
รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ เจาะลึกเปลี่ยนเกมตลาด 2026 ไปไกลแค่ไหน?
รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V4 ระบบ AI อัจฉริยะ และการเป็นผู้นำตลาดรถไฟฟ้าที่กำลังเขย่าบัลลังก์ค่ายญี่ปุ่น
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V4 ระบบ AI อัจฉริยะ และการเป็นผู้นำตลาดรถไฟฟ้าที่กำลังเขย่าบัลลังก์ค่ายญี่ปุ่น

New Honda Giorno+ โฉมล่าสุด มาพร้อม 7 เฉดสีใหม่ สไตล์ Modern Classic เครื่องยนต์ eSP+ 125 ซีซี ราคาเริ่มต้น 63,700 บาท

Wuling Aishang A100C รถไฟฟ้าขนาดเล็ก 4 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดจากจีน ดีไซน์หน้าบึ้งสุดกวน วิ่งไกล 220 กม. เริ่มต้นเพียง 1.7 แสนบาท

ล่าตัว “โรคจิต PCX” ตระเวนจับหน้าอกสาวจอมเทียน เชื่อคนเดียวกับคดีเขาพระตำหนัก สถานการณ์ความปลอดภัยของผู้หญิงในเมืองพัทยากำลังอยู่ในขั้นสีแดง เมื่อสื่อใหญ่หลายสำนักพร้อมใจกันรายงานข่าวการอาละวาดของ “โจรโรคจิต” ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการตระเวนก่อเหตุลวนลามหญิงสาวไปทั่วเมือง โดยล่าสุดมีการระบุพาหนะที่ใช้ก่อเหตุชัดเจนว่าเป็นรถยอดนิยมรุ่น Honda PCX แฉ! “โรคจิต PCX” อาละวาดจอมเทียน รายงานจากเว็บไซต์ เดลินิวส์ (DailyNews) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ระบุว่า ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวในเมืองพัทยาต่างตกอยู่ในอาการหวาดผวาหลังเกิดเหตุคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ PCX (ไม่ทราบสีและทะเบียนแน่ชัด) ก่อเหตุไล่จับหน้าอกผู้หญิงกลางวันแสกๆ เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นกับ น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ภายใน ซอย 8 จอมเทียนสายสอง ต.หนองปรือ โดยคนร้ายได้ขี่รถทำทีเป็นนักท่องเที่ยวเข้าประชิดตัว ก่อนฉวยโอกาสใช้มือจับที่หน้าอกของเธอแล้วเร่งเครื่องหลบหนีไป ทิ้งให้ผู้เสียหายยืนตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย้อนรอย: จาก “บีบก้น” ที่เขาพระตำหนัก สู่ “จับหน้าอก” ที่จอมเทียน ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน (24-25 ม.ค.) Ch7HD News และสื่อท้องถิ่น ได้รายงานเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นบริเวณ สวนสาธารณะเขาพระตำหนัก พัทยาใต้ โดยเหยื่อเป็นหญิงสาวที่ไปวิ่งออกกำลังกาย ถูกชายสวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบและเอื้อมมือมา “บีบก้น” ก่อนหลบหนี จากการประมวลพฤติกรรมและเส้นทางการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายในทั้งสองคดี “น่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน” ที่ย้ายจุดก่อเหตุไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม และมีความย่ามใจก่อเหตุถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตำรวจเร่งเช็กกล้องล่าตัว ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา และ สภ.หนองปรือ กำลังเร่งประสานข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อแกะรอยเส้นทางหลบหนีของรถ PCX คันดังกล่าว โดยคาดว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในเร็วๆ นี้ จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ต้องเดินทางคนเดียวในพื้นที่เปลี่ยวหรือซอยแคบ เพิ่มความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษจนกว่าจะจับกุมคนร้ายรายนี้ได้ แหล่งข้อมูลอ้างอิง (Source Links): เดลินิวส์ (DailyNews): https://www.dailynews.co.th/news/5542633/ Ch7HD News: https://news.ch7.com/detail/852621 Ch7HD (ข่าวเด็ด 7 สี): https://news.ch7.com/detail/852116

ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชาวสองล้อและพี่น้องไรเดอร์ที่หารายได้ผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถทุกคน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญกับเจ้าของเพจและยูทูบเบอร์สายไรเดอร์ชื่อ “โก๋ โฟม ล่องลอย”

Zontes 703T รถมอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์ 3 สูบเรียง 95 แรงม้า วางจำหน่ายในจีน เจาะลึกออปชัน Brembo, Marzocchi และราคาที่คุ้มค่าที่สุดในคลาส

MV Agusta Superveloce 1000 Ago ขาย 83 คันพร้อมของแถมสุดเร้า!! ? MV Agusta Superveloce 1000 Ago ซูเปอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุดพึ่งเปิดตัวเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 80 ปี มาพร้อมกับความพิเศษแบบลิมิเต็ดอิดิชันเพื่อสดุดีแด่ตำนานแชมป์โลกตลอดกาลอย่าง Giacomo Agostini (Ago) นักบิดชาวอิตาลีผู้สร้างแชมป์กรังปรีซ์มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนผลิตเพียง 83 คันทั่วโลก Giacomo Agostini ตำนานจุดสูงสุดตลอดกาล กับตำนาน Superveloce 1000 Ago ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่นักแข่งตำนานชาวอิตาลีอย่าง Giacomo Agostini หรือรู้จักกันในนาม “Ago” ผู้ปลุกปั้นกระแสแห่งยุคของแข่งขันสองล้อมาตั้งแต่ปี 1949 และสิ้นสุดในปี 1977 รวมระยะเวลา 14 ฤดูกาล สามารถคว้าชัยโพเดี้ยมอันดับหนึ่งถึง 122 ครั้ง พร้อมสะสมแชมป์โลกไปได้ถึง 15 สมัย (แบ่งเป็น 7 สมัยในรุ่น 350 ซีซี และ 8 สมัยในรุ่นพรีเมียร์คลาส) ซึ่งไม่มีใครสามารถสามารถเทียบชั้นกับแชมป์โลกคนนี้ได้เลย หากนับแชมป์ที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คงเป็น วาเลนติโน่ รอซซี่ ที่ชัยชนะถึง 115 ครั้ง โดย Agostini เป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้กับทีม MV Agusta กับการคว้าแชมป์โลกถึง 13 สมัยด้วยตัวแข่งค่ายอิตาลี และยังเอาชนะในรายการ Isle of Man TT สุดโหดได้มากถึง 10 ครั้ง แน่นอนว่าผลงานแชมป์โลกดังกล่าวล้วนสร้าง Value ครั้งสำคัญให้กับแบรนด์ไปอย่างเต็ม ๆ งานพรีเมียมสุด “ลิมิเต็ด” สำหรับโมเดลเจ้าซูเปอร์เวโรเช่รุ่นนี้ ยังคงยึดการออกแบบโดยใช้พื้นฐานมาจากเจ้า Superveloce 1000 Serie Oro รุ่นไฮเฮนด์ ได้รับการตกแต่งพิเศษทั้งลวดลายกราฟิกสีเงิน – แดง สะท้อนตำนานรถแข่งของ Agostini พร้อมประดับนัมเบอร์ 1 ไว้ด้านข้างแฟริ่งประกอบกับงานโครงสร้างตัวถังและชิ้นส่วนเป็นเนื้อวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เต็มระบบ และติดนัมเบอร์ซีเรียลทำจากทองคำตรงบริเวณแผงคอประดับไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับงานพิเศษในจุดอื่น ๆ อาทิ เบาะหนังอาคันทารา ก้านเบรก/คลัตช์ งาน CNC งานปั๊มจาก Brembo โช้คอัปหน้า-หลังและกันสะบัด Ohlins ท่อ Akapovic ล้อซี่ลวดแบบทูปเลสออกแบบมาเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น ยาง Pirelli Diablo Supercorsa และสุดพิเศษกับกุญแจสลักเหรียญโลหะที่มาจากชิ้นส่วนถ้วยแชมป์โลกนั่นเอง ถือว่าเซอร์วิสสาวกแฟน ๆ แบบสุด ๆ Data / Spec เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 998 ซีซี แรงม้า (เคลม) 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบต่อนาที (Max Speed 300 km/h) แรงบิด (เคลม) 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 79 x 50.9 มม. อัตราส่วนการอัด 13.4 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Fuel injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ขนาดยางและล้อหน้า 120/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน ขนาดยางและล้อหลัง 200/55-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins MIX EC ปรับไฟฟ้า ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins EC TTX ปรับไฟฟ้า เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์จาก

ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ หวังคืนฟอร์มที่มูเจลโล เซ่น DNF 3 เรซติด ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสจากทีมโรงงานยามาฮ่า ‘Monster Energy Yamaha MotoGP’ ออกมาตั้งเป้าผลงานก่อนการแข่งขันที่สนามมูเจลโลประเทศอิตาลี หลังจากที่การแข่งขันก่อนหน้านี้ถึง 3 สนามเจ้าตัวไม่สามารถจบการแข่งขันได้เลย ‘เราจะทุ่มเททุกอย่างที่เรามี’ เป็นเหมือนคำมั่นของเจ้าตัวในช่วงก่อนการแข่งขัน ซึ่งในปัจจุบันตำแหน่งในตารางคะแนนแชมป์โลก ‘เอลดิอาโบล’ อยู่ในอันดับ 10 สะสมได้ 59 คะแนน ตามหลังอันดับที่ 1 อย่างมาร์ก มาร์เกซ อยู่ที่ 174 คะแนน ย้อนกลับไปในการแข่งขันสนามที่ 5 ของฤดูกาล สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ‘เอลดิอาโบล’ กลับขึ้นโพเดียมได้สำเร็จด้วยการคว้าโพเดียมอันดับสอง แต่หลังจากนั้นก็เหมือนโชคชะตาจ้องจะทดสอบความอดทนยังไงอย่างนั้นเริ่มต้นจากสนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศสเจ้าตัวพลาดท่าล้มเพราะฝนตก ถัดมากับการแข่งขันในสนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เจ้าตัวก็ต้องจำเป็นที่จะต้องออกจากการแข่งขันไปเนื่องจากระบบ ride-height ของตัวรถเกิดขัดข้อง ไม่เพียงแค่นั้นกับการแข่งขันในสนามล่าสุด ผลงานยังคงย่ำแย่ต่อเนื่องที่อารากอน ซึ่งเป็นสนามที่มีแรงยึดเกาะต่ำ โดยเจ้าตัวล้มในช่วงท้ายสุดของการแข่งขัน ซึ่งหลังจบการทดสอบที่สนามอารากอน ทางทีมโรงงานยามาฮ่าก็ได้ใช้เวลาในการพัฒนาตัวแข่งของทีมเพื่อให้สามารถสู้กับค่ายอื่น ๆ ได้อย่างสูสี โดยการแข่งขันในสนามมูเจลโลนี้ทางค่ายอาจมีการใช้อะไหล่ใหม่ที่อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน “จากการทดสอบที่อารากอน เราเห็นว่าบางชิ้นส่วนที่ลองใช้นั้นดูมีแนวโน้มว่าจะได้ผลดีที่มูเจลโลด้วย ดังนั้นผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองอีกครั้งที่นี่” “ผมชอบสนามนี้มาก และโดยทั่วไปแล้วพื้นสนามที่นี่จะมีแรงยึดเกาะดีกว่าอารากอนด้วย มารอดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนว่าเราจะทุ่มสุดตัวเหมือนเช่นเคย” เหล่านักแข่งทีมโรงงานยามาฮ่าจะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FUCHS Silkolene สนับสนุนรุ่น SuperBike 1000CC นักแข่งได้อะไร? FUCHS Silkolene แบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องชื่อดังจากประเทศเยอรมนี ซึ่งในการแข่งขันรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ทางแบรนด์ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการ โดยเข้ามาสนับสนุนในรุ่นของ ‘คลาสพันซีซี’ โดยใช้ชื่อการแข่งขันในรุ่น ‘FUCHS Silkolene Superbike 1000CC’ แน่นอนว่าการแข่งขันการภายในแทร็คถือเป็นสมรภูมิประลองความเร็ว และสมรรถนะขั้นสูงสุดของโลกสองล้อ ซึ่งนอกจากนักแข่ง รถแข่ง และทีมช่างแล้ว “น้ำมันเครื่อง” ก็คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการแข่งขันอยู่ไม่น้อย โดยในบทความนี้จะมาเล่าให้ผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจว่าการที่แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกเข้ามาร่วมสนับสนุนในหนนี้ ‘เหล่านักแข่ง’ จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ? ซึ่งการเข้ามาร่วมสนับสนุนของแบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกนี้ไม่ได้เข้ามาเพียง ‘แปะโลโก้’ แต่มาพร้อมเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องสุดพรีเมียมที่จะช่วยให้เหล่านักแข่งสามารถรีดพละกำลังของตัวแข่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น FUCHS Silkolene คือใคร แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องระดับโลกแบรนด์นี้มีจุดกำเนิดจากประเทศเยอรมนี ที่ได้ทำการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นชนิดพิเศษ รวมไปถึงน้ำมันเครื่องประสิทธิภาพสูง จากสนามแข่งระดับโลกที่ผลิต วิจัย และพัฒนา เพื่อรถจักรยานยนต์แบบ 100% แน่นอนว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ต้องขอบอกเลยว่าในการแข่งขันระดับโลก แบรนด์น้ำมันเครื่องเจ้านี้ยังเข้าร่วมสนับสนุนในรายการต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น MotoGP, World Superbikes, British Superbikes และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งทีม Motocross และ Karting ซึ่งก็ถือว่าครอบคลุมในการแข่งขันชั้นนำทั้งหมด เพราะสนามแข่งคือ Tester ที่ดีที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมนีแบรนด์นี้ไม่เพียงแค่คิดค้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ของน้ำมันเครื่องแบรนด์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องแลปเพียงอย่างเดียวแต่ต้องพิสูจน์จริงใน “สนามแข่ง” ที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้ความรุนแรงสูงสุด เพราะทุกการแข่งขัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงสนาม ‘ต้องใส่สุด’ เครื่องยนต์ต้องทำงานด้วยรอบสูงอย่างต่อเนื่อง มีแรงบิด และแรงม้ามหาศาล การเร่งความเร็ว การเบรก การเอียงรถเข้าโค้ง ทุกองค์ประกอบล้วนสร้างภาระอย่างหนักให้กับน้ำมันเครื่อง ดังนั้น การเข้าสนับสนุนการแข่งขันนี้จึงเท่ากับการนำสูตรน้ำมันที่ดีที่สุดของทางแบรนด์ลงไปทดสอบในสนามจริง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวช่วยยืนยันได้ว่าสินค้าที่วางจำหน่ายนั้น “ผ่านสนาม” มาแล้ว ไม่ใช่แค่ผ่านมาตรฐาน ได้เข้าถึงประสิทธิภาพระดับสูงสุดของการแข่งขัน เพราะการแข่งขันการที่ตัวแข่งมีสมรรถนะดีนั้นก็คงไม่พอ แต่ต้อง ‘เสถียร’ ด้วย ซึ่งเหล่านักแข่งภายในงาน SuperBikeMag.com Trackday&Trophy ก็ล้วนแต่เป็นกลุ่มผู้ขับขี่ และนักแข่งที่มีความรู้ เข้าใจในเทคโนโลยีการแข่งขันอยู่ไม่น้อย พร้อมหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวแข่งสำหรับใช้ในการแข่งขัน ซึ่งการเข้ามาสนับสนุนในสนามนี้ทำให้ทางแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นนักแข่ง ทีมแข่ง ร้านเซอร์วิส หรือผู้ขับขี่ทั่วไปที่หลงใหลในความแรง เร้าใจ หรือผู้ที่พร้อมรีดกำลังเครื่องยนต์อย่างสูงสุด น้ำมันที่ทนทานต่อความร้อน ไม่เสื่อมในช่วงท้ายเรซ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเร็วรอบสม่ำเสมอ และป้องกันปัญหาเครื่องยนต์พังในจังหวะสำคัญ ไม่เพียงแค่นำเสนอสิ่งดี ๆ ให้กับเหล่านักแข่ง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในฐานะ “พาร์ทเนอร์ด้านสมรรถนะ” ที่ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น “สนามแข่งไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่โฆษณา แต่มันคือพื้นที่ที่แบรนด์ต้องแสดงศักยภาพจริง” สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ใช้งาน สิ่งที่สนามแข่งให้นอกเหนือจากชื่อเสียง และผลลัพธ์ในวันแข่งขัน อีกหนึ่งอย่างที่เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ความเชื่อมั่น” เมื่อน้ำมันเครื่องผ่านสนามที่โหดที่สุด และยังได้รับการเลือกใช้จากนักแข่งระดับแชมป์ ก็เท่ากับเป็นการการันตีคุณภาพจากผู้ใช้งานจริงในสถานการณ์จริง ผู้บริโภคทั่วไปจึงมั่นใจได้ว่า น้ำมันเครื่องในขวดเดียวกับที่นักแข่งใช้บนแทร็ก ก็พร้อมปกป้องเครื่องยนต์ของคุณในทุกวัน และการที่แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกค่ายนี้เข้ามาสนับสนุนรุ่นการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่มาเพียงแค่การนำเสนอโลโก้ แต่คือการลงสนามร่วมกันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับการเข้าถึงกลุ่มที่ต้องการรีดประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องสูงสุด และสร้างความมั่นใจในแบรนด์อย่างยั่งยืน และที่สำคัญแบรนด์น้ำมันเครื่องสัญชาติเยอรมนีรายนี้จะเข้ามาร่วมสนับสนุนในการแข่งขันรุ่น SuperBike 1000CC ในการแข่งขันรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ทั้งสามสนาม เตรียมพบกับแบรนด์น้ำมันเครื่องแบรนด์นี้ได้ในสนามที่ 2 ของฤดูกาลวันที่ 8-10 สิงหาคมนี้ สำหรับใครที่สนใจอยากจะลองหามาใช้ ก็สามารถสอบถาม ได้ที่ห้างร้านต่าง ๆ ใกล้บ้านท่านได้เลย มีหลายเกรด หลายรุ่น พร้อมรีดพละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ของเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NOLAN Helmets เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ประจำปี 2025 โดยการออกแบบครั้งนี้เน้นไปให้หมวกกันน็อคมีความเป็นแฟชั่นมากยิ่งขึ้น

Combat F-117 Fighter มอเตอร์ไซค์มือสอง ราคาเกือบ 3 ล้าน! รอดพ้นจากมือนักสะสม มาโผล่ในตลาดรถมือสองได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับโมเดลจากสำนักคัสตอม Combat Motors อย่าง Combat F-117 Fighter โดยทางเว็บไซค์ Pro Italia Motorcycle พร้อมเปิดเคาะราคาให้เป็นเจ้าของในราคาที่ 72,999 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 2.7 ล้านบาท (มือหนึ่งขายราคาที่ 125,000 ดอลล่าร์หรือประมาณ 4.6 ล้านบาท) หากใครที่เป็นแฟน ๆ สาวกโร้ดสเตอร์อิดิชันสุดพิเศษและอยากสะสมไว้ก็ต้องก็พิจารณารุ่นนี้กันแล้ว สำหรับเจ้า F-117 Fighter รุ่นนี้นับว่าเป็นโมเดลที่น่าสะสมไม่ใช่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้สร้างออกมาเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ซึ่งนอกจากเครื่องยนต์ S&S X Wedge V-Twin ที่ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดีไซน์ของมันก็ช่างสวยงามราวกับงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกถูกออกแบบและยังแฝงไปด้วยความดิบเปลือยอันบ้าคลั่งที่ดูล้ำสมัยไม่ตกยุค อักษรรุ่น ครอบกรองอากาศ ครอบถังน้ำมัน เรือนไมล์อนาล็อก ด้วยชิ้นส่วนโครงสร้างตัวรถที่ออกแบบด้วยวิศวกรรมชั้นสูงและใช้แบบเดียวกันกับรุ่น P-51 Figther ด้วยงาน CNC จากบล็อกเหล็กแท่งอลูมิเนียมเกรด 6061 และ 7075 ซึ่งเป็นเกรดอากาศยานระดับสูง ให้ความแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกเก็บดีเทลรายละเอียดงานต่าง ๆ อย่างประณีต อีกทั้งยังดูสวยงามด้วยแฟริ่งบริเวณบังโคลน ครอบท่อและครอบโซ่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงฝาครอบแคร้งเครื่อง ครอบคลัตช์ ครอบกรองและครอบถังน้ำมันแบบใส ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรือนไมล์แบบอนาล็อกผสมดิจิทัลประกอบกับงานเลเซอร์ประดับชื่อรุ่นไว้ตรงบริเวณถังน้ำมัน แถมใช้เบาะสั้นชิ้นเดียวฝังไฟท้ายออกมาดูสวยงาม เครื่องยนต์ S&S X Wedge 117 V-Twin ทริปเปิ้ลแคมชาฟต์ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 1,917 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 5,100 รอบ แรงบิดสูงสุด 162.7 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันขนาด 16.25 ลิตร แถมเคลมท็อปสปีดมามากกว่า 250 กม./ชม. เรียกว่าพร้อมบินตั้งแต่ออกตัวเลยทีเดียว โช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมคอยล์สปริง โช้คเดี่ยวซับแทงค์ ด้านหลังร่วมกับกระเดื่อง ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ Blackstone TEK (BST) ดิสก์เบรกด้านหน้า 4 ลูกสูบ ช่วงล่างจัดมาให้สวย ๆ เช่นกันและน่าสนใจเลยไม่น้อย ด้วยระบบกันสะเทือนจาก Race Tech โดยโช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบนพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ด้านหลังร่วมกับกระเดื่องและสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ สวมด้วยดับเบิ้ลดิสก์เบรกหน้าหลังพ่วงคาลิเปอร์ด้านหน้า 4 ลูกสูบและด้านหลังขนาด 4 ลูกสูบ เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้นด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก Blackstone TEK (BST) หน้า-หลังขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว รัดด้วยยางสายฟ้า Pirelli Dlablo Rosso III ขนาดไซส์ 120/70 และ 240/45 ตามลำดับ รวมน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 254 กก. แต่อย่างว่ารถแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เพราะมือหนึ่งไม่มีขายแล้ว ก็ต้องลองพิจารณากันดู สำหรับรถคัสตอมสูบวีสุดล้ำจากอเมริกัน พร้อมของแต่งรอบคันและไม่เหมือนใคร ถือว่าเป็นแรร์ไอเท็มที่น่าสะสมทีเดียว หากใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ คลิ๊กที่นี่ สำหรับโมเดลรุ่นอะไรที่น่าสนใจในครั้งต่อไปก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก SuperBike ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda MotoGP หลังจบปี 2024 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติสเปนอย่าง Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda ในการแข่งขัน MotoGP หลังจากจบฤดูกาล 2024 กลายเป็นการจบความร่วมมือกันสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ยาวนานและโดดเด่นที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว หากจะย้อนประวัติศาสต์กันไปแล้วล่ะก็ Repsol นั้นกลายเป็นมาเป็นชุดสีนึงของ Honda ตั้งแต่ Honda NSR500 ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกในระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 1995 โดยมี Mick Doohan และ Alex Criville เป็นคนควบให้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ความสัมพันธ์ของสองแบรนด์นั้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือกันของคู่ก่อให้เกิดแชมป์โลกทั้งหมด 15 สมัย ชัยชนะในเรซแข่งขันมากถึง 183 เรซ และอีก 455 โพเดียม อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Marc Marquez แยกทางออกไปหลังจบฤดูกาล 2023 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ก็เริ่มการกระชับสัญญาเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน และนั่นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกับชุดสีของ RC213V รถแข่งในปี 2024 ที่มี Luca Marini และ Joan Mir เป็นนักแข่งให้ ซึ่งสังเกตได้ว่าโลโก้ของ Honda นั้นใหญ่กว่าของ Repsol กว่าปีที่ผ่าน ๆ มา การเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะการจากไปของแชมป์โลก 8 สมัย ที่เคยอยู่ร่วมกันมานานกว่า 12 ปี ไปยัง Gresini Ducati และเมื่อเขาออกไป Honda ยังเสียการสนับสนุนจากทาง Red Bull ไปด้วย ขณะนี้ทางค่ายรถเองก็น่าจะมีข้อเสนอจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้สนับสนุนในปี 2025 แต่ทาง Repsol เองต้องการที่จะโฟกัสในเรื่องของการโปรโมตน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกแทน ซึ่งทางเรปโซลเองเชื่อว่าจะยังสามารถเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของตัวเองเข้ากับการแข่ง MotoGP ในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะได้เป็นผู้สนับสนุนเรื่องน้ำมันทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า เรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่นั้นเป็นกติกาใหม่ที่ถูกบังคับใช้ขึ้นในปีนี้ โดยจะต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 40% และในปี 2027 ตัวเลขนี้จะกลายเป็น 100% หรือจะไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไปนั่นเอง งานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปล่ะครับว่า Honda จะมีสปอนเซอร์รายใหญ่เป็นใคร และจะส่งผลต่อรูปลักษณ์ของรถแข่งในฤดูกาลหน้าอย่างไรบ้าง และแน่นอนว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็อาจจะได้รุ่นรถสปอร์ตในลวดลายทีมแข่ง MotoGP ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ Repsol บ้าง โดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่ชอบสีส้ม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 552X ทำหน้า อัปไซส์ ให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางใน เปิดตัวใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่สีใหม่สักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางตัวยอดนิยมเชื้อสายอิตาลีอย่าง Benelli TRK 552X ที่ครั้งนี้หมอ เอ้ย วิศวกร ได้ทำการทำหน้า อัปไซส์ แถมให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางในมาให้ด้วยเลย บอกเลยว่ารอบนี้ทำมาได้ถูกใจสาวกสายลุยจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปโฉมที่ทำให้ดูหล่อขึ้นนั้นคือการทำหน้ามาใหม่ โดยอัปเกรดจากหลอดฮาโจเจนแบบเดิมมาเป็นระบบไฟ LED แล้ว ชิลด์หน้ามีขนาดใหญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจมูกก็โด่งขึ้น เอ้ย ปากนกโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แฟริ่งหน้าและแฟริ่งข้างถังน้ำมันก็ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้ดูบึกบึนมากขึ้น แต่ส่วนท้ายรถเองนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในส่วนของการอัปไซส์นั้น มีการเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงให้กลายเป็น 550 ซีซี ทำให้มีกำลังแรงขึ้นเป็น 60 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร ซึ่งถ้าตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ทรงพลังที่สุดในเซ็กเมนต์นี้เลย ส่วนช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนจากทาง Marzocchi ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ทั้งระบบ โดยมีล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว ด้านหลัง 17 นิ้ว ซึ่งอาจจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย เพราะถ้าให้ล้อซี่ลวดที่เหมาะกับออฟโร้ดมาแล้วก็ควรจะเป็นล้อ 21 นิ้วไปเลยสำหรับในส่วนของล้อหน้า ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาให้พร้อมระบบเชื่อมต่อกับมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ มีโหมดหน้าจอแสดงผลหลากหลายโหมด มีระบบตรวจวัดลมยาง ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล และมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ปะกับแฮนด์ดูหรูหราผิดคลาส ทว่าน่าเสียดายที่ตัวรถไม่มีระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือว่าโหมดการขับขี่มาให้ สุดท้ายนี้ก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน คาดว่าราคาก็น่าจะแพงขึ้นจากโมเดลปัจจุบันที่ขายในไทยขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนท่านที่สนใจ เราได้ทำตารางเปรียบเทียบสเปกคร่าว ๆ มาให้ว่าคู่แข่งในบ้านเราตอนนี้มีรุ่นไหนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R20 Concept พี่เบิ้มคันงาม สัญญาณบอกใบ้พิกัดใหม่ ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิลยูโมโตราดได้ทำการเผยโฉมเจ้า BMW R20 Concept คอนเซ็ปต์ไบค์คันงามที่เฉลิมฉลองความเป็นเลิศในงานฝีมือและนำเสนอการออกแบบที่สื่อถึงความเท่และความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตลอดไปจนถึงความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด หล่อเท่ ไฮคลาส นั่นคือคำนิยมของคอนเซ็ปต์ไบค์ไซส์เบิ้มที่สุดของทางค่ายเท่าที่เคยมีมา มันคือมอเตอร์ไซค์ที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในรูปลักษณ์ที่ทรงพลังในสไตล์ของสุภาพบุรุษที่เรียบง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ซึ่งก็คือ ดีไซน์ที่คลาสสิกและงานวิศวกรรมชั้นยอดผสมผสานเข้ากับกลไกเครื่องยนต์ที่น่าตื่นเต้น โดดเด่นตามสไตล์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่พร้อมสีสันร้อนแรงสมชื่อ Hotter than Pink จากความนิยมในยุค 70 ตลอดไปจนถึงการเล่นสีสันกับฝาสูบ และท่อไอดีอลูมิเนียมที่ปัดเงา และสีดำกันเมทัลของตัวก้านพาราเลเวอร์ พักเท้าและคาลิเปอร์เบรก ไฟท้ายเองก็ถูกฝังเข้าไปในเบาะนั่งแบบตอนเดี่ยวที่บุด้วยหนังอัลคันทาร่าสีดำและหนังแท้เนื้อละเอียด ซึ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นโร้ดสเตอร์ได้ดี ขณะที่ไฟหน้า LED ตามแบบสมัยใหม่ เด่นด้วยวงแหวนอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ติดตั้งระบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์เอาไว้ด้วย ส่วนไฟหน้าหลักจะลอยตัวอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวน ส่วนหัวใจหลักของโมเดลนี้หนีไม่พ้นเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ เบิ้มขึ้น เป็น 2,000 ซีซี ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดความมันในการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ออกแบบได้สวยงามอย่างกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ท้ายของรถมีการลดทอนส่วนเกินออก เหลือไว้แต่ส่วนสำคัญ เพื่อขับเน้นเส้นสายที่คลีน ที่สะอาดและความทรงพลังดุดันของตัวรถได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ที่ให้เสียงออกมาได้ทรงพลังและลงตัวกับโมเดลนี้ได้อย่างดี ช่วงล่างเองก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดอีกด้วย โดยเฟรมแบบดับเบิลลูพนั้นถูกทำขึ้นจากเหล็กโครโมลีและทำสีดำ เพื่อให้เข้าคู่กับล้อสีดำ โดยด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 120/70 ส่วนด้านหลังจะเป็นล้อดิสก์ขนาด 17 นิ้วเช่นกัน รัดด้วยยางขนาด 200/55 โมเดลนี้ยังมีสิ่งที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์น ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Paralever ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับ ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบของแขนคู่สองแขน โดยสวิงอาร์มทำมาจากเหล็กโครโมลี่ ส่วนตัวสตรัททำมาจากอลูมิเนียม โดยออกแบบมาให้แรงขับเคลื่อนที่กระทำต่อระบบนั้นบาลานซ์กับทั้งสองส่วนอย่างลงตัว เพลาขับหลังสองตัวที่ขึ้นรูปจากอลูมิเนียมก็นับว่าเป็นอีกจุดนึงที่มีคุณภาพสูง การมีระบบเพลาขับแบบเปลือยสืบทอดต่อมาจาก R18 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นภายนอกอันเป็นที่รู้จักกันดีของเจ้า R18 เลย แต่ในโมเดลนี้มีการทำให้สั้นลงเพื่อให้สามารถติดตั้งลงในโมเดลนี้ที่มีลักษณะของโร้ดสเตอร์ได้ ขณะที่ส่วนของระบบกันสะเทือนจะได้โช้คจากทาง Ohlins แบล็กไลน์มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบเต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก ISR ทั้งระบบ โดยด้านหน้ามี 6 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ ๆ อย่างฝาสูบใหม่ ครอบสายพานใหม่และออยล์คูลเลอร์ใหม่ซึ่งออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถติดตั้งท่อเดินน้ำมันได้โดยมีบางส่วนที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และมีจุดไฮไลท์พิเศษคือเมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ และจินตนาการถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถเข้าทางท่อดูดสดรับไอดีเข้าสู่เรือนลิ้นเร่งและกระบอกสูบ ก่อนที่จะถูกขับออกมาผ่านระบบไอเสียและปลายท่อทรงเมก้าโฟนก่อให้เกิดเสียงทรงพลังในแบบของบิ๊กบ็อกเซอร์ เรียกว่าเป็นโมเดลที่มีสไตล์โดดเด่นสวยงามจริง ๆ แถมยังเป็นเหมือนการบอกใบ้ถึงพิกัดใหม่ของเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ของทางค่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าหลังจากนี้ก็จาก R18 ก็จะกลายเป็น R20 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 2,000 ซีซีแทน แน่นอนว่าโมเดลใหม่ที่จะมาในอนาคตคงออกแบบได้สวยขึ้นโดยมีพื้นฐานจากคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ แต่ก็จะต้องเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาหลายอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และนั่นอาจจะทำให้ความเรียบแต่โก้ของโมเดลนี้ลดลงไปบ้าง ทว่าก็นับเป็นการพยายามสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักถึง DNA การออกแบบของ BMW Motorrad ที่น่าทึ่งมากจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Combat F-117 Fighter มอเตอร์ไซค์มือสอง ราคาเกือบ 3 ล้าน! รอดพ้นจากมือนักสะสม มาโผล่ในตลาดรถมือสองได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับโมเดลจากสำนักคัสตอม Combat Motors อย่าง Combat F-117 Fighter โดยทางเว็บไซค์ Pro Italia Motorcycle พร้อมเปิดเคาะราคาให้เป็นเจ้าของในราคาที่ 72,999 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 2.7 ล้านบาท (มือหนึ่งขายราคาที่ 125,000 ดอลล่าร์หรือประมาณ 4.6 ล้านบาท) หากใครที่เป็นแฟน ๆ สาวกโร้ดสเตอร์อิดิชันสุดพิเศษและอยากสะสมไว้ก็ต้องก็พิจารณารุ่นนี้กันแล้ว สำหรับเจ้า F-117 Fighter รุ่นนี้นับว่าเป็นโมเดลที่น่าสะสมไม่ใช่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้สร้างออกมาเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ซึ่งนอกจากเครื่องยนต์ S&S X Wedge V-Twin ที่ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดีไซน์ของมันก็ช่างสวยงามราวกับงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกถูกออกแบบและยังแฝงไปด้วยความดิบเปลือยอันบ้าคลั่งที่ดูล้ำสมัยไม่ตกยุค อักษรรุ่น ครอบกรองอากาศ ครอบถังน้ำมัน เรือนไมล์อนาล็อก ด้วยชิ้นส่วนโครงสร้างตัวรถที่ออกแบบด้วยวิศวกรรมชั้นสูงและใช้แบบเดียวกันกับรุ่น P-51 Figther ด้วยงาน CNC จากบล็อกเหล็กแท่งอลูมิเนียมเกรด 6061 และ 7075 ซึ่งเป็นเกรดอากาศยานระดับสูง ให้ความแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกเก็บดีเทลรายละเอียดงานต่าง ๆ อย่างประณีต อีกทั้งยังดูสวยงามด้วยแฟริ่งบริเวณบังโคลน ครอบท่อและครอบโซ่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงฝาครอบแคร้งเครื่อง ครอบคลัตช์ ครอบกรองและครอบถังน้ำมันแบบใส ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรือนไมล์แบบอนาล็อกผสมดิจิทัลประกอบกับงานเลเซอร์ประดับชื่อรุ่นไว้ตรงบริเวณถังน้ำมัน แถมใช้เบาะสั้นชิ้นเดียวฝังไฟท้ายออกมาดูสวยงาม เครื่องยนต์ S&S X Wedge 117 V-Twin ทริปเปิ้ลแคมชาฟต์ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 1,917 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 5,100 รอบ แรงบิดสูงสุด 162.7 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ ใช้ระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันขนาด 16.25 ลิตร แถมเคลมท็อปสปีดมามากกว่า 250 กม./ชม. เรียกว่าพร้อมบินตั้งแต่ออกตัวเลยทีเดียว โช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมคอยล์สปริง โช้คเดี่ยวซับแทงค์ ด้านหลังร่วมกับกระเดื่อง ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ Blackstone TEK (BST) ดิสก์เบรกด้านหน้า 4 ลูกสูบ ช่วงล่างจัดมาให้สวย ๆ เช่นกันและน่าสนใจเลยไม่น้อย ด้วยระบบกันสะเทือนจาก Race Tech โดยโช้คหน้าเป็นดับเบิ้ลวิชโบนพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ด้านหลังร่วมกับกระเดื่องและสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ สวมด้วยดับเบิ้ลดิสก์เบรกหน้าหลังพ่วงคาลิเปอร์ด้านหน้า 4 ลูกสูบและด้านหลังขนาด 4 ลูกสูบ เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้นด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก Blackstone TEK (BST) หน้า-หลังขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว รัดด้วยยางสายฟ้า Pirelli Dlablo Rosso III ขนาดไซส์ 120/70 และ 240/45 ตามลำดับ รวมน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 254 กก. แต่อย่างว่ารถแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เพราะมือหนึ่งไม่มีขายแล้ว ก็ต้องลองพิจารณากันดู สำหรับรถคัสตอมสูบวีสุดล้ำจากอเมริกัน พร้อมของแต่งรอบคันและไม่เหมือนใคร ถือว่าเป็นแรร์ไอเท็มที่น่าสะสมทีเดียว หากใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ คลิ๊กที่นี่ สำหรับโมเดลรุ่นอะไรที่น่าสนใจในครั้งต่อไปก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก SuperBike ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda MotoGP หลังจบปี 2024 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติสเปนอย่าง Repsol ยุติการสนับสนุนทีมแข่ง Honda ในการแข่งขัน MotoGP หลังจากจบฤดูกาล 2024 กลายเป็นการจบความร่วมมือกันสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ยาวนานและโดดเด่นที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว หากจะย้อนประวัติศาสต์กันไปแล้วล่ะก็ Repsol นั้นกลายเป็นมาเป็นชุดสีนึงของ Honda ตั้งแต่ Honda NSR500 ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกในระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 1995 โดยมี Mick Doohan และ Alex Criville เป็นคนควบให้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ความสัมพันธ์ของสองแบรนด์นั้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือกันของคู่ก่อให้เกิดแชมป์โลกทั้งหมด 15 สมัย ชัยชนะในเรซแข่งขันมากถึง 183 เรซ และอีก 455 โพเดียม อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Marc Marquez แยกทางออกไปหลังจบฤดูกาล 2023 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ก็เริ่มการกระชับสัญญาเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน และนั่นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกับชุดสีของ RC213V รถแข่งในปี 2024 ที่มี Luca Marini และ Joan Mir เป็นนักแข่งให้ ซึ่งสังเกตได้ว่าโลโก้ของ Honda นั้นใหญ่กว่าของ Repsol กว่าปีที่ผ่าน ๆ มา การเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะการจากไปของแชมป์โลก 8 สมัย ที่เคยอยู่ร่วมกันมานานกว่า 12 ปี ไปยัง Gresini Ducati และเมื่อเขาออกไป Honda ยังเสียการสนับสนุนจากทาง Red Bull ไปด้วย ขณะนี้ทางค่ายรถเองก็น่าจะมีข้อเสนอจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้สนับสนุนในปี 2025 แต่ทาง Repsol เองต้องการที่จะโฟกัสในเรื่องของการโปรโมตน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกแทน ซึ่งทางเรปโซลเองเชื่อว่าจะยังสามารถเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของตัวเองเข้ากับการแข่ง MotoGP ในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะได้เป็นผู้สนับสนุนเรื่องน้ำมันทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า เรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่นั้นเป็นกติกาใหม่ที่ถูกบังคับใช้ขึ้นในปีนี้ โดยจะต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 40% และในปี 2027 ตัวเลขนี้จะกลายเป็น 100% หรือจะไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไปนั่นเอง งานนี้ก็ต้องดูกันต่อไปล่ะครับว่า Honda จะมีสปอนเซอร์รายใหญ่เป็นใคร และจะส่งผลต่อรูปลักษณ์ของรถแข่งในฤดูกาลหน้าอย่างไรบ้าง และแน่นอนว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็อาจจะได้รุ่นรถสปอร์ตในลวดลายทีมแข่ง MotoGP ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ Repsol บ้าง โดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่ชอบสีส้ม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 552X ทำหน้า อัปไซส์ ให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางใน เปิดตัวใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่สีใหม่สักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางตัวยอดนิยมเชื้อสายอิตาลีอย่าง Benelli TRK 552X ที่ครั้งนี้หมอ เอ้ย วิศวกร ได้ทำการทำหน้า อัปไซส์ แถมให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางในมาให้ด้วยเลย บอกเลยว่ารอบนี้ทำมาได้ถูกใจสาวกสายลุยจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปโฉมที่ทำให้ดูหล่อขึ้นนั้นคือการทำหน้ามาใหม่ โดยอัปเกรดจากหลอดฮาโจเจนแบบเดิมมาเป็นระบบไฟ LED แล้ว ชิลด์หน้ามีขนาดใหญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจมูกก็โด่งขึ้น เอ้ย ปากนกโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แฟริ่งหน้าและแฟริ่งข้างถังน้ำมันก็ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้ดูบึกบึนมากขึ้น แต่ส่วนท้ายรถเองนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในส่วนของการอัปไซส์นั้น มีการเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงให้กลายเป็น 550 ซีซี ทำให้มีกำลังแรงขึ้นเป็น 60 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร ซึ่งถ้าตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ทรงพลังที่สุดในเซ็กเมนต์นี้เลย ส่วนช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนจากทาง Marzocchi ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ทั้งระบบ โดยมีล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว ด้านหลัง 17 นิ้ว ซึ่งอาจจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย เพราะถ้าให้ล้อซี่ลวดที่เหมาะกับออฟโร้ดมาแล้วก็ควรจะเป็นล้อ 21 นิ้วไปเลยสำหรับในส่วนของล้อหน้า ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาให้พร้อมระบบเชื่อมต่อกับมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ มีโหมดหน้าจอแสดงผลหลากหลายโหมด มีระบบตรวจวัดลมยาง ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล และมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ปะกับแฮนด์ดูหรูหราผิดคลาส ทว่าน่าเสียดายที่ตัวรถไม่มีระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือว่าโหมดการขับขี่มาให้ สุดท้ายนี้ก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน คาดว่าราคาก็น่าจะแพงขึ้นจากโมเดลปัจจุบันที่ขายในไทยขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนท่านที่สนใจ เราได้ทำตารางเปรียบเทียบสเปกคร่าว ๆ มาให้ว่าคู่แข่งในบ้านเราตอนนี้มีรุ่นไหนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R20 Concept พี่เบิ้มคันงาม สัญญาณบอกใบ้พิกัดใหม่ ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิลยูโมโตราดได้ทำการเผยโฉมเจ้า BMW R20 Concept คอนเซ็ปต์ไบค์คันงามที่เฉลิมฉลองความเป็นเลิศในงานฝีมือและนำเสนอการออกแบบที่สื่อถึงความเท่และความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตลอดไปจนถึงความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด หล่อเท่ ไฮคลาส นั่นคือคำนิยมของคอนเซ็ปต์ไบค์ไซส์เบิ้มที่สุดของทางค่ายเท่าที่เคยมีมา มันคือมอเตอร์ไซค์ที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในรูปลักษณ์ที่ทรงพลังในสไตล์ของสุภาพบุรุษที่เรียบง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ซึ่งก็คือ ดีไซน์ที่คลาสสิกและงานวิศวกรรมชั้นยอดผสมผสานเข้ากับกลไกเครื่องยนต์ที่น่าตื่นเต้น โดดเด่นตามสไตล์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่พร้อมสีสันร้อนแรงสมชื่อ Hotter than Pink จากความนิยมในยุค 70 ตลอดไปจนถึงการเล่นสีสันกับฝาสูบ และท่อไอดีอลูมิเนียมที่ปัดเงา และสีดำกันเมทัลของตัวก้านพาราเลเวอร์ พักเท้าและคาลิเปอร์เบรก ไฟท้ายเองก็ถูกฝังเข้าไปในเบาะนั่งแบบตอนเดี่ยวที่บุด้วยหนังอัลคันทาร่าสีดำและหนังแท้เนื้อละเอียด ซึ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นโร้ดสเตอร์ได้ดี ขณะที่ไฟหน้า LED ตามแบบสมัยใหม่ เด่นด้วยวงแหวนอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ติดตั้งระบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์เอาไว้ด้วย ส่วนไฟหน้าหลักจะลอยตัวอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวน ส่วนหัวใจหลักของโมเดลนี้หนีไม่พ้นเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ เบิ้มขึ้น เป็น 2,000 ซีซี ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดความมันในการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ออกแบบได้สวยงามอย่างกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ท้ายของรถมีการลดทอนส่วนเกินออก เหลือไว้แต่ส่วนสำคัญ เพื่อขับเน้นเส้นสายที่คลีน ที่สะอาดและความทรงพลังดุดันของตัวรถได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ที่ให้เสียงออกมาได้ทรงพลังและลงตัวกับโมเดลนี้ได้อย่างดี ช่วงล่างเองก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดอีกด้วย โดยเฟรมแบบดับเบิลลูพนั้นถูกทำขึ้นจากเหล็กโครโมลีและทำสีดำ เพื่อให้เข้าคู่กับล้อสีดำ โดยด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 120/70 ส่วนด้านหลังจะเป็นล้อดิสก์ขนาด 17 นิ้วเช่นกัน รัดด้วยยางขนาด 200/55 โมเดลนี้ยังมีสิ่งที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์น ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Paralever ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับ ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบของแขนคู่สองแขน โดยสวิงอาร์มทำมาจากเหล็กโครโมลี่ ส่วนตัวสตรัททำมาจากอลูมิเนียม โดยออกแบบมาให้แรงขับเคลื่อนที่กระทำต่อระบบนั้นบาลานซ์กับทั้งสองส่วนอย่างลงตัว เพลาขับหลังสองตัวที่ขึ้นรูปจากอลูมิเนียมก็นับว่าเป็นอีกจุดนึงที่มีคุณภาพสูง การมีระบบเพลาขับแบบเปลือยสืบทอดต่อมาจาก R18 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นภายนอกอันเป็นที่รู้จักกันดีของเจ้า R18 เลย แต่ในโมเดลนี้มีการทำให้สั้นลงเพื่อให้สามารถติดตั้งลงในโมเดลนี้ที่มีลักษณะของโร้ดสเตอร์ได้ ขณะที่ส่วนของระบบกันสะเทือนจะได้โช้คจากทาง Ohlins แบล็กไลน์มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบเต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก ISR ทั้งระบบ โดยด้านหน้ามี 6 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ ๆ อย่างฝาสูบใหม่ ครอบสายพานใหม่และออยล์คูลเลอร์ใหม่ซึ่งออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถติดตั้งท่อเดินน้ำมันได้โดยมีบางส่วนที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และมีจุดไฮไลท์พิเศษคือเมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ และจินตนาการถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถเข้าทางท่อดูดสดรับไอดีเข้าสู่เรือนลิ้นเร่งและกระบอกสูบ ก่อนที่จะถูกขับออกมาผ่านระบบไอเสียและปลายท่อทรงเมก้าโฟนก่อให้เกิดเสียงทรงพลังในแบบของบิ๊กบ็อกเซอร์ เรียกว่าเป็นโมเดลที่มีสไตล์โดดเด่นสวยงามจริง ๆ แถมยังเป็นเหมือนการบอกใบ้ถึงพิกัดใหม่ของเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ของทางค่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าหลังจากนี้ก็จาก R18 ก็จะกลายเป็น R20 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 2,000 ซีซีแทน แน่นอนว่าโมเดลใหม่ที่จะมาในอนาคตคงออกแบบได้สวยขึ้นโดยมีพื้นฐานจากคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ แต่ก็จะต้องเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาหลายอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และนั่นอาจจะทำให้ความเรียบแต่โก้ของโมเดลนี้ลดลงไปบ้าง ทว่าก็นับเป็นการพยายามสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักถึง DNA การออกแบบของ BMW Motorrad ที่น่าทึ่งมากจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’ ไอ โอกุระ นักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจากทีม Trackhouse Racing ที่ได้รับโอกาสในการก้าวขึ้นมาแข่งขันในรายการสูงสุดอย่าง MotoGP ซึ่งการแข่งขันในนัดเปิดสนามของเจ้าตัวก็ถือว่าได้พื้นที่จากสื่อไม่น้อย เพราะเจ้าตัวสามารถขึ้นมาป่วนในกลุ่มหัวแถวได้อย่างน่าประทับใจ สามหนุ่มรุ๊คกี้ที่ขึ้นมาจากการแข่งขัน Moto2 ได้แก่ เฟอร์มิน อัลเดเกร์, สมเกียรติ จันทรา และไอ โอกุระ ทั้งสามคนก็ถูกสื่อ หรือผู้ที่ติดตามต่าง ๆ ถูกคาดการณ์กันนานานับประการว่าใครที่จะได้ตำแหน่ง ‘Rookie of the year 2025’ ไปครอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอนเอียง และล้วนเทคะแนนไปทาง ‘นักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ’ อย่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ที่ในฤดูกาล 2025 เขาจะได้ขึ้นมาแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดทีม Gresini Racing ที่เป็นอดีตต้นสังกัดเก่าของ มาร์ก มาร์เกซ ในฤดูกาล 2024 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปอยู่กับทีมโรงงาน Ducati อีกทั้งอัลเดเกร์จะยังได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ในการลงแข่งในฤดูกาล 2025 ร่วมกับอเล็กซ์ มาร์เกซ ซึ่งเหตุผลทั้งสองข้อนี้ก็เป็นที่เพียงพอว่าทำไมดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ถึงจะถูกคาดการณ์ว่าทำไมถึงมีโอกาสเข้าใกล้กับตำแหน่งนี้มากที่สุด รอบทดสอบบุรีรัมย์เวทีฉายแสงของโอกุระ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วง Winter Test รอบสุดท้ายที่สนามบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไอ โอกุระก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นสามารถปรับตัวเข้ากับตัวแข่ง RS-GP ได้อย่างดีด้วยการกดเวลาต่อบรอบดีสุดทั้ง 4 Practice เหนือเหล่ารุ๊คกี้ด้วยเวลาต่อรอบ 1:29.636 นาที ซึ่งเกิดขึ้นในการทดสอบรอบ FP3 ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP1 ไอ โอกุระ 1:30.453 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.948 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.622 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP2 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.373 นาที ไอ โอกุระ 1:30.821 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.208 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP3 ไอ โอกุระ 1:29.636 นาที (ดีที่สุด) สมเกียรติ จันทรา 1:30.465 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.597 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP4 ไอ โอกุระ 1:29.741 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.085 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:30.764 นาที จากตารางด้านบนที่เหล่าหน้าใหม่สามารถทำได้ในการแข่งขันรอบ Winter Test ก็ดูเหมือนว่านักบิดจากแดนซามูไรรายนี้ เมื่อจับคู่กับตัวแข่ง RS-GP จากค่าย Aprilia ก็ดูเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างไร้ข้อกังขา หลาย ๆ คน และหลาย ๆ สื่อเริ่มให้ความสนใจกับนักบิดรายนี้ว่าจะสามารถงัดฟอร์มเจ๋งของตัวเองในการแข่งขันจริงได้หรือไม่ ? ปล่อยของตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล หลังจากจบการซ้อมรอบทดสอบทีบุรีรัมย์เวลาก็ผ่านมาเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล กับการแข่งขัน MotoGP 2025 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เหล่าหน้าใหม่ก็พร้อมที่จะเดบิวท์ในสนามนี้ แต่แน่นอนว่าการลงแข่งขันที่ประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมน่าจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่สำหรับนักแข่ง แสงแดดสุดแสนจะร้อนระอุที่พร้อมจะเล่นงานเหล่านักแข่ง แน่นอนว่าเรื่องนี้ไอ โอกุระก็ได้รับผลกระทบ แต่ก็น่าจะไปกับสภาพอากาศได้ดีกว่า เพราะพื้นเพของเจ้าตัวก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน จากผลงานในรอบทดสอบที่โดดเด่น และเหมือนว่าฟอร์มโหดของเจ้าตัวจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในรอบ Qualify ที่เป็นการแข่งขันเพื่อหาอันดับในการออกสตาร์ทในการแข่งขันรอบสปรินท์ เรซ และเมนเรซ นักบิดเจ้าของหมายเลข 79 ทะยานจบในอันดับที่ 5 ของตาราง ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.134 นาที เหนือทีมเมทของเจ้าตัวอย่างราอูล เฟอร์นันเดส ที่จบในอันดับที่ 8 และอันดับสูงกว่าเหล่าจอมเก๋าในการแข่งนี้ไม่ว่าจะเป็น เปโดร อคอสต้า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และมาร์โก เบซเซคคี่ โดยการจบที่ติดอันดับ TOP5 ของตารางก็เหมือนเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวเขาเอง และทีม ทำให้ในการแข่งขันรอบบ่ายสามวันเสาร์

Pirelli MotoGP ปิดดีลลับสนามบุรีรัมย์ กับสัญญาสปอนเซอร์โมโตจีพี ในบรรยากาศการแข่งขัน MotoGP ที่บุรีรัมย์ ก็ได้มีกลิ่นหอมของยาง Pirelli ลอยโชยอยู่ในรุ่น Moto3 และ Moto2 และกลิ่งยางอันนี้แหละ ได้พัดมาถึงรุ่น MotoGP เรียบร้อยแล้ว Pirelli MotoGP 2027 กำลังจะมา วงการ MotoGP เคยมี Michelin, Dunlop, Pirelli และ Bridgestone การพึ่งพาผู้ผลิตยางรายใดรายหนึ่งเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ใครกันที่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของ MotoGP ได้? แต่ละบริษัทต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน Dunlop โฟกัสที่ CIV (CampionatoItaliano Velocità) Bridgestone เน้นไปที่รถยนต์และรายการแข่งในญี่ปุ่น รวมถึงความพยายามเข้าสู่ F1 ในปี 2028 สำหรับ Michelin นั้นมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ในขณะที่ Pirelli กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ใน Moto3 และ Moto2 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นและระดับกลางของ MotoGP นั้น Pirelli ได้พัฒนาและทดสอบยางที่สามารถทำลายสถิติรอบสนามได้ในทุกการแข่งขันของปี 2024 และสัญญาว่าจะทำได้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้ตรงข้ามกับ Dunlop ซึ่งเสียสิทธิ์ในการเป็นซัพพลายเออร์ยางให้กับ Moto2 และ Moto3 ตั้งแต่สิ้นปี 2023 ใน SBK ก็เช่นกัน Pirelli เป็นผู้จัดหายางมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มแนวคิด “ผู้ผลิตยางรายเดียว” (spec tire supplier) แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ใน MotoGP และ Formula 1 เช่นกัน และเห็นได้ชัดว่ามันทำงานได้ดี Pirelli มีความสามารถในการจัดหายางให้กับหลายคลาสการแข่งขันภายในสุดสัปดาห์เดียวกัน และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ยางขนาด 10 นิ้วสำหรับ Ohvale ไปจนถึงยางสำหรับ Moto3, Supersport 300, Supersport และ SBK รวมถึง Moto2 นั่นหมายถึงความครอบคลุมที่กว้างขวาง Pirelli ใน MotoGP: ปี 2027 จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2026 ปี 2027 จะเป็นอีกปีที่สำคัญและเปลี่ยนแปลงวงการ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงขนาดเครื่องยนต์และเทคโนโลยี MotoGP จะต้อนรับ Pirelli อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถและตลาดยางรถยนต์มาตลอด ข้อตกลงร่วมกับ Michelin จะสิ้นสุดลง โดยจะมีการทดสอบยางใหม่สำหรับรถแข่ง 850cc ซึ่งจะไม่มีระบบลดความสูง (ride-height devices) และได้รับการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ การทดสอบเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากฤดูกาลถัดไปจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่มีความท้าทายหลายด้าน Pirelli จะใช้ประสบการณ์จาก SBK และ Formula 1 ทั้งในแง่เทคนิคและการสื่อสาร Pirelli ยังคงรักษาความต่อเนื่องในวงการมอเตอร์สปอร์ตทุกระดับ ตั้งแต่ F1 ไปจนถึงแรลลี่ รวมถึงการแข่งขันรถวิบาก (Motocross) และความเร็วทางเรียบ (Road Racing) ผลิตภัณฑ์ของ Pirelli ครอบคลุมทุกคลาสและตลาดทั่วโลก โดยมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล คำนึงถึงความยั่งยืน และรักษาคุณภาพในการผลิตปริมาณมาก การที่ Pirelli เข้ามาใน MotoGP อาจดึงดูดสปอนเซอร์รายใหม่ให้เข้าสู่วงการมากขึ้น ทำให้การแข่งขัน MotoGP มีสถานะที่ใกล้เคียงกับ Formula 1 มากขึ้น ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.motosprint.it/news/eventi/gp-tailandia/2025/03/01-7969376/pirelli_in_motogp_dal_2027_le_ragioni_di_una_scelta อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMOTO V4 สูบวี เอาใจสายซิ่ง CFMOTO V4 เครื่องยนต์ใหม่จากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำสัญชาติจีน สร้างความตื่นเต้นในแวดวงยานยนต์ได้ไม่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้ทำการเผยโฉมเครื่องยนต์ V4 รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังพัฒนา ในงาน EICMA 2024 พร้อมคอนเซปต์ ‘CF Moto Master of Speed’ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำ และเครื่องยนต์นี้ซึ่งอาจจะกลายเป็นหัวใจหลักของโมเดลใหม่ ๆ ที่จะผลิตออกมาในอนาคต เครื่องยนต์พร้อมชน Ducati เครื่องยนต์ V4 นี้มีขนาด 997 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 206 แรงม้าที่ 14,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 114 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบต่อนาที มีขนาดกระบอกสูบ และช่วงชักที่ 81 มม. และ 48.4 มม. นอกจากนี้ เครื่องยนต์นี้ยังมีการออกแบบด้วยมุมกระบอกสูบ 90 องศา และเพลาข้อเหวี่ยงหมุนสวนทิศเพื่อลดแรงเหวี่ยงจากไจโรสโคป ทำให้การเลี้ยวและการทรงตัวทำได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ 61.5 กิโลกรัม ทำให้เครื่องยนต์นี้มีน้ำหนักมากกว่าเครื่อง Ducati Panigale V2 เพียง 7 กิโลกรัมเท่านั้น ทางผู้ผลิตมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ ด้วยการออกแบบชิ้นส่วนที่เน้นความสมดุล แรงสั่นสะเทือนต่ำ การส่งกำลังที่ราบรื่น และการผสมผสานระหว่างความเบาและความแข็งแรงผ่านวัสดุไทเทเนียม ระบบเพลาข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ระดับการแข่งรายการ MotoGP ทำให้เครื่องยนต์ V.04 แสดงถึงความเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อีกทั้งทางแบรนด์ยังให้นิยามของเครื่องยนต์ใหม่นี้ไว้ว่า “เครื่องยนต์นี้เป็นการเฉลิมฉลองแห่งความเร็วรูปแบบงานประติมากรรม ผลงานที่ผสานระหว่างพลังและความทะเยอทะยาน ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความกล้าหาญ” การออกแบบดีไซน์สุดล้ำ ไม่เพียงแค่เปิดเผยในส่วนของเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ แต่ยังเปิดโมเดลจำลองที่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ โดยมีชื่อโปรเจคว่า ‘1000cc Master of Speed’ ที่ได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดบางอย่าง เช่น ใช้เครื่องยนต์ V4 ไฟหน้า LED คู่กับท่อรับอากาศ ram-air ด้านข้างกระกบด้วยปีกวิงก์เล็ตขนาดใหญ่ ถังน้ำมันมีเว้าสำหรับเข่า ที่นั่งเดี่ยวคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมค่ายอย่าง 675SR-R triple และปลายท่อไอเสีย Akrapovič ทางด้านขวา หากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้วสนใจที่จะชมคอนเซปต์นี้ด้วยตาของตนเอง สามารถเยี่ยมชมได้ที่งาน EICMA เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ไปได้นะ ยังทัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ ยืนยันใช้ PIRELLI เวลาดีกว่าเดิม ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดสัญชาติไทยจากทีม ‘IDEMITSU Honda Team Asia’ ในการแข่งขันรายการ Moto2 ออกมายืนยันว่าการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางจากแบรนด์ Dunlop มาใช้ยางสัญชาติอิตาลีอย่าง Pirelli สามารถทำเวลาได้ดีขึ้นกว่าเดิม ‘ในการแข่งขัน Moto2 ปีนี้นะครับ ทางรายการได้ทำการเปลี่ยนยางจากในฤดูกาลก่อน (ฤดูกาล 2023) เราได้ใช้ยางของ Dunlop และในปีนี้ (ฤดูกาล 2024) เราได้เปลี่ยนมาใช้ PIRELLI แล้วก็มีการเปลี่ยน Setting เกี่ยวกับรถด้วย ในส่วนของตัวยางผมก็รู้สึกว่ายางดีกว่าปีที่แล้ว ตัวยางจะเกาะถนนมากขึ้น และสามารถทำเรคคอร์ดของแต่ละสนามได้ดีมากขึ้น อีกทั้งทุก ๆ สนามก็ทำลายสถิติเวลาที่นักแข่งคนเก่าเคยทำไว้หมดเลย’ ก้อง กล่าวถึงยางใหม่ที่ใช้ในฤดูกาล 2024 เทียบสถิติตัวอย่างเวลาที่ดีกว่าเดิมจากการแข่งขันในสนามต่าง ๆ ของ ก้อง ในการแข่งขันรายการ Moto2 ในฤดูกาล 2024 ที่ใช้ยางจาก PIRELLI และ ฤดูกาล 2023 ที่ใช้ยางจากค่ายอื่น การแข่งขัน Moto2 ฤดูกาล 2023 การแข่งขัน Moto2 ฤดูกาล 2024 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศไทย 1’36.053 นาที 1’35.751 นาที สนามอัลการ์ฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศโปรตุเกส 1’42.906 นาที 1’42.852 นาที สนามเซอร์กิโต เดอ เฆเรซ-อังเคล นีอัตโต้ ประเทศสเปน 1’42.063 นาที 1’41.724 นาที สนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส 1’36.329 นาที 1’35.881 นาที สนามซัคเซนริง เซอร์กิต ประเทศเยอรมนี 1’24.302 นาที 1’23.669 นาที ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ที่เปลี่ยนแล้วจะเห็นผล แต่ยางก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีมากกว่าเดิม ไม่เพียงแค่เวลาดี แต่การเปลี่ยนมาใช้ยางที่มีคุณภาพก็ยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพราะยางเป็นส่วนเดียวที่สัมผัสกับถนน ‘เพราะยางไม่ใช่อะไรก็ได้’ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350 ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่ โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทยฮอนด้า แถลงนโยบายประจำปี 2023 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ ไทยฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย แถลงนโยบายประจำปี 2023 เดินหน้า 3 กลยุทธ์มุ่งสร้าง Lifetime Experience ให้ลูกค้าอย่างยั่งยืนด้วยการเปิดเกมรุกสร้างเซกเมนท์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ สแครมเบลอร์พี่ใหญ่และน้องเล็กอย่าง Honda CL500 และ Honda CL300 ที่จะมาสร้างเทรนด์ใหม่ของการขับขี่ พร้อมกับเตรียมส่งมอบประสบการณ์ความสนุกจากการคอลแลบกับค่ายภาพยนตร์ระดับโลก ประเดิมไตรมาสแรกด้วย New Honda Scoopy Minion Limited Edition และ All New Honda ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกา และไอรอนแมน มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงสนับสนุนของคนไทย รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดฯ ได้เป็นปีที่ 35 ติดต่อกัน ฮอนด้าขอขอบคุณทุกความไว้วางใจและพร้อมจะรักษาความมุ่งมั่นในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยตลอดไป สำหรับปี 2023 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย ไทยฮอนด้าได้คาดการณ์ตัวเลขของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปีนี้ไว้ที่ 1.75 ล้านคัน ในขณะที่ไทยฮอนด้าตั้งเป้าไว้ที่ 1.38 ล้านคัน โดยวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อไปสู่เป้าหมาย” “กลยุทธ์แรก คือ การสร้างความพึงพอใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ในปีนี้เราเริ่มต้นด้วยการเปิดเซกเมนท์ใหม่ ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุดกับ Honda CL500 และ Honda CL300 สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบแอคทีฟ ชอบสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน โดยรถในกลุ่ม CL Series มาพร้อมคอนเซปต์ The Reflection of You ตัวรถตอบโจทย์ทั้งรูปลักษณ์ ลักษณะการขับขี่ และสมรรถนะ โดยฮอนด้าพร้อมสร้าง Riding Community เพื่อรองรับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบ Scrambler นอกจากนี้ เรายังพร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยด้วยการทำ Brand Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก โดยในปีนี้เราจับมือกับ Walt Disney และ Universal Studios สองค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ในการสร้างสรรค์โมเดลรุ่นพิเศษ เริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ด้วย Scoopy Minion Limited Edition และ All New ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกาและไอรอนแมน และหลังจากนี้เราจะส่งมอบอีกหลายประสบการณ์ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง” “กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดผ่านนโยบาย 6S เพื่อยกระดับการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดย 6S ที่ประกอบด้วย Sales, Service, Spare Parts, Safety Riding, Second Hand และ Society ของไทยฮอนด้าในปัจจุบันนั้นครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แล้ว และเราจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม โดยได้เตรียมแผนสนับสนุนเครือข่ายร้าน Honda Wing Center ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบุคลากร” “กลยุทธ์ที่สาม คือ การสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ เรามุ่งไปที่การส่งมอบประสบการณ์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทย โดยโฟกัสไปที่ระบบการจัดการฐานข้อมูล เช่นเดียวกับการทำ Digital Experience Marketing ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้าง Marketing Experience และ Brand Engagement ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ แต่ละกลยุทธ์จะเป็นเบื้องหลังสำคัญในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้าในปีนี้ และจะสร้างคุณค่าให้กับวงการรถจักรยานยนต์ไทย รวมถึงผู้ใช้ชาวไทยทุกคนด้วย” สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวล่าสุด New Honda CL500 และ New Honda CL300 เป็นรถ Scrambler ที่มาพร้อมคอนเซปต์ A Reflection of You ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนแอคทีฟ ที่รักการท่องเที่ยว ชื่นชอบการผจญภัย สะท้อนตัวตนความเป็นแสครมเบลอร์โดย สีส้ม (Candy Energy Orange) สีเทา (Pearl Grey)

Honda Lead125 2024 เป็นสกู๊ตเตอร์เมืองที่ทันสมัย และใช้งานได้จริง ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ให้เทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานอย่างครบครัน ดีไซน์เรียบหรูทันสมัยพร้อมไฟ LED และฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น U-box ขนาด 37 ลิตร สำหรับเก็บของ, ระบบ Honda SMART Key สำหรับการสตาร์ทแบบไม่ใช้กุญแจและป้องกันการโจรกรรม, รวมถึงถังน้ำมันด้านหน้า พร้อมช่องชาร์จ USB Type-C ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ บิดแรง เร้าใจแน่นอน โดยเปิดตัวในประเทศไทยที่ ราคาแนะนำที่ 61,500 บาท ข้อดีและจุดเด่นของ Honda Lead125 ปี 2024 ช่องเสียบ USB Type A พร้อมช่องเก็บของคอนโทรลหน้า เรือนไมล์ LCD สไตล์ Modern Ring แบบ LED และไฟท้ายดีไซน์มินิมอลแบบ LED ดีไซน์สวยทรงตัว V เครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน ช่องเก็บของใต้เบาะ ขนาดใหญ่ความจุ 37 ลิตร พร้อมไฟ LED สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ ถังน้ำมันด้านหน้า กุญแจรีโมทอัจฉริยะที่รองรับการสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไม่ใช้กุญแจ และมาพร้อมฟังก์ชันป้องกันการโจรกรรม สเปค Honda Lead125 ปี 2024 เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124.8 ซีซี แรงม้า (เคลม) 10.73 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 53.5 X 55.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 44J แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 100/90-10 56J แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 1,844 X 680 X 1,130 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,273 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 120 ม.ม. ความสูงเบาะ 760 ม.ม. น้ำหนักรถ 113 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 6.0 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบคอมบายเบรก ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System Honda Lead125 ปี 2024 มีสีอะไรบ้าง ? สีที่มีจำหน่ายสำหรับรุ่น Honda Lead125 มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับสายสกู๊ตเตอร์ที่ติดตามเจ้า Yamaha XMax 400 วันนี้ทางเรา SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆในงาน Eicma Show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ไม่นานมานี้ ต้องบอกก็เลยนะครับว่า สเปคนี้จะมีจำหน่ายที่โซนยุโรปเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วก็มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นที่ถูกแต่งเติม เพิ่มสี เข้าไปรวมไปถึง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกิดขึ้นในโซนยุโรป มาดูกันว่าคันนี้มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง รูปร่าง หน้าตาไม่ต่างจากฝั่งเอเชียเลย ที่สังเกตเห็นก็จะมีเพียงดีไซน์ลายล้อแม็กที่แปลกตาไป และชุดแคร้งเครื่องขับสายพราน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบดิสเบรคหน้าแบบ ดับเบิ้ลดิส ซ้ายและขวา พร้อมกับทับทิมสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวโช้คหน้า ตามมาตรฐานความปลอดภัยฝั่งยุโรป ทางด้านฝั่งขวา ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กรองอากาศและท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกว่าทำให้ตัวรถใหญ่ขึ้น แต่จริงๆแล้ว รูปร่างมิติตัวรถ เท่าเดิมมีเพียงปลายท่อ และหม้อกรองที่ทำให้ดูแน่นขึ้น อีกลูกเล่นที่บ้านเราไม่มี นั้นก็คือ เบรคมือ จากที่ถามและพอจะเข้าใจได้คือ การจอดบนที่ราบหรือพื้นเนินลาดชัน ขาตั้งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการจอดให้หยุดนิ่ง จึงออกแบบเบรคมือเพิ่มขึ้นมา ไว้สำหรับการจอดไม่ให้ไหลลงเนิน เพิ่มความปลอดภัยในภูมิประเทศฝั่งโซนยุโรป เบรคมือ จึงมีความจำเป็นพอสมควร เบาะนั่งเป็นอีกชิ้นที่ดูแปลกตาไป ถูกตกแต่งด้วยเพลท Yamaha สีเงินมาจากโรงงานดีไซน์ตะเข็บสวย แถมได้ลองนั่งมา มันช่างสบายเหลือเกิน ทั้งนุ่ม และกระชับเข้ากันได้ดีจริงๆถ้าได้เดินทางไกล สิ่งนี้ที่อยากให้อยู่ในบ้านเรา เรือนไมล์เข็มที่ดีไซน์มาแบบสวยหรูดูดีมีราศีมาก เอาจริงๆคือมันคล้ายกับเรือนไมล์ Tmax พอสมควร จนรู้สึกอยากให้มีในฝั่งเอเชีย เช่นกัน จากเดิมที่ยอดขายถล่มทลายอยู่ ถ้ามาสเปคนี้ต้องบอกเลยว่า ขายดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครยังรอ Yamaha Xmax 400 สเปคนี้อยู่ ขอให้ถอนหายใจยาวๆไปก่อน ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไร เพราะ ที่ขายตัว 300 อยู่ตอนนี้ก็เพียงพออยู่เเล้ว นอกจากจะเพิ่มพาร์ทอะไหล่บางชิ้นจากโซนยุโรปมาใส่ให้หายอยากไปก่อนก็ลองดู คิดว่าคงไม่ยาก สำหรับคนไทย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ที่ดูจำนวนซีซีที่มากกว่านั้น คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้เครื่อง 300 ซีซีบ้านเราก็วิ่งกันไม่แพ้ใครเลยละครับ งานมหกรรมใหญ่ปลายปีนี้คงต้องบอกว่าขอให้รอดูกันสำหรับโมเดล Xmax ที่จะมีสีใหม่ หรือว่ารุ่นใหม่ โปรคติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลย มีแน่นอน.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Honda Collection Hall คือพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอารถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ตลอดไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเรียงร้อยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของฮอนด้าเอาไว้เข้าด้วยกัน มีตั้งแต่รถในช่วงสมัยยุคเริ่มต้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการต่างๆ ถูกรวมเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผู้ที่เข้าชมจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่ Honda มุ่งหวังจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาความเป็นมาของ Honda ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับในครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้รับเกียรติร่วมทริป Japan Passion year2 กับทางฮอนด้า ที่ให้เราได้ร่วมเก็บภาพเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มาประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับตามหา Passion ไปด้วยกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ใกล้กับสนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ปัจจุบันยังคงเอาไว้ใช้แข่งขันกี่ฬาการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ในวันนั้นเราจึงได้มีโอกาสชมทั้งพิพิธภัณฑ์ และMotoGP เลยทีเดียว แค่คนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง Honda Collection Hall จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ไว้ให้เดินดูได้อย่างสะดวก ชัดเจน และน่าสนใจมากๆเลยครับ ถือว่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้ามาเลยก็ว่าได้ เพราะในนี้ คือความฝันของใครหลายๆคน ที่ทุกคนอยากสะสม และครอบครองรถที่อยู่ในนี้ตามยุคตามสมัยของตนเอง เข้าประตูมาเจอก่อนเลยคันแรก Honda RC143 ปี 1960 คันนี้เป็นรถแข่งคันแรกของทางฮอนด้า เครื่องยนต์ 125 ซีซี 22 แรงม้า ที่ลงแข่งในรายการ WGP ปัจจุบันถ้าเทียบเท่ารายการนี้ก็ MotoGP นั้นเอง คันนี้มีอายุรวมๆเกือบ 60 ปี ใครที่ชื่นชอบ 2 ล้อเป็นพิเศษผมแนะนำให้ขึ้นมาที่ชั้น 2 อย่างโดยด่วนเพราะว่าเป็นชั้นที่จัดแสดงโชว์รถที่สะสมโมเดลหายากรุ่นแรก ปีลึก สภาพดี หาชมได้ยากที่สุดแล้ว บางรุ่นผมเองก็ยังไม่เคยเห็น (เกิดไม่ทัน) แต่ก็พอที่จะได้ยินมาบ้าง ทาง APHonda เราเองก็เอามาโชว์บางเป็นงานๆ คงจะทำเรื่องกันยกใหญ่ ถ้าจะเอาออกมานอกประเทศล่าสุด ก็คันด้านบนละครับ (RC143) ที่เอามาจอดโชว์ในงาน ThaiGP เรามาดูต่อในชั้น 2 กันว่ามีอะไรโชว์บ้าง เริ่มที่คันนี้เป็น Honda CB1100R ปี 1981 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 105 แรงม้าที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 235 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆตอนนี้ก็ถือว่าหนักพอสมควร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด คันนี้คือต้นแบบของหลายๆรุ่นในปัจจุบัน คันนี้ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับ Honda CB1100R ปี 1983 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 120 แรงม้า ที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 233 กิโลกรัม ในส่วนของมุมนี้จะมีแต่ CB ล้วนๆเลย ใครที่ชื่นชอบ จะหยุดอยู่ที่มุมนี้นานเป็นพิเศษ เดินมาต่อกันอีก 1 มุมสำหรับขาสะสมเลยก็ว่าได้ สำหรับคนไทยบางคน สายสะสมจริงๆอาจจะมีจอดประดับหิ้งไว้ที่บ้านแบบเงียบๆก็เป็นได้ มีทั้ง Honda DAX, Honda Gorila,Honda MOTRA ถัดไปอีก 1 มุมสำหรับ Honda Super Cup ที่ถูกจัดเก็บไว้มีสภาพที่สมบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าทุกรุ่น ทุกโมเดลที่จอดอยู่สมบูรณ์ 100% Honda Dream CL72 Scrambler ปี1962 มอเตอร์ไซค์ตระกูล CL Scrambler คันแรกของฮอนด้า โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้จะถูกส่งออกไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ในรูปเล็กอาจจะมีการบ่งบอกได้ว่า ถูกนำไปใส่ในสงคราม (เป็นเพียงการคาดเดา) เดินมาต่อกันอีกมุม ที่เป็นมุมที่ได้รับความสนใจเลยทีเดียวสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบและรักในความเร็วแรงของรถฮอนด้า สำหรับมุม Racing เป็นโมเดลที่ถูกจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น NSR20 คันเล็ก และคันใหญ่ อย่าง NSR250R ที่ตอนนี้มูลค่าคงไม่ต้องพูดถึง ในไทยเรายังเห็นอยู่บ้าง แต่ก็คงจะไม่ปล่อยต่อมือกันง่ายๆอย่างแน่นอน เยอะจริงๆสำหรับมุมนี้ ที่ได้รับความสนใจ ส่วนตัวผมเองจะหยุดดูและเสียเวลากับเจ้า Honda NR750 เป็นพิเศษ ด้วยเอกลักษณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะดูเด่นกว่าชาวบ้าน ทั้งเครื่องยนต์สูบวีที่มีลูกสูบ

ตัวใหม่ Vespa GTS Super Tech 300 มาพร้อมเครื่องยนต์ควอซาร์ (Quarsar) แบบใหม่ HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะเพิ่มประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องยนต์ 300 ซีซี ตัวเดิมที่เคยมีมา ด้วยรูปแบบใหม่ แบบลูกสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วิวัฒนาการใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของเวสป้า โดยให้กำลังเพิ่มขึ้น 12% สูงสุด 23.8 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 26 นม./ 5,250 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์เดิมถึง 18% แถมช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังปรับระบบ CVT ขึ้นใหม่ โดยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยระบบอีซียู Magneti Marelli MIUG4 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที กล่าวคือ เครื่องยนต์ติดหลังจากที่เพลาข้อเหวี่ยงหมุนแค่เพียง 2 รอบเท่านั้น พร้อมการันตรีมาตรฐานยูโร 4 สำหรับระบบความปลอดภัย วางระบบดีเยี่ยมด้วยระบบเบรก ABS แบบ 2 Channels ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง และระบบ ASR (Anti-Slip Regulation) ป้องกันการลื่นไถลของรถ แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นผิวถนนไม่ปรกติ เช่น ถนนลื่น เป็นต้น ด้านดีไซน์ของตัวรถนั้น เวสป้ายังคงเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำรุ่นไว้ทุกประการเพื่อส่งเสริมและสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยความพิเศษของ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์เทค” (Vespa GTS Super Tech) คันนี้ มาพร้อมกระบังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยบังแตรอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบให้ยาวขึ้นกว่าเดิมและมีดีไซน์ตกแต่งแบบ 3 บั้ง ขอบชุบโครเมียมประดับอยู่บนบังโคลนหน้า ชุดกระจกมองหลังชุบโครเมียม กระจังดีไซน์ใหม่ ‘ลายรังผึ้ง’ ด้านข้างของชุดกระบังหน้า สะดุดทุกสายตาด้วย เฉดสีพิเศษ บริเวณล้อที่ทำผิวเป็นสีดำ Glossy Black ตัดกับบังแตร สปริงโช้คล้อหน้า ตลอดจนลายสติ๊กเกอร์สีเหลือง เบาะนั่งยังได้รับการตกแต่งที่ “ไฮเทค” ด้วยลายเดินด้ายสองสี และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะใหม่ ที่ให้ความสบายทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างลงตัวที่สุด โดยมีความจุที่สามารถเก็บหมวกนิรภัยแบบเดมิเจ็ทได้สองใบพร้อมกับสิ่งของอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บสิ่งของได้เพิ่มเติมในช่องเก็บถุงมือ ภายในมีพอร์ตยูเอสบีสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 พอร์ต นอกจากนี้ Vespa GTS Super Tech 300 ยังได้ ปรับตัวเรือนไมล์ใหม่ที่ให้การแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มระบบ Full-colour TFT Display ขนาด 4.3 นิ้ว โดยแผงหน้าปัดจะแสดงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ความเร็ว ระยะทางรวม และระยะทางเฉพาะทริป อุณหภูมิโดยรอบและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยแผงหน้าปัด TFT Smart Dash เทคโนโลยีใหม่จะทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อภายใต้ชื่อ VESPA MIA ระบบอัจฉริยะที่พร้อมเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟนผ่านทาง Application Vespa โดยนับเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยที่สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายกับการขับขี่ครั้งใหม่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ ระบบไฟส่องสว่าง ยังเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านท้าย และมุมมองด้านหน้ายังคงโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า FULL LED ทรงกลม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประจำรุ่นที่ฝังรากอยู่ในประวัติศาสตร์การออกแบบของเวสป้ามาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยไฟขับขี่กลางวันแบบ LED ที่บริเวณตอนท้ายของตัวรถ โดยรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม Vespa GTS Super Tech มีให้เลือกด้วยกันสองสี ได้แก่ สีเทา เกรย์ เอวิโอ (Grey Avio) และสีดำ เนโร โวลคาโน่ (Nero Vulcano) สนนราคาช่วงแนะนำที่ 229,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสะกดใจ สามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และอินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้