
“ก้อง” สมเกียรติ ล้มแขนหัก ที่สนาม เซปังฯ
อัปเดตอาการบาดเจ็บ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ล้มรุนแรงที่สนามเซปังฯ ประเทศมาเลเซีย ยืนยันแขนหัก ต้องลุ้นหนักเปิดฤดูกาล MotoGP 2026 จะหายทันหรือไม่
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตอาการบาดเจ็บ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ล้มรุนแรงที่สนามเซปังฯ ประเทศมาเลเซีย ยืนยันแขนหัก ต้องลุ้นหนักเปิดฤดูกาล MotoGP 2026 จะหายทันหรือไม่

กรมการขนส่งทางบกเผยตัวเลขสถิติ ยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ ประจำปี 2568 (ค.ศ. 2025) ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยยังคงคึกคักด้วยยอดรวมกว่า 1.73 ล้านคัน โดย “Honda” ยังคงเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด

เสาไฟฟ้าปักกลางถนนที่บางเสาธง สมุทรปราการ แซะแรงประเด็นขยายถนนแต่ไม่ย้ายเสาไฟ ใครรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุ? ล่าสุดการไฟฟ้าฯ เข้าจัดการแล้ว

New Honda SCOOPY 2026 เปิดตัวในไทย 9 สีใหม่ 3 สไตล์ เช็กสเปกเครื่องยนต์ eSP ฟีเจอร์ USB Type-C และตารางราคาแนะนำครบทุกรุ่นย่อยที่นี่

เปิดตัวทีม VR46 Racing Team ของ Valentino Rossi สำหรับศึก MotoGP 2026 เจาะลึกลายใหม่ Black and Light พร้อมสเปครถแข่ง GP26 ของ Di Giannantonio

ในบรรดาของแต่งรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นยุคปัจจุบัน “ไฟแมงดา” ถือเป็นไอเทมที่มาแรงและถูกพูดถึงมากที่สุด

White Motorcycle จับมือ Pininfarina พัฒนารถจักรยานยนต์ไฮบริด White Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญในด้านของการพัฒนามอเตอร์ไซค์ประสิทธิภาพสูง และการออกแบบดีไซน์ล้ำ ๆ พร้อมจับมือกับแบรนด์ Pininfarina (อ่านว่าพินินฟารินา) สำนักออกแบบยานยนต์สัญชาติอิตาลีที่มีอายุแบรนด์กว่า 95 ปี ซึ่งในครั้งนี้ทั้งสองค่ายจับมือกันรวบรวมเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ที่ล้ำหน้าของ WMC เข้ากับความเชี่ยวชาญระดับโลกของ Pininfarina ในด้านการออกแบบยานยนต์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถจักรยานยนต์สองล้อ ซึ่งการจับมือถามว่าทำไมต้องเป็นค่ายยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลีแบรนด์นี้ ก็เพราะ Pininfarina สำนักแต่งยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลีที่มีผลงานการออกแบบดีไซน์ และตกแต่งรถยนต์หรูหลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์รารี่ มาเซราติ คาดิแอค หรือแม้แต่จากัวร์ สำนักแต่งนี้ก็จัดการออกแบบดีไซน์มาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Robert White ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ White ต้องการให้สำนักแต่งค่ายนี้มาร่วมในการพัฒนาแนวคิดด้านอากาศพลศาสตร์ เพราะความเชียวชาญที่พินินฟารินามี อาจพลิกโฉมการออกแบบรถจักรยานยนต์อย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำอากาศพลศาสตร์มาเป็นหัวใจสำคัญ การขับเคลื่อนสองล้อในอนาคตจะไปกับลมได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการจับมือกันของทั้งสองค่าย CEO ของทาง WMC ก็เผยว่ารู้สึกยินดี และต้องการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีการยกระดับในส่วนของการออกแบบดีไซน์ อย่างน้อยตอนนี้ก็สำเร็จในด้านของการออกแบบแล้ว “เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Pininfarina ในการสร้างสรรค์แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการนำท่ออากาศที่จดสิทธิบัตรของเรามาผสานเข้ากับการออกแบบมอเตอร์ไซค์ใหม่ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดขนาดกะทัดรัดแบบอัดอากาศ ผมรู้สึกภาคภูมิใจเป็นพิเศษที่เราสามารถทำให้ท่ออากาศนี้กลายเป็นทั้งโครงสร้างสำคัญและองค์ประกอบด้านสไตล์ในการออกแบบมอเตอร์ไซค์ทั้งแบบมีแฟริ่งและแบบเน็กเก็ดได้สำเร็จ” “แนวคิดของท่ออากาศนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ว่าจะใช้แหล่งพลังงานแบบใดก็ตาม แต่ความร่วมมือในครั้งนี้ได้ยกระดับแนวคิดไปอีกขั้น โดยแสดงให้เห็นว่าท่ออากาศสามารถช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้จริง ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นองค์ประกอบด้านความสวยงามสำหรับมอเตอร์ไซค์ในอนาคตได้อีกด้วย” ตอนนี้ยังเป็นแค่เพียงคอนเซปต์เท่านั้น ยังไม่มีการผลิตในส่วนของชิ้นงานจริงออกมา ส่วนของจริงผลิตออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไปสำหรับการพัฒนารถจักรยานยนต์ที่ล้ำสมัยในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการออกแบบล้ำ ๆ ของยานพาหนะสองล้อวิ่งอยู่เต็มท้องถนน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda X-ADV 750 2025 สเปค ราคา และรายละเอียด แม๊กซี่สกูตเตอร์พี่ใหญ่เจ็น 25 กับเครื่องยนต์สองสูบเรียง 745 ซีซี และพร้อมฝ่าทุกเส้นทางอุปสรรค

Honda C125 Custom Edition ขาว เนียน หรูหรา Honda C125 Custom Edition 2025 ส่งต่อความพรีเมียมในแบบไม่ซ้ำใคร โดย ฮอนด้าคลับเฮ้าส์ เปิดตัวโมเดลแฟมิลีสุดหรูในรุ่นคลาส 125 ซีซี นำเสนอความหรูหราไปกับ พร้อมคู่สีใหม่อย่าง สีขาว (Original White) และสีแดง (Artisan Red) ที่ผสมความหรูหราและความหลงใหลเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในคอนเซ็ปต์ “The Craftpiece” พร้อมราคาแนะนำ 94,600 บาท Honda C125 Custom Edition 2025 คลาสสิกในยุคปลายปี 50 ภายใต้การคัสตอม ตกแต่งด้วยความประณีต เสมือนงานศิลปะสุดคลาสสิกเมื่อปลายยุคปี 50 สะท้อนความคราฟต์เหนือระดับสำหรับคนมีคลาสและสร้างสรรค์ด้วยวัสดุระดับพรีเมียม อีกทั้งยังคงทิ้งไว้ด้วยความเสน่ห์ในแบบคลาสสิกไว้อย่างเต็มเปี่ยมด้วย “S-Shape Design” รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาตามแบบ Honda Super Cub ปี 1958 สไตล์เรโทรคลาสสิก เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัล LCD สีสันสวยงาม เบาะหนังสีแดง Double Seat สุดคลาสสิก สวยงามตั้งแต่แฮนด์บาร์จรดบังโคลนล้อหลังผสมกลมกลืนคู่กับ Double Seat เบาะสองตอนสุดคลาสสิกสีแดงใหม่ (Artisan Red) ตัดกับสีขาวที่เสริมความหรูหราอย่างมีระดับ หรูหรา งานดี อีกทั้งยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุกด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี พร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi ระบายความร้อนด้วยอากาศ ผ่านระบบส่งกำลังด้วยเกียร์วน 5 สปีด อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีครบครัน ทั้งระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอดิจิทัล LCD Meter และระบบสมาร์ทคีย์ที่เพิ่มความสะดวกสบายได้มากยิ่งขึ้น มอบความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คเทเลสปิกและโช้คคู่ ระบบเบรกเป็นจานดิสก์เบรกส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก รวมถึงตัวล้อที่เป็นล้อแม็กและยางแบบไม่ใช้ยางใน กับ ราคาแนะนำที่ 94,600 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 Final Edition 2025 ไฟนอลอิดิชัน สืบตำนาน BIG-1 โฉมสุดท้ายรุ่นพิเศษ Final Edition เปิดตัวแล้วในญี่ปุ่นกับตำนานโร้ดสปอร์ตคลาสสิก สี่สูบเรียงเสียงหล่อตลอดกาลอย่าง Honda CB1300 Final Edition 2025 หนึ่งในไลน์อัพอันทรงพลังที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1,300 ซีซี พร้อมกับ 2 รุ่นให้เลือกทั้ง Super Four และ Super Bol D’or รวมถึงยังมีเวอร์ชันรหัส SP ที่เพิ่มความสปอร์ตด้วยของแต่งและชุดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลรุ่นแรก ๆ อีกด้วย สำหรับซีรีย์ CB1300 เป็นรถสปอร์ตเน็กเก็ดที่สืบทอดแนวคิด Project Big-1 และเดินรอยเส้นสายตามฉบับโมเดลรุ่นแรก ๆ อย่าง Big One ในปี 1992 กระทั่งรุ่นไฟนอลก็ยังคงสืบทอดความเป็นตำนานด้วยดีไซน์ผสมกับชุุดสีแบบเดียวกับเจ็นแรก ๆ เช่นเดียวกัน โดยรุ่น Standard จะให้เป็นชุดสีดำคมเข้ม พร้อมกับตราปีกนกบริเวณตัวถังผสมผสานกับชุดสีโครเมียมบริเวณชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้ดูมีความเป็นคลาสสิกพรีเมียมที่แท้จริง ในขณะเดียวกันยังมาพร้อมด้วยรุ่นรหัส SP ที่เสริมความหล่อเข้มมากขึ้นด้วยระบบช่วงล่างที่ให้เป็นโช้คอัพจาก Ohlins สีทองหน้า-หลัง และคาลิเปอร์เบรก Brembo โลโก้แดง แบบเรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ล้อให้เป็นล้อแม็ก 17 นิ้วและยางสปอร์ตขนาดไซส์ 120/70 – 180/55 นอกเหนือจากนี้ยังคงมีส่วนอื่น ๆ ติดมาให้ทั้งชุดโซ่สีทอง สวิงอาร์ม แผงคอทำจากชุดสีซีลเวอร์ ติดสติกเกอร์ “Final Edition” ติดไว้บริเวณตัวถัง พร้อมผสมผสานของชุดสีขาวและสีแดงตัดแต้มกันอย่างกลมกลืน เครื่องยนต์สี่สูบเรียง และยังคงเอกลักษณ์ด้วยเครื่องยนต์สี่สูบเรียงขนาด 1,284 ซีซี DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีแรงม้าถึง 111.3 แรงม้าที่ 7,750 รอบ ส่วนแรงบิดอยู่ที่ 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ใช้ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ พร้อมเปิดตัวราคาดังนี้ รุ่น CB1300 SUPER FOUR Final Edition ราคา 1,727,000 เยน (ราว ๆ 4 แสนบาท) รุ่น CB1300 SUPER BOL D’OR Final Edition ราคา 1,837,000 เยน (ราว ๆ 4.2 แสนบาท) รุ่น CB1300 SUPER FOUR SP Final Edition ราคา 2,101,000 เยน (ราว ๆ 4.8 แสนบาท) รุ่น CB1300 SUPER FOUR SP Final Edition ราคา 2,101,000 เยน (ราว ๆ 4.8 แสนบาท) โดยอิดิชันนี้ผลิตขึ้นมาเพียงยูนิตละ 3,400 คันเท่านั้น และก็ขายเฉพาะในญี่ปุ่นอีกด้วย จะเข้าไทยไหม..ต้องลุ้นแหล่ะครับ และนี่ก็คือสิ่งที่ปรับเพิ่มมาใหม่ โดยภาพรวมก็ถือว่ายังคงเป็นไมเนอร์เชนจ์ที่เรียกได้ว่า ไม่ได้เปลี่ยนไปมากมายอะไรนัก ซึ่งบ้านเรามีขายสำหรับรุ่นปี 2024 (สีคล้ายกัน) ในราคา 575,000 บาท แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ รหัสความเป็นรุ่น ไฟนอลอิดิชัน ที่คิดว่าหลังจากนี้คงไม่มีอีกแล้ว ตำนาน CB1300 รถคลาสิกแห่งความทรงจำของคนยุคปี 80 ได้เดินมาจนถึงปลายแห่งแสงแดนทิพย์อุทัยเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย ซึ่งล่าสุดทาง SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลมาจากวงในค่ายส้มว่า กำลังจะกลับมาภายในเดือนหน้านี้ ด้วยรถรุ่นใหม่ปี 2024 หรือตัวใหม่ล่าสัตว์อย่าง KTM 990 RC R ที่จะมาในปี 2025 นี่ด้วย พร้อมยืนยันอีกว่าจะนำเข้ามาแบบเต็มเรนจ์ ทุกประเภทรถที่ทางค่ายมี หลังจากที่ตัวแทนเก่านำรถเข้ามาใหม่สุดแค่ปี 2022 ทั้งนี้ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะมีการปรับราคาใหม่ให้สามารถจับต้องได้ง่าย ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 ปรับอะไรบ้าง ไปดู แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตหลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้ข่าวสารเรื่องการปรับเปลี่ยนกติกาทางเทคนิคเกี่ยวกับรถแข่งในรายการ MotoGP กันไปแล้ว มาวันนี้เราจะไป เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 กันครับว่ามีอะไรบ้าง – เครื่องยนต์ในคลาส MotoGP จะถูกลดขนาดความจุลงเหลือเพียง 850 ซีซี โดยขนาดกระบอกสูบจะลดจาก 81 ม.ม.เหลือเพียง 75 ม.ม. โดยจะต้องเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบและ 4 จังหวะเช่นเดิม – ค่ายผู้ผลิตที่ลงแข่งในปี 2026 จะเริ่มต้นฤดูกาล 2027 ในแรงค์ B ซึ่งแรงค์ดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนอีกในช่วงกลางฤดูกาล 2027 โดยอิงจากผลงานในช่วงแรกของฤดูกาล 2027 เพียงอย่างเดียว ผลงานก่อนหน้านี้ไม่นับ และแรงค์ปกติจะกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากจบฤดูกาล 2027 ส่วนค่ายรถใดที่ไม่ได้ทำการแข่งขันในปี 2026 แต่เริ่มแข่งในปี 2027 จะนับเป็นแรงค์ D และจะมีการปรับเปลี่ยนแรงค์อีกครั้งแบบเดียวกันนี้ – จำนวนเครื่องยนต์สำหรับนักแข่งที่เซ็นสัญญายาวจะถูกลดเหลือเพียง 6 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาลในกรณีที่การแข่งมีทั้งหมด 20 สนาม และเป็น 7 เครื่องในกรณีมีการแข่งทั้งหมด 21 – 22 สนาม – ค่ายรถที่อยู่ในแรงค์ D จะมีสิทธิ์พิเศษ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์ได้มากขึ้น 2 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาล ต่อนักแข่ง 1 คน – ทุกทีมจะสามารถเข้าถึงข้อมูล GPS ของนักแข่งทุกคนได้เมื่อจบเซสชันแต่ละเซสชัน – ในพิกัด MotoGP จะถูกปรับลดเรื่องจำนวนอัตราทดเกียร์ได้ไม่เกิน 16 ชุดจากเดิม 24 ชุด (อัตราทดเกียร์ทั้งหมด 6 เกียร์ ใช้ชุดเฟืองเกียร์ทั้งหมด 6 ชุด ดังนั้นจะต้องเลือกใช้ชุดอัตราทดเกียร์อย่างชาญฉลาดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับทุก ๆ สนาม เพราะถูกจำกัดจำนวน) บวกกับเฟืองเพลาขับได้อีก 4 ชุดต่อ 1 ฤดูกาล – น้ำหนักรถขั้นต่ำจากเดิมจะต้องไม่เบาไปกว่า 157 กิโลกรัมจะกลายเป็น ไม่เบาไปกว่า 153 กิโลกรัมแทน – ไม่อนุญาตเรื่องอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถอีกต่อไป (Ride Height Device) รวมถึงอุปกรณ์ช่วยออกตัวที่จะทำงานตอนเริ่มการแข่งขันด้วย (Holeshot Device) – มีการลดความจุของถังน้ำมันลงเหลือ 20 ลิตรสำหรับการแข่งขันปกติ และเติมน้ำมันได้แค่ 11 ลิตรสำหรับการแข่งสปรินต์เรซ – จำกัดเรื่องความกว้างของแฟริ่งแอโรด้านหน้าหรือวิงเล็ตด้านหน้าเหลือ 550 ม.ม.จากเดิม 600 ม.ม. หรือแคบลง 5 ซม.นั่นเอง จำกัดเรื่องความสูงของด้านท้ายรถเหลือ 1,150 ม.ม.จากเดิม 1,250 ม.ม.หรือท้ายรถเตี้ยลง 10 ซม. จำกัดเรื่องส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าสุด (จมูกแฟริ่งหน้า) ให้สั้นลง 50 ม.ม. นอกจากนี้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแอโรไดนามิกส์ที่อยู่ด้านหลังนักแข่ง หรือวิงก์เล็ตที่ด้านท้าย จะต้องยื่นขอรับรองว่าเป็นชิ้นส่วนนึงของแอโรบอดี้ก่อน และจะอนุญาตให้มีการอัปเดตได้เพียงแค่ 1 ครั้งต่อฤดูกาลเท่านั้น – น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะต้องเป็นน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล หรือก็คือต้องใช้น้ำมันแบบยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขุดเจาะแล้วมากลั่นแบบที่เราใช้กันปกติในทุกวันนี้นั้นเอง อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิว หรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ โดยผู้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับ TWG1 ที่เป็นผู้รับผิดชอบและชี้แจงกับตัวแทนของทาง Dorna และทีมงานที่เกี่ยวข้องด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องของตัวรถ ซึ่งทางดอร์น่าเองระบุว่าเพื่อความปลอดภัย ความสนุกสนาน ความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่การแข่งขันจะแซงกันได้ง่ายขึ้น สูสีกันมากขึ้น ใกล้เคียงกับรถทั่วไปมากขึ้น และนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยนแปลงวงการเลยทีเดียว ซึ่งอนาคตก็อาจจะส่งผลต่อรถบ้าน ๆ หรือรถโปรดักชันด้วยอย่างแน่นอนทีเดียวครับ ซึ่งก็คงอีกหลายปีทีเดียว หรืออนาคตอาจจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าแทนไปเลยก็ได้ ถ้าเทคโนโลยีแบตเตอรี่มันพัฒนาได้เร็วจนสามารถทำระยะทางได้ไกล ชาร์จได้เร็ว โดยที่แบตเตอรี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป จุดนั้นโลกก็จะเปลี่ยนอีกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge เรียกว่าเป็นบทพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของสายลุยไซส์กลางจากค่ายส้อมเสียงได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge 2024 การแข่งขันแรลลี่ที่แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างดาการ์แรลลี่ แต่ก็เป็นรายการแรลลี่ระดับนานาชาติที่มีความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันรุ่นย่อยหลายประเภททั้งรถยนต์ บั๊กกี้ รถบรรทุก ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์ สำหรับการแข่งขัน Morocco Desert Challenge 2024 นั้นแข่งขันแบบครอสคันทรีกันทั้งหมด 8 วัน 8 สเตจด้วยกัน โดยจะทำการแข่งขันกันเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรด้านแอตแลนติกของทะเลทรายโมร็อกโกไปจบที่อีกชายฝั่งด้านนึงบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เฉลี่ยวันละกว่า 375 กิโลเมตรท่ามกลางทะเลทรายโมร็อกโกที่เรียกว่าโหดหินไม่เบา และด้วยเหตุนี้เองการแข่งขันครั้งนี้จึงจัดว่าเป็นสนามทดสอบความทนทาน ความแรง และความแข็งแกร่งของทั้งรถทั้งคนได้อย่างดี และแน่นอนว่าอย่างที่เกริ่นไว้ว่า Pol Tarres นักแข่งสัญชาติอันดอร์รา ที่ขับขี่ Yamaha Tenere 700 ในเวอร์ชัน World Raid ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง GYTR ของทางค่าย ภายใต้สังกัด Tenere Yamaha Rally Team เอาชนะไปได้ 6 สเตจจากทั้งหมด 8 สเตจ และกลายเป็นคนแรกที่ใช้รถแอดเวนเจอร์ไบค์ 2 สูบที่เอาชนะรายการนี้ไปได้ พร้อมกับสถิติเวลารวมนำห่างจากอันดับ 2 ไปกว่า 2 ชั่วโมง เรียกได้ว่าอึดทั้งคนทั้งรถจริง ๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโร้ดทางไกลแบบนี้ Yamaha Tenere 700 ถือว่าเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เตรียมเปิดตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์ไม่ง้อคลัตช์ ในโมเดล 2025 งานนี้วงการต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่ผู้โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอย่าง BMW เตรียมเปิดตัว ระบบ Automated Shift Assistant (ASA) ระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ทำให้ผู้ขับขี่โบกมือลามือคลัตช์ได้เลย แต่ผู้ใช้ยังคงเลือกที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้เองโดยที่ไม่ต้องกำคลัตช์ ทางบีเอ็มดับเบิลยูกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้การขับขี่นั้นเรียบง่ายมากขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น ตรงตามคำพูดที่ว่า “Simplify your ride” ที่แปลได้ว่าทำให้การขับขี่ของคุณง่ายขึ้น ประสบการณ์การขับขี่ของคุณจะดียิ่งขึ้นด้วยระบบคลัตช์อัตโนมัติดังกล่าวนี้ โดยที่การเปลี่ยนเกียร์ยังสามารถทำได้โดยไม่สูญเสียความลื่นไหลในการขับขี่ไปเลย เจ้าระบบที่ว่านี้ทำงานโดยอาศัยการทำงานของตัวควบคุมที่ทำงานผ่านระบบไฟฟ้า 2 ตัวคอยควบคุมคลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์ 6 สปีด ซึ่งแตกต่างไปจากระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ทั่ว ๆ ไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องกำคลัตช์มืออีกแล้ว ไม่ว่าจะตอนออกตัว ตอนหยุดรถ หรือว่าตอนขับขี่ก็สามารถทำได้ง่ายดายด้วยระบบดังกล่าวนี้ และที่สำคัญคือระบบนี้จะทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์และโหลด ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ขับขี่สบายมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันทรงพลังของทางค่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การขับขี่ยิ่งง่ายขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นด้วยการควบคุมคันเร่งและคันเกียร์เอง ทั้งนี้ระบบนี้จะแบ่งเป็น 2 โหมดคือ M และ D สำหรับโหมด M คือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์ผ่านคันเกียร์ที่เท้าได้เอง ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้เองว่าจะเปลี่ยนเกียร์ตอนไหน ส่วนในโหมด D ระบบจะทำงานอัตโนมัติและจะเปลี่ยนเกียร์เองผ่านระบบควบคุมเครื่องยนต์ แต่ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหล ไร้การสะดุด ซึ่งยิ่งทำให้สามารถเร่งความเร็วได้ดีมากขึ้น และมีความเสถียรที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่ที่ยากลำบากการใช้คลัตช์และคันเร่งพร้อม ๆ กันนั้นต้องใช้สมาธิอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีสัมภาระหรือว่าคนซ้อนท้ายด้วยแล้ว การจะใช้คลัตช์และเข้าเกียร์ให้ดียิ่งต้องใช้สมาธิมาก แต่ถ้ามีระบบนี้ผู้ขับขี่จะขับขี่ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นและสนุกมากขึ้นด้วย อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะคุ้น ๆ ว่ามีค่ายใดสักค่ายนึงทำระบบที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันนี้มาแล้ว แต่แอดมินไม่บอกหรอกว่าค่ายไหน อิอิ แต่ปีหน้าฟ้าใหม่ 2025 เพื่อน ๆ จะได้เห็นเจ้า GS ราชาทัวริ่งแอดเวนเจอร์โผล่มาพร้อมระบบนี้ในรุ่นท็อปสุดอย่างแน่นอนครับ และแน่นอนว่าราคาก็แพงขึ้นด้วยแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย ซึ่งล่าสุดทาง SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลมาจากวงในค่ายส้มว่า กำลังจะกลับมาภายในเดือนหน้านี้ ด้วยรถรุ่นใหม่ปี 2024 หรือตัวใหม่ล่าสัตว์อย่าง KTM 990 RC R ที่จะมาในปี 2025 นี่ด้วย พร้อมยืนยันอีกว่าจะนำเข้ามาแบบเต็มเรนจ์ ทุกประเภทรถที่ทางค่ายมี หลังจากที่ตัวแทนเก่านำรถเข้ามาใหม่สุดแค่ปี 2022 ทั้งนี้ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะมีการปรับราคาใหม่ให้สามารถจับต้องได้ง่าย ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 ปรับอะไรบ้าง ไปดู แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตหลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้ข่าวสารเรื่องการปรับเปลี่ยนกติกาทางเทคนิคเกี่ยวกับรถแข่งในรายการ MotoGP กันไปแล้ว มาวันนี้เราจะไป เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 กันครับว่ามีอะไรบ้าง – เครื่องยนต์ในคลาส MotoGP จะถูกลดขนาดความจุลงเหลือเพียง 850 ซีซี โดยขนาดกระบอกสูบจะลดจาก 81 ม.ม.เหลือเพียง 75 ม.ม. โดยจะต้องเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบและ 4 จังหวะเช่นเดิม – ค่ายผู้ผลิตที่ลงแข่งในปี 2026 จะเริ่มต้นฤดูกาล 2027 ในแรงค์ B ซึ่งแรงค์ดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนอีกในช่วงกลางฤดูกาล 2027 โดยอิงจากผลงานในช่วงแรกของฤดูกาล 2027 เพียงอย่างเดียว ผลงานก่อนหน้านี้ไม่นับ และแรงค์ปกติจะกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากจบฤดูกาล 2027 ส่วนค่ายรถใดที่ไม่ได้ทำการแข่งขันในปี 2026 แต่เริ่มแข่งในปี 2027 จะนับเป็นแรงค์ D และจะมีการปรับเปลี่ยนแรงค์อีกครั้งแบบเดียวกันนี้ – จำนวนเครื่องยนต์สำหรับนักแข่งที่เซ็นสัญญายาวจะถูกลดเหลือเพียง 6 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาลในกรณีที่การแข่งมีทั้งหมด 20 สนาม และเป็น 7 เครื่องในกรณีมีการแข่งทั้งหมด 21 – 22 สนาม – ค่ายรถที่อยู่ในแรงค์ D จะมีสิทธิ์พิเศษ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์ได้มากขึ้น 2 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาล ต่อนักแข่ง 1 คน – ทุกทีมจะสามารถเข้าถึงข้อมูล GPS ของนักแข่งทุกคนได้เมื่อจบเซสชันแต่ละเซสชัน – ในพิกัด MotoGP จะถูกปรับลดเรื่องจำนวนอัตราทดเกียร์ได้ไม่เกิน 16 ชุดจากเดิม 24 ชุด (อัตราทดเกียร์ทั้งหมด 6 เกียร์ ใช้ชุดเฟืองเกียร์ทั้งหมด 6 ชุด ดังนั้นจะต้องเลือกใช้ชุดอัตราทดเกียร์อย่างชาญฉลาดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับทุก ๆ สนาม เพราะถูกจำกัดจำนวน) บวกกับเฟืองเพลาขับได้อีก 4 ชุดต่อ 1 ฤดูกาล – น้ำหนักรถขั้นต่ำจากเดิมจะต้องไม่เบาไปกว่า 157 กิโลกรัมจะกลายเป็น ไม่เบาไปกว่า 153 กิโลกรัมแทน – ไม่อนุญาตเรื่องอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถอีกต่อไป (Ride Height Device) รวมถึงอุปกรณ์ช่วยออกตัวที่จะทำงานตอนเริ่มการแข่งขันด้วย (Holeshot Device) – มีการลดความจุของถังน้ำมันลงเหลือ 20 ลิตรสำหรับการแข่งขันปกติ และเติมน้ำมันได้แค่ 11 ลิตรสำหรับการแข่งสปรินต์เรซ – จำกัดเรื่องความกว้างของแฟริ่งแอโรด้านหน้าหรือวิงเล็ตด้านหน้าเหลือ 550 ม.ม.จากเดิม 600 ม.ม. หรือแคบลง 5 ซม.นั่นเอง จำกัดเรื่องความสูงของด้านท้ายรถเหลือ 1,150 ม.ม.จากเดิม 1,250 ม.ม.หรือท้ายรถเตี้ยลง 10 ซม. จำกัดเรื่องส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าสุด (จมูกแฟริ่งหน้า) ให้สั้นลง 50 ม.ม. นอกจากนี้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแอโรไดนามิกส์ที่อยู่ด้านหลังนักแข่ง หรือวิงก์เล็ตที่ด้านท้าย จะต้องยื่นขอรับรองว่าเป็นชิ้นส่วนนึงของแอโรบอดี้ก่อน และจะอนุญาตให้มีการอัปเดตได้เพียงแค่ 1 ครั้งต่อฤดูกาลเท่านั้น – น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะต้องเป็นน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล หรือก็คือต้องใช้น้ำมันแบบยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขุดเจาะแล้วมากลั่นแบบที่เราใช้กันปกติในทุกวันนี้นั้นเอง อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิว หรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ โดยผู้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับ TWG1 ที่เป็นผู้รับผิดชอบและชี้แจงกับตัวแทนของทาง Dorna และทีมงานที่เกี่ยวข้องด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องของตัวรถ ซึ่งทางดอร์น่าเองระบุว่าเพื่อความปลอดภัย ความสนุกสนาน ความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่การแข่งขันจะแซงกันได้ง่ายขึ้น สูสีกันมากขึ้น ใกล้เคียงกับรถทั่วไปมากขึ้น และนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยนแปลงวงการเลยทีเดียว ซึ่งอนาคตก็อาจจะส่งผลต่อรถบ้าน ๆ หรือรถโปรดักชันด้วยอย่างแน่นอนทีเดียวครับ ซึ่งก็คงอีกหลายปีทีเดียว หรืออนาคตอาจจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าแทนไปเลยก็ได้ ถ้าเทคโนโลยีแบตเตอรี่มันพัฒนาได้เร็วจนสามารถทำระยะทางได้ไกล ชาร์จได้เร็ว โดยที่แบตเตอรี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป จุดนั้นโลกก็จะเปลี่ยนอีกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge เรียกว่าเป็นบทพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของสายลุยไซส์กลางจากค่ายส้อมเสียงได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge 2024 การแข่งขันแรลลี่ที่แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างดาการ์แรลลี่ แต่ก็เป็นรายการแรลลี่ระดับนานาชาติที่มีความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันรุ่นย่อยหลายประเภททั้งรถยนต์ บั๊กกี้ รถบรรทุก ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์ สำหรับการแข่งขัน Morocco Desert Challenge 2024 นั้นแข่งขันแบบครอสคันทรีกันทั้งหมด 8 วัน 8 สเตจด้วยกัน โดยจะทำการแข่งขันกันเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรด้านแอตแลนติกของทะเลทรายโมร็อกโกไปจบที่อีกชายฝั่งด้านนึงบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เฉลี่ยวันละกว่า 375 กิโลเมตรท่ามกลางทะเลทรายโมร็อกโกที่เรียกว่าโหดหินไม่เบา และด้วยเหตุนี้เองการแข่งขันครั้งนี้จึงจัดว่าเป็นสนามทดสอบความทนทาน ความแรง และความแข็งแกร่งของทั้งรถทั้งคนได้อย่างดี และแน่นอนว่าอย่างที่เกริ่นไว้ว่า Pol Tarres นักแข่งสัญชาติอันดอร์รา ที่ขับขี่ Yamaha Tenere 700 ในเวอร์ชัน World Raid ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง GYTR ของทางค่าย ภายใต้สังกัด Tenere Yamaha Rally Team เอาชนะไปได้ 6 สเตจจากทั้งหมด 8 สเตจ และกลายเป็นคนแรกที่ใช้รถแอดเวนเจอร์ไบค์ 2 สูบที่เอาชนะรายการนี้ไปได้ พร้อมกับสถิติเวลารวมนำห่างจากอันดับ 2 ไปกว่า 2 ชั่วโมง เรียกได้ว่าอึดทั้งคนทั้งรถจริง ๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโร้ดทางไกลแบบนี้ Yamaha Tenere 700 ถือว่าเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เตรียมเปิดตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์ไม่ง้อคลัตช์ ในโมเดล 2025 งานนี้วงการต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่ผู้โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอย่าง BMW เตรียมเปิดตัว ระบบ Automated Shift Assistant (ASA) ระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ทำให้ผู้ขับขี่โบกมือลามือคลัตช์ได้เลย แต่ผู้ใช้ยังคงเลือกที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้เองโดยที่ไม่ต้องกำคลัตช์ ทางบีเอ็มดับเบิลยูกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้การขับขี่นั้นเรียบง่ายมากขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น ตรงตามคำพูดที่ว่า “Simplify your ride” ที่แปลได้ว่าทำให้การขับขี่ของคุณง่ายขึ้น ประสบการณ์การขับขี่ของคุณจะดียิ่งขึ้นด้วยระบบคลัตช์อัตโนมัติดังกล่าวนี้ โดยที่การเปลี่ยนเกียร์ยังสามารถทำได้โดยไม่สูญเสียความลื่นไหลในการขับขี่ไปเลย เจ้าระบบที่ว่านี้ทำงานโดยอาศัยการทำงานของตัวควบคุมที่ทำงานผ่านระบบไฟฟ้า 2 ตัวคอยควบคุมคลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์ 6 สปีด ซึ่งแตกต่างไปจากระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ทั่ว ๆ ไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องกำคลัตช์มืออีกแล้ว ไม่ว่าจะตอนออกตัว ตอนหยุดรถ หรือว่าตอนขับขี่ก็สามารถทำได้ง่ายดายด้วยระบบดังกล่าวนี้ และที่สำคัญคือระบบนี้จะทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์และโหลด ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ขับขี่สบายมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันทรงพลังของทางค่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การขับขี่ยิ่งง่ายขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นด้วยการควบคุมคันเร่งและคันเกียร์เอง ทั้งนี้ระบบนี้จะแบ่งเป็น 2 โหมดคือ M และ D สำหรับโหมด M คือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์ผ่านคันเกียร์ที่เท้าได้เอง ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้เองว่าจะเปลี่ยนเกียร์ตอนไหน ส่วนในโหมด D ระบบจะทำงานอัตโนมัติและจะเปลี่ยนเกียร์เองผ่านระบบควบคุมเครื่องยนต์ แต่ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหล ไร้การสะดุด ซึ่งยิ่งทำให้สามารถเร่งความเร็วได้ดีมากขึ้น และมีความเสถียรที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่ที่ยากลำบากการใช้คลัตช์และคันเร่งพร้อม ๆ กันนั้นต้องใช้สมาธิอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีสัมภาระหรือว่าคนซ้อนท้ายด้วยแล้ว การจะใช้คลัตช์และเข้าเกียร์ให้ดียิ่งต้องใช้สมาธิมาก แต่ถ้ามีระบบนี้ผู้ขับขี่จะขับขี่ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นและสนุกมากขึ้นด้วย อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะคุ้น ๆ ว่ามีค่ายใดสักค่ายนึงทำระบบที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันนี้มาแล้ว แต่แอดมินไม่บอกหรอกว่าค่ายไหน อิอิ แต่ปีหน้าฟ้าใหม่ 2025 เพื่อน ๆ จะได้เห็นเจ้า GS ราชาทัวริ่งแอดเวนเจอร์โผล่มาพร้อมระบบนี้ในรุ่นท็อปสุดอย่างแน่นอนครับ และแน่นอนว่าราคาก็แพงขึ้นด้วยแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์ เหมือนจะดูเป็นเคราะห์ซ้ำ กรรมซัดสำหรับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Jorge Martin นักแข่งเจ้าของหมายเลข 1 จากทีม Aprilia Racing ที่มีการรายงานว่าเจ้าตัวนั้นได้รับอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมขณะทำการซ้อมก่อนลงแข่งขันในเปิดสนามที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ การแข่งขัน MotoGP2025 ที่กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ดูเหมือนว่าฆอร์เก้ มาร์ตินจะพลาดการแข่งขันในนัดเปิดสนามที่ประเทศไทย เพราะเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บกระดูกมือซ้ายหักในระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ได้รับอุบัติเหตุใหญ่ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียมาแล้ว 1 ครั้ง หมอเทวดา ผู้เคียงข้างมาร์ก มาร์เกซ ดร.ซาเวียร์ เมียร์ แพทย์แผนกศัลยกรรมมือ และไมโครศัลยกรรม ภาควิชาเวชศาสตร์อุบัติเหตุและศัลยกรรมกระดูก จาก Hospital Universitari Dexeus เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยผลงานสร้างชื่อของหมอคนนี้ คือการรักษาแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ ที่แขนหักกลับมาทำการแข่งขันได้ภายใน 4 วัน โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาร์ก แขนขวาเพิ่งหักจากการแข่งขัน MotoGP สนามเปิดฤดูกาล 2020 ที่ เฆเรซ ประเทศสเปน ให้ผ่านความฟิตจน MotoGP อนุญาตให้กลับมาแข่งในสนาม 2 ของฤดูกาล (ซึ่งแข่งที่ เฆเรซ แบบต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติด จากผลพวงของ COVID-19) โดยมาร์ติเนเตอร์จะเข้ารับการผ่าตัดข้อมือโดยศัลยแพทย์ด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดในวงการ ซึ่งเจ้าตัวอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอีกระยะใหญ่ ๆ กว่าร่างกายจะกลับมามีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่านักบิดรายนี้อาจจะพลาดการแข่งขัน MotoGP ในสนามที่สองที่ประเทศอาเจนตินาอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ สไตล์ชัด DNA จาก ADV Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แนวแอดเวนเจอร์จากค่าย Keeway แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอยู่ภายใต้แบรนด์แม่อย่าง QJMotor ที่ได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางค่ายที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้ทั้งในเมือง และเส้นทางที่ท้าทาย โดดเด่นด้วยความสะดวกสบายตามสไตล์ของสกูตเตอร์ และความแข็งแกร่งตามสไตล์ของรถแอดเวนเจอร์ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ขับขี่ จุดเด่นของตัวรถ ระบบไฟแบบ Full LED ระบบความปลอดภัย ABS โช้คอัพหลังมาพร้อมซับแทงค์ สวิตซ์ควบคุมต่าง ๆ ทางด้านซ้าย สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ แรงม้า (เคลม) 25 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 75 x 63 มม. อัตราส่วนการอัด 11:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-13 ยางหลัง 130/70-13 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 90 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่มาพร้อมซับแทงค์ ระยะยุบ 65 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก J.Juan ขนาด 240 มม. เบรกหลัง ดิกส์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 780 x 1,940 x 1,270 มม. ระยะฐานล้อ 1,390 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 มม. ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 169 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 13.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-C ระบบกุญแจ Smart Key สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว สีดำ สีแดง สีฟ้า สีครีม โดยราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถจักรยานยนต์โฉมนี้มีราคาวางจำหน่ายที่สหรัฐอยู่ที่ราว ๆ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 162,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น คาดว่าเป็นเรื่องที่ไกลลิบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BIMOTA KB998 ตัวแข่งคันใหม่จาก Kawasaki Bimota KB998 ตัวแข่งคันใหม่ของ Kawasaki ในการแข่งขันรายการ 2025 Motul FIM WorldSBK Championship โดย Bimota แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี เป็นที่รู้จักในประเภทของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง (แถมยังมีราคาแพง) อีกทั้งยังมีการออกแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ทางแบรนด์กำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่โดยการโดดเข้าร่วมการแข่งขันในรายการระดับโลก เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า Kawasaki Racing Team (KRT) ในรายการแข่งขัน WorldSBK ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bimota by Kawasaki Racing Team (BbRT) เพื่อสะท้อนความร่วมมือระหว่างสองบริษัท Bimota และ Kawasaki ได้ร่วมมือกันสร้าง และพัฒนามอเตอร์ไซค์ใหม่ทั้งหมดสำหรับการแข่งขัน ซึ่งผสมผสานจุดเด่นจากทั้งสองผู้ผลิต ที่ไม่ได้เป็นการนำ Kawasaki Ninja ZX-10RR มาเปลี่ยนชุดตกแต่งใหม่ แต่พัฒนารถแข่งรุ่นพิเศษขึ้นมาเอง 2025 Bimota KB998 2024 Kawasaki ZX-10R ซึ่งรายละเอียดสเปคยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่ามาพร้อมขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 998 ซีซี จาก Kawasaki ZX-10RR ที่มีกำลังมากกว่า 200 แรงม้า โช้คอัพหน้าจาก Showa คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo (ถึงแม้ว่าจะแปะด้วยตัวอักษร J.JUAN ก็เถอะ) และระบบท่อไอเสียของ Akrapovič แฟริ่งถูกออกแบบใหม่ แม้ด้านหน้าจะยังคงมีเค้าโครงสไตล์ Kawasaki Ninja มาพร้อมปีกแอโรไดนามิกเช่นเดียวกับรถแข่งในสมัยใหม่ โดยตัวแข่งคันใหม่นี้ได้ทำการลงวิ่งทดสอบที่ Circuit de Jerez ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสนามเดียวกับการแข่งขันในรอบสุดท้ายของฤดูกาล 2024 แม้โมเดลรถคันนี้จะถูกพัฒนามาได้ไม่นาน แต่ด้วยการขับขี่ของ Alex Lowes และ Axel Bassani สองนักบิดของทีม ทำให้ KB998 ได้แสดงศักยภาพของมันออกมาสามารถทำเวลาได้อย่างน่าประทับใจบนสนาม Jerez พร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่น และสมรรถนะที่ดุดัน โดย Axel Bassani ทำเวลาได้ 1:38.478 นาที และ Alex Lowes ทำเวลาได้ 1:38.679 นาที แน่นอนว่า KB998 คันนี้จะผลิตออกมาแค่รุ่นสำหรับทำการแข่งขันเท่านั้น จะยังไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของการแข่งขัน WorldSBK รถที่จะเข้าร่วมแข่งขันในรายการ จะต้องมีการผลิตในรูปแบบของ Production Bike วางจำหน่ายโดยมีจำนวนการผลิตอย่างน้อย 500 คันเป็นข้อบังคับมาตรฐาน อย่าง BMW M 1000 RR, Ducati Panigale V4 R และ Honda CBR1000RR-R Fireblade SP ที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทาง Bimota ยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า จะมีรุ่น KB998 วางจำหน่ายต่อสาธารณะชน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Bimota จะผลิตออกมาแค่ในจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผ่านข้อพิจารณา หากผลิตออกมาแค่ตามยอดเกณฑ์ที่กำหนด โมเดลนี้อาจจะถูกยกเป็นรถที่โคตรแรร์อีกหนึ่งรุ่น และในโมเดลคันจริงนั้นอาจจะมีไปตั้งโชว์ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 sประเทศอิตาลีในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หรือการร่วมมือของทั้งสองค่ายนี้จะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างสำหรับ Kawasaki ในการแข่งขัน 2025 Motul FIM WorldSBK Championship ฤดูกาลหน้าหรือเปล่า ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป 2025 KTM 1390 Super Adventure S อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายส้ม KTM กับรถแนวสปอร์ต แอดเวนเจอร์ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักขี่ที่ต้องการความท้าทายมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น และพลังที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม โดยรูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างกับตัวท็อปสุดตารางอย่าง ‘S EVO’ จะแตกต่างก็มีเพียงแค่รายละเอียดบางจุดเท่านั้น เครื่องยนต์ในรุ่นตัวรองนี้มีเครื่องยนต์กับตัว ‘S EVO’ แทบจะทุกจุด เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ได้รับการขยายปริมาตรกระบอกสูบจาก 1,300 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 173 แรงม้าที่ ที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เพิ่มเทคโนโลยี CAMSHIFT ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่ในช่วงรอบต่ำ อีกทั้งยังปรับปรุงในเรื่องของการปล่อยมลพิษ และพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยจุดที่แตกต่างระหว่างรุ่น ‘S’ และ ‘S EVO’ คือ ระบบเกียร์ โดยในรุ่น S จะใช้คลัตซ์แบบธรรมดามาพร้อมชุดเกียร์แมนนวล 6 สปีด ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับของโมเดล ‘S EVO’ ที่ให้โช้คอัพด้านหน้าแบบ UpSide Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) แบบปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชัน และโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ปรับไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับโช้คอัพหน้า ทั้งสองด้านมีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ระบบเบรกด้านหลังมาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวสองลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. และขนาดล้ออยู่ที่ 170/60-17 ในส่วนของเทคโนโลยีเรียกได้ว่า ‘S EVO’ มีอะไร ‘S’ ก็มีแบบนั้นเว้นแค่ระบบเกียร์ AMT ตัวใหม่จากทางค่ายที่ในรุ่นรองจะไม่ได้ใส่มาให้ แต่ในส่วนที่เหลือม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด Rain, Street, Sport, Offroad และ Rally , ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง เรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch ซึ่งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้ยังครอบคลุมไปในส่วนของ ระบบช่วยรักษาระยะห่าง, ระบบช่วยเบรก, และ การเตือนการชน โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีส้ม สีดำ ในส่วนของราคาจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เรียกได้ว่าเป็นรถตัวรองที่สเปคไม่แพ้ตัวท็อปเลยแม้แต่นิดเดียว จะต่างกันก็เพียงระบบเกียร์ ที่ตัว ‘S’ ให้คลัตซ์แบบธรรมดาพร้อมเกียร์ 6 สปีด แต่ในส่วนของ ‘S EVO’ มาพร้อมเกียร์ใหม่ของทางค่ายอย่าง AMT หากใครที่ชื่นชอบการขับรถแล้วต้อง ‘กำคลัตซ์’ ก่อนเข้าเกียร์ บอกเลยว่าตัว S นี่แหละ ตอบโจทย์สุด ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda Rebel 1100 ทรงเดิม เพิ่มแรงม้า พร้อมจอ TFT 2025 Honda Rebel 1100 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยใช้ชื่อรหัส CMX1100 การดีไซน์ออกแบบที่ยังคงความเป็นรถ ‘ครุยเซอร์’ ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย เน้นความเรียบง่ายแต่ก็ยังคงความดุดัน เครื่องยนต์เพิ่มแรงม้าจากตัวก่อนหน้า และยังมาพร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ และที่สำคัญมาพร้อมกับหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วใหม่ พร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์อัพเกรด เพิ่มแรงม้า ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,084 ซีซี พละกำลังอยู่ 87 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที (เพิ่มจากตัวก่อนหน้า 1 ตัว) แรงบิดอยู่ที่ 98 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และเกียร์แบบ DCT 6 สปีด (แล้วแต่รุ่นย่อย) ความจุถังน้ำมัน 13.6 ลิตร ช่วงล่างตามสไตล์ครุยเซอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกับด้านหน้า หนึบและขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวแบบเรเดียล คาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบ ขนาด 330 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 256 มม. ล้อและยางมีขนาด 130/70 B18 และ 180/65 B16 หน้า และหลังตามลำดับ หน้าจอ TFT และเทคโนโลยีตามสมัยนิยม ในส่วนของเทคโนโลยีต่าง ๆ ของ Rebel ในโมเดลใหม่จัดเต็มมาแบบสุด ๆ หน้าจอใหม่แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพ Honda RoadSync โหมดการขับขี่เริ่มต้น 3 โหมด ได้แก่ Standard, Rain และ Sport และยังมี Custom สำหรับให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้ ระบบครูซ คอลโทรล ระบบ HSTC ที่ปรับได้ 3 ระดับ และมีการปรับช่องจ่ายไฟแบบ USB-C มาไว้ทางด้านซ้ายของเรือนไมล์ Dual Clutch Transmission พร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ สามารถมีประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้นทั้งออกตัว และการหยุดรถ โดยชุดเกียร์ DCT นี้จะใส่ลงในรุ่นย่อยที่เป็นตัว T DCT และ รุ่น SE เท่านั้น ในส่วนของรุ่นล่างสุดหรือ Standard จะเป็นเพียงเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเท่านั้น สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อยประกอบไปด้วย รุ่นธรรมดา (Rebel 2025) ในรุ่นนี้มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) 2. รุ่น T DCT (Rebel T DCT 2025) ที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติม โดยมีกล่องข้างขนาดรวม 35 ลิตร แฟริ่งหน้าขนาดใหญ่ มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีเทา (Iridium Grey Metallic) สีเทา (Iridium Grey Metallic) รุ่น SE ตัวท็อปสุดของโมเดลนี้ โดยในรุ่น Special Edition จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป โดยมีการตกแต่งเพิ่มเติม

ไทยฮอนด้า แถลงนโยบายประจำปี 2023 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ ไทยฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย แถลงนโยบายประจำปี 2023 เดินหน้า 3 กลยุทธ์มุ่งสร้าง Lifetime Experience ให้ลูกค้าอย่างยั่งยืนด้วยการเปิดเกมรุกสร้างเซกเมนท์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ สแครมเบลอร์พี่ใหญ่และน้องเล็กอย่าง Honda CL500 และ Honda CL300 ที่จะมาสร้างเทรนด์ใหม่ของการขับขี่ พร้อมกับเตรียมส่งมอบประสบการณ์ความสนุกจากการคอลแลบกับค่ายภาพยนตร์ระดับโลก ประเดิมไตรมาสแรกด้วย New Honda Scoopy Minion Limited Edition และ All New Honda ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกา และไอรอนแมน มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงสนับสนุนของคนไทย รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดฯ ได้เป็นปีที่ 35 ติดต่อกัน ฮอนด้าขอขอบคุณทุกความไว้วางใจและพร้อมจะรักษาความมุ่งมั่นในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยตลอดไป สำหรับปี 2023 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย ไทยฮอนด้าได้คาดการณ์ตัวเลขของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปีนี้ไว้ที่ 1.75 ล้านคัน ในขณะที่ไทยฮอนด้าตั้งเป้าไว้ที่ 1.38 ล้านคัน โดยวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อไปสู่เป้าหมาย” “กลยุทธ์แรก คือ การสร้างความพึงพอใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ในปีนี้เราเริ่มต้นด้วยการเปิดเซกเมนท์ใหม่ ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุดกับ Honda CL500 และ Honda CL300 สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบแอคทีฟ ชอบสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน โดยรถในกลุ่ม CL Series มาพร้อมคอนเซปต์ The Reflection of You ตัวรถตอบโจทย์ทั้งรูปลักษณ์ ลักษณะการขับขี่ และสมรรถนะ โดยฮอนด้าพร้อมสร้าง Riding Community เพื่อรองรับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบ Scrambler นอกจากนี้ เรายังพร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยด้วยการทำ Brand Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก โดยในปีนี้เราจับมือกับ Walt Disney และ Universal Studios สองค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ในการสร้างสรรค์โมเดลรุ่นพิเศษ เริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ด้วย Scoopy Minion Limited Edition และ All New ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกาและไอรอนแมน และหลังจากนี้เราจะส่งมอบอีกหลายประสบการณ์ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง” “กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดผ่านนโยบาย 6S เพื่อยกระดับการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดย 6S ที่ประกอบด้วย Sales, Service, Spare Parts, Safety Riding, Second Hand และ Society ของไทยฮอนด้าในปัจจุบันนั้นครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แล้ว และเราจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม โดยได้เตรียมแผนสนับสนุนเครือข่ายร้าน Honda Wing Center ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบุคลากร” “กลยุทธ์ที่สาม คือ การสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ เรามุ่งไปที่การส่งมอบประสบการณ์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทย โดยโฟกัสไปที่ระบบการจัดการฐานข้อมูล เช่นเดียวกับการทำ Digital Experience Marketing ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้าง Marketing Experience และ Brand Engagement ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ แต่ละกลยุทธ์จะเป็นเบื้องหลังสำคัญในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้าในปีนี้ และจะสร้างคุณค่าให้กับวงการรถจักรยานยนต์ไทย รวมถึงผู้ใช้ชาวไทยทุกคนด้วย” สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวล่าสุด New Honda CL500 และ New Honda CL300 เป็นรถ Scrambler ที่มาพร้อมคอนเซปต์ A Reflection of You ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนแอคทีฟ ที่รักการท่องเที่ยว ชื่นชอบการผจญภัย สะท้อนตัวตนความเป็นแสครมเบลอร์โดย สีส้ม (Candy Energy Orange) สีเทา (Pearl Grey)

Honda Lead125 2024 เป็นสกู๊ตเตอร์เมืองที่ทันสมัย และใช้งานได้จริง ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ให้เทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานอย่างครบครัน ดีไซน์เรียบหรูทันสมัยพร้อมไฟ LED และฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น U-box ขนาด 37 ลิตร สำหรับเก็บของ, ระบบ Honda SMART Key สำหรับการสตาร์ทแบบไม่ใช้กุญแจและป้องกันการโจรกรรม, รวมถึงถังน้ำมันด้านหน้า พร้อมช่องชาร์จ USB Type-C ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ บิดแรง เร้าใจแน่นอน โดยเปิดตัวในประเทศไทยที่ ราคาแนะนำที่ 61,500 บาท ข้อดีและจุดเด่นของ Honda Lead125 ปี 2024 ช่องเสียบ USB Type A พร้อมช่องเก็บของคอนโทรลหน้า เรือนไมล์ LCD สไตล์ Modern Ring แบบ LED และไฟท้ายดีไซน์มินิมอลแบบ LED ดีไซน์สวยทรงตัว V เครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน ช่องเก็บของใต้เบาะ ขนาดใหญ่ความจุ 37 ลิตร พร้อมไฟ LED สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ ถังน้ำมันด้านหน้า กุญแจรีโมทอัจฉริยะที่รองรับการสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไม่ใช้กุญแจ และมาพร้อมฟังก์ชันป้องกันการโจรกรรม สเปค Honda Lead125 ปี 2024 เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124.8 ซีซี แรงม้า (เคลม) 10.73 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 53.5 X 55.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 44J แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 100/90-10 56J แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 1,844 X 680 X 1,130 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,273 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 120 ม.ม. ความสูงเบาะ 760 ม.ม. น้ำหนักรถ 113 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 6.0 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบคอมบายเบรก ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System Honda Lead125 ปี 2024 มีสีอะไรบ้าง ? สีที่มีจำหน่ายสำหรับรุ่น Honda Lead125 มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับสายสกู๊ตเตอร์ที่ติดตามเจ้า Yamaha XMax 400 วันนี้ทางเรา SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆในงาน Eicma Show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ไม่นานมานี้ ต้องบอกก็เลยนะครับว่า สเปคนี้จะมีจำหน่ายที่โซนยุโรปเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วก็มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นที่ถูกแต่งเติม เพิ่มสี เข้าไปรวมไปถึง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกิดขึ้นในโซนยุโรป มาดูกันว่าคันนี้มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง รูปร่าง หน้าตาไม่ต่างจากฝั่งเอเชียเลย ที่สังเกตเห็นก็จะมีเพียงดีไซน์ลายล้อแม็กที่แปลกตาไป และชุดแคร้งเครื่องขับสายพราน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบดิสเบรคหน้าแบบ ดับเบิ้ลดิส ซ้ายและขวา พร้อมกับทับทิมสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวโช้คหน้า ตามมาตรฐานความปลอดภัยฝั่งยุโรป ทางด้านฝั่งขวา ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กรองอากาศและท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกว่าทำให้ตัวรถใหญ่ขึ้น แต่จริงๆแล้ว รูปร่างมิติตัวรถ เท่าเดิมมีเพียงปลายท่อ และหม้อกรองที่ทำให้ดูแน่นขึ้น อีกลูกเล่นที่บ้านเราไม่มี นั้นก็คือ เบรคมือ จากที่ถามและพอจะเข้าใจได้คือ การจอดบนที่ราบหรือพื้นเนินลาดชัน ขาตั้งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการจอดให้หยุดนิ่ง จึงออกแบบเบรคมือเพิ่มขึ้นมา ไว้สำหรับการจอดไม่ให้ไหลลงเนิน เพิ่มความปลอดภัยในภูมิประเทศฝั่งโซนยุโรป เบรคมือ จึงมีความจำเป็นพอสมควร เบาะนั่งเป็นอีกชิ้นที่ดูแปลกตาไป ถูกตกแต่งด้วยเพลท Yamaha สีเงินมาจากโรงงานดีไซน์ตะเข็บสวย แถมได้ลองนั่งมา มันช่างสบายเหลือเกิน ทั้งนุ่ม และกระชับเข้ากันได้ดีจริงๆถ้าได้เดินทางไกล สิ่งนี้ที่อยากให้อยู่ในบ้านเรา เรือนไมล์เข็มที่ดีไซน์มาแบบสวยหรูดูดีมีราศีมาก เอาจริงๆคือมันคล้ายกับเรือนไมล์ Tmax พอสมควร จนรู้สึกอยากให้มีในฝั่งเอเชีย เช่นกัน จากเดิมที่ยอดขายถล่มทลายอยู่ ถ้ามาสเปคนี้ต้องบอกเลยว่า ขายดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครยังรอ Yamaha Xmax 400 สเปคนี้อยู่ ขอให้ถอนหายใจยาวๆไปก่อน ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไร เพราะ ที่ขายตัว 300 อยู่ตอนนี้ก็เพียงพออยู่เเล้ว นอกจากจะเพิ่มพาร์ทอะไหล่บางชิ้นจากโซนยุโรปมาใส่ให้หายอยากไปก่อนก็ลองดู คิดว่าคงไม่ยาก สำหรับคนไทย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ที่ดูจำนวนซีซีที่มากกว่านั้น คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้เครื่อง 300 ซีซีบ้านเราก็วิ่งกันไม่แพ้ใครเลยละครับ งานมหกรรมใหญ่ปลายปีนี้คงต้องบอกว่าขอให้รอดูกันสำหรับโมเดล Xmax ที่จะมีสีใหม่ หรือว่ารุ่นใหม่ โปรคติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลย มีแน่นอน.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Honda Collection Hall คือพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอารถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ตลอดไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเรียงร้อยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของฮอนด้าเอาไว้เข้าด้วยกัน มีตั้งแต่รถในช่วงสมัยยุคเริ่มต้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการต่างๆ ถูกรวมเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผู้ที่เข้าชมจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่ Honda มุ่งหวังจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาความเป็นมาของ Honda ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับในครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้รับเกียรติร่วมทริป Japan Passion year2 กับทางฮอนด้า ที่ให้เราได้ร่วมเก็บภาพเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มาประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับตามหา Passion ไปด้วยกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ใกล้กับสนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ปัจจุบันยังคงเอาไว้ใช้แข่งขันกี่ฬาการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ในวันนั้นเราจึงได้มีโอกาสชมทั้งพิพิธภัณฑ์ และMotoGP เลยทีเดียว แค่คนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง Honda Collection Hall จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ไว้ให้เดินดูได้อย่างสะดวก ชัดเจน และน่าสนใจมากๆเลยครับ ถือว่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้ามาเลยก็ว่าได้ เพราะในนี้ คือความฝันของใครหลายๆคน ที่ทุกคนอยากสะสม และครอบครองรถที่อยู่ในนี้ตามยุคตามสมัยของตนเอง เข้าประตูมาเจอก่อนเลยคันแรก Honda RC143 ปี 1960 คันนี้เป็นรถแข่งคันแรกของทางฮอนด้า เครื่องยนต์ 125 ซีซี 22 แรงม้า ที่ลงแข่งในรายการ WGP ปัจจุบันถ้าเทียบเท่ารายการนี้ก็ MotoGP นั้นเอง คันนี้มีอายุรวมๆเกือบ 60 ปี ใครที่ชื่นชอบ 2 ล้อเป็นพิเศษผมแนะนำให้ขึ้นมาที่ชั้น 2 อย่างโดยด่วนเพราะว่าเป็นชั้นที่จัดแสดงโชว์รถที่สะสมโมเดลหายากรุ่นแรก ปีลึก สภาพดี หาชมได้ยากที่สุดแล้ว บางรุ่นผมเองก็ยังไม่เคยเห็น (เกิดไม่ทัน) แต่ก็พอที่จะได้ยินมาบ้าง ทาง APHonda เราเองก็เอามาโชว์บางเป็นงานๆ คงจะทำเรื่องกันยกใหญ่ ถ้าจะเอาออกมานอกประเทศล่าสุด ก็คันด้านบนละครับ (RC143) ที่เอามาจอดโชว์ในงาน ThaiGP เรามาดูต่อในชั้น 2 กันว่ามีอะไรโชว์บ้าง เริ่มที่คันนี้เป็น Honda CB1100R ปี 1981 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 105 แรงม้าที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 235 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆตอนนี้ก็ถือว่าหนักพอสมควร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด คันนี้คือต้นแบบของหลายๆรุ่นในปัจจุบัน คันนี้ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับ Honda CB1100R ปี 1983 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 120 แรงม้า ที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 233 กิโลกรัม ในส่วนของมุมนี้จะมีแต่ CB ล้วนๆเลย ใครที่ชื่นชอบ จะหยุดอยู่ที่มุมนี้นานเป็นพิเศษ เดินมาต่อกันอีก 1 มุมสำหรับขาสะสมเลยก็ว่าได้ สำหรับคนไทยบางคน สายสะสมจริงๆอาจจะมีจอดประดับหิ้งไว้ที่บ้านแบบเงียบๆก็เป็นได้ มีทั้ง Honda DAX, Honda Gorila,Honda MOTRA ถัดไปอีก 1 มุมสำหรับ Honda Super Cup ที่ถูกจัดเก็บไว้มีสภาพที่สมบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าทุกรุ่น ทุกโมเดลที่จอดอยู่สมบูรณ์ 100% Honda Dream CL72 Scrambler ปี1962 มอเตอร์ไซค์ตระกูล CL Scrambler คันแรกของฮอนด้า โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้จะถูกส่งออกไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ในรูปเล็กอาจจะมีการบ่งบอกได้ว่า ถูกนำไปใส่ในสงคราม (เป็นเพียงการคาดเดา) เดินมาต่อกันอีกมุม ที่เป็นมุมที่ได้รับความสนใจเลยทีเดียวสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบและรักในความเร็วแรงของรถฮอนด้า สำหรับมุม Racing เป็นโมเดลที่ถูกจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น NSR20 คันเล็ก และคันใหญ่ อย่าง NSR250R ที่ตอนนี้มูลค่าคงไม่ต้องพูดถึง ในไทยเรายังเห็นอยู่บ้าง แต่ก็คงจะไม่ปล่อยต่อมือกันง่ายๆอย่างแน่นอน เยอะจริงๆสำหรับมุมนี้ ที่ได้รับความสนใจ ส่วนตัวผมเองจะหยุดดูและเสียเวลากับเจ้า Honda NR750 เป็นพิเศษ ด้วยเอกลักษณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะดูเด่นกว่าชาวบ้าน ทั้งเครื่องยนต์สูบวีที่มีลูกสูบ

ตัวใหม่ Vespa GTS Super Tech 300 มาพร้อมเครื่องยนต์ควอซาร์ (Quarsar) แบบใหม่ HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะเพิ่มประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องยนต์ 300 ซีซี ตัวเดิมที่เคยมีมา ด้วยรูปแบบใหม่ แบบลูกสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วิวัฒนาการใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของเวสป้า โดยให้กำลังเพิ่มขึ้น 12% สูงสุด 23.8 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 26 นม./ 5,250 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์เดิมถึง 18% แถมช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังปรับระบบ CVT ขึ้นใหม่ โดยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยระบบอีซียู Magneti Marelli MIUG4 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที กล่าวคือ เครื่องยนต์ติดหลังจากที่เพลาข้อเหวี่ยงหมุนแค่เพียง 2 รอบเท่านั้น พร้อมการันตรีมาตรฐานยูโร 4 สำหรับระบบความปลอดภัย วางระบบดีเยี่ยมด้วยระบบเบรก ABS แบบ 2 Channels ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง และระบบ ASR (Anti-Slip Regulation) ป้องกันการลื่นไถลของรถ แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นผิวถนนไม่ปรกติ เช่น ถนนลื่น เป็นต้น ด้านดีไซน์ของตัวรถนั้น เวสป้ายังคงเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำรุ่นไว้ทุกประการเพื่อส่งเสริมและสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยความพิเศษของ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์เทค” (Vespa GTS Super Tech) คันนี้ มาพร้อมกระบังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยบังแตรอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบให้ยาวขึ้นกว่าเดิมและมีดีไซน์ตกแต่งแบบ 3 บั้ง ขอบชุบโครเมียมประดับอยู่บนบังโคลนหน้า ชุดกระจกมองหลังชุบโครเมียม กระจังดีไซน์ใหม่ ‘ลายรังผึ้ง’ ด้านข้างของชุดกระบังหน้า สะดุดทุกสายตาด้วย เฉดสีพิเศษ บริเวณล้อที่ทำผิวเป็นสีดำ Glossy Black ตัดกับบังแตร สปริงโช้คล้อหน้า ตลอดจนลายสติ๊กเกอร์สีเหลือง เบาะนั่งยังได้รับการตกแต่งที่ “ไฮเทค” ด้วยลายเดินด้ายสองสี และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะใหม่ ที่ให้ความสบายทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างลงตัวที่สุด โดยมีความจุที่สามารถเก็บหมวกนิรภัยแบบเดมิเจ็ทได้สองใบพร้อมกับสิ่งของอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บสิ่งของได้เพิ่มเติมในช่องเก็บถุงมือ ภายในมีพอร์ตยูเอสบีสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 พอร์ต นอกจากนี้ Vespa GTS Super Tech 300 ยังได้ ปรับตัวเรือนไมล์ใหม่ที่ให้การแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มระบบ Full-colour TFT Display ขนาด 4.3 นิ้ว โดยแผงหน้าปัดจะแสดงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ความเร็ว ระยะทางรวม และระยะทางเฉพาะทริป อุณหภูมิโดยรอบและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยแผงหน้าปัด TFT Smart Dash เทคโนโลยีใหม่จะทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อภายใต้ชื่อ VESPA MIA ระบบอัจฉริยะที่พร้อมเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟนผ่านทาง Application Vespa โดยนับเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยที่สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายกับการขับขี่ครั้งใหม่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ ระบบไฟส่องสว่าง ยังเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านท้าย และมุมมองด้านหน้ายังคงโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า FULL LED ทรงกลม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประจำรุ่นที่ฝังรากอยู่ในประวัติศาสตร์การออกแบบของเวสป้ามาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยไฟขับขี่กลางวันแบบ LED ที่บริเวณตอนท้ายของตัวรถ โดยรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม Vespa GTS Super Tech มีให้เลือกด้วยกันสองสี ได้แก่ สีเทา เกรย์ เอวิโอ (Grey Avio) และสีดำ เนโร โวลคาโน่ (Nero Vulcano) สนนราคาช่วงแนะนำที่ 229,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสะกดใจ สามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และอินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้