann มีเวทย์มนต์ที่ใช้ได้เลยล่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Classic Tribute Black โมเดลพิเศษปิดท้ายเครื่องยนต์ 500 ซีซีจาก Royal Enfield Royal Enfield Classic Tribute Black โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งท้ายการใช้งานเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีของทางค่าย โดยจะมีราคาค่าตัวที่ 5499 ปอนด์หรือราวๆ 227,500 บาท (ราคาในอังกฤษ) โดยจะมีจำหน่ายในยุโรปเพียง 1,000 คันเท่านั้น (ในอังกฤษมีเพียง 210 คัน) เครื่องยนต์สูบเดียวบล็อกนี้ได้มีการใช้งานจากทางค่ายมานานแล้ว นับตั้งแต่ปี 2008 และใช้ในรถตระกูล Bullet และ Classic จนกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก โมเดลพิเศษ Tribute Black นี้จะมาในชุดสีพิเศษ สีดำทูโทน ดำเงาและดำด้าน พร้อมแผ่นป้ายซีเรียลนัมเบอร์ นอกจากนี้คุณจะยังได้กระเป๋าข้างผ้าพร้อมกับแร็คยึด กระจกแบบทัวริ่ง เบาะนั่งคนซ้อนและฝาปิดรูเติมน้ำมันเครื่องแต่ง “ตั้งแต่ปี 2008 แล้วที่มอเตอร์ไซค์ขนาด 500 ซีซีของ Royal Enfield ได้เฉิดฉายบนเวทีของตลาดมอเตอร์ไซค์ระดับกลาง ” Mr. Vinod Dasari ซีอีโอของ Royal Enfield กล่าว “โมเดล Classic 500 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในตลาดต่างประเทศด้วยดีไซน์แบบย้อนยุคและช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม” “เพื่อเป็นการปิดท้ายมอเตอร์ไซค์พิกัด 500 ซีซีของ Royal Enfield จึงได้มีการสร้างโมเดลพิเศษอย่าง Classic 500 Tribute Black ขึ้นในโอกาสที่นักสะสมจะได้เป็นเจ้าของรถรอยัลเอ็นฟิลด์ และเป็นส่วนนึงของประวัติศาสตร์ของโลกสองล้อ ” ทั้งนี้ทางรอยัลเอ็นฟิลด์จะหันไปโฟกัสในการพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 650 ซีซีที่กำลังประสบความสำเร็จในปัจจุบันแทน ซึ่งก็จะมีใช้อยู่ในรถตระกูล Continental GT และ Interceptor อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก