
ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์โลกถูกบันทึกขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายนปี 2026 เมื่อค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Nissan ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่กำลังมาแรงอย่าง Chery ในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อทำสัญญาจ้างผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ณ โรงงานซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ซึ่งเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร ข้อตกลงนี้ระบุว่าสายการผลิต Line 1 ที่เคยว่างเว้นและอยู่ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างต้นทุนของนิสสัน จะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นฐานการประกอบรถยนต์ของแบรนด์จีนแทน โดยคาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตอย่างเป็นทางการได้ภายในปีงบประมาณ 2027
การพึ่งพากันระหว่างสองค่ายในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน กำลังเดินเกมบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ยิ่งไปกว่านั้น ดีลนี้จะช่วยรับประกันความมั่นคงของอัตราการจ้างงานของพนักงานกว่า 6,000 คนในโรงงานซันเดอร์แลนด์ ซึ่งตัวโรงงานทั้งหมดจะยังคงอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์และการบริหารงานของนิสสันร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางตรงกันข้าม การเปิดพื้นที่ให้แบรนด์จีนเข้ามาแชร์ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ย่อมกลายเป็นทางลัดสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ญี่ปุ่นสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินในตลาดยุโรปเอาไว้ได้
วิกฤตผลประกอบการ แรงผลักดันให้ Nissan ต้องเปลี่ยนคู่แข่งเป็นพันธมิตร
การตัดสินใจเปิดพื้นที่โรงงานของ ให้กับผู้เล่นจากจีน เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทประสบมรสุมทางธุรกิจอย่างหนัก โดยรายงานผลประกอบการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุว่าบริษัทต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสุทธิสูงถึง 5.33 แสนล้านเยน (ประมาณ 3.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบประมาณ 2025 ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายทั่วโลกที่ชะลอตัวและแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้องประกาศยุบรวมสายการผลิตของตนเอง ทั้งรุ่น Juke และ Qashqai ไปไว้ที่ Line 2 เพียงไลน์เดียวเพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ที่ก่อนหน้านี้ลดต่ำลงเหลือเพียงราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ในทำนองเดียวกัน การปล่อยให้สายการผลิต Line 1 ว่างเปล่าจะยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาโดยสูญเปล่า เพราะเหตุนี้จึงเลือกแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อกระแสเงินสดด้วยการดึงกลุ่มทุนจีนอย่าง Chery เข้ามาเสียบแทน ในขณะที่ฝั่งแบรนด์จีนเองก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยสถิติยอดขายรวมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 ที่พุ่งทะลุเกิน 1.1 ล้านคัน การคว้าสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ไลน์ประกอบเดิมของนิสสันจึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขยายตลาดโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด
ตารางเปรียบเทียบสถิติศักยภาพและสถานการณ์ของทั้งสองแบรนด์ในปี 2026
| รายละเอียดข้อมูล | Nissan Motor (ประเทศญี่ปุ่น) | Chery Group (ประเทศจีน) |
| ผลประกอบการล่าสุด | ขาดทุนสุทธิ 5.33 แสนล้านเยน (ปีงบประมาณ 2025) | ยอดขาย 5 เดือนแรกปี 2026 ทะลุ 1,100,921 คัน |
| เป้าหมายในดีลนี้ | ลดต้นทุนคงที่ และเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่โรงงาน | ตั้งฐานการผลิตถาวรในอังกฤษเพื่อขยายตลาดยุโรป |
| สิทธิ์การครอบครอง | เป็นเจ้าของโรงงานและพนักงาน 100% ตามเดิม | จ้างผลิตรถยนต์ในสายการผลิต Line 1 |
| แบรนด์ที่เกี่ยวข้อง | Leaf, Juke, Qashqai (ย้ายไป Line 2) | Omoda, Jaecoo, Lepas, Chery SUV |
| กำหนดการเริ่มต้น | ปีงบประมาณ 2027 | ปีงบประมาณ 2027 |
วิเคราะห์เชิงอุตสาหกรรม โมเดลธุรกิจใหม่เพื่อความอยู่รอด
ความน่าสนใจของยุทธศาสตร์เลือกใช้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจยานยนต์ในอนาคตที่เส้นแบ่งของความเป็นคู่แข่งเริ่มจางลง การเปลี่ยนผ่านโรงงานซันเดอร์แลนด์ให้กลายเป็นพื้นที่รับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น การดึงกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาแชร์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ร่วมกัน ยังช่วยลดแรงกดดันจากซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะต้นทุนพลังงานพุ่งสูงในอังกฤษ
การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินและความเร็วจากฝั่งจีนเข้ามาร่วมสนับสนุน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ให้ได้ 1.3 ล้านคันต่อปีภายในปี 2035 ซึ่งโมเดลการทำงานร่วมกันของนิสสันในครั้งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้ค่ายรถยนต์ตะวันตกรายอื่นนำไปปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ การรักษาฐานการผลิตที่ซันเดอร์แลนด์เอาไว้ยังมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว เนื่องจากแบรนด์ยังคงมีแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง All-new Leaf รวมถึงรุ่นทดแทนอื่นๆ ในอนาคต การมีพันธมิตรเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของโรงงานในช่วงเวลาที่แบรนด์กำลังเร่งฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นหมากเกมที่สร้างความได้เปรียบและลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างยอดเยี่ยม

การปรับพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญสู่เสถียรภาพในอนาคต
บทสรุปของข้อตกลงประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ระบุชัดเจนว่า Nissan กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริหารจัดการองค์กรที่เน้นความยืดหยุ่นและผลกำไรสูงสุด การเปิดโรงงานซันเดอร์แลนด์ให้แบรนด์จีนเช่าสายการผลิตคือทางออกที่สมเหตุสมผลในการแก้วิกฤตต้นทุนคงที่ ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาตำแหน่งงานและโครงสร้างพื้นฐานอันล้ำค่าในยุโรปเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
หากต้องการติดตามบทวิเคราะห์สถานการณ์ยานยนต์โลกที่ลึกและแม่นยำในทุกแง่มุม สามารถติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่เพจ Superbike X Superdrive (https://www.facebook.com/SuperBikeMagazineTH) เพื่อรับข้อมูลข่าวสารอัปเดตที่จะทำให้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในโลกแห่งความเร็ว























