SuperBikeMag.Com ข่าวรถยนต์ รีวิวรถใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถจักรยานยนต์

สองวันดับ 86 ราย 7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่

ศปถ. แถลงสถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ยอดสะสม 2 วันแรกพุ่งสูง เสียชีวิต 86 ราย บาดเจ็บ 452 คน ชี้สาเหตุหลักยังเป็นขับเร็วและเมาสุรา

ช็อกวันปีใหม่! ชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนไฟลุกวอดเหลือแต่ซาก!

อัปเดตข่าวรถไฟฟ้าไฟไหม้ล่าสุด เสี่ยเจ้าของสวนกล้วยไม้นครปฐมถอยรถไฟฟ้า MG 1.4 ล้านวันสิ้นปี ชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนไฟลุกท่วมวอดทั้งคันรับปีใหม่ 2569

รับขวัญปีใหม่น้องชายยืมรถ กวาดโชว์รูมมอเตอร์ไซค์

รับขวัญปีใหม่น้องชายยืมรถ กวาดโชว์รูมมอเตอร์ไซค์ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุระทึกขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับขวัญปีใหม่น้องชายยืมรถ กวาดโชว์รูมมอเตอร์ไซค์ บริเวณริมถนนสายโชคชัย-เดชอุดม ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เมื่อรถกระบะแต่งซิ่งสีบรอนซ์เสียหลักพุ่งชนประชาชนและร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและมีผู้บาดเจ็บ เปิดนาทีระทึก: เบิ้ลเครื่องโชว์ก่อนพุ่งลงข้างทาง จากคำให้การของพยานและพนักงานในร้านขายรถจักรยานยนต์ ระบุว่าก่อนเกิดเหตุเห็นรถกระบะคันดังกล่าวขับมาจอดฝั่งตรงข้ามแล้วทำการเบิ้ลเครื่องยนต์เสียงดังสนั่นถนน จากนั้นได้ขับกลับรถมายังฝั่งที่เกิดเหตุและเร่งเครื่องยนต์อีกครั้งเพียงเสี้ยววินาที รถกลับเสียหลักพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ของสองสามีภรรยาที่กำลังขับขี่ผ่านมาเพื่อไปซื้อนมให้ลูกแฝดวัย 5 เดือน จนทั้งคู่กระเด็นได้รับบาดเจ็บ แรงมหาศาลของรถกระบะยังไม่หยุดแค่นั้น รถได้พุ่งทะลุเข้าไปในเขตพื้นที่ของร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ กวาดเอารถจักรยานยนต์มือหนึ่งที่จอดเรียงรายอยู่หน้าร้านล้มระเนระนาดเสียหายถึง 15 คัน สภาพหน้ารถกระบะพังยับเยิน สารภาพ “ชอบรถแต่งซิ่ง” แอบพี่ชายมาลองขับ นายกิตติ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี คนขับรถกระบะ ซึ่งได้รับบาดเจ็บแน่นหน้าอก ยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่า รถคันนี้เป็นของพี่ชายที่ขับมาจากกรุงเทพฯ เพื่อกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้าน ตนเองเห็นว่าเป็นรถแต่งซิ่งสวยงามและมีความแรงจึงรู้สึกชอบ และแอบนำออกมา “ลองรถ” บนถนนใหญ่ ทั้งที่ตนเองเพิ่งหัดขับรถได้ไม่นานและยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จนสุดท้ายคุมรถไม่อยู่และเกิดเหตุสลดขึ้น วิเคราะห์ข้อกฎหมายจราจร 2569: โทษหนักทั้งคนขับและคนปล่อยรถ ตามประกาศกฎหมายจราจรล่าสุดที่มีการเพิ่มโทษเพื่อลดอุบัติเหตุ กรณีนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีดังนี้: 1. ผู้ขับขี่ (นายกิตติ) ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่: มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามอัตราโทษใหม่) ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย: มีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่คู่กรณีและร้านรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 2. เจ้าของรถ (พี่ชาย) ความผิดฐานยินยอมให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่นำรถไปใช้: มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ความรับผิดชอบทางแพ่ง: เนื่องจากผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะมีเงื่อนไข “ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกัน” และอาจปฏิเสธการคุ้มครองในส่วนทรัพย์สินบุคคลภายนอกหากพิสูจน์ได้ว่าตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้พี่ชายในฐานะเจ้าของรถอาจต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายหลักแสนถึงล้านบาทด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในช่วงเทศกาล ที่ความคึกคะนองเพียงชั่ววูบอาจทำลายอนาคตและสร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้กับครอบครัวเพียงเพราะคำว่า “อยากลองขับ” ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.facebook.com/share/p/16jmPEaxZk/?mibextid=wwXIfr อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก อ่านข่าวรถยนต์อื่น ๆ เพิ่มเติม คลิกที่นี่ 

สองวันดับ 86 ราย 7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่

ศปถ. แถลงสถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ยอดสะสม 2 วันแรกพุ่งสูง เสียชีวิต 86 ราย บาดเจ็บ 452 คน ชี้สาเหตุหลักยังเป็นขับเร็วและเมาสุรา

มอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
เปโดร อคอสต้า เชื่อ ไลน์อัพปีนี้จะพา KTM กลับสู่ความยิ่งใหญ่

เปโดร อคอสต้า เชื่อ ไลน์อัพปีนี้จะพา KTM กลับสู่ความยิ่งใหญ่ เปโดร อคอสต้า นักบิดจากทีมโรงงานของ KTM อย่าง ‘Redbull KTM Factory Racing’ ออกมาเผยว่า การที่ทีมเก่าของเจ้าตัวอย่าง ‘KTM Tech3’ ที่มีการดึงนักแข่งประสบการณ์สูงสองรายเข้ามาร่วมทีมอย่าง ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ และ มาร์เวอริค บีญาเลส เชื่อว่าจะเป็นการสร้างไลน์อัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ให้กับแบรนด์จากออสเตรียรายนี้  ในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ทีมแข่ง KTM ทั้งทีมโรงงาน และทีมรองมีการเผยไลน์อัพนักแข่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อย โดยทีมโรงงานมีสองนักบิดอย่าง แบรด บินเดอร์ และเปโดร อคอสต้า และในส่วนของทีมรองอย่าง Redbull KTM Tech3 ได้แก่เอเนีย บาสเตียนินี่ และมาร์เวอริค บีญาเลส ซึ่งไลน์อัพถ้าดูจากชื่อชั้นก็ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา เพราะนักแข่งแต่ละคนก็มีประสบการณ์การแข่งมาแล้วมากมาย มาเวอริค บีญาเลส คว้าชัยในการแข่งขันแต่ละสนามมาแล้วถึง 26 ครั้ง ทางด้านของ ‘The Beast’ หรือเอเนีย บาสเตียนินี่ ก็สามารถคว้าชัยในการแข่งขันแต่ละสนามมาได้ถึง 13 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของทีม Ducati ที่ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ ‘BabyShark’ มั่นใจว่าประสบการณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาจะสามารถช่วยทีมได้  “พวกเขาจะช่วยเราได้แน่นอน” “เรามีไลน์อัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของ KTM และผมจะบอกว่าเราเป็นไลน์อัพที่แข็งแกร่งที่สุดในการแข่งขันฤดูกาลนี้ มันเป็นความจริงที่พวกเขายังไม่มีประสบการณ์มากนักกับ KTM แต่ในอีกแง่หนึ่ง ตัวอย่างเช่น มาเวอริค (บีญาเลส) ชนะการแข่งขันกับสามผู้ผลิตมาแล้ว ส่วน (เอเนีย) บาสเตียนินี มีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ Ducati อยู่ในหัวของเขา และเขาก็สามารถทำเวลาได้ดีมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา” “ดังนั้นผมคิดว่า ด้วยประสบการณ์และความรู้ทั้งหมดของพวกเขา พวกเขาจะช่วยชี้แนวทางให้เราว่าต้องปรับปรุงอะไร และเราต้องทำอะไรเพื่อก้าวกระโดดครั้งใหญ่ และเมื่อเราปรับแนวทางตามสิ่งที่เขาแนะนำ เราก็น่าจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด ผมคิดว่ามันจะเป็นผลดีสำหรับเรามาก” Redbull KTM Factory Racing และ Redbull KTM Tech3 จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในการทดสอบ Buriram Test ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนามกับการแข่งขัน ThaiGP25 ที่สนามเดียวกันในระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ เหล่าสาวก KTM ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

10 February 2025
Jack Miller รู้สึกว่าเข้ากันกับรถ Yamaha แล้ว

Jack Miller รู้สึกว่าเข้ากันกับรถ Yamaha แล้ว Jack Miller นักบิดจากทีม Prima Pramac Yamaha ได้ออกมาเผยว่า ตัวแข่งของทางค่ายอย่าง Yamaha YZR-M1 เหมือนเป็นรถของเขาแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับรถของค่ายส้อมเสียงที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยผลงานการลงทดสอบรถรอบล่าสุดในการทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียนักบิดสัญชาติออสเตรเลียรายนี้สามารถทำเวลาจนติด 10 อันดับของหัวตารางได้ในการทดสอบสองวันแรก และจบการซ้อมในวันสุดท้ายด้วยอันดับที่ 12 ซึ่งหลังจากที่เสร็จสิ้นในโปรแกรมการทดสอบที่ประเทศมาเลเซีย เขาได้ออกมาเผยว่า ตัวเขานั้นรู้สึกดีกับรถ จริงที่เมื่อเปลี่ยนรถก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกับมัน แต่ตอนนี้เขารู้สึกดีกับรถ และคิดว่าตัวแข่งคันนี้เหมือนเป็นรถของเจ้าตัวแล้ว “ผมรู้สึกดี ตอนนี้ผมนั่งบนรถและออกตัวในตอนเช้า บางครั้งโดยเฉพาะเมื่อคุณเปลี่ยนผู้ผลิต มันอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะเมื่อคุณออกจากพิทส์ ถังน้ำมันอาจติดขา แฮนด์อาจแตกต่างไป และต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เป็นปกติ “แต่นี่เป็นสิ่งที่ปรับตัวเข้ากับได้ค่อนข้างง่าย เมื่อผมตั้งแฮนด์ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และปรับพักเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม “ถังน้ำมันให้ความรู้สึกดีมาก มันไม่มีส่วนที่นูนหรือขรุขระอะไรเลย ขาของผมไม่รู้สึกเจ็บ ซึ่งในอดีตเคยเป็นปัญหาเมื่อคุณนั่งในท่าที่ไม่เข้ากับตัวรถ ขาของคุณอาจไม่แนบสนิท และอาจเกิดจุดกดทับที่สร้างความไม่สบายได้ ตอนนี้ร่างกายของผมรู้สึกดีกับตัวรถ และเมื่อผมออกตัวในตอนเช้า ผมรู้สึกว่า ‘อ่า นี่คือรถของผม’ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมหลังจากเพียงแค่ห้าวันของการขี่” “เมื่อคุณไปยังสนามใหม่ ๆ มันย่อมต้องใช้เวลามากกว่าปกติในการปรับตัว เมื่อเทียบกับการมีประสบการณ์มาก่อนบนรถคันเดิม แต่ผมไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร” แจ็ค มิลเลอร์ และทีม Prima Pramac Yamaha จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในรอบ Buriram Test ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 12-13 กุมพาพันธ์ และต่อด้วยการแข่งขันในนัดเปิดสนามในการแข่งขัน ThaiGP25 ที่สนามเดียวกัน ในช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ แจ็ค มิลเลอร์ และทีม Yamaha ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

10 February 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 Triumph Speed Twin 900 สเปค และรายละเอียด

2025 Triumph Speed Twin 900 สเปค และรายละเอียด 2025 Triumph Speed Twin 900 สปอร์ตคลาสสิค 2 สูบเรียงขนาดเครื่องยนต์ 900 ซีซี มาพร้อมสไตล์ใหม่ที่ผสมผสาน DNA การออกแบบของ Speed ​​Twin เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่เพรียวบาง สปอร์ต และมีไดนามิกมากขึ้น รวมถึงระบบฟีเจอร์การใช้งานต่าง ๆ ระบบช่วงล่าง อีกทั้งยังเสริมความคล่องตัวไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกทริปทางไกล ซึ่งรถคันนี้พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน และน่าหลงใหลให้กับผู้ขับขี่มากกว่าเดิม ราคา : คาดการณ์ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 415,000 บาท   ระบบไฟ Full LED สว่างชัด ฝาถังน้ำมันพร้อมโลโก้ของไทรอัมพ์ ถังน้ำมันพร้อมกราฟิกสีสัน และโลโก้ไทรอัมพ์ เพลท Speed Twin 900 ด้านข้างรถ ขุมกำลังขนาด 900 ซีซี โช้คอัพคู่จาก Marzocchi พร้อมซับแทงค์   2025 Triumph Speed Twin 900 ข้อมูล และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 900 ซีซี แรงม้า (เคลม) 65 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 80 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 84.6 x 80 มม. อัตราส่วนการอัด 11.0:1 ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 100/90-R18 ยางหลัง 150/70 R17 ระบบกันสะเทือนหน้า ระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 มม. โดยมีระยะยุบตัวอยู่ที่ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง ระบบกันสะเทือนหลังคู่จาก Marzocchi พร้อมซับแทงค์ และสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ โดยมีระยะยุบตัวอยู่ที่ 116 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ 4 พอต ขนาด 320 มม. (OC-ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ 2 พอตขนาด 255 มม. (OC-ABS) กว้าง X ยาว X สูง 777 x 2,090 x 1,115 มม. ระยะฐานล้อ 1,435 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ N/A ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 216 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี โหมดการขับขี่ 2 โหมดได้แก่ Road และ Rain Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Cruise Control ช่องเสียบ USB Type-C ระบบไฟ Full LED  ABS Traction Control   สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว (Pure White) สีดำ (Phantom Black)

Piaggio MP3 310 สามล้อ แม่บ้านอิตาลี

Piaggio MP3 310 สามล้อ แม่บ้านอิตาลี 2025 Piaggio MP3 310 สกูตเตอร์สามล้อรุ่นใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรุ่นพี่อย่าง MP3 400 และ MP3 530 สไตล์ตัวรถที่โดดเด่น แฟริ่งด้านหน้ารถได้รับการออกแบบใหม่ โดยมีขนาดที่กว้างขึ้น มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ตรงกลางแผงหน้ามีช่องดักอากาศขนาดเล็กที่ดูสปอร์ต พร้อมกับกระจังหน้าแบบรังผึ้งสามมิติ พร้อมสปอยเลอร์แนวตั้งซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้า ด้านอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ร่วมกับแผ่นบังลมด้านข้างใหม่ ให้ความเสถียรมากขึ้น ชิลด์บังลมได้รับการออกแบบใหม่ ที่มีขนาดใหญ่และสามารถกันลมได้เป็นอย่างดี ส่วนหน้ามีความสปอร์ตและดุดัน ไปจนถึงบังโคลนที่มีองค์ประกอบสีเดียวกับตัวรถในรุ่น Sport ล้อที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่แบบก้านแยก 5 ก้าน ให้ความรู้สึกเหมือนรถสปอร์ตหรู ส่วนหน้าที่ดูเด่นสะดุดตานั้นตัดกับท้ายรถที่ดูเพรียวลม ซึ่งออกแบบอย่างลงตัวด้วยแถบจับด้านท้าย สำหรับผู้โดยสารที่สะดวกสบาย และจบด้วยไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน เบาะนั่งที่มีระดับสองชั้นได้รับการออกแบบใหม่ นั่งสบาย และมีรูปทรงที่ช่วยให้เท้าผู้ขับขี่สามารถสัมผัสกับพื้นได้ง่ายและปลอดภัย พร้อมตำแหน่งของผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสบายขึ้น โดยมีแผ่นพักเท้าพับได้ที่ใช้งานง่าย ซึ่งเมื่อพับเก็บแล้วจะผสานเข้ากับแฟริ่งของตัวรถอย่างลงตัว ช่องเก็บของใต้เบาะมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้หนึ่งใบ หรือหมวกแบบครึ่งใบสองใบ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ  เครื่องยนต์ใหม่ ใหญ่ขึ้น แถมรักษ์โลก เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดในตระกูล HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Euro 5+ เมีความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้น จากเดิม 278 ซีซี เป็น 310 ซีซี รวมถึงมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การขับขี่ ไม่เพียงแค่ด้านสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่และความคล่องตัว ทั้งหมดนี้ยังช่วยให้รถประหยัดน้ำมันขึ้นอีกด้วย โดยอยู่ที่ 32.2 กม./ลิตร โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้ เป็นเครืองยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ให้พละกำลังเเรงม้าสูงสุดที่ 26.4 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 27.3 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดก็เพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ โดยจากเดิมที่เคยทำความเร็วได้ 120 กม./ชม. เพิ่มเป็น 129 กม./ชม ช่วงล่างปรับใหม่ อัพเกรดความปลอดภัยเต็มขั้น   ระบบเบรกมาพร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกที่ผสานกับระบบควบคุมการลื่นไถล ASR (Acceleration Slip Regulation) ระบบ ASR (ซึ่ง Piaggio เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในสกู๊ตเตอร์) สามารถปิดการใช้งานได้ง่าย และช่วยรับประกันความปลอดภัยโดยป้องกันไม่ให้ล้อหลังลื่นไถลบนพื้นผิวที่อันตราย เช่น แอสฟัลต์เปียก ระบบ ABS แบบสามช่อง ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Continental ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเชิงป้องกัน โดยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกเมื่อเบรกและให้การควบคุมรถที่สมบูรณ์ตลอดเวลา Piaggio MP3 ติดตั้งระบบเบรกแบบดิสก์ทั้งสามล้อ โดยมีขนาดดิสก์ 258 มม. ที่ล้อหน้า และ 240 มม. ที่ล้อหลัง ความปลอดภัยที่มากขึ้นและการขับขี่ที่ราบรื่นขึ้นยังมาจากล้อหน้าขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 นิ้ว ส่วนล้อหลังขนาด 14 นิ้ว ระบบล็อคช่วงล่างด้านหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นของสกู๊ตเตอร์สามล้อสัญชาติอิตาลีรุ่นนี้ ช่วยเปลี่ยนสมดุลแบบไดนามิกเป็นสมดุลแบบสแตติก เมื่อสตาร์ทรถแล้ว มันจะรักษาสมดุลอยู่บนล้อทั้งสามโดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง (แม้ว่าจะติดตั้งมาให้) เมื่อต้องการกลับสู่การทำงานปกติ เพียงแค่เร่งความเร็วหรือใช้ปุ่มกดเฉพาะ นั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องวางเท้าลงพื้น และสามารถจอดได้ทุกที่อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีจัดเต็มพร้อมอำนวยความสะดวก มาพร้อมกับ หน้าจอ LCD ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล มาตรวัดรอบที่อยู่ตรงกลาง พร้อมกับตัวบอกระยะทางรวม และระยะทางทริป อุณหภูมิอากาศ นาฬิกาดิจิทัล ตัวบอกระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และตัวบอกอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น   ซึ่งสามารถเลือกดูได้โดยใช้ปุ่ม MODE บนแผงควบคุมด้านขวา เช่น ความเร็วสูงสุด ความเร็วเฉลี่ย การใช้เชื้อเพลิงแบบทันที การใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะทางแบตเตอรี่ และระดับการชาร์จ ส่วนไฟเตือนจะแสดงการทำงานต่าง ๆ เช่น “ตรวจสอบการฉีดเชื้อเพลิง” น้ำมันสำรอง ความดันน้ำมัน การทำงานของ ABS และระบบป้องกันการโจรกรรม การควบคุมบนแฮนด์และแผงหน้าปัดได้รับการจัดตำแหน่งใหม่ให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่ง ตัวแรง จากค่ายใบพัดสีฟ้า

BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่ง ตัวแรง จากค่ายใบพัดสีฟ้า นอกจากการเปิดตัวโมเดล BMW M1000R 2023 ในประเทศไทยไปเมื่อไม่นาน วันนี้ทาง SuperฺBike Thailand จะมาแนะนำรถสปอร์ตทัวร์ริ่งตัวใหม่ในตระกูล S1000 จากค่ายใบพัดสีฟ้ากันอีกรุ่น กับเจ้า BMW S1000XR 2023 สปอร์ตทัวริ่งไซส์ใหญ่ในพิกัด 1000 ซีซี ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการขับขี่ในเมืองและออกทริปต่างจังหวัด ดีไซน์โฉบเฉี่ยว  เริ่มจากการออกแบบแฟริ่งให้มีมิติความเป็นรถสปอร์ต ชิลด์หน้าออกแบบทรงสูงในสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมไฟ LED บิ้วอินเข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า โดดเด่นด้วยแรมแอร์ขนาดใหญ่บริเวณคอนโทรลหน้า มาพร้อมกราฟิกลวดลาย S1000 XR และโลโก้ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ประทับตราด้านข้างเพิ่มความหรูหรา เสริมการทำสีดำในส่วนเครื่องยนต์และช่วงล่าง ให้ฟีลลิ่งความสมาร์ทและดุดันในการขับขี่ที่ใคร ๆ ก็ต้องมอง  นอกจากนี้ ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยช่องเก็บบัตรบริเวณฝาถังน้ำมัน และช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะขนาด 1.8 ลิตร พร้อมชุดแต่งคาร์บอน M Performance แร็กท้ายน้ำหนักเบาและกล่องท้ายมอเตอร์ไซค์ สำหรับรุ่นอัพเกรดอีกด้วย ขุมพลังเหลือล้ำ มาดูในส่วนของขุมพลังกันบ้าง กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 165 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิด 114 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบ มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ และเกียร์ 6 สปีด และรับประกันความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตอบโจทย์ผู้ขับขี่สายทัวริ่งได้อย่างแน่นอน เสริมความปลอดภัยด้วยการใช้เฟรมแบบ อลูมิเนียมคอมโพสิต พร้อมด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับ ขนาด 45 มม. มาพร้อมกระบอกโช้คสีทอง ส่วนโช้คหลัง เป็นโช้คอัพปรับระดับไฟฟ้า สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 พอต เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 พอต มาพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อ จะเป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว หน้า-หลัง ดีไซน์มาอย่างสวยงาม ขนาดของยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 190/55 แบบไม่ใช้ยางใน  เทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร แค่นั้นยังไม่พอ กับระบบเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร เริ่มด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน BMW Motorrad Connectivity เข้ากับสมาร์ทโฟน ตัวรถและหมวกกันน็อกผ่านระบบบลูทูธได้สามารถ ดูเส้นทาง GPS, ฟังเพลงและสนทนาทางโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้ยังระบบไฟ LED รอบคัน โหมดการขับขี่ Riding Mode พร้อมระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC Pro), ระบบควบคุมแรงฉุดเครื่องยนต์ (MSR), ระบบเบรก  ABS รวมไปถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (DTC) ดูโดยรวมแล้ว ถือว่าทาง บีเอ็มดับเบิ้ลยู โมโตราด ออกแบบตัวรถได้มาอย่างดี ตอบโจทย์สำหรับสายสปอร์ตทัวริ่ง ซิ่งถูกใจอย่างแน่นอน ในรถตระกูล S1000 ถึงรูปลักษณ์จะดูเป็นรถทรงทัวริ่ง แต่สามารถขับขี่ได้อย่างสนุกตั้งแต่ออกสตาร์ทเลยทีเดียว  Racing red 2 Triple Black Light white/M Motorsport โดยมีจำหน่ายออกมาทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Light white/M Motorsport, Triple Black และ Racing red 2 สำหรับราคา จะอัปเดตอีกทีในภายหลัง อย่างไรก็ขอฝากติดตามข่าวสารรถจักรยานยนต์จากทาง SuperBike Thailand ในครั้งต่อไป หากมีข่าวสารอะไรใหม่ ๆ จะมาแชร์ให้อ่านกันครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

15 March 2023
Honda คว้าชัย MXGP 2023 ในเรซ 2

Honda คว้าชัย MXGP 2023 ในเรซ 2 ประเทศอาร์เจนติน่า “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมควง Honda CRF450R เปิดตัวได้ยอดเยี่ยมจากTeam HRC จาก Honda คว้าชัย MXGP 2023 เรซ 2 ที่อาร์เจนตินา “รูเบน เฟอร์นานเดซ” เปิดตัวกับ Team HRC ได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันรถจักรยานยนต์วิบากชิงแชมป์โลก รายการเอฟไอเอ็ม โมโตครอส เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ สนามแรกที่อาร์เจนตินา ด้วยการคว้าชัยชนะได้ทันที ด้วยสุดยอดตัวแข่งอย่าง CRF450R แม้ว่าก่อนเริ่มต้นฤดูกาล ฮอนด้าต้องพบกับความท้าทายอย่างมากเมื่อ “ทิม ไกจ์เซอร์” ยอดนักบิดมือหนึ่งของทีมได้รับบาดเจ็บ เหลือเพียง “รูเบน เฟอร์นานเดซ” ที่พึ่งเข้ามาสู่ทีมเป็นปีแรกเท่านั้น การแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล MXGP 2023 ดวลทางฝุ่นกันที่ประเทศอาร์เจนตินา ในรายการ MXGP of Patagonia – Argentina ความมุ่งมั่นของฮอนด้าและสมรรถนะตัวแข่ง  CRF450R ได้พิสูจน์ศักยภาพอีกครั้ง ซึ่งฤดูกาลนี้มีคะแนนสะสมให้เก็บในรอบการคัดเลือก เพื่อหาอันดับการออกสตาร์ท  “รูเบน เฟอร์นานเดซ” สามารถคว้าอันดับ 4 คะแนนสะสม 7 แต้มมาครอง การแข่งขันเรซแรก “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมด้วย Honda CRF450R หมายเลข 70 โชว์ศักยภาพอันน่าทึ่งทันที ด้วยการรั้งกลุ่มนำพร้อมมีลุ้นอันดับโพเดียม อย่างไรก็ตามความผิดพลาดเล็กน้อยในช่วงปลายเกมส์ นักบิดดาวรุ่งชาวสเปนของ HRC จบอันดับ 5 เมื่อจบการแข่งขัน การแข่งขันเรซที่สอง ”รูเบน เฟอร์นานเดซ” เริ่มต้นการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำพร้อมปิดเกมส์คู่แข่ง ก่อนที่จะคว้าชัยชนะ ไปครองได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งผลการแข่งขันรวมทั้ง 2 เรซ “รูเบน เฟอร์นานเดซ” จาก Team HRC เป็นนักแข่งที่ทำผลงานรวมได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยรวมแต้มสะสมและจากการจับเวลารอบคัดเลือก มีคะแนนทั้งสิ้น 48 คะแนน รั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนชิงแชมป์โลก  สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน MXGP 2023 สนาม 2 จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ที่ ริโอลา ซาร์โด ประเทศอิตาลี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotorSport #MXGP #HRC #RaceToTheDream #Honda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

14 March 2023
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
เปิดตัว BMW R1250RT 2019 เทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ Shiftcam

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet  metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว   บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

รีวิว Honda ADV150 2019 โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

AP.HONDA เปิดตัวโครงการ IMC PLAN CONTEST ครั้ง 12

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”   ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
Vespa GTS Super Tech 300 ตัวใหม่ล่าสุด!!

ตัวใหม่ Vespa GTS Super Tech 300 มาพร้อมเครื่องยนต์ควอซาร์ (Quarsar) แบบใหม่ HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะเพิ่มประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องยนต์ 300 ซีซี ตัวเดิมที่เคยมีมา ด้วยรูปแบบใหม่ แบบลูกสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วิวัฒนาการใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของเวสป้า โดยให้กำลังเพิ่มขึ้น 12% สูงสุด 23.8 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 26 นม./ 5,250 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์เดิมถึง 18% แถมช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังปรับระบบ CVT ขึ้นใหม่ โดยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยระบบอีซียู Magneti Marelli MIUG4 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที กล่าวคือ เครื่องยนต์ติดหลังจากที่เพลาข้อเหวี่ยงหมุนแค่เพียง 2 รอบเท่านั้น พร้อมการันตรีมาตรฐานยูโร 4 สำหรับระบบความปลอดภัย วางระบบดีเยี่ยมด้วยระบบเบรก ABS แบบ 2 Channels ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง และระบบ ASR (Anti-Slip Regulation) ป้องกันการลื่นไถลของรถ แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นผิวถนนไม่ปรกติ เช่น ถนนลื่น เป็นต้น ด้านดีไซน์ของตัวรถนั้น เวสป้ายังคงเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำรุ่นไว้ทุกประการเพื่อส่งเสริมและสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยความพิเศษของ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์เทค” (Vespa GTS Super Tech) คันนี้ มาพร้อมกระบังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยบังแตรอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบให้ยาวขึ้นกว่าเดิมและมีดีไซน์ตกแต่งแบบ 3 บั้ง ขอบชุบโครเมียมประดับอยู่บนบังโคลนหน้า ชุดกระจกมองหลังชุบโครเมียม กระจังดีไซน์ใหม่ ‘ลายรังผึ้ง’ ด้านข้างของชุดกระบังหน้า สะดุดทุกสายตาด้วย เฉดสีพิเศษ บริเวณล้อที่ทำผิวเป็นสีดำ Glossy Black ตัดกับบังแตร สปริงโช้คล้อหน้า ตลอดจนลายสติ๊กเกอร์สีเหลือง เบาะนั่งยังได้รับการตกแต่งที่ “ไฮเทค” ด้วยลายเดินด้ายสองสี และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะใหม่ ที่ให้ความสบายทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างลงตัวที่สุด โดยมีความจุที่สามารถเก็บหมวกนิรภัยแบบเดมิเจ็ทได้สองใบพร้อมกับสิ่งของอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บสิ่งของได้เพิ่มเติมในช่องเก็บถุงมือ ภายในมีพอร์ตยูเอสบีสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 พอร์ต นอกจากนี้  Vespa GTS Super Tech 300 ยังได้ ปรับตัวเรือนไมล์ใหม่ที่ให้การแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มระบบ Full-colour TFT Display ขนาด 4.3 นิ้ว โดยแผงหน้าปัดจะแสดงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ความเร็ว ระยะทางรวม และระยะทางเฉพาะทริป อุณหภูมิโดยรอบและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยแผงหน้าปัด TFT Smart Dash เทคโนโลยีใหม่จะทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อภายใต้ชื่อ VESPA MIA ระบบอัจฉริยะที่พร้อมเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟนผ่านทาง Application Vespa โดยนับเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยที่สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายกับการขับขี่ครั้งใหม่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ ระบบไฟส่องสว่าง ยังเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านท้าย และมุมมองด้านหน้ายังคงโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า FULL LED ทรงกลม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประจำรุ่นที่ฝังรากอยู่ในประวัติศาสตร์การออกแบบของเวสป้ามาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยไฟขับขี่กลางวันแบบ LED ที่บริเวณตอนท้ายของตัวรถ โดยรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม Vespa GTS Super Tech มีให้เลือกด้วยกันสองสี ได้แก่ สีเทา เกรย์ เอวิโอ (Grey Avio) และสีดำ เนโร โวลคาโน่ (Nero Vulcano) สนนราคาช่วงแนะนำที่ 229,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสะกดใจ สามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และอินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้  ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้   

15 November 2019
สเปค Yamaha Tmax Tech Max 560 แรงขึ้นกว่าเดิม!!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับ Yamaha Tmax Tech Max 560 ปี 2020 ภายในงาน Eicma show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ต้องบอกเลยว่า สเปค นี้ได้รับความสนใจจากสายสกู๊ตเตอร์อย่างล้นหลาม เพราะมีเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น ดีไซน์ไฟท้ายสวยขึ้นกว่าเดิม สเปค Yamaha Tmax Tech Max 560 ที่บอกว่าแรงขึ้นนั้นเพิ่มเติมจากของเดิม 530 เป็น 560 ถ้าตามสเปคเครื่องยนต์ที่แท้จริงแล้ว นั้นก็คือ 560 ซีซี เครื่องยนต์ที่กำลังอัดที่ 10.9:1 สามารถให้แรงม้าได้ 46 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 7500 รอบ/นาที พร้อมกับแรงบิด 55.7 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 5250 รอบ/นาที ขับเคลื่อนด้วยสายพาน เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ได้ 4.8 ลิตร/ 100 กิโลเมตร เท่ากับว่า น้ำมัน 1 ลิตร สามารถเดินทางได้ 20.8 กิโลเมตร ในความเร็วปกติ สำหรับ Tech max คันนี้ สามารถที่จะบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง ได้ 15 ลิตร ก้สามารถที่จะเดินทางได้ถึง 300 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง ถือว่าไปได้ไกลเลยทีเดียว แถมจะยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องยนต์ตัวที่ให้เสียงเครื่องที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม และผ่านมาตรฐาน Euro 5  ช่วงล่างระบบโช้คหน้าที่เป็นแบบ Up side Down ตัวกระบอกโช้คสีทอง และโช้คหลังเป้นโช้คเดี่ยวที่วางอยู่ระหว่าง สวิงอาร์มและตัวโครงรถ สามารถที่ปรับพรีโหลดได้ ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 800 มม. ระบบเบรคหน้าที่ให้มาแบบดิสคู่ขนาด 267 มิลลิเมตรพร้อมคาลิปเปอร์ 4 พอร์ท และเบรคหลังที่ให้มา ขนาด 282 มิลลิเมตร คาลิบเปอร์ 1 พอร์ทพร้อมกับตัวเบรคมือแบบสาย  ในส่วนของล้อและยาง ขนาดของวงล้อหน้า 120/70R15 และล้อหลัง 160/60R15 ทั้งล้อหน้าและล้อหลังมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 นิ้ว มีระบบความปลอดภัย Traction Control ป้องกันการหมุนของล้อหน้าและหลังไม่พร้อมกัน สามารถปรับตัว Tractionได้ 2 ระดับ ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ยังมี D-Mode ที่จะเพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวลมากขึ้นและปรับเป็น Sports เพื่อที่จะต้องการแรงบิดแบบมหาศาลเร่งแซง ทันใจ Tech Max คันนี้ยังมีเทคโนโลยี Cruise Control ควบคุมความเร็วได้ตลอดทาง พร้อมกับ เทคโนโลยี Tmax connect เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกลๆ พร้อมชิวหน้าแบบไฟฟ้าปรับ ขึ้น-ลง สบายๆ มีเพิ่มเติมอีกคือ อุ่นเบาะ และ อุ่นแฮนด์ แต่ฟังก์ชั่นนี้ดูๆแล้วยังไม่เหมาะกับประเทศไทยเท่าไร แต่ก็ขอให้ใส่มาด้วย มีไว้ดีกว่าไม่มี (ถ้าเข้าไทยนะ) เรือนไมล์แบบ MonoTone TFT ผสมผสาน ดิจิทัลกับเข็ม ได้อย่างลงตัวตัวเรือนไมล์ให้แสงโทนสีขาวและน้ำเงิน ดูสปอร์ต บอกรอบเครื่องยนตื ความเร็ว ดิสเพลตรงจอ TFT ก็จะแสดงผลครบถ้วนทั้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ทริป น้ำมันในถัง ความร้อน ไฟสถานะเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ไฟสูง สถานะ ABS TCS และD-Mode มาดุกันที่รูปร่างหน้าตาเจ้า Tech Max กันบ้าง มีการออกแบบบอดี้ใหม่ ตามหลักการ “บูมเมอแรง” ที่มีหลักอากาศพลศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเพราะ Sports scooter คันนี้มีรูปร่างที่ใหญ่ ต้องมีส่วนที่โฉบเฉี่ยวลู่ลม และมีชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบา ส่วนไหนควรหนักก็ต้องหนัก ส่วนไหนควรเบาก็ทำให้เบา เหมือนอย่าง “บูมเมอแรง” จะมีความสมดุลและขับขี่ได้อย่าง สนุก สปอร์ต มากยิ่งขึ้น ใส่ส่วนของไฟท้ายที่มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยการออกแบบครั้งนี้ยึดหลักการออกแบบ T Shaped ที่ดูแล้วเหมือนตัวอักษรตัว T ดูล้ำสมัย เด่น เป็นเอกลักษณ์ของ

15 November 2019
2020 Honda Africa Twin 1100 DCT ที่หลายคนพร้อมที่จะลุย!!

หลังจากเปิดตัวไป เสียงตอบรับก็ไม่น้อย วันนี้ได้มีโอกาสเห็น 2020 Honda Africa Twin 1100 DCT ตัวจริงเสียที ต้องบอกเลยว่าสวยสำคำร่ำรือ และตัวรถเองมีการอัพสเปคซีซี เพิ่มมากขึ้นพร้อมยัดเทคโนโลยีใหม่ๆใส่เข้าไปเพียบเลย ทางด้านรูปร่างหน้าตา ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่พอสังเกตได้ แต่ก็ยังอยู่ในเค้าโครงเดิมไม่เปลี่ยนไปมาก ไฟหน้าเปลี่ยนใหม่ที่มี เดย์ไลท์เพิ่มเข้ามาให้มีแววตาความดุ มากขึ้น และก็สวยมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับระบบส่องสว่างที่เป็นแบบ ไฟ LED ทั้งคัน แฟริ่งตัวรถมีการออกแบบใหม่เกือบจะทั้งหมด ทำให้น้ำหนักตัวรถลดลงเกือบ 2 กิโลกรัม จะอยู่ที่ 226 กิโลกรัมในรุ่นของเกียร์ธรรมดา สำหรับรุ่น DCT จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 236 กิโลกรัม ส่วนเพิ่มเติมจากรุ่นธรรมดาอยู่ที่ 10 กิโลกรัม เลือกเอาตามใจได้เลย คนละฟิว!! สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของคันนี้เลยก็ว่าได้นั้นก็คือเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่สามารถเอานิ้วสัมผัสเลือกเมนูและเปลี่ยนการตั่งค่าต่างๆได้อย่างง่ายๆ พร้อมกับรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เห็นจอแล้วใจสั่น มาดูต่อที่เครื่องยนต์ที่มี ขนาดความจุซีซีที่เพิ่มขึ้นเป็น 1084 ซีซี จำนวนลูกสูบเท่าเดิม 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 101 แรงม้าที่ 7500 รอบ/นาที แรงบิด 105 นิวตันเมตร ที่ 6250 รอบ/นาที ตัวธรรมดาเป็นเกียร์ 6 สปีด สำหรับ DCT ก็มีเกียร์เท่ากัน พร้อมกับมี โหมด Sports มาให้เล่นเพิ่มอีก 3 ระดับ ในรุ่นใหม่ 2020 Honda Africa Twin 1100 DCT มีแกน IMU เข้ามาช่วยการจับการเคลื่อนไหว คำนวนค่าองศาต่างๆของตัวรถอีกด้วย ทำให้เราสามารถที่จะขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบ HSTC ที่มาช่วยให้เพิ่มกำลังได้อีก 7 ระดับ รับรองได้เลยว่า ขับขี่ได้สนุกขึ้นกว่าตัวเก่าอย่างแน่นอน Riding Mode อีก 4 โหมด  – Urban – Tour – Gravel – Off Road เพิ่มเทคโนโลยี Wheelie Control กันยกที่สามารถปรับได้ 3 ระดับ (นึกว่ารถ สปอร์ต) ถังบรรจุเชื้อเพลิงมีขนาด 18.8 ลิตร ระบบช่วงล่างหน้าแบบ Up side down 45 มิลลิเมตร ของ Showa สวิงอาร์มหลังแบบคู่ทำงานคู่กับโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว Showa เช่นเดียวกับโช้คหน้า ระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ เหมาะสำหรับสายลุย เซอร์วิสง่าย วงหน้าหน้ามีขนาด 21 นิ้ว มาพร้อมกับเบรคหน้าแบบดิสคู่ Floating เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 310 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรคหน้าแบบ เรเดี้ยนเมาส์ nissin 4 พอร์ท และล้อหลังที่มีขนาด 18 นิ้ว ที่ติดเบรคหลังแบบดิส ขนาด 256 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์ 1 สูบพร้อมกับระบบ ABS แบบเปิดปิดได้ มาจากโรงงาน สำหรับคนไทยที่รอเจ้า CRF1100L 2020 อดใจรออีกหน่อยของดีฟังก์ชั่นเต็มกำลังจะมา                          แล้วพวกคุณจะเอ็นจอยกับมันไม่ใช่น้อยเลยละครับ ซีซีเพิ่มขึ้น ลูกเล่นเทคโนโลยีจัดมาให้เต็มๆจากโรงงาน ทั้งความปลอดภัยและสมรรถนะตัวรถ ต้องตอบโจทย์สายลุยอย่างแน่นอนรอฟังราคา อย่างเดียวมีสะดุ้งแน่นอน รู้มือ..สายนี้!!   อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้  ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

14 November 2019