SuperBikeMag.Com ข่าวรถยนต์ รีวิวรถใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถจักรยานยนต์

WorldSBK Australian Round 2025 ดูคาติ เหมารวดหัวแถว นิโคโล่ บูเรก้า นักบิดทัพหน้าชาวอิตาลีสังกัดทีมโรงงานดูคาติ โชว์ฮอตฟอร์มซ้อมแรกในเช้าวันศุกร์สำหรับ WorldSBK Australian Round 2025 พาตัวแข่ง Ducati Panigale V4R ทะยานไทม์แล็ป พร้อมจัด Best Record ดีสุดทั้ง 2 Sessions ขึ้นนำอันดับท็อปหัวแถวของตาราง สร้างโมเมนตั้มให้กับทีมอีกครั้ง เรียกได้ว่ากลับมาพร้อมความมั่นใจโดยเฉพาะค่ายแดงอย่างดูคาติ ที่สามารถคว้าท็อป 4 อันดับ Free Practice ด้วยตัวแข่ง V4R ตลอดทั้ง 2 Sessions นำโดยดาวรุ่งว่าที่แชมป์โลก Nicolo Bulega ทำเวลาดีสุดเกือบทุบสถิติปีก่อนด้วยเวลา 1:28.790 นาที (คนเดียวที่สามารถจบการซ้อมด้วยเวลา 1:28 ) ตามด้วยนักบิดมากฝีมืออย่าง Andrea Lannone (+ 0.367) อดีตแชมป์โลก 2 สมัย Alvaro Bautista (+0.593) และ Danilo Petrucci (+0.622) Toprak จบอันดับ 5 เกือบหลับแต่กลับมาได้ หากใครถามหาแชมป์โลกคนล่าสุดอยู่หล่ะก็ ในวันนี้ฟอร์มเจ้าตัวอาจยังไม่เข้ามือสำหรับ Toprak Razgatlioglu จบอันดับรวมที่ 5 สำหรับ Free Practice ด้วยเวลาดีสุด 1:29.599 นาที) แถมยังโชว์โลว์ไซต์ในโค้ง 4 (FP1) เรียกได้ว่า เกือบหลับแต่กลับมาได้ ส่วนทีมเมทอย่าง Micheal van der Mark จบอันดับรวมที่ 13 ไปด้วยเวลา 1:30.059 นาที Domimique Aegerter โชว์ฟอร์มดีสุดให้กับค่ายส้อมเสียง Domimique Aegerter (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) หนึ่งเดียวที่สามารถจบอันดับการซ้อมดีสุดจากฝั่งส้อมเสียง ด้วยอันดับ 6 (Best Lap ด้วยเวลา 1:29.739 นาทีใน FP1) ตามด้วย Andrea Locatelli เก็บท็อป 10 ด้วยเวลา 1:29.849 นาที สำหรับ Remy Gardner จบอันดับ 17 และ Tito Rabat อันดับ 19 Alex Lowes นำทัพฝั่ง Bimota ต่อด้วยทางฝั่ง Bimota ขึ้นนำโดย Alex Lowes จบอันดับรวมที่ 9 ส่วน Axel Bassani จบอันดับที่ 22 และ Ei Bocia ทำเวลา 1:29.916 นาที คว้าอันดับ 11 ไปครอง สำหรับ Garreat Gerloff นักบิดรายเดียวจาก Kawasaki ทำเวลาดีสุด 1:30.193 นาที จบอันดับที่ 15 ฮอนด้ายังต้องปรับตัว สำหรับค่ายปีกนกยังถือว่าต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Xavi Vierge ทำเวลาตามหลัง Gerloff ติด ๆ โดยเวลาห่างเพียง 0.012 นาที จบอันดับ 16 ส่วนทีมเมทอย่าง Iker Lecuona ตามหลัง Vierge อยู่สองอันดับ และปิดท้ายด้วย Tarran Mackenzie (PETRONAS MIE Racing Honda) รวมถึงรุกกี้หน้าใหม่อย่าง Zaqhwan Zaidi เก็บสองอันดับสุดท้ายในรอบการซ้อมของวันศุกร์นี้ เตรียมตัวชมการแข่งรอบ Race 1 ในวันเสาร์ได้เลย

มาเวอริค บีญาเลส มั่นใจ! ปรับตัวกับ KTM ได้ดีขึ้นทุกวัน มาเวอริค บีญาเลส นักแข่งรายใหม่ล่าสุดจากทีม Redbull KTM Tech3 ออกมาเผยว่าการทดสอบในช่วง Pre-Season Test ของการแข่งขัน MotoGP ในช่วงที่ผ่านมานั้น มันกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเขากับรถแข่ง RC16 สามารถเข้ากันได้ดี และมีการพัฒนาได้ดีมากยิ่งขึ้น แม้ในการทดสอบ Pre-Season Test ที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมรรถนะของ KTM RC16 เหมือนจะมีปัญหาการสึกของยางอย่างรุนแรงในการวิ่งทดสอบระยะยาวที่สนามบุรีรัมย์ โดยยางจะมีปัญหา แต่ก็ไม่สามารถกระทบกับฟอร์มการขับขี่ของ ‘TopGun’ ได้ เพระาดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะสามารถพัฒนาลีลากับขับขี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันสุดท้ายของการทดสอบ ด้วยการขี่ RC16 ของทีม Redbull KTM Tech3 ขึ้นมาจบในอันดับที่ 9 ของตารางเวลารวมในการทดสอบวันสุดท้าย โดยบีญาเลสมองว่ากาปรับตัวเป็นไปได้ดี และคิดว่าการขับขี่ของเจ้าตัวเข้าใกล้กับดาวรุ่งของทีมอย่าง เปโดร อคอสต้า ไปทีละก้าว “การปรับตัวของผมกับรถเป็นไปได้ดี อีกทั้งพวกเรายังเข้าใกล้กับ KTM คันที่เร็วที่สุดไปทีละก้าวทุกวัน ซึ่งผมมองว่ามันไม่ง่ายอย่างแน่นอน มันเป็นรูปแบบการขับขี่ที่แตกต่างออกไปมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ผมมองว่าตอนนี้พัฒนาการก็กำลังเกิดขึ้น” “ดังนั้นทุกครั้งที่ผมขี่ ผมก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ กับตัวรถ” “ตอนนี้พวกเรากำลังจริงจังกับการจำลองการสปรินท์ระยะยาว และได้ทดลองขี่แบบ flying lap ถึงสองรอบเพื่อให้ผมสามารถเข้าใจตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น” บีญาเลสยังเสริมอีกว่าการทดสอบที่บุรีรัมย์ในครั้งนี้ดูเป็นไปในทางบวกมากกว่าการทดสอบแรกที่สนามเซปัง เพราะเจ้าตัวมีเวลามากพอที่จะทำความเข้าใจในตัวแข่ง RC16 มากขึ้นเรื่อย ๆ “ผมพอใจกับการทดสอบครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อน (ที่สนามเซปัง)” “ซึ่งการพอใจครั้งนี้มันทำให้ผมสามารถขี่รถได้เร็วขึ้น อีกทั้งทีมยังมีแรงจูงใจสูงมาก พวกเขาสามารถทำงานได้ดีจริง ๆ โดยเฉพาะการเลือกสิ่งที่ถูกต้องในการทดสอบ เพราะพวกเราพยายามโฟกัสกับสิ่งที่ต้องปรับปรุงอยู่เสมอ และคิดว่าในช่วงแรกของฤดูกาลจะเป็นช่วงของการปรับตัว” “ดังนั้นผมจึงต้องอดทน และเชื่อมั่นในกระบวนการนี้ต่อไป” บีญาเลสจะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการกับทีม Redbull KTM Tech3 ในการแข่งขันนัดเปิดสนาม MotoGP ในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2025 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สองล้อฝันสลาย Nürburgring ห้ามมอเตอร์ไซค์ลงขับขี่ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย Nürburgring (นูร์เบอร์กริง) สนามที่ได้รับตำแหน่ง ‘โหดสุด’ แห่งวงการรถซิ่ง โดยสนามนี้ตั้งอยู่ที่เมืองเนือร์บวร์ค ประเทศเยอรมนี เป็นสนามที่เหล่าผู้หลงใหลในความเร็วทั้งสี่ล้อ และสองล้อเองก็ต่างที่จะใฝ่ฝันนำรถของตัวเองเข้าเหยียบพื้นที่นั่นสักครั้ง แต่สำหรับชาวไบค์เกอร์น่าจะทำได้แค่จินตนาการแล้ว เพราะประกาศล่าสุดของสนามแข่งในตำนานแห่งนี้จะเปิดให้เฉพาะรถยนต์เท่านั้น โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัย นูร์เบอร์กริงออกกฎใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ที่คาดว่าน่าจะสะเทือนชาวสองล้อไม่น้อย โดยเป็นครั้งแรกที่สนามแข่งขันชื่อดังของเยอรมนีแห่ง ‘สั่งห้ามมอเตอร์ไซค์เข้าร่วมการแข่งขันด้วยรถสาธารณะ’ หรือ Touristenfahrten Touristenfahrten คืออะไร Touristenfahrten (อ่านว่า “ทัวริสเทนฟาร์เทน”) เป็นคำในภาษาเยอรมันแปลตรงตัวว่า การขับขี่ของนักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมนี้คือการที่สนามแข่งแห่งนี้จะมีช่วงเวลาที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถนำรถส่วนตัวมาขับบนสนามได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งมืออาชีพ โดยการวิ่งต่อรอบจะไม่มีการจับเวลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมนี้สามารถขับขี่ได้อย่างไม่ต้องรีบร้อนอะไร เก็บประสบการณ์ในสนามได้เต็มที่ หรือจะอยากทดลองการทำเวลาต่อรอบก็ย่อมทำได้ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย อาทิ ไม่ขับขี่แบบอันตราย หรือการแซงแบบผิดกฎ ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวนี้สามารถร่วมได้ทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เพียงแค่เสียค่าธรรมเนียมต่อรอบเพียง 30 ยูโร ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 1,1000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ก็สามารถร่วมสร้างตำนานบนสนามแข่งแห่งนี้ได้แล้ว และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามกฎของสนามแข่ง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมนี้ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) สั่งห้ามมอเตอร์ไซค์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จากคลิปวิดีโอด้านบน ถ้าดูแล้วก็คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรต่อ และกิจกรรมนี้สำหรับชาวสองล้อคงต้องสิ้นสุดไว้เพียงเท่านี้เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยที่สนามมีต่อนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะการลงขับขี่ในสนามแต่ละรอบ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์จะลงสนาม และขับขี่พร้อมกัน และแน่นอนว่าเกิดอุบัติเหตุนับครั้งไม่ถ้วนสำหรับรถยนต์ และรถยนต์จักรยานยนต์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกในการให้รถจักรยานยนต์ลงขับขี่ในกิจกรรมนี้ “พลวัตการขับขี่ที่แตกต่างกันระหว่างรถสองล้อและสี่ล้อ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับนักบิดมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ประสบการณ์ขับขี่ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน ตั้งแต่นี้ไป รถยนต์และมอเตอร์ไซค์จะถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง” ซึ่งหมายความว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปการขับขี่ด้วยรถสาธารณะภายในสนามจะถูกเปิดให้เฉพาะรถยนต์เพียงเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่เหล่าไบค์เกอร์ทั้งหลายก็ยังสามารถขับขี่บนสนามได้ แต่จะถูกจำกัดให้เข้าร่วมเฉพาะการขับขี่แบบ ‘Guided Rides’ หรือการขับขี่แบบมีผู้ดูแลภายใต้การฝึกอบรมที่จัดขึ้นโดยมืออาชีพเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda Hornet 2.0 แตนสปอร์ต จากแดนภารตะ 2025 Honda Hornet 2.0 เน็กเก็ดไบค์จากค่ายปีกนกโฉมใหม่ เปิดตัวมาพร้อมการปรับปรุงอัปเดตในด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ เพื่อครอบคลุมและรองรับการใช้งาน สำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ พร้อมที่จะถ่ายทอดความแรงและความเร้าใจ โดยเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในอินเดีย ดำมุก (Pearl Igneous Black) สีแดงเมทัลลิก (Radiant Red) สีน้ำเงินเมทัลลิก (Athletic Blue Metallic) สีเทาแมต (Mat Axis Gray Metallic) สำหรับโฉมเวอร์ชัน 2025 มีการปรับในเรื่องของเพาเวอร์เทรน ดีไซน์ ฟีเจอร์และอื่น ๆ เริ่มด้วยที่ดีไซน์ลวดลายพร้อมกราฟิกใหม่บริเวณด้านข้าง ใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED เต็มคัน ส่วนบอดี้รูปร่างยังคงสไตล์เดิม แต่กลับมาได้ชุดสีให้เลือกมากถึง 4 สี ได้แก่ สีดำมุก (Pearl Igneous Black), สีแดงเมทัลลิก (Radiant Red), สีน้ำเงินเมทัลลิก (Athletic Blue Metallic) และสีเทาแมต (Mat Axis Gray Metallic) โดยผ่านมาตรฐานไอเสีย OBD2B เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ผ่านเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 184.4 ซีซี ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเกียร์ 5 สปีด มีแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ เรื่องของแรงม้าและแรงบิดลดลงจากรุ่นเดิมเล็กน้อยจาก 17.2 อยู่ที่ 17 แรงม้า แรงบิด 15.9 เหลือ 15.7 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าแทบจะไม่เห็นผลเลยก็ว่าได้ อีกสิ่งหนึ่งปรับปรุงใหม่และค่อนข้างตอบโจทย์ทีเดียวเลยก็คือ หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ พอร์ตชาร์จ USB Type C สำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเสริมความปลอดภัยด้วยระบบแทร็คชันคอนโทรลและ ABS Dual Channel สำหรับช่วงล่างใช้เป็นโช้คอัพด้านหน้าแบบหัวกลับ และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ระบบเบรกดิสก์เบรกด้านขนาด 276 มม. ด้านหลัง 220 มม. คาลิเปอร์ Nissin ใส่ล้อแม็ก 17 นิ้วและยางขนาดไซส์ 110 และ 140 ตามลำดับ นับว่าเป็นโมเดลที่ค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับมือใหม่ เพราะราคาขายอยู่ที่ 156,953 รูปี หรือราว ๆ 6 หมื่นต้น ๆ ได้สเปคตัวเริ่มต้นที่ดี และคาดว่าเป็นแนว ๆ เดียวกันกับเวอร์ชัน A2 ในตลาดยุโรป สู้ได้แน่นอน..แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคลาส 200 ในตลาดอย่าง TVS Apache RTR 200 4V, Bajaj Pulsar NS200 หรือแม้กระทั่ง Yamaha MT-15 ก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“ไบร์ท – ไฮเปค” บิด Honda NSF250R พาเหรดคว้าดับเบิ้ลโพเดียม ศึก “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก ที่ จ.บุรีรัมย์ นักบิดเยาวชนไทยโชว์ทักษะบิดรถแข่ง Honda NSF250R จาก HRC ทำผลงานในการแข่งขัน 2 เรซ รายการ “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก นำโดย “ไบร์ท” เตชินท์ เจ้าของรถหมายเลข 11 ทำผลงานครองชัยชนะกวาดดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค” กฤษฎา เจ้าของรถหมายเลข 18 คว้าดับเบิ้ลท็อป 2 ขณะที่โพเดียมตำแหน่งที่ 3 เรซที่ 1 ได้แก่ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ เจ้าของรถหมายเลข 8 และ เรซที่ 2 ได้แก่ “กัน” พชรกร เจ้าของรถหมายเลข 17 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมา การแข่งขันรายการ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ สนามแรก มี 18 นักบิดเยาวชนจาก 5 ประเทศเข้าร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม ร่วมฉายแววนักบิดโดยใช้รถ Honda NSF250R รถแข่ง Race Machine จาก HRC ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ในรายการเดียวกับ Asia Talent Cup ทำการลงดวลเกมกันอย่างสนุกเข้มข้นท่ามกลางอุณหภูมิสนามแข่งที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันเรซแรกจบลงโดย “ไบร์ท-เตชินท์” คว้าชัยชนะเฉือน “ไฮเปค-กฤษฎา” เข้าเส้นชัยในตำแหน่งที่ 2 ตามมาด้วย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ในอันดับที่ 3 ผลการแข่งขันเรซที่สอง เปิดเกมชิงเดอะวินเนอร์กันอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “ไบร์ท-เตชินท์” สามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งทำให้เป็นผู้ครองชัยชนะดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค-กฤษฎา” ที่ตีคู่ทำผลงานดับเบิ้ลโพเดียมในตำแหน่งที่ 2 และ “กัน-พชรกร” ครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 3 ทั้งนี้ “ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ 2024” จะแข่งขันกันทั้งหมด 6 ครั้ง 4 สนาม โดยครั้งที่ 2-4 จะยังแข่งขันกันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน, ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 กันยายน, ก่อนจะย้ายไปแข่งขัน สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 20-22 กันยายนตามด้วยครั้งสุดท้าย วันที่ 24 พฤศจิกายน ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

MV AGUSTA ENDURO VELOCE สายลุยไซส์กลางเลือดอิตาลี MV AGUSTA ENDURO VELOCE เผยโฉมออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ สายแอดเวนเจอร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีโมเดลสายลุยรุ่นลิมิเต็ดอย่าง LXP Orioli ของแบรนด์อิตาลี เรียกว่าเป็นโมเดลที่จะมาสานต่อรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ของทางค่ายนั่นเอง สไตล์ เจ้าสายลุยคันใหม่คันนี้ยังคงยึดหลักแนวทางตามแบบฉบับ MV Agusta 100% คือ ผลิตในอิตาลี ผลิตและประกอบดุจดั่งงานศิลปะ ละเอียดในทุกจุดในเชิงวิศวกรรมและที่สำคัญคือสมรรถนะสูง รวมกันอยู่ในโมเดลเดียวโมเดลเดียวนี้นั่นเอง เพียงแค่คุณชายตามองแวบเดียวคุณจะรับรู้ได้เลยว่านี่คือรถจาก MV Agusta แบรนด์ที่สวยที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ของทางค่ายโดยตรง เส้นสายทุกส่วนสัดถูกกำหนดออกมาว่าจะต้องลื่นไหลลงตัวอย่างไม่มีข้อแม้ ผลคือดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสวยงาม แต่ยังมีเรื่องการใช้งานด้วย ตัวรถมีท้ายที่กะทัดรัดคอนทราสต์กับด้านหน้าตัวรถที่มีความบึกบึนซึ่งช่วยป้องกันลมไม่ให้ปะทะผู้ขับขี่ขณะเดียวกันก็ให้ท่านั่งขับขี่ที่สบายและควบคุมรถได้เป็นอย่างดี แฟริ่งด้านหน้าสมบูรณ์แบบด้วยชิลด์หน้าที่ทำจากวัสดุเพล็กซี่กลาสที่ไม่เพียงแต่แข็งแรง ยังช่วยป้องกันกระแสลมปั่นป่วนบริเวณหมวกกันน็อกอีกด้วย และแน่นอนว่าออกแบบตามหลักของอากาศพลศาสตร์ โดยมีการทดสอบและจำลองเพื่อให้ออกมาดีที่สุดในทุก ๆ รูปแบบการขับขี่ทั้งคนเดียวและมีคนซ้อน โดยเส้นสายแฟริ่งที่ด้านหน้าจะช่วยเพิ่มแอร์โฟลว์เข้าไปยังตัวแผงหม้อน้ำได้อย่างเต็มที่ หัวใจหลัก เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 931 ซีซีแบบสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 20 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ออกแบบ พัฒนาและสร้างขึ้นเองในโรงงานของตัวเอง โดดเด่นที่น้ำหนักเบาเพียง 57 กิโลกรัมและยังมีขนาดกะทัดรัดสุด ๆ เครื่องยนต์ให้แรงม้าสูงสุดถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดี่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และยังเคลมมาว่ามีพละกำลังดีที่รอบสูง มีแรงบิดตึง ๆ ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยสามารถรีดแรงบิดมากถึง 85% จากรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้นเอง สุดท้ายคือท็อปสปีดสูงถึง 240 กม./ชม. และจากการที่มีตัวเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และนั่นทำให้ขับขี่ได้สบาย ขับทางไกลเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย ช่วงล่าง เจ้า MV Agusta Enduro Veloce อยู่ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดที่มีอัตราการแข่งขันสูงดังนั้นทางค่ายก็เลยตั้งใจออกแบบมาให้คนที่ได้ลองขับขี่จะต้องตกหลุมรัก ด้วยช่วงล่างที่การันตีได้ว่าจะให้สมรรถนะสูงไม่ว่าจะทั้งในทางดำหรือทางฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องขับขี่ได้สบายแม้เดินทางไกล ตัวเฟรมใช้หลักการออกแบบโครงสร้างแบบสมัยใหม่ มีเฟรมแบบเปลคู่ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความบาลานซ์กันระหว่างความแข็งแรงเพื่อให้ความนิ่งเสถียนที่ย่านความเร็วสูง และความยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถซับแรงกระแทกได้เมื่อขับขี่ออฟโร้ด นอกจากนี้ยังออกช่วงล่างมาเพื่อรองรับการลุยแบบหนัก ๆ ตัวซับเฟรมท้ายสามารถถอดออกเพื่อทำการซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนได้อีกด้วย สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมอัลลอยเพื่อรีดน้ำหนัก ช่วยให้มีความคล่องตัว ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Sachs ขนาด 48 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับกระเดื่องจาก Sachs ที่ปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดเช่นกัน เบาะนั่งปรับได้ 20 ม.ม. โดยสูงตั้งแต่ 850 – 870 ม.ม. และการันตีว่าจะนั่งได้สบาย ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่มีให้ 230 ม.ม.เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ด ส่วนของระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่พร้อมจานเบรกขนาด 265 ม.ม. ยางและล้อจะมีขนาด 90/90-21 และ 150/70-18 โดยจะเลือกใช้ล้อ Takasago Excel ที่เป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในและทำสีดำดูเข้มขลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของการขับขี่ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-Road และ Custom All Terrain มีระบบ Electronically Assisted Shift (EAS) เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ที่จะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่ต้องปิดคันเร่ง มีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ที่จะช่วยสั่งการระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล เปิดปิดได้ ตั้งได้ 8 ระดับ 5 ระดับสำหรับการใช้งานบนถนน 2 ระดับสำหรับการขับขี่ทางฝุ่น และ 1 ระดับสำหรับถนนเปียกหรือทางลื่น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกปรับได้ 2 ระดับ ระบบช่วยออกตัวที่จะช่วยให้คุณออกตัวเร่งทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.72 วินาที ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหลัง ระบบครูซคอนโทรล ในส่วนของความสะดวกสบาย แน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“ไบร์ท – ไฮเปค” บิด Honda NSF250R พาเหรดคว้าดับเบิ้ลโพเดียม ศึก “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก ที่ จ.บุรีรัมย์ นักบิดเยาวชนไทยโชว์ทักษะบิดรถแข่ง Honda NSF250R จาก HRC ทำผลงานในการแข่งขัน 2 เรซ รายการ “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก นำโดย “ไบร์ท” เตชินท์ เจ้าของรถหมายเลข 11 ทำผลงานครองชัยชนะกวาดดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค” กฤษฎา เจ้าของรถหมายเลข 18 คว้าดับเบิ้ลท็อป 2 ขณะที่โพเดียมตำแหน่งที่ 3 เรซที่ 1 ได้แก่ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ เจ้าของรถหมายเลข 8 และ เรซที่ 2 ได้แก่ “กัน” พชรกร เจ้าของรถหมายเลข 17 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมา การแข่งขันรายการ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ สนามแรก มี 18 นักบิดเยาวชนจาก 5 ประเทศเข้าร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม ร่วมฉายแววนักบิดโดยใช้รถ Honda NSF250R รถแข่ง Race Machine จาก HRC ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ในรายการเดียวกับ Asia Talent Cup ทำการลงดวลเกมกันอย่างสนุกเข้มข้นท่ามกลางอุณหภูมิสนามแข่งที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันเรซแรกจบลงโดย “ไบร์ท-เตชินท์” คว้าชัยชนะเฉือน “ไฮเปค-กฤษฎา” เข้าเส้นชัยในตำแหน่งที่ 2 ตามมาด้วย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ในอันดับที่ 3 ผลการแข่งขันเรซที่สอง เปิดเกมชิงเดอะวินเนอร์กันอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “ไบร์ท-เตชินท์” สามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งทำให้เป็นผู้ครองชัยชนะดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค-กฤษฎา” ที่ตีคู่ทำผลงานดับเบิ้ลโพเดียมในตำแหน่งที่ 2 และ “กัน-พชรกร” ครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 3 ทั้งนี้ “ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ 2024” จะแข่งขันกันทั้งหมด 6 ครั้ง 4 สนาม โดยครั้งที่ 2-4 จะยังแข่งขันกันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน, ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 กันยายน, ก่อนจะย้ายไปแข่งขัน สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 20-22 กันยายนตามด้วยครั้งสุดท้าย วันที่ 24 พฤศจิกายน ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

MV AGUSTA ENDURO VELOCE สายลุยไซส์กลางเลือดอิตาลี MV AGUSTA ENDURO VELOCE เผยโฉมออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ สายแอดเวนเจอร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีโมเดลสายลุยรุ่นลิมิเต็ดอย่าง LXP Orioli ของแบรนด์อิตาลี เรียกว่าเป็นโมเดลที่จะมาสานต่อรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ของทางค่ายนั่นเอง สไตล์ เจ้าสายลุยคันใหม่คันนี้ยังคงยึดหลักแนวทางตามแบบฉบับ MV Agusta 100% คือ ผลิตในอิตาลี ผลิตและประกอบดุจดั่งงานศิลปะ ละเอียดในทุกจุดในเชิงวิศวกรรมและที่สำคัญคือสมรรถนะสูง รวมกันอยู่ในโมเดลเดียวโมเดลเดียวนี้นั่นเอง เพียงแค่คุณชายตามองแวบเดียวคุณจะรับรู้ได้เลยว่านี่คือรถจาก MV Agusta แบรนด์ที่สวยที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ของทางค่ายโดยตรง เส้นสายทุกส่วนสัดถูกกำหนดออกมาว่าจะต้องลื่นไหลลงตัวอย่างไม่มีข้อแม้ ผลคือดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสวยงาม แต่ยังมีเรื่องการใช้งานด้วย ตัวรถมีท้ายที่กะทัดรัดคอนทราสต์กับด้านหน้าตัวรถที่มีความบึกบึนซึ่งช่วยป้องกันลมไม่ให้ปะทะผู้ขับขี่ขณะเดียวกันก็ให้ท่านั่งขับขี่ที่สบายและควบคุมรถได้เป็นอย่างดี แฟริ่งด้านหน้าสมบูรณ์แบบด้วยชิลด์หน้าที่ทำจากวัสดุเพล็กซี่กลาสที่ไม่เพียงแต่แข็งแรง ยังช่วยป้องกันกระแสลมปั่นป่วนบริเวณหมวกกันน็อกอีกด้วย และแน่นอนว่าออกแบบตามหลักของอากาศพลศาสตร์ โดยมีการทดสอบและจำลองเพื่อให้ออกมาดีที่สุดในทุก ๆ รูปแบบการขับขี่ทั้งคนเดียวและมีคนซ้อน โดยเส้นสายแฟริ่งที่ด้านหน้าจะช่วยเพิ่มแอร์โฟลว์เข้าไปยังตัวแผงหม้อน้ำได้อย่างเต็มที่ หัวใจหลัก เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 931 ซีซีแบบสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 20 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ออกแบบ พัฒนาและสร้างขึ้นเองในโรงงานของตัวเอง โดดเด่นที่น้ำหนักเบาเพียง 57 กิโลกรัมและยังมีขนาดกะทัดรัดสุด ๆ เครื่องยนต์ให้แรงม้าสูงสุดถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดี่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และยังเคลมมาว่ามีพละกำลังดีที่รอบสูง มีแรงบิดตึง ๆ ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยสามารถรีดแรงบิดมากถึง 85% จากรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้นเอง สุดท้ายคือท็อปสปีดสูงถึง 240 กม./ชม. และจากการที่มีตัวเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และนั่นทำให้ขับขี่ได้สบาย ขับทางไกลเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย ช่วงล่าง เจ้า MV Agusta Enduro Veloce อยู่ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดที่มีอัตราการแข่งขันสูงดังนั้นทางค่ายก็เลยตั้งใจออกแบบมาให้คนที่ได้ลองขับขี่จะต้องตกหลุมรัก ด้วยช่วงล่างที่การันตีได้ว่าจะให้สมรรถนะสูงไม่ว่าจะทั้งในทางดำหรือทางฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องขับขี่ได้สบายแม้เดินทางไกล ตัวเฟรมใช้หลักการออกแบบโครงสร้างแบบสมัยใหม่ มีเฟรมแบบเปลคู่ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความบาลานซ์กันระหว่างความแข็งแรงเพื่อให้ความนิ่งเสถียนที่ย่านความเร็วสูง และความยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถซับแรงกระแทกได้เมื่อขับขี่ออฟโร้ด นอกจากนี้ยังออกช่วงล่างมาเพื่อรองรับการลุยแบบหนัก ๆ ตัวซับเฟรมท้ายสามารถถอดออกเพื่อทำการซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนได้อีกด้วย สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมอัลลอยเพื่อรีดน้ำหนัก ช่วยให้มีความคล่องตัว ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Sachs ขนาด 48 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับกระเดื่องจาก Sachs ที่ปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดเช่นกัน เบาะนั่งปรับได้ 20 ม.ม. โดยสูงตั้งแต่ 850 – 870 ม.ม. และการันตีว่าจะนั่งได้สบาย ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่มีให้ 230 ม.ม.เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ด ส่วนของระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่พร้อมจานเบรกขนาด 265 ม.ม. ยางและล้อจะมีขนาด 90/90-21 และ 150/70-18 โดยจะเลือกใช้ล้อ Takasago Excel ที่เป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในและทำสีดำดูเข้มขลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของการขับขี่ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-Road และ Custom All Terrain มีระบบ Electronically Assisted Shift (EAS) เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ที่จะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่ต้องปิดคันเร่ง มีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ที่จะช่วยสั่งการระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล เปิดปิดได้ ตั้งได้ 8 ระดับ 5 ระดับสำหรับการใช้งานบนถนน 2 ระดับสำหรับการขับขี่ทางฝุ่น และ 1 ระดับสำหรับถนนเปียกหรือทางลื่น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกปรับได้ 2 ระดับ ระบบช่วยออกตัวที่จะช่วยให้คุณออกตัวเร่งทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.72 วินาที ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหลัง ระบบครูซคอนโทรล ในส่วนของความสะดวกสบาย แน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT

Honda RS-X Winner พ่อบ้านไบค์ สไตล์สปอร์ต-อัลเดอร์โบน Honda RS-X Winner โมเดลใหม่จากฮอนด้าทางฝั่งประเทศมาเลเซีย หรือ Boonsiew Honda (BSA) ที่เป็นรถครอบครัวสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบน ที่ในโมเดลนี้มีการปรับปรุงรายละเอียดบางอย่างเพียงเล็กน้อย พร้อมกับการใส่ออปชั่นฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.2 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 15.8 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 13.6 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พร้อมระบบ Assist & Slipper Clutch จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 4.5 ลิตร ระบบช่วงล่างของตัวรถคันนี้ด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกด้านหน้าของรถคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พร้อมระบบ ABS (มีให้เฉพาะด้านหน้า) ติดตั้งอยู่บนล้อขนาด 90/80-17 M/C และ 120/70-17 M/C ทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามลำดับ ฟีเจอร์การใช้งาน และเทคโนโลยี แม้จะเป็นรถบ้านในพิกัดไม่เกิน 150 ซีซี แต่ก็มาพร้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเริ่มที่ระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED รอบคัน ระบบความปลอดภัยแบบ ABS ที่มีติดตั้งมาให้เฉพาะล้อหน้า ระบบสตาร์ทแบบ Smart Key System เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมช่องชาร์จไฟแบบ USB บริเวณช่องเก็บของด้านหน้า ช่องจ่ายไฟแบบ USB ระบบกุญแจ Smart Key สีสันที่วางจำหน่าย สีน้ำเงิน สีแดง-ดำ สีเหลือง สีเขียว เห็นรถโมเดล Honda RS-X Winter ที่เปิดขายอย่างเป็นทางการในประเทศมาเลเซียก็อดทำให้นึกถึงอีกหนึ่งรุ่นจากค่ายส้อมเสียงไม่ได้ ‘Yamaha Exciter155’ รถสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบนแบบเดียวกันกับ RS-X เป๊ะ ๆ ดีไซน์ก็มีความใกล้เคียงกัน ขนาดเครื่องยนต์ก็ดีขนาดใกล้กัน แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทางไทยฮอนด้าไม่ประสงค์ที่จะทำตลาดรถโมเดลนี้ในบ้านเรา ในส่วนของราคาวางจำหน่าย Honda RS-X Winter มีราคาอยู่ที่ 9,998 ริงกิตมาเลเซีย ตีมูลค่าเป็นไทยประมาณ 75,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แฟน ๆ ชาวไทยที่อยากขี่รถโมเดลนี้ของฮอนด้าก็อาจจะทำได้แค่มอง เพราะมันไม่มาจำหน่ายในไทยแน่นอนจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม Jorge Martin นักแข่งแชมป์โลกสมัยล่าสุดที่ย้ายไปเข้าร่วมทีมโรงงานค่าย Aprilia Racing โดยปัจจุบันเจ้าตัวนั้นอยู่ช่วงระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ หลังจากที่เขาได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทดสอบได้เพียง 13 รอบเท่านั้น อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ ทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัด และพลาดการสอบอย่างเป็นทางการในรอบสุดท้ายที่สนามจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็เหมือนได้อย่างเสียอย่าง ขณะที่ทีมเมทของมาร์ตินอย่าง ‘Marco Bezzecchi’ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมได้รอบ FP4 ด้วยเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:29.060 นาที จบด้วยอันดับ 1 ของตาราง โดยผู้จัดการทีมของ Aprilia อย่าง Paolo Bonora เผยว่า หลังจากที่ฆอร์เก้ มาร์ตินได้รับบาดเจ็บที่สนามเซปัง ทำให้ทางทีมต้องมีการปรับแผนการซ้อมใหม่ทั้งหมด แต่ก็โชคดีที่เบซเซคคี่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และนักทดสอบก็ยังเค้นประสิทธิภาพเพื่อปรับแต่งบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขี่ของมาร์ตินได้อีกด้วย “หลังจากที่ Jorge ได้รับบาดเจ็บที่เซปัง เราต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เรามีหลายอย่างที่ต้องทดสอบ และโชคดีที่เราสามารถทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้นตามแผน เราผ่านรายการทดสอบที่ยาวนานของเราได้สำเร็จ” “Marco ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาสามารถกำหนดเซ็ตอัพพื้นฐาน ทั้งในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์และแชสซีได้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การมี Lorenzo Savadori (นักบิดทดสอบของ Aprilia) มาช่วย ยังทำให้เราสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้กับ Jorge ได้อีกด้วย” “ตอนนี้เรากำลังรอ Jorge กลับมา เพราะจำเป็นที่เขาจะต้องได้รับเซ็ตอัพพื้นฐานที่เราค้นพบในช่วงฤดูหนาว เราหวังว่าในสนามแรก เขาจะสามารถปรับตัวและสร้างความมั่นใจกับตัวรถได้อย่างรวดเร็ว” “ขณะนี้ แผนการฟื้นตัวทางการแพทย์ของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด อาการของเขาดีขึ้นทุกวัน และเราตั้งตารอที่จะได้เขากลับมาร่วมทีมโดยเร็วที่สุด” และผู้จัดการทีมของ Aprilia เองก็ยอมรับว่าการที่พลาดการทดสอบไปหลายร้อยรอบสนามนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเอากลับมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นทางทีมจะยึดถือว่าการแข่งในนัดเปิดสนามทั้ง 4 สนาม (สนามประเทศไทย, สนามอาร์เจนติน่า, สนามประเทศสหรัฐอเมริกา และสนามประเทศการ์ตาร์) จะถือว่าเป็นสนามสำหรับทดสอบของแชมป์โลกคนล่าสุด “พูดตามตรง เรามองว่าสี่สนามแรกที่แข่งนอกยุโรปเป็นเหมือนการทดสอบสำหรับ Jorge เพราะเขาพลาดโอกาสทดสอบที่เซปังและบุรีรัมย์” “ใน MotoGP เมื่อนักแข่งเปลี่ยนจากรถคันหนึ่งไปสู่อีกคันหนึ่ง พวกเขาต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจ มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเขา” “เราสังเกตเห็นว่า Marco สามารถปรับตัวเข้ากับรถได้อย่างรวดเร็วที่บุรีรัมย์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าเราจะสามารถส่งมอบรถที่ดีให้กับ Jorge ได้” การแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากการแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ThaiGP 2024 Pirelli ปรับยางใหม่สู้ศึก ThaiGP 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากในสุดสัปดาห์นี้ Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังระดับโลก ได้จัดยางชนิดพิเศษเพื่อรองรับการแข่งขันที่ประเทศไทยในสุดสัปดาห์นี้ โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ที่จะจัดการแข่งขันในรายการ รถจักรยานยนต์ทางเรียบ ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2024” ในสุดสัปดาห์หน้า เป็นสนามที่ Pirelli รู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยมีการแข่งขันที่สนามนี้ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2019 ในรายการ FIM Superbike World Championship โดยสนามนี้ประกอบไปด้วยหลายโซนที่ต้องเบรก และเร่งเครื่องยนต์ต่อเนื่อง แต่พื้นผิวของสนามไม่ได้มีความหยาบมากเป็นพิเศษ นี่คือเหตุผลที่ Pirelli ตัดสินใจใช้ยางมาตรฐานการแข่งขัน ในสนามที่ประเทศไทย ซึ่งยางดังกล่าวมีสมรรถนะยอดเยี่ยมและเป็นที่รู้จักกันดีของทีม และนักแข่ง ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจำนวนยางต่อคอมปาวด์ที่เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของทีมงาน และนักแข่ง เพื่อให้มั่นใจในตลอดการแข่งขันช่วงสุดสัปดาห์นี้ Giorgio Barbier หัวหน้าฝ่ายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ของ Pirelli กล่าวว่า “เรารู้จักสนามบุรีรัมย์เป็นอย่างดี เพราะเราเคยแข่งขันที่นั่นมาแล้ว 5 ฤดูกาลกับการแข่งขันในรายการ WorldSBK Championship และเราทราบดีว่าสนามนี้ ไม่เหมือนกับสนามในออสเตรเลียที่จัดการแข่งขัน GP ครั้งล่าสุด เพราะสนามบุรีรัมย์ไม่มีส่วนของสนามที่ทำให้ยางต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ แม้ว่าความชื้นสูงตามแบบฉบับของพื้นที่ อุณหภูมิพื้นผิวแอสฟัลท์ที่มักจะสูงมาก และการเบรกอย่างกระทันหันที่ส่วนปลายของทางตรงยาวทั้งสองจุดจะยังคงสร้างความกดดันให้กับยาง โดยเฉพาะยางหน้า การเบรกและการเร่งเครื่องใหม่บ่อยครั้ง เป็นการทดสอบความสามารถของยางหลังในการรองรับแรงกดในแนวตรงที่เกิดขึ้นขณะเร่งเครื่อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพการณ์ที่เราพบในสนามอื่น ๆ อยู่แล้ว และยางมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันก่อนหน้านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพได้ดี เราตัดสินใจเพิ่มจำนวนยางเป็น 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ เหมือนกับที่เคยกำหนดไว้สำหรับยางหลัง Moto2™ ในการจัดสรรมาตรฐาน เพื่อให้ทีมและนักแข่งสามารถทำงานกับการผสมผสานของยางที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนยางที่มีอยู่ สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักจะเกิดฝนตกกระทันหัน และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับแต่งยางสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์” ยางคอมปาวด์มาตรฐาน แต่เพิ่มจำนวน : ยางแห้งแบบสลิกทุกชนิดมีจำนวน 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ นักแข่ง Moto2™ สามารถเลือกใช้ยางหน้า SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) พร้อมกับสองตัวเลือกยางหลัง SC0 (นุ่ม) และ SC1 (กลาง) สำหรับ Moto3™ นักแข่งจะมีตัวเลือกยางหน้าเหมือนกัน คือ SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) ส่วนยางหลังสามารถเลือกได้ระหว่าง SC1 (นุ่ม) หรือ SC2 (กลาง) โอกาสการเกิดฝนตก : พื้นที่ที่สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่มีสภาพอากาศร้อนชื้น และยังมีโอกาสเกิดฝนตกกระทันหัน อาจะรวมไปถึงการเกิดฝนตกหนักในระหว่างการแข่ง ในกรณีนี้ นักแข่งทั้งสองคลาสจะมียาง DIABLO Rain พร้อมใช้งาน โดยมีจำนวน 5 ชิ้นสำหรับยางหน้า และ 6 ชิ้นสำหรับยางหลัง การเบรก และการเร่งความเร็ว : สนามแข่งแห่งนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ‘เฮอร์มันน์ ทิลเก้’ และเปิดตัวในปี 2014 สนามบุรีรัมย์ถือว่าเป็นสนามแบบ “Stop and go” แบบคลาสสิก ซึ่งมีการเบรก และการเร่งความเร็วบ่อยครั้งซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ นักแข่งจะชื่นชอบยางหน้าที่มีความมั่นคงและแม่นยำ รวมไปถึงยางหลังที่ให้การยึดเกาะ และแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมเมื่อออกจากโค้ง ด้วยเหตุนี้ Pirelli จึงนำยางที่ดีที่สุดมาใช้ในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สำหรับการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 จะทำการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 โดย Moto3 จะแข่งขันในเวลา 12.00น. และในรายการ Moto2 ในเวลา 13.15น. สนามนี้มีลุ้น ‘ก้อง สมเกียรติ จันทรา’ คัมแบคจากอาการบาดเจ็บเพื่อทำการลงแข่งขันในประเทศไทย แฟน ๆ Moto2 และ ก้อง ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton F1R โคตรแรร์ ขุมพลังโรตารี่ Norton F1R อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ที่จัดได้ว่าเป็น ‘สุดแรร์’ อีกหนึ่งคัน เพราะโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่แปลก และน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ซูเปอร์ชาร์จที่มีกำลังกว่า 200 แรงม้า ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่พ่นไฟออกจากท่อได้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโลกของมอเตอร์ไซค์หายาก บางทีก็อาจพบรุ่นที่ไม่คุ้นหูมาก่อนเช่น F1R คันนี้ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์โรตารีที่กำลังจะถูกนำขึ้นประมูลที่ H&H Classics ในประเทศอังกฤษ ซึ่งคันที่กำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้คำว่าแรร์คงจะไม่เพียงพอ ต้องใช้คำว่า ‘โคตรแรร์’ หรือขั้นกว่าที่สามารถนิยามของคำว่าหายากมาก ๆ ได้ เพราะคันนี้เป็นรุ่นแรกที่เคยผลิต ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้มีหมายเลขเฟรม #1 และเป็น P55 คันแรกที่ออกจากโรงงานใน Shenstone เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1990 มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี ขนาด 588 ซีซี แบบ Twin-rotor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลัง 94 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แต่ข้อติงพิจารณาของเครื่องยนต์ตัวนี้คือการบำรุงรักษา เพราะค่อนข้างที่จะต้องการดูแลรักษาบ่อยกว่าเครื่องยนต์ประเภทอื่น ๆ แต่ในเรื่องของขุมพลังสามารถทำได้ยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า โดยสุดยอดมอเตอร์ไซค์คันนี้ไม่ใช่เพียงรถเพื่อทำการจัดโชว์ แต่เป็นรถแข่งจริงที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Battle of the Twins ในเยอรมนีถึงห้าฤดูกาล แม้ผลงานจะไม่โดดเด่น แต่การที่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารีสามารถลงทำการแข่งขันได้นานขนาดนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกใช้งานส่วนใหญ่เพื่อการแสดงโชว์ ต้นแบบที่หายากมากคันนี้จะถูกนำออกประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2024 ที่พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติใน Solihull ซึ่งผู้จัดประมูลคาดว่าราคาจะอยู่ระหว่าง 52,000 ถึง 56,000 ปอนด์ หรือตีเป็นประมาณ 2,261,000 บาท ถึง 2,435,000 บาท ซึ่งถือราคาสูงพอสมควรสำหรับรถระดับแรร์คันนี้ แต่ก็อย่างว่า ถูกใจไม่มีอะไรแพง สำหรับแฟน ๆ Superbike Thailand ถ้าอยากเป็นเจ้าของสามารถไปร่วมประมูลที่เว็บไซต์ได้เลย โดยจะทำการประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 คลิ๊กที่นี่ จุดเด่นไฮไลท์ แฟริ่งด้านข้างพร้อมโลโก้ Norton ไฟท้ายใส (ล่องหน) สวิตซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ ขุมกำลังโรตารี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R750 K5 Barry Sheene รถสุดแรร์ที่นักสะสมต้องการ GSX-R750 K5 Rare Barry Sheene มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษของตำนานแชมป์โลก Barry Sheene ถูกนำมาประมูลโดย H&H Classics ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ Barry Sheene ชื่อนี้ยังคงเป็นที่จดจำในวงการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะกับความสำเร็จที่เขาสร้างร่วมกับ Suzuki ตลอดหลายปี และคว้าแชมป์โลกมากถึง 3 สมัยในเวิร์ลกรังปรีซ์ ตลอดอาชีพการแข่งรถของเขา Sheene ลงแข่งขันด้วยมอเตอร์ไซค์สองรุ่นที่นั่นคือ Suzuki RG500 และ Suzuki TR750 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้มีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์โลกและสร้างชื่อเสียงให้กับเขานั่นเอง โดยโมเดลดังกล่าว เป็นหนึ่งในสปอร์ตไบค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของแบรนด์ และยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Barry Sheene อย่าง K5 ที่ผลิตออกมาเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ ขนาด 749 ซีซี DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ให้กำลังถึง 145 แรงม้าที่ 12,800 รอบต่อนาที พร้อมกับลวดลายและสัญลักษณ์พิเศษที่ระลึกถึง Sheene รวมถึงการใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้รุ่นนี้ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกราฟิกแบบตัวแข่ง สปอนเซอร์ พร้อมเลขนัมเบอร์ของแชมป์โลกและชุดสีของตัวรถ ให้ความย้อนยุคเหมือนไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปสนามแข่งในยุคปี 90 จากประเมินราคาคาดการณ์ไว้ที่ 10,000 – 12,000 ยูโรหรือราว ๆ 3.6 ล้านบาท จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะนักสะสมมอเตอร์ไซค์ รวมถึงแฟน ๆ ค่ายคนบ้าจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี นับว่าหาได้ยากเพราะมีจำนวนจำกัดเพียง 50 คันทั่วโลกเท่านั้น ใครที่ได้ไปรับรองได้ว่า หากขายต่อราคากระโดดขึ้นอย่างแน่นอน แต่อย่างว่าหล่ะครับ ถ้ามีสะสมไว้ ยังไงก็ภูมิใจกว่า เพราะมันไม่ได้หาจากที่ไหนง่าย ๆ จริงหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Lead125 2024 เป็นสกู๊ตเตอร์เมืองที่ทันสมัย และใช้งานได้จริง ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ให้เทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานอย่างครบครัน ดีไซน์เรียบหรูทันสมัยพร้อมไฟ LED และฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น U-box ขนาด 37 ลิตร สำหรับเก็บของ, ระบบ Honda SMART Key สำหรับการสตาร์ทแบบไม่ใช้กุญแจและป้องกันการโจรกรรม, รวมถึงถังน้ำมันด้านหน้า พร้อมช่องชาร์จ USB Type-C ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ บิดแรง เร้าใจแน่นอน โดยเปิดตัวในประเทศไทยที่ ราคาแนะนำที่ 61,500 บาท ข้อดีและจุดเด่นของ Honda Lead125 ปี 2024 ช่องเสียบ USB Type A พร้อมช่องเก็บของคอนโทรลหน้า เรือนไมล์ LCD สไตล์ Modern Ring แบบ LED และไฟท้ายดีไซน์มินิมอลแบบ LED ดีไซน์สวยทรงตัว V เครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน ช่องเก็บของใต้เบาะ ขนาดใหญ่ความจุ 37 ลิตร พร้อมไฟ LED สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ ถังน้ำมันด้านหน้า กุญแจรีโมทอัจฉริยะที่รองรับการสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไม่ใช้กุญแจ และมาพร้อมฟังก์ชันป้องกันการโจรกรรม สเปค Honda Lead125 ปี 2024 เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124.8 ซีซี แรงม้า (เคลม) 10.73 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 53.5 X 55.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 44J แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 100/90-10 56J แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 1,844 X 680 X 1,130 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,273 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 120 ม.ม. ความสูงเบาะ 760 ม.ม. น้ำหนักรถ 113 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 6.0 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบคอมบายเบรก ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System Honda Lead125 ปี 2024 มีสีอะไรบ้าง ? สีที่มีจำหน่ายสำหรับรุ่น Honda Lead125 มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่ง ตัวแรง จากค่ายใบพัดสีฟ้า นอกจากการเปิดตัวโมเดล BMW M1000R 2023 ในประเทศไทยไปเมื่อไม่นาน วันนี้ทาง SuperฺBike Thailand จะมาแนะนำรถสปอร์ตทัวร์ริ่งตัวใหม่ในตระกูล S1000 จากค่ายใบพัดสีฟ้ากันอีกรุ่น กับเจ้า BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่งไซส์ใหญ่ในพิกัด 1000 ซีซี ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการขับขี่ในเมืองและออกทริปต่างจังหวัด ดีไซน์โฉบเฉี่ยว เริ่มจากการออกแบบแฟริ่งให้มีมิติความเป็นรถสปอร์ต ชิลด์หน้าออกแบบทรงสูงในสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมไฟ LED บิ้วอินเข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า โดดเด่นด้วยแรมแอร์ขนาดใหญ่บริเวณคอนโทรลหน้า มาพร้อมกราฟิกลวดลาย S1000 XR และโลโก้ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ประทับตราด้านข้างเพิ่มความหรูหรา เสริมการทำสีดำในส่วนเครื่องยนต์และช่วงล่าง ให้ฟีลลิ่งความสมาร์ทและดุดันในการขับขี่ที่ใคร ๆ ก็ต้องมอง นอกจากนี้ ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยช่องเก็บบัตรบริเวณฝาถังน้ำมัน และช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะขนาด 1.8 ลิตร พร้อมชุดแต่งคาร์บอน M Performance แร็กท้ายน้ำหนักเบาและกล่องท้ายมอเตอร์ไซค์ สำหรับรุ่นอัพเกรดอีกด้วย ขุมพลังเหลือล้ำ มาดูในส่วนของขุมพลังกันบ้าง กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 165 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิด 114 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบ มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ และเกียร์ 6 สปีด และรับประกันความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตอบโจทย์ผู้ขับขี่สายทัวริ่งได้อย่างแน่นอน เสริมความปลอดภัยด้วยการใช้เฟรมแบบ อลูมิเนียมคอมโพสิต พร้อมด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับ ขนาด 45 มม. มาพร้อมกระบอกโช้คสีทอง ส่วนโช้คหลัง เป็นโช้คอัพปรับระดับไฟฟ้า สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 พอต เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 พอต มาพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อ จะเป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว หน้า-หลัง ดีไซน์มาอย่างสวยงาม ขนาดของยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 190/55 แบบไม่ใช้ยางใน เทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร แค่นั้นยังไม่พอ กับระบบเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร เริ่มด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน BMW Motorrad Connectivity เข้ากับสมาร์ทโฟน ตัวรถและหมวกกันน็อกผ่านระบบบลูทูธได้สามารถ ดูเส้นทาง GPS, ฟังเพลงและสนทนาทางโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้ยังระบบไฟ LED รอบคัน โหมดการขับขี่ Riding Mode พร้อมระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC Pro), ระบบควบคุมแรงฉุดเครื่องยนต์ (MSR), ระบบเบรก ABS รวมไปถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (DTC) ดูโดยรวมแล้ว ถือว่าทาง บีเอ็มดับเบิ้ลยู โมโตราด ออกแบบตัวรถได้มาอย่างดี ตอบโจทย์สำหรับสายสปอร์ตทัวริ่ง ซิ่งถูกใจอย่างแน่นอน ในรถตระกูล S1000 ถึงรูปลักษณ์จะดูเป็นรถทรงทัวริ่ง แต่สามารถขับขี่ได้อย่างสนุกตั้งแต่ออกสตาร์ทเลยทีเดียว Racing red 2 Triple Black Light white/M Motorsport โดยมีจำหน่ายออกมาทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Light white/M Motorsport, Triple Black และ Racing red 2 สำหรับราคา จะอัปเดตอีกทีในภายหลัง อย่างไรก็ขอฝากติดตามข่าวสารรถจักรยานยนต์จากทาง SuperBike Thailand ในครั้งต่อไป หากมีข่าวสารอะไรใหม่ ๆ จะมาแชร์ให้อ่านกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สำหรับสายสกู๊ตเตอร์ที่ติดตามเจ้า Yamaha XMax 400 วันนี้ทางเรา SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆในงาน Eicma Show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ไม่นานมานี้ ต้องบอกก็เลยนะครับว่า สเปคนี้จะมีจำหน่ายที่โซนยุโรปเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วก็มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นที่ถูกแต่งเติม เพิ่มสี เข้าไปรวมไปถึง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกิดขึ้นในโซนยุโรป มาดูกันว่าคันนี้มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง รูปร่าง หน้าตาไม่ต่างจากฝั่งเอเชียเลย ที่สังเกตเห็นก็จะมีเพียงดีไซน์ลายล้อแม็กที่แปลกตาไป และชุดแคร้งเครื่องขับสายพราน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบดิสเบรคหน้าแบบ ดับเบิ้ลดิส ซ้ายและขวา พร้อมกับทับทิมสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวโช้คหน้า ตามมาตรฐานความปลอดภัยฝั่งยุโรป ทางด้านฝั่งขวา ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กรองอากาศและท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกว่าทำให้ตัวรถใหญ่ขึ้น แต่จริงๆแล้ว รูปร่างมิติตัวรถ เท่าเดิมมีเพียงปลายท่อ และหม้อกรองที่ทำให้ดูแน่นขึ้น อีกลูกเล่นที่บ้านเราไม่มี นั้นก็คือ เบรคมือ จากที่ถามและพอจะเข้าใจได้คือ การจอดบนที่ราบหรือพื้นเนินลาดชัน ขาตั้งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการจอดให้หยุดนิ่ง จึงออกแบบเบรคมือเพิ่มขึ้นมา ไว้สำหรับการจอดไม่ให้ไหลลงเนิน เพิ่มความปลอดภัยในภูมิประเทศฝั่งโซนยุโรป เบรคมือ จึงมีความจำเป็นพอสมควร เบาะนั่งเป็นอีกชิ้นที่ดูแปลกตาไป ถูกตกแต่งด้วยเพลท Yamaha สีเงินมาจากโรงงานดีไซน์ตะเข็บสวย แถมได้ลองนั่งมา มันช่างสบายเหลือเกิน ทั้งนุ่ม และกระชับเข้ากันได้ดีจริงๆถ้าได้เดินทางไกล สิ่งนี้ที่อยากให้อยู่ในบ้านเรา เรือนไมล์เข็มที่ดีไซน์มาแบบสวยหรูดูดีมีราศีมาก เอาจริงๆคือมันคล้ายกับเรือนไมล์ Tmax พอสมควร จนรู้สึกอยากให้มีในฝั่งเอเชีย เช่นกัน จากเดิมที่ยอดขายถล่มทลายอยู่ ถ้ามาสเปคนี้ต้องบอกเลยว่า ขายดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครยังรอ Yamaha Xmax 400 สเปคนี้อยู่ ขอให้ถอนหายใจยาวๆไปก่อน ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไร เพราะ ที่ขายตัว 300 อยู่ตอนนี้ก็เพียงพออยู่เเล้ว นอกจากจะเพิ่มพาร์ทอะไหล่บางชิ้นจากโซนยุโรปมาใส่ให้หายอยากไปก่อนก็ลองดู คิดว่าคงไม่ยาก สำหรับคนไทย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ที่ดูจำนวนซีซีที่มากกว่านั้น คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้เครื่อง 300 ซีซีบ้านเราก็วิ่งกันไม่แพ้ใครเลยละครับ งานมหกรรมใหญ่ปลายปีนี้คงต้องบอกว่าขอให้รอดูกันสำหรับโมเดล Xmax ที่จะมีสีใหม่ หรือว่ารุ่นใหม่ โปรคติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลย มีแน่นอน.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

Honda Collection Hall คือพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอารถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ตลอดไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเรียงร้อยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของฮอนด้าเอาไว้เข้าด้วยกัน มีตั้งแต่รถในช่วงสมัยยุคเริ่มต้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการต่างๆ ถูกรวมเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผู้ที่เข้าชมจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่ Honda มุ่งหวังจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาความเป็นมาของ Honda ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับในครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้รับเกียรติร่วมทริป Japan Passion year2 กับทางฮอนด้า ที่ให้เราได้ร่วมเก็บภาพเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มาประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับตามหา Passion ไปด้วยกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ใกล้กับสนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ปัจจุบันยังคงเอาไว้ใช้แข่งขันกี่ฬาการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ในวันนั้นเราจึงได้มีโอกาสชมทั้งพิพิธภัณฑ์ และMotoGP เลยทีเดียว แค่คนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง Honda Collection Hall จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ไว้ให้เดินดูได้อย่างสะดวก ชัดเจน และน่าสนใจมากๆเลยครับ ถือว่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้ามาเลยก็ว่าได้ เพราะในนี้ คือความฝันของใครหลายๆคน ที่ทุกคนอยากสะสม และครอบครองรถที่อยู่ในนี้ตามยุคตามสมัยของตนเอง เข้าประตูมาเจอก่อนเลยคันแรก Honda RC143 ปี 1960 คันนี้เป็นรถแข่งคันแรกของทางฮอนด้า เครื่องยนต์ 125 ซีซี 22 แรงม้า ที่ลงแข่งในรายการ WGP ปัจจุบันถ้าเทียบเท่ารายการนี้ก็ MotoGP นั้นเอง คันนี้มีอายุรวมๆเกือบ 60 ปี ใครที่ชื่นชอบ 2 ล้อเป็นพิเศษผมแนะนำให้ขึ้นมาที่ชั้น 2 อย่างโดยด่วนเพราะว่าเป็นชั้นที่จัดแสดงโชว์รถที่สะสมโมเดลหายากรุ่นแรก ปีลึก สภาพดี หาชมได้ยากที่สุดแล้ว บางรุ่นผมเองก็ยังไม่เคยเห็น (เกิดไม่ทัน) แต่ก็พอที่จะได้ยินมาบ้าง ทาง APHonda เราเองก็เอามาโชว์บางเป็นงานๆ คงจะทำเรื่องกันยกใหญ่ ถ้าจะเอาออกมานอกประเทศล่าสุด ก็คันด้านบนละครับ (RC143) ที่เอามาจอดโชว์ในงาน ThaiGP เรามาดูต่อในชั้น 2 กันว่ามีอะไรโชว์บ้าง เริ่มที่คันนี้เป็น Honda CB1100R ปี 1981 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 105 แรงม้าที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 235 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆตอนนี้ก็ถือว่าหนักพอสมควร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด คันนี้คือต้นแบบของหลายๆรุ่นในปัจจุบัน คันนี้ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับ Honda CB1100R ปี 1983 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 120 แรงม้า ที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 233 กิโลกรัม ในส่วนของมุมนี้จะมีแต่ CB ล้วนๆเลย ใครที่ชื่นชอบ จะหยุดอยู่ที่มุมนี้นานเป็นพิเศษ เดินมาต่อกันอีก 1 มุมสำหรับขาสะสมเลยก็ว่าได้ สำหรับคนไทยบางคน สายสะสมจริงๆอาจจะมีจอดประดับหิ้งไว้ที่บ้านแบบเงียบๆก็เป็นได้ มีทั้ง Honda DAX, Honda Gorila,Honda MOTRA ถัดไปอีก 1 มุมสำหรับ Honda Super Cup ที่ถูกจัดเก็บไว้มีสภาพที่สมบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าทุกรุ่น ทุกโมเดลที่จอดอยู่สมบูรณ์ 100% Honda Dream CL72 Scrambler ปี1962 มอเตอร์ไซค์ตระกูล CL Scrambler คันแรกของฮอนด้า โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้จะถูกส่งออกไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ในรูปเล็กอาจจะมีการบ่งบอกได้ว่า ถูกนำไปใส่ในสงคราม (เป็นเพียงการคาดเดา) เดินมาต่อกันอีกมุม ที่เป็นมุมที่ได้รับความสนใจเลยทีเดียวสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบและรักในความเร็วแรงของรถฮอนด้า สำหรับมุม Racing เป็นโมเดลที่ถูกจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น NSR20 คันเล็ก และคันใหญ่ อย่าง NSR250R ที่ตอนนี้มูลค่าคงไม่ต้องพูดถึง ในไทยเรายังเห็นอยู่บ้าง แต่ก็คงจะไม่ปล่อยต่อมือกันง่ายๆอย่างแน่นอน เยอะจริงๆสำหรับมุมนี้ ที่ได้รับความสนใจ ส่วนตัวผมเองจะหยุดดูและเสียเวลากับเจ้า Honda NR750 เป็นพิเศษ ด้วยเอกลักษณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะดูเด่นกว่าชาวบ้าน ทั้งเครื่องยนต์สูบวีที่มีลูกสูบ

ตัวใหม่ Vespa GTS Super Tech 300 มาพร้อมเครื่องยนต์ควอซาร์ (Quarsar) แบบใหม่ HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะเพิ่มประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องยนต์ 300 ซีซี ตัวเดิมที่เคยมีมา ด้วยรูปแบบใหม่ แบบลูกสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วิวัฒนาการใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของเวสป้า โดยให้กำลังเพิ่มขึ้น 12% สูงสุด 23.8 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 26 นม./ 5,250 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์เดิมถึง 18% แถมช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังปรับระบบ CVT ขึ้นใหม่ โดยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยระบบอีซียู Magneti Marelli MIUG4 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที กล่าวคือ เครื่องยนต์ติดหลังจากที่เพลาข้อเหวี่ยงหมุนแค่เพียง 2 รอบเท่านั้น พร้อมการันตรีมาตรฐานยูโร 4 สำหรับระบบความปลอดภัย วางระบบดีเยี่ยมด้วยระบบเบรก ABS แบบ 2 Channels ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง และระบบ ASR (Anti-Slip Regulation) ป้องกันการลื่นไถลของรถ แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นผิวถนนไม่ปรกติ เช่น ถนนลื่น เป็นต้น ด้านดีไซน์ของตัวรถนั้น เวสป้ายังคงเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำรุ่นไว้ทุกประการเพื่อส่งเสริมและสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยความพิเศษของ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์เทค” (Vespa GTS Super Tech) คันนี้ มาพร้อมกระบังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยบังแตรอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบให้ยาวขึ้นกว่าเดิมและมีดีไซน์ตกแต่งแบบ 3 บั้ง ขอบชุบโครเมียมประดับอยู่บนบังโคลนหน้า ชุดกระจกมองหลังชุบโครเมียม กระจังดีไซน์ใหม่ ‘ลายรังผึ้ง’ ด้านข้างของชุดกระบังหน้า สะดุดทุกสายตาด้วย เฉดสีพิเศษ บริเวณล้อที่ทำผิวเป็นสีดำ Glossy Black ตัดกับบังแตร สปริงโช้คล้อหน้า ตลอดจนลายสติ๊กเกอร์สีเหลือง เบาะนั่งยังได้รับการตกแต่งที่ “ไฮเทค” ด้วยลายเดินด้ายสองสี และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะใหม่ ที่ให้ความสบายทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างลงตัวที่สุด โดยมีความจุที่สามารถเก็บหมวกนิรภัยแบบเดมิเจ็ทได้สองใบพร้อมกับสิ่งของอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บสิ่งของได้เพิ่มเติมในช่องเก็บถุงมือ ภายในมีพอร์ตยูเอสบีสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 พอร์ต นอกจากนี้ Vespa GTS Super Tech 300 ยังได้ ปรับตัวเรือนไมล์ใหม่ที่ให้การแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มระบบ Full-colour TFT Display ขนาด 4.3 นิ้ว โดยแผงหน้าปัดจะแสดงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ความเร็ว ระยะทางรวม และระยะทางเฉพาะทริป อุณหภูมิโดยรอบและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยแผงหน้าปัด TFT Smart Dash เทคโนโลยีใหม่จะทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อภายใต้ชื่อ VESPA MIA ระบบอัจฉริยะที่พร้อมเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟนผ่านทาง Application Vespa โดยนับเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยที่สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายกับการขับขี่ครั้งใหม่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ ระบบไฟส่องสว่าง ยังเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านท้าย และมุมมองด้านหน้ายังคงโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า FULL LED ทรงกลม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประจำรุ่นที่ฝังรากอยู่ในประวัติศาสตร์การออกแบบของเวสป้ามาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยไฟขับขี่กลางวันแบบ LED ที่บริเวณตอนท้ายของตัวรถ โดยรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม Vespa GTS Super Tech มีให้เลือกด้วยกันสองสี ได้แก่ สีเทา เกรย์ เอวิโอ (Grey Avio) และสีดำ เนโร โวลคาโน่ (Nero Vulcano) สนนราคาช่วงแนะนำที่ 229,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสะกดใจ สามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และอินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับ Yamaha Tmax Tech Max 560 ปี 2020 ภายในงาน Eicma show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ต้องบอกเลยว่า สเปค นี้ได้รับความสนใจจากสายสกู๊ตเตอร์อย่างล้นหลาม เพราะมีเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น ดีไซน์ไฟท้ายสวยขึ้นกว่าเดิม สเปค Yamaha Tmax Tech Max 560 ที่บอกว่าแรงขึ้นนั้นเพิ่มเติมจากของเดิม 530 เป็น 560 ถ้าตามสเปคเครื่องยนต์ที่แท้จริงแล้ว นั้นก็คือ 560 ซีซี เครื่องยนต์ที่กำลังอัดที่ 10.9:1 สามารถให้แรงม้าได้ 46 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 7500 รอบ/นาที พร้อมกับแรงบิด 55.7 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 5250 รอบ/นาที ขับเคลื่อนด้วยสายพาน เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ได้ 4.8 ลิตร/ 100 กิโลเมตร เท่ากับว่า น้ำมัน 1 ลิตร สามารถเดินทางได้ 20.8 กิโลเมตร ในความเร็วปกติ สำหรับ Tech max คันนี้ สามารถที่จะบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง ได้ 15 ลิตร ก้สามารถที่จะเดินทางได้ถึง 300 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง ถือว่าไปได้ไกลเลยทีเดียว แถมจะยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องยนต์ตัวที่ให้เสียงเครื่องที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม และผ่านมาตรฐาน Euro 5 ช่วงล่างระบบโช้คหน้าที่เป็นแบบ Up side Down ตัวกระบอกโช้คสีทอง และโช้คหลังเป้นโช้คเดี่ยวที่วางอยู่ระหว่าง สวิงอาร์มและตัวโครงรถ สามารถที่ปรับพรีโหลดได้ ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 800 มม. ระบบเบรคหน้าที่ให้มาแบบดิสคู่ขนาด 267 มิลลิเมตรพร้อมคาลิปเปอร์ 4 พอร์ท และเบรคหลังที่ให้มา ขนาด 282 มิลลิเมตร คาลิบเปอร์ 1 พอร์ทพร้อมกับตัวเบรคมือแบบสาย ในส่วนของล้อและยาง ขนาดของวงล้อหน้า 120/70R15 และล้อหลัง 160/60R15 ทั้งล้อหน้าและล้อหลังมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 นิ้ว มีระบบความปลอดภัย Traction Control ป้องกันการหมุนของล้อหน้าและหลังไม่พร้อมกัน สามารถปรับตัว Tractionได้ 2 ระดับ ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ยังมี D-Mode ที่จะเพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวลมากขึ้นและปรับเป็น Sports เพื่อที่จะต้องการแรงบิดแบบมหาศาลเร่งแซง ทันใจ Tech Max คันนี้ยังมีเทคโนโลยี Cruise Control ควบคุมความเร็วได้ตลอดทาง พร้อมกับ เทคโนโลยี Tmax connect เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกลๆ พร้อมชิวหน้าแบบไฟฟ้าปรับ ขึ้น-ลง สบายๆ มีเพิ่มเติมอีกคือ อุ่นเบาะ และ อุ่นแฮนด์ แต่ฟังก์ชั่นนี้ดูๆแล้วยังไม่เหมาะกับประเทศไทยเท่าไร แต่ก็ขอให้ใส่มาด้วย มีไว้ดีกว่าไม่มี (ถ้าเข้าไทยนะ) เรือนไมล์แบบ MonoTone TFT ผสมผสาน ดิจิทัลกับเข็ม ได้อย่างลงตัวตัวเรือนไมล์ให้แสงโทนสีขาวและน้ำเงิน ดูสปอร์ต บอกรอบเครื่องยนตื ความเร็ว ดิสเพลตรงจอ TFT ก็จะแสดงผลครบถ้วนทั้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ทริป น้ำมันในถัง ความร้อน ไฟสถานะเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ไฟสูง สถานะ ABS TCS และD-Mode มาดุกันที่รูปร่างหน้าตาเจ้า Tech Max กันบ้าง มีการออกแบบบอดี้ใหม่ ตามหลักการ “บูมเมอแรง” ที่มีหลักอากาศพลศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเพราะ Sports scooter คันนี้มีรูปร่างที่ใหญ่ ต้องมีส่วนที่โฉบเฉี่ยวลู่ลม และมีชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบา ส่วนไหนควรหนักก็ต้องหนัก ส่วนไหนควรเบาก็ทำให้เบา เหมือนอย่าง “บูมเมอแรง” จะมีความสมดุลและขับขี่ได้อย่าง สนุก สปอร์ต มากยิ่งขึ้น ใส่ส่วนของไฟท้ายที่มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยการออกแบบครั้งนี้ยึดหลักการออกแบบ T Shaped ที่ดูแล้วเหมือนตัวอักษรตัว T ดูล้ำสมัย เด่น เป็นเอกลักษณ์ของ