SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Joan Mir นักบิด Honda เปิดใจหลังต้องทิ้งรถกลางศึก Thai MotoGP 2026 ที่บุรีรัมย์ เผยปัญหายางทำระบบรวน ลั่นอันตรายเกินกว่าจะฝืนขี่ต่อ

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’ ไอ โอกุระ นักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจากทีม Trackhouse Racing ที่ได้รับโอกาสในการก้าวขึ้นมาแข่งขันในรายการสูงสุดอย่าง MotoGP ซึ่งการแข่งขันในนัดเปิดสนามของเจ้าตัวก็ถือว่าได้พื้นที่จากสื่อไม่น้อย เพราะเจ้าตัวสามารถขึ้นมาป่วนในกลุ่มหัวแถวได้อย่างน่าประทับใจ สามหนุ่มรุ๊คกี้ที่ขึ้นมาจากการแข่งขัน Moto2 ได้แก่ เฟอร์มิน อัลเดเกร์, สมเกียรติ จันทรา และไอ โอกุระ ทั้งสามคนก็ถูกสื่อ หรือผู้ที่ติดตามต่าง ๆ ถูกคาดการณ์กันนานานับประการว่าใครที่จะได้ตำแหน่ง ‘Rookie of the year 2025’ ไปครอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอนเอียง และล้วนเทคะแนนไปทาง ‘นักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ’ อย่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ที่ในฤดูกาล 2025 เขาจะได้ขึ้นมาแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดทีม Gresini Racing ที่เป็นอดีตต้นสังกัดเก่าของ มาร์ก มาร์เกซ ในฤดูกาล 2024 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปอยู่กับทีมโรงงาน Ducati อีกทั้งอัลเดเกร์จะยังได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ในการลงแข่งในฤดูกาล 2025 ร่วมกับอเล็กซ์ มาร์เกซ ซึ่งเหตุผลทั้งสองข้อนี้ก็เป็นที่เพียงพอว่าทำไมดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ถึงจะถูกคาดการณ์ว่าทำไมถึงมีโอกาสเข้าใกล้กับตำแหน่งนี้มากที่สุด รอบทดสอบบุรีรัมย์เวทีฉายแสงของโอกุระ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วง Winter Test รอบสุดท้ายที่สนามบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไอ โอกุระก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นสามารถปรับตัวเข้ากับตัวแข่ง RS-GP ได้อย่างดีด้วยการกดเวลาต่อบรอบดีสุดทั้ง 4 Practice เหนือเหล่ารุ๊คกี้ด้วยเวลาต่อรอบ 1:29.636 นาที ซึ่งเกิดขึ้นในการทดสอบรอบ FP3 ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP1 ไอ โอกุระ 1:30.453 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.948 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.622 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP2 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.373 นาที ไอ โอกุระ 1:30.821 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.208 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP3 ไอ โอกุระ 1:29.636 นาที (ดีที่สุด) สมเกียรติ จันทรา 1:30.465 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.597 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP4 ไอ โอกุระ 1:29.741 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.085 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:30.764 นาที จากตารางด้านบนที่เหล่าหน้าใหม่สามารถทำได้ในการแข่งขันรอบ Winter Test ก็ดูเหมือนว่านักบิดจากแดนซามูไรรายนี้ เมื่อจับคู่กับตัวแข่ง RS-GP จากค่าย Aprilia ก็ดูเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างไร้ข้อกังขา หลาย ๆ คน และหลาย ๆ สื่อเริ่มให้ความสนใจกับนักบิดรายนี้ว่าจะสามารถงัดฟอร์มเจ๋งของตัวเองในการแข่งขันจริงได้หรือไม่ ? ปล่อยของตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล หลังจากจบการซ้อมรอบทดสอบทีบุรีรัมย์เวลาก็ผ่านมาเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล กับการแข่งขัน MotoGP 2025 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เหล่าหน้าใหม่ก็พร้อมที่จะเดบิวท์ในสนามนี้ แต่แน่นอนว่าการลงแข่งขันที่ประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมน่าจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่สำหรับนักแข่ง แสงแดดสุดแสนจะร้อนระอุที่พร้อมจะเล่นงานเหล่านักแข่ง แน่นอนว่าเรื่องนี้ไอ โอกุระก็ได้รับผลกระทบ แต่ก็น่าจะไปกับสภาพอากาศได้ดีกว่า เพราะพื้นเพของเจ้าตัวก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน จากผลงานในรอบทดสอบที่โดดเด่น และเหมือนว่าฟอร์มโหดของเจ้าตัวจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในรอบ Qualify ที่เป็นการแข่งขันเพื่อหาอันดับในการออกสตาร์ทในการแข่งขันรอบสปรินท์ เรซ และเมนเรซ นักบิดเจ้าของหมายเลข 79 ทะยานจบในอันดับที่ 5 ของตาราง ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.134 นาที เหนือทีมเมทของเจ้าตัวอย่างราอูล เฟอร์นันเดส ที่จบในอันดับที่ 8 และอันดับสูงกว่าเหล่าจอมเก๋าในการแข่งนี้ไม่ว่าจะเป็น เปโดร อคอสต้า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และมาร์โก เบซเซคคี่ โดยการจบที่ติดอันดับ TOP5 ของตารางก็เหมือนเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวเขาเอง และทีม ทำให้ในการแข่งขันรอบบ่ายสามวันเสาร์

Pirelli MotoGP ปิดดีลลับสนามบุรีรัมย์ กับสัญญาสปอนเซอร์โมโตจีพี ในบรรยากาศการแข่งขัน MotoGP ที่บุรีรัมย์ ก็ได้มีกลิ่นหอมของยาง Pirelli ลอยโชยอยู่ในรุ่น Moto3 และ Moto2 และกลิ่งยางอันนี้แหละ ได้พัดมาถึงรุ่น MotoGP เรียบร้อยแล้ว Pirelli MotoGP 2027 กำลังจะมา วงการ MotoGP เคยมี Michelin, Dunlop, Pirelli และ Bridgestone การพึ่งพาผู้ผลิตยางรายใดรายหนึ่งเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ใครกันที่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของ MotoGP ได้? แต่ละบริษัทต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน Dunlop โฟกัสที่ CIV (CampionatoItaliano Velocità) Bridgestone เน้นไปที่รถยนต์และรายการแข่งในญี่ปุ่น รวมถึงความพยายามเข้าสู่ F1 ในปี 2028 สำหรับ Michelin นั้นมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ในขณะที่ Pirelli กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ใน Moto3 และ Moto2 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นและระดับกลางของ MotoGP นั้น Pirelli ได้พัฒนาและทดสอบยางที่สามารถทำลายสถิติรอบสนามได้ในทุกการแข่งขันของปี 2024 และสัญญาว่าจะทำได้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้ตรงข้ามกับ Dunlop ซึ่งเสียสิทธิ์ในการเป็นซัพพลายเออร์ยางให้กับ Moto2 และ Moto3 ตั้งแต่สิ้นปี 2023 ใน SBK ก็เช่นกัน Pirelli เป็นผู้จัดหายางมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มแนวคิด “ผู้ผลิตยางรายเดียว” (spec tire supplier) แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ใน MotoGP และ Formula 1 เช่นกัน และเห็นได้ชัดว่ามันทำงานได้ดี Pirelli มีความสามารถในการจัดหายางให้กับหลายคลาสการแข่งขันภายในสุดสัปดาห์เดียวกัน และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ยางขนาด 10 นิ้วสำหรับ Ohvale ไปจนถึงยางสำหรับ Moto3, Supersport 300, Supersport และ SBK รวมถึง Moto2 นั่นหมายถึงความครอบคลุมที่กว้างขวาง Pirelli ใน MotoGP: ปี 2027 จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2026 ปี 2027 จะเป็นอีกปีที่สำคัญและเปลี่ยนแปลงวงการ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงขนาดเครื่องยนต์และเทคโนโลยี MotoGP จะต้อนรับ Pirelli อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถและตลาดยางรถยนต์มาตลอด ข้อตกลงร่วมกับ Michelin จะสิ้นสุดลง โดยจะมีการทดสอบยางใหม่สำหรับรถแข่ง 850cc ซึ่งจะไม่มีระบบลดความสูง (ride-height devices) และได้รับการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ การทดสอบเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากฤดูกาลถัดไปจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่มีความท้าทายหลายด้าน Pirelli จะใช้ประสบการณ์จาก SBK และ Formula 1 ทั้งในแง่เทคนิคและการสื่อสาร Pirelli ยังคงรักษาความต่อเนื่องในวงการมอเตอร์สปอร์ตทุกระดับ ตั้งแต่ F1 ไปจนถึงแรลลี่ รวมถึงการแข่งขันรถวิบาก (Motocross) และความเร็วทางเรียบ (Road Racing) ผลิตภัณฑ์ของ Pirelli ครอบคลุมทุกคลาสและตลาดทั่วโลก โดยมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล คำนึงถึงความยั่งยืน และรักษาคุณภาพในการผลิตปริมาณมาก การที่ Pirelli เข้ามาใน MotoGP อาจดึงดูดสปอนเซอร์รายใหม่ให้เข้าสู่วงการมากขึ้น ทำให้การแข่งขัน MotoGP มีสถานะที่ใกล้เคียงกับ Formula 1 มากขึ้น ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.motosprint.it/news/eventi/gp-tailandia/2025/03/01-7969376/pirelli_in_motogp_dal_2027_le_ragioni_di_una_scelta อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน ยังคงใช้รหัสเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับตัวแข่งระดับตำนานอย่าง Honda RC213V แต่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อปี 2012 ทีนี้มีสเปกอะไรยังไงน่าสนใจ เราจะพาไปส่องกันครับ บอดี้เวิร์ค บอดี้เวิร์คหรือว่าแฟริ่งของรถแข่งโมโตจีพีนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่มีการใช้วิงก์เล็ตเพิ่มมากขึ้น ชิ้นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้มีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งทางวิศวกรของ HRC เองก็พยายามที่จะรีดสมรรถนะของเจ้า RC213V คันนี้ออกมาให้สุดด้วยเจ้าพวกนี้นี่ล่ะ และในทุก ๆ ปีแฟริ่งและชิ้นส่วนเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้ก็มีรการเปลี่ยนแปลงไปตลอด และบางชิ้นก็เปลี่ยนแปลงไปจนเห็นได้ชัดเจนเพียงแว่บแรกที่เห็น เครื่องยนต์เครื่องยนต์ 4 สูบวีขนาด 1000 ซีซีเครื่องนี้ได้มีการออกแบบมาให้รีดพละกำลังออกมาได้มากที่สุดกว่า 241.38 แรงม้า โดยที่ยังคงมีความทนทานมากพอที่จะแข่งขันได้ตลอดทั้งฤดูกาล หรือ 21 เรซ 21 สปรินท์ ในปี 2024 การพัฒนาสำหรับฤดูกาล 2024 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงในหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวม เครื่องยนต์มีการพัฒนามากขึ้นในเรื่องของอัตราเร่งและท็อปสปีด ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นไปในเรื่องของการลดน้ำหนัก แชสซี ปี 2024 นี้มีการเปลี่ยนแปลงแชสซีในหลากหลายวิธี เพื่อที่จะเพิ่มบาลานซ์ในการเข้าโค้งและความเสถียรให้ดีที่สุด โดยตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดพละกำลังเครื่องยนต์ลงสู่ยางให้ได้มากที่สุด เฟรมอลูมิเนียมแบบทวินสปาร์มีน้ำหนักเบา ทว่าก็มีความแข็งและความแข็งแรงที่จำเป็นต่อการถ่ายทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นที่พอดีที่จะช่วยให้ยางยึดเกาะได้เต็มที่ ระบบกันสะเทือน ส่วนของระบบกันสะเทือนก็ยังคงเป็นทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งระบบกันสะเทือนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อกันระหว่างล้อ แชสซีและผู้ขับขี่ มันมีหน้าที่ในการพยายามให้ยางรักษาหน้าสัมผัสกับพื้นและพยายามรักษากริปหรือการยึดเกาะไว้ให้ได้มากที่สุดตลอดทั้งเรซแทร็ก ดังนั้นทาง Repsol Honda Team จึงได้มีช่างเทคนิคจากทาง Ohlins มาดูแลนักแข่งทั้งสองคนของทีม ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพยายามหาทางพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ระบบเบรก จานเบรกคาร์บอนด้านหน้าจากทาง Brembo ซึ่งการันตีพลังในการหยุดรถอันน่าทึ่งและช่วยสร้างภาพลักษณ์ตอนที่นักแข่งกำลังจะเข้าโค้งด้วยล้อหน้าเดียงอย่างเดียวจากการที่พวกเขาเบรกกันเต็มลิมิต หากมีแทร็กเปียกนักแข่งบางคนอาจจะเปลี่ยนไปใช้จานเบรกธรรมดาแทนซึ่งจะสามารถทำงานที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะในสภาพอากาศไหน ฝาครอบภายนอกและท่อสำหรับระบายความร้อนก็สามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิของระบบเบรกให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมได้ ข้อมูลทางเทคนิค (Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน เท่าที่เปิดเผย) ความยาวโดยรวม (ม.ม.) 2052 ความกว้างโดยรวม (ม.ม.) 645 ความสูงโดยรวม (ม.ม.) 1110 ระยะฐานล้อ (ม.ม.) 1435 ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น (ม.ม.) 115 น้ำหนัก (กิโลกรัม) ตามเกณฑ์ของ FIM เครื่องยนต์ 4 สูบวี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 1000 ซีซี แรงม้า มากกว่า 241.38 แรงม้า ท็อปสปีด มากกว่า 358.884 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เฟรม อลูมิเนียมทวินสปาร์ ขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว ขนาดล้อหลัง 17 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins และโปรลิงก์ ความจุถังน้ำมัน 22 ลิตร ราคา ประมาณ 108 ล้านบาท อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Honda RC213V 2024 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับปีนี้ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญของทางทีม Repsol Honda Team MotoGP ไม่เพียงแต่เป็นปีที่ 30 ของของการร่วมมือกันระหว่าง Honda กับทาง Repsol เพื่อแข่งขันในรายการระดับสูงสุดนี้ เป็นแชมป์ร่วมกัน 15 แชมป์โลก นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่ขาด Marc Marquez ที่อยู่สร้างแชมป์โลกให้กับฮอนด้าในคลาสสูงสุดถึง 6 สมัย แต่ก็นับเป็นการเปิดยุคใหม่ของฮอนด้า ทำให้เจ้า Honda RC213V 2024 มาในรูปโฉมใหม่ที่โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย สำหรับเจ้ารถแข่งคันใหม่นี้โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาด้วยโลโก้คำว่า Honda สีขาวบนลายกราฟิกสีน้ำเงินเข้มสุดโดดเด่น พร้อมโชว์ลวดลายคาร์บอนลายตารางลายใหญ่ เพิ่มมิติให้ตัวรถ และเพิ่มความดุดันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดสเปกเราจะเจาะลึกกันในคราวหน้า เบื้องต้นคือเน้นหนักเรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์และช่วงล่าง เพื่อให้มีอัตราเร่งและท็อปสปีดที่ดียิ่งขึ้น ปีนี้จะมีนักแข่งลงทำการสู้ศึก 2 คนได้แก่ Joan Mir ที่จะเป็นปีที่สองของเขาแล้วกับทางทีม ประสบการณ์ที่เคยคว้าแชมป์ในปี 2020 และประสบการณ์การขับขี่ในปี 2023 กับทางทีมถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาในปี 2024 และอีกคนก็คือ Luca Marini นักแข่งหนุ่มอิตาลีวัย 26 ปี กลายเป็นนักแข่งคนที่ 20 ที่ได้ใส่เสื้อทีมเรปโซลฮอนด้า ซึ่งจะเป็นปีที่ 4 ของเขาในคลาสสูงสุด โดยใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาสามารถคว้าโพเดี้ยมมาได้ 2 โพเดี้ยม 2 โพลโพซิชัน 4 สปรินท์เรซโพเดียม สุดท้ายนี้เราก็สามารถไปรอดูผลงานกันได้ โดยจะไปซ้อมกันก่อนเปิดฤดูกาลอีกที่ที่ Lusail International Circuit ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะเริ่มแข่งขันในสนามเดียวกันนี้ในวันที่ 8 – 10 มีนาคม แล้วเราจะได้รู้กันว่าการพัฒนาของค่ายปีกนกนั้นทำได้ดีแค่ไหนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing 2024 พร้อมลุยศึก MotoGP ปี 2024 ปีนี้จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญของค่ายส้ม เคทีเอ็ม ซึ่งนับจะเป็นปีที่ 8 แล้วสำหรับการเข้ามาทำการแข่งขัน MotoGP ของทางค่าย และวันนี้ทางค่ายก็ได้ทำการ เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing สำหรับรถแข่ง KTM RC16 จะมาพร้อมลวดลายใหม่ปี 2024 พร้อมเป้าหมายสู่การทำผลงานได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ดีกว่าอันดับที่ 4 ในแง่ของอันดับนักแข่ง อันดับ 2 ประเภททีมโรงงาน อันดับ 4 ประเภททีม ทั้งนี้ผลงานที่ผ่านมาทางค่ายได้ชัยชนะมาทั้งหมด 7 ครั้งกับอีก 2 สปริ้นท์เรซนับตั้งแต่ปี 2017 จากนักแข่ง 2 คน ส่วนปีนี้จะมี Brad Binder นักแข่งวัย 28 ปีซึ่งในปีนี้จะเป็นปีที่ 5 ของเขาแล้วกับการแข่งขันในคลาสสูงสุดกับ RC16 และ 10 ปีแล้วกับสังกัดเรดบูลเคทีเอ็ม โดยผลงานของนักแข่งชาวแอฟริกาใต้คนนี้คือชนะมาแล้ว 2 เรซ และ 2 สปริ้นท์เรซ กับอีก 8 โพเดียมและอีกคนก็คือ Jack Miller นักแข่งวัย 29 ปี ปีนี้จะเป็นปีที่ 10 ของเขาในรายการ MotoGP และเป็นปีที่ 3 ภายใต้สีส้มของนักแข่งแดนจิงโจ้ มีผลงานคว้าโพเดียมแรกภายใต้สังกัดเคทีเอ็มเมื่อปี 2023 และสุดท้ายนี่ทางค่ายก็ตั้งเป้าจะเขย่าสถิติเวลาใหม่ ๆ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ในฐานะรถที่เร็วที่สุดในการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่มีอายุอานามมานานกว่า 75 ปี ทั้งยังมีฐานผู้ชมในสนามกว่า 3 ล้านชีวิต เหนือไปกว่าอื่นใด รถคันใหม่นี้มาพร้อมชิ้นส่วนและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยสุดเท่าที่ทางวิศวกรของทางแบรนด์จะเนรมิตรให้ได้ แฟน ๆ ค่ายส้มอย่าลืมไปติดตามเชียร์กันล่ะครับเพื่อน ๆ ส่วนตัวผมนั้นผมบอกเลยว่าค่ายนี้เขามาแรงขึ้นทุกปีจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc Marquez กับการคัมแบ็กสู่ Honda วิเคราะห์นัยแฝงประโยค "ทฤษฎี vs ปฏิบัติ" พร้อมสถานการณ์ล่าสุดของ HRC ในปี 2026 ที่แฟน MotoGP ต้องรู้

Bonneville T120 2026 ยกระดับความมั่นใจและความสะดวกไปอีกขั้น กับตำนานคลาสสิกพี่ใหญ่ หัวใจสูบคู่ 1,200 ซีซี มีเทคโนโลยีครบถ้วน

Toyota Land Cruiser 300 Performance Hybrid ใหม่ เครื่อง V6 เทอร์โบคู่ 457 แรงม้า แรงบิด 790 นิวตันเมตร พร้อมระบบ ProPILOT และลุยน้ำลึก 700 มม.

Luxeed S7 หลุดทดสอบในไทย รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจากการร่วมมือของ Huawei และ Chery เจาะลึกสเปก 496 แรงม้า ชาร์จไว 15 นาที

2024 MT-09 Y-AMT ต่างจากรุ่น 09 และรุ่น SP อย่างไร หลังจากเปิดตัวและทดสอบ 2024 MT-09 Y-AMT กันไปแล้ว ย่อมตามมาด้วยคำถามจากสาวก MT Series มากมายว่า เจ้ารุ่นนี้มันต่างจากโฉมที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้อย่าง MT-09 และ MT-09SP อย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะพามาเทียบความต่างระหว่างทั้งสามรุ่น เพื่อให้เข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ก่อนหยิบใบจองมาให้ดูกันครับ เทียบความต่าง ระหว่าง MT-09 Y-AMT มีอะไรที่ต่างไปจากรุ่น MT-09 และ MT-09SP ? ระบบเกียร์ MT-09 Y-AMT มีระบบเกียร์ใหม่ที่ว่ากันง่ายนั้นคือการที่เราขับขี่ได้โดนไม่ต้องกำคลัตซ์และไม่มีคันเกียร์ แค่ใช้เพียงปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งข้างซ้ายเท่านั้น ทำให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้นไปอีกโดยในตัวของ Y-AMT จะมีชุดเกียร์ อัจฉริยะทั้งหมด 2 แบบ นั้นคือ ระบบแมนนวล (MT) และระบบออโตเมติก (AT) โหมดขับขี่ โดยเจ้าระบบ Y-AMT ที่เข้ามาใหม่จะยังคงมีโหมดการขับขี่ SPORT, STREET, RAIN, CUSTOM 1, CUSTOM 2 อยู่แต่จะไม่มีโหมด Track แบบในรุ่น MT-09SP ตารางเทียบโหมดการขับขี่ของ MT-09 ในแต่ละรุ่น MT-09 MT-09SP MT-09 Y-AMT SPORT • • • STREET • • • RAIN • • • CUSTOM 1 • • • CUSTOM 2 • • • Track • แมนนวล (MT) • ออโตเมติก (AT) • เทคโนโลยี โดยในตัว MT-09 Y-AMT มี สมาร์ทคีย์ ติดมาให้ที่เหมือนกับตัว MT-09SP แต่จะไม่มีในเรื่องของระบบเบรกด้านหน้าที่เป็น Brembo Stylema โช้คหน้า KYB Premium และ โช้คเดี่ยวของ Ohlins จะไม่ได้ใส่เข้ามาให้ในตัว MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ แต่จะให้เป็นโช้คหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยว สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ตามปกติ คือว่าง่าย ๆ จะเหมือนในตัวของ MT-09 เลยต่างกันแค่ สมาร์ทคีย์ ที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามาให้ และนอกจากนี้ยังมีโหมดปรับเอ็นจิ้นเบรกอย่าง Engine Brake Management (EBM) และโหมด TRACK ติดมาให้เฉพาะรุ่น SP อีกด้วย สำหรับใครที่กำลัง “ลังเล” อยู่ว่าตัวไหนดี อย่างแรกเลยถามเรื่องของงบประมาณก่อนว่าเราไหวเท่าไหร่ และชอบรุ่นไหน ? ใครอยากไปต่อ MT-09 รุ่นนี้ตอบโจทย์ ถ้า MT-09 ผมก็ว่าพอดีแล้วสำหรับใครที่ชื่นชอบรถ 3 สูบเรียง CP3 รุ่นนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสามารถต่อยอดไปได้ (ราคา 447,000 บาท) แต่งครบ..จบที่เดียว แถมมีโหมดแทร็กกิ้ง MT-09 SP ถ้าอยากเอาจบๆ เลย แนะนำเป็นรุ่น MT-09SP จบแน่นอน พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน แต่อัปเกรดเรื่องของระบบช่วงล่าง เบรก สำหรับรุ่น SP ถือว่าครบเลย เปลี่ยนยางหน่อย ใส่ Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 นะ หล่อเลย รวมถึงถอดกระจก แต่งท่อก็คือ..สุด และ ชุดสีเฉพาะรุ่น SP ที่ต้องบอกว่าไม่เหมือนใครอีกด้วย (ราคา 489,000 บาท) ขี่ง่ายขึ้น

รีวิว MT-09 Y-AMT ครั้งนี้ทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโอกาสที่บอกเล่าถึงประสบการณ์การการขับขี่ เจ้า Y-AMT รุ่นนี้จะมีอะไรเป็นพิเศษ

DUCATI เตรียมเดบิวต์ครั้งแรก !! พร้อมจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แห่งโลกโมโตครอส นับเวลาตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นโฉมต้นแบบอย่างเจ้า Ducati Desmo450 MX ลงสนามแข่งโมโตครอสครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้วมานักต่อนักไม่ว่าจะเป็นประเภทการแข่งขันทางเรียบชิงแชมป์โลก การแข่งขันทางฝุ่นอย่างดาการ์แรลลี่ และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ดูคาติพยายามพิชิตเส้นชัยในเส้นทางโมโตครอส DUCATI เตรียมเข้าสู่โลกของการแข่งขัน MXGP World Championship ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการส่งนักบิดแชมป์โลก 9 สมัยอย่าง Tony Cairoli เดบิวต์ลงสู่สนามด้วยโฉมโปรโตไทป์ทางฝุ่นรุ่นแรกของค่ายอย่าง Desmo450 MX ที่สนาม Arnhem ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนเข้าสู่รั้วการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลใน MXGP 2025 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของดูคาติ รวมถึงขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาโมเดล ซึ่งจะเข้าร่วมการแข่งขัน MXGP World Championship ในฤดูกาล 2025 ควบคู่กับการผลิตรุ่นโปรดักท์ชันพร้อมกันในเซ็กเมนต์กลุ่มออฟโร้ดของทางค่ายอีกด้วย โดยทางดูคาติ ยังคงมีแผนพัฒนาโฉมต้นแบบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยสนามในนัดถัดไปจัดขึ้นวันที่ 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นี้ ที่ Castiglione del Lago ซึ่งเป็นสนามที่ 5 ของการแข่งขันชิงแชมป์ที่ประเทศอิตาลี สำหรับแฟน ๆ โมโตครอส เราจะได้เห็นตัวแข่งจากค่ายใหม่ที่ไม่ใหม่ได้มาโลดแล่นในเวทีการแข่งขันโมโตครอสระดับโลกแล้วในอีกไม่นานนี้ แล้วโฉมตัวแข่งจะดุดัน สมกับคำร่ำลือหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hazan Motorwork เผยผลงานสองล้อ พ่วงเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ นี่ไม่ใช่ข่าวจากทางออฟฟิเชียลของทางเฟอร์รารี่ แต่เป็นเพียงโปรเจ็กต์มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวจากสำนักคัสตอมชื่อดังในอเมริกาอย่าง Hazen Motorwork ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำขึ้นเพื่อบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊คซะยังไงอย่างงั้น กับรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ใช้บล็อกเครื่องยนต์ V8 จากโฉมซูเปอร์คาร์ชื่อดังอย่าง Ferrari F355 มันจะพิเศษแค่ไหนกันเชียว ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 3,495 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้ามากถึง 370 แรงม้า กับผลงานประดิษฐ์และออกแบบหมด ไม่ว่าจะแชสซีหรือสวิงอาร์ม ซึ่งจากภาพตัวโมเดลที่เห็นครั้งแรก ค่อนข้างดูเหมือนกันกับเจ้า Millyard Viper V10 อันทรงพลัง หรือรถทรงบ๊อบเบอร์อย่าง Boss Hoss ที่ใช้บล็อก V8 F355 แบบเดียวกับที่เขาใช้อีกด้วย คาดว่าน่าจะเป็นโฉมสปอร์ต แต่จริง ๆ แล้วไม่แทบจะเหมือนกันเลย ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือระยะฐานล้อที่สั้นกว่า แฮนด์จับโช้ค โหลดหน้าต่ำ ซับเฟรมด้านท้าย ใส่ระบบเบรกดิสก์คู่ ปั๊มและคาลิเปอร์ Brembo โช้คหน้า Ohlins และรัดยางสนามแข่ง Pirelli Diablo Superbike ยังไรเรายังไม่ได้เห็นถึงรูปทรงแฟริ่งและถังน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นโมเดลสายสปอร์ตอย่างแน่นอน หรือไม่ก็อาจเป็นเดลแปลก ๆ แหวกแนวตามสไตล์อาร์ทติสก็เป็นไปได้ สำหรับตัวรถนั้นยังไม่เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรเราอาจได้เห็นโฉมที่เสร็จสมบูรณ์ 100% โดยสามารถติดตามผ่านช่องทาง Hazem’s social Media อยากเห็นซะแล้วว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kymco Winglet เสริมปีก “ไฟฟ้า” ตอบโจทย์คนเหม็นควัน ความก้าวหน้าของระบบแอโรไดนามิกเริ่มเป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ชาวสองล้อทั่วโลก รวมไปถึงยังเป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่ควรมีโดยเฉพาะในรถคลาสซูเปอร์ไบค์เป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพื่อเสริมความเร็วเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันยังมีประโยชน์ในเรื่องของความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และยังสวยงามอีกด้วย ซึ่งในช่วงหลัง ๆ มานี้ แอโรไดนามิก กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเหตุนี้ ทางผู้ผลิตค่ายรถสัญชาติไต้หวันอย่าง Kymco Winglet ก็ให้ความสนใจในด้านนี้อย่างจริงจัง บวกกับกำลังพัฒนาปีกหน้าหรือวิงก์เล็ตแบบ ‘ปรับได้’ เพื่อความชัดเจนและไม่โกหกแก่เหล่าแฟน ๆ ชาวสองล้อ เรามีภาพ Patent จดสิทธิบัตรสำหรับระบบแอโร่ไดนามิกตัวใหม่มาให้ชม พร้อมแบบร่างของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่าง Super Nex สายสปอร์ตที่การันตีได้ว่ารุ่นเจนเนอเรชันถัดไปที่จะเปิดตัวออกมา น่าสนใจอย่างแน่นอน นี่คือวิงก์เล็ตแอคทีฟ โดยติดตั้งอยู่บริเวณหน้าตัวรถเหมือนพวกรถสปอร์ตหรืิอซูเปอร์ไบค์อย่างที่เห็นกัน แต่ในกรณีของ Kymco ชิ้นส่วนวิงก์เล็ตเหล่านี้จะถูกใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็น โดยถูกควบคุมด้วยชุดควบคุมการทำงาน มีเซ็นเซอร์ตำแหน่งคันเร่ง เซ็นเซอร์ความเร็วที่ล้อ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อผ่าน ECU ด้วยระบบไฟฟ้า และปรับมุมของปีกให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ ณ ขณะนั้น มีแนวโน้มว่าจะใช้กับ 2 รุ่นนี้ โดนมีความเป็นไปได้สูงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกใช้กับ รถสมรรถนะสูงหรือเน้นความสปอร์ตเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มที่จะเป็น 2 รุ่นนี้ก็คือ Kymco SuperNEX มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบที่มีสมรรถนะสูง และมีดีไซน์แบบรถสปอร์ตเต็มพิกัด อีกทั้งโมเดลดังกล่าวยังเหมาะสมกับระบบแอโรไดนามิกที่เน้นการควบคุมช่วงเร่งหนัก ๆ ส่วนอีกรุ่นก็คือ Kymco RevoNEX อีกหนึ่งโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะ บวกกับดีไซน์ล้ำ และมีโอกาสเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทดลองเทคใหม่อาทิ แกน IMU ระบบปีกวิงก์เล็ตเป็นต้น หรือเรียกง่าย ๆ มีคุณสมบัติพร้อมติดตั้งนั่นเองแหล่ะครับ อาจจะเป็นอีกออปชันหนึ่งที่น่าสนใจก็เป็นไปได้ ข้อดีและข้อเสียของระบบนี้ หากมีขึ้นจริง..!! ก็ย่อมมีฟีดแบคกลับมาทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อดีนั้นมีมากมายอย่างเช่น ลดอาการล้อหน้าลอย สร้างแรงดาวน์ฟอร์จ และสามารถปรับองศาของปีกได้ตามสถานการณ์โดยไม่ต้องจอด ซึ่งมันเหมาะสมกับรถไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงเลยทีเดียว ซึ่งไม่มีข้อเสียเลยนอกจากต้นทุนที่คุณจะต้องจ่ายมากขึ้นซึ่งหลัก ๆ ที่น่าห่วงก็น่าจะเป็นในเรื่องของการเซอร์วิสนั่นเองครับ สรุปก็คือ การมาของระบบแอโรไดนามิกที่คิมโค่เล็งพัฒนาขึ้น ก็เพื่อความสปอร์ต ความมันส์และความปลอดภัยของผู้ขับขี่นั่นเอง น้อยนักที่จะเห็นรถโมเดลไฟฟ้าติดปีกออกมาซิ่งกันให้เห็น อย่างไรก็ตามยังไม่มีการประการออกมาแต่อย่างใด รถก็เช่นกันยังอยู่ในคอนเซ็ปต์ของโมเดลต้นแบบอยู่ คาดว่าน่าจะเปิดตัวออกมาพร้อมกัน รถใหม่ ปีกใหม่ ระบบใหม่ ถูกใจวัยรุ่นเหม็นน้ำมันแล้วหล่ะทีนี้ ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เชื่อพี่ ! ย้ายเถอะน้อง เควิน ชวานซ์ แนะ เปโดร อคอสต้า ออกจาก KTM เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน KTM ถูกตำนานแชมป์โลกในรุ่น 500 ซีซีอย่าง เควิน ชวานซ์ แนะนำให้ย้ายทีมหนีออกจากค่ายผู้ผลิตสัญชาติออสเตรียหากมีโอกาส เพราะการไปอยู่ในทีมที่มีสภาพแวดล้อมที่มีทิศทางการลุ้นแชมป์ จะส่งผลดีกับเจ้าตัว ปัจจุบันเปโดร อคอสต้าขึ้นมาสู่ทีมโรงงานของ KTM เป็นปีแรก โดยเจ้าตัวย้ายมาจากทีมรองของทางค่ายอย่าง Red Bull GASGAS Tech3 โดยอคอสต้าเซ็นสัญญาระยะยาวกับ KTM แต่ผลงานที่ไม่สู้ดีนักในช่วงต้นฤดูกาล 2025 รวมถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของทีมหลังเผชิญวิกฤตการเงินเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า นักบิดวัย 20 ปีรายนี้อาจตัดสินใจแยกทางกับ KTM หลังจบฤดูกาล ‘Baby Shark’ ตกเป็นข่าวลือเชื่อมโยงกับหลายทีม อาทิ VR46 Ducati, Honda และ Pramac Yamaha แม้ว่าอคอสต้าจะยังคงแสดงจุดยืนสนับสนุน KTM อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม เควิน ชวานซ์ แชมป์โลก 500 ซีซี ปี 1993 เชื่อว่า หากมีโอกาสได้ย้ายไปขี่รถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อคอสต้าก็ควรรีบคว้าไว้ “เมื่อปีที่แล้วเขามีโอกาสลุ้นคว้าชัยในหลายสนามขณะที่อยู่แถวหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถปิดจ็อบได้ เขายังไม่สามารถรักษาตำแหน่งหน้าสุดไว้จนถึงเส้นชัยได้” ชวานซ์กล่าวผ่านช่องทางถ่ายทอดสด MotoGP ในรายการกรังด์ปรีซ์ที่อเมริกา “ผมคิดว่าเปโดรมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมรออยู่ข้างหน้า เขาควรใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่ทำได้บนรถ KTM และถ้ามีโอกาสได้ขี่รถที่อยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าด้วยวัยของเขาในตอนนี้ เขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที” “ในฐานะคนที่ไม่เคยกล้าพอจะย้ายทีม ผมอยากแนะนำว่า ตอนนี้แหละคือเวลาที่ควรทำแบบนั้น” “ผมเองก็เคยพยายามอยู่สองสามครั้งนะ เคยลองจะไปขี่ Yamaha หนหนึ่ง เคยลองจะไป Honda หนหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที” “ผมคิดว่า ในเมื่อเปโดรยังอายุน้อยมาก และถึงแม้ KTM จะเป็นทีมที่ให้โอกาสเขามาจนถึงจุดนี้ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ ถ้าสัญญาใกล้หมด และมีโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับทีมที่กำลังอยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าเขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีให้เสมอไปหรอกนะ” สำหรับผลงานของ KTM ตอนนี้ ทีมรั้งอันดับ 3 ในตารางคะแนนประเภทผู้ผลิต แต่ก็มีคะแนนนำหน้า Aprilia เพียงแต้มเดียว และยังไม่สามารถจบการแข่งขันได้ดีกว่าอันดับที่ 7 ในฤดูกาล 2025 ด้านอคอสต้าเอง ปัจจุบันอยู่อันดับ 13 ของตารางนักแข่ง มีอยู่ 16 คะแนน และจะลงแข่งสนามที่สี่ของฤดูกาลที่ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey ลิงเถื่อน ‘Busozoku Style’ Honda Monkey มอเตอร์ไซค์ประเภทมินิไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยอยู่มากมายพอสมควร เนื่องจากดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับของเล่นที่สามารถหามาประดับตกแต่งได้อย่างมากมายก่ายกอง และอีกหนึ่งดีไซน์ที่น่าสนใจก็อาจจะหนีไม่พ้น ‘Rocket Cowl’ จากประเทศไทยของเราที่ถูกตกแต่งใหม่ให้มีดีไซน์คล้ายกับรถมอเตอร์ไซค์สไตล์โบโซโซคุ โบโซโซคุ คืออะไร โบโซโซกุ (Bōsōzoku – 暴走族) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “กลุ่มนักซิ่ง” หรือ “แก๊งนักซิ่ง” ซึ่งมาจากคำว่า “โบโซ” (暴走) ที่แปลว่า “ขับขี่อย่างบ้าคลั่ง” และ “โซกุ” (族) ที่แปลว่า “กลุ่ม” หรือ “เผ่า”เมื่อนำความหมายของทั้งสองมารวมกันจะหมายถึง “กลุ่มขับขี่แบบไม่เกรงกลัว” โดยแก๊งนักขี่เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นวัฒนธรรมย่อยในญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ 1980 โบโซโซกุเป็นวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการแต่งรถมอเตอร์ไซค์แบบฉูดฉาด ใช้ท่อไอเสียเสียงดัง และขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือทำท่าทางอันตรายบนถนน รวมถึงการจัดขบวนขี่รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เช่น ขี่รถขวางถนนหรือก่อความวุ่นวาย โดยลักษณะเด่นของยอดนักซิ่งเหล่านี้จะมีอยู่ 3 จุดหลัก ๆ การแต่งรถที่เน้นไปที่ดีไซน์โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟหน้าขนาดใหญ่ ใช้เบาะนั่งยาวสูง มีการจัดวางท่อไอเสียขนาดใหญ่ (พร้อมเสียงดัง) และการใช้กราฟิก เฉดสีที่ฉูดฉาดบนตัวรถ สมาชิกของกลุ่มนี้มักจะใส่ชุดคลุมยาว (คล้ายกับชุดของนักบิดในยุคสงคราม) ที่มีการปักลวดลาย สโลแกน หรือข้อความที่สื่อถึงความเป็นตัวตน พฤติกรรมการขับขี่สุดเร้าใจ ที่มีการรวมกลุ่มขี่รถบนถนนโดยไม่สนกฎจราจร พร้อมส่งเสียงดังด้วยท่อไอเสีย รวมไปถึงอาจมีความก่อความวุ่นวายบนถนน Honda ‘Rocket Cowl’ Monkey 125 ลิงน้อยลำนี้ได้รับอิธิพลมาจากการตกแต่งดีไซน์รอบคันตามไสตล์แบบ ‘Bosozoku’ ซึ่งเจ้าของผลงานได้แก่คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories การออกแบบดีไซน์ เริ่มต้นที่โดมแฟริ่งด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ มาพร้อมกระจกด้านบนที่เคลือบด้วยฟิล์มสีเหลือง กรอบไฟหน้าถูกล้อมด้วยกรอบสีเขียว ธีมสีของตัวรถเน้นไปที่สีน้ำเงิน และตัดสลับด้วยสีเหลืองแบบเดียวกับลายเสือ โดยที่ด้านข้างมีกราฟิกปากฉลามที่กำลังแยกเขี้ยวพร้อมล่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ช่วงล่างของรถคันนี้มีการยืดโช้คอัพแบบหัวกลับด้านหน้า และทำการย่อโช้คอัพด้านหลังให้สั้นลง มีการปรับขนาดของล้อหน้าจากขอบ 12 นิ้ว เพิ่มเป็นขอบ 14 นิ้วมาพร้อมล้อแบบซี่ลวด และในส่วนของล้อหลังเป็นล้อ Maru’s ขนาด 12 นิ้วตามสไตล์ของมินิไบค์ ดิสก์เบรกหน้า และหลังยังคงเป็นระบบเบรกเดิมจากทางโรงงาน ด้านท้ายของตัวรถมาด้วยเบาะนั่งสีขาวคลีนพร้อมพนักพิงด้านท้ายไซส์มินิสีเดียวกับตัวเบาะ ครอบอยู่เหนือไฟท้าย และประกบด้วยท่อไอเสียที่สูงยาวเฉียดฟ้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวา ที่ให้อารมณ์ดูเกเรหน่อย ๆ พร้อมธงชาติไทย ในส่วนของเครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่องยนต์ไซส์เดิมที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 11 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที รายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถ หากสนใจหรืออยากต้องการจะแต่งรถให้ได้สไตล์แบบ ‘โบโซโซกุ’ บ้าง ก็สามารถทักไปได้ที่เพจ ‘Advance Automotive Accessories’ ได้เลย (คลิ๊กที่นี่) โดยร้านนี้ไม่เพียงแค่ตกแต่งเจ้ามังกี้เท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบชุดแต่งในรถรุ่นอื่น ๆ ด้วย หากแต่งด้วยสไตล์ธรรมดาอาจจะไม่เร้าใจ ลองเปลี่ยนแนวมาแบบเกเรหน่อย ๆ จะเร้าใจกว่าไหม สุดท้ายขอขอบคุณภาพจาก คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories

All NEW Honda PCX 160 2025 โฉมใหม่ หล่อ เท่ กว่าเดิมแน่นอน มาพร้อมจอใหม่ที่บอกเลยว่าทุกรุ่นของฮอนด้าต้องมีแน่นอน

Rictor Skyrider X1 เอาจริงดิ มอเตอร์ไซค์บินได้ !? สถานการณ์ในถนนหลากหลายพื้นที่น่าจะหนีไม่พ้นปัญหา ‘รถติด’ เพราะมีรถออกมาสู่ท้องถนนแทบจะทุกวัน แต่ถนนนั้นไม่พอวิ่ง จะเอามอเตอร์ไซค์มามุดเพื่อช่วยบรรเทาก็แทบจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้มอเตอร์ไซค์เองก็แทบจะจอดติดแบบรถยนต์แล้ว แต่แล้วก็ไปเจอบทความน่าสนใจอันนึงเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์บินได้ที่มีชื่อว่า Rictor Skyrider X1 ว่าแต่.. มันจะถูกพัฒนาจริงดิ ? จากแนวคิดที่มันเป็นไปไม่ได้ สู่การนำมาพัฒนาเป็นรถมอเตอร์ไซค์สองล้อที่บินได้ และมันเกิดขึ้นจริง!! โดยผลงานจากบริษัท Rictor จากประเทศจีน โดยบริษัทนี้เกี่ยวกับการพัฒนายานพาหนะสำหรับการเดินทาง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า อาทิ สกูตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยานไฟฟ้า รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพการเดินทางของผู้ใช้งาน โดยเทคโนโลยี Skyrider X1 ได้ถูกเปิดตัวในงานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีหรือ CES2025 (Consumer Electronics Show) ในเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยานพาหนะลำนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Rictor เป็นแบรนด์ย่อยของบริษัท Kuickwheel จากประเทศจีน ซึ่งเน้นพัฒนาทางเลือกในการเคลื่อนที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ Rictor มีผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียวในกลุ่มสินค้า คือ จักรยานไฟฟ้า Rictor K1 รายละเอียด และฟังก์ชันการใช้งาน รถมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ผลิตด้วยโครงสร้างจากวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมเกรดการบิน เคลื่อนที่ด้วยระบบด้วยระบบใบพัด 8 ตัว มีด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่นธรรมดา X1 SL มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถบินได้เพียง 25 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และอีกหนึ่งรุ่น X1 SX มาพร้อมไซส์แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ 21 kWh สามารถบินได้นานถึง 40 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาจากค่ายจีนไม่ต้องกังวลเรื่องเทคโนโลยี จัดให้มาแบบล้ำ ๆ เช่นเคย เริ่มกันที่ ระบบการปรับตัวอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยปรับระดับความสูง ความเร็ว และทิศทางการบินตามสภาพอากาศ, ระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ เพื่อช่วยระบุเส้นทางการบินที่ดีที่สุด เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ราบรื่น และฟังก์ชันการบินขึ้น และลงจอดแบบอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งค่าจุดหมายปลายทาง และยานพาหนะจะทำงานที่เหลือให้เอง อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวเลือกควบคุมแบบแมนนวลผ่านจอยสติ๊กสำหรับผู้ที่ชอบการควบคุมด้วยตัวเองอีกด้วย ระบบวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ ระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติ ระบบควบคุมพร้อมจอยสติ๊กสำหรับบังคับเอง ฟังก์ชันควบคุมการปรับตัวอัตโนมัติ โดยรายละเอียดอื่น ๆ ของมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ จะถูกกำหนดเพดานบินเพียง 200 เมตรเท่านั้น (ระยะนับตั้งแต่พื้นดิน) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในส่วนของการวางจำหน่าย มีข่าวลือหลุดออกมาว่าอาจมีการวางจำหน่ายในตลาดปี 2026 โดยราคาคาดการณ์อยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,074,000 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร เครื่องหมายคำถามสำหรับการพัฒนา Skyrider ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์บินได้คันแรกของโลก แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีหลาย ๆ บริษัทจากทั่วโลกที่พยายามสร้าง และพัฒนายานพาหนะประเภทนี้ เช่น Speeder จาก Mayman Aerospace หรือ Hoverbike จากบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์บินได้ โดยทั้งสองโมเดลก่อนหน้าก็มีผลิตออกมาเพียงแค่รุ่นต้นแบบเท่านั้น แต่ไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อวางจำหน่าย คาดว่าอาจจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ความปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน การจัดการการจราจรทางอากาศ และราคาที่สูง ทำให้ยังไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในปัจจุบัน แต่ถือว่ามอเตอร์ไซค์บินได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจในโลกอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Diavel V4 ส่องสเปค ครูเซอร์ตัวท็อป กับราคา 1.29 ล้านบาท Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์รุ่นใหญ่ มาพร้อมการดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี พิเศษด้วยสุดยอดเครื่องยนต์อย่าง V4 Granturismo ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ทั้งในสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ 1,299,000 บาท สเปค, สเป็ก ไฟหน้ารูปตัว C คู่ เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ เครื่องยนต์ V4 Granturismo หน้าจอสี TFT ไฟท้ายรูปตัว C แฟริ่งทรงสปอร์ต ดีไซน์ดุดัน ท่อ Rocket Launcher Ducati Diavel V4 ส่องสเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ V4 Granturismo 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,158 ซีซี แรงม้า (เคลม) 168 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 126 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83 x 53.5 มม. อัตราส่วนการอัด 14.0 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 ล้ออัลลอย ยางหลัง 240/45-ZR17 ล้ออัลลอย ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 50 มม. ปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้, พร้อมสวิงอาร์มเดี่ยว เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. และคาลิเปอร์ Breambo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 265 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,593 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 112 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 211 กก. (ไม่รวมของเหลว) ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ ครูซคอนโทรล หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Ducati Multimedia System ระบบสองสว่าง Full LED รอบคัน ระบบช่วยการออกตัว (DPL) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Sport, Touring, Urban และ Wet) ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล (DTC) ระบบเบรก ABS ระบบป้องกันล้อหน้าลอย (DWC) สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Ducati Diavel V4

ส่องสเปค MT-07 กับสีใหม่ หน้าจอใหม่ ในราคาเดิม Yamaha MT-07 สปอร์ตเน็กเก็ดไบค์ กับเจ้าของฉายา “Master of Torque” ที่มาพร้อมกับหน้าจอสีใหม่ในเครื่องยนต์ CP2 689 ซีซี กับแรงบิดที่เหนือสมรรถนะ ให้ความเร้าใจในการขับขี่ตลอดเส้นทาง ราคาแนะนำ 305,000 บาท สเปค, สเป็ก ระบบไฟ LED หน้าจอสี TFT พร้อมแอพพลิเคชั่น Y-Connect เครื่องยนต์ CP2 2 สูบ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ปราดเปรียว พร้อมโลโก้แฟริ่งด้านข้าง ส่องสเปค MT-07 ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70ZR17M/C (58W) แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR 17M/C(73W) แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว พร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 245 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,085 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,400 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 184 กก. ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA ์เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบไฟ LED แอพพลิเคชั่น Y-Connect ระบบเบรก ABS สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Yamaha MT-07 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เป็นสถานที่ที่คนรัก Yamaha MotoGP ต้องได้เข้าไปใน Yamaha Motor Racing YMR ซึงถือว่าเป็นศูนย์กลางระดับโลกเลยก็ว่าได้ที่จะรวมนักแข่งทีมโรงงานอย่าง Maverick viñales #12 Valentino Rossi #46 หัวหน้าช่างทีมแข่ง อะไหล่ตัวรถแข่ง การขนส่ง และสำนักงาน Yamaha MotoGP อยู่ในที่นี้ที่เดียว สำหรับวันนี้เราจะพาเดินชม Yamaha Motor Racing YMR โดยมีคุณ William Favero ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร และการตลาด ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่จะเป็นคนแนะนำพื้นที่ต่างๆ ในบริเวณสำนักงานว่าส่วนไหนดูได้ ส่วนไหนดูไม่ได้ (บางพื้นที่เป็นความลับ) ตื่นเต้นๆแล้ว เรามาเดินชมไปพร้อมๆกันดีกว่าครับ ใน ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่เราจะได้เข้าไปเยี่ยมชมถูกแบ่งสัดส่วนการใช้งานอย่างเป็นระเบียบ จัดสรรพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น โซนโชว์รูม โชนต้อนรับแขกผู้มาเยือน ห้องประชุม โซนซ่อมบำรุงรักษา โซนโรงรถเทเลอร์ขนย้าย และชั้น 2 ที่ถูกออกแบบให้เป็นสำนักงาน ติดต่อประสานงานครบวงจร โซนแรกที่เราได้เข้าไปเจอนั้นคือโชว์รูมที่จัดโชว์รถแข่ง Yamaha MotoGP ถูกจอดโชว์เรียงไว้เป็นปี เป็นรุ่น มีทั้งสมัย Lorenzo #99 เป็นทีมเมทกับ Rossi #46 โชว์ชุดแข่งของแต่ละคน ได้ดูกันอย่างใกล้ชิดเลยละครับ มีทั้ง Valentino rossi Maverick viñales ทุกชุดที่แขวนโชว์คือชุดที่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งหมด อยากได้สักชุดจริงๆ ภาพชิ้นนี้เป็นฝีมือคนไทยที่ทำขึ้น ถูกแขวนอยู่บนผนังในโซนต้อนรับแขก มองไปที่ภาพรับรู้ถึงความเป็นไทยได้เลยและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากๆที่ได้เห็นภาพนี้อยู่ที่แห่งนี้ ขอบคุณครับ โชว์เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง รหัส S5 ขนาดเครื่องยนต์ 800 ซีซี ปี 2008 ถูกวางโชว์อยู่บนแท่นในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกัน เครื่องยนต์ถูกพัฒนาให้มีกำลังแรงขึ้น ทนขึ้น และสเถียรมากขึ้นอีกด้วย อีก 1 ห้องที่สำคัญไม่แพ้ห้องอื่นๆเลย นี้คือห้องประชุมที่นักแข่ง Yamaha MotoGP อย่าง Rossi Vinales และทีมแข่ง นายช่างเครื่อ และผู้บริหารทีม เข้ามาประชุมในห้องนี้ โดชว์ถูกจัดให้มี Yamaha M1 อยู่กลางโต๊ะประชุม เสริมบรรยากาศให้รู้สึกดีมากยิ่งขึ้น (น้อยคนมากที่จะได้เข้าห้องนี้) เราเดินต่อมากันที่ด้านหลังของโชว์รูมที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่นี้คือสิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า “ห้ามถ่ายรูป” มันต้องมีอะไรแน่ๆ แต่ในครั้งนี้เราได้สิทธิพิเศษในการเยี่ยมชมแบบ VIP “ถ่ายได้” ก็ต่อเมื่อเขาให้ถ่าย ต้องบอกก่อนว่าตรงนี้คือโซนที่จะมีรถเทเลอร์ขนย้าย ขนส่งอะไหล่และรถแข่งในโซนยุโรปทั้งหมด จะถูกขนด้วยรถเทเลอร์ โดยในรถจะมีอะไหล่ ที่พัก เครื่องมือที่พร้อมออกเดินทางข้ามประเทศกันเลยละครับ ถ้าใครเห็นภาพหรือวีดีโอที่นักแข่ง Yamaha วิ่งๆขึ้นเทเลอร์ รถพวกนั้นออกมาจากทีนี้ละครับ ช่องจอดจะยาวเป็นพิเศษเพราะเทเลอร์จะถอยหลังเข้ามาแล้วขนย้ายอะไหล่ เครื่องมือ และรถแข่งขึ้นในนี้ทั้งหมด แม้แต่โรงรถขนของก็ถูกตกแต่งด้วยชุดสี แฟริ่งรถแข่ง Yamaha M1 มาต่อกันเป็นคันแล้วจอดโชว์ในโรงรถ ส่วนในห้องด้านหลังจะเป็นโซนที่ห้ามถ่ายรูปเพราะเป็นความลับ นั้นคือห้อง ซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ มีเครื่องมือเยอะแยะไปหมด เครื่องยนต์ ที่ต้องส่งตรวจเป็นเครื่องสำรองในการแข่ง ชุดสี แฟริ่ง มีนายช่างอยู่ในนั้นประมาณ 4-5 คน พวกเขาต้องใช้สมาธิพอสมควรในการประกอบ เราเดินต่อขึ้นไปที่ชั้น 2 ที่เป็นโซนสำนักงาน ที่ใช้ติดต่อ ประสานงานทุกสนามการเดินทาง สปอนเซอร์รถแข่งและนักแข่ง ทุกอย่างต้องรวดเร็ว และลงตัว จะมีเพียงมุมบนมุมเดียวที่ถ่ายลงมาให้ชมด้านล่าง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ครั้งนึงในชีวิตได้เข้ามาที่ ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่ประเทสอิตาลี เดินเยี่ยมชมรถแข่ง เครื่องยนต์ กลิ่นชุดหนัง ความเป็นมืออาชีพ ทุกอย่างมันสุดยอดจริงๆ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งนึงในชีวิตเลยละครับ อันนี้เป็นภาพถ่ายที่เดินถ่ายทั้งหมด อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ครอบครัวของเมืองไทย ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave125i พร้อมสีใหม่ “Blue Metallic” ภายใต้คอนเซปต์ “The Superior of All Time โดดเด่นสมค่าแห่งผู้นำ” ด้วยแรงบันดาลใจจากยานยนต์ระดับไฮคลาสสู่รถจักรยานยนต์ครอบครัวระดับพรีเมี่ยม ดึงดูดทุกสายตาด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกตัดกับเบาะและอินเนอร์สีแดงอย่างลงตัว ดูสง่างามทุกมุมมองด้วยรูปลักษณ์แบบ Superior Design ที่เน้นความปราดเปรียวหรูหรา ทันสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมหน้าปัดเรือนไมล์เรียบหรู สะดวกสบายด้วย U-Box ขนาด 17 ลิตร ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ทั้งยังใช้งานง่ายด้วย Seat Opener & Key Shutter ขับขี่สนุกและประหยัดด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125ซีซี หัวฉีด PGM-FI ตอบสนองทันใจแต่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 69 กม./ลิตร (วัดตามมาตรฐาน EURO4 ใหม่) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ รุ่นล้อแม็กมีให้เลือก 4 สีได้แก่ น้ำเงิน-แดง, เทา-แดง, ดำ-แดง, ขาว-แดง ราคาแนะนำ 55,600 บาท และรุ่นล้อลวดมีให้เลือก 3 สีได้แก่ แดง-ดำ, ดำ, น้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำ 53,400 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.aphonda.co.th อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ #Honda #Wave125i #TheSuperirorOfAllTime #BlueMetallic #Whatstopsyou?

มาถึงรถที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับขาลุยประเทศไทย สำหรับเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่มีเสียงเรียกหาอย่างมากมาย อีกไม่กี่วันนี้ได้มีข่าวดี เห็นตัวเป็นๆอย่างแน่นอน ในงานใหญ่ปลายเดือนนี้ สำหรับคันนี้จอดโชว์ใน บูทยามาฮ่า ในงาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สีแดง-ขาว ที่ดูจะโดดเด่นเกินคันอื่นๆ (แล้วแต่คนชอบนะครับ) ที่มีสีดำและสีน้ำเงิน จอดอยู่ข้างๆ คันนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง มาดูกันที่ด้านหน้าที่ถูกแต่งเสริมเติมหล่อด้วยไฟส่องนำทาง แบบ Fog lamp 1 คู่ถูกติดตั้งอยู่ทางด้านล่างของโคมไฟด้านหน้า ส่องสว่างเห็นทางได้กว้างและไกลขึ้น มาต่อกันที่ท่อไอเสียที่เป็นของแต่งตรงรุ่นจากโรงงาน แบรนด์ Akrapovic for Tenere 700 ที่ออกแบบและพัฒนามาคู่บุญกับโมเดลนี้เลย สำหรับผมแล้วถือว่าลงตัวดูมากๆเลยละครับ รู้สึกได้ถึงฟิว dakar rally โช้คหลังถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็น Ohlins Subtank ที่มีรีโมทแยกออกจากตัวโช้คสามารถปรับค่า ความหนืดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับสายลุย เวลาที่ต้องใช้ไม่จพเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงแค่ใช้มือปรับง่ายๆ เท่านั้น ก้านเบรคและก้านคลัทซ์ ถูกเปลี่ยนเป็น gilles tooling มีขนาดที่สั้นลงกว่าเดิม สามารถปรับระยะก้านได้ นั้นหมายความว่าดีขึ้น เมือถึงเวลาที่กำเข้าไป เราจะใช้เพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น ยังเหลือนิ้วอีก 2 นิ้ว ที่ยึดแฮนด์ไว้กันหงายหรือหลุดออกจากแฮนด์ สำหรับ สเปค Yamaha Tenere 700 (Eu spec) เครื่องยนต์ 4 จังหวะ Crossplane (CP2) 2 สูบ 689 ซีซี DOCH เกียร์ 6 สปีด โช้คหน้าแบบ Up-side down โช้คหลังเดี่ยวแบบ คอล์ยสปริง (ในรูปคือของแต่ง Ohlins) เบรคหน้าจานดิสคู่ ขนาด 282 มิลลิเมตร เบรคหลังดิส ขนาด 245 มิลลิเมตร ยางหน้า 90/90 ขอบ 21 ยางหลัง 150/70 ขอบ 18 น้ำหนัก 204 กิโลกรัม บััจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร ** โช้ค Ohlins,ท่อ Akraprovic, ไฟหน้าแบบ fog lamp และก้านเบรค,มือคลัทช์ Gilles tooling เป็นของแต่งเพิ่มเติม แต่งมาให้เป็นแนวทางสำหรับสาย Rally ส่วนราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดอาจจะเป็นเพียงการเทียบเรทเงินยูโร ที่เป็นราคาขายทางฝั่งยุโรบ ณ ตอนนี้ เปิดราคาอยู่ 9,799 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษี จะอยู่ที่ 334,000 บาท อดใจอีกนิด เดียวคนไทยมีเซอร์ไพส์อย่างแน่นอน ขวัญใจสายลุย!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Bajaj Pulsar NS 160 สเปกและราคา Bajaj Pulsar NS 160 สตรีทไฟเตอร์ที่เหมาะกับนักบิดทุกคน ให้ความคล่องตัว แม้ในเขตเมืองที่มีรถติดมากมาย ราคา 69,800 บาท (ราคาช่วงแนะนำ) สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ DTSI สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 160.3 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 90/90-17″ แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 120/80-17″ แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระยะยุบ 130 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ระยะยุบ 120 ม.ม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. ยาว X กว้าง X สูง 2,012 X 803.5 X 1,060 มม. ระยะฐานล้อ 1,363 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 150 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GPX DEMON GR200R (2020) สเปกและราคา GPX Demon GR200R กับความสปอร์ตแบบเต็มขั้น ด้วยการคิดค้นและออกแบบใหม่หมดจดทั้งคัน ให้กำลังแรงขึ้น สปอร์ตมากกว่าที่เคย ราคา 76,500 บาท (ราคาพิเศษก่อน 15 ก.ค.63) สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ สูบเดียวแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 198 ซีซี ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 65.5 X 58.8 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 100/80-17 แบบไม่ใช้ยางใน (GPX Demon GR200R Da Corsa ใส่ Pirelli Rosso Sport) ยางหลัง 140/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน (GPX Demon GR200R Da Corsa ใส่ Pirelli Rosso Sport ) ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระบบกันสะเทือนหลัง มัลติลิงก์และโช้คเดี่ยว YSS ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต ยาว X กว้าง X สูง 2,020 X 747 X 1,145 มม. ระยะฐานล้อ 1,340 มม. ความสูงเบาะ 815 มม. น้ำหนักรถ 150 กก. ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda GOLDWING DCT (2020) สเปกและราคา Honda GOLDWING DCT แกรนด์ทัวริ่งรุ่นใหญ่สุดของค่ายปีกนกที่มาพร้อมระบบเนวิเกชั่น เวอร์ชั่นล่าสุดและระบบเกียร์อัจฉริยะ DCT ราคา 1,340,000 สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ 6 สูบแนวนอน 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1833 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 73.0 X 73.0มม. อัตราส่วนการอัด 10.5:1 ระบบเกียร์ 7 สปีด พร้อมระบบ DCT และวอล์กกิ้งโหมด F/R ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 130/70R-18 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 200/55R-16 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลวิชโบนกับโช้คเดี่ยว Showa ขนาด 45 มม. ระยะยุบ 110 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โปรลิงก์และโช้คเดี่ยว Showa ระยะยุบ 104 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบคลื่น ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin 6 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 316 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin 3 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,575 X 905 X 1,430 มม. ระยะฐานล้อ 1,695 มม. ความสูงเบาะ 745 มม. น้ำหนักรถ 384 กก. ความจุถังน้ำมัน 21.1 ลิตร อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก