SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
MG ยอดขายยุโรป 1 ล้านคัน

MG สร้างประวัติศาสตร์เป็นแบรนด์รถยนต์จีนรายแรกที่มียอดขายสะสมในยุโรปและอังกฤษเกิน 1 ล้านคัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
BMW Motorrad CNX Season Start 2022

BMW Motorrad CNX Season Start 2022 งานดี ๆ ที่เหล่าบีมเมอร์ยกนิ้วให้ สำหรับงาน BMW Motorrad CNX Season Start 2022 นั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งใจงานนี้ประกอบด้วยกิจกรรมมัน ๆ ที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยได้จัดเตรียมไว้แบบแน่น ๆ ตลอดทั้งวันเช้ายันค่ำกันเลยล่ะครับ สำหรับงานนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ RIDE, RELAX, ROCK และ RELATIONSHIP ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ RIDE: ก็จะเป็นกิจกรรม The Unexpected Journey ที่ให้ชาวบีมเบอร์ได้เข้ามาร่วมขับขี่ในเส้นทางที่สวยงามในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเส้นทางนั้นจะมีทั้งในแบบของ On-Road และ Off-Road ที่ทางบีเอ็มดับเบิลยูจัดเตรียมเส้นทางสุดพิเศษไว้เพื่อคุณ แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางด้วยกัน มีทั้งแบบทางดำล้วน ทางฝุ่นล้วน และแบบทางดำผสมทางฝุ่น ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานเลย RELAX: ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศดี ๆ อากาศเย็นสบาย และอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย พร้อมสนุกกับปาร์ตี้แบบจัดเต็มที่ที่ร้าน THE VIEW VILLAGE ซึ่งทางค่ายจัดรับรองไว้ให้เป็นอย่างดี ROCK: มันจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่านไปกับคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก แว่นใหญ่ และ ม็อคค่า การ์เดน RELATIONSHIP: เปิดโอกาสให้ชาวบีมเมอร์ร่วมแบ่งปันไลฟ์สไตล์ ประสบการณ์และเรื่องราวการขับขี่ การตกแต่งรถของตัวเองกับชาวบีมเบอร์จากนานาประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และอีกหลาย ๆ ประเทศที่เข้าร่วมงาน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 700 ชีวิต นอกจากยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้เข้าแข่งขัน GS Trophy 2022 ทีมประเทศไทยอีกด้วย เรียกได้ว่าทั้งความเพลินเพลิน ความสนุกสาน ไปจนถึงมิตรภาพกันเลยทีเดียวสำหรับงานดี ๆ ที่สาวกบีเอ็มฯ ต้องยกนิ้วโป้งให้ทั้ง 2 มือแบบนี้ สุดท้ายนี้ทาง SuperBike Thailand เองก็ต้องขอขอบคุณที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ได้เปิดโอกาสให้เราได้เป็นส่วนนึงในกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli พัฒนา Diablo Rosso IV

Pirelli พัฒนา Diablo Rosso IV ใหม่สเปกเรเดียลเพื่อรถสปอร์ตไม่เกิน 400 cc ล่าสุดทางค่ายยางชั้นนำระดับโลกแบรนด์ตัว P ยาวหรือ Pirelli เปิดตัว Diablo Rosso IV ยางเรเดียลตัวใหม่สำหรับสปอร์ตคลาสไม่เกิน 400 ซีซี พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อได้ทดสอบในสนาม Mandalika International Street Circuit ที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากจบศึกการแข่ง WorldSBK สนามที่ 11 ไปหมาด ๆ เรียกว่าได้ลองขี่ไลน์เดียวกันกับนักแข่งระดับโลกเลยล่ะครับ เท้าความกันก่อน เดิมทีแล้วยางของทางพีเรลลี่ที่รองรับรถสปอร์ตหรือเน็กเก็ดในคลาสไม่เกิน 400 ซีซีนั้นจะมีอยู่สองตัว คือ Diablo Rosso Sport (ยางแบบครอสพลาย) และ Diablo Rosso III (ยางเรเดียล) ซึ่งก็จะมีจุดเด่นและลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป แต่ตอนนี้ก็จะมีเจ้า Rosso IV ในแบบเรท H (H-Rated) ที่สามารถรองรับความเร็วได้สูงถึง 210 กม./ชม. เหมาะกับรถพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั่นเอง โดยก่อนหน้านี้รอสโซ่โฟร์นั้นจะมีแต่ยางไซส์ใหญ่ ๆ เรท ZR (ZR-Rated) ซึ่งเป็นเรทสูงสุดรองรับความเร็วได้เกิน 300 กม./ชม. หรือพูดกันง่าย ๆ คือเป็นยางสำหรับบิ๊กไบค์ระดับซูเปอร์สปอร์ต หรือระดับซูเปอร์ไบค์ขึ้นไปนั่นเอง ทั้งนี้ยาง Rosso IV ในแบบเรท H จะแตกต่างกับเรท ZR ตรงในส่วนของโครงสร้างคือใช้เส้นใยสังเคราะห์วางแบบ 0 องศากับหน้ายาง แทนที่จะเป็นใยเหล็กซึ่งวัสดุยางหลังนั้นจะช่วยให้รองรับความเร็วได้มากกว่า 210 กม./ชม. ทว่าก็จะมีข้อดีคือมีน้ำหนักเบากว่าและยืดหยุ่นได้มากกว่าแบบโครงสร้างใยเหล็ก ซึ่งจะเหมาะสมกับรถในพิกัด 125 – 400 ซีซีอย่างยิ่ง ต่างกับ Rosso III ยังไง สำหรับยาง Rosso IV H-Rated นั้นจะแตกต่างจาก Rosso III ในหลายจุดด้วยกัน ก่อนอื่นเลยที่เห็นได้ชัดคือลายดอกยาง แม้ว่าจะมีลายแฟลช หรือลายสายฟ้าอยู่เหมือนกัน แต่องศาของลายสายฟ้าก็ต่างกัน รวมไปถึงร่องรีดน้ำที่ไหล่ยางก็ต่างกัน หลัก ๆ คือเป็นผลมาจากการออกแบบให้มีอัตราส่วนของหน้าสัมผัสยางเทียบกับร่องดอกยางบริเวณไหล่ยางมากขึ้น 30% (ทั้งยางหน้าและยางหลัง) ซึ่งมีผลดีต่อการยึดเกาะในโค้ง แต่ต้องแลกมากับประสิทธิภาพการรีดน้ำที่ไหล่ยางทำได้น้อยลง ทว่ามันจะมีคนบ้าที่ไหนที่จะเอารถไปแบนโค้งตอนฝนตกหรือถนนเปียกกันล่ะ? จุดต่อมาคือเรื่องของคอมปาวด์ของยางหรือเนื้อยางนั่นเอง โดยตัวยาง H-Rated บริเวณหน้าสัมผัสยางจะมีเนื้อยางแบบคอมปาวด์เดียวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งจะเป็นเนื้อคาร์บอนแบล็กที่มีส่วนผสมของซิลิก้าจำนวนมาก และที่แก้มยางก็จะใช้เนื้อยางเป็นคอมปาวด์พิเศษที่จะช่วยเพิ่มความเสถียรหรือความนิ่งเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ อีกด้วย จุดสุดท้ายคือโปรไฟล์ของยาง ยาง Rosso IV H-Rated จะมีความสูงมากกว่าเล็กน้อย ทำให้พลิกรถได้ไว ทั้งยังมีไหล่ยางที่แบนกว่าช่วยให้การยึดเกาะและรักษาไลน์ในโค้งที่ดี ทดสอบจริง แน่นอนว่าเราได้ทำการทดสอบยาง Diablo Rosso IV H-Rate ในสนาม Mandalika International Street Circuit แห่งนี้ด้วย โดยตัวสนามมีความยาว 4.313 กิโลเมตร ซึ่งมีจุดเบรกหนักไม่กี่โค้ง ส่วนมากจะเป็นโค้งความเร็วสูง จากการได้ลองทดลองขับขี่ทดสอบสำหรับรถพิกัด 250-400 นั้นสามารถเปิดคันเร่งยาว ๆ ลากรอบขึ้นเรซไลน์เข้าโค้งได้เลย ตัวยางนั้นให้การตอบสนองได้ยอดเยี่ยม จนลืมว่า นี่คือยางสำหรับขี่ถนนไม่ใช่ยางสนาม เวลาจะปิดคันเร่งเพื่อเปลี่ยนทิศทาง ยางก็สามารถพาได้ได้ตามจุดที่มองเรียกว่าแม่นยำ และยังสามารถกระแทกคันเร่ง 100% ก่อนจุดเอเป็กซ์ของโค้งโดยที่ยางไม่มีการเสียอาการใด ๆ ปิด-เปิดคันเร่งได้ต่อเนื่องรอบสนาม ในโค้งหักศอกความเร็วต่ำ ที่ต้องเบรกหนักและเชนเกียร์จากเกียร์ 6 ลงมา 2 เพื่อให้ท้ายสไลด์ออก ก็ทำได้โดยที่ยางไม่มีอาการส่ายหรือลื่น ขณะเบรกหนัก ๆ ยางหน้าก็แข็ง จิกพื้นอยู่ ไม่ไหล ภาพรวมคือสามารถขี่แทร็กและคุมไลน์การขี่ได้แม่นยำตั้งแต่แล็ปแรก ๆ ยัน จนเซสชัน ถือว่าเป็นยางที่ขี่สนุก แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่คือยางสำหรับขี่ถนน แต่ก็สามารถเอามาสนุกกับแทร็กเดย์ แต่จะสนุกกว่าถ้าใช้ยางให้ตรงกับจุดประสงค์ที่แท้จริง จุดเด่น น้ำหนักเบา ช่วยให้เร่งได้ดีขึ้น ขับขี่ได้ดีขึ้น โปรไฟล์ยางสูง ช่วยให้พลิกรถได้ง่ายและรวดเร็วฉับไว หน้าสัมผัสบริเวณไหล่ยางมากขึ้น เพิ่มการยึดเกาะและความมั่นใจเวลาเข้าโค้ง เร่งออกจากโค้งได้เร็วขึ้น ระยะเบรกสั้นลง ให้ความนิ่งเสถียรเวลามากขึ้นเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ลายดอกยางใหม่ช่วยให้มีการสึกหรอที่สม่ำเสมอกันตลอดทั้งยาง จุดด้อย ราคาแพงขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ขับขี่แบบสปอร์ตหรือชอบเล่นโค้งมากกว่า อาจจะทำให้เกิดอาการเหวอได้สำหรับมือใหม่หรือคนที่ไม่คุ้นเคย ไซส์ยางที่จะมีจำหน่าย

Lambretta X300

Lambretta X300 โมเดลฉลองครบรอบ 75 ปีเปิดตัวที่ไทยพร้อมราคาสุดเร้า ล่าสุดแลมเบรตต้าเนรมิตลานพาร์ค พารากอน ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์ความคูลที่อยู่เหนือการเวลา กับงาน “LAMBRETTA X300 Exclusive Launch” งานเปิดตัวโมเดลใหม่ซี่รี่ส์ X อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “มาริโอ เมาเร่อ” เป็นพรีเซนเตอร์ รวมถึงเซเลบจากหลากหลายวงการ ตบเท้าเข้าร่วมงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ แลมเบรตต้าแบรนด์รถสกู๊ตเตอร์จากอิตาลี ถือกำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปี  โดยเอกลักษณ์ของรถอยู่ที่ดีไซน์เฉพาะตัว ที่ถ่ายทอด DNA อิตาเลียนดีไซน์ไว้ในทุกอณู จนกลายมาเป็นลายเซ็นที่สาวกเห็นเป็นต้องรู้กันว่านี่คือแลมเบรตต้าตัวจริงเสียงจริง! สำหรับโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 65 ภายในงาน  Milan Design Week 2022 ที่จัดขึ้น ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี  และล่าสุด! กับการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ ลานพาร์ค พารากอน  พร้อมกับการเปิดตัว นักแสดงชื่อดัง ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของสาวกสกู๊ตเตอร์ไลฟ์สไตล์สุดคลู ซึ่งมาริโอ้ยังถือเป็นสาวกคนเล่นรถที่สะสมคอลเลคชั่นรถวินเทจของ LAMBRETTA ไว้ด้วยเช่นกัน มาครั้งนี้ จึงเรียกได้ว่าเจ้าเอ็กซ์สามร้อยคันนี้จะเป็นอีกโมเดล ที่เหล่าสาวกไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง เพราะจะเป็นอีกผลงานที่ผ่านกาลเวลาและสืบทอดต่อไปเป็นมรดกในอนาคตอย่างที่เคยเป็นมา เจ้าเอ็กซ์สามร้อยคันนี้มาในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ ที่ถือเป็นโมเดลฉลองครบรอบ 75 ปี กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม กับรูปทรง Diamond lines ของการออกแบบเส้นสายบนตัวรถ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว จุดเด่นคือมีการอัพเกรดฟังก์ชั่นการใช้งานให้ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบัน ด้วยเครื่องยนต์ LSP  (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที เสริมด้วยการออกแบบ Riding Position มาให้สามารถขับขี่ง่าย ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานของ LAMBRETTA มาไว้ในรุ่น X300 กับ Performance ที่พัฒนามาใหม่ ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS อีกจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือไฟหน้าและไฟท้ายมา LED เต็มระบบพร้อมกับงานดีไซน์ โคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่ายออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน ถัดมาที่ส่วนของไฟท้าย ที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง ด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง โดดเด่นไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่าเป็นผู้นำด้านการออกแบบ กับโคมไฟท้ายที่ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงแท่งคริสตัลที่เพิ่มเลเยอร์ ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน สำหรับ LAMBRETTA X300  ที่จะจำหน่ายในประเทศไทย มีมาให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 สี 4 สไตล์ ได้แก่  Milano Green (สีเขียว), Lucente  Black (สีดำ), Gemma  White (สีขาว) และ Argento Grey (สีเทา) ที่สำคัญ! การมาของ LAMBRETTA X300 ในครั้งนี้  ทาง LAMBRETTA  GLOBAL

CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ให้กับตำนานแห่งการแข่ง TT

CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ให้กับตำนานแห่งการแข่ง TT ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็นไบเกอร์ตัวจริงน่ารู้ว่าเจ้าดาบเพลิงของค่ายปีกนกนั้นเป็นรถระดับตำนาน และ John McGuinness เองก็เป็นนักแข่งระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองตำนานก็ได้มาบรรจบกันกับการแข่งขัน Isle of Man TT ก่อกำเนิดเป็นโมเดลสุดพิเศษ CBR1000RR-R Fireblade SP รุ่นพิเศษ ฉลองโอกาสที่ John จะได้ออกสตาร์ทแข่งขันในศึก TT ครั้งที่ 100 ซึ่งจะมีเพียงแต่ 30 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลข 30 คันสื่อถึงความยาวนานของทั้งสองตำนานไปพร้อม ๆ กัน สำหรับตัวรถจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่ง MotoGP เครื่องยนต์ 4 สูบพิกัด 1,000 ซีซี ขณะที่ตัวรถด้านนอกก็มีแฟริ่งที่ออกแบบเรื่องแอโรไดนามิกที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก RCV213V พร้อมกับลวดลายกราฟิกพิเศษสีแดงและสีทองสวยงามยิ่งนัก ระบบกันสะเทือนไฟฟ้า Öhlins Smart Electronic Control (SE-C) ด้านหน้าใช้โช้ค NPX ขนาด 43 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้ค TT-36 ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ นอกจากนี้จะมีจุดเด่นเฉพาะโมเดลพิเศษนี้จะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันที่บริเวณแผงคอบนพร้อมกับโลโก้ฉลองครบรอบ 30 ปี ซึ่งโลโก้นี้ยังพบเจอได้บนสมาร์ทคีย์ และปลายท่อ Akrapovic อีกด้วย สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมความพิเศษของโมเดลนี้ แฟริ่งทำสีใหม่พร้อมลายละเอียดสีทองและลายกราฟิกแถบฟิล์มหนังแสดงประวัติของ John ปิดท้ายด้วยสติ๊กเกอร์ขอบล้อสีทอง ลายเซ็นบริเวณครอบแอร์บ็อกซ์ นัมเบอร์เพลตของแต่ละคันบนแผงคอ บังโคลนหน้าคาร์บอนของแท้จาก Honda เบาเพียง 255 กรัม เบากว่าของติดรถ 38% บังโคลนท้ายคาร์บอนเบากว่าเดิม 10% ครอบเบาะท้ายและชิลด์สูง ยางเดิม 1 คู่ และยางMetzeler Racetec RR 1 คู่ โดยจะวางขายที่ราคา 30,000 ยูโรหรือราว ๆ 1,116,000 บาท พร้อมกับของแถมพิเศษ พรมจอดรถคัสตอมเฉพาะ ผ้าคลุมรถ คริสตัลยิงเลเซอร์แบบสามมิติสุดพิเศษ และโอกาสที่จะได้รับรถกับ John McGuinness เองที่ Honda Racing ประเทศอังกฤษ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Italjet Dragster 500GP

Italjet Dragster 500GP คอนเซ็ปต์ไบค์เตรียมขายจริง 2024 เจ้า Italjet Dragster 500GP คันที่คุณเห็นอยู่นี้ยังเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์อยู่ ยังไม่ได้วางจำหน่ายนะครับ โดยทางแบรนด์ระบุว่าเจ้านี่เป็นตัวแทนของความโดดเด่นของวงการมอเตอร์ไซค์ และจะเป็นโมเดลที่ปฏิวัติวงการสองล้อ ซึ่งจะเป็นการยกระดับของเทคโนโลยี การออกแบบ และความสมบูรณ์แบบ โดยมันจะเป็นรถที่ให้ความสนุกเวลาขับขี่จากการที่มันทั้งเบาและคล่องตัว เจ้าไฮเปอร์สกู๊ตเตอร์ (ตามแบบที่ทางค่ายเรียก) มันคือพาหนะที่คุณจะไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันจะทำให้คุณต้องเหลียวมอง และถูกลิขิตมาว่าจะออกมาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์ไซค์ ท้าท้ายขนบเก่า ๆ มุ่งสู่อนาคตและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในแบบที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ในส่วนเครื่องยนต์นั้นจะมีความจุเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้ที่ใหญ่สุดก็แค่พิกัด 200 ซีซีเท่านั้น แน่นอนกว่าพละกำลังและแรงบิดก็จะเพิ่มตามมาด้วยเช่นกัน โดยเครื่องจะเป็นเครื่องสูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ แคมชาฟต์คู่ 4 วาล์ว ระบบหัวฉีดไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า และท่อไอเสียแบบใต้ตัวรถแบบออกสองทาง ให้กำลังแรง 43 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ที่น่าแปลกใจคือมันมาพร้อมระบบส่งกำลังด้วย ชุดเกียร์ 6 สปีดและคลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ขณะที่ช่วงล่างนั้นโดดเด่นด้วยเฟรมถักสีแดงโดดเด่น มีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 47 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับดิสก์เบรกขนาด 270 ม.ม. และดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็นของทาง Brembo ทั้งหมด พร้อมระบบเบรก ABS ปิดท้ายด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter ขนาด 120 / 70-15 และ 160 / 60-15″   ทั้งนี้น้ำหนักตัวรถจะอยู่ที่ 180 กก.เท่านั้น โดยมีฐานล้อสั้นเพียง 1,484 ม.ม. เบาะนั่งสูง 820 ม.ม. และถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ซึ่งดู ๆ แล้วก็กะทัดรัดคล่องตัวพอสมควรเลยทีเดียวล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha WR155R 2022

Yamaha WR155R 2022 สีสันใหม่ให้คุณเปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ กระตุ้นตลาดปลุกกระแสเอ็นดูโร่ไบค์ครั้งใหม่ ส่ง New Yamaha WR155R 2022 “Journey of The Brave เปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า” ออกสู่ตลาดเมืองไทยด้วยสีใหม่ พร้อมของแต่งพร้อมลุยสุดเท่! และการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. สำหรับโมเดลสายพันธุ์เอ็นดูโร่ระดับโลกในตระกูล WR Series คันนี้ยังคงตอบสนองความเร้าใจในการขับขี่ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ 155 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA (Variable Value Actuation) และพร้อมลุยทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรดด้วยระบบกันสะเทือนหน้า KYB ขนาด 41 มม. และระบบกันสะเทือนหลังโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง (Linked-Type Monocross) ที่สามารถปรับค่าความแข็งสปริงหรือพรีโหลดได้ 5 ระดับตามน้ำหนักผู้ขับขี่ ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมทำให้สนุกในทุกเส้นทางการขับขี่ พร้อมถังน้ำมันความจุขนาด 8.1 ลิตร ให้คุณไปได้ไกลกว่าเดิม ให้ความล้ำสมัยด้วยหน้าปัด Full LCD Digital Meter ที่แสดงข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน พร้อมเลขบอกตำแหน่งเกียร์ เพื่อรองรับการขับขี่ทั้งทางเรียบและทางลุย และมาพร้อมเบาะนั่งแบราบ Flat Seat ที่สามารถรองรับการขับขี่ทุกท่วงท่า และยังมีเฟรมที่ออกแบบเพื่อความสนุกสนานในการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกัน 2 เฉดสี คือ YAMAHA BLUE สีน้ำเงินที่ให้ความเร้าใจแบบเดียวกับทีมแข่งยามาฮ่าเรซซิ่งทีม และ YAMAHA BLACK สีดำดุดัน ที่ตัดกับเฟรมสีเขียวพาสเทลพร้อมโลโก้ WR สีขาว-เหลือง ซึ่งให้ความเท่สะดุดตาทุกมุมมอง ยังมาพร้อมกับของแต่งสุดเท่! ที่มีให้เลือกช้อปกันเต็มพิกัด คือ ชุดเบาะปรับระดับ ตัวกันกระแทกแฮนด์ ชุดครอบด้านล่างอะลูมิเนียม ชุดการ์ดแฮนด์ซ้าย-ขวา ชุดรองปลอกแฮนด์ และชุดปลอกครอบโช้ค ซึ่งนอกจากจะเท่อย่างมีสไตล์แล้วยังพร้อมลุยได้อย่างเต็มพิกัดในทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรดอีกด้วย พร้อมวางจำหน่ายในราคาแนะนำเริ่มต้น 119,000 บาท พร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. โดยสามารถเลือกเป็นเจ้าของได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-263- 9999 อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brembo GP4-MS

Brembo GP4-MS คาลิเปอร์เบรกระดับ MotoGP พร้อมลงถนนแล้ว โอกาสแต่งรถแบบเทพ ๆ มาถึงแล้วกับปั๊มล่าง Brembo GP4-MS คาลิเปอร์เบรกเทคโนโลยี MotoGP  เรียกว่าสุดจัดสุดทางแล้วของคาลิเปอร์เบรกสำหรับรถขี่ถนนตัวล่าสุดที่จะหาซื้อได้ตามปกติ ตัวนี้สุดยิ่งกว่า Stylema R ที่เคยติดรถระดับซูเปอร์ไบค์แบรนด์ยุโรปแต่ก่อนเสียอีกครับ โดยเจ้าปั๊มล่างโมโตจีพีตัวนี้เปิดตัวในงาน Eicma 2022 จากทางเบรมโบ้ ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกตัวใหม่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและผู้ที่หลงใหลการขับขี่ในสนามอย่างมาก เรียกว่าเอาอยู่ทุกทาง การดีไซน์และพัฒนานั้นมุ่งเป้าให้นำไปใช้กับรถขี่ถนนในปัจจุบันที่มีความแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เทคโนโลยีจากการแข่งขัน MotoGP ร่วมกับนวัตกรรมและวัสดุที่ทันสมัยที่สุดควบคู่ไปกับความรู้และข้อมูลจากโลกแห่งการแข่งขันนับไม่ถ้วนของทางแบรนด์ กลายเป็นปั๊มเบรกตัวนี้ที่เหมือนกับที่นักแข่ง WorldSBK ใช้เลย มันขึ้นรูปจากอลูมิเนียมทั้งก้อน หรือที่นิยมเรียกกันว่าโมโนบล็อก แทนที่จะเป็นการหล่อขึ้นรูป ซึ่งวิธีนี้จะได้รูปลักษณ์ที่ดี ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะสุดโต่งมากกว่า และทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่สูญเสียความทนทานไป   จุดเด่นคือเจ้าปั๊มใหม่ที่ว่านี้สามารถใช้แทนกับปั๊มเดิมที่เดิมที่ใช้คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์อยู่แล้ว โดยรองรับทั้งแบบ 100 ม.ม. และ 108 ม.ม. เรียกว่าได้ทั้งรถยุโรปและรถญี่ปุ่นเลย และครีบระบายความร้อนจากตัวคาลิเปอร์เบรกที่เห็นได้ชัดเจน ตัวลูกสูบเบรกมีมากถึง 4 สูบเพื่อการันตีประสิทธิภาพ ให้ฟีลลิ่งในการเบรกที่มั่นใจ ปลอดภัย เชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังทนทานต่อการสึกกร่อนด้วยการเคลือบนิกเกิ้ลซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของทางตระกูล GP4 อีกด้วย รวมถึงการที่มีสีสว่างยังช่วยขับเน้นโลโก้ใหม่ของเบรมโบ้อีกด้วย โดยสังเกตได้จากตัวอักษร e จะเห็นได้ง่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CL500 2023

Honda CL500 สแครมเบลอร์ไซส์กลางสุดเท่โดนใจสายเรโทร  และนี่คือโมเดลใหม่จากค่ายปีกนก Honda CL500 ที่จะมาตอบโจทย์นักบิดที่เป็นสายเรโทรแบบเข้าเส้น เพราะโมเดลนี้มีแรงบันดาลใจการออกแบบดีไซน์มาจาก CL รุ่นดั้งเดิมจากยุค 60 และยุค 70 มาผสานเข้ากับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากรถในตระกูล CB500 ซี่รี่ส์ยอดนิยม ได้ออกมาเป็นสแครมเบลอร์ไบค์ไซส์กลางสุดเท่ได้กลิ่นอายเรโทรแบบเต็ม ๆ แต่ก็มาพร้อมความร่วมสมัยด้วยเทคโนโลยีของยุคใหม่ ให้มันขับขี่ใช้งานในชีวิตจริงได้อย่างไม่เคอะเขิน      สำหรับการดีไซน์ก็อย่างที่เกริ่นไปคือมีดีไซน์มาจากโมเดลดั้งเดิมในช่วงปี 60 และ 70 ซึ่งจะเป็นรถที่มีน้ำหนักเบาและความสามารถในการขับขี่ในทางฝุ่น โดยตัวรถมีรายละเอียดแบบรถเรโทรคลาสสิกมาแบบครบครัน อาทิ ไฟหน้า ไฟเลี้ยว (ระบบไฟทั้งหมดเป็น LED) กระจกมองหลัง และเรือนไมล์ LCD จอกลับสีแบบทรงกลม ด้านหน้ามีโช้คเทเลสโคปิกที่มาพร้อมปลอดยางกันฝุ่น เบาะหนังแบบจับจีบบริเวณคนขับ ส่วนคนซ้อนแบบปาดเรียบ     นอกจากนี้ยังมีการทำชิ้นส่วนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างให้เป็นสีดำ เพิ่มความหล่อเท่ดุดันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ปิดท้ายด้วยดีไซน์ท่อไอเสียปลายยกสูงตามแบบฉบับของรถสไตล์สแครมเบลอร์ ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีลงตัวเลยทีเดียว  สำหรับขุมพลังหลาย ๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับขุมพลังยอดฮิตจากทางค่าย มันคือเครื่อง 2 สูบเรียงในรถตระกูล 500 ของทางค่าย ที่มีจำหน่ายอยู่บ้านเราหลากหลายโมเดลเหลือเกิน โดยจะเป็นเครื่องขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมหัวฉีด PGM-FI ให้กำลัง 46 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิด 43.4 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร   โดยในคราวนี้จะมีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบาและเพิ่มความปลอดภัยเวลาเชนจ์เกียร์ลงเร็ว ๆ ทำให้ล้อหลังไม่เกิดอาการสลิป  ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถใช้เฟรมท่อโลหะแบบไดมอนด์เฟรมที่ให้ความคล่องตัวและนุ่มสบาย โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ในการออกแบบประมวลผล ให้มีความสมดุลกันระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่เหมาะสม ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ส่วนยางก็จะเป็นยางแบบกึ่งนะครับ    ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีนั้นนอกจาก ABS ที่กล่าวไปแล้วก็จะยังมีระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันหรือ ESS นะครับ   โดยบอกตรงนี้ได้เลยว่ามีจำหน่ายในไทยแน่นอน ราคาจะไม่แรงด้วย เพราะไม่ได้ให้อ็อปชันมามากนัก นับได้ว่าเป็นสแครมเบลอร์ที่น่าจับตามองมาก ๆ เลยล่ะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Honda XL750 TRANSALP 2023

Honda XL750 TRANSALP ทัวริ่งแอดเวนเจอร์พิกัดใหม่ที่น่าจับตา และนี่คือการกลับมาของตำนานสายลุยอย่างเจ้าทรานส์แอลป์ที่เคยเปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 กับเครื่องยนต์วีทวินขนาด 583 ซีซี ซึ่งในตอนนั้นเน้นไปที่ความนุ่มนวล ความสบาย เหมาะกับการเดินทางไกล ไม่หวั่นแม้ทางลำบากด้วยช่วงล่างที่มีระยุบมาก และค่อย ๆ พัฒนาเพิ่มความจุขึ้นมาเป็น 647 ซีซีในปี 2000 และ 680 ซีซี ในปี 2008 และในครั้งนี้กลับมาในชื่อ Honda XL750 TRANSLAP รับปี 2023 สำหรับดีไซน์ก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันมีกลิ่นอายแบบรถอิตาลี โดยดีไซเนอร์จากทีมงานวิจัยและพัฒนาออกแบบของทางฮอนด้าที่กรุงโรม มีนดูปราดเปรียว เรียบง่าย มินิมอล ให้มีความลู่ลมตามหลักแอโรไดนามิกส์ขณะเดียวกันก็มีชิลด์ที่กันลมปะทะได้ดี ส่วนลวดลายกราฟิกนั้นก็เน้นความคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา ระบบไฟ LED เต็มระบบ พร้อมไฟหน้าที่มาพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว ถัดเข้ามาก็จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วและระบบ Honda Smartphone Voice Control system (HSVCs) ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ขุมพลังของรถก็จะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า CB750 Hornet นั่นเอง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 90.5 แรงม้า 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 16.9 ลิตร ควบคุมโดยระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มีแม็ปปิ้งเน้นไปในการขับขี่แบบทางไกลเป็นหลัก ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้มือคลัตช์เบาเข้าเกียร์ได้ง่าย ตลอดไปจนถึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยลดอาการล้อหลังสลิปเวลาเชนเกียร์ลงมาเร็ว ๆ ช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างโดดเด่น โดยตัวรถเลือกใช้เฟรมไดมอนเฟรมแบบใหม่ที่ผนวกซับเฟรมมาในตัวมีน้ำหนักเบาเพียง 18.3 กก. เบากว่า CB500X ถึง 10% โดยเคลมน้ำหนักรถพร้อมของเหลวมาที่ 208 กก.เท่านั้น ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้ค Showa SFF-CA แบบหัวกลับ ขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 200 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 190 ม.ม. ซึ่งทั้งคู่สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อซี่ลวดขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ตัวรถมีเทคโนโลยีค่อนข้างครบครันทันสมัยกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Sport, Standard, Rain และ Gravel รวมไปถึงโหมด User ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เอง มีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 ระดับ ควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ แทร็คชันคอนโทรล 5 ระดับพร้อมระบบควบคุมการลอยตัวของล้อมาด้วยเลย ระบบเบรกแบบ Off-road ABS ที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปิดระบบ ABS ที่ด้านหลังเวลาปรับเซ็ตโหมดการขับขี่ในโหมด User ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและระบบไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน และช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ใต้เบาะ Honda XL750 TRANSALP 2023 ถือว่าเป็นทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มีสมรรถนะค่อนข้างดี อ็อปชันค่อนข้างครบครัน ซึ่งคราวนี้ก็ต้องมาดูในส่วนของราคากันบ้างว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่พิกัดใกล้เคียงกันล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1250R 2023

R1250R 2023 เน็กเก็ดขุมพลังบ็อกเซอร์ปรับโฉมใหม่ทันสมัยยิ่งขึ้น สำหรับเน็กเก็ดโรดสเตอร์ขุมพลังบ็อกเซอร์อย่าง BMW R1250R 2023 ก็เป็นโมเดลล่าสุดจากทางค่ายที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสวยงามและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลัก ๆ จะเป็นในเรื่องของดีไซน์ซะมากกว่า แต่ก็มีส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้น เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ สำหรับส่วนที่เปลี่ยนไปในเรื่องของดีไซน์ก็จะเป็นในเรื่องของไฟหน้าที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ตลอดไปจนถึงงเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ก็มีดีไซน์ใหม่ด้วยเช่นกัน และยังได้ดีไซน์ไฟเลี้ยว LED ใหม่อีกด้วย ซึ่งก็จะไปละม้ายคล้ายคลึงกับเน็กเก็ดไบค์รุ่นอื่น ๆ ของทางค่ายนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของครอบท้ายหรือตูดหมดดีไซน์ใหม่ สำหรับขุมพลังหลาย ๆ คนก็น่าจะคุ้นเคย มันคือขุมพลังบ็อกเซอร์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของทางค่าย และยังเป็นเครื่องบล็อกเดียวกับของทาง R1250GS ซึ่งเป็นราชาฝั่งแอดเวนเจอร์ ซึ่งแน่นอนว่าการันตีเรื่องสมรรถนะได้เป็นอย่างดี โดยเครื่องจะเป็น 2 สูบนอนขนาด 1254 ซีซี ผ่าน Euro5 แล้ว แต่ยังให้กำลังแรงม้ามากถึง 136 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดที่ 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีชิฟต์แคมช่วยให้ตัวเครื่องยนต์มีกำลังดีในทุก ๆ ย่านความเร็วรอบ ตลอดไปจนถึงให้กำลังที่สมู้ท ต่อเนื่อง เงียบและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นก็ถือว่ามีการพัฒนาขึ้นมาในส่วนของระบบเบรก โดยระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ซึ่งส่วนที่พัฒนาขึ้นมาคือระบบเบรกแบบ ABS Pro ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาเบรกกะทันหันมากยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้พร้อมกระเดื่องร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งจะเป็นดีไซน์ใหม่ สุดท้ายในเรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีมาให้พอสมควร แม้ไม่จัดเต็มเท่าโมเดลเรือธง แต่ก็ถือว่าให้มาค่อนข้างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานต่าง ๆ ได้ และยังสามารถใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB มีรระบบโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมาให้ด้วยเลย (บ้านเราน่าจะยังไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนี้) ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อื่น ๆ เช่น ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ที่ 3 โหมด พร้อมโหมดใหม่อย่าง ECO โหมด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ส่วนสนนราคาวางจำหน่ายนั้นเริ่มต้นที่ 15,350 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 570,000 บาท หากมาจำหน่ายในไทยราคาก็น่าจะกระโดดขึ้นไปอีกพอสมควรล่ะครับ งานนี้ใครชอบเน็กเก็ดและชอบบ็อกเซอร์โมเดลนี้จัดเป็นทางของคุณแล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GRAND FILANO HYBRID CONNECTED

New Grand Filano Hybrid Connected 2023 สะดวกยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ปรับเปลี่ยนกันอีกครั้งกับ New Grand Filano Hybrid Connected 2023 พรีเมียมสกูตเตอร์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่สวยงามไร้ซึ่งกาลเวลา แต่ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันสมัยใหม่แบบโมเดิร์นที่ตอบโจทย์การใช้งานกับชีวิตทุกเจ็นฯ มาพร้อมแนวคิด Live High in Smart Premium Style ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม โดยในครั้งนี้จุดเด่นใหม่จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งจะตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งความประหยัดและอรรถประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย สำหรับดีไซน์นั้นยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความงามไร้ซึ่งกาลเวลา เส้นสายและส่วนเว้าส่วนโค้งให้ความหรูหราและทันสมัยตามแบบฉบับ ตัวรถมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบ LED มีการดีไซน์เรือนไมล์ใหม่แบบดิจิทัล LCD ด้านบน หน้าจอสี TFT ที่ด้านล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ชัดเจน อ่านค่าได้ง่าย พร้อมไอคอน F-Icon สุดพิเศษประจำซี่รี่ส์ ยังมีเบาะนั่งคนขับที่ราบเรียบนั่งได้สบาย ขณะที่เบาะนั่งคนซ้อนก็สูงขึ้นทั้งยังมาพร้อมมือจับคนซ้อนที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย และยังคงประหยัดขีดสุดด้วยขุมพลัง Blue Core สูบเดียวขนาด 125 ซีซีที่ทั้งแรงและประหยัด ให้กำลังแรง 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีดอัจฉริยะให้อัตราเร่งดีแต่นุ่มนวล และประหยัดได้มากจากระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ใช้สมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ในการช่วยออกตัว ให้ออกตัวได้รวดเร็วนุ่มนวล และระบบสต็อปแอนด์สตาร์ทที่จะช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดมลพิษไปในตัว โดยตัวรถจะให้ถังน้ำมันขนาด 4.4 ลิตร การันตีนการใช้งาน 1 ถังเกินกว่า 200 กม. ช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบอันเดอร์โบน มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปลอดภัยด้วยระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวที่ด้านหน้าพร้อมกับระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ขณะที่ด้านหลังยังเป็นระบบเบรกดรัมเบรกเช่นเดิม สะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบวันพุชสตาร์ท One Push Start ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ สตาร์ทง่าย รวดเร็ว ไร้เสียงมอเตอร์รบกวน ระบบสมาร์ทคีย์ หรือระบบกุญแจอัจฉริยะที่ใช้งานร่วมกับสวิตช์เปิดปิดแบบมัลติฟังก์ชัน ให้คุณปลดล็อกสตาร์ท ดับเครื่อง ปลดล็อกแฮนด์ ปลดล็อกเบาะ และปลดล็อกฝาถังน้ำมันได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ (เฉพาะรุ่น ABS) และทีเด็ดคือระบบ Y-Connect ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น อาทิ แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมลใหม่ และข้อความใหม่ แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และแทร็กกิ้งการเดินทาง ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์การใช้งานด้วยช่องเก็บของขนาด 27 ลิตร สามารถใส่หมวกได้ 2 ใบพร้อมไฟ LED ส่องสว่างให้คุณหาของได้สะดวกขึ้น มีช่องเติมน้ำมันด้านหน้าบริเวณด้านซ้ายให้คุณเติมน้ำมันได้สะดวกไม่ต้องเปิดฝาถัง ไม่ต้องลงจากรถ ขณะที่ด้านขวามีช่องสำหรับใส่ของพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้คุณชาร์จไฟสมาร์ทโฟนหรือแก็ดเจ็ดอื่น ๆ ได้สะดวก   โดยแกรนด์ฟิลาโนไฮบริดคอนเน็กต์จะมีจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ด เบาะสีดำ มี 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้า Classy Blue สีเทา Luxury Gray สีแดง Richy Red และ สีน้ำเงิน Highest Blue ในราคาแนะนำที่ 64,700 บาท รุ่น ABS มาพร้อมสมาร์ทคีย์ เบาะสีน้ำตาล มี 3 สีด้วยกันได้แก่ สีทอง Champagne Gold สีเขียว Royal Green และ สีดำ Million Black ในราคาแนะนำที่69,200 บาท อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

M1000R 2023 เน็กเก็ดตัวตึงจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW

M1000R 2023 เน็กเก็ดตัวตึงจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW สำหรับเจ้า BMW M1000R 2023 คันนี้ ก็ยังมีพื้นฐานมาจาก S1000R โฉมล่าสุด แต่เป็นโมเดลระดับตัวตึงสมดีกรีรหัส M ซึ่งเป็นรหัสที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้านั้นใช้บ่งบอกว่าเป็นโมเดลที่มีความพิเศษเหนือระดับ ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้กับรถยนต์มานานแล้ว และได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งเจ้าตัวตึงคันนี้ก็จะเหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบออกเที่ยวไปตามถนนหนทางไกล ขณะเดียวกันก็สามารถเอามาขับขี่ได้ในสนามได้อย่างไม่เคอะเขินเลยล่ะครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ในส่วนของดีไซน์นั้นก็ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ S1000R อยู่มาก โดยจะมีจุดสังเกตที่เห็นถึงความแตกต่างกันชัดเจนตรงที่โมเดล M R จะมีวิงก์เล็ตหรือว่าปีกนั้นเอง กระจกแบบติดปลายแฮนด์ พร้อมการยิงเลเซอร์แผงคอเป็นโลโก้รุ่นรถ และลายกราฟิกที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย รวมไปถึงดีเทลพิเศษตามจุดต่าง ๆ อีกหลายจุด ทั้งนี้เจ้าปีกที่ว่าช่วยให้ขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดียิ่งขึ้น อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะช่วยสร้างแรงกดมหาศาลที่ล้อหน้า ช่วยให้ล้อหน้ายังคงเกาะพื้นถนนเวลาเปิดคันเร่งหนัก ๆ นั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์ก็จะเป็นเครื่องจากพื้นฐานของเจ้าดับเบิ้ลอาร์ โดยจะยังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ ซึ่งบล็อกนี้จะให้กำลังมากกว่าเจ้าซิงเกิ้ลอาร์อยู่มากถึง 45 แรงม้าเลยทีเดียว ส่วนแรงบิดจะมากสุดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ซึ่งน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย และยังมีเรดไลน์มากขึ้นเป็น 14,600 รอบ ให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแทร็กได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับจูน ทั้งยังมีการปรับอัตราทดเกียร์เสียใหม่ ให้เกียร์ 2, 4, 5 และ 6 สั้นลง เพื่อให้มีอัตราเร่งและการยึดเกาะที่ล้อหลังดียิ่งขึ้น ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างนั้นก็จะถูกปรับเซ็ตมาให้เหมาะกับการใช้งานแบบเน้นซิ่งทั้งในแบบของถนนโล่ง ๆ ต่างจังหวัดและในแบบสนามแข่งให้สมกับเป็นสปอร์ตเน็กเก็ดตัวตึงของทางค่าย โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 45 ม.ม.พร้อมแกนสไลด์โช้คสีดำ ซึ่งสามารถปรับการทำงานของสปริงโช้คผ่านการทำงานของระบบไดนามิกแดมปิ้งคอนโทรลได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนของระบบเบรกนั้นมีการอัพเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยคาลิเปอร์เบรก M Brake ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์จากรถแข่งทีมโรงงานของ BMW ในศึก WorldSBK โดยตรง ซึ่งจะมาพร้อมสีน้ำเงินและโลโก้ M ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ทั้งนี้ยังมีปั๊มเบรกบนแบบเรเดียลใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่อีกด้วย ตลอดไปจนถึงล้อฟอร์จอลูมิเนียมน้ำหนักเบาให้เหมาะกับการใช้ขับขี่ในสนามให้มากขึ้นอีกด้วย   สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีนั้นก็ถือว่ามีการเพิ่มสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเช่นกัน โดยจะมีระบบเบรกสไลด์แอสซิสต์เพิ่มเข้ามาช่วยเวลาขับขี่ในสนามให้ผู้ขับขี่สไลด์เข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่เป็นของใหม่ นอกจากนี้แล้วยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อีก เช่น โหมดการขับขี่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Rain, Road, Dynamic, Race และ Race Pro 1 – 3 ระบบไดนามิกแทรน็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบช่วยออกตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และอื่น ๆ ซึ่งก็ถือได้ว่าค่อนข้างครบครันเลยล่ะครับ ส่วนสนนราคานั้นเปิดตัวเริ่มต้นที่ 22,600 ยูโรหรือราว ๆ 833,000 บาท ส่วนตัวคาดว่ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็คงจะทะลุหลักล้านเป็นแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก