SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ราคา ORA 5 SUV กลายเป็นปัญหาใหญ่หลัง GWM ประกาศปรับเพิ่ม 20,000 บาท ทุกรุ่นย่อยหลังสิ้นสุดช่วงราคาแนะนำ ลงสู้ตลาดในกลุ่ม B-SUV EV

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP ลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมโรงงานของฮอนด้าในศึกการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยความรู้สึกว่าตนนั้นรู้ชื่นชม และดีใจที่จะมีสนามที่ประเทศบราซิลกลับมาปรากฎอีกครั้งในปฏิทินการแข่งขัน แต่อีกแง่นึงก็คิดว่าสนามที่จะนำมาใช้ในการจัดการแข่งขันยังต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ สนามในเมืองโกยาเนียอย่าง สนามแข่ง Autódromo de Interlagos (Ayrton Senna) ของประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในสนามที่เป็นตัวเต็งในการนำมาใช้ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2026 ซึ่งการแข่งขันรอบใหม่ในทวีปอเมริกาใต้รายการนี้ มีกำหนดเข้าปฏิทินในปี 2026 ตามสัญญาระยะเวลา 5 ปี และคาดว่าจะถูกจัดควบคู่กับสนามอาร์เจนตินาหรือออสติน ซึ่งเป็นสนามที่ 2 และ 3 ของฤดูกาลนี้ แต่ก่อนที่บราซิลจะได้กลับมาจัดการแข่งขันโมโตจีพีอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 สนามโกยาเนียจะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โมโตจีพีกำหนด ซึ่งลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมฮอนด้าก็ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็มีหลายจุดที่น่าเป็นห่วง รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร “พวกเขาต้องทำงานอีกเยอะ ทั้งในส่วนของแทร็กและสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในหนึ่งปี เราหวังว่าทุกอย่างจะพร้อม” เขากล่าวเสริม “พวกเขาสัญญากับเราว่าจะเร่งมือเต็มที่ เพราะมีความสนใจอย่างมากในการจัดการแข่งขันครั้งนี้” “สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ในความเห็นของผม เพราะมันเป็นสนามที่เร็วมาก และมีโค้งเร็วหลายจุด นั่นหมายความว่าเราต้องมีพื้นที่เซฟโซน (runoff area) ที่ดี เพราะเลย์เอาต์ของสนามค่อนข้างเร็ว และเวลาต่อรอบจะสั้นมาก” “สั้นกว่าซัคเซ่นริงเสียอีก” แต่ตรงกันข้ามกับสนามเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเฉลี่ยต่ำ เขาคาดว่าสนามโกยาเนียจะมี “ความเร็วเฉลี่ยสูงมาก ทางตรงยาว และมีหลายโค้งที่ใช้เกียร์ 3 หรือ 4” “มีบางโค้งแคบที่ลดความเร็วเฉลี่ยลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนจะค่อนข้างเร็ว เราต้องรอดูอีกทีเมื่อใช้รถ MotoGP จริง ๆ รวมถึงตอนที่มีการติดตั้งเคอร์บใหม่ ปูแอสฟัลต์ใหม่ และมีทุกอย่างครบแล้ว เพราะเมื่อนั้นสภาพแทร็กจะดีขึ้นมาก” นักแข่งหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้ารายนี้จะลงแข่งขันในนัดที่สี่ของฤดูกาลที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม Aprilia Racing ต้นสังกัดของแชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดอย่าง ฆอร์เก้ มาร์ติน ได้ออกมายืนยันแล้วว่าการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่ประเทศกาตาร์ในรายการ Qatar Airways Grand Prix of Qatar ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ฆอร์เก้ มาร์ตินที่ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่การซ้อมในรอบทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเจ้าตัว ก่อนที่จะได้พักพื้นรักษาตัว และได้รับบาดเจ็บบริเวณมือซ้ายซ้ำอีกครั้งในการซ้อมแบบส่วนตัวที่ประเทศสเปน ก่อนเปิดฉากการแข่งขันที่ประเทศไทยในอีกไม่กี่วัน จากเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มาร์ติเนเตอร์ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และหายไปจากการแข่งขันถึง 3 สนาม (สนามประเทศไทย , อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา) ทางต้นสังกัดของเจ้าตัว ‘ทีมอาพริเลีย’ ได้ยืนยันว่า หลังจากการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายที่ประเทศสเปน มาร์ตินจะเข้าร่วมการแข่งขันกาตาร์กรังด์ปรีซ์สุดสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดรายนี้ยังต้องผ่านการตรวจร่างกายโดยทีมแพทย์ของโมโตจีพีในวันพฤหัสบดีที่กาตาร์ ซึ่งการที่มาร์ตินร่วมเดินทางไปที่ประเทศกาตาร์ในหนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงแข่งในสนามที่ 4 ของฤดูกาล โดยมาร์ติเนเตอร์ได้ลองทดสอบขับขี่ตัวแข่ง RS-GP ไปเพียงแค่ 90 รอบเท่านั้นนับตั้งแต่การทดสอบที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์ตินเองก็คิดว่าถ้าตนแข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว “แข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาลงสนาม และรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยจะได้ลองแข่งที่กาตาร์” “เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจกับ RS-GP25 ให้มากขึ้น และเริ่มต้นหมุนรอบสนามให้ได้บ้าง ผมไม่รู้ว่าสภาพร่างกายของผมจะเป็นอย่างไร – แน่นอนว่าคงไม่สมบูรณ์ 100%” “เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และพัฒนาทีละนิด ในแง่ของร่างกาย ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถแข่งจบได้หรือไม่ แต่ถ้าทำได้ มันก็จะเป็นชัยชนะ เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นฟื้นตัวของผม” “เราต้องเดินทีละก้าว เพื่อพยายามกลับคืนสู่ระดับฟอร์มปกติของเราให้เร็วที่สุด” ต้องยอมรับว่าการกลับมาแย่งชิงตำแหน่งแชมป์โลกในฤดูกาลนี้ของฆอร์เก้ มาร์ตินอาจจะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวพอสมควร เมื่อเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงกับทีมโรงงาน Ducati ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และในกลุ่มหัวตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกก็เป็นสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซที่ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวตาราง ตามมาด้วยอันดับสามฟรานเชสโก้ บัญญาย่า การแข่งขันสนามที่สี่ของฤดูกาลจะทำการแข่งขันกันที่ประเทศกาตาร์ ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2 Moto3 ใช้ ข่าวล่าสุด จาก Pirelli โดย Giorgio Barbier เป็นผู้ตัดสินใจฟันธงส่งยางซ้อมเป็นตัวเลือกให้นักแข่งทั้งในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ ใช้ในการแข่งขันเป็นครั้งแรก บนสนาม Sachsenring (ซัคเซนริง) ที่เยอรมันในสุดสัปดาห์นี้ เหตุผลในการเลือกยาง จาก บทสัมภาษณ์ ของ Giorgio Barbier “ซัคเซนริงเป็นสนามแข่งที่เรามีความรู้เพียงเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยแข่งที่นั่น หมายถึงความรู้ในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ รวมถึงการแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติอื่นๆ เราไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นพอเพื่อใช้เป็นมาตรฐาน เราเพียงแต่มีข้อมูลคอมเม้นท์จากนักแข่งที่เคยลงแข่งในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งบอกเราว่าสนามนี้เป็นสนามที่มีความต้องการยางเป็นพิเศษเนื่องจากรูปแบบของสนาม โดยมีโค้งซ้ายความเร็วสูงจำนวนมาก พื้นสนามที่หยาบทำให้การยึดเกาะต่ำ และมักมีสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจขยายการจัดสรรยาง โดยเสริมด้วยคอมปาวด์ยางที่ทนการสึกหรอมากขึ้น” จากข้อความข่าววงใน คอมปาวด์ยางที่เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม คือยาง Hard รหัสยาง SC3 หรือที่รู้จักในนาม “ยางซ้อม” จากเหตุผลที่พอสรุปจากบทสัมภาษณ์คือ สนามหยาบ เลยเอาติดไปเผื่อไว้ก่อน ในสนามซัคเซนริงปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะอาจจะได้เห็น คอมปาวด์ SC3 ลงแข่งขันจากทั้งสองรุ่น และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยางโปรโตไทป์ตัวใหม่ SC3 C0196 ในยางหลังของรุ่น Moto3 แถมในรุ่น Moto2 จะมียางหลัง SC0 D0532 ที่เป็นโปรโตไทป์เช่นกัน ยางจาก Pirelli SC3 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลือกไม่ได้บังคับ เราจะได้เห็นผลทดสอบในเร็วๆ นี้ว่า Free Practice จะมีทีมไหนทดลองเอายางตัวนี้มาเล่น แต่ถ้าเอาชัวร์ ก็มียางสเปคเดิมจากสนามที่แล้วให้เลือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าเกมการแข่งขันจะต้องมีลุ้นมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยยางไม่เหมือนสนามที่แล้ว ส่วนเรื่องสถิติ Pirelli จะทุบยาง Dunlop ได้รึเปล่า ต้องมาดูกันอีกที

ยืนยันแล้ว ราอูลจะได้ขี่ RS-GP23ที่สนามเยอรมันสัปดาห์นี้เป็นครั้งสุดท้าย! ”สำหรับราอูลแล้ว มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าหนุ่มคนนี้ได้ควบรถ RS-GP2023 “ Davide Brivio บอสใหญ่ได้กล่าวไว้ หลังจากที่ ตอนนี้ ราอูล เฟอร์นันเดซ เป็นหนึ่งเดียวในทีมAprilia ที่ยังขี่รถ RS-GP ตัวเก่าอยู่ แต่เวลานี้ทางทีมรับประกันให้แล้ว ว่า เดี๋ยวอัพให้ไปขี่RS-GP 24 แน่นอน หลังจากผลงานโดดเด่น โดยตอนนี้ราอูลอยู่ในอันดับที่12บนอันดับคะแนนสะสม และทางทีมตั้งใจจะปรับไปให้ขี่รถSpec2024 ให้พร้อมกับการอัพเดทแฟริ่งระหว่างฤดูกาลแข่งขัน พร้อมกันไปเลยทีเดียว หลังจากช่วงSummer break ซึ่งคือสนามSilverstone ของอังกฤษ ในเดือนถัดไป หมายความว่า ราอูลจะได้ขี่รถSpecใหม่ หลังจากจบSachsenring หลังจากโชคไม่ค่อยดีตั้งแต่ต้นฤดูกาล เจ็บทั้งเซปังTest อดแข่งไป2สนาม แต่ก็กลับมาทำผลงานได้ดีที่คาตาลุนย่าในSprint race อันดับ6 และหลังการผ่าตัด Arm pump ก็กลับมาติดtop ten ที่Assenอีก (P8) “ผมแฮบปีนะ กับผลงานที่Assen เราทำได้ดี แต่ผมก็อยากจะสดกว่านี้ เพราะหลังจากล้มหนัก มันก็เจ็บจริงแหละ และคงจะดีขึ้นหลังจากได้พักสัก2-3วัน สำหรับสนามSachsenring ผมจะพยายาม ไม่กดดันมาก จะรีแลกซ์หน่อย พยายามเข้าไปQ2ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นก็ดูกันไปวันต่อวัน และนี่น่าจะเป็นแผนที่ดี เพราะรู้สึกได้ว่า ถ้าเรารีแลกซ์ให้มากขึ้น และสนุกกับมัน เราก็เร็วขึ้นจริงๆ นี่เป็นเป้าหมายของเราในสนามนี้“ หนุ่มสเปนกล่าว ในขณะที่ทีมโรงงานAprilia จับคู่นักแข่งใหม่ได้แล้ว อย่าง Jorge Martin และ Marco Bezzecchi แต่ทีม Trackhouse กลับยังไม่มีการยืนยัน นักแข่งของทีมในปีหน้าเลย แต่ที่แน่ๆคือ ต้องมีคนหนึ่งอยู่คนหนึ่งไป และตอนนี้ฟอร์มของราอูล ก็กำลังมา ถูกที่ถูกเวลาซะด้วย ขณะที่ เพื่อนร่วมทีมอย่างอดีตนักแข่งKTM ผู้เคยขึ้นโพเดี้ยมมา5ครั้ง มิเกล โอลิเวียร่านั้น ฟอร์มกำลังออกทะเล ทั้งๆที่ได้ขี่รถตัวล่าสุดตั้งแต่เริ่มฤดูกาล และตอนนี้อยุ่อันดับที่16 ในตาราง ”Sachsenring เป็นสนามที่มีเอกลักษณ์ ทั้งสั้น และหนักไปทางโค้งซ้าย ซึ่งผมค่อนข้างถนัดเป็นพิเศษ และก็หวังว่าจะทำผลงานได้ดีในสนามนี้ก่อน เบรคครึ่งฤดูกาลนี้ ซึ่งหวังว่า จะหาจุดลงตัวในSetting ได้ไว และทำผลงานได้ดีมีแต้มกับเจ้า RS-GP24” มิเกลทิ้งท้าย มารอชมกันนะ GermanGPสนามก่อนSummerBreak หนึ่งเดือน ว่าTrackhouse Aprilia จะมีอะไรSurpriseเราไหม? 😉🏁

ทำไม Marc Marqurez ถึงถูกเลือก..? “ฝีมือ กระแสความนิยม หรือ มูลค่าการตลาด อะไรคือปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้ DUCATI ทีมโรงงานถึงเลือกแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง Marc Marqurez” หลังจากที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่พักใหญ่ ของการคัดเลือกนักบิดเข้าสู่ทีม Ducati โรงงานใน MotoGP ฤดูกาล 2025 กับบทสรุปของเก้าอี้ที่ใคร ๆ ต่างใฝ่ฝัน นั้นได้ตกเป็นของนักบิดแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง Marc Marquez ที่พึ่งย้ายจากบ้านเก่าจาก ฮอนด้า เรปโซล มาขี่รถดูคาติ ให้เกรซซินี ทีม ได้ไม่ถึงปีเสียด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน ชายผู้ที่ขี่ดูคาติมานาน แถมยังฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องอย่าง Jorge Martin ที่ใคร ๆ ยอมรับในฝีไม้ลายมือและอยากให้ขึ้นทีมโรงงานนั้น ที่ในฤดูกาลนี้มีคะแนนนำทิ้งห่างแชมป์โลกมากถึง 50 แต้มกลับไม่ถูกเลือกในครั้งนี้ ทำไม Marc Marqurez ถึงถูกเลือก นั่นอาจเป็นเพราะด้วย “ประสบการณ์” ที่สามารถสร้าง “ปรากฎการณ์” ในแบบของมาร์ค ไล่หวดคู่แข่งและสามารถคว้าโพเดี้ยมมาหลายสนามด้วยรถดูคาติในเวอร์ชันทีมรอง (GP23) จนทำให้เกิดกระแสความนิยม #93 กลับมาหึกเหิมอีกครั้ง บวกกับลีลาความเก๋าในสนามที่น่าตึงตราตึงใจทั้งความคม เบรกลึก เสียบใน ทำเอาใจเสียวไปตาม ๆ กัน นี่แหล่ะมาร์คที่ใครต่างก็รู้ ๆ กันนั่นเอง ส่งผลให้ทาง Ducati ทีมโรงงานได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในตัวมาร์ค ที่สามารถเข้ามาสร้างผลงานแชมป์โลก และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตัวแข่ง GP25 บวกกับมูลค่าการตลาด สปอนเซอร์ที่พร้อมสนับสนุนมากมายนั้น ย่อมสร้างเม็ดเงินลงทุนได้อย่างมหาศาล Simon Crafar ผู้สัมภาษณ์นักแข่งชื่อดังจากดอร์น่า ได้คอมเม้นต์เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะคิดว่ามันไม่แฟร์สำหรับ Jorge Martin มันถูกต้อง ไม่ว่าคุณจะคิดว่ามันสมควรเป็นของมาร์ค มันถูกต้อง ผมไม่คิดจะแซะ Ducati นะ แต่มาร์คสามารถจุดกระแสตรงนี้ได้ เขาเป็นมุ่งมั่น และทำมันได้ เห็นตอนแข่งไหม ? เขาใช้รถเวอร์ชันปีที่แล้วนะ” “มาร์คมาอยู่ดูคาติเมื่อไม่นานนี้เอง Gigi ก็ได้เห็นฟอร์มมาร์คที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมีเหตุผลอะไรที่ไม่เลือกเขา รวมถึงภาพลักษณ์ สปอร์เซอร์มากมาย รวมทั้งทางบอร์ดบริหารก็อยากที่จะทำการตลาดด้วยเช่นกัน” นี่คงเป็นเหตุผลที่ทาง Ducati ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของนักแข่งที่สามารถเข้ามาพัฒนาทีมแข่งได้ในอนาคต บวกกับกระแส ความนิยม และมูลค่าทางการตลาดในระดับที่ใคร ๆ ต่างยอมรับ ทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อที่สามารถชั่งน้ำหนักแล้ว “วินวิน” ทั้งสองฝ่าย ยังไงก็มาดูกันในฤดูกาล 2025 ว่าจะเป็นอย่างไร อาจพลิกโฉมปฏิวัติศาสตร์แชมป์โลกกับรถดูคาติครั้งแรกก็เป็นได้ หรืออาจเซอร์ไพรส์กว่าด้วยการเป็นแชมป์ในปีนี้ก็เป็นไปได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rossi เริ่มเปิดเกมรุกส่งแรงกดดันถึง Ducati จี้ขอความชัดเจนเรื่องนักแข่งปี 2027 ท่ามกลางกระแสข่าวการเปลี่ยนกฎใหม่และย้ายค่ายของทีม VR46

Honda Stylo 160 ล่าสุด ได้รับความชัดเจนแล้วจากปากผู้บริหารฮอนด้า! ท่ามกลางกระแสความฮือฮาของการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโมเดลระดับโลกอย่าง New Honda UC3 ภายใต้คอนเซปต์ ‘The Urban First Movers’

รัฐบาลจีนสั่งแบน มือจับประตูแบบซ่อน ในรถรุ่นใหม่ เริ่มปี 2027 บังคับต้องมีระบบเปิดแบบกลไก หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในรถ EV

BYD Song Pro DM-i รุ่นปี 2026 เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด ประหยัดน้ำมันสุดขีด 3.2 ลิตร/100 กม. วิ่งไกล 1,508 กม. ราคาเริ่มต้นจีนเพียง 4.5 แสนบาท

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี Raptee T30 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Raptee.HV สตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดียมอเตอร์ไซค์คันนี้พลิกบทบาทของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่สนุกสนานและสปอร์ต แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไป สมรรถนะสุดแสนจะเร้าใจ ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ให้พลังงานด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ T30 มีพละกำลังเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ (ประมาณ 30 แรงม้า) และมีแรงบิดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 70 นิวตันเมตร ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3.5 วินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ดีไซน์การออกแบบ และเทคโนโลยี ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไดโนเสาร์กลุ่มแรพเตอร์ ที่โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว ว่องไว และเฉลียวฉลาด จึงทำให้การออกแบบรถคันนี้มีสไตล์สปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยตัวถังที่เพรียวบาง และมีเหลี่ยมมุม นอกจากนี้ T30 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เกินความคาดหมาย เพราะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มีระบบนำทาง และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA หัวชาร์จไฟแบบเดียวกับรถยนต์ แบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ของ T30 มีการรับรองมาตรฐาน IP67 ใช้เวลาในการชาร์จจาก 20-80% ประมาณ 60 นาทีเมื่อใช้เครื่องชาร์จขนาด 3.3 kW แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบเร็ว หรือเครื่องชาร์จจากสถานีชาร์จของรถยนต์ สามารถชาร์จเต็มในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจของ Raptee.HV T30 ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทตลาดจะวางขายแค่ในเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผู้ผลิตยืนยันว่ามันพร้อมที่จะบุกตลาดโลก เพราะรถคันนี้มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จแบบ CCS 2 ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานร่วมกับที่ชาร์จมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าได้แทบทุกที่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกในอินเดียที่มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ CCS 2 เป็นมาตรฐาน Raptee T30 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัส กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 70 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ N/A ความจุของแบตเตอรี่ 5.4 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ N/A เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชั่วโมง (20-80% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) 36 นาที (20-80% เมื่อชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟของรถยนต์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 150 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 110/70-R17 แบบไม่มียางใน ยางหลัง 150/60-R17 แบบไม่มียางใน เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ Up-Side down ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดียวแบบปรับพรีโหลดได้ กว้าง X ยาว X สูง N/A ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 161 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 177 กิโลกรัม เทคโนโลยี จอ TFT ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Power และ

ThaiGP 2024 Pirelli ปรับยางใหม่สู้ศึก ThaiGP 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากในสุดสัปดาห์นี้ Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังระดับโลก ได้จัดยางชนิดพิเศษเพื่อรองรับการแข่งขันที่ประเทศไทยในสุดสัปดาห์นี้ โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ที่จะจัดการแข่งขันในรายการ รถจักรยานยนต์ทางเรียบ ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2024” ในสุดสัปดาห์หน้า เป็นสนามที่ Pirelli รู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยมีการแข่งขันที่สนามนี้ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2019 ในรายการ FIM Superbike World Championship โดยสนามนี้ประกอบไปด้วยหลายโซนที่ต้องเบรก และเร่งเครื่องยนต์ต่อเนื่อง แต่พื้นผิวของสนามไม่ได้มีความหยาบมากเป็นพิเศษ นี่คือเหตุผลที่ Pirelli ตัดสินใจใช้ยางมาตรฐานการแข่งขัน ในสนามที่ประเทศไทย ซึ่งยางดังกล่าวมีสมรรถนะยอดเยี่ยมและเป็นที่รู้จักกันดีของทีม และนักแข่ง ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจำนวนยางต่อคอมปาวด์ที่เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของทีมงาน และนักแข่ง เพื่อให้มั่นใจในตลอดการแข่งขันช่วงสุดสัปดาห์นี้ Giorgio Barbier หัวหน้าฝ่ายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ของ Pirelli กล่าวว่า “เรารู้จักสนามบุรีรัมย์เป็นอย่างดี เพราะเราเคยแข่งขันที่นั่นมาแล้ว 5 ฤดูกาลกับการแข่งขันในรายการ WorldSBK Championship และเราทราบดีว่าสนามนี้ ไม่เหมือนกับสนามในออสเตรเลียที่จัดการแข่งขัน GP ครั้งล่าสุด เพราะสนามบุรีรัมย์ไม่มีส่วนของสนามที่ทำให้ยางต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ แม้ว่าความชื้นสูงตามแบบฉบับของพื้นที่ อุณหภูมิพื้นผิวแอสฟัลท์ที่มักจะสูงมาก และการเบรกอย่างกระทันหันที่ส่วนปลายของทางตรงยาวทั้งสองจุดจะยังคงสร้างความกดดันให้กับยาง โดยเฉพาะยางหน้า การเบรกและการเร่งเครื่องใหม่บ่อยครั้ง เป็นการทดสอบความสามารถของยางหลังในการรองรับแรงกดในแนวตรงที่เกิดขึ้นขณะเร่งเครื่อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพการณ์ที่เราพบในสนามอื่น ๆ อยู่แล้ว และยางมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันก่อนหน้านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพได้ดี เราตัดสินใจเพิ่มจำนวนยางเป็น 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ เหมือนกับที่เคยกำหนดไว้สำหรับยางหลัง Moto2™ ในการจัดสรรมาตรฐาน เพื่อให้ทีมและนักแข่งสามารถทำงานกับการผสมผสานของยางที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนยางที่มีอยู่ สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักจะเกิดฝนตกกระทันหัน และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับแต่งยางสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์” ยางคอมปาวด์มาตรฐาน แต่เพิ่มจำนวน : ยางแห้งแบบสลิกทุกชนิดมีจำนวน 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ นักแข่ง Moto2™ สามารถเลือกใช้ยางหน้า SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) พร้อมกับสองตัวเลือกยางหลัง SC0 (นุ่ม) และ SC1 (กลาง) สำหรับ Moto3™ นักแข่งจะมีตัวเลือกยางหน้าเหมือนกัน คือ SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) ส่วนยางหลังสามารถเลือกได้ระหว่าง SC1 (นุ่ม) หรือ SC2 (กลาง) โอกาสการเกิดฝนตก : พื้นที่ที่สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่มีสภาพอากาศร้อนชื้น และยังมีโอกาสเกิดฝนตกกระทันหัน อาจะรวมไปถึงการเกิดฝนตกหนักในระหว่างการแข่ง ในกรณีนี้ นักแข่งทั้งสองคลาสจะมียาง DIABLO Rain พร้อมใช้งาน โดยมีจำนวน 5 ชิ้นสำหรับยางหน้า และ 6 ชิ้นสำหรับยางหลัง การเบรก และการเร่งความเร็ว : สนามแข่งแห่งนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ‘เฮอร์มันน์ ทิลเก้’ และเปิดตัวในปี 2014 สนามบุรีรัมย์ถือว่าเป็นสนามแบบ “Stop and go” แบบคลาสสิก ซึ่งมีการเบรก และการเร่งความเร็วบ่อยครั้งซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ นักแข่งจะชื่นชอบยางหน้าที่มีความมั่นคงและแม่นยำ รวมไปถึงยางหลังที่ให้การยึดเกาะ และแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมเมื่อออกจากโค้ง ด้วยเหตุนี้ Pirelli จึงนำยางที่ดีที่สุดมาใช้ในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สำหรับการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 จะทำการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 โดย Moto3 จะแข่งขันในเวลา 12.00น. และในรายการ Moto2 ในเวลา 13.15น. สนามนี้มีลุ้น ‘ก้อง สมเกียรติ จันทรา’ คัมแบคจากอาการบาดเจ็บเพื่อทำการลงแข่งขันในประเทศไทย แฟน ๆ Moto2 และ ก้อง ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton F1R โคตรแรร์ ขุมพลังโรตารี่ Norton F1R อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ที่จัดได้ว่าเป็น ‘สุดแรร์’ อีกหนึ่งคัน เพราะโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่แปลก และน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ซูเปอร์ชาร์จที่มีกำลังกว่า 200 แรงม้า ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่พ่นไฟออกจากท่อได้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโลกของมอเตอร์ไซค์หายาก บางทีก็อาจพบรุ่นที่ไม่คุ้นหูมาก่อนเช่น F1R คันนี้ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์โรตารีที่กำลังจะถูกนำขึ้นประมูลที่ H&H Classics ในประเทศอังกฤษ ซึ่งคันที่กำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้คำว่าแรร์คงจะไม่เพียงพอ ต้องใช้คำว่า ‘โคตรแรร์’ หรือขั้นกว่าที่สามารถนิยามของคำว่าหายากมาก ๆ ได้ เพราะคันนี้เป็นรุ่นแรกที่เคยผลิต ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้มีหมายเลขเฟรม #1 และเป็น P55 คันแรกที่ออกจากโรงงานใน Shenstone เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1990 มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี ขนาด 588 ซีซี แบบ Twin-rotor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลัง 94 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แต่ข้อติงพิจารณาของเครื่องยนต์ตัวนี้คือการบำรุงรักษา เพราะค่อนข้างที่จะต้องการดูแลรักษาบ่อยกว่าเครื่องยนต์ประเภทอื่น ๆ แต่ในเรื่องของขุมพลังสามารถทำได้ยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า โดยสุดยอดมอเตอร์ไซค์คันนี้ไม่ใช่เพียงรถเพื่อทำการจัดโชว์ แต่เป็นรถแข่งจริงที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Battle of the Twins ในเยอรมนีถึงห้าฤดูกาล แม้ผลงานจะไม่โดดเด่น แต่การที่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารีสามารถลงทำการแข่งขันได้นานขนาดนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกใช้งานส่วนใหญ่เพื่อการแสดงโชว์ ต้นแบบที่หายากมากคันนี้จะถูกนำออกประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2024 ที่พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติใน Solihull ซึ่งผู้จัดประมูลคาดว่าราคาจะอยู่ระหว่าง 52,000 ถึง 56,000 ปอนด์ หรือตีเป็นประมาณ 2,261,000 บาท ถึง 2,435,000 บาท ซึ่งถือราคาสูงพอสมควรสำหรับรถระดับแรร์คันนี้ แต่ก็อย่างว่า ถูกใจไม่มีอะไรแพง สำหรับแฟน ๆ Superbike Thailand ถ้าอยากเป็นเจ้าของสามารถไปร่วมประมูลที่เว็บไซต์ได้เลย โดยจะทำการประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 คลิ๊กที่นี่ จุดเด่นไฮไลท์ แฟริ่งด้านข้างพร้อมโลโก้ Norton ไฟท้ายใส (ล่องหน) สวิตซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ ขุมกำลังโรตารี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R750 K5 Barry Sheene รถสุดแรร์ที่นักสะสมต้องการ GSX-R750 K5 Rare Barry Sheene มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษของตำนานแชมป์โลก Barry Sheene ถูกนำมาประมูลโดย H&H Classics ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ Barry Sheene ชื่อนี้ยังคงเป็นที่จดจำในวงการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะกับความสำเร็จที่เขาสร้างร่วมกับ Suzuki ตลอดหลายปี และคว้าแชมป์โลกมากถึง 3 สมัยในเวิร์ลกรังปรีซ์ ตลอดอาชีพการแข่งรถของเขา Sheene ลงแข่งขันด้วยมอเตอร์ไซค์สองรุ่นที่นั่นคือ Suzuki RG500 และ Suzuki TR750 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้มีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์โลกและสร้างชื่อเสียงให้กับเขานั่นเอง โดยโมเดลดังกล่าว เป็นหนึ่งในสปอร์ตไบค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของแบรนด์ และยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Barry Sheene อย่าง K5 ที่ผลิตออกมาเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ ขนาด 749 ซีซี DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ให้กำลังถึง 145 แรงม้าที่ 12,800 รอบต่อนาที พร้อมกับลวดลายและสัญลักษณ์พิเศษที่ระลึกถึง Sheene รวมถึงการใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้รุ่นนี้ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกราฟิกแบบตัวแข่ง สปอนเซอร์ พร้อมเลขนัมเบอร์ของแชมป์โลกและชุดสีของตัวรถ ให้ความย้อนยุคเหมือนไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปสนามแข่งในยุคปี 90 จากประเมินราคาคาดการณ์ไว้ที่ 10,000 – 12,000 ยูโรหรือราว ๆ 3.6 ล้านบาท จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะนักสะสมมอเตอร์ไซค์ รวมถึงแฟน ๆ ค่ายคนบ้าจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี นับว่าหาได้ยากเพราะมีจำนวนจำกัดเพียง 50 คันทั่วโลกเท่านั้น ใครที่ได้ไปรับรองได้ว่า หากขายต่อราคากระโดดขึ้นอย่างแน่นอน แต่อย่างว่าหล่ะครับ ถ้ามีสะสมไว้ ยังไงก็ภูมิใจกว่า เพราะมันไม่ได้หาจากที่ไหนง่าย ๆ จริงหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปโดร อคอสต้า รับ ไม่อยากวาดฝันตัวเองกับ ‘Ducati’ เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน ‘ไร้ส้ม’ Red bull KTM Factory Racing ในศึกการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบอย่าง MotoGP ที่ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นไม่อยากที่จะจินตนาการ และวาดฝันว่าตัวเองอยู่บนตัวแข่ง Desmosedici ของค่าย Ducati เจ้าของแชมป์โลก Moto2 หนึ่งสมัย ที่ในช่วงหลังมานี้มีกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมออกมาอย่างหนาหู ซึ่งอาจเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากที่ต้นสังกัดของเจ้าตัวมีข่าวปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ซึ่งถ้าให้พูดถึงความเก่งกาจ หรือความเป็นสุดยอดในกลุ่มผู้นำของแบรนด์ Ducati ก็ต้องขอย้อนไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ค่ายรถสัญชาติอิตาลีแบรนด์นี้สามารถเก็บชัยชนะในรอบเรซได้ ‘เกือบ’ จะทุกสนามที่ลงทำการแข่งขัน ซึ่งพลาดท่าให้กับทีม Aprilia ไปในการแข่งขันสนามที่ 3 ของฤดูกาลเพียงเท่านั้น ขณะที่ในปี 2025 หลังผ่านไป 8 สนาม พวกเขาโดนโค่นแชมป์ไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ที่ ฝรั่งเศส (โยฮันน์ ซาร์โก้ ชนะด้วย Honda) และ อังกฤษ (มาร์โก เบซเซคคี คว้าชัยให้กับ Aprilia) อย่างไรก็ตาม แม้จะพลาดบางสนาม แต่ Ducati ก็ยังคว้าชัยได้ถึง 6 จาก 8 สนามแรกของปี และยังคงรักษาสถิติชนะ 100% ในการแข่งขัน Sprint Race ถัดมาทางด้านของต้นสังกัดอย่าง Red bull KTM Factory Racing อาจจะยังไม่เข้าใกล้กับตำแหน่งโพเดียมมากนัก ซึ่งผลงานที่ทีมสามารถทำได้ดีที่สุดของปีนี้เกิดขึ้นที่สนามอารากอนในช่วงวันที่ 6-8 มิถุนายนที่ผ่านมา ‘เบบี้ชาร์ค’ สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการจบอันดับที่ 4 แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว เปโดร อคอสต้า ก็ถูกสื่อเชื่อมโยงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการไปขี่ให้กับค่าย Ducati “ผมไม่อยากจินตนาการครับ” เมื่อมีกระแสย้ายค่าย ก็พ่วงมาถึงเรื่องของสไตล์การขับขี่ซึ่ง RC16 ของ KTM กับ Desmosedici GP ของ Ducati ก็มีสไตล์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน และการขับขี่ของ ‘เบบี้ชาร์ค’ ที่มีสไตล์การขับขี่ที่ดุดัน มีลูกเล่นในการขับขี่ จะสามารถปรับตัวกับ Ducati ได้หรือไม่หากต้องย้ายจริง “ผมไม่รู้เหมือนกันครับ” “ผมเชื่อว่ามนุษย์ต้องเป็นเหมือนน้ำ — ไม่ว่าจะเทใส่ภาชนะแบบไหน น้ำก็จะเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับสิ่งนั้นได้” หากมีการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง จุดหมายปลายทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ VR46 Racing Team ซึ่งตอนนี้ฟาบิโอ ดิ จินันอันโตนิโอ มีสัญญาโรงงานอยู่ถึงสิ้นปี 2026 แต่ทางด้านของฟรานโก้ โมบิเดลี มีสัญญาอยู่จนถึงสิ้นปี 2025 นี้เท่านั้น อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หนุ่มออสเตรีย บิดปิดตายกล้อ..วิ่งไกลสุดในโลก กับระยะทางเท่านี้ ? การทำอะไรให้มันสุดติ่งในชีวิต..คงจะเป็นเรื่องที่บ้าบองมงาย และยิ่งทำอะไรก็ไม่รู้และไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร ใครเห็นก็ต้องมีสบดด่า ฟักทองบ้าง ลูกชิดบ้าง แต่ส่วนหนึ่งของการกระทำเหล่านี้เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่กำลังแอคชั่นอยู่นั้นจะต้องมีแพทชันใจรักอย่างแน่วแน่ ซึ่งถ้าให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คงอาจทำให้นึกถึงชายที่บ้าพลังที่สุดในโลกอย่าง Guy Martin หรือดูโอ้ตาลุง Alan Millyard, Heny Cole แต่มีอีกคนนึงเช่นกันที่กล้าทำอะไรบ้าบิ่นอย่าง Guenter Schachermayr สตั้นเนอร์ชื่อดังจากออสเตรียที่ขี่รถเวสป้าที่ไม่มีล้อหน้า ไม่มองทาง และวิ่งบนเขา บันทึกสถิติอย่างไม่เป็นทางการครั้งใหม่กันให้ดูแล้ว Guenter Schachermayr ชายผู้บ้าพลังยิ่งกว่า เห็นแล้วก็ต้องอึ้ง..โดยเฉพาะคนไม่ได้ค่อยได้ดูอะไรบ้าบอ ๆ อย่างเราที่จะได้เห็นบุรุษผู้คลั่งไคล้ในการขับขี่เวสป้ามายกล้อโชว์บนรูทเส้นทางภูเขาพร้อม “ปิดตาคลุมหัว” ใช้เพียงประสาทสัมผัสจากการได้รับรู้ทางเสียงที่ได้ยินในการบังคับทิศทางรถ บวกกับฟีลลิ่งขับขี่ที่จะต้องยกล้อตลอดเวลาไม่ให้รถตก “บนเขา” นั่นเอง ใช้หูขับ..และสัมผัสด้วยความรู้สึก! โดยระยะทางที่ Guanter สามารถทำได้ก็คือ 4.5 กม. (2.7 ไมล์) ซึ่งแม้จะแทบไม่ได้กับ Wheelie King อย่าง Masaru Abe (ทำสถิติเวิร์ลเรคอร์ดขี่ยกล้อ 500 กม.) แต่เชื่อเถอะว่าถ้าให้ลองมาปิดตา ขี่ยกล้อลงถนนแถมเป็นทางชันคงเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ยกล้อแค่น้ำจิ้ม บ้ากว่านี้ก็ทำมาแล้ว นับเป็นประสบการณ์อะไรที่ท้าทายและเชื่อว่าน้อยคนที่จะทำได้ถ้าไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงจังเหมือนอย่างชายคนนี้ ซึ่งนอกจากเรื่องขี่ยกล้อขึ้นเขาแล้ว เขายังทำโปรเจ็กต์สุดท้าท้ายมากมาย อาทิ ขี่เวสป้าลากเครื่องบิน ขี่รถใต้น้ำ ขี่บนรางรถไฟ ขี่โชว์ใส่ล้อ (สรรหา) และที่สุดก็คงขี่ลุยเหนือเมฆ เรียกได้ว่าสุดเอ็กซ์ตรีมในทุก ๆ ด้านทีเดียว RedBull ต้องเข้าแล้วนะ (ฮ่าๆ) สุดท้ายใครสนใจผลงานจาก Guenter Schachermayr ก็สามารถติดตามผ่านช่องทางเว็บไซค์ คลิ๊กที่นี่ เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสนุก ๆ หรือใครอยากจะลองชาแลนจ์ยกล้อที่ทำได้ “มากกว่า” ก็ลองมาโชว์สกิลกันดูเผื่อทีมงานสนใจทำคอนเทนต์ลงช่องโปรโมทให้ ไหน..มีใครทำได้มากกว่านี้มั้ย ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Zontes 703V สปอร์ตครุยเซอร์ แรงบันดาลใจจาก Diavel? 2025 Zontes 703V อีกหนึ่งรุ่นโมเดลในไลน์อัพใหม่ ของสายพานการผลิตจากค่ายขนขิงอย่าง ‘Zontes’ ซึ่งในค่ายดังกล่าวเองก็เป็นที่รู้จัก และสร้างความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดทั่วโลก พร้อมทั้งการผลิตไลน์อัปโมเดลที่มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Zontes 703F สไตล์ของแอดเวนเจอร์ท่องเที่ยว Zontes 703RR ที่เป็นโมเดลสปอร์ต ซึ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงไปเป็นโมเดลที่ถูกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในยุโรป ในปี 2025 นี้ก็มีข่าวหลุดออกมาว่าทางค่ายขนขิงเตรียมวางแผนเปิดตัวโมเดลใหม่โดยใช้ชื่อโมเดลว่า 703V การออกแบบดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘ปีศาจจากเมืองโบโลญญา’ Ducati Diavel (ทุกแว๊บมันคล้ายมาก) การออกแบบตัวรถเน้นไปถึงความเป็นสปอร์ตครุยเซอร์ ดุดัน แข็งแกร่ง ช่วงแฮนด์ต่ำอยู่เหนือถังน้ำมันขนาดใหญ่ ด้ายท้ายสั้น และยกสูงเล็กน้อยเพื่อให้มีความเป็นสปอร์ตมากกว่ารถประเภทครุยเซอร์ทั่วไป โดยการคาดการณ์เครื่องยนต์ที่จะถูกติดตั้งในโมเดลนี้ คาดว่าจะใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จากโมเดล 703F ที่เป็นขุมพลังเครื่องยนต์แบบ 3 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 699 ซีซี พละกำลัง 101 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 85 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์แบบ 6 สปีด และส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับ พ่วงมาด้วยดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบสี่ลูกสูบ ในส่วนของด้านหลังเป็นระบบกันสะเทือนแบบโช้คอัพเดี่ยวพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยว และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว และเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมก็น่าจะเป็นไปตามสไตล์ของโมเดล Zontes ระบบไฟแบบ LED รอบคัน หน้าจอแสดงผลแบบ TFT พร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และตัวช่วยพื้นฐานในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็น Riding Mode, ABS และ Traction Control ในส่วนของราคาวางจำหน่าย แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะโมเดลนี้เป็นเพียงแค่ภาพจำลอง และแผนการผลิตเท่านั้น การคาดการณ์ราคามีความเป็นไปได้ที่จะวางจำหน่ายไม่เกิน 8,000 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 281,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ก็เป็นได้ เพราะโมเดลของ Zontes 703F ที่เป็นรถจักรยานยนต์แนวแอดเวนเจอร์ มาพร้อมอุปกรณ์ และเทคโนโลยีครบครันยังมีการวางจำหน่ายแค่เพียง 7,992 ยูโรเท่านั้น (ในประเทศสเปน) หากสาวกชาวไทยสนใจที่อยากได้ Diavel ร่างจำลองลำนี้ก็คาดว่าน่าจะต้องรอไปอีกนานแสนนาน ระหว่างนี้ก็เพลิดเพลินไปกับโมเดลที่วางจำหน่ายอย่างโมเดล Zontes 350D (รายละเอียดสเปคคลิ๊กที่นี่), Zontes 350E (รายละเอียดสเปคคลิ๊กที่นี่) และ Zontes 368G (รายละเอียดสเปคคลิ๊กที่นี่) ไปก่อนเด้ออ้าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sam Sunderland แบรนด์แอมคนใหม่ของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เข้าจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ Sam Sunderland อดีตแชมเปี้ยน Dakar Rally 2 สมัย ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่กับแบรนด์ระดับตำนานอย่าง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิลส์ สานต่อความหลงใหลในโลกแห่งความเร็วและความท้าทายด้วยบทบาท แบรนด์แอมบาสเดอร์ อย่างเป็นทางการ เปลี่ยนสนามแข่งเป็นเส้นทางแห่งอนาคต จากนักแข่งผู้พิชิตแรลลี่สุดคฤโหด สู่ผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่ให้กับรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ แซม ผู้ครองตำแหน่งแชมป์ดาการ์ แรลลี่สองสมัย และ FIM World Rally Raid จะนำประสบการณ์อันโชกโชน มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักบิดทั่วโลก ร่วมพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ในตลาด รถจักรยานยนต์แอดแวนเจอร์และออฟโร้ด “การร่วมงานกับไทรอัมพ์ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผมรอคอยที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมอังกฤษในการสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่” แซม กล่าว Paul Stroud ประธานเจ้าหน้าที่การพาณิชย์ของไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กล่าวถึงเส้นทางของแบรนด์ที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มแอดเวนเจอร์และออฟโร้ด “ตลอดห้าปีที่ผ่านมา Triumph ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง กับโมเดลอันโดดเด่นอย่าง Tiger และ Scrambler และในวันนี้ เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ด้วยความร่วมมือจากแชมป์ Dakar อย่างแซม ซันเดอร์แลนด์” ไม่เพียงแต่ไทรอัมพ์จะบุกตลาดแอดแวนเจอร์ พวกเขายังมุ่งหน้าเข้าสู่โลกของ โมโตครอสและเอนดูโร่อย่างเต็มตัว เปิดตัวโมเดลใหม่ที่ท้าทายทุกขีดจำกัดของการขับขี่ ทั้งโมเดล TF 250-X และ TF 450-RC Edition ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทรอัมพ์ในวงการออฟโร้ด รวมถึงโมเดลใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ภายใต้การนำของ Paul Edmondson ผู้จัดการทีมและอดีตแชมป์โลกระดับตำนาน ไทรอัมพ์ กับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่บนเวทีโลก Triumph Factory Racing คว้าชัยชนะในรายการ AMA Supercross เตรียมพร้อมลงแข่ง World Supersport Championship 2025 ทะยานสู่การแข่งขัน SuperMotocross และ MXGP/MX2 อย่างเต็มรูปแบบในปี 2025 แชมป์โลก Jonny Walker นำ Triumph คว้าโพเดียมใน SuperEnduro World Championship เป็นครั้งแรก โดยการแต่งตั้ง แซม ซันเดอร์แลนด์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Triumph Motorcycles ไม่ใช่เพียงการร่วมมือกันของนักแข่งและแบรนด์ แต่เป็นการรวมพลังของสองไอคอนแห่งวงการมอเตอร์ไซค์ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของรถจักรยานยนต์แอดแวนเจอร์และออฟโรดไปข้างหน้า ที่สำคัญ ไทรอัมพ์ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง กับโมเดลยอดนิยม เช่น Tiger 900 และ Tiger 1200 ที่ได้รับการอัปเดตใหม่ เพื่อให้การขับขี่เต็มไปด้วยสมรรถนะและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ของไทรอัมพ์ดูได้ที่ www.triumphmotorcycles.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Retrokit for Vespa มอเตอร์ไฟฟ้าของเวสปิสตี้ที่เบื่อน้ำมัน Retrokit for Vespa ขุมพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถจักรยานยนต์เวสป้า ด้วยเทรนด์ในยุคปัจจุบันแน่นอนว่าในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้นไลฟ์สไตล์ ‘แบบรักษ์โลก’ ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น วงการรถสองล้อเองก็มีสกูตเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ได้ใช้งานกัน สำหรับไบค์เกอร์บางท่านที่อยากร่วมรักษ์โลกแต่ไม่มีเงินซื้อให้จะทำยังไงดี ? เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปสำหรับเหล่า ‘เวสปิสตี้’ ที่มีใจจะรักษ์โลก เพราะ Retrokit บริษัทจากอิตาลี เปิดตัวชุดแปลงไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ช่วยให้ผู้ขับขี่โบกมือลาน้ำมันเบนซิน และหันมาใช้ไฟฟ้าล้วน ๆ สำหรับเวสป้าคลาสสิกของคุณได้ในเวลาเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น โดยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit จะประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชุดควบคุม ที่สามารถติดตั้งเข้ากับรถเวสป้าได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงตัวรถมากนัก และเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ชาร์จไฟให้เรียบร้อย ก็สามารถใช้เวสป้าที่เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ทันที ชุดนี้ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลังขนาด 7,000 วัตต์และแบตเตอรี่ลิเธียมแบบถอดได้ขนาด 2.35 kW.h ซึ่งเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์เชื้อเพลิงเดิม โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเฟรมแต่อย่างใด พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับการให้ “หัวใจ” ใหม่แก่เวสป้า แต่ยังคงระบบล้อหลัง และเบรกแบบเดิมเอาไว้ เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ไม่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งชุด Retrokit ยังมาพร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ระบบไฟ LED, ระบบควบคุมคันเร่ง, ตัวควบคุมอัจฉริยะ ทำให้การปรับแต่งนี้ไม่ใช่แค่การ “ปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบกำลัง” เท่านั้น แต่ยังเป็นการอัปเกรดประสบการณ์การขับขี่อีกด้วย ระยะเวลาการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่นี้ใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมงเท่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retokit มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 ซีซี และขนาด 125 ซีซี โดยเวอร์ชันขนาด 50 ซีซี จำกัดความเร็วอยู่ที่ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง และใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปใกล้ ๆ บ้าน ในส่วนของเวอร์ชันขนาด 125 ซีซี สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วสูงมอเตอร์ทั้งสองรุ่นสามารถสร้างแรงบิดได้ 28 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ และมือเก๋าสามารถควบคุมได้ง่ายระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ วิ่งได้ไกลถึง 82 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit มีโหมดขับขี่ในตัว 3 โหมด ได้แก่ Eco, Drive และ Sport โหมด Eco มีระยะทางวิ่งไกลที่สุด โดยสามารถเดินทางได้ 82 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบกู้คืนพลังงานจลน์ ที่สามารถชาร์จพลังงานเมื่อลงเขาหรือเบรก ช่วยเพิ่มความทนทาน และทำให้เวสป้าประหยัดพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์แบบใหม่ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ทำให้การเช็คข้อมูลต่าง ๆ อาทิ ความเร็วของรถ ระดับแบตเตอรี่ อายุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และแม้แต่เปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ทันที ก็สามารถทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วเท่านั้น และรูปแบบของหน้าจอเรือนไมล์ยังมีตัวเลือกจอแสดงผลแบบดิจิทัลถึง 3 แบบ ได้แก่ ทรงกลม, วงรี และสี่เหลี่ยม ที่สามารถทดแทนแผงหน้าปัดเดิมของรถ Vespa รุ่นต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนขอราคาวางจำหน่าย และการจัดส่งระหว่างประเทศชุด Retrokit มีราคาอยู่ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 119,000 บาท ไหนใครเบื่อน้ำมัน ลองเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าดูหน่อยไหม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Diavel V4 ส่องสเปค ครูเซอร์ตัวท็อป กับราคา 1.29 ล้านบาท Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์รุ่นใหญ่ มาพร้อมการดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี พิเศษด้วยสุดยอดเครื่องยนต์อย่าง V4 Granturismo ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ทั้งในสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ 1,299,000 บาท สเปค, สเป็ก ไฟหน้ารูปตัว C คู่ เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ เครื่องยนต์ V4 Granturismo หน้าจอสี TFT ไฟท้ายรูปตัว C แฟริ่งทรงสปอร์ต ดีไซน์ดุดัน ท่อ Rocket Launcher Ducati Diavel V4 ส่องสเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ V4 Granturismo 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,158 ซีซี แรงม้า (เคลม) 168 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 126 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83 x 53.5 มม. อัตราส่วนการอัด 14.0 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 ล้ออัลลอย ยางหลัง 240/45-ZR17 ล้ออัลลอย ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 50 มม. ปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้, พร้อมสวิงอาร์มเดี่ยว เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. และคาลิเปอร์ Breambo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 265 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,593 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 112 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 211 กก. (ไม่รวมของเหลว) ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ ครูซคอนโทรล หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Ducati Multimedia System ระบบสองสว่าง Full LED รอบคัน ระบบช่วยการออกตัว (DPL) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Sport, Touring, Urban และ Wet) ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล (DTC) ระบบเบรก ABS ระบบป้องกันล้อหน้าลอย (DWC) สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Ducati Diavel V4

ส่องสเปค MT-07 กับสีใหม่ หน้าจอใหม่ ในราคาเดิม Yamaha MT-07 สปอร์ตเน็กเก็ดไบค์ กับเจ้าของฉายา “Master of Torque” ที่มาพร้อมกับหน้าจอสีใหม่ในเครื่องยนต์ CP2 689 ซีซี กับแรงบิดที่เหนือสมรรถนะ ให้ความเร้าใจในการขับขี่ตลอดเส้นทาง ราคาแนะนำ 305,000 บาท สเปค, สเป็ก ระบบไฟ LED หน้าจอสี TFT พร้อมแอพพลิเคชั่น Y-Connect เครื่องยนต์ CP2 2 สูบ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ปราดเปรียว พร้อมโลโก้แฟริ่งด้านข้าง ส่องสเปค MT-07 ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70ZR17M/C (58W) แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR 17M/C(73W) แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว พร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 245 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,085 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,400 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 184 กก. ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA ์เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบไฟ LED แอพพลิเคชั่น Y-Connect ระบบเบรก ABS สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Yamaha MT-07 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เป็นสถานที่ที่คนรัก Yamaha MotoGP ต้องได้เข้าไปใน Yamaha Motor Racing YMR ซึงถือว่าเป็นศูนย์กลางระดับโลกเลยก็ว่าได้ที่จะรวมนักแข่งทีมโรงงานอย่าง Maverick viñales #12 Valentino Rossi #46 หัวหน้าช่างทีมแข่ง อะไหล่ตัวรถแข่ง การขนส่ง และสำนักงาน Yamaha MotoGP อยู่ในที่นี้ที่เดียว สำหรับวันนี้เราจะพาเดินชม Yamaha Motor Racing YMR โดยมีคุณ William Favero ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร และการตลาด ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่จะเป็นคนแนะนำพื้นที่ต่างๆ ในบริเวณสำนักงานว่าส่วนไหนดูได้ ส่วนไหนดูไม่ได้ (บางพื้นที่เป็นความลับ) ตื่นเต้นๆแล้ว เรามาเดินชมไปพร้อมๆกันดีกว่าครับ ใน ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่เราจะได้เข้าไปเยี่ยมชมถูกแบ่งสัดส่วนการใช้งานอย่างเป็นระเบียบ จัดสรรพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น โซนโชว์รูม โชนต้อนรับแขกผู้มาเยือน ห้องประชุม โซนซ่อมบำรุงรักษา โซนโรงรถเทเลอร์ขนย้าย และชั้น 2 ที่ถูกออกแบบให้เป็นสำนักงาน ติดต่อประสานงานครบวงจร โซนแรกที่เราได้เข้าไปเจอนั้นคือโชว์รูมที่จัดโชว์รถแข่ง Yamaha MotoGP ถูกจอดโชว์เรียงไว้เป็นปี เป็นรุ่น มีทั้งสมัย Lorenzo #99 เป็นทีมเมทกับ Rossi #46 โชว์ชุดแข่งของแต่ละคน ได้ดูกันอย่างใกล้ชิดเลยละครับ มีทั้ง Valentino rossi Maverick viñales ทุกชุดที่แขวนโชว์คือชุดที่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งหมด อยากได้สักชุดจริงๆ ภาพชิ้นนี้เป็นฝีมือคนไทยที่ทำขึ้น ถูกแขวนอยู่บนผนังในโซนต้อนรับแขก มองไปที่ภาพรับรู้ถึงความเป็นไทยได้เลยและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากๆที่ได้เห็นภาพนี้อยู่ที่แห่งนี้ ขอบคุณครับ โชว์เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง รหัส S5 ขนาดเครื่องยนต์ 800 ซีซี ปี 2008 ถูกวางโชว์อยู่บนแท่นในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกัน เครื่องยนต์ถูกพัฒนาให้มีกำลังแรงขึ้น ทนขึ้น และสเถียรมากขึ้นอีกด้วย อีก 1 ห้องที่สำคัญไม่แพ้ห้องอื่นๆเลย นี้คือห้องประชุมที่นักแข่ง Yamaha MotoGP อย่าง Rossi Vinales และทีมแข่ง นายช่างเครื่อ และผู้บริหารทีม เข้ามาประชุมในห้องนี้ โดชว์ถูกจัดให้มี Yamaha M1 อยู่กลางโต๊ะประชุม เสริมบรรยากาศให้รู้สึกดีมากยิ่งขึ้น (น้อยคนมากที่จะได้เข้าห้องนี้) เราเดินต่อมากันที่ด้านหลังของโชว์รูมที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่นี้คือสิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า “ห้ามถ่ายรูป” มันต้องมีอะไรแน่ๆ แต่ในครั้งนี้เราได้สิทธิพิเศษในการเยี่ยมชมแบบ VIP “ถ่ายได้” ก็ต่อเมื่อเขาให้ถ่าย ต้องบอกก่อนว่าตรงนี้คือโซนที่จะมีรถเทเลอร์ขนย้าย ขนส่งอะไหล่และรถแข่งในโซนยุโรปทั้งหมด จะถูกขนด้วยรถเทเลอร์ โดยในรถจะมีอะไหล่ ที่พัก เครื่องมือที่พร้อมออกเดินทางข้ามประเทศกันเลยละครับ ถ้าใครเห็นภาพหรือวีดีโอที่นักแข่ง Yamaha วิ่งๆขึ้นเทเลอร์ รถพวกนั้นออกมาจากทีนี้ละครับ ช่องจอดจะยาวเป็นพิเศษเพราะเทเลอร์จะถอยหลังเข้ามาแล้วขนย้ายอะไหล่ เครื่องมือ และรถแข่งขึ้นในนี้ทั้งหมด แม้แต่โรงรถขนของก็ถูกตกแต่งด้วยชุดสี แฟริ่งรถแข่ง Yamaha M1 มาต่อกันเป็นคันแล้วจอดโชว์ในโรงรถ ส่วนในห้องด้านหลังจะเป็นโซนที่ห้ามถ่ายรูปเพราะเป็นความลับ นั้นคือห้อง ซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ มีเครื่องมือเยอะแยะไปหมด เครื่องยนต์ ที่ต้องส่งตรวจเป็นเครื่องสำรองในการแข่ง ชุดสี แฟริ่ง มีนายช่างอยู่ในนั้นประมาณ 4-5 คน พวกเขาต้องใช้สมาธิพอสมควรในการประกอบ เราเดินต่อขึ้นไปที่ชั้น 2 ที่เป็นโซนสำนักงาน ที่ใช้ติดต่อ ประสานงานทุกสนามการเดินทาง สปอนเซอร์รถแข่งและนักแข่ง ทุกอย่างต้องรวดเร็ว และลงตัว จะมีเพียงมุมบนมุมเดียวที่ถ่ายลงมาให้ชมด้านล่าง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ครั้งนึงในชีวิตได้เข้ามาที่ ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่ประเทสอิตาลี เดินเยี่ยมชมรถแข่ง เครื่องยนต์ กลิ่นชุดหนัง ความเป็นมืออาชีพ ทุกอย่างมันสุดยอดจริงๆ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งนึงในชีวิตเลยละครับ อันนี้เป็นภาพถ่ายที่เดินถ่ายทั้งหมด อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ครอบครัวของเมืองไทย ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave125i พร้อมสีใหม่ “Blue Metallic” ภายใต้คอนเซปต์ “The Superior of All Time โดดเด่นสมค่าแห่งผู้นำ” ด้วยแรงบันดาลใจจากยานยนต์ระดับไฮคลาสสู่รถจักรยานยนต์ครอบครัวระดับพรีเมี่ยม ดึงดูดทุกสายตาด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกตัดกับเบาะและอินเนอร์สีแดงอย่างลงตัว ดูสง่างามทุกมุมมองด้วยรูปลักษณ์แบบ Superior Design ที่เน้นความปราดเปรียวหรูหรา ทันสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมหน้าปัดเรือนไมล์เรียบหรู สะดวกสบายด้วย U-Box ขนาด 17 ลิตร ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ทั้งยังใช้งานง่ายด้วย Seat Opener & Key Shutter ขับขี่สนุกและประหยัดด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125ซีซี หัวฉีด PGM-FI ตอบสนองทันใจแต่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 69 กม./ลิตร (วัดตามมาตรฐาน EURO4 ใหม่) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ รุ่นล้อแม็กมีให้เลือก 4 สีได้แก่ น้ำเงิน-แดง, เทา-แดง, ดำ-แดง, ขาว-แดง ราคาแนะนำ 55,600 บาท และรุ่นล้อลวดมีให้เลือก 3 สีได้แก่ แดง-ดำ, ดำ, น้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำ 53,400 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.aphonda.co.th อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ #Honda #Wave125i #TheSuperirorOfAllTime #BlueMetallic #Whatstopsyou?

มาถึงรถที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับขาลุยประเทศไทย สำหรับเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่มีเสียงเรียกหาอย่างมากมาย อีกไม่กี่วันนี้ได้มีข่าวดี เห็นตัวเป็นๆอย่างแน่นอน ในงานใหญ่ปลายเดือนนี้ สำหรับคันนี้จอดโชว์ใน บูทยามาฮ่า ในงาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สีแดง-ขาว ที่ดูจะโดดเด่นเกินคันอื่นๆ (แล้วแต่คนชอบนะครับ) ที่มีสีดำและสีน้ำเงิน จอดอยู่ข้างๆ คันนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง มาดูกันที่ด้านหน้าที่ถูกแต่งเสริมเติมหล่อด้วยไฟส่องนำทาง แบบ Fog lamp 1 คู่ถูกติดตั้งอยู่ทางด้านล่างของโคมไฟด้านหน้า ส่องสว่างเห็นทางได้กว้างและไกลขึ้น มาต่อกันที่ท่อไอเสียที่เป็นของแต่งตรงรุ่นจากโรงงาน แบรนด์ Akrapovic for Tenere 700 ที่ออกแบบและพัฒนามาคู่บุญกับโมเดลนี้เลย สำหรับผมแล้วถือว่าลงตัวดูมากๆเลยละครับ รู้สึกได้ถึงฟิว dakar rally โช้คหลังถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็น Ohlins Subtank ที่มีรีโมทแยกออกจากตัวโช้คสามารถปรับค่า ความหนืดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับสายลุย เวลาที่ต้องใช้ไม่จพเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงแค่ใช้มือปรับง่ายๆ เท่านั้น ก้านเบรคและก้านคลัทซ์ ถูกเปลี่ยนเป็น gilles tooling มีขนาดที่สั้นลงกว่าเดิม สามารถปรับระยะก้านได้ นั้นหมายความว่าดีขึ้น เมือถึงเวลาที่กำเข้าไป เราจะใช้เพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น ยังเหลือนิ้วอีก 2 นิ้ว ที่ยึดแฮนด์ไว้กันหงายหรือหลุดออกจากแฮนด์ สำหรับ สเปค Yamaha Tenere 700 (Eu spec) เครื่องยนต์ 4 จังหวะ Crossplane (CP2) 2 สูบ 689 ซีซี DOCH เกียร์ 6 สปีด โช้คหน้าแบบ Up-side down โช้คหลังเดี่ยวแบบ คอล์ยสปริง (ในรูปคือของแต่ง Ohlins) เบรคหน้าจานดิสคู่ ขนาด 282 มิลลิเมตร เบรคหลังดิส ขนาด 245 มิลลิเมตร ยางหน้า 90/90 ขอบ 21 ยางหลัง 150/70 ขอบ 18 น้ำหนัก 204 กิโลกรัม บััจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร ** โช้ค Ohlins,ท่อ Akraprovic, ไฟหน้าแบบ fog lamp และก้านเบรค,มือคลัทช์ Gilles tooling เป็นของแต่งเพิ่มเติม แต่งมาให้เป็นแนวทางสำหรับสาย Rally ส่วนราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดอาจจะเป็นเพียงการเทียบเรทเงินยูโร ที่เป็นราคาขายทางฝั่งยุโรบ ณ ตอนนี้ เปิดราคาอยู่ 9,799 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษี จะอยู่ที่ 334,000 บาท อดใจอีกนิด เดียวคนไทยมีเซอร์ไพส์อย่างแน่นอน ขวัญใจสายลุย!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

มิตซูบิชิ มิราจ ยุติในไทยอย่างเป็นทางการ หลังทำตลาดมา 13 ปี เมื่อมาตรการภาษีใหม่และสงคราม EV จีน บีบให้รถน้ำมันขนาดเล็กต้องอำลาตลาดไทย

เตือนภัยสายมู! กรณีไฟไหม้รถ MU-X จากการจุดธูปไหว้แม่ย่านางปีใหม่ สรุปสาเหตุและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลด พร้อมเทคนิคการไหว้รถอย่างปลอดภัย

Bajaj Pulsar NS 160 สเปกและราคา Bajaj Pulsar NS 160 สตรีทไฟเตอร์ที่เหมาะกับนักบิดทุกคน ให้ความคล่องตัว แม้ในเขตเมืองที่มีรถติดมากมาย ราคา 69,800 บาท (ราคาช่วงแนะนำ) สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ DTSI สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 160.3 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 90/90-17″ แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 120/80-17″ แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระยะยุบ 130 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ระยะยุบ 120 ม.ม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. ยาว X กว้าง X สูง 2,012 X 803.5 X 1,060 มม. ระยะฐานล้อ 1,363 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 150 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GPX DEMON GR200R (2020) สเปกและราคา GPX Demon GR200R กับความสปอร์ตแบบเต็มขั้น ด้วยการคิดค้นและออกแบบใหม่หมดจดทั้งคัน ให้กำลังแรงขึ้น สปอร์ตมากกว่าที่เคย ราคา 76,500 บาท (ราคาพิเศษก่อน 15 ก.ค.63) สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ สูบเดียวแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 198 ซีซี ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 65.5 X 58.8 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 100/80-17 แบบไม่ใช้ยางใน (GPX Demon GR200R Da Corsa ใส่ Pirelli Rosso Sport) ยางหลัง 140/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน (GPX Demon GR200R Da Corsa ใส่ Pirelli Rosso Sport ) ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระบบกันสะเทือนหลัง มัลติลิงก์และโช้คเดี่ยว YSS ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต ยาว X กว้าง X สูง 2,020 X 747 X 1,145 มม. ระยะฐานล้อ 1,340 มม. ความสูงเบาะ 815 มม. น้ำหนักรถ 150 กก. ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda GOLDWING DCT (2020) สเปกและราคา Honda GOLDWING DCT แกรนด์ทัวริ่งรุ่นใหญ่สุดของค่ายปีกนกที่มาพร้อมระบบเนวิเกชั่น เวอร์ชั่นล่าสุดและระบบเกียร์อัจฉริยะ DCT ราคา 1,340,000 สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ 6 สูบแนวนอน 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1833 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 73.0 X 73.0มม. อัตราส่วนการอัด 10.5:1 ระบบเกียร์ 7 สปีด พร้อมระบบ DCT และวอล์กกิ้งโหมด F/R ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 130/70R-18 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 200/55R-16 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลวิชโบนกับโช้คเดี่ยว Showa ขนาด 45 มม. ระยะยุบ 110 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โปรลิงก์และโช้คเดี่ยว Showa ระยะยุบ 104 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบคลื่น ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin 6 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 316 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin 3 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,575 X 905 X 1,430 มม. ระยะฐานล้อ 1,695 มม. ความสูงเบาะ 745 มม. น้ำหนักรถ 384 กก. ความจุถังน้ำมัน 21.1 ลิตร อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก